รราายยงงาานน เรื่อง ลิเกป่า จัดทำ โดย ๑.นายนวภัทร หวานพงศ์ เลขที่๘ ม.๔/๕ ๒.นางสาวภัคธีมา นบนอบ เลขที่๑๕ ม.๔/๕ ๓.นางสาววานิสา สวัสดี เลขที่๒๑ ม.๔/๕ ๔.นางสาวศิริภากรณ์ เพ็ชรมาก เลขที่๒๓ ม.๔/๕ ๕.นางสาวศิริลักษณ์ ทองเฟื้อง เลขที่๒๔ ม.๔/๕ ๖.นางสาวปิ่นปินัฐ ไพนุศิลป์ เลขที่๒๖ ม.๔/๕ เสนอ คุณครู ปาริชาต นวลวิจิตร รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย(เพิ่มเติมวรรณกรรมท้องถิ่น) โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่
คำ นำ รายงานเล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย (เพิ่มเติมวรรณกรรมท้องถิ่น)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๔ เพื่อศึกษาข้อมูลในเรื่อง ลิเกป่า และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียนสาระสำ คัญ ประกอบด้วย ความหมายของลิเกป่า ประวัติความเป็นมา เวทีในการแสดง เครื่องดนตรี การแต่งกาย วิธีแสดง และคุณค่าของลิเกป่า สาระสำ คัญของรายงานเล่มนี้ได้จากการรวบรวมข้อมูลและองค์ความ รู้ของลิเกป่าจากแหล่งข้อมูลที่สามารถศึกษาได้ ผู้จัดทำ หวังว่ารายงานเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียนนักศึกษาที่กำ ลังศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง ลิเกป่า (คณะผู้จัดทำ )
สสาารรบับับัญบัญ เรื่อง หน้า คำ นำ ก สารบัญ ข ความหมาย ๑ ประวัติความเป็นมา ๒ เวทีแสดง ๓ เครื่องดนตรี ๔ การแต่งกาย ๕ วิธีการแสดง ๖ คุณค่า ๑๑ บรรณานุกรม ๑๒
คคววาามมหหมมาายยขขอองงลิลิ ลิเลิเกกป่ป่ป่ าป่ า ลิเกป่า มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ลิเกบก ลิเกรำ มะนา แขกแดง หรือแขกเทศ ลิเกป่าเป็นศิลปะการแสดงอีกอย่างหนึ่งของชาวปักษ์ใต้ โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งทะเล แถบ จังหวัดอันดามัน และบางชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และนิยมแพร่ หลายในหมู่คนไทยภาคใต้ทางตะวันตกโดยเฉพาะจังหวัดตรัง กระบี่ และพังงา ลิเกป่าได้รับ อิทธิพลบางส่วนในด้านดนตรีและการแต่งกายมาจากมลายู ซึ่งได้รับอิทธิพลด้านทำ นอง เพลงร้องบางส่วนจากทำ นองเพลงไทยเดิม และรับอิทธิพลร่ายรำ จากโนราห์ ท่วงทำ นอง การแสดงลิเกป่า จึงเป็นแบบประสมประสาน
ปปรระะวัวั วั ติวั ติ ติคติคววาามมเเป็ป็ป็นป็นมมาาขขอองงลิลิ ลิเลิเกกป่ป่ป่ าป่ า มีผู้กล่าวว่าลิเกป่าได้แบบอย่างมาจากพวกแขก กล่าวคือ คำว่า "ลิเก" มาจาก การร้องเพลงสรรเสริญพระเป็นเจ้าของแขกเจ้าเซ็นที่เรียกว่า "ดิเกร์" ซี่งเป็นภาษา เปอร์เซีย เพราะนิกายเจ้าเซ็นนี้มาจากเปอร์เซีย พวกเจ้าเซ็นที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทย เคยได้รับ พระราชูปภัมถ์มากมายตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา เพราะพวกเจ้าเซ็นมี เสียงไพเราะ ร้องเพลงเป็นที่นิยมฟังกันทั่วไป ต่อมาไม่นานนอกจากพวกเจ้าเซ็นแท้ๆ แล้วก็มีคนไทยหัดร้องเพลงดิเกร์ขึ้น ขั้นแรกก็มีทำนองการใช้ถ้อยคำเหมือนกับเพลง สวด ต่อมาเมื่อคนไทยนำมาร้องก็กลายเป็นแบบไทย และคำว่าดิเกร์ก็เพี้ยนมาเป็น ลิเกหรือยี่เก แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากพิจารณาถึงเครื่องดนตรีรำมะนาที่ลิเกป่าใช้ ประโคมประกอบการเล่นนั้น ชวนให้เข้าใจว่าการเล่นลิเกป่าน่าจะได้แบบอย่างมา จากมลายูเพราะมลายูมีกลองชนิดหนึ่งเรียกว่า "ระบานา" (Rebana) ซึ่งมีสำเนียงคล้ายกับรำมะนาของไทยเราดังกล่าวแล้ว
เเววทีที ทีแทีแสสดดงง ลิเกป่าหรือลิเกรำ มะนาซึ่งเคยมีเล่นกันแพร่หลายในนครศรีธรรมราช เล่นได้เกือบทุกงานเช่นงานแต่งงาน บวชนาค งานวัด งานศพ โรงสำ หรับแสดงคล้ายกับโรงมโนห์ราคือปลูกเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดกว้างและ ยาวเท่าๆ กับโรงมโนห์รา มีหลังคา ยกพื้นหรือไม่ยกพื้นก็ได้ ใช้เสื่อปู หน้าโรงโปร่งทั้งสามด้าน ตรงกลางมีฉากหรือม่านกั้น ส่วนหลังโรงใช้เป็น ที่แต่งตัวและเก็บเครื่องใช้ไม้สอย ตะเกียงที่ใช้ใช้เป็นตะเกียงเจ้าพายุ หรือไม่ก็ ใช้ไต้จุดช่วย
เเคครื่รื่ รื่อรื่องงดดนนตตรีรี รีรี เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงได้แก่ ๑.กลองรำ มะนา ๒-๓ ใบ ๒.ฉิ่ง ๒ คู่ ๓.กรับ ๑ คู่ ๔.ปี่ชวา ๕.กลองทัด ๖.โหม่ง ๗.ฆ้อง ๘.ระนาด
กกาารรแแต่ต่ ต่ งต่ งกกาายย การแต่งกายของตัวแสดงส่วนใหญ่มีชุดอย่างไรก็แต่งกันอย่างนั้น คือ ตามมีตามเกิด มีมากแต่งมากมีน้อยแต่งน้อย แต่พระเอกจะแต่งกายงาม เป็นพิเศษ คือนุ่งผ้าโจรงกระเบน ใส่เสื้อแขนยาว ใส่ทองกร สวมสายสร้อย สังวาล ทับทรวง ถ้ามีชฎา ซึ่งอาจจะทำ ด้วยกระดาษหรือ หนัง ประดับประดาด้วยพลอยหรือกระจกให้แวววาว ส่วนนางเอกก็นุ่งผ้าถุง จีบใส่เสื้อแขนสั้น กำ ไลเท้า มีผ้าห่มคลุมห้อยพาดหลัง อาจจะสวมใสชฎา หรือใส่กระบังหน้าหรือไม่ใส่ก็ได้ เครื่องประดับอื่นๆ ก็มีสร้อยร้อยลูกปัด ถ้าเป็นตัวตลก หรือเสนาอำ มาตย์ก็แต่งกายอย่างง่ายๆ คือไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าถุง แต้มหน้าทาคิ้วให้ดูแล้วน่าขัน
วิวิ วิ ธีวิ ธี ธีกธีกาารรแแสสดดงง ผู้แสดงลิเกป่าคณะหนึ่งๆ มีไม่เกิน ๘ คน แต่ถ้ารวมลูกคู่เข้าไปด้วยก็มี จำ นวนคนเท่าๆ กัน กับมโนห์ราคณะหนึ่งทีเดียว การแสดงลิเกป่าจัดแสดงได้ในเกือบทุกงานดังกล่าวแล้ว ก่อนลงมือแสดงจะ ต้องโหมโรงก่อนประมาณ ๑๕-๒๐นาที การโหมโรงจะใช้กลองรำ มะนาตี ประโคมเพื่อให้จังหวะ กับมีบทเพลงคล้ายๆ กับลำ ตัดร้องไปด้วย โดยผลัดกัน ร้องทีละคน เวียนเป็นรูปวงกลม ขณะที่ร้องเพลงจะต้องขยับท่าให้เข้ากับ คำ ร้องและจังหวะของกลอง บางทีอาจจะมีลูกคู่ออกมารำ สมทบด้วย ผลัดเปลี่ยนกันไปทีละคู่ ๆ การร้องเพลงและประโคมดนตรีเช่นนี้เรียกว่า "เกริ่นวง" ตัวอย่างเพลงเกริ่นของลิเกป่ามีดังนี้
วิวิ วิ ธีวิ ธี ธีกธีกาารรแแสสดดงง บบททเเกกริ่ริ่ ริ่ นริ่ นววงง "น้ำ ขึ้นเต็มคลอง แม่ไม่ใส่เสื้อ "น้ำ เอยเจ้าไหลรี่ ลอยมาข้างนี้ "โอ้เจ้าช่อมะม่วง ถ้าน้องลวงพี่ เรือล่องไปติดซัง ถ่อเรือไปแลหนัง ไอ้ปลากระดี่ลอยวน มารับเอาพี่ไปด้วยคน" โอ้เจ้าพวงมะไฟ พี่จะหนีไปแห่งใด" https://archive.clib.psu.ac.th/online-exhibition/ligaypa/page2.html
วิวิ วิ ธีวิ ธี ธีกธีกาารรแแสสดดงง หลังจากร้องเพลงเกริ่นแล้วก็เป็นการออกแขก แขกที่ออกมาจะแต่งกาย และแสดงท่าทางตลอดจนสำ เนียงพูดเลียนแขกอินเดียทุกอย่าง อาจจะมีเพียง ตัวเดียวหรือ ๒ ตัวก็ได้โดยผลัดกันออกมาคือแขกขาวกับแขกแดง ออกมา เต้นหน้าเวทีพร้อมกับแสดงท่าทางและร้องประกอบโดยมีลูกคู่รับไปด้วย หลัง จากแขกเข้าโรงแล้ว จะมีผู้ออกมาบอกกับผู้ดูว่าจะแสดงเรื่องอะไร และหลัง จากนั้นก็เป็นการแสดงเรื่องราว เรื่องที่ลิเกป่านิยมเล่นกันมากได้แก่วรรณคดีเก่าๆ เช่น อิเหนา โคบุตร สุวรรณหงส์ ลักษณวงศ์ เป็นต้น หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเองตามยุคสมัยที่ นิยมกันก็มี
วิวิ วิ ธีวิ ธี ธีกธีกาารรแแสสดดงง ภาษาที่พวกลิเกป่าใช้ ไม่ว่าจะเป็นบทร้องหรือบทเจรจาพวกลิเกป่าจะใช้ ภาษาของชาวพื้นเมืองที่ตถนัดกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเป็นตัวเอกทั้งฝ่ายหญิง ฝ่ายชายจะใช้ภาษาที่ชาวพื้นเมืองเรียกว่าภาษาข้าหลวง คือเป็นภาษากลาง แต่สำ เนียงพูดแปร่งๆ ผิดๆ ถูกๆ หรือที่เรียกกันว่า "พูดทองแดง" จากที่กล่าวมาแล้วน่าจะสรุปได้ว่า ที่เรียกการละเล่นชนิดนี้ว่าลิเกป่านั้น คงจะเนื่องมาจากเล่นไม่ยึดถือแบบฉบับ ขาดความสมบูรณ์ในทุกๆ ด้านและ เล่นกันเป็นงานบันเทิงสมัครเล่นเพื่อความสนุกสนานตามประสาชาวบ้านป่า ไม่ได้ยึดถือเป็นอาชีพแน่นอนนั่นเอง
วิวิ วิ ธีวิ ธี ธีกธีกาารรแแสสดดงง ในปัจจุบันการเล่นลิเกป่าที่จังหวัดนครศรีธรรมราชหาดูไม่ได้อีกแล้ว ทั้งนี้เพราะมีเหตุหลายประการที่ทำ ให้การละเล่นชนิดนี้เสื่อมสูญไป เนื่องจาก การเล่นลิเกของภาคกลาง ซึ่งเผยแพร่เข้ามาดูน่าชมกว่า เล่าเรื่องที่น่าสนใจ กว่า การขับร้องและท่ารำ ก็แปลกและพิสดารกว่า และสาเหตุอีกประการหนึ่ง ก็คือลิเกป่าเป็นลิเกสมัครเล่น ไม่ได้ยึดเป็นอาชีพจริงจังดังกล่าว พร้อมกันนั้น อิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกได้เผยแพร่เข้ามามากลิเกป่าจึงเสื่อมหายไปใน ที่สุดจนเกือบจะหาชมไม่ได้อีกเลย
คุคุคุ ณ คุ ณค่ค่ ค่ าค่ าขขอองงลิลิ ลิเลิเกกป่ป่ป่ าป่ า ลิเกป่าทำ ให้ผู้ดูได้มีความรู้เกี่ยวกับวรรณคดี และนิทานพื้นบ้าน แม้ว่า ลิเกป่าจะหมดความนิยมไปมีคุณค่าด้านวรรณศิลป์ ด้านสังคมและ วัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม และวัฒนธรรมของชาวบ้านใน ท้องถิ่น สมัยนั้นๆ ลิเกป่านิยมเล่นกันแถบชนบท บ้านนาบ้านป่า เป็นการ หาความสนุกสนานในยามว่างงาน
อ้อ้ อ้ าอ้ างงอิอิ อิงอิง https://www.tungsong.com https://youtu.be https://youtu.be https://www.krabipao.go.th https://www.77kaoded.com https://archive.clib.psu.ac.th http://www.prapayneethai.com https://www.nectec.or.th
๑.นาย นวภัทร พงศ์หวาน ชื่อเล่น บัส วัน/เดือน/ปีเกิด: ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๐ สถานศึกษา: โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ ๒.นางสาว ภัคธีมา นบนอบ ชื่อเล่น แพรว วัน/เดือน/ปีเกิด: ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐ สถานศึกษา: โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ ๓.นางสาว วานิสา สวัสดี ชื่อเล่น มายด์ วัน/เดือน/ปีเกิด: ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ สถานศึกษา: โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ ปปรระะวัวั วั ติวั ติ ติผู้ติผู้ผู้จัผู้จั จั ดจั ดทำทำทำทำ
๔.นางสาว ศิริภากรณ์ เพ็ชรมาก ชื่อเล่น อิง วัน/เดือน/ปีเกิด: ๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ สถานศึกษา: โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ ๕.นางสาว ศิริลักษณ์ ทองเฟื้อง ชื่อเล่น อั้ม วัน/เดือน/ปีเกิด: ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๐ สถานศึกษา: โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ ๖.นางสาว ปิ่นปินัฐ ไพนุศิลป์ ชื่อเล่น น้ำ วัน/เดือน/ปีเกิด: ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐ สถานศึกษา: โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ ปปรระะวัวั วั ติวั ติ ติผู้ติผู้ผู้จัผู้จั จั ดจั ดทำทำทำทำ