The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 2การจำแนก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สรรพวิท ชินะโชติ, 2021-01-07 09:14:25

หน่วยที่ 2การจำแนก

หน่วยที่ 2การจำแนก

เอกสารประกอบการสอน

การผลติ ไม้ดอกไมป้ ระดับ

รหสั วิชา 2501-2202

หน่วยที่ 2
วชิ า การผลติ ไม้ดอกไม้ประดับ
เร่ือง การจาแนกประเภทไม้ดอกไม้ประดบั

สาระสาคญั
พนั ธุ์ไมด้ อกไมป้ ระดบั มีมากมายหลายชนิด และแต่ละชนิดกม็ ีรูปร่างลกั ษณะ ที่

แตกตา่ งกนั ออกไป เช่น รูปร่างของ ลาตน้ ใบ ดอก ผล การนามาใชป้ ระโยชน์ การตกแต่ง
สถานท่ีหรือในพธิ ีกรรมตา่ ง ๆ เพอื่ สะดวกในการศึกษา การดูแลรักษาและการเรียกช่ือ จึงมีความ
จาเป็นตอ้ งทราบลกั ษณะที่สาคญั ของไมด้ อกไมป้ ระดบั ซ่ึงวธิ ีในการจาแนกคือการจาแนกทางพืชสวน
และการจาแนกทางหลกั พฤกษศาสตร์

หัวข้อเรื่อง
1. จาแนกไมด้ อกไมป้ ระดบั ทางพชื สวน
2. การจาแนกไมด้ อกไมป้ ระดบั ทางพฤกษศาสตร์

จุดประสงค์ทว่ั ไป
ผูเ้ รียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกบั การจาแนกไม้ดอกไม้ประดับทางพืชสวนและ

ทางหลกั พฤกษศาสตร์

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. ผเู้ รียนจาแนกไมด้ อกไมป้ ระดบั ตามความมุ่งหมายท่ีใชง้ านไดถ้ ูกตอ้ ง
2. ผเู้รียนจาแนกไมด้ อกไมป้ ระดบั ตามลกั ษณะนิสัยของไมด้ อกไมป้ ระดบั ได้ถูกตอ้ ง
3. ผเู้ รียนจาแนกไมด้ อกไมป้ ระดบั ตามหลกั พฤกษศาสตร์ไดถ้ ูกตอ้ ง
4. ผเู้ รียนมีคุณธรรมจริยธรรมและคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ไดแ้ ก่ ความรับผดิ ชอบ

ความขยนั อดทน ความสนใจใฝ่ รู้ ความมีวนิ ยั ความประหยดั

เอกสารประกอบการสอน

การผลติ ไมด้ อกไม้ประดับ

รหัสวิชา 2501-2202

เนื้อหาสาระ

การจาแนกไม้ดอกไม้ประดบั สามารถจาแนกออกได้ 2 ประเภทใหญ่ ดงั น้ี
1. จาแนกไม้ดอกไม้ประดบั ทางพืชสวน (Horticultural Classification) สามารถจาแนกออกไดด้ งั น้ี

1.1 จาแนกตามความมุ่งหมายทจี่ ะใช้ประโยชน์ เป็ นการจาแนกโดยอาศยั ความตอ้ งการ
หรือจุดมุ่งหมายที่จะนาพืชน้ัน ๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านใด และใช้ส่วนไหนของพืช
แบง่ ออกได้ 3 ประเภท คือ

1.1.1 ไมด้ อก (Flowering plants) ความมุ่งหมายส่วนใหญ่ก็เพื่อตอ้ งการใชด้ อก
เป็ นประโยชน์ที่สาคญั ลกั ษณะทรงตน้ และใบจะไม่คานึงถึงมากนกั ในการผลิตจึงมุ่งเน้นไปท่ี
ดอก คือ ใหม้ ีปริมาณดอกมาก และคุณภาพของดอกตอ้ งดีที่สุดเทา่ ที่จะทาได้ ซ่ึงจะช่วยเพิ่มคุณค่า
ให้สูงข้ึน ส่งผลถึงราคาท่ีจะดีตามไปดว้ ย ไมด้ อกส่วนใหญ่จะเป็ นไมด้ อกที่ติดอยกู่ บั ตน้ ไม่นิยม
ตดั ดอก ท้งั น้ีอาจจะเน่ืองจากลกั ษณะของดอก เช่น มีความยาวของกา้ นดอกส้ัน กลีบดอกบาง
มีอายุการใชง้ านไม่คงทนเมื่อตดั ออกจากตน้ นิยมปลูกเป็ นไมก้ ระถางหรือไมจ้ ดั สวน ปลูกเป็ น
แปลงประดบั ตกแต่ง อาคารสถานที่ให้เกิดความสวยงาม แต่ไมด้ อกบางชนิดก็มีคุณสมบตั ิท่ีต่าง
ออกไป เราจึงสามารถจาแนกไมด้ อกตามการใชป้ ระโยชน์ออกไดด้ งั น้ี

1) ไมต้ ดั ดอก (Cut-flower plants) หมายถึง ไมด้ อกที่ปลูกไวเ้ พื่อตดั ดอกหรือ
ช่อดอกมาใชป้ ระโยชน์ ซ่ึงไมด้ อกเหล่าน้ีมีคุณสมบตั ิเฉพาะหลายประการ เช่น รูปร่างลกั ษณะ
ของดอกสวยงาม ดอกจะมีลกั ษณะเด่น มีสีสดใส กา้ นดอกยาวและแข็งแรง สามารถนาไปปัก
แจกนั ได้และมีอายุการใช้งานนาน ไม่เหี่ยวแห้งง่าย สามารถเก็บรักษาไดง้ ่าย ทนทานต่อการ
ขนส่ง ออกดอกดกเกือบตลอดท้งั ปี ปลูกเล้ียงและขยายพนั ธุ์ไดร้ วดเร็ว เช่น กุหลาบ แกลดิโอลสั
กลว้ ยไม้ หนา้ ววั มะลิ ดาวเรือง เบญจมาศ แอสเตอร์ ลิลลี่ เป็นตน้

เบญจมาศ กลว้ ยไม้ ดาหลา
ภาพที่ 2.1 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ี่นิยมปลูกตดั ดอก

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไม้ดอกไมป้ ระดบั

รหัสวชิ า 2501-2202

2) ไมด้ อกกระถาง (Flowering pot plants) หมายถึง ไมด้ อกท่ีมีทรงตน้

กะทดั รัด ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป เม่ือนามาปลูกในกระถางสามารถเคล่ือนยา้ ยได้สะดวก

ตน้ มีดอกดกและดอกมกั บานพร้อม ๆ กนั ในปัจจุบนั ไมด้ อกระถางไดร้ ับความนิยมอย่างมาก

โดยเฉพาะสาหรับผูท้ ี่ตอ้ งการปลูกไมด้ อกแต่มีพ้ืนที่จากดั ทรงตน้ ของไมด้ อกกระถางอาจมีท้งั
เจริญเติบโตเป็ นพุ่มต้งั ตรงหรือค่อนไปทางเล้ือยและห้อยลงทางด้านล่างก็ได้ เช่น เบญจมาศ
ดาวเรือง กหุ ลาบ ผเี ส้ือ สร้อยไก่ พทิ ูเนีย ฟลอ๊ ก อลิซมั่ โป๊ ยเซียน เป็นตน้

ดาวเรืองฝร่ังเศส ผเี ส้ือ โป๊ ยเซียน

ภาพที่ 2.2 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีนิยมปลูกเป็นไมด้ อกกระถาง

ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

3) ไมด้ อกประดบั แปลง (Bedding plants) หมายถึง ไมด้ อกท่ีสามารถนามา
ปลูกลงดินไดเ้ ป็นจานวนมากเพือ่ ความงามใหอ้ าคารสถานที่ ไมด้ อกกลุ่มน้ีมีลกั ษณะเด่น คือ เป็ น
ไมด้ อกที่สามารถขยายพนั ธุ์ดว้ ยการเพาะเมล็ด ไม่ตอ้ งการการดูแลรักษามากนกั ปลูกเล้ียงง่ายโต
เร็ว เจริญเติบโตไดด้ ีในดินเกือบทุกประเภท ดอกดก และมกั จะบานพร้อม ๆ กนั หลงั จาก ดอก
บานแลว้ ตน้ จะติดเมล็ด และเมล็ดเม่ือร่วงลงดินก็สามารถงอกเป็ นตน้ ใหม่ได้ เช่น บานช่ืน ซลั เวีย
พีทูเนีย เทียนฝรั่ง ฟล็อก เส้ียนฝรั่ง ทานตะวนั เป็นตน้

เอกสารประกอบการสอน

การผลติ ไม้ดอกไม้ประดบั

รหัสวชิ า 2501-2202

บานชื่น ทานตะวนั พิทูเนีย

ภาพท่ี 2.3 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ี่นิยมปลูกเป็นไมด้ อกประดบั แปลง

ทม่ี า : ผเู้ ขียน (2551)

1.1.2 ไมใ้ บ (Foliage plants) ความมุ่งหมายที่สาคญั คือ เพ่ือใชป้ ระโยชน์จากใบ
และลาตน้ ท้งั น้ีตน้ อาจจะมีสีสัน รูปร่างลกั ษณะของใบหรือรูปทรงตน้ ท่ีสวยงามอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง
หรืออาจจะท้งั สองอยา่ ง ไมเ่ นน้ ความสวยงามของดอกมากนกั ไมใ้ บสามารถจาแนกตามประโยชน์
ใชส้ อยไดด้ งั น้ี

1) ไมต้ ดั ใบ (Cut–leaf plants) หมายถึง ไมใ้ บที่มีลกั ษณะรูปร่างและสีสันของ
ใบสวยงามของใบเป็ นหลกั เหมาะท่ีจะนาไปใชจ้ ดั ช่อดอกไมห้ รือปักแจกนั ร่วมกบั ไมด้ อกชนิดอ่ืน
เช่น ปริก เฟิ ร์น โปร่งฟ้า หมากผหู้ มากเมีย หมากเหลือง ฟิ โลเดน็ ดรอน ซานาดู เป็นตน้

หมากผหู้ มากเมีย ซานาดู ฟิ โลเดน็ ดรอน
ภาพท่ี 2.4 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีนิยมปลูกเป็นไมต้ ดั ใบ
ทม่ี า : ผเู้ ขียน (2551)

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไมด้ อกไม้ประดับ

รหสั วชิ า 2501-2202

2) ไมใ้ บกระถาง (Foliage pot plants) หมายถึง ไมใ้ บท่ีมีใบและทรงตน้

สวยงามเด่นสะดุดตา ทรงพุ่มกะทดั รัด เมื่อนามาปลูกในกระถางสามารถเคล่ือนยา้ ยไดส้ ะดวก

เหมาะท่ีจะนาตน้ ไปใชป้ ระดบั ตกแต่งภายใน หรือภายนอกสถานที่ ซ่ึงปัจจุบนั นิยมมากกวา่ ไมด้ อก

เน่ืองจากมีลกั ษณะรูปร่างและทรงตน้ ให้เลือกไดม้ ากมายหลายชนิด และเม่ือไมไ้ ด้พกั ฟ้ื นแล้ว
สามารถนากลบั มาใช้ประโยชน์ไดอ้ ีก ดงั น้นั ไมใ้ บประเภทน้ีจึงตอ้ งเป็ นพืชที่ปลูกเล้ียงและดูแล
รักษาง่ายฟ้ื นตวั เร็ว ทนตอ่ การขนยา้ ย และเจริญเติบโตไดด้ ีในที่ร่มหรือกลางแจง้ ไม่วา่ จะเป็ นพืชที่
เจริญเติบโตในแนวต้งั หรือเล้ือยทอดยาวลง เช่น โกสน เขียวหมื่นปี สาวนอ้ ยประแป้ง เข็มโบว์
คลา้ บอนสี วาสนา ฟิ โลเดน็ ดรอน ออมเงินออมทอง เป็นตน้

เขียวหมื่นปี สาวนอ้ ยประแป้ง เขม็ โบว์

ภาพท่ี 2.5 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ี่นิยมปลูกเป็นไมใ้ บกระถาง

ทม่ี า : ผเู้ ขียน (2551)

3) ไมใ้ บประดบั แปลง (Bedding plants) หมายถึง ไมใ้ บที่สามารถปลูกลงดินเต็ม
แปลงเพื่อประดับแปลง ใช้ประโยชน์ในแง่การจัดสวนเป็ นหลัก ไม้ใบประเภทน้ีสามารถ
ขยายพนั ธุ์ดว้ ยวิธีปักชา แยกหน่อหรือกอ และตอนกิ่งไดง้ ่าย ตน้ มีทรงพุ่ม รูปร่างและสีสันของ
ใบสวยงาม สามารถนามาปลูกประดบั ไดโ้ ดยไม่คานึงถึงดอก เช่น รางทอง ลิ้นกระบือ ปาล์ม
ชนิดต่าง ๆ หูปลาช่อน ดอนยา่ เล็บครุฑ หมากผหู้ มากเมีย สนมงั กร การะเกด เป็นตน้

เอกสารประกอบการสอน

การผลติ ไมด้ อกไมป้ ระดับ

รหสั วิชา 2501-2202

ภาพท่ี 2.6 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีนิยมปลูกเป็นไมใ้ บประดบั แปลง
ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

4) ไมด้ ดั และไมแ้ คระ (Miniature and bonsai) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ี่มีลกั ษณะ
ของใบ ทรงต้น ดอก และผล สวยงาม ไม้ดัด เป็ นพนั ธุ์ไมท้ ี่บงั คบั ให้มีการเจริญเติบโตตามที่
ตอ้ งการ มีการดูแลเป็นพิเศษ ซ่ึงจะปลูกลงดินหรือปลูกในกระถางกไ็ ด้ ส่วน ไม้แคระเป็ นพนั ธุ์ไม้
ที่นามาบงั คบั ย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลง แต่เลียนแบบธรรมชาติ โดยนามาปลูกลงกระถางหรือ
ภาชนะที่จากดั เพ่ือควบคุมการเจริญเติบโตให้ตน้ แคระแกรน ท้งั น้ีไมด้ ดั และไมแ้ คระ ตอ้ งใช้
ระยะเวลาในการปลูกเล้ียงและดูแลรักษาที่ยาวนานและการดูแลท่ีเป็ นพิเศษ กวา่ จะไดล้ กั ษณะของ
ตน้ ท่ีตอ้ งการ มกั มีราคาสูงกวา่ ไมป้ ระดบั ชนิดอื่น ๆ จึงถือเป็นไมป้ ระดบั ท่ีมีคุณค่าความงามในเชิง
ศิลปะ พนั ธุ์ไมท้ ี่นิยมนามาทาไมด้ ดั และไมแ้ คระ เช่น เฟ่ื องฟ้า ตะโก ขอ่ ย ไทร มะขาม ชวนชม
โมก ชา เชอรี่ เป็นตน้

เฟื่ องฟ้า - ไมด้ ดั ไทร - ไมแ้ คระ

ภาพท่ี 2.7 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีนิยมปลูกเป็นไมด้ ดั และไมแ้ คระ

เอกสารประกอบการสอน

การผลติ ไมด้ อกไมป้ ระดับ

รหัสวิชา 2501-2202

1.2 จาแนกตามลกั ษณะนิสัย เป็นการจาแนกตามลกั ษณะของลาตน้ ความตอ้ งการแสง

ช่วงความยาวของแสง ลกั ษณะของลาตน้ เน้ือไม้ อายแุ ละถ่ินกาเนิดเป็นสาคญั ซ่ึงสามารถจาแนก
ไดด้ งั น้ี

1.2.1 จาแนกตามถ่ินกาเนิด พจิ ารณาจากถ่ินที่มาของพนั ธุ์ไมน้ ้นั แบ่งออกไดด้ งั น้ี
1) ไมป้ ่ าหรือไมพ้ ้ืนเมือง (Wild or native plants) เป็ นไมท้ ี่นาออกมาจากป่ า

หรือมีถ่ินกาเนิดอยตู่ ามธรรมชาติ ซ่ึงหลงั จากนามาปลูกเล้ียงตน้ อาจมีการเปล่ียนแปลงได้ เช่นการ
เจริญเติบโตอาจชา้ ลงหรือดีข้ึน ข้ึนอยกู่ บั ความสามารถในการปรับตวั ของพืชน้นั ๆ เช่น เอ้ืองน้า
ตน้ (Calanthe cardioglossa Schltr) กะเร่กะร่อน (Cymbidion simulans Rolfe) เอ้ืองเงิน
(Dendrobiuim draconis Reicb.f.) เอ้ืองคาปากไก่ (Dendrobiuim trigonopus Reicb.f.)

2) ไมล้ ูกผสม (Hybrid plants) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ่ีถูกนามาปรับปรุงพนั ธุ์ โดย

มีมนุษยห์ รือแมลงในธรรมชาติเป็ นผูผ้ สมพนั ธุ์ จนไดต้ น้ ใหม่ท่ีมีลกั ษณะต่างไปจากตน้ เดิม เช่น

แวนดา้ รอท ไซด์เดียน่า ไดจ้ ากการผสมระหวา่ ง แวนดา้ แซนเดอราน่า (ไมพ้ ้ืนเมืองของฟิ ลิปปิ นส์)
กบั แวนดา้ ฟ้ามุย่ (ไมพ้ ้ืนเมืองของไทย) เป็นตน้

สกุลแวนดอปซิล สกลุ เขม็

ภาพท่ี 2.8 แสดงพนั ธุ์กลว้ ยไมท้ ่ีเป็นไมล้ ูกผสม

ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2552)

1.2.2 จาแนกตามอายขุ องพนั ธุ์ไม้ แบ่งออกไดด้ งั น้ี
1) ไมล้ ม้ ลุก หรือไมฤ้ ดูเดียว (Annual plants) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ี่มีวงจรชีวิต

ส้ัน คือ เม่ืองอกจากเมล็ด เจริญเติบโต ใหด้ อก และติดเมล็ด แลว้ จะตายไประยะเวลาหน่ึงฤดูปลูก
หรือหน่ึงปี ส่วนใหญ่จะเป็ นไมด้ อก เช่น ดาวเรือง บานไม่รู้โรย ดาวกระจาย สร้อยไก่ ซลั เวีย
หงอนไก่ พิทูเนีย เป็นตน้

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไมด้ อกไมป้ ระดับ

รหสั วิชา 2501-2202

พทิ ูเนีย ดาวเรือง
ภาพท่ี 2.9 พนั ธุ์ไมท้ ่ีเป็นไมล้ ม้ ลุกหรือพืชฤดูเดียว
ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

2) ไมข้ า้ มปี หรือไมส้ องฤดู (Biennial plants) ส่วนใหญ่จะเป็ นพนั ธุ์ไมท้ ี่มีการ
สร้างหัวใต้ดิน คือ หลังจากงอกจากเมล็ดเจริญเติบโตให้ดอก ผล และติดเมล็ดแล้ว จะมีการ
เจริญเติบโตตอ่ ไปอีกระยะหน่ึง เพอ่ื สร้างหวั ในดินหลงั จากน้นั กจ็ ะตายไป เช่น แกลดิโอลสั บวั สวรรค์
วา่ นส่ีทิศ เป็นตน้

แกลดิโอลสั วา่ นส่ีทิศ

ภาพที่ 2.10 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ี่เป็นไมข้ า้ มปี หรือไมส้ องฤดู

ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไม้ดอกไมป้ ระดบั

รหสั วิชา 2501-2202

3) ไมย้ ืนตน้ หรือไมห้ ลายฤดู (Perennial plants) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ่ีมีอายุ

มากกวา่ สองฤดู หรือมีอายหุ ลายปี โดยพนั ธุ์ไมอ้ าจมีการเจริญเติบโตให้ดอก ติดผลภายในฤดูเดียว

หรือปี เดียว แต่ตน้ จะยงั ไม่ตายและสามารถให้ดอกติดผลไดใ้ นปี ถดั ไป คือ จะสามารถออกดอก

ติดเมลด็ ไดห้ ลายคร้ัง เช่น ตะแบก กลว้ ยไม้ ปาลม์ ประดู่ อโศกอินเดีย เป็นตน้

ตะแบก อโศกอินเดีย

ภาพท่ี 2.11 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ี่เป็นไมย้ นื ตน้ หรือไมห้ ลายฤดู

ทม่ี า : ผเู้ ขียน (2551)

1.2.3 จาแนกตามความตอ้ งการแสงในการเจริญเติบโต ตน้ ไมต้ ่างชนิดกนั
ยอ่ มตอ้ งการแสงแดดสาหรับการเจริญเติบโตต่างกนั บางชนิดอาจตอ้ งการแสงโดยตรง บางชนิด
ตอ้ งการแสงราไรหรือตอ้ งการร่มเงามากเป็นพิเศษ ดงั น้นั เราจึงควรทราบและเขา้ ใจวา่ ตน้ ไมท้ ี่ปลูก
มีความตอ้ งการแสงมากน้อยเพียงไร เพ่ือให้พนั ธุ์ไมม้ ีการเจริญเติบโตและมีการดูแลรักษาท่ีถูกตอ้ ง
การจาแนกวธิ ีน้ี แบ่งออกไดด้ งั น้ี

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไมด้ อกไม้ประดับ

รหัสวิชา 2501-2202

1) ไมใ้ นร่ม (Indoor plants) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ่ีเจริญเติบโตไดด้ ีในที่มี

แสงแดดอ่อน ๆ หรือร่มราไร มีลมพดั อ่อนๆ ไม่ทนต่อสภาพท่ีมีแสงแดดจดั หรืออากาศร้อน

ถา้ ไดร้ ับแสงแดดโดยตรงจะทาให้ใบไหม้ เหมาะท่ีจะใช้เป็ นไมป้ ระดบั ตกแต่งภายในอาคาร เช่น

สาวนอ้ ยประแป้ง เขียวหม่ืนปี บอนสี คลา้ เฟิ ร์น วาสนา แอฟริกนั ไวโอเลต กลอ็ กซิเนีย เป็นตน้

คลา้ เดฟหวั ใจลา้ นดวง พลู

ภาพท่ี 2.12 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีเป็นไมใ้ นร่ม

ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

2) ไมก้ ลางแจง้ (Outdoor plants) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ่ีเจริญเติบโตไดด้ ี ในท่ี
ได้รับแสงแดดโดยตรง หรือกลางแจ้ง ถ้านามาปลูกเล้ียงในท่ีร่มจะทาให้ตน้ สูงชะลูด อ่อนแอ
รูปทรงไม่สวยงาม เช่น เฟื่ องฟ้า ชบา กุหลาบ ทองกวาว บานบุรี แพรเซี่ยงไฮ้ ราชพฤกษ์
ทรงบาดาล ฤาษีผสม เป็นตน้

ทองกวาว แพรเซ่ียงไฮ้ ฤาษีผสม

ภาพท่ี 2.13 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีเป็นไมก้ ลางแจง้

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไม้ดอกไม้ประดบั

รหสั วชิ า 2501-2202

1.2.4 จาแนกตามช่วงความยาวแสงในการออกดอก เน่ืองจากช่วงความยาวของ

แสงต่อวนั ที่พืชไดร้ ับมีอิทธิพลต่อการเกิดดอกเพื่อให้พืชมีการเจริญเติบโตทางก่ิงกา้ นมากข้ึนหรือ
บงั คบั ใหอ้ อกดอกในช่วงเวลาที่ตอ้ งการได้ จึงมีประโยชน์ในการผสมพนั ธุ์หรือปรับปรุงพนั ธุ์พชื

แบง่ ออกไดด้ งั น้ี
1) พืชวนั ส้ัน (Short - day plants) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ี่ตอ้ งการช่วงแสงในตอน

กลางวนั ส้นั กวา่ จุดวิกฤต (Critical day length) เพ่ือกระตุน้ การออกดอก แต่ถา้ ไดร้ ับแสงมากกวา่ จุด
วกิ ฤต จะไมอ่ อกดอก เช่น เบญจมาศ มีจุดวกิ ฤต 13.5 ชว่ั โมง ถา้ ไดร้ ับแสงนอ้ ยกวา่ 13.5 ชวั่ โมง
เบญจมาศจะออกดอกไม่ว่าตน้ เบญจมาศจะอยู่ในระยะใด ถ้าไม่ตอ้ งการให้เบญจมาศออกดอก

จาเป็ นตอ้ งเพิ่มแสงไฟใหเ้ กินกวา่ จุดวิกฤตคือมากกว่า 13.5 ชวั่ โมง จนกวา่ จะไดช้ ่อดอกตามท่ีเรา
ตอ้ งการจึงหยดุ การเพิ่มแสง เบญจมาศกจ็ ะออกดอกทนั ที พชื วนั ส้นั อื่น ๆ เช่น คริสตม์ าส กุหลาบ
หิน ทองกวาว เป็นตน้

เบญจมาศ คริสตม์ าส ทองกวาว
ภาพท่ี 2.14 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีเป็นพชื วนั ส้ัน

ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

2) พชื วนั ยาว (Long - day plants) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ่ีตอ้ งการช่วงแสง ในตอน
กลางวนั ยาวกวา่ จุดวกิ ฤต จึงจะออกดอก แตถ่ า้ ไดร้ ับแสงนอ้ ยกวา่ จุดวกิ ฤตจะไมอ่ อกดอก เช่น บี
โกเนีย ราชพฤกษ์ หางนกยงู ฝรั่ง วา่ นแสงอาทิตย์ เป็ นตน้

เอกสารประกอบการสอน

การผลติ ไม้ดอกไม้ประดับ

รหัสวิชา 2501-2202

บีโกเนีย ราชพฤกษ์

ภาพที่ 2.15 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ี่เป็นพชื วนั ยาว

ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

3) พืชวนั กลาง (Day - neutral plants) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ่ีช่วงแสงไม่มีผล ต่อ
การออกดอก เมื่อเจริญเติบโตไปไดค้ รบตามระยะเวลาก็จะออกดอก ติดเมล็ดได้ เช่น เยอบีร่า
ดาวเรือง กุหลาบ กลว้ ยไม้ ผเี ส้ือ บานชื่น ดาวกระจาย เป็นตน้

แพงพวยฝร่ัง ลิ้นมงั กร

ภาพท่ี 2.16 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีเป็นพชื วนั กลาง

ทม่ี า : ผเู้ ขียน (2551)

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไม้ดอกไม้ประดับ

รหัสวชิ า 2501-2202

1.3 การจาแนกตามลกั ษณะการเจริญเตบิ โตของต้น สามารถแบ่งไดด้ งั น้ี
1.3.1 การจาแนกตามลกั ษณะของเน้ือไม้ เป็ นการจาแนกโดยการพิจารณา

ตามลกั ษณะความอ่อน ความแขง็ ของเน้ือไมเ้ ป็นสาคญั แบ่งออกไดด้ งั น้ี
1) ไมเ้ น้ืออ่อน (Herbaceous and succulent plants) หมายถึง พนั ธุ์ไม้ ท่ีมีน้า

เป็นส่วนประกอบสาคญั ในปริมาณมาก จึงทาให้มีลกั ษณะอวบน้า ถา้ พืชมีการคายน้ามากจะทาให้
พนั ธุ์ไมม้ ีรูปทรงท่ีเปล่ียนไปจากเดิม พืชในกลุ่มน้ีมกั เจริญเติบโตในที่ที่มีความช้ืนสูงหรือมีน้ามาก
แตบ่ างชนิดจะเจริญเติบโตในที่แหง้ แลง้ และสามารถกกั เก็บน้าไวใ้ นตน้ ไดด้ ี การขยายพนั ธุ์นิยมใช้
การปักชา เช่น กล๊อกซีเนีย เบญจมาศ บีโกเนีย กหุ ลาบหิน สาวนอ้ ยประแป้ง เป็นตน้

กล๊อกซีเนีย กหุ ลาบหิน สาวนอ้ ยประแป้ง

ภาพท่ี 2.17 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีเป็นไมเ้ น้ืออ่อน

ทม่ี า : ผเู้ ขียน (2551)

2) ไมเ้ น้ือแขง็ (Woody plants) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ี่มีเน้ือไมแ้ ข็ง มีเน้ือเยอื่ เจริญ
( Cambium) สามารถขยายพนั ธุ์ดว้ ยการตอน ปักชา ติดตา ต่อก่ิง หรือทาบก่ิงได้ เช่น แปรงลา้ งขวด
โกสน ไทร เขม็ สามสี หนวดปลาหมึกด่าง หวายด่าง เป็นตน้

เขม็ สามสี หนวดปลาหมึกด่าง หวายด่างหรือออ้ ลาย

เอกสารประกอบการสอน

การผลติ ไม้ดอกไม้ประดบั

รหสั วชิ า 2501-2202

ภาพท่ี 2.18 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ี่เป็นไมเ้ น้ือแขง็

ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

1.3.2 การจาแนกตามลกั ษณะของทรงตน้ เป็ นการจาแนกโดยการพิจารณา

ลกั ษณะของลาตน้ การแตกก่ิงกา้ น และการเจริญเติบโตของตน้ เป็นสาคญั สามารถจาแนกไดด้ งั น้ี
1) ไมย้ ืนตน้ (Tree) หมายถึง พนั ธุ์ไม้ที่มีลาตน้ เด่ียว ต้งั ตรง แตกกิ่งก้าน

เป็ นพุ่มกวา้ ง ตน้ มีความสูงมากกว่า 6 เมตร ส่วนมากมีอายุยืนและมีเน้ือไมแ้ ขง็ ทรงตน้ มีรูปร่าง
แตกตา่ งกนั ออกไป มีท้งั สูงชะลูดหรือแตกกิ่งกา้ น ซ่ึงมีลกั ษณะทรงพุม่ กวา้ ง และมีดอกที่สวยงาม
บางชนิดอาจทิ้งใบเม่ือออกดอกหรือออกดอกพร้อมใบ นิยมปลูกเพ่ือให้ร่มเงา ลดความร้อนและ
ใชป้ ระดบั ตกแตง่ อาคารสถานที่ เช่น พญาสตั บรรณ ประดู่ ราชพฤกษ์ จามจุรี ตะแบก หูกวาง เป็นตน้

ตะแบก ราชพฤกษ์ หูกวาง

ภาพที่ 2.19 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีเป็นไมย้ นื ตน้

ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

2) ไมพ้ ุม่ (Shrub) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ่ีมีลาตน้ ต้งั ตรงโดยไม่เกาะยึดกบั ตน้ ไม้

อ่ืนในการเจริญเติบโต มีอายนุ านหลายปี ลาตน้ จะแตกกิ่งกา้ นในระดบั ต่า ไม่สูงจากพ้ืนมาก ลาตน้

จึงมีรูปทรงเป็ นพุ่ม สามารถตดั แต่งให้มีลกั ษณะตามตอ้ งการได้ นิยมปลูกเป็ นไมป้ ระดบั สถานที่

หรือปลูกเป็นแนวร้ัว เช่น ชบาสามสี ธรรมรักษา ชวนชม ลีลาวดี พวงทองตน้ เป็นตน้

ธรรมรักษา ชบาสามสี ลีลาวดี

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไมด้ อกไม้ประดับ

รหัสวชิ า 2501-2202

ภาพที่ 2.20 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ่ีเป็นไมพ้ ุม่

ทม่ี า : ผเู้ ขียน (2551)

3) ไมเ้ ล้ือย (Climber or vine) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ่ีมีลกั ษณะลาตน้ ท่ีตอ้ งอาศยั
ยดึ พิงกบั ตน้ ไมห้ รือวสั ดุอื่น ๆ ถา้ ไม่มีสิ่งยดึ เหนี่ยวตน้ ก็มกั จะเล้ือยทอดไปตามดิน ตน้ ไมป้ ระเภทน้ี
มกั มีอวยั วะยึดเกาะ เช่น มือเกาะหรือใช้ส่วนของเถาหรือลาตน้ พนั รอบ ๆ สิ่งยึดเหนี่ยวเพ่ือ
เจริญเติบโตต่อไป ลาตน้ มกั มีการเจริญเติบโตในแนวยาวมากกวา่ เจริญออกทางดา้ นขา้ ง ไมเ้ ล้ือยมี
ท้งั ประเภทลาตน้ มีเน้ือไม้ มีอายุนานหลายปี ซ่ึงจะเรียกวา่ “ไม้เถายืนต้น” เช่น กระเทียมเถา
พวงแสดเถา เลบ็ มือนาง พลูสนิม รสสุคนธ์ เป็นตน้ ส่วนเป็นไมเ้ ล้ือยลม้ ลุกที่เรียกวา่ “ไม้เถาล้มลุก”
ไดแ้ ก่ พวงชมพู คอนสวรรค์

พวงแสดเถา คอนสวรรค์ พลูสนิม
ภาพท่ี 2.21 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ี่เป็นไมเ้ ล้ือย

ทมี่ า : ผเู้ ขียน (2551)

4) ไมห้ วั (Bulb and corm) หมายถึง พนั ธุ์ไมท้ ี่มีลาตน้ อยใู่ ตด้ ิน มีลกั ษณะเป็ น
หวั หรือเป็ นส่วนของกาบใบท่ีอดั ตวั กนั แน่น ไมห้ ัวโดยทวั่ ไปจะมีลกั ษณะที่สาคญั คือ มีลกั ษณะ
คอ่ นขา้ งอวบน้า ทาหนา้ ท่ีเกบ็ สะสมอาหาร ส่วนของตาจะมีส่ิงปกคลุมช่วยป้องกนั อนั ตราย ตน้ จะ
มีการพกั ตวั ถา้ สภาพแวดลอ้ มไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต สามารถขดุ หวั ข้ึนมาเก็บไวใ้ นช่วงที่
มีการพกั ตวั รอจนหมดระยะพกั ตวั จึงนาไปปลูกได้ เช่น แกลดิโอลสั บอนสี บวั สวรรค์ วา่ นส่ีทิศ

พลบั พลึง เป็นตน้

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไม้ดอกไมป้ ระดับ

รหสั วิชา 2501-2202

บวั สวรรค์ พลบั พลึง บอนสี
ภาพที่ 2.22 ตวั อยา่ งพนั ธุ์ไมท้ ี่เป็นไมห้ วั

ทม่ี า : ผเู้ ขียน (2551)

2. การจาแนกไม้ดอกไม้ประดบั ทางพฤกษศาสตร์ (Botanical Classification)

2.1 เกณฑ์ทใี่ ช้จาแนกส่ิงมีชีวติ ทางพฤกษศาสตร์ อาจพิจารณาจากลกั ษณะต่างๆไดด้ งั น้ี
2.1.1 ลกั ษณะโครงสร้างท้งั ภายนอกและภายใน
2.1.2 แบบแผนการเจริญเติบโตต้งั แต่ระยะเริ่มแรก
2.1.3 ความสมั พนั ธ์ทางดา้ นววิ ฒั นาการของส่ิงมีชีวติ น้นั ๆ โดยอาจเปรียบเทียบ

จากซากดึกดาบรรพ์
2.1.4 การสืบพนั ธุ์ การดารงชีพ พฤติกรรมตา่ งๆ รวมท้งั การถ่ายทอดลกั ษณะทาง

พนั ธุกรรม
2.1.5 กระบวนการทางสรีรวทิ ยาและองคป์ ระกอบทางชีวเคมีของเซลลห์ รือสารท่ี

เซลลส์ ร้างข้ึน
2.2. การต้ังชื่อและการเรียกช่ือทางพฤกษศาสตร์ พรรณไมใ้ นโลกน้ีมีอยู่มากมาย

หลายชนิด อาจมีช่ือเรียกในแต่ละที่ ในแต่ละประเภทแตกต่างกนั จึง จาเป็ นตอ้ งมีการกาหนดหรือ
จดั ระบบการเรียนเป็นเกณฑม์ าตรฐาน เพอื่ ความเขา้ ใจที่ตรงกนั ช่ือของพืชที่ใชอ้ า้ งอิงในปัจจุบนั มี
2 ชนิด คือ

2.2.1 ชื่อสามญั (Common name) เป็ นช่ือที่เรียกกนั ทว่ั ไป โดยกาหนดตามลกั ษณะ
ของตน้ ไมน้ ้นั ๆ ท่ีมองเห็น เรียกตามถิ่นกาเนิดท่ีคน้ พบ เรียกตามประโยชน์ท่ีไดร้ ับจากตน้ หรือ

เอกสารประกอบการสอน

การผลติ ไม้ดอกไมป้ ระดับ

รหสั วชิ า 2501-2202

เรียกตามชื่อผูค้ น้ พบพืชน้ัน ๆ พืชชนิดเดียวกนั อาจมีชื่อสามญั ได้หลายชื่อแตกต่างกนั ไปตาม
ทอ้ งถิ่น เช่น ตน้ พกิ ุล ภาคใตเ้ รียกวา่ กนุ ภาคเหนือ เรียกวา่ แกว้ ลาปางเรียกวา่ ซางดง เป็นตน้

2.2.2 ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) เป็ นชื่อเรียกสากลที่มีเกณฑ์เฉพาะ

กาหนดให้สิ่งมีชีวิตมีช่ือประกอบดว้ ยคา 2 คา คาแรกเป็ นช่ือสกุล หรือจีนสั (Generic name or
genus) คาหลงั เป็ นคาระบุชนิด (Specific epithet) การเขียนช่ือวทิ ยาศาสตร์ของพืชจะตอ้ งนาคาท้งั
สองมาเขียนเรียงกนั เรียกระบบการต้งั ชื่อแบบน้ีวา่ การต้งั ช่ือระบบ 2 คา (Binomial nomenclature)
ช่ือวทิ ยาศาสตร์เป็ นชื่อท่ีนิยมใชเ้ ป็ นสากล เน่ืองจากเป็ นช่ือเฉพาะของตน้ ไมแ้ ต่ละตน้ และเป็ นช่ือ
ท่ีถูกตอ้ งเพียงชื่อเดียว เพราะชื่อสามญั ของพืชชนิดหน่ึง ๆ อาจมีชื่อเรียกหลายชื่อแตกต่างกนั ไป
ตามแต่ทอ้ งถิ่น นอกจากชื่ออา้ งอิงท้งั 2 ชื่อแลว้ ยงั มีชื่อเรียกอ่ืน ๆ ที่นิยมใชใ้ นปัจจุบนั ดงั น้ี

1) ชื่อทางการคา้ (Commercial name) เป็ นชื่อเรียกท่ีต้งั ข้ึนเพื่อประโยชน์ใน
การติดต่อซ้ือขายและเพื่อเป็ นความเขา้ ใจที่ตรงกนั ของผูซ้ ้ือขาย เช่น Sassy เป็ นช่ือของ Heliconia
psittacorum “Sassy”

2) ชื่อต้งั ประจาทอ้ งถ่ิน (Local name) เป็ นชื่อเรียกท่ีต้งั ข้ึนตามแต่ละทอ้ งถิ่น
น้นั ๆ เช่น นมพจิ ิตร เป็นชื่อเรียกของ “Hoya parasitica”

3) ช่ือต้งั ตามสมยั นิยม (Popular name) เป็นชื่อท่ีต้งั ข้ึนในช่วงท่ีสิ่งใดสิ่งหน่ึง
กาลงั ไดร้ ับความนิยมในขณะน้นั

2.2.3 หลกั เกณฑก์ ารต้งั ช่ือวทิ ยาศาสตร์ มีดงั น้ี
1) ช่ือวทิ ยาศาสตร์ของส่ิงมีชีวติ แต่ละชนิดตอ้ งแยกจากกนั อยา่ งเด่นชดั เป็ น

อิสระไมข่ ้ึนตอ่ กนั
2) ชื่อวทิ ยาศาสตร์ในแต่ละหมวดหมูจ่ ะตอ้ งมีชื่อท่ีถูกตอ้ งเพียงช่ือเดียวเท่าน้นั

ส่วนชื่ออื่นๆ จดั วา่ เป็นชื่อพอ้ ง (Synonym)
3) ช่ือวทิ ยาศาสตร์ตอ้ งเป็ นภาษาลาตินเน่ืองจากภาษาลาตินถือวา่ เป็ นภาษาท่ี

ตายแลว้ จะไมเ่ กิดการเปลี่ยนแปลงอีกในภายหลงั

4) การต้งั ชื่อวิทยาศาสตร์จะตอ้ งประกอบไปดว้ ยคาสองคาเสมอ คาแรกเป็ น
ชื่อสกุล อกั ษรตวั แรกของช่ือสกุลให้เขียนด้วยอกั ษรตวั พิมพ์ใหญ่ ส่วนคาหลงั เป็ นคาระบุชนิด

ข้ึนตน้ ดว้ ยอกั ษรตวั พิมพเ์ ล็ก
5) การเขียนช่ือวิทยาศาสตร์ตอ้ งให้แตกต่างจากอกั ษรอ่ืน โดยอาจเขียนเป็ นตวั

เอนหรือขีดเส้นใตช้ ื่อท้งั สอง โดยเส้นท่ีขีดน้นั ตอ้ งไม่ติดกนั เช่น
Heliconia mathiasiae หรือ Heliconia mathiasiae

เอกสารประกอบการสอน
การผลติ ไมด้ อกไม้ประดบั

รหัสวชิ า 2501-2202

6) ผูต้ ้งั ช่ือวิทยาศาสตร์ให้เขียนไวข้ า้ งหลงั โดยนาดว้ ยอกั ษรตวั ใหญ่ ไม่ตอ้ ง

เขียนดว้ ยตวั เอนหรือขีดเส้นใต้ โดยปกติอาจเขียนเป็ นชื่อเต็มหรือชื่อยอ่ ก็ได้ เช่น Linn. เป็ นช่ือย่อ

ของ Linnaeus เป็นตน้ ซ่ึงในบางคร้ังชื่อผตู้ ้งั อาจมีมากกวา่ 1 ช่ือก็ได้ เช่น

Heliconia mathiasiae Danials & Stiles

หมายความวา่ ชื่อวทิ ยาศาสตร์ช่ือน้ีร่วมกนั ต้งั โดย Danials & Stiles

Hibiscus acerosella Welw.Ex Hiern.

หมายความวา่ ชื่อวิทยาศาสตร์ช่ือน้ีต้งั ข้ึนโดย Welw. โดยมี Hiern. เป็ นคน

อธิบายลกั ษณะเพ่ิมเติมในภายหลงั

Polyscias guilfoylei (Bull) L.H.Bail.

หมายความวา่ ช่ือวทิ ยาศาสตร์ชื่อน้ีต้งั ข้ึนโดย L.H.Bail.

ส่วน Bull น้นั เป็นคนคน้ พบพชื ชนิดน้ี แตใ่ ชช้ ื่อวทิ ยาศาสตร์อีกชื่อหน่ึง

ซ่ึงถือวา่ เป็นช่ือพอ้ ง ช่ือท่ีถูกตอ้ งคือ ช่ือที่ต้งั ข้ึนคร้ังแรกเพยี งช่ือเดียวเทา่ น้นั

บางคร้ังพืชชนิดเดียวกนั แต่เจริญเติบโตในสถานท่ีต่างกนั อาจจะมีลกั ษณะบางอยา่ งที่

แตกต่างกนั ไปอาจจะต้งั เป็ นชื่อ variety (พนั ธุ์ ทางพฤกษศาสตร์) ซ่ึงมาจากภาษาลาตินวา่ varietas

และใชต้ วั ยอ่ วา่ var. ช่ือของพนั ธุ์จะตอ้ งขีดเส้นใตห้ รือพิมพด์ ว้ ยตวั เอน เช่น

Calathea zebrina var.binotii

3. การจัดหมวดหมู่ของไม้ดอกไม้ประดับ (Taxonomic category)

หมวดหมู่ที่ใหญ่ท่ีสุ ดของส่ิงมีชีวิต คือ อาณาจักร (Kingdom) สิ่งมีชีวิตท่ีอยู่ใน

อาณาจกั รจะมีลกั ษณะที่สาคญั บางอยา่ งเท่าน้นั ท่ีเหมือนกนั อาณาจกั รหน่ึง ๆ จะแบ่งยอ่ ยออกเป็ น

หลายหมวด (Division) และในหมวดหน่ึง ๆ ก็จะแบ่งย่อยออกเป็ นช้ัน (Class) ตามลาดบั เรื่อย ๆ

จนถึงหน่วยที่เลก็ ท่ีสุด คือ ชนิด (Species)

ตวั อยา่ งการจดั ลาดบั ในการจดั หมวดหมูข่ องตน้ สิบสองปันนา จดั ไดด้ งั น้ี

Kingdom (อาณาจกั ร) Plantae

Division (ดิวชิ นั่ ) Angiopermophyta

Class (ช้นั ) Monocotyedoneae

Order (อนั ดบั ) almales

Family (วงศ)์ ARECACEAE (PALMAE)

Genus (สกลุ ) Phoenix

Species (ชนิด) oebelenii

ช่ือวทิ ยาศาสตร์ เขียนไดด้ งั น้ี Phoenix roebelenii O’Brien

เอกสารประกอบการสอน
การผลิตไม้ดอกไม้ประดับ

รหัสวชิ า 2501-2202

จาปา (Champac)

Kingdom Plantae

Division Tracheophyta

Class Anngiospermae

Order Magnoliales

Family Magnoliaceae

Genus Michelia

Species champaca

ชื่อวทิ ยาศาสตร์ เขียนไดด้ งั น้ี Michelia champaca

สรุป
การจาแนกไมด้ อกไมป้ ระดบั สามารถจาแนกไดด้ งั น้ี จาแนกไมด้ อกไมป้ ระดบั ทางพืช

สวน ไดแ้ ก่ จาแนกตามความมุ่งหมายที่จะใชป้ ระโยชน์ จาแนกตามลกั ษณะนิสัย การจาแนกตาม
ลกั ษณะการเจริญเติบโตของตน้ การจาแนกไมด้ อกไมป้ ระดบั ทางพฤกษศาสตร์ การลาดบั
จดั หมวดหมู่จากหมวดหมู่ใหญ่ไปหาหมวดหมู่ยอ่ ยความสาคญั ของการจาแนกไมด้ อกไมป้ ระดบั ท่ี
ผปู้ ลูกจะตอ้ งทราบเพ่ือนาไปประกอบการพิจารณาในการเลือกสรรพนั ธุ์ไมท้ ่ีมีอยูอ่ ยา่ งหลากหลาย
ตามวตั ถุประสงคท์ ่ีจะนาไปใช้ประโยชน์อยา่ งถูกตอ้ ง เพื่อที่จะไดร้ ับผลประโยชน์สูงสุดจากไม้
ดอกไมป้ ระดบั เน่ืองจากไมด้ อกไมป้ ระดบั มีเกณฑท์ ่ีใชใ้ นการจาแนกแตกต่างไปจากพืชอ่ืน แต่ยงั คง
อาศัยเกณฑ์สากลของการจัดลาดับหมวดหมู่จากใหญ่ไปหามากหมวดหมู่ย่อย ๆ ท่ีใช้ คือ
อาณาจกั ร ดิวชิ น่ั ช้นั อนั ดบั วงศ์ สกุล และชนิด ตามลาดบั แต่ยงั มีไมด้ อกไมป้ ระดบั บางชนิดที่
จาแนกยอ่ ยลงไปอีกเพอ่ื แสดงลกั ษณะทางสายพนั ธุ์

เอกสารประกอบการสอน

การผลิตไม้ดอกไม้ประดบั

รหัสวิชา 2501-2202

บรรณานุกรม

งานไมด้ อกไมป้ ระดบั กลุ่มพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร. คู่มือการผลติ ไม้ประดบั และไม้
ตัดใบเพ่ือการค้า. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการเกษตร, ม.ป.ป.

ทิพาพรรณ ศิริเวชฎารักษ.์ มือใหม่ดูแลสวน. กรุงเทพฯ: บา้ นและสวน, 2551.
นิติพฒั น์ พฒั นฉตั รชยั . เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าไม้ดอกไม้ประดับ. สุรินทร์:

คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุรินทร์, 2545.
บรรเจิด คติการ. ไม้ดอกไม้ประดบั . กรุงเทพ ฯ: ม.ป.พ., 2511.
ปิ ฏฐะ บุนนาค. ไม้ดอกไม้ประดบั . กรุงเทพฯ: กรุงธน, 2532.
พฒั น์ พิชาน. ไม้ดอกไม้หอมตลอดปี . กรุงเทพฯ: แนวเกษตรกรรม, 2546.
ภาควชิ าพืชสวน คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. การจาแนกพืชสวน. กรุงเทพฯ:

ส่งเสริมและฝึกอบรม, 2537.
วชิรพงศ์ หวลบุตตา. กล้วยไม้ไทย. พมิ พค์ ร้ังท่ี 15. กรุงเทพฯ: บา้ นและสวน, 2547.
เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกลุ . ร้อยพรรณพฤกษา ไม้กระถางแสนสวย. กรุงเทพฯ: เศรษฐศิลป์ , 2551.
สมเพียร เกษมทรัพย.์ ไม้ดอกไม้ประดับ. พิมพค์ ร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: พนั นี่พบั ลิชชิ่ง, 2525.
สมสุข มจั ฉาชีพ. ไม้ดอกไม้ประดับ. กรุงเทพฯ: แพร่พิทยา, 2541.
เสาวลกั ษณ์ ภูมิวสนะ. หลกั วชิ าพืชสวน. พิมพค์ ร้ังที่2. กรุงเทพฯ: สานกั งานคณะกรรมการวิจยั

แห่งชาติ, 2525.
อฤชร พงษไ์ สว. ไม้แขวน. พิมพค์ ร้ังท่ี 6. กรุงเทพฯ: บา้ นและสวน, 2546.
อาชีวศึกษา, กรม. คู่มือการเรียนการสอน พืชสวนประดบั . กรุงเทพฯ: วฒั นาพานิช, 2525.
_________. เอกสารประกอบการสอน ทกั ษะไม้ดอกไม้ประดับ. กรุงเทพฯ:

ศูนยฝ์ ึกอบรมและพฒั นา อาชีวศึกษา 5 หน่วยศึกษานิเทศก,์ 2540.
อุไร จิรมงคลการ. มือใหม่หัดปลกู *EASY PLANTING. พิมพค์ ร้ังท่ี 5. กรุงเทพฯ:

บา้ นและสวน, 2549.


Click to View FlipBook Version