The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือตำนานสืบสานวิถีไตลื้อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อนุการ อุดกันทา, 2023-01-17 07:25:52

หนังสือตำนานสืบสานวิถีไตลื้อ

หนังสือตำนานสืบสานวิถีไตลื้อ

หนังสือตำ นานสืบสานวิถีไตลื้อ ไตลื้อเมืองลวงใต้ ตำ บลเชิงดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่


คำ นำ หนัง นั สือ สื เรื่อ รื่ ง “ตำ นานสืบ สื สานวิถีไตลื้อ” เล่มนี้ คณะทำ งานไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ได้จัดทำ ขึ้น ขึ้ เพื่อ พื่ เป็น ป็ เอกสารประกอบการศึก ศึ ษา “ตำ นานสืบ สื สานวิถี ๓ ไต” ไตลื้อ ไตยอง ไตเขิน ขิ ซึ่งจัดรวบรวมโดยคนไตลื้อ เพื่อ พื่ การอนุรั นุ ก รั ษ์ สนับ นั สนุน นุ โดยสำ นัก นั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งห่ชาติ โครงการศึก ศึ ษาวิถี ๓ ไต “ไตลื้อ ไตยอง ไตเขินขิ ” จัดขึ้น ขึ้ เมื่อ มื่ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เอกสารนี้จั นี้จั ดขึ้น ขึ้ เพื่อ พื่ประกอบการศึก ศึ ษาให้แ ห้ ก่เยาวชน ประชาชนไตลื้อ ชุมชน หน่วน่ยงานราชการ และผู้ สนใจ โดยมีวั มีวั ตถุประสงค์ เพื่อ พื่ เสริมริสร้า ร้ งองค์ความรู้ ด้านประวัติศาสตร์ การแต่งกาย ภาษาพูด พู และ ประเพณี พิธีพิก ธี รรมความเชื่อ ชื่ ของชาติพัน พั ธุ์ไธุ์ ตลื้อ อันจะเป็น ป็ การเสริมสร้างความตระหนัก นั ในการดูแ ดู ลรักษา อนุรั นุ ก รั ษ์ สืบ สื ทอดมรดกทางศิลศิปวัฒนธรรมไตลื้อให้ค ห้ งสืบ สื ต่อไป ผลงานในหนัง นั สือ สื เล่มนี้ จึงสะท้อนให้เ ห้ ห็น ห็ ถึงเอกลักษณ์ทัศนคติของไตลื้อ ความคิด ความเชื่อ ชื่ องค์ความรู้ด้ รู้ ด้ านศิลศิปวัฒนธรรม ประเพณีที่กลายเป็น ป็ เรื่องเลือนรางในวิถีชีวิ ชีวิตปัจ ปั จุบัน บั คณะทำ งานหวังเป็น ป็ อย่าย่งยิ่งยิ่ว่าหนัง นั สือ สื เล่มนี้จ นี้ ะเป็น ป็ ประโยชน์ต่ น์ ต่อ เยาวชน ประชาชนไตลื้อ และผู้ที่ผู้ที่มีห มี น้า น้ ที่ดูแ ดู ล รัก รั ษามรดกทาง ศิลศิปวัฒนธรรมประเพณีรวมไปถึงผู้ที่มีค มี วามสนใจ ได้ศึก ศึ ษาค้นคว้าเพื่อร่วร่มเป็น ป็ ส่วส่นหนึ่ง นึ่ในการธำ รงรักษา เอกลักษณ์ของ “ชาติพัน พั ธุ์ไธุ์ ตลื้อ” ต่อไปในอนาคต ขอขอบคุณปราชญ์ชุ ญ์ ชุ มชน ผู้เผู้ฒ่าฒ่ผู้แก่ที่ให้ค ห้ วามรู้ ข้อมูล และสำ นักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งห่ ชาติ ที่ได้สนับ นั สนุน นุ การจัดพิมพิพ์ห พ์ นัง นั สือ สื เล่มนี้ขึ้ นี้ ขึ้ น ขึ้ คณะทำ งานไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ ๑ มิถุมินายน ๒๕๕๓


ส า ร บั ญบั เ รื่ อ รื่ ง ห น้ า ป ร ะ วั ติไ ต ลื้ อ บ้ าบ้ น เ มื อ มื ง ล ว งใ ต้ ๑ ป ร ะ วั ติ ก า ร แ ต่ ง ก า ย ๑ ๑ ภ า ษ าไ ต ลื้ อ กั บ ค ว า ม เ ป็ น ม าใ น อ ดี ต ดี ๑ ๔ - ภ า ษ า ไ ต ลื้ อ ใ น ปั จ ปั จุ บั นบั ๑ ๔ - โ ค ร ง ส ร้ าร้ ง ภ า ษ า ไ ต ลื้ อ ๑ ๖ - ร ะ บ บ เ สี ย สี ง สำ เ นี ย นี ง ๑ ๘ - อั ก ข ร ะ โ ต๋ ไ ต ๒ ๐ - ศั พศั ท์ โ ต๋ ไ ต ๒ ๒ - อั ก ษ รไ ต ลื้ อ ใ ห ม่ ๒ ๒ พิ ธี พิ ก ธี ร ร ม แ ล ะ ค ว า ม เ ชื่ อ ชื่ ๒ ๓ - ต๊ า ว ตั ง สี่ ๒ ๓ - เ ส้ อ ส้ วั ด เ ส้ อ ส้ บ้ าบ้ น ๒ ๖ - ขั นขั ตั้ ง ห รื อ รื ขั นขั ค รู ๒ ๙ - เ จ้ า ที่ บ้ าบ้ น ห อ ผี ปู่ ผี ปู่ ย่ปู่าย่๓ ๒ - ผี ห ผี อ ผี เ ผี ฮื อ น ๓ ๓ สื บ สื จ๊ ะ ต๋ า ๓ ๔ ถ ว า ย ต า น ก๋ อ ง เ จ ดี ย์ ดี ท ย์ ร า ย ๓ ๖ ค า ถ า อ า ค ม ๓ ๘ ป ร า ช ญ์ ช ญ์ า ว บ้ าบ้ น ๓ ๙


บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ หมู่ ๘ ตำ บลเชิง ชิ ดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ปัจ ปั จุบัน บั


ประวัติความเป็น ป็ มาบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ ช่วช่งแรก สมัยมัของพระเจ้าแสนเมือ มื งมา รัชรักาลที่ ๗ แห่งห่ ราชวงศ์มั ศ์ งมัราย แห่งห่อาณาจักรล้านนา (พ.ศ. ๑๙๓๑ - ๑๙๕๔) ในครั้งรั้นั้นนั้พระเจ้าแสนเมือ มื งมาได้เสด็จประพาส ดินแดนสิบสิสองปันปันาแล้วเสด็จกลับมาถึงพันพันาฝั่งฝั่แกนโดย มีห มี ลักฐานเป็น ป็ จารึก รึ บนเสาไม้ แต่ปัจปัจุบันบันี้ช นี้ าวบ้า บ้ นได้ ทำ การก่อสร้า ร้ งขึ้น ขึ้ มาใหม่ ก่ออิฐถือปูนไว้ที่เสาหลักบ้า บ้ นของ บ้า บ้ นเมือ มื งลวงเหนือ นื อำ เภอดอยสะเก็ด เรื่อ รื่ ง “วันตั้งบ้า บ้ น” คือ วันเสาร์ ที่ ๓ เมษายน ๑๙๔๓ ช่วช่งที่ส ที่ อง ในยุคเจ้าผู้คผู้ รองนครเชื้อ ชื้ เจ็ดตนในปีพ ปี .ศ. ๒๓๔๗ พญาอุปราชธรรมลังกา อุปราชเมือ มื งเชีย ชี งใหม่ (สมัยมัพญา กาวิละเป็น ป็ เจ้าเมือ มื งเชีย ชี งใหม่)ม่ ได้ยกทัพไปกวาดต้อนคน ไตลื้อ ไตเขินขิและไตยอง จากเมือ มื งต่าง ๆ ในเขตสิบสิสองปันปั นา เชีย ชี งตุงตุและลาวตอนเหนือ นื เข้า ข้ มาไว้ให้ตั้ ห้ตั้งหลักแหล่ง อาศัยศัอยู่ใยู่นส่วส่นต่าง ๆ ของเมือ มื งเชีย ชี งใหม่แม่ละลำ พูนพูตาม นโยบาย “เก็บผักผั ใส่ซ้ส่า ซ้ เก็บข้า ข้ใส่เส่มือ มื ง” บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ก็ คงตกอยู่ใยู่นสภาพเช่นช่เดียวกัน จากหลักฐานและการศึก ศึ ษา รวมทั้งการสอบถามผู้เผู้ฒ่าฒ่ผู้แผู้ ก่จากรุ่นรุ่ต่อรุ่นรุ่ ชาวไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ แต่อดีตจนถึงปัจปัจุบันบั ส่วส่นใหญ่ก็ญ่ ก็ ยังยัคงไว้ซึ่ง ซึ่ เอกลักษณ์ อัตตลักษณ์ และ สัญสัลักษณ์ เช่นช่ภาษาพูดพูความเชื่อ ชื่ การแต่งกาย อาหารการกิน การแสดง อาชีพ ชี หลักเกษตรกรรม ลักษณะบ้า บ้ น เป็น ป็ แบบบ้า บ้ นไม้ใม้ ต้ถุนถุสูงสูลักษณะครอบครัวรั และเครือ รื ญาติ ชีวิ ชีวิตครอบครัวรัเป็น ป็ แบบผัวผัเดียวเมีย มี เดียว เป็น ป็ ครอบครัวรัขนาดเล็ก เมื่อ มื่ แต่งงานแล้วจะแยกครอบครัวรั แต่จะให้ค ห้ วามสำ คัญทั้งญาติทางพ่อพ่และทางแม่ บุตรจะให้ ใช้น ช้ ามสกุลกุของผู้เผู้ป็น ป็ พ่อพ่เป็น ป็ ที่น่าน่สังสัเกตว่านามสกุลกุของ ไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ มักมัขึ้น ขึ้ ต้นด้วย ส เสือ สื เช่นช่สอาดล้วน สมร สล่าปันปัสุดสุาแก้ว สุดสุาคำ สมโพธิ์ สงวน เป็น ป็ ต้น ไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ อำ เภอดอยสะเก็ด ในอดีต จนถึง ปัจปัจุบันบัจากการศึก ศึ ษาและสอบถามจากผู้เผู้ฒ่าฒ่ผู้แผู้ ก่ ชาวไตลื้อเป็น ป็ กลุ่มลุ่ชนที่สืบ สื เชื้อ ชื้ สายมาจากบรรพบุรุษที่ อพยพมาจากแคว้นสิบสิสองปันปันาทางตอนใต้ของมณฑล ยูนนาน ประเทศจีน การอพยพเข้า ข้ มาของชาวไตลื้อใน อำ เภอดอยสะเก็ด สันสันิษนิฐานว่ามี ๒ ช่วช่ง คือ


สังสัคมของชาวไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ เป็น ป็ สังสัคมเกษตรกรรม วัฒนธรรมและประเพณีห ณี ลายอย่าย่งไม่แม่ตกต่างจาก คนเมือ มื งกันมาก การแต่งกายผู้ชผู้ ายจะนุ่งนุ่เตี่ยวสะกอ หรือ รื สะดอ (เป้า ป้ ลึก) มัดมัตะเข็บ ข็ หรือ รื เตี่ยวสามดูกดูเสื้อ สื้ และกางเกง ย้อ ย้ มด้วยสีค สี รามหรือ รื ดำ โพกศรีษ รี ะด้วยผ้า ผ้ ส่วส่นผู้หผู้ ญิงญิจะสวมเสื้อ สื้ มัดมัรัดรัรูปผ่าผ่อก มีส มี าบหน้า น้ เฉีย ฉี งมาผูกผูติดกับด้าย หรือ รื ใช้ กระดุมดุเม็ด ม็ ขนาดใหญ่เญ่กี่ยวกันไว้ ตัวเสื้อ สื้ จะสั้นสั้แขนเสื้อ สื้ ยาว ทรงกระบอกนิยนิม ใช้สี ช้ ดำ สี ดำหรือ รื สีค สี ราม ตรงสาบเสื้อ สื้ จะขลิบ ด้วยแถบผ้า ผ้ สีต่ สี ต่าง ๆ หรือ รื ทำ เป็น ป็ ลวดลาย นุ่งนุ่ผ้า ผ้ ซิ่นซิ่ลายขวาง การวางสีล สี วดลายซิ่นซิ่แบบซิ่นซิ่ก่าน (ลักษณะของผ้า ผ้ ซิ่นซิ่ที่มี ลวดลายมัดมัหมี่ ซิ่นซิ่ดำ เติมแทรกด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง) และซิ่นซิ่ ปล่อง (ลักษณะการขัดขัทอด้วยการเก็บลาย หรือ รื การเก็บมุกมุ ) มีล มี วดลายสลับริ้วริ้สีพื้ สีพื้น พื้ ช่วช่งลายขนาดที่เท่ากัน ส่วส่นผมจะเกล้าเป็น ป็ มวยต่อว๊องผม แล้วโพกศรีษ รี ะด้วยผ้า ผ้ ขาว และถือถุงถุ ย่าย่ม ส่วส่นมากมักมั ใส่เส่สื้อ สื้ ผ้า ผ้ สีดำ สี ดำทั้งชายและหญิงญิวัฒนธรรมการแต่งกายคล้ายคลึงกับชาวล้านนา นอกจากนั้นนั้ยังยัได้รับรัการถ่ายทอดทางศิลศิปกรรม จิตรกรรมและวรรณกรรม ซึ่ง ซึ่ จะเห็น ห็ ได้จากวัด ซึ่ง ซึ่ ยังยัคงมีศิ มี ลศิปกรรม และจิตรกรรมภาพวาดฝาผนังนัศิลศิปะการแสดง การละเล่น ประเพณี พิธีพิก ธี รรม ฯลฯ ที่วัดรังรัษีสุทสุธาวาส (วัดไตลื้อเมือ มื ง ลวงใต้) ศิล ศิปะไตลื้อ ศิลศิปะไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ที่โดดเด่นได้แก่ งานผ้า ผ้ ทอไตลื้อ นิยนิมใช้ผ้ ช้ า ผ้ฝ้า ฝ้ ย ทอลวดลาย ที่เรีย รี กว่า ลายน้ำ ไหล ปัจปัจุบันบัมีก มี ารฟื้น ฟื้ ฟูแฟูละถ่ายทอดแก่ชุมชนสร้า ร้ งรายได้และเป็น ป็ สินสิค้าที่ได้รับรัความนิยนิมอย่าย่งแพร่หร่ลายด้วยศิลศิปะที่ มีค มี วามงดงาม ปราณีต ณี และยังยัคงรักรัษาไว้ตามบรรพบุรุษ ภาษาไตลื้อ ไตลื้อเมือ มื งลวงใต้มีภ มี าษาพูดพูและตัวอักขระ หรือ รื ตัวเขีย ขี น เป็น ป็ เอกลักษณ์ข ณ์ องตัวเอง ลักษณะเด่นของภาษาไตลื้อ คือการเปลี่ยนแปลงเสีย สี งสระภายในคำ โดยการเปลี่ยนระดับของลิ้น เช่นช่คำ ในภาษาไทยหรือ รื ภาษาล้านนามีเ มี สีย สี งสระ เอ, เออ, โอ ตรงกับคำ ในภาษาลื้อที่มีเ มี สีย สี งสระอิ, อึ, อุ เช่นช่ ในภาษาไทย คำ ว่า คน ภาษาล้านนาก็ใช้คำ ช้ คำว่า คน แต่ภาษา ลื้อใช้คำ ช้ คำว่า กุนกุคำ ว่า เงิน ภาษาลื้อใช้คำ ช้ คำว่า งึน ซึ่ง ซึ่ จะเห็น ห็ ได้ว่า มีเ มี อกลักษณ์ใณ์ นการออกเสีย สี งและภาษาลื้อมีเ มี สีย สี งสระ เดี่ยว มีทั้ มีทั้งสระเสีย สี งสั้นสั้และสระเสีย สี งยาว และภาษาลื้อจะไม่มีม่ส มี ระประสมเลย เช่นช่คำ ว่า เกลือ ภาษาลื้อจะออกเสีย สี งว่า เก๊อ หรือ รื คำ ว่า กล้วย ก็จะออกเสีย สี งเป็น ป็ โก๋ย เป็น ป็ ต้น สัง สั คมและวัฒนธรรม


อยู่ห่ยู่าห่งจากที่ว่าการอำ เภอดอยสะเก็ด ไปทางทิศตะวันออกเฉีย ฉี งเหนือ นื ประมาณ ๑ กม. มี อาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ นื ติดต่อ บ้า บ้ นลวงเหนือ นื หมู่ที่มู่ที่๕ ตำ บลลวงเหนือ นื อำ เภอดอยสะเก็ด ทิศใต้ ติดต่อ บ้า บ้ นป่าป่สักสัน้อ น้ ย หมู่ที่มู่ที่๙ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด ทิศตะวันออก ติดต่อ บ้า บ้ นป่าป่คา หมู่ที่มู่ที่๔ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด ทิศตะวันตก ติดต่อ บ้า บ้ นป่าป่ ไผ่ศผ่รีโรี ขง หมู่ที่มู่ที่๑๐ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด วิถีชีวิ ชีวิ ตในปัจ ปั จุบัน บั ไตลื้อเมือ มื งลวงมีข มี นบธรรมเนีย นี มประเพณี และวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับชาวไทยล้านนา คือยังยัคงรักรัษาขนบธรรมเนีย นี มประเพณีแ ณี ละวัฒนธรรมของตนอย่าย่งเหนีย นี วแน่นน่ เช่นช่การเกษตรกรรม อาหาร หัตหัถกรรม ศิลศิปะการทอผ้า ผ้ วรรณกรรม ภาษาไตลื้อ และงาน สืบ สื สานวัฒนธรรมไตลื้อ ถือได้ว่าสามารถนำ วัฒนธรรมของตนเองปรับรั ให้เ ห้ ข้า ข้ กับสังสัคมสมัยมั ใหม่ ได้อย่าย่งกลมกลืน ทำ ให้มี ห้ วั มีวัฒนธรรมที่มีค มี วามโดดเด่นจนถึงปัจปัจุบันบั อาหารการกิน ชาวไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ มักมัประกอบอาหารแบบเรีย รี บง่าย ส่วส่นใหญ่กิญ่ กินตามที่มีต มี าม ธรรมชาติ มีผั มี กผัเป็น ป็ ส่วส่นประกอบ อาหารที่นิยนิมรับรั ประทาน เช่นช่น้ำ พริกริน้ำ ปู, น้ำ พริกริน้ำ ผักผั, น้ำ พริกริน้ำ หน่อน่, แกงผักผัสั้งสั้, จิ้นส้า ส้ (ลาบ), แกงอ่อม, จิ้นไก่อบ, ข้า ข้ วเหลืองเนื้อ นื้ ไก่, จิ้นซำ พริกริ, ซีจิ้ ซีจิ้น (แกงส้ม ส้ จิ้น), แกงหน่อน่ ไม้, ม้ ส้ม ส้ หนังนั, น้ำ หนังนั, ส้ม ส้ ผักผักุ่มกุ่ , ส้ม ส้ ผักผักาด, จิ้นไก่หมี่ (ต้มยำ จิ้น ไก่), ตุงตุด้าง (แกงกระด้าง), หลามบอน, เป๊อป๊ะหว่าง (เลือดกระด้าง) แกงอีหยิอียิ อี เหยาะ ฯลฯ ที่ตั้ง ลักษณะภูมิ ภู ปมิ ระเทศ - พื้น พื้ ที่หมู่บ้มู่า บ้ นมี ๖๐๙ ไร่ - ที่อยู่อยู่าศัยศั๒๐๙ ไร่ - พื้น พื้ ที่เกษตร ๔๐๐ ไร่ - เป็น ป็ ที่ราบ มี ๓ ฤดู คือ ฤดูร้ดูอ ร้ น ฤดูฝดูน และฤดูหดูนาว ในฤดูร้ดูอ ร้ นอากาศร้อ ร้ นจัด ฤดูฝดูนมีฝมี นพอ ประมาณ ฤดูหดูนาวอากาศเย็น ย็ สบาย เหมาะสำ หรับรัการท่องเที่ยว พักพัผ่อผ่น - ฤดูร้ดูอ ร้ น เริ่มริ่ตั้งแต่ เดือน เมษายน – มิถุมินถุายน อากาศร้อ ร้ นจัดในเดือน เมษายน - ฤดูฝดูน เริ่มริ่ตั้งแต่ เดือน กรกฎาคม – ตุลตุาคม ฝนตกชุกในเดือน สิงสิหาคม - ฤดูหดูนาว เริ่มริ่ตั้งแต่ เดือน พฤศจิกายน – มกราคม หนาวจัดในเดือน ธันธัวาคม น้ำ พริกริน้ำ ปู https://shorturl.asia/SHNvu น้ำ พริกริน้ำ ผักผั https://shorturl.asia/xMa9Z เป๊อป๊ะหว่าง https://shorturl.asia/ohS1t


ส่วส่นใหญ่นัญ่บนัถือศาสนาพุทพุธ มีวั มีวัดประจำ บ้า บ้ นชื่อ ชื่ วัดรังรัษีสุทสุธาวาส (วัดลวงใต้) เจ้าอาวาส ชื่อ ชื่ พระครูสุตสุธรรมวิจิตร นายคำ แก้ว สล่าปันปัพ.ศ. ๒๔๕๑ – ๒๔๗๗ พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๔๘๖ นายมูลมูสหัสหัแปง นายทองใบ เจริญริทรัพรัย์ พ.ศ. ๒๔๘๗ – ๒๕๑๓ พ.ศ. ๒๕๑๔ – ๒๕๑๕ นายแสน ไชยวงค์ นายบุญถึง สอาดล้วน พ.ศ. ๒๕๑๖ – ๒๕๒๙ พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๔๘ นายทองพันพัธ์ อินทพันพัธ์ นายสุพัสุตพัร สอาดล้วน พ.ศ. ๒๕๔๘ - ปัจปัจุบันบั รายนามผู้ดำผู้ ดำ รงตำ แหน่ง น่ ผู้ใผู้หญ่บ้ ญ่ บ้ าน ในอดีตและปัจจุบัน ๑ พ.ศ. ๒๔๕๐ นายม่อม่ย ๔ ๓ ๒ ๕ ๖ ๗ ๘ มีค มี รัวรัเรือ รื น ๑๙๐ ครัวรัเรือ รื น มีปมี ระชากร ๖๖๖ คน เป็น ป็ ชาย ๓๐๔ คน หญิงญิ๓๖๒ คน แยกตามกลุ่มลุ่อายุ ได้ดังนี้ ประชากร


ประชากรมีร มี ายได้เฉลี่ย ๕๕,๐๐๐ บาท/คน/ปี ครัวรัเรือ รื นมีก มี ารออมร้อ ร้ ยละ ๓๐ ของครัวรัเรือ รื นทั้งหมด ประชากรส่วส่นใหญ่ปญ่ระกอบอาชีพ ชี เกษตรกรรม คิดเป็น ป็ ร้อ ร้ ย ละ ๖๐ ของครัวรัเรือ รื นทั้งหมด มีพื้ มีพื้น พื้ ที่การเกษตร ๔๐๐ ไร่ มีก มี ารเพาะปลูกลูพืช พื ฤดูฝดูนได้แก่ ข้า ข้ ว ฤดูแดูล้งได้แก่ ข้า ข้ ว สภาพทางสัง สั คม สภาพบ้า บ้ นเรือ รื นมีค มี วามมั่นมั่คงถาวร มีก มี ารจัดบ้า บ้ นเรือ รื นเป็น ป็ ระเบีย บี บ เรีย รี บร้อ ร้ ย ถูกถูสุขสุลักษณะ ครอบครัวรัมีค มี วามอบอุ่น ประชากรส่วส่นใหญ่ มีสุ มี ขสุภาพดี คนอายุ ๔๐ ปี ขึ้น ขึ้ ไป ได้รับรัการ ตรวจสุขสุภาพประจำ ปี ๑๐๐ เปอร์เ ร์ ซ็น ซ็ ต์ เด็กและเยาวชนได้รับรัการศึก ศึ ษาภาคบังบัคับครบ ๑๐๐ เปอร์เ ร์ ซ็น ซ็ ต์ ประชากร อายุ ๑๕-๖๐ ปี ทุกทุคนอ่านออกเขีย ขี นได้ ผู้สูผู้ งสูอายุและคนพิกพิารได้รับรัการดูแดูลเอาใจใส่ ๑๐๐ เปอร์เ ร์ ซ็น ซ็ ต์ ทุกทุครัวรัเรือ รื นเป็น ป็ สมาชิกชิกลุ่มลุ่ที่จัดตั้งขึ้น ขึ้ ไม่กม่ลุ่มลุ่ใดก็กลุ่มลุ่หนึ่ง นึ่ และมี ส่วส่นร่วร่มในการแสดงความคิดเห็น ห็ ที่เป็น ป็ ประโยชน์ต่ น์ ต่อสาธารณะ เป็น ป็ อย่าย่งดี มีไมีฟฟ้า ฟ้ใช้ทุ ช้ กทุครัวรัเรือ รื น สภาพทางเศรษฐกิจ กลุ่มลุ่รังรัษี กองทุนทุหมู่บ้มู่า บ้ น กลุ่มลุ่ออมทรัพรัย์เ ย์ พื่อ พื่ การผลิต กลุ่มลุ่ออมทรัพรัย์เ ย์ พื่อ พื่ การเกษตร ผู้สูผู้ งสูอายุ กลุ่มลุ่แม่บ้ม่า บ้ น กลุ่มลุ่หนุ่มนุ่สาว กองทุนที่มีอยู่แ ยู่ ล้วในหมู่บ้ มู่ บ้ าน


ผลิตภัณฑ์ที่น่ ที่ น่ าสนใจของหมู่บ้า บ้ น ผ้า ผ้ ทอไตลื้อ สาวไตลื้อเมือ มื งลวงใต้ กับ ชุดไตลื้อ ที่สวยงาม กลุ่มลุ่ผ้า ผ้ ทอไตลื้อแปรรูปผ้า ผ้ ทอไตลื้อ (รองเท้า, กระเป๋าป๋ โทรศัพศัท์,กระเป๋าป๋ ใส่เส่งิน) กลุ่มลุ่ทอผ้า ผ้ไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ ก่อตั้ง วันที่ ๙ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ มีส มี มาชิกชิกลุ่มลุ่จำ นวน ๒๐ คน นางสาวพรรณี สมโพธิ์ ประธาน นางศรีล รี า สมโพธิ์ เลขา นางจินดา ศรีส รี ร้อ ร้ ยเหมย ประชาสัมสัพันพัธ์ กลุ่มลุ่ทอผ้า ผ้ บ้า บ้ นไตลื้อเมือ มื งลวงใต้ ๑๒๑ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่ ๕๐๒๒๐ โทร. ๐๘-๗๗๒๖-๓๔๖๒, ๐๘-๑๔๗๓-๑๔๖๑, ๐๕๓-๘๖๖๒๐๖, ๐๕๓-๘๖๕๖๔๙ เดือนมกราคม ทำ บุญตักบาตรปีใปี หม่ (๑ มกราคม ของทุกทุปี)ปี เดือนเมษายน สืบ สื สานตำ นานไตลื้อ (๖ เมษายน ของทุกทุปี)ปี เดือนเมษายน ดำ หัวหัผู้สูผู้ งสูอายุ (๑๘ เมษายน ของทุกทุปี)ปี เดือนพฤษภาคม สรงน้ำ พระธาตุ (เดือน ๘ ออก ๘ ค่ำ ของทุกทุปี)ปี เดือนกรกฎาคม เข้า ข้ พรรษา เดือนกันยายน ทำ บุญเปตพลี 12 เป็ง ป็ ของทุกทุปี เดือนตุลตุาคม ทำ บุญทานต้นเงิน,สลากภัตต์ ทุกทุปี เดือนพฤศจิกายน ประเพณียี่ ณียี่เ ยี่ป็ง ป็ กิจกรรมทางวัฒนธรรม / ประเพณี / คุณ คุ ค่าทางสังคม จิตใจ คุณ คุ ค่าทางวัฒนธรรม ส่งส่เสริมริความสำ คัญทางพระพุทพุธศาสนา อนุรันุกรัษ์วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิภูปัมิญปัญาท้องถิ่น วิถีชีวิ ชีวิต และอัตลักษณ์ คุณ คุ ค่าทางเศรษฐกิจ เป็น ป็ การเผยแพร่แร่ละสนับนัสนุนนุส่งส่เสริมริการท่องเที่ยวเชิงชิ วัฒนธรรมและสร้า ร้ งรายได้บนพื้น พื้ ฐานทางวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิภูปัมิญปัญาท้องถิ่น


สถานที่ท่องเที่ยว / สถานที่บริก ริ าร ๑. บ้า บ้ นไตลื้อ ตั้งอยู่เยู่ลขที่ ๑๓๙ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ตั้งอยู่เยู่ลขที่ ๑๒๑ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ๒. วิหารไตลื้อ ตั้งอยู่เยู่ลขที่ ๑๒๑ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ๓. ศาลา อเนกประสงค์ ตั้งอยู่เยู่ลขที่ ๑๒๑ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ๔. พิพิ พิ ธ พิ ภัณฑ์วิถีชีวิ ชีวิ ต (หอไตร)


๖. ที่บริก ริ ารน้ำ ดื่ม สะอาด ตั้งอยู่เยู่ลขที่ ๑๒๑ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ๕. ข่ว ข่ งวัฒนธรรมไตลื้อ ตั้งอยู่เยู่ลขที่ ๑๒๑ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ตั้งอยู่เยู่ลขที่ ๑๒๑ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ๗. ที่อ่านหนัง นั สือ สืประจำ หมู่บ้ มู่ า บ้ น ตั้งอยู่เยู่ลขที่ ๑๒๑ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ๘. ศูน ศู ย์ส ย์ าธารณสุข สุ มูล มู ฐานหมู่บ้ มู่ า บ้ น


๑. สืบสานวัฒนธรรมไตลื้อ จัดขึ้น ขึ้ ในวันที่ ๖ เมษยนของทุกทุ ๆ ปี ประเพณี/ณี เทศกาลประจำ ปี ๒. ส่ง ส่ เคราะห์บ้ ห์ า บ้ น การส่งส่เคราะห์บ้ ห์ า บ้ นหรือ รื การส่งส่เคราะห์เ ห์ มือ มื ง เป็น ป็ ประเพณีเ ณี ก่าแก่ของไทลื้อ โดยปกติจะทำ ปีล ปี ะครั้งรั้ (ช่วช่งสงกรานต์) หรือ รื อาจทำ เป็น ป็ กรณีพิ ณี เพิศษ เมื่อ มื่ เหตุร้ตุา ร้ ยเกิดขึ้น ขึ้ กับคนในหมู่บ้มู่า บ้ นหรือ รื ชาวเมือ มื ง พิธีพิก ธี รรมนี้จ นี้ ะ เป็น ป็ การขับขั ไล่สิ่งสิ่ที่ไม่ดีม่ ดี งามให้อ ห้ อกไปจากบ้า บ้ นเมือ มื ง การยกย่อย่งใจบ้า บ้ นใจเมือ มื ง การบวงสรวงผีบ้ ผี า บ้ นผีเ ผี มือ มื ง เป็น ป็ ประเพณี (ฮีตกอง) โบราณก่อนที่ชาวไทลื้อจะนับนัถือพุทพุธศาสนาเถรวาท ณ ศูนศูย์ส ย์ าธารณสุขสุมูลมู ฐานชุมชน บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ ในวันที่ ๑๖ เมษายน ของทุกทุปี เครื่อ รื่ งครัวรัพิธีพิก ธี รรมส่งส่เคราะห์บ้ ห์ า บ้ น ผู้ร่ผู้วร่มพิธีพิทุ ธี กทุท่านรับรัการประพรมน้ำ มนต์ ศรัทรัธาร่วร่มกันถวายจตุปัตุจปัจัยไทยธรรม พระสงฆ์เ ฆ์ จริญริพระพุทพุธมนต์ ๓. ดำ หัว หัปีใปี หม่เ ม่ มือ มื ง การรดน้ำ ดำ หัวหัผู้ใผู้หญ่เญ่ ป็น ป็ การแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อบิดบิามารดา ผู้ใผู้หญ่ และผู้มีผู้ พ มี ระคุณคุ ด้วยความเชื่อ ชื่ ที่ว่า เป็น ป็ การขอขมาลาโทษ พร้อ ร้ มทั้งรับรัคำ อวยพรเพื่อ พื่ เป็น ป็ สิริสิมริงคลในชีวิ ชีวิต แต่ประเพณีนี้ ณีนี้จ นี้ ะ ทรงคุณคุค่าหากคุณคุพ่อพ่คุณคุแม่เม่ ป็น ป็ ผู้ปผู้ ลูกลูฝังฝัไว้กับเด็กๆ เพราะการที่คุณคุพ่อพ่คุณคุแม่สม่อนให้เ ห้ ด็ก ๆ รู้จั รู้ จักการรดน้ำ ดำ หัวหัผู้ใผู้หญ่ถืญ่ ถื อเป็น ป็ การสร้า ร้ งความสัมสัพันพัธ์ใธ์ นครอบครัวรัและเด็กยังยัได้รู้จั รู้ จักการเคารพผู้ใผู้หญ่ ซึ่ง ซึ่ ถือเป็น ป็ มารยาท ที่ควรปฏิบัติบั ติด้วยเช่นช่กัน ในวันที่ ๑๗ เมษายน ของทุกทุปี ประชาชน ลูกลูหลาน ดำ หัวหัผู้สูผู้ งสูอายุ แม่นิม่ลนิทอง ถาปันปั พ่อพ่หลวงสุพัสุตพัร สอาดล้วน นำ ลูกลูบ้า บ้ นดำ หัวหั พระครูสุตสุธรรมวิจิตร ด.ต. ประดิษฐ์ สอาดล้วน และลูกลูหลานบ้า บ้ นลวงใต้ ดำ หัวหัผู้สูผู้ งสูอายุ แม่ศม่รีลั รีลัย เขื่อ ขื่ นล้อม ลูกลูหลานดำ หัวหัพ่อพ่อุ้ยเลย แม่อุ้ม่ อุ้ยส่วส่ย จันติยา


๔. สรงน้ำ พระธาตุ การสรงน้ำ พระบรมสารีริ รี กริธาตุ และ พระธาตุ เป็น ป็ ประเพณีค ณี วามเชื่อ ชื่ ดั้งเดิมมาแต่โบราณ ที่นิยนิมกระทำ เป็น ป็ ประจำ ทุกทุปี เปรีย รี บเสมือ มื นการได้สรงน้ำ พระพุทพุธเจ้าหรือ รื พระอรหันหัต์ทั้งหลาย ในเดือน ๘ ขึ้น ขึ้ ๘ ค่ำ ของทุกทุปี พระสงฆ์เ ฆ์ จริญริพระพุทพุธมนต์ พระสงฆ์นำ ฆ์ นำสรงน้ำ พระธาตุ ประเคนจตุปัตุจปัจัยไทยธรรม พระครูสุตสุธรรมวิจิตร นำ เวียนเทียนพระธาตุ ๕. ประเพณียี่ ณียี่เ ยี่ป็ง ป็ (ตั้งธรรมหลวง) ประเพณียี่ ณียี่เ ยี่ป็ง ป็ “ยี่”ยี่ในล้านนาหมายถึงเดือน ๒ ส่วส่นคำ ว่า “เป็ง ป็”หมายถึงคืนพระจันทร์เ ร์ ต็มดวง หรือ รื เพ็ญ พ็ เดือนยี่ เป็น ป็ ประเพณีที่ ณีที่สนุกนุสนานรื่น รื่ เริงริของชุมชน เป็น ป็ ช่วช่งฤดูเดูก็บเกี่ยว ทุ่งทุ่ข้า ข้ วเหลืองอร่าร่ม จะมีก มี ารตกแต่งรถแห่ กระทงร่วร่มกิจกรรมกับทางอำ เภอและหมู่บ้มู่า บ้ นอื่นๆ ในยามค่ำ คืนยี่เ ยี่ป็ง ป็ ชาวบ้า บ้ นมางจะจุดถางประทีป และเทียนไว้ หน้า น้ บ้า บ้ น และตกแต่งด้วยโคมกระดาษ บางบ้า บ้ นจะตกแต่งหน้า น้ บ้า บ้ นอย่าย่งสวยงาม ที่วัดจะมีก มี ารทำ บุญ สวดมนต์ เย็น ย็ ชาวบ้า บ้ นจะพาครอบครัวรัไปลอยกระทงที่แม่น้ำม่น้ำลาว แม่น้ำม่น้ำสายหลักของชุมชน พระครูสุตสุธรรมวิจิตร จุดเทียนส่อส่งธรรม ท่านเจ้าคุณคุพระสุวสุรรณเมธี แสดงธรรมเนื้อ นื้ มหาชาติ ตั้งธรรมเนื้อ นื้ มหาชาติ ถ่ายรูปร่วร่มซุ้ม ซุ้ ประตูป่ตูาป่ที่ชนะการประกวด ศรัทรัธาประชาชน จุดผางผะติ๊ด


ประวัติการแต่งกายไตลื้อ บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ ประวัติผ้า ผ้ ทอไตลื้อ ๑. ผ้า ผ้ไตลื้อดั้งเดิม เดิมเป็น ป็ ลายก่านคอควาย / ผ้า ผ้ ซิ่นซิ่มีเ มี ฉพาะว่าซิ่นซิ่ตาซิวซิ / ผ้า ผ้ ตีนเต๊าะ (ต่อหัวหัต่อตีน) ปัจปัจุบันบักลุ่มลุ่แม่บ้ม่า บ้ น และกลุ่มลุ่ทอผ้า ผ้ ได้ไปศึก ศึ ษาดูงดูานลายผ้า ผ้ หลายแห่งห่และนำ มาประยุกต์เป็น ป็ รูปแบบของเครื่อ รื่ ง แต่งกายที่ในงาน สืบ สื สานตำ นานไตลื้อ ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ เป็น ป็ ต้นมา จะนำ เสนอเพื่อ พื่ การศึก ศึ ษาในอนาคต พอสังสัเขป ๑.๑ ลวดลายผ้า ผ้ ๑. ลายคนขี่น ขี่ กลำ พูนพู ๒. ลายขวาง ๓. ลายน้ำ ไหล ๔. ลายขอ


๕. ลายต้นดอก ๑.๒ ผ้า ผ้ไตลื้อยุคก่อนของบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ (๕๐ ปีขึ้ ปี ขึ้น ขึ้ ไป) ซิ่นซิ่ก่านเต๊าะหัวหั ๒. ผ้า ผ้ไตลื้อลวงใต้ในปัจปัจุบันบัสำ หรับรั ใช้ใช้ นเทศกาลงานสืบ สื สานวัฒนธรรมไตลื้อและร่วร่มงานต่าง ๆ ใน ระดับอำ เภอและระดับจังหวัด ๒.๑ ผ้า ผ้ นุ่งนุ่ผู้ชผู้ าย ๒.๒ ผ้า ผ้ นุ่งนุ่ผู้หผู้ ญิงญิชุดผู้หผู้ ญิงญิปัจปัจุบันบั ๓. ผ้า ผ้ไตลื้อในบ้า บ้ นลวงใต้ ตั้งแต่อดีตถึงปัจปัจุบันบั ภาพการแต่งกายของลื้อบ้า บ้ นลวงใต้เมื่อ มื่ พ.ศ.๒๔๘๒ ซึ่ง ซึ่ได้รับรัอิทธิพธิลตามแบบสากลบ้า บ้ งแล้ว


ในอดีตชาวไตลื้อแม้จ ม้ ะเข้า ข้ มาอาศัยศัอยู่ใยู่นประเทศไทยก็ยังยัทอผ้า ผ้ใช้เ ช้ อง โดยใช้กี่ ช้กี่ระตุกตุซึ่ง ซึ่ จะมีไมี ว้ใต้ถุนถุบ้า บ้ นเกือบทุกทุหลังคาเรือ รื นและเมื่อ มื่ ๕๐ ปีก่ ปี ก่อนผู้หผู้ ญิงญิไตลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ส่วส่น ใหญ่ก็ญ่ ก็ มีค มี วามรู้ ความสามารถในการทอผ้า ผ้ไว้สำ หรับรัตัดเย็บ ย็ เสื้อ สื้ ผ้า ผ้ เครื่อ รื่ งนุ่งนุ่ห่มห่เช่นช่กัน ผ้า ผ้ ทอ ส่วส่นใหญ่เญ่ ป็น ป็ สีข สี องฝ้า ฝ้ ยคือขาวขุ่นขุ่หากจะทำ เป็น ป็ สีอื่ สีอื่นก็นิยนิมย้อ ย้ มคราม อาจจะมีลั มีลักษณะของ ลวดลายผ้า ผ้ ตามตัวอย่าย่งสำ หรับรัตัดเย็บ ย็ ซิ่นซิ่เพื่อ พื่ ใช้แ ช้ ต่งตัวในโอกาสพิเพิศษ เดิมชายไทลื้อจะนุ่งนุ่เต่วสะดอ (คล้ายกางเกงขาก๊วยแต่เป้า ป้ ลึกกว่า) มี ๓ ตะเข็บ ข็ จึงนิยนิมเรีย รี กว่า เต่ว ๓ ดูกดู (หรือ รื เต่วโย้ง ย้ ก้นใหญ่)ญ่และไม่สม่วมเสื้อ สื้ ต่อมาจึงสวมเสื้อ สื้ คล้ายเสื้อ สื้ หม้อ ม้ ฮ่อม โพกศีร ศี ษะด้วย ผ้า ผ้ ขาว เมื่อ มื่ ไปวัดจะมีผ้ มี า ผ้ เช็ด ช็ ไว้ที่บ่าบ่และถือถุงย่าย่มสีแ สี ดง ปัจปัจุบันบัแต่งกายตามสมัยมันิยนิม ผู้หผู้ ญิงญิใส่เส่สื้อ สื้ปั๊ดปั๊รัดรัรูปผ่าผ่อก มีส มี าบหน้า น้ เฉีย ฉี งมาผูกผูติดกับด้ายหรือ รื ใช้ก ช้ ระดุมดุเม็ด ม็ ขนาดใหญ่ เกี่ยวกันไว้ตัวเสื้อ สื้ จะสั้นสั้แขนยาวทรงกระบอก นิยนิมใช้สี ช้ ดำ สี ดำหรือ รื สีค สี ราม ตรงสาบเสื้อ สื้ จะขลิบด้วย แถบผ้า ผ้ สีต่ สี ต่าง ๆ หรือ รืปักปัด้วยลวดลายต่าง ๆ นุ่งนุ่ผ้า ผ้ ซิ่นซิ่ลายขวางที่ทอด้วยผ้า ผ้ฝ้า ฝ้ ย หญิงญิมีอ มี ายุมาก จะใช้สี ช้ ดำ สี ดำเป็น ป็ พื้น พื้ ส่วส่นคนรุ่นรุ่สาวจะใช้สี ช้ ส สี ดตัดกัน ผ้า ผ้ ซิ่นซิ่มีโมี ครงสร้า ร้ งประกอบด้วย ๓ ส่วส่น คือ หัวหัซิ่นซิ่ตัวซิ่นซิ่และตีนซิ่นซิ่มีริ้ มี วริ้สีดำ สี ดำแดง และขาว สวม เสื้อ สื้ ก้อมบ่าบ่หลวง เมื่อ มื่ ออกไปทำ นาก็ยังยั คงนุ่งนุ่ซิ่นซิ่แต่พยายามดูแดูลรักรัษาตัวเองโดยสวมเสื้อ สื้ แขนยาวสีดำ สี ดำมีผ้ มี า ผ้ปกหลังมือ มื และผ้า ผ้ สามเหลี่ยมพันพัแข้ง ข้(ตั้งแต่ใต้เข่าข่จนถึงข้อ ข้ เท้า) ปัจปัจุบันบัแต่งกายตามสมัยมันิยนิม ตัวอย่าย่งการแต่งกายไตลื้อที่นำ เสนอในงานสืบ สื สานวัฒนธรรม ครั้งรั้ที่ ๙


ภาษาไตลื้อกับความเป็น ป็ มาในอดีต คนไตลื้อมีภ มี าษาพูดพูและภาษาเขีย ขี นหรือ รื ตัวเขีย ขี นหรือ รื ตัวอักขระใช้เ ช้ องมานาน ซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ เอกลักษณ์ข ณ์ อง ไตลื้อ ภาษาไตลื้อจัดอยู่ใยู่นกลุ่มลุ่ภาษาตระกูลกูไต หรือ รื ไต เพราะมีค มี วามคล้ายคลึงกันมากทั้งเสีย สี งพยัญยัชนะ เสีย สี งสระ มีคำ มี คำศัพศัท์พื้น พื้ ฐานร่วร่มกันและการเรีย รี งคำ เข้า ข้ เป็น ป็ ประโยคเหมือ มื นกัน เช่นช่เดียวกับคนไทยที่อยู่ตยู่ามที่ต่างๆ มีภ มี าษาเป็น ป็ ของตนเอง เช่นช่ ไทยคำ ที่ในอินเดีย ไทยใหญ่ (ไท เขินขิ /ขึน ขึ )ในพม่าม่ ไทดำ ในลาว ไทตังเกี๋ยในจีน ไทขาวในเวียดนาม หรือ รื ไทยยวน (โยนก)ในล้านนา ภาษา ตระกูลกูไทหรือ รื ไตเหล่านี้ หากเจ้าของภาษาเหล่านี้ไนี้ ด้มานั่งนั่พูดพูคุยคุกัน รับรัรองว่าเข้า ข้ใจภาษาที่ใช้ใช้ นการพูดพู คุยคุกันหมด ยกเว้นเด็กและเยาวชนรุ่นรุ่ ใหม่ที่ม่ที่ในชีวิ ชีวิตตั้งแต่คลอดออกมาจนเข้า ข้ เรีย รี นในโรงเรีย รี นจนจบการ ศึก ศึ ษาระดับต่างๆโดยพ่อพ่แม่ผู้ม่ ปผู้ กครองไม่ไม่ด้ถ่ายทอดภาษาไทหรือ รื ไตเหล่านี้ในี้ ห้ก็ ห้ก็ จะไม่สม่ามารถเข้า ข้ใจภาษา เหล่านี้ไนี้ ด้ หรือ รื เข้า ข้ใจก็เพีย พี งบางคำ บางประโยค เพราะในชีวิ ชีวิตประจำ วันเด็กและเยาวชนรุ่นรุ่ ใหม่เม่รีย รี นรู้ และใช้ภ ช้ าษาไทยกลาง ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาเวียดนาม ตลอดจนภาษาอื่น ๆ ที่อยู่ใยู่นหลักสูตสูรการ ศึก ศึ ษาดังนั้นนั้คงอีกไม่นม่านภาษาที่เป็น ป็ เอกลักษณ์ข ณ์ องชนเผ่าผ่ ไทหรือ รื ไตก็จะกลายเป็น ป็ ประวัติศาสตร์ที่ ร์ที่รุ่นรุ่ ปู่ ย่าย่ตา ยาย เท่านั้นนั้เป็น ป็ ผู้ใผู้ช้ โดยสายเลือดคนไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ ก็ยังยัมีเ มี ลือดเป็น ป็ ลื้อเพีย พี งแต่ภาษาที่ใช้ไช้ ด้ แต่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปคือ ค่อยๆหายไปไม่มีม่ก มี ารถ่ายทอดไปยังยัลูกลูหลานอาจด้วยสาเหตุหตุลายประการที่จะยกขึ้น ขึ้ มาอ้างประกอบ ของพ่อพ่แม่สม่มัยมั ใหม่ บางครั้งรั้บางทีบางครอบครัวรัอาจสอนลูกลูสอนหลานให้พู ห้ ดพูภาษาไทยกลางหรือ รื ภาษา อังกฤษไปเลย โดยข้า ข้ มภาษาไทยพื้น พื้ เมือ มื งภาษาเหนือ นื ( ภาษาไทโยนก / ยวน ) ไปเลยทีเดียว จนปัจปัจุบันบั นี้ บางคนหรือ รื หลายๆคนยังยัไม่ทม่ราบเลยว่า แท้จริงริแล้ว เราเป็น ป็ คนชาติพันพัธุ์ใธุ์ ด แน่นน่อนหลายๆคนเป็น ป็ ไท(ไต)ลื้อ ไทเขินขิ ไทยอง โดยสายเลือด แต่ไม่รู้ม่รู้ตั รู้ ตัวว่าเป็น ป็ ชาติพันพัธุ์เ ธุ์ หล่านี้ กลุ่มลุ่คนที่เรีย รี กตนเองว่า “ ลื้อ ” เป็น ป็ กลุ่มลุ่ชาติพันพัธุ์ที่ ธุ์ที่อาศัยศัอยู่ใยู่นอาณาจักรหรือ รื แคว้นสิบสิสองปันปันา พูดพูภาษาตระกูลกูไต คือ ไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ นอกจากนี้ไนี้ ตลื้อได้อาศัยศัอยู่ใยู่นประเทศต่างๆหลายประเทศ และ เรีย รี กตนเองว่า ไต ไม่ใม่ช่ไช่ทย หรือ รื ไท เพราะในภาษาของเขาไม่มีม่ มี ท.ทหารใช้ สำ หรับรั ไตลื้อที่อพยพมาอยู่ ในประเทศไทยนั้นนั้สมัยมับรรพบุรุษก็จะเรีย รี กตนเองว่า ไต ต่อมาระยะหลัง เมื่อ มื่ประเทศไทยพัฒพันาเจริญริ รุ่งรุ่เรือ รื งขึ้น ขึ้ มีร มี ะบบการศึก ศึ ษาขึ้น ขึ้ ไตลื้อก็ถูกถูผนวกเข้า ข้ กับสังสัคมประเทศไทย ด้วยบริบริทต่างๆ โดยเฉพาะ ด้านสังสัคมการเมือ มื ง การปกครองและการศึก ศึ ษา ทุกทุคนในประเทศไทยเป็น ป็ คนไทยคนไตลื้อก็เรีย รี กตนเอง ว่าไทยลื้อหรือ รื ไทลื้อและเป็น ป็ ความต้องการ การยอมรับรัว่าตนเองคือคนไทย ที่ไม่ว่ม่ ว่าจะอยู่แยู่ห่งห่หนตำ บลใด ก็เป็น ป็ คนไทยด้วยกันนั่นนั่เองภาษาที่ใช้จ ช้ ากภาษาไตก็เป็น ป็ ภาษาไทและบรรดาชนชาติไตทั้งหลายก็กลาย เป็น ป็ ชนกลุ่มลุ่น้อ น้ ยของหลายๆ ประเทศไปคือ เป็น ป็ ไตลื้อในจีน ไตลื้อในลาว ไตลื้อในเวียดนาม ไตยวน ใน ไทย ไตลื้อในไทยไตคำ ที่ไตอาหมในอินเดียเป็น ป็ ต้นโดยที่คนเหล่านี้ในี้ นอดีตเมื่อ มื่ ไม่นม่านมานี้เ นี้ คยมีร มี าช อาณาจักรและราชสำ นักนัที่ยิ่งยิ่ใหญ่รุ่ญ่รุ่งรุ่เรือ รื ง คนไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อพูดพูหรือ รืปากลื้อน่าน่สนใจมากมีก มี ารเปลี่ยนแปลงเสีย สี งสระภายในคำ เช่นช่คำ ว่า คนในภาษาไทยกลาง ภาษาล้านนาก็ออกเสีย สี ง คน แต่ภาษาไตลื้อออกเสีย สี งว่า กุนกุและคำ ว่า เงิน ทั้ง ภาษาไทยกลางและล้านนา ออกเรีย รี กว่า เงิน ภาษาลื้อออกเรีย รี กว่า งึน ส่วส่นคำ ว่า เป็น ป็ ของไทยกลาง ภาษาล้านนาจะออกเสีย สี งว่า เป๋นป๋แต่ภาษาลื้อจออกเสีย สี งว่า ปิ๋นปิ๋ ไปเลย น่าน่สนใจศึก ศึ ษามากเลยทีเดียว นอกจากนี้ ภาษาลื้อใช้ส ช้ ระเดี่ยวและมีทั้ มีทั้งเสีย สี งสั้นสั้และเสีย สี งยาว เช่นช่ภาษาไทยกลาง “เกลือ” ภาษา ล้านนา “เกี๋ย” ภาษาลื้อ จะเป็น ป็ “เก๋อ” ส่วส่น “กล้วย” ภาษาล้วนนาออกเสีย สี ง “ก้วย” ส่วส่นลื้อจะออกเสีย สี ง “โก่ย” บางครั้งรั้อักษร ไตยวนกับไตลื้อก็สะกด เหมือ มื นกันแต่ออกเสีย สี งต่างกัน เช่นช่อักษรธรรมซึ่ง ซึ่ คนไตลื้อ เรีย รี กว่า โต๋ธรรม จะจารเป็น ป็ อักขระเดียวกัน การเรีย รี นหนังนัสือ สื ของไตลื้อ ก็จะเรีย รี กว่า เฮนโต๋ คือเรีย รี น อักขระไตลื้อนั่นนั่เอง คนเฒ่าฒ่คนแก่ไตลื้อรุ่นรุ่ก่อนๆ ซึ่ง ซึ่ได้เสีย สี ชีวิ ชีวิตไปแล้วเคยพูดพูไว้ว่า โต๋เมิงมิ ( ตั๋วเมือ มื ง) คืออักษรธรรม (ตั๋ว ธรรม) ของคนพื้น พื้ เมือ มื งซึ่ง ซึ่ ก็ได้แก่ คนเมือ มื งเชีย ชี งใหม่ คนที่อู้กำ เมือ มื ง ส่วส่นโต๋ลื้อก็จะจาร ( จารึก รึ/เขีย ขี น/ขีด ขี ) อย่าย่งเดียวกัน แต่ออกเสีย สี งเป็น ป็ ลื้อ เฮนโต๋เมิงมิก็คือเฮนโต๋ธรรมก็คือโต๋ลื้อ และคนที่ได้เรีย รี กก็มักมัเป็น ป็ ตุ๊เตุ๊จ้า (พระสงฆ์)ฆ์ คนที่รู้ก็ รู้ก็ มักมัจะเป็น ป็ น้อ น้ ยเป็น ป็ หนาน (คนที่เคยบวช) ใครอยากเรีย รี นก็ให้ไห้ปเรีย รี นที่ตุ๊ ที่พระ หรือ รื น้อ น้ ยหรือ รื หนาน (บางทีก็เรีย รี กขนานซึ่ง ซึ่ มีค มี วามหมายเดียวกัน) ภาษาลื้อกับภาษายอง แทบจะเป็น ป็ ภาษาเดียวกัน และคนที่เป็น ป็ ลื้อกับยองเท่านั้นนั้จะรู้ดี รู้ ดี ว่า ปากลื้อ กับปากยองต่างกันอย่าย่งไร ซึ่ง ซึ่ ก็เหมือ มื นกับคนที่พูดพูคำ เมือ มื งที่ พร้า ร้ ว ดอยสะเก็ดเมือ มื ง สันสั ป่าป่ตอง ลำ ปาง แพร่ เชีย ชี งราย นั่นนั่แหละคนพูดพูคนฟังฟัเป็น ป็ จะแยกออกว่าต่างกัน และเข้า ข้ใจกันร้อ ร้ ยเปอร์เ ร์ ซ็น ซ็ ต์เวลาสื่อ สื่ สาร ดังนั้นนั้คงมิต้มิ ต้ องถกเถียงกันให้เ ห้ สีย สี เวลาว่าเราเป็น ป็ ชนละเผ่าผ่พันพัธุ์เ ธุ์ พราะแท้ที่จริงริแล้วเราก็มีเ มี ชื่อ ชื่ ชาติเผ่าผ่ พันพัธุ์เ ธุ์ ดียวกัน เป็น ป็ คนเผ่าผ่ ไตเหมือ มื นกัน ส่วส่นคำ ว่าไทหรือ รื ไทยนั้นนั้เราไม่เม่คยใช้กั ช้ กัน เนื่อ นื่ งจากเดิมทีเดียวเรา เรีย รี กชื่อ ชื่ เมือ มื งหลวงแทนประเทศ คือ แทนคนเช่นช่กรุงสุโสุขทัย เจียงใหม่ (เชีย ชี งใหม่)ม่กรุงศรีอ รี ยุธยา กรุงธนบุรี กรุงเทพ (กรุงรัตรันโกสินสิทร์)ร์ ดังจะเห็น ห็ ได้จากสมัยมัรัชรักาลที่ ๓ แห่งห่กรุงรัตรันโกสินสิทร์ (พระบาท สมเด็จพระนั่งนั่เกล้าเจ้าอยู่หัยู่วหั) ทรงทำ หนังนัสือ สื สัญสัญากับต่างประเทศ ได้ใช้ชื่ ช้ชื่อ ชื่ประเทศว่ากรุงศรีอ รี ยุธยาต่อ มาสมัยมัรัชรักาลที่ ๔ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัยู่วหั) ทรงแยกเมือ มื งหลวงออกจากประเทศตาม แบบตะวันตกโดยใช้ชื่ ช้ชื่อ ชื่ประเทศสยาม อย่าย่งที่ต่างชาตินิยนิมเรีย รี ก SIAM จนกระทั่งสมัยมัรัชรักาลที่ ๗ ทรง สละราชสมบัติบั ติและมีรั มี ฐรัธรรมนูญนูแห่งห่ราชอาณาจักร ปี พ.ศ.๒๔๗๕ โดยมาตรา ๑ ระบุบว่า “ประเทศ สยามเป็น ป็ ราชอาณาจักรอันหนึ่ง นึ่ อันเดียวจะแบ่งบ่แยกไม่ไม่ด้”


ต่อมาสมัยมัจอมพลหลวงพิบูพิบูลสงคราม มีปมี ระกาศใช้ปช้ ระเทศรัฐรันิยนิมฉบับบัที่ ๑ ให้ให้ ช้ชื่ ช้ชื่อ ชื่ประเทศ ประชาชนและสัญสัชาติ ว่า “ ไทย ” ตั้งแต่พ.ศ.๒๔๘๒ เป็น ป็ ต้นมา(นับนัถึงพ.ศ.๒๕๕๓ ก็ได้ ๗๑ ปีผ่ ปี าผ่นมา )และเมื่อ มื่ มีก มี ารแก้ไขเพิ่มพิ่เติมรัฐรัธรรมนูญนูปีพ ปี .ศ.๒๔๘๒ ( ๓ตุลตุาคม ๒๔๘๒ ) มีบั มี ญบัญัติญั ติมาตา ๓ ว่า ให้เ ห้ รีย รี ก ซึ่ง ซึ่ประเทศว่า ประเทศไทย ( THAI LAND ) เรีย รี กคนว่า คนไทย ( THAI ) แต่ในสมัยมัรัฐรับาลนายทวี บุณยเกตุ นั้นนั้ภายหลังสงครามโลกครั้งรั้ที่ ๒ สิ้นสิ้สุดสุลง มีก มี ารประกาศใช้ชื่ ช้ชื่อ ชื่ ประเทศไทย เป็น ป็ ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งรั่เศส ว่า SIAM ส่วส่นภาษาไทยใช้คำ ช้ คำว่า ประเทศไทย ดังนั้นนั้ สมัยมันั้นนั้จะเรีย รี กสยามหรืปรื ระเทศไทยก็ได้ จนกระทั้ง พ.ศ.๒๔๙๑ ( ๖๒ ปีผ่ ปี าผ่นมานั่งนั่เอง) เมื่อ มื่ จอมพลหลวงพิบูพิบูลสงคราม เป็น ป็ นายกรัฐรัมนตรี แทนนายควง อภัยวงศ์ รัฐรับาลก็กลับมาใช้ชื่ ช้ชื่อ ชื่ประเทศไทย ในภาษาอังกฤษว่า ไทย ( THAI LAND ) และในภาษาฝรั่งรั่เศสว่า ( THAI LANDE ) มาจนถึงปัจปัจุบันบัและคำ ว่าไทยหมายถึงคนไทย ภาษาไทย ส่วส่นไท (ไม่มีม่ มี ย ยักยัษ์) หมายถึงอิสระเป็น ป็ ไทไม่เม่ ป็น ป็ เมือ มื งขึ้น ขึ้ ของประเทศใด ซึ่ง ซึ่ มีค มี วามหมาย คนละอย่าย่งกันกับคำ ว่า ไต เพราะ คำ ว่าไต และคนไตตระกูลกูไต มีเ มี ลือดเนื้อ นื้ ภาษา วัฒนธรรม เป็น ป็ คนไต เมื่อ มื่ อยู่บยู่นผืน ผื แผ่นผ่ดินใดก็จะเป็น ป็ คนประเทศนั้นนั้ๆ เมื่อ มื่ คนไตบนผืน ผื แผ่นผ่ดินประเทศไทย (สยามในอดีต) ก็ จะเป็น ป็ คนไทย และมีค มี วามเป็น ป็ ไท เหมือ มื นคนไทยที่ไม่เม่คยตกเป็น ป็ เมือ มื งขึ้น ขึ้ ของประเทศใดโดยเฉพาะชาติ ตะวันตก คนไทย คนไท หรือ รื คนไต เป็น ป็ คนที่มีเ มี ชื่อ ชื่ ชาติ ภาษา และวัฒนธรรมที่ดีงาม เราทั้งหลายจึงควรช่วช่ย กันอนุรันุกรัษ์สืบ สื สานสิ่งสิ่ดีงามเหล่านี้ในี้ ห้อ ห้ ยู่ใยู่นสังสัคมโลกให้น ห้ านเท่านาน เพราะการที่เชื้อ ชื้ ชาติ ภาษา และ วัฒนธรรมถูกถูทำ ลายหรือ รื ไม่ไม่ด้รับรัการอนุรันุกรัษ์สืบ สื สานต่อ ก็เท่ากับว่า เราได้สูญสูสิ้นสิ้ ประเทศชาติไปแล้ว นั่นนั่เอง ภาษาไตลื้อ หรือ ไทลื้อในปัจ ปั จุบัน ภาษาไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ จัดอยู่ใยู่นตระกูลกูภาษาไทมีผู้ มี พูผู้ ดพูภาษานี้แ นี้ พร่กร่ระจายอยู่ใยู่นหลายเมือ มื ง เช่นช่ เมือ มื งยองในพม่าม่, ทางตอนใต้ของแคว้นสิบสิสองพันพันา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ,ในเมือ มื งสิงสิแขวงหลวง น้ำ ทา,ในเวียงจันทน์, น์ในหลวงพระบาง สปป.ลาว หรือ รื อาจกล่าวได้ว่า ประชากรลาวที่เรีย รี กว่าลาวลุ่มลุ่ทาง เขตภาคเหนือ นื ของลาวเองส่วส่นหนึ่ง นึ่ประกอบด้วยชาวลื้อ ในประเทศไทยมีช มี าวไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ อยู่ใยู่นหลายจังหวัด สำ เนีย นี งภาษาที่ใช้จ ช้ ะมีค มี วามแตกต่างใน รายละเอียดโดยเฉพาะเรื่อ รื่ งระบบเสีย สี ง เช่นช่ชาวไตลื้อที่อพยพมาจากเมือ มื งยอง จะมีสำ มี สำเนีย นี งต่างไปจาก ชาวไตลื้อที่อพยพมาจากสิบสิสองปันปันา ชาวไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ มีอั มี อักษรใช้เ ช้ ขีย ขี นในภาษาของตนเอง รูปแบบของอักษรมีค มี วามคล้ายคลึงกับ อักษรไทขึน ขึ ซึ่ง ซึ่ อักษรไทขึน ขึ มีวิ มีวิวัฒนาการมาจากอักษรธรรมล้านนาเนื่อ นื่ งจากมีค มี วามเกี่ยวเนื่อ นื่ งกันทาง ประวัติศาสตร์ ทั้งในด้านการปกครอง การเมือ มื ง และศาสนา อย่าย่งไรก็ดี รูปแบบของอักษรไทลื้อมีค มี วามหลากหลายไปตามยุคสมัยมัและท้องถิ่น เช่นช่ที่สิบสิสอง ปันปั นา มณฑลยูนนาน รูปลักษณ์แ ณ์ ละอักขรวิธีข ธี องลื้อ แตกต่างจากไตลื้อที่อยู่ใยู่นประเทศไทย ชาวไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อในปัจปัจุบันบัยังยัคงใช้ภ ช้ าษาลื้อโดยเฉพาะผู้สูผู้ งสูอายุ และผู้อผู้ ยู่ใยู่นชุมชนหรือ รื หมู่บ้มู่า บ้ น ชาวลื้อ ส่วส่นบุตรหลานหรือ รื เด็กที่ได้รับรัการเรีย รี นการสอนตามระบบภาษาไทยกลาง มีแ มี นวโน้ม น้ ใช้ภ ช้ าษาลื้อ น้อ น้ ยลง รวมทั้งการเรีย รี นรู้เ รู้ รื่อ รื่ งอักษรของชาวลื้อด้วย ปัจปัจุบันบัความเจริญริทางด้านสังสัคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ของชนพื้น พื้ เมือ มื งเชีย ชี งใหม่ และชนภาคกลาง ที่เราชาวไตลื้อได้มาอาศัยศัอยู่ใยู่นพื้น พื้ ที่ โดยเฉพาะด้านภาษาพูดพูภาษาเขีย ขี น จะบดบังบัความสำ คัญของภาษา ไตลื้อที่มีต่ มี ต่อวิถีชีวิ ชีวิตผู้คผู้ นในสังสัคมไตลื้อทุกทุหมู่บ้มู่า บ้ นไปเกือบหมดแล้ว มีคำ มี คำหลาย ๆ คำ ได้ยืม ยื ของสังสัคมเดิม เขามาใช้ไช้ปหมดแล้ว เช่นช่คำ ว่า ดินสอ ในภาษาไทยกลาง หรือ รื ภาษาเชีย ชี งใหม่ภม่าษาไตลื้อเดิมว่า ปิ๊ดปิ๊ ปัจปัจุบันบันี้เ นี้ ราใช้คำ ช้ คำว่า ดินสอ ตามไปเลย หรือ รื คำ ว่าทิ้ง, ขว้าง ใน ภาษาไทยกลาง หรือ รื ภาษาเชีย ชี งใหม่ ภาษาไตลื้อเดิมว่า แฟ้ด ฟ้ ปัจปัจุบันบั ไตลื้อก็ว่าขว้าง หรือ รื ทิ้งตามไปด้วย อย่าย่งนี้เ นี้ป็น ป็ ต้น คาดว่าในอนาคต เยาวชนรุ่นรุ่ ใหม่ขม่องชนชาติพันพัธุ์ไธุ์ ตลื้อทุกทุแห่งห่จะมองผ่าผ่นคุณคุค่าของความเป็น ป็ ไตลื้อ โดยเฉพาะในด้านภา พูดพูภาษาเขีย ขี น ไปอย่าย่งน่าน่เสีย สี ดาย จนลักษณะความเป็น ป็ คนไตลื้อของเราแทบจะไม่มีม่เ มี อกลักษณ์อ ณ์ ะไรหลง เหลืออยู่เยู่ลย ถ้าเราคนรุ่นรุ่เก่าไม่อม่นุรันุกรัษ์ และสืบ สื สานวัฒนธรรมนี้ไนี้ ว้ คาดว่าวัฒนธรรมด้านภาษาพูดพูของคน ไตลื้อ ซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ เอกลักษณ์ใณ์ ห้รู้ ห้รู้ว่ รู้ว่าเป็น ป็ คนไตลื้ออยู่ใยู่นปัจปัจุบันบัที่เห็น ห็ เป็น ป็ รูปธรรมมากที่สุดสุคงจะถูกถูกลืนหายไป ตามกาลเวลา ไตลื้อเมือ มื งลวงใต้มีภ มี าษาพูดพูและตัวอักขระ หรือ รื ตัวเขีย ขี น เป็น ป็ เอกลักษณ์ข ณ์ องตัวเองลักษณะเด่นของ ภาษาไตลื้อคือการเปลี่ยนแปลงเสีย สี งสระภายในคำ โดยการเปลี่ยนระดับของลิ้น เช่นช่คำ ในภาษาไทยหรือ รื ภาษาล้านนามีเ มี สีย สี งสระ เอ, เออ, โอตรงกับคำ ในภาษาลื้อที่มีเ มี สีย สี งสระอิ, อึ, อุ เช่นช่ ในภาษาไทย คำ ว่าคน ภาษาล้านนาก็ใช้คำ ช้ คำว่า คน แต่ภาษาลื้อใช้คำ ช้ คำว่า กุนกุคำ ว่า เงิน ภาษาลื้อใช้คำ ช้ คำว่า งึนซึ่ง ซึ่ จะเห็น ห็ ได้ว่า มี เอกลักษณ์ใณ์ นการออกเสีย สี งและภาษาลื้อมีเ มี สีย สี งสระเดี่ยว มีทั้ มีทั้งสระเสีย สี งสั้นสั้และสระเสีย สี งยาว และภาษาลื้อ จะไม่มีม่ส มี ระประสมเลย เช่นช่คำ ว่า เกลือ ภาษาลื้อจะออกเสีย สี งว่า เก๊อหรือ รื คำ ว่า กล้วย ก็จะออกเสีย สี งเป็น ป็ โก๋ ยเป็น ป็ ต้น


ตัวหนังนัสือ สื ไตลื้อ ระบบเสีย สี ง,สำ เนีย นี ง สระภาษาไตลื้อ มี อะ อา อิ อี เอ โอ้ ซึ่ง ซึ่ หากนำ เสีย สี งสระเหล่านี้ม นี้ าผันผัแล้วจะได้สำ เนีย นี งคำ เฉพาะขึ้น ขึ้ มา ภาษาไตลื้อ (เปรีย รี บเทียบการผันผัอักษรตามภาษาไทย) • ไม่มีม่ส มี ระเอีย ฉะนั้นนั้จะออกเสีย สี ง สระ เอ แทน เช่นช่เย (ฉางข้า ข้ วขนาดใหญ่ที่ญ่ที่มีห มี ลังคามุงมุ ) เม (เมีย มี ) เต (รื้อ รื้ ถอน)เส (เสีย สี ใช้กั ช้ กับงานที่เกี่ยวกับผี)ผี เบ (เบีย บี ร์)ร์ เม่งม่ (เมี่ย มี่ ง) เจงหม่าม่ย (เชีย ชี งใหม) • ไม่มีม่ส มี ระ อัว ฉะนั้นนั้จะออกเสีย สี ง สระโอแทน เช่นช่ โข (ขัวขัสะพาน) โง (วัว) โก๋ (กลัว) โห (หัวหั) โต๋ (ตัว) โค ((ก.)ล้างทำ ความสะอาด (น.)เสื้อ สื้ ผ้า ผ้) • ไม่มีม่ส มี ระอัวะ ฉะนั้นนั้จะออกเสีย สี ง สระโอ๊ะแทน เช่นช่ โล๊ะ (มองหา) โหล๊ะ (เสีย สี หรือ รื พังพั) โก๊ะ (ถาดรองอาหาร) โต๊ะ (หลอก หรือ รื โกหก) โส๊ะส๊ (ผสมปนเปกัน) • ไม่มีม่ส มี ระเอียะ ฉะนั้นนั้จะออกเสีย สี ง สระ เอะ แทน เย๊ะย๊ (ทำ ) เป๊ะป๊ (เปีย ปี ก) • ไม่มีม่เ มี สีย สี งสระเอือะ ฉะนั้นนั้จะออกเสีย สี งสระเออ แทน เช่นช่เมอ (ไป) เก๋อ ((ก.)ให้อ ห้ าหารสัตสัว์,(น.)เกลือ) เสอ (เสือ สื ) • ไม่มีม่เ มี สีย สี งสระ เอือ ฉะนั้นนั้จะออกเสีย สี งสระเออ แทน เช่นช่เมิงมิ (เมือ มื ง) • อ่านเสีย สี งไม้หั ม้ นหัอากาศ เป็น ป็ เสีย สี ง สระ แอ ผสมกับไม้ไม้ ต่คู้ เช่นช่คำ ว่า ตัน (ทัน)ออกเสีย สี งว่า แต็น , หม่าม่แต็น (พุทพุรา) หมายเหตุ (น.คือ คำ นาม ก. คือคำ กริยริา) สำ เนีย นี งจะสูงสูต่ำ กันไป บางคำ หากฟังฟัสำ เนีย นี ง คำ คำ เดียว กันแต่ ออกเสีย สี งต่างกันนิดนิเดียว ความหมายจะ เปลี่ยนไปทันที ซึ่ง ซึ่ สำ เนีย นี งการผันผัจะต่างกันนิดนิเดียว เพราะชาวไตลื้อมักมัพูดพูเร็ว ร็ และตัดประโยคคำ ให้สั้ ห้สั้นสั้ลง เช่นช่คำ ว่า เมอ แปลว่า ไป, บฺเม้อ ม้ (บ ควบกับคำ ว่าเมอ ออกเสีย สี งสั้นสั้ครึ่ง รึ่ เสีย สี ง) แปลว่า ไม่ไม่ ป ,ได่ (ได้) บฺได่ (ไม่ ได้) ออกเสีย สี ง บ่ะบ่ครึ่ง รึ่ เสีย สี ง ควบกับคำ ว่าได่ ภาษาไตลื้อในตระกูลกูเผ่าผ่ ไตลื้อทั้ง ๕ เผ่าผ่นั้นนั้แบ่งบ่สำ เนีย นี งภาษาการพูดพูออกเป็น ป็ สองกลุ่มลุ่ใหญ่ โดยอาศัยศั สภาพทางภูมิภูศมิาสตร์ข ร์ องแม่น้ำม่น้ำล้านจ้าง(โขง) เป็น ป็ ตัวแบ่งบ่สำ เนีย นี งแรก คือ สำ เนีย นี งเชีย ชี งรุ่งรุ่และสำ เนีย นี งเมือ มื ง ล้า ๑. สำ เนีย นี งเชีย ชี งรุ่งรุ่หรือ รื พูดพูอีกอย่าย่งหนึ่ง นึ่ คือ สำ เนีย นี งคนยองถือ ว่าเป็น ป็ สำ เนีย นี งภาษากลางของชาวไทลื้อ คือ เป็น ป็ ภาษาของชาวเชีย ชี งรุ่งรุ่เป็น ป็ สำ เนีย นี งที่พูดพูช้า ช้ และฟังฟัดูสุดูภสุาพ มักมัมีคำ มี คำว่า “เจ้า” ต่อท้ายเหมือ มื นคนล้านนา สำ เนีย นี งนี้เ นี้ป็น ป็ สำ เนีย นี งที่ใช้ใช้ นบริเริวณสิบสิสองปันปันาตอนกลาง และตะวันตกของสิบสิสองปันปันา ครอบคลุ่มลุ่ถึงรัฐรั ฉาน ประเทศพม่าม่ ประกอบด้วย (เมือ มื งยอง, เมือ มื งหลวย, เมือ มื งยู้, ยู้ เมือ มื งเชีย ชี งลาบ, เมือ มื งเลน, เมือ มื งพะยาก และ เมือ มื งไฮ) เลยมาถึงประเทศลาวแถบเมือ มื งสิงสิห์ (เชีย ชี งทอง), เชีย ชี งแขง, เวียงภูคภูา, บ่อบ่แก้ว, ไซยะบูลี, เชีย ชี งฮ่อน, เชีย ชี งลม และหงสา โดยมีสำ มี สำเนีย นี งจะออกกลางๆ การผันผัสำ เนีย นี งเสีย สี ง จะอยู่ใยู่นระดับกลางๆ ขึ้น ขึ้ ๆ ลงๆ ค่อน ข้า ข้ งน้อ น้ ย แต่มักมัตัดคำ พูดพูควบกันให้สั้ ห้สั้นสั้ลง และมักมัเอื้อนเสีย สี งพูดพูหรือ รื ลากเสีย สี งยาว ภาษาชาวไทลื้อกลุ่มลุ่นี้พู นี้ ดพู กันมากในจังหวัดลำ พูนพูเชีย ชี งใหม่ ลำ ปาง แพร่ เชีย ชี งราย น่าน่น (นับนัแต่ ตำ บลยม อำ เภอท่าวังผา, อำ เภอปัวปัขึ้น ขึ้ ไปจนถึงเมือ มื งเงิน และหลวงพระบาง, เมือ มื งสิงสิห์ ของประเทศลาว) ๒. สำ เนีย นี งภาษาไทลื้อกลุ่มลุ่เมือ มื งล้า ได้รับรัอิทธิพธิลสำ เนีย นี งมาจาก ภาษาลาว หรือ รื ภาษาญวน มาค่อนข้า ข้ งมาก สำ เนีย นี งการพูดพูออกไปทางภาษาลาว การผันผัสำ เนีย นี งขึ้น ขึ้ ลงค่อนข้า ข้ งเร็ว ร็ แต่ต่างกันที่สำ เนีย นี งพูดพูยังยัคงเป็น ป็ ภาษาลื้อที่ไม่มีม่ มี สระ อัว อัวะ เอีย สำ เนีย นี งการพูดพูนี้จ นี้ ะพูดพูในกลุ่มลุ่ของชาวไทลื้อเมือ มื งหล้า เมือ มื งพง เมือ มื งมาง เมือ มื งเชีย ชี งบาน โดยในประเทศไทย ภาษากลุ่มลุ่นี้จ นี้ ะพูดพูใน อำ เภอเชีย ชี งม่วม่น อำ เภอเชีย ชี งคำ จังหวัดพะเยา, อำ เภอสองแคว อำ เภอท่าวังผา (เฉพาะตำ บลป่าป่คา และตำ บลยอด อำ เภอสองแคว) จังหวัดน่าน่น)นอกจากนี้ คำ บางคำ ในภาษาไทลื้อยังยัแตกต่างกันไปตามสภาพของภูมิภูศมิาสตร์ และอิทธิพธิลของภาษากลุ่มลุ่ที่ใกล้เคียง


กำ อักขระ (โต๋ไต)


พิธีพิก ธี รรมและความเชื่อ ชื่ ความเชื่อ ชื่ ของไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ มีส่ มี วส่นสัมสัพันพัธ์กั ธ์ กับชุมชนและโครงสร้า ร้ งทางสังสัคม รวมทั้งมีบ มี ทบาท สำ คัญในการกำ หนดพฤติกรรมทางสังสัคม ชาวไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ นับนัถือพุทพุธศาสนานิกนิายเถรวาทพร้อ ร้ มไปกับ นับนัถือผี (เทวดา) ควบคู่กัคู่กันไป ในความเชื่อ ชื่ ทางพุทพุธศาสนานั้นนั้ชาวไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อยึด ยึ มั่นมั่อย่าย่งมากในการไป ทำ บุญ ผู้เผู้ฒ่าฒ่ผู้แผู้ ก่ทั้งชายหญิงญิหมั่นมั่ ไปทำ บุญถือศีล ศี ทุกทุวันพระ โดยตื่นแต่เช้า ช้ เตรีย รี มสำ รับรัอาหารคาวหวาน ดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัด ประกอบพิธีพิใธี นวิหาร รับรัศีล ศี ฟังฟัเทศน์จ น์ ากตุ๊เตุ๊จ้า (พระภิกษุ) และความเชื่อ ชื่ ทางพุทพุธ ศาสนานั้นนั้ยังยัได้เป็น ป็ ตัวกำ หนดประเพณีสำ ณี สำคัญ ๆ ให้กั ห้ กับชาวไตลื้อได้ยึด ยึ ถือปฏิบัติบั ติเช่นช่ ประเพณีสื ณี บ สื สาน วัฒนธรรมไตลื้อ ประเพณีตั้ ณีตั้งธรรมหลวง (มหาชาติ) และประเพณีส ณี งกรานต์ เป็น ป็ ต้น นอกจากนี้ช นี้ าวไตลื้อ นิยนิมให้ลู ห้ กลูหลานบวชพระ ถ้าบวชเป็น ป็ เณรแล้วสึก สึ ออกมาเรีย รี กว่า “น้อ น้ ย” ถ้าบวชเป็น ป็ พระแล้วสึก สึ ออกมาเรีย รี ก ว่า “ทิด” หรือ รื “หนาน” การบวชของลูกลูหลานนั้นนั้ชาวไตลื้อเชื่อ ชื่ ว่าเป็น ป็ การทำ บุญให้กั ห้ กับพ่อพ่แม่ ส่วส่นความเชื่อ ชื่ ในการนับนัถือผีนั้ ผีนั้นั้เป็น ป็ ความเชื่อ ชื่ พื้น พื้ ฐานดั้งเดิมของชาวไตลื้อ ซึ่ง ซึ่ ชาวไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ เชื่อ ชื่ เรื่อ รื่ งผีต่ ผี ต่าง ๆ อยู่มยู่ากมาย เช่นช่เชื่อ ชื่ ในผีบ ผี รรพบุรุษ ผีบ้ ผี า บ้ น ผีเ ผี รือ รื น ผีเ ผี มือ มื ง ผีที่ ผีที่อารักรัษ์คุ้มคุ้ครองที่ต่าง ๆโดย เชื่อ ชื่ ว่าเมื่อ มื่ จะทำ การสิ่งสิ่ใดจะต้องมีก มี ารบอกกล่าวผีต่ ผี ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อ ข้ งกับวิถีชีวิ ชีวิตของเขา เช่นช่จะแต่งงาน ก็จะ ต้องบอกกล่าวผีบ ผี รรพบุรุษก่อน หรือ รื จะทำ นาปลูกลูข้า ข้ วก็จะต้องบอกกล่าวผีน ผี า ผีป่ผี าป่ผีเ ผี ขา และเมื่อ มื่ มีผู้ มี หผู้ นึ่ง นึ่ ผู้ ใดออกจากหมู่บ้มู่า บ้ นเพื่อ พื่ ไปทำ กิจกรรมใด ๆ ก็จะต้องบอกกล่าวผีบ้ ผี า บ้ น (หมู่บ้มู่า บ้ น) เสีย สี ก่อน เป็น ป็ ต้น ทั้งนี้เ นี้ พื่อ พื่ จะ ได้คุ้มคุ้ครองป้อ ป้ งกัน ถ้าคนใดไม่บม่อกกล่าวผีต่ ผี ต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำ ให้ผู้ ห้ นั้ผู้นั้นั้เจ็บไข้ไข้ ด้ป่วป่ยหรือ รื มีเ มี คราะห์ นอกจากนี้ คนไตลื้อมีค มี วามเชื่อ ชื่ เรื่อ รื่ ง คาถา อาคม โชคลาง ของขลัง การสะเดาะเคราะห์ การสืบ สื ชะตาและ โหราศาสตร์ ตัวอย่าย่ง เช่นช่ ในพิธีพิแ ธี ต่งงานจะต้องดูฤดูกษ์ยามและต้องดูคดูวบคู่ไคู่ปกับตำ ราดูวัดูวันจ๋ม(วันเสีย สี ) วันฟู(ฟูวันดี) ของแต่ละเดือนด้วยเป็น ป็ ต้น ความเชื่อ ชื่ ต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ล้ นี้ล้ วนเป็น ป็ สิ่งสิ่ที่ชาวไตลื้อยึด ยึ ถือปฏิบัติบั ติและเป็น ป็ ส่วส่นหนึ่ง นึ่ในการดำ เนินนิชีวิ ชีวิต แม้ว่ ม้ว่าในปัจปัจุบันบันี้สั นี้ งสัคมไตลื้อส่วส่นใหญ่ไญ่ด้รับรัการศึก ศึ ษาสูงสูขึ้น ขึ้ ก็ตาม แต่ความเชื่อ ชื่ ต่าง ๆ นี้ก็ นี้ก็ ยังยัมีอิ มี อิทธิพธิลต่อ ชาวไตลื้ออย่าย่งมากในด้านการสร้า ร้ งกำ ลังใจ การตัดสินสิ ใจ และเป็น ป็ ที่ยึด ยึ เหนี่ย นี่ วทางจิตใจ ในการปกครองท้องถิ่น สังสัคมไตลื้อหรือ รื ไทลื้อในอดีตใช้ร ช้ ะบบอาวุโสในการแต่งตั้งผู้ใผู้หญ่บ้ญ่า บ้ นและกำ นันนัแต่ ปัจปัจุบันบัมีก มี ารใช้ร ช้ ะบบการเลือกตั้งผู้ใผู้หญ่บ้ญ่า บ้ นและกำ นันนัแทน และมีก มี ารแบ่งบ่หมวดหมู่ขมู่องหมู่บ้มู่า บ้ นเป็น ป็ หมวด และแต่ละหมวดจะต้องมีห มี น้า น้ ที่รับรัผิดผิชอบ เช่นช่ ไปงานบุญปอยหลวง สรงน้ำ พระธาตุ เป็น ป็ ต้น ต๊าวตังสี่ ๑. การขึ้น ขึ้ ต๊าวตังสี่ (ท้าวทั้งสี่)สี่ เมื่อ มื่ จะกระทำ การมงคลต่าง ๆ เช่นช่งานปอยหลวง งานปอยน้อ น้ ย งานขึ้น ขึ้ บ้า บ้ นใหม่ งานแต่งงาน หรือ รื งาน ประเพณีอื่ ณีอื่น ที่เป็น ป็ งานใหญ่ งานประเพณีปี๋ณีปี๋ใปี๋ หม่เม่มือ มื ง ตลอดงานอวมงคลบางอย่าย่ง เช่นช่งานทำ บุญศพ ก่อน ที่จะเอาศพไปทำ การฌาปนกิจ ๑ วัน (ตอนเย็น ย็ ของวันแต่งดา) คนไตลื้อหรือ รื ไทลื้อ จะถือปฏิบัติบั ติเป็น ป็ เรื่อ รื่ ง ใหญ่ นั่นนั่คือพิธีพิขึ้ ธีขึ้น ขึ้ ต๊าวตังสี่ หรือ รื ทำ พิธีพิบ ธี วงสรวงต๊าวตังสี่ ต๊าวตังสี่ คือ ท้าวจตุโตุลกบาลผู้รัผู้กรัษาทิศทั้ง ๔ ตามตำ นานทางศาสนา ท้าวจตุโตุลกบาลเป็น ป็ เทพในกามาวจร ภูมิภูมิเป็น ป็ สวรรค์ชั้นชั้แรกในจำ นวน ๖ ชั้นชั้คือ จตุมตุหาราชิกชิา , ดาวดึงส์ , ยามา , ดุสิดุตสิ, นิมนิมานรดีและ ปรนิมนิ มิตมิวสวัสดี ท้าวจตุโตุลกบาลอยู่ใยู่นชั้นชั้จตุมตุหาราชิกชิา ในชั้นชั้นี้ แบ่งบ่ออกเป็น ป็ ๔ ส่วส่น มีม มี หาราช ๔ องค์ ปกครองอยู่ โดยมีพ มี ระอินทร์เ ร์ป็น ป็ ราชาธิบธิดีแห่งห่ท้าวจตุโตุลกบาล การอัญเชิญชิต๊าวตังสี่ เป็น ป็ ประเพณีอ ณี ย่าย่งหนึ่ง นึ่ ที่ชาวไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ ได้ยึด ยึ ถือปฏิบัติบั ติสืบ สื ต่อกันมาเป็น ป็ เวลาช้า ช้ นานแล้ว เวลาจะทำ บุญใหญ่ เช่นช่ทำ บุญขึ้น ขึ้ บ้า บ้ นใหม่ เปิดปิอาคารหรือ รื ตึกใหม่ ฯลฯ จะมีก มี ารอัญเชิญชิ ต๊าวตังสี่ เพื่อ พื่ ให้ท่ ห้ ท่านได้มาช่วช่ยดูแดูลคุ้มคุ้ครองงานนั้นนั้ๆ โดยไม่ใม่ห้มี ห้ อุ มีอุปสรรคปัญปัหาใด ๆ เกิดขึ้น ขึ้ ในขณะที่ ประกอบพิธีพิธี ตลอดจนเพื่อ พื่ ให้เ ห้ กิดความเป็น ป็ ศิริศิมริงคลแก่ผู้อผู้ ยู่อยู่าศัยศัและวันที่นิยนิมประกอบพิธีพิขึ้ ธีขึ้น ขึ้ เป็น ป็ ประจำ คือทุกทุวันที่ ๑๖ เมษายน ถือว่าเป็น ป็ วันปากปี มีก มี ารส่งส่เคราะห์บ้ ห์ า บ้ น จึงอัญเชิญชิต๊าวตังสี่ม สี่ าเพื่อ พื่ปกปักปัรักรัษา ครอบครัวรัคนในหมู่บ้มู่า บ้ นให้แ ห้ คล้วคลาดจากภยันยัตรายต่าง ๆ และให้มี ห้ ค มี วามสุขสุความเจริญริ ประสบแต่สิ่งสิ่ที่เป็น ป็ มงคลตลอดปีแ ปี ละตลอดไป


ต๊าวตังสี่ ประกอบด้วย ๑.ท้าวธตรฐ เป็น ป็ มหาราชองค์ที่ ๑ ในจำ นวนมหาราชทั้ง ๔ องค์เป็น ป็ หัวหัหน้า น้ แห่งห่เหล่าคนธรรพ์ทั้ พ์ ทั้งปวง มีห มี น้า น้ ที่ดูแดูลรักรัษาทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) แห่งห่เขาพระสุเสุมรุ ๓.ท้าววิรูฬปักปัข์ เป็น ป็ มหาราชองค์ที่ ๔ ในจำ นวนมหาราชทั้ง ๔ องค์ เป็น ป็ หัวหัหน้า น้ แห่งห่เหล่านาคทั้งปวงมีห มี น้า น้ ที่ ดูแดูลรักรัษาทิศปัจปัจิม (ทิศตะวันตก) ๒.ท้าววิรุฬหก เป็น ป็ มหาราชองค์ที่ ๒ ในจำ นวนมหาราชทั้ง ๔ องค์ เป็น ป็ หัวหัหน้า น้ แห่งห่เหล่ากุมกุภัณฑ์ทั้งปวง มีห มี น้า น้ ที่ดูแดูลรักรัษาทิศทักษิณ ( ทิศใต้) แห่งห่เขาพระสุเสุมรุ ๔.ท้าวกุเกุวร หรือ รื ท้าวเวสสุวสุรรณ เป็น ป็ มหาราชองค์ที่ ๔ ในจำ นวนมหาราชทั้ง ๔ องค์ เป็น ป็ หัวหัหน้า น้ เหล่า ยักยัษ์ทั้งหลาย มีห มี น้า น้ ที่ดูแดูลรักรัษาทิศอุดร (ทิศเหนือ นื )


นอกจากต๊าวตังสี่แ สี่ ล้ว ซึ่ง ซึ่ มีพ มี ระอินทร์ ถือว่าเป็น ป็ ราชาธิบธิดี เป็น ป็ ใหญ่แญ่ห่งห่ต๊าวจตุโตุลกบาล และพระแม่ ธรณี ผู้ดูผู้ แดูลรักรัษาแผ่นผ่ดิน ขั้น ขั้ ตอนและพิธีพิก ธี รรม เจ้าภาพจะทำ บุญใดก็ตามต้องจัดเตรีย รี มเครื่อ รื่ งพิธีพิก ธี รรมให้พ ห้ ร้อ ร้ ม หากจะทำ บุญในวันรุ่งรุ่ขึ้น ขึ้ ก็จะทำ พิธีพิอั ธี อัญเชิญชิ (ขึ้น ขึ้ ) ต๊าวตังสี่ใสี่ นตอนเย็น ย็ ล่วงหน้า น้ ก่อนวันทำ บุญ ๑ วัน นิยนิมประกอบพิธีพิต ธี อนเย็น ย็ หากไม่ทัม่ ทัน จะประกอบพิธีพิใธี นวันทำ บุญก็ได้ แต่ต้องประกอบเป็น ป็ พิธีพิแ ธี รกก่อนที่จะประกอบพิธีพิอื่ ธีอื่น (ตอนเช้า ช้) เครื่อ รื่ งบูชาในพิธีพิก ธี รรม ๑. เครื่อ รื่ งสักสัการบูชา ประกอบด้วย อาหารหวาน อาหารคาว ผลไม้ เมี่ย มี่ ง บุหรี่ หมาก พลู ดอกไม้ ธูป เทียน อย่าย่งละ ๔ จัดทำ ใส่ใส่นภาชนะ ๖ ทำ ด้วยต้นกล้วย (กาบกล้วย) หรือ รื ควัก ซึ่ง ซึ่ ทำ ด้วยใบตอง พร้อ ร้ มด้วยปักปัธงเล็กที่เรีย รี กว่า ช่อช่ (จ้อ) สีต่ สี ต่าง ๆ ตามทิศ ดังนี้ ๑. ทิศเหนือ นื ปักปัธงหรือ รื ช่อช่ (จ้อ) สีดำ สี ดำ๔ อัน ๒. ทิศใต้ ปักปัธงหรือ รื ช่อช่ (จ้อ) สีเ สี หลือง ๔ อัน ๓. ทิศตะวันออก ปักปัธงหรือ รื ช่อช่ (จ้อ) สีข สี าว ๔ อัน ๔. ทิศตะวันตก ปักปัธงหรือ รื ช่อช่ (จ้อ) สีแ สี ดง ๔ อัน ๕.พระอินทร์ ปักปัธงหรือ รื ช่อช่ (จ้อ) สีเ สี ขีย ขี ว ๔ อันพร้อ ร้ มฉัตฉัร ๑ อัน ๖. พระแม่ธม่รณี ปักปัธงหรือ รื ช่อช่ (จ้อ) สีข สี าว ๔ อัน พ่อพ่อาจารย์ท ย์ องดี ทะนานแก้ว ทำ พิธีพิขึ้ ธีขึ้น ขึ้ ต๊าวตังสี่ ณ บ้า บ้ นพ่อพ่บุญผ่อผ่ง ใสหมื่น มื่ แก้ว งานทำ บุญ ๑๐๐ วัน แม่บัม่วบัเทศ ใสหมื่น มื่ แก้ว


๒. หอเจ้าวัด (เตวดาวัด) เส้อวัด ,ผีห ผี อผีเ ผี ฮือน (เตวดาเฮือน), เจ้าที่บ้า บ้ น, เส้อบ้า บ้ น คนไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ มีนิ มี สันิยสัอ่อนน้อ น้ มมีค มี วามเกรงอกเกรงใจผู้อื่ผู้อื่น ไม่ว่ม่ ว่าจะอยู่กัยู่ กับที่หรือ รื จะไปไหน ๆ หรือ รื จะกระทำ การสิ่งสิ่ใด สิ่งสิ่หนึ่ง นึ่ ลงไป มักมัจะขออภัย ขอโทษ ขอสูมสูาก่อนทุกทุครั้งรั้แล้วค่อยดำ เนินนิการนั้นนั้ๆ ต่อไป เจ้าที่หรือ รื เจ้าที่เจ้าทาง เป็น ป็ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่คนไตลื้อหรือ รื ไทลื้อนับนัถือว่าเป็น ป็ สิ่งสิ่ศักศัดิ์สิทสิธิ์ เป็น ป็ ที่พึ่ง พึ่ พาทางจิตใจในอันที่จะดลบันบัดาลความสุขสุความเจริญริความสมหวัง ความปลอดภัย ตลอดจนถึง ได้โชคลาภ แคล้วคลาดจากภยันยัตรายต่าง ๆ สุดสุแท้แต่ผู้ใผู้ดจะร้อ ร้ งขอหรือ รื อธิษธิฐานบนบานศาลกล่าว คนไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อบ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ เกือบจะทุกทุหลังคาเรือ รื นจะสร้า ร้ งหอเจ้าที่ไว้ บางบ้า บ้ นก็สร้า ร้ ง ด้วยอิฐถือปูน บางบ้า บ้ นก็สร้า ร้ งด้วยไม้ห ม้ รือ รื วัสดุอื่ดุอื่น เรีย รี กว่า หอเจ้าที่ ในเทศกาลสำ คัญ เช่นช่ ปีใปี หม่เม่มือ มื ง วัน เข้า ข้ พรรษา วันออกพรรษา เดือนยี่ เดือนสี่เ สี่ป็ง ป็ จะมีก มี ารถวายเจ้าที่เป็น ป็ กรณีพิ ณี เพิศษ หรือ รื เมื่อ มื่ จะเดินทางไกล ไปไหน ๆ เช่นช่ ไปสมัคมัรสอบ ก็จะไปบอกกล่าวเจ้าที่ได้ช่วช่ยคุ้มคุ้ครองในการเดินทางและประสบผลสำ เร็จ ร็ใน การสอบเป็น ป็ ต้น ในหมู่บ้มู่า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ เริ่มริ่ตั้งแต่วัดรังรัษีสุทสุธาวาส ( วัดเมือ มื งลวงใต้ ) จะมีห มี อเจ้าที่วัด หรือ รื เรีย รี กว่า หอเส้อ ส้ วัด ถือว่าเป็น ป็ ศูนศูย์ร ย์ วมจิตใจและที่พึ่ง พึ่ ทางใจของคนในหมู่บ้มู่า บ้ น เมื่อ มื่ จะกระทำ กิจกรรมใด ๆ โดย เฉพาะจัดทำ ในบริเริวณวัดก็จะมีก มี ารบอกกล่าวและมีก มี ารถวายข้า ข้ วน้ำ โภชนาหารแด่เสี้ย สี้ ววัดหรือ รื เทวดา รักรัษาวัดทุกทุครั้งรั้นอกจากที่จะให้ค ห้ วามเคารพและนับนัถือเสี้ย สี้ ววัดแล้วในหมู่บ้มู่า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ก็ยังยัมีห มี อเจ้าที่ ของหมู่บ้มู่า บ้ นซึ่ง ซึ่ เรีย รี กว่า หอเส้อ ส้ บ้า บ้ น มี ๔ แห่งห่ หอเจ้าวัด หอเส้อ ส้ วัด เทวดา วัด หอเจ้าวัด หอเส้อ ส้ วัด เทวดาวัด หมายถึง หอที่ประดิษฐานหรือ รื ที่อยู่ขยู่องเทวดาที่รักรัษาวัดวาอาราม จะช่วช่ยปกป้อ ป้ งคุ้มคุ้ครองวัดให้ปห้ ราศจากภัยพิบัพิติบั ติต่าง ๆ ตลอดจนรักรัษาพระสงฆ์ สามเณรและศรัทรัธาที่ ให้ก ห้ ารอุปถัมภ์วัด ให้แ ห้ คล้วคลาดจากภัยต่าง ๆ การเจ็บไข้ไข้ ด้ป่วป่ย แล้วให้ปห้ ระสบแต่ความสุขสุความเจริญริ ใน สิ่งสิ่ที่ปรารถนา หอเส้อ ส้ วัด หอเจ้าวัด หรือ รื เทวดาวัด ไม่ไม่ด้กำ หนดให้มี ห้ ก มี ารเลี้ยง เหมือ มื นหอเจ้าบ้า บ้ นหรือ รื หอเส้ อบ้า บ้ น หอเส้อ ส้ วัดหรือ รื เทวดาวัด วัดรังรัษีสุทสุธาวาส หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ๑. หอเส้อ ส้ บ้า บ้ นทางทิศเหนือ นื ชื่อ ชื่ ว่า เจ้าพ่อพ่ข้อ ข้ มือ มื เหล็ก และเจ้าพ่อพ่แสนอาจ ตั้งอยู่บยู่ริเริวณบ้า บ้ นของพ่อพ่หนาน ทองดี แม่ปม่ระไพ ทะนานแก้ว มีค มี รัวรัเรือ รื นที่เคารพเลื่อมใส ประมาณ ๙๐ หลังเรือ รื น จะมีก มี ารเลี้ยงทุกทุปีโปี ดย กำ หนดเอาเดือน ๗ เหนือ นื ตรงกับวันเนาว์ (วันเน่าน่ ) ก่อนถึงวันพญาวัน ๑ วัน เครื่อ รื่ งสังสัเวยและเครื่อ รื่ งบูชา คือหัวหัหมู ๑ หัวหั ไก่ ๒ ตัว เหล้า บุหรี่ ของหวาน ผลไม้ ผู้ที่ผู้ที่ทำ หน้า น้ ที่ในการบอกกล่าวในพิธีพิก ธี รรมการเลี้ยง เรีย รี กว่า เจ้าจ้ำ ได้แก่ นายไกรเดช ถาปันปั หอเส้อ ส้ บ้า บ้ นบ้า บ้ นเหนือ นื (เจ้าพ่อพ่ข้อ ข้ มือ มื เหล็ก, เจ้าพ่อพ่แสนอาจ) บ้า บ้ นนายทองดี ทะนานแก้ว บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่


๒. หอเส้อ ส้ บ้า บ้ นบ้า บ้ นจ้อก อยู่กึ่ยู่กึ่งกลางของหมู่บ้มู่า บ้ นตั้งอยู่บยู่ริเริวณข้า ข้ งลำ เหมือ มื ง ตรงข้า ข้ มบ้า บ้ นนายแสวง นาง สายสุนีสุย์ นี ย์ ไชยถา มีค มี รัวรัเรือ รื นที่เคารพนับนัถือประมาณ ๑๐๐ หลังคาเรือ รื นจะมีก มี ารเลี้ยง ๓ ปีค ปี รั้งรั้กำ หนด เอาเดือน ๙ เหนือ นื ออก ๙ ค่ำ เครื่อ รื่ งสังสัเวยและเครื่อ รื่ งบูชา คือ หัวหัหมู ๑ หัวหั ไก่ ๔ ตัว เหล้า บุหรี่ ขนม หวาน ผลไม้ ผู้ที่ผู้ที่ทำ หน้า น้ ที่บอกกล่าวในพิธีพิก ธี รรมการเลี้ยง ได้แก่ นางศรีพ รี รรณ มหาวรรณ หอเส้อ ส้ บ้า บ้ นจ้อก (เจ้าพ่อพ่แสนอาจ, เจ้าพ่อพ่แสนมหาวงค์, เจ้าพ่อพ่ ปัญปัญาเลย) เดิมบ้า บ้ นพ่อพ่ดวงคำ แสงขันขั บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ เตรีย รี มเครื่อ รื่ งเลี้ยงหอเส้อ ส้ บ้า บ้ นบ้า บ้ นจ้อก (เจ้าพ่อพ่แสนอาจ, เจ้าพ่อพ่ ปัญปัญาเลย) นางศรีพ รี รรณ มหาวรรณ ทำ พิธีพิเ ธี ลี้ยงหอเส้อ ส้ บ้า บ้ น บ้า บ้ นจ้อก


๔. หอเส้อ ส้ บ้า บ้ นบ้า บ้ นโป่งป่อยู่ทยู่างทิศใต้ของหมู่บ้มู่า บ้ น (ท้ายหมู่บ้มู่า บ้ น )อยู่ติยู่ ติดกับลำ เหมือ มื งฝายกอบงมีค มี รัวรัเรือ รื น ที่เคารพนับนัถือประมาณ ๑๕๐ หลังคาเรือ รื น จะมีก มี ารเลี้ยง ๓ ปีค ปี รั้งรั้ โดยกำ หนดเอาเดือน ๙ เหนือ นื แรม ๙ ค่ำ เครื่อ รื่ งสังสัเวยและเครื่อ รื่ งบูชา คือ หัวหัหมู ๑ หัวหั ไก่ ๔ ตัว เหล้า บุหรี่ ขนมหวาน ผลไม้ ผู้ที่ผู้ที่ทำ หน้า น้ ที่ บอกกล่าวในพิธีพิก ธี รรมการเลี้ยง ได้แก่ พ่อพ่พินพิสุดสุาคำ ไม่ว่ม่ ว่าจะเป็น ป็ หอเส้อ ส้ บ้า บ้ นใด ในจำ นวน ๔ แห่งห่ของเมือ มื งลวงใต้ หากลูกลูหลาน เหลน โหลน หรือ รื ครัวรั เรือ รื นใดที่มีค มี วามศรัทรัธา เคารพนับนัถือจะมีกิ มีกิจกรรมใด ๆ เช่นช่การทำ บุญบ้า บ้ น งานทำ บุญขึ้น ขึ้ บ้า บ้ นใหม่ งาน แต่งงาน หรือ รื งานใด ๆ ที่จัดขึ้น ขึ้ จะมีก มี ารบอกกล่าวผ่าผ่นเจ้าจ้ำ ของแต่ละหอเส้อ ส้ บ้า บ้ น เพื่อ พื่ ช่วช่ยคุ้มคุ้ครอง ป้อ ป้ งกันและให้แ ห้ คล้วคลาดจากภยันยัตรายทั้งปวง ประสบแต่ความสุขสุความเจริญริสมความปรารถนาต่อไป อนึ่ง นึ่ ผู้ที่ผู้ที่จะเดินทางไกลไปทำ ภารกิจของตนเอง เช่นช่การไปสมัคมัรสอบเข้า ข้ ทำ งานก็จะบอกกล่าวหอเส้ อบ้า บ้ นผ่าผ่นทาง เจ้าจ้ำ หลังจากประสบผลสำ เร็จ ร็ ก็จะถวายข้า ข้ วน้ำ โภชนาหารตามที่อธิษธิฐานและบนบาน ไว้ ๓. หอเส้อ ส้ บ้า บ้ นบ้า บ้ นหยวก อยู่ทยู่างทิศตะวันออกของหมู่บ้มู่า บ้ น อยู่บยู่ริเริวณบ้า บ้ นของแม่อุ้ม่ อุ้ยผันผัสมร มีค มี รัวรั เรือ รื นที่เคารพนับนัถือ ประมาณ ๑๘๐ หลังคาเรือ รื นรวมทั้งครัวรัเรือ รื นนอกหมู่บ้มู่า บ้ น จะมีก มี ารเลี้ยงทุกทุปี โดย กำ หนดเอาเดือน ๙ ออก ๙ ค่ำ เครื่อ รื่ งสังสัเวยและเครื่อ รื่ งบูชา คือ หัวหัหมู ๑ หัวหั ไก่ ๔ ตัว เหล้า บุหรี่ ของหวานผลไม้ ผู้ที่ผู้ที่ทำ หน้า น้ ที่ในการบอกกล่าวพิธีพิก ธี รรมการเลี้ยง ได้แก่ พ่อพ่สมิงมิสมร หอเส้อ ส้ บ้า บ้ นบ้า บ้ นหยวก (เจ้าพ่อพ่ข้อ ข้ มือ มื ไฟ) ตั้งอยู่เยู่ขตบริเริวณบ้า บ้ นแม่อุ้ม่ อุ้ยผันผัสมร บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ หอเส้อ ส้ บ้า บ้ นบ้า บ้ นโป่งป่ (เจ้าพ่อพ่ข้อ ข้ มือ มื เหล็ก) ติดลำ เหมือ มื งฝายกอบง บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่


๓. ขันขัตั้งหรือ รื ขันขัครู ขันขัตั้งหรือ รื ขันขัครู คือ เครื่อ รื่ งบูชาครูบรรจุอยู่ใยู่นพาน การยกขันขัตั้งสามารถทำ ได้ ๒ กรณี คือ การ มอบตัวเป็น ป็ ศิษศิย์ หรือ รื ที่เข้า ข้ใจในปัจปัจุบันบัว่าการยกครูหรือ รื ขึ้น ขึ้ ครู และอีกกรณีห ณี นึ่ง นึ่ คือ การยกขันขัตั้งก่อน การทำ กิจกรรม เช่นช่ก่อสร้า ร้ ง บรรเลงดนตรี ฯลฯ ความสำ คัญ ความเชื่อ ชื่ ของชาวไตลื้อเกี่ยวกับขันขัตั้งหรือ รื ขันขัครูนั้นนั้มีอ มี ยู่ใยู่นงานฝีมื ฝี อ มื และงานช่าช่งทั้งหลาย เป็น ป็ ต้น ว่า ช่าช่งปี่ ช่าช่งซอ (ขับขัซอ) ช่าช่งแต้ม (วาดเขีย ขี น) ช่าช่งต้อง (แกะสลัก) ช่าช่งฟ้อ ฟ้ น ช่าช่งไม้ ก่อสร้า ร้ ง (สล่าแปลง บ้า บ้ น) นักนัดนตรี (ช่าช่งม่วม่น) นักนัมวย ฯลฯ กล่าวคือ วิชาชีพ ชี หรือ รื วิชาฝีมื ฝี อ มื เหล่านี้ต้ นี้ ต้ องมีค มี รูเป็น ป็ ผู้ปผู้ ระสิทสิธิ์ ประสาทวิชาให้ และมีค มี รูเป็น ป็ เจ้าของวิชานั้นนั้ๆ อาจเป็น ป็ ครูปัจปัจุบันบัหรือ รื ครูที่ล่วงลับไปแล้ว วิชาชีพ ชี บางอย่าย่งแม้ว่ ม้ว่าไม่ไม่ด้มีค มี รูสอนให้โห้ ดยตรง แต่เมื่อ มื่ จะประกอบวิชาชีพ ชี นั้นนั้ๆ ก็จะต้องขวนขวาย หาครูหรือ รื มีค มี รูเข้า ข้ไว้ก่อน ดังคำ กล่าวที่ว่า ศิษศิย์มี ย์ ค มี รู และก่อนจะลงมือ มืปฏิบัติบั ติอาชีพ ชี นั้นนั้ๆ ก็ควรที่จะระลึก ถึงพระคุณคุของครู และอาราธนาอัญเชิญชิครูบาอาจารย์ม ย์ าช่วช่ยคุ้มคุ้ครองให้ ปลอดภัยขณะทำ งานหรือ รื ช่วช่ย ให้ก ห้ ารทำ งานนั้นนั้สำ เร็จ ร็ ลุล่ลุล่วงประสบผลสำ เร็จ ร็ ด้วยดี ขันขัครูเป็น ป็ เสมือ มื นตัวแทนของผีค ผี รู ที่มาสิงสิสถิตอยู่ใยู่นขันขัเพื่อ พื่ เพิ่มพิ่พลังแก่ผู้ที่ผู้ที่ถือคาถานั้นนั้ทางไตลื้อ เราต้องขึ้น ขึ้ ขันขัถ้าทำ อะไรไม่มีม่ข มี อบมีขั มี นขั ไม่ขึ้ม่ขึ้น ขึ้ ครูบอกกล่าว งานพิธีพินั้ ธีนั้นั้หรือ รื ตัวผู้กผู้ ระทำ นั้นนั้จะไม่ปม่ระสบ ความสำ เร็จ ร็ อาจจะต้องขึด ขึ หรือ รื อาถรรพ์ แก้ตกไม่ตม่กขึ้น ขึ้ อยู่กัยู่ กับบุญวาสนา จึงเป็น ป็ สิ่งสิ่ที่ต้องกระทำ ชาวไต ลื้อจึงถือเป็น ป็ เรื่อ รื่ งใหญ่ต้ญ่ ต้ องเอาไว้ที่สูงสูที่สุดสุของบ้า บ้ น บางคนเอาห้อ ห้ ยที่ขื่อ ขื่ ของบ้า บ้ นเลยก็มี ห้า ห้ มเอาไว้ต่ำ เวลาจำ ต้องย้า ย้ ยบ้า บ้ นหรือ รื ย้า ย้ ยขันขัครูก็ต้องห่อห่ผ้า ผ้ ขาวทุกทุครั้งรั้และห้า ห้ มย้า ย้ ยขันขัครูด้วยถ้าไม่จำม่ จำเป็น ป็ ผู้ที่ผู้ที่จะถือ คาถาจำ ต้องเคร่งร่ครัดรัมาก ประเภทของขันขัตั้ง ประเภทที่ ๑ เรีย รี กว่าขึ้น ขึ้ ขันขัตั้งเพื่อ พื่ ทำ พิธีพิใธี ห้แ ห้ ก่ผู้อื่ผู้อื่นหรือ รื เพื่อ พื่ประโยชน์ผู้ น์ อื่ผู้อื่นเรีย รี กว่ายกครู เป็น ป็ การ เรีย รี กครูหรือ รื เชิญชิครูมาช่วช่ย ประเภทที่ ๒ ได้แก่ขึ้น ขึ้ ขันขัตั้งเพื่อ พื่ ตัวเองเป็น ป็ ต้นว่าจะเล่าเรีย รี นวิชาอาคมเวทย์ม ย์ นต์จากครูบาอาจารย์ ตั้งขันขัเพื่อ พื่ ขอเรีย รี นขอวิชา หรือ รื ถ้าเรีย รี นมาแล้วครบรอบปีห ปี นึ่ง นึ่ ๆจะต้องจัดบูชาครูทบทวนมนต์ต่าง ๆ วิชา ต่างๆที่ได้เคยร่ำ เรีย รี นมาสมัยมัก่อนนั้นนั้วิชาอาคมต่าง ๆ ถือว่าเป็น ป็ ของสูงสูหาค่ามิไมิด้ ขันขัครูมีส มี องวาระคือ ขันขัครูชั่วชั่คราว เช่นช่ขันขัครูพ่อพ่อาจารย์วั ย์ วัด เวลามีง มี านพิธีพิต่ ธี ต่าง ๆ กินแขกแต่งงาน ขึ้น ขึ้ บ้า บ้ นใหม่ สืบ สื โหรา ชาตาเป็น ป็ ต้น จะทำ ขันขัครูขึ้น ขึ้ มาชั่วชั่คราวเมื่อ มื่ เสร็จ ร็ งานก็ลาขันขั ขันขัครูถาวร สำ หรับรัผู้ที่ผู้ที่เรีย รี น และถือคาถาอาคม ต้องทำ ขันขัมาหนึ่ง นึ่ ขันขัแล้วทำ พิธีพิเ ธี ลี้ยงครู ยกขอบยก ขันขันำ ไปไว้ที่สูงสูสักสัการบูชาถวายน้ำ ดื่ม ดอกไม้ เป็น ป็ ประจำ ปีห ปี นึ่ง นึ่ ถึงเปลี่ยนได้ครั้งรั้หนึ่ง นึ่ วันดียามดีที่จะเรีย รี นวิชาหรือ รื ขึ้น ขึ้ ขันขั ส่วส่นมากนิยนิมวันปีใปี หม่เม่มือ มื ง หรือ รื เดือน ๙ (เดือน ๗ ไทย ราว ๆ ปลายเดือนพฤษภาคม ถึงต้นเดือน มิถุมินถุายน)เป็น ป็ ต้นอย่าย่งเชีย ชี งใหม่อม่าจจะถือช่วช่งเข้า ข้ เสาอินทขิลขิ ในการขึ้น ขึ้ ครูตามแต่สำ นักนัและความสะดวก อีกที ขั้นขั้ตั้ง เป็น ป็ ภาชนะสำ หรับรั ใส่เส่ครื่อ รื่ งคำ นับนัเช่นช่ดอกไม้ ธูปเทียนหมากพลูแลูละข้า ข้ วของอย่าย่งอื่นเพื่อ พื่ ให้เ ห้ป็น ป็ ของสมนาคุณคุแก่ผู้มผู้ ากระทำ ประโยชน์ใน์ ห้เ ห้ ช่นช่หมอ อาจารย์ นายช่าช่งหรือ รื สล่าผู้ปผู้ ระกอบพิธีพิธี หรือ รื ช่าช่งซอ หรือ รื นักนัขับขัเพลงปฏิพากษ์หรือ รื ช่าช่งซอเป็น ป็ ต้นเครื่อ รื่ งบูชาและจำ นวนอาจไม่เม่หมือ มื นกันทุกทุพิธีพิธี บางพิธีพิใธี ช้ เครื่อ รื่ ง ๔ คือกรวยหมากพลู ๔ กรวยดอกไม้ ๔ หมาก ๔ ขด ใส่เส่บี้ย บี้ ใส่เส่งิน ผ้า ผ้ ขาว ผ้า ผ้ แดงและสุรสุาจากการ ศึก ศึ ษาพบว่ามีขั มี นขัตั้งที่จำ แนกเป็น ป็ ระดับต่าง ๆ ตามจำ นวนของเครื่อ รื่ งคารวะ จำ นวนขันขัตั้งมี ดังนี้ ขันขัน้อ น้ ย มี ขันขั๓, ขันขั๔, ขันขั๕, ขันขั๘, ขันขั๑๒, ขันขั๒๔, ขันขั๓๖ ขันขัหลวง มี ขันขั๑๐๘-๑๐๙ ,ขันขั๒๒๗, ขันขั๑,๐๐๐ (ขันขั๑,๐๐๐ บางเจ้าสำ นักนั ได้กระทำ แต่ไม่นิม่ยนิม แพร่หร่ลาย) ขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๓ ใช้กั ช้ กับงานสร้า ร้ งเจดีย์แ ย์ ละปราสาทศพ ขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๔ ใช้เ ช้ป็น ป็ เครื่อ รื่ งอัญเชิญชิเทพ ในการสร้า ร้ งสิ่งสิ่ต่าง ๆทั่วไปถ้ามีก มี ารสร้า ร้ งบ้า บ้ นจะมีสุ มี รสุาด้วย ขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๕ ใช้ปช้ ระกอบกับขันขัตั้งเครื่อ รื่ งที่๓ในการสร้า ร้ งถาวรวัตถุใถุนวัด ขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๘ เป็น ป็ ขันขัตั้งอธิษธิฐานหรือ รื สมาทานเป็น ป็ ขันขัเทวดาใช้เ ช้ป็น ป็ ขันขัของครูอาจารย์ใย์ ช้รั ช้ กรัษาปัดปั แก้หรือ รื ถอนต่าง ๆ ในการเทศน์ สวดสืบ สื ชาตา สังสัฆทาน การศพถ้าเป็น ป็ งานทางด้านศาสนาจะไม่มีม่เ มี หล้าแต่ หากเป็น ป็ พิธีพิแ ธี ก้เสนีย นี ด หรือ รื การกระทำ ที่รุนแรง เช่นช่ตัดงาช้า ช้ ง จะต้องใช้เ ช้ หล้าและเนื้อ นื้ ด้วย ขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๑๒ ใช้กั ช้ กับงานด้านความเป็น ป็ ครูบาอาจารย์ห ย์ รือ รื ของบ้า บ้ นของเมือ มื งเป็น ป็ ขันขัครูชั้นชั้ ปฐม ขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๓๒ ใช้ไช้ หว้ครูงานใหญ่ไญ่หว้เทวดารวมในโลกทั้งสาม ขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๓๖ แต่งดาเครื่อ รื่ งเหมือ มื นขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๓๒ ทุกทุประการ หมายถึงการรวมบูชาเทพใน ๓ โลก ขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๑๐๘ เป็น ป็ เครื่อ รื่ งใหญ่สำญ่สำหรับรัอาจารย์ที่ ย์ที่มีวิ มีวิชามาก ครูไสยศาสตร์ห ร์ รือ รื ระดับบรมครูขั้นขั้ พระสงฆ์ที่ ฆ์ที่มีวิ มีวิชาแก่กล้า ขั้นขั้เจ้าเมือ มื งหรือ รื พระมหากษัตริย์ริ ย์ ขันขัตั้งเครื่อ รื่ ง ๑,๐๐๐ จะใช้สำ ช้ สำหรับรัต่อเศีย ศี รพระ ต่อยอดพระเจดีย์ย ย์ อดปราสาทหรือ รื คุ้มคุ้วังเมื่อ มื่ เตรีย รี มเครื่อ รื่ ง ขันขัตั้งเสร็จ ร็ เรีย รี บร้อ ร้ ยแล้ว ก็จะทำ พีขึ้ พีขึ้น ขึ้ ขันขัตั้ง


เครื่อ รื่ งประกอบขันขั โดยหลักเกณฑ์ต้องขาดเสีย สี มิไมิด้ คือ ๑. หมากแห้ง ห้ ต้องเป็น ป็ หัวหัหัวหัหนึ่ง นึ่ จะมีห มี ลายสิบสิเส้น ส้ มีจำ มีจำนวนเส้น ส้ ร้อ ร้ ย พันพัหมื่น มื่ หัวหัหนึ่ง นึ่ มีสิ มี บสิเส้น ส้ ถือว่า เป็น ป็ พันพัหนึ่ง นึ่ ถ้าสิบสิหัวหัคือ หมากหมื่น มื่ เป็น ป็ ต้น ๒. ผ้า ผ้ ขาว ผาแดง แล้วแต่สำ นักนับางสำ นักนัเอานิดนิเดียวประมาณผ้า ผ้ เช็ด ช็ หน้า น้ บ้า บ้ ง แต่บางสำ นักนักำ หนดเอาวา ของเจ้าของขันขัเป็น ป็ ต้น ผ้า ผ้ ขาวผ้า ผ้ แดงนี้ แทนครูบาอาจารย์ เช่นช่ผ้า ผ้ แดง แทนครูที่ยังยัมีชี มี วิ ชีวิตอยู่ ผ้า ผ้ ขาว แทนครูที่ล่วงลับไปแล้ว ๓. สวยดอก(กรวยดอกไม้)ม้ สร้า ร้ งตามจำ นวนขันขัถ้าถือขันขัมาก็ทำ สวยมาก ดอกที่นิยนิมเอามาใส่ใส่นสวย แล้วแต่ สำ นักนับางสำ นักนั ใช้ด ช้ อกเก็ดถว๋า บ้า บ้ งก็ดอกงิ้ว ดอกจำ ปี ถ้าขันขัครูพวกทรงเจ้าเข้า ข้ ผีล ผี งขอนกระด้างมักมั ใช้ด ช้ อกงิ้ว ทำ สวย ๔. สวยพลู ทำ เท่าจำ นวนขันขัที่จะถือ ภายในสวยจะมีใมี บพลูสี่ลูสี่ใสี่ บประกบกันแล้วเอาหมากแห้ง ห้ ที่ตัดแล้วสี่เ สี่ สี้ย สี้ ว ยัดยัตรงกลาง ๕. เหล้า ๑ ขวด น้ำ ผึ้ง ผึ้ป่าป่แท้ ๑ ขวด ข้า ข้ วเปลือกใส่ขส่วด ๑ ขวด ข้า ข้ วสารใส่ขส่วด ๑ ขวด นิยนิมใส่ขส่วดเหล้าแม่ โขง


๖. เบี้ย บี้ หอย ตามจำ นวนขันขั ปัจปัจุบันบั ไม่มีม่เ มี บี้ย บี้ หอยก็ใช้เ ช้ งินเหรีย รี ญบาทแทนจำ นวนเบี้ย บี้ หอย ๗. เป้ง ป้ รูปสัตสัว์ต่าง ๆ ถือเป็น ป็ ของศักศัดิ์สิทสิธิ์ สมัยมัก่อนนิยนิมเอาใส่ไส่ว้ในขันขัตั้งเพื่อ พื่ เพิ่มพิ่พลังแก่คนที่ถือขันขัถือ คาถา ปัจปัจุบันบัหายาก มีไมี ม่มีม่ก็ มีก็ได้ ๘. ขันขั โตก ถ้าจะถือขันขัหลวงต้องโตกที่มีข มี นาดใหญ่เญ่สีย สี หน่อน่ยเพราะเครื่อ รื่ งประกอบขันขัมีม มี าก ถ้าถือขันขัน้อ น้ ยก็ ลดขนาดลงมา พอสมควร ควรจะเป็น ป็ โตกใหม่ที่ม่ที่ไม่ผ่ม่าผ่นการใช้ง ช้ าน บางแห่งห่ ใช้ก ช้ ะละมังมั ๙. เทียน นิยนิมใช้เ ช้ ทียนสี หรือ รื เทียนขี้ผึ้ ขี้ผึ้ง ผึ้ มีน้ำ มี น้ำหนักนัที่โบราณกำ หนด เป็น ป็ บาท เฟื้อ ฟื้ ง ปัจปัจุบันบัมีข มี ายอยู่ ต้องใส่ ตามจำ นวนขันขัที่ถือเช่นช่กัน ถ้าถือขันขั๑๒ ก็ใส่เส่ทียน ๑๒ เล่ม ๑๐. ข้า ข้ วตอก แล้วแต่ละสำ นักนัทั้งนี้ก็ นี้ก็ เพื่อ พื่ ความเจริญริเฟื่อ ฟื่ งฟู เหมือ มื นข้า ข้ วตอกที่นำ มาคั่วแล้วพองออก ๑๑. ฉัตฉัร ธง อันนี้ก็ นี้ก็ แล้วแต่สำ นักนัเช่นช่เดียวกัน บางสำ นักนัจะต้องมีข มี อช้า ช้ ง และเชือ ชื กประกำ คล้องช้า ช้ ง แตกต่าง กันไป เครื่อ รื่ งสักสัการะครู เครื่อ รื่ งคาว หัวหัหมู ไก่ต้มเป็ด ป็ ต้ม ปลาช่อช่นนึ่ง นึ่ กุ้งกุ้พล่าปลายำ เครื่อ รื่ งหวาน ผลหมากรากไม้ ส้ม ส้ สุกสุลูกลูหวานตามแต่กำ ลัง เน้น น้ กล้วย ๑ เคลือ อ้อย ๑-๕ ลำ มะพร้า ร้ ว ๑ คะ แนง ขนุนนุ๑ ลูกลูขาดไม่ไม่ด้ ถ้าถือครูทางล้านนา อาจจะลดจำ นวนลงได้ตามแต่กำ ลัง แต่ที่เน้น น้ ๆ มาเขาถือ เป็น ป็ จารีต รี ที่ขาดไม่ไม่ด้ สมัยมันี้ไนี้ ม่ใม่ห้ค ห้ วามสำ คัญกันส่วส่นเรื่อ รื่ งบายศรีใรี ครจะทำ หรือ รื ไม่ทำม่ ทำก็ได้ เป็น ป็ จารีต รี ภาค กลางที่รับรัเข้า ข้ มา โดยมากเครื่อ รื่ งสักสัการะทางไตลื้อจะเป็น ป็ หมากสุ่มสุ่หมากเบ็ง บ็ ต้นผึ้ง ผึ้ มากกว่า แล้วแต่เจ้า สำ นักนัเช่นช่กัน


ข้อ ข้ ห้า ห้ มในเครื่อ รื่ งประกอบขันขั -ห้า ห้ มพูดพูจาอัปมงคลลามกในขณะดาขันขัหรือ รืประกอบขันขั -ห้า ห้ มเดินข้า ข้ มของประกอบขันขัครู -สวยดอกต้องใช้ไช้ ม้ก ม้ ลัดเท่านั้นนั้ห้า ห้ มใช้แ ช้ มคเย็บ ย็ -ตองกล้วยหากเป็น ป็ ตองกล้วยตานีจ นี ะแรงห้า ห้ มนำ ตองแก่ตองขาดมาทำ -ใบพลูห้ลูา ห้ มนำ ใบที่แก่ที่ขาดมาทำ เช่นช่กันใบพลูใลูบตองต้องแช่น้ำช่น้ำส้ม ส้ ป่อป่ยทุกทุครั้งรั้ -ก้นสวยต้องแหลมห้า ห้ มเป็น ป็ รูหรือ รื ช่อช่งโหว่แม้แ ม้ ต่น้อ น้ ย -เวลาพับพัสวยส่วส่นหัวหัที่เป็น ป็ สามเหลี่ยมต้องประกบและซ้อ ซ้ นกันไห้ส ห้ นิทนิห้า ห้ มเกินห้า ห้ มแยก -เวลารองผ้า ผ้ ขาวเครื่อ รื่ งเลี้ยงต้องปูใบโชคอีกชั้นชั้หนึ่ง นึ่ อันนี้เ นี้ป็น ป็ จารีต รี เก่าไม่มีม่ก็ มีก็ได้มีก็ มีก็ ดี -เมื่อ มื่ประกอบขันขัเสร็จ ร็ ต้องมีค มี นนอนเฝ้า ฝ้ ขันขักันคน และสัตสัว์เดินข้า ข้ ม และกันคนคิดร้า ร้ ยเอาสิ่งสิ่ไม่ดีม่ ดี มาใส่ ในขันขั พิธีพิขึ้ ธีขึ้น ขึ้ ขันขัตั้ง เมื่อ มื่ เตรีย รี มเครื่อ รื่ งขันขัตั้งเสร็จ ร็ เรีย รี บร้อ ร้ ยแล้ว ก็จะทำ พิธีพิขึ้ ธีขึ้น ขึ้ ขันขัตั้งพิธีพิขึ้ ธีขึ้น ขึ้ ขันขัตั้ง คือการแสดงคารวะแก่ครู อาจารย์ผู้ ย์ ปผู้ ระกอบพิธีพิต่ ธี ต่าง ๆเพื่อ พื่ บอกล่าวแก่ครูในการที่จะใช้วิ ช้ วิชาการที่เรีย รี นมาหรือ รื อาจเชิญชิครูอาจารย์ม ย์ า สถิตอยู่ด้ยู่ ด้ วยเพื่อ พื่ ความศักศัดิ์สิทสิธิ์แธิ์ก่การประกอบพิธีพินั้ ธีนั้นั้ขันขัตั้งสำ หรับรัอาจารย์ดั ย์ ดังกล่าวนี้จ นี้ ะเป็น ป็ อีกส่วส่นหนึ่ง นึ่ ต่าง หากมิใมิช่เช่ครื่อ รื่ งบูชาในพิธีพิก ธี รรมนั้นนั้ๆ ขันขัตั้งมีห มี ลายแบบเครื่อ รื่ งที่ใช้บ ช้ รรจุในขันขัตั้ง หรือ รื พานครูนั้นนั้ก็มีห มี ลาย แบบเช่นช่กันในพิธีพิบ ธี างแห่งห่อาจทำ เครื่อ รื่ งสังสัเวยขนาดใหญ่หญ่รือ รื ขนาดเล็กแล้วแต่ผู้ทำผู้ ทำพิธีพิซึ่ ธีซึ่ง ซึ่ มักมัจะเป็น ป็ พระสงฆ์ หรือ รื อาจารย์สำ ย์ สำหรับรัเครื่อ รื่ งสังสัเวยขนาดเล็กทำ กันทั่วไปสำ หรับรั ในครอบครัวรั ความหมายและจุดประสงค์ของการขึ้น ขึ้ ขันขัตั้ง ความหมาย ของการขึ้น ขึ้ ขันขัตั้ง ก็เพื่อ พื่ สักสัการบูชาคารวะน้อ น้ มระลึกถึงครู และเชิญชิครูให้ม ห้ าช่วช่ยทำ พิธีพิก ธี รรม เพื่อ พื่ ให้พิ ห้ ธีพิก ธี รรมที่จะกระทำ นั้นนั้มีค มี วามขลังมีค มี วามศักศัดิ์สิทสิธิ์พธิ์ร้อ ร้ มกันนั้นนั้ยังยัเพื่อ พื่ ทบทวนมนต์ต่าง ๆไม่ใม่ห้ห ห้ ลงลืม เพื่อ พื่ ให้มี ห้ ส มี มาธิมีธิกำ มีกำลังใจแน่วน่แน่แน่ละเข้ม ข้ แข็ง ข็ในอันจะประกอบพิธีพินั้ ธีนั้นั้นอกจากนั้นนั้ยังยัเพื่อ พื่ ให้คุ ห้ ณคุของครูมาช่วช่ย คุ้มคุ้ครองปกป้อ ป้ งรักรัษาตนเองให้เ ห้ป็น ป็ เกราะป้อ ป้ งกันอันตรายต่าง ๆ ให้ต ห้ นเองและผู้เผู้ข้า ข้ ร่วร่มพิธีพินั้ ธีนั้นั้ๆ คือการขอ เชิญชิ ให้ค ห้ รูของผู้ปผู้ ระกอบพิธีพิม ธี าช่วช่ยอีกแรงหนึ่ง นึ่ คำ ว่าครูในที่นี้ห นี้ มายถึงวิญญาณของเวทย์ม ย์ นต์เป็น ป็ สิริสิขริองเวทย์ มนต์คาถา เป็น ป็ ความขลังและศักศัดิ์สิทสิธิ์ขธิ์องเวทย์ม ย์ นต์คาถารวมทั้งเป็น ป็ ภาคมนุษนุย์แ ย์ ละภาควิญญาณหมอหรือ รื อาจารย์ผู้ ย์ ทำผู้ ทำพิธีพิทุ ธี กทุท่านจะต้องขึ้น ขึ้ ขันขัตั้งก่อนการทำ พิธีพิทุ ธี กทุครั้งรั้ ขันขัครู บ้า บ้ นนายสมชัยชัสงวน บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ ๔. เจ้าที่บ้า บ้ นและหอผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่ เจ้าที่บ้า บ้ น ( เจ้าตี้บ้า บ้ น ) คนไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ จะนิยนิมสร้า ร้ งที่อยู่ขยู่องเจ้าที่ไว้บริเริวณบ้า บ้ นของแต่ละครัวรั เรือ รื น ซึ่ง ซึ่ เรีย รี กว่า หอเจ้าที่ ซึ่ง ซึ่ ทำ เป็น ป็ บ้า บ้ นหลังเล็ก ๆ จะทำ ด้วยไม้ อิฐถือปูนหรือ รื วัสดุอื่ดุอื่น บางครัวรัเรือ รื นก็ทำ เป็น ป็ บ้า บ้ นเสาเดียว เช่นช่ศาลพระภูมิภูไมิว้ที่มุมมุใดมุมมุหนึ่ง นึ่ ของบริเริวณบ้า บ้ น ภายในหอเจ้าที่จะมีพ มี าน( ขันขัดอกไม้ ) คนโท(น้ำ ต้น)จอกน้ำ แจกันดอกไม้ ในเทศกาล สำ คัญ ๆ เช่นช่เดือนยี่เ ยี่ป็ง ป็ เดือนสี่เ สี่ป็ง ป็ วันเข้า ข้ พรรษา วันออกพรรษา ปีใปี หม่เม่มือ มื ง ผู้คผู้ นใน ครอบครัวรัก็จะถวายเครื่อ รื่ งสักสัการะมีข้ มี า ข้ วน้ำ โภชนาหาร บางครัวรัเรือ รื นก็จะถวายข้า ข้ วน้ำ โภชนาหารเป็น ป็ ประจำ ทุกทุวัน ที่เรีย รี กว่า ใส่ข้ส่า ข้ วเจ้าที่ หอเจ้าที่บ้า บ้ นและหอผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่ บ้า บ้ นนายนิพนินธ์ สอาดล้วน


ผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่ ผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่หมายถึง ผีปผี ระจำ ตระกูลกูหรือ รื ที่เรีย รี กกันว่าผีบ ผี รรพบุรุษ เป็น ป็ ผีปผี ระจำ ตระกูลกูที่มีก มี ารนับนัถืออยู่ใยู่น วงศ์ต ศ์ ระกูลกูหรือ รื เครือ รื ญาติเดียวกัน โดยจะมีบ มี ทบาทเป็น ป็ ตัวเชื่อ ชื่ มความสัมสัพันพัธ์ใธ์ นกลุ่มลุ่เครือ รื ญาติ ทำ ให้แ ห้ ก้ไข ปัญปัหาหรือ รื ยุติข้อ ข้ ขัดขัแย้ง ย้ในหมู่เมู่ครือ รื ญาติได้ การนับนัถือผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่นั้นนั้จะมีค มี วามสัมสัพันพัธ์อ ธ์ ย่าย่งยิ่งยิ่กับการสืบ สื เชื้อ ชื้ สายและการนับนัถือเครือ รื ญาติเรีย รี กว่าเป็น ป็ กลุ่มลุ่ผีเ ผี ดียวกัน ชาวไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ มักมัจะสร้า ร้ งที่อยู่ใยู่ห้แ ห้ ก่ผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่เรีย รี กว่าหอผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่ ไว้ในบริเริวณบ้า บ้ น การเลี้ยงผีปูผีปูย่าย่จะ มีก มี ารเลี้ยงเป็น ป็ ประเพณีปีณี ล ปี ะครั้งรั้หรือ รื ๓ ปีค ปี รั้งรั้ ในช่วช่งเดือนเก้าเหนือ นื ขึ้น ขึ้ ๙ ค่ำ หรือ รื แรม ๙ ค่ำ ขึ้น ขึ้ อยู่กัยู่ กับ ประเพณีข ณี องแต่ละแห่งห่ ได้กำ หนดไว้ ของเลี้ยงหรือ รื เครื่อ รื่ งบวงสรวง มีเ มีป็น ป็ ไก่ต้ม ๑ คู่ ส่วส่นในวันเทศกาลสำ คัญ ๆ เช่นช่เดือนยี่เ ยี่ป็ง ป็ เดือนสี่ เป็ง ป็ วันเข้า ข้ พรรษา วันออกพรรษา ปีใปี หม่เม่มือ มื ง จะ มีก มี ารถวายข้า ข้ วน้ำ โภชนาหาร การเลี้ยงผีปู่ผีปู่ยปู่า (บรรพบุรุษ) บ้า บ้ นพ่อพ่เมือ มื งคำ สมร เดือน ๙ เหนือ นื ขึ้น ขึ้ ๙ ค่ำ หอผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่ บ้า บ้ นนางทัศนา แก้วบุญเรือ รื ง การเลี้ยงผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่ บ้า บ้ นนางฟองไหล สอาดล้วน เลี้ยงผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่ บ้า บ้ นพ่อพ่ดวงจันทร์ สอาดล้วน เครือ รื ญาติร่วร่มพิธีพิเ ธี ลี้ยงผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่ บ้า บ้ นนายสุรสุเดช พรหมเสน นางประนอม พรหมเสน ทำ พิธีพิเ ธี ลี้ยงผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่ บ้า บ้ นนายสุรสุเดช พรหมเสน ๕. ผีห ผี อ ผีเ ผี ฮือน เทวดาเฮือน ( เตวะดาเฮือน) ผีห ผี อผีเ ผี ฮือน เทวดาเฮือน เป็น ป็ ผีปผี ระจำ วงศ์ต ศ์ ระกูลกูที่คนในบ้า บ้ นเคารพนับนัถือ เป็น ป็ ที่พึ่ง พึ่ ทางจิตใจ โดย จะทำ เป็น ป็ หิ้งหิ้หรือ รื แท่นไม้ หรือ รื เรือ รื นเล็กติดไว้ที่เสาเอก หรือ รื มุมมุด้านทิศเหนือ นื หรือ รื ทิศตะวันออก ยกพื้น พื้ ให้สู ห้ งสู ขึ้น ขึ้ พอสมควรให้มี ห้ ลั มีลักษณะน่าน่เคารพบูชา เมื่อ มื่ ลูกลูหลานแยกครอบครัวรัไปตั้งบ้า บ้ นใหม่ ก็จะสร้า ร้ งหิ้งหิ้หรือ รื แท่น หรือ รื บ้า บ้ นหลังเล็ก ๆ แล้วอัญเชิญชิเทวดาขึ้น ขึ้ประจำ บ้า บ้ นเรือ รื นต่อไป ผีปู่ผีปู่ย่ปู่าย่เจ้าที่ ผีห ผี อผีเ ผี ฮือนหรือ รื เทวดาเฮือน มีค มี วามสำ คัญต่อวิถีชีวิ ชีวิตของคนไทลื้อหรือ รื ไตลื้อซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ ผู้ที่ผู้ที่ นับนัถือผี เป็น ป็ ที่พึ่ง พึ่ และยึด ยึ เหนี่ย นี่ วทางจิตใจ ก่อนที่จะกระทำ กิจกรรมใด ๆ เช่นช่การทำ บุญต่าง ๆ หรือ รื การเดิน ทางไปประกอบภารกิจ อื่นใด หรือ รื มีค มี นเข้า ข้ มาอยู่อยู่าศัยศั ในบ้า บ้ น เป็น ป็ ต้น หัวหัหน้า น้ ครอบครัวรัจะเป็น ป็ พ่อพ่บ้า บ้ น แม่ บ้า บ้ นหรือ รื ตัวแทนของครอบครัวรัจะบอกกล่าวให้ผี ห้ ปู่ผีปู่ย่ปู่าย่เจ้าที่ ผีห ผี อผีเ ผี อือน หรือ รื เทวดาเฮือนทุกทุครั้งรั้เพื่อ พื่ ให้ ท่านได้ช่วช่ยคุ้มคุ้ครองป้อ ป้ งกันภยันยัตรายต่างๆให้ปห้ ระสบแต่ความสุขสุความเจริญริ ในสิ่งสิ่ที่ตนปรารถนาทุกทุ ประการ เทวดาเฮือน บ้า บ้ นนายสมชัยชัสงวน บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ หมู่ ๘ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่


การสืบชะตา สืบชาตา หรือ รืสืบจ๊ะต๋า การสืบ สื ชะตา หรือ รื สืบ สื ชาตา หรือ รื สืบ สื จ๊ะต๋า เป็น ป็ ประเพณีแ ณี ละวัฒนธรรมความเชื่อ ชื่ ของคนไตลื้อ หรือ รื ไท ลื้อที่ได้ปฏิบัติบั ติสืบ สื ทอดกันมาเป็น ป็ เวลาช้า ช้ นานแล้วและได้ยึด ยึ ถือปฏิบัติบั ติมาอย่าย่งเหนีย นี วแน่นน่อย่าย่งต่อเนื่อ นื่ ง จะใช้ ในโอกาสงานที่เป็น ป็ มงคล เช่นช่งานทำ บุญขึ้น ขึ้ บ้า บ้ นใหม่ งานทำ บุญอายุ งานทำ บุญวันเกิด ฯลฯ เพื่อ พื่ ให้เ ห้ จ้า ภาพมีอ มี ายุมั่นมั่ยืน ยื ยาว มีค มี วามสุขสุสวัสดีมีค มี วามเจริญริมั่นมั่คงในอาชีพ ชี หน้า น้ ที่การงาน หายจากโรคภัยไข้เ ข้ จ็บ หรือ รื ความมุ่งมุ่หมายอื่น ๆ ที่ล้วนเป็น ป็ ไปในทางที่ดีแก่บุคคลหรือ รื คณะผู้เผู้ป็น ป็ เจ้าภาพ พิธีพิสื ธี บ สื ชะตา หรือ รื สืบ สื ชาตาหรือ รื สืบ สื จ๊ะต๋า เป็น ป็ พิธีพิที่ ธีที่ได้ปฏิบัติบั ติกันมาตั้งแต่ครั้งรั้พุทพุธกาล องค์พระสัมสัมาสัมสั พุทพุธเจ้าได้ทำ การสงเคราะห์แ ห์ ก่ อายุวัฒนกุมกุาร ตามที่ปรากฏในธรรมบท ซึ่ง ซึ่ได้กล่าวไว้ว่า อายุวัฒนกุมกุาร จะมีอ มี ายุอยู่ไยู่ด้อีก ๗ วันจะต้องตาย เพราะยักยัษ์จะมาทำ ลายให้ถึ ห้ ถึ งแก่ชีวิ ชีวิต พระพุทพุธเจ้าได้ให้ทำ ห้ ทำมณฑป แวดล้อมด้วยเครื่อ รื่ งสักสัการบูชาโดยให้อ ห้ ายุวัฒนกุมกุารนั่งนั่ในมณฑปนั้นนั้แล้วให้พ ห้ ระสงฆ์ส ฆ์ วดสาธยายพระปริตริร ล้อมรอบมณฑปนั้นนั้ตลอด ๗ วัน จากการประกอบพิธีพิสื ธี บ สื ชะตากุมกุารครั้งรั้นั้นนั้ครบ ๗ วัน ยักยัษ์ก็ไม่สม่ามารถทำ อันตรายแก่กุมกุารได้ กุมกุารนั้นนั้จึงรอดพ้น พ้ จากมรณภัยทำ ให้มี ห้ อ มี ายุยืน ยื ยาวต่อไ ป และได้ชื่อ ชื่ ว่า “อายุวัฒนกุมกุาร“ นับนัตั้งแต่บัดบันั้นนั้เป็น ป็ ต้นมาอาศัยศัเหตุนี้ตุนี้ประเพณีก ณี ารสืบ สื ชะตาจึงได้ยึด ยึ ถือปฏิบัติบั ติสืบ สื ต่อกัน มา จุดประสงค์ของการสืบ สื ชะตา ๑. เพื่อ พื่ เป็น ป็ ศิริศิมริงคลของเจ้าภาพตลอดจนถึงผู้มผู้ าร่วร่มพิธีพิธี ๒. เพื่อ พื่ ให้เ ห้ จ้าภาพและผู้ร่ผู้วร่มพิธีพิพ้ ธี น พ้ จากเคราะห์ภั ห์ ภัยต่าง ๆ ตลอดจนถึงหายจากเจ็บไข้ไข้ ด้ป่วป่ย ๓. เพื่อ พื่ อนุรันุกรัษ์วัฒนธรรมและประเพณีอั ณี อันดีงามนี้ไนี้ ว้และได้เข้า ข้ใจถึงความหมายต่าง ๆ ของเครื่อ รื่ งสืบ สื ชะตาซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ แนวคิดและปริศรินาธรรมที่มีคุ มี ณคุค่ายิ่งยิ่ การสืบ สื ชะตา มี ๒ ประเภท คือสืบ สื ชะตาหลวงและสืบ สื ชะตาชีวิ ชีวิต การสืบ สื ชะตาหลวงเป็น ป็ การทำ เพื่อ พื่ คนหมู่มมู่าก เป็น ป็ ครอบครัวรัเช่นช่การสืบ สื ชะตาบ้า บ้ น การสืบ สื ชะตาเมือ มื ง เป็น ป็ ต้น ส่วส่นการสืบ สื ชะตาชีวิ ชีวิตหรือ รื ชะตาปี คือการกระทำ เพื่อ พื่ ตนเอง เพื่อ พื่ คน ๆ เดียวเป็น ป็ การสืบ สื ชะตาให้อ ห้ ายุของตนเองยืน ยื ยาว หายจากโรคภัย ไข้เ ข้ จ็บ เป็น ป็ ศิริศิมริงคลได้เฉพาะตัวเองเท่านั้นนั้ เครื่อ รื่ งสืบ สื ชะตาแบ่งบ่ออกเป็น ป็ ๔ หมวด (๑) ประเภทใช้แ ช้ ทนหมู่คมู่น ได้แก่ ไม้ค้ำ ม้ ค้ำใหญ่ ไม้ค้ำ ม้ ค้ำ เล็ก ๑. ไม้ค้ำ ม้ ค้ำใหญ่ ๓ เล่ม ความหมาย คือถ้าเป็น ป็ การสืบ สื ชะตาในครอบครัวรัหรือ รื สืบ สื ชะตาชาวบ้า บ้ น หมายถึง บุคคล ๓ คน คือ พ่อพ่แม่ ลูกลูซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ หลักใหญ่ขญ่องครอบครัวรัหากบุคคลทั้ง ๓ นี้ ยังยัค้ำ จุนกันอยู่ เหมือ มื นไม้ค้ำ ม้ ค้ำ คือยังยัรักรัสามัคมัคี เมตตา เอื้อเฟื้อ ฟื้ เอาใจใส่กัส่ กันอยู่ ไม่นม่อกใจซึ่ง ซึ่ กันและกัน ลูกลูเชื่อ ชื่ฟังฟัพ่อพ่แม่ พ่อพ่ แม่เม่อาใจใส่ลูส่กลูครอบครัวรันั้นนั้ชะตาก็จะดี ชะตาไม่ขม่าด ถ้าเป็น ป็ วัดวาอาราม หรือ รื หมู่บ้มู่า บ้ น จะหมายถึง พระ ภิกษุ สามเณร ผู้นำผู้ นำชุมชน ประชาชนทั่วไป หากยังยัอุดหนุนนุกันอยู่ สามัคมัคีกลมเกลียวกันอยู่ ให้ค ห้ วามอุปถัมภ์ แก่กันและกันแสดงว่า ชะตาวัด หรือ รื บ้า บ้ นนั้นนั้ ไม่ขม่าด ๒. ไม้ค้ำ ม้ ค้ำ เล็ก จำ นวนเท่าอายุหรือ รื ๑๐๘ อัน ความหมาย หมายถึง บุคคลผู้อผู้ ยู่ร่ยู่วร่มบ้า บ้ น ร่วร่มวัดร่วร่ม ชุมชน หากยังยัสามัคมัคีกันดีเหมือ มื นไม้ค้ำ ม้ ค้ำ เล็ก ๆ ที่มัดมัรวมกัน ย่อย่มไม่มีม่ ใมี ครกล้ามาทำ ลายหรือ รื ทำ ให้แ ห้ ตกแยกกัน ได้หากแยกจากกันวันใดความพินพิาศก็จะตามมา จึงต้องรวมกัน มัดมัรวมกัน ชะตาจึงไม่ขม่าด (๒) ประเภทใช้แ ช้ ทนร่าร่งกาย ๑. กระบอกทราย ๒๐ หรือ รื ข้า ข้ วสาร ใช้ไช้ ม้อ้ ม้อ้ อยาว ไม่เม่กิน 1 คืบบรรจุทรายหรือ รื ข้า ข้ วสารจำ นวน ๒๐ กระบอก ความหมาย หมายถึง ปฐวีธาตุ คือธาตุ ดิน มี ๒๐ อย่าย่งคือ ผม ขน เล็บ ฟันฟัหนังนัเนื้อ นื้ เอ็น กระดูกดู เยื่อ ยื่ ในกระดูกดูม้า ม้ ม หัวหัใจตับ พังพัผืด ผื ไต ปอด ไส้ใส้ หญ่ ไส้เ ส้ ล็ก อาหารใหม่ อาหารเก่า สมอง เหล่านี้เ นี้ รีย รี กว่าปฐวี ธาตุ คือธาตุดิตุดิน ๒. กระบอกน้ำ ๑๒ ใช้ไช้ ม้อ้ ม้อ้ อยาวไม่เม่กิน ๑ คืบ บรรจุน้ำ ๑๒ กระบอกความหมาย หมายถึงอาโปธาตุ คือธาตุน้ำตุน้ำ มี 12 อย่าย่ง คือธาตุใตุดมีลั มีลักษณะเอิบบายธาตุนี้ตุนี้เ นี้ป็น ป็ ธาตุน้ำตุน้ำประกอบด้วย ดี เสลดหนอง เลือดเหงื่อ มันมัข้น ข้ น้ำ ตาล เปลวมันมัน้ำ ลาย น้ำ มูกมูน้ำ ไขข้อ ข้ มูถมู (น้ำ ปัสปัสาวะ) รวมเป็น ป็ ๑๒ เรีย รี กว่า อาโปธาตุคืตุคื อ ธาตุน้ำตุน้ำ


๓. ผางประทีป หรือ รื เทียน จำ นวน ๔ อัน/ เล่ม หากจะมากให้เ ห้ ท่ากับอายุ หรือ รื เกินก็ได้แต่อย่าย่ ให้เ ห้ กิน ๑๐๘ ความหมาย หมายถึง เตโชธาตุ คือธาตุไตุฟ มีลั มีลักษณะ ๔ อย่าย่ง คือไฟที่ทำ ให้ร่ ห้ าร่งกายอบอุ่น ไฟที่ทำ ให้ ร่าร่งกายทรุดโทรม ไฟที่ทำ ให้ร่ ห้ าร่งกายกระวนกระวาย ไฟที่เผาอาหารให้ย่ ห้ อย่ย เหล่านี้เ นี้ รีย รี กว่า เตโชธาตุ คือ ธาตุไตุฟ ( ส่วส่นมากจะจุดเทียนหรือ รื ผางประทีปจำ นวน ๑๐๘ ก็ได้ ) ๔. ช่อช่น้อ น้ ย (จ้อ) ตุงตุไจย ๖ ผืน ผื หรือ รื จำ นวนเท่าอายุ แต่ต้องงไม่เม่กิน ๑๐๘ ความหมาย หมายถึง วาโยธาตุ คือธาตุลตุม มีลั มีลักษณะ ๖ อย่าย่ง คือ ธาตุใตุดที่มีลั มีลักษณะพัดพั ไปมาธาตุนั้ตุนั้นั้เรีย รี กว่า ธาตุลตุม กล่าวคือ ลมพัดพัขึ้น ขึ้ เบื้อ บื้ งบน ลมพัดพัลงเบื้อ บื้ งล่าง ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดพั ไปตามตัว ลมหายใจ เหล่านี้เ นี้ รีย รี กว่าวาโยธาตุ คือ ธาตุลตุม (ส่วส่นมากนิยนิมใช้ช่ ช้ อช่ (จ้อ) จำ นวน ๑๐๘ ๕. ตุงตุค่าคิง จำ นวน ๑ ตัว มีค มี วามยาวเท่ากับความสูงสูของคน ความหมาย ถึงรูป คือสิ่งสิ่ที่มองเห็น ห็ ด้วยตา (ร่าร่งกายคนเราแบ่งบ่เป็น ป็ ๒ ลักษณะ ใหญ่คืญ่ คื อ รูปและนาม ) ๖. สีส สี ายค่าคิง ๑ เส้น ส้ ใช้ด้ ช้ ด้ ายสายสิญสิจน์ มีค มี วามยาวเท่ากับความสูงสูของคน ชุบด้วยน้ำ มันมัพืช พื สำ หรับรัจุด เป็น ป็ พุทพุธบูชา ๗. เทียนค่าคง ๑ เล่ม คือเทียนที่สูงสูเท่ากับคน ความหมาย หมายถึง ชีวิ ชีวิตของคนเราก็จะพบกับความ เจริญริรุ่งรุ่เรือ รื ง เทียนลุกลุไม่ดีม่ ดี เหมือ มื นชีวิ ชีวิตอับเฉา และเหมือ มื นไฟไหม้ ไส้เ ส้ ทียนหมดก็เหมือ มื นชีวิ ชีวิตเราทุกทุรูปนาม ย่อย่มถึงกาลอวสาน ดับชีวิ ชีวิตไปสู่ปสู่รโลกเช่นช่เดียวกันหมดทุกทุชีวิ ชีวิต จะเห็น ห็ ได้ว่าสิ่งสิ่เหล่านี้มี นี้ น มี ามธรรมแฝงอยู่ เมื่อ มื่ เรารู้ว่ รู้ว่าถ้าธาตุคตุนเรายังยัปกติอยู่ทั่ยู่ทั่ง ๔ ธาตุ ร่าร่งกายส่วส่นรูปและนามย่อย่มดี


(๓) ประเภทเครื่อ รื่ งใช้ส ช้ อย เครื่อ รื่ งอุปโภค ๑.บันบั ได ให้ทำ ห้ ทำ๗ ขั้นขั้หรือ รื ๙ ขั้นขั้ความหมาย หมายถึง การนับนัญาติที่เรีย รี กว่า “เจ็ดเจ้นขะกู๋ลกู๋” หรือ รื ๗ ชั่วชั่โคตร หากจะนับนั๙ ให้นั ห้ บนัเพิ่มพิ่ข้า ข้ งบนและข้า ข้ งล่างอีกอย่าย่งละ ๑ จึงมีคำ มี คำเรีย รี กว่า“ เจ็ดเจ้นขะ กู๋ลกู๋เป็น ป็ เก๊า เก้าเจ้นขะกู๋ลกู๋เป็น ป็ แดน” ที่ทำ เป็น ป็ บันบั ไดเพราะท่านว่าเป็น ป็ การให้ค ห้ นไปมาหาสู่กัสู่กันอยู่ตยู่ลอด เพราะคนเราจะเกิดความรักรัต่อกันได้จะต้องหมั่นมั่มาเยี่ย ยี่ มหากันบ่อบ่ย ๆ คอยช่วช่ยเหลือซึ่ง ซึ่ กันและกันอยู่ เสมอเหมือ มื นคำ โบราณท่านว่า “ เงินคำ บ่ใบ่จ๊เป๋นป๋หินหิเป๋นป๋ผา ปี้น้ ปี้ อ น้ งบ่ขึ้บ่ขึ้น ขึ้ สู่ลสู่งหาเป๋นป๋เปิ้นปิ้คนอื่น “ บันบั ไดจึง เหมือ มื นการเตือนให้ญ ห้ าติ ๆ มาเยี่ย ยี่ มเยือ ยื นกันบ่อบ่ย ๆ จึงดี ชะตาไม่ขม่าด ๒.ไม้ขั ม้ วขั (สะพาน) ทำ เป็น ป็ ไม้ ๒ อันติดกันโดยการเจาะรูไม้ใม้ ห้ส ห้ อดเข้า ข้ หากัน ให้ติ ห้ ติดกันไว้ ความหมาย หมายถึง การมีน้ำ มี น้ำใจต่อญาติมิตมิร บริวริาร เพื่อ พื่ นบ้า บ้ นใกล้เคียง คือยินยิดีต่อแขกทั้งผู้ไผู้ปและผู้มผู้ า ให้ไห้ปมา หาสู่ไสู่ด้ทุกทุโอกาส เหมือ มื นทำ สะพานให้ค ห้ นเดิน มาสู่บ้สู่า บ้ นตนเอง ถ้าแล้งน้ำ ใจ ชักชัสะพานเสีย สี ไม่ไม่ ปมาหากัน อยู่โยู่ดดเดี่ยว คนเดียวไม่ต้ม่ ต้ อนรับรั ใคร คน ๆ นั้นนั้ชะตาขาด เพราะไม่มีม่ ใมี ครอยากคบหา ๓. หม้อ ม้ น้ำ กระบวย เสื่อ สื่ หมอน พลู บุหรี่ เมี่ย มี่ ง ของเหล่านี้เ นี้ป็น ป็ ของต้อนรับรัแขก ความหมาย หมาย ถึง ให้เ ห้ ตรีย รี มสิ่งสิ่ของเหล่านี้ไนี้ ว้ เวลาแขกมาบ้า บ้ น จะได้ต้อนรับรั ไม่ใม่ห้ข ห้ าดแคลน ย่อย่มได้รับรัคำ นิยนิมชมเชย ว่าเป็น ป็ ผู้มีผู้ อั มี อัธยาศัยศัน้ำ ใจดี มีเ มี มตตา ชะตาไม่ขม่าด ในข้อ ข้ นี้ในี้ ห้ธ ห้ รรมในข้อ ข้ ปฏิสันสัถารเป็น ป็ อย่าย่งดี เพราะผู้ใผู้ด ยกย่อย่งบุคคลอื่น ย่อย่มได้รับรัการยกย่อย่งตอบ ผู้ไผู้หว้ย่อย่มได้รับรั ไหว้ตอบ ผู้ใผู้ดต้อนรับรัผู้อื่ผู้อื่นเขาย่อย่มได้รับรัการ ต้อนรับรัและเมตตา (๔) ประเภทใช้เ ช้ป็น ป็ อาหาร บริโริภค ที่เป็น ป็ ต้นกล้าสำ หรับรัขยายพันพัธุ์ เช่นช่หน่อน่กล้วย หน่อน่อ้อย งอกมะพร้า ร้ ว ต้นหมาก ฯลฯ ถือว่าหมั่นมั่ ปลูกลูฝังฝั ไม่เม่กียจคร้า ร้ น จะมีกิ มีกินมีใมี ช้อ ช้ ย่าย่งอุดมสมบูรณ์ ไม่ขัม่ดขัสน ไม่อัม่ อับจน หากใครไม่รู้ม่รู้จั รู้ จักแสวงหาพันพัธุ์ต้ ธุ์ ต้ น กล้าพืช พื ชนิดนิต่าง ๆ มาทำ การเพาะปลูกลูในบ้า บ้ น ชีวิ ชีวิตความเป็น ป็ อยู่จยู่ะอับเฉา ทำ ให้ย ห้ ากจน ชะตาก็จะขาด เป็น ป็ ธรรมสอนให้ว่ ห้ว่าครอบครัวรัจะมีช มี ะตาดี ไม่ขม่าด ต้องมีค มี วามขยันยัหมั่นมั่เพีย พี ร ไม่นิ่ม่งนิ่ดูดดูายรู้จั รู้ จักอนุรันุกรัษ์สิ่งสิ่ แวดล้อม สร้า ร้ งระบบนิเนิวศวิทยาที่ดี ชีวิ ชีวิตจะประสบกับสิ่งสิ่ที่ดี ทั้งอาหารกาย อาหารใจ อาหารสมอง ชีวิ ชีวิต จึงจะรุ่งรุ่เรือ รื ง ก้าวหน้า น้ สุขสุภาพแข็ง ข็ แรงตลอดไป สำ หรับรัหม้อ ม้ เงิน หม้อ ม้ ทอง ก็คือหม้อ ม้ ทรัพรัย์ คนไหนมีท มี รัพรัย์แ ย์ ล้วรู้จั รู้ จักใช้จ่ ช้จ่ายทรัพรัย์ใย์ ห้เ ห้ป็น ป็ ประโยชน์ รู้จั รู้ จักเก็บหอมรอมริบริเงินก็ไหลนอง ทองก็ไหลมา เป็น ป็ หม้อ ม้ ที่ใช้ก ช้ ระดาษเงิน กระดาษทอง ปิดปิปากสนิทนิ เพื่อ พื่ จะสอนว่าหากได้เงินได้ทองมาแล้ว ควรเก็บไว้ให้มิ ห้ ดมิชิดชิ ใช้จ่ ช้จ่ายเฉพาะที่จำ เป็น ป็ หากใครได้เงินได้ทอง มาแล้ว ไม่ รู้จั รู้ จักเก็บให้มิ ห้ ดมิชิดชิ ไม่ปิม่ดปิปากตุ่มตุ่ปากไหที่เก็บให้ส ห้ นิทนิเงินก็จะไหลออก ทำ ให้ไห้ ม่มีม่เ มี งินทองใช้จ่ ช้จ่ายยาม จำ เป็น ป็ ชีวิ ชีวิตจะพบกับความโชคร้า ร้ ย ชะตาจะไม่ดีม่ ดี มีแ มี ต่ความทุกทุข์ ส่วส่นบายศรี ใช้ปช้ ระกอบพิธีพิเ ธี รีย รี กขวัญ เพื่อ พื่ เป็น ป็ มิ่งมิ่ขวัญคืออาการ ๓๒ ของคนเรา โบราณท่านว่าใน ร่าร่งกายคนเรามีข มี วัญอยู่ปยู่ระจำ ถ้าขวัญหรือ รื สติไปอยู่ที่ยู่ที่อื่น ร่าร่งกายก็ย่อย่มได้รับรัความเจ็บไข้ไข้ ด้ป่วป่ย ทำ อะไรก็เลื่อนลอย ไม่ปม่ระสบความสำ เร็จ ร็ บายศรีเ รีป็น ป็ สิ่งสิ่ที่ทำ ขึ้น ขึ้ มาเพื่อ พื่ รับรัขวัญให้ก ห้ ลับมาสู่เสู่จ้าของต่อไป ๗. การถวายทานกองเจดีย์ท ย์ ราย คนไตลื้อหรือ รื ไทลื้อ เมื่อ มื่ มีง มี านเกี่ยวกับทำ บุญศพก่อนที่จะทำ พิธีพิท ธี างพระพุทพุธศาสนาในวันที่จะนำ ศพไป ฌาปนกิจยังยัสุสสุาน จะมีปมี ระเพณีก ณี ารถวายทานกองเจดีย์ท ย์ ราย ๑๐๘ ไม่ว่ม่ ว่าศพจะตั้งบำ เพ็ญ พ็ กุศกุลที่บ้า บ้ น หรือ รื ในวัดก็ตาม เจ้าภาพจะจัดเตรีย รี มสถานที่ก่อกองเจดีย์ท ย์ ราย ๑๐๘ไว้นอกบริเริวณบ้า บ้ นหรือ รื วัด เมื่อ มื่ ถึง เวลาก่อนที่จะทำ พิธีพิท ธี างพระพุทพุธศาสนาที่ตั้งศพบำ เพ็ญ พ็ กุศกุล จะนิมนินต์พระสงฆ์ จำ นวน ๔ รูป ประกอบ พิธีพิถ ธี วายทานเจดีย์ท ย์ ราย ๑๐๘ จุดประสงค์ของการถวายทานกองเจดีย์ท ย์ ราย ๑๐๘ เพื่อ พื่ เป็น ป็ การอุทิศส่วส่นบุญส่วส่นกุศกุลไปถึงผู้ที่ผู้ที่ถึงแก่ กรรมและจะได้นำ เอาผลบุญที่อุทิศถึงนี้ไนี้ปเสวยสุขสุในสัมสั ปรายภพต่อไป ญาติผู้ตผู้ ายจุดเทียน ๑๐๘ ที่กองเจดีย์ท ย์ รายเพื่อ พื่ ถวายทานเจดีย์ท ย์ ราย งานทำ บุญศพ แม่อุ้ม่ อุ้ยจันทร์ต ร์ า สล่าปันปั บ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ ตำ บลเชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่


เครื่องพิธี พิ ก ธี รรมทานเจดีย์ท ย์ ราย เจ้าภาพจะต้องจัดเตรีย รี มสิ่งสิ่ของต่อไปนี้ในี้ นการทานเจดีย์ท ย์ ราย ๑. ก๋วยสังสัข์ เป็น ป็ ภาชนะที่สานด้วยไม้ไม้ ผ่ บุด้วยใบตอง ข้า ข้ งในบรรจุของที่ใช้ใช้ นการบริโริภค เช่นช่ข้า ข้ วสุกสุข้า ข้ วสาร พริกริเกลือ หอม กระเทียม บุหรี่ เมี่ย มี่ ง หมากพลู ผลไม้ และอื่น ๆ ที่เห็น ห็ สมควร พร้อ ร้ มปัจปัจัย ๒. เทียนขี้ผึ้ ขี้ผึ้ง ผึ้ เล่มเล็ก ๑๐๘ เล่ม ๓. ธูป ๑๐๘ ดอก ๔. จ้อน้อ น้ ยตุงตุไจย สีข สี าว ๑๐๘ ปักปับนต้นกล้วย หรือ รื หน่อน่กล้วย ๕. น้ำ สำ หรับรักรวด ๔ ชุด ๖. ก่อกองเจดีย์ท ย์ ราย ๑๐๘ กอง พระสงฆ์ ๔ รูป และลูกลูหลาน ญาติผู้ตผู้ าย ร่วร่มประกอบพิธีพิธี การทำ บุญถวายทานกองเจดีย์ท ย์ ราย ๑๐๘ งานทำ บุญศพ แม่อุ้ม่ อุ้ยจันทร์ต ร์ า สล่าปันปับ้า บ้ นเมือ มื งลวงใต้ ตำ บล เชิงชิดอย อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชีย ชี งใหม่ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓


๘. คาถาอาคม ชาวไตลื้อ หรือ รื ไทลื้อ มีค มี วามเชื่อ ชื่ ในเรื่อ รื่ งเวทย์ม ย์ นต์คาถาหรือ รื คาถาอาคมอยู่ ถึงแม้วิ ม้ วิทยาศาสตร์จ ร์ ะเจริญริ ก้าวหน้า น้ และการรักรัษาโรคจากแพทย์แ ย์ ผนปัจปัจุบันบัอันทันสมัยมั โดยการใช้เ ช้ ทคโนโลยี่ใยี่ หม่ ๆ เข้า ข้ มาใช้ใช้ นการ เยีย ยี วยารักรัษาผู้ป่ผู้ วป่ยก็ตาม ความเชื่อ ชื่ ในเรื่อ รื่ งการใช้เ ช้ วทย์ม ย์ นต์คาถา หรือ รื คาถาอาคมก็ยังยัมีอ มี ยู่ใยู่นหมู่คมู่นไตลื้อ เช่นช่การรักรัษาโรคตาแดง ตาต้อ โรคงูสงูวัด ตุ่มตุ่พิษพิกระดูกดูแตกหักหัตลอดจนการเสกเป่าป่ด้ายดิบ ผูกผูคอเด็กที่ ร้อ ร้ งไห้เ ห้ วลากลางคืนโดยไม่ทม่ราบสาเหตุ การเสกข้า ข้ วสาร ทราย หว่านบนหลังคาและรอบ ๆ บ้า บ้ น เพื่อ พื่ ขับขั ไล่ ภูตภูผีที่ ผีที่มารังรัควานและเข้า ข้ สิงสิร่าร่งคนในบ้า บ้ น เป็น ป็ ต้น การรักรัษา/พยาบาลผู้ป่ผู้ วป่ย การรักรัษา ผู้ป่ผู้ วป่ยหรือ รื ญาติผู้ป่ผู้ วป่ยที่ต้องการจะรักรัษาโรคที่เกิดขึ้น ขึ้ จะนำ กรวยดอกไม้ (สวยดอก) ต้องเป็น ป็ ดอกไม้สี่ ม้สี่ข สี่ าว เช่นช่ดอกเข็ม ข็ ขาว ดอกพุดพุหรือ รื ดอกมณฑาขาว (ดอกเก็ดถะหวา) ไปที่บ้า บ้ นผู้ที่ผู้ที่เยีย ยี วยารักรัษา ที่เรา เรีย รี กว่า พ่อพ่หมอ พ่อพ่หมอก็จะนำ เอากรวยดอกไม้ไม้ปบอกกล่าวแก่ครูของท่านก่อนที่จะรักรัษา เช่นช่การเป่าป่ตาต้อ เป่าป่ตาแดง งูสงูะหวัดเป็น ป็ ต้น เมื่อ มื่ ผู้ป่ผู้ วป่ยหายจากการเจ็บป่วป่ยแล้ว ก็จะนำ เอาน้ำ ขมิ้นมิ้ส้ม ส้ ปล่อยและสิ่งสิ่ของเครื่อ รื่ ง สักสัการะไปแสดงความขอบคุณคุต่อพ่อพ่หมอ ที่ได้ให้ก ห้ ารรักรัษา โดยพ่อพ่หมอจะไม่เม่รีย รี กร้อ ร้ งค่ารักรัษาแต่อย่าย่งใด แต่ถ้าเป็น ป็ การรักรัษาที่ใช้เ ช้ วลานาน และมีขึ้ มีขึ้น ขึ้ ตอนมาก เช่นช่กระดูกดูแตก หักหัจะต้องขึ้น ขึ้ ขันขัครูหรือ รื ขันขัตั้งในการ รักรัษาซึ่ง ซึ่ประกอบด้วย ๑. เหล้าขาว ๑ ขวด( ขวดปันปั ) ๒. ข้า ข้ วเปลือก ๑ ขวด ( ขวดปันปั ) ๓. ข้า ข้ วสาร ๑ ขวด ( ขวดปันปั ) ๔. กรวยดอกไม้ (สวยดอกไม้)ม้ใช้ด ช้ อกไม้สี ม้ ข สี าว ๕. กรวยพลู (สวยพลู)ลู ๖. ผ้า ผ้ ขาว ผ้า ผ้ แดง อย่าย่งละ ๑ ชิ้นชิ้ ๗. หมากหัวหั๑ หัวหั ๘. ขันขัตั้ง ( เงิน) ๓๒ บาท เมื่อ มื่ รักรัษาผู้ป่ผู้ วป่ยหายเป็น ป็ ปรกติแล้ว ผู้ป่ผู้ วป่ยหรือ รื ญาติผู้ป่ผู้ วป่ยก็จะนำ น้ำ ขมิ้นมิ้ส้ม ส้ ปล่อยดอกไม้ สีข สี าว พร้อ ร้ ม กับสิ่งสิ่ของเครื่อ รื่ งสักสัการะ(จะใส่ปัส่จปัจัยด้วยก็ได้) ไปแสดงความขอบคุณคุพ่อพ่หมด พ่อพ่หมอก็จะนำ ส่งส่ของทั้งปวง ไปบอกกล่าวและถวายแก่ครูที่ประสิทสิธิ์ปธิ์ระสาทวิชาให้ และทำ พิธีพิปธี ลดขันขัตั้ง การรักรัษาคนไข้แ ข้ บบพื้น พื้ บ้า บ้ นด้วยสมุนมุไพร ๑. ตับอักเสบตับเหลือง ใช้หั ช้ วหัดอกพุดพุสอนดอกแดงแห้ง ห้ ๑๕-๓๐ กรัมรัสด ๖๐-๙๐ กรัมรัต้มน้ำ กินประมาณสักสั อาทิตย์จ ย์ ะเห็น ห็ ผล กินยาป๊าป๊กนี้ห้ นี้ า ห้ มกินปลา- กุ้งกุ้และของเผ็ด ผ็ ๒. ตับอักเสบและดีซ่าซ่น ใช้ฟ้ช้ า ฟ้ ทะลายโจรแห้ง ห้ ๑๐ กรัมรัต้มน้ำ กิน ๓. เด็กอ่อนออกตุ่มตุ่อีสุกสุอีใส ยาอาบ ใช้ใช้ บหมักมัยม ใบมะเฟือ ฟื ง ใบหมากแม่ ต้มอาบ ๔.โรคมะเร็ง ร็ไข่ปข่ลา ทางภาษาไทยเรีย รี กงูสงูะวัด คาถาเป่าป่ที่เป่าป่มะเร็ง ร็ไข่ปข่ลาที่เคยใช้ “อมขะมะอะภิโต๋ อะภานังนั อะภัยยะ สวาหาย โททุโทุมหุ โขสุโสุร เจวะสุโสุข สะระนังนัคะโต อนุโนุม๋ทม๋ะนังนัมะหาจักคะวะติ วาระหิริหิปุริปุตโต มะหา โมคคัลลาโน กัสสะโป อมหุรูหุ รูหุรูหุ รูสวาหาย” เป่าป่แล้วรักรัษาด้วยยา จะหายเร็ว ร็ บางคนใช้แ ช้ ต่เป่าป่ก็หาย บางคนใช้ แต่ยาก็หาย คนแก่หายช้า ช้ คนหนุ่มนุ่หายเร็ว ร็. นายสมชัยชัสงวน ทำ พิธีพิรั ธี กรัษา พ่อพ่น้อ น้ ยสมิงมิสมร จากอาการกระดูกดูมือ มื แตก นายสมชัยชัสงวน ทำ พิธีพิเ ธี สกน้ำ มนต์ รักรัษากระดูกดูนิ้วนิ้มือ มื แตก พ่อพ่น้อ น้ ยสมิงมิสมร


ปราชญ์ สาขาพิธีพิก ธี รรม ความเชื่อ ชื่ พ่อพ่หนานทองดี ทะนานแก้ว อายุ ๗๔ ปี บ้า บ้ นเลขที่ ๔๒/๑ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่ โทร. ๐๕๓-๘๖๕๖๕๒ พ่อพ่ดี สะอาดล้วน ๑๐๑ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.ชีย ชี งใหม่ พ่อพ่สมิงมิสมร เลขที่ ๔๒/๑ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่ ปราชญ์ สาขาเครื่องแต่งดาประกอบงานพิธีกรรม พ่อพ่สมบูรณ์ ศักศัดินา บ้า บ้ นเลขที่ ๑๖ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่ โทร. ๐๕๓-๘๖๕๖๑๓ แม่ศม่รีม รี อญ ศักศัดินา อายุ ๖๕ ปี บ้า บ้ นเลขที่ ๑๖ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่ โทร. ๐๕๓-๘๖๕๖๑๓ ปราชญ์ สาขาหมอเมือ มื ง (หมอพื้น พื้ บ้าน) พ่อพ่เมือ มื งดี สมโภชน์ อายุ ๗๔ ปี บ้า บ้ นเลขที่ ๖๕ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่ โทร. ๐๕๓-๔๙๑๐๙๑


นายวิชัยชัสอาดล้วน อายุ ๕๑ ปี บ้า บ้ นเลขที่ ๑๑ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่ โทร. ๐๕๓-๒๙๑๗๐๗ พ่อพ่สมชัยชัสงวน อายุ ๖๐ ปี บ้า บ้ นเลขที่ ๕๙/๑ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่ โทร. ๐๕๓-๘๖๖๒๐๖ พ่อพ่พรหมมินมิทร์ สอาดล้วน อายุ ๗๕ ปี บ้า บ้ นเลขที่ ๔๑/ ๑ หมู่ ๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่ พ่อพ่อิ่นคำ สุดสุาแก้ว บ้า บ้ นเลขที่ ๔๐ หมู่ที่มู่ที่๘ ต.เชิงชิดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชีย ชี งใหม่


Click to View FlipBook Version