1. โครงการลดระยะเวลาการเข้าข้รับรับริกริารของผู้ป่ผู้ วป่ยนอกกลุ่มลุ่ Ureteric obstruction กรณีไณีม่เม่ร่งร่ด่วด่นที่เข้าข้รับรับริกริารผ่าผ่ตัดศัลยกรรมระบบ ทางเดินดิ ปัสสาวะ ภูมิภูสิมิริสิฯริ6A หอผ่าผ่ตัดศัลยกรรม เฉพาะทาง ฝ่ายการพยาบาล 2. โครงการลดระยะเวลา LOS ที่ ER Trauma ในกลุ่มลุ่ผู้ป่ผู้ วป่ย Traumatic Brain Injury หน่วน่ยอุบัติบั ติเหตุ ฉุกฉุเฉิน ฝ่ายการพยาบาล 3. โครงการปรับรั ปรุงรุระบบการเบิกบิ /จ่าจ่ยยาเสพติดให้โห้ทษประเภท2 สำ หรับรัผู้ป่ผู้ วป่ยที่หน่วน่ยระงับปวด ภูมิภูสิมิริสิฯริชั้นชั้ 5 กลุ่มลุ่งานเภสัชสักรรมร่วร่มกับหน่วน่ย ระงับปวด 4. โครงการศึกษาเปรียรีบเทียบผลต่ออัตราการรอดชีวิชีตวิที่หนึ่งนึ่ปีขปีองการ รักรัษามะเร็งร็ตับอ่อนด้วด้ยวิธีวิกธีารเผาทำ ลายโดยใช้คช้ลื่นวิทวิยุผ่าผ่นทาง กล้องคลื่นเสียสีงสำ หรับรัโรคมะเร็งร็ตับอ่อนระยะที่ผ่าผ่ตัดไม่ไม่ด้แด้ละมี ขนาดก้อนมะเร็งร็เล็กกว่าว่ 4 เซนติเมตร ศูนย์คย์วามเป็นป็เลิศการส่อส่งกล้อง ทางเดินดิอาหารโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์สณ์ภากาชาดไทย 5. โครงการจำ นวนครั้งรั้ที่เหมาะสมของการเก็บชิ้นชิ้เนื้อนื้มาเพาะเลี้ยง เนื้อนื้เยื่อยื่ตับอ่อนเสมือมืนของมะเร็งร็ตับอ่อนชนิดนิ pancreatic ductal adenocarcinoma ศูนย์คย์วามเป็นป็เลิศการส่อส่งกล้อง ทางเดินดิอาหารโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 6. โครงการประสิทสิธิภธิาพและความพึงพึพอใจของหมอนตามหลักการ ยศาสตร์สำร์สำหรับรัจัดจัท่านอนคว่ำ ในการส่อส่งกล้องท่อทางเดินดิน้ำ ดีแดีละ ตับอ่อน ศูนย์คย์วามเป็นป็เลิศการส่อส่งกล้อง ทางเดินดิอาหารโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 7. โครงการพาร์กิร์ กินสันสัอาการดีคดีลินิกนิ ศูนย์คย์วามเป็นป็เลิศทางการแพทย์ โรคพาร์กิร์ กินสันสัและกลุ่มลุ่โรคความ เคลื่อนไหวผิดผิ ปกติ 8. โครงการ“บริกริารผู้ป่ผู้ วป่ยมะเร็งร็หนึ่งนึ่ช่อช่งทางผ่าผ่นแอพพลิเคชั่นชั่ Line@Chulacancer ” ศูนย์ฯย์ โรคมะเร็งร็ครบวงจร 9. โครงการฝึกทักษะเสมือมืนจริงริแบบสหสาขาวิชวิาทางสูติสูติศาสตร์-ร์ นรีเรีวชวิทวิยา PCT สูติสูติศาสตร์-ร์นรีเรีวชวิทวิยา 10. โครงการลดอัตราการเกิด Catheter-associated urinary tract infection (CAUTI) ในหอผู้ป่ผู้ วป่ยภูมิภูสิมิริสิฯริ 19B2 หอผู้ป่ผู้ วป่ยภูมิภูสิมิริสิฯริ19B2 ฝ่ายการพยาบาล 11. โครงการพัฒพันาลดอัตราการเกิดภาวะอุณหภูมิภูกมิายต่ำ กว่าว่ 36.0 ˚C ในผู้ป่ผู้ วป่ยที่ได้รัด้บรัการรักรัษาบำ บัดบัทดแทนไตชนิดนิต่อเนื่อนื่ง (Continuous renal replacement : CRRT) อาคารภูมิภูสิมิริสิฯริ10Bไอซียูซียูอายุรรรม 2 ฝ่ายการพยาบาล 12. โครงการจัดจัการความปวดด้วด้ยการประคบเย็นย็ร่วร่มกับการใช้ผ้ช้าผ้รัดรั หน้าน้ท้องในผู้ป่ผู้ วป่ยนรีเรีวชที่ได้รัด้บรัการผ่าผ่ตัดแบบเปิดปิหน้าน้ท้อง หอผู้ป่ผู้ วป่ยภูมิภูสิมิริสิมัริงมัคลานุสนุรณ์ ชั้นชั้ 17 โซนบี นรีเรีวชกรรม ฝ่ายการ พยาบาล 13. โครงการพัฒพันาการดูแดูลผู้ป่ผู้ วป่ยที่มี Pressure Injury (PI) & Incontinence Associated Dermatitis (IAD) โดย Close-Up Wound Nurse (CU WN) : Prevent Better Than Care คณะกรรมการพัฒพันาคุณคุภาพ ด้าด้นการพยาบาลเฉพาะทาง ENTEROSTOMAL NURSE 14. โครงการเพิ่มพิ่ ประสิทสิธิภธิาพการเตรียรีมจำ หน่าน่ยโดยพัฒพันาสื่อสื่ออนไลน์ การเรียรีนรู้สำรู้สำหรับรัผู้ป่ผู้ วป่ยและญาติในผู้ป่ผู้ วป่ยโรคหลอดเลือดหัวหัใจตีบ เพื่อพื่เพิ่มพิ่ความสามารถในการปฏิบัติบั ติกิจวัตวัรประจำ วันวัของผู้ป่ผู้ วป่ยและ ป้อป้งกันการกลับเข้าข้รับรัการรักรัษาซ้ำ ในโรงพยาบาลภายใน 28 วันวั หอผู้ป่ผู้ วป่ยไอ ซี ซี ยู/ตึกภูมิภูสิมิริสิริชั้นชั้ 4 โซน B ฝ่ายการพยาบาล 15. โครงการลดระยะเวลาการได้รัด้บรัยาเคมีบำมีบำบัดบัสูตสูร Cisplatin (Reduced waiting time for received Cisplatin-based chemotherapy) ศูนย์สิย์ริสิกิริ กิติ์บรมราชินีชินนีาถ ว่อว่งวานิชนิชั้นชั้ 8 ฝ่ายการพยาบาล ผลงานที่ผ่า ผ่ นเข้า ข้ รอบงาน HA National Forum 23rd จำ นวน 15 ผลงาน
ลดระยะเวลาการได้รับการวางแผนการรักษาในผู้ป่ วย Traumatic Brain Injury กลุ่ม Mild Head Injury* (*ประเภท Moderate to High Risk) หน่วยอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน ฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คําสาคัญ ํ : TBI (Traumatic Brain Injury), Mild Head Injury, moderate risk, high risk, LOS สรุปผลงานโดยย่อ : เพื�อลดความพิการและอัตราการเสยช ี วิตของผู้ป่ วย Traumatic Brain ี Injury กลุ่ม Mild Head Injury ประเภท Moderate to High risk ใน ER – KCMH ทางกลุ่มได ้ดําเนินการลดระยะเวลาตั�งแต่แรกรับจนถึงแพทย์ ตัดสนใจวางแผนการรักษาของผู้ป่ วย ใช ิ ระยะเวลา ≤ 3 ช ้ วโมง จากเดิม ั� ร ้อยละ 22.3 เพิ�มขึ�นเป็ นร ้อยละ 81.4 ระยะเวลาจาก 3 ชม. 36 นาที ถึง 25 ชม. 34 นาที เหลือ 1 ชม. 48 นาที ถึง 5 ชม. 9 นาที ได ้รับการปรึกษา แพทย์เฉพาะทาง เพิ�มขึ�นจากร ้อยละ 73.3 เป็ นร ้อยละ 100 (ทุกราย) ระยะเวลารอปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ≤ 30 นาที เพิ�มขึ�นจากร ้อยละ 18.8 เป็นร ้อยละ 94.7 ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : จากการเก็บรวบรวมข ้อมูลระดับหน่วยงาน 6 เดือน (ม.ค. - มิ.ย. 65) พบว่าผู้ป่ วย TBI ที�มารับบริการในห ้องฉุกเฉิน (ER) เป็นกลุ่ม Mild Head Injury คิดเป็ นร ้อยละ 69.41 และมีระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ อยู่ในประเภท Moderate to High Risk คิดเป็ นร ้อยละ 66.40 ซงผู้ป่ วย ึ� กลุ่มนี�ควรได ้รับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและทํา CT brain ทุกราย จากการเก็บรวบรวมข ้อมูลพบว่า ร ้อยละ 51.92 ของผู้ป่วยประเภท Moderate to High Risk ไม่ได ้รับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง และร ้อยละ 50.66 ใชเวลาในการตัดส ้ นใจปรึกษาแพทย์เฉพาะทางนาน > 30 นาที โดยมี ิ สาเหตุของความล่าชาคือ รอทํา CT และรอ review CT ก่อนปรึกษาแพทย์ ้ เฉพาะทาง และพบว่ามีเพียง ร ้อยละ 22.30 ที�ได ้รับการสงทํา CT brain ่ และ ได ้รับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ภายใน 3 ชั� วโมง ตามเกณฑ์ที� หน่วยงานกําหนด จากการวิเคราะห์ประเด็นปัญหา พบสาเหตุหลักในการ ปรึกษาล่าชา มาจากความไม่เข ้าใจ ใน Criteria และ Guideline การดูแล ้ ผู้ป่ วย TBI ER – KCMH ทําให ้เกิดความผิดพลาดในการจําแนกประเภท ตามระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ บางรายไม่ได ้รับการสงทํา CT หรือ ่ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนจําหน่ายออกจาก ER ตามมาตรฐานที�ควรได ้รับ นอกจากนี�ยังมีกรณี แจ ้งผล Review CT ล่าชา ทําให ้ต ้องโทรตามผู้ป่ วย ้ กลับมา หลังพบผล CT ผิดปกติ ซงบางครั�งไม่สามารถตามได ้ หรือ ึ� ในบางครั�งผู้ป่ วยมีอาการทรุดลงญาติต ้องนํากลับมาร.พ.หรือนําสงรักษา ่ ร.พ.ใกล ้บ ้านอีกครั�งภายใน 24 ชวโมง ั� เป้ าหมาย : เพื�อพัฒนาระยะเวลาการรอคอยแพทย์วางแผนการรักษา ในผู้ป่ วย TBI ER- KCMH กลุ่ม Mild Head Injury ประเภท moderate to high risk ให ้อยู่ในระยะเวลา ≤ 3 hrs. เพิ�มขึ�นจากเดิม ร ้อยละ 20 ภายใน ระยะเวลา 3 เดือน กิจกรรมการพัฒนา (process) 4. เก็บข ้อมูล วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค หาแนวทางแก ้ไข (ทําเป็นระยะๆ ตลอดการดําเนินงานจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ทั�งหมด 5 ระยะ) 5. นํามติที�ประชุมมาประชาสมพันธ์ และประกาศใช ั ้ 6. ประชุมร่วมกับสหสาขาวิชาชี พ กําหนด Criteria, Guideline ที�ยอมรับร่วมกัน เสนอขอความร่วมมือภาควิชาฯ ต่างๆ ให ้มีการจัดปฐมนิเทศ ให ้แก่แพทย์ประจําบ ้านที�จะมาอยู่เวร ER trauma ทราบ 7. เมื�อพบว่ายังมีปัญหาที�ยังไม่บรรลุเป้าหมาย พัฒนาปรับแนวทาง การปฏิบัติที�เป็ นรูปธรรมที�สามารถปฏิบ ้ติได ้จริง ประสานงานร่วมกับ สหสาขาวิชาชพ ขอมติเห็นชอบจากอาจารย์แพทย์ฝ่ ายศ ี ั ลยศาสตร์ และ อาจารย์แพทย์ฝ่ ายรังสวินิจฉัย อีกครั�งหลังปรับแก ้ ี 8. พัฒนา Flow งาน กําหนด Criteria, Guideline และเครื�องมือที� พัฒนาขึ�นมาใหม่เป็ นระยะๆ ตามปัญหาที�พบ จนได ้ฉบับที�ลงตัว เป็ นที� ยอมรับ ปฏิบัติได ้ในแนวทางเดียวกันและบรรลุเป้าหมาย 9. จัดทําคู่มือ สร ้างแผ่นพับ ปิด Poster Guideline การดูแลผู้ ป่ วย TBI สอสารให ้ทราบทั�วกัน ื� 10. เปิดโอกาสให ้ซกถามและตอบข ้อสงส ั ั ย สรุปแนวทางปฏิบัติ ให ้ ทุกแผนกรับทราบ กิจกรรมการพัฒนา (process) 1. วิเคราะห์หา Waste โดยใชหลัก DOWNTIME ของ lean concept ้ 2. ทบทวนวรรณกรรม และค ้นหาเครื�องมือ 3. พัฒนาแนวทางการดูแลและเครื�องมือโดย จัดทําคู่มือแนวทาง ปฏิบัติงานในการดูแลผู้ป่วย traumatic brain injury และ พัฒนาแบบฟอร์ม ER TRAUMATIC BRAIN INJURY FORM การประเมินผลการเปลี�ยนแปลง (performance) ตารางแสดงจํานวนผู้ป่ วยเปรียบเทียบระยะเวลาการได ้รับการ วางแผนการรักษาก่อนแก ้ปัญหาและหลังแก ้ปัญหา ก่อนแก้ปัญหา หลังแก้ปัญหา บทเรียนที�ได้รับ : ปัญหาและความท ้าทายคือ การหมุนเวียนของแพทย์ประจําบ ้าน และพยาบาลในการมาปฏิบัติงานที� ER trauma ในทุกวันและ การหมุนเวียน เปลี�ยนทีมแพทย์เฉพาะทาง G- Trauma ในทุกเดือน นอกจากนี�ในเวรดึกของทุกวัน แพทย์ประจําบ ้านที�มาปฏิบัติงาน เป็นแพทย์ต่างแผนก ที�ไม่ได้ สงกัดในแผนกศ ั ลยกรรม, แพทย์และพยาบาลมีแนวทางในการปฏิบัติและการตัดส ั นใจของตนเองที�แตกต่างกัน วิธีการจัดการ คือ กําหนด Criteria ิ ในการปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ออกแบบการประเมินให ้เป็นที�ยอมรับของทั�งแพทย์และพยาบาลในระดับสากล พร ้อมทั�ง มีการตรวจสอบปรับแก ้ ทั�งโดยสวนบุคคล และประชาส ่ มพันธ์ในภาพรวม ั ข ้อแนะนําในสงที�ควรปฏิบัติ: ิ� ดูแลด ้วยความเอื�ออาทร ซอส ื� ตย์ รอบคอบทุกการกระทํา นําทุกองค์ความรู้ที�มีมาปรับใช ั ในการทํางาน ไม่ยอมแพ้ ้ แม ้จะไม่ได ้รับความร่วมมือในชวงแรกของการปรับตัว ส ่ งที�จะทําแตกต่างไปจากเดิมในคราวหน้า: การลงแบบประเมินในระบบคอมพิวเตอร์ ให ้แพทย์ ิ� สามารถมองเห็นแบบประเมินพร ้อมกับพยาบาล และ มีการพัฒนาต่อยอดสูผู้ป่ วย TBI ในระดับ Moderate Head Injury, Severe Head Injury ่ และ ผู้ป่ วย Multiple Trauma ต่อไป
การปรับปรุงระบบเบิกจายยาเสพติด สําหรับใหบริการผูป วยที่หน วยระงับปวด Improvement of Narcotics Distribution for Pain Control Unit กลุมงานเภสัชกรรม รวมกับ หนวยระงับปวด ภาควิชาวิสัญญีวิทยา ตึกภูมิสิริมังคลานุสรณ ชั้น 5A โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ ฝายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ คําสาคัญ : ํ ระบบเบิกจ่ายยาเสพติด, หน่วยระงับปวด, ยารูปแบบพร้อมใช (ready to use), PCA ้ สรุปผลงานโดยย่อ : ลดขั�นตอนการเบิกจ่ายยาเสพติดสํ าหรับให ้ บริการผู้ป่ วยที�หน่วยระงับปวดโดยใชแนวคิด ้ Lean และเน้นการใชความเช ้ ยวชาญของวิชาช ี� พ ี เพื�อพัฒนาคุณภาพบริการโดยเภสชกรส ั งมอบยา ่ ในรูปแบบพร ้อมใช (PCA morphine infusion ้ bag และ PCA fentanyl infusion bag) ทําให ้ ลดภาระงานการผสมยาและการจัดทําเอกสาร ของพยาบาล และผู้ป่ วยได ้รับผลิตภัณฑ์ที�มี คุณภาพ ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : หน่วยระงับปวดมีการใชยาเสพติดเพื�อรักษา ้ ผู้ป่ วยเดือนละ 110-160 ราย มีปริมาณการใชคิด้ เป็นร ้อยละ 40-50 ของปริมาณการใชยาเสพติด ้ ทั�งหมดของภาควิชาวิสญญีวิทยา โดยเมื�อมีการส ั ง ั� ใชยาเสพติดที�หน่วยระงับปวด พยาบาลจะหยิบ ้ ยาเสพติดที�สํ ารองไว ้มาผสมตามคําสั� งแพทย์ โดยพยาบาล 2 คนตามแนวทางปฏิบัติการเตรียม ยาเสพติดและยาความเสยงสูงนําไปบริหารให ้ ี� ผู้ป่ วย ลงบันทึกข ้อมูลการใชยาและประเภทการ ้ ผ่าตัดในใบบันทึกการปฏิบัติงานประจําวัน และ บันทึกรายละเอียดในระบบคอมพิวเตอร์อีกครั�ง เตรียมเอกสารใบ ยส.5 หรือ ยส.2 พร ้อมรายชอ ื� ผู้ป่วยที�ใชยาส ้ งเบิกยาเสพติดจากภาควิชาวิส ่ ญญี ั วิทยามาทดแทน หลังจากนั�นภาควิชาวิสั ญญี วิทยา จะบันทึกข ้อมูลการจ่ายยาเสพติดจากทุก หน่วยงานในภาควิชา (ประมาณ 10 หน่วยงาน) ในโปรแกรมการทํารายงานการจ่ายยาเสพติด ประจําเดือน (ยส.6) และรวบรวม ใบ ยส.5 หรือ ยส.2 พร้อมรายงาน ยส.6 แต่ละเดือนสงเบิกยา ่ จากคลังยา กลุ่มงานเภสชกรรมมาทดแทน ทําให ้ ั ภาควิชาวิสัญญีวิทยาต ้องสํารองยาเสพติด ปริมาณมาก มีการจัดทําเอกสารหลายขั�นตอน และหน่วยระงับปวดต ้องผสมยา ตามคําสงแพทย์ ั� ซงทําให ้เพิ�มภาระงานของพยาบาล ึ� เป้ าหมาย : เพื�อลดขั�นตอนการเบิก/จ่ายยาเสพติด ของ หน่วยระงับปวด กิจกรรมการพัฒนา ใชแนวคิด Lean ในการปรับปรุงระบบการ ้ เบิกจ่าย และใชความเช ้ ยวชาญของวิชาช ี� พใน ี การเพิ�มประสทธิภาพบริการ ิ • วิเคราะห์ขั�นตอนและ DOWNTIME ของ กระบวนการเบิกจ่ายยาเสพติดจนถึงการบริหารยา ให ้ผู้ป่ วย • ศกษาสภาพปัญหาและรวบรวมสถิติที� ึ เกี�ยวข ้อง • ออกแบบกระบวนการและกําหนดแนวทาง การปฏิบัติงานใหม่ โดยหน่วยระงับปวดจะรวบ รวมใบยส.5 หรือ ยส.2 ส่ งเบิกยาในรูปแบบ พร ้อมใช (PCA morphine infusion bag และ ้ PCA fentanyl infusion bag) ที�หน่วยจ่ายยา โดยตรงทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ หน่วยจ่ายยาจะ บันทึกข ้อมูลการจ่ายยาตามระบบการจ่ายยาผู้ป่วย ใน ซงจะปรากฏในรายงานการจ่ายยาเสพติด ึ� ประจําเดือนอัตโนมัติ • ทดลองดําเนินการและรวบรวมข ้อมูล ประเมินผล บทเรียนที�ได้รับ : • การปรับปรุงกระบวนการระหว่างหน่วยงาน ต ้องเกิดจากการรับรู้สภาพปัญหาและความต ้องการ ร่วมกัน และยึดผลลัพธ์เดียวกัน • ผลลัพธ์จากการปรับปรุงขั�นตอนการจ่ายยา เสพติดโดยส่ งเป็ นยาในรูปแบบพร ้อมใช (PCA ้ morphine infusion bag และ PCA fentanyl infusion bag) นั�นอาจขยายผลสํ าหรับยารายการ การประเมินผลการเปลี�ยนแปลง : 1. ขั�นตอนการเบิกจ่ายยาเสพติดของหน่วยระงับปวดลดลงจาก 10 ขั�นตอนเหลือ 8 ขั�นตอน 2. ลดการผสมยาเสพติดรายการ PCA morphine infusion bag และ PCA fentanyl infusion bag ที�หน่วยระงับปวด 3. การเบิกยาเสพติดประจําเดือนของภาควิชาวิสญญีวิทยา พบว่าหลังเริ�มดําเนินการตามขั�นตอน ั ที�ปรับปรุงเมื�อเดือนตุลาคม 2565 การเบิกยาเสพติดของภาควิชาวิสญญีวิทยา ลดลงร ้อยละ 40-50 ั สมาชกทีม : ิ 1. ภญ.ศุภรัตน์ ชนประเสริฐ ั� เภสชกรหน่วยเตรียมยาปราศจากเช ั อ ื� ประธานคณะทํางาน 2. พว.พนัชกร พิทักษ์ไชยวงศ์ พยาบาลประจําหน่วยระงับปวด คณะทํางาน 3. ภญ.รัตนา โพธิ�งาม เภสชกรหน่วยจ่ายยาผู้ป่ วยใน ั คณะทํางาน 4. พว.กนกวรรณ พาณิชย์นอก พยาบาลประจําหน่วยระงับปวด คณะทํางาน 5. พว.กนกวรรณ หน่อขัติ พยาบาลประจําหน่วยระงับปวด คณะทํางาน 6. ภก.ศุภฤกษ์ หิรัณยานุรักษ์ เภสชกรหน่วยเตรียมยาปราศจากเช ั อ ื� เลขานุการ การติดต่อกับทีมงาน : ภก.ศุภฤกษ์ หิรัณยานุรักษ์ กลุ่มงานเภสั ชกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โทร.02-256-4000 ต่อ 80190 email: [email protected] ภาพที� 1 VSM ก่อนปรับปรุง ภาพที� 2 VSM หลังปรับปรุง
บทคัดยอ (Abstract) บทคัดยอ (Abstract) êćøćÜìĊęǰ5 êćøćÜđðøĊ÷ïđìĊ÷ïĂĆêøćÖćøđÖĉéõćüąĒìøÖàšĂîđÞóćąìĊę RFA group Control group sHR (95%CI) p-value Local complication rate - At 6 months - At 12 months 36% 36% 34% 53% 0.85 (0.35-2.05) 0.72 Local complication rate (excluding no chemotherapy) - At 6 months - At 12 months 25% 25% 28% 55% 0.70 (0.26-1.94) 0.50 Abbreviations: sHR, sub-Hazard ratio 1. ÿøčðĒúąĂõĉðøć÷ñúÖćøüĉÝĆ÷ǰ $PODMVTJPOǰBOEǰ%JTDVTTJPO Ăõĉðøć÷ñúÖćøüĉÝĆ÷ ÖćøýċÖþćîĊĚđðŨîÖćøýċÖþćîĈøŠĂÜĒøÖ×ĂÜēúÖìĊęĒÿéÜëċÜēĂÖćÿĔîÖćøóĆçîćÖćøøĆÖþćñĎšðśü÷ēøÙöąđøĘÜ êĆïĂŠĂîìĊęñŠćêĆéĕöŠĕéšĒúąöĊ×îćéÖšĂîöąđøĘÜđîČĚĂÜĂÖđúĘÖÖüŠćĀøČĂđìŠćÖĆïǰ4 đàîêĉđöêøéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜ ÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷Üǰēé÷ìĊöñĎšüĉÝĆ÷ÙšîóïüŠćÖćøøĆÖþćéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷ÜúéÙüćöđÿĊę÷ÜĔîÖćø đÿĊ÷ßĊüĉêúÜĕéšëċÜǰ47% đìĊ÷ïÖĆïĔîÖúčŠöìĊęĕöŠĕéšøĆÖþćéšü÷üĉíĊéĆÜÖúŠćüǰĒúąöĊÙŠćöĆí÷åćîÖćøøĂéßĊüĉêìĊęÿĎÜëċÜǰ 14.4 đéČĂîđöČęĂĕéšøĆïÖćøøĆÖþćéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷ÜǰđìĊ÷ïÖĆïǰ7.7 đéČĂîĔîÖúčŠöñĎšðśü÷ ÙüïÙčöìĊęĕöŠĕéšøĆïÖćøøĆÖþćéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷ÜǰîĂÖÝćÖîĊĚñúúĆóíŤÖćøøĆÖþćøĂÜĂČęîėìĆĚÜǰ ĂĆêøćÖćøĂ÷ĎŠøĂéēé÷ēøÙÿÜïìĊęǰǰĒúąǰǰđéČĂî, ĂĆêøćÖćøđÖĉéõćüąĒìøÖàšĂîđÞóćąìĊęǰĒúąǰÖćø êćøćÜìĊęǰ2 ĂĆêøćÖćøøĂéßĊüĉêđðøĊ÷ïđìĊ÷ïøąĀüŠćÜÖúčŠöìéúĂÜìĊęĕéšøĆïÖćøøĆÖþćøŠüöéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷Ü ĒúąÖúčŠöÙüïÙčöìĊęĕöŠĕéšøĆïÖćøøĆÖþćéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷Ü 3'"ǰHSPVQ $POUSPMǰHSPVQ )3ǰ $* p-WBMVF 4.3ǰXFJHIUFEǰTVSWJWBMǰBOBMZTJT Median (IQR) weighted overall survival Overall survival - 6 months - 12 months 14.4 (5.3 – 20.8) months 73% 64% 7.7 (4.3 – 11.8) months 62% 23% 0.47 (0.23-0.98) 0.04 4.3ǰXFJHIUFEǰTVSWJWBMǰBOBMZTJT Median (IQR) weighted progression-free survival Progression-free survival - 6 months - 12 months 6.1 (3.4 – 17.2) months 55% 36% 3.9 (3.2 – 6.2) months 29% 7% 0.58 (0.28-1.19) 0.14 êćøćÜìĊęǰ1 úĆÖþèąóČĚîåćî×ĂÜñĎšðśü÷ĔîÿĂÜÖúčŠö Unweighted SMR Weighted Cases (n=11) Controls (n=35) SMD* P Cases (n=11) Controls (n=35) SMD* P Tumor size 3.25 3.1 0.288 0.42 3.25 3.25 0.011 0.97 CCI score 2.91 2.89 0.012 0.97 2.91 2.96 -0.027 0.94 Stage 0.39 0.86 Stage 3 (%) 6 (54.5) 24 (68.6) -0.291 54.5 57.7 -0.064 Stage 4 (%) 5 (45.5) 11 (31.4) 0.291 45.5 42.3 0.064 Regimen 0.54 0.96 None (%) 3 (27.2) 6 (17.2) 27.3 30.4 First-line (%) 3 (27.3) 16 (45.7) 27.3 29.4 Second-line (%) 5 (45.5) 13 (37.1) 45.5 40.2 Data are mean (SD) or n(%) as appropriate. Percentages are rounded to 1 decimal place and may not equal 100%. *SMD = Standard mean difference, CCI = Charlson comorbidity index êćøćÜìĊęǰ3 ĂĆêøćÖćøøĂéßĊüĉêđðøĊ÷ïđìĊ÷ïøąĀüŠćÜÖúčŠöìéúĂÜìĊęĕéšøĆïÖćøøĆÖþćøŠüöéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷Ü ĒúąÖúčŠöÙüïÙčöìĊęĕöŠĕéšøĆïÖćøøĆÖþćéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷Ü ēé÷üĉđÙøćąĀŤđÞóćąñĎšðśü÷ìĊęĕéšøĆï÷ć đÙöĊïĈïĆé 3'"ǰHSPVQ $POUSPMǰHSPVQ )3ǰ $* p-WBMVF 4.3ǰXFJHIUFEǰTVSWJWBMǰBOBMZTJT (excluded no chemotherapy) Median (IQR) weighted overall survival Overall survival - 6 months - 12 months 16.3 (8.4 – 31.1) months 88% 75% 10.2 (6.1 – 16.3) months 80% 33% 0.42 (0.17-1.002) 0.05 4.3ǰXFJHIUFEǰTVSWJWBMǰBOBMZTJT Median (IQR) weighted progression-free survival Progression-free survival - 6 months - 12 months 6.1 (3.4 – 17.2) months 63% 38% 4.6 (3.8 – 6.9) months 41% 10% 0.60 (0.25-1.45) 0.26 êćøćÜìĊęǰ4 ÖćøđðúĊę÷îĒðúÜìćÜøĆÜÿĊüĉì÷ćüĉđÙøćąĀŤéšü÷ǰObjective response rate 'JHVSFǰ Radiological response rate between both groups Disease control rate: 50% vs. 18.5% Absolute difference = 31.5 êćøćÜìĊęǰ3 ĂĆêøćÖćøøĂéßĊüĉêđðøĊ÷ïđìĊ÷ïøąĀüŠćÜÖúčŠöìéúĂÜìĊęĕéšøĆïÖćøøĆÖþćøŠüöéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷Ü ĒúąÖúčŠöÙüïÙčöìĊęĕöŠĕéšøĆïÖćøøĆÖþćéšü÷ÙúČęîüĉì÷čñŠćîìćÜÖúšĂÜÙúČęîđÿĊ÷Ü ēé÷üĉđÙøćąĀŤđÞóćąñĎšðśü÷ìĊęĕéšøĆï÷ć đÙöĊïĈïĆé 3'"ǰHSPVQ $POUSPMǰHSPVQ )3ǰ $* p-WBMVF 4.3ǰXFJHIUFEǰTVSWJWBMǰBOBMZTJT (excluded no chemotherapy) Median (IQR) weighted overall survival Overall survival - 6 months - 12 months 16.3 (8.4 – 31.1) months 88% 75% 10.2 (6.1 – 16.3) months 80% 33% 0.42 (0.17-1.002) 0.05 4.3ǰXFJHIUFEǰTVSWJWBMǰBOBMZTJT Median (IQR) weighted progression-free survival Progression-free survival - 6 months - 12 months 6.1 (3.4 – 17.2) months 63% 38% 4.6 (3.8 – 6.9) months 41% 10% 0.60 (0.25-1.45) 0.26 êćøćÜìĊęǰ4 ÖćøđðúĊę÷îĒðúÜìćÜøĆÜÿĊüĉì÷ćüĉđÙøćąĀŤéšü÷ǰObjective response rate 'JHVSFǰ Radiological response rate between both groups Disease control rate: 50% vs. 18.5% Absolute difference = 31.5
การใชกลองคลื่นเสียงเพื่อเก็บชิ้นเนื้อมะเร็งตับออนมา เพาะเลี้ยงเปนเนื้อเยื่อมะเร็งตับออนเสมือนมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เรื่อยๆในการรักษาแบบปจเจกบุคคล แตกระนั้นก็ตามคาใชจายใน การเพาะเลี้ยงอวัยวะตับออนเสมือนมีราคาสูงถึง 60,000 บาทตอ หนึ่งการเพาะเลี้ยงที่ศูนยความเปนเลิศทางการแพทยดานสเต็มเซลล ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ และกระบวนการเพาะเลี้ยงควรรีบดำเนินการ หลังจากเก็บชิ้นเนื้อสำเร็จเพื่อเพิ่มความสำเร็จในการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อมะเร็งตับออนเสมือน จึงเปนที่มาของการศึกษานี้ที่ตองการ หาวาจำนวนครั้งที่เหมาะสมของการเก็บชิ้นเนื้อมะเร็งตับออนมา เพาะเลี้ยงเปนอวัยวะเสมือนมะเร็งตับออนเปนเทาใด ในปจจุบันแมวาวิทยาศาสตรทางการแพทยจะพัฒนาดีมากขึ้น แตผูปวยโรคมะเร็งตับออน ก็ยังมีผลลัพธการรักษาและอัตราการรอดชีวิตที่แย โดยพบวาอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปของผูปวย แบงตามระยะของโรคมะเร็งตับออนเปน 37%, 12% และ 3% ในผูปวยโรคมะเร็งตับออนระยะเริ่มตน, ระยะที่เริ่มมีการลุกลานอวัยวะขางเคียงหรือมีการกระจายมาที่ตอมน้ำเหลืองและระยะแพรกระจาย ตามลำดับ(1) นอกจากนั้นเนื่องดวยประชากรผูสูงอายุมีจำนวนมากขึ้น อุบัติการณและอัตราการเสีย ชีวิตของโรคมะเร็งตับออนจึงมีปริมาณที่มากขึ้น โดยในปจจุบันมีอุบัติการณของการเกิดโรคมะเร็ง ตับออนอยูที่ประมาณ 448,000 รายตอปทั่วโลก ซึ่งจำนวนนี้เปนจำนวนที่เพิ่มขึ้นเปนเทาตัวเทียบกับ ในอดีตเมื่อป 1990 และมีแนวโนมที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต(2) ทั้งนี้จากการศึกษาในประเทศไทย ที่ไดทำการเก็บรวบรวมขอมูลพื้นฐานของโรคมะเร็งตับออนตั้งแตป 2005 ถึงป 2011 ก็ตรวจพบวา การพยากรณของโรคเปนไปในทำนองเดียวกันกับทั้งทั่วโลกกลาวคือมีพยากรณโรคที่ไมดีและมี ลักษณะอาการทางคลินิกเหมือนกับมะเร็งโรคตับออนในกลุมประชากรเชื้อชาติอื่น(3) กลาวคือพบวา อัตราการรอดชีวิตที่ 1 และ 3 ป เทากับ 24% และ 6% ตามลำดับ และมีคากลางของการรอดชีวิต เพียง 5.1 เดือน ดังนั้นการพัฒนาแนวทางการรักษาโรคมะเร็งตับออนจึงมีความสำคัญอยางยิ่ง ทั้งสำหรับประชากรไทยและประชากรโลก หนึ่งในการรักษาผูปวยกลุมโรคมะเร็งที่มีขอมูลเชิงประจักษชัดเจนมากขึ้นวามีประโยชน คือการใหการรักษาแบบมุงเปา(4,5) แนวทางการรักษาผูปวยโรคมะเร็งตับออนดวยวิธีการรักษา แบบมุงเปาก็มีขอมูลสนับสนุนผลลัพธเชิงคลินิกที่ดีมากขึ้น(6) แตกระนั้นก็ตามกระบวนการตางๆ เหลานี้สวนมากยังอยูในขั้นตอนการวิจัย ซึ่งหนึ่งในตัวกลางสำคัญที่จะนำไปสูการวิจัยและพัฒนา ขอมูลแนวทางการรักษาดวยการรักษาแบบมุงเปานี้คือการสรางอวัยวะเสมือนมะเร็งตับออนที่ไดมา จากตัวผูปวย ในอดีตมีการพัฒนาการสรางอวัยวะเสมือนมะเร็งตับออนจากชิ้นเนื้อมะเร็งตับออนที่ ไดจากการผาตัดออกมาจากรางกายผูปวย(7) แตปจจุบันเรามีเครื่องมือที่ชวยในการวินิจฉัยโรค มะเร็งตับออนและเก็บชิ้นเนื้อจากรางกายผูปวยไดโดยไมตองผาตัดดวยวิธีการสองกลองอัลตราซาวน (Endoscopic ultrasound guided fine needle biopsy) โดยอุปกรณการสองกลองดังกลาวทำให เราไดชิ้นเนื้อมะเร็งตับออนจากรางกายผูปวยที่นอกจากจะชวยยืนยันวินิจฉัยแลว ยังสามารถนำชิ้น เนื้อดังกลาวไปเพาะเปนอวัยวะเสมือนของมะเร็งตับออนที่มีลักษณะทางโครงสรางและลักษณะทาง อณูชีววิทยาเหมือนกับชิ้นเนื้อตนกำเนิด และสามารถนำมาศึกษาเขาใจกระบวนการการเกิดโรคมะเร็ง ตับออน รวมถึงศึกษาความสามารถในการตอบสนองตอยาเคมีบำบัดและสามารถนำองคความรูมา ใชวางแผนการรักษาแบบเปนรายบุคคล (personalized treatment strategies)(8,9) ปจจุบันมีการศึกษามะเร็งตับออนในระดับอณูชีววิทยาโดยการนำตัวอยางชิ้นเนื้อมะเร็ง ในปริมาณเพียงเล็กนอยมาสรางเปนอวัยวะเสมือนของมะเร็งตับออน (organoid) ซึ่ง organoid นั้น สามารถแบงตัวจากปริมาณะเซลลเพียงเล็กนอยจนมีโครงสรางและลักษณะทางอณูชีววิทยาเหมือน เซลลมะเร็งตนกำเนิด (10) ซึ่งมีขอดีกวาการทำการจำลองโครงการเซลลมะเร็งดวยวิธีอื่นคือสามารถ สรางออกมาเปนโครงสรางสามมิติได ใชปริมาณเซลลเริ่มตนเพียงเล็กนอย ใชระยะเวลาการเพาะแบง ตัวที่นอยกวา และสามารถศึกษาการตอบสนองตอยาเคมีบาบัดซึ่งมีความแตกตางออกไปในแตละ บุคคล (10,11,12) มีการศึกษาของ H. Tiriac และคณะ (9) ไดมีการสรางอวัยวะเสมือนมะเร็งตับออนดวย วิธี EUS-FNB โดยใชเข็มสาหรับตัดชิ้นเนื้อเบอร 22 ตัดชิ้นเนื้อจากมะเร็งตับออนผานกลองคลื่นเสียง เพื่อที่จะนำเนื้อเยื่อมาสรางอวัยวะเสมือนมะเร็งตับออนโดยการใชการตรวจรูปรางลักษณะของ อวัยวะเสมือนและการตรวจทางพันธุกรรม โดยมีจุดประสงคเพื่อดูความสำเร็จในการสรางอวัยวะ เสมือนมะเร็งตับออนภายในระยะเวลา 6 สัปดาห คณะผูศึกษานำอาสาสมัครมาทั้งสิ้น 37 ราย และมี กอนเนื้อมะเร็ง 38 กอน พบวาสามารถสรางอวัยวะเสมือนไดเปนจานวน 33 อวัยวะเสมือนจากมะเร็ง 38 กอน คิดเปนรอยละ 87 โดยไมมีภาวะแทรกซอนรุนแรงเกิดขึ้น และมีการศึกษาของ Joseph F. และ คณะ (13) ตีพิมพในคริสตศักราช 2020 ศึกษาเปรียบเทียบความสำเร็จของการสรางอวัยวะเสมือนตับ ออนโดยการใชเข็มเจาะผานกลองคลื่นเสียงเพื่อเจาะตัดเนื้อเยื่อระหวางการเจาะ 1 ครั้งและ 2 ครั้ง มี อัตราความสำเร็จในการสรางอวัยวะเสมือนรอยละ 88 และรอยละ 81 ตามลำดับ ซึ่งไมไดมีความแตก ตางอยางมีนัยสำคัญ และในปจจุบันนั้นยังไมมีวิธีการมาตรฐานในการเก็บชิ้นเนื้อเพื่อสรางอวัยวะ เสมือนตับออน ซึ่งเนื่องดวยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตับออนจำลองเสมือนนี้มีคาใชจายคอนขางสูง การเพาะเลี้ยงเพื่อใหเกิดอัตราความสำเร็จสูงสุดโดยไมเพิ่มความเสี่ยงตอผูปวยจึงเปนสิ่งสำคัญ และดวยความจำกัดของขอมูลดังกลาวจึงเปนที่มาของงานวิจัยชิ้นนี้ที่ตองการจะเปรียบเทียบ อัตราความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตับออนเสมือนเทียบระหวางการเจาะ 1 ครั้งและ 2 ครั้ง ดวยเข็ม 20-gauge forward-bevel needle เกณฑในการคัดเลือกผูปวยเขาในการศึกษา (Inclusion criteria) 1. อาสาสมัครอายุ 18 ปขึ้นไปและไดลงนามในหนังสือรับรองเขารวมงานวิจัย 2. อาสาสมัครที่ผลตรวจทางรังสีวิทยาพบรอยโรคบริเวณตับออน ที่มีลักษณะสงสัยมะเร็งตับออน และตองการผลตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยพิจารณา จากความเห็นแพทยผูเชี่ยวชาญ เกณฑในการคัดเลือกผูปวยออกจากการศึกษา (Exclusion criteria) 1. อาสาสมัครที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ โดยพิจารณาจาก INR > 1.5, aPTT มากกวา 2 เทาของคาปกติ หรือจำนวนเกล็ดเลือดต่ำกวา 50,000 x 103/ul 2. อาสาสมัครที่ไมสามารถหยุดยาตานเกล็ดเลือดได 3. อาสาสมัครตั้งครรภ 4. อาสาสมัครที่ลักษณะของกอนที่ตรวจพบจาก Endoscopic ultrasound ไมไดสงสัยมะเร็งตับออน 5. อาสาสมัครที่ไมสามารถทำความเขาใจและลงนามในหนังสือรับรองเขารวมงานวิจัย 6. อาสาสมัครที่ไมยินยอมการติดตามผลการรักษา ขั้นตอนการเขาถึงอาสาสมัคร เขาหาผูปวยจากคลินิกผูปวยนอกโรคทางเดินอาหาร โรคมะเร็งและคลินิกศัลยกรรมทั่วไป โดยเปนผูปวยที่มีกอนที่สงสัยมะเร็งตับออนและไดรับปรึกษามาใหทีมอายุรแพทย ทางเดินอาหารตรวจเก็บชิ้นเนื้อเพื่อทำการวินิจฉัยโรค การขอคำยินยอม ทำโดยผูทำวิจัยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ โดยอธิบายถึงวัตถุประสงคของงานวิจัย และขั้นตอนการเก็บชิ้นเนื้อดวยการทำอัลตราซาวนและการเก็บชิ้นเนื้อผานกลอง โดย แจงใหทราบถึงประโยชนที่อาสาสมัครจะไดรับและองคความรูที่จะเกิดขึ้นใหมกับอาสาสมัครที่มีผลตรวจทางรังสีวิทยาที่สงสัยมะเร็งตับออน ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นขณะทำ หัตถการ สงผลใหมีเลือดออกได บางรายสามรถเกิดภาวะแทรกซอนที่รุนแรงถึงขนาดตองทาการผาตัดได ผูทำวิจัยจะตอบขอสงสัยจนอาสาสมัครเขาใจ และใหเวลาตัดสินใจ โดยอิสระกอนลงนามใหความยินยอมเขารวมวิจัย การรวบรวมขอมูล (Data collection) ขอมูลพื้นฐานของผูปวย ขอมูลตัวแปรที่ทำการศึกษา ไดแก 1. ขอมูลทางระบาดวิทยา ไดแก อายุ เพศ เชื้อชาติ 2. ขอมูลผูอาสาสมัคร ไดแก โรคประจำตัว ประวัติโรคมะเร็งในครอบครัว ประวัติสูบบุหรี่ ดื่มสุรา น้ำหนัก สวนสูง 3. ผลวินิจฉัยทางรังสีวิทยากอนทำหัตถการ ไดแก ตำแหนงของกอน ขนาดของกอน การแพรกระจายของกอน 4. ผลลักษณะทางรังสีวิทยาที่พบจากสองกลองคลื่นเสียง 5. ผลวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาจากตัวอยางที่ไดการทำหัตถการ ทั้งจากการเจาะตัดชิ้นเนื้อโดยตรงและจากการเพาะอวัยวะเสมือนตับออน 6. ความสำเร็จในการเพาะอวัยวะเสมือนตับออน โดยประเมินที่ 6 สัปดาห ซึ่งความสำเร็จคือมีการเจริญเปนอวัยวะเสมือนตับออนในภาชนะเพาะเลี้ยง และสามารถทำการเพาะ เลี้ยง เพิ่มจำนวนตอไปไดมากกวา 5 ครั้ง 7. ภาวะแทรกซอนที่เกิดจากหัตถการ ไดแก ลำไสทะลุ ติดเชื้อ เลือดออกจากบริเวณที่ทำหัตถการ ตับออนอักเสบ ทอน้ำดีอักเสบ ขั้นตอนการทำวิจัย 1. ใหขอมูลการวิจัยและขอความยินยอมรวมวิจัยจากอาสาสมัคร 2. ตรวจวินิจฉัยทางหองปฏิบัติการเพื่อประเมินความพรอมของอาสาสมัคร ประกอบดวย Hemoglobin, PT, PTT, INR, Total bilirubin, Direct bilirubin, Liver function test, serum amylase, serum lipase และ CA 19-9 การเก็บชิ้นเนื้อ 1. งดน้ำและอาหารกอนทำหัตถการอยางนอย 6 ชั่วโมง 2. อาสาสมัครทุกรายจะไดรับยาฆาเชื้อกอนทำการสองกลองไดแก รับประทาน ciprofloxacin 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด หรือ ceftriaxone 2 กรัม เขาทางหลอดเลือดดำ ระหวาง การสองกลองอาสาสมัครจะไดรับยานอนหลับเปน midazolam และ/หรือ pethidine หรือ propofol เขาทางหลอดเลือด ภายใตการดูแลตามมาตรฐาน 3. สองกลองคลื่นเสียงผานปากเขาทางลำไส สังเกตและเก็บขอมูลภาพคลื่นเสียงตับออน ในขั้นตอนนี้บันทึกลักษณะของกอนวามีลักษณะที่เขาไดกับมะเร็งตับออนหรือไม 4. หากพิจารณาวาลักษณะของกอนเขาไดกับมะเร็งตับออน อาสาสมัครจะถูกเจาะชิ้นเนื้อดวยเข็ม Echo Tip Procore (Cook medical) ขนาด 20 gauge โดยชิ้นเนื้อที่ไดจาก การเจาะแตละครั้งจะถูกแยกเก็บในขวดที่ตางกัน ซึ่งชิ้นเนื้อที่ไดจะตองสามารถมองเห็นเปนลักษณะชิ้นเนื้อสีขาวไดดวยตาเปลา (25) โดยที่ชิ้นเนื้อที่ไดจากการเจาะจะถูกแบง สวนนำมาเก็บในน้ำยาและแชแข็งสงศูนยความเปนเลิศทางการแพทยดานสเต็มเซลลและเซลลบำบัด อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ ชั้น 8 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณเพื่อนำไปเพาะ เปนอวัยวะเสมือนตับออนดวยวิธีของ Clever and Tuveson Labs Pancreatic ductal Organoid(25) ซึ่งทำการเพาะเลี้ยงอวัยวะเสมือนที่ไดมีการพัฒนาระบบไวที่ และนำผล ความสำเร็จจากการเพาะอวัยวะเสมือนจากการเจาะชิ้นเนื้อ 1 ครั้งและ 2 ครั้งมาศึกษา และสวนชิ้นเนื้อที่ไดจากการเจาะครั้งที่สามและสี่จะถูกเก็บใน 10% Buffered Formalin HistoPot® เพื่อนาไปตรวจทางพยาธิวิทยาโดยการยอม H&Eและ immunohistochemistry ตามวิธีการมาตรฐานและบันทึกขอมูลที่ได โดยตัวอยางจากการศึกษาจะจัดเก็บ เปนกลองพาราฟน (Paraffin Block) ไวอยางนอยประมาณ 15 ป และดำเนินการทำลายตามขั้นตอนทางภาควิชาพยาธิวิทยา 5. หลังทำหัตการเสร็จสิ้น ทำการติดตามอาสาสมัครในหองพักฟนจนปลอดภัย 6. ติดตามอาการของอาสาสมัครหลังทำหัตถการเพื่อประเมินภาวะแทรกซอน 1 วันหลังทำหัตถการ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 1. นำตัวอยางชิ้นเนื้อที่ไดจากการเจาะตัดชิ้นเนื้อมาผสมในน้ำยาซึ่งประกอบดวย collagenase, DNAaseI และ Y-27632 เพื่อยอยเซลล 2. เซลลที่ยอยไดมาเพาะตามวิธีของ Clever and Tuveson Labs Pancreatic ductal Organoid(25) โดยเพาะบนตัวกลาง (Matrigel) ที่มีน้ำยาเพาะเลี้ยงอวัยวะเสมือน 3. ประเมินการเจริญเติบโตของอวัยวะเสมือนตับออนที่ 6 สัปดาห และบันทึกผล 4. ยืนยันผลวาอวัยวะเสมือนมีคุณสมบัติตรงตามที่ตองการโดยทาการศึกษาการแสดงออกของโปรตีนจำเพาะตอมะเร็งตับออนดวยเทคนิคการยอม H&E และ immunohistochemistry 5. หลังจากการศึกษาอวัยวะเสมือน จัดเก็บเปนกลองพาราฟน (Paraffin Block) ไวอยางนอยประมาณ 15 ป และดำเนินการทำลายตามขั้นตอนทางภาควิชาพยาธิวิทยา การวิเคราะหขอมูล บรรยายลักษณะสวนบุคคลของกลุมตัวอยาง กรณีเปนขอมูลแจงนับเชน เพศ ตำแหนงของกอนเนื้อ นำเสนอในรูปตารางแจกแจงความถี่และรอยละ กรณีขอมูล ตอเนื่อง เชน อายุ นำเสนอในรูปคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความสำเร็จในการเพาะอวัยวะเสมือนจากตัวอยางชิ้นเนื้อที่ไดจากใชเข็มเจาะตัดชิ้นเนื้อผาน กลองคลื่นเสียง โดยเปรียบเทียบความสำเร็จระหวางการเจาะ 1 ครั้ง และ 2 ครั้ง โดยใชวิธีการทางสถิติเปรียบเทียบแบบ McNemar’s Chi-squared test และรายงานเปนรอยละ ความสำเร็จ ผูวิจัยหลัก อาจารยที่ปรึกษารวม รองศาสตราจารยนายแพทยประเดิมชัย คงคำ สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย ศูนยความเปนเลิศการสองกลองทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ หนวยวิจัยโรคตับออน คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย Email: [email protected] 1. พญ.เมย สิริกัลยาณไพบูลย ภาควิชาอายุรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 2. คุณพบสุข ถวายนาค ศูนยความเปนเลิศการสองกลองทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ 3. ดร.แพรวพรรณ อิงรุงเรืองเลิศ ศูนยความเปนเลิศทางการแพทยดานสเต็มเซลลและเซลลบำบัด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ 4. รศ.ดร.นพ.นิพัญจน อิศรเสนา ณ อยุธยา ศูนยความเปนเลิศทางการแพทยดานสเต็มเซลลและเซลลบำบัด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ ผูวิจัยหลักรวม นายแพทยกิตติธัช ตันติธนวัฒน แพทยประจำบานตอยอดชั้นปที่สาม สาขาโรคทางเดินอาหารและตับ คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จำนวนครั้งที่เหมาะสมของการเก็บชิ้นเนื้อมา เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตับออนเสมือนของมะเร็งตับออน ชนิด pancreatic ductal adenocarcinoma Optimal number of EUS-guided fine needle passes for a successful organoid creation of pancreatic ductal adenocarcinoma บทนำ การศึกษานี้เปนการศึกษาแบบไปขางหนาที่ทำการ เปรียบเทียบอัตราความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงอวัยวะเสมือนมะเร็ง ตับออนระหวางการเก็บชิ้นเนื้อมะเร็งตับออนในเข็มแรก (กลุม A) เทียบกับความสำเร็จรวมจากการเก็บดวยสองเข็ม (กลุม B) โดยใช เข็ม 20-gauge forward-bevel needle เก็บชิ้นเนื้อจากกอนตับออน ที่สงสัยมะเร็งตับออนทั้งมาวิเคราะหผลพยาธิวิทยาและผลความ สำเร็จในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเสมือนมะเร็งตับออน โดยผูปวยทุก คนจะไดรับการเก็บชิ้นเนื้อสองเข็มเพิ่มและแยกมาเพื่อสงเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อเสมือนมะเร็งตับออน โดยนิยามวาการเพาะเลี้ยงสำเร็จคือ สามารถสรางเซลลเสมือนตับออนซ้ำไดถึง 5 รอบ (P5) ขั้นตอนการทำวิจัย รวบรวมผูปวยที่มีกอนสงสัยมะเร็งตับออนได 52 ราย ที่ไดรับการนำชิ้นเนื้อมาเพาะเนื้อเยื่อเสมือนมะเร็งตับออนตั้งแต เดือนกันยายน 2563 – กุมภาพันธ 2565 โดยผูปวยดังกลาวมีคา มัธยฐานอายุที่ 64 (วิสัย 46 - 88) ป และมีคามัธยฐานขนาดของ กอนมะเร็งที่ 41 (วิสัย 20-134) มิลลิเมตร พบวาทุกเซลลอวัยวะ เสมือนมะเร็งตับออนที่แยกมาเพาะเลี้ยงเบื้องตนสามารถโตและนำไป ผลัดเซลลสรางใหมซ้ำไดถึง 5 รอบทั้งหมด โดยอัตราความสำเร็จใน กลุม A เทียบกับกลุม B อยูที่ 78.8% กับ 80.8% (p-value = 1.00) ผลลัพธ การเก็บชิ้นเนื้อจากมะเร็งตับออนเพียงแคหนึ่งเข็ม เพียงพอสำหรับการนำมาเพาะเลี้ยงเพื่อสรางอวัยวะเสมือน มะเร็งตับออน การเพิ่มจำนวนครั้งในการเก็บอาจจะเปนการเพิ่ม ความเสี่ยงใหคนไขและเสียเวลาในการรีบนำไปเพาะเลี้ยงที่อาจจะ ทำใหโอกาสความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงลดลงได ขอสรุป บทนำ (Introduction) วิธีดำเนินการวิจัย (Methods) อภิปรายผลการวิจัย การเพาะเลี้ยงอวัยวะเสมือนมะเร็งตับออนนับเปนหนึ่งในการกระบวนการยกระดับงานวิจัยทางการแพทยและมาตรฐานการรักษาแบบปจเจกบุคคลใหกับผูปวยโรค มะเร็งตับออน งานวิจัยชิ้นนี้ทำใหเราไดขอมูลวาการเก็บชิ้นเนื้อจากตับออนเพียงแคหนึ่งเข็มดวยเข็มเก็บชิ้นเนื้อ 20-gauge forward-bevel needle เพียงพอสำหรับการนำมา เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเสมือนตับออนจำลอง ซึ่งนาจะชวยลดภาวะแทรกซอนที่เกิดขึ้นหลังจากการเก็บชิ้นเนื้อในปริมาณที่มากขึ้นและลดระยะเวลาในการเตรียมชิ้นเนื้อตับออน สำหรับนำไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเสมือนตับออนจำลอง ซึ่งคิดวากระบวนการที่พัฒนาในสวนนี้นาจะชวยลดคาใชจายในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตับออนที่ถือวามีราคาคอนขางสูง ไดและยังชวยเพิ่มความปลอดภัยใหกับคนไข สรุป การเก็บชิ้นเนื้อจากมะเร็งตับออนเพียงแคหนึ่งเข็มเพียงพอสำหรับการนำมาเพาะเลี้ยงเพื่อสรางอวัยวะเสมือนมะเร็งตับออน การเพิ่มจำนวนครั้งในการเก็บอาจจะ เปนการเพิ่มความเสี่ยงใหคนไขและเสียเวลาในการรีบนำไปเพาะเลี้ยงที่อาจจะทำใหโอกาสความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงลดลงได สรุปและอภิปรายผลการวิจัย (Conclusion and Discussion) งานวิจัยชิ้นนี้เสร็จสมบูรณไดเพราะไดรับความอนุเคราะหการเก็บรวบรวมขอมูลจากทั้งศูนยความเปนเลิศดานการสองกลองทางเดินอาหารและศูนยความเปนเลิศ ดานการรักษาดวยสเต็มเซลลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ ทั้งคณาจารยและเจาหนาที่ทุกฝายที่เกี่ยวของ จึงขออนุญาตแสดงความขอบคุณมา ณ ที่นี้ กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) 1. Rebecca L Siegel, Kimberly D Miller, Ahmedin Jemal. Cancer statistics, 2020. CA Cancer J Clin. 2020 Jan;70(1):7–30. 2. GBD 2017 Pancreatic Cancer Collaborators. The global, regional, and national burden of pancreatic cancer and its attributable risk factors in 195 countries and territories, 1990–2017: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2017. Lancet Gastroenterol Hepatol. 2019 Oct;4(934–947). 3. Pradermchai Kongkam, Pichit Benjasupattananun, Pongpeera Taytawat, Patpong Navicharoen1, , Viroj Sriuranpong, Laddawan Vajragupta, , Naruemon Klaikaew, , Wiriyaporn Ridtitid,, Sombat Treeprasertsuk, Rungsun Rerknimitr, Pinit Kullavanijaya. Pancreatic cancer in an Asian population. Endosc Ultrasound. 2015 Mar;4(1):56–62. 4. Ivonne Regel, Julia Mayerle, Ujjwal Mukund Mahajan. Current Strategies and Future Perspectives for Precision Medicine in Pancreatic Cancer. Cancers (Basel). 2020;12(4):1024. 5. Koji Miyabayashi, Hayato Nakagawa, Kazuhiko Koike. Molecular and Phenotypic Profiling for Precision Medicine in Pancreatic Cancer: Current Advances and Future Perspectives. Front Oncol. 2021;11. 6. Michael J Pishvaian, Edik M Blais, Jonathan R Brody, Emily Lyons, Patricia DeArbeloa, Andrew Hendifar, Sam Mikhail, Vincent Chung, Vaibhav Sahai, Davendra P S Sohal, Sara Bellakbira, Dzung Thach, Lola Rahib, Subha Madhavan, Lynn M Matrisian, Emanuel F Petricoin 3rd. Overall survival in patients with pancreatic cancer receiving matched therapies following molecular profiling: a retrospective analysis of the Know Your Tumor registry trial. Lancet Oncol. 2020;21(4):508–18. 7. Lindsey A Baker, Hervé Tiriac, David A Tuveson. Generation and Culture of Human Pancreatic Ductal Adenocarcinoma Organoids from Resected Tumor Specimens. In: Methods Mol Biol. New York: Humana Press; 2019. 8. Eisuke Iwasaki, Seiichiro Fukuhara, Masayasu Horibe, Shintaro Kawasaki, Takashi Seino, Yoichi Takimoto, Hiroki Tamagawa, Yujiro Machida, Atsuto Kayashima, Marin Noda, Hideyuki Hayashi, Takanori Kanai. Endoscopic Ultrasound-Guided Sampling for Personalized Pancreatic Cancer Treatment. Diagnostics (Basel). 2021;11(3):469. 9. Herve Tiriac, Juan Carlos Bucobo, Demetrios Tzimas, Suman Grewel, Joseph F Lacomb, Leahana M Rowehl, Satish Nagula, Maoxin Wu, Joseph Kim, Aaron Sasson, Shivakumar Vignesh, Laura Martello, Maria Munoz-Sagastibelza, Jonathan Somma, David A Tuveson, Ellen Li, Jonathan M Buscaglia. Successful creation of pancreatic cancer organoids by means of EUS-guided fine-needle biopsy sampling for personalized cancer treatment. Gastrointest Endosc. 2018;87(6):1474–80. 10. Lindsey A Baker, Hervé Tiriac, Hans Clevers, David A Tuveson. Modeling pancreatic cancer with organoids. Trends Cancer. 2016;2(4):176–90. 11. Hervé Tiriac, Pascal Belleau, Dannielle D Engle et al. Organoid Profiling Identifies Common Responders to Chemotherapy in Pancreatic Cancer. Cancer Discov. 2018;8(9):1112–29. 12. Christopher J Hindley, Lucía Cordero-Espinoza, Meritxell Huch. Organoids from adult liver and pancreas: Stem cell biology and biomedical utility. Dev Biol. 2016;420(2):251–61. 13. Joseph F Lacomb, Dennis Plenker, Hervé Tiriac et al. Single-Pass vs 2-Pass Endoscopic Ultrasound-Guided Fine-Needle Biopsy Sample Collection for Creation of Pancreatic Adenocarcinoma Organoids. Clin Gastroenterol Hepatol. 2021;19(4):845–7. เอกสารอางอิง (References) บทคัดยอ (Abstract) Pancreatic organoids (อวัยวะเสมือนมะเร็งตับออน) EUS-guided fine needle biopsy (การใชกลองคลื่นเสียงเก็บชิ้นเนื้อ) คำสำคัญ (keyword) ขอพิจารณาทางดานจริยธรรม หลักความเคารพในบุคคล (Autonomy) ผูปวยที่จะเขารวมในงานวิจัยจะไดรับการแจงถึงขอมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของ แนวทางการรักษาและรายละเอียดที่เกี่ยวกับการวิจัยอยางครบถวน โดยผูปวยจะสามารถตัดสินใจ ที่จะเขารวมหรือไมเขารวมในงานวิจัยไดอยางอิสระ ทั้งนี้ขอมูลทั้งหมดที่ไดรับจากการศึกษาและ ประวัติของผูปวยจะถูกเก็บเปนความลับโดยคำนึงถึงสิทธิของผูปวยเปนสำคัญ และการบันทึก ขอมูลจะไมมีขอมูลที่จะระบุถึงตัวผูปวย รวมถึงการนำเสนอผลการศึกษาจะเปนการเสนอภาพรวม ของการศึกษาทั้งหมดและไมไดนำเสนอขอมูลเปนรายบุคคล หลักการใหประโยชนและไมกอใหเกิดอันตราย (Beneficence/Non-maleficence) ผูปวยอาจจะไมไดรับประโยชนใดๆ จากการเขารวมในการวิจัยนี้ แตผลของการศึกษาวิจัยนี้จะเปนขอมูลสำคัญในการพัฒนาระบบการ สรางอวัยวะเสมือนมะเร็งตับออนจากชิ้นเนื้อที่ไดจากการเจาะตัดผานการสองกลองคลื่นเสียง อันจะนำไปสูการพัฒนาแนวทางการรักษา ผูปวยโรคมะเร็งตับออนแบบมุงเปาในอนาคต หลักความยุติธรรม (Justice) การศึกษานี้มีเกณฑคัดเลือกผูปวยเขาและออกจากการศึกษาชัดเจนโดยปราศจากอคติ บทคัดยอ (Abstract) ลักษณะประชากร มีผูปวยที่มีกอนที่ตับออนที่คาดการณวาเปนมะเร็งตับออนมาเขารวมการศึกษา ทั้งหมดจำนวน 52 ราย โดยเปนผูชาย 19 รายและผูหญิง 33 ราย คามัธยฐานของอายุอยูที่ 64 (วิสัย 46 – 88) ป คามัธยฐานของคาดัชนีมวลกาย (BMI) อยูที่ 20.0 kg/m2 (วิสัย 14.6-30.8) กอน เนื้องอกตับออนอยูที่ตำแหนง head 57.7%, neck 7.7%, body 25.0%, และ tail 9.6% โดยมีคา มัธยฐานของขนาดกอนเนื้องอกอยูที่ 41 มิลลิเมตร (วิสัย 20 – 134) สำหรับคาลักษณะประชากรอื่น ถูกแสดงไวในตารางที่ 1 ผลลัพธหลัก พบวาสำหรับทุกชิ้นเนื้อเยื่อมะเร็งตับออนที่ถูกนำมาเพาะเลี้ยงและสรางเนื้อเยื่อเสมือน ตับออนเริ่มตนไดสำเร็จ (P0) จำนวน 42 รายสามารถนำมาผลัดเซลลและเพาะเลี้ยงใหมตอเนื่อง จนถึง 5 รอบ (P5) ไดทั้งหมด อัตราความสำเร็จของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเสมือนมะเร็งตับออนดวยการเก็บชิ้นเนื้อ จากตับออนเข็มแรก (กลุม A) อยูที่ 78.8% (สำเร็จ 41 รายจากผูปวย 52 ราย) และอัตราความสำเร็จ ของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเสมือนมะเร็งตับออนดวยการเก็บชิ้นเนื้อจากตับออนภายในสองเข็ม (กลุม B) อยูที่ 80.8% (สำเร็จ 42 รายจากผูปวย 52 ราย) (p-value = 1.00) ไดแสดงผลลัพธไวใน ตารางที่ 2 ไมมีภาวะแทรกซอนเกิดขึ้นหลังจากการเก็บชิ้นเนื้อดวยกลองคลื่นเสียงในการวิจัยนี้ ผลการวิจัย (Results) êćøćÜìĊęǰflǰúĆÖþèąóČĚîåćî×ĂÜðøąßćÖøìĊęđ×šćøŠüöÖćøýċÖþć Variables Statistics Values Number of participants n 52 Age Median (range) 64.0 (46-88) Female n (%) 33 (63.4%) BMI, kg/m2 Median (range) 20.0 (14.6-30.8) ECOG n (%) 0 6 (11.5%) 1 38 (73.1%) 2 7 (13.5%) 3 1 (1.9%) 4 0 (0%) Presenting symptom n (%) Abdominal pain or discomfort 38 (73.1%) Weight loss 44 (84.6%) Jaundice 24 (46.2%) Others 4 (7.7%) 5VNPSǰDIBSBDUFSJTUJD Location of lesion n (%) Head 30 (57.7%) Neck 4 (7.7%) Body 13 (25.0%) Tail 5 (9.6%) Largest dimension, mm Median (range) 41 (20-134) CA 19-9, units/mL Median (range) 187 (2.35-35,474) Concomitant ERCP after EUS-FNB n (%) 15 (28.8%) Complication after procedure n (%) Abdominal pain 0(0%) Pancreatitis 0(0%) Others 1(1.9%) n (%) number and percentage êćøćÜìĊęǰflǰĂĆêøćÙüćöÿĈđøĘÝ×ĂÜÖćøđóćąđúĊĚ÷ÜđîČĚĂđ÷ČęĂđÿöČĂîöąđøĘÜêĆïĂŠĂîéšü÷ÖćøđÖĘïßĉĚîđîČĚĂÝćÖêĆïĂŠĂîđ×ĘöĒøÖǰ ÖúčŠö A) đðøĊ÷ïđìĊ÷ïÖĆïĂĆêøćÙüćöÿĈđøĘÝ×ĂÜÖćøđóćąđúĊĚ÷ÜđîČĚĂđ÷ČęĂđÿöČĂîöąđøĘÜêĆïĂŠĂîéšü÷ÖćøđÖĘïßĉĚîđîČĚĂÝćÖêĆïĂŠĂîõć÷Ĕî ÿĂÜđ×Ęöǰ ÖúčŠöǰB) Variables 7BMVFT ǰO ) p-value Success rate of organoid creation x (SPVQǰ"fl Results of the first pass x (SPVQǰ#fl Combined results of the first and second pass - Results of the first pass - Results of the second pass 41/52 (78.8%) 42/52 (80.8%) 41/52 (78.8%) 42/52 (80.8%) 1.00 1. ÿøčðĒúąĂõĉðøć÷ñúÖćøüĉÝĆ÷ǰ $PODMVTJPOǰBOEǰ%JTDVTTJPO Ăõĉðøć÷ñúÖćøüĉÝĆ÷ ÖćøđóćąđúĊĚ÷ÜĂüĆ÷üąđÿöČĂîöąđøĘÜêĆïĂŠĂîîĆïđðŨîĀîċęÜĔîÖćøÖøąïüîÖćø÷ÖøąéĆïÜćîüĉÝĆ÷ìćÜÖćøĒóì÷ŤĒúą öćêøåćîÖćøøĆÖþćĒïïðŦÝđÝÖïčÙÙúĔĀšÖĆïñĎšðśü÷ēøÙöąđøĘÜêĆïĂŠĂîǰÜćîüĉÝĆ÷ßĉĚîîĊĚìĈĔĀšđøćĕéš×šĂöĎúüŠćÖćøđÖĘïßĉĚîđîČĚĂ ÝćÖêĆïĂŠĂîđóĊ÷ÜĒÙŠĀîċęÜđ×Ęöéšü÷đ×ĘöđÖĘïßĉĚîđîČĚĂǰ20-gauge forward-bevel needle đóĊ÷ÜóĂÿĈĀøĆïÖćøîĈöć đóćąđúĊĚ÷ÜđîČĚĂđ÷ČęĂđÿöČĂîêĆïĂŠĂîÝĈúĂÜǰàċęÜîŠćݹߊü÷úéõćüąĒìøÖàšĂîìĊęđÖĉé×ċĚîĀúĆÜÝćÖÖćøđÖĘïßĉĚîđîČĚĂĔîðøĉöćèìĊę öćÖ×ċĚîĒúąúéøą÷ąđüúćĔîÖćøđêøĊ÷ößĉĚîđîČĚĂêĆïĂŠĂîÿĈĀøĆïîĈĕðđóćąđúĊĚ÷ÜđîČĚĂđ÷ČęĂđÿöČĂîêĆïĂŠĂîÝĈúĂÜǰàċęÜÙĉéüŠć ÖøąïüîÖćøìĊęóĆçîćĔîÿŠüîîĊĚîŠćݹߊü÷úéÙŠćĔߚ݊ć÷ĔîÖćøđóćąđúĊĚ÷ÜđîČĚĂđ÷ČęĂêĆïĂŠĂîìĊęëČĂüŠćöĊøćÙćÙŠĂîךćÜÿĎÜĕéšĒúą ÷ĆÜߊü÷đóĉęöÙüćöðúĂéõĆ÷ĔĀšÖĆïÙîĕך ÿøčð ÖćøđÖĘïßĉĚîđîČĚĂÝćÖöąđøĘÜêĆïĂŠĂîđóĊ÷ÜĒÙŠĀîċęÜđ×ĘöđóĊ÷ÜóĂÿĈĀøĆïÖćøîĈöćđóćąđúĊĚ÷ÜđóČęĂÿøšćÜĂüĆ÷üąđÿöČĂî öąđøĘÜêĆïĂŠĂîǰÖćøđóĉęöÝĈîüîÙøĆĚÜĔîÖćøđÖĘïĂćÝÝąđðŨîÖćøđóĉęöÙüćöđÿĊę÷ÜĔĀšÙîĕךĒúąđÿĊ÷đüúćĔîÖćøøĊïîĈĕð đóćąđúĊĚ÷ÜìĊęĂćÝÝąìĈĔĀšēĂÖćÿÙüćöÿĈđøĘÝĔîÖćøđóćąđúĊĚ÷ÜúéúÜĕéš 2. ÖĉêêĉÖøøöðøąÖćýǰ "DLOPXMFEHFNFOU ÜćîüĉÝĆ÷ßĉĚîîĊĚđÿøĘÝÿöïĎøèŤĕéšđóøćąĕéšøĆïÙüćöĂîčđÙøćąĀŤÖćøđÖĘïøüïøüöךĂöĎúÝćÖìĆĚÜýĎî÷ŤÙüćöđðŨîđúĉýéšćî ÖćøÿŠĂÜÖúšĂÜìćÜđéĉîĂćĀćøĒúąýĎî÷ŤÙüćöđðŨîđúĉýéšćîÖćøøĆÖþćéšü÷ÿđêĘöđàúúŤìĊęēøÜó÷ćïćúÝčāćúÜÖøèŤǰìĆĚÜ ÙèćÝćø÷ŤĒúąđÝšćĀîšćìĊęìčÖòść÷ìĊęđÖĊę÷üךĂÜǰÝċÜ×ĂĂîčâćêĒÿéÜÙüćö×ĂïÙčèöćǰèǰìĊęîĊĚ 3. đĂÖÿćøĂšćÜĂĉÜǰ 3FGFSFODFT
¾ÒáԹÊѹ ÍÒ¡ÒôդÅÔ¹Ô¡ ศูนย์ความเป็ นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสนและกลุ่มโรคความเคลื�อนไหวผิดปกติ ั ฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คําสาคัญ ํ : อาการดี คลินิก สรุปผลงานโดยย่อ : การติดตามอาการผูปวยหลังทําการรักษา จะชวยใหสามารถติดตาม อาการผูปวย และทําใหเขาถึงปญหาที่ผูปวยตองเผชิญไดอยางรวดเร็ว ลด ระยะเวลาการเขามาพบแพทยที่โรงพยาบาล ปรับแนวทางการติดตาม ตาม สถานการณ และอาการของผูปวย ทําใหผูปวยและญาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : โรคพารกินสันเปนโรคความเสื่อมทางระบบประสาทที่ทําใหการผลิตสาร สื่อประสาทลดลง โดยเฉพาะสารโดปามีน ซึ่งจะสงผลตอการเคลื่อนไหวของ ผูปวยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีอาการสดงหลักไดแก สั่น (Tremor) แข็งเกร็ง (Rigidity) เคลื่อนไหวชา (Bradykinesia) และการทรงตัวที่ไมดี (Postural instability) ในปจจุบันแนวทางการรักษาคือ การทดแทนสารโดปามีนในรูปแบบ ตางๆ เพื่อชวยใหผูปวยสามารถเคลื่อนไหวไดดีขึ้น ชะลอการดําเนินไปของโรค แตทวาเมื่อความเสื่อมไดเกิดขึ้นแลว ยอมเลี่ยงการดําเนินของโรคไดยาก เมื่อ ผูปวยมีการดําเนินของโรคที่มากขึ้น จะสงผลใหผูปวยเริ่มมีการตอบสนองตอยา ที่ไมสมํ่าเสมอ หรือมีการตอบสนองตอยาที่แคบลงกวาเดิม ผูปวยเคยมีอาการดี หรือยาออกฤทธิ์ได 4-6 ชั่วโมงตอมื้อที่รับประทานยา แตเมื่อโรคดําเนินไปมากขึ้น ชวงเวลาที่ยาออกทธิ์เพื่อชวยเรื่องการเคลื่อนไหวจะลดลงเหลือเพียง 1-2ชั่วโมง ตอมื้อยา ทําใหตองปรับการรับประทานยาบอยครั้งมากขึ้น หรือรวมกับมีอาการ ยุกยิก โยกเยกบอยครั้งในชวงเวลาที่ระดับยาขึ้นสูงสุดหรือในชวงเวลาใกลมื้อยา ถัดไปซึ่งจะทําใหเกิดผลกระทบตอการดําเนินชีวิตของผูปวย แมวาแพทยผู เชี่ยวชาญจะไดปรับแผนการรักษาดวยยาในรูปแบบรับประทาน หรือแผนแปะ แลวอาการตอบสนองตอยาที่ไมสมํ่าเสมอของผูปวยก็ยังไมคงที่ เพื่อเปนการคงไวซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของผูปวย และยังสามารถทํากิจกรรม หรือดําเนินชีวิตไดดวยตนเอง ลดภาวะพึ่งพิง สงเสริมความมีคุณคาในตนเอง ทีมสหสาขาวิชาชีพในศูนยความเปนเลิศทางการแพทยโรคพารกินสันฯ จึงเล็ง เห็นวาการดูแลผูปวยที่เขารับการรักษาดวยวิธีนอกเหนือจากยารับประทาน อันไดแก การผาตัดฝงเครื่องกระตุนสมองสวนลึก (Deep brain stimulation: DBS) หรือการใหยาผานผิวหนังดวยเครื่องใหยาควบคุมดวยไฟฟา (ApomorphineInfusion) เปนอีกชองทางที่จะชวยเหลือ สงเสริมใหผูปวยมีการตอบสนอง ตอยาที่ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดการพึ่งพาการดูแลจากผูดูแล และ ยังสามารถประกอบอาชีพ หรือปลอดภัยจากอุบัติเหตุพลัดตกหกลม รวมถึง การชะลอการใชรถเข็นนั่ง หรือการนอนติดเตียง สงเสริมใหผูปวยและญาติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป้ าหมาย : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผูปวยที่มีการตอบสนองตอยาที่ไม สมํ่าเสมอ กิจกรรมการพัฒนา (process) แนวคิดการออกแบบกิจกรรมการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง - ประชุมทีมคนหากิจกรรมที่จะชวยติดตาม และประเมินผลการรักษา ผูปวย ระบุประเด็นการพัฒนา - ประชุมทีมคนหาตัวชี้วัดที่จะชวยติดตาม และประเมินผลการรักษาผูปวย - ทดลองใชแบบเก็บขอมูลติดตามผูปวย - ประชุมวางขั้นตอนการติดตามผูปวย - ปรับปรุงขั้นตอน และแบบเก็บขอมูลผูปวย - รวบรวมผลการประเมิน ติดตามผูปวย การประเมินผลการเปลี�ยนแปลง (performance) วิธีการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเปนการประเมินเชิงปริมาณ หรือการประเมินเชิงคุณภาพ - ประเมินอาการผูปวยหลังเขารับการดูแลรักษาตามนัดหมาย โดยประเมิน หลังเขารับการดูแลดวยการใชอุปกรณรวมรักษา (การติดตามอาการทางโทรศัพท หรือทางระบบสื่อสารทางไกล (Tele medicine) ตามความเหมาะสม) ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น - จากการติดตามขอมูลผูปวยจะเห็นไดวาปญหาการตอบสนองตอยา ไม สมํ่าเสมอ หรือชวงการตอบสนองตอที่แคบลง มีการรับประทานยาบอยครั้ง และปริมาณที่มากขึ้น เมื่อผูปวยไดรับการรักษาดวยอุปกรณรวมรักษาแลวนั้น สามารถชวยลดปญหาดังกลาวได รวมถึงลดระดับความรุนแรงของอาการ และเมื่อ ปรับแผนการรักษาแลวมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น สามารถดําเนินชีวิตประจําวันได บทเรียนที�ได้รับ : - ในการติดตามผูปวยในชวงสถานการณโควิดที่มีการจํากัดการเขามารับ บริการ จะมีชวงที่ไมสามารถติดตามตรวจสอบการทํางานของอุปกรณได เนื่องจากผูปวยเดินทางขามจังหวัดไมได จึงตองใชเทคโนโลยีสื่อสาร ทางไกล (Tele medicine) เขามาชวยในการติดตามและปรับแผน การรักษาตามอาการของผูปวย และเมื่อสามารถเดินทางไดใหผูปวย เดินทางเขามารับการตรวจสอบการทํางานของอุปกรณทันทีภายใต นโยบายการเฝาระวังการแพรระบาดโรคในขณะนั้น - ขยายเวลาทําการของชองทางการติดตอปรึกษาอาการทั้งทาง โปรแกรมไลน และทางโทรศัพทเคลื่อนที่ (เพิ่มเวลารับปรึกษาในวันหยุด และขยายชวงเวลา) - ติดตามอาการผานระบบสื่อสารทางไกลตามความจําเปน - การติดตามผูปวยไมเพียงแตจะชวยใหสามารถติดตามการตอบสนอง ตอการรักษาของผูปวยเทานั้น ยังสามารถเปนขอมูลที่จะนํามา พัฒนาแนวทางการดูแลรักษาผูปวยไดตอไป การเก็บขอมูลและบันทึก จะทําใหเห็นแนวโนมปญหากรทอแนวทางการจัดการและพัฒนา การดูแลได - เพิ่มการสอนและตรวจสอบการทํางานของเครื่อง DBS/APO เบื้องตน แกญาติ ผูดูแล - เพิ่มเติมการติดตามประเมินคาใชจายในการเดินทางมาโรงพยาบาล สมาชกทีม : ิ ผศ.พิเศษดร.พญ.อรอนงค โพธิ์แกววรางกูล แพทยประจําศูนยความเปนเลิศทางการแพทยโรคพารกินสันฯ พว.นิธินันท คันธชาติวนิช พยาบาลประจําศูนยความเปนเลิศทางการแพทยโรคพารกินสันฯ การติดต่อกับทีมงาน : นส.นิธินันท คันธชาติวนิช ศูนยความเปนเลิศทางการแพทยโรคพารกินสันฯ อาคาร สธ. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณโทร. 0811079999 E-mail: [email protected]
Cancer patient service by Line@Chulacancer บริการผูป วยมะเร็ง หนึ่งช องทางผ านแอพพลิเคชั่น Line@Chulacancer ศูนยความเปนเลิศฯ โรคมะเร็งครบวงจร ตึกอาทร ชั้น 2 บทคัดย่อ (Abstract) : จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ตั�งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ทําให ้ ผู้ป่วยโรคมะเร็งสวนหนึ�งไม่สามารถมาโรงพยาบาล ่ ตามนัดของแพทย์ได ้ และเสยงต่อการติดเช ี� อ ื� ได ้ง่าย ทําให ้ทางศูนย์ความเป็นเลิศฯ โรคมะเร็ง ครบวงจร จัดทําโครงการ “บริการผู้ป่ วยมะเร็ง หนึ�งชองทางผ่านแอพพลิเคช ่ ั� น Line@Chula cancer” เป็นบริการผู้ป่วยที�รักษาในโรงพยาบาล จุฬาฯ ได ้แก่ อายุรกรรมมะเร็งในผู้ใหญ่ มะเร็ง รังสรักษา และมะเร็งโลหิตในเด็ก โดยมีวัตถุประสงค์ ี เพื�อ 1) ติดตามอาการจากการกดไขกระดูก ซงเกิด ึ� จากค่าของเม็ดเลือดขาว, เม็ดเลือดแดง และ เกล็ดเลือดตํ�าสุดจากค่าปกติ (Nadir period) ใน ผู้ป่ วยที�ได ้รับยาเคมีครั�งแรก 2) การสงผลเลือดก่อนรับยาเคมีบําบัด ่ 3) การเลื�อนนัดที�จําเป็นในชวงที�มีการระบาด ่ ของโควิด 19 4) ให ้คําปรึกษาอาการข ้างเคียงต่างๆ จากการ รักษา เพื�อให ้สามารถดูแลอาการเบื�องต ้นด ้วย ตนเอง 5) ลดความเสยงต่อการติดเช ี� อเมื�อเดินทาง ื� มาโรงพยาบาล โดยการให ้คําปรึกษาผ่านแอพ พลิเคชั� น Line@Chulacancer มีทีมพยาบาล ของศูนย์ความเป็นเลิศฯ โรคมะเร็งครบวงจร เป็น แอดมิน มีที�ปรึกษาเป็นทีมแพทย์ประจําบ ้านต่อ ยอดมะเร็ง ปี 2 และแพทย์มะเร็งโลหิตในเด็ก เปิดบริการเฉพาะในวันและเวลาราชการ (08.00- 16.00 น.) ผลลัพธ์การดําเนินโครงการ ตั�งแต่ 1 เมษายน 2563 - 27 มกราคม 2566 มีผู้ใชบริการรวม ้ จํานวน 2,761 คน พบว่าสามารถ 1) การเลื�อนนัดหมาย ร ้อยละ 100 2) การสงปรึกษาผลเลือด ร ้อยละ 100 ่ 3) ความพึงพอใจของผู้ป่วย/ญาติ เฉลี�ยคิดเป็น ร ้อยละ 76.77 (ระดับมากที�สุด) คําสาคัญ (Keyword) : ํ การให ้คําปรึกษา; การให ้ความรู้; แอปพลิเคชน ั ไลน์ออฟฟิเชยลแอคเคานท์ ี บทนํา (Introduction) : จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ตั�งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ทําให ้ ผู้ป่วยโรคมะเร็งสวนหนึ�ง ไม่สามารถมาโรงพยาบาล ่ ตามนัดของแพทย์ได ้ และเสยงต่อการติดเช ี� อ ื� ได ้ง่าย ทําให ้ทางศูนย์ความเป็นเลิศฯ โรคมะเร็ง ครบวงจร จัดทําโครงการ “บริการผู้ป่ วยมะเร็ง หนึ�งชองทางผ่านแอพพลิเคช ่ ั� น Line@Chula cancer” เป็ นบริการผู้ป่ วยโรคมะเร็งที�รักษาใน โรงพยาบาลจุฬาฯ ได ้แก่ อายุรกรรมมะเร็งผู้ใหญ่ มะเร็งรังสรักษา และมะเร็งโลหิตในเด็ก โดย ี คุณสมบัติแพลตฟอร์มของแอปพลิเคชั นไลน์ ออฟฟิชเชยลแอคเคานท์สามารถประยุกต์ใช ี งาน ้ ในการสร ้างเนื�อหาต่างๆ ลงได ้ รวมถึงสามารถสง ่ ข ้อความ รูปภาพและวิดีโอ โดยเนื�อหาจะแจ ้ง เตือนบนแอปพลิเคชั นไลน์ เหมือนเวลาได ้รับ ข ้อความจากเพื�อน ด ้วยการกดส่ งข ้อความที� ต ้องการครั�งเดียว สามารถสงถึงกลุ่มเป้าหมาย ่ ได ้ทุกคน (boardcast) หรือช่ องทางการให้ ความรู้ในรูปแบบอินโฟกราฟิกต่างๆ การฝัง link ข ้อมูลต่างๆ ที�มีประโยชน์บนริชเมนู (rich menu) และให ้คําปรึกษาแก่ผู้ป่ วยหรือผู้ดูแล การให ้ ความรู้ และให ้คําปรึกษาผ่านไลน์แอปพลิเคชน ั ออฟฟิชเชยลแอคเคานท์ สามารถลดความเครียด ี และเพิ�มความเชอมั�นในศ ื� กยภาพของตนเองและ ั ผู้ดูแลได ้ การให ้คําปรึกษาผ่านแอพพลิเคชน Line@ ั� Chulacancer มีทีมพยาบาลของศูนย์ความเป็น เลิศฯ โรคมะเร็งครบวงจร เป็ นแอดมิน และที� ปรึกษาเป็นแพทย์ประจําบ ้านต่อยอดมะเร็ง ปี 2 และแพทย์มะเร็งโลหิตในเด็ก เปิดบริการเฉพาะ ในวันและเวลาราชการ (08.00-16.00 น.) วัตถุประสงค์ เพื�อ 1) ติดตามอาการจากการกดไขกระดูก ซงเกิด ึ� จากค่าของเม็ดเลือดขาว, เม็ดเลือดแดง และ เกล็ดเลือดตํ�าสุดจากค่าปกติ (Nadir period) ในผู้ป่ วยที�ได ้รับยาเคมีครั�งแรก 2) การสงผลเลือดก่อนรับยาเคมีบําบัด ่ 3) การเลื�อนนัดที�จําเป็นในชวงที�มีการระบาด ่ ของโควิด 19 4) ให ้คําปรึกษาอาการข ้างเคียงต่างๆ จาก การรักษา เพื�อให ้สามารถดูแลอาการเบื�องต ้น ด ้วยตนเอง 5) ลดความเสยงต่อการติดเช ี� อเมื�อเดินทาง ื� มาโรงพยาบาล รูปส่ วนประกอบของริชเมนูแอพพลิเคชั� น Line@Chulacancer วิธีดําเนินการ (Methods) : โครงการ “ บริการผู้ป่วยมะเร็ง หนึ�งชองทาง ่ ผ่านแอพพลิเคชน Line@Chulacancer ” เริ�ม ั� จัดทําเมื�อ 1 เมษายน 2563 จนถึงปัจจุบัน ซง ึ� เป็ นช่ วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กลุ่มเป้าหมายเป็ นผู้ป่ วยโรคมะเร็งที�รักษาใน โรงพยาบาลจุฬาฯ ได ้แก่ หน่วยอายุรกรรม มะเร็งผู้ใหญ่ มะเร็งรังสรักษา และ มะเร็งโลหิต ี ในเด็ก โดยผู้ป่ วยหรือญาติสแกนคิวอาร์โค๊ดที� มีการประชาสมพันธ์ หรือแอดไลน์ไอดี ช ั อบัญช ื� ี “@Chulacancer” เพื�อเพิ�มเป็นเพื�อน กดริชเมนู เพื�อศกษาข ้อมูลด ้วยตนเอง และสามารถส ึ ่ ง ข ้อความเพื�อขอคําปรึกษาได ้ ดังรูป โดยมี พยาบาลของศูนย์ความเป็นเลิศฯ โรคมะเร็งครบ วงจร เป็นแอดมิน และที�ปรึกษาเป็นทีมแพทย์ ประจําบ ้านต่อยอดมะเร็ง ปี 2 และแพทย์มะเร็ง โลหิตในเด็ก เปิดบริการเฉพาะในวันและเวลา ราชการ (08.00-16.00 น) สรุปและอภิปรายผล (Conclusion and Discussion) : จากผลการดําเนินโครงการ ได ้นําประเด็นต่างๆ และข ้อเสนอแนะจากการทําแบบประเมินความพึงพอใจ นํามาจัดทํา education tools สํ าหรับผู้ป่ วยโรค มะเร็งแต่ละชนิดที�พบบ่อย และพัฒนาบริการงาน ที�เป็นเฉพาะโรคมากขึ�น โดยนํา education tools มาเชอมโยง (link) กับริชเมนูของแอปพลิเคช ื� นไลน์ ั ออฟฟิชเชยลแอคเคานท์ เพื�อสะดวกกับผู้ใช ี บริการ ้ ในการหาความรู้เบื�องต ้นด ้วยตนเอง และสามารถ ดูแลตนเองได ้มากขึ�น กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) : เอกสารอ้างอิง (References) 1. LINE Corporation. LINE for business [อินเตอร์เน็ต]. 2563 [เข ้าถึงเมื�อ 2563 เม.ย.01]. เข ้าถึงได ้จาก: https://lineforbusiness.com/th/ service/line-oa-features 2. สุมนกาญจน์ ลาภกิตติเจริญชั ย. ผลของ โปรแกรมการให ้คําปรึกษาผ่านไลน์แอพพลิเคชน ั� ที�มีต่อความเครียด และความเชอมั�นในศ ื� ั กยภาพ ของตนเองของผู้ดูแลผู้ป่ วยล ้างไตทางชองท ้อง. ่ วารสารกรมการแพทย์. 2563; 45(3):42-50. ผลลัพธ์ (Results) : ผลการดําเนินโครงการ ตั�งแต่ 1 เมษายน 2563 - 27 มกราคม 2566 มีผู้ใชบริการ รวม ้ จํานวน 2,761 คน ตัวชวัดสรุปดังตาราง ี� ผู้รับผิดชอบโครงการ : นางสาวกันยารัตน์ สนสุวรรณกุล พย.ม. ิ (การพยาบาลผู้ใหญ่) ผู้ชํ านาญการพิเศษ พยาบาล 7, การจัดการ รายโรคศูนย์ความเป็นเลิศฯ โรคมะเร็งครบ วงจร ตึกอาทร ชน 2 ั� Miss kanyarat Sinsuwannakul M.N.S. (Adult Nursing) Senior Professional Level Register Nurse 7, Disease Management, EC Cancer, Arthon Building 2 nd Floor E-mail: [email protected] ที�ปรึกษา : พญ.ปิยะดา สทธิเดชไพบูลย์ ิ หน่วยมะเร็งวิทยา ตัวชวัดี� งาน Line@ chulacancer 1. การเลื�อน นัดหมาย 2. การสงปรึกษา ่ ผลเลือด 3. ความพึงพอใจ ของผู้ป่ วย/ญาติ เป้ า (ร้อยละ) 95 95 80 100 100 74.4 (ระดับ มาก ที�สุด) 100 100 73.3 (ระดับ มาก ที�สุด) 100 100 72.7 (ระดับ มาก ที�สุด) 100 100 86.7 (ระดับ มาก ที�สุด) 63 64 65 1 ต.ค. 65- 27 ม.ค.66 สถิติ 1 เม.ย. 63 - 30 ก.ย.65 และ 1 ต.ค. 65- 27 ม.ค.66 กิจกรรม การพัฒนา พัฒนาระบบ บริการ เพื�อให ้ user friendly
Interprofessional simulation-based training in Obstetrics and Gynecology Interprofessional simulation-based training in Obstetrics and Gynecology โครงการฝกทักษะเสมือนจริงแบบสหสาขาวิชา ทางสูติศาสตร-นรีเวชวิทยา โครงการฝกทักษะเสมือนจริงแบบสหสาขาวิชา ทางสูติศาสตร-นรีเวชวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย คําสาคัญ : ํ in situsimulation, OBGYN, สหสาขาวิชา, สถานการณ์ฉุกเฉินทางสูติศาสตร์ สรุปผลงานโดยย่อ : โครงการเป็นการฝึกทักษะผ่านสถานการณ์ ฉุกเฉินจําลองทางสูติศาสตร์ที�สามารถเกิดขึ�นได ้ ในห ้องคลอด เชน การช ่ กระหว่างคลอด (Eclampsia) ั การตกเลือดหลังคลอด (Postpartum hemorrhage) นํ�าครํ�าอุดตันในกระแสเลือด (Amniotic fluid embolism) เป็นต ้น โดยใชหุ่นจําลองเสมือนจริง ้ และสถานที�จริง โดยจัดสถานการณ์จําลองใน ห ้องคลอด (in situsimulation) ให ้ผู้เข ้าร่วมมี ความรู้สกสมจริงที�สุด (immersive) เพื�อเพิ�มพูน ึ ประสบการณ์ และทักษะทางด ้านคลินิกแก่บุคลากร ทางการแพทย์ในสหสาขา ทั�งพยาบาล วิสญญีแพทย์ ั และสูติแพทย์ ให ้สามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน ที� อาจเกิดขึ�นภายในห ้องคลอดได ้อย่างมีประสทธิภาพ ิ เชน การลดอัตราการบาดเจ็บ และเส ่ ยช ี วิตของ ี ผู้ป่วย โดยเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วย (patient’s safety) และเน้นการทํางานร่วมกันระหว่างวิชาชพ ี เพื�อให ้เกิดความปลอดภัยกับบุคลากร (personnel’s safety) และเพิ�มประสทธิภาพในการทํางาน ิ ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : สถานการณ์ฉุกเฉินทางสูติศาสตร์ เป็ น สถานการณ์ที�ไม่ได ้เกิดขึ�นบ่อย แต่ถ ้าเกิดขึ�นมัก มีความรุนแรงและความเสยงสูงต่อผู้ป่ วย และ ี� ความเสยงในการถูกฟ้องร ้องต่อบุคลากรทางการ ี� แพทย์ หากดูแลรักษาผิดพลาด ซงสถานการณ์ ึ� เหล่านี� บุคลากรอาจไม่เคยพบ ทําให ้มีการดูแล รักษาไม่ได ้มาตรฐาน หรือตอบสนองต่อสถานการณ์ ได ้ไม่ทันท่วงที นอกจากนี� ในสถานการณ์ดังกล่าว การทํางานร่วมกันในสหสาขาวิชาชพมีความส ี าคัญ ํ ทางภาควิชาสูติฯ จึงจัดทําโครงการนี�ขึ�น เพื�อ เพิ�มพูนประสบการณ์ และทักษะทางด ้านคลินิก แก่บุคลากรทางการแพทย์ เป้ าหมาย : - เพื�อให ้ผู้เรียนสามารถตระหนัก และรับมือ กับสถานการณ์ฉุกเฉินได ้อย่างมีประสทธิภาพ ิ ภายใต ้การเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จําลองในระยะ เวลา 15-20 นาที - เพื�อให ้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง - เพื�อลดอัตราการบาดเจ็บและเสยช ี วิตของ ี ผู้ป่ วย - เพื�อให ้เกิดการทํางานเป็ นทีมสหสาขา อย่างมีประสทธิภาพและปลอดภัย ิ กิจกรรมการพัฒนา (process) 2. กิจกรรม debrief หลังการจําลองสถานการณ์ - ผู้เข ้าร่วมโครงการเกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์ และพัฒนาตนเอง รูปที� 1 ร ้อยละการเคยเข ้ารับการฝึก Simulation รูปที� 2 ร ้อยละของความมั�นใจในการรับมือกับสถานการณ์ ฉุกเฉินทางสูติฯ กิจกรรมการพัฒนา (process) แนวคิดการออกแบบตามเป้าหมายความ ปลอดภัยของผู้ป่ วย 1. กิจกรรมสถานการณ์จําลอง โดยจําลอง สถานการณ์ฉุกเฉินที�สามารถเกิดขึ�นได ้ภายใน ห ้องคลอด เชน ภาวะตกเลือดหลังคลอด ภาวะช ่ ก ั ในครรภ์เป็นพิษ (Eclampsia) และ ภาวะนํ�าครํ�า อุดตันหลอดเลือดที�ปอด (Amniotic fluid embolism) - มีการพัฒนาทักษะการสอสาร การประเมิน ื� สถานการณ์ กระบวนการตัดสนใจ และการทํางาน ิ เป็นทีมระหว่างทีมงานภายในห ้องคลอด ได ้แก่ สูติ-นรีแพทย์ พยาบาล และวิสญญีแพทย์ ั บทเรียนที�ได้รับ : - ทักษะพื�นฐานในการประเมินผู้ป่ วย การคิด วิเคราะห์สถานการณ์มีความสํ าคัญ - บุคลากรทางการแพทย์ต ้องมีการสื� อสาร ระหว่างกัน และ มีการประเมินสถานการณ์ระหว่าง รักษาอย่างต่อเนื�อง เพื�อให ้การรักษามีความแม่นยํา และมีประสทธิภาพ ิ - ความเป็นผู้นํา(leadership) มีความสาคัญใน ํ กระบวนการดูแลรักษาผู้ป่ วย เพื�อสร ้างความเข ้าใจ และกําหนดทิศทางในการทํางานกับคนในทีมได ้ อย่างมีประสทธิภาพ ิ - การทําโครงการเพื�อการพัฒนา ควรมีการดําเนิน การอย่างต่อเนื�อง และมีหลากหลายสถานการณ์ การประเมินผลการเปลี�ยนแปลง (performance) : ผลการจัดทําโครงการระยะเวลา 2 วัน (28-29 พฤศจิกายน 2565) จากการทําแบบสอบถาม ของผู้เข ้าร่วมจํานวน 36 คน พบว่า ผู้เข ้าร่วม โครงการ ร ้อยละ 52.78 ไม่เคยผ่านการเข ้าฝึก อบรม Simulation มาก่อน ดังรูปที� 1 และพบว่า หลังเข ้าร่วมโครงการ ผู้เรียนมีความมั�นใจในการ รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินทางสูติฯ เพิ�มมากขึ�น จาก 2.58 คะแนน เป็น 3.50 คะแนน ดังตาราง ที� 1 และ รูปที� 2 ตารางที� 1 ผลการทําแบบสอบถาม สมาชกทีม : ิ รศ.นพ.เรืองศั กดิ� เลิศขจรสุข รศ.พญ.ชนา โอฬารรัตนพันธ์ ิ อ.พญ.ณัฐชา พูลเจริญ อ.พญ.ณัฏฐ์กฤตา โพธิพรธวัฒน์ คุณรุ่งระวี ทวีทุน ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา พญ.พิชญ์ชณัณ อบเชยเทศ ศูนย์ฝึกทักษะเสมือนจริง ผศ.นพ.ตุลชย อินทรัมพรรย์ ั รศ.พญ.กัญญา คําวิลัยศั กดิ� ภาควิชาวิสญญีวิทยา ั คุณกาญจนา มะณีปํ� า พยาบาลห้องคลอด การติดต่อกับทีมงาน : น.ส.รุ่งระวี ทวีทุน ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารอุปการเวชชกิจ ชน 7 ที� 1873 ถนนพระราม 4 ั� แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. 10330 โทรศพท์: 02 256 4000 ต่อ 2080 ั e-mail address: [email protected] รายการ ความมั�นใจในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน ทางสูติฯ ก่อนมาร่วมโครงการ ความมั�นใจในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน ทางสูติฯ หลังมาร่วมโครงการ ประโยชน์ที�ได ้ในแง่การวินิจฉัยสถานการณ์ ฉุกเฉินทางสูติฯ ประโยชน์ที�ได ้ในแง่การจัดการสถานการณ์ ฉุกเฉินทางสูติฯ ประโยชน์ที�ได ้ในแง่การปฏิบัติงานเป็นทีม ประโยชน์ที�ได ้ในแง่การทํางานกับสหสาขา ประโยชน์ที�ได ้ในแง่การสอสารในการทํางาน ื� การมองเห็นสงที�ควรพัฒนาของตัวเอง ิ� ค่าเฉลี�ย (เต็ม 4.00) 2.58 3.50 3.72 3.72 3.67 3.69 3.64 3.69 ร้อยละการเคยเข้ารับการ Simulation 30.56 52.78 16.67 ไม่เคย เคยแล้ว 1 ครั้ง เคยมากกว่า 1 ครั้ง ความมั่นใจในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินทางสูติฯ ก่อนมาร่วมโครงการ ความมั่นใจในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินทางสูติฯ หลังมาร่วมโครงการ ความมั่นใจในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินทางสูติฯ น้อยมาก น้อย มาก มากที่สุด
ลดอ�ตราการเกิด ลดอัตราการเกิด Catheter-associated urinary tract infection (CAUTI) หอผู้ป่ วยภูมิสริฯ19B2 ิ ฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คําสาคัญ ํ : การติดเชื้อระบบทางเดินปสสาวะ,การใสคาสายสวน ปสสาวะ, catheter-associated urinary tract infection, CAUTI, nosocomial infection สรุปผลงานโดยย่อ : หอผูปวยภูมิสิริฯ 19 B2 รวมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ ไดดําเนินการตามแนวปฏิบัติ เพื่อลดอัตราการเกิด CAUTI เปนระยะเวลา 6 เดือน พบวาอัตราการเกิด CAUTI ลดลง เทากับ 0 ครั้ง/1000 catheter-day ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : หอผูปวยภูมิสิริฯ19B2ใหบริการรักษาพยาบาลผูปวย อายุรกรรมชายสามัญ ซึ่งมีกลุมผูปวยที่มีขอบงชี้ที่จําเปน ในการใสสายสวนคาปสสาวะ เพื่อติดตามอาการ และปองกัน ภาวะแทรกซอน จากขอมูลในป พ.ศ 2564 พบอัตราการเกิด Catheter-associated urinary tract Infection (CAUTI) 4.3 ครั้ง/1,000 catheter-day สูงกวาเปาหมายที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณกําหนด อัตราการเกิด CAUTI ≤2 ครั้ง/1,000 catheter-day ซึ่งสาเหตุเกิดจากปจจัยจาก ภาวะโรคของผูปวย การใสสายสวนคาปสสาวะในรายที่ ไมมีขอบงชี้ผูปฎิบัติงานทําตามแนวทางปฏิบัติการปองกัน การเกิด CAUTI ไมครบทุกขั้นตอนรวมถึงระยะเวลาในการ ใสสายสวนในบางรายนานเกินไป คาเฉลี่ยในการใสสาย สวนคาปสสาวะ เทากับ 7.5 วัน/ราย อัตราการเกิด CAUTI ที่สูงขึ้น สงผลทําใหผูปวยเสี่ยงตอภาวะพิการ หรือการ เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ระยะเวลานอนรักษาในโรงพยาบาลนานขึ้น และคาใชจายของการรักษาเพิ่มขึ้น หอผูปวยจึงไดเห็นถึง ความสําคัญ และไดพัฒนาแนวทางการปฏิบัติเพื่อลด อัตราการเกิด CAUTI ที่มีประสิทธิภาพ เป้ าหมาย : เพื่อลดอัตราการเกิด CAUTI ในหอผูปวยภูมิสิริฯ 19B2 ≤ 2.0 ครั้ง/ 1,000 catheter-day ในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต เมษายน ถึงกันยายน พ.ศ. 2565 กิจกรรมการพัฒนา (process) มีการพัฒนารูปแบบการตรวจสอบการปฏิบัติตาม แนวทางการปองกันการเกิด CAUTI มีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้ 1. กําหนดขอบงชี้ในการใสสายสวนปสสาวะเฉพาะ ในรายที่จําเปนเทานั้น ไดแก 1.1 มีปญหาการอุดกั้นของทางเดินปสสาวะ 1.2 มี Neurogenic bladder 1.3 ตองการ monitor urine output/hour 2. การใสสายสวนปสสาวะตองปฏิบัติตามแนวทาง การสวนปสสาวะ/ใสสายสวนคาปสสาวะ 2.1 ใหขอมูลแกผูปวยและญาติเกี่ยวกับขอบงชี้ การคาสายสวนปสสาวะ และการดูแลขณะไดรับการคา สายสวนปสสาวะ 2.2 ลางมือแบบ hygienic hand washing และ เตรียมอุปกรณในการคาสายสวนปสสาวะที่ปราศจาก เชื้อใหครบถวน 2.3 ทําความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธดวย สบูและนํ้าสะอาด และเช็ดบริเวณรูเปดทอปสสาวะ (Meatus) กอนใสสายสวนปสสาวะดวย NSS 2.4 สวนปสสาวะตามหลัก aseptic technique 2.5 ยึดตรึงสายสวนปสสาวะใหถูกตองโดยยึดตรึง ที่บริเวณทองนอย/ขาหนีบ 3. การดูแลผูปวยที่คาสายสวนปสสาวะตามแนว ปฏิบัติ 3.1 ลางมือแบบhygienic hand washing กอน และหลังการดูแลหรือสัมผัสสายสวนปสสาวะ 3.2 ทําความสะอาดรอบรูเปดของทอทางเดิน ปสสาวะและบริเวณอวัยวะสืบพันธุภายนอก ดวยสบูและ นํ้าสะอาด อยางนอยวันละ 2 ครั้ง และทุกครั้ง หลังถาย อุจจาระ 3.3 ดูแลใหการระบายปสสาวะอยูในระบบปด ตลอดเวลา 3.4 ดูแลใหปสสาวะไหลลงถุงรองรับปสสาวะได สะดวกตลอดเวลาและไมใหถุงรองรับปสสาวะสัมผัสพื้น 3.5 ดูแลเปลี่ยนพลาสเตอรที่ตรึงสายสวนปสสาวะ ทุกวัน 3.6 สังเกตลักษณะและจํานวนของปสสาวะลงใน บันทึกทางการพยาบาล 3.7 ติดสติกเกอร Foley catheter alert ที่หนา ปายและประเมินความจําเปนในการคาสายสวนปสสาวะ รวมกับแพทยผูรักษาทุกวัน 4. การเปลี่ยนสายสวนปสสาวะ เมื่อมีการอุดตัน หรือรั่ว และเปลี่ยนถุงรองรับปสสาวะทุก 1 เดือน โดย เขียนวันที่ ที่เปลี่ยนถุงติดไวที่ถุงรองปสสาวะทุกครั้ง 5. การถอดสายสวนปสสาวะออกตามแนวปฏิบัติ ควรถอดสายสวนปสสาวะออกทันทีเมื่อหมดขอบงชี้ 6. จัดใหมีกิจกรรมFoley’s catheter round ทุก สัปดาหโดยมีทีมที่ประกอบดวยอาจารยแพทย แพทย ประจําบาน และพยาบาลเพื่อประเมินขอบงชี้ในการใส สายสวนปสสาวะรวมกัน การประเมินผลการเปลี�ยนแปลง (performance) ภายหลังการนําแบบตรวจสอบการปฏิบัติ ตามแนวทางการปองกันการเกิด CAUTI โดย ประเมินผูปวยที่ใสสายสวนคาปสสาวะทุกราย ที่ เขารับการพักรักษาในหอผูปวยภูมิสิริฯ 19B2 ตั้งแตแรกรับจนถึง 48 ชั่วโมง หลังถอดสายสวน คาปสสาวะ พบจํานวนผูปวยที่ใสสายสวนคา ปสสาวะ ทั้งหมด 139 ราย โดยใสสายสวนคา ปสสาวะกอนเขาพักรักษาในหอผูปวย จํานวน 133 ราย โดยมีเพียง 39 รายที่ใสสายสวนคาปสสาวะ ตามขอบงชี้ ซึ่งทุกรายไดรับการดูแลตามแนวทาง ปฏิบัติการปองกันการเกิด CAUTI ครบ 100 เปอรเซ็นต แตยังมีผูปวยจํานวนหนี่ง ตองใสสาย สวนคาปสสาวะกลับบาน และผลจากการนําแบบ ตรวจสอบการปฏิบัติไปใช เมื่อเปรียบเทียบป พ.ศ 2564 และ 2565 พบวาจํานวนวันที่ใสสายสวนคา ปสสาวะลดลง คาเฉลี่ยในการใสสายสวนคา ปสสาวะเทากับ 4.1 วัน/ราย และอัตราการเกิด CAUTI ลดลงเทากับ 0 ครั้ง/1000 catheter-day จากการนําแบบตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทาง การปองกันการเกิด CAUTIทําใหหอผูปวยมีแนวทาง ปฏิบัติการปองกันการเกิด CAUTI ที่ชัดเจน มีการปฏิบัติ ไปในทิศทางเดียวกัน จนสงผลใหระยะเวลาในการใสสาย สวนลดลง ทําใหการเกิด CAUTIลดลงปองกันและลด การเกิดภาวะแทรกซอนที่จะเกิดกับผูปวย และสามารถ ลดจํานวนวันนอนในโรงพยาบาลได บทเรียนที�ได้รับ : บุคลากรในหอผูปวยทั้งทีมแพทย พยาบาล และ เจาหนาที่ มีแนวทางการปฏิบัติเพื่อลดอัตราการเกิด CAUTI รวมกันในทิศทางเดียวกัน โดยปญหาที่เกิดขึ้นใน ระหวางดําเนินโครงการ คือ มีการใสสายสวนคาปสสาวะ ไมตรงตามขอบงชี้ตามที่กําหนด เนื่องจากสวนใหญ มีการใสสายสวนคาปสสาวะกอนเขาพักรักษาในหอผูปวย แตเมื่อผูปวยเขาพักรักษาในหอผูปวย ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ ที่ชัดเจน และสามารถปฏิบัติไดครบทุกขั้นตอนและมีการ ติดตาม adherence ของแนวทางปฏิบัติทุกสัปดาห์ สามารถลดอัตราการเกิด CAUTI ไดอยางมีประสิทธิภาพ และสามารถขยายโครงการไปยังหอผูปวยอื่นๆ ที่มี อุบัติการณ CAUTI สูง สมาชกทีม : ิ ศ.ดร.นพ.ชุษณา สวนกระตาย ที่ปรึกษาดานการรักษาพยาบาล พว.สุพรรณา อัชชศิริ ที่ปรึกษาดานเทคนิคการพยาบาล พว.วลัยลักษณ สุภาคํา ผูดําเนินโครงการ พว.สุภาพร พลายบุญ ผูดําเนินโครงการ ทีมบุคลากรหนวยงานหอผูปวยภูมิสิริฯ 19B2 ผูรวมดําเนินโครงการ การติดต่อกับทีมงาน : พว.วลัยลักษณ สุภาคํา หัวหนาหอผูปวยภูมิสิริฯ 19 B2 ฝายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย Email: [email protected] โทร. 02-2564000 ตอ 81923-5
ลดอ�ตราการเกิดภาวะอุณหภูมิกายตํ่ากวา 36.0 ˚C ในผูปวยที่ไดรับการรักษาบําบัดทดแทนไต ชนิดตอเนื่อง (Continuous renal replacement : CRRT) อาคารภูมิสริฯ 10B ไอซ ิ ยูอายุรรรม 2 ี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คําสาคัญ ํ : CRRT สรุปผลงานโดยย่อ : การปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ (GUIDELINE TEMPERATURE MANAGEMENT DURING CRRT) ที่สรางขึ้นใหมส งผลใหอัตราการเกิดภาวะอุณหภูมิกาย ตํ่ากวา 36.0 ˚C ลดลง ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : การบําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่อง ( Continuous renal replacement, CRRT ) เปนการรักษาที่มี ประสิทธิภาพและเหมาะสมกับผูปวยที่อยูในภาวะวิกฤต โดยภาวะแทรกซอนที่สําคัญ คือ การเกิดภาวะอุณหภูมิกาย ตํ่าผลของภาวะอุณหภูมิกายตํ่า ทําใหอัตราการแลก เปลี่ยนกาซออกซิเจนกับคารบอนไดออกไซดลดลง สงผล ตอระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือดเ กิดภาวะหัวใจ เตนชาผิดปกติ ภาวะไมสมดุลของเกลือแรในรางกาย (Sequeira, Mohamed, Hakimi, Wakefield, & Fine, 2017) รวมทั้งเพิ่มวันนอนในการรักษา หรือสงผลรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตไดจากภาวะอุณหภูมิกายที่ตํ่า และไมไดรับ การแกไข (Kiekkas et al.,2018) จากการเก็บขอมูล ตั้งแต วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เปนระยะเวลา 1 ป มีผูปวยที่ไดรับการรักษาบําบัด ทดแทนไตชนิดตอเนื่อง (CRRT) จํานวนทั้งหมด 55 ราย ผูปวยเกิดภาวะอุณหภูมิกายตํ่ากวา 36.0 ˚C ขณะไดรับ การรักษาดวยการบําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่อง (CRRT) จํานวน 24 ราย คิดเปนรอยละ 44 ของผูปวยที่ไดรับ การรักษาบําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่องทั้งหมด และจากเก็บรวบรวมขอมูลเชิงลึกในหนวยงานอีกครั้ง จากการสังเกตการใหการพยาบาล และทบทวนการบันทึก ทางการพยาบาลในการปองกันและการดูแลผูปวยที่มี ภาวะอุณหภูมิกายตํ่ากวา 36.0 ˚C ขณะไดรับการรักษา ดวยการบําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่อง (CRRT) พบวา สาหตุเกิดจากขาดการประเมินอุณหภูมิผูปวยในชั่วโมง แรกหลังเริ่มการบําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่อง (CRRT) การพิจารณาเริ่มใชเครื่อง Warmer Blanket และการตั้ง อุณหภูมิที่เหมาะสมของเครื่อง Warmer Blanket และ Blood warmer ในเครื่อง CRRT และขาดการสื่อสารและ สงตอขอมูลการดูแลผูปวยที่มีภาวะอุณหภูมิกายตํ่า เป้ าหมาย : ลดอัตราการเกิดภาวะอุณหภูมิกายตํ่ากวา 36.0 ˚C ในผูปวยที่ไดรับการรักษาบําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่อง (Continuous renal replacement, CRRT) จากรอยละ 44 เหลือรอยละ 20 ภายในระยะเวลาดําเนินกิจกรรม 8 เดือน กิจกรรมการพัฒนา (process) 7.1 จัดทําสื่อการเรียน เรื่องการปองกันและดูแลผูปวย ที่มีภาวะอุณหภูมิกายตํ่าขณะไดรับการรักษาบําบัดทดแทน ไตชนิดตอเนื่อง เพื่อใหบุคลากรศึกษาดวยตนเอง (Self-learning) โดยทําแบบทดสอบกอนและหลัง การศึกษาดวยตนเอง พบวา คะแนนเพิ่มขึ้นจากรอยละ 64.4 เปน 91.2 และเมื่อนําแนวทางปฏิบัติไปใช พบ บุคลากรมีความรูเพิ่มมากขึ้นเปนรอยละ 97.8 7.2 สรางแนวทางปฏิบัติในการปองกันการเกิด ภาวะอุณหภูมิกายตํ่า ขณะผูปวยไดรับการรักษาบําบัด ทดแทนไตชนิดตอเนื่อง (GUIDELINE TEMPERATURE MANAGEMENT DURING CRRT) Version 1.0 ที่ ครอบคลุมขั้นตอน ไดแก การประเมินอุณหภูมิกาย กอนเริ่ม On CRRT การประเมินอุณหภูมิกายหลังเริ่ม onCRRT การพิจารณาการเริ่มใชและการตั้งอุณหภูมิ warmer blanket ที่เหมาะสม การตั้งอุณหภูมิ Blood warmer ในเครื่อง CRRT ที่เหมาะสม การประเมิน อุณหภูมิกายหลังการเริ่มใช warmer blanket และการ พิจารณาหยุดใช warmer blanket จาการวิเคราะหขอมูลภายหลังการนําแนวทาง ปฏิบัติไปใช พบวา มากกวารอยละ 40 ของผูปวยไดรับ การรักษาบําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่อง มีภาวะอุณหภูมิกาย ตํ่ากวา 36 ˚Cหลังไดรับการรักษาบําบัดทดแทนไตชนิด ตอเนื่อง 4 ชั่วโมง และมีผูปวยบางรายไมสามารถใชผา หมรอนได จึงไดปรับแนวทางปฏิบัติในการปองกันการเกิด ภาวะอุณหภูมิกายตํ่าขณะผูปวยไดรับการรักษาบําบัด ทดแทนไตชนิดตอเนื่อง (GUIDELINE TEMPERATURE ANAGEMENT DURING CRRT) Version 2.0 โดยระบุ Inclusion and ExclusionCriteria ที่ชัดเจนมากขึ้น ภายหลังนําแนวทางปฏิบัติ Version 2.0 ไปใช พบวา บุคลากรสามารถใชแนวทางปฏิบัติในการตัดสินใจเริ่มใช Warmer blanket ไดรอยละ 100 อัตราผูปวยไดรับการรักษา บําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่องมีภาวะอุณหภูมิกายตํ่ากวา 36 ˚C ลดลงตามเปาหมายที่กําหนด 7.3 พยาบาลเจาของไขเขียนบันทึกกิจกรรม ทางการพยาบาลที่ไดปฏิบัติจริง เพื่อแกไขภาวะ อุณหภูมิกายตํ่า และสงตอขอมูลระหวางเวร 7.4 จัดหาอุปกรณ warmer blanket เพิ่มเติม เพื่อใหเพียงพอตอการใชงานการประเมินผลการ เปลี่ยนแปลง (Performance) บทเรียนที�ได้รับ : การสรางแนวทางปฏิบัติเพื่อปองกันและดูแล ผูปวยที่มีภาวะอุณหภูมิกายตํ่ากวา 36.0 ˚C ขณะ ไดรับการบําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่อง (CRRT) ชวยใหพยาบาลมีแนวทางการปฏิบัติการพยาบาล ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีการประเมิน อุณหภูมิกายผูปวยกอนการรักษา และติดตามภาวะ อุณหภูมิกายอยางใกลชิด ตลอดระยะเวลาการรักษา การใชเครื่อง Warmer Blanket ในการสรางความ อบอุนแกรางกายตั้งแตเริ่มรักษาบําบัดทดแทนไต ตลอดจนมีการสื่อสารและบันทึกขอมูลทางการพยาบาล เพื่อสงตอขอมูลในการดูแลผูปวยไดอยางตอเนื่อง สรุปผลทางตรง : ลดอัตราการเกิดภาวะอุณหภูมิกายตํ่ากวา 36.0 ˚C ในผูปวยที่ไดรับการรักษาบําบัดทดแทนไต ชนิดตอเนื่อง (Continuous renal replacement, CRRT) จากรอยละ 44 เหลือรอยละ 19 เกินเปาหมาย ที่ตั้งไว และจากการติดตามเก็บขอมูลตอเนื่องในปี 2565 มีผูปวยที่ไดรับการรักษาบําบัดทดแทนไต ชนิดตอเนื่องทั้งหมดจํานวน 55 ราย ไมพบผูปวย มีภาวะอุณหภูมิกายตํ่าขณะไดรับการรักษาบําบัด ทดแทนไตชนิดตอเนื่อง สมาชกทีม : ิ นางสาวอรุณฉัตร จิระโอฬารวัชร นางสาวชุติมา เนียมศรี นางสาวณัฐธิดา อธิพัฒนเมธากุล นางสาวสุชาฤดี ทองคํา เลขานุการ นางสาววิภาวรรณ บัวสรวง ผูตรวจการพยาบาล การติดต่อกับทีมงาน : พว.สุจินดา พิภพสุทธิไพบูลย หนวยงานภูมิสิริฯ 10B MICU2 โทรศัพท 02-2564000 ตอ 81020-3 [email protected] รายการ ผูปวยไดรับการรักษาบําบัด ทดแทนไตชนิดตอเนื่อง ผูปวยที่มีภาวะอุณหภูมิกายตํ่า กวา 36 ˚C ขณะไดรับการรักษา บําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่อง กอนแกปญหา (ราย) 55 24 คิดเปน44% หลังแกปญหา (ราย) 16 3 คิดเปน19% แนวทางปฏิบัติในการปองกันการเกิดภาวะอุณหภูมิกายตํ่า ขณะผูปวยไดรับการรักษาบําบัดทดแทนไตชนิดตอเนื่อง (CRRT) 1. ประเมินสัญญาณชีพ ตรวจรางกาย และประเมินความรูสึกตัว ของผูปวย กอนเริ่มการรักษาบําบัดทดแทนไต (CRRT) เพื่อคนหาผูปวยที่มี แนวโนมอุณหภูมิกายตํ่ากวาหรือเทากับ 36 ˚C ภายหลังเริ่มการรักษา บําบัดทดแทนไต (CRRT) ใหไดรับการดูแลรักษาไดอยางทันทวงที ปองกัน การเกิดภาวะแทรกซอนที่อาจเกิดขึ้นจากการมีภาวะอุณหภูมิกายตํ่าตอ ระบบตางๆ ของรางกาย 2. ตั้งอุณหภูมิ Blood warmer ในเครื่อง CRRT ไวที่ 37 ˚C 3. ประเมินสัญญาณชีพทุก 15 นาที x 4 ครั้ง, ทุก 30 นาที x 2 ครั้ง และทุก 1 ชั่วโมง ตามแนวทางการดูแลผูปวยหลังเริ่มดึงเลือดพรอมทั้ง วัดอุณหภูมิกายทันที 4. เมื่อวัดอุณหภูมิกายหลัง on CRRT แลว ใหปฎิบัติตามแนวทาง การปองกันภาวะอุณหภูมิกายตํ่าขณะ on CRRT โดยเตรียมอุปกรณ warmer blanket จัดสภาพแวดลอม ปรับอุณหภูมิในหองผูปวยอยาง เหมาะสมประมาณ 22 -24 ˚C พรอมทั้งแจงใหผูปวยรับทราบและอธิบาย วัตถุประสงคในการ on warmer blanket เพื่อปองกันภาวะอุณหภูมิกายตํ่า หลังจากนั้นดูแลใหผูปวย on warmer blanket ดังนี้ อุณหภูมิกายตํ่ากวา 36.0 ˚C - On Warmer Blanket โดยตั้งอุณหภูมิที่ 43.3 ˚C - ประเมินและติดตามสัญญาณชีพหลังการ on warmer blanket อยางใกลชิด โดยวัดสัญญาณชีพและวัดอุณหภูมิกายทุก 1 ชั่วโมง X 4 ครั้ง ทุก 2 ชั่วโมง X 2 ครั้ง จนกวาอาการ สัญญาณชีพและอุณหภูมิกายจะ คงที่ในชวง 36.5 – 37.4 ˚C และวัดทุก 4 ชั่วโมงตามปกติ อุณหภูมิกายมากกวาหรือเทากับ 36.0 ˚C แตนอยกวา 37 ˚C (หรือ BT อยูในชวง 36.0 – 36.9 ˚C) - On Warmer Blanket โดยตั้งอุณหภูมิ Warmer Blanket ที่ 37.8 ˚C - ประเมินและติดตามสัญญาณชีพหลังการ on warmer blanket อยางใกลชิด โดยวัดสัญญาณชีพและวัดอุณหภูมิกายทุก 2 ชั่วโมง X 2 ครั้ง จนกวาอาการ สัญญาณชีพและอุณหภูมิกายจะคงที่ในชวง 36.5 – 37.4 ˚C และวัดทุก 4 ชั่วโมงตามปกติ อุณหภูมิกายมากกวาหรือเทากับ 37.0 ˚C - ประเมินและติดตามสัญญาณชีพและวัดอุณหภูมิกายทุก 2 ชั่วโมง X 1 ครั้ง และวัดทุก 4 ชั่วโมงตามปกติ 5. ประเมินและเฝาระวังการเกิดความผิดปกติของผิวหนังหลัง on warmer blanket อยางใกลชิด สังเกตและบันทึกระดับความรูสึกตัว ความสามารถในการเคลื่อนไหวของแขนขา เฝาระวังการเกิดความผิด ปกติของผิวหนัง และสอบถามระดับความสุขสบาย (หากสามารถประเมินได) ทุก 2 – 4 ชั่วโมง ตามความเหมาะสม 6. หากผูปวยไดรับการแกไขภาวะอุณหภูมิกายตํ่าใหดีขึ้นแลว รวม ทั้งมีแนวโนมตอการเกิดอุณหภูมิกายสูงมากกวาหรือเทากับ 37.0 ˚C ให พิจารณา เลิกใช warmer blanket และติดตามประเมินสัญญาณชีพ หลังการ Off warmer blanket อยางใกลชิด โดยการวัดสัญญาณชีพ และอุณหภูมิกายทุก 2 ชั่วโมง X 1 ครั้ง และทําการวัดทุก 4 ชั่วโมงตาม ปกติ 7. หากผูปวยมีแนวโนมอุณหภูมิกายลดตํ่าลงนอยกวา 36.0 ˚C หรือมากกวาหรือเทากับ 36.0 ˚C แตนอยกวา 37 ˚C (BT อยูในชวง 36.0 – 36.9 ˚C) ใหทําการประเมิน ติดตาม และพิจารณาใช Warmer blanket ตา
โครงการจัดการความปวดดวยการประคบเย็น ร วมกับการใชผารัดหนาทองในผูป วยนรีเวชที่ ไดรับการผ าตัดแบบเปดหนาทอง ฝายการพยาบาล หอผูปวยภูมิสิริมังคลานุสรณ ชั้น 17 โซนบี นรีเวชกรรม รพ.จุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย คําสาคัญ : ํ ประคบเย็น/ผ ้ารัดหน้าท ้อง/ผ่าตัดแบบเปิด หน้าท ้อง สรุปผลงานโดยย่อ : จํานวนผู้ป่ วยนรีเวชกรรมที�เข ้ารับการผ่าตัด ตั�งเเต่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2564 ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ทั�งหมด 478 ราย ได ้รับการผ่าตัด หน้าท ้องเเบบเปิดหน้าท ้อง จํานวน 163 ราย คิดเป็ นร ้อยละ 34.10 มีผู้ป่ วยเข ้าร่วมโครงการ จํานวน 157 ราย คิดเป็นร ้อยละ 96.32 ของผู้ป่วย ที�ได ้รับการผ่าตัดทางหน้าท ้องทั�งหมด อายุโดย เฉลี�ย 44.40 ปี หลังผ่าตัดวันที� 1 คะเเนนความปวด ก่อน ประคบเย็นครั�งที� � 1 เฉลี�ย 3.21 คะเเนน, หลัง ประคบเย็น ครั�งที� 1 คะเเนนความปวดเฉลี�ย 2.39 คะเเนน, คะเเนนความปวดลดลงคิดเป็ น ร ้อยละ 82, คะเเนนความปวดก่อนประคบเย็น ครั�งที� 2 เฉลี�ย 2.98 คะเเนน, หลังประคบเย็น ครั�งที� 2 คะเเนนความปวดเฉลี�ย 2.55 คะเเนน, คะเเนนความปวดลดลงคิดเป็นร ้อยละ 43 คะแนน ความปวดหลังผ่าตัดวันที� 1 ในผู้ป่ วยที�ได ้รับการ ประคบเย็นอยู่ในระดับ mild (PS 0-3 คะแนน) คิดเป็นร ้อยละ 100 ผู้ป่ วยที�เริ�มลุกเดินหลังผ่าตัดวันที� 1 จํานวน 150 ราย คิดเป็ นร ้อยละ 95.54 อีก 7 รายเป็ น ผู้ป่วยสูงอายุ เเละผ่าตัดใหญ่จึงไม่สามารถลุกเดิน Ambulate ได ้ผลจากการทําโครงการเเสดงให ้ เห็นว่าการจัดการความปวดด ้วยการประคบเย็น ร่วมกับการใชผ ้ารัดหน้าท ้องสามารถช ้ ่ วยลด คะเเนนความปวดในผู้ป่ วยนรีเวชที�ได ้รับการ ผ่าตัดแบบเปิดหน้าท ้องให ้อยู่ในระดับ mild (PS 0-3 คะแนน) เเละชวยให ้ลุกเดิน Ambulate ่ หลังผ่าตัดวันที� 1 ได ้มากกว่าร ้อยละ 90 ทั�งนี� การ Ambulate ยังขึ�นอยู่กับ status เดิมของ ผู้ป่ วยเเละลักษณะการผ่าตัดในผู้ป่ วยแต่ละราย ที�เเตกต่างกัน ดังนั�นสามารถนําโปรแกรมนี�ไป พัฒนาต่อยอดเพื�อชวยส ่ งเสริมให ้ผู้ป่วยได ้ลุกเดิน ่ Ambulate หลังผ่าตัดวันที� 1 ได ้อย่างดีที�สุดต่อไป ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : หอผู้ป่ วยภูมิสริมังคลานุสรณ์ ช ิ น 17 โซนบี ั� เป็นหอผู้ป่ วยนรีเวชกรรมสามัญ รับผู้ป่ วยที�มารับ การผ่าตัด รับยาเคมีบําบัด และรับการรักษาแบบ ประคับประคอง โดยผู้ป่ วยที�มารับการผ่าตัดในปี 2564 จํานวน 307 ราย ได ้รับการรักษาด ้วยการ ผ่าตัดแบบเปิดหน้าท ้อง (open abdominal surgery) จํานวน 108 ราย ซงเป็นการผ่าตัดใหญ่ ึ� ต ้องกระทําภายใต ้การระงับความรู้สก ใช ึ ระยะ ้ เวลาในการผ่าตัดเฉลี�ยนาน 90 – 130 นาที (Puri, Priya, & Tandon, 2019; Zafar, Iqbal, Tahira, Javed, & Noor, 2018) ทําให ้เนื�อเยื�อของ ร่างกายได ้รับการบาดเจ็บและไปกระตุ้นการตอบ สนองเหนือระดับไขสั นหลัง ทําให ้ร่างกายรับรู้ ความปวด (Pogatzki-Zahn, Segelcke, & Schug, 2017) โดยเฉพาะอย่างยิ�งหลังผ่าตัดวันที� 1 ผู้ป่วย จะมีอาการปวดชนิดเฉียบพลันหลังผ่าตัดในระดับ ปานกลางถึงมากร ้อยละ 75 (Chou et al., 2016) ดังการศึ กษาของสมพร ชนโนรส และคณะ ิ (Chinnoros, Jirapinyo, & Punpho, 2010) ที� พบว่า ผู้ป่ วยนรีเวชที�ได ้รับการผ่าตัดมดลูกทาง หน้าท ้องจะปวดสูงสุดขณะเคลื�อนไหวร่างกาย หลังผ่าตัด เนื�องจากบริเวณหน้าท ้องเป็นสวนที� ่ มีการเคลื�อนไหวมากและต่อเนื�อง การเคลื�อนไหว ร่างกาย เชน การนั�ง การยืน และเดินหลังผ่าตัด ่ จะกระตุ้นกล ้ามเนื�อที�ได ้รับการผ่าตัดให ้มีการ หดตัว สงผลให ้เกิดความปวดมากขึ�น ถ ้าไม่ได ้รับ ่ การแก ้ไขและจัดการอย่างเพียงพอ จะมีผลต่อ การฟื�นสภาพของร่างกายชาลงหลังผ่าตัด อาจ ้ ทําให ้ผู้ป่ วยมีอาการท ้องอืดเนื�องจากกระเพาะ อาหารและลําไสไม่ทํางาน เกิดภาวะแทรกซ ้ อน ้ เกี�ยวกับระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียน โลหิต เชน ภาวะปอดแฟบจากการหายใจไม่มี ่ ประสทธิภาพ และอาจภาวะลิ�มเลือดอุดตันที�ปอด ิ และขา ซงทําให ้เกิดอันตรายจนถึงแก่ช ึ� วิตได ้ ี (Brandsborg & Nikolajsen, 2018; Siriphan, 2016) การจัดการกับความปวดหลังผ่าตัดซงเป็ น ึ� ความปวดชนิดเฉียบพลัน มีวิธีการจัดการความปวด แบบใชยาและไม่ใช ้ ยาร่วมกัน (Thienthong, ้ 2020) สํ าหรับการจัดการความปวดโดยไม่ใชยา ้ เป็นวิธีการที�ชวยเพิ�มประส ่ ทธิภาพของการบรรเทา ิ ปวดด ้วยยา และชวยลดปริมาณยาบรรเทาปวด ่ ซงจะช ึ� วยให ้ผู้ป่ วยลดภาวะเส ่ ยงต่อการเกิดภาวะ ี� แทรกซอนของยาบรรเทาปวดที�ได ้รับ ตลอดจน ้ เป็ นบทบาทอิสระที�พยาบาลสามารถปฏิบัติได ้ ง่ายและมีความเสยงน้อย เช ี� น การใช ่ ความเย็น ้ ในอุณหภูมิระหว่าง 10 - 20องศาเซลเซี ยส (Khalkhali et al., 2014; Ratakorn Aimkosa & Chutinan Suksaard, 2017) จะมีประสทธิภาพ ิ มากต่อการบาดเจ็บเฉียบพลัน (Birnie, Parker, & Chambers, 2016; Khalkhali et al., 2014) ความเย็นสามารถทําให ้เซลล์เนื�อเยื�อลดการเผา ผลาญพลังงานและลดการหลั�งสารเคมีที�กระตุ้น ปลายประสาทรับความรู้สกปวด เช ึ น ฮ ่ สตามีน ี และกรดแลคติค โดยความเย็นที�ใชอุณหภูมิ ้ ระหว่าง 10-20 องศาเซลเซยส จะไม่เป็นอันตราย ี ต่อเนื�อเยื�อ (Chumkam et al., 2019; Watkins et al., 2014) จากการทบทวนวรรณกรรมด ้าน การจัดการความปวดร่วมกับการใชความเย็นใน ้ ผู้ป่ วยนรีเวชกรรมที�ได ้รับการผ่าตัดแบบเปิดหน้า ท ้องพบว่า ผู้ป่ วยที�ได ้รับการประคบเย็นบริเวณ แผลผ่าตัดในชวโมงที� 2 และ 4 หลังผ่าตัด จะมี ั� คะแนนความปวดลดลงในชวโมงที� 6 และช ั� วโมง ั� ที� 12 รวมถึงลดปริมาณการใชยามอร์ฟีนลง ้ (Chumkam et al., 2019; Nuangpho, Srinil, Tangsiriwatthana, & Sripipattanakul, 2018) เมื�อผู้ป่ วยหลังผ่าตัดแบบเปิดหน้าท ้องได ้รับการ จัดการความปวดอย่างมีประสทธิภาพ จึงสามารถ ิ เคลื�อนไหวร่างกายและทํากิจกรรมหลังผ่าตัด ได ้เพิ�มขึ�น (Eamchunprathip & Thawatchai, 2017) การเคลื�อนไหวหลังผ่าตัดกระตุ้นให ้เกิด ความปวดมากขึ�น ด ้วยเหตุนี�ผู้ป่ วยจึงพยายาม จํากัดการเคลื�อนไหวร่างกาย (Gillier, Sparks, Kriner, & Anasti, 2016) จากการศกษาพบว่า ึ การพันผ ้ารัดหน้าท ้องหลังผ่าตัดวันที� 1 ถึงหลัง ผ่าตัดวันที� 5 สามารถชวยให ้ผู้ป่ วยบรรเทาปวด ่ และเคลื�อนไหวร่างกายหลังผ่าตัดได ้เพิ�มมากขึ�น (Ghana, Hakimi, Mirghafourvand, Abbasalizadeh, & Behnampour, 2017; Rothman, Gunnarsson, & Bisgaard, 2014) โดยการพันผ ้ารัดหน้าท ้องในชวงที�ผู้ป่วยเริ�มขยับ ่ ตัวลุกนั�งบนเตียง ให ้กระชั บบริเวณแผล ไม่รัด แน่นจนเกินไป ขนาดของผ ้าอยู่ในระดับตํ�ากว่า ขอบของซโครง จะช ี� วยให ้ผู้ป่ วยรู้ส ่ กสุขสบาย ึ (Eamchunprathip & Thawatchai, 2017) และ เกิดความมั�นใจในเปลี�ยนอิริยาบถลุกนั�ง ยืน และ เดินรอบเตียงหลังผ่าตัดได ้อย่างมีประสทธิภาพ ิ เพิ�มขึ�น ด ้วยเหตุนี�ผู้จัดทําโครงการจึงสนใจวิธี การจัดการความปวดด ้วยการประคบเย็นร่วมกับ การใชผ ้ารัดหน้าท ้อง มาช ้ วยเสริมประส ่ ทธิภาพ ิ ของการใชยาบรรเทาปวด และเพิ�มความมั�นใจใน ้ การเคลื�อนไหวร่างกาย ลุกนั�ง ยืนและเดินรอบ เตียงหลังผ่าตัดมากขึ�น อันจะชวยให ้เกิดการฟื�น ่ ตัวที�ดีหลังผ่าตัดต่อไป เป้ าหมาย : ลดคะเเนนความปวดหลังผ่าตัดวันที� 1 ใน ผู้ป่ วยนรีเวชที�ได ้รับการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท ้อง ให ้อยู่ในระดับ mild (PS 0-3 คะแนน) เพิ�มขึ�น เป็นร ้อยละ 80 กิจกรรมการพัฒนา 1) ประเมิน Pain score วัด vital sign ก่อน เเละหลังประคบเย็น 2) คลุมแผลผ่าตัดด ้วยถุงพลาสติกใส ประคบ เจลเย็นอุณหภูมิ 10-20 องศาเซลเซยส ลงบนแผล ี ผ่าตัด นาน 20 นาที x 2 ครั�ง ห่างกัน 2 ชวโมง ั� 3) ดูเเลพันผ ้ารัดหน้าท ้อง โดยให ้ผู้ป่ วย ตะแคงตัวหรือยกสะโพกขึ�นเล็กน้อย สอดผ ้ารัด หน้าท ้องไว ้ใต ้หลังผู้ป่ วย ขนาดของผ ้าอยู่ใน ระดับตํ�ากว่าขอบของซโครง ดึงผ ้าให ้ตึง ให ้ผู้ป่วย ี� ตั�งขา และงอเข่าเล็กน้อย เพื�อให ้ผนังหน้าท ้อง หย่อนตัว ลดแรงดันชองท ้อง แล ้วพันผ ้ารัดหน้า ่ ท ้องให ้กระชั บบริเวณหน้าท ้องและสะโพกไม่ ให ้ตึงแน่นเกินไป โดยสามารถตรวจสอบว่า สามารถเลื�อนสองนิ�วระหว่างผิวหนังและผ ้ารัด หน้าท ้องของผู้ป่ วยได ้ 4) บันทึกเวลาที�ผู้ป่วยเริ�มลงมาเดิน Ambulate ครั�งแรก บทเรียนที�ได้รับ : 1) ผู้ป่ วยสูงอายุเเละได ้รับการผ่าตัดใหญ่ ต ้องคํานึงถึง status เดิมของผู้ป่ วยโดยกระตุ้นให ้ ทํากิจกรรมบนเตียง เเละ เมื�อผู้ป่วยพร ้อมเจ ้าหน้าที� ชวยพาทํากิจกรรมโดยเริ�มจากการลุกนั�งบนเตียง ่ นั�งห ้อยขา เเละพา Ambulate ด ้วย walker ป้องกัน การพลัดตกหกล ้ม 2) ผู้ป่วยหลังผ่าตัด วันที� 1 หากผู้ป่วยอ่อนเพลีย และขยับตัว Early Ambulate น้อย เจ ้าหน้าที�ควร อธิบายถึงผลเสยที�อาจเกิดขึ�น รวมถึงผลดีของการ ี ลุกเดิน Ambulate โดยเร็วหลังผ่าตัด เพื�อให ้ผู้ป่วย ให ้ความร่วมมือในการดําเนินโครงการต่อไป การประเมินผลการเปลี�ยนแปลง (performance) : สมาชกทีม : ิ นางสาวเกศริน อินธิยศ การติดต่อกับทีมงาน : เบอร์โทรศั พท์ : 085-4485-085 E-mail [email protected] ตัวชวัดของโครงการ ี� คะแนนความปวดหลัง ผ่าตัดวันที� 1 อยู่ใน ระดับ mild (PS 0-3 คะแนน) หน่วยนับ ร้อยละ ค่าเป้ าหมาย 80 ผลลัพธ์ 100
ที่มี Pressure Injury (PI) & Incontinence Associated Dermatitis (IAD) โดย Close-Up Wound Nurse (CU WN) : Prevent Better Than Care พัฒนาการดูแลผูปวย Ostomy & wound care clinic ฝายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย คําสาคัญ : ํ Hospital Acquire Pressure Injury, IAD, Pressure Injury (PI) สรุปผลงานโดยย่อ : จากการเก็บข ้อมูลภายหลังการดําเนินโครงการ (ม.ค. – พ.ค. 65) พบว่า 1. อัตราการเกิด Hospital Acquire Pressure Injury ไม่เกินระดับ 2 ตามปุ่ มกระดูก และจาก การใชอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Related ้ Pressure Injury) เท่ากับ 99.5% (เป้าหมาย > 80%) เป็นไปตามเป้าหมายที�ตั�งไว ้ 2. อัตราการเกิดภาวะ IAD ที�ไม่รุนแรงไป เป็น Pressure Injury เท่ากับ 92.8 % (เป้าหมาย > 80%) เป็นไปตามเป้าหมายที�ตั�งไว ้ 3. จากการจัดอบรมเชงปฏิบัติการ ให ้พยาบาล ิ ประจําหอผู้ป่ วย จํานวน 80 คน ในวันที� 1-2 ธันวาคม 2564 โดยพยาบาลที�ผ่านการอบรม จะ ได ้เป็ น Close-Up Wound Nurse : CU WN ประจําหอผู้ป่ วย มีความรู้ ความสามารถในด ้าน การประเมิน การดูแลแผลกดทับและภาวะผิวหนัง อักเสบจากการกลั�นการขับถ่ายไม่ได ้ ตามแนวทาง ที�ถูกต ้อง และสามารถให ้คําแนะนําผู้ป่ วย/ญาติ ในเรื�องการป้องกันและดูแลแผลกดทับได ้ จาก การเก็บข ้อมูล ภายหลังการอบรม 6 เดือน พบว่า CU WN ประจําหอผู้ป่ วย มีระดับความมั�นใจใน การดูแลผู้ป่ วยที�มี Pressure Injury และ IAD เพิ�มมากขึ�นเท่ากับ 80% (เป้าหมาย > 80%) เป็นไปตามเป้าหมายที�ตั�งไว ้ 4. มีการจัดทํา Line group CU WN ขึ�น จํานวน 4 กลุ่ม ชอ CU WN#1-4 โดยแต่ละกลุ่ม ื� จะมี CU WN จํานวน 20 คน และ ET nurse 6-7 คน เพื�อคอยให ้ปรึกษาและเป็นพี�เลี�ยง สงเสริม ่ การแลกเปลี�ยนเรียนรู้ร่วมกันในการดูแลผู้ป่ วยที� มี Pressure Injury (PI) & Incontinence Associated Dermatitis ภายในโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : Ostomy and Wound Care Clinic โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ เป็นคลินิกที�มุ่งสงเสริมให ้ผู้ป่ วยเข ้า ่ ถึงการรับบริการ ตลอดจนส่ งเสริมการติดตาม การดูแลต่อเนื�องทั�งผู้ป่ วยนอกและผู้ป่ วยใน ให ้ บริการในวันและเวลาราชการ แต่การดูแลผู้ป่ วย ต ้องมีการติดตามดูแลอย่างต่อเนื�องตลอดเวลา เพื�อประเมิน และปรับรูปแบบการพยาบาล ให ้ สอดคล ้องกับสภาวะการเปลี�ยนแปลงของผู้ป่ วย ให ้ทันท่วงที ดังนั�น การเปิดโอกาสให ้พยาบาล ประจําหอผู้ป่วยได ้ขอรับคําปรึกษาและแลกเปลี�ยน ข ้อมูลในการดูแลผู้ป่วยร่วมไปกับพยาบาลเฉพาะ ทางการดูแลบาดแผล ชองเปิดลําไส ่ ทางหน้าท ้อง ้ และภาวะกลั�นอุจจาระปัสสาวะไม่ได ้ (ET Nurse) ในยุคสงคมออนไลน์ เป็นการส ั งเสริมการเข ้าถึง ่ การดูแลผู้ป่ วยให ้ครอบคลุมมากยิ�งขึ�น โดยการ พัฒนา Close- Up Wound Nurse ประจําหอผู้ป่วย ให ้เป็นทีมเครือข่ายการดูแลผู้ป่ วยร่วมกันกับ ET Nurse อีกทั�งยังเป็ นผู้ที�มีบทบาทสํ าคัญในการ วางแผนดูแลให ้กับผู้ป่วยและครอบครัวโดยเฉพาะ ในรายที�เป็น Chronic case ที�มีแผลกดทับและ ต ้องดูแลต่อเนื�องภายหลังกลับบ ้าน เพื�อสงเสริม ่ คุณภาพช ี วิตให ้กับผู้ป่ วยและครอบครัว และ นอกจากการให ้การพยาบาลที�ดีแล ้ว ประเด็นที� สาคัญอย่างยิ�งในการดูแลผู้ป่วยคือ ทีมการพยาบาล ํ จะต ้องมีการสอสารในการดูแล Pressure injury ื� และ IAD ที�เป็นระบบ สามารถสงต่อการดูแลต่อ ่ เนื�องในทีมได ้ อีกทั�งยังสามารถใชประโยชน์ร่วม ้ กันในการดูแลผู้ป่ วยกับทีมสหสาขาวิชาชพได ้ ี จากสถิติการสารวจความชุกการเกิดแผลกดทับ ํ ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ร่วมกับชมรม เครือข่าย พัฒนาการพยาบาล พบว่าอัตราการเกิดแผลกดทับ (Pressure Injury : PI) ที�บริเวณปุ่ มกระดูกและ จากการใชอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในปี 2562 – ้ 2564 มีจํานวน 2.64 %, 3.15 % และ 2.15% ตามลําดับ ซงเมื�อเทียบเคียงกับโรงพยาบาลใน ึ� ชมรมเครือข่ายพัฒนาการพยาบาล ถือว่ายังอยู่ใน เกณฑ์ค่าเป้าหมาย และจากการสํ ารวจผู้ป่ วย ในกลุ่มที�มีแผลกดทับหลังAdmit (Hospital Acquire) พบว่า อัตราการเกิด Hospital Acquire Pressure Injury ตามปุ่ มกระดูก และจากการ ใชอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Related ้ Pressure Injury) ไม่เกินระดับ 2 เท่ากับ 47.06%, 33.33% และ 52.63% ตามลําดับ โดยตําแหน่ง ที�พบแผลกดทับมากที�สุดคือบริเวณ sacrum และ coccyx ซงสาเหตุอาจมาจากปัจจัยที�ควบคุม ึ� ได ้และไม่ได ้ เช่ น พยาธิสภาพของโรค ภาวะ โภชนาการ ผู้ป่ วยที�นอนติดเตียง มีปัญหาใน การเคลื�อนไหว การจัดท่าผู้ป่ วยที�ไม่ถูกต ้อง หรือ แผลกดทับที�เกิดจากการใสท่อช ่ วยหายใจ สาย ่ ออกซเจนและอุปกรณ์ต่างๆ ฯลฯ ส ิ ํ าหรับอัตรา การเกิดภาวะผิวหนังอักเสบจากการกลั�นการขับถ่าย ไม่ได ้ (Incontinence Associated Dermatitis : IAD) มีจํานวน 1.09 %, 1.52% และ 1.36 % ตามลําดับ ซงเกิดในระดับ Category 2 มากกว่า ึ� Category 1 และจากการศกษาข ้อมูลหอผู้ป่ วย ึ ทั�งหมด จํานวน 80 หอผู้ป่ วย พบว่ามักเกิดอุบัติ การณ์ขึ�นในหอผู้ป่ วยเดิมจํานวน 39 หอผู้ป่ วย จึงเป็ นโจทย์ที�ท ้าทายสํ าหรับพยาบาล ดังนั�น หากทีมการพยาบาล มีความรู้ความเข ้าใจ และ สามารถประเมินปัจจัยเสยง ลักษณะของแผลกด ี� ทับและระดับความรุนแรงของภาวะผิวหนังอักเสบ จากการกลั�นการขับถ่ายไม่ได ้เป็นรายบุคคล ได ้ อย่างถูกต ้อง เพื�อนําไปสู่ ขั�นตอนการวางแผน ป้องกัน การให ้การพยาบาลและการเลือกใช ้ อุปกรณ์ที�เหมาะสม การติดตามดูแลต่อเนื�อง เพื�อ ชวยลดความรุนแรงของการแผลกดทับในระดับ ่ ที� 2 และ3 หรือลดการเกิด IAD จาก Category 1 ไปเป็น Category 2 คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพด ้านการพยาบาล เฉพาะทางการดูแลบาดแผล ออสโตมีและควบคุม การขับถ่ายไม่ได ้ เห็นความสาคัญของสถิติการเกิด ํ Pressure injury และ IAD และประเด็นต่างๆ ดังกล่าว ทั�งด ้านความรู้ในการประเมินเพื�อนําสู่ การพยาบาล ชองทางเสริมในการแลกเปลี�ยน ่ ข ้อมูลและขอรับคําปรึกษาในการดูแลผู้ป่วย และ การส ื� อสารส ่ งต่อข ้อมูลที�เป็ นระบบ เพื�อการ ปฏิบัติงานที�มีประสทธิภาพ จึงได ้ร่วมกันจัดทํา ิ โครงการ พัฒนาการดูแลผู้ป่ วยที�มี Pressure Injury (PI) & Incontinence Associated Dermatitis (IAD) โดย Close-Up Wound Nurse (CU WN) : Prevent Better Than Care เพื�อ ให ้ผู้ป่ วยได ้รับการดูแลที�ถูกต ้อง ปลอดภัย ลด ภาวะแทรกซอนและมีคุณภาพช ้ วิตที�ดี ี เป้ าหมาย : กิจกรรมการพัฒนา 1) ทีม ET nurse ร่วมกันนําข ้อมูล และ ประเด็นปัญหาต่างๆ มาวิเคราะห์หาสาเหตุ ดังนี� 2) องค์ความรู้ของพยาบาล ET nurse ใน การประเมิน และการดูแลแผลกดทับ และ IAD แนวทางการถ่ายทอด องค์ความรู้ของพยาบาล ET nurse สูพยาบาลประจําหอผู้ป่ วย ่ 3) ชองทางในการเข ้าถึงการเข ้ารับคําปรึกษา ่ การสงต่อข ้อมูลในการดูแลผู้ป่ วยต่อเนื�อง ในแต่ ่ ละราย 4) จัดอบรมเชงปฏิบัติการ ให ้กับพยาบาล ิ ประจําหอผู้ป่ วย จํานวน 80 คน ในวันที� 1-2 ธันวาคม 64 โดยเลือกจากหอผู้ป่วยที�พบอุบัติการณ์ การเกิดแผลกดทับในชวงปีที�ผ่านมา ่ 5) เพิ�มชองทางการส ่ อสารในการรับปรึกษา ื� โดยสร ้าง group line CU WN 6) การสงต่อข ้อมูลการดูแลแผลอย่างต่อเนื�อง ่ โดยบันทึกใน EMR 7) ประเมินผลการดําเนินการ ก่อนและหลัง การจัดอบรมเชงปฏิบัติการฯเรื�องการดูแลผู้ป่ วย ิ ที�มี Pressure Injury (PI) & Incontinence Associated Dermatitis (IAD) โดย Close-Up Wound Nurse (CU WN) ของพยาบาลประจํา หอผู้ป่ วยจํานวน 80คน 8) เก็บข ้อมูลเรื�องการดูแล จากผู้ป่ วยที�มี ภาวะ Hospital Acquire Pressure Injury และ IAD ที�สง consult มาที� Ostomy and wound ่ care clinic ในชวงเดือนมกราคม – พฤษภาคม ่ 2565 บทเรียนที�ได้รับ : พยาบาลประจําหอผู้ป่ วยที�ผ่านการอบรมเป็น CU WN บางหน่วยไม่มีผู้ป่ วยที�มีปัญหาแผลกดทับ หรือภาวะผิวหนังอักเสบจากการกลั�นการขับถ่าย ไม่ได ้ จึงอาจทําให ้ขาดประสบการณ์ในการดูแล ผู้ป่ วยที�มีปัญหาดังกล่าว การประเมินผลการเปลี�ยนแปลง (performance) : สมาชกทีม : ิ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพด้านการพยาบาล เฉพาะทางการดูแลบาดแผล ออสโตมีและควบคุม การขับถ่ายไม่ได้ ฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย การติดต่อกับทีมงาน : เบอร์โทรศพท์ ั 02-2565469-71 Email [email protected] ตัวชวัดของโครงการ ี� 1. อัตราการเกิด Hospital Acquire Pressure Injury ไม่เกินระดับ 2 1.1 ตามปุ่ มกระดูก 1.2 จากการใชอุปกรณ์ ้ ทางการแพทย์ (Medical Related Pressure Injury) 2. อัตราการเกิดภาวะ IAD ที�ไม่รุนแรงไปเป็น Pressure Injury 3. ระดับความมั�นใจในการ ดูแลผู้ป่ วยที�มี Pressure Injury และ IAD เพิ�มขึ�น หลังจากผ่านการอบรม (เมื�อผ่านไปแล ้ว 6 เดือน) หน่วยนับ % % คะแนน ค่าเป้ าหมาย > 80 % > 80 % > 80 % ผลลัพธ์ 99.5 % 92.8 % 80 % ตัวชวัดของโครงการ ี� 1. อัตราการเกิด Hospital Acquire Pressure Injury ไม่เกินระดับ 2 1.1 ตามปุ่ มกระดูก 1.2 จากการใชอุปกรณ์ทางการ ้ แพทย์ (Medical Related Pressure Injury) 2. อัตราการเกิดภาวะ IAD ที�ไม่รุนแรง ไปเป็น Pressure Injury 3. ระดับความมั�นใจในการดูแลผู้ป่ วย ที�มี Pressure Injury และ IAD เพิ�มขึ�นหลังจากผ่านการอบรม (เมื�อผ่านไปแล ้ว 6 เดือน) ค่าเป้ าหมาย > 80 % > 80 % > 80 % หน่วยนับ % % คะแนน
เพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมจําหน ายโดยพัฒนาสื่อออนไลน การเรียนรูสําหรับผูปวยและญาติในผูปวยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวันของผูปวย และปองกันการกลับเขารับการรักษาซํ้าในโรงพยาบาลภายใน 28 วัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย คําสาคัญ : ํ Discharge planning, Tele-health, Readmission, Functional status สรุปผลงานโดยย่อ : โครงการเพิ�มประสทธิภาพการเตรียมจําหน่าย ิ เพื�อให ้สอดคล ้องกับเป้าหมาย Care Management Intervention Team ที�ต ้องการให ้ผู้ป่วยโรคหลอด เลือดหัวใจตีบได ้รับข ้อมูลเกี�ยวกับ พฤติกรรรม การดูแลตนเอง และปรับเปลี�ยนพฤติกรรมสุขภาพ ครอบคลุมตาม Discharge plan โดยพัฒนาสอ ื� ออนไลน์การเรียนรู้สาหรับผู้ป่วย และญาติในผู้ป่วย ํ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ป่วย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหลังจําหน่ายออกจาก หอผู้ป่ วยไอ ซ ซ ี ยู โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ี ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นสาเหตุที�ทําให ้คน ทั�วโลกเสยช ี วิตสูงถึงปีละ 17.7 ล ้านคน และคาด ี การณ์ในปี 2573 จะมีการเสยช ี วิตเพิ�มขึ�นเป็ น ี 23 ล ้านคนทั�วโลก จากข ้อมูลข ้างต ้นทั�งอัตรา การเสยช ี วิตและการป่ วยด ้วยโรคหลอดเลือด ี หัวใจตีบมีแนวโน้มเพิ�มมากขึ�น แนวทางการรักษา คือ การขยายหลอดเลือดหัวใจ และการรักษา โดยการใชยา เป็ นวิธีการรักษาที�มีประส ้ ทธิผล ิ และได ้รับการยอมรับทางการแพทย์ชวยลดอัตรา ่ การเสยช ี วิต ภาวะแทรกซ ี อนที�เกิดขึ�นในระยะ ้ ฟื�นฟูสมรรถภาพหัวใจ เมื�อจําหน่ายออกจาก โรงพยาบาล ได ้แก่ ภาวะหัวใจวาย อาการเจ็บ แน่นหน้าอก เนื�องจากมีภาวะกล ้ามเนื�อหัวใจ ขาดเลือดซํ� า หัวใจเต ้นผิดจังหวะ ซงเป็นความ ึ� ผิดปกติที�ต ้องกลับเข ้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล ก่อนวันนัด ภายใน 30 วัน สูงถึง 23.9 % จาก การมาตรวจที�ห ้องฉุกเฉิน และ/หรือบางครั�งต ้อง เข ้านอนโรงพยาบาลซํ� า จากสถิติหอผู้ป่ วยไอ ซ ซ ี ยู ปี 2562 ตั�งแต่ ี เดือนมกราคม ถึงเดือนตุลาคม มีผู้ป่ วยโรคหลอด เลือดหัวใจตีบ 265 รายพบว่าผู้ป่ วยกลุ่มนี�มี อัตราการกลับมารักษาในโรงพยาบาลซาใน 28 วัน ํ� โดยไม่ได ้วางแผน ตั�งแต่เดือน มกราคม - กันยายน 2562 โดยเฉลี�ยคิดเป็ นร ้อยละ 5.60 และใน เดือนตุลาคม 2562 มีผู้ป่ วยจําหน่ายออกจาก โรงพยาบาล 30 ราย แต่มีผู้ป่ วยกลับมารักษาใน โรงพยาบาลซํ� า 5 ราย คิดเป็ นร ้อยละ 27.78 โดยจะเห็นได ้ว่ามีแนวโน้มผู้ป่ วยกลับมารักษาใน โรงพยาบาลซํ� าเพิ�มสูงขึ�น ผู้ป่ วยที�กลับมารักษา ในโรงพยาบาลซาไม่มีการปรับเปลี�ยนพฤติกรรม ํ� สุขภาพตนเอง การกลับมารักษาในโรงพยาบาล ซ ํ� าของผู้ป่ วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสงผลกระ ่ ทบต่อผู้ป่วยทั�งด ้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สงคม ั และเศรษฐกิจ รวมทั�งสะท ้อนถึงคุณภาพการดูแล รักษาของโรงพยาบาล การจัดการเพื�อลดการ กลับเข ้ามารักษาซํ� าในโรงพยาบาลของผู้ป่ วย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นเรื�องสาคัญที�จะช ํ วย ่ ให ้คุณภาพชวิตของผู้ป่วยดีขึ�น และพัฒนาคุณภาพ ี การพยาบาล จากเหตุผลและปัญหาดังกล่าวจึงจัดทํา โครงการ “เพิ�มประสทธิภาพการเตรียมจําหน่าย ิ โดยพัฒนาสอออนไลน์การเรียนรู้ส ื� ํ าหรับผู้ป่ วย และญาติในผู้ป่ วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพื�อ เพิ�มความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน ของผู้ป่ วย และป้องกันการกลับเข ้ารับการรักษา ซ ํ� าในโรงพยาบาลภายใน 28 วัน” เป้ าหมาย : 1. เพื�อลดอัตราการกลับมารักษาซํ�าใน โรงพยาบาลของผู้ป่ วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่เกินร ้อยละ 4 ภายในระยะเวลา 3 เดือน 2. เพื�อให ้ผู้ป่ วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมี ความรู้ในการดูแลตัวเองและสามารถปรับเปลี�ยน พฤติกรรมสุขภาพของตนเองได ้อย่างถูกต ้อง เพิ�มความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน ร ้อยละ 80 กิจกรรมการพัฒนา 7.1 พัฒนาสอออนไลน์การเรียนรู้ส ื� าหรับผู้ป่วย ํ และญาติในผู้ป่ วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบโดย จัดทําวิดีทัศน์เนื�อหาครอบคลุมหลัก D-MEDTHOD รูปแบบการวางแผนจําหน่ายตามกรอบแนวคิด IDEAL ในรูปแบบ QR Code เพื�อง่ายต่อศกษา ึ ทําความเข ้าใจของผู้ป่ วย และญาติ และพัฒนา แบบบันทึกข ้อมูลสุขภาพและปัญหาที�ต ้องติดตาม เมื�อจําหน่ายออกจากโรงพยาบาล ผ่านการตรวจ สอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7.2 นําตัวชวัดที�ได ้มาตรฐาน ได ้แก่ แบบ ี� ประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน และพัฒนาแบบบันทึกสุขภาพหลังการจําหน่าย และมีการติดตามผู้ป่ วยเป็ นระยะๆ ผ่านทาง Application Line ในการให ้ความรู้และเฝ้าระวัง ติดตามผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที�บ ้าน โดย การสงข ้อมูลความรู้ให ้ผู้ป่วย และญาติ และติดตาม ่ ข ้อมูลสุขภาพผู้ป่วยผ่านสอทางโทรศ ื� พท์ smart ั phone 7.3 จัดทํา FLOW ขั�นตอนการปฏิบัติการ พยาบาลเพื�อเตรียมจําหน่ายผู้ป่วยและการติดตาม ผู้ป่ วย 4 ครั�ง วันที� 1,7,14 และ 28 7.4 จัดทํา check list (PCL: การเตรียม จําหน่ายผู้ป่ วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 7 ข ้อ) เพื�อใชในการเก็บข ้อมูลการดูแลผู้ป่ วย ้ 7.5 เก็บรวบรวมข ้อมูลหลังทํากิจกรรมตั�งแต่ เดือนกรกฎาคม 2563 ถึงตุลาคม 2565 บทเรียนที�ได้รับ : 1. ในกระบวนการติดตามเก็บรวบรวมข ้อมูล ผู้ป่ วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ทาง application line พบว่า ในบางรายมีการตอบกลับข ้อมูลทาง application line ล่าชาจึงต ้องโทรสอบถามข ้อมูล ้ เพิ�มเติม 2. การจัดตั�งแกนนําทีม Discharge planning เพื�อการติดตามผู้ป่ วยอย่างต่อเนื�อง 3. ควรมีการจัดอบรมพยาบาลอย่างต่อเนื�อง โดยใชระบบ Bed side training เพื�อความยั�งยืน ้ ของโครงการ การประเมินผลการเปลี�ยนแปลง (performance) ตัวชวัดหลัก ี� และผลการดําเนินงาน : เริ�มดําเนินโครงการตั�งแต่เดือนสงหาคม ิ 2562 ถึงตุลาคม 2565 รวม 39 เดือน ผลลัพธ์ อัตราการกลับมารักษาซาในโรงพยาบาลภายใน ํ� 28 วันของผู้ป่ วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบภายใน ระยะเวลาการทํากิจกรรม 39 เดือน (สงหาคม ิ 2562 ถึงตุลาคม 2565) เมื�อเปรียบเทียบก่อน และหลังการแก ้ปัญหาพบว่าบรรลุตามเป้าหมาย ที�ตั�งไว ้ แสดงผลดังตารางที� 1 รูปที� 1 แสดงการเปรียบเทียบร ้อยละของผู้ป่ วย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที�กลับเข ้ารับการรักษาซํ� าที� โรงพยาบาลภายใน 28 วัน รูปที� 2 แสดงการเปรียบเทียบร ้อยละผู้ป่ วย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันที�มีความสามารถในการ ปฏิบัติกิจวัตรประจําวันเพิ�มขึ�นภายหลังการจําหน่าย สมาชกทีม : ิ 1. พว. ภัทรนันท์ สุสุทธิ พยาบาลประจําหอผู้ป่ วย ไอ ซ ซ ี ยู ี ประธาน 2. พว.พิชชาอร อุงจิตต์ตระกูล พยาบาลประจําหอผู้ป่ วย ไอ ซ ซ ี ยู ี เลขานุการ 3. พว.พัลลภา บํารุงศาสตร์ พยาบาลประจําหอผู้ป่ วย ไอ ซ ซ ี ยู ี สมาชก ิ การติดต่อกับทีมงาน : พว. ภัทรนันท์ สุสุทธิ หอผู้ป่ วย ไอ ซ ซ ี ยู/ตึกภูมิส ี ริ ชิ ั� น 4 โซน B TEL: 02-256-4000 ต่อ 80419-20 มือถือ 088 - 6534545 E-mail: [email protected]
(Reduced waiting time for recieved Cisplatin-based chemotherapy) ลดระยะเวลาการไดรับยาเคมีบําบัดสูตร Cisplatin ศูนยสิริกิติ์บรมราชินีนาถ วองวานิชชั้น 8 ฝายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย คําสาคัญ : ํ ลดระยะเวลาการรอคอยยา, ยาเคมีบําบัด Cispltin สรุปผลงานโดยย่อ : การพัฒนาการบริการในผู้ป่ วยมะเร็งที�มารับ ยาเคมีบําบัดสูตร Cisplatin โดยนํา Visual control มาใช โดยนําแผ่นป้ายที�มีส ้ โดดเด่นเป็นส ี ญลักษณ์ ั ให ้เภสชทราบว่า ขอยา KCL+MgSO4 ก่อน และ ั เภสชใช ั ระบบ Quick Setup ในการจัดยา KCL+ ้ MgSo4 ไว ้ล่วงหน้า สามารถลดระยะเวลาการรอ ยาทําให ้ผู้ป่วยได ้รับ Hydration ภายใน 30 นาที และใชเวลารับยาเคมีบําบัดไม่เกิน 6 ชม.ได ้เพิ�ม ้ ขึ�นจากร ้อยละ 20.83 เป็ นร ้อยละ 100 เพิ�ม โอกาสให ้ผู้ป่ วยได ้รับยาเคมีบําบัดได ้ทัน ในวัน ที�พบแพทย์ ผู้ป่วยได ้รับยาตามมาตรฐานปลอดภัย และเกิดความพึงพอใจในการมารับบริการ ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : เมื�อผู้ป่ วยมาถึง Day care ว่องวานิช ชน 8 ั� พยาบาลไม่สามารถเปิดเสนให ้ Hydration ได ้ ้ เนื�องจากเภสั ชกรใชระบบการจัดยาแบบ first ้ come first serve จึงต ้องรอยา KCL+MgSo4 ตามลําดับจากเภสชกร เพื�อนํามาผสมใน Hydration ั ตาม Protocol ยา ก่อนเริ�มยาเคมีบําบัด โดยใช ้ เวลารอยาตั�งแต่ 30 นาที ถึง 1 ชม. 16 นาที ผู้ป่วย จึงเกิดการเปรียบเทียบกับผู้ป่ วยรายอื�นที�ได ้รับ การเปิดเสนก่อน แม ้มาทีหลัง เจ ้าหน้าที�จึงต ้อง ้ ตอบคําถาม ให ้ข ้อมูลบ่อยครั�ง เพื�อให ้ผู้ป่วยเข ้าใจ ระบบบริการและลดความวิตกกังวล พยาบาล โทรติดตามยากับเภสชกร อาจเกิดความไม่พอใจ ั และขัดแย ้งระหว่างหน่วยงานได ้ นอกจากนี�ยังพบว่า อัตรากําลังเภสชกรไม่เพียงพอ เภส ั ชกรรับผิดชอบ ั การผสมยาเคมีบําบัดหลายจุดบริการในโรงพยาบาล ระหว่างพยาบาลกับเภสั ชกร ไม่เคยพูดคุยถึง ปัญหา และผลกระทบอย่างจริงจัง การรอคอยยานานเพิ�มเวลาในการรับยาเคมี บําบัดเกินกว่า 6 ชม. (ปกติใชเวลา 5-6 ชม.) ้ หากได ้รับยาเกินเวลา 16.00 น. ผู้ป่ วยต ้องเดินไป ชาระเงิน ที�ภูมิส ํ ริ ชิ น M ซ ั� งอยู่คนละตึกและห ้อง ึ� ฉายรังสต ้องโทรตามผู้ป่วยเพื�อมารับการฉายรังส ี ี เป้ าหมาย : เพื�อลดระยะเวลาการรอคอยยา KCL+MgSo4 ให ้ผู้ป่ วยได ้รับ Hydration ภายใน 30 นาที นับ ตั�งแต่มาถึง Daycare ว่องวานิช ชน8 และได ้รับ ั� ยาเคมีบําบัดสูตร Cisplatin ครบตามแผนการ รักษาภายในระยะเวลา 6 ชม. เพิ�มขึ�นเป็น 80% ของจํานวนคนไข ้ทั�งหมด ผู้ป่ วยได ้รับยาตาม มาตรฐาน ปลอดภัย และเกิดความพึงพอใจใน การมารับบริการ กิจกรรมการพัฒนา (Process) : ผลลัพ์ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพ (3S) : Safety : ผู้ป่ วยไม่เกิดอันตราย ไม่มีภาวะ แทรกซอนขณะได ้รับยา ้ Standard : ผู้ป่ วยได ้รับยาตามมาตรฐาน ตามหลัก 7R และครบตามแผนการรักษา Satisfaction : ผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ ในการมารับบริการ ระดับ ดี-ดีมาก 85.70% การประเมินผลการเปลี�ยนแปลง (performance) : ประเมินผลจากการบันทึกเวลาแต่ละขั�นตอน เมื�อผู้ป่ วยมารับบริการ และเปรียบเทียบเวลา ก่อน-หลังการแก ้ปัญหา ดังนี� จากผลลัพธ์ที�ได ้เกิดการเปลี�ยนแปลงของ กระบวนการจัดเตรียมยาของเภสชกรใช ั เวลาลดลง ้ ทําให ้ระยะเวลาการรอยา KCL+MgSo4 ลดลง ผู้ป่วย ได ้รับ Hydration ภายใน 30 นาที ใชเวลารับยา ้ Cisplatin ไม่เกิน 6 ชม. บทเรียนที�ได้รับ : - ทีมพยาบาลและเภสชกรมีโอกาสได ้ปรึกษา ั และร่วมมือกันแก ้ปัญหา ถึงแม ้อัตรากําลังเภสชกรจะ ั ไม่เพียงพอ แต่เภสชกรก็ให ้ความร่วมมือกัน เพื�อ ั ผลประโยชน์ของผู้ป่ วยเป็นสํ าคัญ - เมื�อเกิดปัญหาการสอสาร ต ้องรีบแก ้ไข ทํา ื� ความเข ้าใจใหม่ เพื�อให ้ปัญหาได ้รับแก ้ไขตรงจุด - การลงมือปฎิบัติ ทําให ้รู้ถึงปัญหาและอุปสรรค แล ้วนํามาแก ้ไขปรับปรุง ไม่มีอะไรยากเกินความ พยายามถ ้าลงมือทํา - เมื�อแก ้ปัญหาและเกิดประสบความสํ าเร็จ สามารถนําไปต่อยอดให ้ดีกว่าเดิมหรือขยายผลไป ปรับใชในหน่วยงานอื�นที�ลักษณะคล ้ายกันได ้ ้ สมาชกทีม : ิ นางสาวกิ�งทิพย์ แต ้มทอง หัวหน้าหอผู้ป่ วย (ที�ปรึกษา) นางสาวเพ็ญประภา พิริยจิตรกรกิจ พยาบาล ป7 (ที�ปรึกษา) นางสาวสมฤดี คํากลาง พยาบาล 6 (ประธาน) นางสาวเนตรนภา ไม ้เกตุ พยาบาล 6 (คณะทํางาน) นางสาวสุธิภรณ์ โตชยภูมิ ั พยาบาล 4 (คณะทํางาน) นางสาวอภิญญา แก ้วดี Ward Officer (คณะทํางาน) นางสาวชุติกาญจน์ ไกรสุวรรณสาร พยาบาล 6 (เลขานุการ/คณะทํางาน) การติดต่อกับทีมงาน : น.ส.สมฤดี คํากลาง Surgical Oncology Daycare Unit ว่องวานิช ชน 8 ั� โทรศพท์ ั 02-2564672 e-mail address: [email protected] Solution 1. พยาบาลว่อง 8 ปรึกษาเภสชกร ั ถึงปัญหาการ รอยา KCL+ MgSo4 และหา แนวทางการ แก ้ไขร่วมกัน 2. Visual Control to notice the request of Cisplatin based regimen 3. พยาบาลแจ้ง เวลา logistic ให ้ไปรับยา Actual Action Implemented - นัดหมายเพื�อปรึกษาพูดคุยกับเภสชกรถึงปัญหา ั การได ้รับยาล่าชาและผลกระทบที�เกิดขึ�นกับผู้ป่วย ้ - พยาบาลขอความร่วมมือเภสชกรให ้จ่ายยา ั Pre-med เฉพาะสูตร Cisplatin ก่อนโดยจัดทํา ป้ายสญลักษณ์ เพื�อให ้เภส ั ชเห็นได ้อย่างช ั ดเจน ั - ปรึกษาเภสชกรอีกครั�งหลังการทดลองแก ้ปัญหา ั และประเมินผล พบว่าระยะเวลาการรอคอยยาไม่ แตกต่างจากเดิม จึงทําความเข ้าใจใหม่ถึงความ ต ้องการขอเฉพาะยา KCL+MgSO4 ก่อนและเปิด โอกาสให ้เภสชกรเสนอวิธีการแก ้ไขปัญหาร่วมกัน ั - จัดทําป้ายบ่งช ที�เป็นส ี� ญลักษณ์ให ้เภส ั ชกรเห็น ั Protocol Cisplatin ก่อน เพื�อให ้จัดยา KCL+ MgSO4 ให ้ก่อน - เก็บข ้อมูลและประเมินผล การใชเวลารอคอยยา ้ ไม่แตกต่างจากเดิม ปรึกษาเภสชกร สอบถาม ั สาเหตุ ทําความเข ้าใจใหม่ และหาวิธีการแก ้ไข ปัญหาร่วมกันใหม่ - เภสชกรเสนอ เมื�อ Protocol ยามาถึง ให ้เภส ั ชกร ั ตําแหน่งคิดราคายารีบแจ ้งให ้ผู้ชวยจัดยาเฉพาะ ่ KCL+MgSO4 ให ้ก่อนโดยมีระบบ Quick Setup พร ้อมแนบ Protocol ยา และมอบให ้เภสชกรตรวจ ั สอบยา และใสในกล่องรับยา เพื�อรอ logistic มา ่ รับยา - ตกลงกับ logistic ให ้ไปรับยา KCL+ MgSO4 ที� เภสชกร ว่องฯ 4 หลังจากผู้ป่ วยมาถึง Daycare ั 10 นาที