The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือหลักสูตรฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chalermphong Jack Promnoi, 2023-10-09 22:58:03

คู่มือหลักสูตรฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ

คู่มือหลักสูตรฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ

เอกสารประกอบ การฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตร “ฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ” เล่มนี้ เนื้อหาสอดคล้องตามกฎกระทรวงการเป็นหน่วยงานฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้น และการเป็นหน่วยงานฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ พ.ศ. 2556 ซึ่งก ากับดูแลโดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ด าเนินการโดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) ค ำน ำ การเกิดเหตุเพลิงไหม้ในสถานประกอบกิจการแต่ละครั้ง ย่อมน าความสูญเสียต่อชีวิต ตลอดจน ทรัพย์สินของนายจ้าง และลูกจ้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของนายจ้างและภาพรวม ของประเทศ มีสาเหตุมาจากการขาดการเตรียมความพร้อมในการจัดการกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งการด าเนินการที่ดีที่สุด เพื่อให้การจัดการต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สถานประกอบกิจการต้องด าเนินการให้เป็นไปตามกฎกระทรวงก าหนด มาตรฐานในการบริหาร จัดการและด าเนินด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน เกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 กล่าวคือ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบ ของจ านวนลูกจ้างในแต่ละหน่วยงานของสถานประกอบกิจการเข้ารับการฝึกอบรมการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อม อพยพหนีไฟ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักด้านการบริหารจัดการสาธารณภัย ของประเทศไทย มีหน้าที่แนะน า ให้ค าปรึกษา และอบรมเกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแก่หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคเอกชน ประกอบกับได้รับใบอนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงานเป็นหน่วยงานฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้นและการเป็นหน่วยงานฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ จึงได้จัดท าเอกสารประกอบการฝึกอบรม“การฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ”ขึ้น โดยมีเนื้อหา ตามที่กฎกระทรวงการเป็นหน่วยงานฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้นและการเป็นหน่วยงานฝึกซ้อมดับเพลิง และฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ พ.ศ.2556 ก าหนด เพื่อประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟดังกล่าว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารประกอบการฝึกอบรม“การฝึกซ้อม ดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ”ฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสถานประกอบกิจการในการน าไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้สามารถจัดการป้องกันและลดความสูญเสียเมื่อเกิดอัคคีภัยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) สำรบัญ หน้ำ การเตรียมความพร้อมในการป้องกันและระงับอัคคีภัย 1 แผนการดับเพลิงและวิธีการดับเพลิงของสถานประกอบกิจการ 2 แผนการอพยพหนีไฟและวิธีการอพยพหนีไฟของสถานประกอบกิจการ 10 แผนตรวจตรา 12 การค้นหา ช่วยเหลือ และเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย 13 การปฐมพยาบาลเบื้องต้น 19 การกู้ชีพ (CPR) 24


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) การฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ 1 การเตรียมความพร้อมในการปูองกันและระงับอัคคีภัย กฎกระทรวงก าหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และด าเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ สภ าพแวดล้อมในก า รท าง านเกี่ยวกับก า รปูองกันแล ะระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ข้อ 4 ก าหนดให้ สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีแผนปูองกันและระงับอัคคีภัย ประกอบด้วย การตรวจตรา การอบรม การรณรงค์ปูองกันอัคคีภัย การดับเพลิง การอพยพหนีไฟ การบรรเทาทุกข์และการปฏิรูปฟื้นฟู องค์ประกอบของแผนดังกล่าวจะด าเนินในภาวะต่างกัน คือ ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ และหลังจาก เพลิงสงบแล้ว รายละเอียดแยกได้ ดังนี้ 1.1 ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งจะประกอบด้วย แผนปูองกันอัคคีภัยต่างๆ 3 แผน คือ แผนการอบรม เป็นการอบรมให้ความรู้กับพนักงานทั้งในเชิงปูองกันและการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ ซึ่งการ เกิดอัคคีภัยภายในสถานประกอบการ ย่อมน ามาซึ่งความสูญเสียต่อธุรกิจการค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สินเสียหาย การผลิต การบริการหยุดชะงัก เสียโอกาสการขาย หรืออาจถึงขั้น มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ดังนั้น ในการปูองกันและลดความเสี่ยงด้านการเกิดอัคคีภัย จึงจ าเป็นต้องจัดให้มีแผนการอบรม โดยก าหนด ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลาด าเนินการ และงบประมาณให้ชัดเจน แผนการรณรงค์ปูองกันอัคคีภัย เป็นแผนเพื่อปูองกันการเกิดอัคคีภัยในสถานประกอบการ โดยเป็น ก า ร ส ร้ างค ว ามสนใ จ แ ล ะส่งเ ส ริมในเ รื่องก า รปู องกันอัคคีภั ยให้เ กิด ขึ้นในทุก ร ะดับ ของพนั กง าน ในแผนการรณรงค์ปูองกันอัคคีภัย ควรก าหนดผู้รับผิดชอบ ระยะเวลาด าเนินการ และงบประมาณให้ชัดเจน แผนการตรวจตรา เป็นแผนการส ารวจความเสี่ยงและตรวจตรา เพื่อเฝูาระวังปูองกันและขจัด ต้นเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ ก่อนจัดท าแผนควรมีข้อมูลต่างๆ ดังนี้ เชื้อเพลิง สารเคมี สารไวไฟ ระบบไฟฟูา จุดที่มี โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ และต้องมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ คุณสมบัติลักษณะการลุกไหม้ ปริมาณของสาร อันตรายที่มีอยู่สูงสุด ชนิดของสารดับเพลิงและปริมาณที่ต้องใช้เพื่อประกอบการวางแผน การตรวจตรา ควรมีการก าหนดบุคคล พื้นที่ที่รับผิดชอบ หัวข้อและจุดที่ต้องตรวจ ระยะเวลา ความถี่ ผู้ตรวจสอบรายงาน การส่งรายงานผล การแจ้งข้อบกพร่องในการตรวจตราที่ชัดเจน 1.2 ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ซึ่งจะประกอบด้วย แผนเกี่ยวกับการดับเพลิง และลดความสูญเสีย โดยประกอบด้วยแผนต่างๆ 3 แผน คือ แผนการดับเพลิง เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการเมื่อเกิดเพลิงไหม้ เช่น ล าดับ ขั้นตอนการ ปฏิบัติการ วิธีการดับเพลิงเบื้องต้น ก าหนดบุคคลในแผนดับเพลิงขั้นต้นและหน้าที่ โครงการสร้างองค์กรรองรับ เหตุการณ์ และการแจ้งขอรับการสนับสนุนจากหน่วยกับเพลิงภายนอก แผนการอพยพหนีไฟ เป็นแผนที่ก าหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของพนักงาน และของสถานประกอบการในขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ช่วยให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่เกิดความสับสนใน กรณีที่ต้องมีการอพยพหนีไฟ แผนการอพยพหนีไฟที่ก าหนดขึ้นนั้น ควรมีองค์ประกอบต่างๆ เช่น หน่วยตรวจสอบจ านวน พนักงาน ผู้น าทางหนีไฟ จุดนัดพบ หน่วยช่วยชีวิต ยานพาหนะ แผนบรรเทาทุกข์ ซึ่งจะเป็นแผนที่มีการปฏิบัติต่อเนื่องไปจนถึงหลังเหตุเพลิงไหม้สงบลงแล้วด้วย เป็นแผนที่จัดขึ้นเพื่อให้การช่วยเหลือบุคลากรและการเตรียมการฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การช่วยชีวิต


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) การเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย การประเมินความเสียหาย การช่วยเหลือลูกจ้าง การเข้าสู่กระบวนการท างานปกติ และ การประสานหน่วยงานต่างๆ 1.3. หลังเหตุเพลิงไหม้สงบลงแล้ว จะประกอบด้วยแผนที่จะด าเนินการเมื่อเหตุเพลิงไหม้สงบแล้ว 2 แผน คือ แผนการบรรเทาทุกข์ซึ่งด าเนินการต่อเนื่องจากภาวะเกิดเหตุเพลิงไหม้ แผนปฏิรูปฟื้นฟูเพื่อให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว 2. แผนการดับเพลิงและวิธีการดับเพลิงสถานประกอบกิจการ 2.1 แผนการดับเพลิง อัคคีภัยอาจเกิดขึ้นได้ โดยมีส่วนสัมพันธ์กับเวลา สิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งยังอาจ เกิดขึ้นได้โดยไม่เลือกเวลา ดังนั้น การปฏิบัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้ จึงต้องมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ในการ ฝึกซ้อมการดับเพลิง แผนการดับเพลิง จึงมีความจ าเป็น ในการเตรียมตัว เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน พนักงานทุกคนที่มีการปฏิบัติงานใน ช่วงเวลาดังกล่าว จึงควรทราบถึง หน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติตน เมื่ออยู่ในสถานการณ์นั้น ดังตัวอย่างแผนการ ดับเพลิง ต่อไปนี้


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๓ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.)


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๔ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.)


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๕ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.)


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๖ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.)


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๗ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.)


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๘ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.)


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๙ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 2.2 วิธีการดับเพลิงประเภทต่าง ๆ หลักการดับเพลิง สามารถท าได้ 4 วิธี คือ 1) การก าจัดเชื้อเพลิง ท าได้โดยการ น าเชื้อเพลิงออกไปจาก บริเวณเกิดอัคคีภัย และส าหรับกรณีขนถ่ายเอาเชื้อเพลิงออกไป ไม่ได้ ควรใช้วิธีน าเอกสารอื่นๆ มาเคลือบของเชื้อเพลิงเอาไว้ เช่น การใช้ผงเคมีโฟม (Foam) น้ าละลายด้วยผงซักฟอก ซึ่ง เมื่อฉีดลงบนผิววัสดุแล้วจะปกคลุมอยู่นานตราบเท่าที่น้ าหรือ สารเคมีอื่นๆ ที่ผสมในน้ ายังไม่สลายตัว 2) การก าจัดออกซิเจนโดยการปิดกั้นออกซิเจนไม่ให้ ไปรวมตัวกับไอของเชื้อเพลิง เนื่องจากออกซิเจนเป็น องค์ประกอบหนึ่งของไฟ วิธีการก าจัดออกซิเจนมี หลายวิธี เช่น ฉีดน้ าหรือสารปกคลุมอื่น ๆ ไปคลุม ผสมเชื้อเพลิงหรือฉีดแก๊สเฉื่อย เช่น ไนโตรเจน หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ไปปกคลุมบริเวณเพลิงไหม้ท าให้ จ านวนออกซิเจนในอากาศมีปริมาณต่ าลง จนไม่มีการ สันดาปอีกต่อไปโดยทั่วไปแล้วเชื้อเพลิงจะถูกล้อมด้วย ออกซิเจนประมาณ 21% ซึ่งเกินพอส าหรับการเผา ไหม้เพราะต้องการเพียง 16 % แต่ถ้าหากเราสามารถท าให้ออกซิเจนลดลงไปได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเรา สามารถดับไฟได้เลยทีเดียวหากออกซิเจนน้อยลง ไฟก็อาจยังคงไหม้แบบคุได้ (ไม่มีเปลว) เช่นไฟไหม้ในตู้เก็บ ของในลักษณะคุ เมื่อเปิดฝาตู้ออกก็จะลุกทันที ทั้งนี้เพราะออกซิเจนภายนอกเข้าไปช่วยในการเผาไหม้อย่าง เพียงพอ 3) การลดอุณหภูมิ (ลดความร้อน) เมื่อท าให้อุณหภูมิของเชื้อเพลิงต่ าลงไปกว่าจุดวาบไฟแม้จะมีเชื้อเพลิง และออกซิเจนผสมกันอยู่ก็ไม่เกิดการสันดาปเพลิงก็จะสงบลง วิธีการลดอุณหภูมิหรือการลดความร้อนเป็นวิธีที่ ใช้กันแพร่หลายซึ่งจะใช้น้ าท าการดับไฟ การดับ โดยวิธีนี้จะท าให้เชื้อเพลิงเย็นตัวลง เพื่อลดอัตรา การกลายเป็นไอเพื่อปูองกันการระเบิด เนื่องจาก OVER PRESSURE หรือท าให้ความร้อนต่ าลง


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๐ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 4).การขัดขวางปฏิกิริยาลูกโซ่ การเผาไหม้ที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และแรงขึ้นเรื่อย ๆ เกิดขึ้นเนื่องจากอนุมูลอิสระที่ถูกเหวี่ยงออกไปแล้วกลับเข้าไปที่ ฐานของไฟอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงมีการทดลองหาสารเคมีที่สามารถ ขัดขวางการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ของไฟ ซึ่งพบว่าฮาลอน (HALON) เมื่อฉีดใส่ไฟมันจะเข้าไปแทนที่อนุมูลอิสระอย่างรวดเร็ว แต่ต้อง ระวังในการใช้เพราะอาจจะท าให้ขาดอากาศหายใจได้ เนื่องจาก ฮาลอน (HALON) หนักกว่าอากาศ จึงสามารถไล่อากาศออกไป สารดังกล่าว ได้แก่ไฮโดรคาร์บอนประกอบกับฮาโลเจน (Halogented – Hydrocarbon) ซึ่งสารฮาโลเจนได้แก่ ไอโอดีน โบรมีน คลอรีน และฟลูออรีน (เรียงตามล าดับความสามารถในการใช้งาน) สารดับเพลิงประเภทนี้มีชื่อเรียกว่า ฮาลอน (HALON) เช่น HALON 1211 HALON 1301 แต่ปัจจุบันได้ถูกเลิกผลิตแล้วโดยมีสารชนิดอื่น มาทดแทน เช่น FM – 200 3.แผนการอพยพหนีไฟและวิธีการอพยพหนีไฟของสถานประกอบกิจการ 3.1 แผนการอพยพหนีไฟและวิธีการอพยพหนีไฟ แผนอพยพหนีไฟนั้น ก าหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของพนักงานและสถานประกอบการ ในขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ แผนอพยพหนีไฟที่ก าหนดขึ้นนั้น มีองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น หน่วยตรวจสอบจ านวนพนักงาน ผู้น าทางหนีไฟ จุดนัดพบ หน่วยช่วงชีวิต และยานพาหนะ ฯลฯ ควรได้ก าหนดผู้รับผิดชอบในแต่ละหน่วยงาน โดยขึ้นตรงต่อ ผู้อ านวยการอพยพหนีไฟหรือผู้อ านวยการดับเพลิงดันนี้ - ผู้อ านวยการอพยพหนีไฟหรือผู้อ านวยการดับเพลิง ชื่อ............................................ - ผู้ช่วยผู้อ านวยการอพยพหนีไฟหรือผู้ช่วยอ านวยการดับเพลิง ชื่อ ............................ ในแผนดังกล่าวควรก าหนดให้มีการปฏิบัติ ดังนี้ 1) ผู้น าทางหนีไฟ จะเป็นผู้น าทางพนักงานอพยพหนีไฟไปตามทางออกที่จัดไว้ 2) จัดนัดพบ หรือเรียกอีกอย่างว่า “จุดรวมพล” จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยซึ่งพนักงานสามารถที่จะมารายงานตัว และท าการตรวจสอบนับจ านวนได้ 3) หน่วยตรวจสอบจ านวนพนักงาน มีหน้าที่ตรวจนับจ านวนพนักงานว่ามีการอพยพหนีไฟออกมาภายนอก บริเวณที่ปลอดภัยครบทุกคนหรือไม่ หากพบว่าพนักงานอพยพหนีไฟออกมาไม่ครบจามจ านวนจริง ซึ่ง หมายถึงยังมีพนักงานติดอยู่ในพื้นที่ที่เกิดอัคคีภัย 4) หน่วยช่วยชีวิตและยานพาหนะ จะเข้าค้นหาและท าการช่วยชีวิตพนักงานที่ยังติดค้างอยู่ในอาคารหรือในพื้นที่ ที่เกิดอัคคีภัย รวมถึงกรณีของพนักงานที่ออกมาอยู่ที่จุดรวมพล แล้วมีอาการเป็นลมหมดสติ หรือบาดเจ็บ เป็น ต้น หน่วยช่วยชีวิต จะท าการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และติดต่อหน่วยยานพาหนะให้ในกรณีที่พยาบาลหรือ แพทย์พิจารณาแล้ว ต้องน าส่งโรงพยาบาล


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๑ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 3.2 วิธีการอพยพหนีไฟ 1) ก าหนดเส้นทางหนีไฟ และเส้นทางหนีไฟส ารอง 2) ลักษณะสัญญาณเตือนภัย หนีไฟ ควรแจ้งให้พนักงานทราบ รวบทั้งสัญญาณที่แจ้งเหตุเพลิงไหม้ เพื่อพนักงาน จะได้กลับเข้าท างาน เพลิงไหม้ สัญญาณดัง หนีไฟ เพลิงสงบ สัญญาณ (ต่างจากเพลิงไหม้) กลับเข้าท างาน 3) การมอบหมายเจ้าหน้าที่ - ผู้ตรวจพื้นที่ จะท าหน้าที่ตรวจพื้นที่ในการหนีไฟ พื้นที่ปฏิบัติงานต่าง ๆ - ผู้น าทางหนีไฟ จะท าหน้าที่น าพนักงาคนอื่นๆ ออกไปตามทางออกที่จัดไว้และนับจ านวนพนักงาน - ผู้น าทางส ารอง


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๒ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 4.แผนตรวจตรา เป็นแผนการส ารวจความเสี่ยงและตรวจตรา เพื่อเฝูาระวังปูองกันและขจัดต้นเหตุของการเกิดเพลิง ไหม้ก่อนจัดท าแผนควรมีข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้ เชื้อเพลิง สารเคมี สารไวไฟ ระบบไฟฟูาจะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดเพลิง ไหม้ และต้องมีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ คุณสมบัติลักษณะการลุกไหม้ปริมาณของสารอันตรายที่มีอยู่สูงสุด ชนิดของ สารดับเพลิงและปริมาณที่ต้องใช้ เพื่อประกอบการวางแผนการตรวจตราควรมีการก าหนดบุคคล พื้นที่ที่รับผิดชอบ หัวข้อและจะที่ต้องตรวจระยะเวลา ความถี่ผู้ตรวจสอบรายงาน การส่งรายงาน การแจ้งข้อบกพร่องในการตรวจตราที่ชัดเจน ตัวอย่างของหัวข้อที่ควรตรวจตรา เช่น - จุดที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุเพลิงไหม้ - การใช้ และการเก็บวัตถุไวไฟ - ของเสียติดไฟง่าย - เชื้อเพลิง - แหล่งความร้อนต่าง ๆ - อุปกรณ์ดับเพลิง - ทางหนีไฟ ตัวอย่างแผนผังการตรวจตรา ก่อนเข้าท างาน 10 นาที ตรวจสถานที่ตามที่ก าหนด ส่งแบบรายงานที่ฝ่าย............ ฝ่าย...................ตรวจสอบแบบรายงานและสรุปผล ผอ. แผนฯ เก็บรวบรวมเอกสาร โดยฝ่าย................ หัวหน้าฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สั่งการ พนักงานที่รับผิดชอบ ปรับปรุงแก้ไข มีข้อบกพร่อง ไม่มีข้อบกพร่อง สั่งแก้ไข รายงานผล


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๓ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 5. การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย และเคลื่อนย้าย ในการปฏิบัติงานดับเพลิง ถือว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยมีความส าคัญเป็นอันดับแรก ภารกิจของการ ดับเพลิง คือ การช่วยเหลือผู้ที่ประสบกับสภาวะวิกฤตในสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ให้ออกมา 5.1 ประเภทของการช่วยเหลือผู้ประสบภัย 1). การค้นหาผู้ประสบภัย เป็นการค้นหาว่ามีผู้ประสบภัยที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่หรือไม่ ภายใน บริเวณที่มีควันไฟปกคลุมอยู่ เป็นการปฏิบัติงานช่วยเหลือที่มีความส าคัญเป็นอันดับแรก 2). การช่วยเหลือ เป็นการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาโดยตรง 3). การน าทางหลบภัยออกมา เป็นการปฏิบัติงานน าทางผู้ประสบภัยที่ยังสามารถเดินได้ด้วยตนเอง ออกมายังบริเวณที่ปลอดภัยบนพื้นดิน 5.2 หลักการค้นหาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย การค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยเป็นการเข้าไปเพื่อช่วยชีวิตบุคคลที่ติดอยู่ในอาคารบ้านเรือน สิ่ง ปลักหักพังอันเป็นผลเนื่องจากอัคคีภัย การที่จะด าเนินการค้นหาผู้ประสบภัยให้ได้อย่างรวดเร็วและสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้ประสบภัยได้ อย่างปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะท าได้นั้น ปัจจัยแรกที่ต้องท า คือ ต้องควบคุมสถานการณ์ที่ผู่ในภาวะชุลมุนวุ่นวาย 1). การค้นหาเพื่อช่วยชีวิตผู้ประสบภัยจากภายนอกอาคาร ควรด าเนินการดังนี้ - ค้นหาในระยะแรก เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุให้ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บร้ายแรงก่อน - ส ารวจโดยรอบบริเวณที่ได้รับความเสียหายโดยสอบถามบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุจดรายละเอียด จากบุคคลที่มีหน้าที่ดูแลอาคาร หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานที่แห่งนั้นว่าสาเหตุมาจากอะไร อันตรายที่ ยังมีอยู่และมีบุคคลทั้งหมดในอาคารจ านวนเท่าใด มีผู้ติดค้างเท่าใด อยู่ส่วนไหนของอาคารรวมทั้งจุดใดเป็นจุดที่ได้รับ อันตรายมากที่สุด - ตรวจค้นโดยรอบภายนอก ถ้าพบสิ่งที่อาจจะท าให้เกิดการเสียหายต้องแก้ไขให้เรียบร้อยและ ประกาศให้ผู้ที่จะเข้าไปภายหลังทราบถึงจุดอันตรายนั้น ๆ 2). การค้นหาเพื่อช่วยชีวิตผู้ประสบภัยภายในอาคาร ควรด าเนินการดังนี้ - พิจารณาสภาพของอาคารที่ได้รับความเสียหาย ถ้าได้รับการกระเทือนจากการเข้าไป แล้วจะท า ให้ทรุดพังลงมาได้หรือไม่ - เตรียมอุปกรณ์ในการช่วยชีวิต ในบริเวณที่ยังมีสารพิษ ควันไฟหรือก๊าชพิษ - วิธีเจาะ งัด พัง เพื่อเข้าไปในอาคาร ถ้าเข้าไปโดยทางปกติไม่ได้ ก็ต้องใช้ก าลังงัดเจาะเข้าไป จึง จ าเป็นต้องศึกษาถึงรูปร่างลักษณะของประตู หน้าต่างว่ามีรูปร่างแบบไหน หรือการทรุดพังของอาคารว่ามีส่วนใดที่ว่าง ที่จะท าให้คนหลบหนีรอดอยู่ส่วนไหน จะได้งัดเจาะตรงที่นั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว 3). วิธีการค้นหาภายในอาคารที่เกิดเหตุ ควรปฏิบัติดังนี้ - เมื่อเดินอยู่บนบันไดหรือพื้นที่ช ารุดแต่ยังมีเครื่องรองรับอยู่ให้เดินเลียบผนังให้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้ - พยายามเข้าไปตรวจจุดที่ได้รับข้อมูลจากปากค าของผู้หนีรอดมาได้หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย - เมื่อแน่ใจว่ามีผู้ติดอยู่ในอาคารให้ช่วยตะโกนเรียกหรือเคาะตามผนังตามท่อน้ า เมื่อตะโกนหรือ เคาะแล้วทุกคนต้องเงียบเพื่อฟังเสียงตอบ


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๔ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) - เมื่อทราบว่ามีผู้ประสบภัยติดอยู่ควรมีการติดต่อตลอดเวลาที่ค้นหา การติดต่อจะเป็นผลให้ผู้ที่ ติดค้างอยู่มีก าลังใจที่จะต่อสู้กับอาการเจ็บปุวยและเป็นการทราบทิศทางของผู้ที่ติดค้างอยู่ด้วย - ถ้าผู้ประสบภัยหมดสติหรือจะเสียชีวิตแล้วก็ตาม เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบหรือเสียงเคาะตอบ ถ้าสงสัยจาก ข่าวที่ได้รับมาว่ามีบุคคลติดอยู่แน่ ก็ต้องขุดค้นจนทั้งบริเวณถ้าพบผู้ประสบภัยที่บาดเจ็บหรือชิ้นส่วนของ ผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายต้องเอาออกมาให้หมดเพราะชิ้นส่วนของร่างกายจะท าให้ผู้ค้นหาเกิดการเข้าใจผิดว่า ยังมีศพติดค้าอยู่ภายในซากปรักหักพังนั้น ท าให้เสียเวลาในการค้นหาอีก - ท าเครื่องหมายอาคารที่ตรวจค้น แล้วเมื่อผู้ช่วยเหลือได้เข้าไปตรวจค้นจนทั่วและน้ าผู้ประสบภัยออกมาหมดแล้ว ต้องท า เครื่องหมายหรือเขียนข้อความว่า “ตรวจแล้ว”หรือท าเครื่องหมายกากบาท ( X ) เพราะผู้มาภายหลังจะได้ทราบ ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาซ้ าอีก และในกรณีที่บริเวณนั้นเป็นที่ที่อันตรายก็ต้องเขียนบอกด้วยว่า “ตรวจแล้วมี อันตราย” ไว้ด้วยในสถานที่ที่มีอันตรายมีเครื่องหมายกั้นหรือห้ามมิให้เข้าไปบริเวณที่เกิดเหตุ เช่น ใช้เชือกไม้หรือ สิ่งที่พอหาได้ปิดกั้นไว้ - การประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ผู้มาร่วมช่วยเหลือที่มาจากหน่วยงานต่าง ๆ ชุดที่ช่วยเหลือเดิมควรแบ่งก าลังออกมาเพียงครึ่งหนึ่งก่อน อย่าถอนก าลังหมดเพราะการปฏิบัติการได้ปฏิบัติไปแล้ว ผู้มาใหม่จะได้มีโอกาสศึกษาหาลู่ทางปฏิบัติ และงานที่ท า ไปแล้วจะได้ค าแนะน าจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเพราะเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมีหลักฐานและข้อความที่ควรทราบ ที่ได้รับ จากผู้ที่ส ารวจมาแล้วและการส ารวจเพิ่มเติมจะท าให้ค้นหารวดเร็วและถูกต้องตรงจุดที่ต้องกระท าอย่างรีบด่วน หรือตามล าดับก่อนหลัง - สิ่งที่ควรค านึงถึงอีกประการ คือ ต้องจัดการกับสาธารณูปการ ที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายในบริเวณนั้น เช่น อาจจะมีสายไฟฟูาหรือท่อนประปา ถูกท าลายควรปฏิบัติดังนี้ - ถ้าสายไฟฟูาขาดและตกลงควรรีบยกสวิตซ์ตัดตอนใกล้บริเวณนั้น ถ้าไม่สามารถเข้าไปตัดตอน สวิตซ์ได้ก็ควรใช้ไม้แห้งเขี่ยสายไฟอกไปให้พ้นทางอันตราย หรือใช้ขวานที่ด้ามเป็นฉนวนฟันสายไฟให้ขาดออกถ้า สายใหญ่ให้ตัดที่ละเส้น โดยแยกออกให้ห่างกันอย่างให้คมขวานเป็นสื่อให้เกิดการอาร์คหรือสปาร์คขึ้นได้ - ท่อประปาแตกให้ปิดก๊อกจ่ายกระแสน้ าตรงใกล้มาตรวัดน้ า ถ้าไม่สามารถเข้าไปได้ก็ให้ใช้ไม้หุ้ม กับเศษผ้าแล้วตอกเข้าไปในเส้นท่อประปาที่สามารถเข้าไปได้ก็ให้ใช้ไหม้หุ้มกับเศษผ้าแล้วตอกเข้าไปในเส้นท่อ ประปาที่แตก ปรือถ้าท่อประปาเป็นตะกั่วหรือเหล็กอ๊อกให้ทุบท่อให้แบนแล้วพับให้น้ าหยุดไหล การค้นหาเพื่อช่วยชีวิตผู้ประสบภัยนั้นจะเป็นผลส าเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแผนการด าเนินการอย่างไรต้องแจ้งให้ทุคนได้ทราบ โดยมีการประสานงานกับกองอ านวยการ และฟังข่างจากกองอ านวยการตลอดเวลาหรือการประสานงานกับกองอ านวยการและฟังข่าวจากกองอ านวยการ ตลอดเวลาหรือการมีค าสั่งยกเลิกในการค้นหาต้องมาจากกองอ านวยการค้นหา การฟังความจากบุคคลอื่นหรือผู้ที่ ไม่เกี่ยวข้องกระท าให้เกิดการสับสน ดังนั้น ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องห้ามมิให้เข้าไปในบริเวณค้นหาเด็ดขาด


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๕ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 5.3 วิธีการค้นหาผู้ประสบภัยในอาคาร วิธีการค้นหาผู้ประสบภัยในอาคาร คือ ไปทางขวาหรืออยู่ทางขวาตลอด - หลังจากเข้าไปในอาคารให้เลี้ยวขวา มองด้านขวาและเดินเลียบไปตามผนังด้านขวา จนกระทั่งทั่วทั้ง บริเวณที่สามารถเดินเข้าไปได้และออกไปยังจุดเริ่มต้น - ถ้าทีมค้นหามีเหตุสุดวิสัยที่จะต้องกลับออกไป และไม่สามารถจ าทางได้ให้หันหลังกลับและเดินชิดผนัง ด้านซ้าย (ขวาเดิม) และเดินชิดซ้ายกลับออกมา การค้นหาผู้ประสบภัยในอาคาร 5.4 การเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย หลักการยกและเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยออกจากที่เกิดเหตุ เมื่อมาถึงสถานที่เกิดอุบัติเหตุ ผู้ประสบภัยอาจต้องได้รับการดูแล และการเคลื่อนย้าย สิ่งส าคัญคือต้องท า อย่างรวดเร็ว และระมัดระวังโดยเฉพาะในสถานที่ที่อยู่ในสถานการณ์อันตรายเพราะหากให้การดูแลผู้ประสบภัยไม่ เหมาะสม อาจท าให้ผู้ประสบภัยบาดเจ็บหรือถึงกับเสียชีวิตได้ ซึ่งโดยทั่วๆ ไป หน่วยกู้ชีพจะท าการเคลื่อนย้าย ผู้ประสบภัยเมื่อผู้ประสบภัยตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น ข้อควรระวัง การยกผู้ประสบภัยควรมีท่าทางอย่างเหมาะสม เพื่อการเคลื่อนไหวอย่างง่ายขึ้น และ ไม่เกิดการบาดเจ็บจากการยกผู้ประสบภัย ก่อนการยกเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยอย่างถูกวิธี ให้ปฏิบัติตามกฎพื้นฐาน ต่อไปนี้ 1). วางแผนการเคลื่อนย้ายที่ก่อนจะยก เช่น ประมาณน้ าหนักของผู้ประสบภัยและดูว่าต้องขอ ความช่วยเหลือจากผู้อื่นหรือไม่ 2). ใช้ขา แขน ไม่ใช้หลัง เวลายกให้ย่อขาและท าหลังให้ตรง 3). ให้น้ าหนักผู้ประสบภัยอยู่ใกล้ตัวท่านมากที่สุด โดยยกขึ้นตรงๆไม่ปัดหรือหมุน 4). การเคลื่อนร่างกายของคุณ ต้องเป็นขั้นตอน หรือจังหวะจากเท้าสู่เข่า แล้วจึงยืน แล้วเดิน 5). การยกขึ้นแนวดิ่งเท่านั้น และเป็นท่าทางอย่างธรรมชาติ การยก การลาก การดึง การแบกหรือการเคลื่อนย้ายสิ่งของหลักส าคัญที่ไม่ท าให้ตนเองบาดเจ็บ คือการอยู่ใน ท่าที่ถูกต้องในแนวตั้งตรงของกระดูกสันหลัง การท างานเป็นทีม เป็นสิ่งจ าเป็น การสื่อสารหรือสั่งการให้กับผู้ร่วมทีม อย่างชัดเจนสม่ าเสมอ ตั้งแต่ต้นจนจบโดยใช้ค าพูด อีกประกา รหนึ่งควรมีการเต รียมร่างกาย ให้พร้อมเสมอเพื่อท าการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๖ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 5.5. เทคนิคการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ 5.5.1 การเคลื่อนย้ายแบบฉุกเฉิน ท าการเคลื่อนย้ายกรณีที่มีอันตรายเกิดขึ้นทันทีต่อผู้ประสบภัย ตัวอย่างต่อไปนี้ จ าเป็นต้อง เคลื่อนย้ายฉุกเฉิน - ไฟไหม้ หรือภัยที่เกิดจากไฟ - เกิดการระเบิด - ไม่สามารถปกปูองผู้ประสบภัยจากอันตรายต่างๆ ได้แก่ อาคารที่ไม่แข็งแรง รถคว่ า เกิดการจลาจล วัตถุอันตราย น้ ามันเชื้อเพลิงรั่วไหล แก๊สรั่ว อาการหนาวหรือร้อนจัด หรือต้องท าการฟื้นกู้ชีพแต่พื้นไม่ ราบเรียบหรือมีความอ่อนนุ่มเกินไป การเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย เพื่อปูองกันกระดูกสันหลัง ควรจัดท่าทางของผู้ประสบภัยให้อยู่ในแนวตรง ตามล าตัว ศีรษะ และล าคอ การเคลื่อนย้ายแบบฉุกเฉินแบบต่างๆ การดึงเสื้อ ดังรูปที่ 1 การลากด้วยผ้าห่ม การเคลื่อนย้ายแบบนี้ใช้ 1 คน เคลื่อนย้ายด้วยวิธีการลากโดยใช้ผ้าห่ม ดังรูปที่ 2 การดึงไหล่หรือปลายแขน เป็นวิธีเคลื่อนย้ายระยะสั้นๆ โดยบุคคลเดียวเช่นกัน ดังรูปที่ 3


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๗ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) การอุ้มกอดด้านหลัง วิธีการนี้ใช้ในกรณีผู้ประสบภัยหมดสติ น าผู้ประสบภัยอยู่ในท่านั่งเหยียดขาอยู่บนพื้น ดังรูปที่ 4 การพยุงเดินโดยผู้เคลื่อนย้ายคนเดียว และผู้ประสบภัยมีสติพอเดินได้ ดังรูปที่ 5 การเคลื่อนย้ายแบบคลานลาก วิธีการให้ผู้ประสบภัยนอนหงาย ผูกมือทั้ง 2 ของผู้ประสบภัยติดกับ ด้านหน้า ผู้เคลื่อนย้ายก้มคร่อมโดยให้มือผู้ประสบภัยคล้องไหล่ไว้แล้วคลานไป การเคลื่อนย้ายแบบแบกบนบ่า


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๘ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 5.5.2 การเคลื่อนย้ายแบบไม่ฉุกเฉิน หากผู้ประสบภัยอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ไม่มีเหตุอันตรายแก่ชีวิตให้ท าการประเมินผู้ประสบภัย เบื้องต้น และรักษาตามอาการก่อนปูองกันการบาดเจ็บเพิ่มเติม พยายามให้ผู้ประสบภัยรู้สึกสบายหรือเจ็บปวดน้อย ที่สุด การเคลื่อนย้ายแบบนี้ ต้องอาศัยเครื่องมือมาก อาจจะเกิดอันตรายแก่กระดูกสันหลัง ต้องท าให้ กระดูกสันหลังอยู่กับที่เสียก่อน โดยใช้เครื่องมือเพิ่มเติม ตัวอย่างของการเคลื่อนย้ายแบบไม่ฉุกเฉิน - การยกผู้ประสบภัยขึ้นจากเตียงหรือจากพื้นจะเป็นการยากถ้าผู้ประสบภัยมีน้ าหนักมากกว่า 80 กิโลกรัม ซึ่งควรใช้ผู้ยกอย่างน้อย 3 คน - การยกผู้ประสบภัยโดยยกที่ส่วนแขน หรือส่วนขา เป็นลักษณะการยกผู้ประสบภัยจากเปล หรือ เตียงไปที่เปลหาม หรือพื้นแต่ไม่ควรใช้วิธีนี้กับผู้ประสบภัยที่บาดเจ็บที่แขนหรือขา 5.5.3 การจัดต าแหน่งให้ผู้ประสบภัย การจัดให้ผู้ประสบภัยอยู่ในท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผู้ประสบภัยแต่ละราย เช่น - ผู้ประสบภัยที่แสดงอาการช็อก มีหลัก 3 ประการที่ต้องพึงระวัง คือ ยกเท้าให้สูง รักษาความอบอุ่น ให้ร่างกาย และให้ออกซิเจน - ผู้ประสบภัยที่มีปัญหาในการหายใจ มักจะให้นอนตะแคงเนื่องจากผู้ประสบภัยจะไม่นอนทับปอด - ผู้ประสบภัยที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง จะต้องจัดท่านอนราบตามตัว และใช้อุปกรณ์ล็อค ตัวห้ามเคลื่อนไหว 5.5.4. อุปกรณ์การขนย้ายผู้ประสบภัย เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อขนย้ายผู้ประสบภัยไปที่จุดหมายอย่างปลอดภัย ควรท าความคุ้นเคยใน การใช้และทราบวิธีการใช้และความเหมาะสมกับลักษณะการขนย้าย รวมทั้งหมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ให้ดี อยู่เสมอ อุปกรณ์เคลื่อนย้าย ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปได้แก่ - เปลแบบมีล้อ ส่วนมากใช้กับรถพยาบาล สามารถจะพับขาได้ - เปลหามน้ าหนักเบา ส่วนใหญ่ประกอบด้วยผ้าและโครงไม้ หรืออลูมิเนียม - เปลตัก (Scope stretcher) เหมาะส าหรับการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยที่คาดว่าจะมีปัญหา ทางกระดูกสันหลัง - Vest type Extrication Device เป็นอุปกรณ์การย้ายเพื่อปูองกันกระดูกสันหลัง - เก้าอี้ขนาดเล็กมีล้อ - เปลสนามมีสายรัด - กระดาน Backboards เป็นเปลสนามชนิดหนึ่งท าด้วยกระดานมี 2 แบบ คือ แบบยาว และแบบสั้น มีความยาว 6–7 ฟุต และ 3–4 ฟุต ตามล าดับ การใช้งานแบบสั้นส่วนมากใช้กับการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยจาก ยานพาหนะ


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๑๙ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 5.5.5 กฎในการยกและเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย การยกและเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยมีหลายวิธี แต่หลักการเหมือนกันทุกวิธี คือ - บอกเล่าแผนการเคลื่อนย้ายกับผู้ที่มาช่วยว่าจะท าอะไร ที่ส าคัญคือต้องบอกผู้ประสบภัยด้วยว่าจะ ช่วยเหลืออะไรให้กับเขาบ้าง - ประมาณก าลังที่จะยกผู้ประสบภัย ถ้าไม่แน่ใจว่าจะยกไหวต้องหาคนช่วยให้มากพอ ห้าม ลอง ยกเด็ดขาด เพราะผู้ประสบภัยอาจจะได้รับอันตราย - ห้ามท าหลังงอเวลายกผู้ประสบภัย เพราะอาจจะท าให้หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนท าให้ปวดหลัง หรือเสียวแปลบตามเส้นประสาทต้องให้หลังตรงอยู่เสมอ - เวลายกผู้ประสบภัยให้ย่อขา และหนีบแขน ก ามือที่จับผู้ประสบภัยให้แน่นให้มือและแขน อยู่แนบกับตัวมากที่สุด จะท าให้ได้แรงยกมากขึ้น - ต้องยกผู้ประสบภัยโดยให้ตัวเราอยู่ในสมดุล น้ าหนักจะได้ลงที่ศูนย์กลางล าตัว ท าให้ออกแรง ได้เต็มที่ และตัวผู้ยกเองปลอดภัย จะไม่เกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาท - ต้องท าด้วยความนุ่มนวลที่สุด เราต้องการให้คนอื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไร ก็ควรปฏิบัติเช่นนั้น ต่อผู้อื่นด้วย การเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยมีหลายท่า หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความเหมาะสม ซึ่งต้องพิจารณา เป็นกรณีๆ ไป ผู้ที่ท าการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยควรจะฝึกฝนจนมีความช านาญ เพื่อปูองกันมิให้ผู้ประสบภัยและตนเอง ได้รับอันตรายจากการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยอย่างไม่ถูกต้อง 6. การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การปฐมพยาบาลเบื้องต้นจ าเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ให้การช่วยเหลือจะต้องมีความรู้ มีหลักการปฏิบัติ ที่ถูกต้อง และมีการฝึกฝนจนช านาญ ถึงจะท าให้การช่วยเหลือนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 6.1 การปฐมพยาบาล 6.1.1. วัตถุประสงค์ของการปฐมพยาบาล เพื่อช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหรือการเจ็บปุวย และช่วยให้กลับสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อเราเป็นบุคคลแรกที่อยู่ในที่เกิดเหตุและเป็นผู้มีทักษะด้านการ ปฐมพยาบาล รวมทั้งได้รับการฝึกอบรมการบริการด้านแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐานแล้วนั้น จ าเป็นจะต้องค านึงถึงการ ปูองกันความปลอดภัยของตัวเอง ทีมงาน บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์และผู้บาดเจ็บ สิ่งส าคัญที่ต้องค านึงถึงคือ การ ประเมินเบื้องต้นเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถแบ่งการประเมินออกเป็น 2 ประเภท 6.1.2 การประเมินสถานการณ์ต้องประเมินว่าสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมนั้นปลอดภัยพอที่จะเข้า ไปช่วยผู้บาดเจ็บหรือไม่ สภาพความรุนแรงของเหตุการณ์เป็นอย่างไร หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้วัตถุหรือสถานที่ที่ก่อให้เกิด อันตรายเพิ่มขึ้น ปูองกันการติดเชื้อโดยการไม่สัมผัสกับเลือดผู้บาดเจ็บโดยตรง


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๐ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 6.1.3 การประเมินสภาพผู้บาดเจ็บหรือผู้ปุวย เพื่อให้ทราบสภาวะผู้บาดเจ็บ โดยมีขั้นตอน การปฏิบัติดังนี้ แนะน าตัวเอง คือ บอกชื่อ หน่วยงานต้นสังกัดให้ผู้บาดเจ็บหรือญาติของผู้บาดเจ็บทราบ และขอ อนุญาตท าการช่วยเหลือ ตรวจดูความรู้สึกตัวของผู้บาดเจ็บ โดยการเรียกหรือการตีไหล่เบาๆ เช่น “คุณ...คุณ” และสังเกต การรู้สึกตัวและการตอบสนอง ตรวจดูทางเดินหายใจ โดยวิธีกดหน้าผากและเชยคางของผู้บาดเจ็บขึ้น หรือใช้วิธีเปิดขากรรไกร ของผู้บาดเจ็บ มองเข้าไปในบริเวณช่องปากว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่หรือเปล่า กรณีบาดเจ็บด้วยอุบัติเหตุให้ใช้วิธีการ ยกขากรรไกรล่าง ตรวจดูการหายใจโดยวิธี ตาดู (ที่หน้าอก) หูฟัง (เสียงลมหายใจ) แก้มสัมผัส (ลมหายใจ) ตรวจดูชีพจร โดยวิธีจับที่ข้อมือหรือข้อพับแขน หรือที่คอของผู้บาดเจ็บ (ในกรณีที่ผู้บาดเจ็บหมดสติ) ส่วนในทารก/เด็ก ใช้การคล าชีพจรที่ข้อพับด้านในแขนและข้อมือของทารก/เด็ก ตรวจดูลักษณะภายนอก ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า โดยการสัมผัสดูความผิดปกติของอวัยวะ และบาดแผล เช่น เลือด การแตกหักของกระดูก ตรวจดูบริเวณที่มีบาดแผลถ้ามีเลือดออกให้ท าการห้ามเลือด การขอความช่วยเหลือ เช่น จากหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ในขณะร้องขอความช่วยเหลือ ตั้งสติให้ดี พูด ให้ชัดเจน อย่าตื่นเต้นตกใจ พร้อมทั้งให้รายละเอียดข้อมูลต่างๆ ได้แก่ สถานที่เกิดเหตุ ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ผู้แจ้งขอความ ช่วยเหลือ แจ้งว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น มีผู้บาดเจ็บกี่คนและอาการเป็นอย่างไรบ้าง หรือถามถึงเวลาโดยประมาณที่หน่วย แพทย์ฉุกเฉินจะมาถึงสถานที่เกิดเหตุ ฯลฯ 6.2. การปฐมพยาบาลบาดแผลและการห้ามเลือด 6.2.1 ต้องค านึงถึงความปลอดภัยของตนเอง คือ โดยการสวมถุงมือยางหรือหาวัสดุใกล้ตัว เช่น ถุงพลาสติกสะอาด 6.2.2 ใช้มือกดโดยตรงลงบนบาดแผล หรือใช้ผ้าสะอาดพันหนาๆ กดลงบนบาดแผล ถ้าเลือดยังไม่หยุด ไหล ให้ใช้ผ้าชิ้นใหม่ปิดทับลงบนชิ้นเดิม และใช้เทปติดยึดหรือใช้ผ้าก๊อตพันทับผ้าที่ปิดบาดแผลไว้อีกครั้ง 6.2.3 ยกส่วนบาดแผลของผู้บาดเจ็บให้สูงขึ้นเหนือระดับหัวใจ (ในกรณีที่สามารถท าได้) 6.2.4 ถ้าเลือดยังไม่หยุดไหล ให้ใช้นิ้วมือกดตรงจุดเส้นเลือดแดงเหนือบริเวณบาดแผล 6.2.5 วิธีสุดท้ายที่จะเลือกใช้ คือ การขันชะเนาะ การขันชะเนาะจะใช้เฉพาะกรณีที่มีบาดแผลที่ต้องการห้ามเลือดโดยด่วนและวิธีอื่นๆ ไม่สามารถห้าม เลือดได้อีก เพราะวิธีการขันชะเนาะอาจสร้างความเสียหายให้เกิดกับเส้นประสาทและเส้นเลือดบริเวณนั้นได้ดังนั้น จึงอาจท าให้ผู้ปุวยต้องเสียอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณนั้นไป 6.3. วิธีการขันชะเนาะ 6.3.1 ใช้ผ้าปิดเหนือบาดแผล 6.3.2 ใช้ผ้าพันแผลพันทับแล้วมัดปมที่ผ้าพันแผล 6.3.3 ใช้แท่งไม้หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม สอดเข้าไปในปมแล้วขันชะเนาะ 6.3.4 เมื่อเลือดหยุดไหลให้มัดแท่งขันชะเนาะไว้ก่อน


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๑ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 6.3.5 ระบุเวลาที่ท าการขันชะเนาะติดไว้บนหน้าผากผู้ปุวยจากนั้นรีบน าผู้ปุวยส่งโรงพยาบาล 6.4. บาดแผลถูกวัสดุทิ่มแทง ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ถูกแทง ถ้าถูกแทงอาจถูกเส้นเลือด เส้นประสาท และเอ็น แผลถูกแทงที่ท้องอาจไป ท าลายอวัยวะภายในได้ เช่น ถูกกระเพาะอาหาร ส าไส้ และเส้นเลือด ท าให้เลือดตกใน เป็นอันตรายรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ วิธีการให้การช่วยเหลือให้ผู้บาดเจ็บบาดแผลถูกแทง โดยให้นอนหงาย งอเข่าเพื่อให้หน้าท้องหย่อน ปิด บาดแผลเพื่อห้ามเลือดแล้วรีบน าผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ถ้ามีวัสดุหักคาติดอยู่ ห้ามดึงวัสดุนั้นออกอย่างเด็ดขาด ให้ท าการยึดตรึงวัสดุนั้นไว้ให้นิ่งที่สุด โดยใช้ผ้า ปิดแผลแบบหนาๆ ปิดรอบๆ บริเวณบาดแผล และยึดวัสดุให้อยู่กับที่ไม่ให้เคลื่อนไหวไปมา ถ้ามีล าไส้หรืออวัยวะภายในโผล่ออกมาจากบาดแผลที่ถูกแทง ห้ามจับอวัยวะดันกลับเข้าไปข้างในอย่าง เด็ดขาด ควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ าหมาดๆ ปิดทับบาดแผล แล้วรีบน าผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ส าหรับบาดแผลที่ถูกแทงที่หน้าอก วิธีการให้การช่วยเหลือก็ท าโดยการห้ามเลือด ปิดบาดแผล ให้สนิท ถ้ามีวัสดุปักคา ห้ามดึงออก ควรยึดวัสดุนั้นให้อยู่นิ่ง กรณีที่วัสดุที่ปักนั้นยาวเกะกะไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายให้ท าการตัดให้สั้นลงได้ แต่ต้องท า ด้วยความระมัดระวัง ให้มีการกระทบกระเทือนน้อยที่สุด 6.5. บาดแผลที่มีอวัยวะส่วนปลายถูกตัดขาด ให้ท าการห้ามเลือดตามขั้นตอนและหลักการ จากเก็บ ชิ้นส่วนอวัยวะที่ถูกตัดขาด ใส่ถุงพลาสติกที่แห้งสะอาด ปิดปากถุงให้แน่น น าไปแช่ลงในน้ าแข็งหรือน้ าเย็น ห้ามแช่ใน น้ าแข็งโดยตรงหรือห้ามแช่ลงในน้ าแข็งแห้ง แล้วรีบส่งตัวผู้บาดเจ็บ พร้อมอวัยวะที่ถูกตัดขาดไปโรงพยาบาล 6.6. บาดแผลเลือดออกภายใน จะมีทั้งระดับไม่รุนแรงจนกระทั่งระดับรุนแรงมากถึงชีวิต เลือดออก ในลักษณะนี้เราไม่สามารถมองเห็นได้ ควรรีบน าผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด 6.7. บาดแผลไหม้เมื่อผิวหนังที่ปกคลุมร่างกายถูกท าลายด้วยความร้อน จะท าให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงเสียชีวิตได้ สาเหตุการเสียชีวิตจากแผลไหม้เนื่องจากทางเดินหายใจได้รับอันตราย เสียน้ าใน ร่างกายจ านวนมาก เกิดอาการช็อกจากการเสียน้ าและของเหลว และส่งผลต่อการติดเชื้อได้ 6.7.1 การปฐมพยาบาลแผลไหม้ 1). การไหม้เฉพาะชั้นผิวหนัง ระบายความร้อนออกจากบาดแผล โดยเปิดให้น้ าไหลผ่านบริเวณบาดแผล นานประมาณ 10 นาที ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้ ทาด้วยยาทาแผลไหม้ ปิดด้วยผ้าสะอาดปิดทับ เพื่อปูองกันการติดเชื้อ รีบน าผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล 2). การไหม้ลึกถึงเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ไม่ต้องระบายความร้อนออกจากบาดแผล เพราะจะท าให้มีการติดเชื้อมากขึ้น ห้ามใส่ยาใดๆ ทั้งสิ้น รีบน าผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๒ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 6.7.2 การไหม้จากสารเคมี เมื่อถูกสารเคมีสัมผัสผิวหนังหรือล าตัว ให้ระมัดระวังในการปฏิบัติการช่วยเหลือ เพราะสารบางอย่าง อาจท าปฏิกิริยากับน้ า แต่โดยพื้นฐานทั่วไปให้เปิดน้ าล้างบริเวณที่สัมผัส โดยให้น้ าไหลผ่านบริเวณนั้นนานประมาณ 10 น า ที ห รื อ น า น จ น ก ว่ า จ ะ แ น่ใ จ ว่ า ล้ าง ส า ร เ ค มี อ อ ก ห ม ด จ า ก นั้ น ถ อ ด เ สื้ อ ผ้ า แ ล ะ เ ค รื่ อง ป ร ะ ดั บ ที่ปนเปื้อนสารเคมีออก แล้วจึงตรวจร่างกายทั่วๆ ไป ถ้ามีการผิดปกติให้รีบท าการช่วยเหลือ และรีบน าผู้บาดเจ็บส่ง โรงพยาบาล ในกรณีถ้าสารเคมีเป็นฝุุนผง ให้ปัดสารเคมีออกจากเสื้อผ้าก่อน แล้วจึงล้างออกด้วยน้ าสะอาด เพราะ ถ้าใช้น้ าล้างทันที สารเคมีจะละลายน้ า ท าให้ออกฤทธิ์มากขึ้น ข้อควรระวัง ผู้ที่ให้การช่วยเหลือต้องระมัดระวัง ไม่ให้ตนเองสัมผัสกับสารเคมีในขณะท าการ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 6.8. การบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและกระดูก ในมนุษย์เรานั้น โดยปกติจะมีกระดูกจ านวน 206 ชิ้น และกล้ามเนื้อ จ านวน 620 ชิ้น การ เคลื่อนไหวของร่างกายต้องอาศัยการท างานของกล้ามเนื้อ ถ้าปราศจากกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อต่างๆ มนุษย์จะไม่ สามารถเคลื่อนไหวได้เอง ดังนั้น การบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งจะท าให้เกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ เคลื่อนและกระดูกหัก ท าให้อวัยวะต่างๆ ไม่สามารถท างานได้อย่างเป็นปกติ เช่น 6.8.1 กระดูกหลุด เป็นอาการที่เกิดจากการเคลื่อนที่ หรือหลุดออกจากกัน จะเกิดบริเวณข้อต่อเท่านั้น เช่น กระดูกหัวไหล่ หัวเข่า เป็นต้น อาการของผู้บาดเจ็บกระดูกหลุด คือ จะเกิดอาการเจ็บปวด ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เช่น กระดูกหัวไหล่ หัวเข่า เป็นต้น 6.8.2 การเคล็ดหรือข้อเคล็ด คือ การที่บริเวณข้อต่อต่างๆ เคลื่อนไหวมากเกินไป ท าให้เนื้อเยื่ออ่อน รอบๆ บริเวณข้อต่อ หรือกล้ามเนื้อมีการช้ า ฉีกขาด หรือยืด อาการของผู้บาดเจ็บจากการเคล็ดหรือข้อเคล็ด คือ จะมีอาการเจ็บปวดมาก บวมและร้อน อาจมี เลือดบริเวณข้อ เคลื่อนไหวไม่ถนัด รู้สึกเจ็บและอาจมีอาการชาบริเวณที่ข้อเคล็ด - การปฐมพยาบาลการเคล็ดหรือข้อเคล็ด 1). ให้บริเวณข้อที่บาดเจ็บพักนิ่งๆ 2). ควรยกมือหรือเท้าที่เคล็ดให้สูงขึ้น ถ้าเป็นข้อมือควรใช้ผ้าคล้องแขนไว้ 3). ภายใน 24 ชั่วโมงแรกให้ประกอบด้วยความเย็น เพื่อให้เลือดใต้ผิวหนังหยุดไหล หลังจากนั้นให้ ประคบด้วยความร้อน 4). พันด้วยผ้ายืด 5). ภายใน 7 วัน หากอาการไม่ดีขึ้น ให้ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจให้แน่นอนว่าไม่มีกระดูกหักร่วมด้วย 6.8.3 ข้อเคลื่อน คือ ส่วนข้อต่อบริเวณปลายกระดูกเคลื่อนหรือหลุดออกจากที่เกิดจากการถูกกระชาก กระแทกอย่างแรง หรือมีโรคที่ข้ออยู่ก่อนแล้ว อาการข้อเคลื่อน คือ จะมีอาการปวด บวม เคลื่อนไหวบริเวณข้อไม่ได้ หรืออาจจับบริเวณปลาย กระดูกที่หลุดได้


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๓ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) - การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บข้อเคลื่อน 1). ให้ข้อพักนิ่ง อย่าพยายามดึงกลับเข้าที่ 2). ประคบด้วยความเย็น 3). เข้าเฝือกชั่วคราวหรือใช้ผ้าพัน 4). รีบน าผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล 6.8.4 กระดูกหัก คือ การที่กระดูกมีการแตกหัก หรือแยกออกจากกัน ซึ่งอาจจะท าให้เนื้อเยื่อและ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นฉีกขาดด้วย โดยจะมีอาการปวด บวม ร้อนบริเวณที่หัก ถ้าจับกระดูกนั้นโยกหรือบิดเล็กน้อยจะมี เสียงดังเกิดขึ้น เนื่องจากปลายกระดูกที่หักนั้นเสียดสีกันการเคลื่อนไหวผิดปกติ รูปร่างของกระดูกผิดปกติ อาจมี บาดแผลพบปลายกระดูกโผล่ออกมาให้เห็นได้เนื่องจากการแทงทะลุของกระดูก - กระดูกที่หักโผล่ออกมานอกเนื้อ ห้ามดันกระดูกที่โผล่ออกมากลับเข้าที่เป็นอันขาด ถ้ามีแผล เลือดออกให้ท าการห้ามเลือดและปิดแผลก่อนท าการเข้าเฝือก การตรวจบริเวณที่หักต้องท าด้วยความระมัดระวัง - การหักของกระดูกชิ้นส าคัญ เช่น กระดูกเชิงกราน กะโหลกศีรษะ ขากรรไกร คอ และกระดูกสัน หลัง ต้องท าการดูแลรักษาที่ถูกต้องเพราะการหักของกระดูกเหล่านี้จะท าอันตรายอย่างรุนแรงต่อเนื้อใกล้เคียง กะโหลก ศีรษะแตก และสันหลังหักเป็นอันตรายมากที่สุดเพราะว่าเนื้อสมองและไขสันหลังจะถูกท าลายซึ่งจะท าให้เสียชีวิตได้ - ข้อควรระวัง การถอดเสื้อผ้าผู้บาดเจ็บ ควรใช้วิธีตัดตามตะเข็บของเสื้อหรือกางเกง อย่าพยายาม ให้ผู้บาดเจ็บถอดเสื้อผ้าเองเป็นอันขาด เพราะจะท าให้มีอาการเจ็บปวดมากขึ้น - การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บกระดูกหัก โดยทั่วไปมีขั้นตอน คือ 1). ให้ส่วนที่หักได้พักนิ่งๆ ไม่ให้เคลื่อนไหวเพื่อปูองกันไม่ให้ปลายกระดูกส่วนที่หักไปเสียดสีกัน 2). ถ้ามีบาดแผลท าการห้ามเลือด 3). พยายามตรึงกระดูกส่วนที่หักให้อยู่กับที่ โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่าย เช่น ไม้ หรือกระดาษ หนังสือพิมพ์พับให้หนาท าการดามกระดูกบริเวณที่หักไว้ 4). น าผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล 6.8.5 กระดูกหักเฉพาะที่ มีหลักในการปฐมพยาบาลดังต่อไปนี้ - กระดูกปลายแขนหัก ใช้ไม้แผ่นแบนๆ หรือหนังสือพิมพ์หนาๆ ให้มีความยาว ตั้งแต่ปลายนิ้วมือ ข้อศอกใช้เป็นเฝือก แล้วพันด้วยเชือกหรือผ้ายืดให้กระชับ ใช้ผ้าคล้องคอห้อยแขนที่หักไว้ - กระดูกแขนและไหปลาร้าหัก ใช้ผ้าคล้องแขนแล้วผูกกับคอและใช้ผ้าอีกผืนพันรัดแขน ข้างที่หักให้ติดกับล าตัว (อย่าพยายามฝืนงอแขนถ้าท าไม่ได้) กระดูกแขนหักบริเวณข้อศอกอาจจะหักตอนปลายของ กร ะดูก ต้นแขนห รือส่ วนบนของกร ะดูกปล ายแขน อย่ าพย าย ามงอแขนเพื่อคล้องแขนให้ต ามแขน ในลักษณะตรง - ข้อศอกเคลื่อนหรือหัก กรณีข้อศอกเคลื่อนหรือหัก ไม่สามารถเหยียดตรงได้ให้ใช้เฝือก ดามระหว่างต้นแขนกับข้อมือ ข้างที่ข้อศอกเคลื่อนหรือหักเข้าด้วยกันแล้ว ใช้ผ้าพันเฝือกให้แน่นปูองกัน การเคลื่อนของส่วนที่หัก และใช้ผ้าสามเหลี่ยมคล้องแขนแล้วผูกกับคอของผู้บาดเจ็บ - กระดูกปลายขาหัก การดามควรใช้เฝือก 2 อัน ยาวตั้งแต่ส้นเท้าถึงเหนือเข่า และใช้ผ้าผูกติดกัน เป็นช่วงๆ หรือถ้าหาเฝือกไม่ได้ให้ใช้ผ้าหน าๆ สอดระหว่ างขาทั้งสองข้ าง แล้วผูกให้ติดกันเป็นช่วงๆ


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๔ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) ข้อควรระวังควรให้ปลายเท้าตั้งฉากเสมอ และคอยตรวจดูว่าผ้าที่พันไว้แน่นเกินไป จนเลือดไหลไม่สะดวก หรือไม่ และพยายามอย่าเคลื่อนไหวส่วนที่หัก - กระดูกต้นขาหัก การดามกระดูกต้นขาหักโดยใช้เฝือก 2 ชิ้น โดยชิ้นหนึ่งยาวตั้งแต่ส้นเท้า ถึงใต้รักแร้ อีกชิ้นยาวตั้งแต่ส้นเท้าถึงโคนขาแล้วใช้ผ้าผูกเฝือกทั้ง 2 ให้ติดกับขาข้างที่หัก ถ้าไม่มีเฝือกให้ผูกขาทั้ง 2 ข้างติดกัน ถ้ามีบาดแผลหรือกระดูกโผล่อย่าพยายามล้างท าความสะอาดถ้ามีเลือดออกใช้ผ้าปิดแผล ห้ามเลือดก่อนแล้วจึงเข้าเฝือก - กระดูกเชิงกรานหัก ควรให้การปฐมพยาบาลโดยปูองกันไม่ให้กระดูกเชิงกรานเคลื่อนไหว ใช้วิธี ผูกขาทั้ง 2 ข้างติดกัน โดยสอดผ้าสามเหลี่ยมพันกว้างๆ 2 ข้างไว้ใต้สะโพกและเชิงกราน ผูกปมตรงกลางล าตัว วางผ้า นุ่มๆ ระหว่างขาทั้ง 2 ข้าง บริเวณเข่าและข้อเท้าแล้วผูกติดกันด้วยผ้าสามเหลี่ยมพันผูกเป็นเลข 8 และผูกผ้ารอบเข่า ทั้ง 2 ข้าง - กระดูกสันหลังหัก ถ้ากระดูกชิ้นใดชิ้นหนึ่งหักหรือเคลื่อนที่ มักจะไปกดไขสันหลัง โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งกระดูกสันหลังส่วนบน ถ้าหักจะมีอันตรายร้ายแรงกว่ากระดูกสันหลังส่วนล่างหัก ดังนั้น การเคลื่อนย้ายต้องท าด้วย ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะส่วนที่หักอาจจะไปกดหรือบาดไขสันหลังให้ขาดได้ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต หรือไม่ก็เป็นอัมพาตไม่แนะน าให้ท าการเคลื่อนย้ายผู้ปุวยเอง ควรแจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์หรือผู้ที่มี ความรู้ในเรื่องนี้ เว้นแต่ว่าสถานการณ์ตรงนั้นไม่ปลอดภัยจ าเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บออกมาโดยเร็ว ควรหาวัสดุมา ดามคอและหลังก่อนท าการเคลื่อนย้าย 6.9. การเข้าเฝือก การเข้าเฝือก หมายถึง การใช้วัสดุต่างๆ พยุงหรือห่อหุ้มอวัยวะที่หักให้อยู่นิ่ง ซึ่งมีประโยชน์ช่วยให้ บริเวณที่บาดเจ็บไม่เคลื่อนไหว เป็นการบรรเทาความเจ็บปวดและปูองกันอันตรายเพิ่มมากขึ้น เฝือกมี 3 ชนิด คือ - เฝือกจริงหรือถาวร - เฝือกชั่วคราว - เฝือกธรรมชาติ หลักการใช้เฝือกชั่วคราว - วัสดุที่ใช้ดามต้องยาวกว่าอวัยวะส่วนที่หัก - ไม่วางเฝือกลงบนบริเวณที่กระดูกหักโดยตรง ควรมีสิ่งที่มีความนุ่มรองบริเวณหน้าสัมผัสของเฝือกกับ บริเวณที่จะท าการดาม เช่น ผ้าวางก่อนตลอดแนวเฝือก เพื่อไม่ให้เฝือกกดลงบริเวณผิวหนังโดยตรง ซึ่งท าให้เจ็บปวด และเกิดเป็นแผลจากเฝือกกดได้ - รัดเฝือกกับอวัยวะที่หักให้แน่นพอควร ไม่รัดแน่นจนเกินไปเพราะจะให้การไหลเวียนของเลือดไม่ สะดวกเป็นอันตรายได้ - ในการรัดห้ามรัดบริเวณกระดูกที่หัก และบริเวณข้อต่อต่าง ๆ


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๕ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 7 การกู้ชีพ (CPR) การกู้ชีพหลังให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การกู้ชีพ (CPR) หมายถึง การท าให้ฟื้นคืนชีวิตจากความตายโดยการช่วยแก้ไขระบบการไหลเวียนของโลหิต และระบบการน าออกซิเจนเข้าออกร่างกาย การกู้ชีพ (CPR) มีประโยชน์อย่างไร ประโยชน์ของการกู้ชีพ (CPR) คือ การช่วยในผู้ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันให้มีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกไม่ว่าการ เสียชีวิตนั้นจะเกิดจากหัวใจวายเฉียบพลัน ไฟฟูาดูด จมน้ า ได้รับยาเกินขนาดหรือสารพิษมากเกินไปหรือการประสบ อุบัติเหตุ รวมทั้งยังเป็นการต่อเวลาของผู้ประสบภัย เพื่อรอให้ผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ต่อไป โดยปกติอากาศที่เราหายใจจะมีออกซิเจนเป็นส่วนประกอบร้อยละ 21 เราใช้ออกซิเจนในการหายใจเข้าร้อย ละ 5 เท่านั้น ที่เหลืออีกร้อยละ 16 จะออกมากับลมหายใจออกซึ่งเพียงพอที่เราจะใช้ช่วยการหายใจของผู้ประสบภัย ได้ เมื่อหัวใจหยุดเต้นการกดหน้าอกของผู้ประสบภัยอย่างถูกวิธี จะท าให้หัวใจสูบฉีดโลหิตได้ประมาณ 1 ใน 4 ถึง 1 ใน 3 ของการบีบตัวปกติ ซึ่งเพียงพอที่เลือดจะไปเลี้ยงอวัยวะที่ส าคัญของร่ายกาย เช่น สมอง หัวใจ และปอด แต่ไม่ มากพอที่จะเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายได้เป็นเวลานาน เมื่อใดเราต้องท าการกู้ชีพ (CPR) เราจะท าการกู้ชีพ (CPR) เมื่อผู้ประสบภัยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น เราควรรีบท าทันทีภายใน 4 นาที หลังจากผู้ประสบภัยหยุดหายใจเพราะสมองของคนเราไม่สามารถทนต่อการขาดออกซิเจนเป็นเวลานานได้ เซลล์สมองบางส่วนจะค่อยๆ ตายไปอย่างถาวร ท าให้สมองไม่สามารถท างานได้ อาการที่แสดงให้รู้ว่าการกู้ชีพ (CPR) ได้ผล - จับชีพจรได้ - หน้าอกของผู้ประสบภัยมีการเคลื่อนไหว - ม่านตาของผู้ประสบภัยมีปฏิกิริยากับแสง - สีผิวหนังของผู้ประสบภัยเริ่มปกติ - ผู้ประสบภัยมีอาการคล้ายจะกลืนอะไรลงคอ - หัวใจของผู้ประสบภัยเต้นขึ้นมาอีก ปัญหาในการกู้ชีพ (CPR) - กระดูกซี่โครงหัก - เมื่อกู้ชีพ (CPR) แล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลมเข้าไปอยู่ในที่ๆ ไม่เหมาะสม - อาจท าให้ตกเลือดทางบาดแผล - เกิดการช้ าในส่วนที่ท าการกู้ชีพ (CPR) - ท าให้ตับเป็นแผลแล้วเสียเลือดมาก ผู้ประสบภัยแบบไหนที่ไม่ต้องกู้ชีพ (CPR) - ผู้ประสบภัยที่ตายแน่นอนแล้ว - ผู้ประสบภัยร่างกายแข็งแล้ว - ผู้ประสบภัยที่มีเลือดลงด้านล่างของร่างกาย (ใกล้พื้นดิน) - ทารกคลอดแล้วตาย


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๖ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) - ผู้ประสบภัยที่สภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะท าการกู้ชีพ (CPR) เราจะหยุดท าการกู้ชีพเมื่อใด - ขณะเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย ขึ้น – ลงบันได - ขณะยกผู้ประสบภัย ขึ้นรถ – ลงรถ - มีคนท าการกู้ชีพ (CPR) แทน - เราเหนื่อยมาก ก่อนท าการกู้ชีพ (CPR) ต้องตรวจ CBA ก่อน C = ชีพจร (Circulation) B = การหายใจ (Breathing) A = ทางเดินหายใจ (Air way) ขั้นตอนการกู้ชีพ (CPR) 1. ดูการตอบสนองของผู้ประสบภัยว่ารู้สึกตัวหรือไม่โดยการเรียกและเขย่าเบา ๆ 2. เรียกให้คนช่วยหรือแจ้ง 1669 หรือ 191 เพื่อขอความช่วยเหลือ 3. จัดท่าของผู้ประสบภัยให้ถูกต้องในท่าพักรอเพื่อท าการกู้ชีพ (CPR) และเปิดปากดูว่ามีอะไรอยู่ ในช่องปากหรือไม่ ถ้ามีให้ใช้นิ้วล้วงออกให้หมด


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๗ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 4. เปิดทางเดินหายใจตามวิธีกดหน้าผากและยกคางของผู้ประสบภัยจะช่วยไม่ให้ลิ้นตกลงไปปิดกั้นทางเดิน หายใจ 5. ท าการตรวจดูว่าผู้ประสบภัยหายใจหรือไม่ - ผู้ช่วยเหลือนั่งคุกเข่าใกล้กับไหล่ของผู้ประสบภัยด้านใดด้านหนึ่ง ใช้วิธีกดหน้าผากและยกคาง - ผู้ช่วยเหลือก้มตัวลง เอียงหน้าใช้หูฟังลมหายใจใกล้ ๆ กับปากและจมูกของผู้ประสบภัย ส่วนตาของ ผู้ช่วยเหลือมองไปที่หน้าอกของผู้ประสบภัยว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่ - หูฟังว่ามีลมหายใจหรือไม่ แก้มเราสัมผัสกับลมหายใจหรือไม่ และลักษณะการหายใจเป็นปกติหรือไม่ (ถ้ามีลมหายใจ) 6. ถ้าผู้ประสบภัยหายใจปกติ และไม่มีการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังให้จับผู้ประสบภัยนอนตะแคงกึ่งคว่ า 1 2 1 3 4


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๘ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 7. ถ้าผู้ประสบภัยไม่หายใจ ให้ช่วยในการหายใจโดยวิธีเปุาปาก และไม่ควรเปุาปากผู้ประสบภัยโดยตรงควร มีเครื่องปูองกันกั้นระหว่างผู้ประสบภัยกับผู้ช่วยเหลือ การช่วยหายใจ (Breathing) เริ่มจากเปิดทางเดินหายใจโดยกดหน้าผากและเชยคาง (Head tilt–chin lift) ผู้ประสบภัย ผู้ช่วยเหลือสูด อากาศเต็มที่แล้วประกบปากของผู้ประสบภัยให้สนิท เปุาลมเข้าปากผู้ประสบภัยช้าๆ ใช้เวลาเปุานาน 1 ½ - 2 วินาที เพื่อให้ปอดของผู้ประสบภัยขยายเต็มที่ ให้เปุาลมเข้าปากผู้ประสบภัย 2 ครั้ง การเปุาครั้งที่ 2 ต้องรอให้ผู้ประสบภัย หายใจออกก่อนแล้วค่อยเปุา อย่าเปุาติดกันโดยไม่รอให้ผู้ประสบภัยหายใจออก กรณีเปุาอากาศไม่เข้าให้ท าดังนี้ - ดูในปากของผู้ประสบภัยอีกครั้งว่ามีสิ่งใดอยู่ในปาก ซึ่งอาจปิดกั้นทางเดินหายใจถ้ามีให้เอาออก ให้หมด - ดันหน้าผากและยกคางของผู้ประสบภัยใหม่ เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้เพียงพอ - เปุาอากาศเข้าปากผู้ประสบภัยอีก 2 ครั้ง 8. หลังจากการเปุาปาก 2 ครั้งแล้ว ให้ตรวจดูชีพจรโดยหาต าแหน่งของชีพจรที่คอ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลาง แตะลงบนลูกกระเดือกของผู้ประสบภัย แล้วเลื่อนนิ้วลงมาด้านซ้าย ระหว่างช่องกระเดือกกับกล้ามเนื้อ แตะนาน ประมาณ 5 วินาที โดยนับในใจ 1 และ 2 และ 3 และ 4 และ 5 9. ถ้าคล าชีพจรไม่ได้ ให้ท าการกดหน้าอกของผู้ประสบภัยทันที โดยผู้ช่วยเหลือนั่งคุกเข่าลงด้านข้างล าตัว ของผู้ประสบภัยด้านใดด้านหนึ่ง ใช้นิ้วคล าที่กระดูกซี่โครงซี่ล่างสุด เลื่อนขึ้นมาตรงกลางล าตัวตรงกระดูกลิ้นปี่ แล้ววัด จ า ก ก ร ะ ดู ก ลิ้ นปี่ ข อง ผู้ ป ร ะ ส บภั ย ขึ้น ม าบ นห น้ า อกป ร ะ ม าณ 2 นิ้ ว แ ล้ ว ว าง ส้ น มื อ ลงบ นห น้ า อ ก น ามืออีกข้างหนึ่งวางทับลงไปบนหลังมือแรก ให้นิ้วมือบนทั้ง 5 นิ้ว สอดเข้าไประหว่างร่องนิ้วมือล่างที่กดลงบนหน้าอก ของผู้ประสบภัย


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๒๙ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 10. โน้มตัวไปข้างหน้าให้แขนเหยียดตรงตั้งฉากกับหน้าอกของผู้ประสบภัย กดหน้าอกของผู้ประสบภัยลงไป ตรงๆ ลึกประมาณ 1–2 นิ้ว กดลงไปนับ 1 ถอนแขนกลับนับ “และ” กดลงไปนับ 2 ถอนแขนกลับนับ “และ” กดลง ไปนับ 3 ท าแบบนี้จนถึง 30 แล้วเปุาอากาศเข้าปากผู้ประสบภัย 2 ครั้ง ถือเป็น 1 รอบ ท าให้ครบ 5 รอบ แล้วตรวจ ชีพจรที่คอกับตรวจการหายใจของผู้ประสบภัยอีกครั้ง ถ้าผู้ประสบภัยมีชีพจรแต่ไม่หายใจให้ช่วยในการหายใจ โดยการ เปุาอากาศเข้าปาก 2 ครั้ง แต่ถ้าไม่หายใจและไม่มีชีพจรก็ให้กดหน้าอกและเปุาปากต่อไป 11. ถ้ามีผู้ช่วย 2 คน ก็เริ่มจาการเปุาปาก 2 ครั้ง แล้วคล าชีพจรที่คอ ถ้าไม่มีชีพจรและลมหายใจ ก็ให้แบ่งหน้าที่กันท าคือกดหน้าอก 30 ครั้ง โดยนับ 1 และ 2 และ 3 จนถึง 30 แล้วให้ผู้ช่วยเหลืออีกคน เปุาปาก 2 ครั้ง จนครบ 5 รอบ หรือจนกว่าจะมีชีพจร ความผิดพลาดที่พบบ่อยๆ ในการช่วยหายใจ 1. ดันหน้าผากให้แหงนไม่มากพอ 2. ไม่บีบจมูกหรือบีบจมูกไม่แน่น 3. เปุาอากาศเข้าไม่เต็มที่ 4. ไม่ดูและไม่ฟังผู้ประสบภัยหายใจออก 5. ประกบปากผู้ประสบภัยไม่แน่น ท าให้อากาศรั่วได้ กรณีผู้ประสบภัยเป็นทารกควรประกบทั้งปากและจมูก ให้แน่น การปูองกัน 1. เปิดทางเดินหายใจให้เพียงพอ 2. เปุาอากาศเข้าปากผู้ประสบภัยแรงเท่าที่จะท าให้ปอดขยายตัว 3. เว้นช่องจังหวะ การหายใจให้พอดีอย่าเร็วเกินไป 4. ในเด็ก ให้ใช้วิธีประกบปากครอบทั้งปาก – จมูกของเด็ก ความผิดพลาดที่พบบ่อย ๆ ในการกดหน้าอก 1. ท่าทางในการท าการกู้ชีพ (CPR) ไม่ถูกต้อง


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ๓๐ เอกสารประกอบการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) 2. แขนของผู้ช่วยเหลือไม่เหยียดตรงและไม่ตั้งฉากกับอกของผู้ประสบภัย 3. ส้นมือไม่ประทับแนบหน้าอกผู้ประสบภัยตลอดเวลา 4. กดหน้าอกผู้ประสบภัยไม่เป็นจังหวะ การปูองกันและแก้ไข 1. วางส้นมือให้ถูกและกดให้ตรงจุด 2. ให้แขนตั้งฉากกับอกของผู้ประสบภัยและกดตรงๆ อย่ากดเอียง 3. อย่ากดลึกมากเกินไป 4. กดหน้าอกอย่างต่อเนื่อง นุ่มนวลและเป็นจังหวะ ผลแทรกซ้อนจากการกู้ชีพ (CPR) - ปอดอักเสบจากการส าลักเศษอาหารตอนอาเจียน การส าลักมักจะเกิดขึ้นก่อนหรือเกิดในช่วงนาทีแรกของ การกู้ชีพ (CPR) - ท้องอืด เกิดจากมีลมในกระเพาะอาหารมากเกินไปในเด็กจะพบบ่อยกว่าผู้ใหญ่


กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย จัดท าโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สพบ.) เลขที่ 94 หมู่ 3 ถนนรังสิต – ปทุมธานี ต าบลบางพูน อ าเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 12000 โทรศัพท์: 02-959-6641 โทรสาร 02-959-6641 http://idmcd.v24.org/ คณะผู้จัดท า คณะที่ปรึกษา ๑. อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๒. รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายบริหาร ๓. รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายวิชาการ ๔. รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการ ๕. ผู้อ านวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๖. ผู้อ านวยการวิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วิทยาเขต คณะผู้รวบรวมและจัดท า ๑. นางสาวเภาร าไพ จรรยา ผู้อ านวยการส่วนวิชาการและส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคล สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๒. นายประทีป บุญสิทธิ์ ผู้อ านวยการวิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วิทยาเขตภูเก็ต 3. นางสาวสิริภัทร์พันธุ์ศรี นักทรัพยากรบุคคลช านาญการพิเศษ 4. นายสมบูรณ์ มาลาลักษณ์ นายช่างโยธาอาวุโส วิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วิทยาเขตปทุมธานี 5. ครูฝึกป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วิทยาเขต 6. นายพันธุ์วิทย์ ลิ่มศิลา เจ้าหน้าที่ส่วนวิชาการ สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย


Click to View FlipBook Version