1 รายงาน เรื่อง การเลี้ยงนกกรงหัวจุก เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาโรช สอาดเอี่ยม จัดทำโดย จ่าสิบเอก พงษ์ศักดิ์ นะที รหัสนักศึกษา 6510530432073 รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ห้อง 2 สาขาการปกครอง คณะสังคมศาสตร์ รหัสวิชา GE4005 ภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยวิทยาเขตล้านนา
2
3 รายงาน เรื่อง การเลี้ยงนกกรงหัวจุก เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาโรช สอาดเอี่ยม จัดทำโดย จ่าสิบเอก พงษ์ศักดิ์ นะที รหัสนักศึกษา 6510530432073 รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ห้อง 2 สาขาการปกครอง คณะสังคมศาสตร์ รหัสวิชา GE4005 ภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยวิทยาเขตล้านนา
ก คำนำ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า รหัสวิชา GE4005 ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 สาขาวิชาการปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมเนื้อหาและศึกษา ในเรื่องการเลี้ยงนกกรงหัวจุก ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกควรมีความรู้พื้นฐาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกมีความเข้าใจถึง ลักษณะนิสัยของนกกรงหัวจุก สามารถเลี้ยงนกกรงหัวจุกได้อย่างถูกวิธี และถูกต้องตามกฎหมาย ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอี่ยม อาจารย์ประจำวิชา ที่ให้คำปรึกษาและให้ แนวทาง ในการจัดทำเอกสารรายงานฉบับนี้ โดยเริ่มต้นจากการค้นคว้าหาข้อมูล การศึกษาการรวบรวมข้อมูล ตลอดจนการจัดทำเอกสารรูปเล่ม และขอขอบพระคุณเจ้าของบทความที่ผู้จัดทำได้คัดลอกเนื้อหาบางส่วนมา ประกอบไว้ในรายงานฉบับนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้และเป็นประโยชน์แก่ ผู้ที่จะศึกษา ต่อไป ผู้จัดทำ จ่าสิบเอก พงษ์ศักดิ์ นะที รหัสนักศึกษา 6510530432073
ข บทนำ นกกรงหัวจุก มีอีกชื่อหนึ่งว่า นกปรอดหัวจุก หรือ นกปรอดหัวโขน ( Red-whiskered Bulbul ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnonotus jocosus อยู่ในวงศ์ นกปรอด ( Pycnonotidae ) ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน ทั้งหมด 109 ชนิด แต่สำหรับในประเทศไทย พบอยู่ทั้งหมด 36 ชนิด นกกรงหัวจุกจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มี รายชื่ออยู่ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 มาตรา 17 จัดเป็นนกคุ้มครอง ประเภทที่ 3 แต่สามารถเพาะพันธุ์ได้ นกกรงหัวจุกแต่ละภาคจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่ ภาคใต้ เรียกว่า นกกรงหัวจุก ภาษามลายู เรียกว่า บุรงวอเบาะยาโม ภาคกลาง เรียกว่า นกปรอดหัวโขนเคราแดง, นกปรอดหัวจุก, นกปรอดหัวโขน ภาคเหนือ เรียกว่า นกปรี๊ดจะหลิว, นกพิชหลิว ภาคอีสาน เรียกว่า นกหัวขวน, นกหัวขวาน ภาพที่ 1 : ภาพนกกรงหัวจุก ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/นกปรอดหัวโขน ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566
ค สารบัญ หน้า คำนำ ก บทนำ ข สารบัญ ค สารบัญภาพ ง สารบัญตาราง จ ประวัตินกกรงหัวจุก 1 ลักษณะทั่วไปของนกกรงหัวจุก 2 ลักษณะมงคลที่ดีของนกกรงหัวจุก 4 วิธีดูเพศนก 4 อาหาร 7 การเลี้ยง 8 การเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุก 8 การฝึกฝนเพื่อการแข่งขัน 10 กติกาการแข่งขัน 10 กฏหมายเกี่ยวกับนก 12 บรรณานุกรม 13 ประวัติผู้จัดทำ 15
ง สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 : ภาพนกกรงหัวจุก ข ภาพที่ 2 : ลักษณะทั่วไปของนกกรงหัวจุก 3 ภาพที่ 3 : นกกรงหัวจุกตัวผู้ 5 ภาพที่ 4 : นกกรงหัวจุกตัวเมีย 5 ภาพที่ 5 : กล้วยหิน 7 ภาพที่ 6 : หนอนนก 7 ภาพที่ 7 : การจับคู่นกกรงหัวจุก 9 ภาพที่ 8 : กรงเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุก 9 ภาพที่ 9 : การนำนกกรงหัวจุกไปแขวนบนราวแข่งเพื่อเตรียมการแข่งขัน 11 ภาพที่ 10 : การแข่งขันนกกรงหัวจุก 11
จ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 : ลักษณะของนกกรงหัวจุก 6 - 7
1 ประวัตินกกรงหัวจุก นกกรงหัวจุก มีอีกชื่อหนึ่งว่า นกปรอดหัวจุก หรือ นกปรอดหัวโขน เป็นนกขนาดเล็ก ขนาดโตเต็มที่ ประมาณ 20 เซนติเมตร ที่มีสีสันสวยงามและเสียงร้องไพเราะ ที่แก้มและคอจนถึงหน้าอกจะมีสีขาว และมีสีแดงเป็นเส้นอยู่ข้างหูลงมาถึงหน้าอกเหมือนเป็นเส้นแบ่งขนสีขาวกับสีดำที่มีอยู่ทั่วทั้งตัวขนส่วนหัว จะร่วมกัน เป็นเหมือนหน่อตั้งอยู่บนหัวสูงขึ้นไปเหมือนหัวโขน อันเป็นที่มาของชื่อ ใต้ท้องมีขนสีขาว พบกระจายอยู่ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงเอเชียตะวันออก พบได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่ยอดเขาสูง ป่าที่ราบต่ำ จนถึงทุ่งหญ้า ชายป่า และเขตที่ ใกล้กับชุมนุมมนุษย์ มีชนิดย่อยทั้งหมด 9 ชนิด ดังนี้ 1. P. j. jocosus พบในฮ่องกง 2. P. j. fuscicaudatus พบในตอนกลางของอินเดีย 3. P. j. abuensis พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย 4. P. j. pyrrhotis พบในตอนเหนือของอินเดีย ติดกับปากีสถาน, เนปาล และบังกลาเทศ 5. P. j. emeria พบในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคา 6. P. j. whistleri พบในหมู่เกาะอันดามัน 7. P. j. monticola พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของอินเดีย มีสีสันที่ดำกว่าชนิด P. j. pyrrhotis 8. P. j. pattanni พบในประเทศไทย 9. P. j. peguensis พบในตอนใต้ของพม่า นกกรงหัวจุก หรือนกปรอดหัวจุก ที่เรา ๆ ท่าน ๆ นำมาแข่งขันประชันเสียงกันนั้น มีตำนานเล่า สืบต่อกันมา และมีหนังสือบางเล่ม ได้เขียนเอาไว้ว่าชนชาติแรกที่นำนกปรอดหัวจุกมาเลี้ยงคือชาวจีน เมื่อประมาณ พ.ศ.2410 คนจีนได้นำนกปรอดหัวจุกมาเลี้ยงแทนนกโรบิ้น ที่คนจีนส่วนใหญ่นิยมนำมาใส่กรงพา เดินไปตามถนนหรือนั่งร้านกาแฟ หรือไปหาเพื่อนๆที่รู้ใจและเลี้ยงนกเหมือนกัน และเจ้านกโรบิ้น มักจะเป็นนก ที่ตกใจง่ายและตื่นคน บางครั้งตกใจมากจนถึงขั้นช๊อคตายคากรง ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ชาวจีนกันมาเลี้ยง นกปรอดหัวจุกหรือนกกรงหัวจุกกันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นกกรงหัวจุกมีถิ่นอาศัยอยู่ในแถบประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น ในทวีปเอเซีย พบได้ ประเทศจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ส่วนใหญ่ เราจะพบนกชนิดนี้ได้ทั่วทุกภาคของประเทศ นกกรงหัวจุกเป็นที่นิยมของคนภาคใต้มายาวนาน โดยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย นั่นคือการแข่งขันประชันเสียงเพลงที่มีลีลาการร้องของสำนวนเสียง ในนกแต่ละ ตัวว่าใครจะเหนือกว่ากัน แต่ในสมัยก่อนของภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส กระบี่ นครศรีธรรมราช นิยมนำนกกรงหัวจุกมาชนกันหรือตีกันเหมือนกับการชนไก่ คือเอานกมาเทียบขนาดให้ ใกล้เคียงกันแล้วจับใส่กรงกลางที่มีขนาดใหญ่แล้วปล่อยให้นกทั้งสองตัวไล่จิกตีกันภายในกรงจนกว่าจะรู้แพ้ รู้ชนะ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่านกปรอดหัวจุก มีนิสัยดุร้ายและชอบไล่จิกและตีกัน ตามธรรมชาติอยู่แล้ว การแข่งขันนกกรงหัวจุกได้มาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อประมาณปี พ.ศ.2515 เพราะว่าชาวจังหวัดสงขลา มีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนจากการตีกันมาเป็นแบบแข่งขันประชันเสียง โดยเอาแบบมาจากการแข่งขันของ นกเขาชวา คือนำนกป่าที่ต่อมาได้นำมาเลี้ยงและฝึกให้เกิดความเชื่องกับคนเลี้ยงหรือเชื่องกับผู้ที่เป็นเจ้าของ พร้อมกับฝึกให้นกมีความสามารถในการร้องในลีลาต่าง ๆ ตามแต่ที่นกในแต่ละตัวจะทำได้และผู้เล่นนกกรงหัว
2 จุกก็เริ่มเปลี่ยนการละเล่นที่นำนกมาตีกัน มาเป็นอย่างเดียวกันกบนกเขาชวา คือการเล่นฟังเสียงอันไพเราะ ของนก จากนั้นการแข่งขันประชันเสียงของนกกรงหัวจุกก็เริ่มมีผู้นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้จัดให้มีการแข่งขัน ขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. 2519 ที่สนามบริเวณหลังสถานีรถไฟเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งในการ จัดครั้งนั้นถือว่าเป็นรายการใหญ่ที่สุดในยุคนั้น และได้ยกเลิกการแข่งขันนกกรงหัวจุกในแบบตีกัน ต่อมาเมื่อ ประมาณ พ.ศ.2520 ทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดให้มีการรวมกลุ่มผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก โดยจัดตั้งขึ้นเป็น ชมรม ซึ่งทำให้ทุกวันนี้มีชมรมต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย กรุงเทพมหานคร ได้มีการเล่นนกกรงหัวจุก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2524 โดยมีกลุ่มคนทางภาคใต้นำเอา กีฬาชนิดนี้เข้ามาเผยแพร่ให้เป็นทีรู้จักและได้จัดให้มีการแข่งขัน ขึ้นเป็นครั้งแรกที่ตลอดสวนจตุจักร และนับแต่ นั้นมากระแสความนิยมแข่งขันประชันเสียงของนกกรงหัวจุกก็ได้รับความนิยมสืบมาจนถึงปัจจุบัน นกกรงหัวจุก มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า นกปรอดหัวโขนเคราแดง หรือนกพิชหลิว ชื่อเรียกทาง วิทยาศาสตร์ว่า Pycnomotus Jocosus เป็นนกที่มีการคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 17 ให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ วงศ์สกุล (GENUS) ของนกปรอดมีมากมายหลายชนิด วงศ์นกปรอด (Family Pycnonotidae) เป็นนกที่มีชนิดมากที่สุด ซึ่งในแต่ละชนิดก็มีเป็นจำนวนมาก และที่ถูกค้นพบมากที่สุดคือประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนในประเทศไทยมีรายงานการค้นพบนกปรอดทั้งหมด ประมาณ 36 ชนิด โดยที่ปรอดทั่วโลกมีประมาณ 109 ชนิด นกปรอดหัวจุกที่นิยมนำมาแข่งขันกันนั้น จะนิยมนำนกปรอดหัวโขนเคราแดง หรือที่ภาคใต้เรียกว่า นกหัวจุก ภาคเหนือนิยมเรียกว่านกปริ๊จจะหลิวหรือพิชหลิว ส่วนในสายพันธุ์อื่น ๆ นั้น ปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่า มีการนำมาเลี้ยงเพื่อการแข่งขันประชันเสียงร้อง เช่นเดียวกับนกกรงหัวจุกแต่อย่างใด นกกรงหัวจุก เป็นที่นิยมในแง่ที่เป็นสัตว์เลี้ยง ที่เลี้ยงเพื่อฟังเสียงร้องอันไพเราะ และเพื่อการแข่งขัน เสียงร้อง เช่นเดียวกับนกเขาชวา (Geopelia striata) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ติดกับมาเลเซีย คือ นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา ซึ่งการเลี้ยงนกชนิดนี้เป็น เหมือนหนึ่งในวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่นั่น นกกรงหัวจุกหากได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง สามารถมีอายุยืนนานได้ประมาณ 11 – 15 ปี และนกตัวใดที่มีเสียงร้องไพเราะและได้รับรางวัลชนะเลิศจาก การประกวดแข่งขัน อาจมีสนนราคาถึงหลักล้านบาท ปัจจุบัน นกกรงหัวจุก เป็นสัตว์ที่มีรายชื่ออยู่ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่มีความพยายามของผู้ที่นิยมเลี้ยงผลักดันให้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงได้อย่าง ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งประเด็นนี้มีทั้งผู้ที่เห็นและคัดค้าน เนื่องจากจนถึงปัจจุบันนกกรงหัวจุกที่เลี้ยงไว้เกือบ ทั้งหมดมาจากการจับจากธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากการเพาะเลี้ยงอย่างที่อ้างกัน ซึ่งการจับนกจากธรรมชาติ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นกชนิดนี้สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในภาคใต้ของประเทศไทย ลักษณะทั่วไปของนกกรงหัวจุก แก้มและคอจนถึงหน้าอกจะมีสีขาวและมีสีแดงเป็นเส้นอยู่ข้างหูลงมาถึงหน้าอกเหมือนเป็นเส้นแบ่ง ขนสีขาวกับสีดำที่มีอยู่ทั่วทั้งตัว ขนส่วนหัวจะร่วมกันเป็นเหมือนหน่อตั้งอยู่บนหัวสูงขึ้นไปเหมือนหัวโขน ใต้ท้อง มีขนสีขาว นกปรอดหัวโขนเคราแดง หรือนกกรงหัวจุกนั้นทางภาคใต้นิยมเลี้ยงกันมายาวนานแล้ว และสืบทอด กันมาชั่วลูกหลานจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งจนเรียกได้ว่าการเลี้ยงนกกรงหัวจุกเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านหรือเป็น เกมกีฬาอย่างหนึ่งของคนภาคใต้ไปแล้ว และไม่ปรากฏหลักฐานใดๆว่าคนทางภาคใต้เริ่มเลี้ยงมาตั้งแต่เมื่อใดแต่ มีหนังสือนกกรงหัวจุกเล่มหนึ่ง โดยมีคุณศักดา ท้าวสูงเนิน เป็นบรรณาธิการ ได้รวบรวมและเขียนเอาไว้ว่า การเริ่มเลี้ยงนกปรอด ประเทศสิงคโปร์ น่าจะเป็นชาติแรกที่นิยมเลี้ยงนกปรอดก่อนประเทศอื่น ๆ ได้ให้
3 ความสำคัญกับนกชนิดนี้มาถึงกับเอารูปนกปรอดหัวโขนเคราแดงมาเป็นสัญลักษณ์ในการพิมพ์ธนบัตรใช้จ่าย ภายในประเทศ ดังนั้น จึงขอสันนิษฐานว่าน่าจะเลี้ยงก่อนชาติอื่น ๆ ส่วนในประเทศไทยเริ่มมีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกกันมานานแล้วประมาณว่าเกิน กว่า40ปีมาจนถึง ปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาการเลี้ยงและการแข่งขันประชันเสียงออกเป็นชนิดต่าง ๆ เช่นมีทั้งการแข่งขันประชัน เสียงในประเภทนับดอก คือให้คะแนนตามที่นกร้องออกมาเป็นคำละคะแนน ประเภทสากล ประเภทเสียงทอง และในปัจจุบันก็ไม่ปรากฏว่ามีการแข่งขันประเภทตีกัน การแข่งขันนกกรงหัวจุกได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีผู้คนให้ความสนใจทั้งชาวไทยและ ชาวต่างชาติ มีการจัดงานแข่งขันประชันเสียงกันทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ในแต่ละสัปดาห์จะมีรายการแข่งขันทั้งประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 5 สนาม มีชมรมฯต่างๆ ที่เกี่ยวกับนกกรงหัวจุกทั่วประเทศนับเป็นร้อย ๆ ชมรมฯ และสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การได้รับการ โปรดเกล้าพระราชทานถ้วยเป็นรางวัลแก่ผู้ที่ชนะการแข่งขัน มีตั้งแต่ถ้วยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้วยของพระบาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ซึ่งสร้างความปราบปลื้มและเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลของผู้ที่ได้ ครอบครองถ้วยพระราชทาน วงการนกกรงหัวจุกจัดได้ว่าเป็นวงการที่ได้รับความนิยมจากคนไทยทั้งประเทศ เป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมแพร่ขยายมากขึ้น มีการจัดรายการแข่งขันติดกันและ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้การสนับสนุนหลายท่าน ซึ่งส่งผลให้วงการกีฬานกกรงหัวจุกเป็นกีฬา ที่สร้างความสนุกสนานและเป็นการสร้างความสามัคคีให้กับคนในชาติได้เป็นอย่างดี ภาพที่ 2 : ลักษณะทั่วไปของนกกรงหัวจุก ที่มา https://irwrc.wordpress.com/ประวัติของนกกรงหัวจุก ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566
4 ลักษณะมงคลที่ดีของนกกรงหัวจุก (หนังสือนกเขาชวา นกกรงหัวจุก) การเล่นนกกรงหัวจุกมีความเชื่อเกี่ยวกับลักษณะคล้ายๆ กับนกเขาชวา แต่ไม่มีตำรับตำราเหมือน นกเขาชวา มีแต่การพูดต่อ ๆ กันมา ส่วนใหญ่จะเน้นว่าถ้าลักษณะดีก็จะร้องเสียงดีคือลักษณะที่มีผลต่อเสียง ร้องมากกว่า โดยกล่าวว่านกลักษณะดีมงคล 12 ประการ มีดังนี้ 1.ส่วนของใบหน้าใหญ่ รูปโครงสร้างใบหน้าดูเหมือนสิงโต 2. หงอน จุกบนหัวใหญ่ โคนจุกขนดกหนายาว ตั้งตรงปลายแหลม ขนเรียบลู่ในแนวเดียวกัน ดำสนิท ปลายโน้มเอียงไปข้างหน้าเล็กน้อย (ถ้าเป็นไก่ เรียกว่า หงอน นกเรียกว่าจุก) 3. นัยน์ตาดุ หรือหวาน คมใส ไวต่อสิ่งสัมผัส ทั้งภายนอก-ใน 4. สันปากใหญ่หนา คมปากประกบกันสนิทคล้ายสันปากนกเหยี่ยว หรือนกอินทรี(จะงอยปากไม่งุ้ม ลงมากเหมือนนกเหยี่ยว) 5. สีแต้มแดงที่หูหรือหูแดงเข้มถึงเข้มมาก 6. สีแก้มขาวชัด ขนขึ้นดกหนาใหญ่ขาวสะอาด หนวดดำเส้นเล็กตัดหว่างสีแก้มกับเคราใต้คาง 7. คอใหญ่ขนเคราขึ้นดกหนาฟูใหญ่สร้อยคอดำสนิท หรือภาษานกเรียกว่า หมึกดำ หมึกดำสนิท ขนขึ้นดกหนาใหญ่ย้อยลงถึงข้างล่าง ถึงจรดก้น 8. สีบัวใต้หางชัด สีแดงออกส้ม ๆ หรือสีแสดบานถึงบานใหญ่ 9. หางพัดยาว ปลายหางไม่แตก หางขาวดำ หรือหางดำป้ายขาว 8 หาง ข้างละ 4 หาง หางดำปรอด 4 หาง รวมเป็น 12 หาง หางยาว หางไม่แตก เวลายืนด้วยอาการปกติปลายหางซ้อนกันในแนวเดียว 10. ลีลาท่ายืน เดิน สง่า สองขาจับมั่น ดูองอาจ สง่างาม เป็นนกใจเดียวเวลาสู้สู้ไม่ถอย 11. เสียง นกดำน้ำเสียงดีเสียงดังฟังชัด จะเป็นนกเสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่ได้ทั้งนั้น (เสียงไม่ แหบพร่า) เหมาะเป็นนกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ลักษณะทั่วไป มีขนาดยาวประมาณ 20 ซ.ม มีปากเรียวแหลม ปลายปากโค้งเล็กน้อย และมีขนสั้น แข็งบริเวณโคนปาก คอสั้น ลำตัวเพรียว ปีกสั้น หางยาว โดยนกปรอดหัวโขนมีขนหงอนยาวสีดำตั้งชันขึ้นมาบน หน้าผากเป็นลักษณะเด่นมองดูคล้ายกับคนที่สวมหัวโขนหรือชฎาที่มียอดแหลมขึ้นมาลักษณะพิเศษของนก ปรอดหัวโขนจะมีปากดำ กระหม่อมดำเช่นเดียวกับหงอน แก้มสีขาวและมีเส้นสีดำลากจากโคนปาก ลงมาต่อ กับแถบสีดำข้างคอ ใต้ตามีแต้มสีแดง ลำตัวด้านบนสีน้ำตาล ลำตัวด้านล่าง สีขาว โคนหางด้านล่างสีแดง ปลายขอบหางสีขาว ขาสีดำ วิธีดูเพศนก นกกรงหัวจุกตัวผู้หัวใหญ่ หน้าใหญ่ ขนคอขาวฟู ฐานจุกใหญ่ ปลายจุกโค้งไปด้านหน้าเล็กน้อย ดวงตาสดใส หมึกดำจะยาวกว่าตัวเมีย บางตัวปลายหมึกเกือบชิดกัน บัวแดงใหญ่ สีสดชัดเจน ข้อสังเกตุคือ ขนหัวปีกทั้งสองข้างมีสีแดงนิดหน่อยซึ่งตัวเมียไม่มี บริเวณขนหน้าอกหน้าท้องถ้าใช้ลมปากเป่าเบา ๆ จะเห็น ขนอ่อนคลุมทั่วไป แต่ตัวเมียไม่ค่อยมี นกเก่งตอนยืนร้องจะเหยียดขาจนสุดข้อเท้า ปลายหางสอดใต้คอน ลีลาท่าเต้นงดงาม ร้องเป็นเพลงยาว ๆ มีจังหวะที่ดี 5-7 คำ
5 ภาพที่ 3 : นกกรงหัวจุกตัวผู้ ที่มา http://202.44.68.33/node/117891 ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 นกกรงหัวจุกตัวเมีย หัวเล็ก หน้าเล็ก ขนคอเรียบ ๆ ฐานจุกเล็ก ปลายจุกโค้งไปด้านหลังหรือชี้ตรง หมึกดำมีไม่มาก บัวแดงเล็ก เรียบ ลีลาร้องไม่คึกคัก เพลงไม่ยาว มักร้อง 1-3 คำ ( ส่วนมาก 2 คำ ) นกปรอด หัวโขนที่ยังโตไม่เต็มวัยตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกันบริเวณหน้าผากและหงอนมีสีน้ำตาลอมดำ แต้มสีแดง ใต้ตายังไม่ปรากฏ เห็นเพียงแก้มสีขาวใต้โคนหางก็เป็นสีชมพูจางๆ หรือสีส้มอ่อน ๆ ยังไม่แดงเข้มเท่ากับพ่อแม่ สำหรับแต้มสีแดงใต้ตาเป็นลักษณะเด่นของนกปรอดหัวโขน ภาพที่ 4 : นกกรงหัวจุกตัวเมีย ที่มา http://faron2559.blogspot.com/2016/03/blog-post.html ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566
6 ลักษณะ/นิสัย นกกรงหัวจุกตัวผู้ นกกรงหัวจุกตัวเมีย จุกที่หัว ขนจุกบนหัวใหญ่ จุกที่อยู่บนหัวมีโคนจุก ใหญ่แล้วเริ่มเล็ก เรียวขึ้นไป ปลายจุกแหลมและปลายจุก จะชี้ไปทางหัวของนก ขนบนจุกจะเล็กกว่าตัวผู้จุกที่อยู่บนหัว มี โคนจุกเล็กกว่าตัว แล้วเริ่มเรียวขึ้นไปปลาย จุกแหลม แต่ปลายจุกจะชี้มาทางด้านหลัง หัว มีหัวและใบหน้าใหญ่ มีหัวและใบหน้าเล็กกว่าตัวผู้ ปาก มีสีดำเป็นมันและปลายปากงอเล็กน้อย มีปากสีดำเป็นมันและปลายปากงอ เล็กน้อย ตา ดวงตากลมและใส สีดำ ดวงตากลมและใสสีดำ ขนแดงใต้ตา เป็นสีแดงฟูเป็นกระจุกใต้ตา เป็นขนสีแดงฟูเป็นกระจุกใต้ตา ขนแก้ม เป็นกระจุกสีขาวฟูใหญ่กว่าขนแดงใต้ตา เป็นกระจุกฟูใหญ่กว่าขนแดงใต้ตา์ คอ ขนาดของคอตัวผู้ใหญ่กว่าตัวเมียทำให้ ร้องเสียงดี และร้องได้ นานกว่าตัวเมีย จึง สามารถร้องเป็นเพลงได้หลายคำ ขนาดของคอเล็กกว่าตัวผู้ทำให้ร้องเสียงไม่ ดี ร้องได้ไม่นานจึงทำให้ร้องไม่เป็นเพลง ขนคอด้านบน จะเป็นขนสีดำเรียบ จะเป็นขนสีดำเรียบ ขนคอด้านล่าง เป็นขนสีขาวสะอาดและขนฟูเป็นปุย เหมือนสำลีนูนออกมา เป็นขนสีขาวสะอาดและขนฟูเป็นปุย เหมือนสำลี นูนออกมา สร้อยคอ จะมีสีดำเป็นแถบจากคอพาดลงมาที่ หน้าอก ที่ปลายสร้อยคอ มองดูแล้วจะมี ลักษณะออกแหลมแต่ไม่ค่อยเด่นชัดนัก จะมีสีดำเป็นแถบจากคอพาดลงมาที่ หน้าอก ที่ปลายสร้อยคอมองดูแล้วจะมี ลักษณะไม่แหลม อก มีอกใหญ่ ขนหน้าอกมีมากกว่าตัวเมีย โดยใช้ปากเป่าอกดูขน หน้าอก มีอกเล็กกว่าตัวผู้ และขนหน้าอก จะมีน้อยกว่าตัวผู้ โดยใช้ปากเป่าดูขน หน้าอก หนังที่อกของตัวเมียจะเนียน ละเอียดเกลี้ยงกว่าตัวผู้ ขนที่หัวปีก มีขนที่หัวปีกสีน้ำตาลดำ มีขนหางจำนวน 12 เส้น ขนที่หัวปีกไม่มีสีแดงทั้ง 2 ข้าง
7 หาง ขนหางมีสีน้ำตาลดำ มีขนหางจำนวน 12 เส้น ขนหางมีสีน้ำตาลดำ มีขนหางจำนวน 9-10 เส้น เสียงร้อง เสียงร้องจะใหญ่และดังกังวานร้องได้ 3-7 พยางค์ เสียงเล็กกว่าตัวผู้ร้องได้สั้น ๆ 1-2 พยางค์ ตารางที่ 1 : ลักษณะของนกกรงหัวจุก อาหาร หนอนนก ผลไม้สุก เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุก ลูกตำลึง กล้วยน้ำว้า กล้วยหิน ยอดใบอ่อนยอด ตะขบ ตำลึง และแมลง ภาพที่ 5 : กล้วยหิน ที่มา https://www.technologychaoban.com/agricultural-technology/article_140310 ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 ภาพที่ 6 : หนอนนก ที่มา https://farmchannelthailand.com/main/เพาะเลี้ยงหนอนนกขายสร้างรายได้มากว่า20ปี/ ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566
8 การเลี้ยง ต้องหมั่นดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด เมื่อได้นกมาใหม่ ๆ ต้องคอยหาอาหารที่ใกล้เคียงธรรมชาติไม่ว่าจะ เป็นผลไม้ และตัวหนอน จัดสถานที่ที่เหมาะสมมิให้สัตว์อื่นหรือแม้กระทั่งบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องมารบกวน พยายามอยู่ในที่เงียบสักหนึ่งอาทิตย์เพื่อให้นกปรับสภาพ ถ้าเป็นไปได้ให้นกเชื่องอยู่กับผู้เลี้ยงเพียงคนเดียว โดยผู้เลี้ยงหมั่นเปลี่ยนอาหาร น้ำ และนำนกไป แขวนไว้ที่โล่งแจ้งเพื่อให้ถูกแสงแดดในช่วงเช้าและเย็น ยกเว้นช่วงกลางวันแดดจัดไม่ควรให้ถูกแสงแดดมาก ๆ เกิน 2 ชั่วโมง แสงแดดจะช่วยทำลายเชื้อโรคจำพวกรา ลิ้นไรซึ่งอาจอยู่ตามซอกซี่กรงเป็นการรักษาให้นกมี สุขภาพดี ในช่วงหน้าร้อนควรหาภาชนะใส่น้ำให้นกได้อาบชำระตัว และขนให้สะอาด นกชนิดนี้ค่อนข้างรักษา ความสะอาดของตัวเองการให้นกอาบน้ำควรเป็นเวลาช่วงบ่ายและควรนำนกไปผึ่งในที่แจ้งและมีแสงแดดส่อง นกจะทำความสะอาดตัวเองจากนั้นเอานกเข้าร่มเพื่อพักผ่อน การได้นกมาเลี้ยง มีหลายวิธี ตั้งแต่จับลูกนกหูดำหรือลูกนกใบ้มาเลี้ยง (ขนที่หูหรือแก้มยังไม่ เปลี่ยนเป็นสีแดง และยังร้องไม่เป็น) ข้อดีคือนกคุ้นเคยกับคน ไม่ตื่นกลัว แต่มักมีนิสัยขี้อ้อน , จับนกป่ามาเลี้ยง ข้อดี นกร้องเพลงเป็นแล้ว มีจิตใจเป็นนักต่อสู้ ข้อเสีย ขี้ตื่นกลัว และอาจใช้เวลานานหากจะเลี้ยงไว้แข่ง แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลา ก็ให้ซื้อนกที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้ว ข้อดีคือเลือกได้เต็มที่ นกไม่ตื่นกลัวคน แต่ราคาแพง การเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุก นกกรงหัวจุกหรือนกปรอดหัวโขน เป็นนกอนุรักษ์ห้ามนำนกป่ามาซื้อขาย เว้นแต่จะเพาะพันธุ์เอง ซึ่งการเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกหรือนกปรอดหัวโขนมีกรรมวิธีและขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องอาศัย ความใส่ใจดูแล ดังนี้ 1. เลือกพ่อและแม่นกที่มีความสมบูรณ์ อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ 2. นำกรงของพ่อและแม่นกมาแขวนเคียงข้างกันเพื่อให้นกทั้งสองคุ้นเคยกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ 3. นำพ่อและแม่นกมารวมกันในกรงใหญ่เพื่อการจับคู่ผสมพันธุ์ (1 กรง : 1 คู่) 4. ภายในกรงควรมีน้ำและอาหารเพียงพอ (น้ำสะอาด กล้วย มะละกอ อาหารเสริม) ผู้เลี้ยงอาจจัด ต้นไม้ใส่เข้าไปในกรงด้วยเพื่อจำลองป่าตามธรรมชาติ และควรวางเศษหญ้าแห้ง ฟางแห้งเพื่อให้นกคาบไปทำรัง 5. บริเวณที่ตั้งกรงนกควรเป็นบริเวณที่เงียบสงบ ไม่มีสิ่งรบกวน เมื่อต้องเปลี่ยนน้ำและเปลี่ยนอาหาร ควรเป็นผู้เลี้ยงคนเดิม ไม่ควรเปลี่ยนคน เพราะนกจะได้คุ้นเคยไม่ตื่นกลัว (หากนกตกใจ หรือตื่นกลัวจะมีผลทำ ให้นกไม่ออกไข่ หรือคาบไข่ทิ้งจากรัง) 6. พ่อแม่นก 1 คู่จะออกไข่ครั้งละ 1-3 ฟอง ปีละ 6-8 ครั้ง ใช้เวลาในการฟัก 10 - 13 วัน ตัวผู้จะ คอยหาอาหารมาป้อนลูกนก 7. เมื่อลูกนกมีขนเต็มตัว (ประมาณ 15-20 วันหลังจากฟักออกจากไข่) 8. เมื่อลูกนกแข็งแรงดีแล้วให้แยกลูกนกออกจากกรงพ่อและแม่ โดยผู้เลี้ยงนำมาป้อนอาหารเองต่อ (ใช้อาหารนกขุนทองแช่น้ำจนนิ่ม หรืออาหารลูกสุนัขพันธุ์เล็กแช่น้ำจนนิ่ม) และควรหัดให้ลูกนกกินอาหารเอง เป็น โดยการเอากล้วยน้ำว้าสุกใส่ไว้ในกรงให้ลูกนกจิกกินเอง 9. นำลูกนกที่ได้มาจำหน่ายแก่ผู้ที่สนใจ ราคาลูกนกจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ หากพ่อแม่นกมีขน สีขาวแซม หรือมีคิ้วสีแดง ลูกนกที่ได้ก็จะมีราคาสูงกว่าลูกนกทั่วไป
9 ภาพที่ 7 : การจับคู่นกกรงหัวจุก ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=dt6L7-Q8DLo ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 ภาพที่ 8 : กรงเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุก ที่มา https://www.technologychaoban.com/pet/article_80071 ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566
10 การฝึกฝนเพื่อการแข่งขัน การที่จะนำนกมาฝึกฝนเพื่อการแข่งขันควรเป็นนกที่อายุไม่มากและไม่ควรจะเกิน 1 ปี ถ้ายิ่งได้นก อายุ 2-3 เดือนมาฟูมฟักและเลี้ยงดูคู่กับนกใหญ่เสียงดี สำเนียงดี ลูกนก ( บางแห่งเรียกลุกใบ้ ) ก็จะจดจำลีลา สำเนียงจากนก ใหญ่ที่ดีและเป็นผลดีกับผู้เลี้ยงเพื่อการแข่งขันอีกด้วยในการรักษาสายพันธุ์ของสายพันธุ์ สำเนียงเสียง การฝึกซ้อมนกปรอดหัวโขน เริ่มจากอาทิตย์แรก ๆ ควร ซ้อมไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวันหลังจากพ้นหนึ่ง เดือนไปแล้วก็เพิ่มเป็นวันละ 3 ชั่วโมง และต่อไปซ้อมวันละ 4 ชั่วโมง ช่วงเดือนที่สองและที่สามเราจะรู้ว่านกตัว ไหนมีลีลาและสำเนียงเป็นเช่นไรเสียงผิดเพี้ยนหรือ ว่าไม่ ได้มาตรฐาน มีความตื่นตระหนกเวลาเคลื่อนย้ายและ ไม่ชินกับการเดินทางหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเราพาออกซ้อมกับนกบ้านอื่นแล้ว พบว่านกตัวนั้นหามีลีลาเป็นนักสู้ แม้แต่น้อย คือ นกที่เป็นนกสู้จะออกท่าทาง ขึงขังกางปีกร้องท้าแล้วก็พองขน ถ้าไม่มีลักษณะนี้และฝึกฝนยังไง ก็ไม่ดีขึ้น ควรแยกเอาไปอยู่ต่างหาก แต่ถ้านกตัวไหนทำสิ่งที่ตรงข้ามที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าเป็นนกที่เริ่มสู้นก และมีแววเป็นนกแข่ง สังเกตนกของเราว่าสู้นกอื่นมากขึ้นด้วยการยืนขึ้นด้วยการยืนระยะนานนั้นหมายถึงนกของเราพร้อม จะลง แข่งได้แล้ว ยิ่งนกเริ่มผลัดขนมีใจสู้นกตัวอื่น ๆ อย่างไม่เกรงกลัว นับเป็นนกลักษณะดี สำหรับเทคนิคการดูระยะยืนของนกที่เริ่มหัดใหม่นั้นให้สังเกตตอนนำไปซ้อมกับนกตัวอื่น ๆ ให้เช็ค เป็นยก ๆ ไป ยกละประมาณ 25-30 นาที ทำทั้งหมด 3 ยก หากนกของเราออกอาการสู้ด้วยท่าทางและสำเนียง เกิน 20 นาทีขึ้นไปก็ถือว่าใช้ได้และค่อนข้างดีทีเดียว ยิ่งสลับให้ไปประกบคู่กับนก ตัวใหม่แล้วนกของเรายังคง ออกอาการสู้และส่งเสียงร้องเป็นจำนวน 3 ประโยคขึ้นไป ก็ควรทะนะถนอมให้ดี และควรหมั่นซ้อมเช่นนี้ บ่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อจบยกสี่แล้วควรพักสัก 5 นาที แล้วเอานกเข้าไปซ้อมใหม่หากยังออกอาการเป็นนักสู้ด้วย ลีลาและสำเนียงเสียง กติกาการแข่งขัน กติกาการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ซึ่งกติกาที่ผู้เลี้ยงนกถือว่ายากที่สุดเรียกว่าการแข่งแบบ มาราธอน 4 ยก 12 คอก แต่ละยกนั้นจะมีคณะกรรมการจับเวลาด้วยการใช้กะลามะพร้าวหรือถ้วยเจาะรู ตรงกลางใส่ในถังน้ํา ภาชนะจมลงก้นถังเมื่อไร หมายถึงหมดเวลา 1 ยก เฉลี่ย ยกละประมาณ 20 วินาที นกจะต้องขันยกละ 3 คอก หรือว่า 3 ครั้งต่อหนึ่งยก รวม 4 ยกได้ 12 คอก/ครั้ง ซึ่งเป็นการยากสําหรับนกที่จะ ขันได้ตามกฎกติกา ส่วนบางสนามใช้กติกาลดหย่อนลงมาเพื่อเปิดโอกาสให้นก เช่น 4 ยก 9 คอก คือ รวมการ แข่งขันทั้ง 4 ยก ให้นกขันรวมกัน 9 คอก/ครั้งก็จะได้เข้ารอบ คณะกรรมการตัดสินการแข่งขันมีประมาณ 10 คน แบ่งออกเป็นชุดละ 2 คน แยกกันตัดสินตามโซน ที่จัดแบ่งไว้พร้อมกัน กรรมการหนึ่งคนจับเสียงร้องของนก พร้อมกับฟังสัญญาณจับเวลาจากคณะกรรมกลาง อีกคนทําหน้าที่ในการจดบันทึกเสียงร้องในแต่ละยก ถ้านกตัวใดเข้ารอบแล้วจะพับกระดาษไว้ เพื่อเป็น สัญลักษณ์ในการเข้ารอบต่อไป การแข่งขันแต่ละครั้งจะมีนกเพียง 1 ตัวเท่านั้นเป็นผู้ชนะ เพราะจะแข่งขันจนกว่าจะหานกตัว ชนะเลิศ ส่วนนกตัวอื่น ๆ ที่ตกรอบไปก่อนหน้านี้ก็ต้องคอยจนกว่า จะปิดสนาม เพราะไม่ต้องการให้เกิดความ วุ่นวายในการแข่งขัน สําหรับรางวัลการ แข่งขันแต่ละสนามจะแตกต่างกัน นอกเหนือจากรางวัลชนะเลิศที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 3 แล้ว ยังมีรางวัลอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งเงินรางวัลจะได้มาจากค่าสมัครของสมาชิก ที่เข้าร่วมการ แข่งขัน แต่สําหรับผู้เข้าร่วมการแข่งขันนกกรงหัวจุกมองว่าเงินรางวัล ไม่สําคัญเท่ากับความสนุกสนานตื่นเต้น และชื่นชอบกับกีฬาการแข่งขันนกกรงหัวจุก
11 บรรยากาศการแข่งขันนกกรงหัวจุก มีความสนุกสนานตื่นเต้นกับบรรดาผู้ เลี้ยงนกและกองเชียร์ ซึ่งจะรู้ลักษณะนิสัยของนกได้อย่างดีว่าจะแสดงลีลาท่าทาง อย่างไรให้นกขันคล้ายกับการเชียร์มวย จึงมีการโห่ ร้อง ตบมือให้จังหวะ พร้อมเรียกชื่อนกของตนเองต่างกันออกไปอย่างสนุกสนาน เทคนิคและกลวิธีการแข่งขัน จะต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณกันตั้งแต่ช่วงเริ่มการแข่งขัน บางคนต้องอุ่นเครื่องนก ของตนก่อนด้วยการแขวนไว้ ตามเบอร์ในสนามทันทีที่มาถึง เพื่อให้คุ้นเคยกับ นกตัวอื่น ๆ บางคนรู้ว่านกจะร้องทันทีที่อยู่ใกล้นกตัวอื่น ผู้เลี้ยงจึงต้องใช้ผ้าคลุม ไว้จนกว่าจะมีการแข่งขัน นกบางตัวร้องอยู่ดี ๆ เห็นนกตัวอื่นลําพองขนเล่นก็จะ เล่นตาม ถ้าเป็นนกอายุน้อยแขวนใกล้กับนกแก่ เมื่อได้ยินเสียงก็จะกลัวไม่ยอมขัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในสนาม ที่เจ้าของต้องใช้เทคนิคและลีลาในการเชียร์ เพื่อให้นก ของตัวเองมีเสียงขันออกมา เพื่อจะได้เข้ารอบต่อไป ภาพที่ 9 : การนำนกกรงหัวจุกไปแขวนบนราวแข่งเพื่อเตรียมการแข่งขัน ที่มา https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/5/2412f9ea ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 ภาพที่ 10 : การแข่งขันนกกรงหัวจุก ที่มา https://esanunity.com/?p=1020 ค้นหาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566
12 กฏหมายเกี่ยวกับนก ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 กำหนดให้นกปรอดทั้ง 36 ชนิด ที่พบใน เมืองไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทนกที่ผู้ครอบครองต้องมีใบอนุญาตในการครอบครอง ส่วนการประกวด นกปรอดหัวโขนนั้นต้องปฏิบัติตามประกาศกรมป่าไม้ เรื่องการประกวดแข่งขันนกปรอดหัวโขน ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 โดยอธิบดีกรมป่าไม้ที่ระบุว่า “ผู้ใดจะนำสัตว์ป่าคุ้มครอง ชนิดนกปรอดหัวโขน หรือสัตว์ป่าอื่น ๆ เข้าประกวดแข่งขัน จะต้องนำ เอกสารการแจ้งการครอบครองตามมาตรา 66 หรือ 67 ซึ่งได้จดแจ้งต่อกรมป่าไม้แล้วภายในเดือนพฤษภาคม 2535 และต้องนำเอกสารดังกล่าวติดตัวสัตว์ป่าไปด้วยทุกครั้ง และผู้ที่นำสัตว์ป่าไปเข้าประกวดแข่งขั้นจะต้อง เป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในเอกสารดังกล่าวข้างต้น หรือผู้เข้าประกวดนำสัตว์ป่าคุ้มครองอื่นไปแข่งขัน หรือมีการตกลง กันซื้อขายสัตว์ป่าคุ้มครองภายในสถานที่ประกวด จะมีความผิดตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือทั้งจำทั้งปรับไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
13 บรรณานุกรม ชมรมมิตรสัมพันธ์นกแข่งนานาชาติ. ประวัตินกกรงหัวจุก. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2566, จาก https://irwrc.wordpress.com/ประวัติของนกกรงหัวจุก/ ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้. (2563). นกกรงหัวจุก. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2566, จาก https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/5/2412f9ea มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด. นกกรงหัวจุก. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2566,จาก http://www.5provincesforest.com/ วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2565). นกปรอดหัวจุก. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2566, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/นกปรอดหัวโขน สัตว์เศรษฐกิจ. (2555). วิธีเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุก หรือนกปรอทหัวโขน. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2566, จาก https://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=2193&s=tblanimal
1 ภาคผนวก
14 ประวัติผู้จัดทำ จ่าสิบเอก พงษ์ศักดิ์ นะที รหัสนักศึกษา 6510530432073 ที่อยู่ปัจจุบัน 203 หมู่ 3 บ้านสันหนอง ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 50270 ประวัติการศึกษา - ระดับอนุบาล โรงเรียนเมืองเด็กวิทยา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ - ระดับประถมศึกษา โรงเรียนเมืองเด็กวิทยา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ - ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนแม่แจ่ม อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแม่แจ่ม อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ - นักเรียนนายสิบ เหล่าทหารราบ รุ่นที่ 35 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - ปัจจุบันกำลังศึกษา ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 สาขาการปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ประวัติการทำงาน - เคยรับราชการทหาร กรมทหารราบที่ 7 ค่ายกาวิละ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ - ปัจจุบันรับราชการ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปฏิบัติงาน องค์การบริหารส่วนตำบลกองแขก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
15
16
17