รายงาน วิชา จริยธรรมและกฎหมายคอมพิวเตอร์ บทที่ 7 พระราชบัญญัติสิทธิบัตร จัดทำโดย นางสาว นูรุลฮดา อิจิ เลขที่ 7 นางสาว นูรมีนา ดาแม เลขที่14 นางสาว วันตัสนีม อุสมันบาฮา เลขที่15 นางสาว นารียา มะหร๊ะ เลขที่ 19 นางสาว นัสริน เจ๊ะหะมะ เลขที่ 27 เสนอ อาจารย์ ฤทธิเกียรติ หะยีวามิส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยเทคโนโลยีอาซิซสถานพณิชยการ
1 คำนำ วิชาจริยธรรมและกฎหมายคอมพิวเตอร์ รหัส 20204-2009 จัดทำขึ้นตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลัง มัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่าด้านวิชาชีพที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ส่งเสริมให้มการประสานความร่วนมือเพื่อจัดการศึกษาและพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน ระหว่างสถาบัน สถานศึกษา หน่วยงาน สถานประกอบการ และองค์การต่างๆ ทั้งในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น และระดับชาติ รายงานเล่มนี้ได้จัดทำขึ้นโดยผ่านการวิเคราะห์ความสอดคล้องของเนื้อหาให้ตรงตามรายวิชา โดยมุ่งหวังให้ผู้อ่านเกิดสมรรถนะเฉพาะด้านด้วยการปฏิบัติจริง ช่วยให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจ ในเนื้อหาสาระของรายงาน
2 สารบัญ หน้า 1.ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับศัพท์ที่ใช้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2542) 3 2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ 3 3.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 9 4.อนุสิทธิบัตร 10 5.ความผิดและบทกำหนดโทษ 11 บรรณานุกรม 13
3 1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับศัพท์ที่ใช้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติมตาม พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2542) ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ให้ความหมายของสิทธิบัตรและคำที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติ นี้ไว้ดังต่อไปนี้ • สิทธิบัตร หมายความว่า หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ • อนุสิทธิบัตร หมายความว่า หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ตามที่กำหนดไว้ ในพระราชบัญญัตินี้ • การประดิษฐ์หมายความว่า การคิดค้นหรือคิดทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หรือ กรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใดๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี • กรรมวิธีหมายความว่า วิธีการ กระบวนการ หรือกรรมวิธีในการผลิต หรือการเก็บรักษาให้ คงสภาพ หรือให้มีคุณภาพดีขึ้น หรือการปรับสภาพให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์ และรวมถึงการใช้กรรมวิธี นั้นๆด้วย • แบบผลิตภัณฑ์หมายความว่า รุปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสี ของผลิตภัณฑ์อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้ • ผู้ทรงสิทธิบัตร หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิบัตร • ผู้ทรงอนุสิทธิบัตร หมายความรวมถึงผู้รับโอนอนุสิทธิบัตร • อธิบดีหมายความว่า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย • รัฐมนตรีหมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการประดิษฐ์หมายความถึงหนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออก แบบผลิตภัณฑ์ซึ่งการประดิษฐ์ตามพระราชบัญญัตินี้หมายความว่าการคิดค้นหรือคิดทำขึ้นอันเป็นผลให้ได้มา ซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีใดๆ ขึ้นใหม่ รวมไปถึงการกระทำใดๆ ที่ทำให้ดีขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธีในการ ผลิต (มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522) สรุปว่า การประดิษฐ์ซึ่งจะได้รับสิทธิบัตรคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้มุ่งเน้นไปที่ตัวผลิตภัณฑ์ (Products) ที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา และกรรมวิธี (Process) .ที่ทำให้ได้มาหรือทำให้เกิดขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ส่วนการค้นพบปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์หรือทางธรรมชาติไม่ถือว่าเป็นการประดิษฐ์ตามพระราชบัญญัตินี้ 2.1 การขอรับสิทธิบัตร 2.1.1 การประดิษฐ์ที่จะยื่นขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะตามมาตรา 5 ดังต่อไปนี้ 1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ 2) เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น 3) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม สรุปได้ว่า การประดิษฐ์ที่จะยื่นขอรับสิทธิบัตรได้ต้องมีองค์ประกอบของหลักเกณฑ์ครบทั้ง 3 ประการ หากมีการออกสิทธิบัตรโดยขาดหลักเกณฑ์ประการใดประการหนึ่ง ย่อมเป็นสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์และเพิกถอน ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2703/2546)
4 2.1.2 การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากกฏอยู่แล้ว (มาตรา 6 วรรคหนึ่ง) งาน ที่ปรากฏอยู่แล้วให้หมายความรวมถึงการประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ด้วย 1) การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในยราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร 2) การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่ แล้ว ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร 3) การประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรแล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับ สิทธิบัตร 4) การประดิษฐ์ที่มีผู้ขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรไว้แล้วนอกราชอาณาจักรเป็นเวลาเกินสิบแปด เดือนก่อนวันขอรับสิทธิบัตร แต่ยังมิได้มีการออกสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรให้ 5) การประดิษฐ์ที่มีผู้ขอสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรไว้แล้ว ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร และได้ประ กาษโฆษณาแล้วก่อนวันขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักร (มาตรา 6 วรรคสอง) 2.1.3 การเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการกระทำอันมิชอบด้วย กฏหมายหรือโดยผู้ประดิษฐ์ รวมทั้งการแสดงผลงานของผู้ประดิษฐ์ในงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ หรือใน งานแสดงต่อสาธารณชนของทางราชการ ถ้าได้กระทำภายในสิบสองเดือนก่อนขอรับสิทธิบัตรไม่ถือว่าเป็นการ เปิดเผยสาระสำคัญตาม (2) (มาตรา 6 วรรคสาม) 2.1.4 การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคล ที่มีความชำนาญในระดับสามั ญสำหรับงานประเภทนั้น (มาตรา 7) กรณีนี้เป็นการมุ่งเน้นไปที่คุณภาพในการใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ที่นำมาขอรับสิทธิบัตร เทียบกับสิ่งประดิษฐ์เดิว่ามีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องอาศัยความชำนาญระดับผู้เชี่ยวชาญ ในสาขางานอาชีพนั้นๆ เป็นผู้ประเมิน 2.1.5 ประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม ได้แก่ การประดิษฐ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการผลิตทางอุตสาหกรรม รวมไปถึงหัตถกรรม เกษตรกรรม และพาณิชยกรรมด้วย (มาตรา 8) สรุปได้ว่า ความตามมาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 เป็นการขยายความในมาตรา 5 (1) (2) และ (3) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 2.2 ข้อยกเว้นการขอรับสิทธิบัตร การประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ 2.2.1 จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจาก สัตว์หรือพืช 2.2.2 กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ 2.2.3 ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ 2.2.4 วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์ 2.2.5 การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี อนามัย หรือสวัสดิภาพของประชาชน (มาตรา 9 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535) สรุปได้ว่า ความในมาตรา 9 เป็นข้อยกเว้นการประดิษฐ์ดังกล่าวไม่สามารถนำไปขอรับสิทธิบัตร ตามพระราชบัญญัตินี้ 2.3 การขอรับสิทธิบัตร 2.3.1 ผู้ประดิษฐ์เป็นผู้มีสิทธิบัตรและมีสิทธิที่จะได้รับการระบุชื่อว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ในสิทธิบัตร 1) สิทธิขอรับสิทธิบัตรย่อมโอนและรับมรดกกันได้
5 2) การโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตรต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน (มาตรา 10) 2.3.2 สิทธิการขอรับสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ซึ่งลูกจ้างได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยการทำงานตามสัญญาจ้าง หรือโดยสัญญาจ้างที่มีวัตถุประสงค์ให้ทำการประดิษฐ์ ย่อมตกเป็นของนายจ้าง เป็นแต่สัญญาจ้างจะระบุไว้ เป็นอย่างอื่น ความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ลูกจ้างที่ทำการประดิษฐ์สิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยการใช้วิธีการ สถิติ หรือรายงาน ซึ่งลูกจ้างสามารถใช้หรือล่างรู้ได้เพราะการเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างนั้น แม้ว่าสัญญาจ้างจะ มิได้เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์ (มาตรา11) 2.3.3 ถ้านายจ้างได้รับประโยชน์จากการประดิษฐ์หรือนำสิ่งประดิษฐ์นั้นไปใช้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ บำเหน็จพิเศษจากนายจ้างนอกเหนือไปจากค่าจ้างปกติ 1) ให้ลูกจ้างทำการประดิษฐ์ (ตามมาตรา 11 วรรคสอง) มีสิทธิได้รับบำเหน็จพิเศษจากนายจ้าง 2) สิทธิที่จะได้รับบำเหน็จพิเศษของลูกจ้าง จะถูกตัดโดยสัญญาจ้างหาได้ไม่ 3) การคำนวณกำหนดบำเหน็จพิเศษนี้ ลูกจ้างต้องยื่นขอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดบำเหน็จพิเศษให้ลูกจ้างตามที่เห็นสมควร (มาตรา 12) 2.3.4 เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการประดิษฐ์ของข้าราชการหรือพนักงานองค์การของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าข้าราชการหรือพนักงานองค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจมีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้าง (ตามความในมาตรา 12) เว้นแต่ระเบียบของทางราชการหรือองค์การนั้นๆ จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 13) กรณีตามมาตรา 10 เป็นเรื่องของการได้รับโอนสิทธิบัตรในการประดิษฐ์ ซึ่งอาจโดยทางนิติกรรม หรือสัญญาตามวรรคสองและวรรคสาม หรืออาจโดยการรับมรดกตามวรรคสองอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ สำหรับมาตรา 11 และมาตรา12 เป็นการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างให้มีสิทธิในการขอรับบำเหน็จ พิเศษจากงานประดิษฐ์ของตนนอกเหนือไปจากค่าจ้างปกติตามสัญญาจ้าง ส่วนมาตรา 13 เป็นการคุ้มครองสิทธิของข้าราชการหรือพนักงานของรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกับ ลูกจ้างตามมาตรา 12 เว้นแต่จะมีระเบียบของหน่วยราชการนั้นกำหนดไว้อย่างอื่น 2.3.5 บุคคลซึ่งจะขอรับสิทธิบัตรได้ จะต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ 1) มีสัญชาติไทย หรือเป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย 2) มีสัญชาติของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการ คุ้มครองสิทธิบัตรซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี 3) มีสัญชาติของประเทศที่ยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยขอรับสิทธิบัตรในประเทศนั้นได้ 4) มีภูมิลำเนาหรืออยู่ในระหว่างการประกอบอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมอย่างแท้จริงและ จริงจังในประเทศไทยหรือประเทศภาคีตาม (2) (มาตรา 14) กรณีตามมาตรา 14 เป็นการกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิยื่นขอรับสิทธิบัตรจากการประดิษฐ์ ของตน ซึ่งนอกจากจะเป็นบุคคลสัญชาติไทยแล้ว ยังอาจเป็นคนสัญชาติอื่นที่อยู่ในเงื่อนไขตาม (2) (3) หรือ (4) อย่างใดอย่างหนึ่งก็ย่อมมีสิทธิด้วยเช่นกัน 2.3.6 บุคคลใดแสดงการประดิษฐ์หรือสิ่งประดิษฐ์ในงานแสดงต่อสาธารณชน ซึ่งหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ จัดหรืออนุญาตให้มีขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์นั้นภายในสิบสองเดือน นับแต่วันเปิดงานแสดงต่อสาธารณชน ให้ถือว่าได้ยื่นคำขอนั้นในวันเปิดงานแสดงนั้น (มาตรา 19 แก้ไขเพิ่มเติม โดยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535)
6 2.4 สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตร สิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการคุ้มครอง มีกำหนดระยะเวลาดังนี้ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ให้มีอายุยี่สิบปีนับแต่วันขอรับสิทธิบัตรในกราชอาณาจักร และในกรณีที่มีการ ดำเนินคดีทางศาลมิให้นับระยะเวลาระหว่างการดำเนินคดีดังกล่าวเป็นอายุของสิทธิบัตรนั้น (มาตรา 35) กรณีนี้หมายความว่า ระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรมีอายุยี่สิบปี แต่ถ้าในระหว่างระยะเวลาการคุ้มครอง มีการฟ้องคดีกันในเรื่องของสิทธิบัตรดังกล่าวจนถึงคดีสิ้นสุดเป็นเวลานานเท่าไร ไม่ให้นำช่วงเวลาดังกล่าวมา เป็นอายุของการคุ้มครองสิทธิบัตร ตัวอย่าง ระยะเวลาการคุ้มครองตามสิทธิบัตรของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งปกติจะครบอายุยี่สิบปีในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 แต่ปรากฏว่าระยะเวลาที่ผ่านมามีการฟ้องร้องและต่อสู้คดีกันทางศาลใช้เวลาไป 1 ปีเต็ม คดีจึงสิ้นสุดเด็ดขาด ดังนี้ ระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563 มิใช่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562 ตามกำหนดเดิม 2.5 การใช้สิทธิบัตรของผู้ทรงสิทธิบัตร 2.5.1 ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้นมีสิทธิดังต่อไปนี้ 1) ในกรณีสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ สิทธิในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามาใน ราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร 2) ในกรณีสิทธิบัตรกรรมวิธี สิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอ ขาย หรือนำเข้ามาในรายอาณาจักร ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิดโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ความในวรรคหนึ่ง ไม่ใช้บังคับแก่ (1) การกระทำใดๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า ทดลองหรือวิจัย ทั้งนี้ต้องไม่ขัดต่อ การใช้ประโยชน์ตามปกติของผู้ทรงสิทธิบัตร แลไม่ทำให้เสื่อมเสียต่อประโยชน์อันชอบธรรมของผู้ทรงสิทธิบัตร เกินสมควร (2) การผลิตผลิตภัณฑ์หรือใช้กรรมวิธีดังที่ผู้ทรงสิทธิบัตรได้จดทะเบียนไว้ ซึ่งผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ หรือผู้ใช้กรรมวิธีดังกล่าวได้ประกอบกิจการ หรือมีเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อประกอบกิจการดังกล่าวโดยสุจริต ก่อนวันยื่นขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักร (3) การเตรียมยาเฉพาะรายตามใบสั่งแพทย์โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบ โรคศิลปะ รวมทั้งการกระทำต่อผลิตภัณฑ์ยาดังกล่าว (4) การกระทำใดๆ เกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนยาโดยผู้ขอมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตจำหน่าย หรือนำเข้าซึ่งผลิตภัณฑ์ยาหลังจากสิทธิบัตรดังกล่าวสิ้นอายุลง (5) การใช้อุปกรณ์ที่ได้รับสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับตัวเรือ เครื่องจักรหรืออุปกรณ์อื่นของเรือของ ประเทศที่เป็นภาคีในกรณีที่เรือดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรชั่วคราวหรือโดยอุบัติเหตุ
7 (6) การใช้อุปกรณ์ที่ได้รับสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับการสร้างการทำงาน หรืออุปกรณ์อื่นของอากาศ ยาน หรือยานพาหนะของประเทศที่เป็นภาคีในกรณีที่อากาศยานหรือยานพาหนะดังกล่าวเข้ามาใน ราชอาณาจักรชั่วคราวหรือโดยอุบัติเหตุ (7) การใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งผลิตภัณฑ์ตาม สิทธิบัตรหากผู้ทรงสิทธิบัตรได้อนุญาต (มาตรา 36) ตัวอย่าง โจทก็ฟ้องจำเลยว่ากระทำการละเมิดสิทธิบัตรกรรมวิธีในการผลิตยาต้านมะเร็งโดยร่วมกัน นำเข้ายาซึ่งโจทก์ระบุว่ายาของจำเลยที่นำเข้านั้นมีกรรมวิธีการผลิตเหมือนกับยาของโจทก์ศาลฎีกาเห็นว่า กรรมวิธีการผลิตยาของโจทก์และจำเลยเริ่มต้นจากการใช้สาร Docetaxel เหมือนกัน และผลสุดท้ายได้สาร Docetaxel Trihydrate เหมือนกัน แต่กรรมวิธีอาจแตกต่างกันและไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ศาลฎีกาวินิจฉัย ว่าการผลิตยาของจำเลยใช้กรรมวิธีการผลิตต่างไปจากกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของโจทก์ จึงพิพากษาให้ ยกฟ้อง (คัดย่อคำพิพากษาฎีกาที่ 7119/2552) (ปวริศร เลิศธรรมทวีดร.. ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สิน ทางปัญญา, พิมพ์ครั้งที่ 2, แก้ไขเพิ่มเติม, บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชนจำกัด, กรุงเทพฯ พ.ศ. 2561) จากคำพิพากษาฎีกาข้างต้นจะเห็นได้ว่า กฎหมายมุ่งเน้นให้ความสำคัญเด็ดขาดเหนือกรรมวิธีการ ผลิตด้วย นอกเหนือไปจากสิทธิเด็ดขาดเหนือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตตามกรรมวิธในสิทธิบัตร 2.5.2 สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรตามมาตรา 36 การวินิจฉัยขอบเขตของการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิให้ พิจารณาลักษณะการประดิษฐ์ที่ระบุรายละเอียดการประดิษฐ์ และรูปเขียนประกอบด้วยขอบเขตของการ ประดิษฐ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ย่อมคลุมถึงลักษณะของการประดิษฐ์ที่แม้จะมิได้ระบุในข้อถือสิทธิโดย เฉพาะเจาะจง แต่เป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติประโยชน์ใช้สอยและทำให้เกิดผลทำนองเดียวกับลักษณะของการ ประดิษฐ์ที่ระมุไว้ในข้อถือสิทธิ (มาตรา 36 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตร 13 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับ ที่ 2) พ.ศ. 2535) ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์การประดิษฐ์เครื่องให้อาหารสัตว์ของโจทก็ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผลิตภัณฑ์การให้อาหารสัตว์ของจำเลยมีการปรับความตื้นลึกของกระทะใส่อาหาร ส่วน ชิ้นส่วนอื่นๆ และกรรมวิธีการใช้ก็ไม่แตกต่างจากกรรมวิธีตามสิทธิบัตรของโจทก์รวมทั้งโครงสร้างหลัก ตลอดจนประโยชน์การใช้สอยของผลิตภัณฑ์ของจำเลยก็เป็นเช่นเดียวกับของโจทก็แม้จะแตกต่างกันไปบ้างก็ เป็นข้อปลีกย่อยซึ่งถือได้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องให้อาหารสัตว์ของจำเลยมีขอบเขตการประดิษฐ์เช่นเดียวกับที่ระบุ ในข้อถือสิทธิการประดิษฐ์ของโจทก์ตามมาตรา 36 ทวิ วรรคสองพิพากษาว่าจำเลยละเมิดสิทธิบัตรการ ประดิษฐ์ของโจทก์ (คัดย่อคำพิพากษาฎีกาที่ 6572/2550) (ปวริศรเลิศธรรมทวี ดร. ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ทรัพย์สินทางปัญญา, พิมพ์ครั้งที่ 2, แก้ไขเพิ่ม เติม, บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, กรุงเทพฯ พ.ศ. 2561) 2.5.3 ผู้ทรงสิทธิบัตรมีสิทธิใช้คำว่า "สิทธิบัตรไทย" หรืออักษร สบท. หรืออักษรต่างประเทศที่มี ความหมายเช่นเดียวกัน ให้ปรากฎที่ผลิตภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อของผลิตภัณฑ์ หรือในการโฆษณาการ ประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการใช้คำหรืออักษรตามวรรคหนึ่ง ต้องระบุหมายเลขสิทธิบัตรไว้ด้วย (มาตรา 37) 2.5.4 ผู้ทรงสิทธิบัตรจะอนุญาตให้บุคคลใดใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของตนตามมาตรา 36 มาตรา 37 หรือ จะโอนสิทธิบัตรให้แก่บุคคลอื่นก็ได้ (มาตรา 38) 2.5.5 การอนุญาตให้ใช้สิทธิตามมาตรา 38 นั้น
8 1) ผู้ทรงสิทธิบัตรจะกำหนดเงื่อนไขข้อจำกัดสิทธิหรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นการจำกัด การแข่งขันโดยไม่ชอบธรรมไม่ได้ 2) ผู้ทรงสิทธิบัตรจะกำหนดให้ผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรชำระค่าตอบแทนหลังจากสิทธิบัตร หมดอายุตามมาตรา 35 ไม่ได้rการกำหนดเงื่อนไข ข้อจำกัดสิทธิหรือค่าตอบแทนที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา นี้ย่อมเป็นโมฆะ (มาตรา 39) 2.5.6 การอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรและการโอนสิทธิบัตรตามมาตรา 38 ต้องทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง) อนึ่งในกรณีที่เป็นความจำเป็นหรือมีพฤติการณ์แสดงว่าผู้ทรงสิทธิบัตรไม่ใช้สิทธิที่พึงมี หรือใช้โดย ไม่มีเหตุผลอันสมควร บุคคลอื่นหรือรัฐแล้วแต่กรณีอาจใช้สิทธิได้ดังต่อไปนี้ 1) เมื่อพันกำหนดสามปีนับแต่วันออกสิทธิบัตร หรือสี่ปีนับแต่วันยื่นขอรับสิทธิบัตรอย่างใดอย่าง หนึ่ง แล้วแต่ระยะเวลาใดจะสิ้นสุดลงทีหลังบุคคลอื่นจะยื่นคำขอใช้สิทธิตามสิทธิบัตรนั้นต่ออธิบดีก็ได้ ถ้า ปรากฏว่าในขณะยื่นคำขอมีพฤติการณ์แสดงว่าผู้ทรงสิทธิบัตรไม่ใช้สิทธิโดยชอบดังต่อไปนี้ (1) ไม่มีการผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร หรือไม่มีการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรภายใน ราชอาณาจักรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (2) ไม่มีการขายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรหรือมีการ ขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในราคาสูงเกินควร หรือไม่พอสนองความต้องการของประชาชนภายในราชอาณาจักร โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร กรณีตามข้อ (1) และข้อ (2) ผู้ขอใช้สิทธิต้องแสดงว่าผู้ขอได้พยายามขออนุญาตใช้สิทธิตาม สิทธิบัตรจากผู้ทรงสิทธิบัตร โดยเสนอเงื่อนไขและค่าตอบแทนตามสมควรแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ภายในเวลาอันสมควร (มาตรา 46) 2) เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการอันจำเป็นในการป้องกัน ประเทศ หรือการสงวนรักษา หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม หรือป้องกันหรือบรรเทา การขาดแคลนอาหาร ยา หรือสิ่งอุปโภคบริโภคอย่างอื่นอย่างรุนแรง หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น กระทรวง ทบวง กรม อาจใช้สิทธิตามสิทธิบัตรอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 36 โดย ต้องเสียค่าตอบแทนแก่ผู้ ทรงสิทธิบัตรหรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตร และต้องแจ้งให้ผู้ทรงสิทธิบัตรทราบเป็นหนังสือโดยไม่ซักช้า (มาตรา 51) 3) ในภาวะสงครามหรือในภาวะฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่ง ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรใดๆ ก็ได้ เพื่อการนจำเป็นในการป้องกันประเทศและรักษาความมั่นคงแห่งชาติ โดยเสีย ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ผู้ทรงสิทธิบัตร และต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ทรงสิทธิบัตรทราบโดยไม่ซักช้า ผู้ทรงสิทธิบัตรมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งหรือจำนวนเงินค่าตอบแทนต่อศาลภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ ได้รับแจ้งคำสั่งนั้น (มาตรา 52) กรณีตามมาตรา 46 เป็นการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยเอกชน แต่ตามกรณีมาตรา50 มาตรา 51 และมาตรา 52 เป็นการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐ โดยทั้งสองกรณีต้องจ่ายค่าตอบแทน ให้แก่ผู้ทรงสิทธิบัตรตามความเหมาะสม
9 2.6 การคืนสิทธิบัตรและการเพิกถอนสิทธิบัตร 2.6.1 ผู้ทรงสิทธิบัตรจะขอคืนสิทธิบัตรหรือเลิกข้อถือสิทธิบางข้อก็ได้ การขอคืนสิทธิบัตรหรือเลิกข้อถือ สิทธิบัตรบางข้อนั้น ถ้ามีผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมทุกคน หรือถ้ามีการ อนุญาตให้บุคคลใดใช้สิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าว ต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้นด้วย (มาตรา 53) 2.6.2 อธิบดีอาจสั่งให้คณะกรรมการเพิกถอนสิทธิบัตรได้ ในกรณีต่อไปนี้ 1) เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาสองปีนับแต่วันออกใบอนุญาตดังกล่าว ผู้ทรงสิทธิบัตรผู้รับอนุญาตให้ใช้ สิทธิตามสิทธิบัตรมิได้ดำเนินการผลิตผลิตภัณหรือไม่มีการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรนั้นในราชอาณาจักรโดยไม่มี เหตุอันสมควร หรือมีการขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในราคาสูงเกินควร และอธิบดีมีความเห็นว่ามีเหตุอันควรที่จะ เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว 2) ผู้ทรงสิทธิบัตรได้อนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยมิชอบ (มาตรา 55วรรคหนึ่ง) กรณีตามมาตรา 53 เป็นเรื่องของผู้ทรงสิทธิบัตรขอคืนสิทธิบัตรเอง ส่วนกรณีตามมาตรา 55 วรรค หนึ่ง เป็นการเพิกถอนสิทธิบัตรโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 3.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ แบบผลิตภัณฑ์ หมายความว่า รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้ (มาตรา 3) 3.1 การขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 3.1.1 การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัตินี้ได้ ต้องเป็นการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรม (มาตรา 56) ตามบทบัญญัติของมาตรา 56 การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะยื่นขอรับสิทธิบัตรได้จะต้องมี องค์ประกอบ 2 ประการ คือ 1) ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ 2) ใช้เพื่ออุตสาหกรรมและหัตถกรรม 3.1.2 การออกแบบผลิตภัณฑ์ต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ 1) แบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร 2) แบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได เผยแพร่อยู่แล้ว ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร 3) แบบผลิตภัณฑ์เคยมีประกาศโมษณามาแล้วก่อนวันขอรับสิทธิบัตร 4) แบบผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวใน 1) 2) หรือ 3) จนเห็นเป็นการเลียนแบบ (มาตรา 57)
10 การออกแบบผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ (1) แบบผลิตภัณฑ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) แบบผลิตภัณฑ์ที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา (มาตรา 58) ความในมาตร 57 (1) (2) หรือ (3) เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ถือ ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนความในมาตรา 58 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ห้ามขอการออกแบบผลิตภัณฑ์ 3.2 การคุ้มครองสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 3.2.1 สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุสิบปีนับแต่วันขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักรฟหกกและมิ ให้นับระยะเวลาในระหว่างการดำเนินคดีเกี่ยวด้วยสิทธิบัตรนี้เป็นอายุของสิทธิบัตรนั้น (มาตรา 63) 3.2.2 การกระทำที่ขัดต่อมาตรา 63 ก่อนวันออกสิทธิบัตรมิให้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตร เว้นแต่จะเป็นการกระทำต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยื่นคำขอ และได้มีการประกาศโฆษณาคำขอดังกล่าวโดย บุคคลผู้กระทำความผิดรู้ว่าได้มีการกระทำเช่นนั้นแล้ว หรือได้รับคำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรว่าการ ออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นได้มีการยื่นขอรับสิทธิบัตรไว้แล้ว ผู้ขอรับสิทธิมีสิทธิฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายได้หลังจาก ได้มีการออกสิทธิบัตรให้แก่ผู้ขอรับสิทธิแล้ว (มาตรา 62 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติ สิทธิบัตร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542) 3.2.3 ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้นมีสิทธิใช้แบบผลิตภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร หรือขาย หรือมีไว้เพื่อขาย หรือเสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเว้นแต่การใช้แบบ ผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ในการศึกษาหรือวิจัย (มาตรา 63) 4.อนุสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร หมายความว่าหนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์บางประเภทที่ยังไม่ถึงชั้นขอรับ สิทธิบัตร ซึ่งตั้งเกณฑ์ไว้สูงมากได้เพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้บรรดานักประดิษฐ์ได้ศึกษาค้นคว้า ต่อไปให้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้น กฎหมายจึงกำหนดให้มีการขอรับอนุสิทธิบัตรได้ 4.1 การขอรับอนุสิทธิบัตร 4.1.1 การประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตรได้นั้น ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ 1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ 2) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม (มาตรา 65 ทวิ) ข้อกำหนดตามมาตรา 65 ทวิ (2) กำหนดไว้เพียงประยุกตีในทางอุตสาหกรรมผิดไปจาก 4.1.2 บุคคลใดจะขอรับทั้งอนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์อย่างเดียวกันไม่ได้(มาตรา 65)
11 4.2 การคุ้มครองอนุสิทธิบัตร 4.2.1 อนุสิทธิบัตรให้มีอายุหกปีนับแต่วันขอรับอนุสิทธิบัตรภายในราชอาณาจักร ในการที่มีเนินคดีความ ทางศาลอันเกี่ยวกับการขอรับอนุสิทธิบัตร มิให้นับระยะเวลาในระหว่างกดังกล่าวเป็นอายุของอนุสิทธิบัตรนั้น ผู้ทรงสิทธิบัตรอาจขอต่ออายุอนุสิทธิบัตรได้สองคราวซึ่งมีกำหนดคราวละสองปีโดยให้ยื่นคำขอต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเก้าสิบวันก่อนวันสิ้นอาย (มาตรา 65 สัตต) 4.2.2 ผู้ทรงสิทธิบัตรมีสิทธิใช้คำว่า "อนุสิทธิบัตรไทย" หรืออักษร อสบท. หรืออักษรต่างประเทศที่มี ความหมายเช่นเดียวกันให้ปรากฏที่ผลิตภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อของผลิตภัณฑ์หรือในการโฆษณาการ ประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตร การใช้ดำหรืออักษรตามวรรดหนึ่ง ต้องระบุหมายเลขอนุสิทธิบัตรไว้ด้วย (มาตรา65 อัฏฐ) 5. ความผิดและบทกำหนดโทษ 1. ห้ามมิให้บุคคลใดซึ่งไม่มีสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ใช้คำว่า "สิทธิบัตรไทย" "อนุสิทธิบัตรไทย"หรืออักษร สบท. หรือ อสบท. หรืออักษรต่างประเทศที่มีความหมายเช่นเดียวกัน หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน ให้ปรากฏที่ผลิตภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อของผลิตภัณฑ์ หรือในการโฆษณาการประดิษฐ์ หรือการ ออกแบบผลิตภัณฑ์ใดๆ (มาตรา 75) 2. บรรดาสินค้าที่อยู่ในครอบครองของผู้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรหรือ ผู้ทรงอนุ สิทธิบัตรตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรอาจมีคำสั่งให้ทำลายสินค้าดังกล่าว หรือดำเนินการอย่างอื่นเพื่อป้องกันมิให้มีการนำเอาสินค้าดังกล่าวออกจำหน่ายอีกก็ได้(มาตรา 77 จัตวา) 3. เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 21 มาตรา 23 วรรคสอง มาตรา 65 ประกอบมาตรา 21 มาตราหรือ 65 ทศ ประกอบด้วยมาตรา 21 หรือมาตรา 23 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสอง แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 81) 4. บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 22 หรือมาตรา 65 ประกอบด้วยมาตรา 22 หรือมาตรา 65 ทศ ประกอบด้วย มาตรา 22 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 82) 5. บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 23 วรรคสอง หรือมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 23 วรรคสอง ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 83) 6. บุคคลใดฝ่าฝืนมาตรา 75 หรือมาตรา 76 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 84) 7. บุคคลใดกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 36 หรือมาตรา 63 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิบัตร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 85) 8. บุคคลใดกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรง อนุสิทธิบัตร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(มาตรา 86)
12 9. บุคคลใดยื่นขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์หรืออนุสิทธิบัตรโดยการแสดง ข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้ไปซึ่งสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 87) 10. ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือ การกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือใน กรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติ บุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย(มาตรา 88) กรณีตามมาตรา 81 ใช้บังคับเฉพาะแก่เจ้าพนักงานในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ส่วนมาตรา 82 ถึงมาตรา 87 ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไปและมาตรา 88 ใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดที่เป็นนิติบุคคล สรุป สิทธิบัตร หมายถึงหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ทีมี ลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด เป็นสิทธิพิเศษที่ให้ผู้ประดิษฐ์คิดคันหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์มีสิทธิที่จะผลิต สินค้า จำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้ที่มีความคิดริเริ่มการประดิษฐ์หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เหล่านั้นควรจะได้รับความคุ้มครองสิทธิใน สิ่งประดิษฐ์หรือออกแบบของตนมิให้ถูกบุคคลอื่นใดลอกเลียนแบบการประดิษฐ์ หรือการออกแบบเช่นว่านั้น โดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนให้
13 บรรณานุกรม คณะวิชาการ The Justice Group รวมกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิมพ์อักษร, 2561 ชยกร (อรรถสิทธิ์) ซึ่งสงวน ประมวลกฎหมายอาญา. กรุงเทพฯ: บริษัท อักษร อักษรพิพัฒน์ จำกัด, มปป. ปวริศร เลิศธรรมเทวี.ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา. พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือกฎหมายวิญญูชน, 2561 สุเนติ คงเทพ. คำอธิบายกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์. กรุงเทพฯ: บริษัท กรุงสยามพับลิซซึ่ง จำกัด, พ.ศ.2559 ณัฐพล บัวอุไร. 2554, KKU.MOOC, https://sites.com