The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suchayada Klubchana, 2022-11-27 08:22:52

ตลาดในระบบเศรษฐกิจ

5|2

Market in the economy



คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
รายวิชาการบูรณาการความรู้ทางสังคมศึกษาเพื่อการจัดการ
เรียนรู้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้
เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาในรายวิชา
เศรษฐศาสตร์ เรื่อง ระบบเศรษฐกิจ ให้ผู้เรียนมี ความรู้ และ
ความเข้าใจในเรื่องประเภทของตลาดในระบบเศรษฐกิจ รวมไป
ถึงให้ผู้เรียนสามารถทบทวนความรู้ เรื่อง ประเภทของตลาด
ในระบบเศรษฐกิจได้ตามเวลาและสถานที่ที่ผู้เรียนสะดวก

คณะผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เล่มนี้จะเป็น ประโยชน์ต่อผู้เรียน ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

คณะผู้จัดทำ



สารบัญ

เรื่อง หน้า

คำนำ ก
สารบัญ

ความหมายของตลาด ข
ความสำคัญของตลาดในระบบเศรษฐกิจ

ขนาดของตลาด 1
คนกลางในตลาด

ประเภทของตลาด 2
อ้างอิง

คณะผู้จัดทำ 4


6


7


18


19

ตลาดในระบบเศรษฐกิจ 1

ตลาด หมายถึง สถานที่ที่ผู้ซื้อและผู้ขาย
มีการติดต่อกันได้โดยสะดวกจนสามารถ
ทำการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้จากคำจำกัด
ความดังกล่าวตลาดจึงมีความหมายสองนัย
คือ

ตลาดนัยแรก หมายถึง สถานที่ที่ผู้ซื้อผู้
ขายมาติดต่อซื้อขายกันเช่นตลาดนัด
สวนจตุจักร ตลาดท่าเตียน ตลาดไท
ตลาดสุดในท้องถิ่นหรือชุมชนเป็นต้น

ตลาดนัยสอง หมายถึง การติดต่อกัน
ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในทางใดทางหนึ่ง
หรือหลายทางได้แก่ทางโทรศัพท์ โทรสาร
จดหมาย ในที่นี้ตลาดจึงมีขอบเขตที่กว้าง
ขวางออกไปเช่น
ตลาดกรุงเทพมหานคร ตลาดลอนดอน
ตลาดโลก เป็นต้น

2

ในปัจจุบันถ้าไม่มีตลาดจะเกิดปัญหาตาม ความสำคัญของตลาดในระบบเศรษฐกิจ
มามากมาย นับตั้งแต่ผู้บริโภคจะมีความยาก
ลำบาก ในการที่จะไปหาซื้อสินค้าที่ต้องการ
ผู้ผลิตก็มีความยุ่งยากเพราะไม่ทราบว่าผู้
ซื้อต้องการจะซื้อ สินค้าอะไร มีรูปร่าง
ลักษณะอย่างไร จำนวนเท่าไร ดังนั้นตลาด
จึงเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ผลิตกับ
ผู้บริโภค และมีความสำคัญต่อระบบ
เศรษฐกิจ ดังนี้

1) ช่วยให้ผู้ผลิตทำการผลิตสินค้าและ
บริการได้ตรงกับความต้องการของผู้
บริโภค เนื่องจากตลาดจะทำหน้าที่เป็น
ตัวกลางที่จะนำเอาข้อมูลความต้องการ
ของผู้บริโภคมาให้กับผู้ผลิต ผู้ผลิตจะได้
ผลิตสินค้าตรงกับความต้องการของผู้
บริโภค ช่วยลดความสิ้นเปลืองทรัพยากรที่
ใช้ใน การผลิตสินค้าที่เกินความต้องการลง
ได้

ความสำคัญของตลาดในระบบเศรษฐกิจ (ต่อ) 3

2) ช่วยให้ผู้บริโภคมีมาตรฐานครองชีพ
สูงขึ้น เพราะสามารถบริโภคสินค้าที่ผลิต
เอง ไม่ได้ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค และ
สินค้าอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น
อาหาร เสื้อผ้า โทรทัศน์ พัดลม ตู้เย็น
รถยนต์ เป็นต้น

3) ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศขยาย
ตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดจะก่อให้เกิดการ
จ้างงานในกิจกรรมทางการตลาด เมื่อมี
งานทำก็จะทำให้ ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น
เศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวสูงขึ้น

4

ขนาดของตลาด

ตลาดจะมีอาณาเขตหรือ
ขอบข่ ายกว้างขวางเพียงใดขึ้น
อยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1) การคมนาคมและเทคโนโลยีสื่อสาร
การนำสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคได้นั้น
ต้องอาศัยการขนส่งถ้าการขนส่งกระทำได้
รวดเร็ว ปลอดภัย เสียค่าขนส่งถูก ผู้ผลิต
หรือผู้ขายก็สามารถส่งสินค้าออกไปขายที่
ไกลๆได้ ตลาดก็จะมีอาณาเขตกว้างขวาง
แต่ถ้าการขนส่งสินค้าล่าช้าไม่สะดวกเสียค่า
ขนส่งตลาดก็มีอาณาเขตแคบลง เช่นเดียว
กับเทคโนโลยีการสื่อสารถ้าการติดต่อ
สื่อสารยิ่งสะดวกรวดเร็วมากเท่าไหร่ก็
สามารถส่งสินค้าไปขายยังที่ต่างๆได้มาก
หลากหลายรูปแบบ ตลาดก็จะมีอาณาเขต
กว้างขวางขึ้นเช่นการซื้อขายผ่าน
อินเทอร์เน็ต เป็นต้น

5

ขนาดของตลาด (ต่อ)

2) ลักษณะของสินค้า สินค้าบางชนิดมีตลาด
แคบเนื่องจากลักษณะของสินค้านั้นๆ ได้แก่ สินค้าที่
เน่าเสียหรือแตกง่าย เช่นกระเบื้อง เครื่องแก้ว
เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถขนส่งไปขายในพื้นที่ห่าง
ไกลได้ หรือจะต้องเสียค่าขนส่งแพงเนื่องจากต้อง
ขนส่งทางเครื่องบิน รวมถึงสินค้าที่มีน้ำหนักมาก
หรือใช้พื้นที่มาก แต่มีมูลค่าต่ำ เช่นหิน ทราย เป็นต้น

3) นโยบายของรัฐบาล นับว่าเป็นสาเหตุ
สำคัญในการกำหนดอาณาเขตของตลาด เช่น การ
กำหนดโควต้าส่งออก หรือการขึ้นอัตตราภาษีสรง
ออกกับสินค้าบางชนิด ทำให้ตลาดสินค้าชนิดนั้นมี
อาณาเขตแคบลง

6

คนกลางในตลาด

การซื้อขายสินค้าในตลาดมีทั้งการซื้อขายสินค้าโดยตรง
ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค กับการ ซื้อขายผ่านพ่อค้า
คนกลาง ซึ่งพ่อค้าคนกลางอาจมีหลายระดับ เช่น

พ่อค้าคนกลางในตลาดท้องที่ เป็นพ่อค้าคนกลางซื้อ
ขายสินค้าอยู่ในท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง เช่นในหมู่บ้าน ในตำบล

พ่อค้าคนกลางในตลาดท้องถิ่น เป็นพ่อค้าคนกลางที่ทำ
หน้าที่ซื้อขายสินค้าในระดับท้องถิ่นอาจเป็นอำเภอหรือ
จังหวัด

พ่อค้าคนกลางในตลาดปลายทาง เป็นพ่อค้ารับซื้อ
สินค้าในตลาดปลายทางเพื่อส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศ

พ่อค้าปลีก เป็นผู้ที่ขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย
พ่ อค้าปลีกเป็นคนกลางที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากที่สุด

7

ประเภทของตลาด

ตลาดโดยทั่วไปอาจแบ่งได้หลายลักษณะเช่นการแบ่งตลาด
ตามชนิดของสินค้าแบ่งตามการดำเนินการของผู้ขายแบ่งตาม
กลุ่มของผู้ซื้อและแบ่งตามระดับการแข่ งขันสรุปได้ดังนี้
1) การแบ่งตลาดตามชนิดของสินค้าแบ่ง

ได้ 3 ประเภท คือ
1.) การแบ่งตลาดตามชนิดของสินค้า
ได้แก่1ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นตลาดที่มีการซื้อขายสินค้า
ผู้บริโภคโดยผู้ซื้อนำไปบริโภคโดยตรงเช่นอาหารเสื้อผ้าเป็นต้น

8

ประเภทของตลาด

2.) ตลาดปัจจัยการผลิต
เป็นตลาดที่มีการซื้อขาย
ปัจจัยการผลิตเพื่อนำไปใช้ใน
การผลิตสินค้าชนิดอื่นๆเช่น
เครื่องสูบน้ำรถบรรทุกเป็นต้น
เป็นการซื้อไปสูบน้ำเข้านาเพื่อ
ปลูกข้าวและซื้อรถบรรทุกไป
เพื่อรับจ้างบรรทุกสินค้า
ต่างๆ

3.) ตลาดเงินและตลาดทุน เป็นตลาดที่มีการติดต่อตกลง
กันเรื่องเงินและทุนเป็นต้นว่าการกู้ยืมเงินการซื้อขายหลัก
ทรัพย์การซื้อขายเงินตราต่างประเทศเป็นต้น

9

ประเภทของตลาด(ต่อ)

2) การแบ่งตลาดตามการดำเนินการของผู้

ขายแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1.) ตลาดขายส่ง เป็นตลาดที่มีการขายสินค้าครั้งละ
มากๆโดยจำหน่ายให้กับพ่ อค้าคนกลางเพื่อนำสินค้าไป
จำหน่ายโดยตรงให้ผู้บริโภคอีกครั้งหนึ่ง

2.) ตลาดขายปลีก เป็นตลาดที่มีการขายสินค้าให้แก่ผู้
บริโภคโดยตรง

10

ประเภทของตลาด(ต่อ)

3) การแบ่งตลาดตามกลุ่มของผู้ซื้อแบ่ง

ได้ 5 ประเภท ได้แก่
1.) ตลาดผู้บริโภค เป็นกลุ่มของผู้บริโภคที่เป็นบุคคลหรือ

ครัวเรือนที่ซื้อสินค้าไปเพื่ออุปโภคบริโภคในครัวเรือน
2.) ตลาดผู้ผลิต เป็นการซื้อสินค้าของผู้ผลิตเพื่อนำไป

แปรรูปหรือใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายอีกทอด
หนึ่ง
3.) ตลาดผู้ขายต่อ เป็นการซื้อสินค้าของผู้ประสงค์จะนำ
สินค้าไปขายต่อ โดยหวังผลกำไรอีกทอดหนึ่ง
4.) ตลาดรัฐบาล เป็นการซื้อสินค้าของหน่วยราชการเพื่อ
นำไปใช้ในองค์การต่างๆ
5.) ตลาดระหว่างประเทศ เป็นการซื้อสินค้าระหว่างประเทศ ผู้
ซื้อหรือผู้ขายอาจจะเป็นเอกชนและรัฐบาลก็ได้

11

ประเภทของตลาด(ต่อ)

4) การแบ่งตลาดตามลักษณะของการแข่งขัน

แบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่

1.) ตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ (competitive market) หรือ
อาจเรียกว่าตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ (perfect or pure
competition) ตลาดประเภทนี้มีอยู่น้อยมากในโลกแห่งความเป็น
จริง อาจกล่าวได้ว่าเป็นตลาดในอุดมคติ (ideal market) ของนัก
เศรษฐศาสตร์ ตลาดชนิดนี้เป็นตลาดที่ราคาสินค้าเกิดขึ้นจากแรง
ผลักดันของอุปสงค์และอุปทานโดยแท้จริง ไม่มีปัจจัยอื่นๆมาผลัก
ดันในเรื่องราคา ลักษณะสำคัญของตลาดประเภทนี้ คือ

มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก (many buyers and sellers)
แต่ละรายมีการซื้อขายเป็นส่วนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับ
จำนวนผู้ซื้อและผู้ขายทั้งหมดในตลาด การซื้อขายสินค้าของ
ผู้ซื้อหรือผู้ขายแต่ละรายไม่มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาใน
ตลาด กล่าวคือ ถึงแม้ผู้ซื้อหรือผู้ขายจะหยุดซื้อหรือขาย
สินค้าของตนก็จะไม่กระทบกระเทือนต่อปริมาณสินค้าทั้งหมด
ในตลาด เพราะผู้ซื้อหรือผู้ขายแต่ละคนจะซื้อสินค้าหรือขาย
สินค้าเป็นจำนวนเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณสินค้า
ทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด

12

ประเภทของตลาด(ต่อ)

สินค้าที่ซื้อหรือขายจะต้องมีลักษณะเหมือนกัน
(homogeneity) สามารถที่จะใช้แทนกันได้อย่าง
สมบูรณ์ ในทรรศนะหรือสายตาของผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อ
สินค้าประเภทเดียวกันนี้จากผู้ขายคนใดก็ตามผู้ซื้อจะได้
รับความพอใจเหมือนกัน เช่น ผงซักฟอก ถ้าตลาดมี
การแข่งขันกันอย่างแท้จริงแล้ว ผู้ซื้อจะไม่มีความรู้สึก
ว่าผงซักฟอกแต่ละกล่องในตลาดมีความแตกต่างกัน
คือ ใช้แทนกันได้สมบูรณ์ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ผู้ซื้อมี
ความรู้สึกว่าสินค้ามีความแตกต่าง เมื่อนั้นภาวะของ
ความเป็นตลาดแข่ งขันอย่างสมบูรณ์ก็จะหมดไป

ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องมีความรอบรู้ในภาวะของตลาดอย่าง
สมบูรณ์ คือ มีความรู้ภาวะของอุปสงค์ อุปทาน และราคาสินค้า
ในตลาด สินค้าชนิดใดมีอุปสงค์เป็นอย่างไร มีอุปทานเป็น
อย่างไร ราคาสูงหรือต่ำก็สามารถจะทราบได้

การติดต่อซื้อขายจะต้องกระทำได้โดยสะดวก หมายความว่า
ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถทำการติดต่อค้าขายกันได้อย่าง
สะดวกและรวดเร็ว รวมถึงการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตจะ
ต้องเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วด้วย

13

ประเภทของตลาด(ต่อ)

หน่วยธุรกิจสามารถเข้าหรือออกจากธุรกิจการค้าโดย
เสรี ตลาดประเภทนี้จะต้องไม่มีข้อจำกัดหรือข้อกีดขวาง
ในการเข้ามาประกอบธุรกิจของนักธุรกิจรายใหม่
หมายความว่าหน่วยการผลิตใหม่ๆจะเข้ามาประกอบ
กิจการแข่งขันกับหน่วยธุรกิจที่มีอยู่ก่อนเมื่อใดก็ได้ หรือ
ในทางตรงกันข้ามจะเลิกกิจการเมื่อใดก็ได้

14

ประเภทของตลาด(ต่อ)

2.) ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (non-perfect competition
market) เนื่องจากตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์เป็นตลาดที่
หาได้ยากเพราะเป็นตลาดในอุดมคติของนักเศรษฐศาสตร์ ตลาด
ตามสภาพที่แท้จริงในโลกนี้ส่วนใหญ่เป็นตลาดที่มีการแข่ งขันไม่
สมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากสินค้าที่ซื้อขายในท้องตลาดส่วนมากมี
ลักษณะไม่เหมือนกัน ทำให้ผู้ซื้อเกิดความพอใจสินค้าของผู้ขาย
คนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้ซื้อหรือผู้ขายในธุรกิจมี
น้อยเกินไป จนกระทั่งมีอิทธิพลเหนือราคาที่จำหน่าย กล่าวคือ
แทนที่จะเป็นผู้ยอมรับปฏิบัติตามราคาตลาดก็กลับเป็นผู้กำหนด
ราคาเสียเอง สินค้าที่ซื้อขายในตลาดทั่วๆไปก็มักจะเคลื่อนย้ายไป
ยังที่ต่างๆไม่สะดวก เพราะถนนไม่ดี การติดต่อสื่อสารไม่ดี และ
อาจจะมีกฎหมายการห้ามส่งสินค้าเข้าออกนอกเขตอีกด้วย
ประกอบกับผู้บริโภคไม่ค่อยจะรอบรู้ในสภาวะของตลาดอย่างดี
จึงทำให้ตลาดเป็นตลาดที่มีการแข่ งขันอย่างไม่สมบูรณ์

15

ประเภทของตลาด(ต่อ)

ประเภทของตลาดแข่ งขันไม่สมบูรณ์

ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (monopolistic
competition) ตลาดประเภทนี้มีลักษณะที่สำคัญ คือ มีผู้
ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมาก และทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างมี
อิสระเต็มที่ในการที่จะวางนโยบายการขายและการซื้อ
ของตนโดยไม่กระทบกระเทือนคนอื่น แต่สินค้าที่ผลิตมี
ลักษณะหรือมาตรฐานแตกต่างกันถือเป็นสินค้าอย่าง
เดียวกัน แต่ก็มีหลายตรา หลายยี่ห้อ

การบรรจุหีบห่อ การโฆษณาต่าง
กัน เป็นเหตุให้ผู้ซื้อชอบหรือพึงใจ
ในสินค้ายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งโดย
เฉพาะ ทำให้ผู้ขายสามารถกำหนด
ราคาสินค้าของตนได้ทั้งๆที่ผู้ขาย
ในตลาดชนิดนี้ต้องแข่ งขันกับผู้
ขายรายอื่น เช่น สินค้าผงซักฟอก
สบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ

16

ประเภทของตลาด(ต่อ)

ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (oligopoly) ตลาดประเภทนี้จะมี
ผู้ขายเพียงไม่กี่ราย และผู้ขายแต่ละรายจะขายสินค้าเป็น
จำนวนมาก เมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าทั้งหมดในตลาด ถ้า
หากว่า ผู้ขายรายใดเปลี่ยนราคาหรือนโยบายการผลิต
และการขายแล้วก็จะกระทบกระเทือนต่อผู้ผลิตรายอื่นๆ
เช่น บริษัทผู้ขายน้ำมันในประเทศไทยซึ่งมีเพียงไม่กี่ราย ผู้
ขายแต่ละบริษัทจะต้องวางนโยบายของตน ให้สอดคล้อง
กับนโยบายของบริษัทอื่นๆเพื่อที่จะดำเนินการค้าร่วมกัน
อย่างราบรื่น และผู้ขายทุกคน ก็มีอิทธิพลต่อการกำหนด
ราคาและปริมาณสินค้าในตลาด ถ้าบริษัทใดเปลี่ยน
นโยบายการขายย่อมมี ผลกระทบกระเทือนต่อสินค้าชนิด
นั้นๆทั้งหมด เช่น ถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งลดราคา สินค้า
ของคู่แข่ งขันก็จะลดราคาลงด้วยเพื่อรักษาระดับการขาย
ไว้

17

ประเภทของตลาด(ต่อ)

ตลาดผูกขาด (monopoly) คือตลาดที่มีผู้ขายอยู่เพียงคน
เดียว ทำให้ผู้ขายมีอิทธิพลเหนือราคาและปริมาณสินค้า
อย่างสมบูรณ์ในการที่จะเพิ่มหรือลดราคาและควบคุม
จำนวนขายทั้งหมด (total supply) ได้ตามต้องการ ส่วน
มากจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ใช้เงินลงทุนมาก มีเทคโนโลยีที่
ทันสมัย ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กรายอื่นๆไม่สามารถเข้ามา
แข่งขันได้ ตลาดประเภทนี้ ได้แก่ บริษัทผลิตเครื่องบิน
เครื่องจักรกล หรือกิจการสาธารณูปโภค เช่น การเดินรถ
ประจำทาง โรงงาน ยาสูบ ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์
เป็นต้น

18

อ้างอิง

ข้อมูล : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานเศรษฐศาสตร์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4-6 หน่วยการเรียนรู้ที่2
หน้า22-27
ผู้เรียบเรียง : รศ. จรินทร์ เทศวานิช

รศ. ดร. สุชาดา ตั้งทางธรรม
รศ. สุมนทิพย์ บุญสมบัติ

19

สมาชิกในกลุ่ม

1.นางสาวเขมจิรา บุญจันทร์ เลขที่ 10

2.นางสาวจุฑามาศ มากเพ็ง เลขที่ 11

3.นางสาวเบญจมาศ บุญถึงจิตร เลขที่ 14

4.นางสาวปิยาพัชร ตุ้ยสักดา เลขที่ 15

5.นางสาวกมลลักษณ์ ชูกลิ่น เลขที่ 18

6.นางสาวปวีนัสนันท์ เพชรสงค์ เลขที่ 24

7.นางสาวสุชญาดา กลับชนะ เลขที่ 30

8.นางสาวสิรภัทร ไชยผล เลขที่ 37

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/2


Click to View FlipBook Version