138
พระราชพธิ ตี รยี มั พวาย-ตรปี วาย : ความเชอ่ื หรอื อำ� นาจ
ทางการเมอื งของพระมหากษัตรยิ ์
The ceremonial Triyumpwai –Tripwai : belief
or political power of the king
ดร.มงิ่ กมล หงษาวงศ์
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วทิ ยาเขตสกลนคร สาขาวชิ าการแพทยแ์ ผนไทย
Dr.Mingkamol Hongsawong
Rajamangala University of Technology Esan Sakon – nakorn
บทคดั ย่อ
พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย เป็นพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์-
ฮนิ ดู เพอ่ื การรบั เสดจ็ พระอิศวรทีจ่ ะเสด็จมาเยี่ยมโลกมนษุ ย์ เปน็ เวลา 10 วัน
โดยมคี วามเช่อื วา่ หลังจากทพี่ ระพรหมสร้างโลกแล้ว เสร็จต้องมีการทดสอบ
ความแข็งแรงของโลกท่ีได้สร้างขึ้นด้วย พระพรหมจึงได้อัญเชิญพระอิศวรมา
เป็นผู้ทดสอบความแข็งแรงของโลกด้วยการให้ยืนขาเดียวในลักษณะไขว่ห้าง
หากเท้าพระอิศวรไม่ตกลงแสดงว่าโลกที่ทรงสร้างน้ันมั่นคงแข็งแรง ในอดีต
พิธีโล้ชิงช้าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีและมีการละเล่นกันมาโดยตลอด
โดยได้ยกเลิกไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 7
ซง่ึ เปน็ ผลจากการเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์
เป็นระบอบประชาธิปไตย ท�ำให้พระราชอ�ำนาจของกษัตริย์ถกู จำ� กัดลง และ
พระราชทรัพย์น้อยลงด้วย จึงไม่สามารถท่ีจะน�ำพระราชทรัพย์มาใช้ในการ
จดั งานใหย้ งิ่ ใหญไ่ ดเ้ หมอื นทกุ ครงั้ ตอ่ มาพระราชพธิ นี จี้ งึ ถกู มองเปน็ สงิ่ ลา้ หลงั
139
ของคนรนุ่ ใหม่ ไมม่ คี วามทนั สมยั และในทสี่ ุดจงึ ถกู สัง่ ใหย้ กเลกิ ไป พรอ้ มกับ
บทบาทอ�ำนาจทางการเมืองท่ีลดลงจากผลของการเปล่ียนแปลงการปกครอง
ดว้ ย ปจั จบุ นั การประกอบพระราชพธิ นี จ้ี ดั ขนึ้ ภายในเทวสถานโบสถพ์ ราหมณ์
เท่าน้ัน และเป็นการจ�ำลองพิธีกรรมที่ลดขั้นตอนอันซับซ้อนให้สั้นลง เพื่อให้
ง่ายขน้ึ และสอดคลอ้ งกับบรบิ ทของการดำ� เนนิ ชวี ติ ในสงั คมปจั จุบนั
ค�ำสำ� คญั : ตรียัมพวาย-ตรปี วาย, โลช้ งิ ช้า, พระราชพิธี
Abstract
The ceremonial “Triyumpwai -Tripwai” a ritual in
Hinduism - Hindu. The king Shiva visitation to Earth for 10 days with
that faith. The Brahma created the world. Must have completed
testing the strength of the world has created. Brahma, Shiva was
invited as a test of strength for the world to stand in the way
cross-legged. If the not foot Shiva’s Drop to show the world that
made it strong. The canceled in the reign of King Rama VII 7 as a
result of the change of government from absolute monarchy to
democracy. Making it the prerogative of the king was limited. And
the royal estate less. It can not be used on the royal estate, the
organizers make great every time. The ceremony was viewed as
lagging behind the new generation. No modernization And finally,
he was ordered to cancel. Along with the political power reduced
by the effect of changing the rule. Currently, the ceremonies are
140
done within only Brahmin shrine. And ritual that is a replica of the
complexity of the process shorter. To make it easier and consistent
with the context of life in today’s society.
Keyword Triyumpwai-Tripwai, Swing ceremony, The ceremonial
ทีม่ าของพระราชพิธตี รยี ัมพวาย-ตรปี วาย (พิธีโลช้ ิงช้า)
พระราชพธิ ตี รยี มั พวายเปน็ พระราชพธิ ตี อ้ นรบั พระอศิ วร สว่ นพระราช
พิธีตรีปวายต้อนรับพระนารายณ์ ในการตอ้ นรับพระอิศวรจดั ให้มกี ารโล้ชิงชา้
2 วัน คอื วันข้ึน 7 ค่�ำ เวลาเช้า และวันขึ้น 9 ค�่ำเวลาเยน็ สมมตุ ใิ ห้ขา้ ราชการ
ชนั้ ผใู้ หญเ่ ปน็ พระอศิ วร เดมิ ใชข้ า้ ราชการต�ำแหน่งเกษตราธิบดี คือเจ้าพระยา
พลเทพ ต่อมาในสมัยรัชกาลท่ี 4 มีพระราชด�ำริว่าพระยาพลเทพต้องแห่ซ้�ำ
ทุกปี ต้องแจกจ่ายเล้ียงดูผู้คนท่ีเข้ากระบวนแห่ส้ินเปลืองเงินทองมาก
จึงก�ำหนดให้พระยาที่ได้รับพระราชทานพานทองสลับเปลี่ยนกันปีละคน
เรียกว่า “พระยายืนชิงช้า” ผู้ท�ำการโล้ชิงช้าแทนท้าวจตุโลกบาลเรียกว่า
“นาลิวัน” มีจ�ำนวน 12 คน โล้กระดานละ 4 คน รวม 3 กระดาน เป็น
พิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ (ฉตั รบงกช ศรวี ฒั นสาร, 2553 : ออนไลน์) และ
เมื่อพระราชพิธีดังกล่าวเป็นเรื่องราวท่ีเกี่ยวข้องกับการต้อนรับพระอิศวร
ดงั นั้นจงึ ขอใช้คำ� วา่ “พระราชพิธีตรยี มั พวาย ไว้สว่ นหน้า ตามความหมายถึง
การตอ้ นรบั พระอศิ วร
ในประเทศไทย ปรากฏหลกั ฐานพระราชพธิ ตี รยี มั พวาย-ตรปี วาย หรอื
พธิ โี ลช้ งิ ชา้ มาตงั้ แตก่ อ่ นสมยั สโุ ขทยั อยธุ ยา จนกระทงั่ ถงึ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
โดยในสมัยสุโขทัยปรากฏจากหลักฐานหนังสือนางนพมาศว่า “คร้ันล่วง
มาถึงเดือนอ้ายการก�ำหนดพระราชพิธีตรียัมปวาย และตรีปวาย เป็นการ
141
นักขัตฤกษ์ประชุมหมู่ประชาชนชายหญิงยังหน้าพระเทวสถานหลวงบรรดา
ชะแม่นางในทั้งหลายก็ตกแต่งกริชกายไปตามเสด็จสมเด็จพระร่วงเจ้า”
(พระราชครูวามเทพมุนี, 2553 : ออนไลน์) ในสมัยอยุธยาปรากฏจากหลัก
ฐาน ในหนังสือกฎหมายตราสามดวงซ่ึงตราข้ึนในรัชสมัยสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถความวา่ “เดือน ๑ ไล่เรอื เถลงิ พิทธี ตรียำ� พวาย” นอกจากน้ีใน
กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก พระนิพนธ์ในเจ้าฟุ้งกุ้ง ธรรมมาธิเบศรไชยเชษฐ
สุริยวงศ์ ซ่ึงตรงกับรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรืออยุธยาตอนปลาย
ได้กลา่ วถึงพธิ ีตา่ ง ๆ ทป่ี ระกอบข้นึ ในสิบสองเดือนและได้กล่าวถึงพระราชพธิ ี
ตรยี มั พวาย-ตรปี วายว่าประกอบข้นึ ในเดือนยด่ี ังนี้
“เดือนย่ีเจ้าพเี่ อย๋ เจ้ายอ่ มเคยตามพี่ชาย
ดูรำ� ย�ำพวาย พิธีทา่ นผ่านอยุธยา
บศุ มาศตามพดี่ ว้ ย เดอื นฉาย
อรอ่าพร่ี ัมพรายกาย ดวงหน้า
ดริ ำ� ปวายสบาย ดเู ลศิ
พิธที า่ นผา่ นฟ้า ครอบแควน้ แดนดิน”
(สมปราชญ์ อมั มะพนั ธุ.์ 2536 : 122)
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฎในการพระราชนิพนธ์ของพระบาท
สมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว เร่ือง พระราชพธิ สี บิ สองเดอื น โดยขอ้ ความ
บางตอนระบุว่า “พิธีตรีย�ำปวาย ท�ำในเดือนอ้าย”แต่ในหนังสือพระราชพิธี
สิบสองเดือนกล่าวว่า “ท�ำในเดือนย่ี” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยู่หวั รับสั่งวา่ “เปล่ยี นมาแตค่ ร้ังกรุงเกา่ แลว้ ด้วยเหตทุ วี่ ่า เดอื นอา้ ยเป็น
เวลาท่ีน�้ำลด ถนนหนทางเป็นน�้ำเป็นโคลนโดยท่ัวไป ย้ายมาเดือนยี่พอให้
ถนนแห้ง (ประพิศ พงศ์มาศ, 2558 : ออนไลน์) และในสมัยน้ีจึงได้เปลี่ยน
142
กำ� หนดการประกอบพระราชพธิ ตี รยี มั พวาย-ตรปี วาย มาเปน็ เดอื นย่ี พรอ้ มกบั
เพมิ่ พธิ กี รรมทางพทุ ธศาสนาควบคกู่ บั กบั พธิ กี รรมทางศาสนาพราหมณ์ มกี าร
จัดงานอย่างเอิกเกริก แม้แต่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ยังทรง
เสดจ็ ทอดพระเนตรถงึ โรงราชพธิ ี มกี ารพระราชทานเงนิ รางวลั ใหแ้ กพ่ ราหมณ์
และผรู้ ว่ มประกอบพธิ มี ากมาย มขี บวนแหพ่ ระยายนื ชงิ ชา้ ทย่ี งิ่ ใหญโ่ ดยมผี เู้ ขา้
รว่ มในขบวนพธิ นี บั พนั คน อกี ทงั้ ยงั มกี ารออกรา้ นคา้ ตา่ งๆ มกี ารแสดงมหรสพ
รอบๆ บริเวณเสาชิงช้า (ระหว่างเทวสถานโบสถ์พราหมณ์และวัดสุทัศน์เทพ
วราราม) นับว่าเป็นพระราชพิธีแห่งความเป็นสิริมงคลของบ้านเมืองและเป็น
พระราชพิธีท่ีสร้างความสนุกสนานให้แก่ประชาชนชาวพระนครได้ดี (วาทิน
ศานต์ิ สันติ, 2558 : ออนไลน)์
เทศกาล “ตรียัมพวาย” หรือ พระราชพิธีโล้ชิงช้า เป็นท้ังเทศกาล
ท่ีสนุกสนานและพิธีกรรมท่ีมีความย่ิงใหญ่มโหฬารแสดงถึงเกียรติยศของผู้ที่
มีส่วนเก่ียวข้องกับพิธีน้ันๆ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดพิธีกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อ
เฉลิมฉลองกันในสยามประเทศ ซ่ึงพิธีกรรมดังกล่าวไม่ได้มีการจัดข้ึนเพียง
เฉพาะในเขตกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ หรอื กรงุ ศรอี ยธุ ยาเทา่ นน้ั แตย่ งั เคยมกี ารจดั ขน้ึ
ทน่ี ครศรีธรรมราช และเพชรบุรี ดว้ ย “วันวลิต” ได้อธบิ ายว่าในสมยั ทเ่ี ขาเขา้
มาในสยามประเทศน้ันตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระเจา้ ปราสาททอง ซงึ่ ได้มี
การละเล่นประเภทน้ีอยู่ในกรุงศรีอยุธยา โดยจัดเป็นงานฉลองพิเศษประจ�ำ
ปีทใ่ี ชเ้ วลาหลายวนั ทเี่ ดยี ว (ศิรพิ จน์ เหลา่ มานะเจริญ, 2550 : 34) ในขณะ
เดียวกันพิธีกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นพิธีกรรมท่ีจัดข้ึนเฉพาะส�ำหรับชนช้ันเจ้า
นาย แต่เป็นพิธีกรรมที่จัดข้ึนเพื่อความสนุกสนาน ร่ืนเริง บันเทิงใจ สำ� หรับ
ชาวบา้ นทไ่ี ดร้ ว่ มใจพรอ้ มใจกนั เขา้ มาดแู ละเขา้ มารว่ มในกจิ กรรมของพธิ กี รรม
ตรียัมพวายดังกล่าวจ�ำนวนมาก ซ่ึงภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ
ในรูปแบบท่ีหลากหลาย เช่น การเฉลิมฉลองกันอย่างคร้ืนเครง มีแผง
143
ขายของ หนังตะลุง อาหารคาวหวาน และการละเล่นต่างๆ ฯลฯ (ผาสุข
อินทราวธุ 2540 : 42) ดงั น้ันกจิ กรรมเหลา่ น้ีจงึ เป็นกจิ กรรมท่ที ำ� ให้ผคู้ นเกิด
ความสนใจเขา้ มารว่ มเปน็ สว่ นหนงึ่ ของพธิ กี รรมเปน็ จำ� นวนมาก จงึ ทำ� ใหง้ านพธิ ี
“ตรยี มั พวาย” หรอื พธื โี ลช้ งิ ชา้ ทจ่ี ดั ขนึ้ แสดงความยง่ิ ใหญจ่ ากรปู แบบกจิ กรรม
จ�ำนวนผู้คน และองค์ประกอบท่ีสนับสนุนความบันเทิงนั้นๆ ด้วย เป็นต้น
(ภาพท่ี 1)
ภาพท่ี 1 พธิ โี ล้ชงิ ช้าในสมัยรัชกาลท่ี 5 เปน็ ภาพโปสการ์ดจากหอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ
ทีม่ า : กรมศลิ ปากร. (2558). Creative Fine Arts Thailand. สืบคน้ เม่อื 12 มกราคม 2557.
จาก http : //www.finearts-psdg.com/a/tabid/56/CategoryID/23/ProductID/8/Default.aspx
ในพิธีกรรมดังกล่าว พระยายืนชิงช้า คือผู้ที่มีบทบาทส�ำคัญผู้หน่ึง
ในพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย เน่ืองจากพระยายืนชิงช้าคือผู้แทนของ
พระมหากษตั รยิ ์ (ไมเคลิ ไรท,์ 2536 : 164) และผแู้ ทนของพระอศิ วร ที่เสด็จ
ลงมาทอดพระเนตรการโลช้ งิ ชา้ ในพระราชพธิ ตี รยี มั พวาย-ตรปี วาย ตามตำ� นาน
การทดสอบความมั่นคงแข็งแรงของโลก โดยพราหมณ์จะเป็นผู้ผูกดวงชะตา
และท�ำพิธีอัญเชิญพระอิศวรให้สิงสถิตท่ีตัวของพระยายืนชิงช้า ก่อนจะแห่
144
ไปยังสถานที่จัดพิธี บริเวณใกล้เทวสถานโบสถ์พราหมณ์เพ่ือให้เป็นมงคลแก่
บ้านเมือง รูปแบบและบรรยากาศของพิธีกรรมน้ีปรากฎให้เห็นจากภาพถ่าย
เก่าท่ีเก็บสะสมไว้ในหอจดหมายเหตุ หรือเว็บไซต์ ส่ือออนไลน์ต่างๆ และ
ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วัดมหาเจดีย์ บ้านกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และวดั ราชประดิษฐส์ มี าราม กรุงเทพมหานคร (ภาพท่ี 2)
ภาพที่ 2 ภาพเขยี นจิตรกรรมไทยพระราชพธี ีตรยี ัมพวาย วดั มหาเจดยี ์ บา้ นกรูด
จังหวดั ประจวบครี ขี นั ธ์ และ วดั ราชประดิษฐ์สมี าราม กรงุ เทพมหานคร
ทีม่ า : วาทนิ ศานติ์ สนั ติ. พราหมณ์ : พระราชพิธตี รียมั พวาย-ตรปี วาย
ในสมยั รัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี 1 ถึงรัชกาลท่ี 7.
สบื ค้นเม่ือ 12 มกราคม 2557. จาก https://www.gotoknow.org/posts/475528.
การโล้ชิงช้าดังกล่าวเกิดข้ึนคร้ังแรกในสมัย รัชกาลที่1 ซึ่งครั้งน้ัน
จัดข้ึนเพื่อท�ำนายดูว่าเมืองที่สร้างขึ้นมีความแข็งแรงและมีความรุ่งเรือง
เหมอื นดงั โลกทพี่ ระพรหมทรงสรา้ งขนึ้ หรอื ไม่ และกำ� หนดวา่ เสาชงิ ชา้ ตอ้ งอยู่
ใจกลางพระนคร โดยวัดจากริมแม่น�้ำเจ้าพระยาไปจนถึงก�ำแพงเมืองบริเวณ
145
ป้อมพระสุเมรุ คือบริเวณหน้าเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ แต่ปัจจุบันได้เล่ือน
เสาชิงชา้ ไปทางวัดสุทัศน์เพราะปัจจัยทางสถาปตั ยกรรม
พธิ ตี รยี มั พวาย-ตรปี วาย เคยรงุ่ เรอื งมากอ่ นเปลย่ี นแปลงการปกครอง
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย โดยเมื่อคร้ังมี
การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ น้ัน ระบบการปกครองอยู่ใน
สถานะที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองและมีสิทธิ์ขาดในการบริหารประเทศ ซ่ึงใน
ระบอบการปกครองนี้ กษตั ริยค์ ือกฎหมาย กลา่ วคอื ท่ีมาของกฎหมายทงั้ ปวง
อยูท่ ่กี ษัตรยิ ์ ค�ำสง่ั ความต้องการตา่ งๆ ลว้ นมผี ลเปน็ กฎหมายทงั้ ส้ิน กษตั ริย์
มีอ�ำนาจในการปกครองแผ่นดินและพลเมืองโดยอิสระ โดยไม่มีกฎหมาย
หรอื องคก์ รตามกฎหมายใดๆ จะมาห้ามปรามได้ (กระทรวงยตุ ิธรรม, 2556:
ออนไลน์) ในทางทฤษฎีกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะมีอ�ำนาจ
ท้ังหมดเหนือประชาชนและแผ่นดิน รวมท้ังเหนืออภิชนและบางครั้งก็เหนือ
คณะสงฆด์ ว้ ย สว่ นในทางปฏบิ ตั กิ ษตั รยิ ใ์ นระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม์ กั จะ
ถกู จำ� กดั อำ� นาจ จากกลมุ่ ดงั กลา่ ว หรอื กลมุ่ อนื่ ๆดว้ ย หากพจิ ารณาตามทฤษฎี
พลเมอื งนน้ั อาจกลา่ วไดว้ า่ ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยไ์ ดม้ อบความไวว้ างใจ
ทง้ั หมดใหก้ บั พระเจา้ แผน่ ดนิ ซง่ึ เชอ่ื วา่ มคี วามดพี รอ้ มทางสายเลอื ดและไดร้ บั
การเลี้ยงดูฝกึ ฝนมาอย่างดตี ั้งแต่เกิด ดงั นั้นเม่ืออ�ำนาจอย่กู ับพระมหากษัตริย์
ประชาชนจงึ มคี วามเชอื่ วา่ นา่ จะเปน็ สง่ิ สนบั สนนุ ในการจดั งานตา่ งๆ ใหม้ คี วาม
ยง่ิ ใหญไ่ ด้ รวมทั้งงานพระราชพธิ ตี รียมั พวาย-ตรีปวายด้วย
หลังจากที่มีการเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณา
ญา สทิ ธิราชยเ์ ปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย พระราชพธิ ตี รียมั พวาย-ตรปี วาย จึง
เรมิ่ ถกู ผลกระทบจากเหตกุ ารณด์ งั กลา่ วดว้ ยเพราะมพี ระราชทรพั ยน์ อ้ ยลงและ
พระราชอำ� นาจของกษตั รยิ ก์ ถ็ กู จำ� กดั ลงดว้ ย ไมส่ ามารถทจ่ี ะนำ� พระราชทรพั ย์
146
มาใชใ้ นการจดั งานใหย้ งิ่ ใหญเ่ หมอื นทกุ ครง้ั ในอดตี ได้ จนในทสี่ ดุ พระราชพธิ นี ้ี
จงึ ถกู มองเปน็ ของโบราณ ไมท่ นั สมยั ผมู้ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งจงึ ไมเ่ หน็ ความสำ� คญั และ
ตอ่ มาจึงถกู สัง่ ให้ยกเลกิ ไป (ไมเคิล ไรท,์ 2536 : 164)
พระราชพธิ ีตรียัมปวาย-ตรพี วาย-ตรีปวาย ตามความเช่ือดง้ั เดมิ เกี่ยว
กบั เทพเจา้ ในศาสนาพราหมณ์ มเี ทพเจา้ ทป่ี ระชาชนศรทั ธาวา่ เปน็ เทพเจา้ สงู สดุ
อยู่ 3 พระองค์ คอื
1. พระอิศวร หรือ พระศิวะ (ภาพท่ี3) หมายถึงเทพเจ้าผู้ท�ำลาย
มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามความเชื่อและความคุ้นเคยของแต่ละคน เช่น
มหาเทวะ รุทร ธรู ชฏิ นีลกญั ฐะ ตรีเนตร ฯลฯ โดยชื่อตา่ งๆ ดังกล่าวจะถูก
เรยี กตามสถานการณ์ต่างๆ อาทิ มหาเทวะ จะถูกเรยี กเมือ่ ปราบอสรู ได้ส�ำเรจ็
รุทร จะเรียกจากเหตุการณ์เม่ือรับเสวยประเภทเนื้อ ธูรชฏิ จะถูกเรียกจาก
การทมี่ ีวรรณสีเหมือนควนั ศวิ ะ จะถูกรยี กเม่อื ประสิทธิประสาทความรงุ่ เรือง
ให้กับมนุษย์ นีลกัญฐะ เป็นช่ือเรียกเมื่อคร้ังเป็นประธานในการกวนเกษียร
สมุทร ตรีเนตร เม่ือครั้งได้รับการแก้ไขสถานการณ์ความวุ่นวายของโลก ซึ่ง
เปน็ เหตกุ ารณเ์ มอื่ พระองคถ์ กู พระชายา (ปารวต)ี ใชม้ อื ปดิ พระเนตรทง้ั สองไว้
ท�ำให้โลกมืดมิดและเกิดความวุ่นวายโกลาหลข้ึนดังกล่าว พระศิวะในรูปของ
มนุษย์ มักพบในลักษณะท่มี ี 3 เนตร มีพระจนั ทร์หนึ่งเสี้ยว มงี ูพนั รอบมงกุฎ
นุ่งหนังเสือ มี 4, 8, 10, 16, 18 กร โดย 2 กรหลงั ถือตรศี ูลและกลอง ส่วนกร
หนา้ เปน็ ปางประทานอภยั (ผาสขุ อนิ ทราวธุ , 2540 : 42)
พระศวิ ะ หรือ พระอิศวร ในภาษาองั กฤษใชค้ �ำว่า Mahesh, Shiva
เป็นหน่ึงในตรีมูรติ หรือเทพเจ้าสูงสุดสามพระองค์ตามความเชื่อในศาสนา
พราหมณ์-ฮนิ ด1ู พระศวิ ะ มีรปู กายเป็นชายหนุ่มร่างกำ� ย�ำ วรรณะขาว (สีผิว
1เทพเจ้าสงู สดุ สามพระองคต์ ามความเช่อื ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไดแ้ ก่ พระอศิ วร พระพรหม และพระวิษณุ
147
ขาว) นุ่งห่มหนังเสือเหมือนฤๅษี มีสังวาล เป็นลูกประค�ำหรือกะโหลกมนุษย์
มีงูเห่าคล้องพระศอและพระศอของพระศิวะมีสีดำ� ท้ังน้ีเน่ืองจากพระองค์ได้
อมยาพิษของพญานาคไว้เม่ือคร้ังกวนเกษียณสมุทรเพื่อท�ำน้�ำอมฤตในการ
ลงไปช่วยโลก พระเกศายาว ซ่ึงจะม้วนเป็นจุฑา (มวยผม) มีพระจันทร์เป็น
ปิ่น มีคงคาอยู่บนยอดจุฑา และมีดวงพระเนตร (ตาท่ี 3) กลางพระนลาฏ
(หนา้ ผาก) ซงึ่ โดยปกตจิ ะปดิ อยเู่ สมอ เชอ่ื วา่ หากเปดิ ขนึ้ เมอื่ ไหร่ ไฟบรรลยั กลั ป์
จะเผาผลาญล้างโลก ถือว่าเป็นการส้ินสุดกัปหนึ่ง ก่อนท่ีพระพรหมจะ
สร้าง โลกขน้ึ มาใหม่ สว่ นพาหนะของพระศวิ ะ คอื โคอุศภุ ราช เป็นวัวเพศผู้
สีขาวล้วน มีชายา คือ พระอุมา ซ่ึงเป็นเทพีแห่งความกล้าหาญ มีพระโอรส
สององค์ คือ พระขันทกุมาร และพระพิฆเนศ ประทับอยู่ ณ เขาไกรลาส
อันเป็นศนู ย์กลางแห่งจกั รวาล
คติความเช่ือเก่ียวกับพระศิวะคือ เป็นเทพที่ขับไล่ส่ิงชั่วร้าย และ
ท�ำให้เกิดความดีงาม เป็นศิริมงคลต่อผู้ท่ีนับถือกราบไหว้บูชา นอกจากน้ีสิ่ง
ที่มักปรากฏให้เห็นเสมอในอิริยาบถของพระศิวะคือ ท่าร่ายร�ำอันเป็นการ
ร่ายร�ำของเทพเจ้า หรือเรียกว่า “ปางนาฏราช” เป็นท่าท่ีเกิดจากเหตุการณ์
ตอนแปลงกายลงไปปราบฤๅษีที่ประพฤติผิดตนต่อเพศดาบส ซ่ึงต่อมาชาว
ฮนิ ดไู ดถ้ อื เอาทา่ รา่ ยรำ� นเ้ี ปน็ ตน้ แบบของการรา่ ยรำ� ตา่ งๆ มาตราบจนปจั จบุ นั
นอกจากนี้ พระศิวะ ที่ประเทศศรีลังกา ซ่ึงเป็นประเทศท่ีศาสนาฮินดูได้เข้า
มาเผยแพร่ก่อนท่ีจะกลายมาเป็นพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาหลักในปัจจุบัน
มคี วามเชอื่ วา่ พระศวิ ะมพี าหนะเปน็ นกยงู และกลายมาเปน็ เทพเจา้ ทที่ ำ� หนา้ ท่ี
ปกปักษร์ ักษาพทุ ธศาสนา
148
ภาพท่ี 3 : เทวรปู พระศิวะรมิ แมน่ ำ้� คงคา ท่บี งั กาลอร์ ประเทศอินเดีย
ท่มี า : SNT SKY. บงั กาลอร์. สืบค้นเม่อื 12 พฤษภาคม, 2558.
จาก http://www.sntsky.com
2. พระนารายณ์หรือพระวิษณุ (ภาพท่ี 4) หมายถึง เทพผู้รักษา
เปน็ เทพแห่งท้องฟ้า มีความส�ำคัญในยุคคัมภรี ์พราหมณะ แต่ในคมั ภรี ฤ์ คเวท
ไม่ให้ความส�ำคัญมากนัก พระนารายณ์ หรือพระวิษณุ แต่เดิมเป็นเทพองค์
เลก็ ๆในศาสนาพระเวท และเปน็ เพยี งสว่ นหนึ่งของเทพแหง่ แสงอาทิตย์ โดย
มหี นา้ ที่ คอื การกา้ วสามกา้ ว ซงึ่ หมายถงึ การเปน็ เทพแหง่ แสงอาทติ ยต์ อนเชา้
149
ตอนเทย่ี ง และตอนเยน็ บางครง้ั กท็ ำ� หนา้ ทแ่ี ทนพระอคั นี คอื การเปน็ สอ่ื กลาง
ระหว่างมนุษย์และเทพเจ้า และเป็นเทพเจ้าท่ีได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ปกป้อง
รักษาความสงบสขุ ของมนษุ ย์ (ผาสุข อินทราวุธ, 2540 : 40) พระนารายณ์
มีลกั ษณะที่คล้ายมนษุ ย์ คือ การเป็นชายหนมุ่ ทม่ี รี ่างกายใหญโ่ ต มหึมา และ
ยังได้รับการกล่าวถึงในลักษณะของการเป็นเทพเจ้าที่มีการย่างก้าว 3 ก้าว
(vikrama) การเป็นผมู้ กี ้าวยาว (urukrama) และการเดินไกล (urugaya) โดย
ในการกา้ ว 3 กา้ วของพระวษิ ณนุ นั้ เปน็ การกา้ วขา้ มพนื้ โลก ซงึ่ มนษุ ยม์ องเหน็
ไดเ้ พียง 2 ก้าว ส่วนกา้ วทสี่ ามนัน้ เปน็ การก้าวท่สี งู ทสี่ ุด เลยขอบเขตท่ีนกจะ
บินไปถงึ และเลยขอบเขตปัญญาของมนษุ ยท์ ่ีจะคิดตามได้ ซง่ึ วิษณใุ นท่ีนีก้ ค็ อื
ดวงอาทิตยน์ นั่ เอง ดงั นั้นการก้าว 3 กา้ ว จึงหมายถึงชว่ งเวลาตอนพระอาทิตย์
ขน้ึ จนถงึ ตอนท่พี ระอาทิตย์ตก (จิรพฒั น์ ประพนั ธว์ ิทยา, 2522 : 100)
ภาพท่ี 4 : พระนารายณห์ รือเทพแห่งทอ้ งฟา้
ท่มี า : Pantip.com. พระนารายณ์. สบื คน้ เมอ่ื 22 กันยายน, 2557.
จาก http : // pantip.com/topic/30178465 ,”
150
3. พระพรหม (ภาพท่ี 5) เป็นเทพเจ้าท่ีก่อให้เกิดพิธีกรรมต่าง ๆ
ทางศาสนามากมาย โดยเฉพาะเรื่องเทพเจ้าสร้างโลก พระพรหม มีประวัติ
ความเป็นมาท่ีค่อนข้างสับสน เน่ืองจากในหลายคัมภีร์กล่าวถึงในลักษณะ
ทแ่ี ตกตา่ งกนั เช่น บางคัมภีร์กลา่ วว่า กำ� เนดิ มาจากไข่ทอง กายเปน็ หมูปา่
กู้โลกมาจากมหาสมุทร ส่วนในคัมภีร์ยุคหลังกล่าวว่า ก�ำเนิดจากดอกบัวท่ี
โผลม่ าจากนาภขี องพระวษิ ณุ พระพรหม มี 4 พกั ตร์ 4 กร โดยแต่ละพกั ตร์
จะหนั ไปตามทิศทางของทิศทั้ง 4 ประทับยนื หรือนง่ั บนบัลลงั กด์ อกบัว หรอื
บนหลังหงส์ พระวรกายสีเหลือง พระเนตรสีแดง สวมชฎามงกุฎ พระหัตถ์
หนา้ เปน็ ปางประทานอภยั และปางประทานพร สว่ นพระหตั ถห์ ลงั ถอื ชอ้ นและ
หมอ้ ใสฆ่ ี (นำ้� มนั ท่ผี ลิตจากเนยเหลว) บางคร้งั ถือลกู ปัดและคนโทน�ำ้ หนังสือ
ตน้ หญ้า (ผาสขุ อินทราวุธ, 2522 : 100)
ภาพท่ี 5 : ภาพเขียนพระพรหมจากภาพสมุดขอ่ ย
ทีม่ า : คณะกรรมการโครงการสืบสานมรดกวฒั นธรรมไทย, 2542 : 359.
151
สว่ นประวตั ขิ องพระพรหมนน้ั มตี ำ� นานกลา่ วถงึ วา่ หลงั จากพระพรหม
สร้างโลกแล้วได้อัญเชิญพระอิศวรมาทดสอบความแข็งแรงของโลกท่ีพระองค์
สร้างข้นึ โดยใหพ้ ระยานาคขดตวั ลอ้ มรอบภเู ขา 2 ลูก หลังจากนน้ั พระพรหม
จึงทรงยืนด้วยพระบาทข้างเดียว แล้วจึงได้ให้พญานาคออกแรงดึงภูเขาท้ัง
2 ข้าง ซ่ึงเม่ือทดสอบเสร็จแล้วปรากฏว่าโลกที่พระพรหมทรงสร้างข้ึนน้ันมี
ความแข็งแรงดี เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความปิติยินดีให้แก่พญานาคและ
บรรดาเทพเจา้ เป็นอย่างย่ิง
ภาพท่ี 6 : พธิ ีโลช้ ิงช้า
ที่มา : นิลรัตน์. เสาชิงช้า : ประตสู ูส่ วรรค์.
สบื ค้นเม่ือ 22 กนั ยายน, 2551. จาก www.oknation.net.
152
จากความเช่ือเกี่ยวกับพระพรหมสร้างโลก มีข้อมูลสนับสนุนจาก
พระราชครูวามเทพมุนี โดยอธิบายว่า พิธีโล้ชิงช้านั้น เป็นส่วนหนึ่งในพระ
ราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย (ภาพที่ 6) การประกอบพิธีโล้ชิงช้าจึงเป็นการ
จัดใหม้ ีการแสดงตำ� นานของการสร้างโลก โดยกำ� หนดว่า ให้มพี ระพรหมเป็น
ผสู้ รา้ งโลก และหลงั จากนน้ั กข็ อใหพ้ ระอศิ วรมาทดสอบความแขง็ แรงของโลกที่
สรา้ งขนึ้ วา่ มคี วามแขง็ แรงเพยี งพอหรอื ไม่ ซง่ึ พระอศิ วรกก็ ำ� หนดวา่ ใหพ้ ญานาค
ขนดตัวระหว่างภูเขาใหญ่ 2 ลูก บนโลกนี้ และให้พญานาคดึงย้ือยุดเขยา่ ไปมา
เพอื่ ดวู า่ มคี วามสนั่ สะเทอื นเพยี งใด หากภเู ขาสน่ั สะเทอื นมาก ถอื วา่ โลกนน้ั ไมม่ ี
ความแขง็ แรง พร้อมทงั้ กำ� หนดดว้ ยวา่ จะยนื ยกขา 1 ขา้ ง ถา้ สน่ั สะเทอื นจนลม้
และต้องเอาขาอีกข้างมาช่วยยืนหมายความว่าไม่แข็งแรง แต่ในการทดสอบ
พระอิศวรก็สามารถยืนอยู่ขาเดียวจนกระท่ังการทดสอบเสร็จสิ้นลง และไม่มี
การล้มเกิดข้นึ จงึ แสดงว่าโลกที่สร้างข้ึนน้ันมคี วามแขง็ แรงดี
ในขณะเดียวกันยังได้ก�ำหนดเปรียบเทียบกับเสาชิงช้า คือให้เสาทั้ง
2 เสาของชิงช้าเป็นภูเขา (ภาพท่ี 7) ผู้ที่ข้ึนไปโล้สมมติให้เป็นพญานาคซึ่ง
คนโล้จะใส่หมวกรูปพญานาคด้วย จากนั้นไกวชิงช้า เพ่ือทดสอบว่าแข็งแรง
หรือไม่ จากต�ำนานและความเช่ือดังกล่าว ก่อให้เกิดพระราชพิธีท่ีส�ำคัญ คือ
“ตรียัม พวาย-ตรีปวาย” ซึ่งเป็นพิธีท่ีเช่ือว่า พระอิศวรเสด็จมายังโลกปีละ
1 คร้งั เปน็ เวลา 10 วนั ตั้งแต่วันขน้ึ 7 คำ่� ถงึ แรม 1 ค�่ำ และพระนารายณ์
เสดจ็ มายังโลกเปน็ เวลา 5 วนั ตง้ั แต่แรม 1 คำ�่ ถงึ แรม 5 คำ่� รวมทัง้ สิน้ 15 วนั
153
ภาพท่ี 7 : เสาชิงชา้ ตง้ั อยู่ระหว่างเทวสถานโบสถพ์ ราหมณก์ ับ
วัดสุทัศน์เทพวราราม ปจั จุบันไมม่ กี ารประกอบพธิ โี ล้ชงิ ช้า
การประกอบพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรปี วาย
ในการประกอบพระราชพธิ ตี รยี มั พวาย-ตรปี วาย นแี้ บง่ เปน็ 3 ขน้ั ตอน
คอื
1. พิธเี ปิดประตเู ทวลัยไกรลาศ ถือเป็นการอญั เชิญเทพเจ้าลงส่เู มือง
มนษุ ยเ์ พื่อประทานพรให้มวลมนษุ ย์มคี วามสงบสขุ
2. พิธีกรรมกล่าวสรรเสริญเทพเจ้า โดยมีการถวายข้าวตอกดอกไม้
แกเ่ ทพเจา้
3. พิธีกรรมส่งน�ำเทพเจ้าเสด็จและอัญเชิญเทพเจ้าสู่ครรไลหงส์กลับ
สูท่ ิพย์วมิ าน ในวันแรกของพธิ จี ะเร่มิ จากการเข้าพรตของพราหมณ์ทผ่ี า่ นการ
บวชแล้ว ซึ่งจะมีการบริโภคมังสวิรัติละเว้นเน้ือสัตว์ และถือพรหมจรรย์เป็น
154
เวลา 15 วนั คลา้ ยกบั ประเพณถี อื ศลี กนิ เจของชาวจนี โดยลกั ษณะการผกู พรต
ตรงกลางจะผูกด้วยดอกบานไม่รู้โรยสีขาว ซ่ึงในแต่ละปีเมื่อเสร็จสิ้นพิธีการ
ผูกพรตจะต่อด้วยการบวชพราหมณ์ของเหล่าลูกๆพราหมณ์ โดยมีความเชื่อ
วา่ การบวชพราหมณ์ถือเปน็ การเกดิ คร้ังท่ี 2 (ทวิชาต)ิ ซ่งึ การเกดิ ครั้งแรกคือ
การเกิดจากบิดามารดา
พระยายนื ชิงชา้ กบั พิธีตรียมั พวาย-ตรปี วายในการประกอบพธิ ีโลช้ งิ ชา้
หลังจากเสร็จพิธีการเข้าพรตของพรามหมณ์แล้ว ในข้ันตอนต่อมา
เปน็ พธิ ปี ระกอบพธิ โี ลช้ งิ ชา้ ซงึ่ เปน็ การรบั เสดจ็ ผเู้ ปน็ เจา้ แหง่ ศาสนาพราหมณ์
ที่เสด็จมายังโลกมนุษย์ตามค�ำอัญเชิญของพราหมณ์ท่ีประกอบพิธีกรรม โดย
มีจตุโลกบาลมาโล้ชิงช้าถวาย ซ่ึงในพิธีดังกล่าวจะสมมุติให้ข้าราชการช้ัน
ผู้ใหญ่ที่ไดร้ ับพระราชทานพานทอง ซง่ึ สมมตุ เิ ป็นพระอิศวร มาเปน็ ผูย้ นื ชงิ ชา้
เรียกว่า พระยายืนชิงช้า ซ่ึงต�ำแหน่งน้ีถือเป็นต�ำแหน่งที่มีเกียรติยศอย่างยิ่ง
ดงั ทปี่ รากฎในสมยั รชั กาลท่ี 6 ไดก้ ำ� หนดพระยายนื ชงิ ชา้ คอื ผทู้ มี่ บี ทบาทสำ� คญั
ผู้หนึ่งในพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย เนื่องจากพระยายืนชิงช้าคือผู้แทน
ของพระมหากษัตริย์ (ไมเคิล ไรท์, 2536 : 164) และผู้แทนของพระอิศวร
ท่ีเสด็จลงมาทอดพระเนตรการโล้ชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย
ดว้ ย ตามตำ� นานการทดสอบความมน่ั คงแขง็ แรงของโลก โดยพราหมณจ์ ะเปน็
ผ้ผู กู ดวงชะตา และทำ� พิธอี ญั เชิญพระอศิ วรใหส้ งิ สถติ พระยายืนชงิ ชา้ ก่อนจะ
แหแ่ หนไปยงั โรงพธิ ใี กลเ้ ทวสถานโบสถพ์ ราหมณเ์ พอื่ ใหเ้ ปน็ มงคลแกบ่ า้ นเมอื ง
ในขบวนแหข่ องพระยายนื ชงิ ชา้ จะมกี ารจดั อยา่ งมโหฬาร ประกอบดว้ ยขบวน
หนา้ และขบวนหลงั สว่ นขบวนของพระยายนื ชงิ ชา้ อยตู่ รงกลาง พระยายนื ชงิ ชา้
นง่ั บนเสล่ยี ง แวดล้อมด้วยเครอื่ งสงู อาทิ กรรชงิ บงั สูรย์ ตามดว้ ยขบวนเชญิ
เครอ่ื งยศของผู้รบั หน้าทเ่ี ป็นพระยายืนชงิ ช้า (ภาพที่ 8)
155
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้พระยาชั้นพานทองผลัดเปล่ียนกันท�ำหน้าที่พระยายืนชิงช้า
เพื่อเป็นเกียรติยศของผู้นั้น และได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในรัชกาล
ตอ่ มา ส่วนสาเหตุของการเปล่ียนตวั พระยายืนชงิ ช้าทุกปนี นั้ พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงตอ้ งการเหน็ กำ� ลงั ทหารในสงั กดั ของผมู้ ารบั หนา้ ที่
ว่ามีมากน้อยเพียงใด ผู้ใดมีอ�ำนาจมาก ขบวนก็จะใหญ่โตพรั่งพร้อมไปด้วย
สรรพอาวุธมากมาย หากมองย้อนกลับไป จะเห็นว่าสภาพการบริหารบ้าน
เมอื ง ในชว่ งนน้ั อำ� นาจตา่ งๆ ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นพระราชหตั ถข์ องพระเจา้ อยหู่ วั แตเ่ พยี ง
ผู้เดียว อ�ำนาจส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในมือขุนนางข้าราชการช้ันผู้ใหญ่ท้ังส้ิน โดย
เฉพาะสกุลบนุ นาคท่มี อี �ำนาจทั้งทางดา้ นการทหาร การบรหิ ารประเทศ หรือ
แม่แตท่ างดา้ นเศรษฐกจิ ตง้ั แตร่ ัชกาลที่ 3 เปน็ ตน้ มาจนถงึ รัชกาลท่ี 5 (วาทิน
ศานต์ิ สนั ต,ิ 2558 : ออนไลน)์ การทีข่ า้ ราชการมบี ทบาทมากกเ็ พราะระบบ
การปกครองในระบอบด้ังเดิม ซึ่งถึงแม้นว่าพระเจ้าแผ่นดินจะทรงมีพระราช
อ�ำนาจในการตัดสินใจในเร่ืองต่างๆ สูงสุดของแผ่นดิน แต่พระเจ้าแผ่นดิน
ก็ทรงได้มอบอ�ำนาจการตัดสินใจบางส่วนให้แก่ข้าราชการช้ันผู้ใหญ่หลาย
ท่าน เพอื่ ใหม้ อี ำ� นาจในการช่วยสอดส่องดแู ลบา้ นเมอื งให้ทว่ั ถึง ดงั น้นั การจดั
ใหม้ กี ารเปลยี่ นตวั พระยายนื ชงิ ชา้ ในทกุ ๆ ปี จงึ อาจเปน็ การทา้ ทายเหลา่ บรรดา
ขนุ นางของพระองคไ์ ดว้ า่ มอี ำ� นาจหรอื ความสามารถในการบรหิ ารประเทศชาติ
บา้ นเมืองมากนอ้ ยเพยี งใด
156
ภาพท่ี 8 ลักษณะการแต่งกายของพระยายนื ชงิ ชา้ ในขบวนแห่
เป็นลักษณะการนุ่งผา้ แบบบา่ วขุนมีชายหอ้ ยอยเู่ บอื้ งหน้า นุ่งผา้ เยียรบับ สวมเสือ้ เยียรบับ
คาดเขม็ ขดั สวมเสอ้ื ครุย สวมลอมพอก (เครอื่ งสวมศรีษะรปู ยาวแหลมคลา้ ยชฎา)
ทีม่ า : วาทิน ศานต์ิ สนั ต,ิ (2558), พราหมณ์ พระราชพธิ ี : พระยายนื ชงิ ช้ากบั ขบวนแห่
แห่งเกยี รตยิ ศ. สบื คน้ เม่อื 12 มกราคม 2557.
จาก https://www.gotoknow.org/posts/486479.
ในช่วงของกระบวนการแห่พระยายืนชิงช้าน้ัน จะแห่ไปที่เสาชิงช้า
และในพิธีนั้นมีพญานาคมาร�ำพ่นน้�ำถวาย เมื่อพระยายืนชิงช้าไปถึงเสาชิงช้า
และเขา้ ไปนัง่ ในพระราชพิธี หลังจากนนั้ ให้ผู้ท่จี ะโลช้ งิ ช้าข้นึ ชิงช้าทีละ 4 คน
(โล้ 3 กระดานรวมเปน็ 12 คน) มีเชอื กถือยึดไวแ้ น่นทั้ง 4 ดา้ น สองคนหัน
หน้าเข้าหากันพนมมืออยู่กลางกระดานส่วนอีกสองคนอยู่หัวท้ายจะท�ำการโล้
ชิงช้าเพือ่ รางวัล 1 ตำ� ลึง โดยเงินถกู แขวนแยกไวก้ ับเสา ซ่งึ ในการโลช้ งิ ชา้ นัน้
คนทอ่ี ยดู่ า้ นทา้ ยตอ้ งเลน่ ตลก คอื เมอื่ คนหนา้ คาบถงุ เงนิ คนทา้ ยจะทำ� กระดาน
โล้ให้เลยถุงเงินบ้างเพ่ือเรียกเสียงฮาจากคนดู (น�้ำตาล, 2557 : ออนไลน์)
(ภาพท่ี 9)
157
ภาพที่ 9 : การโล้ชงิ ช้า ผู้ทจ่ี ะโล้ชิงชา้ ให้ขึ้นชิงช้าทลี ะ 4 คน โดยโล้ชิงชา้ เพอื่ รางวลั 1 ต�ำลงึ
คนทอี่ ยดู่ ้านหนา้ จะคาบถงุ เงินโดยเงนิ ถกู แขวนแยกไว้ เมื่อคนหนา้ คาบถุงเงนิ คนท้ายจะท�ำ
กระดานโล้ใหเ้ ลยถุงเงนิ บ้าง เพ่ือเรยี กเสียงฮาจากคนดู
ทมี่ า : พธิ ีโล้ชงิ ช้า. สืบค้นเมอื่ 22 กันยายน, 2551. จาก www.web.debsirin.ac.th,>
สรุปได้ว่า พระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย หรือพิธีโล้ชิงช้า
หากพิจารณาในบริบทของพิธีกรรมท่ีสืบต่อจากศาสนาพราหมณ์เป็นความ
เช่ือเก่ียวกับการสร้างโลกของพระพรหม โดยพระอิศวรได้ถูกก�ำหนดให้เป็น
ผู้ที่เข้ามามีบทบาทในการทดสอบความแข็งแรงของโลกในครั้งน้ันด้วย ซึ่ง
ในพิธีดังกล่าวจะมีเทพเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือพระอิศวร พระนารายณ์ และ
พระพรหม ซ่ึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์และมาประทานพรให้มนุษย์ประสบ
ความสุขความเจริญ ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาในบริบทของอ�ำนาจทาง
การเมืองของพระมหากษัตริย์จึงเป็นสิ่งที่ส่งเสริมความมีบารมี มีอ�ำนาจ
ในการปกครอง โดยสิ่งสนับสนุนดังกล่าวคือการท่ีเมื่อพระมหากษัตริย์มี
อ�ำนาจในการปกครองสามารถจัดพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย ได้ย่ิงใหญ่ และ
เม่ือพระมหากษัตริย์หมดอ�ำนาจลงพระราชพิธีดังกล่าวก็ได้ลดความส�ำคัญ
158
ลงด้วย ซึ่งเห็นได้จากเม่ือคร้ังมีการเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบ
สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยเ์ ปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย โดยพระราชพธิ ตี รยี ัมพวาย-
ตรีปวาย เรมิ่ ถูกผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในครัง้ นั้นด้วยเพราะพระราช
ทรพั ยน์ อ้ ยลง และพระราชอำ� นาจของกษตั รยิ ก์ ถ็ กู จำ� กดั ลงดว้ ย จงึ ไมส่ ามารถ
ท่ีจะน�ำพระราชทรัพย์มาใช้ในการจัดงานให้ย่ิงใหญ่ได้เหมือนทุกครั้ง ต่อมา
พระราชพิธีนี้จึงถูกมองเป็นสิ่งล้าหลังของคนรุ่นใหม่ ไม่มีความทันสมัย และ
ในที่สุดจึงถูกสั่งให้ยกเลิกไป พร้อมกับบทบาทอ�ำนาจทางการเมืองที่ลดลง
จากผลของการเปลย่ี นแปลงการปกครองดว้ ย
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการโครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย.(2542). สมุดข่อย :
น�ำชมสมุดภาพวัดสุวรรณภูมิ : จังหวัดสุพรรณบุรี เล่มที่ 1.
กรุงเทพมหานคร : สตาร์ปร๊นิ ท์ จำ� กัด.
จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา. (2522). “ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาพุทธและ
ศาสนาพราหมณ”์ . ศลิ ปวฒั นธรรม, พฤศจกิ ายน.
ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร,(2553) ความเปลี่ยนแปลงของพระราชพิธีต่างๆ
ในสมัยรัชกาลท่ี7, วันที่เผยแพร่ 9 มิถุนายน 2553. จาก
http ://www. kingprajadhipokstudy. blogspot.com /
2010_ 07_ 01_archive.html
นำ้� ตาล. (2557). โลช้ ิงช้ากบั วนั เวลาท่ีเปลยี่ นไป. วันท่ีสืบค้น 20 มถิ ุนายน
2557. จาก http ://www.numtan.com/nineboard/viwe.
php?id =1646.
นิลรตั น.์ (2551) เสาชงิ ชา้ : ประตูส่สู วรรค.์ สบื ค้นเมอ่ื 22 กนั ยายน, 2551.
จาก www.oknation.net.
159
ประพศิ พงศม์ าศ. (2558). พระราชพธิ ีตรยี ัมปวาย–ตรีปวาย (พิธีโลชงิ ชา )
สืบค้นเม่ือ 12 พฤษภาคม, 2558. จาก http://www.finearts.
go.th/olddata/files/Old_Photo_55-3.pdf.
ผาสขุ อินทราวธุ . (2540). รปู เคารพในศาสนาฮินด,ู เอกสารอัดส�ำเนา คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.
พระราชครูวามเทพมนุ ี. (2558). ประเพณีไทยฉบับพระราชครูวามเทพมนุ .ี
สบื คน้ เมื่อ 12 พฤษภาคม, 2558. จาก http://www.devasthan.
org/ceremony_main.html.
ไมเคิล ไรท์. (2536). “พระราชพิธตี รียมั ปวาย โลช้ ิงชา้ ซับซ้อนเกนิ กว่าท่ีใครๆ
คิด”. ศลิ ปวฒั นธรรม. 14 กันยายน. 162-171.
ศิริพจน์ เหลา่ มานะเจรญิ . (2550). “สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม”. มติชนราย
วนั . 7 กนั ยายน. หน้า 34.
สมปราชญ์ อัมมะพนั ธ.์ุ (2536) ประเพณแี ละพธิ กี รรมในวรรณคดไี ทย. พมิ พ์
ครัง้ ที่ 1. กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร.์
ส.พลายนอ้ ย. (2551). เล่าเรื่องบางกอก. วนั ท่ีสืบค้น 9 กันยายน 2551. จาก
http : //www. bmacpd. go.th/lrup / Myoffice/ giantswing/
Articlegiant 01.htm.
กระทรวงยุตธิ รรม. (2556). ระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย.์ วนั ท่ีสบื คน้ 12
พฤษภาคม 2556. จาก http ://www. jpo.moj.go.th/index.
php/2013-08-17-04-20-
วาทนิ ศานต์ิ สนั ต,ิ (2558), พราหมณ์ พระราชพธิ ี : พระยายนื ชงิ ชา้ กบั ขบวน
แห่แห่งเกียรตยิ ศ. สืบค้นเม่อื 12 มกราคม 2557. จาก https://
www.gotoknow.org/posts/486479.
SNT SKY. (2558), บังกาลอร์. สืบคน้ เมอื่ 12 พฤษภาคม, 2558. จาก http://
www.sntsky.com