สว่ นท่ี 2
รายงานผลการสังเคราะห์ผลการแกป้ ญั หาและ
การพฒั นาคณุ ภาพผูเ้ รยี น
รายงานการสงั เคราะห์ผลการแก้ปญั หาและพัฒนาผเู้ รยี น ตามหัวขอ้ ดงั น้ี
2.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
จดุ มุ่งหมายสำคัญของการจดั การเรยี นการสอนตามพระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศกั ราช
2542 และแก้ไขเพม่ิ เตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ไดม้ งุ่ เน้นใหผ้ เู้ รยี นสำคญั ที่สดุ ผเู้ รียนทกุ คนมคี วามสามารถ
ในการเรียนรูแ้ ละพฒั นาตนเองได้ ในการจัดการศกึ ษาจึงจำเปน็ ตอ้ งส่งเสริมให้ผูเ้ รยี นสามารถพัฒนาตนเองได้
เต็มตามศักยภาพ ดงั น้นั ในการจดั การเรยี นการสอนต้องมีรูปแบบทหี่ ลากหลายเพ่ือใหส้ นองความต้องการของ
ผู้เรียนรายบคุ คลได้ ผ้สู อนต้องให้ความสำคัญกับผ้เู รียนมากที่สุด โดยการศึกษาถงึ วิธีการสอนและวธิ ีการเรียน
ของผู้เรียนในรูปแบบใหม่ เพอื่ นำมาใช้ในการแก้ปัญหาหรอื พัฒนาผเู้ รยี น ท้ังนเี้ นน้ ใหผ้ ู้สอนสามารถนำ
กระบวนการวิจยั มาผสมผสานหรอื บูรณาการใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อใหผ้ ู้เรยี นรู้จักสรา้ งองค์ความรใู้ หม่
โดยกำหนดไว้ในมาตรฐาน 24(5) ให้สถานศกึ ษาและหน่วยงานทีเ่ ก่ยี วข้องดำเนนิ การส่งเสริมสนบั สนุนให้ผสู้ อน
สามารถจดั บรรยากาศ สภาพแวดลอ้ ม สื่อการเรยี น และอำนวยความสะดวกเพื่อใหผ้ ู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้และมี
ความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนง่ึ ของกระบวนการเรยี นรู้ ทั้งนีผ้ ู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไป
พรอ้ มกนั จากส่ือการเรยี นการสอน และแหลง่ วิทยาการประเภทตา่ งๆ และมาตรา 30 กำหนดใหส้ ถานศกึ ษา
พัฒนากระบวนการเรยี นการสอนท่มี ปี ระสิทธิภาพ รวมทั้งสง่ เสริมให้ผู้สอนสามารถวจิ ยั เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ที่
เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา
ตามทก่ี ระทรวงศึกษาธิการ ไดก้ ำหนดนโยบายการปฏริ ปู การศกึ ษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.
2552 – 2562) โดยมวี ิสยั ทัศน์ให้คนไทยไดเ้ รยี นรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคณุ ภาพ และภายในปี 2562 จะต้องมีการ
ปฏิรูปการศกึ ษาและการเรียนรอู้ ยา่ งเป็นระบบใน 3 ประเด็นหลัก คือ การพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน
การศกึ ษาและการเรียนรู้ของคนไทย เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการเรยี นรู้ที่มคี ุณภาพอยา่ งท่วั ถงึ สง่ เสรมิ
การมีสว่ นร่วมของทกุ ภาคส่วนในการบรหิ ารและการจัดการ และได้กำหนดแนวทางในการปฏริ ูปการศึกษาและ
การเรยี นรู้อย่างเป็นระบบไว้ 4 ประการ คือ การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ การพฒั นาคณุ ภาพครยู ุค
ใหม่ การพัฒนาคณุ ภาพสถานศกึ ษาและแหลง่ เรียนรยู้ ุคใหม่ การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหลง่ เรยี นรู้
ยุคใหม่ และการพัฒนาคณุ ภาพการบริหารจดั การใหม่ เพื่อมงุ่ หวงั ให้ผ้เู รียนเป็น คนดี เก่ง และมีความสุข
เป็นคณุ ภาพของเดก็ ไทยในอนาคต เปน็ ผู้ทีม่ ีความสามารถ คิดเป็น ทำเปน็ แกป้ ัญหาเป็น ก้าวไกลส่สู ากล
และมคี วามเปน็ พลเมอื งทีส่ มบูรณ์
อีกท้ังวิชาศลิ ปะเปน็ วิชาทีม่ งุ่ เนน้ ในการส่งเสริมใหน้ ักเรียนเกิดความคิด ความสามารถในการแสดงออกเชิง
สร้างสรรค์ ทำใหน้ ักเรียนมีความเชอ่ื ม่ันในตนเอง และชว่ ยให้นกั เรยี นได้พัฒนากระบวนการรบั รู้ทางศิลปะจน
สามารถค้นพบศักยภาพของตนเอง อีกทงั้ ยงั ส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนเกิดความรับผดิ ชอบ ความมรี ะเบียบวนิ ยั และ
สามารถทำงานรว่ มกันไดอ้ ยา่ งมีความสุข (คณะกรรมการกล่มุ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ, 2551, หนา้ 4) โรงเรียนแน
งมดุ วิทยาเปน็ หน่งึ ในสถานศึกษาทใี่ ห้ความสำคัญกบั การใช้กระบวนการคดิ สร้างสรรคใ์ นการเรยี นการสอนวิชา
ศิลปะ โดยได้กำหนดความคดิ สร้างสรรคใ์ ห้เป็น
ส่วนหนง่ึ ของมาตรฐานการเรียนรขู้ องทางโรงเรียน ซึ่งไดร้ ะบไุ วว้ า่ การเรยี นการสอนในวชิ าศลิ ปะต้องมี การ
สง่ เสริมให้นักเรยี นมีความสามารถในด้านการคิดสร้างสรรค์
ดงั นนั้ จงึ จำเป็นอยา่ งย่งิ ทจี่ ะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กบั นักเรยี น เพื่อใหส้ ามารถพัฒนาตนเอง
จนสามารถคิดสรา้ งสรรค์ได้ ซ่ึงการทจ่ี ะทำให้นักเรยี นเกดิ ส่งิ ดงั กลา่ วไดน้ ้ัน ครูผูส้ อนจำเป็นท่จี ะต้องมีการ
ปรับเปลยี่ นการจดั การเรียนการสอนโดยเฉพาะเทคนคิ วธิ กี ารสอนของครูเพือ่ ให้นักเรียนใชก้ ระบวนการคดิ ใหไ้ ด้
แตจ่ ากการเรียนการสอนเท่าที่ผา่ นมา พบว่าครผู สู้ อนยังสอนโดยมักจะให้นักเรียนทำตามแบบอยา่ งท่คี รูกำหนด
มากกวา่ จะกระตนุ้ ใหน้ ักเรียนไดแ้ สดงออกทางความคิดดว้ ยตนเอง หรือใหน้ กั เรยี นคิดอย่างแตกต่างและคิดอยา่ ง
อสิ ระ ซง่ึ จากการสอนในลักษณะดงั กล่าวน้ีเองท่อี าจไปจำกัดวิธีการคิดของนกั เรยี น เชน่ เดยี วกัน ดังที่ อารี พนั ธ์
มณี (2540, หน้า 14) กล่าวไว้วา่ ถา้ หากครผู สู้ อนสามารถทำใหน้ กั เรยี นคิดอยา่ งแตกต่างและคดิ อยา่ งอสิ ระได้
แลว้ ก็จะช่วยใหน้ ักเรยี นสามารถคิดอยา่ งสรา้ งสรรค์ได้
จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยเห็นวา่ ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่นกั เรียนควรได้รับการพัฒนาและการใช้
บทเรยี นสำเร็จรูป เป็นวธิ ีการหน่ึงที่จะช่วยใหน้ ักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ ได้ ดงั น้ันจงึ เป็นเหตุให้ผู้วิจัยสนใจ
ที่จะศึกษาผลของการใช้บทเรียนสำเร็จรูปที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์ของนักเรียนในวิชาศิลปะชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแนงมุดวิทยา จังหวัดสุรินทร์ และคิดว่าเมื่อนำบทเรียนสำเร็จรูปไปใช้ในการสอน
ศิลปะใหก้ บั นกั เรยี นแล้ว นา่ จะทำใหน้ ักเรียนมพี ัฒนาการทางดา้ นการคิดสรา้ งสรรคเ์ พิ่มขึ้นตลอดจนเป็นแนวทาง
ในการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเพื่อนำไปใช้ในการสอนความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการให้การเรียนการสอนยึด
ผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนได้พัฒนาการเรียนรู้ของตนเองตามความสามารถ
ตามความเชื่อที่ว่า นักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่สามารถเรียนรู้ได้เท่ากันในเวลาใกล้เคียงกัน แต่
นักเรยี นก็สามารถท่จี ะเรียนรู้ได้ ถ้านกั เรียนมีเวลาในการเรียนร้ทู ี่เพียงพอ
2.2 รปู แบบ เทคนิค วิธีการแกป้ ัญหาหรือพฒั นา
2.2.1. รูปแบบการวิจยั
1) การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One - group pre - test and
post - test design) ซึ่งมีรูปแบบดังน้ี
T1 ------------ X ------------ T2
โดยที่ T1 คอื การสอบก่อนจดั การเรียนรู้ (Pre-test)
X คอื การจัดการเรยี นรูแ้ บบ Active Learning เรอ่ื ง การอ่านเพื่อพฒั นาทักษะความคดิ
T2 คอื การสอบหลังจดั การเรยี นรู้ (Post-test)
2.2.2. เทคนิควิธกี ารสอน
วิธีการสอนแบบ Active Learning (การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ) หมายถึง
กระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยผ่านการกระทำและ
รว่ มมอื กนั ระหวา่ งผู้เรียนดว้ ยกัน ซึง่ เกิดข้ึนจากสมมติฐาน ดงั น้ี
นกั เรยี นท่ีได้เรยี นด้วยวธิ ีการสอนแบบ Active Learning มีพัฒนาการและความรูความเข้าใจ
เกีย่ วกบั สิลปะและลงมือปฏบิ ตั ไิ ด้ เพื่อส่งเสริมทักษะความคดิ ทั้งด้านสาระการเรยี นรู้ ทักษะกระบวนการ และ
เจตคตทิ ่ีดตี ่อวิชาศิลปะของนักเรยี นดขี ึ้น
รูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่นำมา
ประยุกต์ใช้ คือ การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based Learning) ในการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์
ความรู้ดว้ ยตนเอง “Child Centered” ผา่ นกจิ กรรมทคี่ รอู อกแบบไว้
2.2.3 เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
1) แผนการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้วิธีการสอนแบบ Active Learning
2) แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน แบบเลอื กตอบ 4 ตัวเลือก
2.2.4 สถิตกิ ารวิเคราะห์ขอ้ มลู
การเก็บรวบรวมจากเครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั มาวเิ คราะห์ข้อมลู ทางสถิติโดย
ดำเนินการวิเคราะห์ดังน้ี
2.2.4.1 ร้อยละ (Percentage) คำนวณจากสูตร
P = f 100
N
เมือ่ P แทน รอ้ ยละ
f แทน ความถี่ทีต่ ้องการเปลี่ยนแปลงใหเ้ ป็นรอ้ ยละ
N แทน จำนวนความถที่ ้งั หมด
2.2.4.2 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ Active
Learning ใชส้ ูตรการทดสอบค่าที (t-test) ชนิดกลมุ่ ตัวอยา่ งท่ไี มเ่ ปน็ อสิ ระจากกนั (Dependent Sample) (บญุ
ชม ศรีสะอาด. 2545 : 112-113)
t = ∑D df = n-1
√n ∑ D2 − (∑ D)2
n−1
เมอ่ื t แทน คา่ สถติ ิที่จะใช้เปรียบเทยี บค่าวกิ ฤตในการแจกแจงแบบ
t เพอื่ ทราบความมีนยั สำคญั
D แทน ค่าผลตา่ งระหว่างคูค่ ะแนน
n แทน จำนวนกลุ่มตวั อยา่ งหรือจำนวนคู่คะแนน
df แทน ชั้นแหง่ ความอสิ ระ
∑ D แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนกอ่ นเรยี นและ
คะแนนหลังเรียน
∑ D2 แทน ผลรวมของผลตา่ งกำลังสองของคะแนนก่อนเรียนและ
คะแนนหลังเรยี น
(∑ D)2 แทน ยกกำลังสองของผลรวมของผลต่างของคะแนนก่อนเรยี นและ
คะแนนหลังเรยี น
2.2.4.3 วิเคราะหค์ ะแนนผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ซึ่งได้จากการสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน
เพือ่ วเิ คราะหห์ าคะแนนความก้าวหนา้ ทางการเรยี นของนกั เรยี น โดยหาได้จากสตู ร ดงั น้ี
คะแนนหลงั เรยี น- คะแนนก่อนเรียน X 100
คะแนนเต็มของแบบทดสอบ
2.2.4.3.1 ร้อยละความกา้ วหนา้ (% Gain) =
2.2.4.3.2 <g> = (% post–test)-(% Pre-test) / (100 %)-(% Pre-test)
โดยที่ (g) คอื ค่า Normalized Gain
% post–test คอื ค่าเฉลย่ี ของคะแนนสอบหลงั เรยี นเป็นเปอรเ์ ซน็ ต์
% Pre-test คือ ค่าเฉลย่ี ของคะแนนสอบก่อนเรียนเปน็ เปอรเ์ ซ็นต์
2.2.4.3.3 การประเมินนส้ี ามารถแบง่ ระดับคา่ ของ Normalized Gain ออกได้ 3 ระดบั คือ
- High Gain เปน็ ชนั้ เรียนทไ่ี ด้คา่ <g> ≥ 0.7
- Medium Gain เปน็ ช้นั เรยี นที่ไดค้ ่า 0.7 ≤ <g> ≥ 0.3
- Low Gain เปน็ ชัน้ เรียนท่ีไดค้ ่า 0.0 ≤ <g> > 0.3
ผลทเี่ กิดข้ึน 2.3 การนำรูปแบบเทคนิควิธกี ารแก้ปัญหาหรือพฒั นาไปใชใ้ นการแกป้ ัญหาหรือพฒั นาและ
2.3.1 คะแนนผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนกอ่ นเรียนและหลังเรยี น
จากการวิเคราะห์แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป และหาประสิทธิภาพของ
บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง รูปแบบทัศนธาตุและแนวคิดในงานทัศนศิลป์ วิชา ทัศนศิลป์
ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแนงมุดวิทยา ผวู้ จิ ัยไดน้ ำเสนอวธิ ีการดำเนินการตามลำดับ ดังน้ีเร่ือง พบว่า
นกั เรียนมีคะแนนเฉล่ยี หลงั เรียนในภาพรวม ( ̅ = 16.96 และ SD = 1.60) สูงกวา่ คะแนนเฉล่ียกอ่ นเรยี น ( ̅
= 12.41 และ SD = 1.97 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( t 9.19 และ p <0.05) และเมื่อแยกพิจารณาเปน็ หวั ข้อ
ย่อย พบวา่ นกั เรียนมคี ะแนนเฉลี่ยหลงั เรียนในแตล่ ะหัวขอ้ สงู กว่าคะแนนเฉลี่ยกอ่ นเรยี นอย่างมนี ัยสำคญั
หลักฐาน : ➢ รายงานการสงั เคราะห์ผลการแกป้ ญั หาและพัฒนาผเู้ รยี น
➢ วจิ ัยในชน้ั เรยี น
งานวิจัยในช้นั เรยี น
การประเมินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ชำนาญการ
สายการสอน
ด้านที่ 3
ผลการปฏิบัติงาน