การวิจัยทางการตลาด วิจัยตลาด คืออะไร? ท าไมถึงท าให้ธุรกิจต้องท าวิจัยตลาด ในแวดวงธุรกิจ วิจัยตลาดเป็นสิ่งที่ใช้เพื่อท าให้ธุรกิจทราบว่า “ผู้บริโภคต้องการอะไร” , “ความต้องการของ อุตสาหกรรมคืออะไร” , “ใครก าลังมองหาผลิตภัณฑ์ของเรา” และ “ใครพูดถึงธุรกิจของเราบ้าง” การวิจัยตลาด เป็นวิธีที่สามารถตอบค าถามต่าง ๆ เกี่ยวกับสภาพของอุตสาหกรรมได้ แต่การได้มาซึ่ง ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าที่เราจะสามารถวางใจได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นนักวิจัยตลาดอาจต้องใช้เวลาหลาย สัปดาห์ หรือหลายเดือนในการเก็บข้อมูล และส ารวจข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด วิจัยตลาด (Market research) เป็นกระบวนการในการตรวจสอบผู้ซื้อ ว่าผลิตภัณฑ์ที่ผู้ซื้อ เหล่านี้ต้องการคืออะไร และสถานที่ที่พวกเขามักซื้อผลิตภัณฑ์ และบริการคือที่ไหน ซึ่งการมีส่วนร่วม และการเก็บ ข้อมูลกับคนที่ถูกต้อง ท าให้ธุรกิจสามารถใช้งานวิจัยนี้ เพื่อวางต าแหน่งตัวเองในตลาด และท านายว่าตลาดใดจะ ไปได้ดีในอนาคต เพื่อให้คุณได้ทราบข้อมูลเชิงลึกในการวิจัยตลาดมากยิ่งขึ้น คุณต้องพิจารณาว่าคุณจะใช้การวิจัยเชิง คุณภาพ หรือเชิงปริมาณ ซึ่งขึ้นอยู่กับการศึกษาที่คุณด าเนินการ และสิ่งที่คุณพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดเห็นของสาธารณชน และส ารวจตลาดว่าผู้บริโภครู้สึกอย่างไร กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดนั้น ๆ ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณจะเกี่ยวข้องกับข้อมูล และการค้นหาแนวโน้มที่ เกี่ยวข้อง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมจากสาธารณะเช่นกัน จากที่กล่าวไปข้างต้น ไม่แปลกใจเลยว่าท าไมหลาย ๆ ธุรกิจถึงท าวิจัยตลาดทุก ๆ ปี เพราะวิจัยตลาด สามารถท าให้พวกเขารับรู้สิ่งที่ผู้โภคต้องการ หรือความคิดเห็นของลูกค้า ที่จะน าไปสู่การพัฒนา และปรับปรุง ผลิตภัณฑ์ บริการในอนาคตให้ดีขึ้นได้ วิจัยตลาด : บันได 5 ขั้นสู่หัวใจลูกค้า รู้ไส้คู่แข่ง ตั้งเป้าธุรกิจตรงจุด วิจัยตลาด คือ กระบวณการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อวิเคราะห์และท าความเข้าใจว่า อะไรคือกุญแจสู่ความส าเร็จทางธุรกิจที่ท า ท่ามกลางคู่แข่งที่มีอยู่มากมายในวงการธุรกิจเดียวกัน ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า ได้แก่ ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการที่ไหนและซื้ออย่างไร ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกและ ตัดสินใจซื้อของลูกค้า เหตุผลอะไรบ้างที่ท าให้ลูกค้าซื้อและไม่ซื้อสินค้าและบริการแต่ละอย่าง การวิจัยตลาดยังช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจเรียนรู้ความเคลื่อนไหวในแวดวงธุรกิจของตัวเองด้วย เช่น เทรนด์ธุรกิจ ขนาดของตลาด คู่แข่งของเราเป็นใคร ฯลฯ
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราสรุปตลาดที่ธุรกิจของเราอยู่ และรู้ว่าคุณค่าของธุรกิจของเรามีต่อตลาดมากน้อยแค่ไหน และจะเพิ่มเติมให้ดีขึ้นที่ตรงจุดไหนด้วย วิจัยปฐมภูมิ วิจัยทุติยภูมิ คืออะไร ต่างกันอย่างไร? วิจัยตลาด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิจัยปฐมภูมิ และวิจัยทุติยภูมิ 1. วิจัยปฐมภูมิ วิจัยขั้นต้น คือ การศึกษาผู้ที่เป็นลูกค้าของธุรกิจโดยตรง วิธีการวิจัยที่ใช้ก็เช่น การสัมภาษณ์แบบกลุ่มหรือเชิญคน มาจ านวนหนึ่งให้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่างหนึ่ง (Focus group), การ สัมภาษณ์เดี่ยวด้วยค าถามแบบแสดงความเห็น (Open-ended conversation) และการท า แบบสอบถามด้วยค าถามเฉพาะเจาะจง วิจัยประเภทนี้จะเหมาะเป็นพิเศษส าหรับการสร้างกลุ่มผู้ซื้อสินค้า/บริการของบริษัท (Persona) หรือก าหนด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2. วิจัยทุติยภูมิ วิจัยขั้นรองหรือขั้นที่ 2 คือ การรวบรวมข้อมูลการส ารวจ แบบสอบถามและการตลาดอื่นๆ ที่ไม่ได้ท าเองมา วิเคราะห์ อาจจะรวมถึงบันทึกสถิติต่างๆ ก็ได้ เช่น รายงานแนวโน้มหรือบทความที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สถิติ การตลาด เป็นต้น
ข้อมูลของการวิจัยทุติยภูมิสามารถหาได้ทั่วไป เช่น สภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย ส านักวิเคราะห์ธุรกิจจาก ต่างประเทศ หรือเอเจนซี่การตลาดใหญ่ๆ ก็มักท ารายงานวิเคราะห์การตลาดขของอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆ อย่าง ต่อเนื่อง (ส่วนมากจะท ากันเป็นรายปี) รวมถึงข้อมูลฟี ดแบ็กธุรกิจของเรา เช่น การเข้าชมเว็บไซต์ โซเชียลมีเดียของ บริษัท ก็ใช้ได้เช่นกัน 5 ขั้นตอน วิจัยตลาด ใช้ได้กับธุรกิจทุกกลุ่ม 1.ระบุกลุ่มผู้ซื้อสินค้า/บริการของธุรกิจ และกลุ่มเป้าหมาย 2.มีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย 3.หาวิธีที่ดีที่สุดที่จะตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ได้ 4.หาข้อมูลคู่แข่งหลักของธุรกิจและวิเคราะห์พวกเขา 5.สรุปข้อมูลและผลลัพธ์ที่ได้จากการท าข้อ 1 – 4 1. ระบุกลุ่มผู้ซื้อสินค้า/บริการของธุรกิจ และกลุ่มเป้าหมาย ค าถามแรกที่ผู้ท าธุรกิจควรถามตัวเองคือ “ลูกค้าของเราเป็นใคร?” ต้องตอบให้ได้ เมื่อตอบได้เราจะประเมินต่อได้ ว่า เขามีลักษณะและพฤติกรรมอย่างไร ส าหรับผู้เพิ่งเริ่มต้นท าธุรกิจใหม่ๆ ให้มาเริ่มที่การสร้าง Persona หรือการสร้างตัวละครสมมติว่าเป็นคนส่วน ใหญ่ของลูกค้าของเราเป็นคนแบบไหน ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Persona ที่ผู้ท าวิจัยควรรู้ ก็เช่น อายุเท่าไหร่ สถานที่อยู่/ใช้ชีวิตที่ไหน ท างานหรือมี งานอดิเรกอะไร พฤติกรรมการใช้ชีวิตตามปกติและที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรามีอะไรบ้าง ฯลฯ นี่เป็นตัวอย่าง Customer persona ของลูกค้าบริษัทสมมติชื่อ ทัวร์ ABC
ผู้ท าวิจัยตลาดสามารถสร้าง Persona ได้มากกว่า 1 แบบ ขอเพียงแค่แต่ละ Persona นั้น แจกแจงข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ต่อการวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายและน าไปสู่การสร้างแผนการตลาดมาดึงดูดลูกค้าให้ซื้อสินค้า หรือบริการของบริษัทได้ 2. มีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย เมื่อทราบแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของธุรกิจเป็นใคร ก็ถึงเวลาที่ผู้วิจัยจะสุ่มสอบถามพูดคุยเพื่อให้พวกเขา แสดงความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์ของเราและอุตสาหกรรมธุรกิจนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการสุ่มสัมภาษณ์คนทั่วไปที่มี Persona ที่ก าหนดไว้ หรือจะติดต่อไปยังลูกค้าที่เรามีฐานข้อมูลอยู่ หรือแม้แต่คนที่เกือบเป็นลูกค้า (หยิบของใส่ตะกร้า แต่ไม่ได้ท าการสั่งซื้อให้เสร็จสิ้น) ก็ได้ วิธีการท าวิจัยกับกลุ่มเป้าหมาย ผู้วิจัยต้องมีเป้าหมายชัดเจน แล้วน าเป้าหมายนั้นมาช าแหละเป็นค าถามและหัวข้อ การสนทนา เช่น การวิจัยทัวร์เที่ยวต่างประเทศส าหรับนักท่องเที่ยวที่เที่ยวคนเดียว เมื่อกลุ่มเป้าหมายรับทราบข้อมูลแผนการเที่ยวทั้งแผนแล้ว อาจจะถามว่า “จากแผนการเที่ยวนี้ คุณรู้สึกว่าจะยอม เสียเงินจ่ายทัวร์นี้ที่เท่าไหร่? หรือไม่ซื้อ เพราะอะไร?”, “สภาพเศรษฐกิจแบบใดที่จะท าให้คุณตัดสินใจซื้อการ ท่องเที่ยวนี้?” หลังจากการท าวิจัย ควรมอบของตอบแทน เช่น เงินค่าจ้าง ของขวัญ หรืออาหาร แก่กลุ่มเป้าหมายที่ท า แบบสอบถาม เป็นค่าเสียเวลาด้วย 3. หาวิธีที่ดีที่สุดที่จะตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ได้ พอท าความเข้าใจและได้ข้อมูลที่มีคุณภาพจากกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าแล้ว ก็ได้เวลาที่ผู้ท าวิจัยจะน าสิ่งที่ได้มา ประชุมกับทีมการตลาดในองค์กร เพื่อค้นหาและสร้างแผนธุรกิจมาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า สิ่งส าคัญอีกอย่างที่นักการตลาดต้องค านึงทุกครั้งในการพัฒนาแผนธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์คือ แบรนดิ้งของสินค้าหรือ บริการ (Product/service branding) ที่สะท้อนตัวตนของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เมื่อได้มาแล้ว ก็โป รโมทหรือประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ คือ การโปรโมทผ่านโซเชียลมีเดียหรืออีเมล ซึ่งจะมีผล มาก แต่ในส่วนของช่องทางสื่อ ก็ต้องค านึงถึงธรรมชาติของผลิตภัณฑ์อีกที ซึ่งแม้ทุกวันนี้ ช่องทางออนไลน์จะแทบ ครอบคลุมธุรกิจทุกอย่าง แต่ก็ไม่มีสูตรตายตัว นักการตลาดควรทดสอบตลาดด้วยตัวเองเพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุดของ ผลิตภัณฑ์หรือองค์กรของตัวเอง
4. หาข้อมูลคู่แข่งหลักของธุรกิจและวิเคราะห์พวกเขา เริ่มจากการทราบว่า ธุรกิจของเราอยู่ในอุตสาหกรรมหรือวงการธุรกิจอะไร ถ้าไม่ทราบก็ให้เริ่มจัดประเภทให้มัน ซึ่ง อาจจะอยู่ได้มากกว่า 1 วงการ เพราะเมื่อระบุได้ว่าอยู่วงการอะไร ก็จะทราบโดยอัตโนมัติว่า คู่แข่งของเราเป็นใคร ส่วนมากแล้ว รายชื่อของบริษัทต่างๆ ในวงการธุรกิจเดียวกันจะอยู่ในรายงานการตลาด ใน LinkedIn หรือง่าย ที่สุดคือ ค้นหาในระบบค้นหา Google ยิ่งสามารถเจาะจงประเภทของธุรกิจได้ละเอียดแค่ไหน ก็จะยิ่งหาบริษัท อื่นที่เป็นคู่แข่งจริงๆ ของเราได้มากขึ้น ข้อมูลที่น าไปวิเคราะห์ก็จะสร้างประโยชน์ได้มากกว่า วิธีวิเคราะห์ธุรกิจที่นิยมใช้กันคือ SWOT Analysis กับบริษัท โดย SWOT ย่อมาจาก Strength (จุด แข็ง), Weekness (จุดอ่อน), Opportunities (โอกาสหรือปัจจัยดีจากภายนอก) และ Threaths (ผลกระทบด้านลบจากภายนอก) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทอื่นได้ นักการตลาดก็จะทราบว่า ธุรกิจของตัวเองจะสู้กับคู่แข่งอย่างไร เรามีจุดเด่นที่ แตกต่างจากคนอื่นอย่างไร และมีแนวโน้มธุรกิจอะไรที่บริษัทของเราควรเข้าร่วมด้วย เช่น กระแสการท่องเที่ยว ญี่ปุ่ น ไต้หวัน เป็นต้น
5. สรุปข้อมูลและผลลัพธ์ที่ได้จากการท าข้อ 1 – 4 จากทั้งหมดที่ผ่านมา ผู้ท าวิจัยตลาดหรือนักการตลาดจะมีข้อมูลพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย จนรู้ว่าจะเข้าถึงพวกเขายังไง รู้ว่าใครเป็นคู่แข่ง พวกเขาท าอะไรบ้าง คราวนี้ก็ได้เวลาน าข้อมูลทั้งหมดมาท าเป็น รายงานที่ชัดเจน ในรายงานควรพูดถึงเป้าหมายของการท ารายงาน ข้อมูลและที่มาของมัน และสรุปเชิงวิเคราะห์ข้อมูลที่หาได้ ทั้งหมด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการท าวิจัยตลาดเพื่อทราบถึงธุรกิจโดยรวมหรือใช้ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็ท า รายงานออกมาด้วยหัวข้อแบบเดียวกันที่ว่านี้ หรือสามารถเพิ่มเติมหัวข้อได้ตามความต้องการของการท าวิจัย การวิจัยการตลาดที่ใช้เชิงธุรกิจ การวิจัยการตลาดมีบทบาทส าคัญในการช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดขึ้นโดย การให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับพฤติกรรม ความชอบ และแนวโน้มของตลาดของผู้บริโภค หากไม่มีการวิจัยที่เหมาะสม ธุรกิจอาจด าเนินการอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า โดยไม่เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย คู่แข่ง หรือแนวโน้มของอุตสาหกรรมการวิจัยการตลาดช่วยให้ธุรกิจได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับลูกค้า คู่แข่ง และสภาวะตลาด ซึ่งจะท าให้พวกเขาสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลและหลักฐานได้มากขึ้น แทนที่จะใช้สมมติฐานหรือการคาดเดา การท าวิจัยทางการตลาดช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุโอกาสใหม่ ๆ ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสม และตัดสินใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การก าหนดราคา การส่งเสริมการขาย และประเด็นส าคัญอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การวิจัยทางการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจสามารถ:
●ระบุตลาดเฉพาะและกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่พวกเขาอาจไม่เคยพิจารณามาก่อน ●ก าหนดประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาดและปรับเปลี่ยนตามความจ าเป็น ●เข้าใจความต้องการ ความพึงพอใจ และจุดบกพร่องของลูกค้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการ เหล่าน้นั ●น าหน้าคู่แข่งโดยติดตามกลยุทธ์ จุดแข็ง และจุดอ่อนของพวกเขา ●ทดสอบแนวคิด การออกแบบ หรือคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ใหม่ก่อนที่จะลงทุนทรัพยากรที่ส าคัญในการพัฒนา ●ปรับกลยทุธ์ดา้นราคาให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มรายไดแ้ละกา ไรใหสู้งสุด ●ประเมินความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า และระบุจุดที่ต้องปรับปรุง การวิจัยการตลาดเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพส าหรับธุรกิจที่ต้องการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก ซึ่ง จะช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในปัจจุบัน การวิจัยการตลาดเป็นกระบวนการรวบรวม วิเคราะห์ และตีความข้อมูลเกี่ยวกับตลาดหรือ กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เป้าหมายของการวิจัยการตลาดคือการช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจอย่างรอบรู้มากขึ้นโดยให้ข้อมูลเชิง ลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับพฤติกรรม ความชอบ และแนวโน้มของตลาดของผู้บริโภค การวิจัยการตลาดสามารถมีได้หลายรูปแบบ เช่น การส ารวจ การสนทนากลุ่ม การสังเกต และการวิจัย ทุติยภูมิ แบบส ารวจเกี่ยวข้องกับการถามค าถามกลุ่มคนเพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทัศนคติ ความชอบ และพฤติกรรมของพวกเขา กลุ่มโฟกัสเกี่ยวข้องกับการรวมตัวกันของคนกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับหัวข้อ หรือผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงในเชิงลึก ช่วยให้นักวิจัยได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความคิดเห็นและความ ต้องการของผู้บริโภค การสังเกตเกี่ยวข้องกับการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคโดยตรงในสถานการณ์จริง เช่น การซื้อของ ในร้านค้าหรือการซื้อของออนไลน์ การวิจัยทุติยภูมิเกี่ยวข้องกับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับการตีพิมพ์หรือ รวบรวมโดยแหล่งข้อมูลอื่น เช่น รายงานอุตสาหกรรม สถิติของรัฐบาล หรือการวิเคราะห์สื่อสังคมออนไลน์
วัตถุประสงค์ของการวิจัยการตลาดคือการช่วยให้ธุรกิจมีความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย คู่แข่ง และ เงื่อนไขทางการตลาด การท าวิจัยทางการตลาดช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุโอกาสใหม่ ๆ ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้ เหมาะสม และตัดสินใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การก าหนดราคา การส่งเสริมการขาย และประเด็น ส าคัญอื่นๆ การวิจัยการตลาดยังสามารถช่วยให้ธุรกิจน าหน้าคู่แข่งได้ด้วยการตรวจสอบกลยุทธ์ จุดแข็ง และจุดอ่อน ของพวกเขา การวิจัยการตลาดเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับธุรกิจที่ต้องการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและ รักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในปัจจุบัน ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและสภาวะตลาด ธุรกิจต่างๆ สามารถท าการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่อ้างอิงจากหลักฐาน แทนที่จะตั้งสมมติฐานหรือการคาดเดา เครื่องมือต่างๆ ในการท าการวิจัยการตลาด แบบส ารวจ: แบบส ารวจเป็นวิธีการวิจัยทางการตลาดประเภทหนึ่งที่พบมากที่สุด พวกเขาเกี่ยวข้องกับการถามค าถาม กลุ่มคนเพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทัศนคติ ความชอบ และพฤติกรรมของพวกเขา แบบ ส ารวจสามารถด าเนินการได้หลายวิธี รวมถึงแบบส ารวจออนไลน์ แบบส ารวจทางโทรศัพท์ แบบส ารวจทาง ไปรษณีย์ และแบบส ารวจด้วยตนเอง กลุ่มโฟกัส: กลุ่มโฟกัสเกี่ยวข้องกับการน าคนกลุ่มเล็ก ๆ มารวมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับหัวข้อหรือผลิตภัณฑ์เฉพาะในเชิง ลึก การสนทนากลุ่มสามารถท าได้ด้วยตนเองหรือทางออนไลน์ และช่วยให้นักวิจัยเข้าใจความคิดเห็นและ ความชอบของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การสังเกต: การสังเกตเกี่ยวข้องกับการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคโดยตรงในสถานการณ์ในชีวิตจริง ตัวอย่างเช่น นักวิจัย อาจสังเกตว่าผู้คนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เฉพาะในร้านค้าอย่างไร หรือพวกเขาใช้เว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งอย่างไร การ วิจัยประเภทนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งส าหรับการท าความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ การวิจัยทุติยภูมิ: การวิจัยทุติยภูมิเกี่ยวข้องกับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เผยแพร่หรือรวบรวมโดยแหล่งอื่นแล้ว ซึ่งอาจรวมถึงรายงานอุตสาหกรรม สถิติของรัฐบาล หรือการวิเคราะห์โซเชียลมีเดีย การวิจัยทุติยภูมิมีประโยชน์อย่าง ยิ่งในการระบุแนวโน้มและรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาวะตลาด การทดลอง: การทดลองเกี่ยวข้องกับการจัดการตัวแปรตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปเพื่อสังเกตผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาจท าการทดลองเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของข้อความทางการตลาดหรือคุณสมบัติของ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ กรณีศึกษา: กรณีศึกษาเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์เฉพาะเพื่อรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งที่ท า ให้ประสบความส าเร็จหรือไม่ประสบความส าเร็จ สิ่งนี้สามารถเกี่ยวข้องกับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจาก แหล่งต่างๆ รวมถึงความคิดเห็นของลูกค้า รายงานทางการเงิน และแนวโน้มอุตสาหกรรม โดยรวมแล้ว วิธีการวิจัยการตลาดแต่ละประเภทมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง และวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการรวมวิธีการวิจัยที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ธุรกิจ สามารถได้รับความเข้าใจที่ครอบคลุมมากขึ้นเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและสภาวะตลาด ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาตัดสินใจได้ อย่างรอบรู้มากขึ้น การวิจัยการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจอย่างชาญฉลาดได้ การวิจัยการตลาดสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าแก่ธุรกิจเกี่ยวกับพฤติกรรม ความชอบ และแนวโน้มของ ตลาดของผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภค ธุรกิจสามารถเข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นและปรับแต่งผลิตภัณฑ์ บริการ
และความพยายามทางการตลาดให้สอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น การวิจัยทางการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจระบุโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ โดยการค้นพบ ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองหรือช่องว่างในตลาดที่พวกเขาสามารถเติมเต็มด้วยผลิตภัณฑ์หรือบริการ ใหม่ ๆ สิ่งนี้สามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่เหนือคู่แข่งและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ การวิจัยการตลาดยังสามารถช่วยให้ธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการให้ข้อมูลเชิง ลึกว่า ข้อความและช่องทางใดมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการทดสอบข้อความและ ช่องทางการตลาดต่างๆ ธุรกิจสามารถระบุสิ่งที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายและปรับความพยายามทางการตลาดให้ สอดคล้องกันสิ่งนี้สามารถช่วยธุรกิจประหยัดเวลาและทรัพยากรโดยเน้นการท าการตลาดไปที่ช่องทางและ ข้อความที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ การวิจัยทางการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การก าหนด ราคา และการส่งเสริมการขาย ด้วยการท าความเข้าใจความชอบและพฤติกรรมของผู้บริโภค ธุรกิจต่างๆ จึง สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของกลุ่มเป้าหมายได้ พวกเขายังสามารถ ก าหนดราคาผลิตภัณฑ์ของตนได้อย่างเหมาะสมตามความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภค และพัฒนากลยุทธ์การ ส่งเสริมการขายที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของพวกเขา ประการสุดท้าย การวิจัยทางการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจน าหน้าแนวโน้มของตลาดได้โดยการติดตามการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความชอบ และสภาวะตลาดของผู้บริโภค ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มของ ตลาด ธุรกิจสามารถระบุโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง สิ่งนี้สามารถช่วยให้ ธุรกิจน าหน้าคู่แข่งและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันได้
การวิจัยการตลาดเป็นเครื่องมือที่จ าเป็นส าหรับธุรกิจที่ต้องการท าการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่จะช่วยให้ บรรลุเป้าหมายและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค ความชอบ และแนวโน้มของตลาด ธุรกิจต่างๆ สามารถท าการตัดสินใจโดยอาศัย ข้อมูลหลักฐานมากกว่าการคาดเดา ข้อดีของการใช้การวิจัยทางการตลาด การระบุโอกาสใหม่: การวิจัยการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจระบุโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ โดยการค้นพบความต้องการที่ไม่ตรงกัน หรือช่องว่างในตลาดที่พวกเขาสามารถเติมเต็มด้วยผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ สิ่งนี้สามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่เหนือ คู่แข่งและสร้างแหล่งรายได้ใหม่
การปรับปรุงการพัฒนาผลิตภัณฑ์: การวิจัยการตลาดสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าแก่ธุรกิจเกี่ยวกับความชอบและความต้องการของผู้บริโภค ช่วยให้พวกเขาสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการเหล่านั้นและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง เมื่อเข้าใจว่า ผู้บริโภคต้องการอะไร ธุรกิจต่างๆ จะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มที่จะประสบความส าเร็จในตลาดได้ การปรับกลยุทธ์ด้านราคาและการส่งเสริมการขายให้เหมาะสม: การวิจัยการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจก าหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดส าหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการของตน ตามความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภค สิ่งนี้สามารถช่วยธุรกิจตั้งราคาผลิตภัณฑ์ของตนให้แข่งขันได้และเพิ่ม ยอดขาย การวิจัยทางการตลาดยังสามารถช่วยให้ธุรกิจพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมการขายที่สอดคล้องกับ กลุ่มเป้าหมายและน าไปสู่อัตราการแปลงที่สูงขึ้น การปรับปรุงความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า: การวิจัยการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าลูกค้าให้คุณค่าอะไรและปัจจัยใดบ้างที่น าไปสู่ความพึง พอใจและความภักดีของลูกค้า ด้วยการระบุส่วนที่ต้องปรับปรุง ธุรกิจสามารถท าการเปลี่ยนแปลงที่ปรับปรุง ความพึงพอใจของลูกค้าและเพิ่มความภักดี การลดความเสี่ยงทางธุรกิจ: การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ความชอบ และแนวโน้มของตลาด ช่วยให้ธุรกิจ สามารถตัดสินใจอย่างรอบรู้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงของความล้มเหลว การวิจัยการตลาดสามารถช่วยให้ธุรกิจ หลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายได้โดยการให้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการเพื่อท าการคาดการณ์ที่ แม่นย ายิ่งขึ้นเกี่ยวกับตลาด
กระบวนการท าวิจัยการตลาด การท าวิจัยทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพเกี่ยวข้องกับขั้นตอนส าคัญหลายขั้นตอน นี่คือโครงร่างของขั้นตอนเหล่านี้: ก าหนดวัตถุประสงค์การวิจัย: ขั้นตอนแรกในการท าวิจัยทางการตลาดคือการก าหนดวัตถุประสงค์การวิจัยให้ชัดเจน สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับ การระบุปัญหาหรือโอกาสที่คุณต้องการแก้ไขผ่านการวิจัยและก าหนดข้อมูลเฉพาะที่จ าเป็นในการแก้ปัญหาหรือ ใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้น ออกแบบแผนการวิจัย: เมื่อก าหนดวัตถุประสงค์การวิจัยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการออกแบบแผนการวิจัยที่สรุปวิธีการวิจัยที่จะใช้ ประชากรเป้าหมาย ขนาดตัวอย่าง และเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล แผนการวิจัยควรระบุระยะเวลาและ งบประมาณส าหรับการวิจัยด้วย รวบรวมข้อมูล: ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลที่จ าเป็นเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์การวิจัย ซึ่ง อาจเกี่ยวข้องกับการใช้วิธีการวิจัยต่างๆ เช่น การส ารวจ การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ หรือการสังเกต วิเคราะห์ผลลัพธ์: เมื่อรวบรวมข้อมูลแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์ผลลัพธ์ สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการใช้การวิเคราะห์ทาง สถิติหรือเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลอื่นๆ เพื่อระบุรูปแบบ แนวโน้ม และความสัมพันธ์ในข้อมูล เป้าหมายคือการ หาข้อสรุปและข้อมูลเชิงลึกจากข้อมูลที่สามารถช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ รายงานผลการวิจัย: ขั้นตอนสุดท้ายคือการรายงานผลการวิจัย เป็นการสรุปวัตถุประสงค์ วิธีการ และผลการวิจัยอย่างชัดเจน และรัดกุม รายงานควรรวมถึงค าแนะน าส าหรับการด าเนินการตามผลการวิจัย
เมื่อท าตามขั้นตอนส าคัญเหล่านี้ ธุรกิจต่างๆ สามารถท าการวิจัยทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึก อันมีค่าเกี่ยวกับพฤติกรรม ความชอบ และแนวโน้มของตลาดของผู้บริโภค ความท้าทายของการวิจัยการตลาด แม้ว่าการวิจัยทางการตลาดสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่า แต่ก็มีความท้าทายทั่วไปหลายประการที่ ธุรกิจอาจพบในระหว่างกระบวนการวิจัย ต่อไปนี้เป็นความท้าทายและเคล็ดลับที่พบบ่อยที่สุดในการเอาชนะพวก เขา ความล าเอียงของตัวอย่าง: ความท้าทายอย่างหนึ่งในการวิจัยการตลาดคือการท าให้มั่นใจว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนของประชากร เป้าหมาย เพื่อเอาชนะความท้าทายนี้ นักวิจัยสามารถใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างและเลือกตัวอย่างอย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจ คุณภาพของข้อมูล: ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการท าให้มั่นใจว่าข้อมูลที่รวบรวมนั้นถูกต้องและเชื่อถือได้ เพื่อแก้ไข ปัญหานี้ นักวิจัยสามารถใช้เครื่องมือส ารวจที่ผ่านการตรวจสอบและก าหนดมาตรการควบคุมคุณภาพ เช่น กระบวนการล้างข้อมูลและการตรวจสอบความถูกต้อง ข้อจ ากัดด้านต้นทุน: การวิจัยการตลาดอาจมีราคาแพง โดยเฉพาะส าหรับธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อเอาชนะความท้าทายนี้ ธุรกิจ สามารถพิจารณาใช้วิธีการวิจัยที่คุ้มค่า เช่น แบบส ารวจออนไลน์หรือการวิจัยทุติยภูมิ
ข้อจ ากัดด้านเวลา: โครงการวิจัยอาจใช้เวลามากในการด าเนินการให้เสร็จสิ้น ซึ่งอาจเป็นเรื่องท้าทายส าหรับธุรกิจที่ต้อง ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ธุรกิจต่างๆ สามารถพิจารณาใช้วิธีการวิจัยแบบคล่องตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับ วงจรการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลซ ้าๆ เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกอย่างรวดเร็ว การวิเคราะห์และตีความข้อมูล: การวิเคราะห์และตีความข้อมูลการวิจัยอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งส าหรับธุรกิจที่ไม่คุ้นเคย กับการวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อเอาชนะความท้าทายนี้ ธุรกิจสามารถพิจารณาจ้างนักวิเคราะห์ข้อมูลหรือท างาน กับบริษัทวิจัยการตลาดที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล