The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ครูปอ, 2020-03-04 02:03:02

ไฟฟ้าเคมี

ไฟฟ้าเคมี

ElectroChemistry

ไ ฟ ฟ้ า เ ค มี

ผจู้ ัดทำ
นำยนรำธิป นสิ วุ รรณ์
นำงสำวอมรตั น์ รำชสมณะ

ในปจั จุบันระบบสารสนเทศมีความสาคญั และความจาเปน็ อย่างยงิ่ ในการดาเนนิ งานของหนว่ ยงาน
ต่าง ๆ ไมว่ า่ จะเปน็ หน่วยงานรัฐบาลหรอื เอกชนเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทท่ีสาคญั มากในทกุ
ธรุ กิจ ตัง้ แตธ่ รุ กจิ ขนาดเล็กจนไปถึงธรุ กจิ ขนาดใหญ่ ลว้ นได้มีการนาเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการ
ดาเนนิ ธรุ กิจทง้ั สิน้ เช่น การค้าขาย การธนาคาร การขนสง่ การคมนาคม การบริการ ออฟฟศิ อัตโิ นมัติ
เปน็ ตน้ และระบบสารสนเทศมีบทบาทสาคญั ตอ่ มนุษย์มากขน้ึ ทกุ วนั นักเรียนนกั ศกึ าต้องใชส้ ารสนเทศเพ่อื
ศกึ ษาคน้ คว้ารวมถงึ นกั วชิ าการตอ้ งใชส้ ารสนเทศเพ่อื พัฒนาความรู้และนวตั กรรมทม่ี ีประโยชน์ในอนาคต และ
ไม่ว่าจะเปน็ บคุ ลากรหรอื บุคคลทว่ั ไปกต็ ้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกันไม่มากก็นอ้ ย ซง่ึ ในปัจจุบนั สารสนเทศ
มคี ว่มซับซอ้ นและหลายรูปแบบเปน็ ผลมาจากการพฒั นาของเทคโนโยสารสนเทศทพ่ี ัฒนาขึน้ อย่างต่อเนอื่ ง
การเข้าถงึ สารสนเทศจงึ ตอ้ งมีความรู้และทักษะเฉพาะดา้ นมากยงิ่ ขนึ้

เทคโนโลยสี ารสนเทศในหนังสอื ออนไลน์(e-book)ผู้จัดทา จดั ทาขนึ้ เพ่อื
เป็นส่วนหน่งึ ของวชิ าเคมี สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ เกย่ี วกับเร่ือง ไฟฟา้ เคมี

ไฟฟา้ เคมี มคี วามสาคัญและจาเปน็ อย่างมากในการเรยี นวิทยาศาสตร์
มัธยมศึกาตอนปลายวิชาเคมี ผู้จัดจงึ ไดร้ วบรวมขอ้ มลู ตา่ งๆเกีย่ วกบั เรอื่ งไฟฟา้ เคมี เพ่ือหวังว่าเทคโนโลยี
สารสนเทศในหนงั สอื ออนไลน์ (e-book) จะเป็นแหลง่ ความรสู้ าหรบั ทผี่ ู้สนใจไม่มากกน็ ้อย

นายนราธิป นสิ ุวรรณ์
นางสาวอมรตั น์ ราชสมณะ

บทท1่ี เลขออกซเิ ดชัน 1
บทท2่ี ปฏิกิริยารดี อกซ์ 3
บทที่3 เซลลก์ ัลวานิก 5
บทท4่ี การเขยี นแผนภาพดซลล์กลั ป์วานกิ 9
บทท5่ี เซลลอ์ ิเล็กโทรไลต์ 10
บทท6่ี แยกสารละลายด้วยไฟฟ้า 11
บทท7่ี เซลล์กลั ปว์ านิก(ทบทวน) 13
บทที่8 ศักย์ไฟฟา้ ครงึ่ เซลลม์ าตรฐาน 15
บทท่ี9 ประโยชนข์ องคา่ E 16
บทท่1ี 0 เซลลป์ ฐมภูมิ 18
บทท่ี11 การผกุ ร่อนของโลหะและการปอ้ งกัน 20

เลขออกซเิ ดชัน ย่อว่า ON. คอื ค่าประจุไฟฟ้าท่ีสมมติขน้ึ ของไอออนหรืออะตอมของธาตุ โดยคิดจาก
จานวนอิเลก็ ตรอนทใ่ี หห้ รือรบั หรอื ใชร้ ว่ มกบั อะตอมของธาตุตามเกณฑ์ทกี่ าหนดขนึ้ เลขออกซเิ ดชนั ส่วนใหญ่
เป็นเลขจานวนเต็มบวกหรือลบหรือศูนย์ในสารประกอบไอออนกิ อะตอมมกี ารให้และรบั อเิ ลก็ ตรอนแล้ว
กลายเป็นไอออนบวกและไอออนลบ ดังน้ันเลขออกซิเดชันจงึ ตรงกับคา่ ประจไุ ฟฟา้ ทแ่ี ท้จริง ซ่ึงมคี ่าเทา่ กบั
ประจุไฟฟ้าของไอออนนัน้ ๆ ในสารประกอบโคเวเลนต์ อะตอมของธาตุใช้อิเล็กตรอนร่วมกนั ไม่ไดม้ กี ารให้
และรับอเิ ลก็ ตรอนเหมือนกับในสารประกอบไอออนิก ดังนั้นในกรณีนี้เลขออกซิเดชนั เปน็ แตเ่ พียงประจสุ มมติ
ส่วนอะตอมของธาตุใดจะมีคา่ เลขออกซิเดชันเป็นบวกหรอื ลบ ใหพ้ ิจารณาค่าอิเลก็ โทรเนกาติวติ ี อะตอมของ
ธาตทุ ีม่ ีคา่ อิเลก็ โทรเนกาติวิตีสูงกว่าจะมีเลขออกซิเดชันเป็นลบ สว่ นอะตอมของธาตุทม่ี คี า่ อเิ ลก็ โทรเนกาตวิ ิตีตา่
กวา่ จะมีเลขออกซิเดชนั เปน็ บวก สว่ นจะมีคา่ บวกเท่าไรน้นั พิจารณาได้จากจานวนเวเลนซอ์ ิเลก็ ตรอนทอ่ี ะตอม
ของธาตนุ าไปใช้รว่ มกบั อะตอมของธาตุอ่นื

การกาหนดเลขออกซิเดชันมเี กณฑ์ดงั น้ี

1. เลขออกซิเดชันของธาตุอสิ ระทุกชนดิ ไมว่ ่าธาตนุ ้นั หนึง่ โมเลกุลจะประกอบดว้ ย กีอ่ ะตอมก็ตามมีคา่ เท่ากับ
ศูนย์ เช่น Na, Zn, Cu, He, H 2, N 2, O 2, Cl 2, P 4, S 8 ฯลฯ มเี ลขออกซเิ ดชนั เทา่ กบั ศูนย์

2. เลขออกซิเดชันของไฮโดรเจนในสารประกอบโดยทั่วไป (H รวมตัวกับอโลหะ ) เช่น HCl , H2O , H
2SO 4 ฯลฯ มีค่าเท่ากบั + 1 แตใ่ นสารประกอบไฮไดรดข์ องโลหะ (H รวมตวั กับโลหะ ) เชน่ NaH ,
CaH 2 ไฮโดรเจนมีเลขออกซิเดชันเทา่ กับ -1

3. เลขออกซิเดชันของออกซเิ จนในสารประกอบโดยทั่วไปเทา่ กับ -2 แต่ในสารประกอบเปอร์ออกไซด์ เช่น
H 2O 2 และ BaO 2 ออกซเิ จนมีเลขออกซเิ ดชนั เท่ากับ -1 ในสารประกอบซปุ เปอร์ออกไซด์ ออกซิเจนมี
เลขออกซเิ ดชันเท่ากับ -1/2 และในสารประกอบ OF2 เท่านั้น ทอี่ อกซเิ จนมีเลขออกซิเดชนั เทา่ กับ +2

4. เลขออกซเิ ดชันของไอออนที่ประกอบดว้ ยอะตอมชนดิ เดยี วกันมคี า่ เทา่ กบั ประจุทแี่ ท้จรงิ ของไอออนนน้ั เชน่
Mg 2+ ไอออน มีเลขออกซเิ ดชันเทา่ กบั +2 ,F - ไอออนมีเลขออกซเิ ดชนั เทา่ กับ -1 เปน็ ตน้

5. ไอออนที่ประกอบด้วยอะตอมมากกว่าหนึ่งชนดิ ผลรวมของเลขออกซิเดชันของอะตอมทัง้ หมดจะเท่ากบั ประจุ
ท่แี ท้จริงของไอออนน้นั เช่น SO 4 2- ไอออน เท่ากบั – 2 เลขออกซเิ ดชันของ NH 4 + ไอออน
เท่ากับ + 1 เป็นต้น

6. ในสารประกอบใดๆ ผลบวกของเลขออกซเิ ดชันของอะตอมทง้ั หมดเทา่ กับศนู ย์ เชน่ H 2O H มเี ลข
ออกซิเดชันเท่ากับ + 1 แต่มี H 2 อะตอม จงึ มเี ลขออกซิเดชนั ทง้ั หมด เทา่ กับ + 2 O มีเลขออกซเิ ดชัน
เทา่ กับ – 2 เมอ่ื รวมกนั จะเทา่ กับศูนย์เปน็ ต้น

1

1. ธาตหุ มู่ IA , IIA , IIIA ในสารประกอบต่างๆ มีเลขออกซิเดชนั เทา่ กบั +1 , + 2 , + 3
ตามลาดับ
2. ธาตุอโลหะสว่ นใหญใ่ นสารประกอบมีเลขออกซิเดชันไดห้ ลายคา่ เชน่ Cl ใน HCl HClO HClO 2 HClO
3 และ HClO 4 มีเลขออกซเิ ดชันเทา่ กบั - 1, +1, +3, +5 และ +7 ตามลาดับ
3. ธาตุแทรนซชิ ันส่วนใหญ่มีเลขออกซิเดชันไดม้ ากกว่าหนง่ึ ค่า เช่น Fe ใน FeO และ Fe 2O 3 มเี ลข
ออกซิเดชนั เท่ากับ +2 และ +3 ตามลาดับ
1. สมมตเิ ลขออกซิเดชันของธาตุที่ต้องการหา
2. นาค่าเลขออกซเิ ดชนั ของธาตุที่ทราบแล้ว และเลขออกซเิ ดชันของธาตุท่ีต้องการหาเขยี นเปน็ สมการตาม
ข้อตกลงในข้อ 5 และข้อ 6 แล้วแกส้ มการเพ่อื หาเลขออกซิเดชันของธาตุ ดังกล่าว
3. สาหรับสารประกอบไอออนกิ ท่ีประกอบดว้ ยไอออนเชงิ ซอ้ น และไมท่ ราบค่า เลขออกซเิ ดชนั ของธาตุ
มากกว่า 1 ธาตุ เมื่อตอ้ งการหาคา่ เลขออกซเิ ดชนั ของธาตุ ควรแยกเปน็ ไอออนบวกและไอออนลบกอ่ น จึง
สมมติคา่ เลขออกซิเดชนั ของธาตุทตี่ อ้ งการหา แลว้ นา คา่ เลขออกซเิ ดชนั ของธาตุท่ที ราบแล้วกับธาตทุ ่ีตอ้ งการ
ทราบไปเขียนสมการตามข้อตกลงในข้อ 5 จากนัน้ จึงแก้สมการเพอื่ หาเลขออกซิเดชนั ของธาตดุ ังกล่าว

2

ไฟฟา้ เคมี เป็นการศกึ ษาเกีย่ วกับปฏิกิรยิ าเคมีท่ีทาให้เกดิ กระแสไฟฟา้ กระแสไฟฟา้ ทาให้เกดิ ปฏิกริ ิยา
เคมหี ากใชก้ ารถา่ ยเทอเิ ลก็ ตรอนเปน็ เกณฑ์แล้ว ปฏกิ ิริยาเคมแี บ่งเป็น 2 ประเภท

1. ปฏิกริ ยิ าท่มี ีการถา่ ยเท e- เรียกวา่ ปฏิกิริยารีดอกซ์ (Redox Reaction)
2. ปฏกิ ริ ยิ าทีไ่ มม่ กี ารถา่ ยเทe- เรยี กว่าปฏิกริ ิยานอนรดี อกซ์ (Nonredox Reaction)
ปฏิกิริยารีดอกซ์ (Redox Reaction หรอื Oxidation-reduction Reaction) หมายถงึ ปฏิกริ ิยาทม่ี กี ารให้
และรบั อเิ ล็กตรอน ซึ่งประกอบดว้ ย 2 ครึง่ ปฏกิ ิรยิ า ดังน้ี
1) ปฏกิ ริ ยิ าออกซิเดชัน (Oxidation reaction) เป็นปฏกิ ิรยิ าทมี่ กี ารใหอ้ ิเล็กตรอน ซึง่ สารทใ่ี หอ้ ิเล็กตรอน
จะมเี ลขออกซิเดชันเพ่มิ ขนึ้ เรยี กว่า เกิดออกซิเดชนั
Zn(s) ® Zn2+(s) + 2e–
Zn เปน็ สารท่ีใหอ้ เิ ล็กตรอน เกดิ เป็น Zn2+ สารทีใ่ ห้อเิ ล็กตรอนเรยี กว่า ตวั รีดวิ ซ์ (Reducing agent)
2) ปฏิกริ ิยารดี กั ชัน (Reduction reaction) เปน็ ปฏิกริ ยิ าท่มี กี ารรบั อิเล็กตรอน ซ่ึงสารท่ีรับอิเลก็ ตรอนจะมี
เลขออกซเิ ดชันลดลง เรียกว่า เกิดรดี ักชนั
Cu2+(s) + 2e– ® Cu(s)
Cu2+ เป็นสารท่รี ับอิเล็กตรอน เกิดเป็น Cu สารที่รับอิเลก็ ตรอนเรยี กว่า ตัวออกซิไดส์ (Oxidizing
agent)
ปฏิกิรยิ าในออกซเิ ดชันและรีดกั ชนั เกดิ ขนึ้ พร้อมกันเสมอ Zn ใหอ้ ิเล็กตรอนจึงเปน็ ตัวรดี ิวซ์ และ Cu2+ รับ
อเิ ลก็ ตรอนจงึ เปน็ ตวั ออกซิไดส์ หรอื กลา่ วไดว้ า่ Cu2+ ถกู รดี ิวซ์ และ Zn ถูกออกซิไดส์
ตัวออกซิไดส์และตวั รดี ิวซ์
- ตวั ออกซิไดส์ หมายถงึ สารที่รับอิเลก็ ตรอน ซึ่งเป็นสารท่ีทาใหอ้ ะตอมอื่นมีเลขออกซิเดชนั เพิ่มขึ้น
- ตวั รีดิวซห์ มายถึงสารที่ใหอ้ ิเลก็ ตรอน ซงึ่ เปน็ สารที่ทาให้อะตอมอืน่ มีเลขออกซเิ ดชนั ลดลง

1. ในปฏกิ ริ ิยาท่ีเกดิ ขนึ้ มเี ลขออกซิเดชนั เปล่ียนไปหรอื ถ้าเลขออกซิเดชนั เปลยี่ นแปลงโดยสารหนง่ึ มีเลข
ออกซิเดชันเพ่มิ ขนึ้ และอีกสารหนงึ่ มีเลขออกซเิ ดชันลดลง แสดงวา่ เป็นปฏิกริ ยิ ารัดอกซ์

2. ถ้าในปฏิกิริยามรธาตุอิสระอย่ดู ว้ ย ปฏิกริ ิยาน้ันจะเป็นปฏกิ ิรยิ ารีดอกซ์ เพราะธาตอุ สิ ระมีเลข
ออกซเิ ดชันเท่ากบั ศนู ย์ จะถกู เปลี่ยนใหม้ เี ลขออกซิเดชันเพม่ิ ขึน้ หรือลดลง

3

1. อโลหะอิสระมักจะเป็นตวั ออกซไิ ดซ์ เพราะอโลหะชอบรกั อิเลก็ ตรอน
2. โลหะอิสระจะเป็นตัวรดี วิ ซ์ เพราะโลหะเสยี อิเลก็ ตรอนไดง้ ่าย
3. สารประกอบทม่ี ีธาตอุ อกซิเจนเปน็ องคป์ ระกอบมากกว่ามักจะเป็นตวั ออกซิไดซ์ ส่วนสารท่ีมีออกซิเจน

น้อยกวา่ หรือไม่มเี ลยมักจะเป็นตวั รดี วิ ซ์
4. ไอออนบวกมักจะเป็นตัวออกซไิ ดซ์ สว่ นไอออนลบมกั จะเปน็ ตวั รดี ิวซ์
ตัวอยา่ ง เมอื่ นาแผน่ โลหะทองแดง (Cu) จุ่มลงในสารละลายของ AgNO3 พบว่าท่แี ผ่นโลหะ Cu มขี องแขง็
สีขาวปนเทามาเกาะอยู่ และเมือ่ นามาเคาะจะพบว่าโลหะ Cu เกดิ การสกึ กร่อน ส่วนสีของสารละลาย AgNO3
ก็จะเปลย่ี นจากใสไม่มีสีเป็นสฟี า้
การเปล่ียนแปลงทเี่ กดิ ขน้ึ นี้อธบิ ายได้ว่าการที่โลหะทองแดงเกดิ การสกึ กร่อนเป็นเพราะโลหะทองแดง(Cu)
เกดิ การเสยี อเิ ล็กตรอนกลายเป็น Cu2+ ซึ่งมีสฟี า้ และเมือ่ Ag+ รบั อเิ ลก็ ตรอนเขา้ มาจะกลายเปน็ Ag (โลหะ
เงนิ ) มาเกาะอยูท่ แี่ ผน่ โลหะทองแดง
ปฏิกริ ิยาทีเ่ กิดขึ้น เขยี นในรปู สมการไดด้ งั นี้
Cu(s)----> Cu2+(aq) + 2 e- (ปฏิกิริยาออกซเิ ดชัน)
Ag+(aq) + e------> Ag(s) (ปฏิกิรยิ ารดี กั ชัน)
e- ท่ถี ่ายเทตอ้ งเทา่ กัน สมการเคมีที่เกดิ ขนึ้ ท่ีแทจ้ ริงตอ้ งเปน็
Cu(s)------> Cu2+(aq) + 2 e- (ปฏกิ ริ ยิ าออกซเิ ดชนั )
2Ag+(aq) +2 e------> 2Ag(s) (ปฏกิ ริ ยิ ารดี กั ชัน)
สรุปไดว้ ่าการเกิดปฏิกิริยารดี อกซจ์ ะตอ้ งประกอบไปดว้ ย
สารทใ่ี ห้ e- เรยี กว่าตัวรีดวิ ซ์ เกิดปฏิกริ ิยาออกซิเดชนั (Oxidation Reaction)
สารทร่ี ับ e- เรยี กวา่ ตัวออกซิไดซ์ เกิดปฏิกริ ิยารดี ักชนั (Reduction Reaction)

4

ได้กล่าวถึงปฏิกิริยารดี อกซ์ท่ีเกิดขึน้ เม่อื นาแผน่ สงั กะสจี มุ่ ลงในสารละลายของทองแดง หรือตัวรดี วิ ซจ์ ุ่ม
ลงในตัวออกซไิ ดซโ์ ดยตรงแลว้ ในบทนา ปฏิกิริยาท่เี กดิ ข้ึนทาใหเ้ กดิ พลังงานในรูปของความรอ้ น แต่ถ้าแยกตัว
รดี วิ ซอ์ อกจากตวั ออกซไิ ดซ์ แล้วเช่ือมตอ่ วงจรภายนอกและสะพานเกลอื (salt bridge) อิเล็กตรอนก็จะถูก
ถ่ายโอนผ่านตวั กลางภายนอกจากข้ัวไฟฟา้ ท่ีเกดิ ปฏิกิริยาออกซิเดชนั ไปยงั ข้ัวไฟฟา้ ทเี่ กดิ ปฏกิ ิรยิ ารีดกั ชัน จึงทา
ให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้ เซลล์ไฟฟา้ ท่ีเกดิ จากปฏกิ ิริยาเคมนี ้เี รยี กว่าเซลลก์ ัลวานกิ หรือเซลล์โวลตาอิก
(galvanic cell or voltaic cell) เซลลก์ ลั วานกิ ประกอบด้วยสองคร่งึ เซลล์ โดยแต่ละครงึ่ เซลลจ์ ะ
ประกอบด้วยข้วั ไฟฟ้าที่จมุ่ ลงไปในสารละลาย แท่งสังกะสแี ละแทง่ ทองแดงในเซลล์เป็นขัว้ ไฟฟ้าซง่ึ เรยี กว่า
อเิ ล็กโทรด (electrode) ข้ัวท่เี กิดปฏิกิรยิ าออกซิเดชัน เรยี กวา่ ข้วั แอโนด (anode) และขวั้ ทเ่ี กิดปฏิกิริยา
รดี กั ชนั เรียกว่าขว้ั แคโทด (cathode)

ปฏกิ ริ ยิ าออกซิเดชันทแ่ี อโนด (Zn) Zn(s)-------> Zn2+(aq) + 2e-

ปฏิกิรยิ ารีดกั ชนั ที่แคโทด (Cu) Cu2+(aq) + 2e------> Cu(s)

หมายเหตุ : ประจทุ สี่ ะสมจะทาให้ออกซิเดชันที่แคโทดและรีดักชันที่แอโนดเกิดยากขึ้น

ระหว่างที่เกิดปฏิกิริยาออกซเิ ดชันข้นึ ทขี่ ้วั แอโนด Zn จะคอ่ ย ๆ กรอ่ นแล้วเกดิ เปน็ Zn2+ ละลายลงมาใน
สารละลายที่มี Zn2+ และ SO42- ส่วนท่ขี ้ัวแคโทด Cu2+ จากสารละลายเกิดปฏิกิรยิ ารดี กั ชนั กลายเป็น
อะตอมของทองแดงเกาะอยู่ท่ผี วิ ของข้วั ไฟฟ้า เมอื่ ปฏกิ ิริยาดาเนนิ ไปจะพบว่าในครง่ึ เซลลอ์ อกซเิ ดชนั สารละลาย
จะมีประจบุ วก (Zn2+) มากกว่าประจลุ บ (SO42-) และในคร่ึงเซลล์รดี กั ชนั สารละลายจะมีประจลุ บ
(SO42-) มากกว่าประจบุ วก (Cu2+) จึงเกิดความไม่สมดุลทางไฟฟา้ ขึน้

ปญั หานี้สามารถทจี่ ะแกไ้ ขได้โดยการใช้ สะพานเกลอื (salt bridge) เช่อื มต่อระหวา่ งสองคร่ึงเซลล์ ซึ่ง
สะพานเกลือทาจากหลอดแก้วรูปตวั ยู ภายในบรรจุอเิ ลก็ โตรไลตท์ ่ีไม่ทาปฏิกิรยิ ากับสารในเซลลแ์ ละมไี อออน
บวก ไอออนลบเคลื่อนทีด่ ้วยความเร็วใกล้เคียงกัน หรือทาจากกระดาษกรองชบุ อิเลก็ โตรไลต์ โดยสะพาน
เกลอื ทาหน้าทเ่ี ปน็ ตวั กลางที่เชื่อมต่อระหว่างครง่ึ เซลล์ทง้ั สอง และเป็นสิง่ ท่ปี อ้ งกันการเกิดการสะสมของประจุ
โดยไอออนบวกจากสะพานเกลือจะเคลื่อนทไี่ ปยังครึง่ เซลล์ที่มปี ระจลุ บมาก ในทางตรงกันขา้ มไอออนลบก็จะ
เคลอ่ื นทไ่ี ปยังคร่งึ เซลล์ทม่ี ีประจมุ าก จึงทาใหป้ ฏกิ ิรยิ าดาเนินตอ่ ไปไดใ้ นเวลาที่มากข้นึ และเนอื่ งจากครึง่ เซลล์
ทง้ั สองเชอื่ มต่อกับวงจรภายนอก คร่ึงเซลลท์ ม่ี ศี กั ย์รีดักชนั สงู กว่าจะเกิดรดี กั ชัน และครง่ึ เซลล์ที่มีศกั ย์
รดี กั ชันตา่ กว่าจะ(ถกู บงั คับให)้ เกดิ ออกซิเดชัน ความต่างศักยร์ ะหว่างอเิ ล็กโทรดนี้ เรียกวา่ แรงเคล่อื นไฟฟ้า
(electromotive force: emf) และมีหน่วยเปน็ โวลต์ (volt)

5

1.เซลลป์ ฐมภมู ิ
2.เซลลท์ ตุ ยิ ภมู ิ

1. เซลลแ์ หง้ (Dry Cell) หรือเซลลเ์ ลอคลงั เช (LeClanche Cell)
เซลล์ไฟฟา้ ชนดิ นี้ถกู เรียกว่า เซลลแ์ ห้ง เพราะไมไ่ ดใ้ ชข้ องเหลวเป็นอิเล็กโทรไลต์ เปน็ เซลลท์ ่ีใช้ในไฟฉาย
หรอื ใช้ในประโยชน์อื่น ๆ เช่น ในวิทยุ เครื่องคดิ เลข ฯลฯ
กล่องของเซลล์ทาดว้ ยโลหะสงั กะสซี ่ึงทาหนา้ ทีเ่ ป็นขว้ั แอโนด (ขวั้ ลบ) ส่วนแท่งคาร์บอนหรอื แกรไฟต์อยตู่ รง
กลางทาหนา้ ที่เป็นข้ัวแคโทด (ขั้วบวก) ระหวา่ งอเิ ล็กโตรดทั้งสองบรรจุดว้ ยของผสมช้ืนของแอมโมเนยี มคลอ
ไรด์ (NH4Cl) แมงกานสี (IV) ออกไซด์ (MnO2) ซงิ คค์ ลอไรด์ (ZnCl2) ผงคาร์บอน ตอนบนของเซลล์
ผนกึ ด้วยวัสดุท่สี ามารถรกั ษาความชน้ื ภายในเซลล์ให้คงที่ มปี ฏกิ ิริยาเกิดข้นึ ดังน้ี
ท่ขี วั้ แอโนด (Zn-ขัว้ ลบ) Zn ถูกออกซิไดซ์กลายเป็น Zn2+
Zn(s)------> Zn2+(aq) + 2e-
ท่ขี ้ัวแคโทด (C-ขวั้ บวก) MnO2จะถูกรดี วิ ซ์ ไปเปน็ Mn2O3
2MnO2(s) + 2NH4++(aq) + 2e- -------> Mn2O3(s) + H2O(l) + 2NH3 (aq)
ดังนน้ั ปฏกิ ริ ิยารวมจงึ เปน็
Zn(s) + 2MnO2(s) + 2NH4+(aq)-------------> Zn2+(aq) + Mn2O3(s) + 2NH3(aq) + H2O(l)
แก๊ส NH3 ทีเ่ กดิ ขึ้นจะเข้าทาปฏิกิริยากบั Zn2+ เกิดเป็นไอออนเชิงซอ้ นของ [Zn(NH3)4]2+ และ
[Zn(NH3)2(H2O)2]2+ การเกิดไอออนเชงิ ซอ้ นนจ้ี ะช่วยรักษาความเขม้ ขน้ ของ Zn2+ ไมใ่ ห้สงู ขนึ้ จงึ ทาให้
ศกั ยไ์ ฟฟา้ ของเซลล์เกือบคงทเี่ ปน็ เวลานานพอสมควร จากปฏกิ ริ ิยารวมจะสงั เกตว่ามีน้าเปน็ ผลติ ภณั ฑ์ดว้ ย
ดงั นนั้ เซลลท์ เ่ี สื่อมสภาพจึงบวมและมีน้าไหลออกมา และเซลล์แหง้ น้ีจะให้ศกั ย์ไฟฟ้าประมาณ 1.5 โวลต์2. 2.
2. เซลล์แอลคาไลน์ (Alkaline Cell)

เซลล์แอลคาไลน์มีสว่ นประกอบของเซลลเ์ หมอื นกบั เซลล์เลอคลังเช แต่มสี ง่ิ ท่ีแตกตา่ งกันคอื เซลล์แอล
คาไลนใ์ ช้ เบสซง่ึ ไดแ้ กโ่ พแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH ) เปน็ อิเลก็ โทรไลตแ์ ทนแอมโมเนยี มคลอไรด์ (NH
4Cl) และเนอ่ื งจากใชส้ ารละลายเบสนเ่ี องเซลลช์ นิดน้จี ึงถกู เรียกวา่ เซลลแ์ อลคาไลนท์ ี่ข้ัวแอโนด
(Zn -ขัว้ ลบ) Zn ถูกออกซไิ ดซ์
Zn(s) + 2OH-(aq) ------> ZnO(s) + H2O(l) + 2e-
ท่ีขั้วแคโทด (C -ข้ัวบวก) MnO2 จะถกู รีดวิ ซ์ ไปเป็น Mn2O3
2MnO2(s) + H2O(l) + 2e -------> Mn 2O 3(s) + 2OH -(aq)

6

สมการรวม Zn (s ) + 2MnO 2(s)------> ZnO(s) + Mn 2O 3(s)
เซลลน์ จ้ี ะให้ศักย์ไฟฟ้าประมาณ 1.5 โวลต์ แตใ่ หก้ ระแสไฟฟา้ ไดม้ ากกวา่ และนานกวา่ เซลล์แหง้ เพราะ OH
– ท่เี กิดขนึ้ ทีข่ วั้ คารบ์ อนสามารถนากลับไปใชท้ ข่ี วั้ สังกะสไี ด้
3. เซลลป์ รอท (Mercury Cell)
มีหลกั การเช่นเดียวกบั เซลลแ์ อลคาไลน์ แตใ่ ชเ้ มอรค์ ิวรี (II ) ออกไซด์ (HgO ) แทนแมงกานีส (IV )
ออกไซด์ (MnO 2) เป็นเซลล์ท่มี ีขนาดเลก็ ใชก้ นั มากในเครอ่ื งฟงั เสียงสาหรบั คนหพู กิ าร หรือใชใ้ นอุปกรณ์
อน่ื เช่น นาฬิกาขอ้ มือ เครอื่ งคิดเลข เซลลน์ ้จี ะใหศ้ ักย์ไฟฟา้ ประมาณ 1.3 โวลต์ ให้กระแสไฟฟ้าต่า แต่
สามารถให้ค่าศกั ย์ไฟฟ้าคงท่ีตลอดอายุการใช้งาน มีปฏกิ ิริยาเคมดี งั น้ี
ที่ขั้วแอโนดZn (s ) + 2OH -(aq)------> ZnO(s) + H 2O(l) + 2e -
ทีข่ ั้วแคโทดHgO (s ) + H 2O(l) + 2e -------> Hg(l) + 2OH -(aq)
ปฏกิ ิรยิ ารวม Zn (s ) + HgO (s )------> ZnO(s) + Hg(l)

เซลลท์ ุติยภมู มิ ีหลายชนิด เช่น
1. แบตเตอรีส่ ะสมไฟฟ้าแบบตะก่วั ( Lead Storage Battery)
แบตเตอร่คี อื เซลล์ไฟฟา้ หลาย ๆ เซลลต์ ่อกนั เป็นอนุกรม แบตเตอร่สี ะสมไฟฟ้าแบบตะกัว่ นี้เปน็ แบตเตอรีท่ีใช้
ในรถยนต์ โดยประกอบด้วยเซลลไ์ ฟฟ้า 6 เซลล์ แตล่ ะเซลลจ์ ะมศี ักย์ไฟฟ้า 2 โวลต์ ดังนั้นแบตเตอร่ีใน
รถยนต์มศี ักยไ์ ฟฟ้า 12 โวลต์
สว่ นประกอบของแบตเตอร่ีสะสมไฟฟา้ แบบตะก่วั
เซลลส์ ะสมไฟฟา้ แบบตะกั่ว
1) เม่อื อดั ไฟครั้งแรก 2) เมอื่ จา่ ยไฟ 3) เมอ่ื อัดไฟครง้ั ตอ่ ไป
แบตเตอรีส่ ะสมไฟฟ้าแบบตะกัว่ จะประกอบด้วยอเิ ล็กโทรดคอื แผ่นตะก่ัว มกี รดซลั ฟิวรกิ เจอื จางเป็นอเิ ล็กโทร
ไลต์ เมอื่ มกี ารอัดไฟครง้ั แรกแผ่นตะก่ัวท่ีต่อกบั ขั้วบวกของแบตเตอรี (ขว้ั แอโนด) จะถูกออกซิไดซเ์ ป็นเลด (II
) ไอออน ดงั สมการ
Pb(s)------> Pb 2+(aq) + 2e -
เมื่อรวมกับออกซเิ จนท่เี กดิ ขึน้ จะกลายเป็นเลด (IV ) ออกไซด์
Pb 2+(aq) + O 2(g)------>PbO2(s)
ดงั นั้นทขี่ ้วั แอโนด (ขว้ั บวก) แผน่ ตะก่ัวจะถกู เปลยี่ นเปน็ เลด (IV ) ออกไซด์ขั้วไฟฟ้าจงึ แตกตา่ งกัน
(ขั้วแอโนด-ข้วั บวก: PbO2 และข้วั แคโทด-ขัว้ ลบ: Pb) ทาให้สามารถเกิดกระแสไฟฟา้ ได้หรือจ่ายไฟได้น่ันเอง

7

การจ่ายไฟเกิดขึ้น ดงั สมการ
ขว้ั แอโนด-ข้วั ลบ: Pb (s ) + SO4 2-(aq)------> PbSO4(s) + 2e-
ขว้ั แคโทด-ขั้วบวก:PbO 2(s) + SO 4 2-(aq) + 4H +(aq) + 2e------> PbSO 4(s) + 2H 2O(l)
อเิ ลก็ ตรอนจะเคลือ่ นทีจ่ ากข้วั แอโนดหรอื ขวั้ ลบผา่ นวงจรภายนอกไปยังขัว้ แคโทดหรอื ข้วั บวก จากสมการจะ
สังเกตไดว้ า่ มีผลิตภัณฑ์คือ PbSO 4(s) เกดิ ขนึ้ เหมอื นกนั ดงั นนั้ เมื่อใช้แบตเตอรี่ไประยะหนงึ่ ความต่างศักย์
จะลดลง และจะลดลงไปเรือ่ ย ๆ จนกระท่งั เปน็ ศูนย์ ท้ังนเี้ นื่องจากขว้ั ไฟฟ้าท้ังคเู่ หมือนกนั จึงไม่มคี วาม
แตกต่างของศักย์ไฟฟ้าระหว่างข้วั ทัง้ สอง
ปฏิกิริยาของเชลลข์ า้ งบนเป็นผนั กลบั ได้ ดงั น้ันถา้ ตอ้ งการให้เกดิ การผันกลับจงึ จาเปน็ ตอ้ งมกี ารอดั ไฟฟา้ ใหม่
โดยการต่อขัว้ บวกของเซลล์กับขวั้ บวกของแบตเตอรีแ่ ละข้วั ลบกับขั้วลบของแบตเตอร่ี ปฏกิ ิริยาขา้ งบนกจ็ ะ
เปลย่ี นทิศทางเป็นจากขวาไปซ้าย ในลักษณะน้ีเลด(II ) ซลั เฟตที่ขั้วลบก็จะเปล่ียนเปน็ ตะกั่ว ส่วนอกี ขัว้ หนง่ึ
เลด (II ) ซัลเฟตจะเปล่ยี นเปน็ เลด (IV ) ออกไซด์ ดงั สมการ
ขวั้ แอโนด-ขวั้ บวก: PbSO 4(s) + 2H 2O(l)----->PbO 2(s) + SO 4 2-(aq) + 4H +(aq) + 2e -
ขว้ั แคโทด-ข้วั ลบ: PbSO 4(s) + 2e -------> Pb(s) + SO4 2-(aq)
จากปฏกิ ิริยาในขณะทีม่ ีการจา่ ยไฟฟา้ ความเข้มขน้ ของกรดจะลดลงเร่อื ย ๆ จากปกตทิ มี่ คี วามถ่วงจาเพาะ
ประมาณ 1.25 ถึง 1.30 แล้วแต่อณุ หภมู ิในขณะน้ัน ๆ ถา้ หากเมื่อใดมคี วามถ่วงจาเพาะต่ากว่า 1.20 ที่
อุณหภมู ขิ องห้องก็ควรจะมีการอัดไฟฟ้าใหมไ่ ด้

2. เซลล์นกิ เกิล-แคดเมียม หรือเซลลน์ ิแคด (Nickel-Cadmium Cell)
ที่ขั้วแอโนด: Cd(s) + 2OH -(aq)------>Cd(OH) 2(s) + 2e -
ทข่ี ้ัวแคโทด: NiO 2(s) + 2H 2O(l) + 2e ------->Ni(OH) 2(s) + 2OH -(aq)
ปฏิกริ ิยารวม: Cd(s) + NiO 2(s) +2H 2O(l)------> Cd(OH) 2(s) + Ni(OH) 2(s)

3. เซลลล์ เิ ทยี มไอออน ( Lithium Ion Cell)
เซลลล์ เิ ทยี มอาจให้ศกั ย์ไฟฟ้าสงู ถงึ 3 โวลต์ เป็นเซลลท์ ใ่ี ช้อิเลก็ โทรไลต์เป็นของแขง็ ไดแ้ ก่สารพอลเิ มอร์ทยี่ อม
ใหไ้ อออนผ่านแต่ไม่ยอมให้อิเล็กตรอนผา่ น ขั้วแอโนดคอื ลิเทยี มซ่ึงเป็นธาตทุ มี่ คี า่ ศักยไ์ ฟฟ้ารีดักชนั มาตรฐานตา่
ทีส่ ดุ มีความสามารถในการใหอ้ ิเล็กตรอนได้ดที ีส่ ุด สว่ นแคโทดใชส้ ารท่ีเรยี กวา่ สารประกอบแทรกช้ัน
(Insertion Compound ) ไดแ้ ก่ TiS 2 หรือ V 6O 13

8

3.1. เขยี นคร่ึงเซลล์ท่ีเกดิ ปฏิกิรยิ าออกซิเดชันไว้ทางซา้ ยมือ โดยเขียนขวั้ ไฟฟา้ ไวท้ างซา้ ยสุด ตามดว้ ย
ไอออนในสารละลาย และใช้เส้นเดี่ยว / ขดี คั่นระหว่างขั้วไฟฟ้ากบั ไอออนในสารละลาย เช่น
Zn(s)/Zn2+(aq)
3.2. เขยี นครึง่ เซลลท์ ่เี กดิ ปฏิกริ ยิ ารดี กั ชันไวท้ างขวามือ โดยเขยี นไอออนในสารละลายก่อน ตามด้วยขั้วไฟฟ้า
ไวท้ างขวาสุด และใช้เสน้ เดยี่ ว / ขดี ค่ันระหวา่ งขั้วไฟฟา้ กบั ไอออนในสารละลาย เช่น Cu2+(aq)/Cu(s)
3.3. สาหรบั คร่งึ เซลล์ทปี่ ระกอบดว้ ยโลหะกับก๊าซ ใช้เสน้ เดยี่ ว / ขดี คั่นระหว่างข้วั ไฟฟ้ากบั ก๊าซและระหว่าง
ไอออนในสารละลาย เชน่ Pt(s)/H2(g,1 atm)/H+(aq)
3.4. สาหรบั ครงึ่ เซลลท์ เ่ี ป็นก๊าซ จะใชข้ ั้วไฟฟ้าท่ที าจากวัสดซุ งึ่ ไม่ทาปฏกิ ิริยากบั กา๊ ซและสารอิเลก็ โทรไลต์
3.5. เขียนเสน้ คู่ขนาน // แทนสะพานไอออนกั้นระหวา่ งคร่ึงเซลลท์ ี่เกดิ ปฏิกิริยาออกซิเดชนั กับปฏิกิริยา
รีดกั ชนั เช่น Zn(s)/Zn2+(aq)// Cu2+(aq)/Cu(s) Pt(s)/H2(g,1 atm)/H+(1 mol/dm3)// Cu2+(1
mol/dm3)/Cu(s)
3.6. สาหรบั ครงึ่ เซลลท์ ีม่ ีสารสถานะเดียวกนั มากกว่าหนง่ึ ชนิด ใหใ้ ช้เครื่องหมายจลุ ภาค (,) คนั่ ระหวา่ ง
ไอออนทงั้ สอง เชน่ Fe(s)/Fe2+(aq),Fe3+(aq)// Cu2+(aq)/Cu(s)
3.7. การระบคุ วามเขม้ ข้นของไอออนในสารละลายหรือสถานะของสาร ใหเ้ ขียนไว้ในวงเลบ็
ตัวอยา่ ง การเขยี นแผนภาพเซลลไ์ ฟฟา้ เคมี
1. A | A2+(aq) || B2+(aq) | B หรือ A | A2+ || B2+ | B
2. Zn | Zn2+(0.1 M) || Cu2+(0.1 M) | Cu
3. Pt | H2(1 atm) | H+(1 M) || Cu2+ | Cu(s)

9

เซลลอ์ เิ ลก็ โทรไลต์ หมายถงึ เซลลไ์ ฟฟา้ เคมีทีท่ าหน้าที่เปลี่ยนพลงั งานไฟฟา้ เป็นปฏิกริ ยิ าเคมี หรือ
เป็นระบบท่ีเกิดกระบวนการอิเล็กโทรลซิ ีส
อเิ ลก็ โทรลซิ สี (Electrolysis) หมายถึงกระบวนการแยกสลายสารเคมดี ้วยกระแสไฟฟ้า ซ่ึงทาไดโ้ ดยผ่านกระ
แสไฟฟ้าลงในสารละลายอเิ ลก็ โทรไลต์ หรอื สารอเิ ลก็ โทรไลต์ท่ีหลอมเหลว แลว้ สารอเิ ล็กโทรไลตเ์ กิดการ
แยกสลายได้สารใหม่เกดิ ข้ึนที่ข้วั แอโนดและขวั้ แคโทด
สว่ นประกอบของเซลลอ์ เิ ล็กโทรไลต์ เซลลอ์ เิ ล็กโทรไลต์ประกอบดว้ ยขั้วไฟฟ้าสองขั้ว จุ่มอยู่ในสารละลายอิเล็ก
โทรไลต์หรอื อเิ ลก็ โทรไลตท์ ่ีหลอมเหลว ขวั้ ไฟฟ้าท้ังสองตอ่ กบั ข้ัวบวกและข้ัวลบของแบตเตอรีใ่ นเซลล์อเิ ลก็ โทร
ไลต์ ขวั้ ไฟฟ้าที่ต่อกบั ข้ัวบวกของแบตเตอร่ี เกดิ ปฏกิ ิริยาออกซิเดชัน เรียกขั้วไฟฟ้านี้ว่าแอโนด และเป็นขว้ั บวก
ส่วนข้ัวไฟฟา้ ทีต่ อ่ กบั ขั้วลบของแบตเตอร่เี กดิ ปฏิกริ ยิ ารีดกั ชัน เรียกข้วั ไฟฟา้ นีว้ ่าแคโทด และเปน็ ขั้วลบ
ข้ัวไฟฟา้ (Electrode) คือแผ่นตวั นาทจ่ี มุ่ ในสารละลายอเิ ล็กโทรไลต์ แล้าตอ่ กบั เซลล์ไฟฟ้าหรือแบตเตอร่ี
แบง่ เป็นแอโนด และ แคโทด
สารละลายอเิ ล็กโทรไลต์ คือสารละลายทีน่ าไฟฟ้าได้ เพราะมี Iron (+) + Iron(-)
Iron (+) วง่ิ ไปรับอเิ ลก็ ตรอนที่ขว้ั ลบ เกดิ ปฏิกิริยารีดักชนั จงึ เรบี กข้วั ลบวา่ แคโทด และเรยี กไอออนบวก
ว่า แคตไอออน (cathion)
Iron (-) วงิ่ ไปให้ e- ที่ข้วั บวกเกดิ ปฏกิ ิริยาออกซิเดชนั เรียกว่า แอโนด และเรียก Iron (-) ว่า แอน
ไอออน (Anion)
ดังน้นั ทAี่ node มี Anion คอื ไอออนลบ และที่ Cathode มี Cathion คือ Ion บวก
Anode (oxidation) ตรงกับข้วั บวก Cathode (Reduction) ตรงกบั ขัว้ ลบ

10

สารละลาย CuSO4เปน็ อเิ ล็กโทรไลต์ ประกอบดว้ ย Cu2+และ มี H2O เป็นตัวทาละลายซึง่ อย่ใู นรปู
โมเลกลุ ท่ีเปน็ กลางทางไฟฟ้า เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี เข้าไปในอุปกรณ์แยกสารละลายด้วย
กระแสไฟฟา้ มปี ฏิกิรยิ าเกิดข้นึ ดงั นี้
แคโทด (ขัว้ ท่ีตอ่ อยูก่ บั ขว้ั ลบของแบตเตอร)ี
ท้งั Cu2+และ H2O มโี อกาสรบั อิเล็กตรอนจากแบตเตอรี แต่คา่ EO ของสองครงึ่ ปฏกิ ิริยาเปน็ ดงั นี้
Cu2+(aq) + 2e–------> Cu(s) EO = +0.34 V
2H2O(l) + 2e–------> H2(g) + 2OH–(aq) EO = –0.83 V
จากคา่ EO แสดงว่า Cu2+ในสารละลายรับอิเล็กตรอนไดด้ กี ว่า H2O ดังนน้ั Cu2+ จงึ เกิดปฏกิ ิรยิ า
รดี ักชนั ไดโ้ ลหะ Cu
แอโนด (ขั้วทต่ี อ่ อยูก่ บั ข้วั บวกของแบตเตอรี)
ในสารละลายมี และ H2O ที่มโี อกาสให้อเิ ล็กตรอนหรอื เกิดปฏิกริ ยิ าออกซิเดชัน แตค่ า่ EO ของสองครงึ่
ปฏิกิรยิ าเปน็ ดังนี้
S2O82-(aq) + e–(aq)------>SO42- EO = +2.01 V
O2(g) + 2H+(aq) + 2e–------> H2O(l) EO = +1.23 V
เม่ือเขียนสมการใหม่เปน็ ปฏิกริ ิยาออกซเิ ดชันเพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกบั ปฏิกริ ิยาทีจ่ ะเกิดขึ้นทแ่ี อโนด ค่าศกั ย์ไฟฟ้า
ของครง่ึ เซลล์จะมีเครื่องหมายตรงขา้ มกับ EO ของสมการเดมิ ดงั น้ี
SO42------->S2O82-(aq) + e–(aq) EO = –.2.01 V
H2O(l)------> O2(g) + 2H+(aq) + 2e– EO = –1.23 V
ศกั ยไ์ ฟฟา้ ออกซเิ ดชันของ H2O มคี ่าสูงกวา่ ของ แปลความหมายไดว้ ่า H2O ให้อเิ ลก็ ตรอนได้ดีกว่า ดงั น้นั ที่
แอโนด H2O จึงใหอ้ ิเลก็ ตรอนเกดิ เป็น H+กบั แก๊ส O2ซึ่งเมอ่ื ทดสอบแก๊สทเ่ี กดิ ขึ้นจะช่วยให้ไฟตดิ ถงึ แม้ใน
ปฏกิ ิริยาจะมี H+ เกดิ ข้นึ ด้วย และอาจรับอเิ ลก็ ตรอนเกิดเปน็ แกส๊ ไฮโดรเจน แตเ่ ม่ือเปรยี บเทยี บค่า EO
จากครง่ึ ปฏิกริ ิยาตอ่ ไปน้ี
Cu2+(aq) + 2e–------> Cu(s) EO = +0.34 V
2H+(aq) + 2e–-----> H2(aq) EO = 0.00 V

11

จากค่า EO แสดงว่า Cu2+รบั อเิ ล็กตรอนได้ดีกว่า H+ดงั น้นั H+ ไมเ่ กิดปฏกิ ิรยิ า ปฏกิ ิรยิ าการแยก
สารละลาย CuSO4ด้วยกระแสไฟฟ้าสรุปได้ดงั นี้
แอโนด : H2O(l)--------> O2(g) + 2H+(aq) + 2e–
แคโทด : Cu2+(aq) + 2e– ------> Cu(s)
ปฏิกริ ิยารวม :Cu2+(aq)+ H2O(l)------> Cu2+(aq)+O2(g)+2H+(aq)
เม่อื หาค่าศักยไ์ ฟฟา้ ของเซลลอ์ เิ ล็กโทรไลต์ในการทาอเิ ลก็ โทรลิซิสสารละลาย CuSO4โดยคดิ จากผลตา่ ง
ระหว่างศกั ยไ์ ฟฟ้ารีดักชันมาตรฐานทแี่ คโทดกับแอโนดจะไดผ้ ลดงั นี้
E0cell = E0cathode – E0anode
= (+0.34) – (+1.23)
= –0.89 V
ค่าศักย์ไฟฟ้าของเซลลอ์ ิเล็กโทรไลตม์ คี ่าติดลบ แสดงว่าปฏิกิริยาเกดิ เองไมไ่ ด้ ต้องใหพ้ ลังงานเข้าไป ซง่ึ กค็ ือ
ใชพ้ ลงั งานไฟฟ้าทาให้เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี นนั่ คอื การแยกสารละลาย CuSO4 ดว้ ยกระแสไฟฟา้ ต้องใช้พลงั งาน
มากกว่า 0.89 V จงึ จะมปี ฏกิ ิริยาเคมีเกิดขึน้

12

เปน็ เซลล์ไฟฟ้าเคมีทีเ่ กดิ ปฏิกิรยิ าเคมแี ล้วให้กระแสไฟฟ้า ตัวอยา่ งเช่น เซลลไ์ ฟฟา้ เคมี ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่
รถยนต์ และเซลลเ์ ชือ้ เพลิงที่มนุษย์อวกาศใช้ในการเดนิ ทางไปสารวจดวงจันทร์(เกดิ ปฏิกิริยาเคมี ไดก้ ระแส)

นาโลหะต่างชนดิ กันจุ่มในภาชนะทบี รรจุสารละลายท่ีมอี ิออนของโลหะนั้น เช่น โลหะ A จมุ่ ใน A2+ และ
โลหะ B จมุ่ ใน B2+ เป็นตน้ และภาชนะ 2 ใบน้ีมีสะพานออิ อนเชอื่ มถึงกนั แลว้ ตอ่ ลวดตวั นาจากขั้วทั้ง
สองเข้ากับโวลต์มเิ ตอร์ (volt meter) ซ่ึงมเี ขม็ แสดงทิศทางการไหลของอิเล็กตรอน พบวา่ เข็มกระดิกแสดงว่า
อเิ ล็กตรอนไหล

จากรูปพบว่าเข็มของโวลต์มเิ ตอรเ์ บนจาก A ไปยงั B แสดงว่าอิเลก็ ตรอนไหลจาก A ไปยัง B เราต้องการ
ทราบสง่ิ ต่อไปนี้
1. ข้ัวบวกและขั้วลบ
1.1 ขวั้ บวก คือ ข้ัวทมี่ ีอิเล็กตรอนหนาแน่นนอ้ ยกวา่ หรือขัว้ e ไหลเข้า ได้แก่ ขั้ว B
1.2 ขัว้ ลบ คอื ข้วั ท่มี ีอเิ ลก็ ตรอนหนาแน่นมากกวา่ หรือข้ัว e ไหลออก ไดแ้ ก่ ข้ัว A
2. ขั้วแอโนด (Anode) และขั้วแคโทด (Cathode)
2.1 แอโนด คือข้วั ที่เกิดปฏิกริ ิยาออกซเิ ดชนั ไดแ้ ก่ ข้วั A เพราะให้ e
2.2 แคโทด คอื ขัว้ ที่เกดิ ปฏิกิริยารดี ักชนั ไดแ้ ก่ ขั้ว B เพราะรับ e

13

3. แผนภาพเซลลก์ ลั วานิก เขียนไดด้ งั น้ี
3.1 เขียนครึง่ เซลล์แอโนดไวท้ างซา้ ย คร่ึงเซลล์แคโทดไว้ทางขวา คน่ั กลางด้วยสะพานอิออน ซง่ึ ใช้
เครื่องหมาย || หรือ //
3.2 สาหรับครึ่งเซลล์แอโนดและแคโทดเขยี นอิเลก็ โทรดไวซ้ า้ ยสดุ และขวาสุด ภายในครง่ึ เซลล์ถ้าต่างวัฏภาค
กันใช้เคร่ืองหมาย / คัน่
3.3 สารละลายท่ที ราบความเข้มขน้ ใหเ้ ขียนระบุไวใ้ นวงเลบ็
3.4 ถา้ ครง่ึ เซลล์ท่ีเปน็ ก๊าซใหร้ ะบคุ วามดนั ลงในวงเล็บด้วย
4. ปฏกิ ริ ิยาที่เกดิ ในเซลล์ไฟฟ้าเคมี
ปฏิกริ ยิ าครึ่งเซลล์
4.1 แอโนด เกดิ ปฏกิ ริ ยิ า Oxidation
4.2 แคโทด เกิดปฏกิ ิรยิ า Reduction
ปฏิกริ ิยาทัง้ เซลล์ เปน็ ปฏิกิริยา Redox
5. สมการแสดงปฏิกริ ิยา
สมการแสดงปฏกิ ริ ิยาครง่ึ เซลล์
แอโนด (Oxidation) A ----> A2+ + 2e ........(1)
แคโทด (Reduction) B2+ + 2e ------> B ........(2)
สมการแสดงท้งั เซลลเ์ ปน็ Redox (ทาให้ e หมดไป) (1) + (2)
6. สารใดให้อิเล็กตรอนง่ายกวา่ หรือเปน็ ตัวรดี ิวซด์ ีกว่า โลหะ A > โลหะ B
7. สารใดเปน็ ตัวชิงอิเล็กตรอนดกี ว่าหรือเป็นตัวออกซิไดซด์ กี ว่า B2+ > A2+
8. ศกั ยไ์ ฟฟ้าใครสูงกว่า ศักย์ไฟฟา้ ทขี่ ั้วบวกสงู กว่าศักย์ไฟฟ้าท่ขี ั้วลบคอื B > A ดังน้นั กระแสจะไหลจาก
B ไปยัง A สวนทางกบั การเคลือ่ นท่ีของอเิ ลก็ ตรอน
ความต่างศกั ย์ = ศักยท์ ี่ข้ัวบวก - ศักยท์ ่ีขัว้ ลบ
9. เขม็ จะไม่กระดกิ ในกรณีท่ศี ักยท์ ้งั สองข้ัวเท่ากนั

14

การหาค่าศกั ยไ์ ฟฟา้ ครงึ่ เซลลม์ าตรฐานหาโดยตรงไมไ่ ด้ตอ้ งมีอิเล็กโทรดมาเปรียบเทยี บ (Reference
Electrode) ไดแ้ ก่
1. โลหะตะกวั่
2. ก๊าซ H2 แลว้ กาหนดให้ศักยข์ องครง่ึ เซลลเ์ ปรียบเทยี บเทา่ กบั ศนู ย์
แตโ่ ดยท่วั ไปไมน่ ยิ มใช้โลหะเป็นอเิ ลก็ โทรดเปรียบเทียบ เนื่องจากควบคุมความบริสุทธิย์ ากจึงหนั มาใหใ้ ชก้ า๊ ซ
H2 แทน
การใช้ก๊าซ H2 เปน็ อิเลก็ โทรดเปรยี บเทยี บ ตามปกตกิ า๊ ซ H2 ไม่นาไฟฟา้ และเกดิ ปฏกิ ิริยายาก จงึ ต้องใช้
โลหะ Pt เป็นขัว้ ไฟฟา้ ปละมี Pt Black เคลอื บอยู่เพ่ือช่วยให้เกดิ ปฏิกิรยิ าง่ายขึน้ จมุ่ ในสารละลายของกรด
HCl และมีท่อกา๊ ซ H2 ผ่านลงไป
ดงั น้นั ศกั ยค์ ร่งึ เซลลข์ อง Cu = + (มคี ่าเปน็ บวกแสดงวา่ Cu2+ ชงิ e ดกี ว่า H+) แตค่ ่าศกั ย์ไฟฟ้าครง่ึ
เซลล์ (E) ขึน้ อยู่กบั องค์ประกอบหลายอยา่ งคือ
1. ความเข้มข้นของสารละลาย
2. อุณหภูมิ
3. ความดัน (ถ้าเปน็ ก๊าซ)
4. ชนดิ ของข้ัว
จากองคป์ ระกอบทง้ั 5 ข้อ จึงตอ้ งกาหนดมาตรฐานโดยใชค้ วามดนั 1 โมล/ลิตร , T = 0.25 0C,
ความดนั = 1 บรรยากาศ (E -> E0)

1. ถ้า E0 เปน็ บวกแสดงวา่ ครงึ่ เซลล์นั้นชงิ e- ได้ดกี วา่ ครงึ่ เซลล์ H2
ถา้ E0 เป็นลบแสดงวา่ ครงึ่ เซลลน์ ัน้ ชงิ e- สคู้ รึง่ เซลล์ H2 ไม่ได้
2. ถา้ E0 บวกมากชงิ e- ดีกว่าบวกนอ้ ย > 0 > ลบน้อย > ลบมาก

15

1. ใช้เรียงลาดับการชงิ e หรอื ตัวออกซไิ ดซ์
2. ใชเ้ รยี งลาดับการให้ e หรือตวั รีดวิ ซ์
3. ใชบ้ อกใหท้ ราบถึงข้วั บวก ข้วั ลบ แอโนด แคโทด ความตา่ งศักย์ แผนภาพ ปฏกิ ริ ยิ า และอืน่ ๆ เม่ือนา
ครง่ึ เซลล์มาตอ่ เขา้ ดว้ ยกนั
4. ใช้บอกให้ทราบว่าโลหะใดใชป้ ้องกันการผขุ อง Fe ได้ (โดยเสยี e- ง่ายกวา่ Fe)
5. ใชบ้ อกให้ทราบว่าโลหะใดทาให้ Fe ผเุ ร็วข้ึน (โดยเสยี e- ยากกว่า Fe)
6. ใชท้ านายการเกดิ ปฏิกิริยาได้หรือไมไ่ ด้ โดยการหาคา่ E0 ของเซลล์ตามโจทยก์ าหนด ถ้า E0 ของเซลล์
เปน็ วกเกดิ ได้ ถา้ E0 ของเซลลเ์ ป็นลบเกิดไม่ได้ (หมายถงึ เกดิ ตรงกันข้าม) แตไ่ ม่บอกวา่ เกดิ เร็วหรือช้า
(อตั ราเร็ว) หรอื เกดิ มากหรอื นอ้ ย
ตัวอยา่ ง จากคา่ E0 ตอ่ ไปน้ี
Zn2+ + 2e---> Zn E0 = -0.76
Fe2+ + 2e ---> Fe E0 = -0.44
Cl2 + 2e ---> 2Cl-E0 = +1.36
H2 + 2e ---> 2H+ E0 = 0.00
Cu2+ + 2e---> Cu E0 = +0.34
1. การเรียงลาดับการชงิ e หรือตัวออกซไิ ดซจ์ ากมากไปนอ้ ย (ซ้ายมือ) + มาก ชงิ e - ดีกว่า + น้อย
Cl2 , Cu2+ , H+ , Fe2+ , Zn2+
2. การเรยี งลาดับการให้ e จากง่ายไปยากหรอื ตัวรีดวิ ซจ์ ากมากไปน้อย (ขวามือ)
Zn , Fe , H2 , Cu , Cl-
3. เมอื่ นาคร่งึ เซลล์ Zn ตอ่ กบั ครึ่งเซลล์ Cu การหาขว้ั บวก ข้วั ลบ แอโนด แคโทด ศักยข์ องเซลล(์ ความ
ต่างศักย)์ หาไดด้ งั น้ี

16

ความต่างศกั ย์= ศักย์ทข่ี วั้ บวก (แคโทด) - ศักย์ท่ขี ว้ั ลบ (แอโนด)
= ศกั ยข์ องเซลล์ (E0 เซลล์)
= Cu - Zn
= +0.34 - (-0.76)
= +1.10 Volts

แผนภาพเซลล์กัลวานกิ Zn / Zn2+ || Cu2+ / Cu
ปฏกิ ริ ยิ าคร่ึงเซลลแ์ อโนด Zn ---> Zn2+ + 2e

ครง่ึ เซลล์แคโทด Cu2+ + 2e ---> Cu
ท้งั เซลล์ (Redox) ทาให้ หมดไป (1) +
(2)
Zn + Cu2+ ---> Cu + Zn2+
4. โลหะที่ป้องกนั การผกุ ร่อนของ Fe ได้ (โลหะท่ีเสีย e งา่ ยกว่า Fe) ก็คอื โลหะ Zn
5. โลหะที่ทาให้ Fe ผเุ รว็ ข้นึ (โลหะทีเ่ สีย e ยากกวา่ Fe) กค็ อื โลหะ Cu

1. เขยี นสมการตามโจทย์กาหนด
2. หาข้วั แคโทด (ขว้ั ท่ีเกดิ ปฏิกริ ยิ า Reduction) และขัว้ แอโนด (ข้ัวที่เกิดปฏิกริ ิยา Oxidation) ตามโจทย์
กาหนดในสารต้ังต้น
3. หาค่า E0 ของเซลล์จากสมการ E0 เซลล์ = E0 แคโทด - E0 แอโนด
ถ้า E0 ของเซลล์ออกมาเป็นบวกแสดงวา่ ปฏิกิริยานี้เกิดข้นึ ได้ เช่น
Zn + 2H+ ----> Zn2+ + H2 E0 เซลล์ = +0.76 volts
Cu + 2H+ ----> Cu2+ + H2 E0 เซลล์ = -0.34 volts
ถา้ E0 ของเซลล์ออกมาเป็นลบแสดงว่าปฏกิ ิริยาไม่เกิดแต่เกิดตรงกันขา้ ม เช่น
Cu2+ + H2 ----> Cu + 2H+ E0 เซลล์ = +0.34 volts

17

เป็นเซลล์ไฟฟา้ ทเ่ี มือ่ เกิดปฏิกริ ยิ าเคมภี ายในเซลลเ์ กดิ ข้ึนอย่างสมบรู ณแ์ ล้วไมส่ ามารถนากลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น
ถ่านไฟฉาย เซลลแ์ อลคาไลน์ เซลลป์ รอท เซลล์เงิน เป็นตน้ เซลลไ์ ฟฟาประเภทน้ีเมื่อสรา้ งเสร็จสามารถ
นามาใชไ้ ด้เลย

ถ่านไฟฉายหรอื เซลลแ์ ห้ง

1. Anode (Oxidation) Zn --> Zn2+ + 2e-

2. Cathode (Reduction) 2MnO2 + 2NH4 + + 2e- ---> Mn2O3 + H2O + 2NH3

ปฏิกิริยารวม (Redox) โดย (1) + (2) ทาให้ e- หมดไป

Zn + 2MnO2 + 2NH4+--->Zn2+ + Mn2O3 + H2O + 2NH3

Zn2+ รวมกบั NH2 เกิดสารประกอบเชิงซอ้ น [Zn(NH3)4]2+ และ [Zn(NH3)2(H2O)]2+] เพื่อรกั ษาความ
เข้มขน้ ของ Zn2+ & NH3 เซลลช์ นดิ นี้มแี รงเคลื่อนประมาณ 1.5 Volts

เซลลอ์ ลั คาไลน์ มสี ่วนประกอบและหลักการเหมือนกับถา่ นไฟฉายแต่ใชด้ ่าง KOH เป็นอเิ ลก็ โทรไลตแ์ ทน
NH4Cl

1. Anode (Oxidation) Zn + 2OH---> ZnO + H2O + 2e-

2. Cathode (Reduction)2MnO2 + H2O + + 2e- --->Mn2O3 + 2OH-

ปฏกิ ิรยิ ารวม (Redox) โดย (1) + (2) ทาให้ e- หมดไป

Zn + 2MnO2--->ZnO + Mn2O3

เซลล์อัลคาไลนม์ ศี ักยไ์ ฟฟา้ เท่ากับเซลลแ์ ห้งแตใ่ ชไ้ ด้นานกวา่ เพราะนา้ และไฮดรอกไวด์ (OH-) ที่เกิดขนึ้ ใน
ปฏกิ ิริยาหมุนเวยี นกลับไปเปน็ สารต้ังตน้ ของปฏกิ ริ ยิ าไดอ้ กี จึงทาให้ศักยค์ งที่ตลอดการใช้งานและใช้ได้นาน
กว่า

เซลลป์ รอท มหี ลกั การเหมือนกบั เซลล์อลั คาไลน์ แต่ใชเ้ มอร์คิวรี (II) ออกไซด์ ( HgO) แทนแมงกานีส
(IV) ออกไซด์ (MnO2)

18

1. Anode (Oxidation) Zn + 2OH---> ZnO + H2O + 2e-

2. Cathode (Reduction)HgO + H2O + + 2e- --->Hg + 2OH-

ปฏกิ ริ ิยารวม (Redox) โดย (1) + (2) ทาให้ e- หมดไป

Zn + HgO--->ZnO + Hg

เซลลป์ รอทใหศ้ ักยไ์ ฟฟ้าประมาณ 1.3 Volts ใหก้ ระแสไฟฟ้าตา่ แต่มีข้อดีทส่ี ามารถใหศ้ กั ยไ์ ฟฟ้าเกือบคงท่ี
ตลอดอายกุ ารใช้งาน นยิ มใชก้ ันมากในเคร่ืองฟังเสียงสาหรบั คนหพู กิ าร

เซลลเ์ งนิ มีสว่ นประกอบเช่นเดียบกบั เซลล์ปรอท แตใ่ ช้ซลิ เวอร์ออกไวด์ ( Ag2O) แทนเมอร์ควิ รี (II)
ออกไซด์ ( HgO)

1. Anode (Oxidation) Zn + 2OH---> ZnO + H2O + 2e-

2. Cathode (Reduction)Ag2O + H2O + + 2e- --->2Ag + 2OH-

ปฏกิ ริ ิยารวม (Redox) โดย (1) + (2) ทาให้ e- หมดไป

Zn + Ag2O--->ZnO + 2Ag

เซลล์เงินใหศ้ ักย์ไฟฟ้าประมาณ 1.5 Volts มขี นาดเล็กและมอี ายกุ ารใช้งานไดน้ านมากแตม่ ีราคาแพง จงึ ใชก้ บั
อปุ กรณห์ รอื เคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าบางชนดิ เชน่ เครอ่ื งคิดเลข นาฬกิ า

19

การผกุ รอ่ นของโลหะทพี่ บบ่อยในชวี ิตประจาวันได้แก่ เหล็กเปน็ สนมิ (สนิมเหล็กเปน็ ออกไซด์ของเหล็ก
Fe2O3.xH2O) ซ่งึ เกดิ จากสาเหตุหลายประการ ตวั อย่างเช่น การทอ่ี ะตอมของโลหะที่ถูกออกซไิ ดสแ์ ลว้ รวมตวั
กบั ออกซิเจนในอากาศเกดิ เปน็ ออกไซด์ของโลหะนั้น เช่น สนมิ เหล็ก(Fe2O3) สนมิ ทองแดง (CuO) หรือ
สนิมอลูมเิ นียม (Al2O3) การเกิดสนิมมกี ระบวนการทซ่ี ับซอ้ นมากและมีลกั ษณะเฉพาะตวั ดังน้ี
1. การผกุ ร่อนของโลหะ คอื ปฏิกิริยาเคมที ีเ่ กิดระหว่างโลหะกบั ภาวะแวดลอ้ ม
2. ภาวะแวดลอ้ มที่ทาใหผ้ กุ ร่อน คือ ความชืน้ และออกซิเจน(H2O, O2) หรอื H2O กบั อากาศ
3. ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดในการผกุ รอ่ น เปน็ ปฏิกิรยิ ารดี อกซ์
3.1 โลหะทเ่ี กิดปฏกิ ริ ยิ า Oxidation (ใหอ้ เิ ล็กตรอน)
3.2 ภาวะแวดล้อมเป็นฝ่ายรับอเิ ลก็ ตรอน เกดิ ปฏิกริ ิยา Reduction
4. สมการแสดงปฏิกิริยาการผุกรอ่ น (เกิดจากการทดลอง)
โลหะ + ภาวะแวดล้อม -----> Ion ของโลหะ + เบส
Fe (s) + H2O (l) + O2 (g) -----> Fe2+ (aq) + OH- (aq)
Fe2+ ทดสอบโดยใช้สารละลาย K3Fe(CN)6 จะไดส้ ีน้าเงิน ถา้ สนี ้าเงนิ เขม้ แสดงวา่ มี Fe2+ มาก ถา้ จางมี
Fe2+ นอ้ ย
เบส(OH-) ทดสอบโดยสารละลายฟนิ อล์ฟทาลนี ได้สชี มพู
5. ในการ Balance สมการ
เมอ่ื เหล็กสัมผสั กับอากาศและความช้ืน อะตอมของเหล็กจะเกดิ ปฏิกิริยาออกซเิ ดชันดังสมการ
Fe (s) ------> Fe2+ (aq) + 2e ………….(1) (Oxidation)
นา้ และออกซิเจนรบั อิเลก็ ตรอนจากเหลก็ ดงั สมการ
2H2O (l) + O2 (g) + 4e ------> 4OH- (aq) ……….(2) (Reduction)
(1) * 2 + (2) ; 2Fe + 2H2O + O2 -------> 2Fe2+ + 4OH- (Redox)

20

1. ทาสี ทานา้ มนั การรมดา และการเคลอื บพลาสติก เปน็ การปอ้ งกนั การถูกกบั O2 และความชนื้ ซึง่
เป็นการป้องกนั การเกดิ สนิมของโลหะได้และเปน็ วิธที ่ีสะดวกและใหผ้ ลดีในการป้องกนั สนิม
2. โลหะบางชนดิ มีสมบตั พิ ิเศษ กล่าวคือเมื่อทาปฏิกริ ิยากับออกซิเจนจะเกิดเป็นออกไซด์ของโลหะเคลือบอยบู่ น
ผวิ ของโลหะนน้ั และไมเ่ กดิ การผุกร่อนอีกตอ่ ไป โลหะทมี่ ีสมบัตดิ ังกล่าวได้แก่ อลมู เิ นยี ม ดีบกุ และสงั กะสี
การชบุ หรือเคลอื บโดยโลหะที่ Oxide ของโลหะน้นั คงตัว สลายตวั ยาก จะเป็นผวิ บางๆ คลุมผิวโลหะอีกที
ไดแ้ ก่ Cr (โครเมยี ม) และอลูมิเนยี ม(Al) เปน็ ตน้ ดังน้นั Cr2O3.Al2O3 สลายตัวยาก เรียกชอ่ื ว่าวิธี อโน
ไดซ์ (Anodize)
หมายเหตุ เหล็กกล้าไมเ่ กิดสนิม (stainless steel) เปน็ Fe ผสม Cr
3. การผกุ ร่อนของโลหะมีปฏิกิริยาเกิดข้ึนเช่นเดียวกับแอโนดในเซลล์อเิ ลก็ โทรไลต์ ดังนั้นถา้ ไม่ต้องการให้เกิด
การผกุ รอ่ นจงึ ตอ้ งใหโ้ ลหะนนั้ มสี ภาวะเปน็ แคโทดหรือคล้ายกบั แคโทด โดยใช้โลหะท่ีเสีย e ง่ายกว่าเหลก็ ไป
อยกู่ บั เหลก็ ได้แก่ Fe ชบุ Zn สาหรับมุงหลงั คา การฝงั ถงุ Mg ตามทอ่ หรอื การผูก Mg ตามโครงเรือ
จะทาให้ Fe ผชุ ้าลง เน่ืองจาก Zn & Mg เสยี e งา่ ยกวา่ Fe จะเสีย e แทน Fe เรยี กชื่อวธิ ี แคโธดิก
(Cathodic)
4. การป้องกันการผุกร่อนของโลหะในระบบหล่อเย็นแบบปดิ
เครื่องยนตท์ ีใ่ ชใ้ นรถยนต์หรอื เคร่ืองมอื ผลิตกระแสไฟฟ้าจะใชร้ ะบบหลอ่ เยน็ แบบปิดเพอ่ื รักษาอุณหภมู ิของ
เครื่องยนตไ์ มใ่ ห้สงู มากเกินไป สารหลอ่ เยน็ ทีใ่ ช้คือน้าซึง่ มอี อกซเิ จนละลายอยู่ ถ้าเครอื่ งยนต์มโี ลหะผสมของ
อลมู เิ นยี ม ออกซิเจนท่ีละลายอยู่ในน้าจะถกู ใช้ในการสรา้ งฟิลม์ อลมู เิ นยี มออกไซด์ และฟิลม์ นจี้ ะปอ้ งกนั การผุ
กรอ่ นเครื่องยนตไ์ ด้ แตถ่ ้าเครอื่ งยนต์มีส่วนประกอบทเี่ ป็นโลหะผสมของเหล็ก สว่ นประกอบของเครอื่ งยนต์ที่
สัมผัสกบั นา้ จะเกิดการผุกร่อนได้ เน่อื งจากออกไซด์ของเหลก็ ไม่มีสมบตั ใิ นการเปน็ สารเคลือบผิว จึงต้องเติม
สารยับยั้งการกัดกร่อนซ่ึงประกอบด้วยสารประกอบของไนไตรตโ์ บแรกซ์ สารน้ีจะทาให้นา้ ในระบบหล่อเย็นมี
pH สูงกวา่ 8.5 และทาใหโ้ ลหที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องยนตเ์ กิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ยาก การผกุ รอ่ น
ของโลหะจึงลดลง นอกจากนี้การใช้ระบบปดิ มีผลดีอกี ประการหน่ึงคือเปน็ การจากัดปริมาณของออกซิเจนที่
ละลายลงไปในนา้ จึงทาให้การผกุ ร่อนของโลหะลดลง

21

https://www.scimath.org/lesson-chemistry/item/7090-2017-05-28-04-13-50

Thanks for watching


Click to View FlipBook Version