นิทานอีสป เสนอ นาย อดิศักดิ์ ทองสุข จัดทำ โดย เด็กหญิง นวิยา ฟองลม เด็กหญิง แววระพี คำ ดี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ วิชาหนังสือิเล็กทรอนิกส์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน ไตรเขตประชาสามัคคี รัชมังคลาภิเษก สังกัดสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศฯึกษาน่าน
คำ นำ การนำ เอานิทานไปเล่าเรื่องประกอบคำ สอนให้เด็ก ๆ ได้ฟังย่อมจะเป็นเครื่องทำ ให้เพลิดเพลินและเสริมความรู้ แบ่ง เบาภาระที่จะต้องสอนเนื้อหาอย่างเดียว โดยอาศัยบุคลาธิษฐานเป็นตัวอย่างประกอบ นอกจากนี้นิทานแต่ละเรื่องยัง ให้ข้อเท็จจริงและช่วยในด้านการอ่าน การเขียน การใช้ภาษาที่ถูกต้อง เป็นการเพิ่มทักษะในด้านการเห็น การฟัง และการทำ ตามเยี่ยงอย่างอันดีนั้นด้วยการศึกษาเรื่องนิทานจึงเป็นปัจจัยให้ เกิดความรู้ทั้งทางทฤษฎีและแนวปฎิบัติ ด้วยทั้งสองทาง หากเกิดความผิดพลาดประการใดก็ขอมา ณ โอกาสนี้ด้วย
1 ลูกหมู 3 ตัว 2 หมากับเงา 3 จิ้งจอกกับนกกระสา 4 เด็กเลี้ยงแกะ 5 กบกับหนู 6 กระต่ายกับเต่า 7 ราชสีห์กับหนู สารบัญ 4 5 6 7 8 9 10 หน้า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่หมูกับลูกหมูสามตัว อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ลูกหมูที่เป็นพี่ใหญ่ เป็นหมูที่เกียจคร้านเป็นอย่างมาก มักจะแอบไปหาที่หลบหลับนอนตลอดเวลา ส่วนลูกหมูตัวที่สองเป็นหมูจอมตะกละ ไม่ชอบทำ งาน แม้เวลางานก็มักจะหาเรื่องพักและกินอาหารที่แอบนำ มาด้วยเสมอ ส่วนลูกหมูตัวที่สามนั้น เป็นหมูที่ขยันขันแข็ง และชอบทำ งานเป็นอย่างมาก
มาตัวหนึ่งคาบก้อนเนื้อวิ่งข้ามสะพานมา เมื่อถึงกลางสะพานก็ก้มมองลงไปในน้ำ เบื้องล่างเห็นหมาตัวหนึ่งกำ ลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่กว่า " โอ้โห! เจ้าหมานี่มันได้เนื้อมาจากไหนนะชิ้นใหญ่กว่าเราเสียอีก " เจ้าหมาคิดในใจด้วยความละโมบ จึงอ้าปากเห่ากรรโชกหมายจะ แย่งเอาเนื้อก้อนนั้นมา ทันทีที่อ้าปาก เนื้อที่คาบอยู่ก็ร่วงหล่นลงน้ำ กว่าจำ สำ นึกได้หมากับก้อนเนื้อที่เห็นคือเงาของตัวเองในน้ำ ก็สายเกินไปเสียแล้ว
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีสุนัขจิ้งจอกกับนกกระสา เพิ่งเริ่มคบหากับได้ไม่นาน และมันสองตัวมักจะไปหามาสู่กันเป็น ประจำ และดูเหมือนว่าพวกมันจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ จนกระทั่งวันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกได้เชิญนกกระสามาร่วมรับประทาน อาหารเย็นที่บ้าน แต่สุนัขจิ้งจอกกลับแกล้งนกกระสาด้วยการไม่มีสิ่งใดมาเลี้ยงต้อนรับเลย นอกจากน้ำ ซุปที่ใส่ในจานแบนๆ ซึ่งวางไว้ อยู่ตรงหน้านกกระสาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สุนัขจิ้งจอกสามารถใช้ลิ้นตวัดกินซุปได้อย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันนก กระสาทำ ได้เพียง ใช้ปลายจงอยปากของมันจุ่มลงไปในน้ำ ซุป นกกระสายังรู้สึกหิวแต่ก็ต้องปล่อยให้อาหารมื้อนั้นเหลือไว้ แล้วสุนัขจิ้งจอกก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าขอโทษนะ เจ้าคงจะไม่ชอบน้ำ ซุป” “ไม่ต้องขอโทษข้าหรอก” นกกระสาตอบ “ข้า หวังว่าอีกไม่นานเจ้าจะไปเยี่ยมข้าเป็นการตอบแทน และรับประทานอาหารมื้อเย็นกับข้าบ้าง” ทั้งสองจึงมีการกำ หนดวัน นัดกันขึ้นเพื่อที่สุนัขจิ้งจอกจะได้ไปเยี่ยมนกกระสาบ้าง เมื่อวันนัดหมายมาถึงมันทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะ อาหารทั้งหมดที่นำ มาเลี้ยงนั้นถูกบรรจุอยู่ในเหยือกทรงสูงปากแคบ ซึ่ง สุนัขจิ้งจอกไม่สามารถเอาปากใหญ่ๆของมันใส่ลงไปได้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่มันจะทำ ได้คือเลียที่ขอบด้านนอกของหยือก และ นกกระสาก็กล่าวว่า “ข้าจะไม่ขอโทษสำ หรับอาหารเย็นมื้อนี้หรอกนะ” แล้วสิ่งที่สุนัขได้รับในวันนี้ก็ทำ ให้มันนึกถึงสิ่งที่ เคยทำ ไว้กับนกกระสา
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งทำ หน้าที่ต้อนฝูงแกะออกไปกินหญ้าที่เนินเขาเป็นประจำ ทุกวัน และเขาก็ต้องนั่งเฝ้าเหล่าฝูงแกะ พร้อมคอยปกป้องดูแลไม่ให้หมาป่าเข้ามาทำ ร้ายแกะของเขาได้ จนวันหนึ่งเด็กชายรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องนั่งเฝ้าฝูงแกะเป็นเวลานาน ๆ จึงได้คิดหาเรื่องสนุก ๆ ทำ เพื่อคลายเครียด เขาจึงได้แกล้งร้อง ตะโกนออกไปว่า "ช่วยด้วยจ้า ช่วยด้วยจ้า หมาป่ามากินแกะของผมแล้ว" พร้อมกับวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนกเข้าไปในหมู่บ้าน
หนูเเก่ตัวหนึ่งเดินทางเเรมรอนมาจนถึงลำ ธารที่ชายป่า หนูต้องการจะข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามจึงเข้าไปหาเจ้ากบ ตัวน้อยที่ริมลำ ธาร เเล้ว เอ่ยขอให้กบช่วยพาข้าม ลำ ธาร เเล้วเอ่ยขอให้กบช่วยพาข้ามลำ ธารด้วย กบน้อยมองหนูเเล้วปฏิเสธอย่างสุภาพว่า " โธ่ ฉันน่ะตัวเล็กพอๆ กับท่าน เเล้วจะพาท่านข้ามไปได้ อย่างไรกันล่ะจ๊ะ " เเต่หนูไม่ยอม กลับอ้างว่าตนเป็นสัตว์ผู้อาวุโสกว่า ถ้ากบ ไม่ช่วยตนก็จะไปป่าวประกาศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายรู้ถึง ความใจดำ ของกบ เมื่อถูกขู่เข็ญเช่นนั้น กบจึงต้องจำ ยอมให้หนูเอาเท้าผูก กับเท้าของตนเเล้วก็พาว่ายข้ามลำ ธาร เเต่ทว่าพอว่ายไปได้เเค่ครึ่งทาง เท่านั้นกบก็เริ่มหมดเเรงก่อนที่ทั้งคู่จะจมน้ำ ตาย เหยี่ยวตัวหนึ่งก็โฉบลงมาจิกเอา ทั้งกบเเละหนูไปกิน
วันหนึ่ง กระต่ายป่าหัวเราะเต่าว่าขาสั้นและเดินเชื่องช้า เมื่อเต่าได้ยินจึงท้าทายกลับไปว่า "ถึงเจ้าจะวิ่งเร็ว แต่ข้าคิดว่า ถ้าเราลองมาแข่งกัน ข้าจะต้องเอาชนะเจ้าได้แน่" แต่กระต่ายป่ากลับมั่นใจว่าเต่าไม่มีทางเอาชนะมันได้แน่นอน มันจึง ตอบตกลง โดยให้สุนัขจิ้งจอกมาเป็นผู้ตัดสิน เมื่อถึงวันแข่งขัน กระต่ายป่ากับเต่าก็มาวิ่งแข่งกัน เต่าค่อย ๆ เดินอย่าง เชื่องช้า แต่สม่ำ เสมอและไม่หยุดพัก ส่วนกระต่ายป่าวิ่งนำ เต่าไปมาก ก็ชะล่าใจคิดว่าถ้างีบหลับสักครู่เต่าก็คงยังตาม ไม่ทัน จนเวลาผ่านไปกระต่ายป่าสะดุ้งตื่น มองซ้าย มองขวาไม่เห็นเต่า จึงรีบวิ่งอย่างสุดแรงแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เต่าได้มา ถึงเส้นชัยก่อนและกำ ลังนอนพักผ่อนอย่างสบาย
ราชสีห์ตัวหนึ่งเอนกายหลับใหลอยู่ในป่าทึบ หัวอันใหญ่โตของมันวางอยู่บนหัวอุ้งเท้า หนูน้อยขี้กลัวบังเอิญวิ่งมาบนตัวของมันโดยไม่ได้ ตั้งใจ ด้วยความกลัวและร้อนรนที่จะรีบหนีไปให้พ้น เจ้าหนูกลับแล่นปรูดไปบนจมูกราชสีห์ ราชสีห์งีบหลับอยู่ดีๆ ครั้นถูกรบกวนมันจึง ตะปบอุ้งเท้าอันใหญ่โตลงไปบนเจ้าสัตว์ตัวน้อยด้วยความฉุนโกรธหวังจะฆ่าหนูให้ตาย "ปล่อยข้าไปเถิด" เจ้าหนูผู้น่าสงสารขอร้อง "กรุณาปล่อยข้าไป แล้วสักวันหนึ่งข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างแน่นอน" ราชสีห์รู้สึกขบขันยิ่งนักเมื่อคิดว่าเจ้าหนูจะมาช่วยอะไรมันได้ แต่มันเป็นสัตว์ที่มีเมตตาจึงปล่อยเจ้าหนูไปในที่สุด อีกไม่กี่วันต่อมา ขณะกำ ลังซุ่มล่าเหยื่ออยู่ในป่า ราชสีห์ก็ติดบ่วงของนายพราน มันไม่อาจหลุดเป็นอิสระบ่วงของนายพรานได้จึง คำ รามเสียงดังก้องป่าด้วยความโกรธแค้น เจ้าหนูจำ เสียงนั้นได้จึงรีบวิ่งมาเจ้าป่ากำ ลังดิ้นรนอยู่ในตาข่าย มันรีบวิ่งตรงไปที่เชือกเส้นใหญ่ เส้นหนึ่งซึ่งรัดราชสีห์เอาไว้ก่อนจะกัดแทะเชือกจนขาด ในที่สุดราชสีห์ก็เป็นอิสระ "ท่านหัวเราะตอนที่ข้าบอกว่าจะตอบแทนท่าน" เจ้าหนูกล่าว "บัดนี้ท่านคงเห็นแล้วว่าแม้แต่หนูก็ช่วยราชสีห์ได้"