สาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์
แขนงวิชา หลกั สตู รและการสอน วชิ าเอกภาษาไทย
ชดุ วชิ า ๒๒๗๔๘ วรรณกรรมทอ้ งถิน่
รายงานฉบบั ท่ี ๒
ภาคตน้ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔
รายงาน เร่ือง ความสัมพนั ธข์ องวรรณกรรมท้องถ่นิ ภาคเหนือ และภาคอีสาน
ภาคกลางและภาคใต้ มคี วามสมั พนั ธก์ ันอยา่ งไร ในด้านประเพณวี รรณกรรม
และแนวคดิ ในวรรณกรรม
ว่าที่ร้อยตรปี ภาษติ อุทธิยา
รหัสประจาตัวนักศกึ ษา ๒๖๓๒๑๐๐๒๒๔
สถานทเี่ ขา้ รบั การสัมมนาเสรมิ รูปแบบออนไลน์ E-Learning @STOU.AC.TH
วนั สมั มนาเสริม วันที่ ๑ – ๗ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๔
มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช
ก
คานา
รายงาน เรื่อง ความสัมพันธ์ของวรรณกรรมท้องถ่ินภาคเหนือ และภาคอีสาน ภาคกลางและ
ภาคใต้ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ในด้านประเพณีวรรณกรรม และแนวคิดในวรรณกรรม มีเน้ือหาเก่ียวข้อง
กับการข้อมูลเบ้ืองต้นเกี่ยวกับวรรณกรรมท้องถ่ินแต่ละภูมิภาค ลักษณะเด่นของวรรณกรรมแต่ละภูมิภาค
ความสัมพันธ์ของวรรณกรรมท้องถิ่นภาคเหนือ และภาคอีสาน และความสัมพันธ์ของวรรณกรรมท้องถ่ิน
ภาคกลางและภาคใต้ ในด้านประเพณีวรรณกรรม และแนวคิดในวรรณกรรม
ผู้จัดทาขอขอบคุณแหล่งข้อมูลทุกแหล่งท่ีเก่ียวข้องกับการจัดทารายงานฉบับน้ี และหวังเป็น
อย่างยิ่งว่ารายงานฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในรายวิชาวรรณกรรมท้องถิ่น (FOLK LITERRATURE)
ชุดวิชา 22748 แขนงวิชาหลักสูตรและการสอน วิชาเอกภาษาไทย และเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจศึกษา
ค้นคว้าตอ่ ไป
วา่ ทร่ี อ้ ยตรปี ภาษิต อุทธิยา
ผจู้ ดั ทา
ข
สารบญั
หน้า
คานา......................................................................................................................... .........................................ก
สารบญั ....................................................................................................................... ........................................ข
ข้อมูลเบื้องต้นเกย่ี วกบั วรรณกรรมท้องถ่นิ ภาคเหนือ.........................................................................................๑
ข้อมูลเบ้ืองตน้ เก่ียวกบั วรรณกรรมท้องถิน่ ภาคอสี าน.........................................................................................๒
ขอ้ มลู เบ้ืองตน้ เกย่ี วกับวรรณกรรมท้องถน่ิ ภาคกลาง..........................................................................................๓
ขอ้ มลู เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณกรรมท้องถ่นิ ภาคใต.้ .............................................................................................๔
สรุปลักษณะของวรรณกรรมท้องถน่ิ ทง้ั ๔ ภาค.................................................................................................๕
ความสมั พันธข์ องวรรณกรรมท้องถ่ินภาคเหนือ และภาคอีสาน.........................................................................๗
ความสัมพนั ธข์ องวรรณกรรมทอ้ งถิน่ ภาคกลางและภาคใต้...............................................................................๘
บรรณานุกรม................................................................................................................... ................................๑๐
1
๒.ความสัมพันธ์ของวรรณกรรมท้องถิ่นภาคเหนือ และภาคอีสาน ภาคกลางและภาคใต้
มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ในด้านประเพณีวรรณกรรม และแนวคิดในวรรณกรรม
จงอภิปรายเปรยี บเทยี บให้เข้าใจถกู ต้องและชัดเจน
๒.๑.ขอ้ มูลเบ้ืองตน้ เกี่ยวกบั วรรณกรรมท้องถ่นิ ภาคเหนือ
โดยพื้นฐานวรรณกรรมท้องถ่ินของภาคเหนือ จะคล้ายกับภาคอีสานในหลายจุด อย่างเช่น
การเช่อื ในพุทธศาสนา ตรงนีจ้ ะสะท้อนออกมาในเร่ืองราวที่พูดถึงเหตุการณ์ทางพระพุทธศาสนา รวมถึงแปลง
ออกมาเป็นกิจกรรมประเพณีทางพุทธศาสนาอีกด้วยทางหนึ่ง สองวรรณกรรมทางภาคเหนือก็จะเกี่ยวข้องกับ
วิถชี วี ติ ทัว่ ไปของคนในภาคเหนือ เรื่องนี้จะสะท้อนออกมาถึงแนวคิด ปรัชญา ค่านิยม บรรทัดฐานในสังคมคน
ภาคเหนือยุคน้ันด้วย เช่นเดียวกันวรรณกรรมท้องถิ่นบางเร่ืองก็สะท้อนออกมาในรูปของวัฒนธรรมประเพณี
ของภาคเหนือดว้ ยเชน่ กนั
ฉันทลกั ษณ์ของงานประพนั ธ์
จุดเด่นของวรรณกรรมทางภาคเหนืออย่างหน่ึงก็คือ ฉันทลักษณ์คาประพันธ์มีท้ังหมด
4 ประเภทคือ วรรณกรรมโคลง วรรณกรรมค่าวธรรม วรรณกรรมค่าวซอ และ วรรณกรรมเบ็ดเตล็ด แต่ละ
แบบก็แยกย่อยออกไปอีกอย่างเช่น วรรณกรรมโคลง(ภาษาท้องถิ่นอ่านว่า กะโลง) ก็จะมีโคลงสาม โคลงสอง
โคลงส่เี ปน็ ตน้ วรรณกรรมค่าวธรรมจะประพันธ์งานออกมาคล้ายกับนิทานชาดก แต่งแบบร่ายยาว แทรกด้วย
คาบาลี สันสกฤตลงไปดว้ ย ทาใหง้ านเขยี นแบบน้พี ระสงฆท์ ่านจะหยบิ มาเทศนใ์ หญ้ าติโยมฟง๎ ในวันพระด้วย
ภาคเหนือ เป็นภาคที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ซ่ึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาช้านาน มีภาษาไทยถิ่น
เรยี กวา่ “คาเมอื ง” มตี วั อักษรใช้เปน็ ของตัวเอง เรยี กว่า “อกั ษรตัวเมือง” และ “อักษรฝก๎ ขาม”
วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มาจาก ป๎ญญาสชาดก กวีพื้นบ้านได้เน้ือหามา
จากชาดกเรื่องนี้มาประพันธ์ด้วยฉันทลักษณ์ของท้องถ่ิน เช่น โคลง ค่าวธรรม ค่าวซอ เป็นต้น วรรณกรรม
พืน้ บา้ นภาคเหนอื มี ๔ ประเภทคอื วรรณกรรมโคลง วรรณกรรมค่าวธรรม วรรณกรรมค่าวซอ และวรรณกรรม
เบด็ เตลด็ แตล่ ะรูปแบบมรี ายละเอยี ดดังนี้
๑) วรรณกรรมประเภทโคลง
โคลง หรือเรียกตามสาเนียงท้องถิ่นภาคเหนือว่า กะโลง เป็นฉันทลักษณ์ท่ีเจริญรุ่งเรืองในสมัย
ราชวงศม์ งั รายตอนปลาย กวสี มัยอยุธยาได้นารปู แบบโคลงของภาคเหนือมาประพันธเ์ ปน็ โคลงสอง
โคลงสาม และโคลงส่ี ตัวอย่างวรรณกรรมโคลงของภาคเหนือที่รู้จักกันแพร่หลาย ได้แก่
โคลงหงสผ์ าคา โคลงพรหมทัต โคลงเจา้ วิทูรสอนหลาน โคลงพระลอสอนโลก โคลงปทมุ สงกา เปน็ ต้น
๒) วรรณกรรมประเภทคา่ วธรรม
ค่าวธรรม หรือ ธรรมค่าว คือ วรรณกรรมที่ประพันธ์ตามแนวชาดก ฉันทลักษณ์ของค่าวธรรม
ส่วนใหญ่ เป็นร่ายยาว แทรกคาถาภาษาบาลี ภิกษุจะนาค่าวธรรมมาเทศน์ในอุบาสกอุบาสิกาฟ๎งในวัน
อโุ บสถศีล ค่าวธรรมจงึ จดั เป็นวรรณกรรมศาสนา ตัวอยา่ งวรรณกรรมค่าวธรรม เช่น พรหมจักร บัวรมบัวเรียว
มหาวงศแ์ ตงอ่อน จาปาสี่ตน้ แสงเมอื งหลงถา้ สุพรหมโมขะ หงส์ผาคา วัณณพราหมณ์ เป็นตน้
2
๓) วรรณกรรมประเภทคา่ วซอ
คา่ วซอ เป็นคาประพันธ์ภาคเหนือรูปแบบหนึ่ง นิยมนามาอ่านในท่ีประชุมชน เรียกว่า เล่าค่าว
หรือใส่ค่าวเนื้อเร่ืองเป็นนิทานพื้นบ้าน เป็นท่ีนิยมของชาวบ้าน เพราะได้ฟ๎งเสียงไพเราะจากผู้อ่านและได้รับ
ความเพลดิ เพลนิ จากเน้ือเร่ืองนิทาน การอ่านค่าวนิยมในงานข้ึนบ้านใหม่ งานแต่งงาน บวชลูกแก้ว (บวชเณร)
และงานปอยเข้าสังข์ (งานทาบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ) ได้แก่ วรรณพราหมณ์ หงส์หิน จาปาส่ีต้น
บวั ระวงศ์หงสอ์ ามาตย์ เจ้าสวุ ตั รนางบัวคา ก่ากา๋ ดา เปน็ ตน้
๔) วรรณกรรมเบด็ เตล็ด
- คาอู้บ่าวอู้สาว เป็นคาสนทนาเกี้ยวพาราสขี องหนมุ่ สาวชาวบา้ นลานนาในอดีต
- การจ๊อย เป็นการขับลานาโดยไม่มีดนตรีบรรเลงประกอบ เน้ือหาเป็นการคร่าครวญถึง
ความรักระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว
- คาเรียกขวัญหรือคาร้องขวัญ เป็นบทสวดสู่ขวัญใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น คาเรียกขวัญของคู่
บ่าวสาว คาเรียกขวญั ควาย เป็นต้น
- การซอหรือซอ เป็นการขับลาค่อนข้างจะมีพิธีรีตอง คือช่างซอจะต้องได้รับการฝึกฝนและมี
ดนตรีประกอบ
๒.๒.ข้อมลู เบ้ืองตน้ เกยี่ วกับวรรณกรรมทอ้ งถ่นิ ภาคอสี าน
วรรณกรรมท้องถ่ินภาคอีสาน เป็นงานเขียนที่สะท้อนความเป็นอยู่สภาพสังคมในอดีตท่ีผ่านมา
โดยวรรณกรรมส่วนใหญ่ของทางภาคอีสานจะเน้นไปในเรื่องเก่ียวกับศาสนารวมถึงความเชื่อ ซ่ึงภูมิภาคแห่งนี้
ประชาชนมักจะมีความเชื่อม่ันในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธศาสนา จึงทาให้มีการถ่ายทอดมาสู่วรรณกรรม
ท้องถนิ่ ภาคอีสาน สาหรบั ในส่วนของวรรณกรรมน้นั เนื่องจากภาษาท้องถนิ่ ถูกแบง่ ได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ
กลุม่ วัฒนธรรมไทย-ลาว
กลมุ่ วัฒนธรรมเขมร-สว่ ย (กยู )
กล่มุ วัฒนธรรมไทยโคราช หรือไทยเบิ้ง
หากทางเราเดนิ ทางไปพน้ื ท่ีภาคอีสานจะไดส้ ัมผสั สาเนียงการพดู ภาษาอีสานที่แตกต่างกัน ทาให้
วรรณกรรมท้องถ่ินในแต่ละพ้ืนท่ีของภาคอีสานมีความแตกต่างกันออกไปหากเราค้นคว้าลงลึกไปอีกจะพบว่า
ในอดีตท่ีผ่านมาอาณาจักรล้านช้างและอาณาจักรล้านนาทางเชียงใหม่ในสมัยราชวงศ์มังรายมี
ความสัมพันธ์กนั แลว้ จะมกี ารตดิ ตอ่ ปฏิสัมพนั ธท์ ีด่ รี ะหว่างสองดินแดนโดยเป็นช่วงที่วรรณกรรมพุทธศาสนา
ของทางล้านนามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากจนทาให้วรรณกรรมได้ถูกนาไปแพร่ในอาณาจักรล้านช้างซึ่ง
คอื บรเิ วณพืน้ ท่ีดนิ แดนทางภาคอสี านในปจ๎ จุบัน ทาใหเ้ ราพบว่าวรรณกรรมทางภาคอีสานจานวนมากมีเนื้อหา
ทค่ี ลา้ ยกันกับวรรณกรรมทางภาคเหนอื รวมทั้งตวั อักษรการที่คลา้ ยคลึงกัน
3
ลักษณะความโดดเด่นของ วรรณกรรมทอ้ งถ่ินภาคอสี าน
ในสว่ นใหญว่ รรณกรรมทอ้ งถ่ินภาคอีสานจะมีการมุ่งเน้นประพันธ์ข้ึนในเชิงพระพุทธศาสนาจึงทา
ให้เราได้เห็นวรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสานมีความเกี่ยวพันกับศาสนาพุทธ ซ่ึงการแต่งวรรณกรรมของคนทาง
ภาคอสี านนยิ มโยงเรอื่ งราวเก่ียวขอ้ งกับพระพทุ ธศาสนา
ในบางคร้ังมีการหยิบส่วนหนึ่งของนิทานชาดกมาแต่งเป็นนิทานในวรรณกรรมและถูกบันทึกไว้
ในใบลาน เก็บไว้อย่างดี รวมทั้งนาไปเขียนจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์ จึงทาให้เรามักจะเห็นภาพจิตรกรรม
ฝาผนังทีเ่ ลา่ เร่อื งวรรณกรรมสาคัญตา่ งๆท่นี ักปราชญ์ชาวอสี านได้ทาการแต่งขึน้ มาเพ่ือใช้ในการถ่ายทอดและมี
เรอ่ื งรวมของคนในพ้ืนท่ี ซง่ึ มเี รอื่ งราวที่แตกตา่ งๆออกมาจานวนมากโดยแตล่ ะเรือ่ งล้วนแล้วใจมีความเก่ียวข้อง
กับพระพทุ ธศาสนาเป็นส่วนใหญ่
๒.๓.ขอ้ มูลเบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณกรรมทอ้ งถิน่ ภาคกลาง
ประเภทของวรรณกรรมท้องถ่ินภาคกลาง จากลักษณะเด่นของวรรณกรรมท้องถ่ินภาคกลางที่
แพร่อยู่ในกลุ่มประชาชนทั่วไปเม่ือนามาพิจารณาจัดแบ่งประเภทวรรณกรรมท้องถ่ินตามฉันทลักษณ์ของ
ภาคกลางแล้ว แบง่ ได้เป็น ๔ ประเภทกลอนนิทาน และวรรณกรรมกลอนแหล่
๑.วรรณกรรมประเภทกลอนสวด
วรรณกรรมประเภทกลอนสวด คือวรรณกรรมท่ีประพันธ์ด้วย กาพย์ยานี ฉบัง และสุรางคนางค์
สลับกันไปจนจบเร่ือง ซ่ึงบองครั้งก็เรียกว่า ‘คากาพย์’ ในอดีตประชาชนจะมาชุมนุมกันที่วัด ในวันอุโบสถศีล
เมื่อเสร็จพิธีการทางสงฆ์มักจะฟ๎งการสวดหนังสือนิทาน การสวดหนังสือหรือการอ่านวรรณกรรมประเภท
นิทานเป็นทานอง เสนาะหูแล้ว ประชาชนยังได้เพลิดเพลินได้คติธรรมและแนวทางในการดาเนินชีวิตท่ี
เพลิดเพลิน ตามเนื้อเรื่อง และฟ๎งไพเราะเสนาะหูแล้ว ประชาชน ในการดาเนินชีวิตท่ีดี การสวดหนังสือนี้
อาจจะให้ผอู้ วุโสที่อ่านหนังสือได้และมีเสียงไพเราะเป็นผู้อ่าน บ้างครั้งก็ได้เด็กวัดที่เรียนหนังสือดีเป็นผู้อ่านให้
ฟง๎ วรรณกรรมประเภทกลอนสวดนี้มีการพบต้นฉบับท่ีพิมพ์เผยแพร่แล้วไม่ก่ีเรื่อง เช่น สังข์ศิลป์ชัย กลอนสวด
สุบินกลอนสวด บางคร้งั เรียกว่า สบุ ินคากาพย์ ปลาบทู อง โสนน้อยเรือนงาม เปน็ ต้น
๒.วรรณกรรมประเภทบทละครนอก
มกั เปน็ ตอนๆ เพ่อื ใชใ้ นการเลน่ ละคร การเลน่ ละครนอกนนั้ เปน็ การแสดงพ้ืนบ้านท่ีนิยมกันมาก
ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นแพร่กระจายอยใู่ นหมชู่ าวบ้าน
๓.วรรณกรรมประเภทกลอนนิทาน
มักจะประพันธ์จนจบเรอื่ งบริบรู ณ์ วรรณกรรมท้องถ่ินภาคกลางทีแ่ พรห่ ลายมากในสมัย ร.๕-๖
เพราะกจิ การโรงพิมพ์มคี วามเจรญิ รุ่งเรอื งประจวบกับประชาชนชาวไทยจงึ นยิ มซอ้ื หนังสือกลอนนิทานมาอ่าน
แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้วรรณกรรมท้องถนิ่ จากการเล่านิทาน การดูมหรสพ หรอื การฟ๎งการ
อา่ นหนังสอื ในทปี่ ระชมุ มาเป็นการซื้อหนังสือกลอนนิทานมาอา่ นเอง
4
๔.วรรณกรรมประเภทกลอนแหล่
เป็นเพียงชนิดเดียวที่ยอมให้พระภิกษุขับลาโดยไม่ถือว่าผิดศีล การแหล่เป็นการอ่านทานอง
เสนาะที่มีเสียงเอื้อนขึ้นลง จึงดูเหมือนกับการร้องเพลง ส่วนใหญ่จาต่อกันมาไม่ได้จดบันทึก สามารถแหล่
นอกเหนือจากท่สี อนไว้ เพือ่ เปน็ การเปลยี่ นบรรยากาศและความบนั เทิงใจของผฟู้ ๎ง เชน่ แหลใ่ ห้พร
วรรณกรรมท้องถ่ินภาคกลาง วรรณกรรมพื้นบ้านและวรรณคดีไทยเป็นส่ิงท่ีแยกออกจากกัน
คอ่ นข้างยาก เพราะมีการถ่ายโอนซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ดังนั้น จึงแบ่งประเภทวรรณกรรมพ้ืนบ้านภาคกลาง
ได้แก่ วรรณกรรมประเภทกลอนสวด วรรณกรรมประเภทกลอนบทละครนอก วรรณกรรมประเภทกลอนเหล่
กลอนแหล่นทิ านชาดก เป็นต้น
๒.๔.ขอ้ มลู เบ้ืองต้นเก่ียวกับวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้
ประเพณแี ละวฒั นธรรมท้องถ่นิ ทางภาคใต้ ในอดีตยงั คงมกี ารซึมซบั เรื่องราวพระพุทธศาสนาเข้า
มาเก่ียวข้องในวิถีชีวิต ทาให้เราสามารถเห็นหลักคาสอนทางพระพุทธศาสนา ถูกนาไปใช้ในการสร้างสรรค์
ผลงานวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ และเรายังมีโอกาสได้ทราบถึง ข้อมูลวัฒนธรรมพ้ืนบ้านผ่าน เรื่องราว
วรรณกรรม รวมท้ังชีวิตความเป็นอยู่และการปฏิบัติตนของคนยุคนั้น ผ่านหนังสือตัวอักษร รวมทั้ง
การผสมผสานความเชือ่ พิธีกรรมพ้นื บา้ นไวใ้ นวรรณกรรม
สาหรับการสร้างสรรค์ผลงาน วรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ น้ันส่วนใหญ่ มักได้รับอิทธิพลมาจาก
วรรณกรรมพ้ืนบ้านของทางภาคกลาง โดยบางเร่ืองมีการคัดลอกข้อมูลมาจากต้นฉบับ และนามาปรับปรุง
พร้อมปรบั เปลีย่ นเนอื้ หา โดยใช้ภาษาท้องถิน่ ในการประพนั ธว์ รรณกรรมข้ึนใหม่ เช่น เรอ่ื ง อุณรทุ รามเกยี รต์ิ
เราจึงเห็นข้อมูลของวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ มีความคล้ายคลึง ใกล้เคียงกับวรรณกรรมของ
ทางภาคกลาง คล้ายกับบทละครนอกและนิทานพ้ืนบ้าน ท่ีได้รับความนิยมในท้องถิ่นทางภาคกลาง สาหรับ
วรรณกรรมทอ้ งถิน่ ภาคใต้สามารถแบ่งได้ 3 รปู แบบ
1.วรรณกรรมที่ไดร้ ับอทิ ธิพลจากวรรณกรรมท้องถ่ินภาคกลาง
โดยการคัดลอกจากต้นฉบับวรรณกรรมภาคกลางนามาเปล่ียนแปลงเนื้อเรื่องแต่ยังคงยังคง
ฉันทลักษณ์เดียวกับต้นฉบับและมีสานวนภาษาท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น สุบินกุมาร จันทโครพ พระรถเสน -
คากาพย์ รามเกียรต์ิ อุณรุท ลักษณวงศ์
2.วรรณกรรมทที่ าการสร้างสรรคข์ ึ้นมาใหม่
เกิดจากากรสร้างสรรโดยนักกวีพื้นบ้านทางภาคใต้ ที่นาโครงเร่ืองจากนิทานท้องถิ่นหรือโครง
เร่ืองจากนิทานภาคกลาง มาประพันธ์ขึ้นใหม่ด้วยภาษาท้องถิ่น ยกตัวอย่าง สัปดนคากาพย์พระวรเนตร-
คากาพย์ สังขท์ องคากาพย์ ชาลวันคากาพย์สุวรรณสนิ พระแสงสรุ ยิ ฉายคากาพย์
3.วรรณกรรมในรูปแบบตาราตา่ งๆ
ยกตวั อย่าง ตาราดูลักษณะสัตว์ ตาราดูลักษณะสตรี ตาราโชคชะตาราศี ตารายา แบบเรียน
ทค่ี ัดลอกมาจากภาคกลาง เชน่ จินดามณี
5
ถึงแมว้ ่าวรรณกรรมท้องถน่ิ ภาคใต้ จะได้รบั อิทธิพลมาจากวัฒนธรรมวรรณกรรมพื้นบ้านทาง
ภาคกลาง แต่ภายในวรรณกรรมยังคงสอดแทรกสภาพภูมิศาสตร์ สภาพสังคม ของชุมชนท้องถ่ินภาคใต้
ตอนล่างทีม่ คี วามเช่ือในหลกั พระพุทธศาสนา รวมทั้งความเชื่อแบบด้ังเดิมของชาวมลายู ที่มีการผสมผสานกัน
อยา่ งลงตัว สามารถสะท้อนตวั ตนทแ่ี ท้จรงิ ของวัฒนธรรมภาคใต้ ท่ีมักมปี ฏิสมั พนั ธ์ของคนไทยในท้องถ่ินได้เป็น
อย่างดี รวมทั้งการถ่ายทอดความเช่ือพิธีกรรมต่างๆ ท่ีได้รับอิทธิพลบริเวณภาคใต้อย่างกว้างขวางทาให้
การอ่านวรรณกรรมทอ้ งถน่ิ ภาคใต้ เราจะได้สัมผัสไปกับวิถีชีวิตการดารงชีวิตความเช่ือรวมถึงความรู้ทางตารับ
ยาและจุดภูมิศาสตร์ของทางภาคใต้ในอดีตได้ เป็นอีกหน่ึงคุณค่าท่ีเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนรุ่นหลังควร
สืบสานและรักษาไว้เพ่ือให้คงอยู่ต่อไปในภายภาคหน้า เป็นการรักษาวัฒนธรรมของคนภาคใต้ให้รักและ
หวงแหนวัฒนธรรมทอ้ งถน่ิ ของทางภาคใต้จากการถา่ ยทอดภายในวรรณกรรมท้องถิ่น
๒.๕.สรปุ ลักษณะของวรรณกรรมทอ้ งถนิ่ ทง้ั ๔ ภาค
วรรณกรรมทง้ั 4 ภาค ประกอบดว้ ยลกั ษณะ ดังนี้ใชภ้ าษาทอ้ งถนิ่ – ในสมัยโบราณวัดจัดเป็น
ศนู ย์กลางของการศึกษา เพราะยงั ไม่มโี รงเรียนตัง้ ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพราะฉะน้ันในเรื่องของอักษรในถ่ินใน
แต่ละภาคล้วนมีความแตกตา่ งกนั
คาประพันธ์ท้องถิ่น – โดยวรรณกรรมทั้ง 4 ภาค จะมีลักษณะเป็นร้อยกรองจานวนมาก
มีลีลาสอดคล้องกับสาเนียงท้องถิ่น หากแต่อย่างไรก็ตามรูปแบบคาประพันธ์ที่ใช้ในการแต่งวรรณกรรม
กม็ ีความแตกต่างกันไปในแตล่ ะภาค
การประพันธ์คล้ายกัน – เน้นทางศาสนาเป็นหลัก เช่น นิทานชาดกวรรณกรรมคาสอน
โดยวรรณกรรมส่วนใหญ่จะมุ่งสอนในเรื่องจริยธรรมแก่ประชาชน ด้วยการยึดหลักธรรมทางพุทธศาสนา
สอดคลอ้ งไปกบั การใหค้ วามบันเทิงเพื่อทาให้เข้าใจง่าย
นทิ านไดร้ บั ความนิยมมาก – โดยนอกเหนอื ไปจากการเล่าส่กู นั ฟง๎ แลว้ กย็ งั มรี ูปแบบของละคร
พ้ืนบ้าน เน้นความบันเทิงในระดับสูง มีหลากรสให้ได้รับฟ๎ง ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองราวของความรัก ความเศร้าโศก
เสยี ใจ ตัดพอ้ ต่อวา่ รวมท้ังมกี ารสอดแทรกคติธรรมเข้าไปดว้ ย
วรรณกรรมสะท้อนความเป็นไปในท้องถิ่น – เช่น บรรยากาศของภูมิประเทศ ชีวิต
ความเป็นอยู่ ตลอดจนประเพณคี า่ นิยมต่างๆ
วรรณกรรมพ้นื บ้านภาคกลาง
ประกอบด้วยงานเขยี นท่ีมคี วามโดดเด่นหลากหลายงาน โดยวรรณกรรมในแต่ละช้ินจะแสดงให้
เห็นถึงความสนุกสนานร่ืนเริง บันเทิงใจ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกินตลอดจน
ธรรมชาติก็มีความสมบูรณ์มา หากแต่จะมีความโดดเด่นทางด้านวรรณกรรมประเภทกลอนสวด เนื่องจาก
ประชาชนจะตอ้ งเข้าวดั ทาบญุ ต่อมาเม่ือเสร็จพิธีแล้ว ก็จะฟ๎งสวดที่มีทานองไพเราะเสนาะหู เช่น สังข์ศิลป์ชัย
และ โสนน้อยเรือนงาม เปน็ ต้น
6
วรรณกรรมพ้นื บา้ นภาคเหนือ
ส่วนใหญ่แล้ว เป็นเรอื่ งเล่าท่ีเกี่ยวกบั ตานานในสถานที่ตา่ ง ๆ ทมี่ กี ารบอกเล่าสืบต่อกันมาอย่างช้านาน
เพ่ือทาใหเ้ กิดความสนกุ สนาน เพลดิ เพลนิ รวมทั้งได้รับสาระซ่ึงเป็นคติสอนใจ เช่น ความดี, ความกตัญํู และ
รักษาสัจจะ อน่ื ๆ นอกจากน้ยี งั สะทอ้ นให้เหน็ ถึงชวี ติ ความเปน็ อยขู่ องผู้คนอีกด้วย
วรรณกรรมพื้นบ้านภาคอสี าน
สาหรับวฒั นธรรมทางภาคอสี านน้ี ไดร้ ับการสบื ทอดวัฒนธรรมมาจากลุ่มแมน่ า้ โขงทางฝง่๎ ประเทศลาว
รว่ มกับประชาคมในอาณาจักรล้านช้างมาต้ังแต่สมัยอดีตเป็นเวลาช้านาน เพราะฉะน้ันจึงมีลักษณะร่วมกันอยู่
มากทง้ั ทางดา้ นวรรณกรรม ความเชอื่ รวมท้ังภาษาพูด
วรรณกรรมพน้ื บา้ นภาคใต้
สภาพแวดล้อมมีสภาพเป็นชายทะเลเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะน้ันจึงทาให้เร่ืองเล่าวรรณกรรมท้องถ่ิน
มคี วามเก่ยี วพนั ธก์ บั สภาพแวดลอ้ ม เช่น ตานานเขาทะนาน ตานานนางเงือก เปน็ ตน้
สรุปแล้ว วรรณกรรมพื้นบ้าน มีการถ่ายทอดภายใต้มาเป็นเวลาช้านาน อีกทั้งยังมีการเขียนงาน
ในรปู แบบงานศิลปะซ่งึ มีลวดลายอันเปน็ ลายลักษณ์ เชน่ นทิ าน ตารา รวมท้งั บนั ทึกตา่ งๆ นอกจากน้ียังมีท้ังท่ี
ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์ หากแต่เป็นการบอกเล่าปากต่อปากสืบทอดต่อกันมาต้ังแต่โบราณกาล เช่น เพลง
พ้ืนบ้าน เพลงกลอ่ มเด็ก เป็นต้น โดยคณุ ประโยชน์ของวรรณกรรมพืน้ บ้าน มีคุณค่าต่อท้ังชีวิตความเป็นอยู่ของ
มนษุ ย์ มอบความรู้ รวมทงั้ ใหข้ ้อคิดในการดารงชวี ิต จนกระทั่งนาไปศึกษารวมทั้งประยุกต์ใช้ประกอบอาชีพได้
อีกดว้ ย
7
๒.๖.ความสัมพันธ์ของวรรณกรรมท้องถ่ินภาคเหนือ และภาคอีสาน ในด้านประเพณี
วรรณกรรม และแนวคิดในวรรณกรรม
หากพิจารณาจากการศึกษาค้นคว้าข้างต้นแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าวรรณกรรมท้องถิ่นภาคเหนือ และ
ภาคอีสานมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันผ่านทางประวัติติศาสตร์ของภูมิภาคท่ีมีความเกี่ยวข้องกัน ในอดีต
ที่ผ่านมาอาณาจักรล้านช้างและอาณาจักรล้านนาทางเชียงใหม่ในสมัยราชว งศ์มังรายมีความสัมพันธ์กันแล้ ว
มีการติดต่อปฏิสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างสองดินแดนโดยเป็นช่วงที่วรรณกรรมพุทธศาสนาของทางล้านนามีความ
เจริญรุ่งเรืองเปน็ อยา่ งมากจนทาให้วรรณกรรมได้ถูกนาไปแพร่ในอาณาจักรล้านช้างซึ่งคือบริเวณพื้นท่ีดินแดน
ทางภาคอีสานในป๎จจุบัน ทาให้เราพบว่าวรรณกรรมทางภาคอีสานจานวนมากมีเนื้อหาท่ีคล้ายกันกับ
วรรณกรรมทางภาคเหนือรวมทั้งตัวอักษรการท่ีคล้ายคลึงกัน นอกจากจะมีลักษณะสาคัญคือ เป็นเรื่องราว
เกีย่ วกบั พระพุทธศาสนา ป๎ญญาสชาดกแล้วน้ัน ทางด้านการจาร จารึกวรรณกรรมที่เป็นลายลักษณ์อักษร ยัง
ใช้อักษรธรรมเช่นกันในการบันทึก เพียงแต่ภาคเหนือใช้อักษรธรรมล้านนา อักษรฝ๎กขาม และภาคอีสานใช้
อักษรไทน้อย ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันอันเกิดจากการติดต่อส่ือสาร และความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันนั่นเอง
ทั้งนี้ยังส่งผลต่อเนื้อหาในวรรณกรรมท่ีสะท้อนถึงวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถ่ินที่มีลักษณะเหมือนกัน คือ
การนับถือผี พร้อมไปกับการนับถือศาสนาพุทธ โดยมกี ารผกู โยงตานานต่างๆเขา้ ดว้ ยกัน
จงึ สามารถสรปุ ได้วา่ ความสมั พันธข์ องวรรณกรรมทอ้ งถน่ิ ภาคเหนือ และภาคอีสานมีความสัมพันธ์กัน
ในด้านประเพณีซึ่งเก่ียวข้องกับการเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ประกอบกับการนับถือผีซึ่งเป็นสิ่งเคารพบูชา
ด้ังเดิมของผู้คนในท้องถ่ินท้องสองภูมิภาค ซึ่งปรากฏเน้ือหาเกี่ยวข้อง และสะท้อนออกมาถึงแนวคิด ปรัชญา
คา่ นยิ ม บรรทดั ฐานในสังคมคนภาคเหนอื และภาคอสี านยคุ นนั้ ดว้ ย เช่นเดยี วกนั วรรณกรรมท้องถิ่นบางเรื่องก็
สะทอ้ นออกมาในรปู ของวัฒนธรรมประเพณีของภาคเหนือและภาคอีสานด้วยเช่นกัน แต่งต่างกันเพียงสานวน
ภาษาถิ่นท่ีมีการดัดแปลงแตกแขนงฉันทลักษ์ของท้องถ่ินออกไป เพื่อให้เกิดความไพเราะเมาะกับสาเนียงการ
เล่าต่อ หรือจารจารึกให้เหมาะสม ซ่ึงจาเป็นอย่างย่ิงเพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการคงอยู่ของวรรณกรรมท้องถิ่น
ทง้ั น้กี ารเช่ือมโยงเน้ือหาในวรรณกรรมกับสถานท่ีท่ีปรากฏอยู่ในท้องถ่ิน ยังสามารถช่วยให้วรรณกรรมมีความ
นา่ เชือ่ ถอื ศรัทธาซงึ่ มักจะปรากฏเป็นวรรณกรรมท่ีอธบิ ายถงึ ที่มาของชอ่ื บ้านนามเมืองนน่ั เอง
ส่วนแนวคิดในวรรณกรรมท้องถิน่ ภาคเหนือ และภาคอีสานนัน้ จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า
มีแนวคิดมาจากป๎ญญาสชาดก และเร่ืองราวทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมักจะมีข้อคิดเกี่ยวกับการทาดีได้ดี
ทาช่ัวได้ชั่ว ผลของการกระทา ซ่ึงปรากฏในประชุมชาดกในตอนท้ายเร่ืองท่ีสรุปว่าตัวละครในชาติน้ีทาเช่นนี้
ส่งผลให้ชาตินี้ได้รับผลของการกระทาเป็นเช่นใด ซึ่งสอดคล้องสมเหตุสมผล วรรณกรรมท้องถิ่นท้ังสองภาค
สอดแทรกความเป็นท้องถ่ินของตนเองเข้าไปในวรรณกรรม ท้ังฉันทลักษณ์ท้องถ่ิน ศัพท์ภาษาถิ่น ประเพณีใน
ท้องถ่นิ ซึง่ เปน็ การสร้างเอกลกั ษณ์ประจาถ่นิ ทีเ่ หน็ ไดอ้ ย่างชดั เจน
8
๒.๗.ความสัมพันธ์ของวรรณกรรมท้องถิ่น ภาคกลางและภาคใต้ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ในดา้ นประเพณีวรรณกรรม และแนวคดิ ในวรรณกรรม
ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นทางภาคกลางและภาคใต้ ในอดีตยังคงมีการซึมซับเร่ืองราว
พระพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในวิถีชีวิต ทาให้เราสามารถเห็นหลักคาสอนทางพระพุทธศาสนา ถูกนาไปใช้
ในการสรา้ งสรรคผ์ ลงานวรรณกรรมทอ้ งถ่นิ ภาคใต้ และเรายังมีโอกาสไดท้ ราบถึง ข้อมูลวฒั นธรรมพื้นบ้านผ่าน
เรื่องราววรรณกรรม รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่และการปฏิบัติตนของคนยุคนั้น ผ่านหนังสือตัวอักษร รวมท้ัง
การผสมผสานความเชอ่ื พธิ กี รรมพื้นบา้ นไวใ้ นวรรณกรรม
สาหรับการสร้างสรรค์ผลงาน วรรณกรรมท้องถ่ินภาคใต้ น้ันส่วนใหญ่ มักได้รับอิทธิพลมาจาก
วรรณกรรมพื้นบ้านของทางภาคกลาง โดยบางเรื่องมีการคัดลอกข้อมูลมาจากต้นฉบับ และนามาปรับปรุง
พรอ้ มปรบั เปลี่ยนเนอื้ หา โดยใชภ้ าษาทอ้ งถนิ่ ในการประพนั ธว์ รรณกรรมขน้ึ ใหม่ เช่น เรื่อง อุณรทุ รามเกยี รติ์
เราจึงเห็นข้อมูลของวรรณกรรมท้องถ่ินภาคใต้ มีความคล้ายคลึง ใกล้เคียงกับวรรณกรรมของ
ทางภาคกลาง คลา้ ยกบั บทละครนอกและนิทานพ้นื บ้าน ท่ไี ดร้ บั ความนยิ มในทอ้ งถิ่นทางภาคกลาง
วรรณกรรมท้องถ่ินภาคใต้ จะได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมวรรณกรรมพื้นบ้านทางภาคกลาง
แต่ภายในวรรณกรรมยังคงสอดแทรกสภาพภูมิศาสตร์ สภาพสังคม ของชุมชนท้องถิ่นภาคใต้ตอนล่างที่มี
ความเชื่อในหลักพระพุทธศาสนา รวมท้ังความเชื่อแบบด้ังเดิมของชาวมลายู ท่ีมีการผสมผสานกันอย่างลงตัว
สามารถสะท้อนตัวตนท่ีแท้จริงของวัฒนธรรมภาคใต้ ที่มักมีปฏิสัมพันธ์ของคนไทยในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
รวมทั้งการถ่ายทอดความเช่ือพิธีกรรมต่างๆ ท่ีได้รับอิทธิพลบริเวณภาคใต้อย่างกว้างขวางทาให้
การอ่านวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ เราจะได้สัมผัสไปกับวิถีชีวิตการดารงชีวิตความเช่ือรวมถึงความรู้ทาง
ตารับยาและจุดภูมิศาสตร์ของทางภาคใต้ในอดีตได้ เป็นอีกหนึ่งคุณค่าที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีคนรุ่นหลัง
ควรสบื สานและรกั ษาไว้เพ่ือให้คงอยู่ตอ่ ไปในภายภาคหน้า
จึงสามารถสรุปได้ว่า ด้วยเหตุที่ภาคใต้เป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาซึ่งเป็น
ต้นกาเนดิ ของวรรณกรรมท้องถน่ิ ทกุ ภูมิภาคนัน้ ส่งผลต่อการสร้างสรรคว์ รรณกรรมท้องถ่ินในภาคกลางด้วยจะ
แตกตา่ งกนั เพยี งสาเนียงภาษาท้องถ่นิ และสว่ นฉนั ลกั ษณ์น้นั ยังมีความคล้ายคลึงหรือเหมือนกันทั้งสองภูมิภาค
ด้วยเพราะมีอาณาเขตติดต่อกัน เกิดการเช่ือมโยงทางวัฒนธรรมทางด้านภาษา และประเพณีต่างๆท่ีมีความ
เหมอื นกัน ลักษณธเดนอีกประการหนง่ึ ซึง่ เปน็ ลกั ษณะร่วมของวรรณกรรมภาคกลางและภาคใต้นั้นคือ ปรากฏ
เทพในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ซ่ึงเป็นความความกลมกลืนทางด้านวัฒนธรรม ท่ีมีการนับถือเล่ือมใสศาสนา
พุทธร่วมกับศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และมักพบว่าวรรณกรรมท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรน้ันมักจารจารึกลงใน
สมุดไทยทาจากต้นข่อย ภาคกลางเรียกว่า สมุดไทย ภาคใต้ เรียก สมุดบุด โดยใช้ตัวอักษรไทยในการจารึก
เช่นกนั
ในส่วนของแนวคิดนั้นวรรณกรรมในแต่ละช้ินจะแสดงให้เห็นถึงความสนุกสนานร่ืนเริง
บันเทิงใจ อกี ท้งั ยงั เต็มไปดว้ ยความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกินตลอดจนธรรมชาติก็มีความสมบูรณ์ หากแต่
ภาคกลางจะมีความโดดเด่นทางด้านวรรณกรรมประเภทกลอนสวด เน่ืองจากประชาชนจะต้องเข้าวัดทาบุญ
ตอ่ มาเมอ่ื เสร็จพธิ แี ล้ว ก็จะฟง๎ สวดท่ีมีทานองไพเราะเสนาะหู
9
ส่วนวรรณกรรมท้องถ่ินภาคใต้น้ันสภาพแวดล้อมมีสภาพเป็นชายทะเลเป็นส่วนใหญ่
เพราะฉะน้ันจึงทาให้เรื่องเล่าวรรณกรรมท้องถิ่น มีความเกี่ยวพันธ์กับสภาพแวดล้อม เช่น ตานานเกาะหนู
เกาะแมว เป็นตน้ ซึง่ อธิบายเช่อื มโยงกับสถานที่ท่ีปรากฏอยู่จริงในพื้นท่ีทาให้วรรณกรรมเหล่านี้ยังคงอยู่จนถึง
ป๎จจุบัน
10
บรรณานกุ รม
กง่ิ แกว้ อัตถากร. (2519). คตชิ นวทิ ยา. กรุงเทพฯ.
ฉนั ทนา เย็นนาน. (2539). การวิเคราะห์นิทานพน้ื บา้ นภาคกลาง. ปรญิ ญานพิ นธ์การศกึ ษามหาบัณฑิต
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
ธวัช ปณุ โณทก.(2537). วรรณกรรมภาคอีสาน. กรงุ เทพฯ. มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
ธวัช ปุณโณทก.(2533). แนวทางศกึ ษาวรรณคดพี ้ืนบ้านประเภทลายลกั ษณ์.กรงุ เทพฯ : สานักงาน
คณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ กระทรวงศึกษาธิการ.
บญุ เกดิ รตั นแสง.(2533). วรรณกรรมทอ้ งถิน่ . กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์
ประคอง นมิ มานเหมนิ ท์, ทรงศักดิ์ ปราง.(2558).วรรณกรรมล้านนา : ลักษณะเด่น ภูมิปัญญา และคุณค่า.
เชียงใหม่ : ศูนย์ลา้ นนาศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
ลมูล จนั ทนห์ อม.(2538).วรรณกรรมท้องถนิ่ ลา้ นนา. เชียงใหม่ : สุริวงศ์บคุ๊ เซนเตอร์.
เสถียรโกเศศ นาคะประทปี . (2507). การศึกษาวรรณคดแี ง่วรรณศิลป์. พระนคร: ราชบัณฑติ ยสถาน.
สิงฆะ วรรณสัย.(2523) .ปริทัศน์วรรณคดี ลานนาไทย.เชียงใหม่ : คณะมนุษยศาสตร์มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่
เสาวลักษณ์ อนนั ตศานต.์ (2538). นทิ านพ้ืนบา้ นเปรยี บเทยี บ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรงุ เทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
อุดม รุ่งเรืองศร.ี (2528). วรรณกรรมล้านนา.เชยี งใหม่ : โครงการตารามหาวทิ ยาลัยหอ้ งจาหน่ายหนังสือ
สานกั หอสมุดมหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.