การแสดงพนื้ บา้ น ภาคใต้
การแสดงพนื้ บา้ นภาคใต้ ดว้ ยเหตุทภี่ าคใต้เป็นภาคท่ีมอี าณาเขตติดตอ่ กบั
ประเทศมาลาเชยี และเป็นดินแดนทตี่ ิดทะเล ทาใหเ้ กิดการผสมผสานท้งั ทาง
ศาสนา วฒั นธรรม และอารยธรรมจากกลมุ่ ชนหลายเชอ้ื ชาติ เก่ียวโยงถึง
ศาสนาและพิธีกรรม จนทาให้นาฏศลิ ป์ และดนตรีในภาคใต้มลี กั ษณะท่ี
เป็นเครอ่ื งบันเทงิ ท้งั ในพิธกี รรม และพิธีชาวบา้ น รวมทงั้ งานรน่ื เริงโดยมี
ลักษณะการแสดงที่เปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะ คือมีจงั หวะทเี่ รง่ เรา้
กระฉบั กระเฉง ผดิ จากภาคอนื่ ๆ และเนน้ จงั หวะมากกว่าทว่ งทานอง โดย
มีลักษณะท่ีเด่นชดั ของเครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งตีใหจ้ ังหวะเปน็ สาคัญ
ส่วนลลี าทา่ ราจะมคี วามคลอ่ งแคลว่ ว่องไว สนกุ สนาน
ยกตวั อยา่ งการแสดงของภาคใต้ เช่น โนรา
โนรา เป็นนาฏศลิ ปท์ ไ่ี ดร้ ับความนยิ มมากทส่ี ดุ ในบรรดาศลิ ปะการแสดง
ของภาคใต้ มคี วามยง่ั ยนื มานบั เป็นเวลาหลายรอ้ ยปี การแสดงโนรา
เน้นทา่ ราเป็นสาคัญ ต่อมาไดน้ าเรอ่ื งราวจากวรรณคดีหรือนทิ านท้องถ่นิ
มาใช้ในการแสดงเรอ่ื ง พระสุ ธนมโนห์รา เป็นเรื่องท่ีมีอทิ ธิพลตอ่ การ
แสดงมากทสี่ ุดจนเปน็ เหตุให้เรยี กการ แสดงน้ีวา่ มโนห์รา ตามตานาน
ของชาวใต้เกย่ี วกบั กาเนดิ ของโนรา มีความเปน็ มาหลาย
ตานาน เชน่ ตานานโนรา
จากการศกึ ษาทา่ ราอยา่ งละเอียดจะเห็นว่าท่าราทสี่ ืบทอดกันมา
นนั้ ไดม้ าจากความประทบั ใจทมี่ ตี ่อธรรมชาติ เช่น ท่าลลี าของสตั ว์
บางชนิดมี ทา่ มจั ฉา ท่ากวางเดนิ ดง ท่านกแขกเตา้ เข้ารัง ท่าหงส์
การแตง่ กายในการแสดง
การแตง่ กายของโนรา ยกเวน้ ตวั พรานกับตวั ตลก จะแต่งเหมือนกัน
หมด ตามขนบธรรมเนียม เดิมการแตง่ กายก็ถือเป็นพธิ ที างไสยศาสตร์
ในพธิ ีผูกผา้ ใหญ่ (คอื พธิ ีไหวค้ ร)ู จะตอ้ งนาเทริดและเครื่องแต่งกาย
ชิน้ อนื่ ๆ ตัง้ บชู าไวบ้ นหิ้ง หรอื "พาไล" และเม่ือจะสวมใส่เครื่อง
แตง่ กายแต่ละชิ้นจะมคี าถากากบั โดยเฉพาะการสวม "เทริด" ซึ่ง
มักจะต้องใช้ผ้ายนั ตส์ ีขาวโพกศรี ษะเสียกอ่ นจงึ จะสวมเทรดิ ทับ
โอกาสทแี่ สดง
การแสดงโนรามีแสดงทัว่ ไปในภาคใต้ แต่เดิมได้รับความ
นิยมมาก จงึ แสดงเพือ่ ความบนั เทิงไมน่ ิยมแสดงในงานศพและใน
งานมงคลสมรส ถ้าเป็นงานใหญ่กม็ ักจะให้แข่งขัน หรอื ประชนั กนั ซงึ่
ทามากเม่อื 40 ปีกอ่ น
รองเงง็
รองเงง็ การเต้นรองเงง็ สมยั โบราณ เป็นทีน่ ิยมกันในบ้านขุนนาง หรือเจ้า
เมอื งในสจ่ี งั หวดั ชายแดน เดมิ การเตน้ รองเงง็ จะมลี ีลาตามบทเพลงไม่
นอ้ ยกว่า ๑๐ เพลง แตป่ จั จบุ ันนท้ี ีน่ ยิ มเตน้ มเี พียง ๗ เพลงเทา่ น้นั
วิธีการแสดง การเตน้ รองเงง็ สว่ นใหญ่มชี ายหญงิ ฝา่ ยละ ๕ คน โดยเขา้
แถวแยกเปน็ ชายแถวหนึง่ หญงิ แถวหน่ึงยนื ห่างกันพอสมควร ความ
สวยงามของการเต้นรองเงง็ อยทู่ ่ลี ีลาการเคลื่อนไหวของเท้า มือ ลาตวั
และลลี าการร่ายรา ตลอดจนการแตง่ กายของค่ชู ายหญิง และความไพเราะ
ของดนตรีประกอบกัน
การแตง่ กายในการแสดง
ผู้ชายแต่งกายแบบพ้นื เมอื ง สวมหมวกไม่มปี กี หรอื ใช้หมวก
แขกสีดา นุ่งกางเกงขายาวกว้างคลา้ ยกางเกงจนี สวมเส้ือคอ
กลมแขนยาวผา่ ครง่ึ อกสีเดียวกับกางเกง ใชโ้ สร่งยาวเหนือเขา่
สวมทับกางเกงเรยี กวา่ ซอแกะ
โอกาสทแี่ สดง
เดิมรองเง็งแสดงในงานต้อนรบั แขกเมืองหรอื งานพธิ ตี า่ ง
ๆ ตอ่ มานยิ มแสดงในงานรนื่ เรงิ เช่น งานประจาปี งานอารีรายอ
ตลอดจนการแสดงโชว์ในโอกาสตา่ ง ๆ เช่น งานแสดง
ศลิ ปวฒั นธรรมพนื้ บ้าน
ลเิ กฮลู ู หรือ ดเี กฮลู ู
เปน็ การละเลน่ ข้นึ บทเป็นเพลงประกอบดนตรีและจงั หวะตบมอื มี
รากฐานเดิมมาจากคาว่า ลเิ ก คอื การอา่ นทานองเสนาะ และคาว่า ฮลู ู ซึง่
หมายถึง ทศิ ใต้ ซ่ึงเมือ่ รวมความแลว้ คอื การขับกลอนเป็นทานองเสนาะ
จากทิศใต้ บทกลอนท่ใี ช้ขบั เรยี กว่า ปนั ตน หรอื ปาตง ในภาษามลายถู นิ่
ปัตตานี
ผู้รบู้ างท่านไดก้ ล่าวไว้ว่า ลิเกฮูลู เกิดขน้ึ เริม่ แรกท่ีอาเภอรามัน ซ่ึงไม่
ทราบแน่นอนว่าผรู้ ิเร่มิ นค้ี อื ใคร ชาวปตั ตานเี รยี กคนในอาเภอรามันวา่
คนฮลู ู แต่ชาวมาเลเซียเรียกศลิ ปะชนดิ น้วี า่ ดเี กปารตั ซงึ่ ปารตั แปลวา่
เหนอื จึงเป็นทีย่ ืนยันได้วา่ ลิเกฮลู ู หรือ ดีเกปารัต นม้ี าจากทางทิศเหนือ
ของประเทศมาเลเซยี และอยูท่ างตอนใต้ของปตั ตานี
การแตง่ กายในการแสดง
ผูเ้ ลน่ ลิเกฮูลูนิยมนุ่งกางเกงขายาว นุ่งผา้ ซอแกะทบั ขา้ งนอก
สนั้ เหนือเขา่ สวมเส้ือคอกลมมีผา้ โพกศีรษะ
โอกาสทแี่ สดง
ลิเกฮูลูนิยมแสดงในงานมาแกปูโละ พิธีเขา้ สุนัต และงาน
ฮารีรายอ
ตารีกปี สั
เปน็ ระบาที่ต้องอาศัยพัดเป็นองคป์ ระกอบสาคัญ เป็นการแสดงท่ี
แพรห่ ลายในหมชู่ าวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจงั หวัดปตั ตานี และไดท้ า
ชื่อเสียงให้กบั จังหวดั ปตั ตานี เม่อื คดั เลือกการแสดงชุดน้ีใชแ้ สดงในงาน
เปิดกีฬาเขต ครั้งที่ ๑๔ ซึ่งจงั หวดั ปัตตานีเปน็ เจา้ ภาพ ลีลาของการแสดง
อาจจะมีพลกิ แพลงแตกตา่ งกันไป สาหรบั การแสดงชดุ นี้ ได้ปรับปรุงท่ารา
เพอื่ ให้เหมาะสมกบั การแสดงท่เี ปน็ หญิงลว้ น
การแตง่ กายในการแสดง
การแต่งกายแบบผ้หู ญิงล้วน แตง่ กายตามแบบท่ีไดร้ บั การปรับปรุงประดษิ ฐ์
ขึ้นเพอ่ื ใชเ้ ป็นการแตง่ กายของตารกี ีปัส ชดุ พธิ เี ปดิ สนามงานกีฬาเขตแหง่
ประเทศไทย (กีฬาแหง่ ชาติปัจจบุ ัน) ครัง้ ท่ี 14 จงั หวดั ปตั ตานี เมอื่ ปีพ.ศ.
2524 ประกอบดว้ ย
1. เสอ้ื ในนาง ไมม่ ีแขนสีดา 2. ผ้านุง่ เป็นโสร่งบาติก หรือผ้าซอแกะ
(Song Ket) สอดดิ้นเงนิ – ทอง ประปรายแบบมาเลเซีย ตดั เยบ็ แบบหนา้
นาง หรือเลยี นแบบจับจบี หางไหล 3. ผ้าสไบ สาหรบั คลมุ ไหล่ จับจีบเป็น
โบว์ด้านหน้า 4. เขม็ ขดั 5. สรอ้ งคอ 6. ต่างหู 7. ดอกซมั เปง็
โอกาสทแี่ สดง
ใชแ้ สดงในงานรน่ื เริงท่ัวไป
ระบาทกั ษณิ าภตั ราภรณ์
ระบาชดุ นว้ี ิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช ไดน้ าเอาศลิ ปะการทอผา้
ของชาวภาคใต้มารวบรวมเป็นระบา โดยเริ่มต้ังแต่การฟอกไหม การตาก
ไหม การกรอไหม ตลอดจนขน้ั ตอนสุดทา้ ยคือ การทอผ้า
การแตง่ กายในการแสดง
ผแู้ สดงระบาชดุ นจ้ี ะน่งุ ผ้าหลายชนดิ ซ่ึงเป็นผลติ ภณั ฑข์ องชาวพ้ืนเมอื ง
ภาคใต้ท้ังสนิ้ ไดแ้ ก่
ผา้ ไหมภุมเรยี ง จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี
ผ้านาหมน่ื ศรีของชาวจังหวัดตรงั
ผ้าเกาะยอของชาวจงั หวัดสงขลา
ผา้ ปาเตะ๊ ของชาวจงั หวดั ปัตตานี
และสุดทา้ ยคือ
ผา้ ยกเมอื งคอนของชาวจังหวดั นครศรธี รรมราช
โอกาสทแ่ี สดง
ใช้แสดงในงานรน่ื เรงิ ท่วั ไป
ระบารอ่ นแร่
ราบาร่อนแร่ เปน็ ระบาทป่ี รับปรุงขึ้นตามลีลาท่าทางในการประกอบอาชีพ
ของชาวไทยภาคใต้ เป็นการแสดงนาฎลลี าทีถ่ า่ ยทอดวิถชี ีวิตความเป็นอยู่
ของประชาชนในท้องถน่ิ ถ่ายทอดการทามาหากินท่ีแตกต่างจากภมู ภิ าคอนื่
คอื การร่อนแรด่ ีบกุ ซึง่ เปน็ อาชพี ดง้ั เดิม และสรา้ งรายไดใ้ ห้แกจ่ งั หวัดอย่าง
มหาศาลในอดีต วัสดุในการร่อนแรท่ ี่เรียกวา่ “เลยี ง” ซง่ึ มลี กั ษณะกลม
คลา้ ยกระทะ หรอื ตะแกรง ก้นแหลม สามารถเจาะรูสาหรับร่อนแร่ได้ จดั
แสดงถวายแดพ่ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว และสมเดจ็ พระนางเจ้า
พระบรมราชินนี าถ เมอ่ื ครง้ั เสดจ็ พระราชดาเนินเยือนภาคใต้เป็นคร้ังแรก
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ต่อมานักศกึ ษาระดบั ปรญิ ญา วทิ ยาลยั นาฏศิลปสมทบ
ในคณะนาฏศิลปและดรุ ิยางค์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชวี ะศึกษา พ.ศ.
๒๕๒๑ ได้นาระบารอ่ นแร่มาปรบั ปรงุ และเรียบเรยี งท่าข้ึนใหม่ โดยใช้เพลง
"ตลุงราษฎร"์
การแตง่ กายในการแสดง
ชุดยาหยา ซง่ึ เปน็ เครื่องแตง่ กายเฉพาะของหญิงชาวพืน้ เมอื ง
ภาคใต้
โอกาสทแี่ สดง
ใชป้ ระกอบการแสดง ได้แก่ ตะลงุ ชาตรี
เพลงลเิ กฮลู ู
คนไทยนิยมเรียก ลิเกฮูลู หรือจะเรียกวา่ ลาตดั มลายูก็ได้ เพราะเป็นตน้
กาเนินของลาตดั ไทย เป็นการแสดงประเภทศิลปะการรอ้ งประกอบดนตรี
ของคนพ้ืนเมืองในแถบชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ตลอดจนในเขตประเทศมาเลเซียตอนเหนือ เชน่ กลนั ตนั ไทรบุรี ปาหงั
ตรังกานู นิยมกนั แพร่หลาย กลา่ วโดยทว่ั ไปการแสดงลิเกฮูลู คลา้ ย
กบั “ลาตดั ” ทางภาคกลางของไทย
ประวัตคิ วามเปน็ มา
รากกาเนิดไดร้ ับอทิ ธพิ ลมาจากศาสนาอิสลาม คอื พวกพ่อคา้ ชาว
เปอรเ์ ซียนอกจากเดินทางเรอื เข้ามาค้าขายแล้ว ยังนาศาสนาอิสลามเข้ามา
เผยแพร่ด้วย ทาใหด้ ินแดนหมู่เกาะทะเลใต้และปลายแหลมมลายู หรือ
อนิ โดนเี ซีย มาเลเซีย ปัจจบุ ันเปน็ ประเทศทนี่ บั ถอื ศาสนาอสิ ลามซึ่งในพิธี
ทางศาสนาอสิ ลามมบี ทสวด สรรเสรญิ พระเจา้ ตามปกตเิ ปน็ บทขับรอ้ ง
สาคญั ท่ขี บั ร้องกันในวนั สาคญั ทางศาสนา ในสมยั พระยาเมืองปกครอง ๗
หวั เมอื งมลายู เชน่ งานเมาลิดหรือวันกาเนดิ พระนาบี บทสวดน้ชี าว
เปอรเ์ ซยี เรยี กวา่ “ดเี กรเ์ มาลดิ ” (มาจากคาซีเกร์ Zikir ในภาษาอาหรบั )
ประโยชนข์ องการแสดง
การแสดงดเี กร์ฮูลู นอกจากจะทาหนา้ ท่ี เป็นสอ่ื ให้ความบันเทิงแก่สังคม
แล้ว ขนบในการแสดง และการใช้ภาษามลายูในการแสดงยงั สะทอ้ นให้
เหน็ ถงึ เอกลักษณแ์ ละอัตลักษณข์ องชาวไทยมสุ ลิมในแถบจงั หวดั
ชายแดนภาคใตข้ องไทย