รายงานการวิจัยในช้ันเรยี น ก
เร่ือง การพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ เร่อื งการแยกสารผสม
โดยใช้กระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรยี นรู้
เน้นการพฒั นาทักษะการคดิ และสรา้ งความรู้
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนทู ิศ
ผวู้ จิ ยั
นางสาวภทั รฐณิ พี ร พงษว์ สิ ุวรรณ์
ครโู รงเรยี นอนบุ าลวดั ลกู แกประชาชนทู ศิ
โรงเรยี นอนุบาลวดั ลกู แกประชาชนทู ศิ
สำนกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษากาญจนบรุ ี เขต 2
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
0
การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ เร่อื งการแยกสารผสม
โดยใชก้ ระบวนการเรียนร้แู บบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรียนรู้
เนน้ การพฒั นาทกั ษะการคิดและสรา้ งความรู้
ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรยี นอนุบาลวัดลกู แกประชาชนทู ิศ
ผู้วจิ ัย
นางสาวภัทรฐิณพี ร พงษ์วสิ ุวรรณ์
ตำแหน่ง ครูโรงเรยี นอนบุ าลวัดลกู แกประชาชนทู ศิ
โรงเรียนอนุบาลวดั ลูกแกประชาชนูทศิ
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ
ก
ชือ่ เรื่องวจิ ยั การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์ เรือ่ งการแยกสารผสม โดยใชก้ ระบวนการ
เรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps ในการจดั การเรียนรู้เนน้ การพัฒนาทักษะการคดิ และสรา้ งความรู้
ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6/1 โรงเรยี นอนบุ าลวัดลูกแกประชาชนูทิศ
ชอ่ื ผู้วิจยั นางสาวภทั รฐณิ พี ร พงษ์วิสวุ รรณ์
สาขาวิชา วิทยาศาสตร์ (กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลย)ี
ปีการศึกษา 2563
บทคัดย่อ
ในการวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์การวิจัยคือ เพื่อหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อศึกษา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5
Steps ในการจัดการเรียนรู้เน้นการพัฒนาทกั ษะการคิดและสรา้ งความรูข้ องนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6/1
โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ก่อนเรียนกับหลังเรียน โดย
กระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบไปด้วย นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 6/1 จำนวน 24 คน ได้โดยกำหนดแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการ
จัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การแยกสารผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2563 เวลาเรียน 12 ชั่วโมง แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแยกสารผสม และแบบทดสอบ
วัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น แบบทดสอบชนดิ ปรนัยแบบเลือกตอบ มี 4 ตวั เลือก จำนวน 20 ข้อ เวลา 30 นาที
สถิตทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูลใชค้ ่าเฉล่ยี และค่า T- Test
ผลการวจิ ยั ดังน้ี
1. แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ
GPAS 5 Steps ในการจัดการเรยี นรเู้ น้นการพัฒนาทักษะการคิดและสร้างความรขู้ องนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษา
ปีท่ี 6/1 ท่จี ดั ทำข้นึ มีคุณภาพอยูใ่ นระดบั มากท่ีสดุ โดยมคี ะแนนเฉลยี่ 4.66 แสดงว่า แผนการจัดการเรียนรู้มี
คณุ ภาพ อยูใ่ นระดับ มากทสี่ ุด
2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยกระบวนการจดั การเรยี นรู้ GPAS 5 Steps วิชาเรื่องการแยกสารผสม
โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรียนรู้เน้นการพัฒนาทักษะการคิดและสร้าง
ความร้ขู องนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6/1 มคี ะแนนเฉลีย่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนหลังเรยี น สงู กว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 แสดงว่านักเรียนที่เรียนดว้ ย กระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps
มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น หลังเรียน สูงกวา่ กอ่ นเรยี น
ขข
กิตติกรรมประกาศ
รายงานผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ด้วยความเมตตาจาก นาย
บรรจง ปิ่นปฐม ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ ที่ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ ตลอดจน
พิจารณาแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่ง ทั้งยังเป็นต้นแบบของผู้นำที่ยึดมั่นใน
อดุ มการณ์ซงึ่ เปน็ แรงผลักดนั ให้ผ้วู ิจัยมงุ่ มนั่ ดำเนินการวิจัยครงั้ นีอ้ ย่างเตม็ กำลงั
ขอขอบคุณนางสาวจตุพร เชยสาคร รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ
นางศรุดา วีระสมัย หัวหน้าฝ่ายวชิ าการ นางวนิดา ทองสุขใส หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี และนางสาวกติ ตยิ า รกั งาม หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ทีก่ รณุ าตรวจสอบเคร่ืองมือ ท่ี
ใชใ้ นการวจิ ยั ตลอดจนใหข้ ้อเสนอแนะ ข้อคิดเหน็ ต่าง ๆทเี่ ป็นประโยชน์ตอ่ การวิจยั ในคร้ังนี้
ขอกราบขอบพระคุณทุกกำลังใจ และความช่วยเหลือจากเพื่อนครู โรงเรียนอนุบาลอนุบาลวัดลูกแก
ประชาชนูทิศ รวมถึงนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6/1 โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ ที่ให้ความ
รว่ มมอื เปน็ อย่างดีตลอดระยะเวลาท่ีศึกษาและทำงานวจิ ัย คณุ ค่าและประโยชน์ ทพ่ี ึงมจี ากผลงานวิจัย ฉบับน้ี
ผวู้ ิจยั ขอมอบ แด่ พระคณุ บดิ า มารดา ครู – อาจารย์ ตลอดจนผมู้ ีพระคุณทุกทาน ผเู้ ป็นกำลงั ใจอันสำคัญ ทำ
ให้การวจิ ยั คร้ังน้ีสำเร็จลุลว่ งด้วยดี
ภัทรฐณิ ีพร พงษว์ สิ ุวรรณ์
คค
สารบัญ
หนา้
บทคัดย่อ…………………………………………………………………………………………………………………… ก
กติ ติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………………………………. ข
สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………………… ค
สารบัญตาราง…………………………………………………………………………………………………….………. ง
บทท่ี 1 บทนำ…………………………………………………………………………………………………………………… 1
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา……………………………………………………………..………………… 1
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั ……………………………………………………………………….…………...................... 2
ขอบเขตของการศกึ ษา……………………………………………………………………….…………......................... 3
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ……………………………………………..……………………………………………….……………….. 3
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ บั ……………………………………………………………………………..………...………… 5
บทท่ี 2 เอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………… 6
1. แนวคดิ เกย่ี วกับการจดั การเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21……....................................................... 6
2. กรอบแนวคิดเพื่อการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 ……………………………….…………………..….…. 9
3. แนวทางการจัดกจิ กรรมการเรียนรู.้ .................................................................................. 12
4. หลกั การจดั การเรียนรู้...................................................................................................... 13
5. ประโยชนท์ ี่ได้รบั จากการจดั การเรยี นรู้............................................................................ 14
6. เงือ่ นไขความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้........................................................................ 16
7. กรอบแนวทางการพฒั นา................................................................................................. 18
8. ทกั ษะการคิดและกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps …………………….…………………..…. 20
9. การพฒั นาการคิดโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps …………………….…………………..…. 21
10. STEPs ในกระบวนการจัดการเรียนรู้............................................................................... 24
11. การประเมินตามสภาพจรงิ ............................................................................................... 25
12. แนวทางการจัดการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์............................................................................ 26
13. คำอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์........................................................................................ 28
บทที่ 3……………………………………………………………………………………………………………..……… 29
วิธกี ารดำเนินการ……………………………………………………………………………………………………………… 29
ประชากร/กลมุ่ ตวั อย่าง…………………………………………………………………………………………….……… 29
เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการศกึ ษา…………………………………………………………………………………………..……... 29
การสร้างและหาคณุ ภาพเคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการศึกษา……………………………………………………..………… 32
ง
สารบญั (ต่อ)
หนา้
บทท่ี 4………………………………………………………………………………………………………………………. 35
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ……………………………………………………………………………………..……….…......... 35
บทที่ 5……………………………………………………………………….…………….……………………....………. 38
สรุป อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ…………………………………………………………………….…..…………… 38
วิธกี ารดำเนินการศึกษา……………………………………………..………………………………..……..….………..…. 38
สรปุ ผลการศึกษา…………………………………………………………………………………………………..…………… 39
อภิปรายผล……………………………………………………………….………………………………………………………. 39
ขอ้ เสนอแนะจากการศึกษา…………………………………………..……………………………………………..……… 41
บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………………….……....... 42
ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………….….….................... 43
ภาคผนวก ก. รายชอ่ื ผเู้ ชี่ยวชาญ…………………………………………………………………………………..……… 44
ภาคผนวก ข. ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู …………………………………………………….……………….……..…….… 45
ภาคผนวก ค.เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั …………….……………………………………………………………….……. 47
สารบญั ตาราง
ตารางที่ หน้า
ตารางท่ี 1 แสดงคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ จากการตรวจพจิ ารณาโดยผู้เชย่ี วชาญ………….... 55
ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรยี บเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน ……. 57
1
บทท่ี 1
บทนำ
ความสำคัญของปัญหา
วิธีการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามที่หลักสูตรกำหนด
กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่นำมาใช้นั้น สามารถนำทักษะการคิดแก้ปัญหามาพัฒนาศักยภาพของ
นักเรียน (วาวรินทร์ พงษ์พัฒน์, 2561,หน้า 2) เพราะผู้เรียนต้องเจอกับเทคโนโลยีและการสื่อสารได้
เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในการดำเนินชวี ติ ประจำวันโดยเฉพาะอุปกรณ์สือ่ สารและคอมพิวเตอร์ได้เขา้ มามี
บทบาทสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาค้นคว้าและการทำธุรกิจ ด้วย
ความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ ทำให้องคก์ รต่างๆ นำเทคโนโลยีเหล่าน้ีเข้ามาชว่ ยในการดำเนินงาน
ขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับ-สง่ ข้อมูลข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกิจและ
ให้บริการบนอินเตอร์เน็ต ตลอดจนการใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงาน การเรียนการสอนในห้องเรียนเป็น
วิธีการที่ใช้กันมาเป็นเวลานาน มีเทคนิคการสอนมากมายที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นการบรรยาย
อภิปราย สาธิต หรือวิธีการอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนในห้องเรียนที่มีผู้เรียนจำนวนมากก็เป็น
การยากที่จะให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้เท่ากัน โดยเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์ ถ้ามีจำนวนผู้เรียนมาก
เกินไปก็จะทำให้ผู้เรียนบางคนเรียนรู้ได้ช้า ครูผู้สอนจึงหาเทคนิควิธีการเพื่อนำมากระตุ้นให้ผู้เรียนรู้สึก
กระตือรือรน้ ในการเรียนรมู้ ากยง่ิ ขนึ้
การปฏิรูปการศกึ ษาในทศวรรษท่ีสอง (2552-2561) ไดก้ ำหนดวสิ ยั ทัศนใ์ ห้คนไทยได้เรียนรตู้ ลอดชีวิต
อย่างมีคุณภาพ โดยมีตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียน คือ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนในรายวิชาหลัก จากการทดสอบระดับชาติมีค่าเฉลี่ยคะแนนมากกว่าร้อยละ 50 การที่จะพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียนใหส้ อดคลอ้ งกบั เปา้ หมายดงั กลา่ วได้น้ัน สถานศกึ ษามคี วามจำเปน็ อย่างยงิ่ ทต่ี อ้ งพัฒนาทกั ษะการเรียนรู้
ได้งานต่างๆ ของผู้เรียน โดยเฉพาะความสามารถพื้นฐานจำเป็น 3 ประการซึ่งประกอบด้วย 1) ความสามารถ
ด้านภาษา ( Literacy) 2) ความสามารถด้านคำนวณ (Numeracy) และ 3) ความสามารถด้านเหตุผล
(Reasoning Ability) (นภาพร ภาเชื้อ, 2557,หนา้ 1)
จากการทสี่ ถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (2556) ไดร้ ายงานผลการทดสอบ O-NET กลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ พบว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉล่ียอยู่ท่ี 32.34 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ ต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินของโรงเรียนท่ี
กำหนดไวร้ อ้ ยละ 42.00
โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ จัดการการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 จะเห็นได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนยังไม่เป็นไปตาม
เป้าหมายที่ต้องการพัฒนา โดยอาจมีสาเหตุมาจากหลายประการเช่น ตัวนักเรียนขาดกระบวนการเรียนรู้
ครูผู้สอนขาดการออกแบบการเรียนรู้ ขาดเทคนิควิธีการ ในการจัดการเรียนการสอน มุ่งเน้นสอนเนื้อหา
มากกว่ากระบวนการคิด วิธีการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถพื้นฐานจ้าเป็นในด้านภาษา คำนวณ และ
2
เหตผุ ลนั้นครูผู้สอนสามารถจัดการเรยี นการสอนได้อย่างหลากหลาย ตามความแตกตา่ งของบริบทสถานศึกษา
ครูผู้สอน ผู้เรียน และเนื้อหาที่ใช้สอน และเพื่อให้การดำเนินการบรรลุตามเป้าหมาย ทางโรงเรียนอนุบาลวัด
ลกู แกประชาชนทู ศิ ได้ดำเนินการพฒั นาครใู ห้สามารถจดั การเรียนรตู้ ามแนวการเรียนรู้ศตวรรษท่ี 21
ผู้วิจัย ได้ทำการวิจัยกลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6/1 และได้เข้าร่วม
ในโครงการน้ี โดยได้พัฒนาปรับปรุงกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามจุดเน้นของโครงการ
กล่าวคอื เนน้ กิจกรรมการเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ 21 ซง่ึ ประกอบดว้ ยกจิ กรรมการเรียนรู้ทเ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สำคัญ 5
กิจกรรม คือ 1) Learning to question 2) Learning to search 3) Learning to construct 4) Learning
to communicate และ 5) Learning to serve ซง่ึ ในระหวา่ งดำเนินการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนนี้ผู้วิจัย
ได้รับการสอนงาน (coaching) และให้คำแนะนำ (mentoring) จาก ทมี Coaching ของโรงเรยี น
จากการศึกษาปัญหาดังกล่าวผู้วิจัย จึงได้นำกระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps มาใช้ในการ
วิจัยครั้งนี้ เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6/1 ทั้งนี้เพื่อ
นำผลการวิจัยที่ได้ มาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และนำไปปรับปรุงการจัดการ
เรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ให้มีประสทิ ธภิ าพตอ่ ไป
วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
ในการวจิ ยั ครัง้ น้ีผู้วิจัยได้ตงั้ ความมุ่งหมายไว้ดงั น้ี
1. เพื่อหาคุณภาพของแผนการจัดการเรยี นรูว้ ิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการ
เรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรียนรู้เน้นการพฒั นาทักษะการคิดและสร้างความรูข้ องนักเรียนชนั้
ประถมศกึ ษาปที ่ี 6/1
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้
แบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรียนรู้เน้นการพัฒนาทักษะการคิดและสร้างความรู้ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 6/1
สมมุติฐานในการวิจัย
นักเรียนท่เี รียนโดยใช้กระบวนการจดั การเรยี นรู้ GPAS 5 Steps มีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรยี น
สูงกวา่ – กอ่ นเรยี น
ความสำคญั ของการวจิ ัย
ผลของการวิจัยครั้งนี้ทำให้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับกระบวนการจัดการ
เรียนรู้ GPAS 5 Steps เป็นรูปแบบการเรียนหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็น
กิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติตามความสนใจของนักเรียนมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
พัฒนาศักยภาพการเรยี นรขู้ องผู้เรยี น หาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ดว้ ยตนเอง เกิดทักษะกระบวนการทาง
3
วิทยาศาสตร์ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชวี ติ ประจำวนั อีกทัง้ ยังเป็นแนวทางในการปรับปรุง การ
จัดการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรใ์ หม้ ีประสิทธภิ าพตอ่ ไป
ขอบเขตของการวจิ ัย
การศกึ ษาคร้ังนีจ้ ะทำให้ทราบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้
กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการจดั การเรียนรูเ้ นน้ การพฒั นาทักษะการคิดและสร้างความรู้ของ
นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 6/1
1. ประชากรที่ใชใ้ นการวิจยั
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6/1 โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแก
ประชาชนูทิศ ทเ่ี รียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 24 คน
2. กลุ่มตวั อยา่ งที่ใช้ในการวิจยั
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแก
ประชาชนูทิศ ที่เรยี นในภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563 จำนวน 1 ห้อง 24 คน ได้โดยการกำหนดแบบเจาะจง
3. เนอ้ื หาท่ีใชใ้ นการวิจยั
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6
มาตรฐาน ว 2.1 ป.6/1 เร่อื งการแยกสารผสม
4. ระยะเวลาทีใ่ ช้ในการวิจยั
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ท้าการทดลองในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 โดยใช้เวลา 6
สปั ดาห์ สปั ดาหล์ ะ 2 ชว่ั โมง เวลา 12 ชวั่ โมง
ตวั แปรท่ีศึกษา
1. ตัวแปรอิสระ ไดแ้ ก่ กระบวนการจัดการเรยี นรู้ GPAS 5 Steps
2. ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวทิ ยาศาสตร์ เร่ืองการแยกสารผสม
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. กระบวนการจดั การเรยี นรู้ GPAS 5 Steps เปน็ บันไดใหน้ ักเรียนพัฒนาไปสคู่ ุณลักษณะทีพ่ ึง
ประสงค์ โดยครูจะตอ้ งมีความเขา้ ใจและมีความสามารถในการพัฒนาผู้เรยี น การเรียนรู้ GPAS 5 Steps
ประกอบดว้ ย
4
1.1. GPAS ได้แก่
1) ทกั ษะการคิดระดับการรวบรวมขอ้ มูล (Gathering: G)
2) ทกั ษะการคิดระดับการจัดกระทำข้อมลู (Processing: P)
3) ทักษะการคดิ ระดบั การประยุกตใ์ ช้ (Applying: A)
4) ทักษะการคดิ ระดับการกำกบั ตนเอง (Self-Regulatings: S)
1.2. 5 Steps ไดแ้ ก่
1) STEPs 1 .ข้นั สังเกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
2) STEPs 2 ข้นั คิดวเิ คราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3) STEPs 3 ขน้ั ปฏิบตั ิและสรปุ ความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the
Knowledge)
4) STEPs 4 ขัน้ ส่อื สารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill)
5) STEPs 5 ขั้นประเมินเพอ่ื เพ่ิมคุณคา่ บริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating)
2. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถงึ การนำความรเู้ กี่ยวกบั วิทยาศาสตร์ เรื่อง การแยก
สารผสม โดยวัดจากคะแนนท่ีนักเรียนได้รับจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแยก
สารผสม ชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยวัดจากพฤติกรรมของผู้เรียน 6
ดา้ น ดงั นี้
2.1 ด้านความรู้ – ความเข้าใจความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาแล้วเกี่ยวกับข้อเท็จจริง
ความคิดรวบยอด หลักการ ทฤษฎี กฎ และทฤษฎที างวิทยาศาสตร์
2.2 ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจำแนกความรู้ได้เมื่อปรากฏอยู่ในรูปใหม่ และ
ความสามารถในการแปลความรู้จากสญั ลกั ษณห์ นึ่งไปอีกสัญลักษณห์ น่ึง
2.3 ด้านการนำความรู้ไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้และวิธีการต่างๆ ทาง
วิทยาศาสตร์ ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ หรือจากที่แตกต่างไปจากที่เคยเรียนรู้มาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ
การนำความรู้ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจา้ วนั
2.4 การวิเคราะห์ หมายถึง การแยกแยะสิ่งที่จะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยที่มีความสัมพันธ์กัน เพ่ือ
ทำความเข้าใจแต่ละส่วนให้แจ่มแจ้ง รวมทั้งการสืบค้นความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ เพื่อดูว่าส่วนประกอบ
ปลกี ยอ่ ยน้นั สามารถเข้ากันไดห้ รือไม่ สมั พันธ์เกีย่ วเน่ืองกันอยา่ งไร
2.5 การสังเคราะห์หมายถึง ความสามารถในการคิด ที่ดึงองค์ประกอบต่างๆ มาหลอมรวมกันภายใต้
โครงรา่ งใหม่ อย่างเหมาะสม เพ่อื ให้เกิดส่ิงใหมท่ ม่ี ลี กั ษณะเฉพาะแตกตา่ งไปจากเดมิ
2.6 การประเมนิ ค่า หมายถงึ ความสามารถในการประเมิน ตรี าคา โดยสรปุ อย่างมีหลกั เกณฑว์ า่ สิ่งน้ัน
มีคุณค่า ดี เลว หรือเหมาะสมอย่างไร การถามเพื่อวัดความสามารถในการประเมินค่าจะเป็นการถามเพื่อให้
เป็นการวัดความสามารถด้านสติปัญญาข้ันสดุ ท้าย ( ศ.ดร. ชวาล แพรตั นกลุ . เทคนิคการเขยี นขอ้ สอบ.2520 )
5
ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะไดร้ บั
1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี นดว้ ยกระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps
2. สามารถนำไปใชเ้ ป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ อง
นักเรยี นในระดับช้นั อนื่ ๆ
6
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้อง
การดำเนินการวจิ ัยการพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการสร้างระบบพี่เล้ียง (Coaching and Mentoring)
ของโรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ในครั้งนี้ ผู้วิจัยศึกษาเอกสาร
และงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้องตามลำดับดังต่อไปน้ี
1. แนวคดิ เก่ยี วกับการจัดการเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21
2. ทกั ษะการคิดและกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps
3. การประเมนิ ตามสภาพจริง
4. แนวทางการจดั การเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
4.1 มาตรฐานการเรียนรูก้ ารศึกษาข้นั พ้นื ฐาน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
1. แนวคิดเก่ยี วกบั การจดั การเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21
โลกปัจจุบันนี้ถือได้ว่ามีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อ
เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ จากทุกภูมิภาคของโลกเข้าด้วยกัน ทำให้กระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นใน
ศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดำรงชีพของสังคมอย่างทั่วถึง แม้แต่ในวงการทางการศึกษาเอง ผู้บริหาร
การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนคุณครูจึงต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมเพื่อรองรับความ
เปลีย่ นแปลงน้ี สำหรับการดำเนินการวจิ ัยการพัฒนาครโู ดยใช้กระบวนการสร้างระบบพีเ่ ลีย้ ง (Coaching and
Mentoring) ของโรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกระบวนการวิจัยและพัฒนา ใช้
กระบวนการวิจัยโดยแบบมีส่วนร่วมกลุ่มเป้าหมายหลักในครั้งนี้คือครูผู้สอน ซึ่งมุ่งเน้นให้ครูผู้สอนมี
ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เพ่ือเตรยี มความพร้อมใหน้ ักเรียนมีทกั ษะสำหรบั การออกไปดำรงชีวิตในโลก
ในศตวรรษท่ี 21 ทีเ่ ปลีย่ นไปจากศตวรรษท่ี 20 และ 19 โดยทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ที่สำคญั ทส่ี ดุ คือ ทักษะ
การเรียนรู้ (Learning Skill) ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กในศตวรรษท่ี 21 น้ี มี
ความรู้ ความสามารถ และทักษะจา้ เปน็ ซ่งึ เปน็ ผลจากการปฏริ ูปเปล่ียนแปลงรปู แบบการจัดการเรยี นการสอน
ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ที่เป็นปจั จัยสนับสนุนที่จะท้าให้เกิด การเรียนรู้ ทักษะแห่งศตวรรษ
ท่ี 21 (21st Century Skills) วิจารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้กล่าวถึงทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่
21 ดังนี้
7
สาระวชิ าหลกั (Core Subjects) ประกอบดว้ ย
1. ภาษาแม่ และภาษาสำคญั ของโลก
2. ศลิ ปะ
3. คณิตศาสตร์
4. การปกครองและหน้าที่พลเมือง
5. เศรษฐศาสตร์
6. วิทยาศาสตร์
7. ภมู ิศาสตร์
8. ประวัติศาสตร์
วิชาแกนหลักนี้จะน้ามาสู่การกำหนดเป็นกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์สำคัญต่อ การจัดการเรียนรู้ใน
เนื้อหาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวข้อสำหรับศตวรรษท่ี 21 โดยการส่งเสริมความเข้าใจใน
เนื้อหาวชิ าแกนหลัก และสอดแทรกทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 เขา้ ไปในทุกวิชาแกนหลัก ดงั นี้
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. ความรเู้ กีย่ วกบั โลก (Global Awareness)
2.ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ (Financial,
Economics, Business and Entrepreneurial Literacy)
3. ความรดู้ ้านการเปน็ พลเมอื งทด่ี ี (Civic Literacy)
4. ความรดู้ ้านสขุ ภาพ (Health Literacy)
5. ความรู้ดา้ นสิง่ แวดล้อม (Environmental Literacy)
ทกั ษะดา้ นการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกำหนดความพรอ้ มของนกั เรียนเขา้ สู่โลกการทำงานท่ี
มีความซบั ซ้อนมากขนึ้ ในปจั จุบัน ไดแ้ ก่
1. ความรเิ รม่ิ สร้างสรรค์และนวัตกรรม
2. การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและการแกป้ ญั หา
3. การส่อื สารและการร่วมมือ
ทกั ษะดา้ นสารสนเทศ สอ่ื และเทคโนโลยี เนอ่ื งดว้ ยในปัจจุบันมกี ารเผยแพรข่ ้อมูลขา่ วสารผา่ นทาง
ส่อื และเทคโนโลยมี ากมาย ผ้เู รยี นจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณและ
ปฏบิ ัติงานไดห้ ลากหลาย โดยอาศัยความรู้ในหลายดา้ น ดังนี้
1. ความรดู้ ้านสารสนเทศ
2. ความรู้เก่ียวกบั สอ่ื
3. ความรู้ดา้ นเทคโนโลยี
ทกั ษะด้านชีวติ และอาชีพ ในการดำรงชวี ิตและท้างานในยุคปจั จบุ ันใหป้ ระสบความสำเร็จ นกั เรียน
จะตอ้ งพัฒนาทักษะชีวติ ทส่ี ำคญั ดงั ต่อไปนี้
8
1. ความยดื หยนุ่ และการปรับตัว
2. การริเริม่ สรา้ งสรรคแ์ ละเป็นตวั ของตัวเอง
3. ทักษะสงั คมและสงั คมขา้ มวัฒนธรรม
4. การเป็นผู้สรา้ งหรือผู้ผลิต (Productivity) และความรับผดิ ชอบเชื่อถือได้ (Accountability)
5. ภาวะผนู้ ้าและความรบั ผิดชอบ (Responsibility)
ทักษะของคนในศตวรรษท่ี 21 ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3R x 7C ทักษะ
ดังกล่าวนี้เป็นความสามารถทางด้านภาษา คณิตศาสตร์ การคิด ทักษะที่การอยู่ร่วมกัน ตลอดจนทักษะที่เป็น
เคร่ืองมอื ในการเรียนรู้ รายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี้
1. ทกั ษะ 3R ประกอบด้วย Reading (อ่านออก), (W) Riting (เขยี นได้), และ (A) Rithemetics (คิด
เลขเป็น)
2. ทักษะ 7C ประกอบไปดว้ ย
2.1 Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ
ทกั ษะในการแกป้ ัญหา)
2.2 Creativity and Innovation (ทักษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม)
2.3 Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างด้านวัฒนธรรม และ
ความต่างด้านกระบวนทศั น)์
2.4 Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็น
ทมี และภาวะผูน้ ำ)
2.5 Communications, Information, and Media Literacy (ท ั ก ษ ะ ด ้ า น ก า ร ส ื ่ อ ส า ร
สารสนเทศ และรเู้ ท่าทนั สอื่ )
2.6 Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ
การสื่อสาร)
2.7 Career and Learning Skills (ทักษะอาชพี และทักษะการเรียนรู้)
การเรียนร้ใู นศตวรรษที่ 21 เป็นการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ โดยร่วมกันสร้าง
รูปแบบและแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นที่องค์
ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญและสมรรถนะที่เกิดกับตัวผู้เรียน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมแห่งความ
เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยจะอ้างถึงรูปแบบ (Model) ท่ีพัฒนามาจากเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อ
ทักษะแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership For 21st Century Skills) ที่มีชื่อย่อว่า เครือข่าย P21
(วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และอธิป จิตตฤกษ์. 2554) ซึ่งได้พัฒนากรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
โดยผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะเฉพาะด้าน ความชำนาญการและความรู้เท่าทันด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อ
ความสำเรจ็ ของผเู้ รยี นทัง้ ดา้ นการทำงานและการดำเนินชีวติ
9
กรอบแนวคิดเพอื่ การเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21
กรอบแนวคิดในการจัดการเรียนรู้แห่งศตวรรษท่ี 21 ที่แสดงผลลัพธ์ของนักเรียนและปัจจัยส่งเสริม
สนบั สนนุ ในการจดั การเรยี นรู้เพื่อรองรับศตวรรษท่ี 21 ดังภาพที่ 2
กรอบแนวคิดเชงิ มโนทศั น์สำหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นที่ยอมรับในการสร้างทักษะการเรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 (Model of 21st Century Outcomes and Support Systems) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่าง
กว้างขวางเนื่องด้วยเป็นกรอบแนวคิดที่เน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes) ทั้งในด้านความรู้
สาระวิชาหลัก (Core Subjects) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมใน
หลากหลายดา้ น รวมทัง้ ระบบสนับสนุนการเรยี นรู้ ได้แก่มาตรฐานและการประเมิน หลกั สูตรและการเรียนการ
สอน การพัฒนาครู สภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมตอ่ การเรยี นในศตวรรษท่ี 21
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวข้าม “สาระวิชา” ไปสู่การเรียนรู้ “ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21”
(21st Century Skills) ซึ่งครูจะเปน็ ผู้สอนไมไ่ ด้ แต่ต้องให้นกั เรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบ
การเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช (Coach) และอำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL
(Problem-Based Learning) ของนักเรยี น ซง่ึ ส่งิ ทเ่ี ปน็ ตัวชว่ ยของครูในการจัดการเรียนรู้คือ ชมุ ชนการเรียนรู้
ครูเพื่อศิษย์ (Professional Learning Communities : PLC) เกิดจากการรวมตัวกันของครูเพื่อแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์การทำหน้าทีข่ องครูแต่ละคนนนั่ เอง
จากแนวคิดของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ดังกล่าว การวิจัยการพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการสร้าง
ระบบพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) ของโรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ กำหนดกรอบแนวคิด
ทฤษฎดี า้ นการจดั การเรยี นรู้เพื่อนาสู่การพัฒนาครูใหม้ ีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้
ผู้เรียนเกิดทักษะที่คาดหวังตามกรอบแนวคิดเชงิ มโนทัศน์สาหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 แนวคิดการจัดการ
เรยี นร้ตู ามโครงการน้ี มีลักษณะสำคญั ดงั นี้
1. เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner-centered Approach) ซึ่งยึดหลัก การ
จัดการเรยี นรตู้ ามแนวทฤษฎกี ารสร้างความรดู้ ว้ ยตนเอง (Constructivism) ทฤษฎกี ารสร้างความรดู้ ว้ ยตนเอง
10
โดยการสรา้ งสรรค์ชนิ้ งาน (Constructionism) และม่งุ การพฒั นาความสามารถพน้ื ฐานท่ีจำเป็น ของผเู้ รียนใน
ด้านภาษา (Literacy) ด้านคำนวณ (Numeracy) และด้านเหตุผล (Reasoning ability) ซึ่งสอดคล้องกับ
นโยบายและเปา้ หมายของการปฏิรปู การศกึ ษาในทศวรรษทีส่ อง (พ.ศ. 2552-2561) โดยมสี าระสำคญั ดังน้ี
1.1 ทฤษฎีการสร้างความรดู้ ว้ ยตนเอง
การเรยี นรู้เกิดจากกระบวนการและวธิ ีการของผู้เรยี นในการสร้างความรคู้ วามเข้าใจจากประสบการณ์
เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องเฉพาะตัว การตีความหมายของสิ่งที่เรียนรู้เป็นไปตามประสบการณ์เดิม ความเช่ือ
ความสนใจ ภูมิหลงั ฯลฯ การสร้างความรูเ้ ป็นกระบวนการทั้งทางด้านสติปัญญาและสังคม ทฤษฎีนี้มีรากฐาน
สำคัญมาจากแนวคิดของปีอาเจ (Piaget) และวีก็อตสกี (Vygotsky) นักจิตวิทยากลุ่มการรู้คิด (Cognitivism)
ทส่ี นใจศกึ ษาเร่ืองพฒั นาการทางการรู้คิด ซึง่ เปน็ กระบวนการของสมองในการปรบั เปลยี่ น ลด ตัดทอน ขยาย
จดั เก็บและใช้ขอ้ มูลทรี่ บั เขา้ มาทางประสาทสัมผสั ความหมายของส่ิงที่รับร้สู ำหรับแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป
ตามประสบการณจ์ ากแนวคิดดังกลา่ วนา้ ส่กู ารประยกุ ต์ใชใ้ นการวจิ ยั ดงั ต่อไปน้ี
1) จุดประสงคก์ ารเรียนรู้มุง่ เน้นท่กี ระบวนการสรา้ งความรู้ ผู้เรยี นตอ้ งฝกึ ฝน การสร้างความรู้
ดว้ ยตนเอง
2) เป้าหมายการเรยี นรู้เปลี่ยนจากการถา่ ยทอดสาระการเรียนรู้ทีต่ ายตวั เป็นการเรียนวิธกี าร
เรียนรู้
3) ผู้เรียนต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้จัดกระท้า ศึกษาสำรวจ ลองผิดลองถูก จนเกิด
เปน็ ความรู้ความเข้าใจ
4) ผเู้ รยี นไดป้ ฏสิ มั พันธท์ างสังคมเพอื่ การร่วมมอื ในการแลกเปลีย่ นเรยี นรสู้ รา้ งความรู้ร่วมกนั
5) ให้ผู้เรียนเป็นผู้เลือกสิ่งที่ต้องการเรียน ตั้งกฎระเบียบ รับผิดชอบและแก้ปัญหาการเรียน
ของตนเอง
6) ครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นผู้อ้านวยความสะดวกช่วยเหลือผู้เรียนในการ
เรียนรู้ การเรียนร้เู ปลยี่ นจากการให้ความรเู้ ปน็ การใหผ้ ูเ้ รยี นสรา้ งความรู้
7) การประเมินจุดประสงค์การเรยี นรู้ใชว้ ธิ ีการที่หลากหลาย ยึดหยุ่น
1.2 ทฤษฎกี ารสรา้ งความรดู้ ้วยตนเองโดยการสรา้ งสรรคช์ ิน้ งาน
การเรียนรู้ที่เกิดจากการสร้างพลังความรู้ในตนเองและด้วยตนเองของผู้เรียน หากผู้เรียนมีโอกาสได้
สรา้ งความคิดและน้าความคิดของตนเองไปสรา้ งสรรคช์ น้ิ งานโดยอาศัยส่ือและเทคโนโลยีท่ีเหมาะสม จะท้าให้
เห็นความคิดนั้นออกเปน็ รูปธรรมที่ชดั เจน เม่ือผู้เรยี นสร้างส่งิ หนึ่งสง่ิ ใดข้ึนมา กห็ มายถึงการสร้างความรู้ขึ้นใน
ตนเองนั่นเอง ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นในตนเองนี้จะมีความหมายต่อผู้เรียน จะอยู่คงทนไม่ลืมได้ง่าย สามารถ
ถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนได้ดี และเป็นฐานให้สามารถสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ได้อย่างไม่มีท่ีสิน้ สดุ
ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย เพเพอร์ท (Papert) แห่งสถาบันเทคโนโลยี แมสซาชูเซตส์ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากทฤษฎี
พัฒนาการทางการร้คู ิดของปีอาเจ เช่นเดยี วกับทฤษฎกี ารสร้างความรดู้ ้วยตนเอง ทฤษฎีน้ีมจี ุดเน้นท่ี การใช้ส่ือ
เทคโนโลยี วสั ดุอปุ กรณ์ทเ่ี หมาะสมชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นสรา้ งสาระการเรยี นรู้ และชิน้ งานตา่ งๆ ด้วย
11
ตนเอง ในบรรยากาศที่มีทางเลือกที่หลากหลายตามความถนัด ความสนใจ ให้ผู้เรียนที่มีวัย ความถนัด
ความสามารถและประสบการณ์ที่แตกต่างกันได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันสร้างสรรค์ความรู้และชิ้นงาน และ
พัฒนาทักษะทางสังคมภายใต้บรรยากาศท่ีอบอนุ่ เปน็ มิตร และมีความสุข
จากแนวคิดการทีเ่ ก่ยี วข้องกับการจัดการเรียนรทู้ สี่ อดคลอ้ งกบั กรอบแนวคิดของการเรยี นรใู้ นศตวรรษ
ที่ 21 กำหนดเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามโครงการวิจัย กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญ 5 กิจกรรม
(Big Five Learning) ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
1) Learning to Question เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนตั้งค้าถาม เพื่อสร้างความรู้สึกอยากรู้อยากเรียน
ทา้ ให้ผเู้ รยี นเห็นคณุ คา่ ความสำคัญและประโยชน์ของสิง่ ที่จะเรยี น
2) Learning to Search เป็นกิจกรรมที่ใหผ้ ูเ้ รียนได้วางแผนการเรียนรูข้ องตนเองโดยร่วมกันกำหนด
ขอบเขต แนวทาง วธิ ีการเรยี นรู้ ประเดน็ เน้ือหายอ่ ย แนวทางการบนั ทกึ และสรปุ ผลการเรียนรู้ จดั ทา้ เครือ่ งมือ
ที่ใช้ในการเรียนรู้ และลงมือศึกษาค้นคว้า ศึกษารวบรวมข้อมูล ศึกษาปัญหา ศึกษาทดลอง ตามแผนที่วางไว้
เพอื่ แสวงหาความรู้และคน้ พบความรดู้ ้วยตนเอง
3) Learning to Construct เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนนำข้อมูลมาร่วมกันวิเคราะห์อภิปราย
เปรียบเทยี บเช่ือมโยงความสัมพันธ์ ประเมนิ ค่า สรปุ ความคิดรวบยอด คณุ คา่ ความสำคัญ แนวคดิ แนวทางการ
ปฏบิ ตั ิในชวี ิตประจาวนั และสรุปขน้ั ตอนกระบวนการเรียนรู้ รวมถงึ ความรูข้ องตนเอง
4) Learning to Communicate เป็นกิจกรรมทใ่ี ห้ผู้เรียนได้น้าความรู้ ข้อค้นพบ ขอ้ สรปุ ท่ีได้จากการ
เรียนรู้มาน้าเสนอเป็นช้ินงานรูปแบบต่างๆ ตามความสนใจ พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ ขั้นตอนวิธีการ
เรียนรู้ และแสดงความรสู้ กึ ตอ่ ช้ินงาน
5) Learning to Serve เป็นกจิ กรรมที่ให้ผู้เรียนนา้ ชิ้นงานมาแลกเปล่ียนเรยี นรู้และประเมินซง่ึ กันและ
กัน รวมทง้ั วางแผนการตอ่ ยอดการเรียนรจู้ ากความสนใจ
ท้งั 5 กจิ กรรมนี้ ไมใ่ ช่ข้นั ตอนการจัดกจิ กรรม เพียงแต่เปน็ หลักให้ครูตระหนักวา่ ในการจัด การเรียนรู้
ในแต่ละหัวเรื่องนั้นผู้เรียนต้องได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ เหล่าน้ี โดยมีจุดเน้นสำคัญคือส่งเสริมให้ผู้เรียน
เรยี นรู้ด้วยความร้สู ึกอยากรู้อยากเรียน เปน็ เจ้าของการเรยี นรู้ที่แท้จรงิ มีโอกาสได้วางแผนการเรียนรู้ กำหนด
ขอบเขตแนวทางการเรียนรู้ของตนเอง ลงมือเรียนรูต้ ามแผนและควบคุมกำกับการเรยี นรู้ของตนเอง น้าข้อมลู
ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้มาวเิ คราะห์อภิปราย วิพากษ์วิจารณ์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์สรุปความรู้ของตน แล้ว
จัดทำชิ้นงานเพื่อรายงานผลการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ตามความสนใจ ทำให้ความรู้
และประสบการณ์ท่ไี ด้รับเป็นรปู ธรรมชัดเจน รวมท้ังได้แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ซ่ึงกันและกนั ประเมินปรับปรุงผลการ
เรียนรู้ วิธีการเรียนร้ขู องตนให้มปี ระสทิ ธภิ าพย่งิ ข้ึน
12
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้แนวคดิ การจดั การเรียนรแู้ บบ Bigfive Learning
แนวทางการจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ัง้ 5 กิจกรรมมดี ังนี้
1. Learning to Question
1) นำข่าว กรณีตวั อยา่ ง ประสบการณ์จริง เพลง เกม รูปภาพ แผนผงั แผนภมู ิ ฯลฯ ท่เี ก่ียวกับ
เรื่องที่จะเรียนรู้ เพ่ือศึกษา รายละเอยี ดของข้อมลู ท่ีเกย่ี วข้อง
2) ร่วมกนั อภิปรายเก่ียวกบั สิ่งท่ศี กึ ษาวา่ เปน็ สภาพปญั หา เป็นเร่ืองปกติ หรือเปน็ เร่ืองของความ
ดีความงาม หาสาเหตุทม่ี าของเรอื่ งราว สาเหตหุ ลัก สาเหตุรอง ผลทีเ่ กดิ ข้นึ ผลดผี ลเสยี ผลตรงผลกระทบ ผล
ต่อส่วนบคุ คล ตอ่ สว่ นรวม เปรยี บเทยี บความเหมือน ความต่าง เชอื่ มโยงความสันพนั ธ์ ของข้อมลู ดา้ นต่างๆ
สรปุ ลักษณะสำคัญ
3) ช่วยกันสรุปวา่ จะเรยี นรู้ร่วมกันเรอ่ื งอะไรมคี วามสำคญั คุณค่า ประโยชน์ ตอ่ ตัวผ้เู รยี น
ครอบครวั สังคมประเทศชาติอยา่ งไร
2. Learning to Search
1) ช่วยกันกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ชัดเจนว่าเรียนรู้เพื่ออะไร ทำไมต้องเรียนรู้ รู้แล้วได้
อะไรและร่วมกันเสนอขอบเขต วิธีการ แนวทางการเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุตามจุดประสงค์ โดยเสนอประเด็น
รายการเนื้อหาย่อยที่จะเรียนรู้ เสนอวิธีการหาความรู้ แหล่งข้อมูลการเรียนรู้ วิธีการบันทึกผลการเรียนรู้ และ
สรปุ รายงานผลการเรยี นรู้ตามความถนดั ความสนใจ วิธกี ารวดั และประเมนิ ผลที่เหมาะสมกับตนเอง
2) ร่วมกันอธิบายและรบั ฟงั แผนการ แนวทางการเรยี นรู้ และเหตุผลของกันและกนั
3) รว่ มกนั อภิปราย วิเคราะห์ วิพากษว์ ิจารณ์เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสยี จุดออ่ น จุดแข็ง ข้อจำกัด
และลักษณะร่วมของแผนการ แนวทางการเรยี นรขู้ องสมาชิกทกุ คน เพื่อเลอื กวธิ ีการท่ีเหมาะสมที่สุด
4) ตัดสนิ ใจรว่ มกันเลือกแผนการ แนวทางการเรยี นรู้ทีค่ ิดว่าเหมาะสมที่สดุ วเิ คราะห์งานจัดแบ่ง
หน้าที่ ความรับผิดชอบในในการเรยี นรู้ใหก้ ับสมาชิกทุกคน แล้วร่วมกันสร้างเครื่องมือบันทึกข้อมูลการเรียนรู้
และประเมนิ ผล
5) ลงมอื ศกึ ษาค้นคว้า รวบรวมขอ้ มูล ทดลองร่วมกันตามแผนท่ีวางไว้
3. Learning to Construct
1) บนั ทกึ ขอ้ ค้นพบ ข้อมลู กระบวนการเรยี นรู้ กระบวนการทา้ งาน ขอ้ จ้ากัด ปญั หา อปุ สรรค
2) รว่ มกนั ประเมินและปรบั ปรุงในระหว่างกระบวนการเรยี นรู้
3) นำขอ้ คน้ พบ ขอ้ มลู ทไ่ี ด้จากการศกึ ษาคน้ คว้า ศกึ ษารวบรวมข้อมูล ศึกษาทดลอง ฯลฯ
ของตนมาตรวจสอบประเมิน ค่าความน่าเชือ่ ถือ ความถูกผิด ความสมบูรณถ์ ูกต้อง และหาข้อมูลเพิ่มเติมกรณี
ที่จำเป็น
4. Learning to Communicate
1) ผลัดกันนำเสนอข้อค้นพบ ข้อมูลที่ได้จากการเรียนรู้ แล้วร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น
วิเคราะห์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเพื่อจำแนกรายละเอียด เปรียบเทียบ จัดลำดับ หาลักษณะร่วม จัดกลุ่ม
วิเคราะห์ข้อดีข้อเสยี หาเหตผุ ล เชือ่ มโยงความสมั พนั ธ์ กำหนดคณุ ค่าความสำคัญ เรียบเรียง สรา้ งข้อสรปุ
13
2) ร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้ กำหนดเป็นความคิดรวบยอด ความรู้ แนวคิด ข้อปฏิบัติ ด้วยสำนวน
ภาษาของตนเอง รวมท้งั สรปุ ขนั้ ตอนกระบวนการเรียนรู้ทีใ่ ช้ในการศึกษาครัง้ น้ี
5. Learning to Serve
1) ร่วมกันจัดทำช้นิ งานโดยนาความรู้แนวคดิ ข้อปฏิบัติของผู้เรียนทีไ่ ดค้ ้นพบมานำเสนอ
ในรูปแบบต่าง ๆ ตามความสนใจ รวมทั้งบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้
แสดงความรู้สกึ ทม่ี ีต่องานและกระบวนการทำงาน
2) นำชนิ้ งานมาแสดงเพอื่ แลกเปลี่ยนเรียนรแู้ ละประเมินชิ้นงานซ่งึ กนั และกนั วางแผน การศกึ ษา
ต่อเนอ่ื งในเรอ่ื งทต่ี นสนใจนอกเวลาเรียนในรูปแบบโครงงาน
หลกั การจัดการเรียนรู้
การนำแนวคดิ การจัดการเรยี นรนู้ ้ีไปใชใ้ ห้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ ผสู้ อนตอ้ งปรับเปลีย่ นวธิ ีคิด วิธีการ
ทำงานของตนใหมห่ ลายอย่าง ซงึ่ สามารถสรปุ หลักการปฏิบตั ิได้ดงั น้ี
1. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน ศรัทธาและเชื่อมั่นว่าผู้เรียนทุกคนเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
ได้ ทกุ คนใฝ่ดแี ละปรารถนาความสุข ความสำเรจ็ ในชีวติ
2. ตระหนักว่าผู้สอนไม่ใช่ผู้บอกความรู้ แต่เป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ อ้านวยการให้เกิดการเรียนรู้
จัดเตรยี มกจิ กรรมช่วยเหลือดแู ลใหค้ วามสะดวก และใหค้ ำปรกึ ษาแนะน้าในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม การเรียนรู้
3. การพฒั นาผู้เรียนม่งุ พัฒนาความสามารถพน้ื ฐานทจ่ี ำเป็นของผเู้ รียน 3 ดา้ นคอื ด้านภาษาด้านคำนวณ
และด้านเหตผุ ล รวมท้ังการปฏบิ ตั ิในชีวิตประจำวัน โดยจัดกิจกรรมการเรยี นรใู้ นลกั ษณะหลอมรวมบูรณาการ
4. การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาสาระย่อยที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้การเรียนรู้
สอดคลอ้ งกบั ความจ้าเปน็ ในชีวิตประจำวันของผเู้ รียนและทอ้ งถ่ิน
5. การกำหนดเวลาเรียนแต่ละแผนที่เหมาะสมให้ผู้เรียนมีเวลาเพียงพอที่จะใช้กระบวนการคิด
กระบวนการปฏบิ ัติ และสามารถจัดเวลาในการสอนได้ตามตารางสอนปกติ
6. การสรา้ งความรู้สึกอยากรู้อยากเหน็ ให้กับผ้เู รยี นเปน็ ก้าวแรกของการจัดการเรียนรูท้ ่สี ำคัญ ความสนใจ
ใครร่ ูใ้ นสิ่งทเ่ี รยี น ทำให้การจัดการเรยี นรู้ประสบการณค์ วามสำเรจ็ ตามจดุ ประสงค์
7. ผู้เรียนเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ กำหนดเป้าหมาย การเรียนรู้
วิธีการเรียนรู้ ฯลฯ ตามความถนัด ความสนใจ ผู้สอนต้องช่วยให้ผู้เรียนเลือกได้เหมาะสมกับตนเองและใช้
ขน้ั ตอนของกระบวนการเรยี นรเู้ ปน็ แนวทางในการคิดและปฏบิ ัติ
8. ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ มีจุดเด่นเฉพาะตัว ผู้สอนต้องค้นให้พบ และช่วยให้ผู้เรยี นนำจุดเด่นและ
ความสามารถของผู้เรยี นมาใช้ประโยชน์ในการเรยี นรู้ เพ่ือใหท้ กุ คนมโี อกาสประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
9. การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำข้อมูลที่ได้จากการเรียนรู้มานำเสนอเพื่อวิเคราะห์อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์
อย่างกว้างขวาง เพื่อจำแนกเปรียบเทียบ จัดลำดับ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ฯลฯ ทำให้สามารถสรุปและสร้าง
องค์ความรู้ได้ดว้ ยตนเอง
14
10. การให้ผู้เรียนนำความรู้ ข้อค้นพบนำมาจัดทำชิ้นงานในรูปแบบต่างๆ ตามความถนัด ความสนใจ ทำ
ให้ความรู้ความคิดของผู้เรียนเป็นรูปธรรมชัดเจน ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ความคิดให้ผู้อื่นเข้าใจ
ชว่ ยทำให้ผเู้ รียนภาคภมู ใิ จในความสำเร็จของตนเองมากยง่ิ ขึ้น
11. การใช้สื่อ อุปกรณ์ เทคโนโลยีที่หลากหลายและเหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถ
สร้างสาระความรู้และช้นิ งานตา่ งๆ ด้วยตนเองได้ดี
12. การใช้กระบวนการกลุ่มในการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเรียนรู้ในลักษณะร่วมคิดร่วมทำช่วยให้มีความรู้
ความคดิ กว้างขวางซับซ้อน หลากหลายย่งิ ขึ้น รวมท้งั มีการพฒั นาในทักษะต่างๆ เชน่ ทกั ษะด้านมนุษยสัมพันธ์
ทกั ษะทางภาษา ทกั ษะดา้ นการรูจ้ กั เขา้ ใจตนเอง เป็นตน้
13. การจดั กล่มุ ผ้เู รียนท่ีมคี วามถนดั ความสามารถและประสบการณแ์ ตกตา่ งกนั ไดเ้ รียนรแู้ ละปฏิบตั งิ าน
ร่วมกัน จะเอ้ือใหเ้ กดิ การสรา้ งสรรค์ช้ินงานและความรู้ และช่วยใหก้ ารเรียนรู้ประสบความสำเร็จตามเปา้ หมาย
14. การวัดและการประเมนิ ผล เพ่อื ใหท้ ราบความสำเรจ็ และพัฒนาการที่แทจ้ รงิ ของผู้เรียน ต้องประเมิน
อย่างตอ่ เน่ืองดว้ ยเครอื่ งมอื และวิธกี ารที่หลากหลายตามหลักการของการประเมินผลตามสภาพจริง
ประโยชน์ทไ่ี ด้รบั จากการจัดการเรยี นรู้
แนวคิดการจัดการเรียนรู้น้ี ผู้เรียนจะได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ที่แท้จริง ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่
ตนเองเป็นผู้เผชิญสถานการณ์ผ่านกระบวนการคิด การปฏิบัติจริง จนตกผลึกเกิดเป็นความรู้ใหม่ของตนเอง
ดงั นนั้ แนวคิดการจดั การเรยี นรู้นจี้ ึงมีประโยชน์ท้ังตอ่ ผู้เรียนและครูผสู้ อน ดังนี้
ประโยชน์ท่ีเกดิ กับผู้เรยี น
แนวคิดการจัดการเรียนรู้นี้ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง มีการพัฒนาความสามารถพื้นฐานท่ี
จำเป็น 3 ด้าน มีความสุขและภาคภูมิใจในตนเอง รวมทั้งมีคุณลักษณะและทักษะอันพึงประสงค์อื่นๆ อีก
มากมาย ด้วยเหตุผลดังตอ่ ไปนี้
1. แนวคิดการจัดการเรียนรนู้ ้ี ผูเ้ รยี นเป็นผู้วิเคราะหค์ ณุ ค่าความสำคัญของส่ิงที่จะเรยี นรู้ วางแผนกำหนด
ขอบเขตแนวทางการเรียนรู้ของตนเอง ลงมือเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายตามความสามารถความถนัด
ความสนใจ ทำให้ผเู้ รยี นมโี อกาสค้นพบศักยภาพท่ีแทจ้ รงิ ของตน รูจ้ ักและเขา้ ใจตนเองมากยิ่งขึน้
2. แนวคิดการจัดการเรียนรู้น้ี ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลความรูจ้ ากประสบการณ์จริง แล้วใช้กระบวนการคดิ
เชื่อมโยงสรุปส่ิงที่เรียนรู้ และทำชิ้นงานนำเสนอความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของตนได้เป็นรูปธรรมทำให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง รู้เข้าใจในสิ่งที่เรียนอย่างถ่องแท้ สามารถพูดได้ อธิบายได้ชัดเจน เห็นคุณค่า
ความสำคัญ มีค่านิยมที่เหมาะสม มีทักษะในการปฏิบัติ ปฏิบัติได้ถูกต้องคล่องแคล่ว สามารถนำความรู้และ
ประสบการณท์ ี่ได้รับไปใชเ้ ปน็ พ้ืนฐานการเรียนรูเ้ นือ้ หาอน่ื ๆ และใชแ้ ก้ปญั หาในชวี ติ ประจำวันได้
3. แนวคิดการจัดการเรียนรู้น้ี ทำให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการด้านต่างๆ ทั้งกระบวนการคิดและ
กระบวนการปฏิบัติจริง คิดเป็น ทำได้ แก้ปัญหาเป็น สามารถนำสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ในการ
เรียนและแก้ปญั หาชวี ติ ประจำวนั ได้ เชน่ สามารถคดิ วางแผน คิดแก้ปัญหา วิเคราะหว์ ิจารณ์ และสรปุ
15
ตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล มีทักษะกระบวนการปฏิบัติ ปฏิบัติงานอย่างมีแผน เป็นระบบ มีขั้นตอน มีการ
ประเมินพัฒนาปรับปรุงชิ้นงาน มีทักษะในการสื่อสารทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน มีทักษะการแสวงหาความรู้
ฯลฯ
4. แนวคิดการจัดการเรียนรู้นี้ ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง คิดและ
ปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อแสวงหาค้นพบและสร้างสรรค์ความรู้ของตน ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า
ความสำคญั ได้รับการยอมรับ มีความสขุ และเกดิ ความภาคภูมใิ จในตนเอง
5. แนวคิดการจัดการเรียนรู้น้ี ทำให้ผู้เรียนถูกฝึกให้รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง ด้วยการคิดและ
ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง มีผลต่อการพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดีงาม เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เช่น
มคี วามรบั ผดิ ชอบ ขยันอดทน มีทกั ษะทางสงั คม ทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อืน่ ไดอ้ ย่างมีความสขุ ได้ทัง้ ชิ้นงานและ
ความรู้สึกท่ดี ตี อ่ กนั
ประโยชน์ที่เกดิ กับครูผู้สอน
สำหรบั ประโยชน์ท่ีครผู ูส้ อนจะได้รับจากการปฏบิ ัติตามแนวคิดการจัดการเรยี นร้นู ้ี สรปุ ไดด้ งั นี้
1. มีโอกาสได้พัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้ ความคิด จิตใจ ทักษะกระบวนการ เพราะครูไม่ได้ทำหน้าที่
เพียงแค่ถ่ายทอดความรู้ แต่ทำหน้าที่อำนวยการให้เกิดการเรียนรู้ ให้ผู้เรยี นสามารถสรา้ งความรู้ของตนเองได้
การฝกึ ฝนพัฒนาผเู้ รยี นย่อมหมายถึงการพฒั นาตนเองของครูผู้สอนด้วย เพราะการสอนต้องใช้ศาสตร์และศิลป์
ที่เกี่ยวข้องมาก มีสิ่งใหม่ๆ ให้คิดทำและแก้ปัญหาตลอดเวลา ด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาวิชาที่ต่างกัน
และความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนในทุกๆ ด้าน ทำให้ครูต้องศึกษาเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่าง
ต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถออกแบบและวางแผนการจัดการเรียนรู้ กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนคิด
ปฏบิ ัติจริงไดเ้ หมาะสมกับธรรมชาติของเนื้อหาวชิ า วยั ความสนใจ ความสามารถของผู้เรียน ลงมือจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ สังเกตและประเมินผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนและปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเองอย่าง
ต่อเน่ืองย่อมมผี ลทำใหผ้ ู้สอนพัฒนาทั้งความร้คู วามคดิ เจตคตแิ ละทกั ษะกระบวนการตามลำดบั
2. การทำหนา้ ทจี่ ัดการเรยี นรู้ไดส้ มบรู ณจ์ นปรากฏผลอย่างชัดเจนวา่ ผู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ทีแ่ ท้จริง มีการ
พัฒนาความสามารถตามเป้าหมาย ครูจะรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จในวิชาชีพครู มีความสุขและ
ภาคภูมิใจในตนเอง รกั และศรทั ธาในอาชีพครู รักเดก็ รกั โรงเรียน มีจติ สำนึกรับผิดชอบต่อผู้เรยี นและโรงเรียน
มากขึ้น
3. การจัดการเรียนรู้นี้ เป็นแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เคารพในศักดิศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน ยึด
หลักการที่เชื่อมั่นว่าทุกคนเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ทุกคนมีความสามารถ ใฝ่ดีและปรารถนาความสุข
ความสำเร็จในชวี ติ ผู้เรียนมีหนา้ ทีต่ ้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้สอนมิใช่ผู้บอกความรู้แตเ่ ป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้
ผู้เรียนไดร้ บั ประสบการณ์การเรยี นรทู้ หี่ ลากหลาย มีกิจกรรมการคดิ และปฏิบัตกิ ับเพื่อนๆ อย่างมีความสขุ ครู
ทำหน้าที่เพียงคอยช่วยเหลือดูแล ใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและปฏิบตั ิงาน ให้การเสริมแรงเพื่อสนับสนุน
และให้กำลังใจและประคับประคองการเรียนรู้ของผู้เรียนสู่ความสำเร็จ บรรยากาศการเรียนรู้ข้างต้นจะทำให้
ช่องวา่ งระหว่างครูกับผู้เรียนแคบลง มคี วามสนิทสนมเปน็ กันเองมากข้ึน ด้วยความรักและปรารถนาดที ี่มีต่อกัน
16
ก่อให้เกิดบรรยากาศการเรียนรูท้ ี่มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตร ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นไว้วางใจ รักเคารพศรัทธา
ครูผู้สอนมากขึน้ พร้อมทีจ่ ะเรยี นรู้ และร่วมปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการเรียนรู้ ทำใหก้ ารจดั การเรียนรงู้ า่ ยย่ิงขึ้น
4. การจัดการเรียนรู้นี้ เป็นแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามแนวทางการปฏิรูปการ
เรยี นรู้ การทคี่ รูไดศ้ ึกษาเรียนรู้ ฝึกปฏิบัตพิ ฒั นาตนเองจนสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ผู้เรียน
เกดิ การเรียนรูม้ คี ุณภาพตามเปา้ หมายย่อมไดร้ ับเกยี รติ ยกยอ่ งจากหน่วยงานจากผู้บังคับบัญชา เพ่ือนร่วมงาน
และผ้เู กยี่ วขอ้ ง เพราะไดช้ ่ือวา่ เปน็ ผู้ยกระดับวชิ าชพี ครใู ห้เปน็ วิชาชพี ช้นั สงู ทำใหส้ งั คมยกย่องวชิ าชีพครู
5. การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดนี้ นับว่าครูมีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์จรรโลงสังคมไทยให้
เจรญิ ก้าวหนา้ และได้ช่ือวา่ มีคุณปู การต่อประเทศชาตอิ ย่างใหญ่หลวง เพราะการพฒั นาคนคอื การพัฒนาชาติ
6. ครูที่ทำหน้าที่จัดการเรียนรู้ตามแนวคิดนี้ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ จะมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ เพราะ
การปรับเปลี่ยนการสอนจากแบบเดิมที่ครูใช้ตนเองเป็นแหล่งความรู้ สอนแบบเน้นการอ่านจำเรื่องหรือการ
สอนแบบบอกความรู้ตรงๆ มาเป็นการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนคิดและปฏิบัติจริงจนสามารถสร้างความรู้ด้วย
ตนเอง เป็นการพัฒนาการสอนที่สอดคล้องกับแนวดำเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวทางของ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรฐานระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ จุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักสูตร
การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และแนวนโยบายปฏิรปู การเรยี นรู้ของหน่วยงานทุกระดับ การพัฒนา
งานในหน้าที่การสอนได้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว ย่อมก่อให้เกิดผลดีต่อตัวผู้สอนเองและต่อโรงเรีย นใน
การรายงานผลการปฏิบัติงานหรือรบั การประเมินผลการปฏิบัตงิ านระดับต่างๆ เช่น การประเมนิ ภายนอกของ
สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา การประเมินมาตรฐานโรงเรียนของต้นสังกัด การ
ประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงานเพือ่ การเลอื่ นวิทยฐานะให้สูงขน้ึ
เงอ่ื นไขความสำเรจ็ ของการจัดการเรยี นรู้
การจดั การเรียนรู้ตามแนวคดิ นี้ มีเงอ่ื นไขสำคญั ของความสำเรจ็ อยทู่ ่ีการปรับเปล่ียนบทบาทของครูผู้สอน
จากผู้ให้ความรู้ เป็นผู้ช่วยเหลือดูแลอำนวยความสะดวกให้คำปรึกษาชี้แนะแก่ผู้เรียน ใช้กิจกรรมและคำถาม
กระตุ้นการคิดการปฏิบัติของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาและค้นพบความรู้ใหม่ด้วยตนเอง มี
ความสุขและภาคภูมิใจในตนเอง โดยสภาพบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เสริมแรงให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมี
ความสขุ และประสบความสำเรจ็ พึงมีลกั ษณะดงั ตอ่ ไปนี้
1. ครูมีทักษะการจัดกิจกรรมที่แยบยล สามารถสร้างความรู้สึกอยากรู้อยากเรียนความรู้สึกเป็นเจ้าของ
การเรียนรู้ ความสำนึกรับผิดชอบต่อการเรียนจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาค้นพบและ
สรา้ งสรรค์ความรขู้ องตนได้ดว้ ยตนเอง
2. ครูมีทักษะการใช้ค้าถามกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวางแผน คิดแก้ปัญหา คิดวิเคราะห์จำแนก เปรียบเทียบ
เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ฯลฯ สร้างข้อสรุป กำหนดเป็นหลักการ ข้อคิดแนวทางการปฏิบัติ ฯลฯ จัดทำชิ้นงาน
เพื่อนำเสนอความรู้และวธิ ีการเรยี นรู้
17
3. จัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีทางเลอื กหลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกเนื้อหาสาระแหล่ง การ
เรียนรู้ วธิ ีการเรียนรู้ ฯลฯ ตามความสนใจ เพอ่ื จะได้มแี รงจูงใจในการคดิ การปฏบิ ัตเิ พื่อให้เกิดการเรยี นรู้
4. ครมู ีทักษะการวัดและประเมินผล สามารถเลือกใชเ้ ครือ่ งมือและวิธีการประเมินท่ีหลากหลายเหมาะสม
กับสง่ิ ที่ตอ้ งการวัด ทาให้ทราบความสำเรจ็ และพัฒนาการท่ีแทจ้ รงิ ของผเู้ รยี น
5. จัดบรรยากาศของความร่วมมืออันจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ โดยให้ผู้เรียนได้ใช้ความถนัด
ความสามารถ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ร่วมกัน ช่วยเหลือดูแลกันและกัน
ร่วมมือกันสร้างสรรค์ชิ้นงานและความรู้ เพื่อให้การเรียนรู้ประสบความสำเร็จและส่งเสริมพัฒนาทักษะทาง
สังคมให้กบั ผู้เรยี น
จากลกั ษณะสำคัญ แนวทาง หลกั การ ประโยชน์ และเงือ่ นไขความสำเร็จของแนวคดิ การจัดการเรียนรู้ใน
โครงการพฒั นาครโู ดยใชก้ ระบวนการสรา้ งระบบพ่เี ลี้ยง Coaching and Mentoring ขา้ งตน้ จะเห็นว่าแนวคดิ
นี้จะมีส่วนช่วยให้การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2542 เปน็ รปู ธรรม สามารถนำไปสูก่ ารปฏิบัตจิ ริงและชว่ ยยกระดบั คุณภาพการจัดการเรยี นรู้ใหเ้ ป็นการเรียนรู้
ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้เป้าหมายของการจัดการเรียนรู้นอกจากมุ่งศึกษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นตาม
สาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานแล้ว โครงการวิจัยการพัฒนาครูโดย
ใช้กระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) ของโรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ
มุ่งศึกษาผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เป็นทักษะพื้นฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความสามารถทางภาษา
ความสามารถด้านตัวเลข และความสามารถด้านเหตผุ ล ทั้งนี้เนื่องจาก สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในด้านความสามารถพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้
สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561) คือ
ความสามารถด้านภาษา ด้านคำนวณ และดา้ นเหตุผล
ความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถในการอ่าน เพื่อรู้ เข้าใจ วิเคราะห์ สรุปสาระสำคัญ
ประเมนิ สง่ิ ทีอ่ ่านจากสอื่ ประเภทต่างๆ รู้จักเลือกอา่ นตามวัตถปุ ระสงค์ นำไปใชใ้ นชวี ิตประจ้าวันและอยรู่ ่วมกัน
ในสังคม ใช้การอ่านเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต และสื่อสารเป็นภาษาเขียนได้ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาและ
อย่างสรา้ งสรรค์
ความสามารถด้านคำนวณ หมายถึง ความสามารถในการใช้ทักษะการคิดคำนวณความคิดรวบยอด และ
ทักษะกระบวนการทางคณติ ศาสตรใ์ นสถานการณ์ตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับชวี ติ ประจำวนั
ความสามารถด้านเหตุผล หมายถึง ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์มาวิเคราะห์
สังเคราะห์ ประเมินค่า ข้อมูล/สถานการณ์/สารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจ โดยมีเหตุผลประกอบอย่าง
สมเหตุสมผล (บนพื้นฐานของข้อมูล หลักการ เหตุผล ทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และการดำเนินชีวิต
อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม)
18
กรอบแนวทางการพฒั นา มีดงั นี้
1. จดั กจิ กรรมเรยี นรู้ท่หี ลากหลายสง่ เสริมความสามารถหลายดา้ น ไมเ่ น้นเพียงดา้ นใดด้านหน่งึ
2. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละด้านที่
แตกตา่ งตามความเหมาะสม
3. ให้ผู้เรยี นใชค้ วามแตกตา่ งหลากหลายใหเ้ ป็นประโยชนใ์ นการเรียนรูร้ ่วมกนั อยา่ งมีความสขุ
4. ประเมนิ ความสามารถของผูเ้ รยี นดว้ ยสถานการณ์ทตี่ อ้ งใช้ความสามารถหลายด้านในการแกป้ ัญหา
จากเป้าหมายการพัฒนาอันได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแต่ละกลุ่มสาระ ทักษะพื้นฐาน ทั้ง 3 ด้าน
อันไดแ้ ก่ ด้านภาษา ตวั เลข และเหตผุ ล กอปรกบั หลักคิดทฤษฎีท่ีเกยี่ วข้องกบั การจัดการเรียนรู้ โครงการวิจัย
เพื่อพัฒนาครูจึงกำหนดแนวทางการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และจัดสภาพบรรยากาศที่เอื้อต่อ
ประสทิ ธิภาพการเรยี นรู้ ดงั นี้
1. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เพิ่มในแผนการจัดการเรียนรู้เดิมของครู โดยเพิ่มการพัฒนา
ความสามารถพ้นื ฐานท่จี ำเปน็ ของผู้เรยี น 3 ดา้ นด้วย คือ ด้านภาษา ดา้ นคำนวณ และดา้ นเหตุผล
แนวคิดการจัดการเรียนรู้น้ี มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จรงิ และไม่สร้างความลำบากให้แก่ครูในการ
จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ จึงเสนอให้ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีอยู่มาปรับ โดยการคงจุดประสงค์การ
เรียนรู้เดิมที่ครูกำหนดไว้เช่นเดิม (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับเนื้อหา) เพียงแต่ให้เพ่ิม
จุดประสงค์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถพื้นฐานที่จ้าเป็นของผู้เรียน และในแต่ละแผนก็ไม่
จำเปน็ ต้องกำหนดใหค้ รบทุกดา้ น ทงั้ นขี้ ้นึ อยกู่ ับธรรมชาตขิ องเน้อื หาสาระว่าจะเอ้ือไปในดา้ นใด
2. กำหนดเนื้อหาสาระเป็นหัวเรื่องใหญ่ แล้วให้ผู้เรียนมีส่วนเป็นผู้กำหนดรายการเนื้อหาสาระย่อยตาม
ความถนดั ความสนใจดว้ ยตนเอง
แนวคิดการจัดการเรียนรู้นี้ มุ่งตอบสนองความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคล การวางแผนกำหนด
เนื้อหาสาระ ครูผู้สอนจึงเป็นเพียงผู้กำหนดกรอบกว้างๆ แล้วใช้ค้าถามกระตุน้ ความคิดให้ผูเ้ รียนอภิปรายและ
คิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล เพื่อกำหนดรายการเนื้อหาสาระย่อยที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจหรือ
เหตุผลความจำเป็นในชวี ติ ประจ้าวัน
3. กำหนดเวลาการเรียนรู้ ใหเ้ พยี งพอท่ีผเู้ รยี นจะมกี ระบวนการคดิ และการปฏิบตั จิ ริง
แนวคิดการจดั การเรียนรู้นี้ มุ่งพัฒนาทกั ษะการแสวงหาความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ได้ดว้ ย
ตนเอง ผู้เรียนจึงต้องคิดและปฏิบัติด้วยตนเอง ตั้งแต่ศึกษา วิเคราะห์ อภิปรายเหตุผลความสำคัญจำเป็นของ
สิ่งที่จะเรียน วางแผนกำหนดขอบเขต แนวทางวิธีการเรียนรู้ ลงมือเรียนรู้ บันทึกข้อมูลการเรียนรู้ นำเสนอ
ข้อมูลการเรียนรู้ วิเคราะห์อภิปรายสรุปความรู้ร่วมกันและจัดทำชิ้นงาน เพื่อนำเสนอผลการเรียนรู้ให้เป็น
รูปธรรมเพื่อความภาคภูมิใจในความสำเร็จของการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ดังนั้น ผู้เรียน
จำเป็นตอ้ งใช้เวลาในการเรียนรคู้ ่อนข้างมาก ดังนน้ั การกำหนดเวลาเรยี นของแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน
จึงต้องยืดหยุ่นและให้เวลาผู้เรียนมีโอกาสได้คิดและปฏิบัติจริงด้วยตนเอง เพื่อแสวงหาและค้นพบความรู้ของ
ตนเอง เกิดการเรยี นร้ตู ามเป้าหมาย
19
4. ให้โอกาสผู้เรียนเลือกน้ากระบวนการเรยี นรู้ และวธิ ีเรียนรทู้ ีห่ ลากหลายมาใช้ตามความเหมาะสม
แนวคิดการจดั การเรยี นรนู้ ้ี มใิ ช่รูปแบบการเรียนร้สู ำเร็จรูปที่มีกจิ กรรมตายตัว แต่เปน็ แนวคิดการเรยี นร้ทู ่ี
สนองตอบความแตกต่างระหว่างบุคคล เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนได้เลือกกระบวนการ วิธีการเรยี นรู้ท่ีสอดคล้องกับ
ความสามารถ ความถนัด ความสนใจของตนเองมาใช้อย่างเหมาะสม โดยมีครูทำหน้าที่ใช้กิจกรรมคำถาม
กระตุ้นให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ จำแนกเปรียบเทียบ ประเมินจัดลำดบั เพื่อตัดสินใจเลอื กกระบวนการเรียนรู้ท่ี
เหมาะสมท่ีสดุ สำหรับตนเอง และเมือ่ ตดั สนิ ใจเลอื กไดแ้ ลว้ ก็จะดำเนินกิจกรรมไปตามแนวทางของกระบวนการ
วิธีการเรียนรู้ที่กำหนด เช่น เมื่อผู้เรียนตัดสินใจเลือกใช้วิธีการทดลอง ผู้เรียนต้องเป็นผู้สังเกตรวบรวมข้อมูล
เกี่ยวกับปัญหา ตั้งปัญหา ตั้งสมมติฐาน ออกแบบการทดลอง ลงมือทดลองและบันทึกสรุปผลการทดลอง
นำเสนอข้อมลู วิเคราะห์อภิปราย สรุปความร้ขู องตนเอง แตถ่ ้าเลือกวิธีการเรียนรู้ดว้ ยการศึกษาค้นคว้า ผู้เรียน
ก็ต้องเป็นผู้วางแผนกำหนดจุดประสงค์ของการศึกษาค้นคว้าขอบเขตแนวทางการศึกษาค้นคว้า แหล่งข้อมูล
วธิ ีการบนั ทึกขอ้ มลู ความรู้ ลงมือศึกษาค้นควา้ ตามแผน บันทึกขอ้ มลู นา้ เสนอข้อมลู และวเิ คราะห์อภิปรายสรุป
ความรู้ของตนเอง
5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นของผู้เรียน 3 ด้านคือ ด้านภาษา ด้านคำนวณ และ
ด้านเหตผุ ล เป็นเครอ่ื งมือในการเรยี นรแู้ ละน้าเสนอผลการเรยี นร้ขู องตน
แนวคิดการจัดการเรียนรู้น้ี ผู้เรียนต้องเรียนรู้ด้วยตนเองจากการคิดและปฏิบัติจริง การแสวงหาข้อมูล
ความรู้ บันทึก นำเสนอ วิเคราะห์ อภิปราย สรุป และจัดทำชิ้นงานเพื่อนำความรู้ที่ได้ค้นพบมาทำให้เป็น
รูปธรรม เพื่อความภาคภูมิใจในความสำเร็จของการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซ่ึงกันและกัน ดังนั้น ผู้เรียน
จำเป็นต้องใช้ความสามารถพื้นฐานด้านต่างๆ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และนำเสนอผลการเรียนรู้ ครูผู้สอน
จึงควรส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนใช้ความสามารถพื้นฐานแต่ละด้านของตนเองเปน็ ปัจจัยในการเรียนรู้สำคัญที่จะทำให้
การเรยี นรูป้ ระสบความสำเรจ็ และใช้เป็นเครอื่ งมือในการเรียนรู้และแก้ปัญหาชวี ิตประจำวัน
6. กำหนดบทบาทของครูผู้สอนจากผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นผู้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้
ของผู้เรยี น
แนวคิดการจัดการเรียนรู้นี้ กำหนดบทบาทให้ครูผู้สอนไม่ใช่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ให้เป็นผู้ช่วยเหลือ
อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการคิด การปฏิบัติจริง เพื่อแสวงหาและ
ค้นพบความรู้ได้ด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง มีความสุขและภาคภูมิใจในตนเอง ด้วยมีความเชื่อว่าการ
เรียนรู้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บุคคลจะเกิดการเรียนรู้ได้เนื่องจากการได้รับประสบการณ์ผ่านกระบวนการคิด
วิเคราะห์เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ คิดสังเคราะห์สรุปประมวลตกผลึกสร้างเป็นองค์
ความรู้ใหม่ของบุคคลนั้น และไม่มีใครทำให้ใครเกิดการเรียนรู้ได้ถ้าเขาไม่ปรารถนาที่จะเรียนรู้ ดังนั้นการ
เรียนรู้จะเกดิ ขึ้นได้ผู้เรียนตอ้ งเป็นเจา้ ของการเรียนรูข้ องตน ความกระหายใคร่รูแ้ ละการลงมือหาคำตอบในส่งิ
ท่ีอยากรูด้ ว้ ยตนเอง จะทำใหเ้ กิดการเรียนรู้ในทีส่ ุด
20
7. การกำหนดวธิ ีการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment)
แนวคิดการจัดการเรียนรู้นี้ มุ่งพัฒนาความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นของผู้เรียน 3 ด้าน และการปฏิบัตใิ น
ชีวิตประจำวัน ดังนั้น การประเมินเพื่อให้ทราบความสำเร็จในการพัฒนาผู้เรียนจึงต้องใช้การประเมินอย่าง
ตอ่ เน่ืองด้วยเครื่องมอื และวธิ กี ารประเมินทหี่ ลากหลาย เหมาะกบั ตวั ชว้ี ดั /จุดประสงค์การเรียนรู้ วฒุ ภิ าวะและ
วัยของผเู้ รียน ตัวอย่างเชน่ การทดสอบ (ขอ้ เขียน/ปฏิบตั ิ) การตรวจจากชน้ิ งาน การสอบถาม การสัมภาษณ์
ผู้เรยี น/ผเู้ กย่ี วขอ้ ง การสังเกตการณป์ ฏิบัตใิ นชวี ติ ประจำวนั
นอกจากน้ี รูปแบบการประเมินตามสภาพจริงโดยใช้แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ก็สะดวกสำหรับผู้สอน
ทั้งนี้เพราะ 1 ใน 5 ของกิจกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญและมักเป็นกิจกรรมสุดท้ายของการจัดการเรียนรู้คือ
Learning to Serve หรือการให้ผู้เรียนสร้างสรรค์ชิ้นงานในรูปแบบต่างๆ ตามความถนัด ความสนใจอย่าง
ต่อเนื่อง เพื่อรายงานผลการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ดังนั้น การนำชิ้นงานของผู้เรียนมาใช้
ประโยชน์ในการตัดสินและประเมินผลการเรียน จึงนับว่าเป็นแนวทาง การวัดและประเมินที่มีประสิทธิภาพ
เพราะทำให้ทราบพัฒนาการและความสำเร็จที่แท้จริงของผู้เรียน ทำให้การทำชิน้ งานของผู้เรียนมีความหมาย
ยิง่ ขึ้น ซงึ่ สอดคลอ้ งกับแนวคิดการจดั การเรียนรู้นเี้ ป็นอยา่ งมาก
2. ทักษะการคิดและกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps
การคดิ เป็นกระบวนการท่เี กิดขน้ึ ภายในสมอง เกิดจากการจดั กระทำขอ้ มลู หรือสิ่งเร้าท่ีสมองรับเข้ามา
การคิดมีลักษณะเป็นกระบวนการหรือวธิ กี าร การคิดเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างความหมาย ความเข้าใจใน
เนือ้ หาสาระต่างๆ การคดิ จึงเปน็ เรอ่ื งหรอื งานเฉพาะตนทบ่ี ุคคล ผ้เู รียนรู้จะตอ้ งดำเนนิ การเอง ไม่มีผู้ใดทำแทน
ได้ แต่บุคคลอื่น รวมทั้งสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ต่างๆ สามารถช่วยกระตุ้นให้บุคคลเกิดการคิดการ
เรยี นรู้ การคดิ มีความสำคัญอย่างยงิ่ เนื่องจากการคิดเป็นปจั จยั ภายในทีส่ ำคญั มีอทิ ธพิ ลอย่างมากต่อการกระทำ
และการแสดงออกท้ังหลายมนุษย์ทุกคนคิดอยู่ทุกขณะทุกเวลาในลักษณะใดลักษณะหนงึ่ การคิดของคนท่ัวไป
แบ่ง
การคิดออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือการคิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายหรือทิศทาง กับการคิดอย่างมี
จุดมุ่งหมายหรือทิศทางครูจำเป็นต้องพัฒนาการคิดอย่างมีจุดมุ่งหมายหรือทิศทางให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียน
(สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน,2550,หน้า 34-35 )
องคป์ ระกอบของความคิด
มีนักคิดนักจิตวิทยาและนักวิชาการจากต่างประเทศและในประเทศจำนวนมากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับ
องค์ประกอบของการคิดเร่ืองนซี้ ง่ึ ทิศนา แขมมณีและคณะ (2545)ได้รวบรวมไวด้ งั นี้
ทิศนา แขมมณี กล่าวว่ากระบวนทักษะการคิดเป็นความสามารถย่อย การคิดลักษณะต่าง ๆ ซึ่งเป็น
องค์ประกอบของกระบวนการคิดท่เี กิดความสลบั ซับซอ้ น ทกั ษะการคดิ จดั เป็น 2 ประเภท คอื
ทักษะการคดิ ขนั้ พนื้ ฐาน แบ่งออกเป็น 2 ทกั ษะ คอื
- ทักษะการส่อื ความหมาย
- ทกั ษะการคดิ ท่ีเป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป
21
ทกั ษะการคิดขั้นสูง
บลูม (Bloom ,1961) ได้จำแนกการรู้ (Cognition) ออกเป็น 5 ขั้น ได้แก่ การรู้ขั้นความรู้ การรู้ข้ัน
เขา้ ใจ การรู้ขนั้ วิเคราะห์ การรู้ข้นั สงั เคราะห์ และการร้ขู ้นั ประเมิน
เพียเจต์ (Piaget ,1965) ได้อธิบายพัฒนาการทางสติปัญญาว่าเป็นผลเนื่องมาจากการปะทะสัมพันธ์
ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยบุคคลพยายามปรับตัวโดยใช้กระบวนการดูดซึม (Assimi-lation) และ
กระบวนการปรับให้เหมาะ(Accommodation)โดยการพยายามปรับความรู้ ความคิดเดิมกับสิ่งแวดล้อมใหม่
ซึ่งทำ ให้บุคคลอยู่ในภาวะสมดุล สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ กระบวนการดังกล่าวเป็น
กระบวนการพฒั นาโครงสรา้ งทางสติปญั ญาของบุคคล
บรนุ เนอร์ (Bruner ,1965) กล่าวว่า เด็กเร่มิ ตน้ เรียนรู้จากการกระทำ ตอ่ ไปจงึ จะสามารถจินตนาการ
สร้างภาพในใจหรอื ในความคิดขนึ้ ได้ แล้วจงึ ถึงขนั้ การคิดและเขา้ ใจในสงิ่ ที่เป็นนามธรรม
ทอแรนซ์ (Torrance,1962) ได้เสนอแนวคดิ เกี่ยวกับองคป์ ระกอบของความคดิ สร้างสรรค์ วา่ ประกอบ
ไปด้วย ความคล่องแคล่วในการคิด (Fluency) ความยืดหยุ่นในการคิด (Flexibility) และความคิดริเริม่ ในการ
คิด (Originality) (ทศิ นา แขมมณีและคณะ,2550,หนา้ 46-49)
การพัฒนาการคดิ โดยใชก้ ระบวนการ GPAS 5 Steps
กรอบการพัฒนาการคิดโดยใช้กระบวนการ GPAS เกิดขึ้นจากการที่สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องการหารูปแบบแนวทางในการพัฒนาการคิดให้กับผู้เรียน จึงเริ่มต้นด้วยการต้ัง
คณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมี ดร.โกวิท ประวาลพฤกษ์ เป็นที่ปรึกษา ทำการศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีท่ี
เกย่ี วข้องกบั การคดิ ท้งั ในประเทศและตา่ งประเทศ จากนน้ั คณะทำงานไดส้ ังเคราะหแ์ นวคิดและทฤษฎีเหล่านั้น
ได้กรอบพัฒนาการคิด หรือโครงสร้างทักษะกระบวนการคิด 4 ประการ คือ การรวบรวมและเลือกข้อมูล
(Gathering) การจัดกระทำข้อมูล(Processing) การประยกุ ต์ใชค้ วามรู้ (Applying) และการกำกับตนเอง (Self
– regulating) เรียกย่อๆว่า GPAS โดยนำอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของโครงสร้างทักษะกระบวนการคิดนั้น
มาใช้ ดังแผนภาพ
4 Self-Regulating: S การกำกับตนเอง
3 Applying: A การประยกุ ตใ์ ช้ความรู้
2 Processing: P การจดั กระทำข้อมลู
1 Gathering: G การรวบรวม คดั เลือกขอ้ มลู
แผนภาพ โครงสรา้ งทักษะการคิด GPAS
22
จากโครงสร้างทักษะการคิดนี้ สามารถนำมากำหนดเป็นกระบวนการพัฒนาทักษะการคิด โดยมีการ
กำกับตนเอง (Self-Regulating) เปน็ แกนในการพฒั นาทักษะดังแผนภมู ิ
แผนภูมิกระบวนการพัฒนาทักษะการคิด
ความหมายของทักษะการคดิ ในโครงสร้าง GPAS
ทักษะการคิดในโครงสร้าง GPAS มีทักษะท่ีสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21
ทศิ ทางการศึกษาไทยและหลักสูตรการเรียนการสอนในทุกระดับการศึกษา ขอยกมาเปน็ ตัวอย่าง ดงั น้ี
ทกั ษะการคิดระดับการรวบรวมข้อมลู (Gathering: G) ไดแ้ ก่
1. การกำหนดประเดน็ ในการรวบรวมขอ้ มลู (Focusing Skill) หมายถงึ การกำหนดขอบเขต
การศึกษาและม่งุ ความสนใจไปในทิศทางตามจุดประสงค์ท่ีต้องการศกึ ษาให้ชัดเจน เพ่ือท่ีจะได้คัดเลือกเฉพาะ
ขอ้ มูลที่เก่ยี วข้อง
2. การสงั เกตด้วยประสาทสัมผัส (Observing) หมายถึง การรับรู้และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ
สง่ิ ใดส่ิงหนงึ่ โดยใชป้ ระสาทสัมผัสท้งั 5 เพ่ือให้ไดร้ ายละเอียดเกย่ี วกบั ส่ิงน้ัน ๆ ซ่งึ เปน็ ข้อมลู เชงิ ประจักษ์
ทไ่ี ม่มกี ารใชป้ ระสบการณ์และความคิดเห็นของผสู้ งั เกตในการเสนอข้อมลู ข้อมูลจากการสงั เกตมที ง้ั ขอ้ มลู
เชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ
3. การบนั ทึกข้อมูล (Encoding & Recording) หมายถึง กระบวนการประมวลข้อมูลของสมอง
เมื่อรับส่ิงเรา้ จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะได้รับการบันทึกไวใ้ นความจำระยะสัน้ หากต้องการเกบ็ ข้อมลู ไว้ใช้
ต่อ ๆ ไป ข้อมลู นั้นจะต้องเปล่ียนรูปโดยการเขา้ รหสั (Encoding) เพ่ือนำไปเก็บไว้ในความจำระยะยาว
ซงึ่ จะสามารถเรียกข้อมูลมาใชไ้ ด้ภายหลังโดยการถอดรหัส (Decoding)
4. การดึงข้อมลู เดิมมาใช้และย่อความ (Retrieving & Summarizing) หมายถึง การนำข้อมูล
ท่ีมอี ยู่นำกลบั มาใชใ้ หม่ และการจบั ใจความสำคญั ของเร่อื งทีต่ อ้ งการสรปุ แลว้ เรียบเรียงใหก้ ระชับครอบคลุม
สาระสำคญั
23
ทกั ษะการคิดระดับการจัดกระทำข้อมลู (Processing: P)
1. การจำแนก (Discriminating) หมายถึง การแยกแยะสง่ิ ตา่ ง ๆ ตามมติ ิทกี่ ำหนด
2. การเปรยี บเทียบ (Comparing) หมายถงึ การคน้ หาความเหมอื นและหรอื ความแตกต่างของ
องคป์ ระกอบตงั้ แต่ 2 องค์ประกอบข้ึนไป เพ่ือใชใ้ นการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนง่ึ ในเกณฑ์เดียวกนั
3. การจัดกลุ่ม (Classifying) หมายถงึ การนำสง่ิ ต่าง ๆ มาแยกเป็นกลุ่มตามเกณฑ์ท่ีไดร้ ับการยอมรับ
ทางวิชาการ หรือการยอมรบั โดยทวั่ ไป
4. การจัดลำดับ (Sequencing) หมายถงึ การนำข้อมลู หรือเรื่องราวทีเ่ กิดขึ้นมาจัดเรยี งให้เป็นลำดับวา่
อะไรมาก่อน อะไรมาทหี ลัง
5. การสรุปเช่อื มโยง (Connecting) หมายถึง การบอกความสมั พันธเ์ กย่ี วข้องเช่ือมโยงกนั
ของขอ้ มูลอย่างมีความหมาย
6. การไตรต่ รองด้วยเหตุผล (Reasoning) หมายถงึ ความสามารถในการบอกท่ีมาของส่งิ ใด ๆ
หรือเหตุการณใ์ ด ๆ หรือสง่ิ ที่เปน็ สาเหตุของพฤติกรรมนนั้ ได้
7. การวิจารณ์ (Criticizing) หมายถึง การท้าทายและโต้แย้งข้อสมมุติฐานท่ีอยู่เบ้ืองหลัง
เหตุผลที่โยงความคิดเหล่านนั้ เพอื่ เปิดทางสู่แนวความคิดอื่น ๆ ท่อี าจเป็นไปได้
8. การตรวจสอบ (Verifying) หมายถึง การยืนยันหรือพิสูจน์ข้อมูลที่สังเกต รวบรวมมา
ตามความถูกต้องเปน็ จรงิ
ทกั ษะการคดิ ระดับการประยุกต์ใช้ (Applying: A)
1. การใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ (Creative) หมายถึง การนำความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจ
ไปใช้ในการสร้างสรรคส์ ง่ิ ใหม่หรือแก้ปญั หาท่ีมีอยใู่ ห้ดีขึน้
2. การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถงึ ความสามารถในการแยกแยะหลักการ องคป์ ระกอบสำคญั
หรอื สว่ นย่อย ตลอดจนหาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสว่ นต่าง ๆ ท่เี กี่ยวข้อง
3. การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถงึ การนำความร้ทู ผี่ ่านการวิเคราะห์มาผสมผสานสร้างสิ่งใหม่
ที่มลี กั ษณะต่างจากเดิม
4. การตดั สินใจ (Decision Making) หมายถงึ การพจิ ารณาเลอื กทางเลือกตั้งแต่ 2 ทางเลอื กข้นึ ไป
ทางเลือกหรือตวั เลือกนน้ั อาจเป็นวตั ถสุ ่งิ ของหรือแนวปฏบิ ัติตา่ ง ๆ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหรือดำเนนิ การ
เพ่ือให้บรรลตุ ามวตั ถุประสงค์ท่ีต้ังไว้
5. การนำความรู้ไปปรับใช้ (Transferring) หมายถงึ การถ่ายโอนความรู้ทีม่ ีอยู่ไปปรบั ใชใ้ น
สถานการณ์อ่นื
6. การแกป้ ัญหา (Problem Solving) หมายถึง การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ยากเพื่อจุดประสงค์
ในการแกไ้ ขสถานการณ์หรอื ขจดั ใหป้ ัญหาน้นั หมดไป นำไปสู่สภาวะท่ีดีกวา่ หรือมีทางออก
24
7. การคิดวิเคราะห์วิจารณ์ (Critical Thinking) หมายถึง ความสามารถในการพิจารณา ประเมิน
และตดั สินสงิ่ ต่าง ๆ หรอื เร่อื งราวทีเ่ กดิ ขึน้ ที่มขี ้อสงสยั หรือขอ้ โต้แย้ง โดยการพยายามแสวงหาคำตอบท่ีมีความ
สมเหตุสมผล
8. การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) หมายถึง ความสามารถในการคิดได้อย่าง
กว้างไกลหลายทิศทางอย่างเปน็ กระบวนการ โดยใชจ้ ินตนาการท่ีหลากหลายเพอ่ื ก่อให้เกิดความแปลกใหม่
ในการสร้าง ผลิต ดัดแปลงงานต่าง ๆ ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์เก่ากับประสบการณ์ใหม่
ความคดิ สร้างสรรค์จะเกิดขึน้ ได้ก็ต่อเม่ือผู้คิดมีอสิ ระทางความคดิ
ทักษะการคดิ ระดบั การกำกบั ตนเอง (Self-Regulatings: S)
1. การตรวจสอบและควบคุมการคิด (Meta-Cognition) หมายถงึ การทบี่ คุ คลรู้และเข้าใจถึงความคิด
ของตนเอง ไตรต่ รองกอ่ นกระทำอะไรอยา่ งใดอย่างหนึง่ เปน็ การประเมนิ การคดิ ของตนเองและใชค้ วามรนู้ ้ัน
ในการควบคุมหรือปรับการกระทำของตนเอง ซึ่งครอบคลุมถึงการวางแผนการควบคุมกำกับการกระทำ
ของตนเอง การตรวจสอบความกา้ วหน้าและการประเมนิ ผล
2. การสรา้ งคา่ นยิ มการคิด (Thinking Value) หมายถึง การคดิ เพ่อื ประโยชนใ์ นระดบั ตา่ ง ๆ ได้แก่
เพอื่ ประโยชน์ตน กลุ่มตน เพือ่ สังคมและเพอื่ ประโยชนข์ องกล่มุ และเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โลก
ทุกองค์ประกอบ
3. การสร้างนิสัยการคิด (Thinking Disposition) หมายถึง ลักษณะเฉพาะของการกระทำของคน
ที่มีสติปัญญา เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาการตัดสินใจที่จะแก้ปัญหา จะไม่กระทำทันทีทันใดก่อนที่จะมีข้อมูล
หลักฐานชัดเจนเพียงพอ นิสัยแห่งการคิด คือ รู้ว่าจะใช้ปัญญาทำอย่างไรในการหาคำตอบ นิสัยแห่งการคิดที่ดี
ควรมี ดังน้ี
3.1 นิสัยการคดิ ท่ดี ีต้องกลา้ เสี่ยงและผจญภัย (กลา้ ทจ่ี ะคิด)
3.2 นสิ ัยการคดิ ทีด่ ีตอ้ งคดิ แปลก คิดแยกแยะ ชต้ี ัวปญั หา คิดสำรวจไตส่ วน
3.3 นิสยั การคิดทีด่ ตี ้องสรา้ งคำอธิบายและสรา้ งความเข้าใจ
3.4 นิสยั การคิดทดี่ ตี ้องสรา้ งแผนงานและมีกลยทุ ธ์
3.5 นิสัยการคิดที่ดีต้องเป็นการใช้ความระมัดระวังทางสติปัญญา ใช้สติปัญญาอย่างรอบคอบ
เทย่ี งตรง แมน่ ยำและถูกต้อง
STEPs ในกระบวนการจัดการเรียนรู้
STEPs 1 .ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering) จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนขณะร่วมกิจกรรม
สามารถตั้งคำถาม ประเด็น เรื่องสถานการณ์ที่จะศึกษา ตั้งคำถามใหม่อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ เพื่อการ
สำรวจ และแสดงความคิดเหน็ ของตนเองและรับฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้อน่ื
STEPs 2 ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing) จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนสามารถ
แสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศจากแหลง่ เรียนรู้อยา่ งหลากหลาย เช่น หอ้ งสมดุ อนิ เทอร์เน็ต หรือจาก
25
การปฏบิ ัติทดลอง เลือกอุปกรณท์ ่ีถูกต้องเหมาะสมในการสำรวจตรวจสอบให้ได้ข้อมลู ทเ่ี ช่ือถือได้ บันทึกข้อมูล
ในเชิงปริมาณ และคณุ ภาพและตรวจสอบผลกบั ส่งิ ทีค่ าดการไว้ จากแหลง่ เรียนรู้
STEPs 3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน เป็นขั้นที่นักเรียนมีการบันทึกข้อมูลเชิงปริมาณ และคุณภาพ และ
ตรวจสอบผลกับสิ่งที่คาดการณ์ไว้ นำเสนอผลและข้อสรุป แสดงความคิดเห็นอย่างอสิ ระ อธิบายและสรุปสิง่ ท่ี
ได้เรียนรู้ บันทึกและอธิบายผลการสำรวจตรวจสอบตามความเป็นจริงมีการอ้างอิงข้อมูลด้วยแบบต่างๆ
สรุปผล สรา้ งองค์ความรู้ดว้ ยตนเองได้
STEPs 4 ขั้นสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill) นักเรียนสามารถนำเสนอ
ความรู้ด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจน จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน สังเกต สำรวจ และทดลองตาม
ขั้นตอนที่กำหนด ลงความคิดเห็นและอภิปรายสรุปผลการสังเกตสำรวจและทดลองอย่างมีเหตุผล บันทึกผล
การสังเกต สำรวจและทดลอง นำเสนอสื่อสารสิ่งที่เรียนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ สามารถออกแบบและสร้าง
สงิ่ ประดิษฐ์อย่างง่าย
STEPs 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคณุ ค่าบริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating) นักเรียนนำความรู้
ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม เห็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มีจิตสาธารณะและบริการสังคม ด้วยการทำงานเป็น
กลุ่มร่วมกันสร้างผลงานที่ได้จากการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน สามารถ
สืบเสาะค้นหาเพื่ออธิบายเกี่ยวกับการแยกสารผสม ตรวจสอบ ใช้เครื่องมือและวิธีการต่างๆ เพื่อเพิ่ม
ประสทิ ธิภาพของการสำรวจตรวจสอบ อธบิ ายสิ่งท่ีคน้ พบข้อมูล หลักฐาน และองคค์ วามรู้วิทยาศาสตร์อย่างมี
เหตผุ ล นำเสนอสิง่ ท่ีเรยี นรู้ได้อย่างชัดเจน เที่ยงตรง มีเหตผุ ลกับเพื่อนร่วมงานและตอบค้าถามได้ (นภาพร ภา
เชื้อ,2557,หนา้ 50 )
3. การประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Authentic Assessment)
การประเมินผลตามสภาพจริงเป็นทางเลือกหนึ่งในการประเมินผลการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางและปฏิบัติจริง สามารถนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง สามารถประเมินความสามารถทักษะ
การคิดขั้นสูงที่ซับซ้อน ตลอดจนความสามารถในการแก้ปัญหาและการประยุกต์ใช้ความรู้ในการผลิตผลงาน
ชิ้นงานต่าง ๆ ได้ วิธีการประเมินผลดังกล่าวเป็นการประเมินผลเชิงบวกเพื่อค้นหาความสามารถ จุดเด่นและ
ความกา้ วหนา้ ของผู้เรยี น รวมทั้งใหค้ วามช่วยเหลือแกผ่ ้เู รียนในจุดท่ีต้องการพฒั นาให้สูงขึ้นตามศักยภาพ เป็น
เครื่องมือประเมินผลท่มี ีประสทิ ธภิ าพท่ีใช้ในการประเมนิ ผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Evaluation) หรือ
อีกนัยหนึ่งเรียกว่า Assessment for Learning รวมทั้งสามารถใช้ในการประเมินผลรวม (Summative
Evaluation) หรือ Assessment of Learning ในสถานการณ์การเรียนการสอนที่ใกล้เคียงชีวิตจริง สำนักงาน
(คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน.2549,หน้า 34-35)
การประเมินผลตามสภาพจริงจะมีความต่อเนื่องในการใหข้ ้อมูลเชิงคุณภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สอน
ได้ใช้เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมการสอนให้เหมาะสมเป็นรายบุคคลได้ และที่สำคัญมีการจัดการเรียนการสอน
จากแนวคิดทเี่ ปลยี่ นจากเดิมไปส่กู ารจัดการเรียนการสอนแบบใหม่
26
จากแนวคิดของนักการศึกษาที่ได้กล่าวถึงความหมายของการเกิดความคิดในลักษณะต่างๆ ซึ่งผู้วิจัย
มีความคิดเห็นว่าการพัฒนาการคิดเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเพราะถ้าบุคคลมีความสามารถด้านคิดขั้นสูงๆ ก็จะ
สามารถพัฒนางาน การกระทำของตนเองให้บรรลุผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนาการคิดน้ัน
ผวู้ ิจัยคิดวา่ ต้องเริ่มจากการฝึกให้ทักษะการคิดที่เปน็ พน้ื ฐานก่อนอันดับแรก ตอ่ ไปแล้วจึงค่อยๆ พัฒนาการคิด
ไปสู่การคิดในระดับที่สูงขึ้น และอีกประการหนึ่งที่สำคญั มากคือการสรา้ งบรรยากาศของการคิดให้เกิดข้ึนโดย
อาจเป็นบรรยากาศแบบประชาธิปไตยหรือความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน กระบวนการคิด GPAS เป็นความคิด
แบบเป็นกระบวนการที่น่าจะฝึกฝนเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นขั้นตอนทีม่ ีความเชื่อมโยงกันและสามารถปฏิบัติได้
ง่าย โดยเฉพาะครูสามารถนำไปแทรกเป็นขน้ั ตอนการสอนในแผนการสอนได้ทุกกลมุ่ สาระ
4. แนวทางการจดั การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ได้กำหนดให้
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สถานศึกษาต้องใช้เป็น
หลักการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างพื้นฐานการคิด และเป็นกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาและวิกฤตของชาติ
นอกจากนี้ยังได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดคุณภาพผู้เรียนเมื่อจบ
การศึกษาซึ่งกำหนดไว้เฉพาะส่วนทีจำเป็นสำหรับเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ ( โรงเรียนอนุบาล
อนุบาลวดั ลกู แกประชาชนูทิศ )
สาระการเรยี นร้แู ละมาตรฐานการเรยี นร้กู ลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในหลักสตู ร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) มีรายละเอียดดงั นี้
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
สาระท่ี 3 วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
27
4.1. มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
สาระท่ี 1 : วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสมั พันธ์ระหวา่ งส่ิงไมม่ ชี ีวติ กับสิ่งมีชีวิต
และความสัมพันธร์ ะหวา่ งส่ิงมชี ีวิตกบั ส่ิงมีชีวิตตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถา่ ยทอดพลงั งานการเปล่ียนแปลงแทนที่
ในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบทมี่ ีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทาง
ในการอนรุ ักษท์ รพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปญั หาส่ิงแวดล้อม รวมท้งั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธุกรรมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อส่ิงมีชีวิตความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สงิ่ มีชีวติ รวมทัง้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
สาระท่ี 2 : วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร
กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ
เกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการ
เคลื่อนทแ่ี บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมท้ังนำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กบั เสียง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้ังนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
สาระที่ 3 : วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และวิวฒั นาการของเอกภพ กาแลก็ ซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล
ตอ่ ส่งิ มีชีวติ และสิง่ แวดล้อม
28
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคดิ เชิงคำนวณในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอยา่ งเปน็ ขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม
คำอธบิ ายรายวิชา
รายวิชา วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6 รหัสวิชา ว 16101 เวลา 80 ชว่ั โมง
ศึกษาร่างกายของเรา อาหาร สารอาหาร และพลังงาน ระบบยอ่ ยอาหาร สารผสม วิธกี ารแยกสารผสม
ไฟฟ้า แรงไฟฟ้า วงจรไฟฟ้า การต่อวงจรไฟฟ้า ปรากฏการณ์ของโลก เงามืดและเงามัว จันทรุปราคาและ
สุริยุปราคา เทคโนโลยีอวกาศ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศ ประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ หินใน
ท้องถน่ิ ประเภทของหินและการเกิด วัฏจกั รของหนิ ประโยชน์ของหินและแร่ ซากดกึ ดำบรรพ์ ลมบก ลมทะเล
และมรสุม ภัยธรรมชาติ และปรากฏการณ์เรอื นกระจก
ศกึ ษาการใชเ้ หตผุ ลเชิงตรรกะในการอธบิ ายและออกแบบวธิ ีการแก้ปัญหาท่พี บในชีวิตประจำวนั
ออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่ายและตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม ใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหา
ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่
ของตน เคารพในสทิ ธขิ องผ้อู น่ื แจง้ ผ้เู กี่ยวขอ้ งเมื่อพบข้อมลู หรอื บุคคลทไี่ ม่เหมาะสม
โดยใช้แนวการจดั การเรียนร้เู ชงิ รุกแบบรวมพลัง ดว้ ยวิธกี ารสอนแบบสบื สอบ แนวการสอน 5 ขนั้ ตอน
GPAS 5 ขั้นตอน รูปแบบวงจรการเรียนรู้ 5 ข้ันตอน การเรียนรู้ผ่านการใช้กจิ กรรมตา่ ง ๆ เพ่อื สบื สอบความรู้
ทางวทิ ยาศาสตร์ รวมท้งั การเรียนร้โู ดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน บรู ณาการเศรษฐกิจแบบพอเพยี งและสะเตม็
เพอ่ื การแกป้ ัญหาเชงิ สร้างสรรค์ สร้างความรู้ใหม่และสง่ิ ใหม่อยา่ งงา่ ย รวมท้งั การใช้หลักฐานเชงิ ประจักษ์
เพือ่ สนบั สนนุ รวมท้งั การใชแ้ ละสรา้ งโมเดล เพื่ออภปิ รายสู่การเปน็ ผูม้ ีสมรรถนะการรู้วทิ ยาศาสตร์
เพื่อการเปน็ ผ้รู ูว้ ทิ ยาศาสตร์ มีความสนใจ ความตระหนัก ความใฝร่ ู้ เปน็ ผ้ทู ำงานเปน็ ทีมและทำงาน
แบบรวมพลงั รวมทง้ั มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อตนเองและชมุ ชน
รหัสตวั ชี้วัด
ว 1.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5
ว 2.1 ป.6/1
ว 2.2 ป.6/1
ว 2.3 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8
ว 3.1 ป.6/1, ป.6/2
ว 3.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9
ว 4.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4 รวมท้ังหมด 30 ตัวชี้วัด
29
บทท่ี 3
วธิ ีการดำเนินการ
การศึกษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน วิชาวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื งการแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการเรยี นรู้
แบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรยี นรู้เนน้ การพฒั นาทักษะการคิดและสร้างความรู้ของนักเรยี น
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6/1 โรงเรยี นอนุบาลวดั ลกู แกประชาชนทู ศิ ผู้วจิ ยั ดำเนนิ การตามลำดบั ดงั นี้
1. ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง
2. เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
3. การสร้างและการหาคุณภาพเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวจิ ยั
4. วธิ ดี ำเนนิ การทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การวิเคราะห์ข้อมลู และสถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล
6. เกณฑ์การแปลความหมายคะแนน
1. ประชากร / กลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากรท่ใี ช้ในการวจิ ัย
ประชากรท่ใี ช้ในการวิจัยครง้ั น้ี นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรยี นอนุบาลวัดลูกแก
ประชาชนทู ิศ ทเ่ี รียนวิชาวิทยาศาสตร์ ปีการศกึ ษา 2563 จำนวน 1 ห้องเรียน 24 คน
กลุ่มตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
กลุ่มตัวอย่างทใ่ี ช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ นกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6/1 โรงเรยี นอนบุ าลอนบุ าลวัดลูก
แกประชาชนูทิศ ท่เี รยี นวิชาวิทยาศาสตร์ ในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 1 หอ้ งเรียน 24 คน
ซงึ่ ได้มาโดยการกำหนดแบบเจาะจง
2. เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา
เครอื่ งมือที่ใช้ในการศกึ ษาครง้ั นี้ ได้แก่
2.1 เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการทดลอง ประกอบด้วย
2.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวทิ ยาศาสตร์เร่ือง การแยกสารผสม ช้นั ประถมศึกษาปีที่
6/1 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2563 จำนวน 1 แผน เวลาเรียน 12 ช่ัวโมง
2.2 เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวม ประกอบด้วย
2.2.1 แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ การแยกสารผสม
2.2.2 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง การแยกสารผสม เปน็ แบบทดสอบชนดิ
ปรนยั แบบเลอื กตอบ มี 4 ตวั เลือก จ้านวน 20 ข้อ เวลา 30 นาที
30
3. การสร้างและหาคณุ ภาพเครอื่ งมือท่ใี ช้ในการศกึ ษา
การสร้างและหาคุณภาพแผนการจัดการเรยี นรู้
1. ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ ในการศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรวิชา วิทยาศาสตร์
ผู้วิจัยได้ดำเนนิ การดงั น้ี
1.1 วเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบของรายวิชา โดยจำแนกออกเป็น 3 สว่ น คือ กิจกรรม เน้อื หาและตวั ชี้วดั
1.2 วิเคราะหก์ จิ กรรมรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ โดยนา้ เอากิจกรรมทก่ี ำหนดในรายวิชามาวเิ คราะหห์ ารูปแบบ
การสอน
1.3 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ โดยนำเอาเน้ือหาหลักของรายวิชามาวิเคราะห์เน้อื หา
ยอ่ ย
1.4 วิเคราะห์ตัวชี้วัด โดยน้าเอาตัวชี้วัดแต่ละข้อมาจำแนกเป็นด้าน คือ ด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ
และดา้ นคณุ ลกั ษณะ
2. จัดหน่วยการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยได้นำข้อมูลจากการวิเคราะห์หลักสูตรมาจัดหนว่ ยการ
เรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์ จำนวน 7 หน่วย ดังนี้
1. รา่ งกายของเรา
2. การแยกสารผสม
3. ไฟฟ้า
4. ปรากฏการณข์ องโลก
5 เทคโนโลยอี วกาศ
6. หนิ ในทอ้ งถิ่น
7. ลม ภยั ธรรมชาตแิ ละปรากฏการณเ์ รอื นกระจก
3. คัดเลือกหน่วยการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ผู้วิจัยได้คัดเลือกหน่วยการเรียนรู้ท่ี 6 เรื่อง การแยกสารผสม
เน่ืองจากนักเรียนมผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนในเรื่องน้ีต่ำ บกพร่องด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ
จิตวทิ ยาศาสตร์
4. ศึกษา ค้นคว้า นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ศึกษา ค้นคว้า เกี่ยวกับนวัตกรรมการเรียนรู้ที่
เหมาะสมกับหน่วยการเรียนรู้น้ี โดยผู้ศึกษาพิจารณาแล้วเห็นว่ารูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับหน่วยนี้มาก
ท่ีสดุ คอื การกระบวนจดั การเรยี นรู้ GPAS 5 Steps
5. เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้น้าหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การแยกสารผสม กระบวนการ
จดั การเรยี นรู้ GPAS 5 Steps มาเขียนแผนการจัดการเรยี นรู้ โดยผูว้ จิ ยั ได้ดำเนนิ การตามลำดบั ดังต่อไปนี้
5.1 กำหนดกรอบแนวคดิ การเขยี นแผนการจดั การเรยี นรู้ ดังน้ี
กระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps เป็นบนั ไดให้นักเรียนพฒั นาไปสู่คุณลักษณะที่พึงประสงค์โดย
ครูจะต้องมีความเข้าใจและมีความสามารถในการพัฒนาผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps
ประกอบดว้ ย
31
Step 1 Gathering (ขน้ั สังเกต รวบรวมข้อมูล)
Step 2 Processing (ขน้ั คิดวเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความร้)ู
Step 3 Applying and Constructing the Knowledge (ขั้นปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรหู้ ลังการปฏบิ ัต)ิ
Step 4 Applying the Communication Skill (ข้ันสอื่ สารและนำเสนอ)
Step 5 Self-Regulating (ขัน้ ประเมนิ เพือ่ เพิม่ คุณค่าบริการสังคมและจิตสาธารณะ)
5.2 ดำเนนิ การเขยี นแผนการจดั การเรียนรู้
ผวู้ จิ ัยได้ดำเนินการเขียนแผนการจดั การเรียนรู้ เรื่อง การแยกสารผสม ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563 จำนวน 1 แผน เวลาเรยี น 12 ช่วั โมงประกอบดว้ ยสาระการเรยี นรู้ ดังตอ่ ไปน้ี
1. ความหมายของสารผสม
2. รู้จักสารผสม 1
3. รูจ้ กั สารผสม 2
4. วิธกี ารแยกสารผสม
5. การแยกสารผสมฯ 1
6. การแยกสารผสมฯ 2
7. การแยกสารผสมโดยการรินออกฯ 1
8. การแยกสารผสมโดยการรนิ ออกฯ 2
9.การกรอง 1
10. การกรอง 2
11. การแยกสารผสมฯ 1
12. การแยกสารผสมฯ 2
5.3 ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแบบ Rating
scale นำขอ้ มูลทไ่ี ดม้ าปรบั ปรุงแผนใหส้ มบรู ณ์
5.4 ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาแผนการจัดการเรียนรู้ หลังจากผู้วิจัยได้จัดทำแผนการเรียนรู้
เรยี บรอ้ ยแลว้ ไดน้ ำแผนดงั กลา่ วไปให้ผูเ้ ชย่ี วชาญตรวจพจิ ารณาระดับคุณภาพ ของแผนการจัดการเรยี นรู้ ตาม
เกณฑ์ทกี่ ำหนด
4.50 -5.00 ระดบั มากทส่ี ุด
3.50 - 4.49 ระดบั มาก
2.50 -3.49 ระดบั ปานกลาง
1.50 - 2.49 ระดับ น้อย
1 -1.49 ระดับ น้อยทสี่ ุด
32
ซง่ึ มรี ายนามผูเ้ ช่ียวชาญ ดงั นี้
ตารางท่ี 3 รายนามผเู้ ชี่ยวชาญ
ที่ ช่ือ – สกลุ ตำแหน่ง/สถานท่ีทำงาน ความเช่ียวชาญ
1 นางสาวจตพุ ร เชยสาคร รองผู้อำนวยการฝา่ ยวิชาการ โรงเรียน ผ้เู ชย่ี วชาญการวจิ ยั
2 นางศรุดา วรี ะสมัย หวั หนา้ ฝา่ ยวชิ าการ การสอนสังคมศึกษา
3 นางวนิดา ทองสขุ ใส หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การสอนวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
4 นางสาวกิตตยิ า รกั งาม หัวหน้ากล่มุ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย การสอนภาษาไทย
5 นางอัญชลี เจริญสขุ ครูผ้สู อนวชิ าวิทยาศาสตร์ การสอนวทิ ยาศาสตร์
5.5 ปรับปรุงและแก้ไขแผนการจัดการเรยี นร้ใู ห้เป็นแผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่สมบูรณ์
5.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้จริง กับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนอนุบาล
อนบุ าลวัดลกู แกประชาชนูทศิ ทเี่ ป็นกล่มุ ตวั อยา่ งในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563
การสร้างและหาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง การแยกสารผสม ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6
มขี ้นั ตอนการสรา้ งและการหาคุณภาพตามล้าดับ ดงั น้ี
1. ศกึ ษาหลักการและเทคนคิ การสรา้ งแบบทดสอบแบบเลือกตอบ
2. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ และตัวชี้วัด เพื่อวางแผนการออกข้อสอบให้สอดคล้องกับเนื้อหาและ
พฤตกิ รรมท่ีตอ้ งการวดั
3. เลอื กประเภทของแบบทดสอบทจี่ ะวัด คือ เปน็ แบบทดสอบชนดิ ปรนยั จำนวน 20 ข้อ
4. เขียนขอ้ สอบตามทว่ี างแผนไว้
5. ตรวจสอบคุณภาพจากผู้เช่ยี วชาญ เพอ่ื ดคู วามสอดคล้องระหว่างข้อสอบกบั ผลการเรียนรู้ท่ีหาค่าความ
เทย่ี งตรงเชงิ เนอื้ หา (IOC) โดยเปน็ ผ้เู ช่ยี วชาญชดุ เดียวกบั ที่ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้
6. คัดเลือกข้อสอบที่มคี ่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปและปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของ ผู้เชี่ยวชาญ จัดฉบบั
เป็นข้อสอบ จำนวน 20 ข้อ
7. ปรบั ปรุงแกไ้ ข และจัดพิมพ์เปน็ ฉบับเพอ่ื นำไปใช้เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
วธิ ดี ำเนนิ การทดลองและการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ 2563 ถึงวันท่ี
25 กันยายน พ.ศ. 2563 ตามขั้นตอนดงั น้ี
1. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ไปทดสอบกับนักเรียน จำนวน 20 ข้อ
รวบรวมคะแนนไวเ้ ป็นคะแนนกอ่ นเรยี น
2. ผู้วจิ ยั ดำเนินการสอนโดยใช้แผนการจดั การเรยี นรู้ตามทว่ี างแผนไว้ ดงั น้ี
ตารางที่ 4 กระบวนการเรยี นรเู้ รียนรู้ GPAS 5 Steps เร่อื ง จำนวน 33
กระบวนการเรยี นรู้ GPAS 5 Steps ช่วั โมง หมายเหตุ
1. ขน้ั สงั เกต รวบรวมขอ้ มลู (Gathering) สารผสม 3
2.ขั้นคิดวเิ คราะห์และสรุปความรู้ (Processing) วธิ กี ารแยกสารผสม
9
3.ขั้นปฏิบตั ิและสรุปความรหู้ ลังการปฏิบัติ
(Applying and Constructing the Knowledge)
4.ขั้นสอื่ สารและนำเสนอ (Applying the
Communication Skill)
5.ขน้ั ประเมนิ เพื่อเพิ่มคุณค่าบรกิ ารสงั คมและจติ
สาธารณะ (Self-Regulating)
1. ขนั้ สงั เกต รวบรวมข้อมลู (Gathering)
2.ขัน้ คดิ วิเคราะห์และสรปุ ความรู้ (Processing)
3.ข้นั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู้ ลงั การปฏิบตั ิ
(Applying and Constructing the Knowledge)
4.ขั้นสอ่ื สารและนำเสนอ (Applying the
Communication Skill)
5.ขน้ั ประเมินเพื่อเพิ่มคณุ ค่าบรกิ ารสงั คมและจติ
สาธารณะ (Self-Regulating)
3. นำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ไปทดสอบกบั นักเรียน รวบรวม คะแนนไว้
เปน็ คะแนนหลงั เรยี น
34
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถติ ิที่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
1. สถติ ทิ ใี่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
หาคา่ เฉลีย่ ( ) ของคะแนนผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน คะแนนผลการประเมินทกั ษะ หรอื
คะแนนการประเมินความพึงพอใจ ใชส้ ูตร(ลว้ น สายยศและองั คณา สายยศ. 2553)
เมอื่ แทน คะแนนเฉลีย่
X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
N แทน จำนวนนักเรียน
2.สถิตทิ ่ีใช้ในการทดสอบสมมตฐิ าน
สถิติที่ใช้ในการทดสอบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยวัดก่อนเรียน และหลัง
เรียนโดยคำนวณจากสูตร t-test dependent (ลว้ น สายยศและองั คณา สายยศ. 2553)
เม่ือ t หมายถงึ ค่าทที ่ีใชใ้ นการพจิ ารณา
D หมายถงึ ความแตกต่างของคะแนนแตล่ ะคู่
N หมายถงึ จำนวนคู่
หมายถึง ผลรวมของ D แตล่ ะตวั ยกกำลังสอง
หมายถึง ผลรวมของ D ท้งั หมดยกกำลังสอง
35
บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ผลการศึกษาเรื่อง การศึกษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้
กระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรียนรูเ้ นน้ การพฒั นาทักษะการคิดและสรา้ งความรู้ของ
นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6/1 มลี ำดบั ข้นั ในการนำเสนอ ข้อมูลดงั น้ี
1. ผลการหาระดบั คุณภาพของแผนการจดั การเรยี นรู้
2. ผลการเปรียบเทียบความก้าวหนา้ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นระหวา่ ง กอ่ นเรยี นและหลังเรียน โดยใช้
t-test dependent
โดยใชส้ ัญลกั ษณใ์ นการวิเคราะหข์ ้อมูลดังน้ี
T1 แทน pre test
T2 แทน post test
แทน คะแนนเฉลี่ย X
SD แทน ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน
D แทน ความแตกตา่ งระหวา่ งคะแนนแตล่ ะคู่
D2 แทน ความแตกตา่ งระหวา่ งคะแนนแต่ละคูย่ กกำลังสอง
N แทน จา้ นวนนักเรียน
∑ แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด
∑ แทน คะแนนรวมความคดิ เห็นของผเู้ ชี่ยวชาญ
36
1. ผลการหาระดับคณุ ภาพของแผนการจัดการเรยี นรู้ โดยผเู้ ชยี่ วชาญ
จากการนำแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีได้จัดทำขึ้นไปให้ผู้เช่ยี วชาญ จำนวน 5 คน ตรวจพิจารณาคุณภาพ
ปรากฏผลดังตารางท่ี 4
ตารางที่ 4 แสดงผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้
กระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการจดั การเรียนรเู้ นน้ การพฒั นาทักษะการคดิ และสร้างความรู้ของ
นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6/1 จากการตรวจพิจารณาโดยผเู้ ช่ียวชาญ
รายการประเมิน ผลการประเมินผเู้ ชี่ยวชาญ เฉล่ีย
12345 4.60
1. ออกแบบและเขยี นแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ 55544 5.00
กอ่ น ล่วงหนา้ ทกุ ครั้งก่อนสอน 55555 4.60
2. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สอดคล้องตาม 54554
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 5.00
3. แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นได้ 55555
พฒั นาด้านภาษา (Literacy)ตัวเลข (numeracy) และ 4.60
เหตผุ ล(Reasoning Ability) 55454
4. แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้เนน้ ผู้เรยี นได้ศึกษา 4.40
คน้ คว้าอย่างหลากหลายวธิ ี สามารถสร้างองค์ความรไู้ ด้ 45445 4.40
ด้วยตนเอง 54454
5. แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ มกี ารออกแบบส่ือ
นวัตกรรม ทีเ่ น้นกระบวนการคิด วเิ คราะห์ และการคดิ 4.66
สรา้ งสรรค์
6. แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ระบวุ ธิ ีประเมนิ ผลท่ี
หลากหลาย ตามสภาพจรงิ
7. หลังจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ครูได้นำบันทึกหลังการจดั
กิจกรรมการเรยี นไปแกป้ ญั หาในโอกาสต่อไปทุกครั้ง
เฉลย่ี
จากตารางท่ี 4 แสดงใหเ้ ห็นว่า ผูเ้ ชีย่ วชาญประเมินแผนการจดั การเรียนรู้ ค่าเฉล่ยี เทา่ กับ 4.66
คดิ เป็นระดับ มากท่ีสุด
37
2. ผลการเปรียบเทียบความกา้ วหนา้ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นระหว่างก่อนเรยี นและหลังเรยี น
การวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนกับหลังเรียน วิชาวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรียนรู้เน้น
การพฒั นาทักษะการคิดและสร้างความรู้ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6/1 ดังแสดงในตารางที่ 5
ตารางท่ี 5 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลีย่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนกับ หลังเรียนวิชา
วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการ
จดั การเรยี นรเู้ นน้ การพฒั นาทกั ษะการคิดและสรา้ งความรขู้ องนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 6/1
ผลการ N S.D. D D2 d t P
ทดลอง
กอ่ นเรียน 24 8.67 3.71 183 1,697 7.58 10.09 .05
หลงั เรยี น 24 16.25 1.98
** มีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05
จากตารางที่ 5 พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน เท่ากับ 8.67 คะแนนเฉล่ีย
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยการกระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ของนักเรียน เท่ากับ
16.25 แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .05
38
บทที่ 5
สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
ในการศึกษาเรื่อง การศกึ ษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น วิชาวิทยาศาสตร์ เรอื่ งการแยกสารผสม โดยใช้
กระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรยี นรเู้ นน้ การพฒั นาทกั ษะการคิดและสร้างความรู้ของ
นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6/1 มปี ระเดน็ สำคญั สรุปไดด้ ังนี้
วตั ถุประสงค์ของการศึกษา
1. เพื่อหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้
กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรยี นรเู้ นน้ การพัฒนาทักษะการคดิ และสร้างความรู้ของ
นกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6/1
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม โดยใช้กระบวนการ
เรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรียนรู้เน้นการพัฒนาทักษะการคิดและสร้างความรู้ของนักเรยี นช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 6/1
วธิ กี ารดำเนนิ การศึกษา
1. ประชากร / กล่มุ ตัวอย่าง
ประชากรท่ใี ช้ในการวิจัย
ประชากรท่ีใชใ้ นการวิจยั ครง้ั น้ี นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียนอนุบาลวดั ลกู แกประชาชนทู ศิ
ทเี่ รยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2563 จำนวน 3 ห้องเรียน 70 คน
กลมุ่ ตัวอย่างที่ใชใ้ นการวิจัย
กลุม่ ตัวอย่างทใี่ ช้ในการวจิ ยั ครัง้ น้ี คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6/1 โรงเรยี นอนบุ าลวัดลูกแก
ประชาชนูทศิ ทีเ่ รียนวิชาวทิ ยาศาสตร์ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จ้านวน 1 ห้องเรียน 24 คน ซง่ึ
ได้มาโดยการกำหนดแบบเจาะจง
2. เครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการศึกษา
เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นการศกึ ษาครง้ั นี้ ไดแ้ ก่
2.1 เครื่องมอื ที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย
2.1.1 แผนการจัดการเรยี นรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563 เวลาเรยี น12 ชัว่ โมง
2.2 เครือ่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวม ประกอบดว้ ย
2.2.1แบบประเมินแผนการจดั การเรียนรู้ เรื่องการแยกสารผสม
39
2.2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการแยกสารผสม เป็นแบบทดสอบชนิด
ปรนัยแบบเลอื กตอบ มี 4 ตัวเลอื ก จำนวน 20 ข้อ เวลา 30 นาที
3. การดำเนินการทดลอง
1. ทดสอบก่อนเรยี นโดยใช้ขอ้ ทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
2. สอนตามแผนการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์
3. ทดสอบหลังเรียนโดยใช้ข้อทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
4. สรุปผลการศกึ ษา
1. แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่จัดทำขึ้นมี
คุณภาพอยู่ใน มากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.66 แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพ อยู่ในระดับ มาก
ที่สดุ
2. นักเรยี นท่ไี ดร้ บั การสอนโดยกระบวนการจดั การเรียนรู้ GPAS 5 Steps วชิ าวิทยาศาสตร์ เร่อื งการแยก
สารผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วย กระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps มี
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น หลงั เรยี น สูงกวา่ กอ่ นเรยี น
5. อภปิ รายผล
ผลจากการวิเคราะหข์ อ้ มลู จากการวิจยั ครั้งนี้ มีประเดน็ นำมาอภปิ รายดงั นี้
1. แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยได้
สร้างและหาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตร วิเคราะห์
องค์ประกอบของรายวิชา จำแนกเป็น 3 ส่วน กิจกรรม เนื้อหา และตัวชี้วัด วิเคราะห์กิจกรรมรายวิชา นำ
กจิ กรรมในรายวิชามากำหนดรปู แบบการสอน วเิ คราะหส์ าระการเรียนรู้ นำเนอ้ื หาหลกั มาวิเคราะหเ์ นือ้ หาย่อย
วเิ คราะหต์ วั ชว้ี ัดแต่ละข้อ นำมาจำแนกเป็นด้านความรู้ ทกั ษะกระบวนการ และด้านคุณลักษณะ นำข้อมูลการ
วเิ คราะห์หลักสูตรมาจัดหน่วยการเรยี นรู้ เป็น 7 หน่วย ร่างกายของเรา การแยกสารผสม ไฟฟ้า ปรากฏการณ์
ของโลก เทคโนโลยีอวกาศ หินในท้องถ่ิน และลม ภัยธรรมชาติและปรากฏการณ์เรือนกระจก คัดเลือกหน่วย
การเรียนรทู้ ่ี 2 เร่ืองการแยกสารผสม เนือ่ งจากนักเรียนมผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นเร่ืองน้ตี ่ำ บกพร่องดา้ นทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยได้ศึกษา ค้นคว้า เกี่ยวกับนวัตกรรมการเรียนรู้ท่ี
เหมาะสมกับหนว่ ยการเรยี นรูเ้ ร่ืองน้ี คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps และเขียนแผนการจัดการ
เรียนรู้ นำแผนให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ และ ประเมินพิจารณาระดับคุณภาพของแผน โดยใช้การประเมินแบบ
Rating scale ตามเกณฑ์ที่กำหนด นำแผนที่ผ่านการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญปรับปรุงแก้ไข ให้เป็นแผนการ
จัดการเรยี นร้ทู ่สี มบูรณ์ นำแผนไปทดลองใช้จรงิ จากผลการตรวจประเมนิ แผนการจัดการเรียนรู้พบว่า
40
แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการแยกสารผสม ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โดยใช้กิจกรรมการ
เรยี นรู้ GPAS 5 Steps ทจี่ ัดทำขน้ึ มีคุณภาพอยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ มีคะแนนเฉล่ยี 4.66
2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยกระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการ
แยกสารผสม ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 มคี ะแนนเฉลี่ยผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนหลงั เรียน สงู กวา่ ก่อนเรยี น อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วย กระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน สูงกว่า ก่อนเรียน ซึ่งสอดคล้องกับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ
(2561,12) ที่กล่าวว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps เป็นวิธีที่ครูใช้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้น
การเรียนรู้ที่ผู้เรียนคิดลงมือทำและสรุปความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนมีการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มุมมองหลากหลายจึงทำให้ผู้เรียนมีข้อมูล นำไปสู่การปรับโครงสร้างความรู้ ความคิดรวบ
ยอด หรือหลักการสำคัญที่ศกึ ษาค้นคว้าดว้ ยตนเอง (Independent Study) จึงเป็นแนวทางทตี่ อบสนองความ
แตกต่างระหวา่ งบคุ คลท้ังในแงค่ วามสนใจ ประสบการณ์ วิธีการเรยี นรู้ และการให้คุณคา่ ความรู้ที่ผู้เรียนแต่ละ
คนสร้างขึ้นอย่างมีความหมาย เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชน และสังคมโลก การเรียนรู้ตาม
ทฤษฎี การสร้างความรู้เป็นกระบวนการ Acting on ไม่ใช่ Taking in กล่าวคือ เป็นกระบวนการที่ผู้เรียน
จะต้องจัดกระทำกับข้อมูลไม่ใช่เพียงรับข้อมูลเข้ามา และนอกจากกระบวนการเรียนรู้จะเป็นกระบวนการ
ปฏิสัมพันธ์ภายในสมอง (Internal Mental Interaction) แล้วยังเป็นกระบวนการทางสังคมอีกด้วย การสร้าง
ความรู้จึงเป็นกระบวนการทั้งด้านสติปัญญาและสังคมควบคู่กันไป การเรียนการสอนต้องเปลี่ยนจาก
Instruction ไปเปน็ Construction คือ เปลีย่ นจาก การให้ความรู้ ไปเปน็ การใหผ้ ูเ้ รียนสร้างความรู้ ใช้ความรู้
ผลิตผลงาน และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ จากการสังเกตพฤติกรรมนักเรียนแต่ละ STEPs ใน
กระบวนการจัดการเรยี นรู้
STEPs 1 .ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering) จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนขณะร่วมกิจกรรม
สามารถตั้งคำถาม ประเด็น เรื่องสถานการณ์ที่จะศึกษา ตั้งคำถามใหม่อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ เพื่อการ
สำรวจ และแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ
91.45
STEPs 2 ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing) จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนสามารถ
แสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศจากแหล่งเรยี นรู้อย่างหลากหลาย เชน่ ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต หรือจาก
การปฏบิ ตั ทิ ดลอง เลอื กอปุ กรณท์ ีถ่ ูกต้องเหมาะสมในการสำรวจตรวจสอบให้ได้ข้อมลู ที่เช่ือถือได้ บันทึกข้อมูล
ในเชิงปริมาณ และคุณภาพและตรวจสอบผลกับสิ่งที่คาดการไว้ จากแหล่งเรียนรู้ อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็น
รอ้ ยละ 91.87
STEPs 3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge)
จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน เป็นขั้นที่นักเรียนมีการบันทึกข้อมูลเชิงปริมาณ และคุณภาพ และ
ตรวจสอบผลกับส่ิงที่คาดการณ์ไว้ นำเสนอผลและข้อสรุป แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ อธิบายและสรุปสิ่งที่
ได้เรียนรู้ บันทึกและอธิบายผลการสำรวจตรวจสอบตามความเป็นจริงมีการอ้างอิงข้อมูลด้วยแบบต่างๆ
สรุปผล สรา้ งองค์ความรดู้ ว้ ยตนเองได้ อยู่ในระดบั ดีมาก คดิ เปน็ ร้อยละ 92.35
41
STEPs 4 ขั้นสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill) นักเรียนสามารถนำเสนอ
ความรู้ด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจน จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน สังเกต สำรวจ และทดลองตาม
ขั้นตอนที่กำหนด ลงความคิดเห็นและอภิปรายสรุปผลการสังเกตสำรวจและทดลองอย่างมีเหตุผล บันทึกผล
การสังเกต สำรวจและทดลอง นำเสนอสื่อสารสิ่งที่เรียนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ สามารถออกแบบและสร้าง
สง่ิ ประดษิ ฐอ์ ยา่ งงา่ ย อยใู่ นระดบั ดมี าก คดิ เป็นรอ้ ยละ 92.75
STEPs 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่าบริการสงั คมและจิตสาธารณะ (Self-Regulating) นักเรียนนำความรู้
ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม เห็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มีจิตสาธารณะและบริการสังคม ด้วยการทำงานเป็น
กลุ่มร่วมกันสร้างผลงานที่ได้จากการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน สามารถ
สืบเสาะค้นหาเพื่ออธิบายเกี่ยวกับการแยกสารผสม ตรวจสอบ ใช้เครื่องมือและวิธีการต่างๆ เพื่อเพ่ิม
ประสิทธิภาพของการสำรวจตรวจสอบ อธบิ ายสง่ิ ทีค่ ้นพบข้อมูล หลกั ฐาน และองค์ความรวู้ ิทยาศาสตร์อย่างมี
เหตุผล นำเสนอสิง่ ทเ่ี รยี นรไู้ ดอ้ ย่างชดั เจน เที่ยงตรง มเี หตุผลกับเพอื่ นรว่ มงานและตอบค้าถามได้ อยูใ่ นระดับดี
มาก คดิ เป็นรอ้ ยละ 93.83
สอดคลอ้ งกบั ทฤษฎีการสร้างองค์ความรูด้ ้วยตนเอง การเรียนรู้เกิดจากกระบวนการและวธิ ีการของผู้เรียน
ในการสรา้ งความรตู้ ามความเขา้ ใจ จากประสบการณ์เช่ือว่าการเรยี นรู้เป็นเรอ่ื งเฉพาะตวั การตคี วามหมายของ
สิ่งที่เรียนรู้เป็นไปตามประสบการณ์เดิม ความเชื่อความสนใจภูมิหลัง การสร้างความรู้ เป็นกระบวนการท้ัง
ทางด้านสติปัญญาและสังคม เป็นแนวคิดของ ปีอาเจ ( Piaget ) และ วีก๊อทสกี้ ( Vygotsky) และทฤษฎีการ
สร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน การเรียนรู้ที่เกิดจากการสร้างพลังความรู้ ในตนเองและ
ผเู้ รยี น หากผูเ้ รียนมโี อกาส ได้สรา้ งความคดิ และน้าความคดิ ของตนเองไปสร้างสรรคช์ ิ้นงานโดยอาศัยส่ือ และ
เทคโนโลยี ทเี่ หมาะสมจะทา้ ใหเ้ หน็ ความคิดนัน้ ออกมาเปน็ รูปธรรมทช่ี ัดเจน เมื่อผ้เู รยี นสรา้ งสิง่ หนงึ่ ส่งิ ใดขั้นมา
ที่หมายถึง การสร้างความรู้ขึ้นในตนเอง ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นในตนเองจะมีความหมายต่อผู้เรียน จะอยู่
คงทน ไม่ลืมง่าย สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนเองได้ดี และเป็นรากฐานให้สามารถสร้าง
ความรูใ้ หม่ได้ อย่างไมม่ ีทีส่ ิ้นสดุ ทฤษฎนี ี้พฒั นาขึน้ โดย เพเพอร์ท ( Papert) (http://www.qlf.or.th)
การจัดการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรยี นรู้ GPAS 5 Steps ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใหก้ บั
นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี
พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 โดย
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรอ่ื งการแยกสารผสม หลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี น
6. ขอ้ เสนอแนะ
1. ควรมกี ารศกึ ษาเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยใชก้ ระบวนการจดั การเรียนรู้ GPAS
5 Steps
2. ควรมีการศกึ ษาเกี่ยวกับจติ วทิ ยาศาสตร์ โดยใชก้ ระบวนการจัดการเรยี นรู้ GPAS 5 Steps
42
บรรณานกุ รม
กระทรวงศกึ ษาธิการ.,2560. หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช2551.
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
ชวาล แพรตั นกุล. 2552.เทคนคิ การเขียนข้อทดสอบ. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พค์ ุรสุ ภา.
นภาพร ภาเชอื้ ,2557.รายงานผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตรเ์ ร่ืองลม ฟา้ อากาศ และ
วัฏจักรของน้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 STEPs
ปีการศกึ ษา 2557.อุบลราชธานี : โรงเรยี นอนบุ าลนอ้ งหญิง.
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และคณะ,2552.สอนวิทยาศาสตร์เพื่อความเข้าใจด้วยกระบวนการออกแบบย้อนกลับ.
กรงุ เทพมหานคร: สำนกั พิมพ์ บริษทั พัฒนาคณุ ภาพวชิ าการ (พว.) จำกัด.
วรพจน์ วงศ์กิจรุง่ เรือง และอธปิ จิตตฤกษ์. 2554. ทักษะแห่งอนาคตใหม่ การศึกษาเพื่อศตรวรรษที่ 21.
กรงุ เทพมหานคร:โอเพ่นเวลิ ดส์ .
วิจารณ์ พานิช,2555.ทักษะแห่งอนาคตใหม่ การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21.กรุงเทพมหานคร: วารสารคณะ
บริหารธุรกจิ : มหาวทิ ยาลัยฟาอสี เทอร์น
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน.2549.แนวทางการประเมินตามสภาพจริง.กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพช์ มุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
43