แนวคิด ทฤษฎีของเดวิด ออซูเบล David p. Ausubel
ชีวประวัติ เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2461 และเติบโตในบรูคลิน นิวยอร์ก เรียนที่มหาวิทยาลัยเพนซิลที่เขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมในปี 1939 ได้รับวิชาเอกการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาจิตวิทยา ต่อมา Ausubel ส าเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ในปี 1943 ที่Middlesex Universityซึ่งเขาได้ไปฝึกงานที่ โรงพยาบาล Gouverneur ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกตอนล่างของแมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์ก หลังจากรับราชการทหารกับบริการ สาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา Ausubel ได้รับปริญญาโทและปริญญาเอกของเขา ในด้านจิตวิทยาพัฒนาการจากมหาวิทยาลัย โคลัมเบียในปี พ.ศ. 2493 ในปีพ.ศ. 2516 ออซูเบลเกษียณจากชีวิตการศึกษาและอุทิศตนให้กับการฝึกจิตเวช ในระหว่างการฝึกจิตเวช ในปี 1994 เมื่ออายุได้ 75 ปี Ausubel เกษียณจากอาชีพการงานเพื่ออุทิศตนเต็มเวลาในการเขียน จากนั้นเขาก็ตีพิมพ์หนังสือสี่เล่ม 1.การพัฒนาอัตตาและจิตพยาธิวิทยา (1996), 2.การได้มาและการเก็บรักษาความรู้ (2000) 3.ทฤษฎีและปัญหาการพัฒนาวัยรุ่น (พ.ศ. 2545) และ 4.ความตายและสภาพมนุษย์ (2002) เสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551
แนวคิดของออซูเบล ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล ได้เน้น ความส าคัญของการเรียนรู้อย่างมีความหมายและความเข้าใจ การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้เชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนใหม่เข้า ไปในโครงสร้างของสติปัญญากับความรู้เดิมที่มีอยู่ในสมอง ของผู้เรียนแล้ว
แนวคิด David p. Ausubel เป็นนักจิตวิทยาแนวพุทธิปัญญานิยม
ออซูเบล ได้แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 4 ประเภทดง ั ต ่ อไปน ้ ี 1.การเรียนรู้โดยการรับอย่างมีความหมาย 2.การเรียนรู้โดยการรับแบบท่องจ าโดยไม่คิดหรือแบบนกแก้วนกขุนทอง 3.การเรียนรู้โดยการค้นพบอย่างมีความหมาย 4.การเรียนรู้โดยการค้นพบแบบท่องจ าโดยไม่คิด หรือแบบนกแก้วนกขุนทอง ออซูเบลให้ความหมายการเรียนรู้อย่างมีความหมาย( Mearningful learning) ว่า เป็นการเรียนที่ผู้เรียนได้รับมาจากการ ที่ผู้สอน อธิบายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ให้ทราบและผู้เรียนรับฟังด้วยความเข้าใจ โดยผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนรู้ กับโครงสร้างพุทธิปัญญาที่ได้เก็บไว้ในความทรงจ า และจะสามารถน ามาใช้ในอนาคต ออซูเบลได้ชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อที่จะอธิบายเกี่ยวกับพุทธิปัญญา ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
ความคิดเห็น ออซูเบลได้มีความคิดเห็น กล่าวว่าทฤษฎีของท่านมีวัตถุประสงค์ที่จะอธิบายการเรียนรู้เกี่ยวกับพุทธิปัญญาเท่านั้น (Cognitive learning) ไม่รวมการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก การเรียนรู้ทักษะทางมอเตอร์ (Motor Skills learning) และการเรียนรู้โดยการค้นพบ ออซูเบล ได้บ่งว่า การเรียนรู้อย่างมีความหมายขึ้นอยู่กับตัวแปร 3 อย่าง ดังต่อไปนี้ 1. สิ่ง (Materials) ที่จะต้องเรียนรู้จะต้องมีความหมาย ซึ่งหมายความว่าจะต้องเป็นสิ่งที่มี ความสัมพันธ์กับสิ่งที่เคยเรียนรู้ และเก็บไว้ในโครงสร้างพุทธิปัญญา (cognitive structure) 2.ผู้เรียนจะต้องมีประสบการณ์ และมีความคิดที่จะเชื่อมโยงหรือจัดกลุ่มสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ให้สัมพันธ์กับความรู้หรือสิ่งที่เรียนรู้เก่า 3. ความตง ้ัใจของผ ู เ ้ รย ี นและการท่ผ ี ู เ ้ รย ี นม ี ความร ู-้คิดที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ให้มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างพุทธิปัญญา (Cognitive Structure) ที่อยู่ในความทรงจ าแล้ว
กระบวนการสอนของเดวิด ออซูเบล ใช้เทคนิคการสอนแบบ มโนทัศน์กว้างล้วงหน้า Advance Organizer คือ เป็นวิธีการสร้างการเชื่อมช่องว่างระหว่างความรู้ที่ผู้เรียนได้รู้แล้ว (ความรู้เดิม) กับความรู้ ใหม่ที่ได้รับ ที่จ าเป็นจะต้อง เรียนรู้เพื่อผู้เรียนจะได้มีความเข้าใจเนื้อหาใหม่ได้ดีและจดจ า ได้ดีขึ้น โดยมีขั้นตอนดังนี้ - การจัด เรียบเรียง ข้อมูลข่าวสารที่ต้องการให้เรียนรู้ ออกเป็นหมวดหมู่ หรือ - น าเสนอกรอบ หลักการกว้างๆ ก่อนที่จะให้เรียนรู้ในเรื่องใหม่ หรือ - แบ่งบทเรียนเป็นหัวข้อที่ส าคัญ และบอกให้ทราบเกี่ยวกับหัวข้อส าคัญที่เป็น ความคิดรวบยอดใหม่ที่จะต้องเรียน
สรุปทฤษฎีของ เดวิด ออซูเบล สรุปได้ว่า การเรียนรู้อย่างมีความหมาย (Mearningful learning) ของออซูเบล เป็นทฤษฎีกลุ่มพุทธิปัญญา แต่จะแตกต่างจากทฤษฎีของ เพียเจต์ ที่เน้นความส าคัญของผู้เรียน และของบรูเนอร์ที่เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้โดย การค้นพบด้วยตนเอง(Discovery) ส าหรับออซูเบลจะสนับสนุนทั้ง Discovery และ Expository technique ซึ่งเป็นการสอนที่ครูให้หลักเกณฑ์ และผลลัพธ์ ออซูเบลมีความเห็นว่าส าหรับเด็กโต (อายุเกิน11หรือ 12 ปี)นั้น การจัดการเรียนการสอนแบบ Expository technique น่าจะเหมาะสมกว่าเพราะเด็กวัยนี้สามารถเข้าใจเรื่องราว ค าอธิบายต่างๆได้ แต่ควรเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย โดยการเรียนรู้สิ่งใหม่ มีการเชื่อมโยงพื้นฐานความรู้ เดิมที่มีมาก่อนกับสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ใหม่ จากการวิจัยพบว่า วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้เร็วและจ าได้นาน ส่วนการเรียนรู้แบบ Discovery จะช่วยในการถ่ายโยงความรู้ได้ดี เพราะจะต้อง ค้นคว้า ทดลอง แก้ปัญหา หา ค าตอบด้วยตนเอง
ขอบคุณครับ นายนนทกร ทบหลง นนท์ เลขที่ 327