The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธรรมบท ภาคที่ 1 แปลโดยพยัญชนะ ฉบับสองภาษา (ไทย-บาลี)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ddttgr1125, 2020-08-26 07:38:29

ธรรมบท ภาคที่ 1 แปลโดยพยัญชนะ ฉบับสองภาษา (ไทย-บาลี)

ธรรมบท ภาคที่ 1 แปลโดยพยัญชนะ ฉบับสองภาษา (ไทย-บาลี)

คณะผู้จดั ทำ�

ผู้อปุ ถมั ภ์โครงการ
พระเทพญาณมหามุนี เจา้ อาวาสวดั พระธรรมกาย
พระราชภาวนาจารย ์ รองเจา้ อาวาสวดั พระธรรมกาย
ทปี่ รึกษา
พระมหา ดร. สมชาย ฐานวฑุ ฺโฒ
พระมหาสมเกียรติ วรยโส ป.ธ.๙
พระมหาบุญชยั จารุทตฺโต
พระมหาวรี วฒั น ์ วรี วฑฺฒโก ป.ธ.๙
พระมหา ดร. สุธรรม สุรตโน ป.ธ.๙
พระครูใบฎีกาอำ� นวยศกั ด์ิ มุนิสกฺโก
พระมหา ดร. สมบตั ิ อินฺทปญฺโญ ป.ธ.๙
พระมหาวทิ ยา จิตฺตชโย ป.ธ.๙
เรียบเรียง
พระมหาอารีย ์ พลาธิโก ป.ธ.๗
พระมหาสมบุญ อนนฺตชโย ป.ธ.๘
จดั รูปเล่ม
พระมหาสมบุญ อนนฺตชโย ป.ธ.๘
พระมหาวนั ชนะ ญาตชโย ป.ธ.๕
พระมหาอภิชาติ วชิรชโย ป.ธ.๗
พระมหาเฉลิม ฉนฺทชโย ป.ธ.๔
ผู้ตรวจทาน
นายสุเทพ นากดุ นอก ป.ธ.๔ อาจารยส์ อนบาลีประโยค ๑-๒ สำ� นกั เรียนวดั พระธรรมกาย
ออกแบบปก/ภาพวาด
พระมหาสมบุญ อนนฺตชโย และ กองพทุ ธศิลป์ วดั พระธรรมกาย
พมิ พ์คร้ังที่ ๑ : พฤษภาคม ๒๕๕๖ จำ� นวน ๖๐๐ เล่ม พิมพท์ ี่ โรงพมิ พส์ ุขขมุ วทิ การพมิ พ์
พมิ พ์คร้ังท่ี ๒ : กรกฎาคม ๒๕๕๖ จำ� นวน ๑,๕๐๐ เล่ม พิมพท์ ่ี โรงพิมพ์ โอ เอส พริ้นติ้ง เฮา้ ส์ จำ� กดั
พมิ พ์คร้ังท่ี ๓ : กรกฎาคม ๒๕๕๗ จำ� นวน ๒,๐๐๐ เล่ม พิมพท์ ี่ โรงพมิ พ์ โอ เอส พริ้นติ้ง เฮา้ ส์ จำ� กดั
พมิ พ์คร้ังที่ ๔ : กรกฎาคม ๒๕๕๘ จำ� นวน ๒,๐๐๐ เล่ม พมิ พท์ ่ี โรงพมิ พเ์ ล่ียงเชียง
ลขิ สิทธ์ิ : สำ� นกั เรียนพระปริยตั ิธรรม วดั พระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

ผลิตสือ่ การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ตั ิธรรม วัดพระธรรมกาย 1

คำ� น�ำ

สามเณรดว้ ยดตรงั คะหำ� กนลกั ่าแวลยะนื เหยนน็ั คขวอางมพสรำ�ะคเญดั ชอพยา่รงะยคง่ิ ุยณวพดรขะอเงทกพารญศากึ ณษมาพหราะมปุนรี ิยตั (ธิ หรลรมวงพขออ่ งธพมั รมะชภโกิ ยษ)ุ
ซ่ึงไดก้ ล่าวไวใ้ นโอกาสที่ไดจ้ ดั งานมุทิตาสกั การะแก่พระภิกษุสามเณร ผสู้ อบไดเ้ ปรียญธรรม
๙ ประโยค เมื่อปี พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๓ อนั เป็นปี ท่ี ๑๓ ของการจดั งานมุทิตาสกั การะแก่พระ
ภิกษุสาม“ผเณทู้ รี่สผอสูบ้ อไดบเ้ไปดรเ้ียปญรียธญรรธมรรมถือ๙วปา่ เรปะ็นโยคววรี บา่ ุรุษกองทพั ธรรม เป็นผนู้ ำ� ความภาคภมู ิใจ
ศขแ มขลึกอาอสะษงงผู่คพทาทูอ้ณุรกยี่กะพะทนู่ำ�พสร่าล้ี ะุทนงงัมเฆจธดีคะ์ศชวสหผาพาอสลูจ้มรบนวะะสไงเคาำ�ปพดสณุค็ นต้อ่ืบญัพารกตมมรู้สำ�่อมะาึลกไกเาทงชัปส่ืพนแใใ�ำหนชลญคเมะ้อหาญัยยณน็นงนัิใามมคนคดหวีผตีเกาปาคู้”ามม็นนรสนุ อททำ�ี ย้คงำั�(า่หงหญั งาลลยแนวาง่ิลพยแงะรพลรรอะ่อะับคปธศรอมูัร้วายสาา่มรแนชถสลโาน่ิะงยทป)าจี่ทรเเะจพาา่ ใารน้ื่อหสถทคำ�ก้น้งันวำ�าหาลกัจมลงเัะราใเเียจยหจนกรแ็นิำญ�กลคม่ผยงวัคี ทู่ิง้พาวยี่มสาาืนกสมอเนบยำ�พเนิาไรยี นดด็จรี้
เไข สสพปดอานร็ นมงม้ะบั พอเาปณสรรยร่ะวนรา่ิยแภมงทุตนัลยกิปว่ัิธะเ่ิงษปปรไรทสึ็ุกดนรรี่จาษมมะ้กมะเด ีาำ�ท สเณขำล� ศนรเองัพริใบังใทหต่ือพจสว่ั้งจกั้ รปแนดัาอะรตรทุนภีกะพ่ปำ�เิกท ีทฒพั ษ้งัศโทุแนมคุส ลธรารุ่งาวกะศงหมมกขากัเมณรถาอรราศงึาปรยสเึกชป จว่ง ษ็ตนะเา๒สาลรสกรพณอ๕่ื่ออิมรดกใา๓สะไหทลน๑ปปาี่จ้เงบกัรตะโใิิยดสรเหดปตักนายค้็ิบธนานุมณรรนสกีวตระ่าาวตัสมื่นรนนถงศใตเุปฆหทหกึ วั รผน่าษ์ก้ดะนบู่้าึา้งา้สพวารนนิงหหรกคะานใารห์ปนรา้กรลศกาิยกไัึรกาตัปรศษเธิสกึพใารนษ่งพอื่รเาทใมสรทหิศะขรว่ัทก้ิปมอสาางรกงัรงพิยฆาสเดตรัรม่งะีศยิธณเภวสึกรฑกกิรรษินษัมมลาุ
เโปดรยียเรญิ่มธตรน้ รจมาก๙กาปรรถะวโายยทคุน กกาารรศจึกดั ษพาิมพกต์ าำ�รรจาดั คงู่มานือมบทุ าลิตีาถสวกัากยแารกะ่สแ�ำกน่พักรเะรภียิกนษทสุ ี่สานมเใณจรแผลสู้ ะออบื่นไๆด้
ขจแเท ปาลอี่จ็นกะะงตวพไปำทิ�ดรร.ธยร้ะอาหิา.เภน๓รแนทิ่ิกม่ึงลาังนษหจนะส้ีด ัุบสาื อแทกทรูาธกหามพำ�รง่ผในเราคณนศู้จมงัณึกโารสบรอษาือทยจกาผทเ์าสอลาแูร้้งสัอย่มยรหาต่งนโ์กงลภ่อร้ียเเารตงาไงัย่ิษเมปม็มร าีศยทีกจนบึกา่ี ดั รษพาใพลขหารมิ-ีาภเ้ะไรดพปาทียตขษ์นรยก้นึิยารบบตภูัไ้ เิธกดาพาลครงพ้อ่ื าร่ี ร๑สยม่แอแ่ง-ลงเไล๘สปดะะ ร รผสร้สิมวะสูะ้ ำ�สบกดหนนารวรใรวบกั ับจใมยสทดนงเ่ิ นรว่ัขกัียุนไ้นึเบรปหกียเรารนีรืยอเศบพงมขกึา่ือีข้นึลษออ้ ีชาำ�โเพ้สนันดรนปวยะออยรปปะาแรศโนริยยยั ะะตัคคโทิธวย๑่ีรเาปช-มร๒็นนมรู้ ์
ประโยชน์ ขอความอนุเคราะห์โปรดแจง้ ใหท้ างสำ� นกั เรียนพระปริยตั ิธรรม วดั พระธรรมกาย
ทจดัรพาบิมดพว้ ค์ ยร้ังจตะ่อเไปป็ นพระคุณอยา่ งย่ิง เพื่อจะไดน้ ำ� มาปรับปรุงแกไ้ ขให้บริบูรณ์ย่ิงข้ึน ในการ

สำ� นกั เรียนพระปริยตั ิธรรม วดั พระธรรมกาย จ.ปทุมธานี

2 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

สารบัญธรรมบทภาค ๑

เร่ือง หน้าที่


ปณามคาถา ๑

๑ . ยมกวรรค วรรณนา
๑. เร่ืองพระจกั ขปุ าลเถระ ๓
๒. เร่ืองมฏั ฐกณุ ฑลี ๒๓
๓. เร่ืองพระติสสเถระ ๓๕
๔. เร่ืองความเกิดข้ึนของนางกาลียกั ษิณี ๔๒
๕. เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสมั พี ๔๙
๖. เรื่องจุลกาลและมหากาล ๖๑
๗. เร่ืองพระเทวทตั ๗๐
๘. เร่ืองสญั ชยั ปริพาชก ๗๕
๙. เร่ืองพระนนั ทเถระ ๑๐๕
๑๐. เรื่องนายจุนทสูกริก ๑๑๖
๑๑. เรื่องธมั มิกอุบาสก ๑๒๐
๑๒. เรื่องพระเทวทตั ๑๒๔
๑๓. เร่ืองนางสุมนาเทวี ๑๔๑
๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย ๑๔๔

ผลติ ส่อื การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม วดั พระธรรมกาย 3

““การศึกษานั้น สามารถเปล่ียนชีวิตของผู้ศึกษา ให้สูงกว่าพ้ืนเดิม
คนทมี่ กี ารศกึ ษาดี จะได้อะไรกด็ ีกว่าประณีตกวา่ ผู้อื่น คนมวี ชิ าเท่ากับ
ไดส้ มบัติจักรพรรดิ กินใชไ้ ม่หมด””

พระมงคลเทพมนุ ี (สด จนฺทสโร) หลวงป่วู ดั ปากน�้ำ ภาษเี จริญ

4 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

ธมมฺ ปทฏฺ ฐกถา
ปณามคาถา

มหาโมหตโมนทฺเธ โลเก โลกนฺตทสฺสนิ า
เยน สทฺธมมฺ ปชฺโชโต ชลโิ ต ชลติ ทิ ฺธินา
ตสสฺ ปาเท นมสฺสติ ฺวา สมพฺ ทุ ฺธสฺส สริ ีมโต
สทฺธมมฺ ญฺจสฺส ปเู ชตฺวา กตฺวา สงฺฆสสฺ จญฺชล,ึ
“ตํ ตํ การณมาคมมฺ ธมมฺ าธมเฺ มสุ โกวิโท
สมปฺ นฺนสทฺธมมฺ ปโท สตฺถา ธมมฺ ปทํ สภุ ํ
เทเสสิ กรุณาเวค สมสุ ฺสาหิตมานโส
ยํ เว เทวมนสุ สฺ านํ ปี ตปิ าโมชฺชวฑฺฒนํ
ปรมปฺ ราภตา ตสสฺ นิปณุ า อตฺถวณฺณนา,
ยา ตามพฺ ปณฺณิทีปมหฺ ิ ทีปภาสาย สณฺ€ติ า
น สาธยติ เสสานํ สตฺตานํ หิตสมปฺ ทํ,
อปเฺ ปว นาม สาเธยฺย สพฺพโลกสสฺ สา หิตํ “
อิติ อาสสึ มาเนน ทนฺเตน สมจารินา
กมุ ารกสฺสเปนาหํ เถเรน ถิรเจตสา
สทฺธมมฺ ฏฺ€ติ กิ าเมน สกฺกจฺจํ อภิยาจิโต,
ตํ ภาสํ อตวิ ิตฺถารํ คตญฺจ วจนกฺกมํ
ปหายาโรปยิตฺวาน ตนฺตึ ภาสํ มโนรมํ,

ผลิตสอ่ื การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัติธรรม วัดพระธรรมกาย 1

คาถานํ พฺยญฺชนปทํ ยํ ตตฺถ น วภิ าวิตํ
เกวลนฺตํ วิภาเวตฺวา เสสนฺตเมว อตฺถโต
ภาสนฺตเรน ภาสสิ สฺ ํ อาวหนฺโต วิภาวินํ
มนโส ปี ตปิ าโมชฺชํ อตฺถธมมฺ ปู นิสสฺ ติ นฺต.ิ

2 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

๑.อ.กถาเป็ นเคร่ืองพรรณนาซ่งึ เนือ้ ความแห่งวรรค ๑. ยมกวคคฺ วณฺณนา
อันบณั ฑติ กำ� หนดแล้ว ด้วยเร่ืองอันเป็ นคู่
(อันข้าพเจ้า จะกล่าว)

๑. อ.เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าจกั ขุบาล ๑. จกขฺ ุปาลตเฺ ถรวตถฺ ุ. (๑)
(อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ

(อ. อนั ถามวา่ ) วา่ อ. พระธรรมเทศนานี ้วา่

อ. ธรรม ท. มีใจเป็นสภาพถึงก่อน มีใจประเสริฐทีส่ ดุ มโนปพุ พฺ งฺคมา ธมฺมา มภโานสเตสิ ฏฺวฐาา มโนมยา,
ส�ำเร็จดว้ ยใจ, หากว่า อ.บคุ คล มีใจอนั โทษประทษุ ร้ายแลว้ มนสา นเํ จทกุ ปฺขทมฏุเนฺเฐวฺ นติ กโรติ วา,
กล่าวอยู่ หรือ หรือว่า กระท�ำอยู่ ไซร้, อ.ทกุ ข์ ย่อมไปตาม ตโต จกฺกํว วหโต ปทนตฺ ิ.
ซึ่งบุคคล นนั้ เพราะทุจจริ ต มีอย่าง ๓ นนั้ เพียงดัง
อ.ลอ้ หมนุ ไปตามอยู่ ซ่ึงรอยเทา้ แห่งโคตวั เนือ่ งดว้ ยก�ำลงั
ตวั น�ำไปอยู่ซ่ึงแอก ดงั นี้

(อนั พระศาสดา) ตรัสแล้ว ในท่ีไหน ดงั นี ้ฯ อยํ ธมมฺ เทสนา กตฺถ ภาสติ าต.ิ
(อ. อนั ตอบ วา่ อ. พระธรรมเทศนา นี ้อนั พระศาสดา ตรัสแล้ว) “สาวตฺถิยํ.”

ในเมืองช่ือวา่ สาวตั ถี (ดงั นี)้ ฯ
(อ. อันถาม ว่า อ. พระธรรมเทศนา นี ้ อันพระศาสดา) “กํ อารพฺภาต.ิ
ทรงปรารภ ซงึ่ ใคร (ตรัสแล้ว ในเมืองชื่อวา่ สาวตั ถี) ดงั นี ้ ฯ
(อ. อันตอบ ว่า อ.พระธรรมเทศนา นี ้ อันพระศาสดา “จกฺขปุ าลตฺเถรํ.
ทรงปรารภ) ซง่ึ พระเถระชื่อวา่ จกั ขบุ าล (ตรัสแล้ว ในเมืองช่ือวา่
สาวตั ถี ดงั นี)้ ฯ

ได้ยินว่า (อ. เศรษฐี) ช่ือว่ามหาสุวรรณ เป็ นผู้มีขุมทรัพย์ สาวตฺถิยํ กิร มหาสวุ ณฺโณ อปนตาุ มตฺ โก.กฏุ มุ พฺ ิโก
เป็นผ้มู ง่ั คงั่ เป็นผ้มู ที รัพย์มาก เป็นผ้มู โี ภคมาก เป็นผ้มู บี ตุ รหามไิ ด้ อโหสิ อฑโฺ ฒ มหทธฺ โน มหาโภโค
ได้มีแล้ว ในเมืองชื่อวา่ สาวตั ถี ฯ
ในวนั หนงึ่ อ.เศรษฐีนนั้ ไปแล้ว สทู่ า่ เป็นทอี่ าบ อาบแล้ว มาอยู่ โส เอกทิวสํ นหานติตฺถํ คนฺตฺวา นหาตฺวา
เหน็ แล้ว ซงึ่ ต้นไม้อนั เป็นเจ้าแหง่ ป่ า ต้นหนงึ่ มีกิ่งอนั ถงึ พร้อมแล้ว อาคจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค สมฺปนฺนสาขํ เอกํ
ผใน้มู รศีะกหั ดวา่ใ์ิ งหแญหง่่ หถนอื ทเอาางร,อ(คบดิแแลล้ว้ว)จวกั า่เปอ็น.ต้ดนไงั มน้ ี นี ้จกั เป็นต้นไม้ อนั เทวดา วนปปฺ ตึ ทสิ วฺ า “อยํ มเหสกขฺ าย เทวตาย ปริคคฺ หโิ ต
้ (ยงั บคุ คล) ให้ชำ� ระแล้ว ภกาวรสิ าสฺเปตตตี วฺิ าตสวสฺ าลเหกุ ฏํ ฺโฐอากภริ าาคเปํ โตสวฺ ธาาเปธชตปวฺ ตาากปํากอาสุ รสฺ ปารเปิกตเฺ ขวฺ ปาํ
ซงึ่ สว่ นภายใต้ แหง่ ต้นไม้อนั เป็นเจ้าแหง่ ป่ านนั้ (ยงั บคุ คล) วนปปฺ ตึ อลงฺกริตฺวา “ปตุ ฺตํ วา ธีตรํ วา ลภิตฺวา
ให้กระทำ� แล้ว ซงึ่ การแวดล้อมด้วยกำ� แพง (ยงั บคุ คล) ให้เกลย่ี ลงแล้ว ตมุ หฺ ากํ มหาสกฺการํ กริสฺสามีติ ปตฺถนํ กตฺวา
ซ่ึงทราย (ยังบุคคล) ให้ยกขึน้ แล้ว ซ่ึงธงชัยและธงแผ่นผ้า ปกฺกามิ.
กระท�ำให้พอแล้ว ซง่ึ ต้นไม้อนั เป็นเจ้าแหง่ ป่ า กระท�ำแล้ว
ซงึ่ ความปรารถนา วา่ (อ. เรา) ได้แล้ว ซง่ึ บตุ ร หรือ หรือวา่ ซง่ึ ธิดา
จกั กระทำ� ซง่ึ สกั การะใหญ่ แกท่ า่ น ท. ดงั นี ้หลกี ไปแล้ว ฯ
ครัง้ นนั้ อ. สตั ว์ผ้เู กิดแล้วในครรภ์ ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว ในท้อง อถสฺส ภริยาย กจุ ฺฉิยํ คสพาฺโภทสมปาตสฏิ จฺฐฺจาเสยิน.
ของภรรยา ของเศรษฐีนนั้ ฯ อ. เศรษฐี นนั้ ได้ให้แล้ว ซง่ึ เคร่ือง โส ตสสฺ า คพฺภปริหารํ อทาส.ิ
บริหารซงึ่ ครรภ์ แก่ภรรยา นนั้ ฯ อ. ภรรยานนั้ คลอดแล้ว ซง่ึ บตุ ร ปตุ ฺตํ วิชายิ.
โดยกาลเป็นที่ลว่ งไปแหง่ เดือนสบิ ฯ
อ. เศรษฐี ได้กระท�ำแล้ว (ซง่ึ ค�ำ) วา่ อ. ปาละ ดงั นี ้ ให้เป็นช่ือ ลทฺธตเสฺตฏาฺ ฐีตสอสฺ ตฺต“ปนาาโลตปิานลาิตมํ ํ วนปฺปตึ นิสฺสาย
ของบตุ รนนั้ เพราะความท่ี (แหง่ บตุ รนนั้ ) เป็นผ้อู นั ตน อาศยั แล้ว อกาส.ิ
ซ่ึงต้นไม้อันเป็ นเจ้าแห่งป่ า อันอันตนรักษาแล้ว ได้แล้ว ฯ
ในกาลอนั เป็นสว่ นอนื่ อกี (อ.เศรษฐีนนั้ ) ได้แล้ว ซง่ึ บตุ ร อนื่ ฯ อปรภาเค อญฺญํ ปตุ ฺตํ ลภิ. ตสสฺ “จลุ ลฺ ปาโลติ
(อ.เศรษฐีนนั้ ) กระท�ำแล้ว (ซง่ึ ค�ำ) วา่ อ.จลุ ลปาละ ดงั นี ้ให้เป็นชื่อ นามํ กตฺวา,
ของบตุ รนนั้ ,
ผลติ สอ่ื การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปริยัตธิ รรม วดั พระธรรมกาย 3

กระทำ� แล้ว (ซงึ่ คำ� ) วา่ อ.มหาปาละ ดงั นี ้ให้เป็นชอ่ื ของบตุ รนอกนี ้ฯ อิตรสฺส “มหาปาโลติ นามํ กริ.
(อ. มารดาและบดิ า ท.) ผกู แล้ว ซงึ่ บตุ ร ท. เหลา่ นนั้ ผ้ถู งึ แล้ว เต วยปปฺ ตฺเต ฆรพนฺธเนน พนฺธึส.ุ อปรภาเค
ซง่ึ วยั ด้วยเคร่ืองผกู คอื เรือน ฯ ในกาลอนั เป็นสว่ นอน่ื อกี อ.มารดา มาตาปิ ตโร กาลมกํส.ุ สพฺพํ โภคํ ทฺวินฺนํเยว วิวเรส.ํุ
และบดิ า ท. ได้กระท�ำแล้ว ซง่ึ กาละ ฯ (อ.ญาติ ท.) แบง่ แล้ว
ซงึ่ โภคะ ทงั้ ปวง (แก่บตุ ร ท.) สองนนั่ เทียว ฯ

ในสมัยนัน้ อ.พระศาสดา ผู้มีจักรคือธรรมอันประเสริฐ ตสฺมึ สมเย สตฺถา ปวตฺตติ ปวรธมมฺ จกฺโก
อนั ให้เป็นไปทว่ั แล้ว เสดจ็ ไปแล้ว โดยลำ� ดบั ยอ่ มประทบั อยู่ อนุปุพฺเพน คนฺตฺวา, อนาวถิสปฺสิ ณชฺเฺฑชติกฺวมาหาเสกฏาฺ ฐรินิเตา
ในมหาวิหารช่ือวา่ เชตวนั อนั อนั มหาเศรษฐีช่ือวา่ อนาถบณิ ฑิกะ จตุปฺปญฺญาสโกฏิธนํ
สละ ซง่ึ ทรพั ยม์ โี กฏหิ ้าสบิ สเ่ี ป็นประมาณ แล้วยงั นายชา่ ง ให้กระทำ� แล้ว, เชตวนมหาวิหาเร วิหรติ; มหาชนํ สคฺคมคฺเค
ทรงยงั มหาชน ให้ตงั้ เฉพาะอยู่ ในหนทางแหง่ สวรรคด์ ้วย ในหนทาง จ โมกฺขมคฺเค จ ปตฏิ ฺฐาปยมาโน.
แหง่ ธรรมเป็นเคร่ืองหลดุ พ้นด้วย ฯ

จริงอยู่ อ.พระตถาคตเจ้า ประทบั อยแู่ ล้ว ตลอดการอยจู่ ำ� พรรษา ตถาคโต หิ “มาตปิ กฺขโต อสตี ยิ า ปิตปิ กฺขโต
หนง่ึ นนั่ เทียว ในมหาวหิ ารช่ือวา่ นิโครธ อนั อนั พนั แหง่ ตระกลู อสีติยาติ เทฺวอสีติญาติกุลสหสฺเสหิ การิเต
แหง่ พระญาตแิ ปดสบิ สองหน ท. คอื (อนั พนั แหง่ ตระกลู แหง่ พระญาติ ท.) นิโคฺรธมหาวิหาเร เอกเมว วสฺสาวาสํ วสิ,
๘๐ ข้างฝ่ ายแหง่ พระมารดา (อนั พนั แหง่ ตระกลู แหง่ พระญาติ ท.) อนาถปิณฑฺ เิ กน การิเต เชตวนมหาวหิ าเร เอกนู วสี ต,ิ
๘๐ ข้างฝ่ ายแห่งพระบิดา ทรงยังนายช่าง ให้กระท�ำแล้ว, วิสาขาย สตฺตวีสตโิ กฏิธนปริจฺจาเคน การิเต
(ประทบั อยแู่ ล้ว ตลอดการอยจู่ �ำพรรษา ท.) ย่ีสบิ หยอ่ นด้วยหนง่ึ ปพุ ฺพาราเม ฉ วสสฺ าวาเสติ ทฺวินฺนํ กลุ านํ
ในมหาวิหารช่ือวา่ เชตวนั อนั อนั มหาเศรษฐีชื่อวา่ อนาถบณิ ฑิกะ คณุ มหนฺตตํ ปฏิจฺจ สาวตฺถึ นิสฺสาย ปญฺจวีสติ
ยงั นายชา่ ง ให้กระทำ� แล้ว (ประทบั อยแู่ ล้ว ตลอดการอยจู่ ำ� พรรษา ท.) วสฺสาวาเส วส.ิ
หก ในมหาวหิ ารชื่อวา่ บพุ พาราม อนั อนั นางวสิ าขา ยงั นายชา่ ง
ให้กระทำ� แล้ว ด้วยการบริจาคซง่ึ ทรพั ยม์ โี กฏยิ ส่ี บิ เจด็ เป็นประมาณ
ทรงอาศยั ซงึ่ เมืองช่ือวา่ สาวตั ถี ประทบั อยแู่ ล้ว ตลอดการอยู่
จ�ำพรรษา ท. ย่ีสบิ ห้า เพราะทรงอาศยั ซงึ่ ความท่ีแหง่ ตระกลู ท.
สอง เป็นตระกลู มีคณุ ใหญ่ ด้วยประการฉะนี ้ ฯ

แม้ อ.มหาเศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ แม้ อ.นางวิสาขา อนาถปิ ณฺฑิโกปิ วิสาขาปิ มหาอปุ าสกิ า นิพทฺธํ
ผ้มู หาอบุ าสกิ า ยอ่ มไป สทู่ เี่ ป็นทบี่ ำ� รุง ซงึ่ พระตถาคตเจ้า สนิ ้ วาระ ท. ทิวสสฺส เทฺว วาเร ตถาคตสฺส หอตปุ เฺ ถฏฺฐโาอนโลํ เกคสจสฺ ฺฉนนตฺ ฺตตี .ิ ิ
สอง แหง่ วนั เนืองนิตย์ ฯ ก็ (อ. ชน ท. สอง เหลา่ นนั้ ) เมื่อไป คจฉฺ นตฺ า จ “ทหรสามเณรา โน
เป็ นผ้มู ีมือเปล่าไปแล้วในก่อน (เป็ นผ้ไู ม่เคยมีมือเปล่าไปแล้ว) ตุจฺฉหตฺถา น คตปุพฺพา: ปุเรภตฺตํ คจฺฉนฺตา
(ด้วยอนั คดิ ) วา่ อ. ภิกษุหนมุ่ และสามเณร ท. จกั แลดู ซงึ่ มือ ท. ขาทนียาทีนิ คาหาเปตฺวา คจฺฉนฺต,ิ ปจฺฉาภตฺตํ
ของเรา ท. ดงั นี ้(ยอ่ มเป็น) หามไิ ด้: เมอ่ื ไป ในกาลกอ่ นแตก่ าลแหง่ ภตั ร ปญฺจ เภสชฺชานิ อฏฺฐ จ ปานานิ.
ยงั บคุ คลให้ถอื เอาแล้ว (ซง่ึ วตั ถุ ท.) มขี องอนั บคุ คลพงึ เคยี ้ วเป็นต้น
ย่อมไป, (เม่ือไป) ในกาลภายหลงั แต่กาลแห่งภตั ร (ยงั บคุ คล
ให้ถอื เอาแล้ว) ซงึ่ เภสชั ท. ห้า ด้วย ซง่ึ นำ� ้ เป็นเคร่ืองดมื่ ท. แปด ด้วย
(ยอ่ มไป) ฯ
อนง่ึ อ.อาสนะ ท. เป็นวตั ถอุ นั บคุ คลปลู าดแล้ว เนืองนิตย์ นเิ วสเนสุ ปน เตสํ ทวฺ นิ นฺ ํ ทวฺ นิ นฺ ํ ภกิ ขฺ สุ หสสฺ านํ
เพ่ือพนั แหง่ ภิกษุ ท. สอง สอง ในท่ีเป็นที่อยู่ ท. ของชน ท. สอง นิจฺจํ ปญฺญตฺตาเนวาสนานิ โหนฺต.ิ
เหลา่ นนั้ นนั่ เทียว ยอ่ มเป็น ฯ
อ.ภิกษุ ใด ยอ่ มปรารถนา ในข้าวและน�ำ้ เป็นเครื่องดื่มและ อนฺนปานเภสชฺเชสุ โย ยํ อิจฺฉต,ิ ตสสฺ ตํ
เภสชั ท. หนา ซงึ่ วตั ถใุ ด, อ.วตั ถนุ นั้ ยอ่ มถงึ พร้อม แก่ภิกษุนนั้ ยถิจฺฉิตเมว สมปฺ ชฺชต,ิ
ตามความปรารถนานน่ั เทียว ฯ
อ.ปัญหา เป็นสภาพอนั - ในชน ท. สอง เหลา่ นนั้ หนา เตสุ อนาถปิ ณฺฑิเกน เอกเมว ทิวสํ สตฺถารํ
-มหาเศรษฐีชอื่ วา่ อนาถบณิ ฑกิ ะ ไมเ่ คยทลู ถามแล้ว กะพระศาสดา ปญฺโห น ปจุ ฺฉิตปพุ ฺโพ.
ในวนั หนงึ่ นนั่ เทียว (ยอ่ มเป็น) ฯ

4 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

ได้ยินวา่ อ.มหาเศรษฐีชื่อวา่ อนาถบณิ ฑิกะนนั้ คดิ แล้ว วา่ โส กิร “ ตถาคโต พทุ ฺธสขุ มุ าโล ขตฺตยิ สขุ มุ าโล
อ.พระตถาคต เป็ นพระพุทธเจ้าผู้ละเอียดอ่อน เป็ นกษัตริย์ “ พหปุ กาโร เม คหปตีติ มยฺหํ ธมมฺ ํ เทเสนฺโต
ผ้ลู ะเอยี ดออ่ น (เป็น) เมอ่ื ทรงแสดง ซง่ึ ธรรม แกเ่ รา (ด้วยทรงพระดำ� ริ) กลิ เมยยฺ าต,ิ สตถฺ ริ อธิมตตฺ สเิ นเหน ปญฺหํ น ปจุ ฉฺ ต.ิ
วา่ อ. คฤหบดี เป็นผ้มู ีอปุ การะมาก แก่เรา (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้
พงึ ทรงล�ำบาก ดงั นี,้ ยอ่ มไมท่ ลู ถาม ซงึ่ ปัญหา เพราะความรัก
มีประมาณยิ่ง ในพระศาสดา ฯ
สว่ นวา่ อ. พระศาสดา ครัน้ เม่ือเศรษฐีนนั้ เป็นผ้สู กั วา่ นงั่ แล้ว สมหํ สอสฺสราตกธฺถฺขิกาิตาพนปฺพิ นจฏตฺฐฺตตาาเสนรฺมิ อึ สรนงกิสฺเฺขขนิ ตยฺนิฺยม,าตนฺเติออเหยลํ วงหฺก“ิตอปกยปฺ ปํ ฏปฺ เิยสสตฏตฺฺตฐ-ํี
นน่ั เทียว (มีอย)ู่ (ทรงด�ำริแล้ว) วา่ อ.เศรษฐี นี ้ยอ่ มรักษา ซงึ่ เรา ใน
ฐานะอนั บคุ คลไมพ่ งึ รักษา, เพราะวา่ อ.เรา ตดั แล้ว ซงึ่ ศีรษะ ของ
ตน อนั เรา ทงั้ กระท�ำให้พอแล้วทงั้ ตกแตง่ แล้ว ควกั ขนึ ้ แล้ว อตฺตโน สีสํ ฉินฺทิตฺวา อกฺขีนิ อปุ ปฺ าเฏตฺวา หทยมํสํ
ซง่ึ นยั น์ตา ท. ยงั เนือ้ แหง่ หทยั ให้เพิกขนึ ้ แล้ว บริจาคแล้ว อพุ ฺพตฺเตตฺวา ปาณสมํ ปตุ ฺตทารํ ปริจฺจชิตฺวา
ซงึ่ บตุ รและภรรยา ผ้เู สมอด้วยลมปราณ ยงั บารมี ท. เม่ือให้เตม็ ปารมิโย ปเู รนฺโต ปเรสํ ธมมฺ เทสนตฺถเมว ปเู รสึ ,
สนิ ้ อสงไขย ท. ส่ี อนั ยิ่งด้วยแสนแหง่ กปั ป์ (ยงั บารมี ท.) ให้เตม็ แล้ว เอส มํ อรกฺขิตพฺพฏฺฐาเน รกฺขตีติ เอกํ ธมมฺ เทสนํ
เพ่ืออนั แสดงซง่ึ ธรรม แก่ชน ท. เหลา่ อ่ืนนน่ั เทียว, อ. เศรษฐี นน่ั กเถสเิ ยว.
ยอ่ มรักษาซงึ่ เรา ในฐานะอนั บคุ คลไมพ่ งึ รักษา ดงั นี ้ ตรัสแล้ว
ซง่ึ พระธรรมเทศนา กณั ฑ์หนง่ึ นนั่ เทียว ฯ
ในกาลนนั้ อ. โกฏิแหง่ มนษุ ย์ ท. เจ็ด ยอ่ มอยู่ ในเมืองช่ือวา่ ตทา สาวตฺถิยํ สตฺต มนสุ ฺสโกฏิโย วสนฺต.ิ
สาวตั ถี ฯ (ในมนษุ ย์ ท.) เหลา่ นนั้ หนา อ. มนษุ ย์ ท. มีโกฏิห้า เตสุ สตฺถุ ธมมฺ กถํ สตุ ฺวา ปญฺจโกฏิมตฺตา มนสุ สฺ า
เป็นประมาณ ฟังแล้ว ซงึ่ วาจาเป็นเครื่องกลา่ วซง่ึ ธรรม ของพระศาสดา อริยสาวกา ชาตา, เทฺวโกฏิมตฺตา ปถุ ชุ ฺชนา.
เป็นอริยสาวก เกิดแล้ว, (อ.มนษุ ย์ ท.) มีโกฏิสองเป็นประมาณ
(ฟังแล้ว ซงึ่ วาจาเป็นเคร่ืองกลา่ วซงึ่ ธรรม ของพระศาสดา) เป็นปถุ ชุ น
(เกิดแล้ว) ฯ
อ. กิจ ท. ๒ นน่ั เทียวได้มีแล้ว (ในมนษุ ย์ ท.) เหลา่ นนั้ หนา เตสุ อริยสาวกานํ เทฺวเยว กิจฺจานิ อเหสํ:ุ
(แก่มนษุ ย์ ท.) ผ้เู ป็นอริยสาวก, (อ. อริยสาวก ท.) ยอ่ มถวาย ปเุ รภตฺตํ ทานํ เทนฺต,ิ ปจฺฉาภตฺตํ คนฺธมาลาทิหตฺถา
ซงึ่ ทาน ในกาลก่อนแหง่ ภตั ร, (อ. อริยสาวก ท.) ผ้มู ีวตั ถมุ ีของหอม วตฺถเภสชฺชปานกาทึ คาหาเปตฺวา ธมมฺ สฺสวนตฺถาย
และระเบียบเป็นต้นในมือ ยงั บคุ คลให้ถือเอาแล้ว (ซง่ึ วตั ถ)ุ คจฺฉนฺต.ิ
มีผ้าและยาและน�ำ้ เป็นเครื่องดื่มเป็นต้น ยอ่ มไป เพื่อต้องการ
แก่อนั ฟังซง่ึ ธรรม ในกาลภายหลงั แหง่ ภตั ร ฯ

ผ้มู ีวตัคถรงั้มุ นีขนั้ อใงนหวอนั มหแนลงึ่ ะอร.ะกเบฎุ มียุ พบชีเปอ่ื ็วนา่ ตม้นหใานบามลือ เหน็ แลว้ ซงึ่ อรยิ สาวก ท. อเถกทวิ สํ มหาปาโล อริยสาวเก คนธฺ มาลาทหิ ตเฺ ถ
ผ้ไู ปอยู่ สวู่ หิ าร, วหิ ารํ คจฺฉนฺเต ทิสวฺ า, “อยํ มหาชโน กหุ ึ คจฺฉตีติ
ถามแล้ว วา่ อ. มหาชน นี ้ จะไป ในที่ไหน ดงั นี ้ ฟังแล้ว วา่ ปจุ ฺฉิตฺวา, “ ธมมฺ สฺสวนายาติ สตุ ฺวา , “ อหํปิ
(อ. มหาชนนี ้ ยอ่ มไป ) เพ่ืออนั ฟังซง่ึ ธรรม ดงั นี,้ (คดิ แล้ว) วา่ คมิสสฺ ามีต,ิ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปริสปริยนฺเต
แม้ อ. เรา จกั ไป ดงั นี ้ ไปแล้ว ถวายบงั คมแล้ว ซง่ึ พระศาสดา นิสที ิ.
นง่ั แล้ว ณ ท่ีสดุ รอบแหง่ บริษัท ฯ
ก็ ชอื่ อ. พระพทุ ธเจ้า ท. เมอ่ื ทรงแสดง ซง่ึ ธรรม, ทรงตรวจดแู ล้ว พทุ ฺธา จ นาม ธมมฺ ํ เทเสนฺตา , สรณสีล-
ซง่ึ ธรรมอนั เป็นอปุ นิสยั (แหง่ คณุ ท.) มีสรณะและศีลและบรรพชา ปพฺพชฺชาทีนํ อปุ นิสฺสยํ โอโลเกตฺวา อชฺฌาสยวเสน
เป็นต้น ยอ่ มทรงแสดง ซงึ่ ธรรม ด้วยอ�ำนาจแหง่ อธั ยาศยั ; ธมมฺ ํ เทเสนฺต;ิ

เพราะเหตนุ นั้ ในวนั นนั้ อ. พระศาสดา ทรงตรวจดแู ล้ว ตสฺมา ตํทิวสํ สตฺถา ตสฺส อปุ นิสสฺ ยํ
ซซงงึ่ึ่ ธธรรรรมมอตนั รเปัส็นแอลปุ้วนซสิ ง่ึยั วาจแหาเง่ ปก็นฎุ เมุ คพร่ืชีออื่งวกา่ลมา่ หวาโดบยาลลนำ� นดั้ บั เมอ่ื ทรงแสดง โอโลเกตฺวา ธมมฺ ํ เทเสนฺโต อนปุ พุ ฺพีกถํ กเถส.ิ

(อ. อนั ถามวา่ อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว ซงึ่ วาจาเป็นเคร่ือง เสยฺยถีทํ? ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ
กลา่ วโดยลำ� ดบั ) อยา่ งไรนี ้ (ดงั นี)้ ? (อ.อนั แก้วา่ อ.พระศาสดา)
ทรงประกาศแล้ว ซง่ึ วาจาเป็นเครื่องกลา่ วซงึ่ ทาน ซง่ึ วาจาเป็น
เครื่องกลา่ วซงึ่ ศีล ซงึ่ วาจาเป็นเคร่ืองกลา่ วซง่ึ สวรรค์

ผลิตส่ือการเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรม วัดพระธรรมกาย 5

ซง่ึ โทษ ซงึ่ การกระทําต�่ำ ซง่ึ ความเศร้าหมองพร้อมแหง่ กาม ท. กามานํ อาทีนวํ โอการํ สงฺกิเลสํ เนกฺขมเฺ ม อานิสสํ ํ
ซงึ่ อานิสงส์ ในการออกบวช (ดงั นี)้ ฯ ปกาเสส.ิ
อ.บตุ อร.แกลฎุ ะมุ ธพิดีชา่ือทว.า่ หมรหือาบหารืลอวา่ ฟอัง.แโภล้วคะ ซงึ่ พระดํารัสนนั้ คดิ แล้ว วา่ คจฺฉนตฺตํ สํ ตปุ ฺวตุ าฺตธมีตหโารปวาาโลโภกคฏุ ามุ วพฺ าิโกนาจนินคุ ฺเจตฺฉสนิ ฺต“ป,ิ สรรโลีรํปกิํ
ท. ยอ่ มไมไ่ ปตาม (ซง่ึ บคุ คล)
ผ้ไู ปอยู่ สโู่ ลกอื่น, แม้ อ. สรีระ ยอ่ มไมไ่ ป กบั ด้วยตน, อ. ประโยชน์ อตฺตนา สทฺธึ น คจฺฉติ ; กึ เม ฆราวาเสน ,
อะไร ของเรา ด้วยการอยคู่ รองซงึ่ เรือน , อ. เรา จกั บวช ดงั นี ้ ฯ ปพฺพชิสสฺ ามีติ.
ในกาอล.เปก็ฏุนมุทพ่ีสดุีชล่ืองวรา่ อมบหแาหบง่าเลทศนนานั้ เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซงึ่ พระศาสดา โส เทสนาปริโยสาเน สตฺถารํ อปุ สงฺกมิตฺวา
ทลู ขอแล้ว ซง่ึ การบวช ฯ ปพฺพชฺชํ ยาจิ.

อ. ญคารตัง้ ินผนั้้คู วอร.แพล้รวะศแกาส่คดวาามตเปร็ัสนแผล้อู ้วนั ทกา่ ะนกพฎุ งึมุ อพําีชล่ือาวา่บมาหงคาบนาขลอนงนั้ ทา่วนา่ อถ นํ สตฺถา “นตฺถิ เต โกจิ อาปจุ ฺฉิตพฺพยตุ ฺตโก
ญาตีติ ตอาํ หอ.าป“จุ กฺฉนาิฏหฺฐีตภ.ิ าตา เม อตฺถิ ภนฺเตต.ิ
ยอ่ มไมม่ ี หรือ ? ดงั นี ้ฯ น(้ออ.งชกาฎุ ยมุ ผพ้นู ีช้อ่ือยวทา่ ่ีสมดุหาขบอางลข้ากพรารบะอทงลู คแ์ ล้วมวีอา่ ย)ู่ “เตนหิ
ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ อ.
ดงั นี ้ ฯ (อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว วา่ ) ถ้าอยา่ งนนั้ อ.ทา่ น จงอําลา
ซง่ึ น้องชายผ้นู ้อยที่สดุ นนั้ ดงั นี ้ ฯ

ถวายอบ.งั คกมฎุ แมุ ลพ้วีชซ่ืองึ่ พวา่รมะศหาาสบดาาลนไปนั้ แล้วรับสพเู่ รรือ้อนมแยลงั ้วบคุ วคา่ ล อ. ดีละ ดงั นี ้ โส “สาธตู ิ สมปฺ ฏิจฺฉิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา
ให้ร้องเรียกแล้ว เคหํ คนฺตฺวา สกวนิญิฏฺฐฺญํ าปณกกฺโกาสวิญาเปฺญตาฺวณากํ “ตาต ยํ
ซง่ึ น้องชายผ้นู ้อยที่สดุ (กลา่ วแล้ว) วา่ แนะ่ พอ่ อ. ทรัพย์ไร ๆ อิมสมฺ ึ กเุ ล ธนํ กิญฺจิ
อนั เป็นไปกบั ด้วยวญิ ญาณและไมม่ ีวญิ ญาณใด มีอยู่ ในตระกลู นี,้ อตฺถิ, สพฺพนฺตํ ตว ภาโร, ปฏิปชฺชาหิ นนฺต.ิ
อ. ทรพั ยน์ นั้ ทงั้ ปวง เป็นภาระ ของทา่ น (จงเป็น) , อ. ทา่ น จงครอบครอง “ตุมฺเห ปน สามีติ. “อหํ สตฺถุ สนฺติเก
ซงึ่ ทรัพย์นนั้ ดงั นี ้ฯ (อ. น้องชายผ้นู ้อยท่ีสดุ นนั้ ถามแล้ว) วา่ ข้าแตน่ าย ปพฺพชิสฺสามีติ .
ก็ อ. ทา่ น ท. เลา่ ? ดงั นี ้ ฯ ขอ(องพ. กรฏะุ ศมุ าพสีชด่ือาวา่ดมงั นหีา้ ฯบาลนนั้ กลา่ วแล้ว)
วา่ อ. เรา จกั บวช ในสาํ นกั
(อ. น้องชายผ้นู ้อยท่ีสดุ นนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ี่ อ. ทา่ น “ กึ กเถสิ ภาตกิ ; ตฺวํ เม มาตริ มตาย มาตา
กลา่ วแล้ว ซง่ึ คําอะไร, อ. ทา่ น ครัน้ เมื่อมารดา ตายแล้ว เป็นผู้ อนั เรา วิย, ปิ ตริ มเต ปิ ตา วยิ ลทฺโธ , เคเห โว มหาวภิ โว,
(ได้แล้ว) ราวกะ อ. มารดา (ยอ่ มเป็น), (อ. ทา่ น) ครัน้ เม่ือบดิ า ตายแล้ว สกฺกา เคหํ อชฺฌาวสนฺเตเหว ปญุ ฺญานิ กาตํุ ;
เป็นผ้อู นั เรา (ได้แล้ว) ราวกะ อ. บดิ า (ยอ่ มเป็น), อ. สมบตั อิ นั บคุ คล มา เอวมกตฺถาต.ิ
พงึ เสวยใหญ่ (มอี ย)ู่ ในเรือน ของทา่ น ท., (อนั ทา่ น ท.) ผ้อู ยคู่ รอบครองอยู่
ซง่ึ เรือนนน่ั เทียว อาจ เพื่ออนั กระทํา ซง่ึ บญุ ท., อ. ท่าน ท.
อยา่ ได้กระทําแล้ว อยา่ งนี ้ ดงั นี ้ ฯ

ของพ(อระ. ศกาฎุ สมุ ดพาชี อ่ื วอา่ นั มเหราาบฟาังลแกลล้วา่, วแกล็ ้ว)อว.า่ ธรแรนมะ่ อพนัอ่ งอาม. พในระเบธือร้ รงมตเ้นทศแลนะา “ตาต มยา สตถฺ ุ ธมมฺ เทสนา สตุ า, สตถฺ ารา หิ
สณฺหสุขุมํ ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา อาทิมชฺฌ-
ทา่ มกลางและทส่ี ดุ ลงรอบ อนั พระศาสดา ทรงยกขนึ ้ แล้ว สลู่ กั ษณะ ๓ ปริโยสานกลฺยาณธมโฺ ม เทสโิ ต. น สกฺกา โส
ทงั้ ละเอียดทงั้ ออ่ น ทรงแสดงแล้ว, อ. ธรรมอนั งามในเบือ้ งต้นและ อคารมชฺเฌ ปเู รตํ;ุ ปพฺพชิสสฺ ามิ ตาตาต.ิ
ทา่ มกลางและที่สดุ ลงรอบนนั้ (อนั เรา) ไมอ่ าจ เพ่ืออนั ให้เตม็ ได้
ในทา่ มกลางแหง่ เรือน, แนะ่ พอ่ อ. เรา จกั บวช ดงั นี ้ ฯ
(อ.น้องชายผ้นู ้อยท่ีสดุ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ่ี เออก็ (อ.ทา่ น ท.) “ ภาติก ตรุณาปิ จ ตาว , มหลฺลกกาเล
เป็นคนหนมุ่ (ยอ่ มเป็น) ก่อน, อ.ทา่ น ท. จกั บวช ในกาลแหง่ ตน ปพฺพชิสสฺ ถาต.ิ
เป็นคนแก่ ดงั นี ้ ฯ
(อ. กฎุแมุหพง่ ชีคอ่ื นวแา่ มกห่ าบเปา็ลนอกวลยัา่ ววแะลไว้ม)ฟ่ วังา่ ตแานมะ่ พยอ่อ่ มกเ็ปแ็นม,้ อ. มอื และเท้า ท. “ตาต มหลฺลกสสฺ หิ อตฺตโน หตฺถปาทาปิ
ของตน ยอ่ มไมเ่ ป็นไป อนสสฺ วา โหนฺต,ิ น วเส วตฺตนฺต,ิ กิมงฺคํ ปน
ในอํานาจ, ก็ อ. องค์อะไรเลา่ อ. ญาติ ท. (จกั เป็นไป ในอํานาจ), ญาตกา , สวฺ าหํ ตว วจนํ น กโรมิ, สมณปฏิปตฺตึ
อ. เรา นนั้ จะไมก่ ระทาํ ซงึ่ คาํ ของทา่ น, อ. เรา ยงั ความปฏบิ ตั แิ หง่ สมณะ ปเู รสสฺ ามิ,
จกั ให้เตม็ ,

6 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

อ.มือและเทา้ ท. ของบคุ คคลใด เป็นอวยั วะคร�่ำคร่าแลว้ เพราะชรา ชราชชชฺ ริตา โหนตฺ ิ หตถฺ ปาทา อนสสฺ วา
เป็นอวยั วะไม่ฟังตาม ย่อมเป็น, อ. บคุ คลนนั้ ผูม้ ีเรี่ยวแรงอนั ชรา ยสสฺ , โส วิหตตฺถาโม กถํ ธมฺมํ จริสฺสติ,
ก�ำจดั แลว้ จกั ประพฤติ ซึ่งธรรม อย่างไร,

แนะ่ พอ่ อ. เรา จกั บวชนน่ั เทียว ดงั นี ้ฯ ปพฺพชิสฺสาเมวาหํ ตาตาต.ิ
เม่ือน้องชายผ้นู ้อยที่สดุ นนั้ ร้องไห้อยนู่ น่ั เทียว, (ทอลู .ขกอฎุ แมุ ลพ้วี ตสฺส วิรวนฺตสฺเสว , สตฺถุ สนฺตกิ ํ คนฺตฺวา ปพฺพชฺชํ
ช่ือวา่ มหาบาลนนั้ ) ไปแล้ว สสู่ �ำนกั ของพระศาสดา
ซง่ึ บรรพชา, ผ้มู ีบรรพชาและอปุ สมบทอนั ได้แล้ว อยแู่ ล้ว สนิ ้ ปี ท. ยาจิตฺวา, ลทฺธปพฺพชฺชปู สมปฺ โท อาจริยปุ ชฺฌายานํ
๕ ในส�ำนกั ของพระอาจารย์และพระอปุ ัชฌาย์ ท., ผ้มู ีกาลฝน สนฺตเิ ก ปญฺจ วสสฺ านิ วสติ ฺวา, วตุ ฺถวสโฺ ส
อนั อยแู่ ล้ว ปวารณาแล้ว, เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซงึ่ พระศาสดา ถวายบงั คมแล้ว ปวาเรตฺวา, สตฺถารํ อปุ สงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ปจุ ฺฉิ
ทลู ถามแล้ว วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ อ. ธรุ ะ ท. ในศาสนานี ้ “ภนฺเต อิมสฺมึ สาสเน กติ ธรุ านีติ.

เทา่ ไร ดงั นี ้ ฯ “คนฺถธรุ ํ วิปสสฺ นาธรุ นฺติ เทฺวเยว ธรุ านิ ภิกฺขตู .ิ
(อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ อ. ธรุ ะ ท. สองนนั่ เทยี ว
คือ อ. คนั ถธรุ ะ อ. วปิ ัสสนาธรุ ะ ดงั นี ้ฯ
(อ. ภกิ ษุชอ่ื วา่ มหาบาล ทลู ถามแล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ “กตมํ ปน ภนฺเต คนฺถธรุ ํ, กตมํ วปิ สสฺ นาธรุ นฺต.ิ
ก็ อ. คนั ถธรุ ะ เป็นไฉน ?, อ. วิปัสสนาธรุ ะ เป็นไฉน ? ดงั นี ้ ฯ
(อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ อ.ธรุ ะนี ้คือ อ. การเรียนเอาแล้ว “อตฺตโน ปญฺญานรุ ูเปน เอกํ วา เทฺว วา
นิกาเย สกลํ วา ปน เตปิ ฏกํ พทุ ฺธวจนํ อคุ ฺคณฺหิตฺวา
ซง่ึ นกิ าย หนง่ึ หรือ หรือวา่ ซง่ึ นกิ าย ท. สอง กห็ รือวา่ ซง่ึ พระพทุ ธพจน์ ตสฺส ธารณํ กถนํ วาจนนฺติ อิทํ คนฺถธรุ ํ นาม .
คอื ประชมุ แหง่ ปิฎกสาม ทงั้ สนิ ้ ทรงจำ� กลา่ ว บอก ซงึ่ พระพทุ ธพจน์
นนั้ ตามสมควรแกป่ ัญญาของตน ชอ่ื วา่ คนั ถธรุ ะ ฯ
สว่ นวา่ อ. ธรุ ะนี ้ คือ อ. การ เร่ิมตงั้ แล้ว ซง่ึ ความสนิ ้ ไปและ สลฺลหกุ วตุ ฺติโน ปน ปนฺตเสนาสนาภิรตสฺส
อตฺตภาเว วขฑยฺเวฒยตํ ฺวาปฏฺ€เปอตรฺวหาตฺตคสฺคาหตณจฺจนกฺติริิยาวเสอิทนํ
ความเส่ือมไป ในอตั ภาพ ยงั วิปัสสนา ให้เจริญแล้ว ด้วยสามารถ วปิ สฺสนํ
แหง่ การกระท�ำโดยความเป็นแหง่ ความตดิ ตอ่ ถือเอาซง่ึ ความเป็น วิปสฺสนาธรุ ํ นามาต.ิ
แหง่ พระอรหนั ต์ (แหง่ ภิกษุ) ผ้ยู ินดีย่ิงแล้วในเสนาสนะอนั สงดั แล้ว
ผ้มู ีความประพฤตเิ บาพร้อม ช่ือวา่ วปิ ัสสนาธรุ ะ ดงั นี ้ ฯ
(อ. ภกิ ษชุ อ่ื วา่ มหาบาล กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ “ภนฺเต อหํ มหลฺลกกาเล ปพฺพชิโต คนฺถธรุ ํ
ปเู รตํุ น สกฺขิสสฺ ามิ, วปิ สสฺ นาธรุ ํ ปน ปเู รสสฺ ามิ;
อ. ข้าพระองค์ บวชแล้ว ในกาลแห่งตนเป็ นคนแก่ จักไม่อาจ กมมฺ ฏฺ€านํ เม กเถถาต.ิ
เพ่ืออนั ยงั คนั ถธรุ ะให้เตม็ , แตว่ า่ อ. ข้าพระองค์ ยงั วปิ ัสสนาธรุ ะ
จักให้เต็ม ; อ. พระองค์ ท. ขอจงตรัสบอก ซึ่งกัมมัฏฐาน
แก่ข้าพระองค์ ดงั นี ้ ฯ

ครัง้ นนั้ อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว ซง่ึ กมั มฏั ฐาน เพียงใด อถสสฺ สตฺถา ยาว อรหตฺตา กมมฺ ฏฺฐานํ
แตค่ วามเป็นแหง่ พระอรหนั ต์ แก่ภิกษุชื่อวา่ มหาบาลนนั้ ฯ กเถส.ิ

อ. ภิกษุชื่อวา่ มหาบาลนนั้ ถวายบงั คมแล้ว ซง่ึ พระศาสดา, โส สตฺถารํ วนฺทิตฺวา, อตฺตนา สหคามิโน ภิกฺขู
แสวงหาอยู่ ซง่ึ ภิกษุ ท. ผ้ไู ปโดยปกตกิ บั ด้วยตน, ได้แล้ว ซงึ่ ภิกษุ ท. ปริเยสนฺโต วีสโสยฏชฺ €นี สตภมิกคฺขฺคู ํ ลภิตฺวา, เตหิ สทฺธึ
หกสบิ , ออกไปแล้ว กบั ด้วยภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ , ไปแล้ว สนิ ้ หนทาง นิกฺขมิตฺวา, คนฺตฺวา, เอกํ มหนฺตํ
มรี ้อยแหง่ โยชนย์ สี่ บิ เป็นประมาณ, ถงึ แล้ว ซงึ่ บ้านอนั เป็นทสี่ ดุ เฉพาะ ปจฺจนฺตคามํ ปตฺวา, ตตฺถ สปริวาโร ปิ ณฺฑาย
หมใู่ หญ่ ต�ำบลหนง่ึ , ผ้เู ป็นไปกบั ด้วยบริวาร ได้เข้าไปแล้ว ปาวสิ .ิ
ในบ้านนนั้ เพื่อก้อนข้าว ฯ

อ. มนษุ ย์ ท. เหน็ แล้ว ซง่ึ ภิกษุ ท. ผ้ถู งึ พร้อมแล้วด้วยวตั ร มนสุ สฺ า วตตฺ สมปฺ นเฺ น ภกิ ขฺ ู ทสิ วฺ า ปสนนฺ จติ ตฺ า,
เป็นผ้มู จี ติ เลอื่ มใสแล้ว (เป็น), ปลู าดแล้ว ซงึ่ อาสนะ ท. (ยงั ภกิ ษุ ท.) อาสนานิ ปญญฺ าเปตวฺ า นสิ ที าเปตวฺ า, ปณเี ตนาหาเรน
ให้นงั่ แล้ว องั คาสแล้ว ด้วยอาหารอนั ประณีต ถามแล้ว ว่า ปริวิสิตฺวา, “ภนฺเต กุหึ อยฺยา คจฺฉนฺตีติ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อ.พระผู้เป็ นเจ้า ท. จะไป ในท่ีไหน ดงั นี ้ ปจุ ฺฉิตฺวา, “ยถาผาสกุ ฏฺ€านํ อปุ าสกาติ วตุ ฺเต,
(ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ ดกู ่อนอบุ าสกและอบุ าสกิ า ท. (อ. เรา ท. จะไป)
สู่ที่อันมีความส�ำราญอย่างไร ดังนี ้ (อันภิกษุ ท. เหล่านัน้ )
กลา่ วแล้ว,
ผลติ สือ่ การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปริยัตธิ รรม วดั พระธรรมกาย 7

อ. มนษุ ย์ผ้เู ป็นบณั ฑิต ท. ทราบแล้ว วา่ อ. ทา่ นผ้เู จริญ ท. ปณฺฑิตมนสุ สฺ า “วสฺสาวาสํ เสนาสนํ ปริเยสนฺติ
แสวงหาอยู่ ซงึ่ เสนาสนะ อนั เป็นทอ่ี ยจู่ ำ� ซงึ่ พรรษา ดงั นี ้ กลา่ วแล้ว ภทนฺตาติ ญตฺวา “ภนฺเต สเจ อยฺยา อิมํ เตมาสํ อิธ
วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ถ้าวา่ อ. พระผ้เู ป็นเจ้า ท. พงึ อยู่ ในที่นี ้ วเสยฺยํ;ุ มยํ สรเณสุ ปตฏิ ฺ€าย, สลี านิ คณฺเหยฺยามาติ
ตลอดหมวดแหง่ เดือนสาม นี ้ไซร้ ; อ.ข้าพเจ้า ท. ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว อาหํส.ุ
ในสรณะ ท. , พงึ ถือเอา ซงึ่ ศีล ท. ดงั นี ้ฯ
อ. ภกิ ษุ ท. แม้เหลา่ นนั้ (ยงั คำ� นมิ นต)์ ให้อยทู่ บั แล้ว (ด้วยอนั คดิ ) เตปิ “มยํ อิมานิ กลุ านิ นิสฺสาย, ภวนิสสฺ รณํ
วา่ อ. เรา ท. อาศยั แล้ว ซง่ึ ตระกลู ท. เหลา่ นี,้ จกั กระท�ำ กริสฺสามาติ อธิวาเสสํุ. มนุสฺสา เตสํ ปฏิญฺญํ
ซง่ึ การออกไปจากภพ ดงั นี ้ ฯ อ. มนษุ ย์ ท. รับแล้ว ซงึ่ ปฏิญญา คเหตฺวา วหิ ารํ ปฏิชคฺคติ ฺวา รตนฺติพฏิ ฺท€าฺธนํ ทติวเามฏวฺ€านคาามนิํ
ของภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ จดั แจงแล้ว ซงึ่ ที่เป็นที่อยู่ ยงั ที่เป็นที่พกั สมปฺ าเทตฺวา อทํส.ุ เต
ในกลางคืนและที่เป็ นที่พักในกลางวัน ท. ให้ถึงพร้ อมแล้ว ปิ ณฺฑาย ปวสิ นฺต.ิ
ได้ถวาย แล้ว ฯ อ. ภกิ ษุ ท. เหลา่ นนั้ ยอ่ มเข้าไป สบู่ ้าน นนั้ นน่ั เทยี ว
เพ่ือบณิ ฑะ เนืองนิตย์ ฯ
ครัง้ นนั้ อ.หมอ คนหนง่ึ เข้าไปหาแล้ว ซงึ่ ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ อถ เน เอโก เวชฺโช อปุ สงฺกมิตฺวา, “ภนฺเต
ปวารณาแล้ว (ด้วยค�ำ) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ช่ือแม้ อ.ความทกุ ข์ อพปุหปฺนุ นฺนฺเํ นว, สนมฏยฺฐฺหาํ เนกเถอยผฺยาาสถกุ ;ํปิ นาม โหต,ิ ตสฺมึ
มิใชค่ วามสำ� ราญ ยอ่ มมี ในที่เป็นที่อยู่ แหง่ พระผ้เู ป็นเจ้า ท. มาก เภสชฺชํ กริสสฺ ามีติ
ครัน้ เม่ือความทกุ ข์มิใชค่ วามสำ� ราญนนั้ เกิดขนึ ้ แล้ว อ.ทา่ น ท. ปวาเรส.ิ
พงึ บอกแก่ข้าพเจ้า อ.ข้าพเจ้า จกั กระท�ำ ซง่ึ ยา ดงั นี ้ฯ
อ.พระเถระ เรียกมาแล้ว ซงึ่ ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ถามแล้ว วา่ เถโร วสฺสปู นายิกาทิวเส เต ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา
ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ ท. อ.ทา่ น ท. จกั ยงั กาลให้น้อมไปลว่ งวเิ ศษ ปุจฺฉิ “ อาวุโส อิมํ เตมาสํ กตีหิ อิริยาปเถหิ
ด้วยอิริยาบถ ท. เท่าไร ตลอดหมวดแห่งเดือนสามนี ้ ดังนี ้ วีตนิ าเมสสฺ ถาต.ิ
ในวนั คือดถิ ีเป็นท่ีน้อมเข้าไปใกล้แหง่ กาลฝน ฯ
(อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ “จตหู ิ ภนฺเตต.ิ
อ. กระผม ท. จกั ยงั กาลให้น้อมไปลว่ งวเิ ศษ ด้วยอิริยาบถ ท. ส่ี
ตลอดหมวดแห่งเดือนสามนี ้ ดงั นี ้ฯ
(อ. พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท. ก็ “ กึ ปเนตํ อาวโุ ส ปฏิรูปํ , นนุ อปปฺ มตฺเตหิ
อ.อนั ยงั กาลให้น้อมไปลว่ งวเิ ศษ ด้วยอิริยาบถ ท. สี่ ตลอดหมวด ภวิตพฺพํ? มยํ หิ ธรมานสสฺ พทุ ฺธสฺส สนฺตกิ า
แหง่ เดือนสามนี ้ แหง่ ทา่ น ท. นนั่ เป็นกรรมอนั สมควร ยอ่ มเป็น กมมฺ ฏฺ€านํ คเหตฺวา อาคตา,
หรือ อนั เรา ท. พงึ เป็นผ้ไู มป่ ระมาทแล้ว พงึ เป็น มใิ ชห่ รือ, เพราะวา่
อ.เรา ท. เรียนเอาแล้ว ซง่ึ พระกรรมฐาน จากสำ� นกั ของพระพทุ ธเจ้า
ผ้ยู งั ทรงพระชนม์อยู่ มาแล้ว,
จริงอยู่ ชื่อ อ. พระพทุ ธเจ้า ท. อนั บคุ คลผ้โู อ้อวด ไมอ่ าจ พทุ ฺธา จ นาม น สกฺกา สเ€น อาราเธตํ,ุ
เพอื่ อนั ทรงให้ยนิ ดยี งิ่ , ด้วยวา่ อ. พระพทุ ธเจ้า ท. เหลา่ นนั่ อนั บคุ คล กลยฺ าณชฺฌาสเยน เหเต อาราเธตพฺพา, ปมตฺตสสฺ
ผ้มู ีอธั ยาศยั อนั งาม พึงให้ทรงยินดียิ่ง, จริงอยู่ อ. อบาย ท. ส่ี จ นาม จตฺตาโร อปายา สกเคหสทิสา, อปปฺ มตฺตา
เป็นเชน่ กบั ด้วยเรือนของตน (ยอ่ มเป็น) ชอื่ แหง่ บคุ คลผ้ปู ระมาทแล้ว, โหถาวโุ สติ.
ดกู อ่ นทา่ นผ้มู อี ายุ ท. อ. ทา่ น ท. เป็นผ้ไู มป่ ระมาทแล้ว จงเป็น ดงั นี ้ฯ
(อ. ภกิ ษุ ท. ถามแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ก็ อ. ทา่ น ท. เลา่ ? “ตมุ เฺ ห ปน ภนฺเตต.ิ
ดงั นี ้ ฯ (อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ ท. “อหํ ตีหิ อิริยาปเถหิ วีตนิ าเมสสฺ ามิ, ปิ ฏฺฐึ
อ.เรา จกั ยงั กาลให้น้อมไปลว่ งวเิ ศษ ด้วยอิริยาบถ ท. สาม, น ปสาเรสฺสามิ อาวโุ สต.ิ
อ. เรา จกั ไมเ่ หยยี ด ซง่ึ หลงั ดงั นี ้ ฯ (อ. ภกิ ษุ ท. เหลา่ นนั้ กลา่ วแล้ว) “สาธุ ภนฺเต, อปปฺ มตฺตา โหถาต.ิ
วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. ดีละ, อ.ทา่ น ท. จงเป็นผ้ไู มป่ ระมาทแล้ว
(จงเป็ น) ดงั นี ้ ฯ
เมอ่ื พระเถระ ไมก่ ้าวลงอยู่ สคู่ วามหลบั , ครนั้ เมอื่ เดอื นทหี่ นงึ่ เถรสสฺ นิทฺทํ อโนกฺกมนฺตสฺส, ปฐมมาเส
ก้าวลว่ งแล้ว, อ. โรคในนยั น์ตา เกิดขนึ ้ แล้ว ฯ อ. สายน�ำ้ ท. อติกฺกนฺเต , อกฺขิโรโค อุปฺปชฺชิ. ฉิทฺทฆฏโต
ยอ่ มไหลออก จากนยั น์ตา ท. ราวกะ อ. สายแหง่ นำ� ้ ท. (ไหลออกอย)ู่ อทุ กธารา วยิ อกฺขีหิ ธารา ปคฺฆรนฺต.ิ โส สพฺพรตฺตึ
จากหม้ออนั ทะลแุ ล้ว ฯ อ. พระเถระนนั้ กระท�ำแล้ว ซงึ่ สมณธรรม สมณธมมฺ ํ กตฺวา, อรุณคุ ฺคมเน คพฺภํ ปวสิ ติ ฺวา
ตลอดราตรีทงั้ ปวง, เข้าไปแล้ว สหู่ ้อง ในกาลเป็นท่ีขนึ ้ ไปแหง่ อรุณ นิสที ิ.
นงั่ แล้ว ฯ

8 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

อ. ภกิ ษุ ท. ไปแล้ว สสู่ ำ� นกั ของพระเถระ ในเวลาเป็นทเี่ ทย่ี วไป ภิกฺขู ภิกฺขาจารเวลาย เถรสฺส สนฺตกิ ํ คนฺตฺวา
เพื่อภิกษา กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ น ผ้เู จริญ ( อ. เวลานี)้ “ภิกฺขาจารเวลา ภนฺเตติ อาหํส.ุ
เป็นเวลาเป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกษา (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฯ
(อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ ท. ถ้าอยา่ งนนั้ “ เตนหาวโุ ส คณฺหถ ปตฺตจีวรนฺติ อตฺตโน
อ. ทา่ น ท. จงถอื เอา ซงึ่ บาตรและจวี ร ดงั นี ้ (ยงั ภกิ ษุ ท.) ให้ถอื เอาแล้ว ปตฺตจีวรํ คาหาเปตฺวา นิกฺขมิ.
ซงึ่ บาตรและจีวร ของตน ออกไปแล้ว ฯ
อ. ภิกษุ ท. เห็นแล้ว ซ่ึงนัยน์ตา ท. ของพระเถระนัน้ ภิกฺขู ตสสฺ อกฺขี ปคฺฆรนฺเต ทิสวฺ า “กิเมตํ
อนั หลงั่ ออกอยู่ ถามแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ.เหตนุ น่ั อะไร ดงั นี ้ฯ ภนฺเตติ ปจุ ฺฉึส.ุ
(อ. พระเถระ) (กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ ท. อ. ลม ท. “อกฺขี เม อาวโุ ส วาตา วชิ ฺฌนฺตีต.ิ
ยอ่ มเสียดแทง ซง่ึ นยั น์ตา ท. ของเรา ดงั นี ้ฯ
(อ. ภิกษุ ท. กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ. เรา ท.) “นนุ ภนฺเต เวชฺเชนมหฺ ปวาริตา, ตสสฺ
เป็นผ้อู นั หมอปวารณาแล้ว ยอ่ มเป็น มิใชห่ รือ, อ. เรา ท. พงึ บอก กเถยฺยามาต.ิ
แก่หมอนนั้ ดงั นี ้ฯ (อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ “สาธาวโุ สต.ิ
ท. อ. ดีละ ดงั นี ้ฯ อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ บอกแล้ว แก่หมอ ฯ เต เวชฺชสสฺ กถยสึ .ุ
อ. หมอนนั้ หงุ แล้ว ซง่ึ น�ำ้ มนั สง่ ไปแล้ว ฯ โส เตลํ ปจิตฺวา เปเสส.ิ
อ. พระเถระ เม่ือหยอด ซงึ่ น�ำ้ มนั ผ้นู งั่ แล้วเทียว หยอดแล้ว เถโร นาสาย เตลํ อาสญิ ฺจนฺโต นิสนิ ฺนโกว
โดยจมกู ได้เข้าไปแล้ว สภู่ ายในแหง่ บ้าน ฯ อาสญิ ฺจิตฺวา อนฺโตคามํ ปาวิส.ิ
อ. หมอ เหน็ แล้ว กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ได้ยินวา่ เวชฺโช ทิสวฺ า อาห “ภนฺเต อยฺยสฺส กิร อกฺขี
อ. ลม ยอ่ มเสยี ดแทง ซง่ึ นยั น์ตา ท. ของพระผ้เู ป็นเจ้า หรือ ดงั นี ้ ฯ วาโต วิชฺฌตีต.ิ
(อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู อ่ นอบุ าสก เออ (อ. อยา่ งนนั้ ) ดงั นี ้ฯ “อาม อปุ าสกาต.ิ
(อ.หมอ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. น�ำ้ มนั อนั กระผม “ภนฺเต มยา เตลํ ปจิตฺวา เปสติ ํ, นาสาย
หงุ แล้ว สง่ ไปแล้ว, (อ.น�ำ้ มนั ) อนั ทา่ น ท. หยอดแล้วโดยจมกู หรือ โว อาสติ ฺตนฺต.ิ
ดงั นี ้ ฯ (อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู อ่ นอบุ าสก เออ (อ. อยา่ งนนั้ ) “อาม อปุ าสกาต.ิ
ดงั นี ้ฯ
(อ. หมอ กลา่ วแล้ว) วา่ ในกาลนี ้ (อกฺขิยคุ ํ อ. คแู่ หง่ นยั น์ตา) “อิทานิ กีทิสนฺติ.
เป็นเชน่ ไร (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฯ (อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ “รุชเตว อปุ าสกาต.ิ
ดกู ่อนอบุ าสก (อ. ลม) เสียดแทงอยนู่ นั่ เทียว ดงั นี ้ ฯ
อ. หมอ คดิ แล้ว วา่ อ. น�ำ้ มนั อนั เรา สง่ ไปแล้ว เพ่ืออนั ยงั โรค เวชฺโช “มยา เอกวาเรเนว วปู สมนตฺถํ เตลํ ปหิตํ,
ให้เข้าไปสงบวเิ ศษ โดยวาระหนง่ึ นน่ั เทียว , อ. โรค ไมเ่ ข้าไปสงบ กินฺนุ โข โรโค น วปู สนฺโตติ จินฺเตตฺวา “ภนฺเต
วิเศษแล้ว เพราะเหตอุ ะไรหนอแล ดงั นี ้ถามแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ น นิสีทิตฺวา โว อาสติ ฺตํ, นิปชฺชิตฺวาติ ปจุ ฺฉิ.
ผ้เู จริญ (อ. น�ำ้ มนั ) อนั ทา่ น ท. นง่ั แล้ว หยอดแล้ว หรือ, ( หรือวา่
อ. น�ำ้ มนั อนั ทา่ น ท.) นอนแล้ว (หยอดแล้ว) ดงั นี ้ฯ
อ. พระเถระ เป็นผ้นู ่ิง ได้เป็นแล้ว; แม้ผ้อู นั หมอถามอยู่ บอ่ ย ๆ เถโร ตณุ ฺหี อโหส;ิ ปนุ ปปฺ นุ ํ ปจุ ฺฉิยมาโนปิ
ไมบ่ อกแล้ว ฯ อ. หมอนนั้ คดิ แล้ว วา่ อ. เรา ไปแล้ว สวู่ หิ าร น กเถส.ิ โส “วิหารํ คนฺตฺวา วสคนจฺฉฏฺถ€าานตํิ
จกั ตรวจดู ซง่ึ ที่เป็นท่ีอยู่ ดงั นี ้ (กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ โอโลเกสฺสามีติ จินฺเตตฺวา “เตนหิ ภนฺเต
ถ้าอยา่ งนนั้ อ. ทา่ น ท. จงไป ดงั นี ้ ผละแล้ว ซงึ่ พระเถระ ไปแล้ว เถรํ วสิ สฺ ชฺเชตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา เถรสฺส
สวู่ หิ าร ตรวจดอู ยู่ ซง่ึ ทเี่ ป็นทอี่ ยู่ ของพระเถระ เหน็ แล้ว ซง่ึ ทเี่ ป็นทจ่ี งกรม อสวสายสนนติฏฏฺฺต€ฺ €าํ,านนนํ ํ ิปโอปฺอโนลทฺเเิสนกฺวนหาฺโีตติ จง“กฺ มภนนนฺเสิ ตที นฏนฺ€าิสนินเมฺเนวหทิ สิ วโฺ าว
และที่เป็นที่นง่ั นนั่ เที่ยว ไมเ่ หน็ แล้วซง่ึ ท่ีเป็นที่นอน ถามแล้ว วา่ ปจุ ฺฉิ.
ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ. น�ำ้ มนั ) อนั ทา่ น ท. ผ้นู งั่ แล้ว หยอดแล้วหรือ,
(หรือวา่ อ. น�ำ้ มนั อนั ทา่ น ท.) ผ้นู อนแล้ว (หยอดแล้ว) ดงั นี ้ ฯ
อ. พระเถระ เป็นผ้นู ิ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ เถโร ตณุ ฺหี อโหส.ิ
(อ.หมอ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. ทา่ น ท. “ มา ภนฺเต เอวมกตฺถ; สมณธมโฺ ม นาม ,
อยา่ ได้กระท�ำแล้ว อยา่ งนี ้ : ช่ือ อ. สมณธรรม, ครัน้ เมื่อสรีระ สรีเร ยาเปนฺเต , สกฺกา กาตํุ ; นิปชฺชิตฺวา
เป็นไปอย,ู่ (อนั ทา่ น ท.) อาจ เพ่ืออนั กระท�ำ ; อ. ทา่ น ท. อาสญิ ฺจถาติ ปนุ ปปฺ นุ ํ ยาจิ.
ขอจงนอนหยอด ดงั นี ้ อ้อนวอนแล้ว บอ่ ย ๆ ฯ
(อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ อ. ทา่ น จงไป, “คจฺฉาวโุ ส, มนฺเตตฺวา ชานิสฺสามีต.ิ
อ. เรา ปรึกษาแล้ว จกั รู้ ดงั นี ้ฯ

ผลิตสื่อการเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ตั ธิ รรม วัดพระธรรมกาย 9

(อ.อนั ถาม) วา่ ก็ อ. ญาติ ท. ของพระเถระ (ยอ่ มไมม่ ีนน่ั เทียว) เถรสสฺ จ ตตฺถ เนว ญาตี น สาโลหิตา อตฺถิ,
ในบ้านนนั้ (อ. ชน ท.) ผ้เู ป็นไปกบั ด้วยเลอื ด (ของพระเถระ) ยอ่ มไมม่ ี เกน สทธฺ ึ มนเฺ ตยยฺ ? กรชกาเยน ปน สทธฺ ึ มนเฺ ตนโฺ ต
(ในบ้านนนั้ ) (อ. พระเถระ) พงึ ปรึกษา กบั ด้วยใคร ? (ดงั นี)้ ฯ “ วเทหิ ตาว อาวโุ ส ปาลติ , กึ อกฺขี โอโลเกสฺสสิ
(อ.อนั แก้) วา่ (อ.พระเถระ พงึ ปรึกษา กบั ด้วยกรัชกาย ดงั นี)้ ฯ อทุ าหุ พทุ ฺธสาสนํ? อนมตคฺคสฺมึ อหเิ นสกสํ าานริ วฏปฺเฏน
ก็ (อ. พระเถระ) เมื่อปรึกษา กบั ด้วยกรัชกาย กลา่ วสอนอยู่ ตว อกฺขิกาณสสฺ คณนา นตฺถิ,
ซงึ่ กายอนั มีแล้ว วา่ แนะ่ ปาลติ ผ้มู ีอายุ อ. ทา่ น จงกลา่ ว ก่อน , พุทฺธสตานิ พุทฺธสหสฺสานิ อตีตานิ; เตสุ
อ. ทา่ น จกั แลดู ซง่ึ นยั น์ตา ท. หรือ หรือวา่ (อ. ทา่ น จกั แลด)ู เอกพทุ ฺโธปิ น ปริจฺฉินฺโน, อิทานิ อิมํ อนฺโตวสฺสํ
ซงึ่ คำ� สอนของพระพทุ ธเจ้า ? จริงอยู่ อ. อนั นบั ซงึ่ อนั บอดแหง่ นยั นต์ า ตโย มาเส น นิปชฺชิสสฺ ามีติ เต มานสํ พทฺธํ;
แห่งท่าน ย่อมไม่มี ในสังสารวัฏฏ์ อันมีท่ีสุดและเบือ้ งต้น
อนั บคุ คลผ้ไู ปตามอยู่ ไมร่ ู้แล้ว, ก็ อ. ร้อยแหง่ พระพทุ ธเจ้า ท.
อ. พนั แหง่ พระพทุ ธเจ้า ท. มใิ ชห่ นงึ่ ลว่ งไปแล้ว ; ในพระพทุ ธเจ้า ท.
เหล่านัน้ หนา แม้ อ. พระพุทธเจ้าพระองค์หน่ึง (อันท่าน)
ไมก่ �ำหนดแล้ว, ในกาลนี ้ อ. ใจ อนั ทา่ น ผกู แล้ว วา่ อ. เรา
จกั ไมน่ อน สนิ ้ เดือน ท. สาม ตลอดภายในแหง่ กาลฝนนี ้ ดงั นี ้ ;
เพราะเหตนุ นั้ อ. นยั น์ตา ท. ของทา่ น จงฉิบหายหรือ หรือวา่ ตสฺมา จกฺขนู ิ เต นสฺสนฺตุ วา ภิชฺชนฺตุ วา;
จงแตก ; อ. ทา่ น จงทรงไว้ ซงึ่ ค�ำสอนของพระพทุ ธเจ้านนั่ เทียว , พุทฺธสาสนเมว ธาเรหิ , มา จกฺขูนีติ ภูตกายํ
(อ. ทา่ น จงอยา่ ทรงไว้) ซง่ึ นยั น์ตา ท. ดงั นี ้ ได้กลา่ วแล้ว ซงึ่ คาถา โอวทนฺโต อิมา คาถา อภาสิ
ท. เหลา่ นี ้วา่

อ. นยั น์ตา ท. อนั โลกนบั ถือแลว้ ว่าเป็นของแห่งเรา จงเสือ่ ม, “จกฺขูนิ หายนตฺ ุ มมายิตานิ,
อ. หู ท. จงเสือ่ ม, อ. กาย (จงเสือ่ ม) อย่างนน้ั นน่ั เทียว, โสตานิ หายนตฺ ,ุ ตเถว เทโห,
อ. อวยั วะ นี้ แมท้ งั้ ปวง อนั อาศยั แลว้ ซ่ึงกาย จงเสือ่ ม, สพพฺ มฺปิ ทํ หายตุ เทหนิสสฺ ิตํ;
แน่ะปาลิต อ. ท่าน ประมาทอยู่ เพราะเหตไุ ร ฯ กึการณา ปาลิต ตฺวํ ปมชฺชสิ.
อ. นยั น์ตา ท. อนั โลกนบั ถือแลว้ ว่าเป็นของแห่งเรา จงคร�ำค่ ร่า, จกฺขูนิ ชีรนตฺ ุ มมายิตานิ,
อ. หู ท. จงคร�ำค่ ร่า, อ.กาย (จงคร�ำค่ ร่า) อย่างนน้ั นน่ั เทียว, โสตานิ ชีรนตฺ ุ , ตเถว กาโย,
อ. อวยั วะนี้ แมท้ งั้ ปวง อนั อาศยั แลว้ ซ่ึงกาย จงคร�ำค่ ร่า, สพพฺ มฺปิ ทํ ชีรตุ กายนิสสฺ ิตํ;
แน่ะปาลิต อ.ท่าน ประมาทอยู่ เพราะเหตไุ ร ฯ กึการณา ปาลิต ตฺวํ ปมชฺชสิ.
อ. นยั น์ตา ท. อนั โลกนบั ถือแลว้ ว่าเป็นของแห่งเรา จงแตก, จกฺขูนิ ชีรนตฺ ุ มมายิตานิ,
อ. หู ท. จงแตก, อ. รูป (จงแตก) อย่างนนั้ นนั่ เทียว, โสตานิ ชีรนตฺ ุ , ตเถว กาโย,
อ. อวยั วะนี้ แมท้ งั้ ปวง อนั อาศยั แลว้ ซ่ึงรูป จงแตก, สพพฺ มฺปิ ทํ ชีรตุ กายนิสสฺ ิตํ;
แน่ะปาลิต อ. ท่าน ประมาทอยู่ เพราะเหตไุ ร ดงั นี้ ฯ กึการณา ปาลิต ตฺวํ ปมชฺชสีติ.

10 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

(อ. พระเถระ) ครัน้ ให้แล้ว ซงึ่ โอวาท แก่ตน ด้วยคาถา ท. สาม เอวํ ตีหิ คาถาหิ อตฺตโน โอวาทํ ทตฺวา
อยา่ งนี ้ผ้นู ง่ั แล้วเทียว กระท�ำแล้วซง่ึ กรรมคืออนั นตั ถ์ุ ได้เข้าไปแล้ว นิสนิ ฺนโกว นตถฺ กุ มมฺ ํ กตวฺ า คามํ ปิณฑฺ าย ปาวสิ .ิ
สบู่ ้าน เพ่ือบณิ ฑะ ฯ
อ. หมอ เหน็ แล้ว ถามแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. กรรมคือ เวชโฺ ช ทสิ วฺ า “กึ ภนเฺ ต นตถฺ กุ มมฺ ํ กตนตฺ ิ ปจุ ฉฺ .ิ
การนตั ถ์ุ (อนั ทา่ น) กระท�ำแล้วหรือ ดงั นี ้ฯ
(อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนอบุ าสก เออ (อ.กรรม “อาม อปุ าสกาต.ิ
คือการนตั ถ์ุ อนั เรา กระท�ำแล้ว ดงั นี ้ ฯ (อ.หมอนนั้ ถามแล้ว) วา่ “กีทิสํ ภนฺเตต.ิ
ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ.คแู่ หง่ นยั น์ตา) เป็นเชน่ ไร (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฯ รุชเตว อปุ าสกาต.ิ
(อ.พระเถระ กล่าวแล้ว) ว่า ดูก่อนอุบาสก (อ.คู่แห่งนัยน์ตา)
ปวดอยนู่ นั่ เทียว ดงั นี ้ฯ
(อ.หมอ ถามแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ.กรรมคอื การนตั ถ์)ุ “นิสีทิตฺวา โว ภนฺเต กตํ, นิปชฺชิตฺวาต.ิ
อันท่าน ท. น่ังแล้ว ท�ำแล้วหรือ, (หรือว่า อ. กรรมคือการนัตถ์ุ
อนั ทา่ น ท.) นอนแล้ว (ท�ำแล้ว) ดงั นี ้ ฯ
อ.พระเถระ เป็นผ้นู ิ่ง ได้เป็นแล้ว แม้ผ้อู นั หมอนนั้ ถามแล้ว เถโร ตณุ ฺหี อโหส;ิ ปนุ ปปฺ นุ ํ ปจุ ฺฉิโตปิ , น กิญฺจิ
บอ่ ย ๆ ไมก่ ลา่ วแล้ว ซงึ่ ค�ำอะไร ๆ ฯ กเถส.ิ
ครัง้ นนั้ อ.หมอ กลา่ วแล้ว กะพระเถระนนั้ วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อถ นํ เวชฺโช “ภนฺเต ตมุ เฺ ห สปปฺ ายํ น กโรถ,
อ.ทา่ น ยอ่ มไมก่ ระท�ำ ซง่ึ ความสบาย อ.ทา่ น อยา่ กลา่ วแล้ว วา่ อมชาฺชวทปิตฏฺถฺ€, าอยหํปิ “อสเุ กน เม เตลํ ปกฺกนฺติ
อ.นำ� ้ มนั อนั หมอโน้น หงุ แล้ว แกเ่ รา ดงั นี ้แม้ อ.กระผม จกั ไมก่ ลา่ ว “มยา โว เตลํ ปกฺกนฺติ น วกฺขามีติ
วา่ อ.น�ำ้ มนั อนั กระผมหงุ แล้ว แก่ทา่ น ดงั นี ้จ�ำเดมิ แตว่ นั นี ้ดงั นี ้ฯ อาห.

อ. พระเถระนนั้ ผ้อู นั หมอบอกคนื แล้ว ไปแล้ว สวู่ หิ าร (คดิ แล้ว) โสเวชฺเชนปจฺจกฺขาโต,วหิ ารํ คนฺตฺวา “เวชฺเชนาปิ
วา่ อ.ทา่ น เป็นผ้แู ม้อนั หมอบอกคืนแล้ว ยอ่ มเป็น, ดกู ่อนสมณะ ปจฺจกฺขาโตสิ , อิริยาปถํ มา วิสสฺ ชฺชิ สมณาติ,
อ.ทา่ น อยา่ สละแล้ว ซง่ึ อริ ิยาบถ ดงั นี ้ สอนแล้ว ซงึ่ ตน ด้วยคาถา
นี ้วา่
(อ. ท่าน) เป็ นผู้อนั อนั หมอ ปฏิเสธแล้ว เป็ นผู้อนั หมอ “ ปฏกิ ขฺ ติ โฺ ต ติกิจฺฉาย เวชฺเชนาสิ วิวชฺชิโต
เว้นแล้วจากอนั เยียวยา (การรักษา) ย่อมเป็น (อ. ท่าน)
เป็นผูเ้ ทีย่ งแทต้ ่อมจั จผุ ูพ้ ระราชา (ย่อมเป็น) ดูก่อนปาลิตะ นิยโต มจฺจรุ าชสฺส, กึ ปาลิต ปมชฺชสีติ
อ. ท่าน ย่อมประมาท เพราะเหตไุ ร ดงั นี้

ได้กระท�ำแล้ว ซง่ึ สมณธรรม ฯ อมิ าย คาถาย อตตฺ านํ โอวทติ วฺ า สมณธมมฺ ํ อกาส.ิ

ครงั้ นนั้ ครนั้ เมอื่ ยามอนั มใี นทา่ มกลาง เป็นกาลสกั วา่ ก้าวลว่ งแล้ว อถสฺส มชฺฌิมยาเม อติกฺกนฺตมตฺเต,
(มอี ย)ู่ , อ. นยั นต์ า ท. ด้วยนน่ั เทยี ว อ. กเิ ลส ท. ด้วย ของพระเถระนนั้ อปพุ ฺพํ อจริมํ อกฺขีนิ เจว กิเลสา จ ปภิชฺชสึ ุ .
แตกทว่ั แล้ว ไมก่ ่อน ไมห่ ลงั ฯ อ. พระเถระนนั้ เป็นพระอรหนั ต์ โส สกุ ขฺ วปิ สสฺ โก อรหา หตุ วฺ า คพภฺ ํ ปวสิ ติ วฺ า นิสที ิ.
ผ้เู หน็ แจ้งอยา่ งแห้งแล้ง เป็น เข้าไปแล้ว สหู่ ้อง นง่ั แล้ว ฯ

อ. ภกิ ษุ ท. ไปแล้ว ในเวลาเป็นทเ่ี ทยี่ วไปเพอ่ื ภกิ ษา กลา่ วแล้ว ภิกฺขู ภิกฺขาจารเวลาย คนฺตฺวา “ภิกฺขาจารกาโล
วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ. กาลน)ี ้ เป็นกาลเป็นทเี่ ทย่ี วไปเพอ่ื ภกิ ษา ภนฺเตติ อาหํส.ุ
(ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ฯ (อ.พระเถระ ถามแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ ท. “กาโล อาวโุ สต.ิ
(อ.กาลนี)้ เป็นกาล (ยอ่ มเป็น หรือ) ดงั นี ้ฯ (อ. ภิกษุ ท. กลา่ วแล้ว) “อาม ภนฺเตต.ิ “เตนหิ
วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ขอรับ (อ.กาลนี ้ เป็นกาล ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฯ คจฺฉถาต.ิ
(อ.พระเถระกลา่ วแล้ว) วา่ ถ้าอยา่ งนนั้ อ.ทา่ น ท. จงไปเถดิ ดงั นี ้ ฯ “ตมุ ฺเห ปน ภนฺเตต.ิ
(อ.ภกิ ษุ ท. ถามแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ก็ อ. ทา่ น ท. เลา่ ดงั นี ้ ฯ “อกฺขีนิ เม อาวโุ ส ปริหีนานีต.ิ
(อ.พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ ท. อ.นยั น์ตา ท.
ของกระผม เส่ือมรอบแล้ว ดงั นี ้ ฯ

อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ แลดแู ล้ว ซงึ่ นยั น์ตา ท. ของพระเถระนนั้ เต ตสสฺ อกฺขีนิ โอโลเกตฺวา อสฺสปุ ณุ ฺณเนตฺตา
เป็นผ้มู ีดวงตาอนั เตม็ แล้วด้วยน�ำ้ ตา เป็น ยงั พระเถระ ให้หายใจ หตุ ฺวา “ภนฺเต มา จินฺตยิตฺถ,
ออกแล้ว (ด้วยค�ำ) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. ทา่ น ท. อยา่ คดิ แล้ว,

ผลิตสื่อการเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ตั ธิ รรม วัดพระธรรมกาย 11

อ. เรา ท. จกั ปฏิบตั ิ ซง่ึ ทา่ น ท. ดงั นี ้ กระท�ำแล้ว ซงึ่ วตั รและ มยํ โว ปฏิชคฺคสิ สฺ ามาติ เถรํ อสสฺ าเสตฺวา
วตั รตอบ อนั ควรแล้วแก่วตั รอนั ตนพงึ กระท�ำ เข้าไปแล้ว สบู่ ้าน ฯ กตฺตพฺพยตุ ฺตกํ วตฺตปฏิวตฺตํ กตฺวา คามํ ปวสิ สึ .ุ
อ.มนษุ ย์ ท. ไมเ่ หน็ แล้ว ซงึ่ พระเถระ ถามแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ น มนสุ สฺ า เถรํ อทิสฺวา “ภนฺเต อมหฺ ากํ อยฺโย
ผ้เู จริญ อ.พระผ้เู ป็นเจ้า ของเรา ท. (ไปแล้ว) ในทไ่ี หน ดงั นี ้ ฟังแล้ว กหุ ินฺติ ปจุ ฺฉิตฺวา ตํ ปวตฺตึ สตุ ฺวา ยาคํุ เปเสตฺวา
ซง่ึ ความเป็นไปทว่ั นนั้ สง่ ไปแล้ว ซง่ึ ข้าวยาคู ถือเอา ซง่ึ บณิ ฑบาต สยํ ปิ ณฺฑปาตํ อาทาย คนฺตฺวา เถรํ วนฺทิตฺวา
เอง ไปแล้ว ไหว้แล้ว ซง่ึ พระเถระ ร้องไห้กลงิ ้ เกลอื กอยแู่ ล้ว ปปาฏทิชมคเฺูคลสิ ฺสาปมว,ฏตฺฏมุ มเฺ าหนมาา โรทิตฺวา “ มยํ ภนฺเต
ณ ที่ใกล้แหง่ เท้า (ยงั พระเถระ) ให้หายใจออกคลอ่ งดีแล้ว จินฺตยิตฺถาติ สมสฺสาเสตฺวา
(ด้วยค�ำ) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. เรา ท. จกั ปฏิบตั ,ิ อ. ทา่ น ท. ปกฺกมสึ .ุ
อยา่ คดิ แล้ว ดงั นี ้หลีกไปแล้ว ฯ
(อ. มนษุ ย์ ท.) ยอ่ มสง่ ไป ซง่ึ ข้าวต้มและข้าวสวย สวู่ ิหาร ตโต ปฏฺ €าย นิพทฺธํ ยาคภุ ตฺตํ วิหารเมว
นนั่ เทียว เนืองนิตย์ จ�ำเดมิ แตก่ าลนนั้ ฯ เปเสนฺต.ิ
แม้ อ. พระเถระ ยอ่ มกลา่ วสอน ซงึ่ ภิกษุหกสบิ ท. นอกนี ้ เถโรปิ อิตเร สฏฺ€ิภิกฺขู นิรนฺตรํ โอวทต.ิ
สนิ ้ กาลมีระหวา่ งออกแล้ว ฯ
อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ตงั้ อยแู่ ล้ว ในโอวาท ของพระเถระนนั้ เต ตสสโฺ สหวาเทปฏ€ิสตมวฺ ภฺาิทาอหปุ ิกกฺ ฏอฺร€หายตฺตํ ปวารณาย,
ครัน้ เม่ือปวารณา เข้าไปตงั้ ใกล้แล้ว, ทงั้ ปวงเทียว บรรลแุ ล้ว สพฺเพว ปาปณุ ึส,ุ
ซง่ึ พระอรหตั กบั ด้วยปฏิสมั ภิทา ท., ก็แล (อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ) วตุ ฺถวสฺสา จ ปสนตฺถาสรตํ ฺถทาฏรฺ€ํ กุ ทามฏฺม€ุกหฺ าามตา.ิ หตุ ฺวา เถรํ
ผ้มู ีกาลฝนอนั อยแู่ ล้ว เป็นผ้ใู คร่เพ่ืออนั เฝ้ า ซง่ึ พระศาสดา เป็น อาหํสุ “ภนฺเต
กลา่ วแล้ว กะพระเถระ วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. กระผม ท.
เป็นผ้ใู คร่เพ่ืออนั เฝ้ า ซงึ่ พระศาสดา ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ ฯ
อ. พระเถระ ฟังแล้ว ซงึ่ ค�ำ ของภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ คดิ แล้ว วา่ เถโร เตสํ วจนํ สตุ ฺวา จินฺเตสิ “อหํ ทพุ ฺพโล,
อ. เรา เป็นผ้มู ีก�ำลงั อนั โทษประทษุ ร้ายแล้ว (ยอ่ มเป็น), อนงึ่ อ. ดง อนฺตรามคฺเค จ อมนสุ สฺ ปริคฺคหิตา อฏวี อตฺถิ,
อนั อมนษุ ย์ถือเอารอบแล้ว มีอยู่ ในระหวา่ งแหง่ ทาง, ครัน้ เม่ือเรา มยิ เอเตหิ สทฺธึ คจฺฉนฺเต , สพฺเพ กิลมิสฺสนฺติ ,
ไปอยู่ กบั ด้วยภิกษุ ท. เหลา่ นน่ั , อ. ภิกษุ ท. ทงั้ ปวง จกั ลำ� บาก, ภิกฺขํปิ ลภิตํุ น สกฺขิสสฺ นฺต,ิ อิเม ปเุ รตรเมว
( อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นี)้ จกั ไมอ่ าจ เพื่ออนั ได้ แม้ซง่ึ ภิกษา, อ. เรา เปเสสสฺ ามีต.ิ
จกั สง่ ไป ซง่ึ ภิกษุ ท. เหลา่ นี ้ก่อนกวา่ นนั่ เทียว ดงั นี ้ ฯ
ครัง้ นนั้ ( อ. พระเถระ) กลา่ วแล้ว กะภิกษุ ท.เหลา่ นนั้ วา่ อถ เน อาห “ อาวโุ ส ตมุ เฺ ห ปรุ โต คจฺฉถาต.ิ
ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ ท. อ. ทา่ น ท. จงไป ข้างหน้า ดงั นี ้ ฯ
(อ. ภิกษุ ท. กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ก็ อ. ทา่ น ท. “ตมุ ฺเห ปน ภนฺเตต.ิ
เลา่ ? ดงั นี ้ฯ
(อ. พระเถระนนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ อ. เรา เป็นผ้มู ีก�ำลงั อนั โทษ “อหํ ทพุ พฺ โล, อนตฺ รามคเฺ ค จ อมนสุ สฺ ปริคคฺ หติ า
ประทษุ ร้ายแล้ว (ยอ่ มเป็น), อนงึ่ อ. ดง อนั อมนษุ ย์ถอื เอารอบแล้ว อฏวี อตฺถิ , มยิ ตมุ เฺ หหิ สทฺธึ คจฺฉนฺเต , สพฺเพ
มีอยู่ ในระหวา่ งแหง่ หนทาง, ครัน้ เมื่อเรา ไปอยู่ กบั ด้วยทา่ น ท. กิลมิสฺสถ, ตมุ เฺ ห ปรุ โต คจฺฉถาต.ิ
อ. ทา่ น ท. ทงั้ ปวง จกั ล�ำบาก, อ. ทา่ น ท. จงไป ข้างหน้า ดงั นี ้ ฯ
(อ. ภกิ ษุ ท. เหลา่ นนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. ทา่ น ท. “มา ภนฺเต เอวํ กริตฺถ, มยํ ตมุ เฺ หหิ สทฺธึเยว
อยา่ กระท�ำแล้ว อยา่ งนี,้ อ. กระผม ท. จกั ไป กบั ด้วยทา่ น ท. คมิสฺสามาต.ิ
นน่ั เทียว ดงั นี ้ฯ
(อ. พระเถระ) สง่ ไปแล้ว ซงึ่ ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ (ด้วยค�ำ) วา่ “มา โว อาวโุ ส เอวํ รุจฺจิตฺถ, เอวํ สนฺเต มยฺหํ
ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ ท. อ. ทา่ น ท. อยา่ ชอบใจแล้ว อยา่ งนี,้ อผาสกุ ํ ภวสิ สฺ ติ , มยฺหํ กนจิฏกฺโฺข€นู ํ ตมุ เฺ ห ทิสวฺ า
ครัน้ เม่ือความเป็นอยา่ งนนั้ มีอยู่ อ. ความไมส่ �ำราญ จกั มี แก่เรา, ปจุ ฺฉิสสฺ ต,ิ อถสสฺ มม ปริหีนภาวํ
อ. น้องชายผ้นู ้อยที่สดุ ของเรา เหน็ แล้ว ซงึ่ ทา่ น ท. จกั ถาม, อาโรเจยฺยาถ; โส มยฺหํ สนฺตกิ ํ กญฺจิเทว ปหิณิสฺสต;ิ
ครนั้ เมอ่ื ความเป็นอยา่ งนนั้ (มอี ย)ู่ อ. ทา่ น ท. พงึ บอก ซง่ึ ความทแ่ี หง่ จกั ษุ เตน สทฺธึ อาคจฺฉิสสฺ ามิ; ตมุ ฺเห มม วจเนน
ท. ของเราเป็นธรรมชาตเิ สอื่ มรอบแล้ว แกน่ ้องชายผ้นู ้อยทส่ี ดุ นนั้ ; ทสพลญฺจ อสีตมิ หาเถเร จ วนฺทถาติ เต อยุ ฺโยเชส.ิ
อ. น้องชายผ้นู ้อยทส่ี ดุ นนั้ จกั สง่ ไป ซงึ่ ใคร ๆ สสู่ ำ� นกั ของเรานนั่ เทยี ว ;
(อ. เรา) จกั มา กบั ด้วยบคุ คลนนั้ ; อ. ทา่ น ท. จงไหว้ ซง่ึ พระทศพล
ด้วย ซงึ่ พระมหาเถระแปดสบิ ท. ด้วย ตามค�ำ ของเรา ดงั นี ้ ฯ

12 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ยงั พระเถระ ให้อดโทษแล้ว เข้าไปแล้ว เต เถรํ ขมาเปตฺวา อนฺโตคามํ ปวิสึสุ.
สภู่ ายในแหง่ บ้าน ฯ อ. มนษุ ย์ ท. ยงั ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ให้นง่ั แล้ว มนสุ สฺ า เต นิสที าเปตฺวา ภิกฺขํ ทตฺวา “ กึ ภนฺเต
ถวายแล้ว ซง่ึ ภิกษา (ถามแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. อาการคือ- อยฺยานํ คมนากาโร ปญฺญายตีต.ิ
อนั ไป แหง่ พระผ้เู ป็นเจ้า ท. ยอ่ มปรากฏหรือ ดงั นี ้ฯ
(อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนอบุ าสกและ “อาม อปุ าสกา, สตฺถารํ ทฏฺ€กุ ามมหฺ าต.ิ
อบุ าสกิ า ท. เออ (อ. อยา่ งนนั้ ) , อ. เรา ท. เป็นผ้ใู คร่เพ่ืออนั เฝ้ า
ซง่ึ พระศาสดา ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ ฯ อ. มนษุ ย์ ท. เหลา่ นนั้ อ้อนวอนแล้ว เต ปนุ ปปฺ นุ ํ ยาจิตฺวา เตสํ คมนฉนฺทเมว ญตฺวา
บอ่ ย ๆ รู้แล้ว ซง่ึ ความพอใจในการไป แหง่ ภกิ ษุ ท. เหลา่ นนั้ นนั่ เทยี ว อนคุ นฺตฺวา ปริเทวิตฺวา นิวตฺตสึ .ุ
ตามไปแล้ว คร่�ำครวญแล้ว กลบั แล้ว ฯ
อ. ภิกษุ ท. แม้เหลา่ นนั้ ถงึ แล้ว ซงึ่ พระเชตวนั โดยลำ� ดบั เตปิ อนปุ พุ ฺเพน เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารญฺจ
ไหว้แล้ว ซง่ึ พระศาสดาด้วย ซงึ่ พระมหาเถระ ท. ด้วย ตามค�ำ มหาเถเร จ เถรสสฺ วจเนน วนฺทิตฺวา ปนุ ทิวเส,
ของพระเถระ ในวนั รุ่งขนึ ้ , อ. น้องชายผ้นู ้อยท่ีสดุ ของพระเถระ ยตฺถ เถรสฺส กนิฏฺโ€ วสต;ิ ตํ วีถึ ปิ ณฺฑาย ปวิสสึ .ุ
ยอ่ มอยู่ ในถนนใด ; เข้าไปแล้ว สถู่ นนนนั้ เพ่ือบณิ ฑะ ฯ
ให้นั่งอแ. ลก้ฎวุ มุ พผี รู้มู้พีปร้อฏมิสแันล้ถวาซรงึ่ อภันกิ ษกรุ ทะ.ทเ�ำหแลลา่ น้วนั้ (ยงั ภกิ ษุ ท. เหลา่ นนั้ ) กตปกฏฏุิสมุนพฺฺถาิโกโร, เต สญฺชานิตฺวา นิสีทาเปตฺวา
, ถามแล้ว ว่า “ภาตกิ ตฺเถโร เม กหุ ินฺติ ปจุ ฺฉิ.
อ.พระเถระผ้เู ป็นพช่ี าย ของกระผม (ยอ่ มอย)ู่ ในทไ่ี หน ดงั นี ้ ฯ
ครัง้ นนั้ อ.ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ บอกแล้ว ซง่ึ ความเป็นไปทวั่ นนั้ อถสสฺ เต ตํ ปวตฺตึ อาโรเจส.ํุ
แขอกง่กภฎุอิกมุ. ษพกุ ีนฎุทนั้ มุ. ฯพเหีนลนั้ า่ นนั้ ร้อถงาไมหแ้กลล้วงิ ้ เลวา่ือกขอ้ายแแู่ ตลท่้วา่ นณผ้เู จทริญี่ใกลใ้แนหกง่ าเลทน้าี ้
โส เตสํ ปกาทึ มกเูาลตพปฺพวนฏฺฺตเฏิ.นฺโต โรทิตฺวา ปจุ ฺฉิ
“อิทานิ ภนฺเต
อ. กรรมอะไร (อนั กระผม) พงึ กระท�ำ ดงั นี ้ ฯ (อ. ภิกษุ ท. “เถโร อิโต กสสฺ จิ คมนํ ปจฺจาสสึ ต,ิ คตกาเล
เหลา่ นนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ อ. พระเถระ ยอ่ มหวงั เฉพาะ ซงึ่ การไป เตน สทฺธึ อาคมิสสฺ ตีต.ิ
แหง่ ใคร ๆ จากท่ีนี,้ (อ. พระเถระนนั้ ) จกั มา กบั ด้วยบคุ คล นนั้
ในกาลแหง่ บคุ คลนนั้ ไปแล้ว ดงั นี ้ ฯ
เป็นผ(้อชู .ื่อวกา่ ฎุ ปมุ าพลีติ กลผ้า่เู ปว็นแลห้วลา)น วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ. เดก็ ) นี ้ “อยํ เม ภนฺเต ภาคิเนยฺโย ปาลโิ ต นาม,
ของกระผม (ยอ่ มเป็น), อ. ทา่ น ท. เอตํ เปเสถาต.ิ “เอวํ เปเสตํุ น สกฺกา, มคฺเค
จงสง่ ไป ซง่ึ หลานนน่ั ดงั นี ้ ฯ (อ.ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ กลา่ วแล้ว วา่ ปริปนฺโถ อตฺถิ, ปพฺพาเชตฺวา เปเสตํุ วฏฺ ฏตีต.ิ
อนั เรา ท.) ไมอ่ าจ เพื่ออนั สง่ ไป อยา่ งนี,้ อ.อนั ตรายเป็นเคร่ือง “ เอวํ กตฺวา เปเสถ ภนฺเตต.ิ
เบียดเบียนรอบ ในหนทาง มีอย,ู่ อ. อนั (อนั เรา ท. ยงั เดก็ นนั้ )
ให้บวชแล้ว สง่ ไปยอ่ มควร ดงั นี ้ ฯ (อ. อกยฎุ า่ มุ งพนีีน้จนัง้ สกง่ ไลปา่ เวถแดิ ลด้วงั)นวี ้ฯา่
ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. ทา่ น ท. กระทำ� แล้ว

ครัง้ นนั้ (อ . ภิกษุ ท.) ยงั เดก็ นนั้ ให้บวชแล้ว (ยงั สามเณร) อถ นํ ปพฺพาเชตฺวา อฑฺฒมาสมตฺตํ
ให้ศกึ ษาแล้ว (ซงึ่ กิจ ท.) มีการรับซง่ึ จีวรเป็นต้น (สนิ ้ กาล) จีวรคฺคหณาทีนิ สกิ ฺขาเปตฺวา มคฺคํ อาจิกฺขิตฺวา
สักว่าเดือนด้วยทัง้ กึ่ง บอกแล้ว ซ่ึงหนทาง ส่งไปแล้ว ฯ ปหิณึส.ุ โส อนปุ พุ ฺเพน ตํ คามํ ปตฺวา คามทฺวาเร
อ. สามเณรนนั้ ถงึ แล้ว ซง่ึ บ้านนนั้ โดยลำ� ดบั เหน็ แล้ว ซง่ึ คนแก่ เอกํ มหลลฺ กํ ทิสฺวา “อิมํ คามํ นิสฺสาย โกจิ
คนหนง่ึ ใกล้ประตแู หง่ บ้าน ถามแล้ว วา่ อ. วหิ าร อนั ตงั้ อยใู่ นป่ า อารญฺญโก วหิ าโร อตฺถีติ ปจุ ฺฉิ.
บางแหง่ อาศยั ซง่ึ บ้าน นี ้มีอยหู่ รือ ดงั นี ้ ฯ

(อ. คนแก่ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ. วหิ าร) มอี ยู่ ดงั นี ้ฯ “อตฺถิ ภนฺเตต.ิ
(อ. สามเณร ถามแล้ว) วา่ อ. ใคร ยอ่ มอยู่ ในวหิ ารนนั้ ดงั นี ้ฯ “โก ตตฺถ วสตีต.ิ
(อ. คนแก่ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ช่ือ อ. พระเถระ “ปาลติ ตฺเถโร นาม ภนฺเตต.ิ
ช่ือวา่ ปาลติ (ยอ่ มอยู่ ในวหิ ารนนั้ ) ดงั นี ้ฯ “มคฺคํ เม อาจิกฺขถาต.ิ
(อ. สามเณร กลา่ วแล้ว) วา่ อ. ทา่ น ท. ขอจงบอก ซงึ่ หนทาง “โกสิ ตฺวํ ภนฺเตต.ิ
แก่เรา ดงั นี ้ฯ
(อ. คนแก่ ถามแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. ทา่ น เป็นใคร
ยอ่ มเป็นดงั นี ้ฯ

ผลิตสือ่ การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัตธิ รรม วัดพระธรรมกาย 13

(อ. สามเณรนนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ อ. เรา เป็นหลาน ของพระเถระ “เถรสสฺ ภาคเิ นยฺโยมหฺ ีต.ิ
ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ฯ

ครัง้ นนั้ (อ. คนแก่นนั้ ) พาเอา ซงึ่ สามเณรนนั้ น�ำไปแล้ว อถ นํ คเหตฺวา วิหารํ เนส.ิ โส เถรํ วนฺทิตฺวา
สวู่ ิหาร ฯ อ. สามเณรนนั้ ไหว้แล้ว ซง่ึ พระเถระ กระท�ำแล้ว อฑฺฒมาสมตฺตํ วตฺตปฏิวตฺตํ กตฺวา เถรํ สมมฺ า
ซงึ่ วตั รและวตั รตอบ สนิ ้ กาลสกั วา่ เดือนทงั้ ด้วยกงึ่ ปฏิบตั แิ ล้ว ปอาฏคิชมคนฺคํติ ปฺวจาฺจาส“สึภตน;ิ ฺเตเอถม,าตคลุจกฺฉฏุามมุ าพฺ ติโิกอาเหม. ตมุ หฺ ากํ
ซงึ่ พระเถระ โดยชอบ กยลอ่ า่มวหแวลงั ้วเฉวาพ่ าขะ้าแซตง่ึ ท่ กา่านรมผ้าเู จรแิญหง่ ทอา่ .นกฎุ ทมุ . พ;ี
ผ้เู ป็นลงุ ของกระผม
อ. ทา่ น ท. จงมา, อ. เรา ท. จะไป ดงั นี ้ ฯ

(อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ถ้าอยา่ งนนั้ อ. ทา่ น จงถือเอา “เตนหิ เม ยฏฺ€ิโกฏึ คณฺหาหีต.ิ
ซง่ึ ปลายแหง่ ไม้เท้า ของเรา ดงั นี ้ฯ
อ. สามเณรนนั้ ถือเอาแล้ว ซง่ึ ปลายแหง่ ไม้เท้า ได้เข้าไปแล้ว โส ยฏมฺ€นิโกสุ ฏฺสึ าคเเถหรตํ ฺวนาิสีทเาถเเปรนตฺวสาทฺธ“ึ อนฺโตคามํ
สภู่ ายในแหง่ บ้าน กบั ด้วยพระเถระ ฯ อ. มนษุ ย์ ท. ยงั พระเถระ ปาวสิ .ิ กึ ภนฺเต
ให้นง่ั แล้ว ถามแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ.อาการคือการไป คมนากาโร โว ปญฺญายตีติ ปจุ ฺฉึส.ุ
แหง่ ทา่ น ท. ยอ่ มปรากฏหรือ ดงั นี ้ฯ
(อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนอบุ าสกและอบุ าสกิ า ท. “อาม อปุ าสกา, คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิสฺสามีต.ิ
เออ (อ. อยา่ งนนั้ ), อ, เรา ไปแล้ว จกั ถวายบงั คม ซงึ่ พระศาสดา
ดงั นี ้ฯ
อ. มนษุ ย์ ท. เหลา่ นนั้ อ้อนวอนแล้ว โดยประการตา่ ง ๆ เต นานปปฺ กาเรน ยาจิตฺวา อลภนฺตา เถรํ
เม่ือไมไ่ ด้ สง่ ไปอยู่ ซง่ึ พระเถระ ไปแล้ว สนิ ้ หนทางเข้าไปด้วยทงั้ กงึ่ อยุ ฺโยเชนฺตา อปุ ฑฺฒปถํ คนฺตฺวา โรทิตฺวา นิวตฺตสึ .ุ
ร้องไห้แล้ว กลบั แล้ว ฯ

อ. สามเณรพาเอาซง่ึ พระเถระ ด้วยปลายแหง่ ไม้เท้า ไปอยู่ ถงึ ออปนุ ฺตนรสิสาาฺสมมาคยเณฺเคโวรตุ ฺถอเถปฏรพวุ ํ ยิ ฺพยํ คฏาฺ€สมโิงกํ ฺกฏสฏิยฺม€านปฺ คาอรปําณุ ทิ.านยามคจเฺฉถนเรฺโนต
พร้อมแล้ว ซงึ่ บ้านอนั อนั พระเถระเคยเข้าไปอาศยั อยแู่ ล้ว ชื่อวา่
สงั กฏั ฐนคร ใกล้ดง ในระหวา่ งแหง่ หนทาง ฯ
อ. สามเณรนนั้ ฟังแล้วซง่ึ เสยี งแหง่ เพลงขบั ของหญิง คนหนง่ึ โส ตโต นิกฺขมิตฺวา อรญฺญ คายิตฺวา ทารูนิ
ผ้อู อกแล้วจากบ้านนนั้ ขบั แล้ว เก็บอยู่ ซงึ่ ฟื น ท. ในป่ า ถือเอาแล้ว อทุ ฺธรนฺตยิ า เอกิสสฺ า อิตฺถิยา คีตสทฺทํ สตุ ฺวา สเร
ซงึ่ นิมิต ในเสียง ฯ นิมิตฺตํ คณฺหิ.

จริงอยู่ อ. เสียงอ่ืน ช่ือวา่ สามารถ เพื่ออนั แผไ่ ปแล้ว สสู่ รีระ อิตฺถีสทฺโท วิย หิ อญฺโญ สทฺโท ปรุ ิสานํ
ทงั้ สนิ ้ ของบรุ ุษ ท. ตงั้ อยู่ ราวกะ อ. เสียงแหง่ หญิง ยอ่ มไมม่ ี ฯ สกลสรีรํ ผริตฺวา €าตํุ สมตฺโถ นาม นตฺถิ.

เพราะเหตนุ นั้ อ. พระผ้มู พี ระภาคเจ้าตรสั แล้ว วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ ท. เตนาห ภควา “ นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกสทฺทมปฺ ิ
อ. สทั ทชาตนี ้คอื อ. เสยี งแหง่ หญงิ ฉนั ใด, ดกู อ่ นภกิ ษุ ท., อ. เสยี งใด สมนปุ สสฺ ามิ, โย เอวํ ปรุ ิสสฺส จิตฺตํ ปริยาทาย
ครอบงำ� แล้ว ซง่ึ จติ ของบรุ ุษ ยอ่ มตงั้ อย,ู่ อ. เรา ยอ่ มไมพ่ จิ ารณาเหน็ ตฏิ ฺ€ต;ิ ยถยิทํ ภิกฺขเว อิตฺถีสทฺโทต.ิ
แม้ซงึ่ เสียงอยา่ งหนงึ่ อื่น (นนั้ ) ฉนั นนั้ ดงั นี ้ฯ
อ. สามเณร ถือเอาแล้ว ซงึ่ นิมิต ในเสยี งนนั้ ปลอ่ ยแล้ว สามเณโร ตตฺถ นิมิตฺตํ คเหตฺวา กิจยฺจฏฺํ€โิ กเฏมึ
ซง่ึ ปลายแหง่ ไม้เท้า (กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. ทา่ น ท. วิสฺสชฺเชตฺวา ส“นตฏิฺตฺกิ€ถํ คโตต.าว ภนฺเต,
จงหยดุ ก่อน, อ. กิจ ของกระผม มีอยู่ ดงั นี ้ ไปแล้ว สสู่ �ำนกั อตฺถีติ ตสฺสา
ของหญิงนนั้ ฯ
อ. หญิงนนั้ เหน็ แล้ว ซง่ึ สามเณรนนั้ เป็นผ้นู ิ่ง ได้เป็นแล้ว ฯ สา ตํ ทิสฺวา ตณุ ฺหี อโหส.ิ

อ. สามเณรนนั้ ถงึ แล้ว ซง่ึ ความวบิ ตั แิ หง่ ศีล กบั ด้วยหญิงนนั้ ฯ โส ตาย สทฺธึ สีลวิปตฺตึ ปาปณุ ิ.

14 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

อ. พระเถระ คดิ แล้ว วา่ อ. เสยี งแหง่ เพลงขบั เสยี งหนง่ึ (อนั เรา) เถโร จินฺเตสิ “อิทาเนเวโก คีตสทฺโท สยู ิตฺถ,
ฟังแล้ว ในกาลนีน้ น่ั เทียว, ก็แล อ. เสียงแหง่ เพลงขบั นนั้ (เป็นเสยี ง โส จ โข อิตฺถิยา , สามเณโรปิ จิรายติ , โส
แหง่ เพลงขบั ) ของหญงิ (ยอ่ มเป็น), แม้ อ. สามเณร ประพฤตชิ ้าอย,ู่ สลี วปิ ตฺตึ ปตฺโต ภวิสฺสตีต.ิ
อ. สามเณรนนั้ เป็นผ้ถู งึ แล้ว ซงึ่ ความวิบตั แิ หง่ ศีล จกั เป็น ดงั นี ้ ฯ

อ. สามเณรแม้นัน้ ยังกิจ ของตน ให้ส�ำเร็จแล้ว มาแล้ว โสปิ อตฺตโน กิจฺจํ นิฏฺ €าเปตฺวา อาคนฺตฺวา
กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. เรา ท. จงไป ดงั นี ้ฯ “คจฺฉาม ภนฺเตติ อาห.
ครงั้ นนั้ อ. พระเถระ ถามแล้ว ซง่ึ สามเณรนนั้ วา่ ดกู อ่ นสามเณร อถ นํ เถโร ปจุ ฺฉิ “ปาโป ชาโตสิ สามเณราต.ิ
อ. เธอ เป็นคนลามก เป็นผ้เู กิดแล้ว ยอ่ มเป็นหรือ ดงั นี ้ ฯ
อ.สามเณรนนั้ เป็นผ้นู ิ่ง เป็น แม้ผ้อู นั พระเถระถามแล้ว บอ่ ย ๆ โส ตณุ หฺ ี หตุ วฺ า ปนุ ปปฺ นุ ํ ปฏุ ฺโ€ปิ น กญิ จฺ ิ กเถส.ิ
ไมก่ ลา่ วแล้ว ซงึ่ ค�ำอะไร ๆ ฯ
ครัง้ นัน้ อ. พระเถระ กล่าวแล้ว กะสามเณรนัน้ ว่า อถ นํ เถโร อาห “ ตาทิเสน ปาเปน มม
อ.กิจคือการถือเอาซ่ึงปลายแห่งไม้ เท้ า ด้วยบุคคลผู้ลามก ยฏฺ€ิโกฏิคฺคหณกิจฺจํ นตฺถีต.ิ
ผ้เู ชน่ กบั ด้วยเธอ ยอ่ มไมม่ ี แก่เรา ดงั นี ้ ฯ
อ.สามเณรนนั้ ผ้ถู งึ แล้วซง่ึ ความสลด น�ำไปปราศแล้ว โส สเํ วคปปฺ ตฺโต กาสายานิ อปเนตฺวา
ซงึ่ ผ้าอนั บคุ คลย้อมแล้วด้วยน�ำ้ ฝาด ท. นงุ่ หม่ แล้ว โดยท�ำนอง คหิ ินิยาเมน ปริทหติ วฺ า “ภนเฺ ต อหํ ปพุ เฺ พ สามเณโร,
แหง่ คฤหสั ถ์ กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. กระผม เป็นสามเณร อิทานิ ปนมหฺ ิ คหิ ี ชาโต; ปพฺพชนฺโตปิ จาหํ
(ได้เป็นแล้ว) ในกาลกอ่ น, แตว่ า่ อ. กระผม เป็นคฤหสั ถ์ เป็นผ้เู กดิ แล้ว น สทฺธาย ปพฺพชิโต, มคฺคปริปนฺถภเยน ปพฺพชิโต;
ยอ่ มเป็น ในกาลนี,้ เออก็ อ. กระผม เม่ือบวช เป็นผ้บู วชแล้ว เอถ, คจฺฉามาติ อาห.
ด้วยศรัทธา (ยอ่ มเป็น) หามิได้ , อ. กระผม เป็นผ้บู วชแล้ว
เพราะความกลวั แต่อนั ตรายเป็ นเครื่องเบียดเบียนรอบในหนทาง
(ยอ่ มเป็น) ; อ. ทา่ น ท. จงมา, อ. เรา ท. จะไป ดงั นี ้ฯ
(อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ อ. คฤหสั ถ์ “อาวโุ ส คหิ ิปาโปปิ สมณปาโปปิ ปาโปเยว ;
ผ้ลู ามกก็ดี อ. สมณะผ้ลู ามกก็ดี เป็นผ้ลู ามกนนั่ เทียว (ยอ่ มเป็น), ตฺวํ สมณภาเว €ตฺวาปิ สลี มตฺตํ ปเู รตํุ นาสกฺขิ;
อ. เธอ แม้ตงั้ อยแู่ ล้ว ในความเป็นแหง่ สมณะ ไมไ่ ด้อาจแล้ว เพ่ืออนั คหิ ี หตุ ฺวา กินฺนาม กลยฺ าณํ กริสสฺ ส;ิ ตาทิเสน
(ยงั คณุ ) สกั วา่ ศีลให้เตม็ ; อ. เธอ เป็นคฤหสั ถ์ เป็น จกั กระท�ำ ปาเปน มม ยฏฺ€โิ กฏิคฺคหณกิจฺจํ นตฺถีต.ิ
ซงึ่ กรรมอนั งาม ชื่ออยา่ งไร;อ.กิจคือการถือเอาซง่ึ ปลายแหง่ ไม้เท้า
ด้วยบคุ คลผ้ลู ามก ผ้เู ชน่ กบั ด้วยเธอ ยอ่ มไมม่ ี แก่เรา ดงั นี ้ฯ
(อ. นายปาลติ นนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. หนทาง “ภนฺเต อมนสุ สฺ ปุ ทฺทโู ต มคฺโค, ตมุ เฺ ห จ
เป็นหนทางอนั อมนษุ ย์เข้าไปเบียดเบียนแล้ว (ยอ่ มเป็น) , อนง่ึ อนฺธา, กถํ อิธ วสสิ สฺ ถาต.ิ
อ. ทา่ น ท. เป็นคนบอด (ยอ่ มเป็น) , อ. ทา่ น ท. จกั อยู่ ในท่ีนี ้
อยา่ งไร ดงั นี ้ ฯ
ครัง้ นนั้ อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว กะนายปาลติ นนั้ วา่ อถ นํ เถโร “ อาวุโส ตฺวํ มา เอวํ
ดกู อ่ นทา่ นผ้มู อี ายุ อ. เธอ อยา่ คดิ แล้ว อยา่ งน,ี ้ เมอ่ื เรา นอนตายอยู่ จินฺตยิ , อิเธว เม นิปชฺชิตฺวา มรนฺตสสฺ าปิ อปราปรํ
ในท่ีนีน้ น่ั เทียวก็ดี กลงิ ้ เกลอื ก ไป ๆ มา ๆ อยู่ (ในท่ีนีน้ น่ั เทียว) ก็ดี, ปวตวฺวฏาฺ เฏอนิมฺตาสฺสาคปาิ ถ,า ตยา สทฺธึ คมนํ นาม นตฺถีติ
ชื่อ อ. การไป กบั ด้วยเธอ ยอ่ มไมม่ ี ดงั นี ้ได้กลา่ วแล้ว ซงึ่ คาถา ท. อภาสิ
เหลา่ นี ้วา่

เอาเถิด อ. เรา เป็นผูม้ ีจกั ษุอนั โรคขจดั แลว้ เป็นผูม้ าแลว้ “หนทฺ าหํ หตจกฺขสุ ฺมิ กนตฺ ารทฺธานมาคโต,
สู่หนทางไกลคือกนั ดาร ย่อมเป็น, อ. เรา นอนอยู่ จะไม่ไป, สยมาโน น คจฺฉามิ; นตฺถิ พาเล สหายตา.
(เพราะว่า) อ. คณุ เครื่องความเป็นแห่งสหาย ย่อมไม่มี หนทฺ าหํ หตจกฺขสุ ฺมิ กนตฺ ารทฺธานมาคโต
ในเพราะชนพาล ฯ เอาเถิด อ. เราเป็นผูม้ ีจกั ษุอนั โรคขจดั แลว้ มริสฺสามิ, โน คมิสฺสามิ; นตฺถิ พาเล สหายตาติ.
เป็นผูม้ าแลว้ สู่หนทางไกลคือกนั ดาร ย่อมเป็น, อ. เราจกั ตาย,
อ. เรา จกั ไม่ไป, (เพราะว่า) อ. คณุ เครื่องความเป็นแห่งสหาย
ย่อมไม่มี ในเพราะชนพาล ดงั นี้ ฯ

ผลติ สือ่ การเรยี นรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยัติธรรม วัดพระธรรมกาย 15

อ. นายปาลติ นอกนี ้ ฟังแล้ว ซง่ึ ค�ำนนั้ ผ้มู ีความสลดเกิดแล้ว, ตํ สตุ ฺวา อิตโร สเํ วคชาโต, “ภาริยํ วต เม
(คดิ แล้ว) วา่ อ.กรรมอนั หนกั หนออนั เป็นไปกบั ด้วยความผลนุ ผลนั สาหสกิ ํ อนนจุ ฺฉวกิ ํ กมมฺ ํ กตนฺติ พาหา ปคฺคยฺห
อนั ไมส่ มควร อนั เรา กระท�ำแล้ว ดงั นี ้ ประคองแล้ว ซงึ่ แขน ท. กนฺทนฺโต วนสณฺฑํ ปกฺขนฺทิตฺวา ตถา ปกฺกนฺโตว
คร่�ำครวญอยู่ แลน่ ไปแล้ว สชู่ ฏั แหง่ ป่า เป็นผ้หู ลกี ไปแล้ว อยา่ งนนั้ เทยี ว อโหส.ิ
ได้เป็นแล้ว ฯ
อ. บณั ฑกุ มั พลศลิ าอาสน์ ของท้าวสกั กะ ผ้พู ระราชาแหง่ เทพ ปณฺณเถารสสโยฺสชานปวิ ติ ฺถตสํ ีลปเณตเฺณชรนสโยชสนพฏฺ ห€ิโลยํ ชชนยาสยมุ านม-ํ
อนั ยาวโดยโยชน์ ๖๐ อนั กว้างแล้วโดยโยชน์ ๕๐ อนั หนาโดยโยชน์
๑๕ มสี เี พยี งดงั สแี หง่ ดอกชยั พฤกษ์ มอี นั ยบุ ลงและอนั ฟขู นึ ้ เป็นปกติ สปกปุ ฺกผฺ สวฺสณฺณเทํ วนริสาชที สนสฺ ฏุ ฺ€ปหณนกฺฑากุ เลมสพฺ ุลโสอลินามสนนนุ ํ ฺนอมณุ นฺหปากกตากิรํํ
ในกาลเป็ นท่ีประทับน่ังและเป็ นท่ีเสด็จลุกขึน้ ท. แสดงแล้ว ทสเฺ สส.ิ
ซง่ึ อาการอนั ร้อน ด้วยเดชแหง่ ศีล แม้ของพระเถระ ฯ
อ. ท้าวสกั กะ ทรงตรวจดอู ยู่ วา่ อ. ใคร หนอ แล เป็นผ้ใู คร่- สกฺโก “ โก นุ โข มํ €านา จาเวตกุ าโมติ
เพื่ออนั ยงั เรา ให้เคล่อื น จากที่ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ได้ทรงเหน็ แล้ว โอโลเกนฺโต ทิพฺเพน จกฺขนุ า เถรํ อทฺทส.
ซงึ่ พระเถระ ด้วยจกั ษุ อนั เป็นทิพย์ ฯ
เพราะเหตนุ นั้ อ. อาจารย์ผ้มู ีในกาลก่อน ท. กลา่ วแล้ว วา่ เตนาหุ โปราณา

อ.ทา้ วสหสั สเนตร ผูเ้ ป็นจอมแห่งเทพ ทรงยงั จกั ษุอนั เป็นทิพย์ “สหสสฺ เนตฺโต เทวินโฺ ท ทิพพฺ จกฺขํุ วิโสธยิ
ใหห้ มดจดวิเศษแลว้ ว่า อ.พระเถระ ชือ่ ว่าปาละ นี้ `ปาปครหี อยํ ปาโล อาชีวํ ปริโสธยิ’,
ผูต้ ิเตียนซึ่งคนชวั่ โดยปกติ ยงั อาชีพ ใหห้ มดจดรอบแลว้ สหสสฺ เนตฺโต เทวินโฺ ท ทิพพฺ จกฺขํุ วิโสธยิ
(ดงั นี)้ , อ. ทา้ วสหสั สเนตร ผูเ้ ป็นจอมแห่งเทพ ทรงยงั จกั ษุ- `ธมฺมครุโก อยํ ปาโล นิสินโฺ น สาสเน รโตติ.
อนั เป็นทิพย์ ใหห้ มดจดวิเศษแลว้ ว่า อ. พระเถระชือ่ ว่าปาละ
นี้ ผูห้ นกั ในธรรม ยินดีแลว้ ในศาสนา นง่ั แลว้ ดงั นี้ (ดงั นี)้ ฯ

ครัง้ นนั้ อ. ความคดิ นนั่ วา่ ถ้าวา่ อ. เรา จกั ไมไ่ ป สสู่ �ำนกั อถสสฺ เอตทโหสิ “สจาหํ เอวรูปสฺส ปาปครหิโน
ของพระผ้เู ป็นเจ้า ผ้หู นกั ในธรรม ผ้ตู เิ ตียนซง่ึ คนชวั่ โดยปกติ ธมมฺ ครุกสสฺ อยฺยสฺส สนฺตกิ ํ น คมิสสฺ ามิ, มทุ ฺธา
ผ้มู ีอยา่ งนีเ้ป็นรูปไซร้, อ. ศีรษะ ของเรา พงึ แตก โดยสว่ นเจ็ด; เม สตฺตธา ผเลยฺย; คมิสสฺ ามิสสฺ สนฺตกิ นฺติ .
อ. เรา จกั ไป สสู่ �ำนกั ของพระเถระช่ือวา่ ปาละนนั้ ดงั นี ้ ได้มีแล้ว
แก่ท้าวสกั กะนนั้ ฯ
ในล�ำดบั นนั้ อ. ท้าวสหสั สเนตร ผ้เู ป็นจอมแหง่ เทพ ผ้ทู รงไว้ ตโต สหสสฺ เนตฺโต เทวินฺโท เทวรชฺชสริ ีธโร
ซง่ึ สริ ิคอื ความเป็นแหง่ พระราชาแหง่ เทพ เสดจ็ มาแล้ว โดยขณะนนั้ , ตํขเณน อาคนฺตฺวา, จกฺขปุ าลํ อปุ าคมิ.
ได้เสดจ็ เข้าไปหาแล้ว ซงึ่ พระเถระช่ือวา่ จกั ขบุ าล ฯ

ก็แล (อ. ท้าวสกั กะ) ครัน้ เสดจ็ เข้าไปใกล้แล้ว ได้ทรงกระท�ำ อปุ คนฺตฺวา จ ปน เถรสฺสาวิทเู ร ปทสทฺทํ อกาส.ิ
แล้ว ซง่ึ เสียงแหง่ พระบาท ในที่อนั ไมไ่ กล แหง่ พระเถระ ฯ อถ นํ เถโร ปจุ ฺฉิ “โก เอโสต.ิ
“อหํ ภนฺเต อทฺธิโกต.ิ
ครัง้ นนั้ อ. พระเถระ ถามแล้ว ซง่ึ ท้าวสกั กะนนั้ วา่ อ. ใครนน่ั “กหุ ึ ยาสิ อปุ าสกาต.ิ
ดงั นี ้ฯ “สาวตฺถิยํ ภนฺเตต.ิ
“ยาหิ อาวโุ สต.ิ
(อ. ท้าวสกั กะ ตรัสแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. กระผม “อยฺโย ปน ภนฺเต กหุ ึ คมิสสฺ ตีต.ิ
เป็นผ้ไู ปสหู่ นทางไกล (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฯ

(อ. พระเถระ ถามแล้ว) วา่ ดกู ่อนอบุ าสก อ. ทา่ น จะไป
ในที่ไหน ดงั นี ้ ฯ

(อ. ท้าวสกั กะ ตรัสแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ. กระผม
จะไป) ในเมืองช่ือวา่ สาวตั ถี ดงั นี ้ ฯ

(อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ อ. ทา่ น
จงไป ดงั นี ้ ฯ

(อ. ท้าวสกั กะ ตรัสถามแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ก็
อ.พระผ้เู ป็นเจ้า จกั ไป ในที่ไหน ดงั นี ้ ฯ

16 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

(อ.พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ แม้ อ. เราจกั ไป ในเมืองช่ือวา่ “อหํปิ ตตฺเถว คมิสฺสามีต.ิ
สาวตั ถีนนั้ นนั่ เทียว ดงั นี ้ ฯ (อ. ท้าวสกั กะ ตรัสแล้ว) วา่ “เตนหิ เอกโตว คจฺฉาม ภนฺเตต.ิ
ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ถ้าอยา่ งนนั้ อ. เรา ท. จงไป โดยความเป็น “อหํ ทพุ ฺพโล, มยา สทฺธึ คจฺฉนฺตสสฺ ตว
อนั เดียวกนั เทียว ดงั นี ้ ฯ (อ. พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ อ. เรา ปปญฺโจ ภวสิ ฺสตีต.ิ
เป็นผ้มู ีก�ำลงั อนั โทษประทษุ ร้ายแล้ว (ยอ่ มเป็น), อ. ความเน่ินช้า “มยฺหํ อจฺจายิกํ นตฺถิ; อหํปิ อยฺเยน สทฺธึ
จกั มี แกท่ า่ น ผ้ไู ปอยู่ กบั ด้วยเรา ดงั นี ้ฯ (อ. ท้าวสกั กะ ตรัสแล้ว) คจฺฉนฺโต ทสสุ ปญุ ฺญกิริยาวตฺถสู ุ เอกํ ลภิสสฺ ามิ;
วา่ อ. ความรีบร้อน แหง่ กระผม ยอ่ มไมม่ ี; แม้ อ. กระผม ไปอยู่ เอกโตว คจฺฉาม ภนฺเตต.ิ
กบั ด้วยพระผ้เู ป็นเจ้า จกั ได้ ในบญุ กิริยาวตั ถุ ท. สบิ หนา
ซงึ่ บญุ กิริยาวตั ถอุ ยา่ งหนงึ่ ; ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. เรา ท. จงไป
โดยความเป็นอนั เดียวกนั เทียว ดงั นี ้ ฯ
อ. พระเถระ คดิ แล้ว วา่ อ.บรุ ุษ นน่ั เป็นสตั บรุ ุษ จกั เป็น เถโร “เอโส สปปฺ รุ ิโส ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา
ดงั นี ้ กลา่ วแล้ว วา่ ดกู ่อนอบุ าสก ถ้าอยา่ งนนั้ อ. ทา่ น จงจบั “เตนหิ ตถยาฏฺ€โิกกตฏฺวึ า คณฺห อปุ าสกาติ อาห.
ซงึ่ ปลายแหง่ ไม้เท้า ดงั นี ้ ฯ อ.ท้าวสกั กะ ทรงกระท�ำแล้ว สกฺโก ป€วึ สงฺขิปนฺโต สายณฺหสมเย
อยา่ งนนั้ ทรงยน่ อยู่ ซง่ึ แผน่ ดนิ (ทรงยงั พระเถระ) ให้ถงึ พร้อมแล้ว เชตวนํ สมปฺ าเปส.ิ เถโร สงฺขปณวาทิสทฺเท
ซงึ่ พระเชตวนั ในสมยั เป็นท่ีสนิ ้ ไปแหง่ วนั ฯ อ. พระเถระ ฟังแล้ว สตุ ฺวา “กตฺเถโส สทฺโทติ ปจุ ฺฉิ.
ซง่ึ เสยี งแหง่ ดนตรีมีสงั ข์และบณั เฑาะว์เป็นต้น ท. ถามแล้ว วา่
อ. เสียงนน่ั เป็นเสยี ง ในที่ไหน (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฯ
(อ. ท้าวสกั กะ ตรัสแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ. เสียงนี ้ “สาวตฺถิยํ ภนฺเตต.ิ
เป็นเสียง) ในเมืองชื่อวา่ สาวตั ถี (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ฯ (อ. พระเถระ “มยํ คมนกาเล จิเรน คมิมหฺ าต.ิ
กลา่ วแล้ว) วา่ อ. เรา ท. ไปแล้ว โดยกาลนาน ในกาลเป็นที่ไป “อหํ อชุ กุ มคฺคํ ชานามิ ภนฺเตต.ิ
ดงั นี ้ฯ (อ. ท้าวสกั กะ ตรัสแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. กระผม ตสมฺ ึ ขเณ เถโร “ นายํ มนสุ ฺโส , เทวตา
ยอ่ มรู้ ซงึ่ หนทางตรง ดงั นี ้ฯ ในขณะนนั้ อ. พระเถระ ก�ำหนดแล้ว ภวสิ ฺสตีติ สลฺลกฺเขส.ิ
วา่ อ. บรุ ุษนี ้เป็นมนษุ ย์ (ยอ่ มเป็น) หามิได้, (อ.บรุ ุษนี)้ เป็นเทวดา
จกั เป็น ดงั นี ้ฯ
(เพราะเหตนุ นั้ อ. อาจารย์ผ้มู ีในกาลก่อน ท. กลา่ วแล้ว) วา่
อ. ทา้ วสหสั สเนตร ผูเ้ ป็นจอมแห่งเทพ ผูท้ รงไวซ้ ่ึงสิริคือ- สหสสฺ เนตฺโต เทวินโฺ ท เทวรชฺชสิรีธโร
ความเป็นแห่งพระราชาแห่งเทพ ทรงย่นแลว้ ซึ่งหนทางนน้ั สงฺขิปิ ตฺวาน ตํ มคฺคํ ขิปปฺ ํ สาวตฺถิมาคมิ.
เสด็จมาแลว้ สู่เมืองชือ่ ว่าสาวตั ถี พลนั ดงั นี้ ฯ
อ. ท้าวสกั กะนนั้ ทรงน�ำไปแล้ว สบู่ รรณศาลา อแนั กอ่พนั รกะฎุเถมุ รพะี โส เถรสฺเสวตฺถาย กนนิสิฏที ฺ€ากเปฏุ ตมุ ฺวพฺ าิเกนปิ ยสกหาาริตยํ
ผ้นู ้อยท่ีสดุ (ยงั บคุ คล) ให้กระท�ำแล้ว เพ่ือประโยชน์ ปณฺณสาลํ เนตฺวา ผลเก
นน่ั เทียว (ยงั พระเถระ) ให้นง่ั แล้ว บนแผน่ กระดาน เสดจ็ ไปแล้ว วณฺเณน ตสสฺ สนฺตกิ ํ คนฺตฺวา “สมฺม ปาลาติ
สวา่สู่ ำ�แนนกั ะ่ ขปอางลกะฎุ มุผพ้สู นีหนัา้ ยดด้วงัยนเพี ้ ศฯแหง่ สหายผ้เู ป็นทรี่ กั ทรงร้องเรียกแล้ว ปกฺโกส.ิ
ท(้าอว.สกกั ฎุ กมุ ะพตีนรนััส้ แกลล้วา่)ววแา่ ลอ้ว.)ทวา่ า่ น แนะ่ สหาย อ. อะไร ดงั นี ้ ฯ “กึ สมฺมาต.ิ “เถรสฺส อาคตภาวํ ชานาสตี .ิ
(อ. ยอ่ มรู้ ซงึ่ ความที่แหง่ พระเถระ “น ชานามิ, กึ ปน เถโร อาคโตต.ิ “อาม สมมฺ ,
เป็นผ้มู าแล้วหรือ ดงั นี ้ ฯ ม(าอแ.ลก้วฎุ หมุ รพือีนดนั้ งั กนลี ้ ฯา่ วแล(้วอ). วา่ อ. เรา อทิ านาหํ วหิ ารํ คนตฺ วฺ า เถรํ ตยา การิตปณณฺ สาลายํ
ยอ่ มไมร่ ู้, ก็ อ. พระเถระ ท้าวสกั กะ นิสนิ ฺนกํ ทิสฺวา อาคโตมหฺ ีติ วตฺวา ปกฺกามิ.
ตรัสแล้ว) วา่ ดกู ่อนสหาย เออ (อ. อยา่ งนนั้ ), ในกาลนี ้ อ. เรา
เป็นผ้ไู ปแล้ว สวู่ หิ าร เหน็ แล้ว ซงึ่ พระเถระ ผ้นู ง่ั แล้ว ในบรรณศาลา
อนั อนั ทา่ น (ยงั บคุ คล) ให้กระท�ำแล้ว มาแล้ว ยอ่ มเป็น ดงั นี ้
เสดจ็ หลีกไปแล้ว ฯ ตปมุวฏหฺ ฺเกาฏกฏุ นํมุ ฺโพฺตปิโพกโปฺพริทชวิติติหฺวํุ าารนํ คาทน“ ฺาตอสฺวิทนิาํ ฺตเถอิทราิสํ ทวฺ ีนทาิิสฺววาอตหฺวปํ าาภทนมเทฺเเู ตลฺว
กลงิ ้ เแกมล้ อื อก.อยกแู่ ฎุ ลมุ ้วพณีไปแทลี่ใ้วกลส้แวู่หหิ ง่ าเทร้าเหกน็ลแา่ ลวแ้วล้วซง่ึ (พซระง่ึ คเถ�ำระท.)ร้อมงีคไห�ำ้
วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. กระผม เหน็ แล้ว ซง่ึ เหตนุ ี ้ ไมไ่ ด้ให้แล้ว ทาสทารเก ภชุ ิสเฺ ส กตฺวา เถรสสฺ สนฺตเิ ก
เพ่ืออนั บวช แก่ทา่ น ท. ดงั นี ้เป็นต้น กระท�ำแล้ว ซงึ่ เดก็ ผ้เู ป็นทาส ปพฺพาเชตฺวา
ท. ๒ ให้เป็นไท ให้บวชแล้ว ในส�ำนกั ของพระเถระ (กลา่ วแล้ว) วา่

ผลิตสอ่ื การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัติธรรม วัดพระธรรมกาย 17

อ. ทา่ น ท. น�ำมาแล้ว (ซง่ึ วตั ถุ ท.) มีข้าวต้มและข้าวสวย “อนฺโตคามโต ยาคภุ ตฺตาทีนิ อาหริตฺวา เถรํ
เป็นต้น จากภายในแหง่ บ้านจงบ�ำรุง ซงึ่ พระเถระ ดงั นี ้ (ยงั ข้าวต้ม กอปตุ ฺวฏาฺ€หเถถราํ อตปุิ ฏปฺ€ฏหิปสึ า.ุ เทส.ิ สามเณรา วตฺตปฏิวตฺตํ
และข้าวสวย) ให้ถงึ เฉพาะแล้ว ฯ อ. สามเณร ท. กระท�ำแล้ว
ซงึ่ วตั รและวตั รตอบ บ�ำรุงแล้ว ซงึ่ พระเถระ ฯ
ครัง้ นนั้ ในวนั หนงึ่ อ. ภิกษุ ท. ผ้อู ยใู่ นทิศโดยปกติ มาแล้ว อเถกทิวสํ ทิสาวาสโิ น ภิกฺขู “สตฺถารํ
สพู่ ระเชตวนั (ด้วยอนั คดิ ) วา่ อ. เรา ท. จกั เฝ้ า ซงึ่ พระศาสดา ปสฺสิสฺสามาติ เชตวนํ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ
ดงั นี ้ ถวายบงั คมแล้ว ซงึ่ พระศาสดา เหน็ แล้ว ซงึ่ พระเถระ วนฺทิตฺวา อสีตมิ หาเถเร ทิสวฺ า วิหารจาริกํ จรนฺตา
ผ้ใู หญ่แปดสบิ ท. เท่ียวไปอยู่ สทู่ ี่เป็นที่เที่ยวไปในวหิ าร ถงึ แล้ว จกฺขปุ าลตฺเถรสฺส วตสทนภฏิมฺ€ขุ าานํ ปตฺวา “อิทํปิ
ซง่ึ ท่ีเป็นท่ีอยู่ ของพระเถระชื่อวา่ จกั ขบุ าล เป็นผ้มู ีหน้าท่ีเฉพาะ ปสฺสสิ สฺ ามาติ สายํ อเหสํ.ุ
ตอ่ ท่ีนนั้ ได้เป็นแล้ว ในเวลาเยน็ (ด้วยอนั คดิ ) วา่ อ. เรา ท. จกั เหน็
ซง่ึ ที่เป็นที่อยแู่ ม้นี ้ดงั นี ้ ฯ
ในขณะนนั้ อ. เมฆใหญ่ ตงั้ ขนึ ้ แล้ว ฯ อ.ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ สปาสยสฺ ญตสิ สสฺฺจมฺา,มึ าเขตมเิโณฆนิวตมจฺตหสึ า.ุอเมฏุ โฺ€ฆโิ ต,อปฏุ ฺ€าหโติ.ว เต “อิทานิ
(คดิ แล้ว) วา่ อ. กาลนี ้ เป็นเวลาเยน็ (เกิดแล้ว) ด้วย , อ. เมฆ อาคนฺตฺวา
ตงั้ ขนึ ้ แล้วด้วย, อ. เรา ท. มาแล้ว จกั เหน็ ในเวลาเช้าเทียว ดงั นี ้
กลบั แล้ว ฯ
อ. ฝน ตกแล้ว ในยามที่หนง่ึ ไปปราศแล้ว ในยามอนั มี เทโว ป€มยาเม วสฺสติ ฺวา มชฺฌิมยาเม วิคโต.
ในทา่ มกลาง ฯ
อ. พระเถระ เป็นผ้มู ีความเพียรอนั ปรารภแล้ว เป็นผ้มู ีจงกรม เถโร อารทฺธวิริโย อาจิณฺณจงฺกมโน; ตสฺมา
อนั ประพฤตทิ ว่ั แล้ว (ยอ่ มเป็น); เพราะเหตนุ นั้ (อ. พระเถระ) ปจฺฉิมยาเม จงฺกมนํ โอตริ.
ข้ามลงแล้ว สทู่ ี่เป็นที่จงกรม ในยามอนั มีในภายหลงั ฯ
ก็ ในกาลนนั้ อ. แมลงคอ่ มทอง ท. มาก ตงั้ ขนึ ้ แล้ว บนภาคพืน้ ตทา ปน เนถวเรวฏุ ฺ€จางกยฺ มนภเฺ ตมู ิย, าเยพภหยุ ูเฺ ยอนินฺทวโปิคชปชฺ กสึ า.ุ
อนั อนั ฝนตกแล้วใหม่ ฯ อ. แมลงคอ่ มทอง ท. เหลา่ นนั้ ครัน้ เม่ือ ออฏุนฺ €ฺเหตสึว.ุาสิกเตา เถรสฺส จงฺกมนฏฺ €านํ กาลสฺเสว
พระเถระ จงกรมอย,ู่ วบิ ตั แิ ล้ว โดยมาก ฯ อ. อนั เตวาสกิ ท. น สมมฺ ชฺชสึ .ุ
ไมก่ วาดแล้ว ซง่ึ ท่ีเป็นที่จงกรม ของพระเถระ ตอ่ กาลนน่ั เทียว ฯ
อ. ภิกษุ ท. นอกนี ้มาแล้ว (ด้วยความหวงั ) วา่ อ. เรา ท. จกั เหน็ อิตเร ภจิกงฺขฺกู ม“เเนถรสปสฺ าณวเสกนฏทฺ€าิสนวฺ าํ ป“สสฺโกสิ สฺ อาิมมสาฺมติึ
ซงึ่ ท่ีเป็นท่ีอยู่ ของพระเถระ ดงั นี ้ เหน็ แล้ว ซง่ึ สตั ว์มีปาณะ ท. อาคนฺตฺวา
ในที่เป็นที่จงกรม ถามแล้ววา่ อ. ใคร ยอ่ มจงกรม ในที่เป็นท่ีจงกรม จงฺกมตีติ ปจุ ฺฉึส.ุ “อมฺหากํ อปุ ชฺฌาโย ภนฺเตต.ิ
นี ้ ดงั นี ้ ฯ (อ. อนั เตวาสกิ ท. กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ
อ. พระอปุ ัชฌาย์ ของกระผม ท. (ยอ่ มจงกรม ในท่ีเป็นท่ีจงกรม นี)้
ดงั นี ้ฯ
อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ยกโทษแล้ว วา่ อ. ทา่ น ท. จงเหน็ ซงึ่ กรรม เต อชุ ฺฌายสึ ุ “ปสสฺ ถ สมณสสฺ กมมฺ ํ;
ของสมณะ, อ. พระเถระนี ้ นอนประพฤตหิ ลบั อยู่ ในกาลแหง่ ตน สจกขฺ กุ าเล นปิ ชชฺ ติ วฺ า นทิ ทฺ ายนโฺ ต กญิ จฺ ิ อกตวฺ า,
เป็นไปกบั ด้วยจกั ษุ ไมก่ ระท�ำแล้ว ซง่ึ กรรมไร ๆ, ยงั สตั ว์มีปาณะ ท. อิทานิ จกฺขวุ ิกลกาเล `จงฺกมามีติ เอตฺตเก ปาเณ
มีประมาณเทา่ นี ้ ให้ตายแล้ว (ด้วยอนั คดิ ) วา่ อ. เรา จะจงกรม มาเรส;ิ `อตฺถํ กริสสฺ ามีติ อนตฺถํ อกรีต.ิ
ดงั นี ้ในกาลแหง่ ตนมีจกั ษุอนั วิกล ในกาลนี;้ (อ. พระเถระ คดิ แล้ว)
วา่ อ. เราจกั กระท�ำ ซงึ่ ประโยชน์ ดงั นี ้ ได้กระท�ำแล้ว ซงึ่ กรรม
อนั มิใชป่ ระโยชน์ ดงั นี ้ ฯ
ครัง้ นนั้ อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ไปแล้ว กราบทลู แล้ว อถ เต คนฺตฺวา ตถาคตสฺส อาโรเจสํุ “ภนฺเต
แก่พระตถาคตเจ้า วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ อ. พระเถระชื่อวา่ จกฺขปุ าลตฺเถโร `จงฺกมามีติ พหู ปาณเก มาเรสีต.ิ
จกั ขบุ าล ยงั สตั ว์มีปาณะ ท. มาก ให้ตายแล้ว (ด้วยอนั คดิ ) วา่
อ. เรา จะจงกรม ดงั นี ้ดงั นี ้ ฯ
(อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) วา่ ก็ อ. ภิกษุช่ือวา่ จกั ขบุ าลนนั้ “กึ ปน โส ตมุ เฺ หหิ มาเรนฺโต ทิฏฺโ€ต.ิ
(ยงั มีสตั ว์มีปาณะ ท.) ให้ตายอยู่ อนั เธอ ท. เหน็ แล้ว หรือ ดงั นี ้ ฯ
(อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ “น ทิฏฺโ€ ภนฺเตต.ิ
(อ. พระเถระ ช่ือวา่ จกั ขบุ าลนนั้ ยงั สตั ว์มีปาณะ ท. ให้ตายอยู่
อนั ข้าพระองค์ ท.) ไมเ่ หน็ แล้ว ดงั นี ้ ฯ

18 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

(อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ อ. เธอ ท. ยอ่ มไมเ่ หน็ ซง่ึ ภิกษุ “ยเถว ตมุ เฺ ห ตํ น ปสสฺ ถ; ตถา โสปิ เต
ช่ือว่าจกั ขบุ าลนนั้ ฉันใดนนั่ เทียว; อ.ภิกษุช่ือว่าจกั ขบุ าลแม้นนั้ ปาเณ น ปสสฺ ต,ิ ขีณาสวานํ มรณเจตนา นาม
ยอ่ มไมเ่ หน็ ซงึ่ สตั ว์มีปาณะ ท. เหลา่ นนั้ ฉนั นนั้ , ดกู ่อนภิกษุ ท. นตฺถิ ภิกฺขเวติ.
ช่ือ อ. เจตนาเป็นเหตตุ าย แหง่ พระขีณาสพ ท. ยอ่ มไมม่ ี ดงั นี ้ ฯ
(อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ “ภนฺเต อรหตฺตสฺส อปุ นิสสฺ เย สต,ิ กสฺมา
(อ. พระเถระช่ือวา่ จกั ขบุ าล นนั้ ) ครัน้ เม่ือธรรมอนั เป็นอปุ นิสยั อนฺโธ ชาโตต.ิ
แหง่ พระอรหตั มีอย,ู่ เป็นคนบอด เกิดแล้ว เพราะเหตไุ ร ดงั นี ้ ฯ
(อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. (อ. ภิกษุช่ือวา่ “อตฺตนา กตกมมฺ วเสน ภิกฺขเวต.ิ
จกั ขบุ าลนนั้ เป็นคนบอด เกิดแล้ว) ด้วยอ�ำนาจแหง่ กรรม
อนั ตนกระท�ำแล้ว ดงั นี ้ ฯ (อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ทลู แล้ว) วา่ “กึ ปน ภนฺเต เตน กตนฺต.ิ
ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ ก็ (อ. กรรม) อะไร อนั พระเถระช่ือวา่
จกั ขบุ าลนนั้ กระท�ำแล้ว ดงั นี ้ ฯ (อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ “เตนหิ ภิกฺขเว สณุ าถ:
ดกู ่อนภิกษุ ท. ถ้าอยา่ งนนั้ อ. เธอ ท. จงฟัง (ดงั นี ้ ทรงน�ำมาแล้ว
ซงึ่ เร่ืองอนั ลว่ งไปแล้ว) วา่
ในกาลอันล่วงไปแล้ว ครัน้ เม่ือพระราชาผู้เป็ นใหญ่ อตีเต พาราณสยิ ํ พาราณสีราเช รชฺชํ กาเรนฺเต,
ในเมืองชื่อว่าพาราณสี (ทรงยังบุคคล) ให้ กระท�ำอยู่ เอโก เวชฺโช คามนิคเม จริตฺวา เวชฺชกมมฺ ํ กโรนฺโต
ซง่ึ ความเป็นแหง่ พระราชา ในเมอื งชอ่ื วา่ พาราณสี , อ.หมอคนหนงึ่ เอกํ จกฺขทุ พุ ฺพลํ อิตฺถึ ทิสวฺ า ปจุ ฺฉิ “ กินฺเต
เที่ยวไปแล้ว ในบ้านและนิคม กระท�ำอยู่ ซง่ึ เวชกรรม เหน็ แล้ว อผาสกุ นฺต.ิ “อกฺขีหิ น ปสฺสามีต.ิ
ซง่ึ หญิง ผ้มู ีจกั ษุมีก�ำลงั อนั โทษประทษุ ร้ายแล้ว คนหนงึ่ ถามแล้ว
วา่ อ. ความไมส่ �ำราญ แหง่ ทา่ น อยา่ งไร ดงั นี ้ ฯ (อ. หญิงนนั้
กลา่ วแล้ว) วา่ อ. เรา ยอ่ มไมเ่ หน็ ด้วยนยั น์ตา ท. ดงั นี ้ ฯ
(อ.หมอนนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ อ. เรา จกั กระทำ� ซงึ่ ยาแกท่ า่ น ดงั นี ้ฯ “เภสชฺชนฺเต กริสสฺ ามีติ. “กโรหิ สามีต.ิ
(อ. หญิงนนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตน่ าย อ. ทา่ น จงกระท�ำ ดงั นี ้ ฯ “กึ เม ทสสฺ สีต.ิ “สเจ เม อกฺขีนิ ปากตกิ านิ
(อ. หมอนนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ อ. ทา่ น จกั ให้ (ซง่ึ วตั ถ)ุ อะไร แก่เรา กาตํุ สกฺขิสฺสส,ิ อหนฺเต สทฺธึ ปตุ ฺตธีตาหิ ทาสี
ดงั นี ้ ฯ (อ. หญิงนนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ ถ้าวา่ อ. ทา่ น จกั อาจ ภวิสสฺ ามีต.ิ
เพอื่ อนั กระทำ� ซง่ึ นยั น์ตา ท. ของเรา ให้เป็นของตงั้ อยตู่ ามปกตไิ ซร้,
อ. เรา กบั ด้วยบตุ รและธดิ า ท. เป็นทาสี ของทา่ น จกั เป็น ดงั นี ้ฯ
อ. หมอนนั้ (รับพร้อมแล้ว) วา่ อ. ดลี ะ ดงั นี ้จดั แจงแล้ว ซงึ่ ยา ฯ โส “สาธตู ิ เภสชฺชํ สํวทิ หิ. เอกเภสชฺเชเนว
อ. นยั นต์ า ท. เป็นของตงั้ อยตู่ ามปกติ ได้เป็นแล้ว ด้วยยาขนานเดยี ว อกฺขีนิ ปากตกิ านิ อเหส.ํุ สา จินฺเตสิ “อหํ เอตสสฺ
นนั่ เทียว ฯ อ. หญิงนนั้ คดิ แล้ว วา่ อ. เรา ปฏิญญาแล้ว วา่ `สปตุ ฺตธีตา ทาสี ภวิสสฺ ามีติ ปฏิชานึ , น โข
(อ. เรา) ผ้เู ป็นไปกบั ด้วยบตุ รและธิดา เป็นทาสจี กั เป็น ดงั นี ้ ปน มํ สณฺเหน สมทุ าจริสฺสติ, วญฺเจสสฺ ามิ นนฺต.ิ
แก่หมอนน่ั , แตว่ า่ (อ. หมอนนั้ ) จกั ประพฤตริ ้องเรียก ซง่ึ เรา
ด้วยคำ� อนั ออ่ นหวาน หามไิ ด้แล, อ. เรา จกั ลวง ซง่ึ หมอนนั้ ดงั นี ้ฯ
อ. หญิงนนั้ ผ้อู นั หมอ มาแล้ว ถามแล้ว วา่ แนะ่ นางผ้เู จริญ สา เวชฺเชนาคนฺตฺวา “กีทิสํ อภิททาฺเนทิติอตปเิ รฏุ กฺ€ตาร,ํ
(อ. คแู่ หง่ นยั น์ตา) เป็นเชน่ ไร (ยอ่ มเป็น) ดงั นี,้ กลา่ วแล้ว วา่ “ปพุ ฺเพ เม อกฺขีนิ โถกํ รุชฺชสึ ,ุ
อ. นยั น์ตา ท. ของเรา เสยี ดแทงแล้ว หนอ่ ยหนงึ่ ในกาลก่อน, รุชฺชนฺตีติ อาห.
ในกาลนี ้(อ. นยั น์ตา ท.) ยอ่ มเสียดแทง ย่ิงเกิน ดงั นี ้ ฯ
อ. หมอคดิ แล้ว วา่ อ. หญิงนี ้เป็นผ้ใู คร่เพื่ออนั ลวง ซงึ่ เรา แล้ว เวชฺโช “อยํ มํ วญฺเจตฺวา กิญฺจิ อทาตกุ ามา,
ไมใ่ ห้ ซง่ึ วตั ถไุ ร ๆ (ยอ่ มเป็น) อ. ความต้องการ ด้วยคา่ จ้าง น เม เอตาย ทินฺนภตยิ า อตฺโถ, อิทานิ ตํ อนฺธํ
อนั หญิงนนั่ ให้แล้ว (ยอ่ มมี) แก่เรา หามิได้ , ในกาลนี ้ อ. เรา กริสสฺ ามีติ จินฺเตตฺวา เคหํ คนฺตฺวา ภริยาย ตมตฺถํ
จกั กระท�ำ ซงึ่ หญิงนนั้ ให้เป็นหญิงบอด ดงั นี ้ ไปแล้ว สเู่ รือน อาจกิ ขฺ .ิ สา ตณุ หฺ ี อโหส.ิ โส เอกํ เภสชชฺ ํ โยเชตวฺ า
บอกแล้ว ซง่ึ เนือ้ ความนนั้ แก่ภรรยา ฯ อ.ภรรยานนั้ เป็นหญิงนิ่ง ตสสฺ า สนตฺ กิ ํ คนตฺ วฺ า “ภทเฺ ท อมิ ํ เภสชชฺ ํ อญชฺ าหตี ิ
ได้เป็นแล้ว ฯ อ. หมอนนั้ ประกอบแล้ว ซงึ่ ยา ขนานหนงึ่ ไปแล้ว อญฺชาเปส.ิ เทฺว อกฺขีนิ ทีปสขิ า วยิ วชิ ฺฌายสึ .ุ
สสู่ ำ� นกั ของหญิงนนั้ (กลา่ วแล้ว) วา่ แนะ่ นางผ้เู จริญ อ. ทา่ น โส เวชฺโช จกฺขปุ าโล อโหส.ิ
จงหยอด ซงึ่ ยานี ้ดงั นี ้(ยงั หญิงนนั้ ) ให้หยอดแล้ว ฯ อ. นยั น์ตา ท.
สอง ดบั แล้ว ราวกะ อ. เปลวแหง่ ประทีป ฯ อ. หมอนนั้ เป็นภิกษุ
ชื่อวา่ จกั ขบุ าล ได้เป็นแล้ว (ดงั นี)้ ฯ

ผลติ สอ่ื การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัตธิ รรม วดั พระธรรมกาย 19

(อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. อ. กรรม “ภิกฺขเว ตทา มม ปตุ ฺเตน กตกมฺมํ ปจฺฉโต
อนั บตุ ร ของเรา กระท�ำแล้ว ในกาลนนั้ ตดิ ตามแล้ว ข้างหลงั ๆ, ปจฺฉโต อนพุ นฺธิ , ปาปกมมฺ ํ หิ นาเมตํ ธรุ ํ วหโต
จริงอยู่ ชื่อ อ. กรรมอนั ลามกนนั่ ยอ่ มไปตาม ราวกะ อ. ล้อ พลวิ ทฺทสสฺ ปทํ จกฺกํ วยิ อนคุ จฺฉตีติ อิทํ วตฺถํุ
(หมนุ ไปตามอย)ู่ ซงึ่ รอยเท้า ของโคตวั เน่ืองด้วยก�ำลงั ตวั น�ำไปอยู่ กเถตฺวา อนสุ นฺธึ ฆเฏตฺวา ธปมตมฺ ฏิ รฺ€าาชปาิ ตอมิมตํ ฺตคกิ าํ ถสมาสานหํ
ซงึ่ แอก ดงั นี ้ ครัน้ ตรัสแล้ว ซงึ่ เร่ืองนี ้ ทรงสบื ตอ่ ซงึ่ อนสุ นธิ ราชมทุ ฺทาย ลญฺฉนฺโต วิย
ผ้เู ป็นพระราชาเพราะธรรม ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถานี ้วา่

อ. ธรรม ท. มีใจเป็นสภาพถงึ กอ่ น มีใจเป็นสภาพประเสริฐทีส่ ดุ “มโนปพุ พฺ งฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺ€า มโนมยา;
อนั ส�ำเร็จแลว้ แต่ใจ , หากว่า (อ. บคุ คล) มีใจ อนั อนั โทษ มนสา เจ ปทฏุ ฺเ€น ภาสติ วา กโรติ วา,
ประทษุ ร้ายแลว้ กล่าวอยู่หรือ หรือว่ากระท�ำอยู่ไซร้, อ. ทกุ ข์ ตโต นํ ทกุ ฺขมเนวฺ ติ จกฺกํว วหโต ปทนตฺ ิ.
ย่อมไปตาม ซึ่งบคุ คลนนั้ (เพราะทจุ ริตอนั มีอย่างสาม) นนั้
เพียงดงั อ. ลอ้ (หมนุ ไปตามอยู่) ซ่ึงรอยเทา้ (ของโคตวั เนือ่ ง
ดว้ ยก�ำลงั ) ตวั น�ำไปอยู่ (ซึ่งแอก) ดงั นี้ ฯ

ราวกะ (อ.พระราชา) ทรงประทบั อยู่ ซงึ่ พระราชสาส์น มีดนิ เหนียว
อนั พระองค์ ทรงให้ตงั้ ไว้เฉพาะแล้ว ด้วยตราของพระราชา ฯ
อ. จิตอนั เป็นไปในภมู ิ ๔ แม้ทงั้ ปวง อนั ตา่ งด้วยจิตมีกศุ ลจิต ตตฺถ “มโนติ กามาวจรกสุ ลาทิเภทํ สพฺพมปฺ ิ
อนั เป็นกามาวจรเป็นต้นชื่อวา่ ใจ ในพระคาถานนั้ ฯ แตว่ า่ จตภุ มู ิกจิตฺตํ. อิมสฺมึ ปน ปเท ตทา ตสฺส เวชฺชสสฺ
อ. จิตนน่ั เทียว (อนั บณั ฑิต) นิยมอยู่ (อนั บณั ฑิต) ให้ตงั้ ลงตา่ งอยู่ อปุ ปฺ นฺนจิตฺตวเสน นิยมิยมานํ ววตฺถาปิ ยมานํ
(อนั บณั ฑิต) ก�ำหนดอยู่ ด้วยอ�ำนาจแหง่ จิตดวงเกิดขนึ ้ แล้ว ปริจฺฉิชฺชมานํ, โทมนสสฺ สหคตํ ปฏิฆสมปฺ ยตุ ฺตํ
แกห่ มอนนั้ ในกาลนนั้ , อนั ไปแล้วกบั ด้วยโทมนสั อนั ประกอบพร้อมแล้ว จิตฺตเมว ลพฺภต.ิ
ด้วยปฏิฆะ (อนั บณั ฑิต) ยอ่ มได้ ในบท นี ้ ฯ
(อ. อรรถ) วา่ มาตามพร้อมแล้ว (ด้วยใจ) นนั้ เป็นสภาพถงึ กอ่ น ปพุ พฺ งคฺ มาต:ิ เตน ป€มคามนิ า หตุ วฺ าสมนนฺ าคตา.
โดยปกติ เป็น (ดงั นี)้ (แหง่ บท) วา่ ปุพพฺ งคฺ มา ดงั นี ้ ฯ
ช่ือ อ. ธรรม ท. สื่ ด้วยอ�ำนาจแหง่ คณุ ธรรมและเทศนาธรรม ธมมฺ าต:ิ คณุ เทสนาปริยตฺตนิ ิสสฺ ตฺตนิชฺชีววเสน
และปริยตั ิธรรมและนิสสตั ตธรรมและนิชชีวธรรม ช่ือวา่ ธรรม ฯ จตฺตาโร ธมมฺ า นาม.
อ.ธรรมนี ้(ในค�ำนี)้ วา่ เตสุ

(อ. สภาพ ท.) ทง้ั สอง คือ อ. ธรรมดว้ ย คือ อ. สภาพมิใชธ่ รรม “ น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ อโุ ภ สมวิปากิโน,
ดว้ ย เป็นสภาพมีวิบากเสมอกนั (ย่อมเป็น) หามิไดแ้ ล, อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สคุ ฺคตินตฺ ิ
อ. สภาพมิใช่ธรรม ย่อมน�ำไป (ซ่ึงสตั ว์) สู่นรก อ. ธรรม
(ยงั สตั ว์) ย่อมใหถ้ ึง ซึ่งสคุ ติ ดงั นีเ้ป็นต้น

(ในธรรม ท. ส่)ี เหลา่ นนั้ หนา ช่ือวา่ คณุ ธรรม ฯ อยํ คณุ ธมโฺ ม นาม.

อ. ธรรมนี ้(ในค�ำนี)้ วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. อ. เรา จกั แสดง ซง่ึ ธรรม “ธมมฺ ํ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อาทิกลฺยาณนฺติ
อนั งามในเบือ้ งต้น แก่เธอ ท. ดงั นีเ้ป็นต้น ช่ือวา่ เทศนาธรรม ฯ อยํ เทสนาธมโฺ ม นาม.
อ. ธรรมนี ้ (ในค�ำนี)้ วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. ก็ อ. กลุ บตุ ร ท. “อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺเจ กลุ ปตุ ฺตา ธมมฺ ํ
บางพวก ในศาสนา นี ้ ยอ่ มเลา่ เรียน ซงึ่ ธรรม คอื ซงึ่ สตู ร คอื ซงึ่ ไคยะ ปริยาปณุ นฺติ สตุ ฺตํ เคยฺยนฺติ อยํ ปริยตฺตธิ มโฺ ม นาม.
ดงั นีเ้ป็นต้น ชื่อวา่ ปริยตั ธิ รรม ฯ
อ. ธรรมนี ้ (ในค�ำนี)้ วา่ ก็ อ. ธรรม ท. ยอ่ มมี ในสมยั นนั้ แล , “ตสฺมึ โข ปน สมเย ธมมฺ า โหนฺติ, ขนฺธา
อ. ขนั ธ์ ท. ยอ่ มมี (ในสมยั นนั้ ) ดงั นีเ้ป็นต้น ชื่อวา่ นิสสตั ตธรรม ฯ โหนฺตีติ อยํ นิสสฺ ตฺตธมโฺ ม นาม. นิชฺชีวธมโฺ มตปิ ิ
อ. นยั (ในบท) แม้วา่ อ. นิชชีวธรรม ดงั นี ้นี ้นน่ั เทียว ฯ เอเสว นโย.
ในธรรม ท. ๔ เหลา่ นนั้ หนา อ. นิสสตั ตธรรมและนิชชีวธรรม เตสุ อิมสฺมึ €าเน นิสสฺ ตฺตนิชฺชีวธมโฺ ม อธิปเฺ ปโต.
(อันพระผู้มีพระภาคเจ้า) ทรงพระประสงค์เอาแล้วในท่ีนี ้ ฯ

20 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

อ. นิสสตั ตธรรมและนิชชีวธรรมนนั้ คือ อ. ขนั ธ์ ท. อนั ไมม่ ีรูป โส อตฺถโต ตโย อรูปิ โน ขนฺธา “เวทนากฺขนฺโธ
๓ คือ อ. เวทนาขนั ธ์ อ. สญั ญาขนั ธ์ อ. สขั ารขนั ธ์ โดยเนือ้ ความ ฯ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธต.ิ เอเต หิ, มโน
เพราะวา่ อ. ธรรม ท.เหลา่ นน่ั , ช่ือวา่ มีใจเป็นสภาพถงึ ก่อน ปพุ ฺพงฺคโม เอเตสนฺติ มโนปพุ ฺพงฺคมา นาม.
(เพราะวเิ คราะห์) วา่ อ. ใจ เป็นสภาพถงึ กอ่ นแหง่ ธรรม ท. เหลา่ นนั่ “กถํ ปเนเตหิ สทฺธึ เอกวตฺถโุ ก เอการมมฺ โณ
ดงั นี ้ ฯ (อ. อนั ถาม) วา่ ก็ อ. ใจ มีวตั ถเุ ป็นอนั เดียวกนั มีอารมณ์ อปพุ ฺพํ อจริมํ เอกกฺขเณ อปุ ปฺ ชฺชมาโน มโน
เป็ นอันเดียวกัน กับ ด้วยธรรม ท. เหล่านั่น เกิดขึน้ อยู่ ปพุ ฺพงฺคโม นาม โหตีต.ิ อปุ ปฺ าทปปฺ จฺจยตฺเถน.
ในขณะเดียวกนั ไมก่ ่อน ไมห่ ลงั ชื่อวา่ เป็นสภาพถงึ ก่อน ยอ่ มเป็น
อย่างไร ดงั นี ้ ฯ (อ. อนั แก้) ว่า (อ. ใจช่ือว่าเป็ นสภาพถึงก่อน)
เพราะอรรถคอื ความเป็นปัจจยั แหง่ ความเกดิ ขนึ ้ (ยอ่ มเป็น) (ดงั น)ี ้ ฯ
เหมือนอยา่ งวา่ ครัน้ เม่ือโจร ท. มาก กระท�ำอยู่ ซงึ่ กรรม ยถา หิ พหสู ุ เอกโต คามฆาตาทิกมมฺ านิ
มีการฆ่าซึ่งชาวบ้านเป็ นต้น ท. โดยความเป็ นอันเดียวกัน, กโรนฺเตส,ุ “โก เตสํ ปพุ ฺพงฺคโมติ วตุ ฺเต, โย เตสํ
(ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ อ. ใคร เป็นผ้ถู งึ ก่อน แหง่ โจร ท. เหลา่ นนั้ ปจฺจโย โหต,ิ ยํ นิสฺสาย เต ตํ กมมฺ ํ กโรนฺต;ิ
(ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้(อนั ชน ท.) กลา่ วแล้ว, อ.โจรใด เป็นปัจจยั ของโจร ท. โส ทตฺโต วา มตฺโต วา “เตสํ ปพุ ฺพงฺคโมติ วจุ ฺจติ;
เหลา่ นนั้ (ยอ่ มเป็น), อ.โจร ท. เหลา่ นนั้ อาศยั แล้ว ซงึ่ โจรใด เอวํ สมปฺ ทมิทํ เวทิตพฺพํ.
ยอ่ มกระทำ� ซง่ึ กรรมนนั้ , อ.โจรนนั้ ชอื่ วา่ ทตั ตะหรอื หรอื วา่ ชอ่ื วา่ มตั ตะ
(อนั ชน ท.) ยอ่ มเรียกกนั วา่ เป็นผ้ถู งึ ก่อน แหง่ โจร ท. เหลา่ นนั้
ดงั นี ้ ฉนั ใด, อ.ค�ำเป็นเคร่ืองยงั อปุ ไมยให้ถงึ พร้อม นี ้ (อนั บณั ฑิต)
พงึ ทราบ ฉนั นนั้ ฯ
อ. ใจ ช่ือว่าเป็ นสภาพถึงก่อน แห่งธรรม ท. เหล่านั่น อิติ อปุ ปฺ าทปปฺ จฺจยตฺเถน มโน ปพุ ฺพงฺคโม
เพราะอรรถคือความเป็นปัจจยั แหง่ ความเกิดขนึ ้ ด้วยประการฉะนี ้ เอเตสนตฺ ิ มโนปพุ พฺ งคฺ มา. น หิ เต, มเน อนปุ ปฺ ชชฺ นเฺ ต,
เพราะเหตนุ นั้ (อ. ธรรม ท.เหลา่ นน่ั ) ชื่อวา่ มีใจเป็นสภาพถงึ ก่อน ฯ อปุ ปฺ ชชฺ ติ ํุ สกโฺ กนตฺ .ิ มโน ปน, เอกจเฺ จสุ เจตสเิ กสุ
เพราะวา่ อ.ธรรมท.เหลา่ นนั้ ,ครัน้ เมื่อใจ ไมเ่ กิดขนึ ้ อย,ู่ ยอ่ มไมอ่ าจ อนปุ ปฺ ชฺชนฺเตสปุ ิ , อปุ ปฺ ชฺชตเิ ยว. อธิปตวิ เสน ปน
เพื่ออนั เกิดขนึ ้ ฯ แตว่ า่ อ. ใจ ,ครัน้ เมื่อเจตสกิ ท. บางพวก มโน เสฏฺโ€ เอเตสนฺติ มโนเสฏฺ€า.
แม้ ไม่เกิดขึน้ อยู่ ย่อมเกิดขึน้ น่ันเทียว ฯ แต่ว่า อ. ใจ
เป็นสภาพประเสริฐท่ีสดุ แหง่ ธรรม ท. เหลา่ นน่ั ด้วยอ�ำนาจ
แหง่ ความเป็นอธิบดี เพราะเหตนุ นั้ (อ. ธรรม ท. เหลา่ นน่ั ) ชื่อวา่
มีใจเป็นสภาพประเสริฐท่ีสดุ ฯ
เหมือนอยา่ งวา่ (อ. ชน ท. ) ผ้เู ป็นใหญ่ย่ิง มีโจรผ้เู จริญท่ีสดุ ยเสถฏาฺ€ยาถ;ปานหิตทถโาาจรรุอาาทเทีนตีหํสิ มโฺปจนิ ริปเชผฺ ฏมนฺ€โฺนนกาาตนทิ ิ โยมตโานอนเธิสิปฏตตฺ€าโิ านน.ิ
เป็นต้น เป็นผ้ปู ระเสริฐท่ีสดุ (แหง่ ชน ท. ) มีโจรเป็นต้น (ยอ่ มเป็น)
ฉนั ใด ; อ.ใจ (เป็นสภาพประเสริฐที่สดุ ) (แหง่ ธรรม ท.) แม้เหลา่ นนั้
(ยอ่ มเป็น) ฉนั นนั้ เพราะเหตนุ นั้ (อ.ธรรม ท. เหลา่ นนั้ ) ช่ือวา่ มีใจ ภณฺฑานิ ทารุมยาทีนิ นาม โหนฺต;ิ ตถา เอเตปิ
เป็นสภาพประเสริฐทส่ี ดุ ฯ เหมอื นอยา่ งวา่ อ.ภณั ฑะ ท. เหลา่ นนั้ ๆ มนโต นิปผฺ นฺนตฺตา มโนมยา นาม.
อนั ส�ำเร็จแล้ว (แตส่ มั ภาระ ท.) มีไม้เป็นต้น ชื่อวา่ เป็นภณั ฑะ
มีภณั ฑะสำ� เร็จแล้วแตไ่ ม้เป็นต้น ยอ่ มเป็น ฉนั ใด, อ.ธรรม ท.
แม้เหลา่ นน่ั ช่ือวา่ เป็นสภาพส�ำเร็จแล้วแตใ่ จ เพราะความท่ี
(แหง่ ธรรม ท.) เป็นสภาพสำ� เร็จแล้ว แตใ่ จ (ยอ่ มเป็น) ฉนั นนั้ ฯ
(อ.อรรถ) วา่ อนั โทสะ ท. มีอภิชฌาเป็นต้น อนั จรมา ปทฏุ ฺปเ€ทนฏุ. ฺ เฐปนกาตตมิ :ิโนอาหคิ นภฺตวเุงกฺคหจิ ิตอฺตภํ. ิชฺฌาทีหิ โทเสหิ
ประทษุ ร้ายแล้ว (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ ปทฏุ ฺ เฐน ดงั นี ้ ฯ
จริงอยู่ อ.ใจตามปกติ ช่ือวา่ ภวงั คจิต ฯ
(อ. ภวังคจิต) นัน้ (อันโทสะ ท.) ไม่ประทุษร้ ายแล้ว, นอทุีลกาํทตนีหํ าอิ ปปอิ ปปฺุปทกรุ ิมฏฺุกฺํ€ิลป,ํ ฏิ สฺย€นถํ นฺานอีโทลุ หกทิ เกมปาวสท;นิเตภนฺ ถทํ าํ อโตทุหมกตปฺํ ,ิิ อาคนตฺ เุ กหิ
เหมือนอย่างว่า อ.น�ำ้ อันใสแล้ว อันเข้าไปเศร้ าหมองแล้ว น จ นวํ
(เพราะสี ท.) มีสีเขียวเป็นต้น อนั จรมา เป็นน�ำ้ อนั ตา่ งด้วยน�ำ้ อาคนตฺ เุ กหิ
มีน�ำ้ สีเขียวเป็นต้น ยอ่ มเป็น, เป็นน�ำ้ ใหม่ (ยอ่ มเป็น) หามิได้แล, อภิชฺฌาทีหิ โทเสหิ ปทฏุ ฺ€ํ โหต,ิ น จ นวํ จิตฺตํ,
เป็นนำ� ้ อนั ใสแล้ว อนั มใี นกอ่ นนนั่ เทยี ว (ยอ่ มเป็น) แม้หามไิ ด้ ฉนั ใด,
อ.ภวงั คจิตแม้นนั้ เป็นธรรมชาต อนั โทสะ ท. มีอภิชฌาเป็นต้น
อันจรมา ประทุษร้ ายแล้ว ย่อมเป็ น, เป็ นจิตใหม่ (ย่อมเป็ น)
หามิได้แล,

ผลติ ส่อื การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ตั ิธรรม วดั พระธรรมกาย 21

เป็นภวงั คจิต อนั มีในก่อนนน่ั เทียว (ยอ่ มเป็น) แม้หามิได้ ฉนั นนั้ ฯ นาปิ ปรุ ิมํ ภวงฺคจิตฺตเมว.
เพราะเหตนุ นั้ อ.พระผ้มู พี ระภาคเจ้า ตรสั แล้ว วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ ท. เตนาห ภควา “ ปภสสฺ รมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ.
อ. จิตนี ้ เป็นแดนสร้านออกแหง่ รัศมี (ยอ่ มเป็น), ก็แล อ. จิตนนั้ ตญฺจ โข อาคนฺตเุ กหิ อปุ กฺกิเลเสหิ อปุ กฺกิลฏิ ฺ€นฺต.ิ
เข้าไปเศร้าหมองแล้ว เพราะอปุ กิเลส ท. อนั จรมา ดงั นี ้ ฯ
หากวา่ (อ. บคุ คล) มีใจ อนั อนั โทษประทษุ ร้ายแล้ว อยา่ งนี ้ เอวํ มนสา เจ ปทฏุ ฺเ€น.
(กลา่ วอยู่ หรือ หรือวา่ กระท�ำอยไู่ ซร้) ฯ
(อ.อรรถ) วา่ อ. บคุ คลนนั้ เมื่อกลา่ ว ช่ือวา่ ยอ่ มกลา่ ว ภาสติ วา กโรติ วาต:ิ โส ภาสมาโน
ซงึ่ วจีทจุ ริต มีอยา่ งสนี่ น่ั เทียว , เม่ือกระท�ำ ชื่อวา่ ยอ่ มกระท�ำ จตพุ ฺพิธํ วจีทจุ ฺจริตเมว ภาสต,ิ กโรนฺโต ตวิ ธิ ํ
ซง่ึ กายทจุ ริต มีอยา่ งสามนนั่ เทียว , เมื่อไมก่ ลา่ ว เมื่อไมก่ ระท�ำ กายทจุ ฺจริตเมว กโรต,ิ อภาสนฺโต อกโรนฺโต ตาย
ยงั มโนทจุ ริต มีอยา่ งสาม ช่ือวา่ ยอ่ มให้เตม็ เพราะความท่ี- อเอภวชิ มฌฺ สาฺสทหี ทิ ปสทฏุ อฺ€กมสุานลสกตมามฺ ยปถตาวิ ธิ ํ มโนทจุ จฺ ริตํ ปเู รต.ิ
แหง่ ตนเป็นผ้มู ีใจ (อนั โทสะ ท.) มีอภิชฌาเป็นต้น ประทษุ ร้ายแล้ว ปาริปรู ึ คจฺฉนฺติ.
นัน้ , อ. คลองแห่งกรรมอันเป็ นอกุศล ท. ๑๐ ย่อมถึง
ซง่ึ ความเตม็ รอบ แก่บคุ คลนนั้ ด้วยประการฉะนี ้ (ดงั นี ้ แหง่ บาท
แหง่ พระคาถา) วา่ ภาสติ วา กโรติ วา ดงั นี ้ ฯ
(อ. อรรถ วา่ อ.ทกุ ข์ ยอ่ มไปตาม ซง่ึ บคุ คล นนั้ เพราะทจุ ริต ตโต นํ ทกุ ขฺ มเนฺวตตี :ิ ตโต ตวิ ิธทจุ ฺจริตโต
อนั มีอยา่ งสามนนั้ คือวา่ อ. ทกุ ข์ อนั เป็นวบิ าก อนั เป็นไป ตํ ปคุ ฺคลํ ทกุ ฺขมเนฺวต:ิ ทจุ ฺจริตานภุ าเวน จตสู ุ
ในกายและเป็นไปในจิต โดยปริยาย นี ้ คือ (อ. วิบากทกุ ข์) อปาเยสุ วา มนสุ เฺ สสุ วา ตมตฺตภาวํ คจฺฉนฺตํ
มีกายเป็นท่ีตงั้ บ้าง (อ. วิบากทกุ ข์) มีจิตนอกนีเ้ป็นที่ตงั้ บ้าง กายวตฺถกุ มปฺ ิ อิตรวตฺถกุ มปฺ ี ติ อิมินา ปริยาเยน
ยอ่ มไปตาม ซงึ่ บคุ คลนนั้ ผ้ไู ปอยู่ สอู่ ตั ภาพ ในอบาย ท. ๔ กายิกเจตสกิ ํ วิปากทกุ ฺขํ อนคุ จฺฉต.ิ
หรือ หรือว่า ในมนุษย์ ท. เพราะอานุภาพแห่งทุจริต (ดังนี)้
(แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ ตโต นํ ทุกขฺ มเนฺวติ ดงั นี ้ ฯ
(อ.อนั ถาม)วา่ (อ.ทกุ ข์ ยอ่ มไปตามซงึ่ บคุ คลนนั้ เพราะทจุ ริต ยถาก?ึ จกฺกํว วหโต ปทนฺต:ิ ธเุ ร ยตุ ฺตสสฺ
อนั มีอยา่ งสามนนั้ ) ราวกะ อ. อะไร ? (ดงั นี)้ (อ. อนั แก้) วา่ (อ. ทกุ ข์ ธรุ ํ วหโต พลวิ ทฺทสฺส ปทํ จกฺกํ วิย.
ยอ่ มไปตาม ซง่ึ บคุ คลนนั้ เพราะทจุ ริตอนั มีอยา่ งสามนนั้ ) เพียงดงั
อ. ล้อ (หมนุ ไปตามอย)ู่ ซง่ึ รอยเท้า (ของโคตวั เนื่องด้วยก�ำลงั )
ตวั น�ำไปอยู่ (ซง่ึ แอก) ดงั นี ้ : (อ. อธิบาย) วา่ ราวกะ อ. ล้อ
(หมนุ ไปตามอย)ู่ ซงึ่ รอยเท้า ของโคตวั เน่ืองด้วยก�ำลงั ตวั อนั บคุ คล
เทียมแล้ว ท่ีแอก ช่ือวา่ ตวั น�ำไปอยู่ ซง่ึ แอก (ดงั นี)้ ฯ
(อ. อธิบาย) วา่ เหมือนอยา่ งวา่ อ. โคตวั เน่ืองด้วยก�ำลงั นนั้ ยถา หิ โส เอกํปิ ทิวสํ เทฺวปิ ปญฺจปิ ทสปิ
น�ำไปอยู่ (ซงึ่ แอก) สนิ ้ วนั หนง่ึ บ้าง (สนิ ้ วนั ท. ) สองบ้าง (สนิ ้ วนั ท.) อฑฒฺ มาสปํ ิ วหนโฺ ต จกกฺ ํ นวิ ตเฺ ตตํุ ชหติ ํุ น สกโฺ กต;ิ
ห้าบ้าง (สนิ ้ วนั ท.) สบิ บ้าง สนิ ้ เดือนด้วยทงั้ กงึ่ บ้าง ยอ่ มไมอ่ าจ อถขฺวสฺส ปรุ โต อตกิ ฺกมนฺตสสฺ ยคุ ํ คีวํ พาธติ,
เพื่ออนั ยงั ล้อให้กลบั คือวา่ เพ่ืออนั ละ (ซง่ึ ล้อ) , โดยที่แท้ เมื่อโค ปจฺฉโต ปฏิกฺกมนฺตสฺส จกฺกํ อรู ุมํสํ ปฏิหนฺต;ิ
ตวั เนอื่ งด้วยกำ� ลงั นนั้ ก้าวลว่ งอยู่ ข้างหน้า อ. แอก ยอ่ มเบยี ดเบยี น อิเมหิ ทฺวีหิ การเณหิ พาธนฺตํ จกฺกํ ตสสฺ
ซง่ึ คอ, เมื่อโคตวั เน่ืองด้วยก�ำลงั นนั้ ก้าวกลบั อยู่ ข้างหลงั อ. ล้อ ปทานปุ ทิกํ โหนฺต,ิ ตเถว มนสา นปิรยทาฏุ ทฺเ€ีสนุ ตีณิ
ยอ่ มกระทบ ซงึ่ เนอื ้ แหง่ ขาออ่ น ; อ. ล้อ เบยี ดเบยี นอยู่ ด้วยเหตุ ท. ๒ ทจุ ฺจริตานิ ปเู รตฺวา €ิตํ ปคุ ฺคลํ ตตฺถ
เหลา่ นี ้ เป็นของแลน่ ไปตามซงึ่ รอยเท้า ของโคนนั้ ยอ่ มเป็น ตตฺถ อคนตพุ ฏนฺ€ฺธาตเนีตส.ิ ุ ทจุ ฺจริตมลู กํ กายิกมปฺ ิ เจตสกิ มปฺ ิ
ฉันใด, อ. ทุกข์ อันเป็ นไปในกายบ้าง อันเป็ นไปในจิตบ้าง ทกุ ฺขํ
อนั มที จุ รติ เป็นมลู ยอ่ มตดิ ตาม ซง่ึ บคุ คลผ้มู ใี จอนั โทษประทษุ ร้ายแล้ว
ยงั ทจุ ริต ท. ๓ ให้เตม็ แล้ว ตงั้ อยแู่ ล้ว ในทแ่ี หง่ บคุ คลนนั้ ไปแล้ว ท.
เหลา่ นนั้ ๆ มีนรกเป็นต้น ฉนั นนั้ นน่ั เทียว ดงั นี ้ (อนั บณั ฑิต
พงึ ทราบ) ฯ
อ. ภิกษุ ท. มีพนั สามสบิ เป็นประมาณ บรรลแุ ล้ว ซง่ึ พระอรหตั คาถาปริโยสาเน ตึสสหสฺสา ภิกฺขู สห
กบั ด้วยปฏิสมั ภิทา ท. ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงรอบแหง่ พระคาถา ฯ ปฏิสมภฺ ิทาหิ อรหตฺตํ ปาปณุ สึ ุ .
อ. เทศนา เป็นเทศนาเป็นไปกบั ด้วยวาจามีประโยชน์ เป็นเทศนา สมปฺ ตฺตปริสายปิ เทสนา สาตฺถิกา สผลา
เป็นไปกบั ด้วยผล ได้มีแล้ว แม้แก่บริษัทผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ดงั นีแ้ ลฯ อโหสตี .ิ

อ. เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าจกั ขุบาล (จบแล้ว) ฯ จกขฺ ุปาลตเฺ ถรวตถฺ ุ.

22 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

๒. อ. เร่ืองแห่งมาณพช่ือว่ามัฏฐกุณฑลี ๒. มฏฺ ฐกุณฺฑลวิ ตถฺ ุ. (๒)
(อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ



แม้ อ. พระคาถาท่ีสอง วา่ มโนปุพพฺ งคฺ มา ดงั นีเ้ป็นต้น “มโนปุพพฺ งคฺ มาติ ทตุ ยิ คาถาปิ สาวตฺถิยํเยว
(อนั พระศาสดา) ทรงปรารภ ซงึ่ มาณพชอ่ื วา่ มฏั ฐกณุ ฑลี ตรัสแล้ว มฏฺ€กณุ ฺฑลึ อารพฺภ ภาสติ า.
ในเมืองช่ือวา่ สาวตั ถีนน่ั เทียว ฯ

ได้ยินวา่ อ. พราณมณ์ ช่ือวา่ อทินนปพุ พกะ ได้มีแล้ว ในเมือง สาวตฺถิยํ กิร อทินฺนปพุ ฺพโก นาม พฺราหฺมโณ
ชอื่ วา่ สาวตั ถี ฯ อ. วตั ถไุ ร ๆ เป็นของอนั พราหมณน์ นั้ ไมเ่ คยให้แล้ว อโหส.ิ เตน กสสฺ จิ กิจฺ ิ น ทินฺนปพุ ฺพํ,
แกใ่ คร ๆ (ยอ่ มเป็น), เพราะเหตนุ นั้ (อ. ชน ท.) รู้พร้อมแล้ว ซงึ่ พราหมณ์ เตน ตํ “อทินฺนปพุ ฺพโกเตฺวว สฺชานสึ .ุ
นนั้ วา่ อ. พราหมณ์ชื่อวา่ อทินนปพุ พกะ ดงั นี ้นนั่ เทียว ฯ
(อ. มาณพชอ่ื วา่ มฏั ฐกณุ ฑล)ี เป็นลกู ชายคนเดยี ว เป็นผ้เู ป็นทร่ี กั ตสเฺ สกปตุ ฺตโก อโหสิ ปิ โย มนาโป.
เป็นผ้ยู งั ใจให้เอิบอาบ ของพราหมณ์นนั้ ได้เป็นแล้ว ฯ
ครัง้ นนั้ (อ. พราหมณ์นนั้ ) เป็นผ้ใู คร่เพื่ออนั ยงั ชา่ งให้กระท�ำ อถสสฺ ปิ ลนฺธนํ กาเรตกุ าโม , “ สเจ
ซงึ่ เครื่องประดบั แก่บตุ รนนั้ (เป็น) , (คดิ แล้ว) วา่ ถ้าวา่ อ. เรา สวุ ณฺณการสฺสาจิกฺขิสฺสามิ, เวตนํ ทาตพฺพํ ภวิสฺสตีติ
จกั บอก แก่บคุ คลผ้กู ระท�ำซง่ึ ทองไซร้, อ. ก�ำเหน็จ เป็นของอนั เรา สยเมว สวุ ณฺณํ โกฏฺ เฏตฺวา มฏฺ€านิ กณุ ฺฑลานิ
พงึ ให้ จกั เป็น ดงั นี ้บแุ ล้ว ซงึ่ ทอง เองนนั่ เทียว กระท�ำแล้ว ซงึ่ ตา่ งหู กตฺวา อทาส.ิ
ท. อนั เกลยี ้ ง ได้ให้แล้ว ฯ
เพราะเหตนุ นั้ อ. บตุ ร ของพราหมณ์นนั้ ปรากฏแล้ว วา่ ตสฺสเตโนสสฬสฺ สวปสตฺุสฺโกตาเล“มฏปฺ€ณกณุ ฺฑฺฑโุ รลโคีเตฺวอวทุ ปปาทฺ ิ. ายิตฺถ.
อ. มาณพชื่อวา่ มฏั ฐกณุ ฑลี ดงั นีน้ น่ั เทียว ฯ อ. โรคผอมเหลอื ง
ได้เกิดขนึ ้ แล้ว ในกาลแหง่ บตุ รนนั้ มีกาลฝนสบิ หก ฯ
อ. มารดา แลดแู ล้ว ซงึ่ บตุ ร กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตพ่ ราหมณ์ มาตา ปตุ ฺตํ โอโลเกตฺวา “พฺราหฺมณ ปตุ ฺตสฺส
อ. โรค เกิดขนึ ้ แล้ว แก่บตุ ร ของทา่ น, อ. ทา่ น (ยงั หมอ) เต โรโค อปุ ปฺ นฺโน , ตกิ ิจฺฉาเปหิ นนฺติ อาห .
จงให้เยียวยา ซง่ึ บตุ รนนั้ ดงั นี ้ ฯ (อ. พราหมณ์นนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ “โภติ สเจ เวชฺชํ อาเนสฺสามิ, ภตฺตเวตนํ ทาตพฺพํ
แน่ะนางผู้เจริญ ถ้าว่า อ.เรา จักน�ำมา ซ่ึงหมอไซร้ , ภวสิ ฺสต;ิ ตฺวํ มม ธนจฺเฉทํ น โอโลเกสีต.ิ
อ. ภตั รและกำ� เหนจ็ เป็นของอนั เราพงึ ให้ จกั เป็น; อ. ทา่ น ไมแ่ ลดแู ล้ว
ซง่ึ ความขาดไปแหง่ ทรพั ย์ ของเราหรือ? ดงั นี ้ฯ (อ. นางพราหมณนี นั้ “อถ กึ กริสฺสสิ พฺราหฺมณาต.ิ
กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ราหมณ์ ครัน้ เม่ือความเป็นอยา่ งนนั้ (มีอย)ู่
อ. ทา่ น จกั กระท�ำ อยา่ งไร ดงั นี ้ฯ (อ. พราหมณ์นนั้ กลา่ วแล้ว) “ยถา เม ธนจฺเฉโท น โหต;ิ ตถา กริสสฺ ามีต.ิ
วา่ อ. ความขาดไปแหง่ ทรัพย์ ของเรา จะไมม่ ี โดยประการใด ;
อ. เรา จกั กระท�ำ โดยประการนนั้ ดงั นี ้ ฯ
อ. พราหมณ์นนั้ . ไปแล้ว สสู่ �ำนกั ของหมอ ท. ถามแล้ว วา่ โส เวชฺชานํ สนฺตกิ ํ คนฺตฺวา “อสกุ โรคสฺส
อ.ทา่ น ท. ยอ่ มกระท�ำซงึ่ ยา อะไร ชื่อแก่โรคโน้น ดงั นี ้ฯ นาม ตมุ เฺ ห กึ เภสชฺชํ กโรถาติ ปจุ ฺฉิ.
ครัง้ นนั้ อ. หมอ ท. เหลา่ นนั้ บอกอยู่ (ซง่ึ ยา) มีเปลือก อถสสฺ เต ยํ วา ตํ วา รุกฺขตจาทึ อาจิกฺขนฺต.ิ
แหง่ ต้นไม้เป็นต้น ใดหรือ หรือวา่ นนั้ แก่พราหมณ์นนั้ ฯ
อ. พราหมณ์นนั้ น�ำมาแล้ว ซง่ึ ยานนั้ ยอ่ มกระท�ำ ซงึ่ ยา โส ตํ อาหริตฺวา ปตุ ฺตสสฺ เภสชฺชํ กโรต.ิ
แก่บุตร ฯ เม่ือพราหมณ์นัน้ กระท�ำอยู่ ซึ่งยานัน้ น่ันเทียว ตํ กโรนฺตสฺเสวสสฺ โรโค พลวา อโหส,ิ อเตกิจฺฉภาวํ
อ. โรค เป็นสภาพมีก�ำลงั ได้เป็นแล้ว, (อ. โรคนนั้ ) ได้เข้าถงึ แล้ว อปุ าคมิ.
ซงึ่ ความเป็นแหง่ โรคอนั บคุ คลไมพ่ งึ เยียวยา ฯ
อ. พราหมณ์ รู้แล้ว ซ่ึงความท่ีแห่งบุตรนัน้ เป็ นผู้มีก�ำลัง พฺราหฺมโณ ตสสฺ ทพุ ฺพลภาวํ ตฺวา เอกํ
อนั โทษประทษุ ร้ายแล้ว ร้องเรียกแล้ว ซง่ึ หมอ คนหนง่ึ ฯ เวชฺชํ ปกฺโกส.ิ
อ. หมอนนั้ ตรวจดแู ล้ว (กลา่ วแล้ว) วา่ อ. กิจอยา่ งหนงึ่ โส โอโลเกตฺวา “อมหฺ ากํ เอกํ กิจฺจํ อตฺถิ,
ของเรา ท. มีอย,ู่ อ. ทา่ น ร้องเรียกแล้ว ซงึ่ หมอคนอื่น (ยงั หมอนนั้ ) อฺํ เวชฺชํ ปกฺโกสติ ฺวา ตกิ ิจฺฉาเปหีติ ตํ
จงให้เยียวยาเถิด ดงั นี ้บอกคืนแล้ว ซงึ่ พราหมณ์นนั้ ออกไปแล้ว ฯ ปจฺจกฺขาย นิกฺขมิ.

ผลิตสอื่ การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ตั ิธรรม วัดพระธรรมกาย 23

อ. พราหมณ์ รู้แล้ว ซง่ึ สมยั เป็นท่ีตาย แหง่ บตุ รนนั้ (คดิ แล้ว) พฺราหฺมโณ ตสสฺ มรณสมยํ ตฺวา “อิมสสฺ
วา่ (อ. ญาติ ท.) ผ้ทู งั้ มาแล้วทงั้ มาแล้ว เพ่ือต้องการแก่อนั เหน็ ทสฺสนตฺถาย อาคตาคตา อนฺโตเคเห สาปเตยฺยํ
ซงึ่ บตุ รนี ้ จกั เหน็ ซง่ึ สมบตั ิ ในภายในแหง่ เรือน, อ. เรา จกั กระท�ำ ปสสฺ สิ ฺสนฺต,ิ พหิ นํ กริสสฺ ามีติ ปตุ ฺตํ นีหริตฺวา พหิ
ซงึ่ บตุ รนนั้ ในภายนอก ดงั นี ้ น�ำออกแล้ว ซงึ่ บตุ ร (ยงั บตุ ร) อาลนิ ฺเท นิปชฺชาเปส.ิ
ให้นอนแล้ว ท่ีระเบียง ในภายนอก ฯ

ในวนั นนั้ อ. พระผ้มู ีพระภาคเจ้า เสดจ็ ออกแล้ว จากสมาบตั ิ ตํ ทิวสํ ภควา พลวปจฺจสู สมเย มหากรุณา-
อันประกอบแล้วด้วยพระกรุณาใหญ่ ในสมัยอันขจัดเฉพาะ สอสมุ สฺาปนฺตนฺตกสโิุ ตลมวลู ฏุาฺ€นาํ ย ปพุ ฺพพทุ ฺเธสุ กตาธิการานํ
ซึ่งความมืดมัวมีก�ำลัง ทรงตรวจดูอยู่ ซึ่งโลก ด้วยจักษุ เวเนยฺยพนฺธวานํ ทสสฺ นตฺถํ
ของพระพทุ ธเจ้า เพื่ออนั ทอดพระเนตร ซงึ่ สตั ว์ผ้เู ป็นเผา่ พนั ธ์ุ พทุ ฺธจกฺขนุ า โลกํ โวโลเกนฺโต, ทสสหสสฺ จกฺกวาเฬ
แหง่ สตั วผ์ ้อู นั พระองค์ พงึ ทรงแนะนำ� ท. ผ้มู มี ลู แหง่ กศุ ลอนั หนาขนึ ้ แล้ว าณชาลํ ปตฺถริ.
ผ้มู อี ธกิ ารอนั กระทำ� แล้ว ในพระพทุ ธเจ้าในกาลกอ่ น ท., ทรงแผไ่ ปแล้ว
ซง่ึ ขา่ ยคือ พระญาณ ในจกั รวาฬหม่ืนหนงึ่ ฯ
อ. มาณพช่ือวา่ มฏั ฐกณุ ฑลี ปรากฏแล้ว ในภายใน แหง่ ขา่ ย ตสฺสมฏอฺ€นกฺโณตุ ฺฑปลี ฺ พายหิ.ิอาลนิ ฺเท นิปนฺนากาเรเนว
คอื พระญาณนนั้ โดยอาการแหง่ ตนนอนแล้ว ทร่ี ะเบยี ง ในภายนอก
นนั่ เทียว ฯ

อ.พระศาสดา ทรงเหน็ แล้ว ซงึ่ มาณพชื่อวา่ มฏั ฐกณุ ฑลี สตฺถา ตํ ทิสวฺ า ตสสฺ อนฺโตเคหา นีหริตฺวา
นนั้ ทรงทราบแล้ว ซงึ่ ความท่ีแหง่ มาณพช่ือวา่ มฏั ฐกณุ ฑลนี นั้ ตตฺถ นิปปฺ ชฺชาปิ ตภาวํ ตฺวา “อตฺถิ นุ โข มยฺหํ
เป็นผู้ (อนั บดิ า) น�ำออกแล้ว จากภายในแหง่ เรือน ให้นอนแล้ว เอตฺถ คตปปฺ จฺจเยน อตฺโถติ อปุ ธาเรนฺโต, อิทํ
ที่ระเบียงนนั้ ทรงใคร่ครวญอยู่ วา่ อ. ประโยชน์ เพราะปัจจยั อทฺทส “อยํ มาณโว มยิ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา, กาลํ
แหง่ เราผ้ไู ปแล้ว ในที่นี ้ มีอยหู่ รือหนอแล ดงั นี,้ ได้ทรงเหน็ แล้ว กตฺวา, ตาวตสึ เทวโลเก ตสึ โยชนิเก กนกวมิ าเน
ซงึ่ เหตนุ ี ้ ทรงทราบแล้ว วา่ อ. มาณพนี ้ ยงั จิต ให้เลอ่ื มใสแล้ว นิพฺพตฺตสิ สฺ ต,ิ อจฺฉราสหสสฺ ปริวาโร ภวสิ ฺสต,ิ
ในเรา, กระท�ำแล้ว ซงึ่ กาละ, จกั บงั เกิด ในวมิ านอนั เป็นวิการ
แหง่ ทอง อนั ประกอบแล้วด้วยโยชน์สามสบิ ในเทวโลกช่ือวา่ -
ดาวดงึ ส์ , เป็นผ้มู ีพนั แหง่ นางอปั สรเป็นบริวาร จกั เป็น,
แม้ อ. พราหมณ์ ยงั บตุ รนนั้ ให้ไหม้แล้ว ร้องไห้อยู่ จกั เทยี่ วไป พฺราหฺมโณปิ ตํ ฌาเปตฺวา โรทนฺโต
ในป่าช้า, อ. เทพบตุ ร แลดแู ล้ว ซง่ึ อตั ภาพ อนั มคี าวตุ ๓ อาฬาหเน วิจริสสฺ ต,ิ เทวปตุ ฺโต ตคิ าวตุ ปปฺ มาณํ
เป็นประมาณ อนั ประดบั เฉพาะแล้วด้วยเครื่องประดบั มีเกวียน สอตฏฺฺต€ิสภกาฏวํภารโาอลโลงฺกเกาตรปฺวาฏิมณฺ`ฑเกิตนํ อจฺฉนรุ าสโขหสฺสกปมรเฺิวมานรํ
๖๐ เลม่ เป็นภาระ มพี นั แหง่ นางอปั สรเป็นบริวารตรวจดู
อยู่ วา่ อ. สมบตั อิ นั เป็นสริ ิ นี ้ อนั เรา ได้แล้ว ด้วยกรรม อะไร มยา อยํ สริ ิสมปฺ ตฺติ ลทฺธาติ โอโลเกนฺโต, มยิ
หนอ แล ดงั นี,้ รู้แล้ว ซงึ่ ความท่ี (แหง่ สมบตั อิ นั เป็นสริ ินนั้ ) จิตฺตปปฺ สาเทน ลทฺธภาวํ ตฺวา `ธนจฺเฉทภเยน
(อนั ตน) ได้แล้ว ด้วยความเลื่อมใสแหง่ จิต ในเรา (คดิ แล้ว) มม เภสชฺชํ อกาเรตฺวา, อิทานิ อาฬาหนํ
วา่ (อ. พราหมณ์นี)้ ไม่ (ยงั หมอ) ให้กระท�ำแล้ว ซงึ่ ยา แก่เรา คนฺตฺวา โรทติ , วปิ ปฺ การปปฺ ตฺตํ นํ กริสฺสามีติ
เพราะกลวั แตอ่ นั ขาดไป แหง่ ทรัพย์, ไปแล้ว สปู่ ่ าช้า ยอ่ มร้องไห้ ใน ปิ ตริ อกฺขนฺตยิ า นิปมปฺ ฏชฺ€ฺชกิตณุ ฺวาฺฑลโวิ รณทิสฺเณฺสตน.ิาคนฺตฺวา
กาลนี,้ อ.เราจกั กระท�ำซง่ึ พราหมณ์นนั้ ให้เป็นผ้ถู งึ แล้วซง่ึ ประการ อาฬาหนสฺสาวทิ เู ร
อนั แปลก ดงั นี ้ มาแล้ว ด้วยเพศแหง่ มาณพชื่อวา่ มฏั ฐกณุ ฑลี
จกั นอนร้องไห้ในทอี่ นั ไมไ่ กลแหง่ ป่ าช้าเพราะความไมช่ อบใจในบดิ า,

ครัน้ เม่ือความเป็นอยา่ งนนั้ (มีอย)ู่ อ. พราหมณ์ จกั ถาม อถ นํ พฺราหฺมโณ `โกสิ ตฺวนฺติ ปจุ ฺฉิสสฺ ต,ิ
ซงึ่ เทพบตุ รนนั้ วา่ อ. ทา่ น เป็นใคร ยอ่ มเป็น ดงั นี,้
`อหนฺเต ปตุ ฺโต มฏฺ€กณุ ฺฑลตี ,ิ
(อ. เทพบตุ ร จกั กลา่ ว) วา่ อ. เรา เป็นมฏั ฐกณุ ฑลี ผ้เู ป็นบตุ ร `กหุ ึ นิพฺพตฺโตสตี ,ิ
ของทา่ น (ยอ่ มเป็น) ดงั นี,้

(อ. พราหมณ์นนั้ จกั ถาม) วา่ (อ. ทา่ น) เป็นผ้บู งั เกิดแล้ว
ในที่ไหน ยอ่ มเป็น ดงั นี,้

24 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

(อ. เทพบตุ ร จกั กลา่ ว วา่ อ. เรา เป็นผ้บู งั เกิดแล้ว) ในภพ `ตาวตสึ ภวเนต,ิ
ช่ือวา่ ดาวดงึ ส์ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ , (ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ (อ. ทา่ น) `กึ กมมฺ ํ กตฺวาติ วตุ ฺเต,
กระท�ำแล้ว ซง่ึ กรรมอะไร (เป็นผ้บู งั เกิดแล้ว ในภพชื่อวา่ ดาวดงึ ส์ มยิ จิตฺตปปฺ สาเทน นิพฺพตฺตภาวํ อาจิกฺขิสสฺ ต,ิ
ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้(อนั พราหมณ์นนั้ ) กลา่ วแล้ว, (อ. เทพบตุ ร) จกั บอก
ซง่ึ ความท่ี (แหง่ ตน) เป็นผ้บู งั เกิดแล้ว เพราะความเล่ือมใสแหง่ จิต
ในเรา,

อ. พราหมณ์ จกั ถาม ซงึ่ เรา วา่ (อ. สตั ว์ ท.) ชื่อวา่ ผ้ยู งั จิต พฺราหฺมโณ `ตมุ เฺ หสุ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา สคฺเค
ให้เล่ือมใสแล้ว ในพระองค์ ท. บงั เกิดแล้ว ในสวรรค์ มีอยหู่ รือ ดงั นี,้ นิพฺพตฺตา นาม อตฺถีติ มํ ปจุ ฺฉิสฺสต,ิ

ครัน้ เมื่อความเป็นอยา่ งนนั้ (มีอย)ู่ อ. เรา กลา่ วแล้ว วา่ อถสสฺ าหํ `เอตฺตกานิ สตานิ วา สหสฺสานิ วา
(อนั ใคร ๆ) ไมอ่ าจ เพ่ืออนั ก�ำหนด ด้วยการนบั วา่ อ. ร้อย ท. หรือ สตสหสสฺ านิ วาติ น สกฺกา คณนาย ปริจฺฉินฺทิตนุ ฺติ
หรือวา่ อ. พนั ท. หรือวา่ อ. แสน ท. มีประมาณเทา่ นี ้ ดงั นี ้ ดงั นี ้ วตฺวา ธมมฺ ปเท คาถํ ภาสสิ สฺ ามิ,
จกั กลา่ ว ซงึ่ คาถา ในธรรมบท แก่พราหมณ์นนั้ ,

ในกาลเป็นทส่ี ดุ ลงรอบแหง่ คาถา อ. อนั รู้ตลอดเฉพาะซง่ึ ธรรม คาถาปริโยสาเน จตรุ าสตี ยิ า ปาณสหสสฺ านํ
จกั มี แก่พนั แหง่ สตั ว์ผ้มู ีลมปราณ ท. แปดสบิ สี่, อ, เทพบตุ รช่ือวา่ ภธมวิสมฺ สฺาภติส;ิ มโยตถภาวสิ ฺสอตท,ิ ินฺนปมพุฏฺฺพ€กโกณุ ฑพลฺรี าหโสฺมตโณาป,นฺโน
มฏั ฐกณุ ฑลี เป็นพระโสดาบนั จกั เป็น ; อ. อยา่ งนนั้ คือวา่
อ. พราหมณ์ช่ือวา่ อทินนปพุ พกะ (เป็นพระโสดาบนั จกั เป็น) ,
อ. การบชู าซงึ่ ธรรม เป็นคณุ ใหญ่ จกั เป็น เพราะอาศยั ซงึ่ กลุ บตุ รนี ้ อิติ อิมํ กลุ ปตุ ฺตํ นิสสฺ าย ธมมฺ ยาโค มหา
ด้วยประการฉะนี ้ ดงั นี,้ ในวนั รุ่งขนึ ้ ผ้มู ีการประคบั ประคอง ภวสิ สฺ ตีติ ญตฺวา ปนุ ทิวเส กตสรีรปฏิชคฺคโน
ซงึ่ พระสรีระอนั ทรงกระทำ� แล้ว ผ้อู นั หมแู่ หง่ ภกิ ษุใหญแ่ วดล้อมแล้ว มหาภิกฺขสุ งฺฆปริวโุ ต สาวตฺถึ ปิ ณฺฑาย ปวิสติ ฺวา,
เสดจ็ เข้าไปแล้ว สเู่ มืองชื่อวา่ สาวตั ถี เพ่ือบณิ ฑะ เสดจ็ ไปแล้ว อนปุ พุ ฺเพน พฺราหฺมณสสฺ เคหทฺวารํ คโต.
สปู่ ระตแู หง่ เรือน ของพราหมณ์ โดยลำ� ดบั ฯ

ในขณะนนั้ อ.มาณพช่ือวา่ มฏั ฐกณุ ฑลี เป็นผ้มู ีหน้าเฉพาะ ตสฺมึ ขเณ มฏฺ €กุณฺฑลี อนฺโตเคหาภิมุโข
ตอ่ ภายในแหง่ เรือน เป็นผ้นู อนแล้ว ยอ่ มเป็น ฯ นิปนฺโน โหต.ิ
อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ซึ่งความเป็ นคือการไม่เห็น สตฺถา อตฺตโน อปสฺสนภาวํ ญตฺวา, เอกํ
ซงึ่ พระองค์ ทรงเปลง่ แล้ว ซงึ่ พระรัศมี สนิ ้ วาระหนงึ่ ฯ รสฺมึ วสิ ฺสชฺเชส.ิ

อ.มาณพ (คดิ แล้ว) วา่ ชื่อ อ.แสงสวา่ งนนั่ อะไร ดงั นี ้ นอน มาณโว “กึ โอภาโส นาเมโสติ ปริวตฺตติ ฺวา
ยงั กายให้เป็นไปรอบแล้วเทียว เหน็ แล้วซงึ่ พระศาสดา (คดิ แล้ว) นิปปฺ นฺโนว สตฺถารํ ทิสฺวา “อนฺธพาลปิ ตรํ นิสฺสาย
วา่ อ.เรา อาศยั แล้ว ซงึ่ บดิ าผ้อู นั ธพาล ไมไ่ ด้ได้แล้ว เพอ่ื อนั เข้าไปเฝ้ า เอวรูปํ พทุ ฺธํ อปุ สงฺกมิตฺวา กายเวยฺยาวฏิกํ วา
ซง่ึ พระพทุ ธเจ้า ผ้มู อี ยา่ งนเี ้ป็นรูปแล้ว ทำ� ซงึ่ กรรม อนั ประกอบแล้ว กาตํุ ทานํ วา ทาตํุ ธมมฺ ํ วา โสตํุ นาลตฺถํ,
ด้วยความขวนขวายด้วยกาย หรือ หรือวา่ เพื่ออนั ถวายซง่ึ ทาน อิทานิ เม หตฺถาปิ อวิเธยฺยา, อญฺญํ กตฺตพฺพํ
หรือวา่ เพ่ืออนั ฟังซงึ่ ธรรม, ในกาลนี ้ แม้ อ.มือ ท. ของเรา ไมเ่ ป็น นตฺถีติ มนเมว ปสาเทส.ิ
อวยั วะควรแก่ความตงั้ ไว้ตา่ ง (ยอ่ มเป็น), อ.กรรมอนั เป็นกศุ ล
อนั เราพงึ ท�ำอ่ืน ยอ่ มไมม่ ี ดงั นี ้ ยงั ใจนน่ั เทียว ให้เล่ือมใสแล้ว ฯ

อ.พระศาสดา (ทรงพระด�ำริแล้ว) วา่ อ.พอละ ด้วยการยงั ใจ สตฺถา “อลํ เอตฺตเกน อิมสสฺ าติ ปกฺกามิ.
ให้เลอื่ มใสมปี ระมาณเทา่ นี ้ ของมาณพนี ้ ดงั นี ้ เสดจ็ หลกี ไปแล้ว ฯ

ครัน้ เม่ือพระตถาคต ทรงละอยู่ ซงึ่ คลองแหง่ จกั ษุ นนั่ เทียว โส ตถาคเต จกฺขปุ ถํ วิชหนฺเตเยว, ปสนฺนมโน
อ.มาณพนนั้ เป็นผ้มู ใี จเลอ่ื มใสแล้ว เป็น ทำ� แล้วซงึ่ กาละ เกดิ แล้ว กาลํ กตฺวา สตุ ฺตปปฺ พทุ ฺโธ วยิ เทวโลเก ตสึ โยชนิเก
ในวิมานอนั ส�ำเร็จด้วยทอง อนั ประกอบแล้วด้วยโยชน์สามสิบ กนกวมิ าเน นิพฺพตฺต.ิ
ในเทวโลก ราวกะ อ.บคุ คลผ้หู ลบั แล้วต่ืน ฯ

ผลิตสอื่ การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัตธิ รรม วัดพระธรรมกาย 25

แม้ อ.พราหมณ์ ยงั สรีระ ของมาณพนนั้ ให้ไหม้แล้ว เป็นผ้มู ี พฺราหฺมโณปิ สฺส สรีรํ ฌาเปตฺวา อาฬาหเน
การร้องไห้เป็นทไ่ี ปในเบอื ้ งหน้า ได้เป็นแล้ว ในทเี่ ป็นทนี่ ำ� มาเผา ฯ โรทนปรายโน อโหส,ิ

อ.พราหมณ์นนั้ ไปแล้ว สทู่ ี่เป็นท่ีน�ำมาเผา สนิ ้ กาลอนั เป็น เทวสกิ ํ อาฬาหนํ คนตฺ วฺ า โรทติ “กหํ เอกปตุ ตฺ ก,
ไปแล้วในวนั ยอ่ มร้องไห้ วา่ ดกู อ่ นบตุ รน้อยคนเดยี ว (อ.เจ้า ไปแล้ว) กหํ เอกปตุ ฺตกาต.ิ
ณ ทไ่ี หน, ดกู อ่ นบตุ รน้อยคนเดยี ว (อ.เจ้า ไปแล้ว) ณ ทไี่ หน ดงั นี ้ ฯ

แม้ อ. เทพบตุ ร แลดแู ล้ว ซงึ่ สมบตั ิ ของตน ใคร่ครวญอยู่ วา่ เทวปตุ ฺโตปิ อตฺตโน สมปฺ ตฺตึ โอโลเกตฺวา “เกน
(อ. สมบัตินี ้อันเรา) ได้แล้ว เพราะกรรมอะไร ดังนี ้ รู้แล้ว ว่า กมเฺ มน ลทฺธาติ อปุ ธาเรนฺโต “สตฺถริ มโนปสาเทนาติ
(อ. สมบตั นิ ี ้อนั เรา ได้แล้ว) เพราะการยงั ใจความเลอ่ื มใส ในพระศาสดา ญตฺวา “ อยํ พฺราหฺมโณ มม อผาสุกกาเล
ดงั นี ้ (คดิ แล้ว) วา่ อ. พราหมณ์ นี ้ ไมย่ งั หมอให้กระท�ำแล้ว ซงึ่ ยา เภสชฺชํ อกาเรตฺวา อิทานิ อาฬาหนํ คนฺตฺวา
ในกาลอนั ไมผ่ าสกุ แหง่ เรา ไปแล้ว สทู่ ี่เป็นที่น�ำมาเผา ร้องไห้อยู่ โมพรฏาทฺห€ตกาิ ณุ ; ปฺฑคลฺคววิ ิยปณฺหฺปฺเณกโรานทรานปคฺโฺปตนตฺตฺตฺวอาเฏมฺ€ตาํ ส.ิ อกาาฬตาํุหนสวฺสฏาฺ ฏวทิตเูีตริ
ในกาลนี ้ อ.อัน อันเรา ท�ำ ซึ่งพราหมณ์นัน้ ให้เป็ นผู้ถึงแล้ว
ซงึ่ ประการอนั แปลก ยอ่ มควร ดงั นี ้ มาแล้ว ด้วยเพศเพียงดงั
เพศแห่งมาณพช่ือว่า มัฎฐกุณฑลี ได้ยืนประคองซ่ึงแขน ท.
ร้องไห้อยแู่ ล้ว ในท่ีอนั ไมไ่ กลแหง่ ที่เป็นท่ีน�ำมาเผา ฯ
พฺราหฺมโณ ตํ ทิสฺวา “ อหํ ตาว ปตุ ฺตโสเกน
อ. พราหมณ์ เหน็ แล้ว ซง่ึ เทพบตุ รนนั้ (คดิ แล้ว) วา่ อ. เรา โรทามิ, เอส กิมตฺถํ โรทต;ิ ปจุ ฺฉิสฺสามิ นนฺติ
ร้องไห้อยเู่ พราะความโศกเพราะบตุ ร ก่อน, อ. มาณพนน่ั ร้องไห้อยู่ ปจุ ฺฉนฺโต อิมํ คาถมาห
เพื่อประโยชน์อะไร; อ. เรา จกั ถาม ซงึ่ มาณพนนั้ ดงั นี ้ เมื่อถาม
กลา่ วแล้ว ซงึ่ คาถา นี ้วา่
“อลงฺกโต มฏฺ€กณุ ฺฑลี
(อ. ท่าน) ผูอ้ นั บคุ คลกระท�ำใหพ้ อแลว้ ผูม้ ีตมุ้ หูอนั เกลีย้ ง
มาลาภารี หริจนทฺ นสุ สฺ โท,
ผูม้ ีภาระคือระเบียบ ผูม้ ีกายหนาขึ้นดว้ ยจนั ทน์เหลือง ,
พาหา ปคฺคยฺห กนทฺ สิ
ประคองแลว้ ซึ่งแขน ท. คร�่ำครวญอยู่ ในท่ามกลางแห่งป่า
วนมชฺเฌ กึ ทกุ ฺขิโต ตวุ นตฺ ิ.
อ. ท่าน เป็นผูถ้ ึงแลว้ ซึ่งความทกุ ข์(ย่อมเป็น) เพราะเหตอุ ะไร

ดงั นี้ ฯ

อ. เทพบตุ รนนั้ กลา่ วแล้ว วา่ โส อาห

อ. เรือนแห่งรถ อนั ส�ำเร็จแลว้ ดว้ ยทอง อนั เป็นแดนสร้านออก “โสวณฺณมโย ปภสสฺ โร
แห่งรศั มี เกิดข้ึนแลว้ แก่ขา้ พเจ้า, อ. ขา้ พเจ้า ย่อมไม่ประสบ อปุ ปฺ นโฺ น รถปญฺชโร มม,
ซึ่งคู่แห่งลอ้ แห่งเรือนแห่งรถนน้ั อ. ขา้ พเจ้า จกั ละ ซึ่งชีวิต ตสสฺ จกฺกยคุ ํ น วินทฺ ามิ
เพราะความทกุ ข์นนั้ ดงั นี้ ฯ เตน ทกุ ฺเขน ชหิสสฺ ามิ ชีวิตนตฺ ิ.

ครัง้ นนั้ อ. พรามหมณ์ กลา่ วแล้ว กะเทพบตุ รนนั้ วา่ อถ นํ พฺราหฺมโณ อาห

26 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

ดูก่อนมาณพผูเ้ จริญ (อ.ท่าน) จงบอก (ซึ่งคู่แห่งลอ้ ) “โสวณฺณมยํ มณิมยํ
อนั ส�ำเร็จแลว้ ดว้ ยทองหรือ หรือว่าอนั ส�ำเร็จแลว้ ดว้ ยแกว้ มณี โลหมยํ อถ รูปิ ยมยํ
อนั ส�ำเร็จแลว้ ดว้ ยโลหะหรือ หรือว่าอนั ส�ำเร็จแลว้ ดว้ ยรูปิ ยะ อาจิกฺข เม ภทฺทมาณว,
แก่เรา, อ. เรา จะยงั ท่านใหไ้ ดเ้ ฉพาะ ซึ่งคู่แห่งลอ้ ดงั นี้ ฯ จกฺกยคุ ํ ปฏิลาภยามิ เตติ.

อ.มาณพ ฟังแล้ว ซง่ึ ค�ำนนั้ คดิ แล้ว วา่ อ.พราหมณ์ นี ้ ตํ สตุ ฺวา มาณโว “อยํ ปตุ ฺตสฺส เภสชฺชํ อกตฺวา
ไมก่ ระท�ำแล้ว ซงึ่ ยา แก่บตุ ร เหน็ แล้ว ซง่ึ เรา ผ้มู ีรูปเปรียบด้วยบตุ ร ปตุ ฺตปฏิรูปกํ มํ ทิสฺวา โรทนฺโต `สวุ ณฺณาทิมยํ
ร้องไห้อยู่ยอ่ มกลา่ ววา่ อ.เราจะกระท�ำซง่ึ ล้อแหง่ รถอนั สำ� เร็จแล้ว รถจกฺกํ กโรมีติ วทต;ิ โหต,ุ นิคฺคณฺหิสฺสามิ นนฺติ
ด้วยรัตนะมีทองเป็นต้น ดงั นี;้ (อ. อนั กลา่ วอยา่ งนนั้ ) จงมีเถิด, จินฺเตตฺวา “กีวมหนฺตํ เม จกฺกยคุ ํ กริสฺสสีติ วตฺวา
อ. เรา จกั ขม่ ซง่ึ พราหมณ์นนั้ ดงั นี ้กลา่ วแล้ว วา่ อ. ทา่ น จกั กระท�ำ “ยาวมหนฺตํ อากงฺขสตี ิ วตุ ฺเต,
ซงึ่ คแู่ หง่ ล้อ อนั ใหญ่เพียงไร แก่ข้าพเจ้า ดงั นี ้ (ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่
อ. ทา่ น ยอ่ มหวงั (ซง่ึ คแู่ หง่ ล้อ) อนั ใหญ่เพียงใด (อ. เรา จกั กระท�ำ
ซงึ่ คแู่ หง่ ล้อ อนั ใหญ่เพียงนนั้ แก่ทา่ น) ดงั นี ้ (อนั พราหมณ์นนั้ )
กลา่ วแล้ว, (กลา่ วแล้ว) วา่

อ. ความตอ้ งการ ดว้ ยพระจนั ทร์และพระอาทิตย์ ท. (ย่อมมี) “จนทฺ สรุ ิเยหิ เม อตฺโถ, เต เม เทหีติ ยาจิโต
แก่ขา้ พเจ้า, (อ. ท่าน) ผูอ้ นั ขา้ พเจ้าขอแลว้ ขอจงให้ โส มาณโว ตสสฺ ปาวทิ
ซ่ึงพระจนั ทร์และพระอาทิตย์ ท. เหล่านน้ั แก่ขา้ พเจ้า ดงั นี้ “จนทฺ สรุ ิยา อภุ ยตฺถ ภาตโร,
อ. มาณพนน้ั ไดก้ ล่าวย�้ำแลว้ แก่พราหมณ์นนั้ ว่า โสวณฺณมโย รโถ มม
อ. พระจนั ทร์และพระอาทิตย์ ท. เป็นพีน่ อ้ งกนั (ย่อมเป็น) เตน จกฺกยเุ คน โสภตีติ.
ในวิถี ทง้ั สอง, อ. รถ ของขา้ พเจ้า อนั ส�ำเร็จแลว้ ดว้ ยทอง
จะงาม ดว้ ยคู่แห่งลอ้ นน้ั ดงั นี้ ฯ

ครัง้ นนั้ อ. พราหมณ์ กลา่ วแล้ว กะมาณพนนั้ วา่ อถ นํ พฺราหฺมโณ อาห

ดูก่อนมาณพ อ. ท่านใด ปรารถนาอยู่ ซ่ึงวตั ถอุ นั บคุ คล “พาโล โข ตฺวมสิ มาณว,
ไม่พึงปรารถนา อ.ท่าน (นนั้ )เป็นคนพาลแล ย่อมเป็น, โย ตฺวํ ปตฺถยเส อปตฺถิยํ,
อ. เรา ย่อมส�ำคญั ว่า อ. ท่าน จกั ตาย (ดงั นี)้ , เพราะว่า มญฺญามิ ตวุ ํ มริสสฺ สิ,
อ. ท่าน จกั ไม่ได้ ซึ่งพระจนั ทร์และพระอาทิตย์ ท. ดงั นีฯ้ น หิ ตฺวํ ลจฺฉสิ จนทฺ สรุ ิเยติ.

ครัง้ นนั้ อ. มาณพ กลา่ วแล้ว กะพราหมณ์นนั้ วา่ ก็ (อ. บคุ คล) อถ นํ มาณโว “กึ ปน ปญฺญายมานสฺสตฺถาย
ร้องไห้อยู่ เพื่อประโยชน์ แก่วตั ถอุ นั ปรากฏอยู่ เป็นคนพาล โรทนฺโต พาโล โหต,ิ อทุ าหุ อปญฺญายมานสฺสาติ
ยอ่ มเป็นหรือ, หรือวา่ (อ. บคุ คล ร้องไห้อยู่ เพ่ือประโยชน์แก่วตั ถ)ุ วตฺวา
อนั ไมป่ รากฏอยู่ (เป็นคนพาล ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ (กลา่ วแล้ว) วา่

ผลิตส่อื การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม วดั พระธรรมกาย 27

แม้ อ. การไปและการมา แม้ อ. ธาตคุ ือรศั มี (แห่งพระจนั ทร์ “คมนาคมนํปิ ทิสสฺ ติ,
และพระ อาทิตย์ ท.) ย่อมปรากฏ ในวิถี ทง้ั สอง, อ. บคุ คล วณฺณธาตุ อภุ ยตฺถ วีถิยา,
ผูม้ ีกาละอนั กระท�ำแลว้ ผูล้ ะไปแลว้ ยอ่ มไมป่ รากฏ แหง่ เรา ท. เปโต กาลกโต น ทิสสฺ ติ
ผูค้ ร�่ำครวญอยู่ ในทีน่ ีห้ นา- อ.ใครเป็นผูม้ ีความเป็น โก นีธ กนทฺ ตํ พาลฺยตโรติ.
แห่งคนพาลกว่า (ย่อมเป็น) ดงั นี้ ฯ

อ. พราหมณ์ ฟังแล้ว ซง่ึ ค�ำนนั้ ก�ำหนดแล้ว วา่ อ. มาณพนนั่ ตํ สตุ ฺวา พฺราหฺมโณ “ยตุ ฺตํ เอส วทตีติ สลลฺ กฺเขตฺวา
ยอ่ มกลา่ ว ซงึ่ ค�ำอนั ควรแล้ว ดงั นี ้ กลา่ วแล้ว วา่

ดูก่อนมาณพ อ. ท่าน กล่าวแลว้ ซ่ึงค�ำจริงแล (แห่งเรา ท.) “สจฺจํ โข วเทสิ มาณว
ผูค้ ร่�ำครวญอยู่หนา อ. เรานนั่ เทียว เป็นผูม้ ีความเป็น- อหเมว กนทฺ ตํ พาลฺยตโร
แห่งคนพาลกว่า (ย่อมเป็น) อ. เรา ปรารถนาเฉพาะอยู่ จนทฺ ํ วิย ทารโก รุทํ
ซ่ึงบตุ ร ผูม้ ีกาละอนั กระท�ำแลว้ ราวกะ อ. เด็ก ร้องไหถ้ ึงอยู่ ปตุ ฺตํ กาลกตาภิปตฺถยนตฺ ิ
ซึ่งพระจนั ทร์ ดงั นี้ ฯ

เป็นผ้มู ีความเศร้าโศกออกแล้ว เพราะวาจาเป็นเคร่ืองกลา่ ว วตฺวา ตสฺส กถาย นิสฺโสโก หตุ ฺวา มาณวสสฺ ถตุ ึ
ของมาณพนนั้ เป็น เม่ือกระท�ำซง่ึ การชมเชย แก่มาณพ กโรนฺโต อิมา คาถา อภาสิ
ได้กลา่ วแล้ว ซง่ึ คาถา ท. เหลา่ นี ้ วา่

(อ. ท่าน) รดลงอยู่ ซ่ึงขา้ พเจ้า เป็น ผูอ้ นั ไฟติดทว่ั แลว้ หนอ “อาทิตฺตํ วต มํ สนตฺ ํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ
มีอยู่ ราวกะ (อ. บคุ คล) (รดลงอยู่) ซ่ึงไฟผูช้ �ำระ อนั บคุ คล
รดแลว้ ดว้ ยเปรียงเทียว ดว้ ยน�้ำ, ยงั ความกระวนกระวาย วารินา วิย โอสิฺจํ, สพพฺ ํ นิพพฺ าปเย ทรํ,
ทงั้ ปวง ใหด้ บั แลว้ , อ. ท่านใด ไดบ้ รรเทาไปปราศแลว้
ซ่ึงความเศร้าโศกเพราะบตุ ร แห่งขา้ พเจ้า ผูม้ ีความเศร้าโศก อพพฺ หุ ิ วต เม สลฺลํ โสกํ หทยนิสสฺ ิตํ,
อนั ไปแลว้ ในเบือ้ งหนา้ , (อ. ท่านนนั้ ) ถอนขึ้นแลว้ หนอ
ซึ่งลูกศร คือความเศร้าโศก อนั อาศยั แลว้ ซึ่งหทยั ของขา้ พเจ้า, โย เม โสกปเรตสสฺ ปตุ ฺตโสกํ อปานทุ ิ;
อ. ขา้ พเจ้า นนั้ เป็นผูม้ ีลูกศรอนั ถอนขึ้นแลว้ ย่อมเป็น
อ.ขา้ พเจ้า เป็นผูเ้ ย็นเป็นแลว้ เป็นผูด้ บั แลว้ ย่อมเป็น, สวฺ าหํ อพพฺ ฬุ หฺ สลฺโลสมฺ ิ สีติภูโตสฺมิ นิพพฺ โุ ต,
ดูก่อนมาณพ อ,ขา้ พเจ้า ย่อมไม่เศร้าโศก, ย่อมไม่ร้องไห้
เพราะฟัง (ซ่ึงค�ำ) ของท่าน ดงั นี้ ฯ น โสจามิ, น โรทามิ ตว สตุ ฺวาน มาณวาติ.

ครัง้ นนั้ (อ. พราหมณ์) เม่ือถาม ซง่ึ มาณพนนั้ วา่ อ. ทา่ น อถ นํ “โก นาม ตฺวนฺติ ปจุ ฺฉนฺโต
ซื่อเป็นใคร (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้(กลา่ วแล้ว) วา่

(อ. ท่าน) เป็นเทวดาหรือหนอ หรือว่าเป็นคนธรรพ์ หรือว่า “เทวตา นสุ ิ คนธฺ พโฺ พ อาทู สกฺโก ปรุ ินทฺ โท,
เป็นทา้ วสกั กะ ผูใ้ หซ้ ่ึงทานในกาลก่อน ย่อมเป็น, อ. ท่าน โก วา ตฺวํ กสสฺ วา ปตุ ฺโต? กถํ ชาเนมุ ตํ มยนตฺ ิ.
เป็นใครหรือ หรือว่าเป็นบตุ ร ของใคร (ย่อมเป็น) ? อ. เรา ท.
พึงรู้ ซึ่งท่าน อย่างไร ดงั นี้ ฯ

28 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

ครัง้ นนั้ อ. มาณพ บอกแล้ว แก่พราหมณ์นนั้ วา่ อถสสฺ มาณโว

(อ. ท่าน) เผาแลว้ ซึ่งบตุ ร ในป่าชา้ เอง ย่อมคร�ำค่ รวญถึง “ยฺจ กนทฺ สิ ยจฺ โรทสิ
ซ่ึงบตุ รใด ดว้ ย ย่อมร้องไหถ้ ึง ซึ่งบตุ รใด ดว้ ย, อ. ขา้ พเจ้า คือ ปตุ ฺตํ อาฬาหเน สยํ ฑหิตฺวา;
อ. บตุ รนนั้ กระท�ำแลว้ ซึ่งกรรม อนั เป็นกศุ ล เป็นผูถ้ ึงแลว้ สวฺ าหํ กสุ ลํ กริตฺวาน กมฺมํ
ซ่ึงความเป็นแห่งบคุ คลผูเ้ ทีย่ วไปพร้อมกนั (แห่งเทวดา ท.) ติทสานํ สหพยฺ ตํ ปตฺโตติ อาจิกฺขิ.
ผูอ้ ยู่ในชนั้ ไตรทศ (ย่อมเป็น) ดงั นี้ ฯ

อ. พราหมณ์ กลา่ วแล้ว วา่ พฺราหฺมโณ อาห

(เมือ่ ท่าน) ถวายอยู่ ซ่ึงทาน อนั นอ้ ยหรือ หรือว่าอนั มาก “อปปฺ ํ วา พหํุ วา นาทฺทสาม
ในเรือนอนั เป็นของตนหรือ หรือว่า (กระท�ำอยู่) ซ่ึงกรรม- ทานํ ททนตฺ สสฺ สเก อคาเร,
คืออโุ บสถ อนั เช่นนน้ั , (อ.เรา ท.) ย่อมไม่เห็น, (อ. ท่าน) อโุ ปสถกมฺมํ วา ตาทิสํ,
เป็นผูไ้ ปแลว้ สู่เทวโลก ย่อมเป็น เพราะกรรม อะไร ดงั นี้ ฯ เกน กมฺเมน คโตสิ เทวโลกนตฺ ิ.

อ. มาณพ กลา่ วแล้ว วา่ มาณโว อาห

อ. ขา้ พเจ้า เป็นผูม้ ีอาพาธ เป็นผูถ้ ึงแลว้ ซึ่งความล�ำบาก “อาพาธิโกหํ ทกุ ฺขิโต คิลาโน
เป็นคนไข้ เป็นผูม้ ีรูปอนั กระสบั กระส่าย ในทีเ่ ป็นทีอ่ ยู่ อาตูรรูโปมฺหิ สเก นิเวสเน,
อนั เป็นของตน ยอ่ มเป็น, อ. ขา้ พเจา้ ไดเ้ หน็ แลว้ ซึ่งพระพทุ ธเจา้ พทุ ฺธํ วิคตรชํ วิติณฺณกงฺขํ
ผมู้ ีกิเลสเพยี งดงั ธลุ ีไปปราศแลว้ ผมู้ ีความสงสยั อนั ขา้ มวิเศษแลว้ อทฺทกฺขึ สคุ ตํ อโนมปฺ ํ;
ผูเ้ สด็จไปดีแลว้ ผูม้ ีพระปัญญาอนั ไม่ทราม, อ. ขา้ พเจ้านนั้ สวฺ าหํ มทุ ิตมโน ปสนนฺ จิตฺโต
ผูม้ ีใจอนั บนั เทิงแลว้ ผูม้ ีจิตอนั เลือ่ มใสแลว้ ไดก้ ระท�ำแลว้ อชฺ ลึ อกรึ ตถาคตสสฺ
ซึ่งอญั ชลี แก่พระตถาคตเจ้า อ. ขา้ พเจ้า ครนั้ กระท�ำแลว้ ตาหํ กสุ ลํ กริตฺวาน กมฺมํ
ซึ่งกรรมอนั เป็นกศุ ล นน้ั เป็นผูถ้ ึงแลว้ ซ่ึงความเป็นแห่งบคุ คล ติทสานํ สหพยฺ ตํ ปตฺโตติ.
ผูเ้ ทีย่ วไปพร้อมกนั (แห่งเทวดา ท.) ผูอ้ ยู่ในชนั้ ไตรทศ
(ย่อมเป็น) ดงั นี้ ฯ

ครัน้ เม่ือมาณพนนั้ กลา่ วอยู่ กลา่ วอยนู่ น่ั เทียว, อ. สรีระทงั้ สนิ ้ ตสมฺ ึ กเถนฺเต กเถนฺเตเยว, พฺราหฺมณสฺส
ของพราหมณ์ เตม็ รอบแล้ว ด้วยปี ติ ฯ สกลสรีรํ ปี ตยิ า ปริปรู ิ.

อ. พราหมณ์นนั้ เม่ือยงั บคุ คลให้รู้ทว่ั ซงึ่ ปี ตนิ นั้ กลา่ วแล้ว วา่ โส ตํ ปี ตึ ปเวเทนฺโต

ผลติ สื่อการเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรม วดั พระธรรมกาย 29

อ. เรื่องน่าอศั จรรย์หนอ ไม่เคยมีแลว้ , อ. วิบาก “อจฺฉริยํ วต อพภฺ ตุ ํ,
แห่งการกระท�ำซ่ึงอญั ชลี นี้ เป็นเช่นนี้ (ย่อมเป็น), แม้ อญฺชลิกมฺมสฺส อยมีทิโส วิปาโก.
อ. ขา้ พเจ้า ผูม้ ีใจอนั บนั เทิงแลว้ ผูม้ ีจิตอนั เลือ่ มใสแลว้ อหํปิ มทุ ิตมโน ปสนนฺ จิตฺโต,
จะขอถึง ซ่ึงพระพทุ ธเจ้า ว่าเป็นสรณะ ในวนั นีน้ น้ั เทียว ดงั นี้ อชฺเชว พทุ ฺธํ สรณํ วชามีติ อาห.

ครัง้ นนั้ อ. มาณพ กลา่ วแล้ว กะพราหมณ์นนั้ วา่ อถ นํ มาณโว

อ. ท่าน ผูม้ ีจิตอนั เลือ่ มใสแลว้ จงถึง ซ่ึงพระพทุ ธเจ้าดว้ ย “อชฺเชว พทุ ฺธํ สรณํ วชาหิ,
ซึ่งพระธรรมดว้ ย ซ่ึงพระสงฆ์ดว้ ย ว่าเป็นสรณะ ในวนั นี้ ธมฺมฺจ สงฺฆจฺ ปสนนฺ จิตฺโต,
นนั่ เทียว, อ. ท่าน จงสมาทาน ซ่ึงสิกขาบท ท. ๕ กระท�ำ ตเถว สิกฺขาปทานิ ปจฺ
ใหเ้ ป็นของขาดและท�ำลายแลว้ หามิได้ อย่างนน้ั นน่ั เทียว ฯ อขณฺฑผลุ ฺลานิ สมาทิยสสฺ .ุ
(อ. ท่าน) จงเวน้ จากการยงั สตั ว์มีลมปราณใหต้ กล่วงไป ปาณาติปาตา วิรมสสฺ ุ ขิปปฺ ํ ,
พลนั ดว้ ย, จงเวน้ รอบซึ่งวตั ถอุ นั เจ้าของไม่ใหแ้ ลว้ ในโลกดว้ ย, โลเก อทินนฺ ํ ปริวชฺชยสสฺ ,ุ
เป็นผูไ้ ม่ดืม่ ซ่ึงน�้ำเมา (จงเป็น) ดว้ ย, จงไม่กล่าว เท็จ ดว้ ย, อมชฺชโป, โน จ มสุ า ภณาหิ,
เป็นผูย้ ินดีแลว้ ดว้ ยทาระ ผูเ้ ป็นของตน จงเป็นดว้ ย ดงั นี้ ฯ สเกน ทาเรน จ โหหิ ตฏุ ฺโ€ติ อาห.

(อ. พราหมณ์นนั้ ) รับพร้อมแล้ว วา่ อ. ดีละ ดงั นี ้ ได้กลา่ วแล้ว โส “ สาธตู ิ สมปฺ ฏิจฺฉิตฺวา อิมา คาถา อภาสิ
ซงึ่ คาถา ท. เหลา่ นี ้วา่

ดูก่อนยกั ษ์ อ. ท่าน เป็นผูใ้ คร่ซึ่งประโยชน์ แก่ขา้ พเจ้า “อตฺถกาโมสิ เม ยกฺข หิตกาโมสิ เทวเต,
ย่อมเป็น ดูก่อนเทวดา อ. ท่าน เป็นผูใ้ คร่ซ่ึงความเกือ้ กูล กโรมิ ตยุ ฺหํ วจนํ ตฺวมสิ อาจริโย มม
(แก่ขา้ พเจ้า) ย่อมเป็น, อ. ขา้ พเจ้า จะกระท�ำ ซึ่งค�ำ อเุ ปมิ สรณํ พทุ ฺธํ ธมฺมญจาปิ อนตุ ฺตรํ
ของท่าน อ. ท่าน เป็นอาจารย์ ของขา้ พเจ้า ย่อมเป็น สงฺฆฺจ นรเทวสสฺ คจฺฉามิ สรณํ อหํ.
อ. ขา้ พเจ้า จะเขา้ ถึง ซึ่งพระพทุ ธเจ้า ว่าเป็นสรณะดว้ ย
(อ. ขา้ พเจ้า จะเขา้ ถึง) แมซ้ ่ึงพระธรรม อนั ยอดเยีย่ ม
(ว่าเป็นสรณะดว้ ย) อ. ขา้ พเจ้า จะถึง ซึ่งพระสงฆ์
(ของพระพทุ ธเจ้า) ผูเ้ ป็นเทพแห่งนระ ว่าเป็นสรณะดว้ ย ฯ

อ. ขา้ พเจ้า จะเวน้ จากการยงั สตั ว์มีลมปราณ ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปปฺ ํ ,
ใหต้ กล่วงไปพลนั ดว้ ย, จะเวน้ รอบ ซึ่งวตั ถอุ นั เจา้ ของไมใ่ หแ้ ลว้ โลเก อทินนฺ ํ ปริวชฺชยามิ,
ในโลกดว้ ย , เป็นผูไ้ ม่ดืม่ ซึ่งน�้ำเมา (จะเป็น) ดว้ ย , อมชฺชโป, โน จ มสุ า ภณามิ,
จะไม่กล่าว เท็จ ดว้ ย, เป็นผยู้ ินดีแลว้ ดว้ ยทาระ ผเู้ ป็นของตน สเกน ทาเรน จ โหมิ ตฏุ ฺโ€ติ.
จะเป็นดว้ ย ดงั นี้ ฯ

30 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

ครัง้ นนั้ อ. เทพบตุ ร กลา่ วแล้ว กะพราหมณ์นนั้ วา่ อถ นํ เทวปตุ ฺโต “พฺราหฺมณ ตว เคเห พหํุ
ดกู ่อนพราหมณ์ อ. ทรัพย์ มาก มีอยใู่ นเรือน ของทา่ น , ธนํ อตฺถิ, สตฺถารํ อปุ สงฺกมิตฺวา ทานํ เทหิ ธมมฺ ํ
(อ. ทา่ น) เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซงึ่ พระศาสดา จงถวาย ซง่ึ ทาน จงฟัง สณุ าหิ, ปฺหํ ปจุ ฺฉาหีติ วตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายิ.
ซงึ่ ธรรม, จงทลู ถาม ซง่ึ ปัญหา ดงั นี ้หายไปแล้ว ในท่ีนนั้ นนั่ เทียว ฯ



แม้ อ. พราหมณ์ ไปแล้ว สเู่ รือน เรียกมาแล้ว ซง่ึ นางพราหมณี พรฺ าหมฺ โณปิ เคหํ คนตฺ วฺ า พรฺ าหมฺ ณึ อามนเฺ ตตวฺ า
กลา่ วแล้ว วา่ แนะ่ นางผ้เู จริญ อ. เรา ทลู นิมนต์แล้ว ซงึ่ พระสมณะ “ภทฺเท อหํ สมณํ โคตมํ นิมนฺเตตฺวา ปฺหํ
ผ้โู คดม จกั ทลู ถาม ซง่ึ ปัญหา; อ. ทา่ น จงกระท�ำซงึ่ สกั การะ ปจุ ฺฉิสฺสามิ; สกฺการํ กโรหีติ วตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา
ดงั นี ้ ไปแล้ว สวู่ หิ าร ไมอ่ ภิวาทแล้ว ซง่ึ พระศาสดานน่ั เทียว สตฺถารํ เนว อภิวาเทตฺวา น ปฏิสนฺถารํ กตฺวา
ไมก่ ระท�ำแล้ว ซงึ่ ปฏิสนั ถาร ยืนแล้ว ณ ท่ีสดุ แหง่ หนงึ่ ทลู แล้ว เอกมนฺตํ €โิ ต “โภ โคตม อธิวาเสหิ เม อชฺชตนาย
วา่ ข้าแตพ่ ระโคดม ผ้เู จริญ (อ. พระองค์) กบั ด้วยหมแู่ หง่ ภิกษุ ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขสุ งฺเฆนาติ อาห.
ทรงยงั ภตั ร ของข้าพระองค์ จงให้อยทู่ บั เพ่ือภตั รบริโภคอนั มี
ในวนั นี ้ดงั นี ้ ฯ

อ. พระศาสดา (ทรงยงั ค�ำนิมนต์) ให้อยทู่ บั แล้ว ฯ สตฺถา อธิวาเสส.ิ
อ.พราหมณ์นนั้ ทราบแล้ว ซงึ่ การ ยงั คำ� นมิ นต์ ให้อยทู่ บั โส สตฺถุ อธิวาสนํ วทิ ิตฺวา เวเคนาคนฺตฺวา
แหง่ พระศาสดา มาแล้ว โดยเร็ว (ยงั บคุ คล) ให้จดั แจงแล้ว สกนิเวสเน ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปส.ิ
ซง่ึ ของอนั บคุ คลพงึ เคีย้ ว ซง่ึ ของอนั บคุ คลพงึ บริโภค ในนิเวศน์
อนั เป็นของตน ฯ

อ. พระศาสดา ผ้อู นั หมแู่ หง่ ภิกษุแวดล้อมแล้ว เสดจ็ ไปแล้ว สตฺถา ภิกฺขสุ งฺฆปริวโุ ต ตสสฺ เคหํ คนฺตฺวา
สเู่ รือน ของพราหมณ์นนั้ ประทบั นง่ั แล้ว บนอาสนะอนั บคุ คล ปฺตฺตาสเน นิสีทิ.
ปลู าดแล้ว ฯ
อ. พราหมณ์ องั คาสแล้ว โดยเคารพ ฯ พฺราหฺมโณ สกฺกจฺจํ ปริวสิ .ิ
อ. มหาชน ประชมุ กนั แล้ว ฯ มหาชโน สนฺนิปต.ิ

ได้ยินวา่ ครัน้ เมื่อพระตถาคตเจ้า อนั บคุ คลผ้มู ีความเหน็ ผิด ชนกามยิจาฺฉาทสิฏนฺ€ฺนเิ ิปกตนนฺตก:ิ ิร ตถาคเต นิมนฺตเิ ต, เทฺว
ทลู นิมนต์แล้ว, อ. หมแู่ หง่ ชน ท. สอง ยอ่ มประชมุ กนั :
(อ. ชน ท.) ผ้มู ีความเหน็ ผิด ยอ่ มประชมุ กนั (ด้วยความคดิ ) วา่ ปจุ ฺฉามยิจฺฉาวทเิ หิฏ€ฺ€ิยิกมาานํ “ อชฺช สมณํ โคตมํ ปฺหํ
ในวนั นี ้ (อ. เรา ท.) จกั เหน็ ซงึ่ พระสมณะ ผ้โู คดม ผ้อู นั พราหมณ์ ปสสฺ สิ สฺ ามาติ สนฺนิปตนฺต,ิ
เบียดเบียนอยู่ ด้วยการทลู ถาม ซง่ึ ปัญหา ดงั นี ้
(อ. ชน ท.) ผ้มู ีความเหน็ ชอบ ยอ่ มประชมุ กนั (ด้วยความคดิ ) ปสฺสสสิ มสฺ ามฺ มาาทติฏิฺ€ิกสานฺน“ิปอตชนฺชฺต.ิ พทุ ฺธวสิ ยํ พทุ ฺธลีฬฺหํ
วา่ ในวนั นี ้ (อ. เรา ท.) จกั เหน็ ซง่ึ วสิ ยั แหง่ พระพทุ ธเจ้า
ซง่ึ การเยือ้ งกรายแหง่ พระพทุ ธเจ้า ดงั นี ้ ฯ

ครัง้ นัน้ อ.พราหมณ์เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซ่ึงพระตถาคตเจ้า อถ พรฺ าหมฺ โณ กตภตตฺ กจิ จฺ ํ ตถาคตํ อปุ สงกฺ มติ วฺ า
ผ้มู กี จิ ด้วยภตั รอนั ทรงกระทำ� แล้ว นง่ั แล้ว บนอาสนะตำ่� , ทลู ถามแล้ว นจี าสเน นสิ นิ โฺ น, ปหฺ ํ ปจุ ฉฺ ิ “ โภ โคตม ตมุ หฺ ากํ
ซงึ่ ปัญหา วา่ ข้าแตพ่ ระโคดม ผ้เู จริญ (อ. ชน ท.) ช่ือวา่ ทานํ อทตฺวา ปชู ํ อกตฺวา ธมมฺ ํ อสสฺ ตุ ฺวา อโุ ปสถ
เป็นผ้ไู มถ่ วายแล้ว ซง่ึ ทาน ไมก่ ระทำ� แล้ว ซง่ึ การบชู า แกพ่ ระองค์ ท. วาสํ อวสติ ฺวา เกวลํ มโนปสาทมตฺเตเนว สคฺเค
ไมฟ่ ังแล้ว ซงึ่ ธรรม ไมอ่ ยแู่ ล้ว อยดู่ ้วยสามารถแหง่ อโุ บสถ นิพฺพตฺตา นาม โหนฺตีต.ิ
บงั เกิดแล้ว ในสวรรค์ (ด้วยเหต)ุ สกั วา่ ความเลอ่ื มใสแหง่ ใจ
อยา่ งเดียวนน่ั เทียว ยอ่ มเป็นหรือ ? ดงั นี ้ ฯ

(อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ ดกู ่อนพราหมณ์ (อ. ทา่ น) “พฺราหฺมณ กสฺมา มํ ปจุ ฺฉส,ิ
ยอ่ มถาม ซงึ่ เรา เพราะเหตไุ ร,

ผลิตสือ่ การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ัติธรรม วดั พระธรรมกาย 31

อ. ความที่ แหง่ ตน เป็นผ้ยู งั ใจ ให้เลอื่ มใสแล้ว ในเรา บงั เกดิ แล้ว นนุ เตอตฺตปโนตุ ฺเตสนคฺเคมฏฺน€กิพณฺุพตฺฑฺตลภนิ าาโว มยิ มนํ
ในสวรรค์ อันมัฏฐกุณฑลี ผู้เป็ นบุตร ของท่าน บอกแล้ว ปสาเทตฺวา กถิโตต.ิ
(แก่ทา่ น) มิใชห่ รือ ดงั นี ้ ฯ (อ. พราหมณ์ ทลู ถามแล้ว) วา่ “กทา โภ โคตมาต.ิ
ข้าแตพ่ ระโคดมผ้เู จริญ (อ. ความที่แหง่ ตน เป็นผ้บู งั เกิดแล้ว
ในสวรรค์ อนั มฏั ฐกณุ ฑลี บอกแล้ว แกข่ ้าพระองค)์ ในกาลไร ดงั นี ้ฯ
(อ. พระศาสดาตรัสแล้ว) วา่ อ. ทา่ น ไปแล้ว สปู่ ่ าช้า ในวนั นี ้ “นนุ ตฺวํ อชฺช สสุ านํ คนฺตฺวา กนฺทนฺโต
คร่�ำครวญอยู่ เหน็ แล้ว ซงึ่ มาณพ คนหนงึ่ ผ้ปู ระคองแล้ว ซง่ึ แขน ท. อวิทเู ร พาหา ปคฺคยฺห กนฺทนฺตํ เอกํ มาณวํ ทิสวฺ า
คร่�ำครวญอยู่ ในท่ีอนั ไมไ่ กล (วเทส)ิ กลา่ วแล้ว วา่

(อ. ท่าน) ผูอ้ นั บคุ คลกระท�ำใหพ้ อแลว้ ผูม้ ีตมุ้ หูอนั เกลีย้ ง `อมลาลงฺกาโภตารมี ฏหฺ€ริจกนณุ ทฺ ฺฑนลสุ ี สฺ โทติ
ผูม้ ีภาระคือระเบียบ ผูม้ ีกายหนาขึ้นดว้ ยจนั ทน์เหลือง
ดงั นีเ้ ป็นตน้

มิใชห่ รือ (ดงั นี)้ เมื่อทรงประกาศ ซงึ่ วาจาเป็นเครื่องกลา่ ว ทฺวีหิ ชเนหิ กถิตํ กถํ ปกาเสนฺโต สพฺพํ
อนั อนั ชน ท. สอง กลา่ วแล้ว ตรัสแล้ว ซง่ึ เรื่องแหง่ มาณพช่ือวา่ - มฏฺ€กณุ ฺฑลวิ ตฺถํุ กเถส.ิ
มฏั ฐกณุ ฑลี ทงั้ ปวง ฯ
เพราะเหตนุ นั้ นน่ั เทียว อ. เรื่องแหง่ มาณพชื่อวา่ มฏั ฐกณุ ฑลี เตเนเวตํ พทุ ฺธภาสติ ํ นาม ชาตํ.
นนั่ ช่ือวา่ เป็นเร่ืองอนั พระพทุ ธเจ้าตรัสแล้ว เกิดแล้ว ฯ
ก็แล (อ. พระศาสดา) ครัน้ ตรัสแล้ว ซง่ึ เรื่องแหง่ มาณพ ตํ กเถตฺวา จ ปน, “ น โข พฺราหฺมณ เอกสตํ ,
ชื่อวา่ มฏั ฐกณุ ฑลีนนั้ , ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนพราหมณ์ อ. ร้อยหนงึ่ น เทฺว , อถโข มยิ มนํ ปสาเทตฺวา สคฺเค
(ยอ่ มมี) หามิได้แล, (อ. ร้อย ท.) สอง (ยอ่ มมี) หามิได้, อ. การนบั นิพฺพตฺตานํ คณนา นตฺถีติ อาห.
(ซงึ่ สตั ว์ ท.) ผ้ยู งั ใจ ให้เล่อื มใสแล้ว ในเรา บงั เกิดแล้ว ในสวรรค์
ยอ่ มไมม่ ี โดยแท้แล ดงั นี ้ ฯ อ. มหาชน เป็นผ้ปู ระกอบแล้ว มหาชโน เวมตโิ ก อโหส.ิ
ด้วยความเคลือบแคลงสงสยั ได้เป็นแล้ว ฯ
ครัง้ นนั้ อ. พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ซงึ่ ความที่แหง่ มหาชน อถสสฺ อนิพฺเพมตกิ ภาวํ วิทิตฺวา สตฺถา
นนั้ มิใชเ่ ป็นผ้ปู ระกอบแล้วด้วยความเคลอื บแคลงสงสยั ออกแล้ว “อทมิพธฏิฺพฏฺ€ฺาก€ภณุารสณฺฑิ.ลปเิ ฏทิมวปณตุ ฺฑโฺโตสิเตนวิมาเนตเนิคอวาตฺตวสุภตทาฺธปเึ วฺปอนมาาคคาจนเฺฉณฺตตฺวนตูาิ
ทรงอธิษฐานแล้ว วา่ อ. เทพบตุ รช่ือวา่ มฏั ฐกณุ ฑลี จงมา กบั
ด้วยวมิ านนน่ั เทยี ว ดงั นี ้ ฯ อ. เทพบตุ รชอ่ื วา่ มฏั ฐกณุ ฑลนี นั้ มาแล้ว
ด้วยทงั้ อตั ภาพ อนั มีคาวตุ สามเป็นประมาณ อนั ประดบั เฉพาะ วิมานา โอรุยฺห สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ
แล้วด้วยเครื่องประดบั อนั เป็นทพิ ย์ ลงแล้ว จากวมิ าน ถวายบงั คมแล้ว อฏฺ €าส.ิ
ซง่ึ พระศาสดา ได้ยืนแล้ว ณ ที่สดุ แหง่ หนงึ่ ฯ
ครงั้ นนั้ อ. พระศาสดา ตรสั ถามอยู่ ซง่ึ เทพบตุ รชอ่ื วา่ มฏั ฐกณุ ฑลี อถ นํ สตฺถา “ตฺวํ อิมํ สมปฺ ตฺตึ กึ กมมฺ ํ กตฺวา
นนั้ วา่ อ. ทา่ น กระทำ� แล้ว ซง่ึ กรรมอะไร ได้เฉพาะแล้ว ซงึ่ สมบตั นิ ี ้ ปฏิลภีติ ปจุ ฺฉนฺโต,
ดงั นี,้ ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา วา่
ดูก่อนเทวดา อ. ท่าน ใด มีรูป อนั งาม ยงั ทิศ ท. ทง้ั ปวง อภิกฺกนเฺ ตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ตวิิฏยฺ€สติ เาทรวกเาต,
ใหส้ ว่างอยู่ ยืนอยู่ ราวกะ อ.ดาวประจ�ำรุ่ง (ยงั ทิศ ท. ทงั้ ปวง โอภาเสนตฺ ี ทิสา สพพฺ า โอสธี
ใหส้ ว่างอยู่) ฯ ดูก่อนเทวดา อ. เรา ย่อมถาม ซึ่งท่านนน้ั ปจุ ฺฉามิ ตํ เทว มหานภุ าวํ
ผูม้ ีอานภุ าพมาก (อ. ท่านนน้ั ) เป็นมนษุ ย์เป็นแลว้ มนสุ สฺ ภูโต กิมกาสิ ปุ ฺนตฺ ิ
ไดก้ ระท�ำแลว้ ซึ่งบญุ อะไร ดงั นี้ ฯ
คาถมาห.
อ. เทพบตุ ร (กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ อ. สมบตั ิ นี ้ เทวปตุ ฺโต “อยํ ภนฺเต สมปฺ ตฺติ ตมุ เฺ หสุ มนํ
อนั ข้าพระองค์ ยงั ใจ ให้เลอื่ มใสแล้ว ในพระองค์ ท. ได้แล้ว ดงั นี ้ ฯ ปสาเทตฺวา ลทฺธาต.ิ “มยิ มนํ ปสาเทตฺวา ลทฺธา
(อ. พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) วา่ (อ. สมบตั นิ ี)้ อนั ทา่ น ยงั ใจ เตต.ิ “อาม ภนฺเตติ.
ให้เลื่อมใสแล้ว ในเรา ได้แล้ว หรือ ดงั นี ้ ฯ (อ. เทพบตุ ร
กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ พระเจ้าข้า (อ. อยา่ งนนั้ )
ดงั นี ้ฯ

32 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

อ. มหาชน แลดแู ล้ว ซง่ึ เทพบตุ ร, (กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู อ่ นทา่ นผ้เู จรญิ มหาชโน เทวปตุ ฺตํ โอโลเกตฺวา, อจฺฉริยา
อ. คณุ แหง่ พระพทุ ธเจ้า ท. เป็นสภาพนา่ อศั จรรย์ หนอ (ยอ่ มเป็น) ! วต โภ พทุ ฺธคณุ า อทินฺนปพุ ฺพกพฺราหฺมณสสฺ นาม
อ. บตุ ร ชื่อ ของพราหมณ์ช่ือวา่ อทินนปพุ พกะ ไมก่ ระท�ำแล้ว ปตุ ฺโต อฺ ํ กิจฺ ิ ปุ ฺํ อกตฺวา สตฺถริ มนํ
ซง่ึ บญุ อะไร ๆ อนื่ ยงั ใจ ให้เลอ่ื มใสแล้ว ในพระศาสดา ได้เฉพาะแล้ว ปสาเทตฺวา เอวรูปํ สมปฺ ตฺตึ ปฏิลภีติ ตฏุ ฺ€ึ ปเวเทส.ิ
ซง่ึ สมบตั ิ มีอยา่ งนีเ้ป็นรูป ดงั นี ้ (ยงั ชน ท.) ให้รู้ทวั่ แล้ว
ซงึ่ ความยินดี ฯ
ครัง้ นนั้ (อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) แก่ชน ท. เหลา่ นนั้ วา่ อถ เนสํ “ กสุ ลากสุ ลกมมฺ กรเณ มโน
อ.ใจ เป็นสภาพถงึ กอ่ น ในการกระทำ� ซง่ึ กรรมอนั เป็นกศุ ลและอกศุ ล ปพุ ฺพงฺคโม, มโน เสมฏนฺโสุ€สฺ ;โลกํปสคนจฺเนฺฉนนฺตํหิ มเนน
(ยอ่ มเป็น), อ. ใจ เป็นสภาพประเสริฐท่ีสดุ (ในการกระท�ำซงึ่ กรรม กตกมมฺ ํ เทวโลกํ ปคุ ฺคลํ
อนั เป็นกศุ ลและอกศุ ล ยอ่ มเป็น); เพราะวา่ อ. กรรมอนั บคุ คลกระทำ� แลว้ ฉายาว น วชิ หตีติ อิทํ วตฺถํุ กเถตฺวา อนสุ นฺธึ
ด้วยใจ อนั ผอ่ งใสแล้ว ยอ่ มไมล่ ะ ซง่ึ บคุ คล ผ้ไู ปอยู่ สเู่ ทวโลก ฆเฏตฺวา วปิยติฏธฺ€มามฺ ปริ ตามชาตฺตอกิิมํ ํ สาสนํ ราชมทุ ฺทาย
สมู่ นษุ ยโลก เพียงดงั อ. เงา ดงั นี ้ ครัน้ ตรัสแล้ว ซงึ่ เรื่องนี ้ ลฺฉนฺโต คาถมาห
ทรงสืบตอ่ ซงึ่ อนสุ นธิ ผ้เู ป็นพระราชาเพราะธรรม ตรัสแล้ว
ซงึ่ พระคาถานี ้ วา่

อ. ธรรม ท. มีใจเป็นสภาพถงึ กอ่ น มีใจเป็นสภาพประเสริฐทีส่ ดุ “มโนปพุ พฺ งฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺ€า มโนมยา;
อนั ส�ำเร็จแลว้ แต่ใจ, หากว่า (อ. บคุ คล) มีใจ อนั ผ่องใสแลว้ มนสา เจ ปสนเฺ นน ภาสติ วา กโรติ วา,
กล่าวอยู่ หรือ หรือว่ากระท�ำอยู่ไซร้, อ. ความสขุ ย่อมไปตาม
ซ่ึงบคุ คลนน้ั เพราะสจุ ริตอนั มีอย่างสามนนั้ เพียงดงั อ. เงา ตโต นํ สขุ มเนวฺ ติ ฉายาว อนปุ ายินีติ.
อนั ไปตามโดยปกติ ดงั นี้ ฯ

ราวกะ (อ. พระราชา) ทรงประทบั อยู่ ซง่ึ พระราชสาสน์ มดี นิ เหนยี ว
อนั พระองค์ทรงให้ตงั้ ไว้เฉพาะแล้ว ด้วยตราของพระราชา ฯ



อ. จิตอนั เป็นไปในภมู ิส่ี แม้ทงั้ ปวง (อนั บณั ฑิต) ยอ่ มเรียก วา่ ตตฺถ กิฺจาปิ “มโนติ อวเิ สเสน สพฺพมปฺ ิ
อ. ใจ ดงั นี ้ในพระคาถานนั้ โดยไมแ่ ปลกกนั แม้ก็จริง; ถงึ อยา่ งนนั้ จตภุ มู ิกจิตฺตํ วจุ ฺจต;ิ อิมสมฺ ึ ปน ปเท นิยมิยมานํ
อ. กศุ ลจิตอนั เป็นกามาวจร อนั มีอยา่ ง ๘ อนั อาจารย์นิยมอยู่ กววสุ ตลฺถจาิตปฺติ ยํ มานลํพฺภปตริจ;ิ ฺฉิชฺชวมตาฺถนวุ ํ เสอนฏฺ€วิธปํ นกาาหมริยาวมจารน-ํ
อนั อาจารย์ให้ตงั้ ลงตา่ งอยู่ อนั อาจารย์ก�ำหนดอยู่ (อนั บณั ฑิต)
ยอ่ มได้ ในบทนี;้ ก็ อ. จิตนน่ั เทียว อนั อาจารย์น�ำมาอยู่ ตโตปิ โสมนสฺสสหคตํ าณสมปฺ ยตุ ฺตํ จิตฺตเมว
ด้วยอ�ำนาจแหง่ วตั ถุ อนั ไปแล้วกบั ด้วยโสมนสั อนั ประกอบพร้อมแล้ว ลพฺภต.ิ
ด้วยญาณ (จากกศุ ลจิตอนั เป็นกามาวจร) แม้นนั้ (อนั บณั ฑิต)
ยอ่ มได้ ฯ
(อ. อรรถ) วา่ มาตามพร้อมแล้ว ด้วยใจนนั้ เป็นสภาพถงึ ก่อน ปุพพฺ งคฺ มาต:ิ เตน ป€มคามินา หตุ ฺวา
โดยปกตเิ ป็น (ดงั นี)้ (แหง่ บท) วา่ ปุพพฺ งคฺ มา ดงั นี ้ฯ สมนฺนาคตา.
อ. ขนั ธ์ ท. สาม มีเวทนาเป็นต้น ชื่อวา่ ธรรมา ฯ ธมมฺ าต:ิ เวทนาทโย ตโย ขนฺธา.
จริงอยู่ อ.ใจ ชื่อวา่ เป็นสภาพถงึ ก่อน แหง่ ธรรม ท. เหลา่ นนั่ เอเตสํ หิ อปุ ปฺ าทปปฺ จฺจยตฺเถน มโน
เพราะอรรถคือความเป็นปัจจยั แหง่ ความเกิดขนึ ้ (ยอ่ มเป็น), ปพุ ฺพงฺคโม, เตน มโนปพุ ฺพงฺคมา นาม.
เพราะเหตนุ นั้ (อ. ธรรม ท. เหลา่ นนั่ ) ชื่อวา่ มีใจเป็นสภาพถงึ ก่อน ฯ
เหมอื นอยา่ งวา่ (ครัน้ เมอ่ื ทายก ท.) มาก กระทำ� อยู่ ซงึ่ บญุ ท. ยถา หิ พหสู ุ เอกโต มหาภิกฺขสุ งฺฆสสฺ
มีการถวายซงึ่ บาตรและจีวรเป็นต้น แก่หมแู่ หง่ ภิกษุใหญ่ หรือ ปตฺตจีวรทานาทีนิ วา อฬุ ารปชู าธมมฺ สสฺ วน-
หรือวา่ มีการบชู าอนั โอฬารและการฟังซงึ่ ธรรมและการกระท�ำ- ทีปมาลากรณาทีนิ วา ปุ ฺ านิ กโรนฺเตส,ุ
ซง่ึ ประทีปและระเบียบเป็นต้น โดยความเป็นอนั เดียวกนั , “โก เตสํ ปพุ ฺพงฺคโมติ วตุ ฺเต,
(ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ อ. ใคร เป็นผ้ถู งึ ก่อน แหง่ ทายก ท. เหลา่ นนั้
(ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้(อนั ใคร ๆ) กลา่ วแล้ว,

ผลิตสอ่ื การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ตั ิธรรม วดั พระธรรมกาย 33

อ. ทายกใด เป็นปัจจยั ของทายก ท. เหลา่ นนั้ ยอ่ มเป็น , โย เตสํ ปจฺจโย โหต,ิ ยํ นิสฺสาย เต ตานิ
อ. ทายก ท. เหลา่ นนั้ อาศยั แล้ว ซงึ่ ทายกใด ยอ่ มกระทำ� ซงึ่ บญุ ท. ปุ ฺ านิ กโรนฺต,ิ โส ตสิ โฺ ส วา ปสุ ฺโส วา “เตสํ
เหลา่ นนั้ , อ. ทายกนนั้ ช่ือวา่ ตสิ สะหรือ หรือวา่ ชื่อวา่ ปสุ สะ ปพุ ฺพงฺคโมติ วจุ ฺจต;ิ เอวํ สมปฺ ทมิทํ เวทิตพฺพํ.
(อนั ชน ท.) ยอ่ มเรียก วา่ (อ.ทายกนนั้ ) เป็นผ้ถู งึ ก่อน แหง่ ทายก ท.
เหลา่ นนั้ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฉนั ใด; อ. ค�ำเป็นเครื่องยงั อปุ ไมย
ให้ถงึ พร้อมนี ้(อนั บณั ฑิต) พงึ ทราบฉนั นนั้ ฯ
อ. ใจ ชื่อวา่ เป็นสภาพถงึ ก่อน แหง่ ธรรม ท. เหลา่ นนั่ อิติ อปุ ปฺ าทปปฺ จฺจยตฺเถน มโน ปพุ ฺพงฺคโม
เพราะอรรถคือความเป็นปัจจยั แหง่ ความเกิดขนึ ้ ด้วยประการฉะนี ้ เอเตสนฺติ มโนปพุ ฺพงฺคมา.
เพราะเหตนุ นั้ (อ. ธรรม ท. เหลา่ นน่ั ) ช่ือวา่ มีใจเป็นสภาพถงึ ก่อน ฯ
จริงอยู่ อ. ธรรม ท. เหลา่ นนั้ ครัน้ เม่ือใจ ไมเ่ กิดขนึ ้ อยู่ , น หิ เต มเน อนปุ ปฺ ชฺชนฺเต, อปุ ปฺ ชฺชิตํุ สกฺโกนฺต,ิ
ยอ่ มไมอ่ าจ เพื่ออนั เกิดขนึ ้ , แตว่ า่ อ. ใจ , ครัน้ เม่ือเจตสกิ ท. มโน ปน, เอกจฺเจสุ เจตสเิ กสุ อนปุ ปฺ ชฺชนฺเตสปุ ิ ,
บางพวก แม้ไมเ่ กิดขนึ ้ อย,ู่ ยอ่ มเกิดขนึ ้ นนั่ เทียว ฯ ก็ อ. ใจ อปุ ปฺ ชฺชตเิ ยว. เอวํ อธิปตวิ เสน ปน มโน เสฏฺโ€
เป็นสภาพประเสริฐที่สดุ แหง่ ธรรม ท. เหลา่ นนั้ ด้วยอ�ำนาจ เอเตสนฺติ มโนเสฏฺ€า.
แหง่ ความเป็นอธิบดี ด้วยประการฉะนี ้เพราะเหตนุ นั้ (อ. ธรรม ท.
เหลา่ นนั่ ) ช่ือวา่ มีใจเป็นสภาพประเสริฐที่สดุ ฯ
เหมือนอยา่ งวา่ อ.บรุ ุษผ้เู ป็นอธิบดี(แหง่ ชนท.)มีคณะเป็นต้น ยถา หิ คณาทีนํ อธิปติ ปรุ ิโส “มคโนณเสเสฏฏฺ €ฺ โา€.
(อนั ชน ท.) ยอ่ มเรียก วา่ ผ้ปู ระเสริฐท่ีสดุ ในคณะ ผ้ปู ระเสริฐที่สดุ เสนีเสฏฺ โ€ติ วจุ ฺจต;ิ ตถา เตสํปิ มโนติ
ในกองทพั ดงั นี ้ฉนั ใด; อ. ใจ (เป็นสภาพประเสริฐทส่ี ดุ ) แหง่ ธรรม ท.
แม้เหลา่ นนั้ (ยอ่ มเป็น) ฉนั นนั้ เพราะเหตนุ นั้ (อ.ธรรม ท.เหลา่ นนั้ )
ช่ือวา่ มีใจเป็นสภาพประเสริฐท่ีสดุ ฯ
เหมือนอยา่ งวา่ อ. ภณั ฑะ ท. เหลา่ นนั้ เหลา่ นนั้ อนั ส�ำเร็จแล้ว ยถา ปน สวุ ณฺณาทีหิ นิปผฺ นฺนานิ ตานิ ตานิ
(แตว่ ตั ถุ ท.) มีทองเป็นต้น ช่ือวา่ เป็นวตั ถมุ ีวตั ถอุ นั ส�ำเร็จแล้ว ภณฺฑานิ สวุ ณฺณมยาทีนิ นาม โหนฺต;ิ ตถา
แตท่ องเป็นต้น ยอ่ มเป็น ฉนั ใด; อ. ธรรม ท. แม้เหลา่ นน่ั ชื่อวา่ เอเตปิ มนโต นิปผฺ นฺนตฺตา มโนมยา นาม.
เป็นสภาพสำ� เร็จแล้วแตใ่ จ เพราะความท่ี (แหง่ ธรรม ท. เหลา่ นน่ั )
เป็นสภาพส�ำเร็จแล้ว แตใ่ จ (ยอ่ มเป็น) ฉนั นนั้ ฯ
(อ.อรรถ)วา่ อนั ผอ่ งใสแล้วด้วยคณุ ท.มีความไมเ่ พง่ เลง็ เป็นต้น ปสนฺเนนาต:ิ อนภิชฺฌาทีหิ คเุ ณหิ ปสนฺเนน.
(ดงั นี)้ (แหง่ บท) วา่ ปสนฺเนน ดงั นี ้ฯ
(อ. อรรถ) วา่ (อ. บคุ คล) มีใจ อนั มีอยา่ งนีเ้ป็นรูป เมื่อกลา่ ว ภาสติ วา กโรติ วาต:ิ เอวรูเปน มเนน
ชื่อวา่ ยอ่ มกลา่ ว ซง่ึ วจีสจุ ริต อนั มีอยา่ ง ๔ นนั่ เทียว, เม่ือกระท�ำ ภาสนฺโต จตพุ ฺพิธํ วจีสจุ ริตเมว ภาสต,ิ กโรนฺโต ตวิ ธิ ํ
ชื่อวา่ ยอ่ มกระท�ำ ซงึ่ กายสจุ ริต อนั มีอยา่ ง ๓ นน่ั เทียว, เมื่อไมก่ ลา่ ว กายสจุ ริตเมว กโรต,ิ อภาสนฺโต อกโรนฺโต ตาย
เมื่อไมก่ ระท�ำ ยงั มโนสจุ ริต อนั มีอยา่ ง ๓ ชื่อวา่ ยอ่ มให้เตม็ ได้ อนภิชฺฌาทีหิ ปสฺนฺนมานสตาย ตวิ ธิ ํ มโนสจุ ริตํ
เพราะความท่ีแหง่ ตนเป็นผ้มู ีใจอนั ผอ่ งใสแล้ว (ด้วยคณุ ท.) ปเู รต.ิ เอวมสสฺ ทส กสุ ลกมมฺ ปถา ปาริปรู ึ
มีความไมเ่ พง่ เลง็ เป็นต้น นนั้ ฯ อ. กศุ ลกรรมบถ ท. ๑๐ ยอ่ มถงึ คจฺฉนฺติ.
ซงึ่ ความเตม็ รอบ แก่บคุ คลนนั้ ด้วยประการฉะนี ้ (ดงั นี ้ แหง่ บาท
แหง่ พระคาถา) วา่ ภาสติ วา กโรติ วา ดงั นี ้ฯ
(อ. อรรถ) วา่ อ. ความสขุ ยอ่ มไปตาม ซงึ่ บคุ คลนนั้ ตโต นํ สุขมเนฺวตตี :ิ ตโต ติวธิ สจุ ริตโต ตํ
เพราะสจุ ริตอนั มีอยา่ ง ๓ นนั้ (ดงั นี ้ แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ ปคุ ฺคลํ สขุ มเนฺวต.ิ
ตโต นํ สุขมเนฺวติ ดงั นี ้ ฯ
อ. กศุ ล แม้อนั เป็นไปในภมู ิ ๓ (อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) อิธ เตภมู ิกํปิ กสุ ลํ อธิปเฺ ปตํ; ตสฺมา “เตภมู ิก-
ทรงประสงค์เอาแล้ว ในท่ีนี;้ เพราะเหตนุ นั้ อ. อธิบาย วา่ สจุ ริตานภุ าเวน สคุ ตภิ เว นิพฺพตฺตํ สคุ ตยิ ํ วา
อ. ความสขุ อนั เป็นวิบาก อนั เป็นไปในกายและเป็นไปในจิต สกาขุ ยานิกเภุ จวตนสฏกิ ฺ€ํ าเนวิป€ิตากํ `สกขุาํยวอตนฺถคุกุ จมฺฉปฺ ติ ิอิตนรวตฺถวกุิชมหปฺตี ีตติิ
(โดยปริยายนี)้ วา่ (อ. วบิ ากสขุ ) อนั มีกายเป็นท่ีตงั้ บ้าง อนั มีจิต
นอกนเี ้ป็นทต่ี งั้ บ้าง ดงั นี ้ ยอ่ มไปตาม คอื วา่ ยอ่ มไมล่ ะ (ซงึ่ บคุ คลนนั้ ) อตฺโถ เวทิตพฺโพ.
ผ้บู งั เกิดแล้ว ในสคุ ตภิ พหรือ หรือวา่ ผ้ดู �ำรงอยแู่ ล้ว ในที่เป็นท่ีเสวย
ซงึ่ ความสขุ ในสคุ ติ เพราะอานภุ าพแหง่ สจุ ริตอนั เป็นไปในภมู ิ ๓
ดงั นี ้(อนั บณั ฑิต) พงึ ทราบ ฯ


34 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

(อ. อนั ถาม วา่ อ. ความสขุ ยอ่ มไปตาม ซง่ึ บคุ คล นนั้ ยถาก?ึ ฉายาว อนุปายนิ ีต:ิ ยถา หิ ฉายา นาม
เพราะสจุ ริตอนั มอี ยา่ ง ๓ นนั้ ) ราวกะ อ. อะไร? (ดงั น)ี ้ (อ. อนั แก้ วา่ ตผสรรฏิ ีุเรฺ€สปตนปฺ ,ิ ฏนิพวิสทาีทฺธนาฺเ`ตน,สิวรตนีเฺตริสาที หคตีตจ,ิ ิฺฉวนนตฺเฺวตา,สวกคาฺกจาฺฉโปตสเ,ิณถตตฺเฏิหฺวฺาน€นฺเววตาา,
อ.ความสขุ ยอ่ มไปตาม ซง่ึ บคุ คลนนั้ เพราะสจุ ริตอนั มอี ยา่ ง ๓ นนั้ )
เพียงดงั อ. เงา อนั ไปตามโดยปกติ ดงั นี ้ ฯ (อ. อธิบาย) วา่
เหมือนอย่างว่า ช่ือ อ. เงา อันเน่ืองเฉพาะแล้วด้วยสรีระ นิวตฺตาเปตํ.ุ
ครัน้ เม่ือสรีระ ไปอย,ู่ ยอ่ มไป, (ครัน้ เม่ือสรีระ) ยืนอย,ู่ ยอ่ มยืน,
(ครัน้ เมอ่ื สรีระ) นง่ั อย,ู่ ยอ่ มนง่ั , (อนั ใคร ๆ) ไมอ่ าจ เพอ่ื อนั กลา่ วแล้ว
วา่ (อ.ทา่ น) จงกลบั ดงั นี ้(ด้วยคำ� ) อนั ไพเราะหรอื หรือวา่ อนั หยาบคาย
หรือ หรือวา่ โบยแล้ว (ยงั เงา) ให้กลบั ฯ
(อ. อนั ถาม วา่ อนั ใคร ๆ ไมอ่ าจ เพ่ืออนั ยงั เงาให้กลบั ) กสฺมา? สรีรปปฺ ฏิพทฺธตฺตา. เอวเมว อิเมสํ ทสนฺนํ
เพราะเหตไุ ร?(ดงั น)ี ้(อ.อนั แก้วา่ อนั ใครๆไมอ่ าจเพอื่ อนั ยงั เงาให้กลบั ) กสุ ลกมฺมปถานํ อาจิณฺณสมาจิณฺณกสุ ลมลู กํ
เพราะความท่ีแหง่ เงา นนั้ เป็นธรรมชาตเิ น่ืองเฉพาะแล้วด้วยสรีระ กามาวจราทิเภทํ กายิกเจตสกิ ํ วิชสหขุ ตํ ีต.ิคตคตฏฺ€าเน
(ดงั นี)้ (ฉนั ใด) อ. ความสขุ อนั เป็นไปในกายและเป็นไปในจิต อนปุ ายินี ฉายา วิย หตุ ฺวา น
อนั ตา่ งด้วยสขุ มสี ขุ อนั เป็นกามาวจรเป็นต้น อนั มแี หง่ กศุ ลกรรมบถ
ท. ๑๐ เหล่านีห้ นา - กุศลอันอันบุคคลประพฤติท่ัวแล้วและ
ประพฤติท่ัวดีแล้วเป็ นมูล ย่อมไม่ละ (ซ่ึงบุคคลนัน้ ) ในท่ี
(แห่งบุคคลนัน้ ) ไปแล้วและไปแล้ว เป็ นราวกะว่า อ.เงา
อนั เป็นตามโดยปกติ เป็น ฉนั นนั้ นน่ั เทียว ดงั นี ้ ( แหง่ บาท
แหง่ พระคาถา)วา่ ฉายาว อนุปายนิ ี ดงั นี ้ ฯ
ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงรอบแหง่ พระคาถา อ. อนั รู้ตลอดเฉพาะ คาถาปริโยสาเน จตรุ าสีตยิ า ปาณสหสสฺ านํ
ซงึ่ ธรรม ได้มีแล้ว แก่พนั แหง่ สตั ว์ผ้มู ีลมปราณ ท. ๘๔ ฯ ธมมฺ าภิสมโย อโหส.ิ
อ. เทพบตุ รชอ่ื วา่ มฏั ฐกณุ ฑลี ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว ในโสดาปัตตผิ ล ฯ ตถามอฏฺท€กินณฺุนปฺฑพุ ลฺพเิ ทโกวปตุพฺโฺรตาหฺมโสโณตา.ปโสตฺตตผิ าเวลมหปนตฺตฏิํ วฺ€ภิ หวิ.ํ
อ. อยา่ งนนั้ คอื วา่ อ. พราหมณ์ ชอ่ื วา่ อทนิ นปพุ พกะ (ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว
ในโสดาปัตตผิ ล) ฯ อ. พราหมณ์ นนั้ เร่ียรายแล้ว ซง่ึ สมบตั ิ พทุ ฺธสาสเน วิปปฺ กิรีต.ิ
อนั บคุ คลพงึ เสวย อนั ใหญ่ เพียงนนั้ ในพระพทุ ธศาสนา ดงั นีแ้ ล
ฯ *จบ ก. ๖*

อ. เร่ืองแห่งมาณพช่ือว่ามัฏฐกุณฑลี (จบแล้ว) ฯ มฏฺ ฐกุณฺฑลวิ ตถฺ ุ.

๓. อ.เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าตสิ สะ ๓. ตสิ สฺ ตเฺ ถรวตถฺ ุ. (๓)
(อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ

อ. พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “อกฺโกจฺฉิ มํ, อวธิ มนฺติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา
ซงึ่ พระเถระช่ือวา่ ตสิ สะ ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ เชตวเน วิหรนฺโต ตสิ สฺ ตฺเถรํ อารพฺภ กเถส.ิ
อกโฺ กจฉฺ ิ ม,ํ อวธิ มํ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ
ได้ยนิ วา่ (อ. พระตสิ สะ) ผ้มู อี ายนุ นั้ เป็นโอรสแหง่ พระเจ้าอา โส กิรายสฺมา ภควโต ปิ ตจุ ฺฉาปตุ ฺโต มหลลฺ ก-
ของพระผ้มู ีพระภาคเจ้า (เป็น) บวชแล้ว ในกาลแหง่ ตนเป็นคนแก่ กาเล ปพฺพชิโต พทุ ฺธสาสเน อปุ ปฺ นฺนํ ลาภสกฺการํ
บริโภคอยู่ ซงึ่ ลาภและสกั การะ อนั เกิดขนึ ้ แล้ว ในพระพทุ ธศาสนา ปริภุ ฺชนฺโต ถลุ ฺลสรีโร อาโกฏิตปจฺจาโกฏิเตหิ จีวเรหิ
เป็นผ้มู ีสรีระอนั อ้วน (เป็น) มีจีวร ท. อนั บคุ คลทบุ ทว่ั แล้วและ เยภยุ ฺเยน วหิ ารมชฺเฌ อปุ ฏฺ€านสาลายํ นิสีทต.ิ
ทบุ ทวั่ เฉพาะแล้ว นงั่ อยู่ ในศาลาเป็นทบ่ี ำ� รุง ในทา่ มกลางแหง่ วหิ าร
โดยมาก ฯ
อ. ภิกษุ ท. ผู้จรมา ผู้มาแล้ว เพื่อต้องการแก่อันเฝ้ า ตถาคตสสฺ ทสสฺ นตฺถาย อาคตา อาคนฺตกุ า
ซงึ่ พระตถาคตเจ้า ไปแล้ว สสู่ ำ� นกั ของพระตสิ สะนนั้ ด้วยสำ� คญั วา่ ภิกฺขู “เอโส มหาเถโร ภวสิ สฺ ตีติ สฺาย ตสฺส
อ. พระเถระนน่ั เป็นพระเถระผ้ใู หญ่ จกั เป็น ดงั นี ้ ยอ่ มถาม สนฺตกิ ํ คนฺตฺวา วตฺตํ อาปจุ ฺฉนฺต,ิ ปาทสมพฺ าหนาทีนิ
โดยเอือ้ เฟื อ้ ซง่ึ วตั ร, ยอ่ มถามโดยเอือ้ เฟื อ้ (ซงึ่ กิจ ท.) มีการนวด อาปจุ ฺฉนฺต.ิ โส ตณุ ฺหี โหต.ิ
ซ่ึงเท้ าเป็ นต้ น ฯ อ. พระเถระนัน้ เป็ นผู้น่ิง ย่อมเป็ น ฯ

ผลิตส่ือการเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัติธรรม วัดพระธรรมกาย 35

ครัง้ นนั้ อ. ภิกษุหนมุ่ รูปหนง่ึ ถามแล้ว ซง่ึ พระเถระนนั้ วา่ อถ นํ เอโก ทหรภิกฺขุ “กตวิ สสฺ า ตมุ เฺ หติ
อ. ทา่ น ท. เป็นผ้มู ีพรรษาเทา่ ไร (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ ปจุ ฺฉิตฺวา “วสฺสํ นตฺถิ, มหลลฺ กกาเล ปพฺพชิตา
อ. พรรษา ยอ่ มไมม่ ี, อ. เรา ท. เป็นผ้บู วชแล้ว ในกาลแหง่ ตนเป็นคนแก่ มยนฺติ วตุ ฺเต, “อาวโุ ส ทพุ ฺพินีต มหลลฺ ก อตฺตโน
(ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้(อนั พระเถระ) กลา่ วแล้ว, ดีดแล้ว ซงึ่ นิว้ มือ (มีอนั ให้รู้) ปมาณํ น ชานาส,ิ เอตฺตเก มหลลฺ กตฺเถเร
วา่ แนะ่ คนแก่ ผ้อู นั บคุ คลแนะน�ำได้โดยยากแล้ว ผ้มู ีอายุ (อ. ทา่ น) ทิสฺวา สามีจิมตฺตํปิ น กโรส,ิ วตฺเต อาปจุ ฺฉิยมาเน,
ยอ่ มไมร่ ู้ ซงึ่ ประมาณ ของตน, อ. ทา่ น เหน็ แล้ว ซง่ึ พระเถระผ้แู ก่ ท. ตณุ ฺหี โหส,ิ กกุ ฺกจุ ฺจมตฺตํปิ เต นตฺถีติ อจฺฉรํ
ผ้มู ีประมาณเทา่ นี ้ ยอ่ มไมก่ ระท�ำ (ซง่ึ วตั ร) แม้สกั วา่ สามีจิกรรม , ปหริ.
ครัน้ เม่ือวตั ร (อนั เรา) ถามโดยเอือ้ เฟื อ้ อย,ู่ (อ. ทา่ น) เป็นผ้นู ิ่ง ยอ่ มเป็น,
(อ. เหต)ุ แม้สกั วา่ ความรังเกียจ ยอ่ มไมม่ ี แก่ทา่ น ดงั นี ้(เป็นเหต)ุ ฯ
อ.พระเถระนนั้ ยงั ความถือตวั วา่ เป็นกษัตริย์ ให้เกิดแล้ว ถามแล้ว โส ขตฺตยิ มานํ ชเนตฺวา “ตมุ เฺ ห กสฺส สนฺตกิ ํ
วา่ อ. ทา่ น ท. เป็นผ้มู าแล้ว สสู่ �ำนกั ของใคร (ยอ่ มเป็น) ดงั นี,้ อาคตาติ ปจุ ฺฉิตฺวา, “สตฺถุ สนฺตกิ นฺติ วตุ ฺเต, “ มํ
(ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ (อ. เรา ท. เป็นผ้มู าแล้ว) สสู่ �ำนกั ของพระศาสดา ปน `โก เอโสติ สลลฺ กฺเขถ, มลู เมว โว ฉินฺทิสสฺ ามีติ
(ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ (อนั ภิกษุนนั้ ) กลา่ วแล้ว, กลา่ วแล้ว วา่ ก็ อ. ทา่ น ท. วตฺวา รุทนฺโต ทกุ ฺขี ทมุ มฺ โน สตฺถุ สนฺตกิ ํ อคมาส.ิ
ยอ่ มก�ำหนด ซงึ่ เรา วา่ อ. ใคร นนั่ ดงั นี,้ (อ. เรา) จกั ตดั ซง่ึ รากเงา่
ของทา่ น ท. นนั่ เทียว ดงั นี ้ ร้องไห้อยู่ เป็นผ้มู ีทกุ ข์ เป็นผ้มู ีใจอนั โทษ
ประทษุ ร้ายแล้ว (เป็น) ได้ไปแล้ว สสู่ �ำนกั ของพระศาสดา ฯ
ครัง้ นนั้ อ. พระศาสดา ตรัสถามแล้ว ซงึ่ พระเถระนนั้ วา่ แนะ่ ตสิ สะ อถ นํ สตฺถา “กินฺนุ ตฺวํ ตสิ ฺส ทกุ ฺขี ทมุ มฺ โน
อ. เธอ เป็นผ้มู ีทกุ ข์ เป็นผ้มู ีใจอนั โทษประทษุ ร้ายแล้ว เป็นผ้มู ีหน้าอนั อสสฺ มุ โุ ข รุทมาโน อาคโตสตี ิ ปจุ ฺฉิ. เตปิ ภิกฺขู
ชมุ่ แล้วด้วยน�ำ้ ตา (เป็น) ร้องไห้อยู่ เป็นผ้มู าแล้ว ยอ่ มเป็น เพราะเหตุ “เอส คนฺตฺวา กิฺจิ อาลลุ กิ ํ กเรยฺยาติ จินฺเตตฺวา
อะไรหนอ ดงั นี ้ฯ อ. ภกิ ษุ ท. แม้เหลา่ นนั้ คดิ แล้ว วา่ อ. ภกิ ษนุ น่ั ไปแล้ว เตเนว สทฺธึ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ
พงึ กระท�ำ ซง่ึ ความวนุ่ วาย อะไร ๆ ดงั นี ้ ไปแล้ว กบั ด้วยพระเถระ นิสที สึ .ุ
นนั้ นนั่ เท่ียว ถวายบงั คมแล้ว ซงึ่ พระศาสดา นงั่ แล้ว ณ ทส่ี ดุ แหง่ หนง่ึ ฯ
อ. พระเถระนนั้ ผ้อู นั พระศาสดาตรัสถามแล้ว กราบทลู แล้ว วา่ โส สตฺถารา ปจุ ฺฉิโต “อิเม มํ ภนฺเต ภิกฺขู
ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ อ. ภกิ ษุ ท. เหลา่ นี ้ ยอ่ มดา่ ซง่ึ ข้าพระองค์ ดงั นี ้ ฯ อกฺโกสนฺตีติ อาห.
(อ. พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) วา่ ก็ อ. เธอ เป็นผ้นู งั่ แล้ว ในท่ีไหน “กหํ ปน ตฺวํ นิสนิ ฺโนสตี .ิ
ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ฯ (อ. พระเถระ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ “““““วออทนิหิเฏุิฏมฺฺา€€กราาตเมยตํชภฺเภภฌเนตนิกฺเตฺเฺขตปตอู ตจป.ิุ อ.ิฺจฏาคุ ฺ€คฺคาจมนฺฉนสนําฺตลกาาตยนทํ ฺติฏภ.ิฺ€นาฺเตต.ิ ติ.
(อ.ข้าพระองค์ เป็นผ้นู ง่ั แล้ว) ในศาลาเป็นที่บ�ำรุง ในทา่ มกลาง
แหง่ วหิ าร (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฯ (อ.พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) วา่
อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นี ้ มาอยู่ อนั เธอ เหน็ แล้วหรือ ดงั นี ้ ฯ (อ. พระเถระ
กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ (อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นี ้ มาอยู่
อนั ข้าพระองค์) เหน็ แล้ว ดงั นี ้ ฯ (อ. พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) วา่
อ.การต้อนรับ อนั เธอ ลกุ ขนึ ้ แล้ว กระท�ำแล้วหรือ ดงั นี ้ ฯ (อ. พระเถระ
กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ (อ. การต้อนรับ อนั ข้าพระองค์)
ไมก่ ระท�ำแล้ว ดงั นี ้ฯ
(อ. พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) วา่ อ. การรับซงึ่ บริขาร ของภิกษุ ท. “เตสํ ปริกฺขารคฺคหณํ เต อาปจุ ฺฉิตนฺต.ิ
เหลา่ นนั้ อนั เธอ ถามโดยเอือ้ เฟือ้ แล้วหรือ ดงั นี ้ ฯ (อ. พระเถระ “นาปจุ ฺฉิตํ ภนฺเตต.ิ
กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ (อ. การรบั ซงึ่ บริขาร อนั ข้าพระองค)์ “วตฺตํ วา ปานียํ วา อาปจุ ฺฉิตนฺต.ิ
ไมถ่ ามโดยเอือ้ เฟือ้ แล้ว ดงั นี ้ ฯ (อ. พระศาสดา ตรัสถามแล้ว) วา่ “นาปจุ ฺฉิตํ ภนฺเตต.ิ
อ. วตั ร หรือ หรือวา่ อ. นำ� ้ อนั บคุ คลพงึ ดม่ื (อนั เธอ) ถามโดยเออื ้ เฟือ้ แล้ว “อาสนํ อภิหริตฺวา ปาทสมพฺ าหนํ กตนฺต.ิ
หรือ ดงั นี ้ ฯ (อ. พระเถระ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ
(อ. วตั ร หรือ หรือวา่ อ. น�ำ้ อนั บคุ คลพงึ ด่ืม อนั ข้าพระองค์) ไมถ่ าม
โดยเออื ้ เฟือ้ แล้ว ดงั นี ้ ฯ (อ. พระศาสดา ตรสั ถามแล้ว) วา่ อ. การนวดซงึ่ เท้า
(อนั เธอ) น�ำไปเฉพาะแล้ว ซงึ่ อาสนะ กระท�ำแล้วหรือ ดงั นี ้ฯ
(อ. พระเถระ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ (อ. การนวด “น กตํ ภนฺเตต.ิ
ซงึ่ เท้า อนั ข้าพระองค์) ไมก่ ระท�ำแล้ว ดงั นี ้ฯ (อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) “ตสิ สฺ มหลลฺ กภิกฺขนู ํ สพฺพเมตํ วตฺตํ กตฺตพฺพํ,
วา่ ดกู ่อนตสิ สะ อ. วตั รนน่ั ทงั้ ปวง (อนั เธอ) พงึ กระท�ำ แก่ภิกษุผ้แู ก่ ท.,

36 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

อ. อนั (อนั เธอ) ผ้ไู มก่ ระท�ำอยู่ ซง่ึ วตั รนน่ั นงั่ ในทา่ มกลาง เอตํ อกโรนเฺ ตน วหิ ารมชเฺ ฌ นสิ ที ติ ํุ น มวํ ภฏฺนฏฺเตต;ิ
แหง่ วหิ าร ยอ่ มไมค่ วร ; อ. โทษ ของเธอนนั่ เทียว อ. เธอ ยงั ภิกษุ ท. ตเวว โทโส, เอเต ภิกฺขู ขมาเปหีติ. “เอเต
เหล่าน่ัน จงให้อดโทษ ดังนี ้ ฯ (อ.พระเถระ กราบทูลแล้ว) ว่า อกฺโกสสึ ,ุ นาหํ เอเต ขมาเปมีต.ิ “ตสิ ฺส มา เอวํ
ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ อ. ภิกษุ ท. เหลา่ นน่ั ดา่ แล้ว ซงึ่ ข้าพระองค์, กริ: ตเวว โทโส, ขมาเปหิ เนต.ิ “น ขมาเปมิ
อ. ข้าพระองค์ ยงั ภิกษุ ท. เหลา่ นนั่ จะให้อดโทษ หามิได้ ดงั นี ้ ฯ ภนฺเตต.ิ
(อ. พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ ดกู ่อนตสิ สะ (อ. เธอ) อยา่ กระท�ำแล้ว
อยา่ งนี ้ ; อ. โทษ ของเธอนน่ั เทียว, (อ. เธอ) ยงั ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้
จงให้อดโทษ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระเถระ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ
(อ.ข้าพระองค์) (ยงั ภิกษุ ท.) จะให้อดโทษ หามิได้ ดงั นี ้ ฯ
ครัง้ นนั้ อ. พระศาสดา (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ อถ สตฺถา “ทพุ ฺพโจ เอส ภนฺเตติ ภิกฺขหู ิ
อ. พระเถระนน่ั เป็นผ้อู นั บคุ คลพงึ วา่ ได้โดยยาก (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ วตุ ฺเต, “น ภิกฺขเว อิทาเนว, ปพุ ฺเพเปส ทพุ ฺพโจเย
อนั ภิกษุ ท. กราบทลู แล้ว, ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. (อ. ตสิ สะ) วาติ วตฺวา “อิทานิ ตาวสสฺ ภนฺเต ทพุ ฺพจภาโว
(เป็นผ้อู นั บคุ คลพงึ วา่ ได้โดยยาก ยอ่ มเป็น) ในกาลนีน้ น่ั เทียว หามิได้, อมเฺ หหิ าโต, อตีเต กิมกาลีติ วตุ ฺเต, “เตนหิ
อ. ตสิ สะนนั่ เป็นผ้อู นั บคุ คลพงึ วา่ ได้โดยยากนนั่ เทียว (ได้เป็นแล้ว) ภิกฺขเว สณุ าถาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ:
แม้ในกาลก่อน ดงั นี ้(ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ อ. ความที่
แหง่ พระเถระนนั้ เป็นผ้อู นั บคุ คลพงึ วา่ ได้โดยยาก อนั ข้าพระองค์ ท.
ทราบแล้ว ในกาลนี ้ ก่อน, (อ. พระเถระนนั้ ) ได้กระท�ำแล้ว ซงึ่ กรรม
อะไร ในกาลอนั ลว่ งไปแล้ว ดงั นี ้ (อนั ภิกษุ ท.) กราบทลู แล้ว, ตรัสแล้ว
วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. ถ้าอยา่ งนนั้ (อ. เธอ ท.) จงฟัง ดงั นี ้ ทรงน�ำมาแล้ว
ซงึ่ เร่ืองอนั ลว่ งไปแล้ว วา่ :
ในกาลอนั ลว่ งไปแล้ว ครัน้ เมื่อพระราชา ผ้เู ป็นใหญ่ในเมือง- อตีเต พาราณสยิ ํ พาราณสีราเช รชฺชํ กาเรนฺเต,
ช่ือวา่ พาราณสี (ทรงยงั บคุ คล) ให้กระท�ำอยู่ ซงึ่ ความเป็นแหง่ พระราชา เทวโล นาม ตาปโส จอตฏฺฺต€าโมรามเสาเสหนิมควรนํ ฺเอตปุ นวิสสสฺติ าฺวยา
ในเมืองชื่อวา่ พาราณสี,อ. ดาบส ชื่อวา่ เทวละ อยแู่ ล้ว ในป่ าหิมพานต์ โลณมพฺ ิลเสวนตฺถาย
สนิ ้ เดือน ท. ๘ เป็นผ้ใู คร่เพื่ออนั เข้าไปอาศยั ซงึ่ เมืองอยู่ ตลอดเดือน ท. วสติ กุ าโม หิมวนฺตโต อาคนฺตฺวา นครทฺวารปาลเก
๔ เพ่ือต้องการแก่อนั เสพซงึ่ รสเคม็ และรสเปรีย้ ว (เป็น) มาแล้ว ทิสฺวา ปจุ ฺฉิ “อิมํ นครํ สมปฺ ตฺตปพฺพชิตา กตฺถ
จากป่ าหิมพานต์ เหน็ แล้ว (ซงึ่ ชน ท.) ผ้รู ักษาซง่ึ ประตแู หง่ เมือง วสนฺตีต.ิ “กมุ ภฺ การสาลายํ ภนฺเตติ.
ถามแล้ว วา่ อ. บรรพชิตผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ท. ซงึ่ เมืองนี ้ยอ่ มอยู่ ในท่ีไหน
ดงั นี ้ฯ (อ. ชน ท. เหลา่ นนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ. บรรพชติ ท.
ยอ่ มอย)ู่ ในโรงแหง่ บคุ คลผ้กู ระท�ำซง่ึ หม้อ ดงั นี ้ ฯ
อ. ดาบสนนั้ ไปแล้ว สโู่ รงแหง่ บคุ คลผ้กู ระท�ำซงึ่ หม้อ ยืนแล้ว โส กมุ ภฺ การสาลํ คนฺตฺวา ทฺวาเร €ตฺวา “สเจ
ใกล้ประตู กลา่ วแล้ว วา่ ถ้าวา่ อ. ความไมห่ นกั ใจ แหง่ ทา่ น (ยอ่ มมี) เต อครุ , วเสยฺยาม เอกรตฺตึ สาลายนฺติ อาห .
ไซร้, (อ. เรา ท.) พงึ อยู่ ในโรง สนิ ้ ราตรีหนงึ่ ดงั นี ้ ฯ อ. บคุ คลผ้กู ระท�ำ กมุ ภฺ กาโร “ มยฺหํ รตฺตึ สาลายํ กิจฺจํ นตฺถิ,
ซงึ่ หม้อ (กลา่ วแล้ว) วา่ อ. กิจ ของกระผม ยอ่ มไมม่ ี ในโรง ในกลางคืน, มหตี สาลา, ยถาสขุ ํ วสถ ภนเฺ ตติ สาลํ นยิ ยฺ าเทส.ิ
อ. โรง ใหญ่, ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. ทา่ น ท. จงอยู่ ตามความสบาย ดงั นี ้ ตสมฺ ึ ปวสิ ติ ฺวา นิสนิ ฺเน, อปโรปิ นารโท นาม
มอบถวายแล้ว ซงึ่ โรง ฯ ครัน้ เมื่อดาบสนนั้ เข้าไปแล้ว นงั่ แล้ว, อ. ดาบส ตาปโส หิมวนฺตโต อาคนฺตฺวา กมุ ภฺ การํ เอกรตฺตวิ าสํ
ชื่อวา่ นารทะ แม้อื่นอีก มาแล้ว จากป่ าหิมพานต์ ขอแล้ว ซง่ึ การอยู่ ยาจิ.
สนิ ้ ราตรีหนง่ึ กะบคุ คลผ้กู ระท�ำซงึ่ หม้อ ฯ
อ. บคุ คลผ้กู ระท�ำซงึ่ หม้อ คดิ แล้ว วา่ อ. ดาบสผ้มู าแล้วก่อน กมุ ภฺ กาโร “ป€มาคโต อิมินา สทฺธึ เอกโต
เป็นผ้ใู คร่เพ่ืออนั อยู่ โดยความเป็นอนั เดียวกนั กบั ด้วยดาบสนี ้พงึ เป็น วสติ กุ าโม ภเวยฺย วา โน วา, อตฺตานํ ปริโมเจสสฺ ามีติ
หรือ หรือวา่ ( เป็นผ้ใู คร่เพื่ออนั อยู่ โดยความเป็นอนั เดียวกนั กบั จินฺเตตฺวา “สเจ ภนฺเต ป€มปุ คโต โรเจสสฺ ต,ิ
ด้วยดาบสนี)้ ไมพ่ งึ เป็น, (อ. เรา) จกั เปลอื ้ ง ซงึ่ ตน ดงั นี ้ กลา่ วแล้ว วา่ ตสสฺ รุจิยา วสถาติ อาห.
ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ถ้าวา่ อ. ดาบสผ้เู ข้าไปแล้วก่อน จกั ชอบใจไซร้,
(อ. ทา่ น ท.) จงอยู่ ตามความชอบใจ แหง่ ดาบสนนั้ ดงั นี ้ ฯ
อ. ดาบสนนั้ เข้าไปหาแล้ว ซง่ึ ดาบสช่ือวา่ เทวละนนั้ (กลา่ วแล้ว) โส ตํ อปุ สงฺกมิตฺวา “สเจ เต อาจริย อครุ,
วา่ ข้าแตอ่ าจารย์ ถ้าวา่ อ. ความไมห่ นกั ใจ แหง่ ทา่ น (ยอ่ มมี) ไซร้ , มยเมตฺถ เอกรตฺตึ วเสยฺยามาต.ิ “มหตี สาลา,
อ. กระผม ท. พงึ อยู่ ในท่ีนี ้ สนิ ้ ราตรีหนง่ึ ดงั นี,้ (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่
อ. โรง ใหญ่,

ผลิตสอื่ การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ตั ิธรรม วัดพระธรรมกาย 37

อ. ทา่ น เข้าไปแล้ว จงอยู่ ในท่ีสดุ แหง่ หนงึ่ ดงั นี ้ (อนั ดาบสนนั้ ) ปวิสติ ฺวา เอกมนฺเต วสาติ วตุ ฺเต, ปวสิ ติ ฺวา
กลา่ วแล้ว, เข้าไปแล้ว นง่ั แล้ว ในสว่ นอื่นอีก (แหง่ ดาบส) ผ้เู ข้าไปแล้ว ปเุ รตรํ ปวิฏฺ€สฺส อปรภาเค นิสที ิ.
ก่อนกวา่ ฯ
(อ. ดาบส ท.) แม้ทงั้ สอง กลา่ วแล้ว ซง่ึ วาจาเป็นเครอื่ งกลา่ ว อโุ ภปิ สาราณียํ กถํ กเถตฺวา, สยนกาเล
อนั เป็นท่ีตงั้ แหง่ ความระลกึ , ในกาลเป็นท่ีนอน อ. ดาบสชื่อวา่ นารทะ นารโท เทวลสสฺ นโิปสชฺชปนนฏฺ €เทานวโลจฺ ทฺวารจฺ
ก�ำหนดแล้ว ซง่ึ ท่ีเป็นท่ีนอนแหง่ ดาบสชื่อวา่ เทวละด้วย ซงึ่ ประตดู ้วย สลฺลกฺเขตฺวา นิปชฺชิ. นิปชฺชมาโน
นอนแล้ว ฯ สว่ นวา่ อ. ดาบสชื่อวา่ เทวละนนั้ เมื่อนอน ไมน่ อนแล้ว อตฺตโน นิปนชิสฺชนิ ิ.ฺนฏฺน€าาเรนโท อนิปชฺชิตฺวา ทฺวารมชฺเฌ
ในที่แหง่ ตนนงั่ แล้ว นอนแล้ว ขวาง ในทา่ มกลางแหง่ ประตู ฯ อ. ดาบส ตริ ิยํ รตฺตึ นิกฺขมนฺโต ตสสฺ
ช่ือวา่ นารทะ ออกไปอยู่ ในกลางคืน เหยียบแล้ว ที่ชฎา ท. ของดาบส ชฏาสุ อกฺกมิ.
ช่ือวา่ เทวละนนั้ ฯ
(ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ อ. ใคร เหยียบแล้ว ซง่ึ เรา ดงั นี ้ (อนั ดาบส “โก มํ อกฺกมีติ วตุ ฺเต, “อาจริย อหนฺติ
ชื่อว่าเทวละ) กล่าวแล้ว , (อ.ดาบสช่ือว่านารทะ) กล่าวแล้ว ว่า อาห. “กฏุ ชฏิล อรฺ โต อาคนฺตฺวา มม ชฏาสุ
ข้าแตอ่ าจารย์ อ. กระผม ดงั นี ้ ฯ (อ. ดาบสชื่อวา่ เทวละ) (กลา่ วแล้ว) อกฺกมสีต.ิ
วา่ ดกู ่อนชฎิลโกง (อ. ทา่ น) มาแล้ว จากป่ า ยอ่ มเหยียบ ที่ชฎา ท.
ของเรา ดงั นี ้ฯ
(อ. ดาบสชื่อวา่ นารทะ) กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตอ่ าจารย์ (อ. กระผม) “อาจริย ตมุ หฺ ากํ อิธ นิปนฺนภาวํ น ชานามิ,
ยอ่ มไมร่ ู้ ซง่ึ ความที่ แหง่ ทา่ น ท. เป็นผ้นู อนแล้ว ในที่นี,้ อ. ทา่ น ท. ขมถ เมติ วตฺวา ตสสฺ กนฺทนฺตสฺเสว, พหิ นิกฺขมิ.
ขอจงอดโทษ ตอ่ กระผมเถิด ดงั นี ้เม่ือดาบสชื่อวา่ เทวละนนั้ คร่�ำครวญ อิตโร “อยํ ปวิสนฺโตปิ มํ อกฺกเมยฺยาติ ปริวตฺเตตฺวา
อยู่น่ันเทียว, ออกไปแล้ว ในภายนอก ฯ อ. ดาบสชื่อว่าเทวละ ปาทฏฺ €าเน สสี ํ กตฺวา นิปชฺชิ.
นอกนี ้ (คดิ แล้ว) วา่ อ. ดาบสนี ้ แม้เข้าไปอยู่ พงึ เหยียบ ซงึ่ เรา ดงั นี ้
เป็นไปรอบแล้ว นอนแล้ว กระท�ำ ซงึ่ ศีรษะ ในท่ีแหง่ เท้า ฯ
แม้ อ. ดาบสชื่อวา่ นารทะ เข้าไปอยู่ คดิ แล้ว วา่ อ. เรา ผิดแล้ว นารโทปิ ปวสิ นฺโต “ ป€มมปฺ าหํ อาจริเย
ในอาจารย์ แม้ก่อน, ในกาลนี ้ (อ. เรา) จกั เข้าไป โดยข้างแหง่ เท้า อปรชฺฌ,ึ อิทานิสฺส ปาทปสฺเสน ปวิสสิ สฺ ามีติ
ของอาจารย์นนั้ ดงั นี ม้ าอยู่เหยียบแล้วท่ีคอ,(ครัน้ เม่ือค�ำ)วา่ อ.ใครนนั่ จินฺเตตฺวา อาคจฺฉนฺโต คีวาย อกฺกมิ, “โก เอโสติ
ดงั นี ้ (อนั ดาบสชื่อวา่ เทวละ) กลา่ วแล้ว, กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตอ่ าจารย์ วตุ ฺเต, “อหํ อาจริยาติ วตฺวา “กฏุ ชฏิล ป€มํ ชฏาสุ
อ. กระผม ดงั นี ้ (ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ ดกู ่อนชฎิลโกง (อ. ทา่ น) เหยียบแล้ว อกฺกมิตฺวา อิทานิ คีวาย อกฺกมส,ิ อภิสปิ สฺสามิ
ท่ีชฎา ท. ก่อน ยอ่ มเหยียบ ท่ีคอ ในกาลนี,้ (อ.เรา) จกั แชง่ ซง่ึ ทา่ น ดงั นี ้ ตนฺติ วตุ ฺเต, “อาจริย มยฺหํ โทโส นตฺถิ, อหํ ตมุ หฺ ากํ
(อนั ดาบสช่ือวา่ เทวละ) กลา่ วแล้ว , กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตอ่ าจารย์ เอวํ นิปนฺนภาวํ น ชานามิ, `ป€มํปิ เม อปราธํ
อ. โทษ ของกระผม ยอ่ มไมม่ ,ี อ. กระผม ยอ่ มไมร่ ู้ ซงึ่ ความทแ่ี หง่ ทา่ น ท. อตฺถิ, เอมิทตาิ นอิาปหา. ทปส“เฺกสฏุ นชฏปิลวสิ อสิ ภสฺ ิสามปิีตสิฺสาปมวิ ฏิ ฺตโ€นมฺตหฺ ิ ิ.,
เป็นผ้นู อนแล้วอยา่ งนี,้ อ. กระผม เป็นผ้เู ข้าไปแล้ว (ด้วยความคดิ ) วา่ ขมถ
อ. ความผิดแม้ครัง้ ท่ีหนงึ่ แหง่ เรา มีอย,ู่ ในกาลนี ้ อ. เรา จกั เข้าไป “มา เอวํ อกริตฺถ อาจริยาต.ิ
โดยข้างแหง่ เท้า ดงั นี ้ ยอ่ มเป็น อ. ทา่ น ท. ขอจงอดโทษ ตอ่ กระผมเถิด
ดงั นี ้ ฯ (อ. ดาบสช่ือวา่ เทวละ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนชฎิลโกง อ. เรา
จกั แชง่ ซง่ึ ทา่ น ดงั นี ้ ฯ (อ. ดาบสช่ือวา่ นารทะ กลา่ วแล้ว) วา่
ข้าแตอ่ าจารย์ อ. ทา่ น ท. อยา่ ได้กระท�ำแล้ว อยา่ งนี ้ดงั นี ้ ฯ
อ. ดาบสช่ือวา่ เทวละนนั้ ไมเ่ อือ้ เฟือ้ แล้ว ซงึ่ ค�ำ ของดาบสช่ือวา่ โส ตสฺส วจนํ อนาทยิตฺวา
นารทะนนั้ แชง่ แล้ว ซงึ่ ดาบสช่ือวา่ นารทะนนั้ นน่ั เทียว วา่

อ. พระอาทิตย์ มีรศั มีอนั บณั ฑิตก�ำหนดแลว้ ดว้ ยพนั มีเดช- “สหสสฺ รํสิ สตเตโช สรุ ิโย ตมวิโนทโน,
อนั บณั ฑิตก�ำหนดแลว้ ดว้ ยร้อย มีอนั บรรเทาซึ่งมืดเป็นปกติ, ปาโต อทุ ยนเฺ ต สรุ ิเย มทุ ฺธา เต ผลตุ สตฺตธาติ
ครนั้ เมือ่ พระอาทิตย์ ข้ึนไปอยู่ ในเวลาเชา้ อ. ศีรษะ ของท่าน ตํ อภิสปิ เยว.
จงแตก โดยส่วนเจ็ด ดงั นี้ ฯ

อ. ดาสบชื่อวา่ นารทะ กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตอ่ าจารย์ อ. โทษ นารโท “อาจริย มยฺหํ โทโส นตฺถิ,
ของกระผม ยอ่ มไมม่ ี,

38 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

เม่ือกระผม กลา่ วอยนู่ นั่ เทียว, อ. ทา่ น ท. แชง่ แล้ว , อ. โทษ มม วทนฺตสฺเสว, ตมุ เฺ ห อภิสปิ ตฺถ, ยสฺส โทโส
ของบคุ คลใด มีอย;ู่ อ.ศรีษะ ของบคุ คลนนั้ จงแตก (อ. ศีรษะ) อตฺถิ; ตสสฺ มทุ ฺธา ผลตุ มา นิทฺโทสสสฺ าติ วตฺวา
ของบคุ คลผ้ไู มม่ ีโทษ จงอยา่ แตก ดงั นี ้แชง่ แล้ว วา่

อ. พระอาทิตย์ มีรศั มีอนั บณั ฑิตก�ำหนดแลว้ ดว้ ยพนั “สหสฺสรํสิ สตเตโช สรุ ิโย ตมวิโนทโน,
มีเดชอนั บณั ฑิตก�ำหนดแลว้ ดว้ ยร้อย มีอนั บรรเทาซึ่งมืดเป็นปกติ, มทุ ฺธา เต ผลตุ สตฺตธาติ
ครน้ั เมือ่ พระอาทิตย์ ข้ึนไปอยู่ ในเวลาเชา้ อ. ศีรษะ ของท่าน ปาโต อทุ ยนเฺ ต สรุ ิเย
จงแตก โดยส่วนเจ็ด ดงั นี้ ฯ
อภิสปิ .

ก็ (อ. ดาบสชื่อวา่ นารทะ) นนั้ เป็นผ้มู ีอานภุ าพมาก (เป็น) จตฺตาโสฬีสปานติ มหานภุ าโว “อตีเต จตฺตาฬีส อนาคเต
ยอ่ มตามระลกึ ได้ ซง่ึ กปั ป์ แปดสบิ ท. คือ (ซง่ึ กปั ป์ ท.) ส่สี บิ ในกาล อสีตกิ ปเฺ ป อนสุ สฺ รต;ิ ตสมฺ า “ กสฺส
อนั ลว่ งไปแล้ว (ซงึ่ กปั ป์ ท.) สสี่ บิ ในกาลอนั ไมม่ าแล้ว; เพราะเหตนุ นั้ นุ โข อปุ ริ สาโป ปตสิ ฺสตีติ อปุ ธาเรนฺโต
(อ. ดาบสนนั้ ) ใคร่ครวญอยู่ วา่ อ. ความแชง่ จกั ตกไป ในเบือ้ งบน “อาจริยสสฺ าติ ตฺวา ตสฺมึ อนกุ มปฺ ํ ปฏิจฺจ
แหง่ ใครหนอแล ดงั นี ้ รู้แล้ว วา่ (อ. ความแชง่ จกั ตกไป ในเบือ้ งบน) อิทฺธิพเลน อรุณคุ ฺคมนํ นิวาเรส.ิ
แหง่ อาจารย์ ดงั นี ้อาศยั แล้ว ซงึ่ ความเอน็ ดู ในอาจารย์นนั้ ห้ามแล้ว
ซง่ึ การขนึ ้ ไปแหง่ อรุณ ด้วยก�ำลงั แหง่ ฤทธิ์ ฯ

(อ.ชน ท.) ผ้อู ยใู่ นเมือง ครัน้ เม่ืออรุณ ไมข่ นึ ้ ไปอยู่ , ไปแล้ว นาครา อรุเณ อนคุ ฺคจฺฉนฺเต, ราชทฺวารํ คนฺตฺวา
สปู่ ระตแู หง่ พระราชา คร�่ำครวญแล้ว วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้สู มมตเิ ทพ “เทว ตยิ รชฺชํ กาเรนฺเต, อรุโณ น อฏุ ฺ€าต,ิ อรุณํ
ครนั้ เมอื่ พระองค์ (ทรงยงั บคุ คล) ให้กระทำ� อยู่ ซง่ึ ความเป็นแหง่ พระราชา, โน อฏุ ฺ€าเปหีติ กนฺทสึ .ุ
อ.อรุณ ยอ่ มไมต่ งั้ ขนึ ้ , (อ.พระองค์) ขอจงทรงยงั อรุณให้ตงั้ ขนึ ้
แก่ข้าพระองค์ ท. ดงั นี ้ฯ

อ. พระราชา ทรงตรวจดอู ยู่ (ซง่ึ กรรม ท.) มีกายกรรมเป็นต้น ราชา อตฺตโน กายกมมฺ าทีนิ โอโลเกนฺโต กิฺจิ
ของพระองค์ ไมท่ รงเหน็ แล้ว (ซง่ึ กรรม) อนั ไมค่ วรแล้ว อะไร ๆ อยตุ ฺตํ อทิสฺวา “กึ นุ โข การณนฺติ จินฺเตตฺวา
ทรงดำ� ริแล้ว วา่ อ. เหตุ อะไร หนอแล ดงั นี ้ทรงระแวงอยู่ วา่ อนั ความววิ าท “ปพฺพชิตานํ วิวาเทน ภวิตพฺพนฺติ ปริสงฺกมาโน
แหง่ บรรพชิต ท. พงึ มี ดงั นี ้ตรัสถามแล้ว วา่ อ. บรรพชิต ท. ในเมืองนี ้ “กจฺจิ อิมสมฺ ึ นคเร ปพฺพชิตา อตฺถีติ ปจุ ฺฉิ .
มีอยู่ แลหรือ ดงั นี ้ฯ

(ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้สู มมตเิ ทพ (อ. บรรพชิต ท.) “หิยฺโย สายํ กมุ ภฺ การสาลํ อาคตา อตฺถิ เทวาติ
ผ้มู าแล้ว สโู่ รงแหง่ บคุ คลผ้กู ระท�ำซง่ึ หม้อ ในเวลาเยน็ ในวนั วาน มีอยู่ วตุ ฺเต, ตํขณเฺ ว ราชา อกุ ฺกาหิ ธาริยมานาหิ
ดงั นี ้ (อนั ราชบรุ ุษ ท.) กราบทลู แล้ว, ในขณะนนั้ นน่ั เทยี ว อ. พระราชา ตตฺถ คนฺตฺวา นารทํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสนิ ฺโน อาห
ด้วยทงั้ คบเพลงิ ท. (อนั ราชบรุ ุษ ท.) ทรงไว้อยู่ เสดจ็ ไปแล้ว ในท่ีนนั้
ทรงไหว้แล้ว ซง่ึ ดาบสช่ือวา่ นารทะ ประทบั นง่ั แล้ว ณ ที่สดุ แหง่ หนง่ึ
ตรัสแล้ว วา่

ขา้ แต่พระดาบสชือ่ ว่านารทะ อ.การงาน ท. ของชมพทู วีป “กมฺมนตฺ า นปปฺ วตฺตนตฺ ิ ชมฺพทู ีปสสฺ นารท,
ย่อมไม่เป็นไปทว่ั , อ.โลก เป็นโลกมืดเป็นแลว้ เพราะเหตอุ ะไร เกน โลโก ตโมภูโต? ตํ เม อกฺขาหิ ปจุ ฺฉิโตติ.
(ย่อมเป็น) ? (อ.ท่าน) ผูอ้ นั ขา้ พเจ้าถามแลว้ จงบอก
ซึ่งเหตนุ นั้ แก่ขา้ พเจ้า ดงั นี้ ฯ

อ. ดาบสช่ือวา่ นารทะ กราบทลู แล้ว ซงึ่ เรื่องอนั เป็นไปทวั่ ทงั้ ปวง นารโท สพฺพํ ปวตฺตึ อาจิกฺขิตฺวา “อิมินา
(กราบทลู แล้ว)วา่ อ.อาตมภาพ เป็นผ้อู นั ดาบสนีแ้ ชง่ แล้ว เพราะเหตนุ ี ้ การเณนาหํ อิมินา อภิสปิ โต, อถาหํ `มยฺหํ โทโส
(ยอ่ มเป็น), ครัน้ เมอื่ ความเป็นอยา่ งนนั้ (มอี ย)ู่ อ. อาตมภาพ กลา่ วแล้ว นตฺถิ, ยสสฺ โทโส อตฺถิ;
วา่ อ. โทษ ของกระผม ยอ่ มไมม่ ี, อ. โทษ ของบคุ คลใด มีอย;ู่

ผลิตส่อื การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม วดั พระธรรมกาย 39

อ. ความแชง่ จงตกไป ในเบือ้ งบน แหง่ บคุ คล นนั้ นน่ั เทียว ดงั นี ้ ตสเฺ สว อปุ ริ สาโป ปตตตู ิ วตฺวา อภิสปึ ;
แชง่ แล้ว; ก็แล (อ.อาตมภาพ) ครัน้ แชง่ แล้ว ใคร่ครวญอยู่ วา่ อภิสปิ ตฺวา จ ปน `กสสฺ นโุ ข อปุ ริ สาโป ปตสิ สฺ ตีติ
อ. ความแชง่ จกั ตกไป ในเบือ้ งบน แหง่ ใคร หนอแล ดงั นี ้ เหน็ แล้ว อปุ ธาเรนฺโต `สรุ ิยคุ ฺคมนเวลาย อาจริยสฺส มทุ ฺธา
วา่ อ. ศีรษะ ของอาจารย์ จกั แตก โดยสว่ นเจ็ด ในเวลาเป็นท่ีขนึ ้ ไป สตฺตธา ผลสิ ฺสตีติ ทิสวฺ า เอตสมฺ ึ อนกุ มปฺ ํ ปฏิจฺจ
แหง่ พระอาทิตย์ ดงั นี ้ อาศยั แล้ว ซง่ึ ความอนเุ คราะห์ ในอาจารย์นน่ั อรุณสสฺ อคุ ฺคนฺตํุ น เทมีต.ิ
ยอ่ มไมใ่ ห้ เพ่ืออนั ขนึ ้ ไป แหง่ อรุณ ดงั นี ้ฯ (อ. พระราชา ตรัสถามแล้ว)
วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ก็ อ. อนั ตราย ไมพ่ งึ มี แก่ดาบสชื่อวา่ เทวละนนั้ “กถํ ปนสฺส ภนฺเต อนฺตราโย น ภเวยฺยาต.ิ
อยา่ งไร ดงั นี ้ ฯ (อ. ดาบสชื่อวา่ นารทะ กราบทลู แล้ว) วา่ ถ้าวา่ “สเจ มํ ขมาเปยฺย, น ภเวยฺยาต.ิ
(อ. ดาบสชื่อวา่ เทวละ) ยงั อาตมภาพ พงึ ให้อดโทษไซร้, (อ. อนั ตราย) “เตนหิ ขมาเปหีต.ิ
ไมพ่ งึ มี ดงั นี ้ ฯ (อ. พระราชา ตรัสแล้ว) วา่ ถ้าอยา่ งนนั้ อ. ทา่ น “เอโส มํ ชฏาสุ จ คีวาย จ อกฺกมิ, นาหํ
(ยงั ดาบสชื่อวา่ นารทะ) จงให้อดโทษเถิด ดงั นี ้ฯ (อ.ดาบสช่ือวา่ เทวละ เอตํ กฏุ ชฏิลํ ขมาเปมีติ.
กราบทลู แล้ว) วา่ อ. ชฎิลนน่ั เหยียบแล้ว ซงึ่ อาตมภาพ ท่ีชฎา ท. ด้วย “ขมาเปหิ ภนฺเต, มา เอวํ กรีต.ิ
ที่คอด้วย, อ. อาตมภาพ จะไมย่ งั ชฎิลโกงนน่ั ให้อดโทษ ดงั นี ้ ฯ “น ขมาเปมีต.ิ
(อ. พระราชา ตรัสแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ. ทา่ น ยงั ดาบส
ชื่อวา่ นารทะ จงให้อดโทษเถิด , อ. ทา่ น อยา่ กระท�ำแล้ว อยา่ งนี ้
ดงั นี ้ ฯ (อ.ดาบสชื่อวา่ เทวละ กราบทลู แล้ว) วา่ อ. อาตมภาพ
จะไมย่ งั ชฎิลโกง ให้อดโทษ ดงั นี ้ ฯ

(ครัน้ เม่ือพระด�ำรัส) วา่ อ. ศีรษะ ของทา่ น จกั แตก โดยสว่ นเจ็ด “มุทฺธา เต สตฺตธา ผลิสฺสตีติ วุตฺเตปิ ,
ดงั นี ้ (อนั พระราชา) แม้ตรัสแล้ว, (อ. ดาบสชื่อวา่ เทวละ) ไมย่ งั ดาบส น ขมาเปสเิ ยว.
ช่ือวา่ นารทะให้อดโทษแล้วนน่ั เทียว ฯ ครัง้ นนั้ อ. พระราชา (ตรัสแล้ว) อถ นํ ราชา “น ตฺวํ อตฺตโน รุจิยา ขมาเปสฺสสีต,ิ
กะดาบสช่ือวา่ เทวละนนั้ วา่ อ. ทา่ น จกั ไมย่ งั ดาบสช่ือวา่ นารทะ หตฺถปาทกจุ ฺฉิคีวาสุ ตํ คาหาเปตฺวา นารทสฺส
ให้อดโทษ ตามความชอบใจ ของตนหรือ ดงั นี,้ ทรงยงั ราชบรุ ุษ ท. ปาทมเู ล โอนมาเปส.ิ
ให้จบั แล้ว ซงึ่ ดาบสช่ือวา่ เทวละนนั้ ที่มือและเท้าและท้องและคอ ท.
ทรงยงั ดาบสช่ือวา่ เทวละ ให้น้อมลงแล้ว ณ ท่ี ใกล้แหง่ เท้า ของดาบส
ชื่อวา่ นารทะ ฯ อ. ดาบสช่ือวา่ นารทะกลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตอ่ าจารย์ “มหานราารชโทนา“ยอํ ฏุ ยฺเ€ถหาิมอเนานจริยข,มาขเมปาตมิ,ิ เตติ วตฺวา
อ. ทา่ น จงลกุ ขนึ ้ เถิด, อ. กระผม ยอ่ มอดโทษ ตอ่ ทา่ น ดงั นี ้ อวทิ เู ร เอโก
กราบทลู แล้ว วา่ ดกู ่อนมหาบพิตร อ. ดาบสนี ้ (ยงั อาตมภาพ) สโร อตฺถิ, ตตฺถ นํ สเี ส มตฺตกิ าปิ ณฺฑํ กตฺวา
ยอ่ มให้อดโทษ ตามใจอยา่ งไร หามิได้, อ. สระ แหง่ หนง่ึ มีอยู่ คลปปฺ มาเณ อทุ เก €ปาเปหีติ อาห.
ในทอ่ี นั ไมไ่ กล, อ. พระองค์ ทรงกระทำ� แล้ว ซง่ึ ก้อนแหง่ ดนิ เหนยี ว บนศรี ษะ
(ทรงยงั ราชบรุ ุษ ท.) จงให้พกั ไว้ ซง่ึ ดาบสนนั้ ในน�ำ้ มีคอเป็นประมาณ
ในสระนนั้ ดงั นี ้ ฯ อ. พระราชา (ทรงยงั ราชบรุ ุษ ท.) ให้กระท�ำแล้ว ราชา ตถา กาเรส.ิ นารโท เทวลํ อามนฺเตตฺวา
อยา่ งนนั้ ฯ อ. ดข้าาบแตสอ่ชา่ือจวาา่ รนยา์ รทคะรัน้เรเีมยก่ือมฤทาแธลิ์ ้วอซนั ง่ึกดราะบผสมชค่ือลวา่าเยทแวลล้วะ, อ“ออฏตุุ าฺฺต€จหรริตนิยฺวฺเตา,มคยตจาฺวฺเฉํ ยออฺยทุิทาเฺธกสิยตี าินิมอวชุาิสฺชหสฺิต. ฏฺวฺา€ายอ,สฺเรุ ิยนสน€ฺตาเานเปน
กลา่ วแล้ว วา่
ครัน้ เมื่อความร้อนพร้อมแหง่ พระอาทิตย์ ตงั้ ขนึ ้ อย,ู่ อ. ทา่ น ด�ำลงแล้ว
ในน�ำ้ ข้ามขนึ ้ แล้ว พงึ ไป โดยที่ อ่ืน ดงั นี ้ ฯ อ. ก้อนแหง่ ดนิ เหนียว สตฺตธตาสฺสผล.ิสรุโสิยรํนสิหีมิชุ ฺชสิตมฺวผฺ าฏุ ฺ€อมตเฺ ฺโตวน มตฺตกิ าปิ ณฺโฑ
(บนศรี ษะ) ของดาบสนนั้ อนั สกั วา่ อนั รศั มแี หง่ พระอาทติ ย์ ท. ถกู ต้องแลว้ เทยี ว €าเนน ปลายิ.
แตกแล้ว โดยสว่ นเจ็ด ฯ อ. ดาบสนนั้ ด�ำลงแล้ว หนีไปแล้ว โดยท่ีอื่น
(ดงั นี)้ ฯ
อ. พระศาสดา ครัน้ ทรงน�ำมาแล้ว ซงึ่ พระธรรมเทศนานี ้ ตรัสแล้ว สตฺถา อิมํ ธมมฺ เทสนํ อาหริตฺวา “ตทา ภิกฺขเว
วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. อ. พระราชา ในกาลนนั้ เป็นอานนท์ ได้เป็นแล้ว ราชา อานนฺโท อโหส,ิ เทวโล ตสิ โฺ ส, นารโท อหเมว,
(ในกาลนี)้, อ. ดาบสช่ือวา่ เทวละ (ในกาลนนั้ ) เป็นตสิ สะ (ได้เป็นแล้ว เอวํ ตทาเปส ทพุ ฺพโจเยวาติ วตฺวา ตสิ สฺ ตฺเถรํ
ในกาลน)ี ้, อ. ดาบสชอื่ วา่ นารทะ (ในกาลนนั้ ) เป็นเรานน่ั เทยี ว (ได้เป็นแล้ว อามนฺเตตฺวา “ตสิ สฺ ภิกฺขโุ น หิ `อสเุ กนาหํ อกฺกฏุ ฺโ€,
ในกาลนี)้ , อ. ตสิ สะนนั่ เป็นผ้อู นั บคุ คล พงึ วา่ ได้โดยยากนน่ั เทียว
(ได้เป็นแล้ว) แม้ในกาลนนั้ อยา่ งนี ้ ดงั นี ้ ตรัสเรียกมาแล้ว ซงึ่ พระเถระ
ชื่อวา่ ตสิ สะ ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนตสิ สะ ก็ เมื่อภิกษุ คดิ อยู่ วา่ อ. เรา
เป็นผ้อู นั บคุ คลโน้นดา่ แล้ว (ยอ่ มเป็น),

40 ธรรมบทภาคที่ ๑ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี

เป็นผ้อู นั บคุ คลโน้นประหารแล้ว (ยอ่ มเป็น), เป็นผ้อู นั บคุ คลโน้นชนะแล้ว อสเุ กน ปหโฏ, อสเุ กน ชิโต, อสโุ ก เม ภณฺฑํ
(ยอ่ มเป็น), อ. บคุ คลโน้น ได้ลกั แล้ว ซง่ึ สง่ิ ของ ของเรา ดงั นี ้ อหาสีติ จินฺเตนฺตสสฺ เวรนฺนาม น วปู สมมฺ ต;ิ เอวํ
ช่ือ อ. เวร ยอ่ มไมเ่ ข้าไปสงบวิเศษ; แตว่ า่ (เมื่อภิกษุ) ไมเ่ ข้าไปผกู ไว้อยู่ ปน อนปุ นยฺหนฺตสฺเสว อปุ สมมฺ ตีติ วตฺวา อิมา คาถา
(ซง่ึ ความโกรธ) อยา่ งนนี ้ น่ั เทยี ว (อ. เวร) ยอ่ มเข้าไปสงบ ดงั นี ้ ได้ตรสั แล้ว อภาสิ
ซงึ่ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่

ก็ อ.ชน ท.เหล่าใด ย่อมเขา้ ไปผูกไว้ ซึ่งความโกรธนนั้ ว่า “อกฺโกจฺฉิ มํ, อวธิ มํ, อชินิ มํ, อหาสิ เม,
(อ.บคุ คลโนน้ ) ด่าแลว้ ซึ่งเรา, (อ.บคุ คลโนน้ ) ไดฆ้ ่าแลว้ เย จ ตํ อปุ นยฺหนตฺ ิ, เวรํ เตสํ น สมฺมติ.
ซ่ึงเรา, (อ.บคุ คลโนน้ ) ไดช้ นะแลว้ ซึ่งเรา, (อ.บคุ คลโนน้ ) `อกฺโกจฺฉิ มํ, อวธิ มํ, อชินิ มํ, อหาสิ เม,’
ไดล้ กั แลว้ (ซ่ึงสิ่งของ) ของเรา (ดงั นี)้ , อ.เวร ของชน ท. เย จ ตํ นูปนยฺหนตฺ ิ, เวรํ เตสูปสมฺมตีติ.
เหล่านน้ั ย่อมไม่สงบ ฯ ส่วนว่า อ.ชน ท. เหล่าใด
ย่อมไม่เขา้ ไปผูกไว้ ซ่ึงความโกรธนนั้ ว่า (อ.บคุ คลโนน้ ) ด่าแลว้
ซึ่งเรา, (อ.บคุ คลโนน้ ) ไดฆ้ ่าแลว้ ซ่ึงเรา, (อ.บคุ คลโนน้ )
ไดช้ นะแลว้ ซ่ึงเรา, (อ.บคุ คลโนน้ ) ไดล้ กั แลว้ (ซึ่งส่ิงของ)
ของเรา ดงั นี้ อ.เวร ของชน ท. เหล่านน้ั ย่อมเขา้ ไปสงบ ดงั นี้ ฯ

(อ. อรรถ) วา่ ดา่ แล้ว (ดงั นี)้ ในบท ท. เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ ตตฺถ “อกโฺ กจฉฺ ีต:ิ อกฺโกส.ิ
อกโฺ กจฉฺ ิ ดงั นี ้ฯ (อ. อรรถ) วา่ ประหารแล้ว (ดงั นี)้ (แหง่ บท) วา่ อวธีต;ิ ปหริ.
อวธิ ดงั นี ้ ฯ (อ. อรรถ) วา่ ได้ชนะแล้ว ซง่ึ เรา ด้วยการยงั พยานโกง อชนิ ีต:ิ กฏุ สกฺขึ โอตารเณน วา วาทปปฺ ฏิวาเทน
ให้ข้ามลงหรือ หรือวา่ ด้วยการกลา่ วและการกลา่ วตอบ หรือวา่ วา กรณตุ ฺตริยกรเณน วา มํ อเชส.ิ
ด้วยการกระท�ำให้ยิ่งกวา่ การกระท�ำ (ดงั นี)้ (แหง่ บท) วา่ อชนิ ิ ดงั นี ้ ฯ อหาสีต:ิ มม สนฺตกํ วตฺถาทีสุ ยงฺกิฺจิเทว
(อ. อรรถ) วา่ ลกั แล้ว ในวตั ถุ ท. มผี ้าเป็นต้นหนา ซง่ึ วตั ถอุ ยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ อวหริ.
นนั่ เทยี ว อนั เป็นของมอี ยู่ แหง่ เรา (ดงั น)ี ้ (แหง่ บท) วา่ อหาสิ ดงั นี ้ ฯ
(อ. อรรถ) วา่ (อ. ชน ท.) เหลา่ ใดเหลา่ หนงึ่ คือ อ. เทพ ท. หรือ เย จ ตนฺต:ิ เยเกจิ เทวา วา มนสุ สฺ า วา
หรือวา่ คือ อ. มนษุ ย์ ท. คือ อ. คฤหสั ถ์ ท. หรือ หรือวา่ คือ อ. บรรพชิต วคตหฺถฏกฺุ €ํ าโกวธาํ ปพฺพชิตา วา ตํ `อกฺโกจฺฉิ มนฺตอิ าทิ
ท. ยอ่ มเข้าไปผกู ไว้ ซง่ึ ความโกรธนนั้ คือวา่ อนั มีค�ำวา่ (อ. บคุ คลโน้น) สกฏธรุ ํ วิย นทฺธินา ปตู มิ จฺฉาทีนิ วยิ
ดา่ แล้ว ซง่ึ เรา ดงั นีเ้ป็นต้นเป็นวตั ถุ ราวกะ (อ. ชน ท. ) (ขนั อย)ู่ ซง่ึ แอก จ กสุ าทีหิ ปนุ ปปฺ นุ ํ เวเ€นฺตา อปุ นยฺหนฺต,ิ เตสํ
แหง่ เกวียน ด้วยชะเนาะด้วย ราวกะ (อ. ชน ท.) หอ่ อยู่ ซง่ึ วตั ถุ ท. สกึ อปุ ปฺ นฺนํ เวรํ น สมมฺ ติ น อปุ สมมฺ ต.ิ
มีปลาอนั เนา่ เป็นต้น ด้วยวตั ถุ ท. มีหญ้าคาเป็นต้น บอ่ ย ๆ ด้วย, อ. เวร
ของชน ท. เหลา่ นนั้ อนั เกิดขนึ ้ แล้ว คราวเดียว ยอ่ มไมส่ งบ คือวา่
ยอ่ มไมเ่ ข้าไปสงบ (ดงั นี)้ (แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ เย จ ตํ ดงั นี ้
เป็นต้น ฯ

(อ. อรรถ) วา่ (อ. ชน ท. เหลา่ ใด ยอ่ มไมเ่ ข้าไปผกู ไว้ ซง่ึ ความ เย จ ตํ นูปนยหฺ นฺตตี :ิ อสตอิ มนสกิ ารวเสน
โกรธ นนั้ คือวา่ อนั มีเหตมุ ีการดา่ เป็นต้นเป็นท่ีตงั้ ด้วยอ�ำนาจ วา กมมฺ ปจฺจเวกฺขณวเสน วา เย ตํ อกฺโกสาทิวตฺถกุ ํ
แหง่ ความไมร่ ะลกึ ถงึ และการไมก่ ระทำ� ไว้ในใจ หรือ หรือวา่ ด้วยอำ� นาจ โกธํ “ตยาปิ โกภจวิสิ สฺ นติท,ิ ฺโกทฏู โสสกปฺขรุึ ิมโอภตเวาเรตอฺวกาฺกชฏุ ฺิโโต€
แหง่ การพิจารณาซงึ่ กรรม อยา่ งนี ้ วา่ (อ. บคุ คล) ผ้มู ีโทษออกแล้ว ภวิสสฺ ต,ิ ปหโฏ
บางคน เป็นผ้แู ม้อนั ทา่ นดา่ แล้ว ในภพอนั มีในก่อน จกั เป็น, (อ. บคุ คล ภวิสสฺ ติ , กสสฺ จิ เต ปสยฺห กิจฺ ิ อจฺฉินฺนํ
ผ้มู ีโทษออกแล้ว บางคน) เป็นผู้ (อนั ทา่ น) ประหารแล้ว จกั เป็น, ภวสิ สฺ ต;ิ ตสฺมา นิทฺโทโส หตุ ฺวาปิ อกฺโกสาทีนิ
(อ. บคุ คล ผ้มู ีโทษออกแล้ว บางคน) เป็นผู้ (อนั ทา่ น) ยงั พยานโกง ปาปณุ าสีติ เอวํ น อปุ นยฺหนฺต,ิ เตสํ ปมาเทน
ให้ข้ามลงแล้ว ชนะแล้ว จกั เป็น, (อ.ภณั ฑะ) อะไร ๆ ของใครๆ เป็นของ อปุ ปฺ นฺนมปฺ ิ เวรํ อิมินา อนปุ นยฺหเนน นิรินฺธโน วยิ
อนั ทา่ น ครอบง�ำแล้ว แยง่ ชิงเอาแล้ว จกั เป็น; เพราะเหตนุ นั้ อ. ทา่ น ชาตเวโท อปุ สมมฺ ตีต.ิ
เป็นผ้มู ีโทษออกแล้ว แม้เป็น จะถงึ (ซง่ึ เหตุ ท.) มีการดา่ เป็นต้น ดงั นี ้
(อ. เวร) ของชน ท. เหลา่ นนั้ แม้อนั เกิดขนึ ้ แล้ว เพราะความประมาท
ยอ่ มเข้าไปสงบ ด้วยการไมเ่ ข้าไปผกู ไว้นี ้ อยา่ งนี ้ ราวกะ อ. ไฟอนั เกดิ แล้ว
อนั ไมม่ ีเชือ้ ดงั นี ้ (แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ เย จ ตํ นูปนยหฺ นฺติ
ดงั นี ้ฯ

ผลติ สื่อการเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม วดั พระธรรมกาย 41

ในกาลเป็นทสี่ ดุ ลงรอบแหง่ เทศนา อ. ภกิ ษแุ สนหนงึ่ ท. บรรลแุ ล้ว เทสนาปรโิ ยสาเน สตสหสสฺ ภกิ ขฺ ู โสตาปตตฺ ผิ ลาทนี ิ
(ซง่ึ อริยผล ท.) มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ฯ อ. พระธรรมเทศนา ปาปณุ สึ .ุ ธมมฺ เทสนา มหาชนสฺส สาตฺถิกา อโหส.ิ
เป็นเทศนาไปกบั ด้วยวาจามีประโยชน์ ได้มีแล้ว แก่มหาชน ฯ

(อ. พระเถระช่ือวา่ ตสิ สะ) แม้เป็นผ้อู นั บคุ คลพงึ วา่ ได้ ทพุ ฺพโจปิ สวุ โจ ชาโตต.ิ
โดยยาก เป็นผ้อู นั บคุ คลพงึ วา่ ได้โดยงา่ ย เกิดแล้ว ดงั นีแ้ ล ฯ

อ. เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าตสิ สะ (จบแล้ว) ฯ ตสิ ฺสตเฺ ถรวตถฺ ุ.

๔.อ.เร่ืองแห่งความเกดิ ขนึ้ แห่งนางยกั ษิณีช่ือว่ากาลี ๔. กาลียกขฺ นิ ิยา อุปปฺ ตตฺ วิ ตถฺ ุ. (๔)
(อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ



อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “น หิ เวเรน เวรานีติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา
ซงึ่ หญิงหมนั คนใดคนหนงึ่ ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้วา่ เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ วญฺฌิตฺถึ อารพฺภ กเถส.ิ
น หิ เวเรน เวรานิ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ

อนั กรไดะ้ทยนิ�ำแวลา่ ้วอ.(บเปตุ ็นรแอหยง)ู่่ ,กฎุกมุระพที ค�ำนอหย่นู ซง่ึ ,งึ่ คการันร้ งเมานอ่ื บทดิงั้ ปาวเปง็นทผ.้มู ใกี นานละา จ เอโก กิรสพกฏฺุพมุกพฺมิกมฺ ปานตุ ิฺโตอ,ตฺตปินตาริว กาลกเต, เขตฺเต
ฆเร จ กโรนฺโต มาตรํ
ด้วย ในเรือนด้วย ด้วยตนเทียว ปฏิบตั แิ ล้ว ซง่ึ มารดา ฯ ปฏิชคฺค.ิ

อก.ลเรา่ าวคแจรลังกั้ ้นวนนัำ�้ มวอาา่ .มซาขง่ึ ร้นาดแาางตกขแ่ มุอมาง่ รบิกอตุ า.รทขเา่พอนอง่ื กเจฎุท้ามุ. ดพงขันี นอนั้ีจ้ ฯกงอลอยา่.บวา่ แตุกลรลข้วา่ อววงา่กฏอุแมยุนพา่ะ่ งพนี นนอั่้ ี,้ อถสฺส มาตา “กมุ าริกํ เต ตาต อาเนสฺสามีติ
อาห. “อมมฺ มา เอวํ วเทถ, อหํ ยาวชีวํ ตมุ เฺ ห
ปฏิชคฺคสิ สฺ ามีต.ิ “ตาต เขตฺเต จ ฆเร จ กิจฺจํ
อ.กระผม จกั ปรนนบิ ตั ิ ซงึ่ ทา่ น ท. ตลอดกาลเพยี งไรแหง่ ชวี ติ ดงั นี ้ ฯ ตฺวเมว กโรส,ิ เตน มยฺหํ จิตฺตสขุ ํ นาม น โหต,ิ
อ.มารดา กลา่ วแล้ว วา่ แนะ่ พอ่ อ.เจ้านน่ั เทียว ยอ่ มกระท�ำ อาเนสฺสามิ เตต.ิ
ซง่ึ กจิ ในนาด้วย ในเรือนด้วย เพราะเหตนุ นั้ ชอื่ อ. ความสขุ แหง่ จติ
ยอ่ มไมม่ ี แก่เรา, อ. เรา จกั น�ำมา (นางกมุ าริกา) เพ่ือเจ้า ดงั นี ้ ฯ

อ. บตุ รนนั้ แม้ห้ามแล้วบอ่ ย ๆ เป็นผ้นู ่ิง ได้เป็นแล้ว ฯ โส ปนุ ปปฺ นุ ํ ปฏิกฺขิปิ ตฺวาปิ ตณุ ฺหี อโหส.ิ สา
อ. มารดานนั้ ออกไปแล้ว จากเรือน เพ่ืออนั ไป สตู่ ระกลู หนงึ่ ฯ เอกํ กลุ ํ คนฺตํุ เคหา นิกฺขมิ.

ครัง้ นนั้ อ. บตุ ร ถามแล้ว ซง่ึ มารดานนั้ วา่ อ. ทา่ น ท. จะไป อถ นํ ปตุ ฺโต “กตรกลุ ํ คจฺฉถาติ ปจุ ฺฉิตฺวา,
สตู่ ระกลู ไหน ดงั นี,้ (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ (อ. เรา จะไป สตู่ ระกลู ) ชื่อโน้น “อสกุ นฺนามาติ วตุ ฺเต, ตตฺถ คมนํ ปฏิเสเธตฺวา
ดงั นี ้ (อนั มารดา) กลา่ วแล้ว, ห้ามแล้ว ซงึ่ การไป ในตระกลู นนั้ อตฺตโน อภิรุจิตํ กลุ ํ อาจิกฺขิ.
บอกแล้ว ซงึ่ ตระกลู อนั อนั ตนชอบใจย่ิงแล้ว ฯ
อ. มารดานนั้ ไปแล้ว ในตระกลู นนั้ ขอแล้ว ซงึ่ นางกมุ าริกา สา ตตฺถ คนฺตฺวา กมุ าริกํ วาเรตฺวา ทิวสํ
ก�ำหนดแล้ว ซงึ่ วนั น�ำมาแล้ว ซง่ึ นางกมุ าริกา นนั้ ได้กระท�ำแล้ว วสวาฏฺ ว€เญปฺฌตฺวาา ตํ อาเนตฺวา ตสสฺ ฆเร อกาส.ิ
ในเรือน เพ่ือบุตรนัน้ ฯ อ. นางกุมาริกานัน้ เป็ นหญิงหมัน อโหส.ิ
ได้เป็นแล้ว ฯ
ครัง้ นนั้ อ.มารดา (กลา่ วแล้ว) กะบตุ รนนั้ วา่ แนะ่ ลกู อ. เจ้า อถ นํ มาตา “ปตุ ฺต ตฺวํ อตฺตโน รุจิยา กมุ าริกํ
(ยงั เรา) ให้น�ำมาแล้ว ซง่ึ นางกมุ าริกา ตามความชอบใจ ของตน, อานาเปส,ิ สา อิทานิ วญฺฌา ชาตา;
ในกาลนี ้ อ. นางกมุ าริกานนั้ เป็นหญิงหมนั เกิดแล้ว;

42 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

ก็ อ. ตระกลู ช่ือวา่ ไมม่ ีบตุ ร ยอ่ มฉิบหาย, อ. เชือ้ สาย (อนั บตุ ร) อปตุ ฺตกจฺ นาม กลุ ํ วินสฺสต,ิ ปเวณิ น ฆฏิยติ;
ยอ่ มไมส่ ืบตอ่ ; เพราะเหตนุ นั้ อ. เรา จกั น�ำมา ซง่ึ นางกมุ าริกา เตน อฺํ เต กมุ าริกํ อาเนสสฺ ามีต,ิ เตน “อลํ
คนอ่ืน แก่เจ้า ดงั นี ้, แม้ผ้อู นั บตุ รนนั้ กลา่ วอยู่ วา่ ข้าแตแ่ ม่ อมมฺ าติ วจุ ฺจมานาปิ ปนุ ปปฺ นุ ํ กเถส.ิ
อ. อยา่ เลย ดงั นี ้กลา่ วแล้ว บอ่ ย ๆ ฯ

อ.หญิงหมนั ฟังแล้ว ซง่ึ วาจาเป็นเคร่ืองกลา่ วนนั้ คดิ แล้ววา่ วฌฺ ิตฺถี ตํ กถํ สตุ ฺวา “ปตุ ฺตา นาม มาตาปิ ตนู ํ
ช่ือ อ.บตุ ร ท. ยอ่ มไมอ่ าจ เพ่ืออนั ก้าวลว่ ง ซงึ่ ค�ำของมารดาและ วจนํ อตกิ ฺกมิตํุ น สกฺโกนฺต,ิ อิทานิ อฺํ
บดิ า ท., ในกาลนี ้ อ.แมผ่ วั น�ำมาแล้ว ซง่ึ หญิง ผ้มู ีปกตคิ ลอดอ่ืน วชิ ายินึ อิตฺถึ อาเนตฺวา มํ ทาสีโภเคน ภุ ฺชิสสฺ ติ,
จกั ใช้สอย ซง่ึ เรา ด้วยการใช้สอย เพียงดงั ทาสี, ไฉนหนอ อ.เรา ยนฺนนู าหํ สยเมเวกํ กมุ าริกํ อาเนยฺยนฺติ จินฺเตตฺวา
พงึ นำ� มา ซงึ่ นางกมุ าริกา คนหนงึ่ เองนนั่ เทยี ว ดงั นี ้ ไปแล้วสตู่ ระกลู เอกํ กลุ ํ คนฺตฺวา ตสฺสตฺถาย กมุ าริกํ วาเรตฺวา
หนงึ่ ขอแล้ว ซง่ึ นางกมุ าริกา เพื่อประโยชน์แก่สามีนนั้ ผ้อู นั ชน ท. “กินฺนาเมตํ อมมฺ วเทสตี ิ เตหิ ปฏิกฺขิตฺตา “อหํ
เหลา่ นนั้ ห้ามแล้ววา่ แนะแม่ อ.เจ้า ยอ่ มกลา่ ว ซง่ึ ค�ำนนั่ ช่ืออะไร วฌฺ า, อปตุ ฺตกํ กลุ ํ วนิ สสฺ ต,ิ ตมุ หฺ ากํ ธีตา
ดงั นี ้ อ้อนวอนแล้ว วา่ อ.เรา เป็นหญิงหมนั (ยอ่ มเป็น), อ.ตระกลู ปตํตุ มฺตยํ ฺหปํ ฏสิลาภมิติกฺวสาสฺ ากตฏุิ มุ ยพฺ าสจฺสิตฺวสาามสินมี ปฺ ภฏวิจิสฺฉฺสาตเ,ิปตเทฺวถา
อนั ไมม่ ีบตุ ร ยอ่ มพินาศ, อ.ธิดา ของทา่ น ท. ได้เฉพาะแล้ว ซงึ่ บตุ ร
เป็นเจ้าของแหง่ ขมุ ทรัพย์ จกั เป็น, อ.ทา่ น ท. จงให้ ซงึ่ ธิดานนั้ อาเนตฺวา สามิกสฺส ฆเร อกาส.ิ
แก่สามี ของดฉิ นั ดงั นี ้ ยงั ชน ท. เหลา่ นนั้ ให้รับพร้อมเฉพาะแล้ว
น�ำมาแล้ว ได้กระท�ำแล้ว ในเรือน ของสามี ฯ

ครงั้ นนั้ อ. ความคดิ นน่ั วา่ ถ้าวา่ อ. หญงิ นี ้ จกั ได้ ซงึ่ บตุ ร หรือ อถสฺสา เอตทโหสิ “สจายํ ปตุ ฺตํ วา ธีตรํ วา
หรือวา่ ซงึ่ ธิดาไซร้ , อ. หญิง นีน้ นั่ เทียว เป็นเจ้าของ แหง่ ขมุ ทรัพย์ ลภิสฺสต,ิ อยเมว ตกเฏุถมวุ พฺ นสํ สฺ กาสตาํุ มวินฏฺีฏตภีตวิส.ิ สฺ ต,ิ ยถา
จกั เป็น, อ. หญิงนี ้จะไมไ่ ด้ ซง่ึ เดก็ โดยประการใด; อ. อนั (อนั เรา) ทารกํ น ลภต;ิ
กระทำ� ซง่ึ หญงิ นนั้ โดยประการนนั้ นนั่ เทยี ว ยอ่ มควร ดงั นี ้ ได้มแี ล้ว
แก่หญิงหมนั นนั้ ฯ
ครงั้ นนั้ (อ.หญงิ หมนั นนั้ ) กลา่ วแล้ว วา่ อ.สตั วผ์ ้เู กดิ แล้วในครรภ์ อถ นํ อาห “ยทา เต กจุ ฺฉิยํ คพฺโภ ปตฏิ ฺ€าต;ิ
ยอ่ มตงั้ อยเู่ ฉพาะ ในท้องของเธอ ในกาลใด อ.เธอ พงึ บอก แก่เรา ตทา เม อาโรเจยฺยาสตี .ิ
ในกาลนนั้ ดงั นี ้กะหญิงนนั้ ฯ
อ. หญิงนนั้ ฟังตอบแล้ว วา่ อ. ดีละ ดงั นี,้ ครัน้ เม่ือสตั ว์ สา “สาธตู ิ ปฏิสตุ ฺวา, คพฺเภ ปตฏิ ฺ€ิเต, ตสฺสา
ผ้เู กิดแล้วในครรภ์ ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว, บอกแล้ว แก่หญิงหมนั นนั้ ฯ อาโรเจส.ิ
ก็ อ. หญิงหมนั นนั้ นนั่ เทียว ยอ่ มให้ ซงึ่ ข้าวต้มและข้าวสวย ตสฺสา ปน สาเยว นิจฺจํ ยาคุภตฺตํ เทติ.
แก่หญิงนนั้ เนืองนิตย์ ฯ
ครัง้ นนั้ (อ. หญิงหมนั นนั้ ) ได้ให้แล้ว ซงึ่ ยาเป็นเครื่องยงั สตั ว์ อถสสฺ า อาหาเรเนว สทฺธึ คพฺภปาตนเภสชฺชํ
ผ้เู กดิ แล้วในครรภใ์ ห้ตกไป กบั ด้วยอาหารนน่ั เทยี ว แกห่ ญงิ นนั้ ฯ อทาส.ิ คพฺโภ ปต.ิ ทตุ ยิ มปฺ ิ คพฺเภ ปตฏิ ฺ€เิ ต, ตสฺสา
อ. สตั ว์ผ้เู กิดแล้วในครรภ์ ตกไปแล้ว ฯ ครัน้ เม่ือสตั ว์ผ้เู กิดแล้ว อาโรเจส.ิ
ในครรภ์ ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว แม้ในครัง้ ท่ีสอง, (อ. หญิงนนั้ ) บอกแล้ว
แก่หญิงหมนั นนั้ ฯ
อ.หญิงหมนั แม้นอกนี ้ (ยงั สตั วผ์ ้เู กดิ แล้วในครรภ์) ให้ตกไปแล้ว อิตราปิ ทตุ ยิ มปฺ ิ ตเถว ปาเตส.ิ
อยา่ งนนั้ นนั่ เทียว แม้ครัง้ ที่สอง ฯ

ครัง้ นนั้ อ. หญิงผ้คู ้นุ เคย ท. ถามแล้ว ซง่ึ หญิงนนั้ วา่ อ. หญิง อถ นํ ปฏิวสิ สฺ กิตฺถิโย ปจุ ฺฉึสุ “กจฺจิ เต สปตฺตี
ผ้เู ป็นไปกบั ด้วยผวั ยอ่ มกระท�ำ ซงึ่ อนั ตราย แก่เธอ แลหรือ ดงั นี ้ ฯ อนฺตรายํ กโรตีต.ิ

อ. หญิงนนั้ บอกแล้ว ซงึ่ เนือ้ ความนนั้ , (ผ้อู นั หญิง ท. สา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา, “ อนฺธพาเล กสมฺ า
เหลา่ นนั้ )กลา่ วแล้ว วา่ แนะ่ หญิงผ้อู นั ธพาล อ.เธอ ได้กระท�ำแล้ว เอวมกาส?ิ อยํ ตว อิสฺสริยภเยน คพฺภปาตน-
อยา่ งนี ้เพราะเหตอุ ะไร? อ. หญิงนี ้ประกอบแล้ว ซง่ึ ยาเป็นเคร่ือง เภสชฺชํ โยเชตฺวา เทต,ิ เตน เต คพฺโภ ปตติ,
ยงั สตั ว์ผ้เู กิดแล้วในครรภ์ให้ตกไป ยอ่ มให้ แก่เธอ เพราะกลวั มา ปนุ เอวมกาสตี ิ วตุ ฺตา, ตตยิ วาเร น กเถส.ิ
แตค่ วามเป็นใหญ่, เพราะเหตนุ นั้ อ. สตั ว์ผ้เู กิดแล้วในครรภ์
ของเธอ ยอ่ มตกไป, อ. เธอ อยา่ ได้กระท�ำแล้ว อยา่ งนี ้ อีก ดงั นี,้
ไมบ่ อกแล้ว ในวาระที่สาม ฯ

ผลิตส่อื การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยัติธรรม วดั พระธรรมกาย 43

ครัง้ นนั้ อ. หญิงหมนั นอกนี ้ เหน็ แล้ว ซง่ึ ท้องของหญิงนนั้ อถสฺสา อิตรา อทุ รํ ทิสฺวา “กสมฺ า มยฺหํ
กลา่ วแล้ว วา่ อ. ทา่ น ไมบ่ อกแล้ว ซงึ่ ความท่ีแหง่ สตั ว์ผ้เู กิดแล้ว คพฺภสสฺ ปเตทฏิ ฺวฺ€ิตวภาาเวรํ น กเถสตี ิ วตฺวา, “ตฺวํ มํ
ในครรภ์เป็นผ้ตู งั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว แก่เรา เพราะเหตอุ ะไร ดงั นี,้ อาเนตฺวา คพฺภํ ปาเตส,ิ กิมตฺถํ ตยุ ฺหํ
(ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ อ. ทา่ น น�ำมาแล้ว ซงึ่ ดฉิ นั ยงั สตั ว์ผ้เู กิดแล้ว กเถมีติ โอวโตุ ลฺเเตก,นฺต“ี,นฏปฺ€ราิณทาเตนิมคหฺ พีตฺเิภจ, ินโฺเอตกตาฺวสาํ ,ลตภสิตฺสฺวาา
ในครรภ์ ให้ตกไปแล้ว สนิ ้ วาระ ท. สอง, อ. ดฉิ นั จะบอก แก่ทา่ น ปมาทํ
เพ่ือประโยชน์ อะไร ดงั นี ้ (อนั หญิงนนั้ ) กลา่ วแล้ว, คดิ แล้ว วา่ เภสชฺชํ โยเชตฺวา อทาส.ิ คพฺโภ ปริณตตฺตา ปตติ ํุ
อ. เรา เป็นผ้ฉู ิบหายแล้ว ยอ่ มเป็น ในกาลนี ้ ดงั นี ้, แลดอู ยู่ อสกฺโกนฺโต ตริ ิยํ นิปชฺชิ.
ซงึ่ ความพลงั้ เผลอ แหง่ หญิงนนั้ , ครัน้ เม่ือสตั ว์ผ้เู กิดแล้วในครรภ์
แก่รอบแล้ว, ได้แล้ว ซง่ึ โอกาส ประกอบแล้ว ซง่ึ ยา ได้ให้แล้ว ฯ
อ. สตั ว์ผ้เู กิดแล้วในครรภ์ ไมอ่ าจอยู่ เพ่ืออนั ตกไป เพราะความท่ี-
แหง่ ครรภ์เป็นสภาพแก่รอบแล้ว นอนแล้ว ขวาง ฯ

อ. เวทนา กล้า แข็ง เกิดขนึ ้ แล้ว ฯ ตพิ ฺพา ขรา เวทนา อปุ ปฺ ชฺชิ.
(อ. หญิงนนั้ ) ถงึ แล้ว ซงึ่ ความสงสยั ในชีวติ ฯ ชีวิตสํสยํ ปาปณุ ิ.
อ. หญิงนนั้ ตงั้ ไว้แล้ว ซง่ึ ความปรารถนา วา่ อ. เรา เป็นผ้-ู สา “นาสติ มหฺ ิ ตยา, ตฺวเมว มํ อาเนตฺวา ตโย
อนั ทา่ นให้ฉิบหายแล้ว ยอ่ มเป็น, อ. ทา่ นนนั่ เทียว น�ำมาแล้ว ซงึ่ เรา ทารเก นาเสส;ิ อิทานิ สยํปิ นสฺสามิ, อิโตทานิ
ยงั เดก็ ท. สาม ให้ฉิบหายแล้ว, ในกาลนี ้อ. เรา จะฉิบหาย แม้เอง, จตุ า ยกฺขินี หตุ ฺวา ตว ทารเก ขาทิตํุ สมตฺถา
(อ. เรา) เคลอ่ื นแล้ว จากอตั ภาพนี ้ ในกาลนี ้ เป็นนางยกั ษิณี เป็น หตุ ฺวา นิพฺพตฺเตยฺยนฺติ ปตฺถนํ €เปตฺวา กาลํ
เป็นผ้สู ามารถ เพ่ืออนั เคีย้ วกิน ซง่ึ เดก็ ท. ของทา่ น เป็น พงึ บงั เกิด กตฺวา ตสมฺ เึ ยว เคเห มชฺชารี หตุ ฺวา นิพฺพตฺต.ิ
ดงั นี ้ กระท�ำแล้ว ซง่ึ กาละ เป็นนางแมว เป็น บงั เกิดแล้ว ในเรือน
นนั้ นนั่ เทียว ฯ

อ. สามี จบั แล้ว ซง่ึ หญิงหมนั แม้นอกนี ้ (กลา่ วแล้ว) วา่ อิตรํปิ สามิโก คเหตฺวา “ตยา เม กลุ ปุ จฺเฉโท
อ. การเข้าไปตดั ซงึ่ ตระกลู ของเรา อนั ทา่ น กระท�ำแล้ว ดงั นี ้ กโตติ กปปฺ รชนฺนกุ าทีหิ สโุ ปถิตํ โปเถส.ิ
โบยแล้ว โบยแล้วด้วยดี (ด้วยอวยั วะ ท.) มีศอกและเขา่ เป็นต้น ฯ

อ. หญิงหมนั นนั้ กระท�ำแล้ว ซง่ึ กาละ ด้วยความเจ็บนนั้ สา เตเนวาพาเธน กาลํ กตฺวา ตตฺเถว กกุ ฺกฏุ ี
นนั่ เทียว เป็นแมไ่ ก่ เป็น บงั เกิดแล้ว ในเรือนนนั้ นน่ั เทียว ฯ หตุ ฺวา นิพฺพตฺต.ิ
อ. แมไ่ ก่ ตกแล้ว ซงึ่ ฟองไข่ ท. ตอ่ กาลไมน่ านนน่ั เทียว ฯ น จิรสฺเสว กกุ ฺกฏุ ี อณฺฑานิ วิชายิ.
อ. นางแมว มาแล้ว เคีย้ วกินแล้ว ซงึ่ ฟองไข่ ท. เหลา่ นนั้ ฯ มชฺชารี อาคนฺตฺวา ตานิ ขาทิ.
(อ. นางแมว) เคีย้ วกินแล้ว แม้ครัง้ ที่สอง แม้ครัง้ ที่สาม ทตุ ยิ มปฺ ิ ตตยิ มปฺ ิ ขาทิเยว.
นน่ั เทียว ฯ

อ.แมไ่ ก่กระท�ำแล้วซงึ่ ความปรารถนาวา่ อ.ทา่ นเคีย้ วกินแล้ว กกุ ฺกฏุ ี “ตโย วาเร มม อณฺฑานิ ขาทิตฺวา,
ซง่ึ ฟองไข่ ท. ของเรา สนิ ้ วาระ ท. สาม, เป็นผ้ใู คร่เพื่ออนั เคีย้ วกิน อิทานิ มํปิ ขาทิตกุ ามาส;ิ อิโตทานิ จตุ า ตํ
แม้ซง่ึ เรา ยอ่ มเป็น ในกาลนี;้ (อ. เรา) เคลื่อนแล้ว จากอตั ภาพนี ้ สปตุ ฺตกํ ขาทิตํุ ลเภยฺยนฺติ ปตฺถนํ กตฺวา ตโต จตุ า
ในกาลนี ้พงึ ได้ เพ่ืออนั เคีย้ วกิน ซงึ่ ทา่ น ผ้เู ป็นไปกบั ด้วยบตุ ร ดงั นี ้ ทีปิ นี หตุ ฺวา นิพฺพตฺต.ิ
เคลือ่ นแล้ว จากอตั ภาพนนั้ เป็นแมเ่ สือเหลอื ง เป็น บงั เกิดแล้ว ฯ
อ. นางแมวแม้นอกนี ้เป็นแมเ่ นือ้ เป็น บงั เกิดแล้ว ฯ อิตราปิ มิคี หตุ ฺวา นิพฺพตฺต.ิ
อ. แมเ่ สอื เหลอื ง มาแล้วเคยี ้ วกนิ แล้ว ซงึ่ ลกู น้อย ท. สนิ ้ วาระ ท. ๓ ตสฺสา วิชาตวชิ าตกาเล ทีปิ นี อาคนฺตฺวา
ในกาลแหง่ แมเ่ นือ้ นนั้ คลอดแล้วและคลอดแล้ว ฯ ตโย วาเร ปตุ ฺตเก ขาทิ.
อ. แมเ่ นือ้ กระท�ำแล้ว ซง่ึ ความปรารถนา ในกาลเป็นท่ีตาย มิคี มรณกาเล “อิมาย เม ตกิ ฺขตฺตํุ ปตุ ฺตา
วา่ อ. บตุ ร ท. ของเรา อนั แมเ่ สือเหลืองนี ้ เคีย้ วกินแล้ว ๓ ครัง้ , ขาทิตา, อิทานิ มํปิ ขาทิสสฺ ต;ิ
อ. แมเ่ สือเหลอื ง จกั เคีย้ วกิน แม้ซง่ึ เรา ในกาลนี;้

44 ธรรมบทภาคท่ี ๑ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี

อ. เรา เคลอื่ นแล้ว จากอตั ภาพนี ้ในกาลนี ้พงึ ได้ เพอื่ อนั เคยี ้ วกนิ อิโตทานิ จตุ า เอตํ สปตุ ฺตกํ ขาทิตํุ ลเภยฺยนฺติ
ซง่ึ แมเ่ สือเหลืองนน่ั ผ้เู ป็นไปกบั ด้วยบตุ ร ดงั นี ้กระท�ำแล้ว ซงึ่ กาละ ปตฺถนํ กตฺวา กาลํ กตฺวา ยกฺขินี หตุ ฺวา นิพฺพตฺต.ิ
เป็นนางยกั ษิณี เป็น บงั เกิดแล้ว ฯ
แม้ อ. แมเ่ สือเหลือง เคลอ่ื นแล้ว จากอตั ภาพนนั้ เป็นกลุ ธิดา ทีปิ นีปิ ตโต จตุ า สาวตฺถิยํ กลุ ธีตา หตุ ฺวา
เป็น บงั เกิดแล้ว ในเมืองช่ือวา่ สาวตั ถี ฯ นิพฺพตฺต.ิ
อ. กลุ ธดิ านนั้ ผ้ถู งึ แล้วซง่ึ ความเจริญ ได้ไปแล้ว สตู่ ระกลู แหง่ ผวั สา วฑุ ฺฒิปปฺ ตฺตา ทฺวารคาเม ปตกิ ลุ ํ อคมาส.ิ
ในบ้านใกล้ประตู ฯ
ในกาลอนั เป็นสว่ นอื่นอีก (อ. กลุ ธิดานนั้ ) คลอดแล้ว ซง่ึ บตุ ร ฯ อปรภาเค ปุตฺตํ วิชายิ. ยกฺขินี ตสฺสา
อ. นางยักษิณี มาแล้ว ด้วยเพศแห่งหญิงสหายผู้เป็ นที่รัก ปิ ยสหายิกาวณฺเณน อาคนฺตฺวา “ กุหึ เม
ของหญิงนนั้ ถามแล้ว วา่ อ. หญิงสหาย ของดฉิ นั (ยอ่ มอย)ู่ สหายิกาติ ปจุ ฺฉิ.
ในท่ีไหน ดงั นี ้ ฯ
(อ. ชน ท.) กลา่ วแล้ว วา่ (อ. หญิงสหาย ของทา่ น) คลอดแล้ว “อนฺโตคพฺเภ วชิ าตาติ อาหํส.ุ
ในภายในแหง่ ห้อง ดงั นี ้ฯ
อ. นางยกั ษิณนี นั้ ฟังแล้ว ซงึ่ คำ� นนั้ (กลา่ วแล้ว) วา่ (อ. หญงิ สหาย) สา ตํ สตุ ฺวา “ปตุ ฺตํ นุ โข วิชาตา อทุ าหุ
คลอดแล้ว ซง่ึ ลกู ชาย หรือหนอแล หรือวา่ (อ. หญงิ สหาย คลอดแล้ว) ธีตรํ, ปสฺสสิ ฺสามิ นนฺต,ิ ปวิสติ ฺวา ปสฺสนฺตี วิย
ซงึ่ ลกู สาว, อ. เรา จกั เหน็ ซง่ึ เดก็ นนั้ ดงั นี,้ เข้าไปแล้ว เป็นราวกะวา่ ทารกํ คเหตฺวา ขาทิตฺวา คตา.
ดอู ยู่ (เป็น) จบั แล้ว ซงึ่ เดก็ เคีย้ วกินแล้ว ไปแล้ว ฯ
(อ. นางยกั ษิณี) เคีย้ วกินแล้ว อยา่ งนนั้ นน่ั เทียว แม้ในวาระ ทตุ ยิ วาเรปิ ตเถว ขาทิ.
ที่สอง ฯ
ในวาระที่สาม อ. หญิงนอกนี ้ เป็ นผู้มีครรภ์อันหนัก เป็ น ตตยิ วาเร อิตรา ครุคพฺภา หตุ ฺวา สามิกํ
เรียกมาแล้ว ซง่ึ สามี (กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตน่ าย อ. นางยกั ษิณี อามนฺเตตฺวา “สามิ อิมสมฺ ึ €าเน เอกา ยกฺขินี
ตนหนงึ่ เคีย้ วกินแล้ว ซงึ่ บตุ ร ท. ๒ ของเรา ในที่นี ้ไปแล้ว, ในกาลนี ้ มม เทฺว ปตุ ฺเต ขาทิตฺวา คตา, อิทานิ มม กลุ เคหํ
อ. ดฉิ นั ไปแล้ว สเู่ รือนแหง่ ตระกลู ของดฉิ นั จกั คลอด ดงั นี ้ไปแล้ว คนฺตฺวา วชิ ายิสฺสามีติ กลุ เคหํ คนฺตฺวา วชิ ายิ.
สเู่ รือนแหง่ ตระกลู คลอดแล้ว ฯ
ในกาลนนั้ อ. นางยกั ษิณีนนั้ เป็นผ้ถู งึ แล้ว ซง่ึ วาระแหง่ น�ำ้ ตทา สา ยกฺขินี อทุ กวารํ คตา โหต.ิ
ยอ่ มเป็น ฯ
จริงอยู่ อ. นางยกั ษิณี ท. น�ำมาอยู่ ซง่ึ น�ำ้ โดยอนั สืบ ๆ เวสสฺ วณสสฺ หิ ยกฺขินิโย วาเรน อโนตตฺตโต
แหง่ ศีรษะ จากสระชื่อวา่ อโนดาต ตามวาระ เพื่อท้าวเวสสวุ ณั สีสปรมปฺ ราย อทุ กํ อาหรนฺตโิ ย จาตมุ มฺ าสจฺจเยนปิ
ยอ่ มพ้น โดยอนั ลว่ งไปแหง่ ประชมุ แหง่ เดือนส่บี ้าง โดยอนั ลว่ งไป ปฺจมาสจฺจเยนปิ มจุ ฺจนฺต.ิ
แหง่ ประชมุ แหง่ เดือนห้าบ้าง ฯ
อ. นางยกั ษิณี ท. เหลา่ อื่นอีก ผ้มู ีกายอนั บอบช�ำ้ แล้ว ยอ่ มถงึ อปรา กิลนฺตกายา ชีวิตกฺขยํปิ ปาปณุ นฺต.ิ
แม้ซง่ึ ความสนิ ้ ไปแหง่ ชีวิต ฯ
ก็ อ. นางยกั ษิณีนนั้ ผ้สู กั วา่ พ้นแล้ว จากวาระแหง่ น�ำ้ เทียว สา ปน อทุ กวารโต มตุ ฺตมตฺตาว เวเคน ตํ
ไปแล้ว สเู่ รือนนนั้ โดยเร็ว ถามแล้ว วา่ อ. หญิงสหาย ของดิฉนั ฆรํ คนฺตฺวา “กหุ ึ เม สหายิกาติ ปจุ ฺฉิ.
(ไปแล้ว) ในท่ีไหน ดงั นี ้ฯ
(อ. ชน ท. กลา่ วแล้ว) วา่ อ. ทา่ น จกั เหน็ ซงึ่ หญิงนนั้ ในท่ีไหน, “กหุ ึ นํ ปสสฺ สิ สฺ ส,ิ ตสฺสา อิมสฺมึ €าเน
อ. นางยกั ษิณี ยอ่ มเคีย้ วกิน ซงึ่ เดก็ ผ้เู กิดแล้ว ท. ในท่ีนี ้ ของหญิง ชาตทารเก ยกฺขินี ขาทต;ิ ตสมฺ า กลุ เคหํ คตาต.ิ
นนั้ ; เพราะเหตนุ นั้ (อ. หญิงนนั้ ) ไปแล้ว สเู่ รือนแหง่ ตระกลู ดงั นี ้ฯ
อ. นางยกั ษิณีนนั้ (คดิ แล้ว) วา่ (อ. หญิงนนั้ ) จงไป ในที่ใด สา “ยตฺถ วา ตตฺถ วา คจฺฉต,ุ น เม มจุ ฺจิสสฺ ตีติ
หรือ หรือวา่ ในท่ีนนั้ , (อ. หญิงนนั้ ) จกั ไมพ่ ้น จากเรา ดงั นี ้ เวรเวคสมสุ สฺ าหิตา นคราภิมขุ ี ปกฺขนฺทิ.
ผู้อันก�ำลังแห่งเวรให้อาจหาญขึน้ พร้ อมแล้ว ผู้มีหน้าเฉพาะ
ตอ่ เมือง แลน่ ไปแล้ว ฯ
อ. หญงิ แม้นอกนี ้ ยงั เดก็ นนั้ ให้อาบแล้ว ในวนั เป็นทถี่ อื เอาซงึ่ ชอื่ อิตราปิ นามคฺคหณทิวเส ตํ ทารกํ นหาเปตฺวา
กระท�ำแล้ว ซง่ึ ชื่อ (กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตน่ าย ในกาลนี ้ นามํ กตฺวา “สามิ อิทานิ

ผลิตสื่อการเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ตั ิธรรม วดั พระธรรมกาย 45


Click to View FlipBook Version