The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารธารวัฒนธรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panyawut.jin, 2021-09-09 03:57:20

วารสารธารวัฒนธรรม

วารสารธารวัฒนธรรม

วารสารธารวฒั นธรรม
สานกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั สุราษฎร์ธานี

Cultural Stream: Journal of Arts and Culture
The office of Arts and Culture, Suratthani Rajabhat University

ท่ีปรึกษา รกั ษาราชการแทนอธิการบดีมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สรุ าษฎรธ์ านี
ผศ.ดร.วัฒนา รตั นพรหม รองอธิการบดีฝา่ ยกจิ การนักศึกษาและศษิ ย์เกา่ สมั พันธ์
ดร.พลกฤต แสงอาวุธ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุราษฎรธ์ านี

บรรณาธิการ ผ้อู านวยการสานกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม
นายธรี พนั ธุ์ จนั ทรเ์ จริญ
รองผู้อานวยการสานักศิลปะและวัฒนธรรม
รองบรรณาธิการ
ดร.อัญชลี แสงอาวธุ รองผู้อานวยการสานกั ศิลปะและวัฒนธรรม
รองผอู้ านวยการสานกั ศิลปะและวฒั นธรรม
กองบรรณาธิการ
ดร.นนั ทิพา บุษปวรรธนะ
ดร.แกลว้ ทนง สอนสังข์

สานักงานกองบรรณาธกิ าร
พลฯ หญิง สุเพญ็ บวั ชุม
นางสาวเนตรชนก สขุ เจรญิ
นางสาวอทุ ุมพร ศรวี ิเศษ
นางกัญญาภทั ร คงเรือง
นางสาวนิทศั ไหมจุ้ย
นางสาวจนั ทรจ์ ริ า เศรษฐพลอย
นางสาวอทุ มุ พร ศรวี ิเศษ

เลขานกุ ารกองบรรณาธิการ
นางสาวเนตรชนก สขุ เจรญิ

สานักงานกองบรรณาธิการ
สานกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุราษฎร์ธานี
272 ม. 9 ถนนสุราษฎร์-นาสาร ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 84100
โทรศพั ท์ 0–7791–3354 โทรสาร 0–7791–3355

บทบรรณาธกิ าร

วารสารธารวัฒนธรรม กอ่ ตั้งขน้ึ โดยสานกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏสุราษฎรธ์ านี เพ่อื เป็นช่องทาง
ในการสื่อสารและเผยแพร่สาระความรู้ด้านวัฒนธรรมสู่สังคม อีกท้ังต้ังใจเปิดเวทีในการแสดงความรู้ความคิดเห็นของเหล่า
นักวิชาการทางด้านวัฒนธรรมจากสถาบัน และองค์กรต่างๆ วารสารธารวัฒนธรรมฉบับน้ีเป็นฉบับปฐมฤกษ์ มีบทความท่ีมี
ความหลากหลายจากผู้เขียนหลายสถาบันถึง ๘ บทความ ประกอบด้วยบทความทางด้านมรดกสิ่งทอ เอกสารโบราณ
ศิลปกรรมท้องถิ่น ภาษาและวรรณกรรม รวมท้ังดนตรีและนาฏศิลป์ ด้วยตั้งใจจะให้ผู้อ่านได้รับความรู้ทางวัฒนธรรม
ท่หี ลากหลาย อกี ทั้งยงั สามารถเลือกอา่ นเฉพาะบทความที่ตรงกับความสนใจหรือตรงกับสายงานของตนได้อกี ดว้ ย

บทความทางด้านมรดกสิ่งทอมีจานวน ๒ บทความ บทความแรกน้ันรองศาสตราจารย์ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล
ประธานกรรมการศูนย์ล้านนาศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นาเสนอและแสดงให้เห็นถึง
การแลกเปลี่ยนและถ่ายโยงทางวัฒนธรรมซ่ึงกันและกันผ่านทางเครือญาติ และการค้าขาย ของผู้คนในลุ่มน้าน่าน
ซ่ึงก่อให้เกิดวิถีชีวิตที่ผสมผสานแบ่งปันเกื้อกูล ผ่านบทความ "ผ้าทอเมืองน่าน" ส่วนอีกบทความรองศาสตราจารย์
ดร.วิศปัตย์ ชัยช่วย จากสาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เสนอ
บทความ "พลวัตการแต่งกายของเจ้านางสีดาในพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์แบบเมืองอุบลราชธานี" ซ่ึงสามารถสะท้อนโลกทัศน์
ความเชื่อ อานาจ ตลอดจนมกี ารปรับเปลี่ยนและการธารงรักษาอัตลักษณท์ างวัฒนธรรมบางอย่างเอาไว้อย่างมีพลวตั

บทความดา้ นเอกสารโบราณในวารสารฉบับน้มี ีจานวน ๓ บทความ เลอื กสรรมาเฉพาะบทความท่นี าเสนอเรื่องราว
ที่เก่ียวข้องกับคัมภีร์ใบลาน เพ่ือเป็นการให้ความรู้แก่ผู้อ่านเป็นลาดับในลักษณะของชุดความรู้ เร่ิมต้ังแต่การนาเสนอ
เรื่องราวของ "การจารใบลาน" โดยคุณจุง ดิบประโคน นักภาษาโบราณชานาญการ กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก
สานักหอสมุดแห่งชาติ และขยายเพดานความรู้เพิ่มเติมด้วยบทความ "สาระสังเขปจากคัมภีร์ใบลาน" โดยคุณพิมพ์พรรณ
ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสาร และหนังสือ) กรมศิลปากร ตบท้ายด้วยบทความเรื่อง
"คมั ภีรใ์ บลานพมุ เรียง กับการศึกษาคณะสงฆเ์ มอื งไชยา" โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ศานติ ภักดีคา ภาควิชาภาษาไทยและ
ภาษาตะวนั ออก คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ

ส่วนอีก ๓ บทความน้ัน เป็นเรื่องราวเก่ียวกับศิลปกรรมท้องถิ่น ดนตรีและนาฏศิลป์ ภาษาและวรรณกรรม
เร่ืองละ ๑ บทความ คุณธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ ผู้อานวยการสานักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้
เสนอคุณคา่ ของทรัพยากรวัฒนธรรมท่ีสาคัญควรแก่การสงวนรักษาของชุมชน ในฐานะวัตถุพยานที่ช่วยเช่ือมโยงอดีตเข้ากับ
ปัจจุบัน อันจะนาไปสู่การพัฒนาอย่างย่ังยืนในอนาคต ผ่านบทความ "ผ้าห่อคัมภีร์เมืองไชยา" ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.รัชวิช มุสิการุณ จากสาขาวิชาดนตรีไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ได้ตีแผ่เรื่องราวของดนตรี
ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตามเง่ือนไขของกาลเทศะ ผ่านบทความเรื่อง "วงเครื่องสายไทย : บทบาท บทบรรเลง ในเพลง
พิธีกรรม" ปิดท้ายวารสารธารวัฒนธรรมฉบับน้ีโดย ดร.บรรจง ทองสร้าง รองผู้อานวยการสานักศิลปะและวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา นาเรื่องราวที่น่าสนใจของสุราษฎร์ธานีมาถ่ายทอดผ่านบทความเรื่อง "คาไชยาที่สืบเค้ามาจาก
ศรวี ชิ ยั "

กองบรรณาธิการขอขอบคุณทั้งผู้เขียนบทความและผู้อ่านท่ีช่วยกันขับเคล่ือนให้กงล้อวัฒนธรร มไทยยังคงหมุนไป
ไมม่ วี นั จบสนิ้

ธรี พนั ธุ์ จนั ทร์เจริญ
บรรณาธิการ

สารบัญ หนา้
1
ผ้าทอเมืองน่าน 11
27
รองศาสตราจารย์ ทรงศักด์ิ ปรางค์วฒั นากุล 33
48
พลวัตการแต่งกายของเจ้านางสีดาในพิธฆี า่ นกหัสดลี ิงค์แบบเมอื งอุบลราชธานี 58
75
รองศาสตราจารย์ ดร.วิศปตั ย์ ชัยชว่ ย 84
92
จงุ ดิบประโคน
สาระสงั เขปจากคัมภรี ์ใบลาน

พิมพพ์ รรณ ไพบูลย์หวังเจรญิ

คัมภีรใ์ บลานพมุ เรียง กบั การศึกษาคณะสงฆเ์ มอื งไชยา

รองศาสตราจารย์ ดร. ศานติ ภกั ดคี า

ผ้าห่อคมั ภรี เ์ มอื งไชยา

ธรี พันธุ์ จันทรเ์ จริญ

วงเครอ่ื งสายไทย : บทบาท บทบรรเลง ในเพลงพิธกี รรม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชวิช มุสกิ ารณุ

คาไชยาทสี่ ืบเคา้ มาจากศรีวิชัย

ดร.บรรจง ทองสร้าง
บรรณนิทัศน์พทุ ธทาส

อทุ ุมพร ศรีวเิ ศษ



ผ้าทอเมอื งนา่ น วารสารธารวัฒนธรรม 1

ปีท่ี 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564
Woven Textiles of Nan

รองศาสตราจารย์ ทรงศกั ดิ์ ปรางคว์ ัฒนากุล
Assoc. Prof. Songsak Prangwatanakun
ประธานกรรมการศูนยล์ า้ นนาศึกษา คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
President of Lanna Education Center, Faculty of Humanities, Chiang Mai University

2 วารสารธารวัฒนธรรม

ปีท่ี 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

บทนา

เทือกเขาหลวงพระบางเป็นเทอื กเขาสาคญั ซงึ่ เปน็ เสน้ แบ่งเขตแดนไทย-ลาว แมน่ ้าน่านมีต้นกาเนิดมาจากเทือกเขา
แห่งน้ี เป็นแม่น้าสายใหญ่ท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก ชุมชนท่ีอาศัยอยู่บริเวณลุ่มลาน้าน่าน
ครอบคลมุ พน้ื ท่ี 5 จงั หวดั ในตอนเหนือของประเทศไทย ไดแ้ ก่ จังหวัดนา่ น อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และ นครสวรรค์ ผู้คน
ที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มลาน้าน่านแห่งน้ี ประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานนับเป็นเวลานานหลายร้อยปี
มาแล้ว มีทั้งชาวไทยวน ชาวไทลาว ชาวไทล้ือ ฯลฯ กลุ่มชนเหล่าน้ีต่างก็มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีการ
แลกเปล่ียนและถ่ายโยงทางวัฒนธรรมซ่ึงกันและกันผ่านทางเครือญาติ และการค้าขาย ตลอดจนมีวิถีการดารงชีวิต ความเชื่อ
และศาสนาร่วมกัน ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่งดงาม สะท้อนผ่านงานศิลปหัตถกรรมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะงาน
หตั ถกรรมผา้ ทอของกลุ่มชนในจังหวัดนา่ น ซง่ึ เป็นแหล่งสร้างสรรค์ผลงานผ้าทอทีโ่ ดดเด่นเป็นอย่างมาก

น่าน คือจังหวัดเล็กๆ จงั หวดั หนง่ึ ในจานวน 8 จังหวัดภาคเหนอื ตอนบนของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม
ของดินแดน “ล้านนา” ดนิ แดนที่งดงามดว้ ยศิลปวัฒนธรรมอันส่งั สมมาแตอ่ ดีตอันยาวนาน

อาณาเขตของจังหวัดน่าน ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันตกตดิ ตอ่ กบั จงั หวัดพะเยา ทศิ ใตต้ ิดตอ่ กับจังหวดั แพรแ่ ละอตุ รดิตถ์ สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีดอยภูคา
เป็นภูเขาสูงสุด ท่ีราบมีเพียง 1 ใน 3 ส่วนของพื้นท่ีท้ังหมด จะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้าน่าน น้าปัว น้าว้า น้าแหง น้าสา น้าสมุน
นา้ ลี และหว้ ยน้าลาธารใหญน่ ้อยอกี หลายสาย ตลอดจนท่รี าบระหว่างหบุ เขาอกี ดว้ ย

ปัจจบุ นั จงั หวดั นา่ นแบง่ เขตการปกครองออกเป็น 15 อาเภอ ได้แก่ อ.เมืองน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.เชียงกลาง
อ.ท่าวังผา อ.ทุ่งช้าง อ.นาน้อย อ.นาหมื่น อ.บ่อเกลือ อ.บ้านหลวง อ.ปัว อ.ภูเพียง อ.แม่จริม อ.เวียงสา อ.สันติสุข และ
อ.สองแคว

ในอดีตอาณาเขตเมืองน่านกว้างขวางกว่าปัจจุบัน ครอบคลุมไปถึง อ.เชียงม่วน อ.เชียงคา และอ.เชียงของ
(ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตการปกครองของจังหวัดพะเยาและเชียงราย) นอกจากนี้ยังรวมไปถึงหัวเมืองฝ่ังซ้ายของแม่น้าโขงซ่ึง
ปัจจบุ ันอย่ใู นเขตประเทศ สปป.ลาว ได้แก่ เมืองเงิน เมืองหงสา เมืองเชียงลม เมืองเชียงฮ่อน และเมืองคอบ เมืองเหล่านี้เคย
เป็นหวั เมอื งที่ข้นึ กบั เมอื งน่านแต่ตอ้ งสญู เสียใหแ้ กป่ ระเทศฝรงั่ เศส ในยุคล่าอาณานคิ ม พ.ศ.2446 (ร.ศ.122)

รูปแบบผ้าทอในจังหวัดน่านมีลักษณะเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมการทอผ้าของชาวไทยวน ไทลื้อและไทลาว
ผา้ ทอเมอื งนา่ นมีความหลากหลายซ่งึ แสดงถึงความเชีย่ วชาญของชา่ งทอ มีการใชเ้ ทคนคิ การทอผ้าที่หลากหลาย ไดแ้ ก่

- เทคนิคเกาะล้วง (Tapestry Weaving)
- เทคนิคมัดหม่ี (มัดกา่ น) (Weft Ikat)
- เทคนิคจก (Discontinuous Supplementary Weft)
- เทคนิคขดิ (ซึง่ ชาวเมืองนา่ นเรียกว่า เทคนคิ มกุ หรอื ยกมุก) (Continuous Supplementary Weft)
- เทคนคิ ยกดอก (Twill and Satin Weaves)
หลักฐานผ้าทอโบราณท่ีปรากฏในคลังสะสมและในพิพิธภัณฑ์ผ้าไท/ไทยส่วนใหญ่คือผ้าซิ่น เน่ืองจากเป็นผ้าที่
ผ้หู ญิงไทในอดตี ใช้เป็นเคร่ืองนุง่ หม่ หลัก ผา้ ซ่นิ จึงเปน็ สงิ่ ทอท่ีสาคัญและมีความหมายต่อวิถีชีวิตของคนไท ในบทความน้ีจึงจะ
มงุ่ กล่าวถงึ ผา้ ทอเมืองนา่ นเฉพาะประเภทผ้าซนิ่ เป็นสาคญั

วารสารธารวัฒนธรรม 3

ปที ี่ 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

การจาแนกประเภทผา้ ซน่ิ เมอื งนา่ น
ลักษณะผา้ ซิ่นเมืองนา่ นท่ีเปน็ แบบมาตรฐานในอดีตสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. ซิน่ เชียงแสน
2. ซิ่นม่าน
3. ซ่ินป้อง
4. ซ่ินกา่ น
5. ซิ่นตีนจก
6. ซิ่นแบบเมืองเงนิ
ดังมีรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
1. ซ่ินเชียงแสน เป็นซิ่นพ้ืนบ้านที่ใช้นุ่งในชีวิตประจาวันของชาวเมืองน่าน ช่ือเรียกของซิ่นชนิดนี้แสดงถึง

แหล่งกาเนิดว่าเป็นแบบด้ังเดิมของชาวไทยวนในเชียงแสนมาแต่อดีต ลักษณะเป็นผ้าซิ่นฝ้ายลายขวางเย็บ 2 ตะเข็บ สีพื้น
หลักคือสีแดงเข้มหรือสีคราม ลายขวางเป็นสีดา คราม หรือขาว ทอด้วยเทคนิคธรรมดามีการจัดโครงสร้างของลายขวางบน
ตวั ซิน่ เปน็ ระยะทีแ่ นน่ อน ประกอบด้วยแถบลายใหญ่ 1 แถว สลบั กับแถบลายเล็ก 3 แถว ตลอดตัวซิ่น ในแถบลายใหญ่นั้นมี
ลายร้วิ เลก็ ๆ 5 แถว เป็นส่วนประกอบ ซึง่ ลายริว้ เล็กๆ นี้ นิยมใชด้ ้ายควบเสน้ สขี าวกบั สคี ราม ที่เรียกว่า “ปั่นไก” หรือใช้ด้าย
มัดก่าน ที่เรียกว่า “ก่านข้อ” คือมัดเป็นข้อๆ ทาให้ลายริ้วน้ีมีสีขาวประเป็นจุดๆ ช่วยเน้นให้แถบลายขวางเด่นชัดข้ึนตัดกับสี
พื้นหลัก มีการตกแต่งแถบลายใหญ่แถวสุดท้ายก่อนถึงตีนซ่ินด้วยเทคนิคปั่นไก หรือก่านข้อ เป็นพิเศษ ล่างสุดเป็นตีนซ่ินทอ
ตอ่ เน่ืองนิยมสีดาและแดง ส่วนหัวซ่ินเยบ็ ต่อด้วยผา้ พ้นื สแี ดง

ลักษณะการมดั ก่านเป็นจดุ สขี าวเลก็ ๆ บนลายขวางของตวั ซน่ิ เชยี งแสนของจังหวัดน่านนี้คล้ายคลึงกันมาก
กับ “ซิ่นลับแลง” ซึ่งเป็นซิ่นพ้ืนบ้านของชาวไทยวน อาเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นซ่ินฝ้ายสีแดงเข้มเหมือนกัน ต่างกัน
ตรงที่ “ซ่ินลับแลง” เป็นซ่ินเย็บตะเข็บเดียว ลายมัดก่านท่ีเป็นจุดประสีขาวจึงเป็นการมัดเส้นยืน ส่วน “ซ่ินเชียงแสน” ของ
น่าน เป็นลายมดั กา่ นเสน้ พุ่ง เพราะเป็นซนิ่ เย็บ 2 ตะเข็บ

“ซิ่นเชียงแสน” เป็นซ่นิ พน้ื บา้ นที่ใช้นุง่ ในชีวิตประจาวนั ของชาวเมืองน่าน

4 วารสารธารวฒั นธรรม

ปที ี่ 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

2. ซนิ่ มา่ น เป็นซิ่นทเี่ ปน็ เอกลักษณด์ ง้ั เดิมของเมืองน่าน ลักษณะเป็นซิ่นลายขวางเย็บ 2 ตะเข็บ ทอด้วยฝ้าย
ปนไหมและนยิ มทอลายมกุ (ขดิ ) ด้วยเสน้ ใยโลหะ (ไหมเงิน ไหมคา) การจัดองค์ประกอบของลายขวางที่เป็นลายมุกสลบั กับ
สีพื้นมีการจัดช่วงระยะไม่เสมอกัน แต่มีโครงสร้างท่ีแน่นอน โดยตัวซ่ินทอต่อเน่ืองกับตีนซิ่น เย็บต่อหัวซ่ินด้ วยผ้าพื้นสีแดง
โครงสรา้ งของตัวซ่นิ น้นั อาจแบง่ องคป์ ระกอบเป็น 5 ช่วง จากบนถึงล่าง ได้แก่

2.1 ตาหมู่ท้อง เป็นแถบลายมุก (ขิด) 1 แถว ลายมุกนี้มักประกอบด้วยลายร้ิวขนาดเล็ก 3-5 แถว ที่ดู
รวมกันแลว้ เปน็ ลักษณะแถวใหญ่ทเ่ี รียกวา่ “ตาหม”ู่

2.2 ท้องซิ่น เป็นผ้าพ้ืนสีเข้มขนาดกว้างกว่าช่วงอื่น ใช้เส้นพุ่งฝ้าย นิยมสีดา น้าตาล หรือคราม ค่ันด้วย
ลายมกุ (ขิด) 1 แถว ที่เรยี กวา่ “ตาหับบน”

2.3 จั้ดออน เป็นผ้าพื้นสีอ่อนใช้เส้นพุ่งไหม นิยมสีบานเย็น เขียว หรือ ชมพู ค่ันด้วยตาหมู่ลายมุก (ขิด)
อกี 1 แถว ทีเ่ รยี กว่า “ตาหับล่าง”

2.4 จั้ดแหล้ เป็นผ้าพื้นสีเข้ม ใช้เส้นพุ่งไหม (แหล้ = สีเข้ม เช่น สีดาคราม) นิยมสีม่วงเข้ม สีคราม หรือ
สีน้าเงินเขม้

2.5 ตาหมู่ เป็นลายมกุ (ขดิ ) กลุ่มใหญ่ 3 แถว หรือ 4 แถว นิยมทอด้วยเส้นโลหะ (ไหมเงิน ไหมคา) หรือ
ใช้ไหมสีสดเชน่ สีม่วง เหลือง แดง ลายทน่ี ิยมคอื ลายมุกก้นถว้ ยหรือมุกดอกแก้ว

ลักษณะตีนซ่ิน ที่เป็นแบบมาตรฐานจะประกอบด้วยส่วนของผ้าพ้ืน 3 สี เรียกว่า ป้าน ตีน เล็บ คือมี 3
แถว ใช้เส้นพุ่งฝ้ายให้มีสีตัดกัน เช่น แดง-ดา-แดง หรือ ม่วง-น้าตาลเข้ม-ม่วง เป็นต้น วรรณะสีหลักของซ่ินม่าน คือ สีม่วง
หรอื สนี ้าเงนิ มสี ่วนบนของตวั ซน่ิ สลบั สี เช่น สีม่วง บานเยน็ ดา คราม เป็นสที ่นี ิยม คาว่า “ม่าน” จึงมีความหมายถึงลักษณะ
ซิ่นที่มีช่วงสีพื้นที่เป็นสีอ่อนท่ีเรียกว่า “จ้ัดออน” และช่วงสีพื้นท่ีเป็นสีเข้มที่เรียกว่า “จ้ัดแหล้” โดยมีแถบลายมุก (ขิด)
ค่ันสลับที่เรยกว่า “ตาหมู่” ซึ่งนิยมทอด้วยเส้นใยโลหะดูแวววาว โดยช่วงล่างของตัวซ่ินน้ันมีตาหมู่ 3-4 แถว เป็นลักษณะ
เด่น

แสดงลกั ษณะโครงสรา้ ง “ซ่นิ ม่าน” ซ่งึ เปน็ ซ่ินที่เปน็ เอกลกั ษณข์ องเมืองน่าน

วารสารธารวัฒนธรรม 5

ปีท่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

3. ซิน่ ปอ้ ง เป็นซิน่ ลายขวางเยบ็ 2 ตะเข็บ ลายขวางทอดว้ ยเทคนิคขิด (ซ่ึงในเมืองน่านเรียกว่าเทคนิคเก็บมุก
ยกมุก หรอื เกบ็ ดอก) วัสดุทใ่ี ชท้ อมีท้ังฝ้าย ไหม และไหมเงนิ ไหมคา โครงสรา้ งของซิ่นป้องในอดีตอาจแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ
ใหญ่ ไดแ้ ก่

3.1 ซ่ินป้องตาแหล้ม (ออกเสียงว่า ต๋า-เล่ม) หรือ ซ่ินป้องตาโทน (ออกเสียงว่า ต๋า - โตน) เป็นซิ่นท่ีมี
ลายขวางขนาดเท่ากัน สลับสีพ้ืนโดยเว้นช่วงระยะเท่ากันตลอดผืน รูปแบบลายขวาง (หรือตา) ท่ีเป็นมาตรฐานจะ
ประกอบด้วยลายริ้ว 5 แถว มีลายริ้วใหญ่หรือลายหลักอยู่ตรงกลางและมีลายร้ิวขนาดเล็กอีก 4 แถว ประกอบ 2 ข้าง ดู
รวมๆ แล้วก็จะเป็นลายใหญ่แถวเดียว มีลายแถวสุดท้ายก่อนถึงตีนซิ่นที่มักจัดองค์ประกอบต่างจากลายอื่นๆ (คาว่า เหล้ม
หรือ โทน บง่ บอกวา่ เป็น ตาเด่ียวหรือแถวเดียวไม่มีลายอื่นมาสลับอีก) ส่วนตีนซ่ินมีลักษณะเด่นคือทอต่อเนื่อง เป็นผ้าพ้ืน 3
ชว่ ง เรยี กว่า ปา้ น ตีน และ เล็บ เหมอื นกบั ซนิ่ ม่าน

3.2 ซ่ินป้องตาคีบ (ออกเสียงว่า ต๋า - ก้ีบ) หรือ ซ่ินป้องตาผ่า (ออกเสียงว่า ต๋า - ผ่า) เป็นซ่ินท่ีมีลาย
ขวางแถบเลก็ คนั่ สลับกบั ลายขวางแถบใหญ่ ลายขวางแถบเล็กนีเ้ องทช่ี าวบ้านผทู้ ออธบิ ายว่าเหมือนกัน “คบี ” หรือ ขนาบ 2
ข้างของลายแถบใหญ่หรือเหมือนกับเป็นลายที่แทรก “ผ่า” กลางเข้ามาระหว่างลายใหญ่อีกทีหนึ่ง การทอสลับลายหรือ
ตาเล็กสลับตาใหญ่น้ีจะได้ช่วงจังหวะเท่า ๆ กัน ตลอดท้ังผืน ส่วนตีนซิ่นน้ัน ประกอบด้วย ป้าน ตีน และ เล็บ เช่นเดียวกับ
ซิน่ ป้องตาเหล้ม

เปรียบเทยี บผ้าซิน่ ซ้าย: “ซน่ิ ปอ้ งตาเหล้ม” ขวา: “ซิ่นป้องตาคบี

3.3 ซ่ินป้องเคิบไหมคา ซ่ินชนิดน้ีอาจเรียกชื่อตามวัสดุที่ทอว่า ซิ่นไหมคา ซิ่นไหมคาเคิบ ซิ่นคาเคิบ
หรอื ซิน่ เคบิ ก็ได้ เป็นซ่นิ ทีม่ ีการจัดระยะของลายขวางเท่าๆ กันตลอดผืนแบบเดียวกับซ่ินป้องตาเหล้ม เพียงแต่นิยมทอด้วย
เส้นโลหะหรือวัสดุที่ให้ความแวววาวที่เรียกกันว่า “ไหมเงิน ไหมคา” คาว่า “เคิบ” อาจมาจากคาว่า “เคลือบ” ตามการ
ออกเสียงของชาวไทล้ือ ทงั้ นี้วสั ดุทใ่ี ช้ส่วนใหญเ่ ท่าที่พบเปน็ ฝ้ายป่ันกับกระดาษเคลือบสีเงินหรือสีทอง ท่ีเป็นเส้นโลหะกะไหล่
เงินหรือกะไหล่ทองพบน้อย เนื่องจากเป็นวัสดุนาเข้ามีราคาแพง จึงมักพบเฉพาะในผ้าซิ่นของเจ้านายหรือชนช้ันสูงในเมือง
ส่วนวัสดุกระดาษเคลือบเงินหรือทองน้ันไม่ค่อยทนทานเมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะหลุดเหลือเพียงเส้นใยฝ้าย แต่ยังคงมีเศษสีเงิน
เหลืออย่บู า้ งเป็นหลักฐาน วสั ดุสเี งินสที องที่ใชใ้ นยุคหลังมกั เป็นใยสังเคราะห์หรอื พลาสติก

6 วารสารธารวัฒนธรรม

ปีที่ 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

ซ่ินป้องเคิบไหมคานี้ เท่าที่พบส่วนใหญ่น้ันพ้ืนผ้านิยมทอด้วยเส้นยืนเป็นฝ้ายสีดา เส้นพุ่งเป็นไหมสี
ม่วง ตรงสว่ นเชิงของลายขวางก่อนถงึ ตนี ซ่ินจะมลี ายเป็นเสน้ ๆ แบบชายครุย เรียกว่า “สายย้อย” (ในยุคหลังพบว่าผ้าพื้นทอ
ด้วยฝ้าย และในตัวซ่ินบางผนื มกี ารทอเกาะลว้ งลายนา้ ไหลสลับลายมกุ ดว้ ย)

3.4 ซ่ินป้องกา่ น คอื ซน่ิ ปอ้ งทม่ี ีลายมัดก่าน (มดั หมเี่ ส้นพุ่ง) สลับลายมุก ลักษณะเด่น คือ ช่วงสีพ้ืนจะใช้
ลายมดั ก่านสลับแทน ลายมัดก่านน้ีเป็นลายเรขาคณิตมัดลายเลียนแบบลายมุก เช่น ลายขอ ลายกาบ สีที่นิยมคือ สีม่วงเข้ม
บานเยน็ เขียว (ดเู พิม่ เติมในประเภทยอ่ ยของซิ่นกา่ น)

เปรียบเทียบผา้ ซ่นิ ซา้ ย: “ซน่ิ ปอ้ งเคิบไหมคา” ขวา: “ซิ่นป้องกา่ น”/“ซนิ่ ก่านปอ้ ง”
4. ซ่ินก่าน คือซ่ินท่ีเด่นด้วยเทคนิคลายมัดก่านหรือมัดหมี่เส้นพุ่ง เรียกช่ือว่า ซ่ินมัดก่าน ซ่ินคาดก่าน หรือ
ซน่ิ คาด ก็ได้ เปน็ ซนิ่ ลายขวางเย็บ 2 ตะเขบ็ พบในวัฒนธรรมผ้าทอไทลื้อ แถบอาเภอท่าวังผา อาเภอเชียงกลาง และอาเภอ
ปวั มีท้ังมดั กา่ นฝา้ ยและมดั กา่ นไหม สที ี่นิยมคือ สีม่วง คราม บานเยน็ เขยี ว ลายมัดก่านเป็นลายเรขาคณิตเลียนแบบลายมุก
เช่น ลายดอกจัน ดอกแก้ว ลายกาบ ลายขอ ซิ่นมัดก่านฝ้ายล้วนพบในแถบอาเภอท่าวังผา ส่วนซ่ินมัดก่านไหมท่ีเส้นยืนเป็น
ฝา้ ยหรอื เสน้ ยนื เปน็ ไหมก็ไดน้ ้นั พบในแถบอาเภอปัว และอาเภอเชียงกลาง โครงสร้างของซ่ินก่านอาจแบ่งย่อยได้ 3 ประเภท
ดงั ตอ่ ไปนี้

4.1 ซนิ่ กา่ นป้อง คอื ซิ่นก่านที่ทอในโครงสร้างของซิ่นป้องตาเหล้ม มีลายขวางมัดก่านสลับลายมุกเท่า ๆ
กันตลอดตัวซิ่น ตีนซิ่นเป็นสีพ้ืนทอต่อเนื่องตามแบบมาตรฐานซิ่นป้อง คือ มีป้าน ตีน เล็บ หรืออาจเป็นตีนซ่ินสีเดียวก็ได้
ซิ่นป้องก่านบางผืนมีลักษณะพิเศษ คือ ไม่มีลายมุกสลับ ใช้ผ้าสีพ้ืนสลับลายมัดก่านหรือใช้ลายมัดก่านล้วน แต่สลับสี เช่น
สลับสมี ่วงกบั บานเย็น ทาใหเ้ หน็ เป็นลายขวางอยู่

4.2 ซิ่นก่านม่าน คือ ซ่ินก่านท่ีทอในโครงสร้างของซ่ินม่าน การจัดลายขวางมัดก่านสลับสีพ้ืนกับลายมุก
ซิ่นบางผืนมีทั้งลายมุกสลับลายมัดก่านและสีพื้น แต่บางผืนเป็นซิ่นลายมัดก่านสลับสีพ้ืนเท่านั้น ซึ่งแต่ละผืนแม้จะมี

วารสารธารวัฒนธรรม 7

ปที ี่ 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

รายละเอียดของการทอตกแต่งท่ีแตกต่างกัน แต่ยังคงเห็นโครงสร้างของความเป็นซิ่นม่านชัดเจนโดยดูได้จากการจัดสีและ
กลุ่มลายขวาง

4.3 ซิ่นกา่ นล้วน คอื ซิ่นที่เปน็ ลายมัดกา่ นทง้ั ผนื โดยไม่ไดจ้ ดั โครงสร้างเป็นลายขวางตามแบบซ่ินป้องหรือ
ซน่ิ มา่ นแต่อยา่ งใด เปน็ มัดก่านไหม นิยมสีม่วง ซนิ่ ประเภทนีพ้ บในกลุ่มไทลื้อแถบอาเภอปวั แตพ่ บไม่มากนกั

เปรยี บเทยี บผ้าซนิ่ ซ้าย: “ซ่นิ กา่ นมา่ น” ขวา: “ซิ่นกา่ นล้วน”
5. ซนิ่ ตนี จก โครงสรา้ งของผา้ ซนิ่ ชนดิ นีป้ ระกอบดว้ ย 3 ส่วน คือ หัวซ่ิน ตัวซ่ิน และตีนซิ่นเย็บต่อกัน หัวซ่ิน
เป็นผ้าพื้นสีแดง 1 ชิ้น หรือมี 2 ชิ้น สีแดงและสีขาว ตัวซ่ินเป็นซ่ินลายขวาง เย็บ 2 ตะเข็บ ท่ีเป็นแบบมาตรฐาน คือ
ใชต้ ัวซิ่นแบบเดยี วกับซ่ินปอ้ ง นิยมทอด้วยเส้นใยโลหะจงึ เรยี กกนั ว่า ซิน่ ไหมคา หรอื ซ่ินคาเคิบ ส่วนตนี ซน่ิ เป็นผ้าลายจกเย็บ
ตะเข็บเดยี ว ผา้ พน้ื เปน็ สีดาและสีแดงอย่างละครึ่ง โดยจกลวดลายเฉพาะส่วนสีดา ลวดลายจกเป็นมาตรฐานแบบไทยวน คือ
ประกอบด้วยลายหลักเป็นลายขนาดใหญ่ 1 แถว เป็นรูปส่ีเหลี่ยมขนมเปียกปูน เรียกว่า “ลายโคม” และมีลายประกอบ
2 - 3 แถว ลายที่นิยมคือ ลายขอ มีลายแบบชายครุยเป็นส่วนล่างสุด ซ่ึงตีนจกที่พบในเมืองน่านค่อนข้างมีลักษณะ
หลากหลายรูปแบบ มีทงั้ ทที่ อดว้ ยฝ้าย ฝ้ายปนไหมและนยิ มทอด้วยเสน้ ใยโลหะ (ไหมเงินไหมคา)

หลักฐานผ้าซ่ินตีนจกโบราณในจังหวัดน่าน พบในทุกเขตกระจายอยู่ทั่วไป เราอาจจาแนกลักษณะเด่นของ
ผา้ ซิ่นตีนจกจากหลกั ฐานทพี่ บในจงั หวดั นา่ นออกได้เป็น 3 กลมุ่ ดังนี้

5.1 กลุ่มซิน่ ตีนจกแบบเชยี งแสนโบราณ ผา้ ซิ่นกลุ่มนี้มีอายุราว 150 ปี ข้ึนไป เป็นรูปแบบดั้งเดิมที่
ทอด้วยไหมลว้ น นิยมวรรณะสแี ดง เย็บ 3 ตะเขบ็ (เรยี กวา่ ซิ่น 3 ดูก) ตวั ซิ่นทอด้วยเทคนคิ หลากหลายฝมี อื ประณีตมาก มีท้ัง
ยกมุก (ขิด) จก มัดก่าน เกาะล้วง ทอด้วยฟืมหน้าแคบ (กว้างประมาณ 45 เซนติเมตร) ตัวซ่ินจึงต้องใช้ผ้า 3 ผืนเย็บต่อกัน
ตีนซิ่นมีท้ังท่ีทอต่อเนื่องเป็นผ้าพื้นสีแดงหรือเย็บต่อตีนซ่ินด้วยผ้าสีคราม หรือเย็บต่อตีนจกที่ทอด้วยไหม ลักษณะเด่นของ
ลวดลายตีนจกเป็นลวดลายโปร่งจกบนพ้ืนสีแดงล้วน แหล่งท่ีพบอาจแยกเป็น 3 แหล่งใหญ่ ได้แก่ 1) ในอาเภอเมืองซ่ึงมัก
เป็นสมบตั ขิ องเจ้านายหรือคหบดี 2) อาเภอท่าวังผา อาเภอปัว และอาเภอเชียงกลาง 3) อาเภอเวียงสา อาเภอนาน้อย และ
อาเภอนาหมนื่

8 วารสารธารวัฒนธรรม

ปที ี่ 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

5.2 กลุ่มผ้าซ่ินแบบมาตรฐานเมืองน่าน ซ่ินในกลุ่มน้ีมีอายุ 60 - 100 ปี ที่เป็นที่นิยมมากคือ ตัว
ซนิ่ ทอดว้ ยเทคนิคยกมกุ (ขดิ ) เยบ็ 2 ตะเข็บแบบเดียวกับซิ่นป้อง นิยมทอด้วยเส้นใยโลหะจึงเรียกกันว่า ซิ่นไหมคา ซ่ินไหม
คาเคิบ ซนิ่ คาเคบิ หรอื ซ่ินเคบิ ลกั ษณะตีนจก นิยมจกด้วยเส้นใยแวววาวเช่นเดียวกับตัวซ่ิน จกบนพื้นสีดา ส่วนล่างสุดเป็น
ผ้าพืน้ สีแดง

5.3 กลมุ่ ผ้าซ่นิ แบบร่วมสมัย ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2510 เป็นต้นมา มีการส่งเสริมการทอผ้าลายน้า
ไหลที่สืบทอดมาจากลวดลายเกาะล้วงของผ้าซิ่นโบราณ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของผ้าซ่ินเมืองน่าน ในปี พ.ศ. 2529
ผู้เขียน (ทรงศักด์ิ ปรางค์วัฒนากุล, 2530) ได้เริ่มการศึกษาวิจัยเร่ือง “ผ้าเมืองน่าน” โดยได้รับทุนจากมูลนิธิเจมส์
เอช ดบั เบิ้ลยู ทอมปส์ นั และในปี พ.ศ. 2530 ไดเ้ ขียนหนังสือรว่ มกบั แพทริเซีย ชีสแมน เร่ือง “ผ้าล้านนา: ยวน ลื้อ ลาว”
ซ่ึงเป็นหนังสือประกอบนิทรรศการผ้าทอท่ีจัดเป็นครั้งแรก ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับแต่น้ันมาผ้าซิ่นตีนจกเมืองน่านก็
ได้รับการฟ้ืนฟูขึ้นมาใหม่และมีการทอสืบเน่ืองมาจนถึงปัจจุบัน ซ่ินแบบร่วมสมัยของเมืองน่านจึงมีหลากหลายแบบ มีท้ั ง
การทอตัวซนิ่ ดว้ ยเทคนิคมุก (ขดิ ) เกาะลว้ ง จก มัดก่าน และทอตนี จกแบบซิน่ เชียงแสนโบราณ แบบมาตรฐานเมอื งน่าน ฯลฯ

ซา้ ย: ซน่ิ ตนี จกแบบเชยี งแสนโบราณ ขวา: ซิ่นตีนจกแบบคาเคิบ

ผา้ ซนิ่ แบบร่วมสมยั โครงสร้างเปน็ ซน่ิ ป้อง มีลายนา้ ไหลสลบั ชดุ ไทลอ้ื แบบเมืองเงนิ

วารสารธารวฒั นธรรม 9

ปที ี่ 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

6. ซ่ินแบบเมืองเงิน กลุ่มไทลื้อเมืองเงิน ปัจจุบันอยู่ในเขตแขวงไชยะบุรี ประเทศ สปป.ลาว (ซึ่งเดิมเคยเป็น
เขตเมืองน่าน) ชาวไทล้ือเมืองเงินกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในเขตอาเภอทุ่งช้างและอาเภอเฉลิมพระเกียรติ มีวัฒนธรรมการทอผ้าที่
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ผ้าซิ่นของชาวไทล้ือแบบเมืองเงินเป็นซิ่นลายขวางเย็บ 2 ตะเข็บ ทอด้วยฝ้ายและไหม และนิยม
สอดเส้นใยโลหะแวววาว ลวดลายตกแต่งบนตัวซิ่นทอด้วยเทคนิคมุก (ขิด) และจก สีท่ีเด่นคือ สีเหลือง แดง และดาเป็น
เอกลักษณ์

สง่ ทา้ ย
พ้ืนท่ีลุ่มน้าน่าน เร่ิมนับจากอาเภอเฉลิมพระเกียรติ อาเภอทุ่งช้าง อาเภอเชียงกลาง อาเภอปัว อาเภอท่าวังผา

อาเภอเมืองน่าน อาเภอภูเพียง อาเภอเวียงสา อาเภอนาน้อย ผ่านมาทางอาเภอนาหม่ืน จังหวัดน่าน และถูกกั้นด้วยเขื่อน
สริ ิกิต์ิ ท่ีอาเภอทา่ ปลา จงั หวดั อตุ รดติ ถ์ จากน้ันไหลผา่ นอาเภอเมอื งอตุ รดติ ถ์ อาเภอตรอน อาเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ผ่าน
บางมูลนากจังหวัดพิจิตรไปรวมกับแม่น้ายมท่ีอาเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนท่ีจะไหลรวมกับแม่น้าปิงท่ีอาเภอเมือง
นครสวรรค์เป็นแม่น้าเจ้าพระยา การติดต่อค้าขายรวมถึงการอพยพโยกย้ายไปมา สร้างการเชื่อมโยงของคนใ นพ้ืนที่ลุ่มน้า
เดยี วกัน กอ่ ใหเ้ กิดวิถชี วี ิตท่ีผสมผสานแบ่งปันเกื้อกูล ดังจะเห็นได้จากผืนผ้าทอหรือผืนผ้าซ่ินของคนทั้งลุ่มน้าน่าน ในเทคนิค
วิธกี ารทอ การใช้สีสันที่มีการแลกเปลี่ยนหยิบยืมกันและกัน จึงอาจกล่าวได้ว่าผ้าทอหรือผืนผ้าซิ่นเหล่าน้ีคือหลักฐานชี้ชัดถึง
ความสมั พนั ธอ์ นั แนน่ แฟ้นยิง่ ของไทยวน ไทล้ือ และไทลาว ชาวลุม่ นา้ น่าน

10 วารสารธารวฒั นธรรม

ปีที่ 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

เเออกกสาสรอาา้ งรออิง า้ งอิง

ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล. (2530). ผ้าเมืองน่าน, รายงานการวิจัย. ทุนอุดหนุนการวิจัยจากมูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิ้ลยู
ทอมปส์ ัน.

________. (2551). มรดกวัฒนธรรมผ้าทอไทล้ือ. เชียงใหม่ : ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่
________. (2556). งามภูษา ผ้าลุ่มน้าน่าน. เชียงใหม่ : สูจิบัตรประกอบนิทรรศการ ณ พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่ง

ประเทศไทย สานกั งานภาคเหนือ.
ทรงศักด์ิ ปรางค์วัฒนากุล และแพทรีเซีย แน่นหนา. (2533). ผ้าล้านนา : ยวน ล้ือ ลาว (พิมพ์คร้ังท่ี 3). เชียงใหม่ :

โครงการศูนยส์ ่งเสรมิ ศลิ ปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม.่

วารสารธารวฒั นธรรม 11

ปีที่ 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

พลวัตการแตง่ กายของเจา้ นางสีดาในพธิ ฆี ่านกหัสดลี งิ ค์แบบเมอื งอุบลราชธานี

The dynamism of Princess Sita's Costume in the Hassdiling-style Cremation Ceremony in Ubon Ratchathani.

รองศาสตราจารย์ ดร.วิศปตั ย์ ชัยชว่ ย
สาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น
Assoc.Prof. Dr. Vispat Chaichuay
ISchool KKU, Faculty of Humanities & Social Sciences, Khon Kaen University
เชาวนี เหล็กกลา้
ภัณฑารักษช์ านาญการ พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ อบุ ลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวฒั นธรรม
Chaowanee Lekkla
Curator, Ubon Ratchathani National Museum, Fine Arts Department, Ministry of Culture

12 วารสารธารวัฒนธรรม

ปีท่ี 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

บทนา

การพระราชทานเพลงิ ศพพระเทพวทิ ยาคม (หลวงพ่อคูณ ปรสิ ทุ โฺ ธ) ในที่ ๒๙ มกราคม พศ. ๒๕๖๒ ถือเป็นงานศพ
พระเถระผู้ใหญ่ที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยให้ความสนใจกันทั้งประเทศ สื่อมวลชนทุกแขนงต่างเกาะติดรายงานข่าวใน
ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากเชื่อเสียงเกียรติคุณ ความดีงามของหลวงพ่อคูณ ซ่ึงขจรขจายไปทุกทิศน้ัน ในงานครั้งนี้
ยังมีความพิเศษแตกต่างจากการพระราชเพลิงศพทั่วไปที่หลายคนคุ้นเคย เพราะมีการสร้างเมรุลอยรูปนกหัสดีลิงค์ สาหรับ
การถวายเพลิงสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ซ่ึงท่านได้อุทิศเป็นวิทยาทานเป็น “ครูใหญ่” ให้นักศึกษาแพทย์
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ไดศ้ ึกษาอกี ดว้ ย

การสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์สาหรับถวายเพลิงศพพระเถระ เป็นส่ิงท่ีไม่ใคร่ได้พบเห็นง่ายนัก เพราะมีคติความเชื่อ
หลายอย่าง ที่แผกไปจากพิธีศพแบบทั่วไป หนึ่งในขั้นตอนสาคัญ คือ พิธีฆ่านกหัสดีลิงค์โดย “เจ้านางสีดา” ตามขนบเมือง
แบบอุบลราชธานี ซึ่งสืบทอดมากว่า ๒๐๐ ปี แต่เดิมจารีตพิธีกรรมนี้จากัดอยู่เฉพาะในพิธีศพของเจ้านายชั้นอาญาส่ี หรือ
คณะผูป้ กครองเมืองในอดีต อันประกอบด้วย เจ้าเมือง, เจ้าอุปฮาช, เจ้าราชบุตร, เจ้าราชวงศ์ และพระเถระผู้ใหญ่ของเมือง
อุบลฯ เท่าน้ัน ทาให้เร่ืองราวของเจ้านางสีดา กับการฆ่านกหัสดีลิงค์น้ัน ไม่เป็นท่ีรู้จักแพร่หลายมากน้ัน กระนั้นก็ตามยัง
พบว่า ภายหลงั ปี 2535 มีการสถาปนาพิธกี รรมฆ่านกหสั ดีลิงค์ โดยเจ้านางสดี า กล่มุ ใหม่ ๆ นอกเหนือจากท่ีสืบทอดมาตาม
สายตระกลู ด้ังเดิม (อรรถ นันทจักร์, ๒๕๓๖) อีกอย่างน้อย ๓ - ๔ กลุ่ม ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจย่ิง
และเป็นท่นี ่าสังเกตว่า ภายหลังจากพธิ พี ระราชทานเพลงิ ศพ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ครั้งน้ัน กระแสการสร้างเมรุนกหัสดีลิงค์
ในอีสาน ก็ได้เฟ่ืองฟูมากยิง่ ขนึ้ และท่ขี าดเสยี มไิ ด้ คอื จะต้องมีขบวนเจา้ นางสีดาฆา่ นกหสั ดีลงิ ค์ เป็นจดุ สาคญั (Highlight)

อยา่ งไรกด็ ีบทความน้ี มไิ ด้มุ่งอธิบายปรากฏการณด์ งั กล่าว หากแต่สนใจในประเด็นการแต่งกายของเจ้านางสีดาใน
พิธีกรรม ซึ่งมีนัยบางอย่างที่ควรพินิจพิเคราะห์ เพราะการแต่งกายดังกล่าวสามารถสะท้อนโลกทัศน์ ความเชื่อ อานาจ
ตลอดจนมกี ารปรับเปลยี่ นและการธารงรักษาอตั ลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมบางอย่างเอาไว้อยา่ งมีพลวัต

บทความนจ้ี ึงนาเสนอสาระออกเปน็ หวั ข้อต่าง ๆ คือ พิธกี ารปลงศพแบบนกหัสดีลิงค์โดยสังเขป, ความเป็นมาและ
การสบื เชอื้ สายนางเทียมเจา้ นางสดี า, การแตง่ กายในพิธีกรรมฆ่านกหัสดลี งิ คข์ องเจ้านางสดี า และบทสรุป เปน็ หวั ขอ้ สุดทา้ ย

พิธกี ารปลงศพแบบนกหสั ดลี ิงค์
การปลงศพ เป็นพิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน (Rite of Passage) จากสถานะหน่ึงไปสู่อีกสถานะหน่ึง ที่สังคมไทย - ไท

ในอษุ าคเนยใ์ ห้ความสาคัญอยา่ งมาก จากรากฐานความเชือ่ เร่อื งการเวียนว่ายตายเกดิ การกา้ วผา่ นจากโลกปัจจุบันสู่โลกหลัง
ความตาย การปลงศพซ่ึงเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสาคัญของชีวิต จึงเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมท่ีเต็มไปด้วยสัญลักษณ์มากมาย
(นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, ๒๕๖๓) ยกตัวอย่างเช่น หีบ/โกศ/เมรุ ซึ่งใช้สาหรับบรรจุและเผาศพ ย่อมมีความแตกต่างกันไปตาม
สถานะทางสังคมของผ้ตู าย และความเชอื่ แตล่ ะท้องถ่ินน้นั ๆ

การใช้เมรุทร่ี ปู สัตวห์ ิมพานต์เช่น พญานาค ช้างเอราวัณ นกการเวก หงส์ โคอุสุภราช คชสีห์ ท่ีพบในพม่า ล้านนา
ล้านช้าง ไปจนถึงขวา เป็นการแสดงถึงเกียรติยศของผู้วายชนม์ โดยเช่ือว่าสัตว์เหล่าน้ันจะเป็นพาหนะนาพาดวงวิญญาณ
ผตู้ ายไปสสู่ ขุ คติภพ สาหรับคตกิ ารปลงศพบนเมรรุ ูปนกขนาดใหญ่ มงี วงและงาอย่างชา้ ง ทเี่ รยี กว่านกหสั ดีลิงค์นั้น1 เช่ือกันว่า

1 บางท้องถน่ิ เรยี ก นกสักกะไดลิง, นกงางวง

วารสารธารวฒั นธรรม 13

ปที ี่ 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

เปน็ สตั ว์ท่ีมพี ละกาลงั มาก สามารถบนิ ไปสง่ ดวงวิญญาณผู้วายชนม์ถึงสรวงสวรรค์ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมีบุญบารมีของ
ผ้ตู ายทีม่ ีเหนอื นก จงึ อยบู่ นหลงั นกน้ันได้ (เพ็ญสภุ า สขุ คตะ, ๒๕๖๒)

การปลงศพบนเมรนุ กหัสดีลงิ ค์ พบแพร่หลายในดินแดนลา้ นนา และสืบทอดจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ดังหลักฐาน
ในพงศาวดารโยนก กล่าวถึงพิธกี ารปลงศพด้วยเมรุนกหัสดีลิงค์ ในงานถวายพระเพลิงศพนางพระนางวิสุทธิเทวี กษัตรีย์แห่ง
ราชวงศ์มังรายผู้ครองเมอื งเชยี งใหม่องคส์ ดุ ทา้ ย ราวปี พ.ศ. ๒๑๒๑ โดยทาเปน็ วิมานบษุ บกตง้ั อย่บู นหลังนกหัสดีลิงค์ ฉุดลาก
ด้วยช้างและแรงคน ออกไปถวายพระเพลิงทางท่งุ วดั โลกโมฬี การปลงศพบนเมรนุ กหัสดีลิงค์ตามแบบแผนนี้ยังมีการสืบทอด
ต่อมาหลายร้อยปี การศึกษาของ ภูเดช แสนสา (๒๕๕๖) ระบุว่าประเพณีดังกล่าวเกิดจากการรับอิทธิพลการสร้างปราสาท
ศพต่างสัตว์หิมพานต์ของพม่า ผ่านความสัมพันธ์ทางการปกครอง ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๒๒ แล้วส่งผ่านไปยังล้านช้าง
ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๒ - ๒๓ จากน้ันจึงส่งต่อมายงั เมืองอุบลราชธานีในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ และเมืองอุบลราชธานีก็ส่ง
ต่ออิทธิพลใหจ้ งั หวดั ตา่ ง ๆ ในภาคอีสานช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ - ๒๕๒๐ เป็นต้นมา การปลงศพบนเมรนุ กหัสดีลิงค์ของล้านนา
ลา้ นชา้ ง อบุ ลราชธานี มีรปู แบบคล้ายคลงึ กัน ยกเว้นพิธฆี ่านกหัสดีลงิ ค์ ทีป่ รากฏเฉพาะเมอื งอุบลราชธานเี ท่านนั้

ภาพท่ี ๑ เมรุนกหัสดีลิงค์ในพิธีสง่ สะการ พระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) วดั ศรีทอง เจ้าคณะใหญ่เมอื งอุบลฯ พ.ศ. ๒๔๔๖
ท่ีมา: Dr.Brengues (1904)

เหตุที่พบการปลงศพบนเมรุนกหัสดีลิงค์ ท่ีเมืองอุบลราชธานี เป็นแห่งแรกในภาคอีสานนั้น คงต้อนย้อนกลับไปดู
ถงึ พัฒนาการความเป็นบ้านเมอื ง และสานกึ ทางประวัตศิ าสตร์ของชาวอุบลราชธานี (Historical Consciousness) ท่ีต้องการ
แสดงอตั ลักษณท์ างวฒั นธรรม (Cultural Identity) ท่แี ตกตา่ งจากอาณาจักรลา้ นช้างเวยี งจนั ทน์

เมอื งอบุ ลราชธานี มีพฒั นาการมาจากเมืองหนองบวั ลาภู ซ่งึ เป็นเมืองหนา้ ดา่ นทางฝั่งขวาแม่น้าโขง ของอาณาจักร
ลา้ นช้าง มาตงั้ แต่พุทธศตวรรษท่ี ๑๙ เป็นอยา่ งน้อย ตอ่ มาในปี พ.ศ.๒๓๐๒ กลุ่มของเจ้าพระวรปิตา หรือเจ้าพระวอพระตา
ซง่ึ กล่าวกนั ว่าเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่แห่งราชสานักเวียงจันทน์ เกิดความขัดแย้งกับพระเจ้าศิริบุญสาร เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้าน
ช้างเวียงจันทน์ ลาดับท่ี ๔ (พ.ศ. ๒๒๙๔ - ๒๓๒๒) ได้อพยพคนครัว ประมาณ ๕๐,๐๐๐ เศษ มาอยู่ที่เมืองหนองบัวลาภู
แล้วสร้างกาแพงเมืองด้วยเสาไม้แก่นแน่นหนา พร้อมต้ังใหม่ชื่อเป็นมงคลนามว่า “นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน” ประกาศ
ตนเปน็ รฐั อิสระไมข่ ึน้ กับล้านชา้ งเวียงจันทน์อีกต่อไป (ธีรวัฒน์ แสนคา, ๒๕๕๘) นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ต้ังมั่นรั้งทัพ

14 วารสารธารวัฒนธรรม

ปีท่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

เวียงจันทน์อยู่ได้หลายปี จนกระทั่งถึง ปี พ.ศ. ๒๓๑๑ พระเจ้าศิริบุญสารก็ตีเมืองแตกโดยได้จากการช่วยเหลือของทัพพม่า
เมืองเชียงใหม่ ทาให้ครัวเจ้าพระวอพระตาต้องถอยร่นไปจนถึงเขตนครจาปาศักดิ์ ขอเข้าพ่ึงพระบรมโพธิสมภาร เจ้าไชย
กุมาร แล้วตั้งค่ายที่บ้านดู่-บ้านแก ต่อมาเกิดความหมางใจกับเจ้านครจาปาศักดิ์ จึงได้อพยพคนครัวมาต้ังอยู่ที่ดอนมดแดง
ในปี พ.ศ. ๒๓๑๖ และขอเปน็ ขา้ ขอบขนั ธสีมากรุงธนบุรี พระเจ้าศิริบุญสารอาศัยช่วงเวลาดังกล่าว เข้าปราบกลุ่มเจ้าพระวอ
พระตาอีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๓๒๐ อันเป็นชนวนเหตุให้สยามกรีฑาทัพมาตีล้านช้าง จนตกเป็นเมืองขึ้นท้ังเวียงจันทน์
หลวงพระบาง และจาปาศักด์ิ ในปี พ.ศ. ๒๓๒๑ (สุรศกั ดิ์ ศรีสาอางค,์ ๒๕๔๕)

เมื่อล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยความดีความชอบของกลุ่มเจ้านายเชื้อสายเจ้าพระวอ
พระตาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้โปรดเกล้าฯ ยกบ้านห้วยแจระแม เป็นเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย
ประเทศราช ตัง้ พระปทุมวรราชสุรยิ วงศ์ (เจ้าคาผง : โอรสเจา้ พระตา) เปน็ เจ้าประเทศราชองค์แรก ในปีพ.ศ. ๒๓๓๕ และตั้ง
พระวิไชยราชขัติยวงศา (เจ้าฝ่ายหน้า : อนุชาเจ้าคาผง) เป็นเจ้าผู้ครองนครจาปาศักดิ์ องค์ที่ ๓ ทาให้เชื้อสายเจ้าพระวอ
พระตา กลายเป็นเจ้านายวงศ์ใหม่ ท่ีครองเมืองประเทศราชของสยาม คุมท่ีมั่นสาคัญในการรวบรวมทรัพยากรจากหัวเมือง
ลาวส่งไปยังสยามในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นจุดยุทธศาสตร์สาคัญเมื่อเกิดภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม ในสมัยรัชกาล
ที่ ๕

จะเห็นว่าประเด็นสาคัญในประวัติศาสตร์ของเมืองอุบลราชธานี คือ การไม่ยอมรับอานาจการปกครองของ
อาณาจักรล้านช้างเวียงจนั ทน์ อนั นามาสู่ความขดั แยง้ ยืดเย้ือยาวนาน เม่อื หลุดพ้นจากอิทธิพลของล้านช้างแล้ว เจ้านายเมือง
อุบลราชธานี ก็พยามสร้างสิทธิธรรมผ่านสัญลักษณ์หลายอย่าง ท่ีบ่งช้ีว่าวงศ์ตระกูลตนน้ันแตกต่างจากกลุ่มลาวล้านช้าง
ฝั่งซ้ายแม่น้าโขง และแสดงฐานานุศักด์ิที่เหนือกว่าเจ้าเมืองอ่ืน ๆ ในหัวเมืองลาวอีสานฝ่ังขวาแม่น้าโขง เช่น การบันทึก
เรือ่ งราววรี กรรมของบรรพบรุ ุษผา่ นตานาน“พ้ืนเมืองอุบล” การสร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์ทรงเคร่ืองบรมกษัตริย์ เพ่ือ
แทนองค์บรรพชน การครอบครองพระแก้วหินสีคู่บารมีประจาตระกูล เช่น พระแก้วบุษราคัม พระแก้วไพฑูรย์ พระแก้ว
บุษยรัตน์ รวมถึงการส่งสะการศพเจ้านายอาญาส่ีบนเมรุนกหัสดีลิงค์ ซึ่งเป็นแบบแผนท่ีนิยมในล้านนาและหลวงพระบาง
มากกว่าทีเ่ วยี งจันทน์และจาปาศกั ด์ิ

ในภายหลังยังมกี ารเช่อื มโยงความสมั พันธ์ระหวา่ งวงศ์ตระกลู เจ้านายเมืองอุบลราชธานี กับราชวงศ์ “เชียงรุ่งแสน
หวีฟ้า” ผ่านประวัติศาสตร์คาบอกเล่าของคนในตระกูล โดยอ้างถึงตานานวีรบุรุษทางวัฒนธรรม (Myths of Cultural
Heros)2 คือ “เจ้าปางคา” ซึ่งเล่าว่า อพยพหนีภัยรุกรานของพวกจีนฮ่อ พร้อมด้วย เจ้าอินทกุมาร และเจ้านางจันทกุมารี3
ลงมาพ่ึงพระบรมโพธิสมภารพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งนครเวียงจันทน์ เจ้าปางคา เป็นผู้ก่อตั้งเมืองหนองบัวลาภู ได้
รจนาวรรณกรรมลา้ นชา้ งเรื่องสาคญั คอื “สินไชย” ได้เสกสมรสกับพระราชนัดดาของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ให้กาเนิด

2ศ. (พิเศษ) ศรีศักด์ิ วลั ลิโภดม ได้อธิบายถึง วรี บรุ ษุ ทางวัฒนธรรม วา่ มีลกั ษณะสาคญั คอื (๑) เปน็ ผู้นาในระดบั ชาติ ระดับทอ้ งถิน่
ทงั้ ทีม่ ตี วั ตนจริงและไมม่ ตี ัวตนจริง จะอยใู่ นตวั ของประวัตศิ าสตร์หรอื ตานานกไ็ ด้ ขึ้นอย่กู ับว่าจะถูกหยิบยกข้ึนมาเนื่องในโอกาสไหน และเวลา
ใด (๒) จะต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือธรรมชาติและไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง แต่ต้องเป็นคนท่ีสามารถรวมกลุ่มคนทั้งที่เหมือนและแตกต่างเข้าไว้
ด้วยกนั ทาใหค้ นอยู่ในศลี ธรรมจรรยา และตอ้ งบรู ณาการณส์ ังคมได้ จะเห็นไดว้ ่าลกั ษณะในข้อนี้คนธรรมดาสามัญไม่สามารถจะกระทาได้ แต่
จะต้องทาให้คนธรรมดานั้นกลายเป็นเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ิผู้คุ้มครองของสังคมไป (Deification) ผู้นาทางวัฒนธรรมมักเกิดจากแหล่งข้อมูลที่
เป็นตานานท้องถิ่น ซงึ่ ถอื ว่าเปน็ ต้นเร่ืองของประวัติศาสตร์ท้องถ่ินน่ันเอง หากย้อนกลับไปมองท่ีมาของการเกิดตานาน สิ่งน้ีเกิดขึ้นจากคนที่รู้
หนังสือในสมัยน้ันพยายามนาเอาเร่ืองเล่าประจาท้องถิ่นหรือเรื่องจากความทรงจามาปรุงแต่งขึ้น ซ่ึงในการจะหาข้อเท็จจริงในทาง
ประวัติศาสตร์โดยตรงคงมิอาจกระทาได้ เพราะเร่ืองราวของตานานจะถูกปรับเปล่ียนอยู่ตลอดเวลาไปตามแต่ละยุคสมัย จุดประสงค์ของ
การสร้างตานานน้ันถูกสร้างขึ้นมาเพ่ือสร้างความม่ันคงและปึกแผ่นให้กับสังคมชุมชน เกิดการบูรณาการณ์ทางสังคมน่ันเอง (ใหม่มณี
รกั ษาพรมราช, 2559)

3 พระราชมารดาของเจ้ากิง่ กิสราช และเจ้าอนิ ทโฉม กษัตรยิ อ์ าณาจกั รล้านช้างหลวงพระบาง

วารสารธารวฒั นธรรม 15

ปีท่ี 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

โอรสคอื เจ้าพระตา ตอ่ มาเจา้ ปางคา ออกไปคล้องช้างในเขตนครกาลจาปากนาคบุรีศรี (ซึ่งเป็นต้นกาเนิดอาณาจักรล้านช้าง
จาปาศักด์ิ) จึงได้กับนางกษัตริย์แห่งเมืองน้ัน คือ เจ้านางเภา และให้กาเนิด เจ้านางแพง ผู้ครองนครกาลจาปากนาคบุรีศรี
ต่อมาอีกด้วย (บาเพ็ณ ณ อุบล, ๒๕๓๙; เติม วิพาคย์พจนกิจ, ๒๕๔๖) และกลายได้เป็นชุดคาอธิบายถึงเหตุท่ีเมือง
อบุ ลราชธานี มีพธิ ีศพบนเมรุนกหัสดีลงิ ค์

ท้งั นี้แมไ้ มม่ หี ลักฐานเอกสารที่ยืนยันข้อเท็จจริงว่าเจ้านายเมืองอุบลราชธานี สืบเช้ือวงศ์มาจากเชียงรุ่งิสิบสองพัน
นา แต่ในทางคติชนวิทยา ก็สะท้อนให้เห็นถึงสานึกทางประวัติศาสตร์ และการอ้างสิทธิธรรม ไปยังเช้ือเครือเจ้าแสนหวีสิบ
สองพันนา ในดินแดนอันไกลโพ้น ที่มีวัฒนธรรมทัดเทียมกับล้านนาและล้านช้าง ตลอดจนการเช่ือมโยงกับราชวงศ์ล้านช้าง
หลวงพระบาง และจาปาศักด์ิ ตามความสัมพนั ธแ์ บบเครือญาติ ผ่านวรี บรุ ษุ ทางวฒั นธรรม คือ เจ้าปางคา แต่ในขณะเดียวกัน
ก็ปฏเิ สธการรว่ มวงศ์กับล้านช้าง เวยี งจันทน์ มาโดยตลอดมา ก็เป็นประเด็นท่ีน่าตั้งข้อสังเกต และควรมีการศึกษาอย่างลึกซึ้ง
ตอ่ ไป

เจา้ นางสีดา ผูฆ้ า่ นกหสั ดลี งิ ค์
นางสดี า/เจ้านางสีดา/ญาแมส่ ีดา4 คอื ชื่อเรยี ก วีรสตรีทางวัฒนธรรม (Culture hero) ท่ีได้รับการเคารพนับถือว่า

เป็น “มเหสักข์” หรือผีเจ้านายสาคัญของเมืองอุบลราชธานี โดยเฉพาะการผูกโยงเข้ากับพิธีการปลงศพบนเมรุนกหัสดีลิงค์
จนกลายเปน็ ขั้นตอนสาคญั ทข่ี าดมิได้

ทมี่ าของเจ้านางสีดาน้ัน ปรากฎในตานานท้องถิ่นทั้งแบบมุขปาฐะและลายลักษณ์ หลายสานวน (อรรถ นันทจักร์,
๒๕๓๕) อย่างไรก็ดีแต่ละสานวน มักระบุตรงกันว่า เจ้านางสีดาเป็นธิดาของพญาตักศิลา เป็นผู้อาสาปราบนกหัสดีลิงค์ ซ่ึง
อาละวาดจบั คนกินเปน็ อาหาร นางไดใ้ ชธ้ นยู งิ ศรปกั อกนกหัสดลี งิ ค์ จนตกลงมาตาย จึงเป็นธรรมเนียมว่าต้องเชิญนางสีดามา
ฆ่านกหัสดีลิงค์ ให้ส้ินฤทธ์ิ และเผาไปพร้อมกับบุษบกหอแก้วบรรจุศพเจ้านาย หากไม่มีการฆ่านก ถือว่า “ขะลา” คือผิด
จารีตฮีตคอง เช่ือว่าจะเกิดอาเพศแก่บ้านเมืองและเชื้อวงศ์ ตลอดจนถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติผู้วายชนม์ (บาเพ็ญ ณ อุบล,
๒๕๓๙)

จากการสบื ค้นพบวา่ มีการบันทกึ เก่ยี วกับตานานนางสีดา โดยชาวฝรง่ั เศส คือ Dr.Brengues (1904) ซ่ึงได้เขียน
บทความเก่ียวกับพิธีส่งสะการศพพระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) เจ้าคณะใหญ่เมืองอุบลราชธานี ที่จัดขึ้น ณ ทุ่งศรีเมือง
มณฑลอีสาน ในปีพ.ศ. ๒๔๔๖ โดยเรยี บเรยี งจากคาบอกเลา่ ของคนในยคุ น้ัน มใี จความสรปุ วา่

มีเมืองหน่ึงช่ือว่า “ตักศิลา” มีพญาตักศิลาเป็นเจ้าเมือง ช่วงเวลานั้นมีนกหัสดีลิงค์ท่ีอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์
บินมาล่ามนุษย์และสัตว์เป็นอาหาร พระอินทร์จึงให้นางสุชาดา พระมเหสี ลงมาจุติเป็นพระธิดาของพญาตักศิลา มีนามว่า
นางสีดา เพอ่ื ปราบนกยักษน์ น้ั

เม่ือนางสีดาเจริญวัยได้ ๑๕ ชันษา จึงได้อาสาพญาตักศิลาไปปราบนกหัสดีลิงค์ โดยทูลขอเครื่องแต่งกายใหม่
เคร่ืองประดบั ๕ อย่าง เสนาบดี ๔ - ๕ คน ขนุ ทหารพร้อมอาวุธ หอก ดาบ ปืน พานบายศรี ๗ ช้ัน ทาพิธีบวงสรวงขอคันศร
และลกู ธนูจากพระอนิ ทร์ พระอินทรจ์ ึงเสด็จลงมาทโ่ี ลกมนษุ ย์ และพระราชทานศรและธนใู ห้นางสดี าไปปราบนกยักษ์

เม่ือขบวนทัพนางสีดายกมาถึงลานใจกลางเมือง นกหัสดีลิงค์เห็นขบวนเข้าก็คารามและโฉบเข้ามาหวังจะจับกิน
เปน็ อาหาร นางสีดาหาเกรงกลวั ไม่ ได้น้าวคันศรเล็งไปท่ีนกยกั ษ์ ลูกธนพู ่งุ ปกั เข้าทอี่ กนกหัสดีลิงค์ จนร่วงตกลงมาตาย ทุกคน
ต่างร้องโห่ ยินดี แล้วยกทัพกลับ พญาตักศิลาทรงพระราชทานอาณาจักรคร่ึงหนึ่งให้เจ้านางสีดาปกครอง เป็นบาเน็จ
ความชอบ นางครองเมืองเป็นเวลา ๒ ปี กเ็ สด็จกลบั สวรรค์ดังเดิม

โดยนัยแห่งตานานนี้ การจดั ขบวนแห่เจา้ นางสีดาไปปราบนกหสั ดีลิงคใ์ นพธิ ีศพเจา้ นาย หรือพระเถระผู้ใหญ่ จึงยึด
ตามรูปแบบขบวนทัพนางกษัตริย์ คือ มีหอก ดาบ ศาสตราวุธ, เคร่ืองบวงสรวง, พานบายศรี, เครื่องประกอบเกียรติยศ,

4 “ญา” เป็นคาทีก่ รอ่ นเสยี งมาจาก “อัญญา” หรอื “อาชญา” ใช้เรียกขาน เพอ่ื ใหเ้ กียรตผิ ทู้ ม่ี ีศักดสิ์ ูง หรอื เจา้ นาย เช่น ญาพ่อ,

ญาแม่ หากเป็นพระสงฆม๋ ักเรียก ญาท่าน

16 วารสารธารวฒั นธรรม

ปีท่ี 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

วอเงิน - วอทอง, สนม เสนา บริวาร บริวาร ดังท่ี Dr. Brengues (1904) ต้ังข้อสังเกตว่า “ขบวนแห่มีคนอยู่ตามตาแหน่ง
เหมือนกบั ท่ตี านานกล่าวถงึ ทุกประการ”

ชาวอุบลฯ นับถือพญาตักศิลา และเจ้านางสีดา และผีเจ้านายต่างๆ ในฐานะมเหสักข์หลักเมืององค์สาคัญ ต้อง
เลี้ยงพลีกรรมตามกาหนดทุกปี (ช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม) และมีการรับช่วงสืบทอดการประทับทรงผ่านนางเทียม
(ร่างทรง) โดยผู้หญิงในตระกูลฝ่ายแม่มาอย่างไม่ขาดสาย อันเป็นคติการนับถือผีบรรพบุรุษของคนตระกูลไทแบบดั้งเดิม
ที่สะท้อนร่องรอยสังคมท่ีหญิงเป็นใหญ่ (Matriarchy) มาก่อน เท่าที่มาหลักฐานทวนสอบได้ พบว่า นางเทียมเจ้านางสีดา
เมอื งอุบลฯ จากอดตี จนถึงปัจจุบนั มีทั้งส้ิน ๖ ทา่ น ดงั ตารางตอ่ ไปน้ี

ลาดับ ช่อื สายสัมพันธ์ งานสง่ สะการครง้ั สาคญั

(๑) ญาแม่นางงัว อพยพจากเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ๒๓๓๘ : พระปทุมวรราชสรุ ิยวงศ์ (เจ้าคาผง) เจา้ เมอื ง อุบลฯ

พร้อมเจา้ คาผง เชือ่ ว่าสืบเช้ือสายมาจากญาแมส่ ี องค์ท่ี ๑

ดา ทาหน้าท่ีเป็นนางเทียมคนแรก ฆ่านกฯ ๒๓๘๘ : พระพรหมวรราชสรุ ิยวงศ์ (เจ้าทิดพรหม) เจ้าเมอื งอุบล

เฉพาะงานสง่ สะการอาญาสี่ ฯ องคท์ ี่ ๒

๒๔๐๙ : พระพรหมราชวงศา (เจ้ากุทอง สวุ รรณกฎู ) เจ้าเมอื ง

อุบลฯ องคท์ ่ี ๓

(๒) ญาแม่สกุ ญั ปราบภยั เกิดวันเสาร์ เดือนส่ี ปีเถาะ (ราว ๒๓๙๘ - ๒๔๔๖ : พระอริยกวี (อ่อน ธมมฺ รกขฺ โิ ต) วดั ศรีทอง

๒๔๐๐) ตามประวัติว่าเป็นบุตรี (๑) แต่ผู้เขียน เจา้ คณะใหญเ่ มอื งอุบลฯ

สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นหลาน (๑) มากกว่า สิ้น ๒๔๗๑ : พระอุบลการประชานิตย์ (ทา้ วสทิ ธสิ าร บญุ ชู

อายรุ าวปี ๒๔๘๖-๒๔๘๘ พรหมวงศานนท์)

๒๔๘๖ : พระครูวิโรจน์รตั โนบล (สมจิตร นนฺตโร) วัดทุ่งศรีเมือง

เจา้ คณะจังหวัดอบุ ลฯ

(๓) ญาแมม่ ณจี นั ทร์ ผ่องศิลป์ เกิดปี ๒๔๔๓ บุตรี (๒) น่าจะรับสืบทอดเม่ือปี ๒๔๙๒ : พระอุปัชฌาย์วงศ์ พรหมฺสโร วัดศรีนวลแสงสว่าง

๒๔๘๘ ฆ่านกฯไปแล้วทั้งส้ิน ๑๓ ตัว มากท่ีสุด อารมณ์ บ้านชีทวน อ.เข่อื งใน จ.อุบลฯ

ในบรรดานางเทยี มทุกคน ๒๕๐๙ : พระศรีธรรมวงศา (ทองจนั ทร์ เกสโร)

ส้นิ เมอ่ื ปี ๒๕๓๕ อายุ ๙๒ ปี วดั สปุ ัฏนารามวรวหิ าร จ.อบุ ลฯ

๒๔๓๓ : ดร.คาหมา แสงงาม ศิลปินแหง่ ชาติ บ้านขมนิ้

อ.ธวชั บุรี จ.รอ้ ยเอด็

(๔) คุณยายสมวาสนา รศั มี เกดิ ปี ๒๔๗๘ บุตรี (๓) นอ้ งสาว (๕) รบั เป็นนาง ๒๕๔๓ : พระครูธรรมสุนทรนิวิฐ (ยาม ฐติ ธมฺโม)
เทียมญาแม่สีดาต่อจาก (๓) เม่ือเดือนเมษายน วดั บูรพา บา้ นปะอาว จ.อบุ ลฯ
๒๕๓๕ สน้ิ เมอื่ ปี ๒๕๔๖ อายุ ๖๘ ปี

(๕) คณุ ยายประทิน วนั ทาพงษ์ เกิดปี ๒๔๖๒ บุตรี(๓) พี่สาว(๔) เป็นนาง ๒๕๔๘ : พระราชรัตโนบล (พมิ พ์ นารโท) วดั ทุ่งศรเี มอื ง
เทียมญาพ่อตักศิลามาก่อน แล้วจึงรับเป็นนาง จ.อบุ ลฯ
เทียมญาแม่สีดาต่อจาก(๔) ส้ินเม่ือปี ๒๕๕๐
อายุ ๘๘ ปี

(๖) คุณเมทินี หวานอารมย์ เกิดปี ๒๕๑๗ เหลนทวด (๓) หลานยาย (๕) ๒๕๕๗ : พระสริ พิ ัฒนาภรณ์ (สมหมาย โชตปิ ุญโฺ ญ)
เดิมเป็นนางเทียมญาพ่อตักศิลา เมื่อปี ๒๕๕๓ วดั ท่งุ ศรีเมือง เจา้ คณะอาเภอเขอ่ื งใน จ.อบุ ลราชธานี
รับเป็นนางเทียมญาแม่สีดาต่อจาก (๕) เม่ือปี ๒๕๖๒ : พระเทพวทิ ยาคม (คณู ปรสิ ุทฺโธ) วดั บา้ นไร่
๒๕๕๕ จ.นครราชสีมา ณ มณฑลพิธี พทุ ธมณฑลอสี าน

จ.ขอนแก่น
๒๕๖๓ : พระธรรมมงคลรังษี (คาบ่อ อรโุ ณ) วดั โพธิ์ชัย
พระอารามหลวง เจา้ คณะจงั หวัดหนองคาย

* การอ้างองิ จะใช้หมายเลขแทนช่อื

วารสารธารวัฒนธรรม 17

ปที ี่ 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

การแตง่ กายของเจ้านางสีดาในพิธกี รรมฆ่านกหัสดีลงิ ค์
องค์ประกอบสาคัญของการแต่งกาย อาจแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน คือ (๑) เคร่ืองนุ่งห่ม เช่น เสื้อ, ผ้าซิ่น, ผ้าเบี่ยง, ผ้า

โพกศีรษะ และ (๒) เครื่องประดับ เช่น สร้อย, แหวน, กาไล, หมวก หรือ สิ่งที่ใช้ถือ เช่น อาวุธ, ไม้เท้า ซ่ึงผู้เขียนจะใช้
องค์ประกอบเหล่านี้เป็นกรอบในการอธิบายการแต่งกาย สาหรับการแต่งกายของเจ้านางสีดา ในพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ แบ่งได้
เปน็ ๔ ยุค ดงั น้ี

การแต่งกายยคุ ท่ี ๑
เป็นการแต่งกายแบบด้ังเดิมท่ีสุดเท่าที่มีหลักฐานปรากฏ คือ ภาพถ่ายญาแม่สุกัญ ปราบภัย ในงานส่งสะ
การศพพระอริยกวี พ.ศ. ๒๔๔๖ ตรงกับสมัยรชั กาลท่ี ๕ ในภาพท่ี ๒ จะเหน็ ว่า เครื่องนุ่งห่มยังคงรูปแบบจารีตด้ังเดิมของคน
อีสาน คือ นุ่งผ้าซิ่นไหมลายล่อง (ลายตามแนวยาวของลาตัว) ต่อหัวซิ่น และมีตีนซ่ินขนาดเล็ก ด้านในนุ่งซิ่นซ้อนสีขาว
เสมือนเป็น กระโปรงช้ันใน (Petticoat) ชักชายพกขนาดใหญ่ ท่อนบนพาด “ผ้าแพรเบี่ยง” (ผ้าสไบ) ไม่สวมเสื้อ ศรีษะโพก
ดว้ ย “ผา้ แพรเคยี น” (ผา้ โพกหัว) โดยมีชายสองข้างปกลงมาที่หูสองข้าง เครื่องประดับ ประกอบด้วย ปะวะหล่ากาไล ขนาด
น้อยใหญ่ สวมท่แี ขนอยา่ งน้อยข้างละ ๕ เส้น ที่ต้นแขนรัดด้วย “ม้าว” (พาหุรัด) สวมสร้อยคอ ซ่ึงมีลักษณะคล้ายเม็ดลูกปัด
รอ้ ยเปน็ เสน้ อย่างเตม็ อตั รา คล้อง “สร้อยตัว” (สังวาล) เฉวียงบ่า สวมแหวน ไม่ต่างจากคาพรรณาการแต่งกายของตัวละคร
ในวรรณกรรมอีสานที่ว่า “ม้าวใส่แขน แหวนใส่ก้อย ปัดน้อย สร้อยสังวาล” แต่ที่แตกต่างคือ เจ้านางสีดาขณะทาพิธีฆ่านก
หสั ดลี งิ ค์ จะต้องสวม “กุบจอมคา” มือถอื คนั ศรและลกู ธนู
Dr. Brengues (1904) บรรยายถึงการแต่งกายของเจ้านางสีดาในพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ เอาไว้ว่า “สาวสุกัญ
สวมหมวกท่ีเรียกว่า กุบจอมคา มีรูปแบบไม่เป็นท่ีรู้จักในประเทศน้ี หมวกมีลักษณะเหมือนหมวกกุยเล้ยแบบจีน แต่ถักด้วย
ฟางและปิดด้วยเครื่องประดับทอง5 เก็บผมไว้ในผ้าไหมเรียกว่า ผ้าแพรเคียน ทาให้นึกถึงการเก็บผมของหญิงอันนัม
(เวียดนาม) แต่ที่แตกต่างคือ ปลายท้ังสองข้างของผ้าแพรเคียนห้อยลงมาท่ีหูและซ่อนผมไว้ สาวสุกัญสวมกาไลทอง (ม้าว)
ท่ีแขน เสื้อผ้าที่เหลือเป็นลักษณะลาวแท้ แต่ทาด้วยผ้าไหมสวยงามมาก แต่ละข้างของหมวกห้อยด้วยพวงมาลัยและดอกไม้
รอ้ ย ใส่สร้อยคอและกาไลขอ้ มือทุกขนาด ระหวา่ งพธิ ี สาวสุกญั มีใบหน้าเคร่งขรมึ จะขยบั ปากเมือ่ สวดมนต์เทา่ น้นั ”

5 นา่ จะหมายถงึ หมวกสานด้วยไมไ้ ผ่ กรุด้วยกระดาษสา ปั้นรกั มกุ เปน็ ลวดลาย ปดิ ทอง

18 วารสารธารวฒั นธรรม

ปที ่ี 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

ภาพที่ ๒ ญาแม่สุกัญ ปราบภยั นางเทยี มเจ้านางสดี า ในพิธสี ง่ สะการ พระอรยิ กวี (อ่อน ธมฺมรกขฺ โิ ต) วดั ศรีทอง
เจ้าคณะใหญเ่ มืองอุบลฯ
พ.ศ. ๒๔๔๖

ที่มา: Dr.Brengues (1904)
การแตง่ กายยุคที่ ๒
จากภาพท่ี ๓ - ๔ แสดงให้เห็นการแต่งกายของนางเทียมเจ้านางสีดา คือ ญาแม่สุกัญ ปราบภัย ในพิธีส่งสะ
การศพ พระอุบลการประชานิตย์ พ.ศ. ๒๔๗๑ ซ่ึงตรงกับสมัยรัชกาลท่ี ๗ ท่ีเห็นความเปล่ียนแปลงสาคัญ คือ มีการสวมเส้ือ
แขนกระบอกชายเสอื้ ยาวคลุมเอว ใช้ผา้ แพรสีพ้นื เบ่ยี งทับ น่งุ ซิ่นไหมมัดหมี่ลายโคม ต่อตีนซ่ินที่มีขนาดใหญ่ นุ่ง Petticoat
ซอ้ นด้านในซิน่ เห็นชายลูกไมแ้ ลบออกมา เครื่องประดบั ยงั มลี กั ษณะคล้ายกบั การแตง่ กายยุคท่ี ๑ แต่ไม่สวมม้าว ในภาพที่ ๓
จะเหน็ สตรที ่ยี ืนขา้ งๆนางเทยี มเจ้านางสดี า น่นั คอื หมอลาทองสามสา่ ว ผูท้ าหนา้ ที่ลาขบั กลอ่ มเจา้ นางสดี า

ภาพที่ ๓-๔ ญาแมส่ ุกญั ปราบภยั ในพิธสี ง่ สะการ พระอุบลการประชานติ ย์ (ทา้ วสิทธิสาร บญุ ชู พรหมวงศานนท์)
พ.ศ.๒๔๗๑

ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลมิ พระเกยี รติฯ อุบลราชธานี และคณุ ตาบาเพญ็ ณ อุบล
การแต่งกายยุคท่ี ๓
จากหลกั ฐานภาพถา่ ย ราวปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เปน็ ตน้ มา จนกระท่ังถึง ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ จะเห็นว่า การแต่งกายของ
เจ้านางสีดา ไม่ว่าจะในพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ หรือพิธีเล้ียงหอเล้ียงโฮง (บวงสรวง) ประจาปี ก็ดี มีความเปล่ียนแปลงสาคัญคือ
การนุ่งซ่ินขิดไหมเงินไหมคาสีเขียว ต่อตีนขิด แบบลาว (จาปาศักด์ิ?) และมีการใช้ผ้าเบ่ียงใยสังเคราะห์แบบโปร่ง ท่ีคนส่วน
ใหญ่คุ้นเคยว่าเป็นผ้าแพรผูกศาลหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ สีเขียวและสีแดง ซ้อนกัน บางครั้งก็พบว่า มีการใช้แพรโปร่งซ้อนทับกั บ
ผ้าแพรท่ีมีความมันวาว แบบผ้าซาติน (Satin) หรือแพรต่วน เช่น ผ้าแพรโปร่งเขียวซ้อนผ้าแพรต่วนแดง หรือผ้าแพรโปร่ง
แดงซ้อนผ้าแพรต่วนเขียว หรือสลับกันก็ได้ ในรุ่นญาแม่มณีจันทร์นิยมสวมเสื้อสีเขียวอ่อน ท่ีปลายแขนและชายเสื้อมี

วารสารธารวัฒนธรรม 19

ปที ี่ 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

รวิ้ ระบาย (ภาพที่ ๖) ส่วนคณุ ยายสมวาสนา สวมเสอ้ื แขนกระบอกสเี ขยี ว ผ่าหน้าติดกระดุม (ภาพท่ี ๗) ใส่เครื่องประดับน้อย
ชนิ้ ลง เหลือเพียงสร้อยคอทองคาห้อยจ้เี พชรซกี สวมสร้อยข้อมอื และแหวน

ถัดมาในราวปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในรุ่นคุณยายประทิน วันทาพงษ์ การแต่งกายได้เปล่ียนไปอีกเล็กน้อย คือ นุ่งซิ่น
หมี่ลวดลายโคม ท่ีเชิงเป็นลายหมากจับ แบบที่นิยมทอในแถบจังหวัดขอนแก่น ไม่ต่อตีนซ่ิน (ภาพที่ ๘, ๑๐) การแต่งกาย
แบบน้ี คงอยู่มาจนถึงราวปี พ.ศ.๒๕๕๕ เม่ือคุณเมทินี หวานอารมย์ รับเป็นนางเทียมเจ้านางสีดา ในช่วงแรกๆที่ยังไม่ได้ทา
พิธีฆา่ นกฯ

ภาพท่ี ๕ ญาแม่มณีจนั ทร์ ผ่องศิลป์ นางเทียมเจ้านางสีดา ในฆ่าพิธีนกหัสดลี ิงค์ (ราวปี ๒๕๑๔-๒๕๒๔)
ที่มา: คุณเมทนิ ี หวานอารมย์

20 วารสารธารวฒั นธรรม

ปีท่ี 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

ภาพที่ ๖ ญาแม่มณีจันทร์ ผ่องศลิ ป์ ในพิธเี ลย้ี งมเหสักขห์ ลักเมอื ง ท่ีศาลหลักเมอื งอบุ ลราชธานี ไม่ทราบปี
(ราวปี ๒๕๒๕ - ๒๕๓๕)

ภาพท่ี ๗ คณุ ยายสมวาสนา รัศมี ในพธิ ีเลยี้ งหอโฮงประจาปี (ระหว่าง ๒๕๓๕ - ๒๕๔๖)
ที่มา: คุณเมทินี หวานอารมย์

ภาพที่ ๘ คุณยายประทนิ วนั ทาพงษ์ นางเทยี มเจ้านางสีดา ในพิธฆี ่านกหสั ดลี งิ ค์ งานส่งสะการพระราชรตั โนบล (ปี ๒๕๔๘)
ทีม่ า: อาจารยว์ ริ าณี แวน่ ทอง

วารสารธารวัฒนธรรม 21

ปีที่ 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

ภาพท่ี ๙ คุณยายสขุ ุม ศริ ภิ ูมิ กาลังแตง่ ตวั ให้ ญาแมม่ ณจี ันทร์ ผอ่ งศิลป์ นางเทยี มเจ้านางสีดา ในการเลีย้ งหอโฮงประจาปี
(๒๕๓๑)

ภาพท่ี ๑๐ คุณยายประทิน วนั ทาพงษ์ นางเทยี มเจ้านางสีดา คนท่ี ๕ ขวามือของท่าน คอื คุณยายสขุ มุ ศริ ภิ มู ิ ทาหน้าที่
“นาแนบ/แนบนา” (ผดู้ ูแลตดิ ตามเจ้านางสีดา) ในพธิ ีฆ่านกหัสดีลิงค์ งานสง่ สะการพระราชรัตโนบล (ปี ๒๕๔๘)
ที่มา: คุณยายสขุ ุม ศริ ิภมู ิ
การแตง่ กายยุคปัจจุบัน
ตง้ั แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นมา รูปแบบการแตง่ กายของเจ้านางสดี าในพธิ ฆี า่ นกหัสดีลิงค์ ก็ยังคงตามแบบแผน

ในยุคท่ี ๓ แต่ได้ปรับเปลี่ยนมานุ่งมาซิ่นขิดไหมเงินไหมคา ลายดอกพร้าว ต่อตีนตวย (ตีนซ่ินขิดลายกรวยเชิง) ต่อหัวจกดาว
(หัวซิ่นทอด้วยเทคนิคจกลายดาว) (ภาพที่ ๑๑ - ๑๒) ตามแบบซ่ินโบราณของอัญญานาง (เจ้านายสตรี) เมืองอุบลราชธานี
โดยคุณเมทินี ไดใ้ สซ่ ิ่นผนื น้ีในพธิ ฆี า่ นกฯ ทกุ คร้ัง

ภาพที่ ๑๑ คุณเมทินี หวานอารมย์ นางเทียมเจา้ นางสดี า คนที่๖ ในงานส่งสะการ พระสิรพิ ัฒนาภรณ์ (ปี ๒๕๕๗)
ท่มี า: Facebook page: คณะละคอนสุดสะแนน

ภาพที่ ๑๒ นางเทยี มเจา้ นางสดี า คนที่ ๖ ขณะทาพิธพี ิธีฆ่านกหสั ดีลิงค์ งานพระราชทานเพลงิ ศพ หลวงพอ่ คณู ปรสิ ุทโฺ ธ
(ปี ๒๕๖๒)

ท่มี า: Facebook: Lung Jack Kasemsan (คณุ ภพพล เกษมสันต์ ณ อยธุ ยา)
ขอ้ สงั เกตบางประการเก่ียวกับการแตง่ กายของเจา้ นางสดี า

๑. เครอื่ งประดบั
กุบจอมคา ลูกศร และคันธนู คือ ส่ิงที่ขาดไม่ได้ในการแต่งกายของเจ้านางสีดาในพิธีกรรมฆ่านกหัสดีลิงค์

สืบทอดจากรนุ่ ส่รู ่นุ ไมข่ าดสาย เครอ่ื งประดับเหล่าน้ีเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นบุคลิก (Character) ของการเป็นนักรบหาญกล้าใน
ตานาน กุบจอมคา หรือในล้านนาเรียกว่า “กุบจิกคา” “กุบละแอคา” ใช้สาหรับใส่ในการรบทัพจับศึกมาแต่โบราณ และ

22 วารสารธารวฒั นธรรม

ปที ี่ 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

น่าจะไดร้ บั อทิ ธิพลมาจากพมา่ ร่องรอยสาคัญ คอื การทรงผีเม็ง ท่ีเป็นผีเจ้าขุนศึกต่าง ๆ ในล้านนาเอง ก็มีการสวมกุบแบบน้ี
ในดว้ ยเชน่ กนั

กุบจอมคา คงเป็นของหายาก มิได้ทาข้ึนเองในท้องถิ่น และสงวนไว้เฉพาะเจ้านายเท่าน้ัน ดังที่ Dr. Brengues
(1904) บนั ทกึ วา่ “มรี ูปแบบไม่เป็นทร่ี ู้จักในประเทศนี้ หมวกมลี กั ษณะเหมือนหมวกกุยเล้ยแบบจีน” นอกเหนือจากกุบจอม
คาของเจ้านางสีดาแล้ว ยังพบว่ามีอีก ๑ ใบ ท่ีตกทอดมาในตระกูล ณ อุบล (ภาพท่ี ๑๓) เชื่อกันว่าเดิมเป็นของเจ้าปางคา
เจ้าพระวอ เจ้าคาผง ลงมาถึงพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) ต่อมาได้นามาใช้ใส่ฟ้อนประทับทรง “เจ้าหอคา”
ผีมเหสักข์สาคัญของเมืองอุบลฯ ซ่ึงมีนางเทียมสืบทอดมาแล้ว ๖ รุ่น คือ ๑. อัญญานางสังกา (บุตรีเจ้าคาผง) ๒. ญาแม่นาง
ปยุ (หลาน) ๓. ญาแมน่ างคา (เหลน) ๔. ญาแมน่ างอบ (เหลน) ๕. ญาแม่นางสมิ (ลือ้ ) ๖. คุณตาบาเพญ็ ณ อุบล

กุบจอมคาน่าจะเป็นส่ิงท่ีนาเข้ามา ผ่านการปะทะสังสรรค์ทางสังคม (Social Interaction) กับกลุ่มคนไทที่มา
จากตอนเหนือ เช่น ไทใหญ่ ไทล้ือ ไทขึน ซึ่งคนอีสานเรียกคนเหล่าน้ีรวม ๆ ว่า “กุลา” จากการติดต่อค้าขายระหว่างกัน
แสดงให้เห็นว่าอุบลราชธานีไม่ได้อยู่โดดเด่ียวจากกลุ่มอ่ืน ในทางตรงกันข้ามกลุ่มเจ้าพระวอเจ้าพระตา น่าจะมีสายสัมพันธ์
(Connection) กับกลุ่มท่ีอยู่ตอนเหนือ คือ ล้านนา ล้านช้างหลวงพระบาง กับกลุ่มที่อยู่ตอนใต้ คือ ล้านช้างจาปาศักด์ิ และ
อาจจะเลยไปถึงเขมร มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่คร้ังอยู่ท่ีเมืองหนองบัวลาภู ในฐานะเมืองหน้าด่าน จนกระท่ังเป็นเมือง
อุบลราชธานี ซึ่งมีทาเลที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าที่เช่ือมโยงระหว่างเขตลุ่มน้าโขงและทุ่งกุลา เป็นจุดหยุดพักขอ งกอง
คาราวานคา้ ขาย กอ่ นเข้าส่ดู นิ แดนเขมร ตลอดจนเช่ือมโยงไปยังราชสานกั กรงุ เทพฯผา่ นระบบบรรณาการ นี่อาจเป็นประเด็น
ทค่ี วรศึกษาต่อไปวา่ เหตุที่เมืองอุบลราชธานี มีพิธีกรรม ความเชื่อ ตานานบางอย่าง ผูกโยงไปถึงเชียงรุ่งหอคาสิบสองพันนา
น้ันอาจจะรบั รู้มาจากกลุม่ กุลา ก็เปน็ ไปได้

ภาพที่ ๑๓ กบุ จอมคา ยอดแกว้ มรดกตกทอดในตระกูล ณ อบุ ล
ท่ีมา: วารสารศลิ ปวัฒนธรรม ปีที่ ๑๓ ฉบับท่ี ๙ ป ประจาเดือน กรกฎาคม ๒๕๓๕
ภาพที่ ๑๔ กุบจอมคา คนั ศร ลกู ธนู สาหรบั แต่งกายนางเทียมเจ้านางสีดา (๒๕๓๑)

ที่มา: คณุ ยายสุขุม ศริ ภิ มู ิ

ส่วนการใช้เครือ่ งประดับดงั ที่เหน็ ในการแตง่ กายยุคที่ ๑ นน้ั ไดส้ ะทอ้ นบุคลิกของการเป็นนางกษัตริย์ในตานาน
เอาไว้อย่างเด่นชัด ด้วยการทรงเครื่องถนิมพิมพาภรณ์เฉกเช่นเจ้านางในอุดมคติตามวรรณกรรมอีสาน โดยเฉพาะการสวม
ม้าว ซ่ึงเป็นเครื่องประดับแบบโบราณ ที่พ้นสมัยการใช้ไปแล้ว ก็ยิ่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมพิธี รู้สึกถึงความเก่าแก่ เข้มขลัง
ศกั ดส์ิ ิทธ์มิ ากขน้ึ ไปอกี

๒. พัสตราภรณ์สเี ขยี ว - แดง
การท่ีเคร่ืองทรงเจ้านางสีดาน้ัน มีสีแดงและเขียว เป็นสีหลักนั้น ส่วนหน่ึงมาจากเหตุผลทางพิธีกรรม คือ แต่

เดิมนั้นการเชิญนางสีดามาประทับนางเทียม ต้องมีหมอลามาขับกล่อมด้วยทุกครั้ง6 ในยุคญาแม่สุกัญ มีหมอลาทอง ฉายา

6 หลังปี ๒๕๓๔ ไมม่ กี ารขบั ลาเชญิ เจา้ นางสีดา อีกตอ่ ไป เพราะหมอลาบญุ มี เสยี ชีวติ และขาดผสู้ บื ทอด

วารสารธารวฒั นธรรม 23

ปที ่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

“หมอลาทองสามสา่ ว” เปน็ ผ้ขู ับลา มาถึงยุคคุณยายมณีจันทร์ มีหมอลาบุญมี ทองคาใส ขับลา กลอนลาที่ใช้นั้นมาจากเรื่อง
“สังข์สินไชย” พรรณนาการเลือกผ้าสามผืนเพื่อเปลี่ยนชุดทรงของเจ้านางสีดา ได้แก่ ผ้าสีเขียว, ผ้าสีแดง, ผ้ายกไหมทอง
(อรรถ นันทจักร, ๒๕๓๖)

น่าสังเกตว่า การทรงผีเจ้านาย ไม่ว่าจะเป็นท่ีอีสาน หรือล้านนาเอง ก็นิยมใช้สีเขียว สีแดง เป็นหลักเช่นกัน
ทั้งน้ีอาจมีเหตุผลมาจากกระบวนการผลิตผ้าทั้งสองสีนี้มีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าผ้าในชีวิตประจาวันของคนไท ที่นุ่งสีดา/
คราม เป็นพ้ืน อาจารย์สิทธิพันธ์ เหรา ผู้เช่ียวชาญด้านผ้าไท อธิบายว่า สีแดงเป็นสีที่ย้อมติดยาก ต้องย้อมหลายครั้งจนกว่า
จะไดส้ แี ดงเข้ม การย้อมสแี ดงสมยั โบราณไดม้ าจากครงั่ หรอื ฝาง ซ่ึงเป็นสนิ คา้ ทห่ี ายาก ดงั น้นั ผ้าแดงจงึ มักสงวนไว้ใช้ในโอกาส
สาคญั ๆ ส่วนสเี ขยี วน้นั ยง่ิ มีกระบวนการยอ้ มทซี่ ับซอ้ นมากกว่า เพราะต้องย้อมสีเหลืองก่อนแล้วย้อมทับด้วยสีน้าเงิน จึงจะ
ได้สีเขียว กระบวนการท่ีผลติ ยากเช่นน้ี ย่อมทาให้เกิดมูลค่าตามมาด้วย ดังน้ันผ้าสีแดง สีเขียว จึงไม่ใช่ผ้าสาหรับคนทั่วไปใส่
ในชีวิตประจาวัน แต่เป็นของดีมีราคา เหมาะกับการสวมใส่ในโอกาสพิเศษ หรือควรแก่เจ้านายใช้สอย ทั้งสีแดงและสีเขียว
ต่างเป็นสีท่ีฉูดฉาด อยู่คู่ตรงข้ามตามทฤษฎีสี เมื่อถูกจับมาอยู่ด้วยกัน จึงให้เกิดความรู้สึกตื่นตา ทรงพลัง ตัวอย่างของ ผ้าท่ี
จับคู่สีเขียวแดง เช่น ซ่ินไทขึน ที่ตัวสีแดงอ่อน ต่อด้วยแพรเขียว ก็ทาให้เกิดความงามอย่างน่าพิศวงไม่น้อย (สิทธิพันธ์
เหรา ผูใ้ หส้ มั ภาษณ์, ๒๖ เมษายน ๒๕๖๔)

ส่วนการโพกผ้าน้ัน โดยรูปทรงของกุบจอมคา ไม่สามารถสวมบนศีรษะได้อย่างกระชับ ดังนั้นจึงจาเป็นต้องมี
ฐานรองรับและมีเชือกหรือผ้ารัดคางไว้มิให้เล่ือนหล่น ผ้าแพรเคียนจึงทาหน้าที่เป็นฐานให้กับกุบจอมคาต้ังอยู่ได้ ส่วนท่ีต้อง
ปล่อยชายสองข้างปกหู อาจเพื่อความสวยงาม แต่อาจารย์สิทธิพันธ์ุ ต้ังข้อสังเกตว่า การโพกผ้าแบบน้ีมีลักษณะคล้ายกับ
การโพกผ้าของผีนตั ในพมา่ ดว้ ย

๓. ความศรัทธากับความเปล่ยี นแปลง
ดังท่ีแสดงให้เห็นแล้วว่าการแต่งกายของเจ้านางสีดาในพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์มีความเปล่ียนแปลงอย่างเป็นพลวัต

ตามกาลเวลา และเง่ือนไขในแต่ละยุค จากการสอบถามคุณยายสุขุม ศิริภูมิ7 บุตรีของญาแม่มณีจันทร์ ผ่องศิลป์ ผู้ทาหน้าท่ี
แต่งตัวให้กับนางเทียมเจ้านางสีดา ต้ังแต่คนท่ี ๓ - ๖ พบว่า เครื่องทรง ผ้าซิ่น ผ้าเบี่ยงท้ังหลายน้ัน มักมาจากผู้ที่ศรัทธาใน
เจ้านางสดี า ซ่ึงร้กู นั ในวงจากัดนามาถวาย คุณยายสุขุมเป็นผู้เก็บรักษาเคร่ืองทรงเหล่าน้ี แต่เน่ืองจากการย้ายบ้านหลายคร้ัง
และเกิดเหตุการณ์น้าท่วมเมืองอุบลฯ ก็ทาให้ผ้าบางส่วนสูญหายไป ดังนั้นเม่ือคราวคุณยายประทิน ทาพิธีฆ่านกฯในปี พ.ศ.
๒๕๔๘ จงึ ไม่ไดใ้ ส่ซ่นิ ขดิ ไหมเงนิ ไหมคา แบบญาแม่มณีจนั ทร์

คร้ันถึงยุคของคุณเมทินี รับเป็นนางเทียมในปีแรก (๒๕๕๕) ก็ได้ใส่ผ้าซ่ินมัดหม่ีตัดสาเร็จสีเขียวสดใส ไปฟ้อน
บวงสรวงประจาปีท่ีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอุบลราชธานี ดร.คาล่า มุสิกา อาจารย์ประจาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย
อุบลราชธานี ได้เห็นเข้าก็มีความคิดว่าจะดาเนินการทอผ้าซิ่นผืนใหม่ถวาย เพ่ือให้มีความงดงาม เข้มขลัง มีเอกลักษณ์แบบ
เมืองอุบลฯ สอดคล้องกับกุบจอมคา ลูกศร และคันธนู ท่ีเป็นของโบราณ จึงได้ไปเรียนปรึกษากับคุณยายสุขุม และได้ไปทา
พธิ บี อกกลา่ วดวงวิญญาณเจ้านางสดี า ทห่ี อโฮง (ทปี่ ระทับ) ณ บ้านดา้ มพร้า อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เมือ่ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๖

หลังจากน้ัน ดร.คาล่า จึงได้บอกบุญกับคณะศรัทธาสมทบทุน แล้วได้ไปว่าจ้างนางอรัญญา ศิริณู และนาง
พันทนา แสงคา ช่างทอผ้า ท่ีบ้านบอน อ.สาโรง จ.อุบลราชธานี โดยกาหนดให้ทอลายดอกพร้าว หรือลายสร้อยดอกหมาก
ตามแบบซิ่นโบราณของนางราชพิตรพิทักษ์ (ญาแม่ดวงคา บุตรโรบล หิรัญภัทร์) ท่ีจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
อุบลราชธานี ทอลายขิดด้วยไหมคา ตัวผืนสีเขียวเข้ม เร่ิมข้ึนก่ีทอผ้าเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๖ เมื่อจะลงมือทอนั้น ได้ให้
ชา่ งทอทาขนั ห้า (ดอกไม้ ธูป เทียน อย่างละห้าคู่) ขออนุญาตต่อเจ้านางสีดา คร้ันทอเสร็จ และตัดผ้าออกจากก่ี ในวันที่ ๒๑
มีนาคม กไ็ ดถ้ วายขันห้า เครื่องสมมาคาวหวาน อีกครงั้

ผ้าซิ่นผืนนี้เป็นผืนแรกในเครือ และมีสีเขียวเฉดน้ีโดยเฉพาะเพียงผืนน้ีผืนเดียวเท่านั้น นาต่อตีนซิ่นสีแดง ลาย
ตีนตวยหมากจับยอย ต่อหัวซิ่นจกดาว สีแดงสลับเขียว นาไปทาพิธีถวายที่หอโฮงเจ้านางสีดา เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.

7 เสยี ชวี ติ เม่อื ปี พ.ศ. ๒๕๖๑

24 วารสารธารวฒั นธรรม

ปที ี่ 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

๒๕๕๖ (คาล่า มุสิกา ผู้ให้สัมภาษณ์, ๒๗ เมษายน ๒๕๖๔) หลังจากนั้นก็ได้ใส่ในพิธีสาคัญมาโดยตลอด ถือเป็นผ้าสาหรับ
พิธีกรรมอยา่ งแทจ้ รงิ ต่อมาในภายหลังได้มกี ารทอผ้าเบย่ี งสีเขียวและแดงไปถวาย แต่ไม่ปรากฏการใช้งานบ่อยคร้ังนัก ในพิธี
ฆ่านกฯยังคงใช้ผ้าเบี่ยงแบบยุคท่ี ๓ เช่นเดิม ท้ังน้ีทั้งนั้น การจะเลือกผ้าหรือซิ่นผืนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความพอใจของ
มเหสกั ข์ท่ลี งมาประทบั เปน็ สาคัญ

ส่วนเคร่ืองประดับทองนั้น เป็นส่วนหน่ึงของเครื่องบวงสรวง เรียกว่า “เงินคาพันฮ้อย” ซ่ึงได้แก่เงินท่ีมอบให้
สาหรับจัดเตรียมพิธี และทองคาหนัก ๑๐ บาท สาหรับแต่งตัว เม่ือเสร็จพิธีแล้วจึงนาทองมาคืนเจ้าภาพ ดังน้ันการท่ี
นางเทยี มเจ้านางสดี าสวมใสเ่ ครื่องประดับทอง มากหรือนอ้ ยนน้ั ก็ข้ึนอยกู่ ับศกั ยภาพของเจ้าภาพท่จี ัดหามาให้ใส่ด้วย

ภาพท่ี ๑๕ คณะศรัทธานาซน่ิ ไหมเงนิ ไหมคา ไปถวายเจา้ นางสดี า โดยมคี ณุ เมทนิ ี หวานอารมย์ และคุณยายสุขุม ศิริภูมิ
บอกกล่าวตอ่

เจ้านางสดี า ณ หอโฮงบา้ นดา้ มพร้า (ปี ๒๕๕๖) ในพานสีเงินจะเห็นเครื่องแตง่ กายเดิมวางอยู่
ทม่ี า อาจารย์ ดร.คาลา่ มุสิกา

บทสรุป
การแต่งกายเป็นองค์ประกอบสาคัญของพิธีกรรม เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงถึงการเปล่ียนจากสภาวะหน่ึง

ไปสอู่ กี สภาวะหน่งึ (จากบคุ คลธรรมดา เปน็ เทพ/ผีบรรพบุรุษ) แล้วยังสามารถแสดงบทบาท สถานะ เพศ อานาจ ท่ีแตกต่าง
กันได้อกี ด้วย ในอกี แนวคิดหนึ่ง การแตง่ กาย คือ แฟช่นั ทีส่ ามารถเลอ่ื นไหล เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ฉะน้ันการแต่งกายของใคร

วารสารธารวฒั นธรรม 25

ปีที่ 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

กต็ ามไม่เวน้ แมก้ ระท่งั นางเทียมเอง ก็ยอ่ มมีความเปล่ียนแปลง ตามความนิยม, เศรษฐกิจ, สังคม หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ในขณะ
นั้น ๆ ไดอ้ ยา่ งเปน็ พลวัต

การแต่งกายของเจา้ นางสดี าในพธิ กี รรมฆา่ นกหสั ดลี งิ ค์ มลี ักษณะผิดแผกไปจากการแต่งกายปกติในชีวิตประจาวัน
แม้พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่ก็พบว่ายังคงรักษาส่ิงท่ีป็นเอกลักษณ์สาคัญเอาไว้ คือการทรงเครื่องสีเขียว - แดง
สวมกุบจอมคา ถือคันศร ลูกธนู จนกลายเป็นภาพจาของเจ้านางสีดา ในฐานะผู้ฆ่านกหัสดีลิงค์ ดังนั้นเม่ือเกิดการผลิตซ้า
การฆ่านกหัสดีลิงค์ โดยนางสีดากลุ่มอ่ืน ๆ ก็ยังพบว่านางสีดาต้องสวมกุบ ถือคันศร ลูกธนู อยู่เสมอ หรือกรณี
สถาบันการศึกษาบางแห่ง ที่มีการนาเอาไปทาเป็นชุดการแสดงฟ้อนราในวงดนตรีพื้นเมือง/ศิลปนิพนธ์ แม้จะระบุว่าอาศัย
แรงบันดาลใจจากตานานเจ้านางสีดาปราบนกหัสดีลิงค์ก็ตาม แต่ก็ยังคงเลียนรูปแบบของแต่งกายของนางเทียมในพิ ธีกรรม
ยคุ ท่ี ๓ - ปัจจุบัน เอาไว้เชน่ เดมิ โดยมิได้ตีความใหม่หรือทาให้แผกไปจากการแต่งกายในพิธีกรรมซ่ึงมีสัญญะเชิงพลังอานาจ
จิตวิญญาณ ก็อาจเป็นประเด็นที่ควรนามาอภิปรายกันต่อไปว่า ปริมณฑลความศักดิ์สิทธ์ิของพิธีกรรมกับการสร้างสรรค์เพ่ือ
ความบนั เทงิ ควรอย่อู ย่างพอเหมาะพอควรที่ตรงไหน จึงจกั ไดแ้ สดงถงึ ความเคารพตอ่ ประเพณี พธิ ีกรรมท้องถ่ิน และไม่ทาให้
กระทบการะเทือนกบั รูส้ ึกและความเชื่อของกลุ่มคนท่ีมคี วามศรัทธามาอยา่ งยาวนานนับร้อยปี

ขอบพระคุณ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมเกียรติ มินา ผู้ทรงคุณวุฒิภาษาฝร่ังเศส มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ให้ความอนุเคราะห์

การแปลบทความภาษาฝร่ังเศส
คุณเมทนิ ี หวานอารมย์ นางเทยี มเจา้ นางสีดาคนปัจจุบนั ที่ใหค้ วามอนุเคราะหข์ ้อมลู
อาจารย์ ดร.คาลา่ มุสิกา อาจารย์ประจาคณะศิลปศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยอบุ ลราชธานี
อาจารยส์ ทิ ธพิ ันธ์ เหรา ผูท้ รงคณุ วฒุ ิดา้ นผา้ ไท

26 วารสารธารวฒั นธรรม

ปีท่ี 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

เเออกสการสอา้างอรงิ อา้ งองิ

เติม วิพาคยพ์ จนกิจ. (๒๕๔๖). ประวัติศาสตรอ์ ีสาน (พิมพ์ครง้ั ท่ี ๔). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์
ธีรวัฒน์ แสนคา. (๒๕๕๘). เมืองหนองบัวลาภู : การศึกษาพัฒนาการของช่ือเมืองโบราณสาคัญในลุ่มแม่น้าโขง. ดารง

วิชาการ, ๑๔(๒), ๑๑๓ - ๑๓๖.
นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. (๒๕๖๓). Rite of Passage [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.sac.or.th/databases/

anthropology-concepts/glossary/130 [2564, เมษายน 20]
บาเพ็ณ ณ อบุ ล. (๒๕๓๙). เล่าเรอื่ งเมืองอบุ ล. อุบลราชธานี : สานกั วิทยบริการ มหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธานี.
เพ็ญสุภา สุขคตะ. (๒๕๖๒). เปิดตานาน - ความหมาย ‘ปราสาทนกหัสดีลิงค์’ ปลงศพเจ้า เผาศพพระ ในวัฒนธรรม

ล้านนา - ล้านช้าง [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://www.matichonweekly.com/column/article
_166149 [2564, เมษายน 20]
ภูเดช แสนสา. (๒๕๕๖). โลกหน้าล้านนา พัฒนาการการสร้างปราสาทศพต่างสัตว์หิมพานต์และการก่อกู่. เชียงใหม่ :
สถาบนั ภาษา ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฎั เชียงใหม.่
วิราณี แว่นทอง. (๒๕๕๑). การราในพิธีทาศพแบบนกหัสดีลิงค์ในอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
สรุ ศักด์ิ ศรสี าอางค์. (๒๕๔๕). ลาดับกษตั รยิ ล์ าว. กรงุ เทพฯ : สานักโบราณคดแี ละพิพธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ กรมศลิ ปากร.
ใหม่มณี รักษาพรมราช. (๒๕๕๙). บรรยายสาธารณะ : Culture Hero : วีรบุรุษวัฒนธรรมในมุมมอง ‘ศรีศักร
วัลลิโภดม’ [Online]. เข้าถึงได้จาก : https://lek-prapai.org/home/view.php?id=728 [2564, เมษายน
20]
อรรถ นันทจักร์. (๒๕๓๖). การปลงศพแบบนกหัสดีลิงค์: พิธีกรรมและความเช่ือของเจ้าเมืองอุบลราชธานีสายจาปาสัก ใน
รวมบทความว่าด้วยนกหัสดีลิงค์ เน่ืองในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าคุณอริยานุวัตร (เขมจารี) วันที่ 7
เมษายน พ.ศ. 2536 (หน้า ๕๙ - ๑๐๙). กาฬสินธ์ุ : ประสานการพมิ พ์.

การจารใบลาน วารสารธารวัฒนธรรม 27

Palm Leaf inscription ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

จุง ดบิ ประโคน
Chung Dibprakhon
นกั ภาษาโบราณชานาญการพเิ ศษ
กลุม่ หนังสือตวั เขยี นและจารึก สานกั หอสมดุ แห่งชาติ
National Library of Thailand

28 วารสารธารวฒั นธรรม

ปีท่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

8

๑ ก่องแกว้ วีระประจกั ษ์, สารนิเทศจากคมั ภีร์ใบลานสมัยอยุธยา (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๕), ๔ – ๑๑. เป็นต้น นิยมนา
ใบลานต้มในนา้ ซาวข้าวซงึ่ ชาวพื้นเมอื งเรียกวา่ “น้าขา้ วมวก” ต้มให้เดือดแล้วจึงนาออกผ่ึงหรือตากให้แห้ง ขณะตากใบลานต้องตั้งสันลานข้ึน
เมอ่ื ลานแหง้ แล้วหน้าลานจะไมบ่ ดิ งด และควรตากใหถ้ กู แดดและนา้ คา้ งประมาณ ๑ – ๒ วนั วิธีต้มและตากลานแบบนี้ไม่เพียงแต่จะทาให้เนื้อ
ลายเหนยี วและนิ่มเท่าน้ัน ยงั ทาให้ใบลานขาวขน้ึ อีกดว้ ย ดังนัน้ จึงนิยมต้มลานในฤดหู นาว ซงึ่ เป็นฤดทู ่มี นี า้ ค้างมาก

วารสารธารวฒั นธรรม 29

ปที ่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

9

9 กรมศิลปากร, คู่มือสารวจ จัดหา รวบรวมทรัพยากรสารสนเทศเอกสารโบราณประเภทคัมภีร์ใบลานและหนังสือสมุดไทย
(กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๒), ๒๔ - ๒๖,

30 วารสารธารวฒั นธรรม 10

ปีท่ี 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

11

10 สนับรองจาร หรือหมอนสาหรับถือรองจาร ทาจากใบลานเรียงซ้อนกัน ๖ – ๗ ใบ หุ้มด้วยผ้าซึ่งเย็บริมเรียบร้อย มีไม้ไผ่เหลา
แหลม ยาวประมาณ ๗ – ๑๐ เซนติเมตร เสียบทางขวางของหมอนตามร่องลานข้างละ ๒ อัน เพื่อใช้เป็นท่คี บี ลานตน้ ฉบับในขณะคดั ลอก

11 เหลก็ จาร คอื เหลก็ แหลมคมมีดา้ มสาหรบั ถือทาเป็นรปู ตา่ งๆ สาหรบั ใชจ้ ารหนงั สือใบลานโดยเฉพาะเขมา่ ไฟผสมนา้ มนั ยาง โดยใช้
ลูกประคบลบให้สีดาของเขม่าไฟจมลงไปตามร่องลายเส้นอักษรทั่วทั้งลาน แล้วนาทรายละเอียดท่ีร้อนจัดโรยลงบนบานน้ัน ต่อจากน้ันใช้ลูก
ประคบสะอาดลบเขมา่ ไฟผสมน้ามนั ยางใหห้ มดจากหน้าลานนัน้ โดยการถูลูกประคบไปมาหลาย ๆ คร้ังบนลานจะทาให้สีดาท่ีอยู่นอกรอยจาร
หลดุ หายไปสว่ นสดี าซึ่งลงไปในรอยจารจะตดิ แน่นและทาใหต้ วั อกั ษรปรากฏเดน่ ชัดไมล่ บเลือน มคี วามคงทนถาวรอยูไ่ ด้นานนับร้อยปีขน้ึ ไป

วารสารธารวัฒนธรรม 31

ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

12

12 สายสนอง คอื เสน้ เชือกเลก็ ๆ ทจ่ี ดั ทาไวเ้ พื่อรอ้ ยใบลานใหเ้ ข้าเปน็ ผกู

32 วารสารธารวัฒนธรรม

ปที ี่ 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

เอกสารอา้ งอิง

ก่องแก้ว วีระประจกั ษ์. (2545). สารนิเทศจากคัมภีร์ใบลานสมยั อยุธยา. กรุงเทพฯ : กรมศลิ ปากร.
ศิลปากร, กรม. (2552). คู่มือสารวจ จัดหา รวบรวมทรัพยากรสารสนเทศเอกสารโบราณประเภทคัมภีร์ใบลานและ

หนงั สอื สมดุ ไทย. กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร.

วารสารธารวัฒนธรรม 33

ปที ่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

สาระสงั เขปจากคมั ภีรใ์ บลาน
Knowledge from Palm Leaf Scripture

34 วารสารธารวฒั นธรรม

ปีท่ี 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

คัมภีร์ใบลาน คือ เอกสารท่ีจารหรือชุบตัวหนังสือบนใบของต้นลานท่ีผ่านกรรมวิธีหลายข้ันตอน เพ่ือใช้เป็นวัสดุ
รองรับการบันทึกข้อมูลความรู้และเรื่องราวทางพุทธศาสนาได้ท้ัง ๒ ด้าน คัมภีร์ใบลาน ๑ ผูก ตามมาตรฐานประกอบด้วย
ใบลาน ๒๔ ลาน แล้วใช้เชือกที่เรียกว่า สายสนอง ร้อยใบลานแต่ละใบรวมกันแล้วผูก คัมภีร์ใบลานจึงมีลักษณนามว่า ผูก
หนังสอื ใบลานเรือ่ งหนงึ่ จะมจี านวนผกู เทา่ ใดกต็ าม นบั รวมเป็น ๑ คมั ภรี ์ จึงนิยมเรยี กวา่ คมั ภีร์ใบลาน
ขนาดของคัมภีร์ใบลาน

คัมภีร์ใบลานขนาดมาตรฐาน คือ คัมภีร์ใบลานท่ีสร้างเพ่ือบันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนา โดยปกติมีความกว้าง
๔ - ๕ เซนติเมตร ส่วนความยาว ๕๐ - ๖๐ เซนติเมตร คัมภีร์ใบลานขนาดมาตรฐานนอกจากจะใช้บันทึกเร่ืองราวทางพุทธ
ศาสนาตามขนบเดิมแล้ว ยังนิยมนามาบันทึกเรื่องราวทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในอาณาจักรล้านนา และ
อาณาจักรลา้ นช้างด้วย

นอกจากน้นั บรรพชนท้งั ในสว่ นกลางและส่วนภูมภิ าค ยังนยิ มนาใบลานขนาดทส่ี ัน้ กว่ามาตรฐานมาจดบันทึกสรรพ
วิชาการและตารับตาราต่าง ๆ แล้ว เรียกคัมภีร์ใบลานขนาดพิเศษน้ีว่า ลานก้อม หมายถึงใบลานที่มีขนาดส้ัน เล็ก ตาม
คาศัพทใ์ นภาษาถนิ่ ก้อมเปน็ ได้ทั้งคานามและวลี คานาม แปลวา่ ทอ่ น และลกั ษณนามใช้เรยี กสิ่งของขนาดเล็กที่ห่ันเป็นท่อน
วลี แปลวา่ สน้ั ห้วน ไมย่ าว (อุดม รุ่งเรืองศร,ี 2534 : 29)
ประเภทของคมั ภีร์ใบลาน

พมิ พพ์ รรณเสไพน้ ตบวั อูลักยษห์ รขวอังงเคจัมรภญิีร์ใบลานส่วนใหญ่เป็น เส้นจาร ส่วนน้อยเป็น เส้นชุบหมึก และสมัยต่อมาประมาณรัชกาลที่

๖ - ๗ แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ไดน้ าเทคโนโลยีระบบการพิมพ์มาใช้กับใบลานด้วย ด้ังนั้น หากจาแนกตามลักษณะเส้นตัวอักษร

Pimแpลa้ว nจะสPามaาiรbถoแoบ่งnไดw้เปa็นng๓cปhรrะoเภaทnคือ เส้นจาร เส้นชุบ และ เส้นพิมพ์ นอกจากนั้นหากจะจาแนกคัมภีร์ใบลานตาม

ลักษณะทางกายภาพแลว้ สามารถจัดเปน็ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คอื คัมภรี ใ์ บลานฉบบั หลวง และคัมภีร์ใบลานฉบับราษฎร์ หรือ

นักอฉักบษับเรชศลยาศสคักมัตดภ์ิรีรท์ใ์ บรลงาคนฉณุ บบัวหฒุ ลวิ (งภคาือษพาระเไอตรกปสิฎากรฉบแับลใบะลหานนทงั ่ีพสระอื ม)หกากรษมัตศริยิล์ใปนอาดกีตรทรงมีพระราช - ศรัทธาโปรดฯ ให้
Theตสร่าF้างiทงnขรึ้นeงสเรรA้า่ิมงrตคt้ังsัมแภตDีร่ร์พัeชกรpะาaไลตพrรtรปmะิฎบกeาถทnวสtามยเเดป็จ็นพพรุทะพธบุทูชธยาอจดนฟก้าลจาุฬยาเโปล็นกรมาหชาธรรารชมเปนฐียมมบใรนมพรราะชอจงักคร์ทีว่ีทงศร์งสถืบือเปนฏ่ือิบงตัต่อิสมืบาเทนุก่ือรงัชตก่อามลา

วารสารธารวัฒนธรรม 35

ปที ่ี 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

ทาให้มคี ัมภรี ใ์ บลานฉบบั หลวง (ก่องแกว้ วรี ะประจกั ษ์, 2546 : 31 - 43) ท่ีเป็นเอกลักษณ์งดงามตามพระราช - นิยมของ
แต่ละรชั กาลมากมายหลายฉบบั ตกทอดมาจนถงึ ปัจจบุ ัน ดงั น้ี

รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างคัมภีร์ใบลานฉบับหลวงทั้งสิ้น ๕ ฉบับ คือ ฉบับครูเดิม หรือฉบับสังคายนา
หรอื ฉบับหอหลวง ฉบับทองใหญ่ หรือ ทองทึบ ฉบบั ทองชุบ ฉบับชบุ ย่อ และฉบับรองทรง หรือ ฉบบั ข้างลาย

รชั กาลท่ี ๒ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างคมั ภีร์ใบลานฉบบั หลวง ๑ ฉบับ คือ ฉบับรดน้าแดง
รัชกาลท่ี ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างคัมภีร์ใบลานฉบับหลวงท้ังส้ินมากถึง ๘ ฉบับ คือ ฉบับรดน้าดาเอก หรือ
ฉบับรดน้าเอก ฉบับรดน้าดาโท หรือฉบับรดน้าโท ฉบับรดน้าเทพชุมนุม หรือฉบับเทพชุมนุม ฉบับลายกามะลอ ฉบับชุบย่อ
ฉบบั ทองนอ้ ย ฉบบั รดน้าแดง และ ฉบบั อักษรรามญั รชั กาลน้ีมีปรากฏการณ์สาคญั เร่ืองหนง่ึ ในการสร้างคมั ภีรพ์ ระไตรปิฎก

คือ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างผู้หญิงฝึกหัดจารคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นคร้ังแรก เรียกว่า ฉบับทองน้อย นับเป็นคัมภีร์
พระไตรปิฎกของหลวงชดุ แรกแห่งกรุงรตั นโกสนิ ทรท์ ่ีจารโดยฝมี อื ชา่ งผูห้ ญิง

รัชกาลท่ี ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างคัมภีร์ใบลานฉบับหลวงท้ังส้ิน ๔ ฉบับ คือ ฉบับล่องชาด ฉบับอักษรรามัญ
ฉบบั รดนา้ แดง และฉบับรดน้าดา

รชั กาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างคัมภีร์ใบลานฉบับทองทึบเพียงฉบับเดียวเท่านั้น เนื่องจากในสมัยรัชกาลท่ี
๕ การพิมพเ์ รมิ่ แพรห่ ลายมากยิ่งข้ึน พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์หนังสือพระไตรปิฎกข้ึนเป็นคร้ังแรก โดย
ใช้อกั ษรไทยแทนอกั ษรขอม หลงั จากนน้ั การจารพระไตรปิฎกลงใบลานดว้ ยอักษรขอม จงึ เลิกล้มไปโดยปริยาย

คัมภีร์ใบลานฉบับหลวง นอกจากจะมีลักษณะของฉบับประจารัชกาลที่มีลักษณะเด่นเฉพาะแล้ว ยังมีลักษณะ
ประจาอกี ประการหนงึ่ คอื แต่ละฉบับจะมีรูปสัญลักษณ์ประจารัชกาลท่ีสร้างปรากฏอยู่ที่ใบรองปก รูปลักษณะดังกล่าวน้ีจะ
เขียนอยู่ภายในรูปวงรีด้วยเส้นทองบนพื้นรักดาประจาอยู่ที่ริมด้านซ้ายและขวาของลาน ตรงกลางมีอักษรเส้นจารบอกชื่อ
คัมภีร์ รูปสญั ลกั ษณป์ ระจารชั กาลตา่ ง ๆ มีลกั ษณะดงั นี้

๑. รปู สัญลักษณ์รัชกาลที่ ๑ เป็นภาพอณุ าโลมเขยี นเป็นลายเส้นคล้ายเปลวไฟวางอยู่บนพาน ตรงกลางมีฉัตร
๕ ชน้ั ขนาบอยู่ ๒ ขา้ ง และมีลายชอ่ กนกเปลวประกอบสว่ นทวี่ ่าง

๒. รูปสัญลักษณ์รัชกาลที่ ๒ เป็นภาพครุฑยุดนาคอยู่ตรงกลาง มีฉัตร ๕ ช้ัน ขนาบอยู่ ๒ ช้าง มีลายช่อกนก
เปลวประกอบส่วนทว่ี ่าง

๓. รปู สัญลักษณ์รชั กาลที่ ๓ เป็นภาพปราสาท ๓ ห้อง อยู่ตรงกลาง มีฉัตร ๕ ช้ัน ขนาบอยู่ ๒ ข้าง มีลายช่อ
กนกเปลวประกอบสว่ นทวี่ ่าง

๔. รปู สัญลกั ษณร์ ัชกาลที่ ๔ เป็นภาพมงกฎุ วางอยูบ่ นแป้น มฉี ตั ร ๕ ช้นั ขนาบอยู่ ๒ ข้าง มีลายช่อกนกเปลว
ประกอบส่วนที่ว่าง

๕. รูปสญั ลักษณร์ ัชกาลท่ี ๕ เท่าท่พี บในหอสมดุ แหง่ ชาติ มี ๕ แบบ คอื
๕.๑ เป็นภาพพระเกี้ยวเปล่งรัศมีเป็นเส้นแฉก วางอยู่บนพาน ๒ ช้ัน ตรงกลางมีฉัตร 5 ช้ัน ขนาบอยู่ ๒

ข้าง ท้ังหมดวางอยู่เหนือช้างสามเศียร ซึ่งอยู่ภายในกรอบมีรูปสิงห์และคชสีห์ขนาบสองข้าง หันหน้าไปทางซ้ายและขวา อยู่
ในทา่ กา้ วขาไต่ชอ่ ดอกไม้ซึ่งเขยี นเป็นกิ่วโคง้ ตามขอบวงรี

๕.2 เป็นภาพพระเกยี้ วเปล่งรัศมีเป็นเส้นแฉก วางอยู่บนพานตรงกลางมีฉัตร ๕ ช้ัน ขนาบอยู่ ๒ ข้าง มี
ลายชอ่ กนกเปลวประกอบสว่ นท่ีว่าง สญั ลักษณแ์ บบนี้ปรากฏอยู่บนใบลานคู่กบั รปู สญั ลกั ษณ์รัชกาลท่ี ๔

36 วารสารธารวัฒนธรรม

ปีที่ 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

๕.๓ เป็นภาพมงกุฎอยู่ก่ึงกลางตอนบน มีรูปพยัญชนะ ส รองรับอยู่เบื้องล่างมีภาพต้นไม้เขียนเป็นช่อชั้น
คล้ายฉตั รขนาบอยู่ ๒ ขา้ ง มชี อ่ กนกเปลวงประกอบส่วนทีว่ ่าง

๕.๔ เป็นภาพพระเก้ยี วเปล่งรัศมี เปน็ เสน้ แฉกวางอยูบ่ นหมอน
๕.๕ เป็นภาพอักษรไขว้ ๕ ตัว คือ พ ป ม จ ล ร้อยไขว้เก่ียวกันอยู่เหนือเลข ๕ อักษรน้ีย่อมาจาก
พระนามาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว
การสร้างรูปสัญลักษณ์ประจารัชกาลต่าง ๆ บนคัมภีร์ใบลาน ฉบับหลวงมีเพียง ๒ ลักษณะเท่าน้ัน คือ ถ้าเป็น
คัมภีร์ใบลานฉบับหลวงที่สร้างขึ้นสาหรับรัชกาล จะมีรูปสัญลักษณ์ประจารัชกาลนั้นอยู่ที่ด้านซ้ายและขวาของใบรองปก
ใบลานชุดนั้นทุกผูก หากเป็นฉบับที่สร้างซ่อมเพิ่มเติมฉบับที่ชารุดสูญหายไปในรัชกาลก่อน รูปสัญลักษณ์ประจารัชกาลที่
สร้างคัมภีร์คร้ังแรกหรือรัชกาลผู้สร้างก่อนจะอยู่ด้านซ้ายของใบลาน ส่วนรูปสัญลักษณ์ประจารัชกาลท่ีสร้างเพ่ิมเติม จะอยู่
ทางดา้ นขวาของใบลานเสมอ
คัมภีร์ใบลานฉบับราษฎร์หรือฉบับเชลยศักด์ิ คือ คัมภีร์ที่ราษฎร์ทั่วไป พระสงฆ์ สามเณร หรืออุบาสกอุบาสิกา
สร้างถวายเป็นพุทธบูชา และสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาถวายไว้แก่วัดวาอารามต่าง ๆ เพ่ือเป็นพระไตรปิฎกประจาวัดและ
สามารถใชเ้ ปน็ คูม่ อื สาหรบั พระสงฆ์สามเณร อ่านศึกษาเล่าเรียนได้ คัมภีรใ์ บลานฉบับราษฎร์มักสร้างลักษณะใกล้เคียงกัน ๖
ฉบับ คือ
๑. ฉบับลานดิบ คือ คัมภีร์ที่สันของลานเป็นเนื้อลานแท้ ๆ ไม่มีการตกแต่งใด ๆ ท้ังส้ิน นอกจากไสให้เรียบ
เท่าน้ัน
๒. ฉบับลอ่ งชาด คือ คัมภีร์ที่สันของลานตกแต่งด้วยสีแดงบริเวณตอนกลางของใบลาน ส่วนที่เหลือด้านข้าง
และท้ายใบลานปิดทอง
๓. ฉบับล่องรัก คือ คัมภีร์ท่ีสันของลานตกแต่งด้วยสีดาที่ได้จากรักบริเวณตอนกลางของใบลาน ส่วนหัวและ
ท้ายใบลานปิดทองเช่นเดียวกับฉบบั ลอ่ งชาด
๔. ฉบบั ทองทึบ คอื คัมภีร์ทีส่ ันของลานตกแตง่ ด้วยการปิดทองทึบท้งั ผกู
๕. ฉบบั รกั ทึบ คอื คัมภีร์ทีส่ นั ของลานตกแต่งดว้ ยสดี าจากรกั ทั้งผูก
๖. ฉบบั ชาดทบึ คอื คัมภรี ท์ ่สี นั ของลานตกแต่งด้วยสแี ดงจากชาดทั้งผูก

เครอื่ งหมายบอกลาดบั หน้าของคมั ภีรใ์ บลาน
คัมภีร์ใบลาน หรือหนังสือใบลานท่ีจารเสร็จแล้วทุกลาน จะต้องมีเครื่องหมายบอกลาดับหน้าลานเพื่อจัดใบลาน

เข้าผูก และเป็นเครื่องหมายประจาใบลานใบน้ัน เหมือนเป็นเลขหน้าหนังสือ เครื่องหมายน้ีเรียกว่า อังกา (องฺกา) โดยใช้
ตัวอกั ษรเดยี วกบั ที่ใช้จารเนื้อหาในคัมภีรม์ าผสมรูปสระ ๑๒ ตวั จารไว้ที่ก่ึงกลางริมซ้ายของใบลานเฉพาะด้านหลังเพียงแห่ง
เดียวเทา่ น้ัน

อกั ษรบอกองั กา
อักษรท่ีใช้บอกหน้า หรืออังกา น้ัน ใช้พยัญชนะตามภาษาบาลี ๓๓ ตัว ตามพยัญชนะวรรค ผสมรูปสระ ๑๒ ตัว
ดังนี้ คือ

ก กา กิ กี กุ กู เก ไก โก เกา ก กะ

เม่ือครบ ๑๒ ลานแล้ว ข้ึนลานที่ ๑๓ ก็เปล่ียนอักษรบอกอังกาใหม่เป็นตัวอักษรตัวถัดไป คือ ข. ผสมกับรูปสระ
๑๒ ตัวอีกต่อไปจนครบ ๒ อักษร รวมเป็น ๒๔ ลาน เรียกว่า๑ ผูก เมื่อเรียงอังกาเรียบร้อยแล้ว ใช้ไหมหรือด้ายท่ีเป็นหู
เรียกว่า “สายสนอง” ผูกหูใบลานตามช่องท่ีเจาะไว้ทางริมซ้ายเพียงข้างเดียวเท่านั้น โดยไม่ต้องมัดตาย เนื่องจากจะได้
สามารถคลายสายสนองออกเมอ่ื คลีใ่ บลานอา่ น และเก็บคืนได้

วารสารธารวัฒนธรรม 37

ปีท่ี 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

หากหนังสือใบลานทจี่ ารเป็นเรอ่ื งยาว ต้องจารหลาย ๆ ผกู ตอ่ เนอื่ งกันจนถงึ ๒๐ - ๓๐ ผูก อกั ษรท่ีใช้บอกอังกาผูก
ละ ๒ ตวั อกั ษรเรียงลาดับกนั ไปจะไมพ่ อ ปราชญ์โบราณกาหนดให้ย้อนกลับไปใช้ต้ังแต่ตัว ก. ถึง อ. ขึ้นมาใหม่แต่รอบน้ีต้อง
มีอักษร ย. ควบกล้า แล้วแจกรูปสระ ๑๒ ตัว เหมือนเดิม เป็น กฺย กฺยา กฺยิ กฺยี เป็นต้น จนกว่าจะครบจานวนหนังสือ
ใบลานชุดน้ี หากยังมีอังกาไม่พออีกก็ใช้แนวเดิม คือ กลับไปใช้อักษร ก - อ ใหม่ แต่เปลี่ยนอักษรควบกล้าในพยัญชนะ
เศษวรรคตัวต่อไป จนกว่าจะครบจานวนใบลานในชุดน้ัน

เรื่องทจี่ ารในคมั ภีรใ์ บลาน
เร่ืองท่ีจารในคัมภีร์ใบลานส่วนใหญ่เป็นพระธรรมคาสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ตามลัทธิธรรมเนียมด้ังเดิมที่สืบ

ทอดมา ตอ่ มานามาปรับใช้จดบนทึกเรื่องราวที่เปน็ หลักวชิ าการได้ทุกสาขาวิชา แต่อาจมีข้อยกเว้นในบางถิ่นท่ีห้ามนาใบลาน
มาจดบันทึกเร่ืองราวทางโลก เช่น วรรณคดีประโลมโลก หรือเรื่องสัปดนโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนจะเป็นบาป เพราะถือว่าใบ
ลานเปน็ ของศักด์สิ ทิ ธิ์ เน้ือหาสาระของเรอื่ งที่ปรากฏในคัมภรี ์ใบลานสามารถจดั แบ่งเปน็ กลุ่มใหญ่ ๆ ได้ ๑๗ หมวด ดังนี้

๑. หมวดบาลพี ระไตรปิฎก เปน็ หมวดหนงั สือชัน้ สูงและมีอายุเก่าแก่ท่ีสุดในทางพระพุทธศาสนา เป็นพระพุทธ
พจน์ เรียกวา่ พระไตรปฎิ ก แบง่ เปน็ ๓ หมวดย่อย คอื พระวนิ ัยปฎิ ก พระสตุ ตนั ตปฎิ ก และพระอภิธรรมปิฎก

๒. หมวดอรรถกถา เป็นหมวดหนังสือท่ีอธิบายความในพระไตรปิฎก มีความสาคัญและมีอายุเป็นลาดับที่สอง
รองจากบาลีพระไตรปิฎก แบ่งเป็น ๔ หมวดย่อย คือ อรรถกถาพระวินัยปิฎก อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก อรรถกถา
พระอภธิ รรมปฎิ ก และอรรถกถาพิเศษ

๓. หมวดฎีกา เป็นหมวดที่อธิบายความยากในอรรถกถา แบ่งเป็นหมวดย่อย ๓ หมวด คือ ฎีกาพระวินัยปิฎก
ฎกี าพระสตุ ตนั ตปฎิ ก และฎกี าพระอภธิ รรมปิฎก

๔. หมวดอนฎุ กี า เป็นหมวดทอี่ ธบิ ายความในฎกี าใหง้ า่ ยขึน้
๕. หมวดนวฎีกา เป็นหมวดทอ่ี ธิบายความในฎกี าและอนุฎกี าใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยข้นึ
๖. หมวดโยชนา เป็นหมวดหนังสือคมู่ อื ศึกษาอรรถกถา พบเฉพาะโยชนาพระวินยั และโยชนาพระอภธิ รรม
๗. หมวดคณั ฐี เปน็ หมวดหนังสือท่ีอธิบายความยากในพระไตรปิฎกบางตอน แบ่งเป็น ๔ หมวดย่อย คือ คัณฐี
พระวินัย คณั ฐพี ระสูตร คณั ฐพี ระอภธิ รรม คัณฐพี ิเศษ
๘. หมวดปกรณ์พิเศษ เป็นหนังสือท่ีท่านผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกแต่งขึ้น โดยคัดเลือกหัวข้อ
สาคัญในพระไตรปิฎกมาประมวลไว้โดยสังเขปบ้าง แต่งข้ึนเลียนแบบพระสูตรบ้าง แบบอรรถกถาบ้าง และมีท้ังบาลี
อรรถกถา ฎกี า โยชนา และคณั ฐี ทานองเดียวกบั พระไตรปฎิ ก แบ่งเปน็ หมวดย่อยได้ ๑๖ หมวด
๙. หมวดปกิรณกะ เป็นหมวดหนังสือเบ็ดเตล็ดส่วนธรรมคดี เป็นหนังสือที่ท่านอธิบายธรรม อานิสงส์
ธรรมกถา และอน่ื ๆ
๑๐. หมวดพงศาวดาร เป็นหนังสือที่แสดงประวัติความเป็นมาของบ้านเมืองต่าง ๆ เช่น พงศาวดารลังกา
จฬู ยุทธฺ กาล มหาวส เป็นตน้
๑๑. หมวดตานาน - ประวตั ิ เปน็ หนังสอื ทแี่ สดงตานานและประวตั ิส่วนบคุ คล สถานท่ี และเหตุการณต์ ่าง ๆ
๑๒. หมวดโลกศาสตร์ เปน็ หนังสือทว่ี ่าด้วยโลก และจักรวาล ตลอดจนเหลา่ สัตวท์ ่อี ยู่ในโลกน้ัน ๆ
๑๓. หมวดสวดมนต์ เป็นหนังสอื ที่นิยมใช้สวดในศาสนพิธตี า่ ง ๆ มที ้งั พุทธมนตแ์ ละคาถาต่าง ๆ
๑๔. หมวดสทั ทาวิเสส (หมวดศัพทศาสตร์) เป็นหมวดหนังสือประเภทหลักภาษามคธ (บาลี) แบ่งย่อยเป็น ๕
หมวด คือ

- ไวยากรณ์
- ฉันทลกั ษณ์
- นสิ สัย

38 วารสารธารวฒั นธรรม

ปที ี่ 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

- แปล - เผด็จ
- พจนานกุ รม
๑๕. หมวดตารา เป็นหนงั สือที่ว่าด้วยหลักวิชาการแขนงต่าง ๆ คือ
- เวชศาสตร์
- ไสยศาสตร์
- โหราศาสตร์
- ยทุ ธศาสตร์
- ฯลฯ
๑๖. หมวดกฎหมาย เป็นหนังสือที่ว่าด้วยข้อกาหนดกฎหมายที่ใช้ปกครองบ้านเมืองและเป็นแนวตัดสิน
คดคี วาม ไดแ้ ก่ กฎหมายมงั รายศาสตร์ กฎหมายหลกั ไชย เปน็ ต้น
๑๗. หมวดวรรณคดีและนิทานพ้ืนบ้าน เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องเล่าที่เก่ียวกับประวัติสถานที่หรือที่มาของ
ความเชอ่ื ในแต่ละท้องถนิ่ เชน่ เรื่องอษุ าบารส ผาแดงนาไอ่ ศรธี นญชยั เซ่ียงเมยี่ ง เปน็ ตน้

ตัวอกั ษรและภาษาทใ่ี ชบ้ ันทกึ ในคมั ภีร์ใบลาน
ตัวอักษรท่ีใช้บันทึกเร่ืองราวในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา บริเวณภาคกลางของประเทศไทย มักใช้อักษรขอมบันทึก

ภาษาบาลีอันเปน็ ข้อธรรม หรือข้อความในพระไตรปิฎกเป็นส่วนใหญ่ นอกจากน้ันหากเป็นตาราหรือสรรพวิชาการอ่ืน ๆ มัก
ใช้อักษรไทยบันทึกภาษาไทย เช่น พงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ (จาด) ตาราโอสถพระนารายณ์ เป็นต้น
รวมท้ังยังพบการใช้อักษรธรรมล้านนา บันทึกภาษาไทยล้านนา อักษรธรรมอีสานบันทึกภาษาไทยอีสาน และอักษรมอญ
บันทกึ ภาษามอญ ในชุมชนที่มีประวัตกิ ารอพยพเคล่ือนยา้ ยมาต้ังหลกั แหลง่ ในบรเิ วณประเทศไทยดว้ ย

องคป์ ระกอบของคมั ภีร์ใบลาน
คมั ภรี ์ใบลานขนาดมาตรฐาน มกั มีองค์ประกอบคลา้ ยคลึงกับเลม่ หนงั สอื ประกอบดว้ ย ส่วนต่าง ๆ ๕ ส่วน คือ ปก

หน้า ใบรองปกหน้า เน้ือเรื่อง ใบรองปกหลังและปกหลัง (ก่องแก้ว วีระประจักษ์, 2538 : 27) องค์ประกอบแต่ละส่วนมี
รายละเอียดดงั นี้

๑. ปกหน้า คือ หน้าแรกท่ีมักบอกชื่อเรื่องของคัมภีร์ผูกน้ันอยู่ที่บริเวณกึ่งกลางใบลานกับมีเคร่ืองหมายคั่น
หน้า และหลงั ช่ือเรือ่ ง เปน็ สญั ลกั ษณบ์ ่งบอกว่าเป็นขอ้ ความสาคัญ ประกอบด้วย

๑.๑ เครือ่ งหมายขึน้ ต้นข้อความ พบ ๒ ลกั ษณะคือ
- เครื่องหมายฟองมนั หรอื ตาไก่ ซึง่ มีลักษณะเป็นรปู วงกลมซอ้ นกนั ๒ รอบ
- เครื่องหมายเปยยาลหรืออังคั่น (หลักเกณฑ์การใช้เคร่ืองหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่น ๆ,

2530 : 47) มีลกั ษณะเหมือนเคร่ืองหมาย เปยยาล มที ้งั ที่เขยี นตัวเดยี ว และเขียน ๒ ตวั ซอ้ นกนั
๑.๒ เคร่อื งหมายจบขอ้ ความ หรือจบตอน จบเร่ือง มักใช้เครื่องหมาย โคมูตร การเขียนเคร่ืองหมายส่วน

ใหญ่นิยมเขยี นตอ่ จากเครอื่ งหมาย เปยยาล หรอื ระหวา่ งเครอ่ื งหมาย เปยยาล
ดังตัวอย่างหนา้ ปกคัมภีร์ใบลาน เร่ือง ตาราพระโอสถพระนารายณจ์ ารไว้ว่า “กาภีธาตุพรณะราย ๚ะ๛”

(พมิ พพ์ รรณ ไพบลู ย์หวงั เจรญิ , 2553 : ๒๙ - ๔๑).
๒. ใบรองปกหนา้ และปกหลงั คือ ลานเปลา่ จานวนตั้งแต่ ๑ ลาน ถงึ ๕ ลาน แทรกอยู่ระหว่างปกหน้ากับเนื้อ

เรื่องส่วนหน่ึง และเนื้อเรื่องกับปกหลังอีกส่วนหนึ่ง ใบลานเปล่าที่แทรกไว้น้ีเป็นการเสริมให้คัมภีร์ใบลานแต่ละผูกมีความ
แข็งแรงมากข้นึ และมสี ว่ นช่วยป้องกันไม่ให้ใบลานที่จารเน้ือเร่ืองไว้ถูกกระทบจนชารุดเสียหายเม่ือคล่ีผูก และพลิกหน้าลาน
ไปมา เพราะทุกคร้ังท่พี ลกิ ใบลานออกอ่านหรือเปิดดู สายสนองจะครูดเนื้อลานไปมาเสมอ ดังน้ันบางครั้งจะพบว่าผู้สร้างหรือ

วารสารธารวัฒนธรรม 39

ปีที่ 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

เจ้าของใบลานมักจะใช้แผ่นหนงั หรอื กระ ตัดเป็นแผน่ เจาะรขู นาดกว้างกว่ารูใบลานที่ใช้ร้อยสายสนอง แล้วนามาเย็บติดกับ
รสู าหรบั รอ้ ยคมั ภรี ์ใบลานท้ัง ๒ ดา้ น เพอ่ื ประคองไม่ใหส้ ายสนองครูดลานจนฉีกขาดได้ง่าย นอกจากนั้นคัมภีร์ใบลานท่ีอยู่ใน
ความครอบครองดูแลของเอกชนหรือชาวบ้านทั่วไป มักใช้เชือกไนล่อนทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่มาทาเป็นสายสนอง ซ่ึง
เชอื กไนล่อนขนาดเลก็ มคี วามเหนียวและคม เม่อื เปิดอ่านบ่อยคร้ังทาให้รูท่ีใช้ร้อยสายสนองชารุดกว้างมากขึ้น หรือบางคร้ังก็
ตัดบาดจนใบลานฉกี ขาดได้ง่าย ดงั น้นั หากพบคัมภรี ์ใบลานท่ีใชเ้ ชอื กไนล่อนรอ้ ยรวมผกู อยู่ ควรเปล่ียนเป็นเชือกที่ทาจากฝ้าย
หรือดา้ ยจะดกี วา่

๓. ปกหลงั คมั ภีรใ์ บลาน ถา้ เปน็ คมั ภรี ใ์ บลานขนาดมาตรฐานสาหรับบนั ทกึ เรื่องราวทางพุทธศาสนามักทาเป็น
ลานเปล่าปกปิดไวท้ า้ ยสุด เพอื่ ปกป้องเน้อื หาคัมภีร์ใบลานไว้ภายใน กรณีท่เี ป็นลานก้อม ซ่ึงมักใช้บันทึกสรรพตาราของบรรพ
ชน ใบปกหลงั มกั ไมม่ ีหรอื ใช้ประโยชนค์ วบค่กู ับใบลานที่บันทกึ เนื้อหา เช่น จารข้อความหรือเนื้อหาที่ดา้ นหนา้ ๑–๓ บรรทดั
จนจบเรื่อง ส่วนด้านหลังปล่อยว่างไว้ หรือบางคร้ังก็จารจนถึงด้านหลังด้วยก็มี ทาให้ใบลานท่ีเป็นปกหน้าและปกหลังมักมีสี
เข้มกว่าใบลานหนา้ อน่ื ๆ ทอี่ ยู่ดา้ นใน เนอื่ งจากฝุน่ ละออง หรือส่งิ สกปรกจับเกาะอยนู่ น่ั เอง

ขนบในการสงวนรักษาคัมภรี ์ใบลาน
บรรพชนนอกจากจะมีภูมิปัญญาในการเลือกใช้วัสดุที่คงทน ถาวร มารองรับการบันทึกเน้ือหาสาระแล้ว ยังมี

ความสามารถในการสงวนรักษาหนังสอื ให้คงทนถาวรและยืดอายกุ ารใชง้ านใหย้ ืนยาวทสี่ ุด ดว้ ยการใช้ไม้เนื้อแข็งมาตัดแต่งให้
มีขนาดความกว้างและยาวเท่ากบั คัมภรี ์ใบลาน หนาประมาณ ๒ เซนติเมตร หรือมากกว่านั้น จานวน ๒ แผ่น หรือ ๑ คู่ โดย
ปกตมิ ักเปน็ ไม้สกั หรอื ไม้คุณภาพดี อาจมีการตกแต่งลวดลายรดน้า หรือประดับวัสดุมีค่า เช่น งาช้าง หรือ ทอง นาก เงิน ก็
ได้ แล้วแต่กาลังของผู้สร้างคัมภีร์นั้น แล้วเรียกช่ือไม้ประกับตามลักษณะลวดลายที่ใช้ประดับตกแต่ง เช่น ไม้ประกับประดับ
ทอง นาก เงิน เป็นต้น หากไม่ได้ตกแต่งลวดลาย เรียกว่า ไม้ประกับธรรมดา นามาประกับขนาบไว้ ๒ ข้างของคัมภีร์ใบลาน
โดยใชเ้ ชือกรดั ตามขวางด้านหัวและทา้ ยของคัมภรี ์ใบลานเพยี ง ๒ แห่งเทา่ นนั้ เพอื่ ประคองไม่ให้ใบลานหักเดาะ หรือบิดงอได้
ง่าย แล้วเรียกไม้ ๒ แผ่น ทป่ี ระคองรักษาคมั ภรี ์ใบลานวา่ ไมป้ ระกับคัมภีร์

ผ้าหอ่ คมั ภีร์
นอกจากนั้นยังคิดวิธีการป้องกันคัมภีร์ใบลานให้ปราศจากฝุ่นละอองความสกปรก ตลอดจนความช้ืน ความ ร้อน
และแสงแดดท่ีจะนามาทาลายสภาพของคัมภีร์ใบลานให้แห้งกรอบแตกหักง่าย ด้วยการใช้ผ้าห่อภายนอกอีกช้ันหน่ึง ผ้าที่ใช้
ห่อคัมภีร์ใบลานมกั เปน็ ผ้าทม่ี ีคุณภาพดี เช่น ผ้าปูม ผ้าดาด ผ้าไหม หรือผ้าลาย เป็นต้น ตามแต่ฐานะของผู้สร้างคัมภีร์น้ัน ๆ
โดยปกติหากเป็นชาวบ้านทั่วไป มักเลือกใช้ผ้าฝ้าย หรือผ้าไหมที่ผลิตข้ึนใช้ในครัวเรือนก็ได้ แต่ต้องเป็นผ้าใหม่ เพราะคน
โบราณนับถือตวั อกั ษรและหนังสือวา่ เป็นของสงู จึงมกั คัดสรรสงิ่ ทีด่ ีทีส่ ดุ สาหรบั สงวนรักษาหนังสือให้ดีที่สุด ซ่ึงผ้าฝ่ายหรือผ้า
ไหมนี้เป็นวัสดุที่สามารถระบายถ่ายเทอากาศได้ดี จึงนับเป็นการรักษาอุณหภูมิของคัมภีร์ใบลานไม่ให้แห้งกรอบเร็ว และที่
สาคัญยังเป็นการถนอมรักษาคัมภีร์ใบลานให้ดูใหม่อยู่เสมอด้วย ผ้าท่ีใช้ห่อคัมภีร์ใบลานส่วนใหญ่นิยมใช้ผ้า ๒ ผืน เย็บซ้อน
ติดกันเป็น ๒ ช้ัน ชั้นนอกจะเลือกใช้ผ้าคุณภาพดี ส่วนช้ันในเป็นผ้าธรรมดา โดยปกติมักเป็นรูปสี่เหล่ียมผืนผ้ามีความกว้าง
และยาวกว่ามดั คมั ภรี ์ ๒ - ๓ เทา่ หรือประมาณ ๗๐ x ๑๔๐ เซนตเิ มตร
วิธหี อ่ คมั ภีร์ คล่ผี า้ ออกตามขวาง แล้ววางมัดคัมภีร์ท่ีผูกติดกับไม้ประกับท้ังคู่ท่ีกึ่งกลางตามความยาวของผ้า แล้ว
พับผ้าห่อรอบคัมภีร์จนเรียบเสมอไม่ให้ยาวออกนอกความหนาของมัด จากนั้นทับชายผ้าด้านหัวและด้านท้ายเข้ามาซ้อนทับ
กันก่อน แล้วจึงนาเชอื กที่ทาจากฝ้ายหรือไหมขนาดใหญ่ ปานกลาง แต่มีความยาวติดต่อกันให้มากพอสาหรับมัดด้านขวางให้
ได้ ๓ หรือ ๕ เปลาะ โดยท่ัวไปนิยมวนเชือกเปลาะละ ๓ รอบ แล้วเว้นระยะให้ได้ ๓ หรือ ๕ เปลาะตามความยาวของคัมภีร์
ใบลาน การเลือกใชเ้ ลข ๓ หรือเลข ๕ เข้ามาเก่ยี วขอ้ งกับคมั ภีร์ใบลานอาจเนอ่ื งมาจากประสงค์ให้มีความหมายสอดคล้องกับ

40 วารสารธารวัฒนธรรม

ปีท่ี 1 ฉบบั ที่ 1 : พฤษภาคม 2564

หลักธรรมในพระพุทธศาสนาก็เป็นได้ เช่น พัน ๓ รอบ หมายถึง พระรัตนตรัย มัด ๕ เปลาะ หมายถึง ขันธ์ ๕ ศีล ๕ หรือ
นวิ รณ์ ๕ ก็ได้ (กอ่ งแกว้ วีระประจกั ษ์, 2538 : 27)

มีข้อสังเกตวา่ วธิ ีการมดั ผ้าห่อคมั ภรี ์ โบราณไม่นยิ มมดั เป็นเงอ่ื น ปม แต่มกั จะผกู รอ้ ยเป็นห่วง และเม่ือมัดจนครบ
๕ เปลาะแล้ว จะต้องเหน็บปลายเชือกไว้โดยไม่ต้องผูกเป็นเงื่อน สันนิษฐานว่าจะได้สามารถเปิดคัมภีร์ออกอ่านได้สะดวก
และจัดเก็บได้สะดวกดว้ ยวัสดุเดมิ

นอกจากใชผ้ ้าทั้งผืนห่อคัมภรี ์แล้ว ชมุ ชนต่าง ๆ ในภมู ิภาคทมี่ คี วามสามารถในการทอผา้ ยังมีการสร้างผ้าห่อคัมภีร์
ขึ้นอกี แบบหน่ึง เป็นผ้าทอด้วยเส้นด้ายหยาบ ๆ มีไม้ไผ่เหลาแบน ๆ แบบเส้นตอก หรือเหลากลมแบบเส้นหวาย ใช้สอดเป็น
แกนกลางระหวา่ งเสน้ ดา้ ยทีห่ อไว้เปน็ รปู สี่เหลีย่ มผืนผ้า มักมีความกว้างเท่ากับความยาวของคัมภีร์ใบลาน ส่วนความยาวตาม
ความเหมาะสม มักมเี ส้นด้ายทาเป็นเชือกยาวพอพนั รอบใบลานได้ ๒ - ๓ รอบ เยบ็ ตดิ อยู่กลางผืนผ้าทอสอดซไ่ี ม้ไผ่ ผา้ หอ่
คัมภีร์แบบนี้ใช้เป็นผ้าห่อใบลาน ๑ ผูกหรือมากกว่าน้ัน ที่แยกออกมาจากห่อใหญ่ ทาให้ไม่มีไม้ประกับประคองรักษา แต่ผ้า
หอ่ แบบนมี้ แี กนไม้ไผ่ จึงแขง็ แรงสามารถประคองรกั ษาคัมภีรใ์ บลานทห่ี ยบิ แยกย้ายไปใช้บอกสถานที่ได้ นอกจากนั้นยังพบว่า
มีการนาไปใช้เปน็ ผ้าหอ่ คมั ภรี ์ทไี่ ม่มไี ม้ประกบั ด้วย

ฉลากคมั ภีร์
คัมภีร์ใบลาน เมื่อห่อผ้าเรียบร้อยแล้ว จะไม่ทราบช่ือเรื่องเว้นแต่จาได้ ดังน้ันบรรพชนจึงคิดวิธีทาป้ายบอกชื่อ
จานวนผูก และฉบับของหนังสือผูกติดไว้กับเชือกมัดคัมภีร์นอกผ้า เรียกว่า “ฉลากคัมภีร์” เพ่ือเป็นเครื่องมือช่วยใน
การค้นคว้าให้สามารถหยิบใช้ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องแก้ผ้าห่อคัมภีร์ทุกมัด เพ่ือค้นหาเรื่องท่ีต้องการ ฉลากคัมภีร์นี้ทา
ด้วยวัสดหุ ลายชนิดตามศรทั ธาของผ้สู ร้าง ไดแ้ ก่ ทองเหลอื ง งาชา้ ง หรือกระดูกสตั ว์ ไม้ ผ้าทอ หรือหนัง หรือกระดาษ กไ็ ด้
ป้ายบอกชือ่ คัมภีร์
นอกจากนั้นหากคัมภีร์ใดไม่มีฉลากบอกช่ือ วัดบางแห่งรวมทั้งหอสมุดแห่งชาติได้นาใบลานเปล่ามาเขียนชื่อเรื่อง
จานวนผูก และฉบับคาดไว้ท่ีบริเวณส่วนหัวของคัมภีร์นอกผ้าห่อ โดยใช้เชือกที่มัดผ้าห่อคัมภีร์รัดใบลานบอกช่ือเรื่องไว้ให้
แน่น แล้วนาไปวางเรียงซ้อนไว้บนชั้นหรือตู้ที่มีความลึกเท่าความยาวของใบลาน โดยหันด้านป้ายบอกช่ือที่ทาจากใบลาน
เปล่าออกมาดา้ นนอกเพือ่ ความสะดวกในการค้นหา
กรณีที่ตู้หรือช้ันเก็บคัมภีร์ใบลานมีความลึกไม่เท่าความยาวของคัมภีร์ จาเป็นต้องวางซ้อนตามยาว ดังนั้นจึงต้อง
ย้ายป้ายช่ือที่เขียนบนลานเปล่ามามัดติดกับผ้าห่อคัมภีร์ตามแนวยาวของคัมภีร์จะได้ค้นหาเพ่ือหยิบใช้ได้สะดวก กล่าวได้ว่า
ขนบในการสงวนรกั ษาคมั ภรี ใ์ บลานสามารถปรับเปล่ียนข้อปลีกย่อยได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ละท้ิงคติและแนวคิดเดิมที่
ดงี ามในการสงวนรกั ษาคัมภีรใ์ บลาน ทาให้คัมภีร์ใบลานตามขนบโบราณมีอายยุ นื ยาวมาได้จวบจนปจั จุบัน
คัมภีร์ใบลาน เป็นมรดกวัฒนธรรมที่มีสาระน่ารู้ซ่อนอยู่ภายในอีกมาก ไม่เฉพาะเน้ือหาสาระท่ีส่วนใหญ่จะเป็นข้อ
ธรรมทางศาสนาก็ตาม หากมีความรู้และความเข้าใจในเร่ืองตัวอักษรและภาษาที่ใช้ก็จะสามารถพิจารณาสาระที่สะท้อน
ความร้จู ากยุคสมัยและความนยิ มของสงั คมได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนน้ั ความเป็นโบราณวตั ถุอันทรงคุณค่าของคัมภีร์ใบลาน
ซึ่งอาจสร้างจากวัสดุมีค่าตามความนิยมของสังคมในยุคนั้น ๆ แล้ว องค์ประกอบของคัมภีร์ใบลานยังสะท้อนสาระเรื่องราว
ทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทยได้อีกทางหน่ึงด้วย เช่น คัมภีร์ใบลานที่สร้างข้ึนในพ้ืนท่ีหรือได้รับพระราชทานจาก
พระมหากษัตรยิ ์ หากเป็นคัมภรี ท์ ไี่ ดร้ บั พระราชทานก็แสดงว่า แหล่งเอกสารโบราณแห่งนี้เคยมีความสาคัญอย่างยิ่ง กล่าวได้
ว่าคัมภีร์ใบลานมิได้เป็นแหล่งความรู้เร่ืองใดเรื่องหน่ึงเพียงอย่างเดียว แต่รอบ ๆ ขอบคัมภีร์ยังมีสาระทางประวัติศาส ตร์อีก
มาก ดังน้ันการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานให้อยู่ในพ้ืนท่ีและนาสาระอันทรงคุณค่านานาประการกลับมารับใช้ชุมชนได้ คัมภีร์
ใบลานซึง่ เป็นมรดกวฒั นธรรมของชาติกจ็ ะคงอยูค่ ู่สังคมไทยด้วยคณุ ค่าอย่างแท้จริง

วารสารธารวฒั นธรรม 41

ปีท่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

ภาพที่ 1 ขนบในการรกั ษาคัมภีรใ์ บลาน

ภาพท่ี 2 ภายในผ้าห่อคัมภีร์จะมีไม้ระกับคัมภีร์กากับด้านหน้าและด้านหลังผูกตัดกับใบลาน และมีเชือกมัดไว้ส่วน
หนา้ หัวทา้ ยของคมั ภีร์อีกช้ันหน่งึ

42 วารสารธารวฒั นธรรม

ปที ี่ 1 ฉบับที่ 1 : พฤษภาคม 2564

ภาพที่ 3 คัมภีร์ปริวารปาลิ (พระปริวาร) ฉบับชุบย่อ ไม้ประกับธรรมดา ฉลากทองเหลืองประดับกระสร้างใน
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ โลกมหาราช

ภาพที่ 5 รูปสญั ลักษณ์ลายรดนา้ ทอี่ ยูบ่ นหนา้ ลาน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช

วารสารธารวฒั นธรรม 43

ปที ่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

ภาพท่ี 6 รปู สญั ลกั ษณ์ลายรดน้าท่อี ยูบ่ นหน้าลาน รชั กาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ภาพที่ 7 รูปสัญลกั ษณ์ลายรดน้าท่ีอยูบ่ นหน้าลาน รชั กาลพระบาทสมเด็จพระนงั่ เกลา้ เจ้าอยหู่ วั

44 วารสารธารวัฒนธรรม

ปที ่ี 1 ฉบับท่ี 1 : พฤษภาคม 2564

ภาพที่ 8 รูปสัญลกั ษณ์ ลายรดน้าทอี่ ยู่บนหนา้ ลาน รชั กาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว

ภาพที่ 9 รูปสัญลักษณ์ลายรดน้า รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ใช้ในฉบบั รชั กาลท่ี ๕ สรา้ งซอ่ มฉบบั ใน
รชั กาลท่ี ๔


Click to View FlipBook Version