นางสาวสราวลี อภินนั ทเวช (ครกู ๊ฟิ )
คือ ศิลปะแห่งการละครหรือห้อนราที่มนุษย์
สร้างขึ้น ประกอบดนตรีของไทย โดยแต่ละท้องถิ่น
จะมีชื่อเรียกและมีลีลาท่าการแสดงที่แตกต่างกันไป
ตามความเชื่อ ศาสนา ภาษา ชีวิตความเป็นอยู่ การ
แสดงนาฏศลิ ปไ์ ทยแบ่ง ออกเป็น 5 ประเภท ดังน้ี
ระบา
เป็นการแสดงที่ต้องใช้คนจานวนมากกว่า 2
คนขึ้นไป โดยเพลงจะมีเนื้อร้องหรือไม่มีก็ได้
จุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความงดงานของศิลปะการ
ร่ายรา เน้นความพร้อมเพรียงเปน็ หลกั
ระบา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. ระบามาตรฐาน
2. ระบาเบ็ดเตล็ด
ระบามาตรฐาน
เป็นระบาที่ครูนาฏศิลป์ได้คิดประดิษฐ์ท่าราขึ้นไว้
อย่างสวยงาม สอดคล้องกับบทร้องและทานอง เมื่อนาไป
แสดงไม่ควรนาไปเปลีย่ นแปลงแก้ไขหรือเพม่ิ เตมิ
การแต่งกายนยิ มแตง่ แบบ “ยนื เครื่อง” พระ-นาง
การแสดงระบ ามาตรฐานมีด้วยกันหลาย
ชุด เช่น ระบ าสี่บท ระบ ากฤดาภินิหาร
ระบาดาวดงึ ส์ ระบาเทพบนั เทงิ ระบาย่องหงดิ เป็นต้น
การแสดงที่ประดิษฐ์คิดค้นหรือปรับปรุงขึ้นใหม่
ตามความเหมาะสม ตามเหตุการณ์ ตามสมัยนิยม ตาม
เนื้อเรื่องที่ผู้ประพันธ์ต้องการ หรือเป็นระบาที่ใช้
ประกอบการแสดงละคร
การแต่งกายจะแต่งตามรูปแบบลักษณะของการ
แสดงนนั้ ๆ
ตัวอย่างระบาเบ็ดเตล็ด เช่น ระบานพรัตน์ ระบาชุมนุม
เผ่าไทย ระบาเริงอรุณ ระบาวิชนี ระบาไกรลาสสาเริง ระบาฉิ่ง
ระบาโบราณคดี ราสีนวล ราโคม เปน็ ต้น
เป็นการแสดงที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 1-2 คน เช่น การราเดี่ยว
การราอาวุธ เป็นต้น มีลักษณะการแต่งกายตามรูปแบบ
ของการแสดง ไม่เล่นเป็นเรื่องราวอาจมีบทขับร้อง
ประกอบการรา มีกระบวนท่ารา โดยเฉพาะการราคู่ท่าราจะมี
ความเชอื่ มโยงสอดคล้องตอ่ เนอื่ งกัน และเปน็ บทเ ฉ พ า ะ
สาหรับผู้แสดงนัน้ ๆ
รา แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท
1. ราเด่ียว 2. ราคู่ 3. ราหมู่
ใช้ผแู้ สดงเพยี งคนเดยี ว
เป็นการแสดงให้เหน็ ถงึ
ความสามารถของผรู้ า่ ยรา
ยกตัวอย่างเช่น การแสดง ร าฉุยฉายพราหมณ์
ราฉุยฉายเบญจกาย รามโนราห์บูชายัญ ราพลายชมุ พล
ใช้ผแู้ สดง 2 คน
มุ่งเนน้ ลลี าทา่ ราเขา้ คทู่ ี่
สวยงาม
แบ่งเปน็ 2 ประเภท
1.ราอาวธุ เช่น ราดาบ รากระบกี่ ระบอง
2.ราคู่ เช่น ราฝรง่ั คู่ รจนาเสยี่ งพวงมาลยั
ยกตัวอย่างเช่น การแสดงราทศกัณฐ์เกี้ยวนางเบญจ
กาย รารจนาเส่ยี งพวงมาลัย ราเมขลา-รามสรู
ใชผ้ ้แู สดงมากกว่า
2 คน
เน้นความสวยงามและ
ความพรอ้ มเพรยี งของ
ทา่ รา
ยกตัวอย่างเช่น การแสดงราวงมาจรฐาน ราเถิดเทิง
กลองยาว ราสนี วล
โขน
เป็นการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย
ผู้แสดงจะใช้การรา และการเต้นไปตามบทพาทย์
เจรจา เรอื่ งที่นิยมแสดง เรื่องรามเกยี รต์ิ
ผแู้ สดงจะสวมหัว เรียกว่า หัวโขน
ทศกัณฐ์
หนมุ าน
วงดนตรใี ชใ้ นการแสดง คือ วงปพี่ าทย์
โดยขนาดของวงข้ึนอยกู่ บั ลักษณะการแสดงนนั้
วงปพี่ าทย์เคร่อื งใหญ่
ฆอ้ งวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก กลองทดั
ฉิ่ง ป่ีนอก
ตะโพน
ปใ่ี น ระนาดทุ้ม
ระนาดเอก
ระนาดเอกเหลก็ ระนาดทุ้มเหล็ก
วงปพ่ี าทยเ์ ครอื่ งคู่
ปี่ใน ฉง่ิ
ตะโพน
ฆ้องวงใหญ่ ฆอ้ งวงเล็ก กลองทัด
ปี่นอก
ระนาดเอก ระนาดทมุ้
ละคร
เปน็ การแสดงท่ีผูกเปน็ เรื่องเปน็ ราวจากประสบการณ์
หรือจนิ ตนาการ ตัวละครต้องเหมาะสมกับบทบาทของเนื้อ
เร่อื งท่ีแสดง ลกั ษณะเนื้อเรอ่ื งจะเกย่ี วกบั วัฒนธรรม สังคม
วิถชี ีวิต
ละครไทยแบ่งออกเปน็ 2 ประเภทใหญๆ่
1. ละครราทเ่ี ปน็ แบบแผน
2. ละครราทปี่ รบั ปรงุ ขึ้นใหม่
1. ละครราทเ่ี ปน็ แบบแผน ไดแ้ ก่
- โนราหรอื มโนราห์ - ละครนอก
- ละครชาตรี - ละครใน
2. ละครราท่ปี รับปรงุ ขึ้นใหม่ ได้แก่
- ละครดกึ ดาบรรพ์ - ละครปลุกใจ
- ละครพนั ทาง - ละครรอ้ ง
- ละครเสภา - ละครพดู
- ละครสังคีต
เป็นการแสดงที่แตกต่างไปตามวิถีชีวิต
ของแต่ละภูมิภาค สะทอนให้เห็นถึงความ
เป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น แบ่งออกเป็น
4 ภาค ไดแ้ ก่
ภาคเหนือนี้มีการแสดงหรือการร่ายราที่มีจังหวะ
ช้า ท่าราที่อ่อนช้อย นุ่มนวล การแสดงของภาคเหนือ
เรียกว่า ฟอ้ น เช่น ฟอ้ นเลบ็ ฟอ้ นเทยี น ฟ้อนเงี้ยว
ฟ้อนสาวไหม
การแสดงภาคกลางเป็นการแสดงที่เกี่ยวกับ
อาชีพต่างๆ และพัฒนามาจากการละเล่น เช่น การ
แสดงราวง เต้นการาเคียว เพลงเรือ ลาตัด เพลง
พวงมาลัย
ลักษณะลีลาท่าราและท่วงทานองดนตรีในการ
แสดงค่อนข้างกระชับ กระฉับกระเฉง รวดเร็ว และ
สนกุ สนาน การแสดงของภาคอสี านนยิ มเรียกวา่ เซงิ้
เช่น เซ้งิ กระติบขา้ ว เซงิ้ โปงลาง เซ้งิ แหย่ไขม่ ดแดง
เซงิ้ สวงิ เซ้งิ บอ้ งไฟ เซง้ิ กะหยงั
เป็นการแสดงที่ผสมผสานระหว่างศาสนา
วัฒนธรรม และอารยธรรมของกลุ่มคนหลายชนชาติ
ทาให้การแสดงนาฏศิลป์ทางภาคใต้ เป็นการแสดงที่มี
เอกลักษณ์ทีเฉพาะของตนเอง เช่น โนรา หนังตะลุง
รองเงง็ ตารีกีปัส