The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Us Asama, 2020-11-09 03:36:11

วิชาศาสนาและหน้าที่พลเมือง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

วิชาศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002

หนงั สอื เรียนสาระการพฒั นาสังคม

รายวิชา ศาสนาและหนาทพี่ ลเมือง

(สค31002)

ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน
พุทธศกั ราช 2551

(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)

สํานักงานสงเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
สาํ นกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

หามจําหนา ย
หนังสอื เรยี นเลม นี้จัดพมิ พดว ยงบประมาณแผน ดนิ เพือ่ การศกึ ษาตลอดชวี ติ สาํ หรบั ประชาชน
ลิขสิทธิเ์ ปน ของ สํานกั งาน กศน. สํานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร

เอกสารทางวชิ าการลาํ ดบั ท่ี 43 /2557

หนังสอื เรยี นสาระการพัฒนาสงั คม
รายวชิ า ศาสนาและหนา ท่พี ลเมอื ง (สค31002)
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)

ลขิ สิทธเ์ิ ปน ของ สาํ นักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร
เอกสารทางวิชาการลาํ ดับที่ 43/2557

คาํ นาํ

สาํ นักงานสง เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยไดดําเนินการจัดทําหนังสือเรียน
ชุดใหมนี้ขึ้น เพ่ือสําหรับใชในการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ท่ีมวี ัตถุประสงคใ นการพัฒนาผูเรียนใหม คี ุณธรรม จริยธรรม มีสติปญญา และศักยภาพ
ในการประกอบอาชพี การศึกษาตอ และสามารถดํารงชีวิตอยูในครอบครัว ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุข
โดยผูเ รยี นสามารถนําหนังสือเรียนไปใชในการศึกษาดวยวิธีการศึกษาคนควาดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม
รวมท้งั ทําแบบฝก หดั เพอ่ื ทดสอบความรูใหก ับผูเรยี น และไดมกี ารปรบั เพิม่ เติมเนอื้ หาเกยี่ วกับการมีสว นรว ม
ในการปองกนั และปราบปรามการทจุ ริต เพือ่ ใหส อดคลองกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ นน้ั

ขณะนี้ คณะกรรมการรักษาความสงบแหงชาติ (คสช.) มีนโยบายในการปลุกจิตสํานึกใหคนไทย
มคี วามรักชาติ เทดิ ทนู สถาบันพระมหากษตั ริย เสริมสรางคุณธรรม จรยิ ธรรม คา นยิ มในการอยูร ว มกนั อยา ง
สามคั คี ปรองดอง สมานฉนั ท สํานกั งานสงเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จึงไดมีการ
ดําเนนิ การปรับเพ่ิมตวั ชี้วัดของหลักสตู ร และเน้อื หาหนังสอื เรียนใหส อดคลอ งตามนโยบายดังกลา ว โดยเพ่มิ
เน้ือหาเกี่ยวหลักอํานาจอธิปไตย หลักความเสมอภาค หลักนิติรัฐและนิติธรรม หลักเหตุผล หลักการ
ประนีประนอม และหลักการยอมรับความเห็นตาง เพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสามัคคี ปรองดอง
สมานฉันท และ คุณธรรม จริยธรรมในการอยูรวมกันอยางสันติ สามัคคีปรองดอง สามานฉันท เพื่อให
สถานศึกษานาํ ไปใชในการจดั การเรยี นการสอนใหกบั นักศึกษา กศน. ตอไป

ท้ังนี้ สาํ นกั งานสง เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย ไดรบั ความรวมมอื ดว ยดี
จากผูทรงคุณวฒุ ิและผูเ กีย่ วขอ งหลายทา นที่คนควา และเรียบเรยี งเนื้อหาสาระจากส่ือตาง ๆ เพ่ือใหไดสื่อที่
สอดคลองกบั หลกั สูตร และเปนประโยชนตอผเู รียนท่ีอยนู อกระบบอยางแทจริง ขอขอบคุณคณะที่ปรึกษา
คณะผเู รยี บเรยี ง ตลอดจนคณะผจู ัดทาํ ทุกทา นท่ีไดใหค วามรว มมอื ดวยดไี ว ณ โอกาสน้ี

สํานกั งาน กศน.
กันยายน 2557

สารบญั

หนา
คําแนะนําการใชห นงั สือเรยี น
โครงสรา งรายวชิ า ศาสนาและหนา ที่พลเมือง (สค31002)

ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
บทที่ 1 ศาสนาในโลก............................................................................................................1

เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนข องศาสนา………………………................2
เรอ่ื งท่ี 2 พทุ ธประวัตแิ ละหลักธรรมคาํ สอนของพทุ ธศาสนา...................................3
เรอ่ื งที่ 3 ประวัติศาสดา และคาํ สอนของศาสนาอสิ ลาม .......................................20
เรื่องท่ี 4 ประวตั ิศาสดา และคําสอนของศาสนาครสิ ต..........................................22
เรอ่ื งที่ 5 ประวัตศิ าสนาพราหณ - ฮินดู และคาํ สอน ............................................25
เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคาํ สอนของศาสนาซกิ ซ.............................................34
เรอ่ื งที่ 7 การเผยแผศาสนาตา ง ๆ ในโลก.............................................................40
เรื่องท่ี 8 กรณตี วั อยางปาเลสไตน.........................................................................44
เรอ่ื งท่ี 9 แนวปองกัน และแกไขความขัดแยงทางศาสนา......................................46
เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตล ะศาสนาท่ีสง ผลใหอ ยูรวมกับ

ศาสนาอื่นไดอยางมีความสขุ ..................................................................47
เรือ่ งที่ 11 วิธีฝก ปฏิบัติพฒั นาจติ ในแตล ะศาสนา....................................................48
บทที่ 2 วฒั นธรรม ประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก .......................................... 52
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คญั ของวฒั นธรรม .................................................53
เรอ่ื งท่ี 2 เอกลักษณวฒั นธรรมไทย.......................................................................54
เรอื่ งท่ี 3 การเปลี่ยนแปลงทางวฒั นธรรมและการเลอื กรบั วฒั นธรรม ...................55
เรอ่ื งท่ี 4 ประเพณีในโลก......................................................................................56
เร่ืองที่ 5 ความสําคัญของคานยิ ม และคา นยิ มในสังคมไทย ..................................56
เรอ่ื งที่ 6 คา นยิ มทพ่ี งึ ประสงคข องสังคมโลก.........................................................59
เรื่องที่ 7 การปอ งกนั และแกไขปญ หาพฤติกรรมตามคานยิ ม

ทไ่ี มพ งึ ประสงคของสงั คมไทย................................................................61
บทท่ี 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย....................................................................... 63

เร่ืองที่ 1 ความเปนมาการเปลยี่ นแปลงรฐั ธรรมนญู ..............................................64
เร่อื งท่ี 2 สาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย................................66
เรอ่ื งท่ี 3 บทบาทหนาทีข่ ององคก รตามรฐั ธรรมนูญ

และการตรวจสอบการใชอาํ นาจรัฐ........................................................74
เรอ่ื งที่ 4 บทบัญญัตขิ องรฐั ธรรมนูญท่มี ผี ลตอการเปลีย่ นแปลง

ทางสงั คมและมผี ลตอฐานะของประเทศไทยในสงั คมโลก.......................79
เร่ืองที่ 5 หนาทพี่ ลเมอื งตามรัฐธรรมนญู และกฎหมายอน่ื ๆ.................................81

สารบญั (ตอ)

หนา
เรอื่ งท่ี 6 หลักอํานาจอธิปไตย หลกั ความเสมอภาค หลักนติ ิรฐั

และนติ ธิ รรม หลักเหตุผล หลักการประนปี ระนอมและ
หลกั การยอมรับความคิดเหน็ ตางเพ่อื การอยูร ว มกนั
อยา งสนั ติ สามคั คี ปรองดอง สมานฉันท...............................................83
เรื่องท่ี 7 การมีสว นรวมในการปอ งกนั และปราบปรมการทจุ รติ .............................98
บทท่ี 4 สิทธมิ นษุ ยชน ...................................................................................................... 123
เร่ืองท่ี 1 หลักสิทธิมนุษยสากล.......................................................................... 124
เรือ่ งที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย.............................................................. 129
เรอ่ื งท่ี 3 แนวทางการปฏบิ ัตติ นตามหลักสิทธมิ นษุ ยชน..................................... 133
เฉลยกิจกรรม ........................................................................................................... 138
บรรณานุกรม ........................................................................................................... 141
คณะผูจัดทํา ........................................................................................................143

คาํ แนะนําในการใชหนังสือเรียน

หนงั สือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนา ที่พลเมือง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
เปนหนังสอื เรียนทจ่ี ดั ทําขนึ้ สาํ หรับผูเรียนทเ่ี ปน นักศกึ ษานอกระบบ

ในการศึกษาหนังสือเรยี นสาระการพฒั นาสังคม รายวิชาศาสนาและหนา ท่ีพลเมือง ผูเรียนควรปฏิบัติ
ดงั นี้

1. ศกึ ษาโครงสรา งรายวิชาใหเ ขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูท ่ีคาดหวัง และขอบขาย
เนอ้ื หา

2. ศึกษารายละเอยี ดเนื้อหาของแตล ะบทอยางละเอยี ด และทํากจิ กรรมตามที่กําหนดแลวตรวจสอบ
กบั แนวตอบกจิ กรรมท่ีกาํ หนด ถา ผเู รียนตอบผิดควรกลบั ไปศึกษาและทําความเขา ใจในเนอ้ื หาน้นั ใหม ใหเ ขาใจ
กอนท่จี ะศึกษาเรอื่ งตอ ไป

3. ปฏิบตั กิ จิ กรรมทา ยเรือ่ งของแตล ะเรือ่ ง เพอ่ื เปนการสรุปความรู ความเขา ใจของเนื้อหาในเร่ือง
น้ัน ๆ อีกครง้ั และการปฏบิ ัติกิจกรรมของแตละเนือ้ หาแตล ะเรอ่ื ง ผเู รียนสามารถนําไปตรวจสอบกับครูและ
เพอ่ื น ๆ ทรี่ ว มเรยี นในรายวชิ าและระดบั เดียวกนั ได

4. หนังสือเรียนเลม นีม้ ี 4 บท คอื
บทที่ 1 ศาสนาในโลก
บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี และคา นยิ มของประเทศไทยและของโลก
บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย
บทท่ี 4 สิทธมิ นษุ ยชน

โครงสรา ง

รายวชิ า ศาสนาและหนา ท่ีพลเมือง (สค31002)
ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

สาระสําคัญ

เปน สาระที่เก่ียวกับศาสนาตาง ๆ ที่เกี่ยวขอ งกับกําเนิดศาสนาและศาสดาของศาสนาตา ง ๆ
หลักธรรมสําคัญของศาสนาตา ง ๆ การเผยแพรศาสนา ความขัดแยง ในศาสนา การปฏิบัติตนใหอยูรวมกัน
อยางสนั ติสขุ การฝก จติ ในแตล ะศาสนา การพฒั นาปญ ญาในการแกไ ขปญ หา ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสงั คม
วัฒนธรรม ประเพณดี านภาษา การแตง กาย อาหาร ประเพณีสําคญั ๆ ของประเทศตา ง ๆ ในโลก การอนุรักษ
และสืบทอดวฒั นธรรม ประเพณี การมสี วนรวมในการสืบทอดและปฏิบัติตนเปน แบบอยางในการอนุรักษ
วฒั นธรรมตามประเพณีของชาติ และการเลือกปรับใชว ัฒนธรรมตางชาติไดอยา งเหมาะสมกับตนเองและ
สังคมไทย คานยิ มท่ีพึงประสงคของสงั คมไทยและประเทศตาง ๆ ในโลกการปฏิบัติตน เปน ผูน ําในการปองกัน
และแกไ ขพฤตกิ รรมไมเ ปนท่พี งึ ประสงคใ นสงั คมไทย

ผลการเรียนรูท คี่ าดหวงั

1. อธิบายประวตั ิ หลักคาํ สอน และการปฏิบัตติ นตามหลกั ศาสนาทตี่ นนบั ถอื
2. เห็นความสาํ คญั ของวัฒนธรรม ประเพณี และมีสวนในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ประเพณี
ทองถนิ่
3. ปฏบิ ัติตนตามหลกั ธรรมทางศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี
4. ยอมรับและปฏิบตั ิตนเพือ่ การอยรู ว มกนั อยา งสนั ตสิ ขุ ในสังคมท่ีมีความหลากหลายทางศาสนา
วฒั นธรรม ประเพณี
5. วิเคราะหหลักการสําคัญของประชาธิปไตยและปฏิบัติตนตามคุณธรรม จริยธรรม คานิยมใน
การอยรู ว มกันอยา งสันติ สามคั คี ปรองดอง สมานฉันท
6. วิเคราะหแนวทางการแกปญหาการทุจริต และมีสวนรวมในการปองกันและปราบปราม
การทจุ รติ

ขอบขา ยเนอื้ หา

บทที่ 1 ศาสนาในโลก
เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนข องศาสนา
เรอ่ื งท่ี 2 พทุ ธประวตั แิ ละหลักธรรมคําสอนของพทุ ธศาสนา
เรื่องที่ 3 ประวตั ิศาสดา และคาํ สอนของศาสนาอสิ ลาม
เรอื่ งที่ 4 ประวตั ศิ าสดา และคําสอนของศาสนาครสิ ต
เรอ่ื งที่ 5 ประวิตศิ าสนาพราหมณ - ฮนิ ดู และคําสอน
เรอ่ื งท่ี 6 ประวตั ิศาสดาของศาสนาซกิ ซและคําสอน
เรื่องที่ 7 การเผยแผศ าสนาตา ง ๆ ในโลก
เรื่องท่ี 8 กรณตี ัวอยางปาเลสไตน

เร่ืองท่ี 9 แนวทางปอ งกันและแกไขความขดั แยง ทางศาสนา

เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตล ะศาสนาที่สง ผลใหอ ยูร วมกับศาสนาอนื่ ไดอ ยา งมคี วามสุข
เรื่องที่ 11 วธิ ฝี ก ปฏิบัติพัฒนาจิตในแตล ะศาสนา
บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณี และคานิยมของประเทศของโลก

เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาํ คญั ของวัฒนธรรม
เรอ่ื งท่ี 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย
เร่อื งท่ี 3 การเปลยี่ นแปลงทางวฒั นธรรมและรับวฒั นธรรม

เรอื่ งที่ 4 ประเพณใี นโลก
เรื่องที่ 5 ความสาํ คัญของคานิยม และคานิยมในสงั คมไทย
เรื่องที่ 6 คานิยมทีพ่ งึ ประสงคข องสังคมโลก

เรอ่ื งที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤตกิ รรมตามคา นยิ ม
ที่ไมพงึ ประสงคข องสงั คมไทย

บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย

เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปล่ยี นแปลงรัฐธรรมนูญ
เรอื่ งที่ 2 สาระสาํ คญั ของรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย
เร่อื งที่ 3 บทบาทหนา ทีข่ ององคก รตามรฐั ธรรมนูญและการตรวจสอบการใชอ ํานาจรฐั

เรือ่ งที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอ การเปล่ียนแปลงทางสังคมและมีผลตอ
ฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก

เรอ่ื งท่ี 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอน่ื ๆ

เรื่องท่ี 6 หลกั อาํ นาจอธิปไตย หลักความเสมอภาค หลักนติ ิรัฐและนติ ธิ รรม
หลกั เหตุผล หลักการประนีประนอมและหลกั การยอมรับความคิดเห็นตา ง
เพือ่ การอยรู วมกันอยา งสนั ติ สามัคคี ปรองดอง สมานฉนั ท

เรอื่ งที่ 7 การมสี ว นรว มในการปอ งกันและปราบปรามการทจุ รติ
บทท่ี 4 สทิ ธิมนษุ ยชน

เรอ่ื งที่ 1 หลกั สิทธมิ นษุ ยสากล

เร่อื งท่ี 2 สิทธิมนษุ ยชนในประเทศไทย
เรื่องท่ี 3 แนวทางการปฏิบตั ติ นตามหลักสทิ ธมิ นษุ ยชน
บรรณานกุ รม

คณะทาํ งาน

ส่อื ประกอบการเรียนรู

1. หนังสือ ศาสนาสากล
2. ซีดี ศาสนาพทุ ธ

ศาสนาครสิ ต
ศาสนาอสิ ลาม

ศาสนาฮนิ ดู
3. หนังสอื วัฒนธรรม ประเพณีในสงั คมไทย
4. หนังสือวัฒนธรรม ประเพณขี องประเทศตา ง ๆ ในโลก

5. คอมพิวเตอร อินเทอรเ นต็

ห น า | 1

บทที่ 1 ศาสนาในโลก

สาระสําคัญ

ศาสนาตาง ๆ ในโลกมีคุณคาและเปนประโยชนตอชาวโลก เพราะกอใหเกิดจริยธรรมเปน
แนวทางการดําเนินชีวิต ทําใหมนุษยสามารถปกครองตนเองได ชวยใหสังคมดีขึ้น สําหรับประเทศไทยมี
ผูนับถือศาสนาพุทธมากท่ีสุด รองลงมา คือ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต ศาสนาฮินดู และศาสนาซิกข
แตในโลกมีผูนับถือศาสนาคริสตมากที่สุด รองลงมา คือ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ
การศึกษาคําสอนศาสนาตาง ๆ ของศาสนิกชน เพ่ือนํามาประพฤติสงผลใหสังคมมีความสุข ศาสนา
ทุกศาสนาลวนสัง่ สอนใหคนเปนคนดี เมื่อสงั คมเกดิ ความขดั แยงควรรบี หาทางแกไข โดยการนําคําสอนทาง
ศาสนามาประพฤตปิ ฏบิ ตั ิจงึ จะสงผลใหสงั คมเกดิ ความสงบสขุ ตลอดไป

ผลการเรียนที่คาดหวัง

1. มีความรูความเขา ใจศาสนาทสี่ ําคญั ๆ ในโลก
2. มีความรคู วามเขา ใจในหลกั ธรรมสําคัญของแตละศาสนา
3. เหน็ ความสาํ คัญในการอยูรว มกับศาสนาอ่ืนอยางสันติสุข
4. ประพฤตปิ ฏิบัติตนสงผลใหส ามารถอยรู ว มกนั กบั ศาสนาอื่นอยา งสันตสิ ุข
5. ฝกปฏิบัติพัฒนาจิตเพ่ือใหสามารถพัฒนาตนเองใหมีสติปญญาในการแกปญหาตาง ๆ และ

พฒั นาตนเอง

ขอบขายเนอื้ หา

บทท่ี 1 ศาสนาในโลก
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายคุณคาและประโยชนข องศาสนา
เร่อื งที่ 2 พทุ ธประวตั ิและหลกั ธรรมคาํ สอนของพทุ ธศาสนา
เรอ่ื งท่ี 3 ประวตั ิศาสดาและคําสอนของศาสนาอสิ ลาม
เรื่องท่ี 4 ประวตั ศิ าสดาและคาํ สอนของศาสนาครสิ ต
เรื่องท่ี 5 ประวัตศิ าสนาพราหมณ - ฮนิ ดู และคาํ สอน
เรอ่ื งท่ี 6 ประวัตศิ าสดาและคําสอนของศาสนาซกิ ข
เรอ่ื งที่ 7 การเผยแพรศาสนาตาง ๆ ในโลก
เรอ่ื งท่ี 8 กรณีตวั อยางปาเลสไตน
เรอ่ื งที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขดั แยงทางศาสนา
เรอ่ื งท่ี 10 หลักธรรมในแตละศาสนาทสี่ งผลใหอ ยรู ว มกบั ศาสนาอืน่ ไดอยา งมีความสขุ
เรอ่ื งท่ี 11 วธิ ฝี กปฏิบตั พิ ฒั นาจิตในแตล ะศาสนา

สื่อประกอบการเรียนรู

ซีดศี าสนาสากล
เอกสารศาสนาสากลและความขัดแยงในปาเลสไตน

ห น า | 2

เรอื่ งท่ี 1 ความหมายคุณคา และประโยชนของศาสนา

ความหมายของศาสนา

ศาสนา คอื คําสอนทศ่ี าสดานาํ มาเผยแผ สัง่ สอน แจกแจง แสดงใหมนษุ ยเ วนจากความช่ัว กระทํา
แตค วามดี ซึ่งมนษุ ยย ดึ ถือปฏบิ ตั ติ ามคาํ สอน นัน้ ดวยความเคารพเลือ่ มใสและศรัทธา คําสอนดังกลาวจะมี
ลกั ษณะเปน สัจธรรม ศาสนามคี วามสําคัญตอบุคคลและสังคม ทําใหมนุษยทุกคนเปนคนดีและอยูรวมกัน
อยางสันติสุข ศาสนาในโลกน้ีมีอยูมากมายหลายศาสนาดวยกัน แตวัตถุประสงคอันสําคัญยิ่งของทุก ๆ
ศาสนาเปนไปในทางเดียวกนั กลา วคือ จูงใจใหคนละความชั่ว ประพฤติความดีเหมือนกันหมด หากแตวา
การปฏบิ ตั ิพธิ กี รรมยอ มแตกตา งกันตามความเชอ่ื ถอื ของแตละศาสนา

คุณคา ของศาสนา

1. เปน ทีย่ ดึ เหนี่ยวจติ ใจของมนษุ ย
2. เปน บอเกดิ แหงความสามัคคีของหมูคณะและในหมูมนุษยชาติ
3. เปน เคร่อื งดบั ความเรา รอ นใจ ทําใหส งบรมเยน็
4. เปน บอเกดิ แหงจรยิ ธรรมศีลธรรมและคณุ ธรรม
5. เปน บอ เกดิ แหงการศกึ ษาขนบธรรมเนียมประเพณีอนั ดีงาม
6. เปน ดวงประทีบสองโลกทีม่ ดื มดิ อวชิ ชาใหกลับสวางไสวดวยวชิ ชา

ประโยชนข องศาสนา

ศาสนามีประโยชนมากมายหลายประการ กลา วโดยสรุปมี 6 ประการ คือ
1. ศาสนาเปนแหลงกําเนิดจริยธรรม ศาสนาทุกศาสนา สอนใหเราทราบวา อะไรคือความช่ัว
ทีค่ วรละเวน อะไรคือความดีที่ควรกระทํา อะไรคือสิ่งท่ีบุคคลในสังคมพึงปฏิบัติ เพ่ือใหอยูรวมกันอยางมี
ความสุข ดังนั้น ทกุ ศาสนาจงึ เปนแหลง กาํ เนดิ แหงความดที ั้งปวง
2. ศาสนาเปนแนวทางการดําเนินชีวิต ทุกศาสนาจะวางหลักการดําเนินชีวิตเปนขั้น ๆ
เชน พระพุทธศาสนาวางไว 3 ขนั้ คอื ขน้ั ตน เนนการพึง่ ตนเองไดมีความสุขตามประสาชาวโลก ขั้นกลางเนน
ความเจริญกา วหนาทางคุณธรรม และข้ันสงู เนน การลด ละ โลภ โกรธ หลง
3. ศาสนาทําใหผูนับถือปกครองตนเองได หลักคําสอนใหรูจักรับผิดชอบตนเองคนท่ีทําตาม
คาํ สอนทางศาสนาเครง ครัด จะมีหริ โิ อตตปั ปะ ไมท ําช่วั ท้งั ท่ีลบั และที่แจง เพราะสามารถควบคุมตนเองได
4. ศาสนาชวยใหสังคมดีขึ้น คําสอนทางศาสนาเนนใหคนในสังคมเวนจากการเบียดเบียนกัน
เอารดั เอาเปรยี บกนั สอนใหเ อือ้ เฟอ เผื่อแผ มีความซ่ือสัตยสุจริตตอกัน เปนเหตุใหสังคมมีความสงบสันติ
ย่ิงข้นึ สอนใหอ ดทน เพียรพยายามทาํ ความดี สรางสรรคผลงานและประโยชนใ หก บั สงั คม
5. ศาสนาชวยควบคมุ สงั คมดีขน้ึ ทกุ สงั คมจะมรี ะเบียบขอบงั คับจารีตประเพณแี ละกฎหมายเปน
มาตรการควบคุมสงั คมใหสงบสขุ แตส ิ่งเหลา น้ีไมส ามารถควบคุมสังคมใหสงบสุขแทจริงได เชน กฎหมาย
ควบคมุ ไดเ ฉพาะพฤติกรรมทางกายและทางวาจาเทานน้ั ไมส ามารถลึกลงไปถงึ จติ ใจได ศาสนาเทา น้นั จึงจะ
ควบคมุ คนไดทงั้ กาย วาจา และใจ

ห น า | 3

ศาสนาในประเทศไทย ศาสนาพทุ ธ เปนศาสนาประจําชาติไทย มีผูนับถือมากท่ีสุด รองลงมา คือ
ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต ศาสนาพราหมณ - ฮินดู และศาสนาซิกข รายละเอียดของแตละศาสนา
ดังตอไปนี้ คือ

เรือ่ งที่ 2 พุทธประวตั ิและหลักธรรมคาํ สอนของพทุ ธศาสนา

พระพุทธศาสนาเชอ่ื เรื่องการเวียนวาย ตาย เกิด ในวฏั สงสาร ถา สตั วโ ลกยงั มกี เิ ลส คือ โลภ โกรธ หลง
จะตองเกิดในไตรภูมิ คือ 3 โลก ไดแก นรกภูมิ โลกมนุษย และเทวโลก และในการเกิดเปนพระพุทธเจา
เพอ่ื ทจ่ี ะโปรดสัตวโลกใหบารมีสมบรู ณ จึงจะเกิดเปนพระพุทธเจา ใหพระพุทธเจาไดบําเพ็ญบารมีมาทุกภพ
ทกุ ชาตแิ ละบาํ เพญ็ บารมีอยา งยงิ่ ยวดใน 10 ชาตสิ ดุ ทาย เรยี กวา ทศชาติ ซง่ึ ไดกลาวไวในพระสุตตันตปฎก
โดยมคี วามยอ ๆ ดงั นี้

1. เตมยี ช าดก

เปนชาดกท่ีแสดงถึง การบําเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ การออกบวช ความวา พระเตมียเกิดใน
ตระกลู กษตั รยิ  แตทรงเกรงวาจะตองขน้ึ ครองราชยเปน พระราชา เพราะทรงเห็นการลงโทษโจรตามคําสั่ง
ของพระราชา เชน เฆย่ี นบาง เอาหอกแทงบาง พระองคจ ึงทรงแกลงเปน งอ ยเปล้ยี หูหนวก เปนใบ ไมพดู จากับ
ใครพระราชาปรึกษากับพราหมณใหน าํ พระองคไปฝงเสยี พระมารดาทรงคัดคาน แตไ มส าํ เรจ็ จึงทรงขอให
พระเตมยี  ครองราชย 7 วัน เผื่อพระองคจ ะตรสั บา ง ครัน้ ครบ 7 วนั แลว พระเตมียก ็ไมตรสั ดังนั้น สารถีจึง
นาํ พระเตมยี ไปฝง ตามคําส่ังของพระราชา ขณะกําลังขุดหลุมพระเตมียลงจากรถ และตรัสปราศรัยแจงวา
พระองคตองการจะบวช ไมตองการเปนพระราชา จากนั้นสารถีกลับไปบอกพระราชา พระราชาจึงเชิญ
พระเตมียก ลบั ไปครองราชย พระเตมยี ก ลบั เทศนาส่งั สอนจนพระชนก ชนนี และบริวาร พากนั เลอ่ื มใสออก
บวชตาม

2. มหาชนกชาดก
ชาดกเรื่องนี้แสดงถึง การบาํ เพญ็ วิริยบารมี คือ ความเพียร ใจความสําคัญ คือ พระมหาชนก-

ราชกุมาร เดนิ ทางไปทางทะเล เรอื แตก คนท้งั หลายจมน้ําตายบาง เปนเหยื่อของสัตวนํ้าบาง แตพระองค
ไมท รงละความอตุ สาหะ ทรงวา ยนาํ้ โดยกาํ หนดทศิ ทางแหง กรุงมิถลิ า ในทีส่ ุดก็ไดรอดชวี ติ กลับไปกรุงมิถิลาได
ชาดกเรื่องนี้ เปนท่ีมาแหง ภาษติ ท่วี า เปน ชายควรเพียรราํ่ ไปอยาเบ่ือหนา ย (ความเพียร) เสีย เราเห็นตัวเอง
เปนไดอ ยางท่ีปรารถนา ขึน้ จากน้าํ มาสบู กได

3. สวุ รรณสามชาดก
ชาดกเรือ่ งนีแ้ สดงถงึ การบําเพ็ญเมตตาบารมี คือ การแผไมตรีจิตคิดจะใหสัตวท้ังปวงเปนสุข

ทว่ั หนา มเี รอ่ื งเลา วา สุวรรณสาม เลี้ยงมารดาบดิ าของตนซึง่ เสยี จกั ษุในปา และเน่ืองจากเปนผูเมตตาปรารถนาดี
ตอ ผูอืน่ หมูเ นื้อกเ็ ดนิ ตามแวดลอมไปในที่ตาง ๆ วันหนึ่งถูกพระเจากรุงพาราณสี ชื่อ พระเจากบิลยักษ ยิงเอา
ดวยธนู ดวยเขาพระทัยผิด ภายหลังเมื่อทราบวาเปนมาณพ ผูเล้ียงมารดา บิดา ก็สลดพระทัย จึงไปจูง
มารดาของสุวรรณสามมา มารดา บิดาของสุวรรณสามก็ต้ังสัจจกริยาอางคุณความดีของสุวรรณสาม
สวุ รรณสามก็ฟนคนื สตแิ ละไดสอนพระราชา แสดงคติธรรมวา ผูใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรม แมเทวดาก็

ห น า | 4

ยอมรักษาผูนั้น ยอมมีคนสรรเสริญในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแลวก็ไปเกิดในสวรรค ตอจากน้ัน เม่ือพระราชา
ขอใหสั่งสอนตอไปอกี ก็สอนใหท รงปฏิบัติธรรมปฏิบัตชิ อบในบคุ คลทัง้ ปวง

4. เนมิราชชาดก
ชาดกเรอ่ื งน้ีแสดงถงึ การบําเพญ็ อธิษฐานบารมี คือ ความตง้ั ใจมน่ั คง มเี รื่องเลาวา เนมิราช ไดข้ึน

ครองราชยต อจากพระราชบิดา ทรงบาํ เพญ็ คณุ งามความดี เปนท่ีรักของมหาชน และในท่ีสุดเมื่อทรงมอบ
ราชสมบัติแกพระราชโอรส เสด็จออกผนวชเชนเดียวกับท่ีพระราชบิดาของพระองคเคยทรงบําเพ็ญมา
ทอดพระเนตรเห็นเสนพระเกศาหงอกบางกส็ ลดพระทยั ในสังขารจงึ ทรงออกผนวช

5. มโหสถชาดก
ชาดกเรอ่ื งนี้แสดงถงึ การบําเพ็ญปญ ญาบารมี คือ มีปญ ญาลา้ํ เลิศ มีเร่ืองเลาวา มโหสถบัณฑิต

เปนทปี่ รึกษาหนุม ของพระเจาวเิ ทหะ แหง กรุงมถิ ลิ า ทา นมคี วามฉลาดรู สามารถแนะนาํ ในปญหาตาง ๆ ได
อยางถกู ตองรอบคอบ เอาชนะทป่ี รึกษาอนื่ ๆ ที่รษิ ยาใสความดวยความดี ไมพยาบาท อาฆาตครั้งหลัง ใช
อุบายปองกนั พระราชาจากราชศัตรู และจับราชศัตรซู ่ึงเปนกษัตรยิ พ ระนครอ่นื ได

6. ภรู ทิ ตั ชาดก
ชาดกเรอ่ื งนแี้ สดงถึง การบาํ เพ็ญศลี บารมี คอื การรกั ษาศลี มีเรื่องเลาวา ภูรทิ ัตตนาคราช ไปจําศีล

อยูริมฝงแมนํ้ายมุนา ยอมอดทนใหหมองูจับไปทรมานตาง ๆ ท้ังท่ีสามารถจะทําลายหมองูไดดวยฤทธ์ิ
ดวยความทมี่ ีใจมัน่ ตอ ศลี ของตนในท่ีสดุ กไ็ ดอ สิ รภาพ

7. จันทกุมารชาดก
ชาดกเรื่องนแ้ี สดงถึง การบําเพ็ญขนั ติบารมี คือ ความอดทน จนั ทกมุ าร เปนโอรสของพระเจา-

เอกราช พระองคท รงชว ยประชาชนใหพ น จากคดี ซง่ึ กณั ฑหาลพราหมณราชปุโรหิต เปนผรู บั สินบนตดั สนิ คดี
ขาดความเปน ธรรม สงผลใหก ณั ฑหาลพราหมณผ ูกอาฆาตพยาบาท วนั หนึ่งพระเจาเอกราช ทรงพระสุบิน
เหน็ ดาวดึงสเ ทวโลก เมื่อทรงต่ืนบรรทม ทรงพระประสงคเดินทางไปดาวดึงสเทวโลก จึงตรัสถามกัณฑหาล-
พราหมณ กณั ฑหาลพราหมณ จงึ กราบทูลแนะนําใหต ัดพระเศียรโอรส ธิดา มเหสี บูชายัญ แมใครจะทัดทาน
ขอรองก็ไมเปนผล รอนถึงทาวสักกะ (พระอินทร) ตองมาช้ีแจงใหหายเขาใจผิดวา วิธีน้ีไมใชทางไปสวรรค
มหาชน จึงรุมฆากัณฑหาลพราหมณ และเนรเทศพระเจา เอกราช แลวกราบทูลเชญิ จันทกมุ ารขึน้ ครองราชย

8. นารทชาดก
ชาดกเรื่องน้ีแสดงถึง การบําเพ็ญอุเบกขาบารมี คือ การวางเฉย พระพรหมนารถ ไดชวยให

พระเจา อังคตริ าช แหงกรุงมถิ ลิ ามหานคร พนจากความคิดเห็นผิดที่ไดรับคําสอนจากคุณาชีวก วารูปกาย
ของคน สตั ว เปน ของเทีย่ ง แมต ัดศีรษะผอู ื่นแลวไมบาป สขุ ทุกขเกิดไดเองไมมีเหตุ คนเราเวยี นวา ยตายเกิด
หนักเขาก็บริสุทธ์ิเอง เม่ือพระองคมีความเห็น ดังน้ัน พระเจาอังคติราชจึงส่ังใหร้ือโรงทาน และมัวเมาใน
โลกยี  รอ นถึงพระธดิ า คอื พระนางรุจา ทรงหว งพระบิดา จึงสวดออนวอน ขอใหพระบิดาพนจากความมัวเมา
รอ นถึง พระพรหมนาทร ทรงจําแลงกายเปน นักบวช ทรงสอนใหพระเจาอังคติราชใหกลับความเห็นที่ผิดมา
บาํ เพ็ญกศุ ลถือศีล ทําทานปกครองเมอื งโดยสงบรมเยน็

9. วิทรู ชาดก
ชาดกเรอื่ งนแ้ี สดงถงึ การบําเพญ็ สจั จบารมี คือ ความซ่ือสัตย บัณฑิต มีหนาที่ถวายคําแนะนํา

แกพระเจาธนัญชัยโกรพั ยะ ซึง่ เปนพระราชาทีค่ นนบั ถือมาก ครั้งหนึง่ ปุณณกยกั ษมาทา พระเจา ธนัญชัยโกทพั ยะ
เลน สกา ถาแพจะถวายมณรี ัตนะอันวเิ ศษ ถา พระราชาแพต องใหส ง่ิ ทีป่ ณุ ณกยักษต องการ ในทสี่ ุดพระราชาแพ
ปณุ ณกยกั ษข อตัววฑิ รู บณั ฑติ พระราชาหนวงเหนี่ยวประการใดไมส าํ เร็จ วิฑรู บณั ฑติ รกั ษาสัจจะไปกับยักษ

ห น า | 5

ในท่สี ดุ แม แมยกั ษจะทาํ อยางไรวิฑูรบณั ฑติ ก็ไมตายกบั แสดงธรรม จนยกั ษเ ลอ่ื มใสและไดก ลบั คืนบานเมอื ง
มกี ารฉลองรับขวญั เปน การใหญ

10. เวสสันดรชาดก
เปนชาตสิ ุดทายของพระพทุ ธเจา ชาตติ อไปจึงจะเกิดเปน พระพทุ ธเจาชาดกเรอื่ งนี้ แสดงถึงการ

บาํ เพญ็ ทานบารมี คือ การบริจาคทาน มีเรือ่ งเลาวา พระเวสสันดรผูใจดี บริจาคทุกอยางที่มีคนขอ ครั้งหน่ึง
ประทานชางเผือกคูบ านคเู มืองแกพ ราหมณ ชาวกาลิงคะ ซึ่งตอมาขอชางไปเพอ่ื ใหเ มอื งของตนหายจากฝนแลง
แตป ระชาชนโกรธ ขอใหเ นรเทศพระราชบิดา จึงจาํ พระทยั ตอ งเนรเทศพระเวสสนั ดร ซ่งึ พระนางมัทรีพรอม
ดวยพระโอรสธิดาไดตามเสด็จไปดวย เม่ือชูชกไปขอสองกุมารก็ประทานใหอีก ภายหลังพระเจาสัญชัย
พระราชบดิ าไดทรงไถส องกมุ ารจากชูชก และเสด็จไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับกรุง (เรื่องนี้
แสดงการเสียสละสวนนอย เพ่ือประโยชนสวนใหญ คือ การตรัสรู เปนพระพุทธเจา อันจะเปนทางใหได
บําเพญ็ ประโยชนส วนรวมได มิใชเ สยี สละโดยไมม จี ุดมงุ หมายหรอื เหตผุ ล)

ประวตั พิ ระพทุ ธเจา

พระพุทธเจา ทรงมพี ระนามเดิมวา “สทิ ธัตถะ” ทรงเปนพระราชโอรสของ “พระเจาสุทโธทนะ”
กษตั รยิ ผ ูครองกรุงกบลิ พัสดุ แควน สักกะ และ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของกษัตริยราชสกุล
โกลิยวงศ แหง กรุงเทวทหะ แควน โกลิยะ

ในคืนที่พระพุทธเจาเสด็จปฏิสนธิในครรภพระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตวา
มีชา งเผือกมงี าสามคูไดเขามาสูพระครรภ ณ ที่บรรทม กอนที่พระนางจะมีพระประสูติกาลที่ใตตนสาละ

ห น า | 6

ณ สวนลุมพินวี นั เมื่อวนั ศุกร ข้นึ สบิ หาคาํ่ เดือนวสิ าขะ ปจอ 80 ปก อนพทุ ธศักราช (ปจจุบันสวนลุมพินีวัน
อยูในประเทศเนปาล)

ทันทีที่ประสูติเจาชายสิทธัตถะ ทรงดําเนินดวยพระบาท 7 กาว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับ
พระบาท พรอ มเปลง วาจาวา “เราเปนเลิศท่ีสดุ ในโลก ประเสรฐิ ทส่ี ุดในโลก การเกดิ คร้งั นเี้ ปนคร้ังสุดทาย
ของเรา” แตหลังจากเจาชายสิทธัตถะประสูติกาลไดแลว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย
เจาชายสิทธตั ถะ จึงอยูในความดแู ลของพระนางประชาบดีโคตมี ซง่ึ เปน พระกนษิ ฐาของพระนางสริ ิมหามายา

ท้ังนี้ พราหมณทั้ง 8 ไดทํานายวา เจาชายสิทธัตถะมีลักษณะเปนมหาบุรุษ คือ หากดํารงตนใน
ฆราวาส จะไดเปน จักรพรรดิ ถาออกบวชจะไดเ ปนศาสดาเอกของโลก แตโกณฑัญญะพราหมณผูอายุนอย
ท่ีสุดในจํานวนนั้นยืนยันหนักแนนวาพระราชกุมารสิทธัตถะ จะเสด็จออกบวชและจะไดตรัสรูเปน
พระพทุ ธเจาแนน อน

ชวี ิตในวยั เดก็

เจา ชายสิทธัตถะ ทรงศึกษาเลาเรียนจนจบศิลปศาสตรทั้ง 18 ศาสตร ในสํานักครูวิศวามิตรและ
เนอ่ื งจากพระบดิ าไมป ระสงคใ หเ จา ชายสทิ ธตั ถะเปนศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทําใหเจาชายสิทธัตถะ
พบเหน็ แตค วามสขุ โดยการสรางปราสาท 3 ฤดู ใหอ ยูป ระทบั และจดั เตรยี มความพรอ มสาํ หรบั การราชาภิเษก
ใหเจาชายข้ึนครองราชย เม่ือมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพาหรือยโสธรา
พระธดิ าของพระเจากรงุ เทวทหะ ซึ่งเปนพระญาตฝิ ายมารดา จนเมือ่ มีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพา
ไดใ หประสตู ิพระราชโอรสมีพระนามวา “ราหลุ ” ซง่ึ หมายถงึ “บว ง”

เสดจ็ ออกผนวช

ห น า | 7

วันหน่งึ เจาชายสิทธตั ถะ ทรงเบื่อความจําเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถมาประพาสอุทยาน
ครั้งน้ันไดทอดพระเนตรเห็นคนแก คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค) ท่ีแปลงกายมา
พระองคจ งึ ทรงคิดไดว าน่เี ปน ธรรมดาของโลก ชวี ิตของทุกคนตองตกอยูในสภาพ เชนน้ัน ไมมีใครสามารถ
หลีกเลย่ี งเกดิ แก เจ็บ ตายได จงึ ทรงเหน็ วา ความสขุ ทางโลกเปนเพียงภาพมายา เทานั้น และวิถีทางที่จะ
พนจากความทุกข คือ ตองครองตนเปนสมณะ ดังนั้น พระองคจึงใครจะเสด็จออกบรรพชา ในขณะท่ีมี
พระชนมายุ 29 พรรษา

ครานนั้ พระองคไ ดเ สดจ็ ไปพรอ มกบั นายฉนั ทะ สารถีซึ่งเตรยี มมา พระทีน่ ั่งนามวา กัณฑกะ มุงตรง
ไปยังแมนํ้าอโนมานที กอนจะประทับน่ังบนกองทรายทรงตัดพระเมาลีดวยพระขรรคและเปลี่ยนชุด
ผา กาสาวพัตร (ผายอ มดว ยรสฝาดแหงตน ไม) และใหน ายฉนั ทะนาํ เคร่อื งทรงกลับพระนคร กอนที่พระองค
จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ (การเสด็จออกเพ่ือคุณอันยิ่งใหญ) ไปโดยเพียงลําพัง เพ่ือมุงพระพักตรไป
แควน มคธ

บาํ เพ็ญทุกรกิรยิ า

หลงั จากทรงผนวชแลว พระองคมุงไปท่ีแมน้ําคยา แควนมคธ ไดพยายามเสาะแสวงทางพนทุกข
ดวยการศึกษาคนควาทดลองในสํานักอาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสรามบุตร เมื่อเรียนจบทั้ง
2 สํานักแลว ทรงเหน็ วานยี่ ังไมใชทางพนทกุ ข

จากนั้นพระองคไดเ สด็จไปทแี่ มน้าํ เนรญั ชรา ในตําบลอรุ ุเวลาเสนานิคมและทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา
ดวยการขบฟนดว ยฟน กล้ันหายใจ และอดอาหารจนรา งกายซูบผอม แตหลังจากทดลองได 6 ป ทรงเห็นวา
น่ียังไมใชทางพนทุกขจึงทรงเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ดวยพระราชดําริตามที่
ทา วสกั กเทวราชไดเ สดจ็ ลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือ ดีดพิณสาย 1 ขึงไวตึงเกินไป เม่ือดีดก็จะขาด ดีดพิณ
วาระท่ี 2 ซึ่งขึงไวหยอน เสียงจะยืดยาด ขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดทายที่ขึงไวพอดี
จงึ มีเสยี งกังวานไพเราะ ดังนั้น จึงทรงพิจารณาเห็นวา ทางสายกลาง คอื ไมตงึ เกินไป และไมหยอนเกินไป น้ัน
คือ ทางท่จี ะนําสกู ารพนทุกข

หลงั จากพระองคเลกิ บาํ เพ็ญทกุ รกิริยา ทําใหพระปญ จวคั คียท ัง้ 5 ไดแ ก โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ
มหานามะ อสั สชิ ทมี่ าคอยรับใชพระองคด ว ยความคาดหวังวา เม่ือพระองคคนพบทางพนทุกข จะไดสอน
พวกตนใหบรรลุดวย เกิดเส่ือมศรัทธาที่พระองคลมเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ปาอิสิปตน-
มฤคทายวัน ตําบลสารนาถ เมืองพาราณสี

ห น า | 8

ตรสั รู

คราน้นั พระองคท รงประทบั นั่งขัดสมาธใิ ตตน พระศรมี หาโพธิ์ ณ อรุ เุ วลาเสนานิคม เมืองพาราณสี
หนั พระพกั ตรไปทางทิศตะวนั ออกและตงั้ จิตอธิษฐานดว ยความแนวแนวา ตราบใดที่ยงั ไมบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ
ก็จะไมลุกขึ้นจากสมาธบิ ลั ลังก แมจะมีหมูมารเขามาขัดขวาง แตก็พายแพพระบารมีของพระองคกลับไป
จนเวลาผา นไปในที่สดุ พระองคท รงบรรลรุ ูปฌาณ คือ

ยามตน หรือ ปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสตญิ าณ คือ สามารถระลึกชาติได
ยามสอง ทรงบรรลจุ ุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รูเ รื่องการเกิดการตายของสัตวท ั้งหลายวา
เปนไปตามกรรมที่กําหนดไว
ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรูที่ทําใหสิ้นอาสวะหรือกิเลสดวยอริยสัจ 4 ไดแก
ทกุ ข สมุทัย นโิ รธ และมรรค และไดต รสั รดู วยพระองคเ องเปน พระสัมมาสมั พุทธเจาและเปนศาสดาเอกของโลก
ซงึ่ วนั ท่พี ระสัมมาสัมพทุ ธเจา ตรสั รูตรงกับ วนั เพญ็ เดอื น 6 ขณะท่ีมีพระชนมายุ 35 พรรษา
แสดงปฐมเทศนา
หลงั จากพระสัมมาสมั พทุ ธเจาตรสั รแู ลว ทรงพิจารณาธรรมทพี่ ระองคต รสั รมู าเปนเวลา 7 สปั ดาห
และทรงเหน็ วาพระธรรมน้ันยากสําหรับบุคคลท่ัวไปท่ีจะเขาใจและปฏิบัติได พระองคจึงทรงพิจารณาวา
บุคคลในโลกน้ีมีหลายจําพวกอยางบัว 4 เหลา ที่มีท้ังผูท่ีสอนไดงายและผูท่ีสอนไดยาก พระองคจึงทรง
ระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบสผูเปนพระอาจารยจึงหวังเสด็จไปโปรดแตทั้งสองทานเสียชีวิตแลว
พระองคจ ึงทรงระลึกถึงปญจวคั คยี ท ้ัง 5 ทเ่ี คยมาเฝา รับใช จงึ ไดเ สด็จไปโปรดปญจวคั คียท่ปี า อิสิปตนมฤคทายวัน

ห น า | 9

ธรรมเทศนากณั ฑแ รกที่พระองคทรงแสดงธรรม คือ “ธัมมจกั กปั ปวัตตนสตู ร” แปลวา สูตรของ
การหมุนวงลอแหงพระธรรมใหเปน ไป ซึ่งถือเปน การแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกในวันเพ็ญ 15 ค่ํา เดือน 8
ซ่ึงตรงกบั วนั อาสาฬหบูชา

ในการนพ้ี ระโกณฑญั ญะไดธรรมจกั ษุ คือ ดวงตาเห็นธรรมเปนคนแรก พระพุทธองคจึงทรงเปลง
วาจาวา “อัญญาสิวตโกณฑัญโญ” แปลวา โกณฑัญญะไดรูแลว ทานโกณฑัญญะจึงไดสมญาวา อัญญา
โกณฑญั ญะ และไดรับการบวชเปนพระสงฆองคแรกในพระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจา
บวชใหว า “เอหิภิกขอุ ุปสมั ปทา”

หลังจากปญจวัคคียอุปสมบทท้ังหมดแลว พุทธองคจึงทรงเทศนอนัตตลักขณสูตร ปญจวัคคีย
จงึ สําเร็จเปนอรหนั ตใ นเวลาตอ มา

การเผยแผพระพุทธศาสนา

ตอมาพระพุทธเจาไดเทศนพระธรรมเทศนาโปรดแกสกุลบุตร รวมทั้งเพ่ือนของสกุลบุตรจนได
สาํ เรจ็ เปนพระอรหนั ตท งั้ หมดรวม 60 รปู

พระพุทธเจาทรงมพี ระราชประสงคจ ะใหมนษุ ยโลกพนทุกขพนกิเลส จึงตรัสเรียกสาวกทั้ง 60 รูป
มาประชุมกันและตรัสใหสาวก 60 รูป จาริกแยกยายกันเดินทางไปประกาศศาสนา 60 แหง โดยลําพังใน
เสน ทางที่ไมซํ้ากัน เพอื่ ใหส ามารถเผยแผพระพทุ ธศาสนาในหลายพ้ืนท่อี ยางครอบคลมุ สว นพระองคเองได
เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตําบลอุรุเวลาเสนานคิ ม

หลงั จากสาวกไดเ ดนิ ทางไปเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาในพืน้ ทตี่ าง ๆ ทาํ ใหมผี ูเลื่อมใสพระพุทธศาสนา
เปน จํานวนมาก พระองคจ งึ ทรงอนุญาตใหสาวกสามารถดําเนินการบวชไดโดยใชวิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา”
คือ การปฏิญาณตนเปนผูถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝงลึกและแพรหลายในดินแดน
แหง นัน้ เปนตน มา

ห น า | 10

เสดจ็ ดับขนั ธปรนิ ิพพาน

พระสัมมาสัมพุทธเจา ไดทรงโปรดสัตวและแสดงพระธรรมเทศนาตลอดระยะเวลา 45 พรรษา
ทรงสดบั วา อีก 3 เดือนขา งหนา จะปรินิพพาน จึงไดทรงปลงอายสุ งั ขาร ขณะนน้ั พระองคไดประทับจําพรรษา
ณ เวฬคุ าม ใกลเ มืองเวสาลี แควนวชั ชี โดยกอนเสดจ็ ดับขนั ธปรนิ พิ พาน 1 วัน พระองคไดเสวยสุกรมัททวะ
ทีน่ ายจุนทะทาํ ถวาย แตเกดิ อาพาธลง ทาํ ใหพ ระอานนทโ กรธ แตพระองคต รสั วา “บิณฑบาตที่มีอานสิ งสทีส่ ุด”
มี 2 ประการ คอื เม่อื ตถาคต (พุทธองค) เสวยบิณฑบาตแลวตรสั รูและปรินิพพาน” และมีพระดํารัสวา “โย โว
อานนท ธมม จ วนิ โย มยา เทสิ โต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา” อันแปลวา “ดูกอนอานนท ธรรม
และวนิ ัยอนั ท่เี ราแสดงแลว บัญญัติแลวแกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยจักเปนศาสดาของเธอท้ังหลายเม่ือเรา
ลวงลบั ไปแลว ”

พระพุทธเจาทรงประชวรหนักแตทรงอดกล้ันมุงหนาไปเมืองกุสินารา ประทับ ณ ปาสาละ เพื่อ
เสด็จดับขันธปรินิพพาน โดยกอนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น พระองคไดอุปสมบทแกพระสุภัททะ-
ปรพิ าชก ซึ่งถือไดว า “พระสุภทั ทะ” คอื สาวกองคสุดทา ยที่พระพุทธองคท รงบวชใหใ นทามกลางคณะสงฆ
ท้งั ท่ีเปนพระอรหนั ตแ ละปถุ ุชนจากแควน ตาง ๆ รวมทั้งเทวดาทมี่ ารวมตวั กนั ในวันนี้

ในครานั้นพระองคท รงมปี จฉิมโอวาทวา “ดูกอนภกิ ษุท้งั หลาย เราขอบอกเธอทั้งหลายสังขารท้ังปวง
มีความเส่ือมสลายไปเปนธรรมดา พวกเธอจึงทําประโยชนตนเองและประโยชนของผูอ่ืนใหสมบูรณดวย
ความไมประมาทเถดิ ” (อปปมาเทนสมปาเทต)

จากน้นั ไดเสดจ็ ดบั ขันธป รนิ พิ พานใตตน สาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหลามัลลกษัตริย เมืองกุสินารา
แควนมัลละ ในวันข้ึน 15 ค่ําเดือน 6 รวมพระชนมายุ 80 พรรษา และวันน้ีถือเปนการเร่ิมตนของ
พุทธศกั ราช

ห น า | 11

สรปุ หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา
พระพทุ ธศาสนาเปนศาสนาประเภทเทวนยิ ม คอื ไมน บั ถอื พระเจา พระสัมมาสมั พทุ ธเจา ทรงตรัสรู

ความจรงิ ของชวี ติ วา องคประกอบของชวี ติ มนษุ ยประกอบดวยรูปและนามเทานน้ั
รปู และนามเมอื่ ขยายความกจ็ ะเปน รปู จติ และเจตสิก จากรูปจิตและเจตสิกกข็ ยายความดว ยขันธ 5

ไดแก รปู ขนั ธ วญิ ญาณขันธ เวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ และสงั ขารขันธ สรุปไดด ังแผนภมู อิ งคป ระกอบของชวี ิต

แผนภูมแิ สดงองคป ระกอบของชีวติ มนุษย
จากแผนภูมิองคประกอบของชีวิตมนุษยดังกลาว ในทางพระพุทธศาสนาอธิบายวา ชีวิต คือ
ความเปน อยขู องรา งกาย (รปู ) จิตและเจตสิก (นาม) โดยอาศัยความเปนผูนําเกิดและตามรักษาดํารงชีวิต
และการกระทําตาง ๆ ไดโดยอาศยั จติ และเจตสิกเปนผูก าํ หนด
รปู คือ รางกายเปน ธรรมชาตทิ ่ีไมมีความรสู ึกนึกคดิ ใด ๆ ทัง้ สน้ิ
นาม คอื สว นท่ีเปนจติ และเจตสกิ เปนธรรมชาติท่รี ับรสู ิง่ ตาง ๆ และสามารถนึกคิดเร่ืองราวสง่ิ ตาง ๆ ได
จิต คอื ธรรมชาติทร่ี ูอารมณ ทําหนาที่เห็น ไดยิน รูรส รูกล่ิน รูสึกตอการสัมผัส ถูกตองทางกาย
และรูสกึ คิดทางใจ
เจตสิก คือ ธรรมชาตทิ รี่ ูสกึ นกึ คิดเรอ่ื งราวสงิ่ ตา ง ๆ
เมอื่ แยกรปู และนามใหละเอียดขึ้นกจ็ ะอธบิ ายดวยขนั ธ 5 คอื
รปู ขนั ธ (รูป) หมายถึง อวยั วะนอ ยใหญ หรือกลุม รูปทม่ี ีอยใู นรางกายทัง้ หมดของเรา
วิญญาณขนั ธ (จติ ) หมายถงึ ธรรมชาตทิ ่รี ับรูสิ่งตา ง ๆ ทมี่ าปรากฏทางตา หู จมูก ล้ิน กายใจ อีก
ท้ังเปน ธรรมชาตทิ ีท่ าํ ใหเ กดิ ความรสู ํานกึ คดิ ตา ง ๆ
เวทนาขนั ธ (เจตสกิ ) หมายถึง ความรูสึกเปนสขุ เปนทุกข ดใี จ เสียใจหรือเฉย ๆ
สัญญาขันธ (เจตสิก) หมายถงึ ธรรมชาติท่มี ีหนา ทใ่ี นการจํา หรือเปน หนวยความจําของจติ นน่ั เอง

ห น า | 12

สงั ขารขันธ (เจตสิก) หมายถงึ ธรรมชาตทิ ปี่ รงุ แตงจิตใหมลี กั ษณะตา ง ๆ เปนกุศลบาง การเกดิ ข้นึ ของ
จิต (วญิ ญาณขันธ) จะเกิดขน้ึ โดยมีเจตสิก (เวทนาขันธ สญั ญาขันธ สงั ขารขนั ธ) เกิดขน้ึ รวมดวยเสมอเฉพาะจิต
อยา งเดยี ว ไมสามารถรบั รหู รือนึกคิดอะไรไดเลย จติ และเจตสกิ จะแยกจากกันไมไ ด ตอ งเกดิ รวมกนั อิงอาศยั กัน
จิตแตล ะดวงทเ่ี กิดจะตอ งมเี จตสกิ เกิดรว มดวยเสมอ

จากความจริงของชีวิตที่พระพุทธองคทรงคนพบวา ชีวิตเปนเพียงองคประกอบของรูปและนาม
เทา นนั้ แตเหตทุ คี่ นเรามีความทุกขอ ยู เพราะความรสู กึ นึกคิดท่ีเปนเร่อื งเปน ราววา “มีเรามีเขา” ทําใหเกิด
การยดึ ม่นั ถือม่ันดวยอวชิ ชา (ความไมร )ู วา สภาพธรรมเทานั้นเปนเพียงรูปและนามท่ี “เกิดข้ึน ตั้งอยู แลว
ดับไป” เทา นนั้

1. หลักธรรมเพือ่ ความหลดุ พน เฉพาะตวั คือ อรยิ สจั 4
อริยสจั 4 แปลวา ความจริงอันประเสรฐิ มอี ยสู ปี่ ระการ คอื
1) ทุกข คือ สภาพที่ทนไดยากภาวะท่ีทนอยูในสภาพเดิมไมไดสภาพท่ีบีบคั้น ไดแก ชาติ

(การเกดิ ) ชรา (การแก การเกา) มรณะ (การตาย การสลายไป การสญู สิ้น) การประสบกบั ส่งิ อนั ไมเ ปน ทีร่ ัก
พลดั พรากจากสง่ิ อนั เปนท่รี กั การปรารถนาส่งิ ใดแลว ไมสมหวังในสิ่งน้นั กลา วโดยยอ ทกุ ข ก็คือ อุปาทานขันธ
หรอื ขันธ 5

2) ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุท่ีทําใหเกิดทุกข ไดแก ตัณหา 3 คือ กามตัณหา – ความทะยาน
อยากในกาม ความอยากไดทางกามารมณ, ภวตัณหา – ความทะยานอยากในภพ ความอยากเปนโนนเปนน่ี
ความอยากที่ประกอบดวย ภาวทิฏฐิ หรือสัสสตทิฏฐิ และวิภวตัณหา – ความทะยานอยากในความปรารถนา
จากภพ ความอยากไมเ ปน โนนไมเปน น่ี ความอยากท่ปี ระกอบดว ยวภิ วทฏิ ฐิ หรืออุจเฉททฏิ ฐิ

3) ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข ไดแก ดับสาเหตุท่ีทําใหเกิดทุกขกลาว คือ ดับตัณหาทั้ง 3
ไดอยางสน้ิ เชิง

4) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ แนวปฏิบัติที่นําไปสูหรือนําไปถึงความดับทุกข ไดแก มรรค
อันมีองคป ระกอบอยูแปดประการ คอื (1) สัมมาทฏิ ฐิ – ความเห็นชอบ (2) สัมมาสังกัปปะ – ความดําหริชอบ
(3) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ (4) สัมมากมั มนั ตะ - ทําการงานชอบ (5) สมั มาอาชวี ะ – เลี้ยงชพี ชอบ
(6) สัมมาวายามะ - พยายามชอบ (7) สมั มาสติ - ระลึกชอบ และ (8) สัมมาสมาธิ – ตั้งใจชอบ ซ่ึงรวมเรียก
อีกช่อื หนึ่งไดว า “มชั ฌมิ าปฏิปทา” หรอื ทางสายกลาง

2. หลกั ธรรมเพอื่ การอยูรวมกนั ในสังคม
1) สปั ปรุ สิ ธรรม 7
สัปปุรสิ ธรรม 7 คือ หลักธรรมของคนดีหรอื หลกั ธรรมของสัตตบุรษุ 7 ประการ ไดแก
(1) รูจักเหตหุ รือธัมมัตุ า หมายถงึ ความเปน ผรู จู ักเหตุ รจู ักวเิ คราะหหาสาเหตขุ องส่ิงตาง ๆ
(2) รจู ักผลหรอื อตั ถญั ุตา หมายถึง ความเปน ผูรูจักผลทเี่ กิดขน้ึ จากการกระทาํ
(3) รูจ ักตนหรืออัตตัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักตนทั้งในดานความรู คุณธรรมและ

ความสามารถ
(4) รูจักประมาณหรอื มตั ตัญุตา หมายถึง ความเปนผูรจู ักประมาณรจู กั หลกั ของความพอดี

การดําเนินชวี ติ พอเหมาะพอควร
(5) รูจกั กาลเวลาหรือกาลญั ตุ า หมายถงึ ความเปน ผรู จู กั กาลเวลา รจู ักเวลาไหนควรทาํ อะไร

แลว ปฏิบตั ิใหเหมาะสมกับเวลานัน้ ๆ

ห น า | 13

(6) รจู ักชุมชนหรือปริสัญตุ า หมายถึง ความเปน ผูรจู กั ปฏิบตั กิ ารปรับตนและแกไขตนให
เหมาะสมกับสภาพของกลมุ และชุมชน

(7) รจู ักบุคคลหรือปคุ คลัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักปฏิบัติตนใหเหมาะสมกับบุคคล
ซึ่งมีความแตกตางกัน

การที่บคุ คลไดน ําหลักสปั ปุริสธรรม 7 มาใชใ นการดาํ เนินชีวติ พบกบั ความสขุ ในชวี ิตได
2) อทิ ธิบาท 4

อิทธบิ าท 4 คอื หลักธรรมทน่ี ําไปสูความสาํ เรจ็ แหง กจิ การมี 4 ประการ คือ ฉันทะ วิรยิ ะ จติ ตะ
วมิ ังสา

(1) ฉนั ทะ คอื ความพอใจใฝร กั ใฝหาความรแู ละใฝส รางสรรค
(2) วิรยิ ะ คือ ความเพียรพยายามมคี วามอดทนไมท อ ถอย
(3) จิตตะ คือ ความเอาใจใสแ ละต้งั ใจแนว แนในการทาํ งาน
(4) วมิ ังสา คือ ความหม่นั ใชปญญาและสติในการตรวจตราและคิดไตรต รอง
3) กุศลธรรมบถ 10
กศุ ลกรรมบถ 10 เปน หนทางแหง การทาํ ความดีงามทางแหงกุศล ซ่ึงเปนหนทางนําไปสูความสุข
ความเจรญิ แบง ออกเปน 3 ทาง คอื กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3
1. กายกรรม 3 หมายถงึ ความประพฤตดิ ีทีแ่ สดงออกทางกาย 3 ประการ ไดแ ก

(1) เวนจากการฆาสัตว คือ การละเวนจากการฆาสัตว การเบียดเบียนกัน เปนผูเมตตา
กรณุ า

(2) เวน จากการลกั ทรัพย คอื เวน จากการลกั ขโมย เคารพในสทิ ธิของผูอ่ืน ไมหยิบฉวยเอา
ของคนอื่นมาเปนของตน

(3) เวน จากการประพฤติในกาม คือ การไมลวงละเมิดสามีหรือภรรยาผูอื่น ไมลวงละเมิด
ประเวณที างเพศ

2. วจีกรรม 4 หมายถึง การเปนผูมีความประพฤติดีซ่ึงแสดงออกทางวาจา 4 ประการ ไดแก
(1) เวน จากการพูดเท็จ คือ การพดู แตความจริงไมพ ูดโกหกหลอกลวง
(2) เวนจากการพูดสอเสียด คือ พูดแตในส่ิงท่ีทําใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียว

ไมพ ูดจาในสงิ่ ทก่ี อ ใหเกิดความแตกแยกแตกราว
(3) เวนจากการพูดคาํ หยาบ คือ พดู แตคําสุภาพ ออนหวาน ออนโยนกับบุคคลอ่ืนท้ังตอหนา

และลับหลงั
(4) เวน จากการพดู เพอเจอ คือ พูดแตค วามจริง มเี หตุผล เนน เน้ือหาสาระที่เปนประโยชน

พดู แตส ่งิ ท่จี ําเปน และพดู ถกู กาลเทศะ
3. มโนกรรม 3 หมายถงึ ความประพฤติทีเ่ กิดขนึ้ ในใจ 3 ประการ ไดแ ก
(1) ไมอ ยากไดของของเขา คือ ไมค ดิ โลภอยากไดของผูอืน่ มาเปน ของตน
(2) ไมพ ยาบาทปองรายผอู นื่ คอื มจี ติ ใจปรารถนาดอี ยากใหผ ูอ่ืนมคี วามสขุ ความเจรญิ
(3) มีความเห็นที่ถูกตอง คือ ความเช่ือท่ีถูกตองคือความเชื่อในเรื่องการทําความดีไดดี

ทําช่วั ไดช ั่ว และมีความเช่ือวา ความพยายามเปนหนทางแหงความสําเร็จ

ห น า | 14

สงั คหวตั ถุ 4

สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมคาํ สอนทางพระพทุ ธศาสนาทเ่ี ปนวธิ ปี ฏบิ ัติเพ่อื ยึดเหน่ียวจิตใจของคน
ท่ยี งั ไมเคยรักใครน บั ถือใหมีความรักความนับถือ สังคหวัตถุเปนหลักธรรมท่ีชวยผูกไมตรีซึ่งกันและกันให
แนนแฟน ยิ่งข้นึ ประกอบดว ย ทาน ปยวาจา อตั ถจริยา สมานตั ตตา

1. ทาน คือ การใหเปนสิง่ ของตนใหแกผ อู น่ื ดวยความเต็มใจ เพ่อื เปนประโยชนแ กผูรบั การใหเปน
การยึดเหน่ียวนํา้ ใจกนั อยางดยี ิง่ เปน การสงเคราะหส มานน้าํ ใจกันผกู มิตรไมตรีกันใหยัง่ ยืน

2. ปยวาจา คอื การเจรจาดวยถอยคําไพเราะออนหวานพูดชวนใหคนอ่ืนเกิดความรักและนับถือ
คําพดู ท่ดี นี ั้นยอมผูกใจคนใหแนนแฟน ตลอดไป หรือแสดงความเห็นอกเห็นใจใหกําลังใจรูจักพูดใหเกิดความ
เขาใจดสี มานสามคั คยี อมทําใหเ กิดไมตรที ําใหรักใครน ับถอื และชวยเหลือเกอ้ื กูลกนั

3. อัตถจรยิ า คอื การประพฤตสิ ่ิงท่ีเปน ประโยชนแกกัน คือชวยเหลือดวยแรงกายและขวนขวาย
ชวยเหลอื กจิ กรรมตา ง ๆ ใหลลุ ว งไป เปนคนไมด ูดายชวยใหความผดิ ชอบชว่ั ดีหรือชว ยแนะนาํ ใหเกิดความรู
ความสามารถในการประกอบอาชีพ

4. สมานัตตตา คือ การวางตนเปนปกติเสมอตนเสมอปลาย ไมถือตัว และการวางตนใหเหมาะสม
กับฐานะของตนตามสภาพ ไดแก ผูใหญ ผูนอย หรือผูเสมอกัน ปฏิบัติตามฐานะผูนอยคาราวะนอบนอม
ยําเกรงผูใหญ

อบายมุข 6

คาํ วา อบายมขุ คอื หนทางแหงความเส่ือมหรือหนทางแหงความหายนะความฉิบหาย มี 6 อยาง
ไดแก

1. การเปน นักเลงผหู ญิง หมายถงึ การเปนคนมีจติ ใจใฝในเรอื่ งเพศ เปนนักเจาชู ทําใหเสียทรัพยสิน
เงนิ ทองสญู เสยี เวลาและเสียสขุ ภาพ

2. การเปนนกั เลงสุรา หมายถงึ ผูท่ดี ่มื สรุ าจนตดิ เปน นสิ ยั การดม่ื สุรานอกจากจะทําใหเ สียเงินเสียทอง
แลว ยังเสยี สุขภาพ และบั่นทอนสตปิ ญญาอีกดว ย

3. การเปนนักเลงการพนัน หมายถึง ผูที่ชอบเลนการพนันทุกชนิด การเลนการพนันทําใหเสีย
ทรัพยส นิ ไมเ คยทําใครร่าํ รวยมั่งมเี งินทองไดเ ลย

4. การคบคนชัว่ เปนมิตร หมายถงึ การคบคนไมดีหรือคนชั่ว คนช่ัวชักชวนใหทําในสิ่งที่ไมถูกตอง
และอาจนําความเดือดรอ นมาสตู นเองและครอบครัว

5. การเที่ยวดกู ารละเลน หมายถงึ ผทู ชี่ อบเทยี่ วการละเลน กลางคืน ทําใหเสียทรัพยสิน และอาจ
ทาํ ใหเกดิ การทะเลาะเบาะแวง ในครอบครวั

6. เกยี จครา นทาํ การงาน หมายถงึ ผูไ มช อบทาํ งาน ไมข ยนั ไมทํางานตามหนาท่ที ร่ี บั ผดิ ชอบ

ห น า | 15

เบญจศลี เบญจธรรม

เบญจศีลเบญจธรรม คือ หลักธรรมทคี่ วรปฏิบตั ิควบคูกนั มงุ ใหบุคคลทาํ ความดลี ะเวน ความช่ัว

เบญจศลี (สิ่งที่ควรละเวน) เบญจธรรม (สิ่งที่ควรประพฤติ)

1. เวนจากการฆา สตั ว 1. มคี วามเมตตากรณุ า
2. เวน จากการลักทรัพย 2. ประกอบอาชีพสุจริต
3. เวนจากการประพฤติผดิ ในกาม 3. มคี วามสาํ รวมในกาม
4. เวนจากการพดู เทจ็ 4. พูดความจรงิ ไมพดู โกหก
5. เวนจาการเสพของมึนเมา 5. มสี ตสิ ัมปชญั ญะ

โลกบาลธรรมหรอื ธรรมคมุ ครองโลก

โลกบาลธรรม หรือ ธรรมคุมครองโลก เปนหลักธรรมท่ีชวยใหมนุษยทุกคนในโลกอยูกันอยางมี
ความสุข มีนาํ้ ใจเอ้ือเฟอ มคี ุณธรรม และทําแตส งิ่ ท่ีเปนประโยชน ประกอบดว ยหลกั ธรรม 2 ประการ ไดแก
หริ ิโอตตัปปะ

1.หริ ิ คอื ความละอายในลักษณะ 3 ประการแลว ไมท ําความช่วั (บาป) คือ
(1) ละอายแกใจหรือความรสู ึกท่ีเกดิ ขนึ้ ในใจตนเองแลว ไมทําความชว่ั
(2) ละอายผูอ่ืนหรอื สภาพแวดลอ มตาง ๆ แลวไมท ําความช่ัว
(3) ละอายตอความช่ัวท่ตี นจะทาํ นน้ั แลวไมท าํ ความชัว่

2.โอตตปั ปะ คือ ความเกรงกลัว หมายถงึ
(1) เกรงกลัวตนเอง ตเิ ตียนตนเองได
(2) เกรงกลัวผูอ นื่ แลว ไมก ลา ทาํ ความช่ัว
(3) เกรงกลัวตอผลของความชั่วที่ทําจะเกดิ ขน้ึ แกต น
(4) เกรงกลวั ตออาญาของแผน ดนิ แลวไมกลา ทําความชั่ว

นกิ ายสําคญั ของพระพทุ ธศาสนา

หลังจากทพ่ี ระพทุ ธเจาปรินิพพานแลว ประมาณ 100 ป พระพุทธศาสนาก็เริ่มมีการแตกแยกใน
ดานความคิดเห็นเก่ียวกับการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จนถึงสมัยพระเจาอโศกมหาราช ก็แตกแยกกัน
ออกเปน นกิ ายใหญ ๆ 2 นิกาย คอื มหายาน (อาจาริยวาท) กบั หนิ ยาน (เถรวาท)

มหายาน “มหายาน” แปลวา “ยานใหญ” เปน ลทั ธขิ องภิกษุฝายเหนือของอนิ เดยี ซึง่ มจี ุดมุงหมาย
ที่จะเผยแพรพระพุทธศาสนาใหมหาชนเลือ่ มใสเสียกอนแลวจงึ สอนใหระงับดับกิเลส ทั้งยังไดแกไขคําสอน
ในพระพุทธศาสนาใหผันแปรไปตามลําดับ ลัทธินี้ไดเขาไปเจริญรุงเรืองอยูในทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุนและ
เวยี ดนาม เปน ตน

ห น า | 16

หินยาน คาํ วา “หินยาน” เปนคําท่ฝี า ยมหายานตง้ั ให แปลวา “ยานเล็ก” เปน ลทั ธขิ องภิกษฝุ ายใต
ที่สอนใหพระสงฆปฏบิ ัติ เพื่อดับกิเลสของตนเองกอน และหามเปล่ียนแปลงแกไขพระวินัยอยางเด็ดขาด
นิกายน้มี ีผูนับถือในประเทศศรีลังกา ไทย พมา ลาว และกัมพูชา โดยเฉพาะประเทศไทย เปนศูนยกลาง
นิกายเถรวาท เพราะมีการนับถือพระพุทธศาสนานิกายนี้สืบตอกันมาต้ังแตบรรพชน พระพุทธเจาไมใช
เทวดาหรือพระเจา แตเปนมนษุ ยทีม่ ีศักยภาพเหมือนสามัญชนท่วั ไป สามารถบรรลสุ จั ธรรมไดดวยความวิริยะ
อุตสาหะ หลักปฏบิ ัติในชีวิตที่ทกุ คนควรกระทาํ คือ ทําความดี ละเวนความชั่ว ทําจิตใจใหผองแผว และการท่ี
เราจะทําส่งิ เหลา นไี้ ดนนั้ จะตองมีศีล สมาธิ ปญญา เพ่ือเปนพาหนะนําผูโดยสารขามทะเลแหงวัฏสงสาร
ไปสพู ระนพิ พาน

ห น า | 17

ความแตกตางของนกิ ายหินยานกับนกิ ายมหายาน

นิกายหนิ ยาน นิกายมหายาน

1. ถือเร่อื งอรยิ สัจเปนสําคัญ 1. ถอื เรื่องบารมเี ปนสําคัญ

2. คุณภาพของศาสนกิ ชนเปนสําคัญ 2. ถือปรมิ าณเปน สําคญั กอ นแลว จงึ เขา ปรบั ปรุง

คณุ ภาพในภายหลงั ดงั น้นั จึงตองลดหยอ น
การปฏบิ ัตพิ ระวนิ ยั บางขอลง เขา หาบคุ คล
และเพม่ิ เทวดาและพิธกี รรมสังคตี กรรม เพ่อื

จูงใจคนไดอธิบายพทุ ธมติอยา งกวางขวางเกิน
ประมาณ เพอื่ การเผยแพร จนทําใหพระพทุ ธ-
พจน ซงึ่ เปนสจั นิยมกลายเปน ปรชั ญาและ

ตรรกวิทยาไป

2. มพี ระพทุ ธเจาองคเ ดยี วคือพระ- 3. มีพระพทุ ธเจา หลายองค องคเ ดมิ คอื อาทพิ ุทธ
สมณโคดมหรือพระศากยมนุ ี (กายสีนา้ํ เงนิ ) เมอ่ื ทานบําเพญ็ ฌานกเ็ กิด

พระฌานิพุทธอกี เปนตนวา พระไวโรจน พทุ ธะ-
อักโขภัย พุทธะรัตนสมภพ พทุ ธไภสัชชครุ ุ-
โอฆสิทธิ และอมติ าภา เฉพาะองคน ี้มมี าใน

รางคนเปน (มานุษีพทุ ธะ) คอื พระศากยมุนี

4. มีความพน จากกเิ ลสชาติภพ 4. มีความเปนพระโพธิสัตวหรือพุทธภูมิเพื่อ
เปนอตั กตั ถจริยแลวบาํ เพญ็ บาํ เพ็ญโลกตั ถจรยิ าไดเต็มทีเ่ ปนความ

ประโยชนแ กผ อู ่ืนเปนโลกตั ถจริย มุงหมายของพระโพธ์ิสัตวหลายองค เชน
เปน ความมุงหมายสาํ คญั พระอวโลกเิ ตศวรมชั ชุลี วชิ รปาณี
กษติ คสร 3 สมันตภัทรอริยเมตไตร เปน ตน

5. มีบารมี 10 ประการ คือ ทาน ศีล 5. มบี ารมี 6 ประการ คอื ทาน ศีล วนิ ยั ขนั ติ
เนกขัมมะ ปญญา วริ ิยะ ขนั ติ สจั จะ ฌาน ปญญา อันใหถ งึ ความสาํ เรจ็ เปน

อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา อันใหถึง พระโพธสิ ัตวและเปนปฏปิ ทาของพระโพธิสตั ว
ความเปน พระพทุ ธเจา

6. ถือพระไตรปฎกเถรวาท คือ 6. ถอื พระธรรมวินัยเกาและมพี ระสตู รใหม

พระธรรมวนิ ยั ยตุ ิตามปฐม- เพม่ิ เตมิ เชน สุขวดียหู สูตรลงั กาวตาร
สังคายนา ไมมพี ระวนิ ัยใหม ลัทธรรมปณุ ฑรกิ สูตร ปรัชญาปารมิตาสูตร
เพ่มิ เตมิ เปนตน

ห น า | 18

นิกายหนิ ยาน นกิ ายมหายาน

7. รักษาวินัยเดมิ เอาไว 7. ปรับปรงุ พระธรรมวินัยใหเ ขา กับภาวะแวดลอม

8. ถือวาพระอรหันตเม่ือนิพพานแลว 8. ถือวาพระอรหันตเมื่อปรินิพพานแลวยอม

ไมเ กดิ ใหมอ ีก กลบั มาเกดิ ใหมสาํ เรจ็ เปน พระพทุ ธเจา อีก

9. ยอมรบั แตธ รรมกาย และนริ มานกาย 9. ถอื วาพระพทุ ธเจา มี 3 กาย คือ ธรรมกาย

นอกน้นั ไมย อมรบั ไดแก กายธรรมสมั โภคกายหรือกายจาํ ลอง

หรือกายอวตารของพระพทุ ธเจา เปน

กสั สปสัมพุทธะบา ง เปนพระศากยมนุ ีบาง

เปนพระกกสุ นั ธะบาง เปนตน นั้น ลว นเปน

สัมโภคกายของพระพทุ ธองคเดมิ (อาทิพทุ ธะ)

ท้ังน้ัน และ นริ นามกาย คือ กายทตี่ องอยู

สภาพธรรมดา คือ ตอ งแก เจ็บ และ

ปรนิ ิพพาน ซงึ่ เปนกายทพี่ ระพทุ ธเจา สรางขึ้น

เพ่ือใหคนเห็นความจรงิ ของชวี ติ แตส าํ หรบั

พระพทุ ธเจา องคท่แี ทนั้นไมต อ งอยใู นสภาพ

เชน นี้ แบบเดียวกนั กับปรมาตมนั ของพราหมณ

ห น า | 19

บคุ คลสาํ คัญในสมยั พทุ ธกาล

พระสารบี ตุ ร เปนอัครสาวกเบอื้ งขวาของพระพทุ ธเจา ไดร ับการยกยองจากพระพุทธเจาวา เปนเลิศ
กวาพระสงฆท้ังปวง ในดานสติปญญา นอกจากน้ีพระสารีบุตร ยังมีคุณธรรมในดานความกตัญู และการ
บําเพ็ญประโยชนใหแกพ ุทธศาสนาอกี ดวย ทานไดรับการยกยองวาเปน ธรรมเสนาบดีคูกับพระพุทธเจาที่
เปนธรรมราชา เนอ่ื งจากทา นเปนผูมีปฏญิ าณในการแสดงพระธรรมเทศนา คือ ชแ้ี จงใหผ ูฟงเขาใจไดช ัดเจน
สาํ หรบั ในดา นความกตัญู นน้ั ทา นไดฟ ง ธรรมจากพระอิสสชเิ ปนทานแรก และเกิดธรรมจักษุ คือ ดวงตา
เห็นธรรม หมายความวา ส่ิงใดเกดิ เปนธรรมดา ยอ มดับเปนธรรมดา จากนั้นเม่ือกอนท่ีทานจะนอนทานจะ
กราบทิศที่พระอสั สชิอยแู ละหันศีรษะนอนไปยังทิศนัน้

พระมหาโมคคัลลานะ เปนอัครสาวกเบือ้ งซายของพระพุทธเจา เปนผูมีเอตทัคคะในดานผูมีฤทธิ์
ทานเปนผฤู ทธานุภาพมาก สามารถกระทําอทิ ธิฤทธ์ิไปเย่ียมสวรรคและนรกได จากน้ันนําขาวสารมาบอก
ญาติมิตรของผทู ไี่ ปเกิดในสวรรคแ ละนรกใหไ ดท ราบ ประชาชนทั้งหลายจึงมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา ทําให
ประชาชนเสอ่ื มคลายความเคารพเดยี รถีย (นักบวชลทั ธิหนงึ่ ในสมยั พทุ ธกาล) พวกเดยี รถยี จ ึงโกรธแคน ทา นมาก
จึงลงความเห็นวา ใหกําจัดพระโมคคัลลานะ นอกจากนั้นจึงจางโจรไปฆาพระเถระ พวกโจรจึงลอมจับ
พระเถระทานรูตัวหนีไปได 2 ครั้ง ในครั้งที่ 3 ทานพิจารณาเห็นวาเปนกรรมเกา จึงยอมใหโจรจับอยาง
งา ยดาย โจรทบุ กระดกู ทา นจนแหลกเหลวไมม ีชนิ้ ดี กอนท่ที านจะยอมนิพพาน เพราะกรรมเกา ทานไดไป
ทูลลาพระพทุ ธเจากอ นแลว จึงนิพพาน

อนาถบิณฑิกเศรษฐี เปน ผูไ ดร ับการยกยอ งเปนนายกฝายอุบาสก ทานเปนเศรษฐีอยูเมืองสาวัตถี
เปนผมู ีศรัทธาแรงกลาเปน ผสู รา งพระเชตุวนั มหาวิหารถวายแกพระพุทธเจา พระพุทธเจาทรงประทับอยูท่ี
วดั น้ถี ึง 19 พรรษา นอกจากทา นจะอปุ ถมั ภบ าํ รงุ พระภกิ ษสุ งฆแลว ยังไดสงเคราะหคนยากไรอนาถาอยาง
มากมายเปน ประจําจงึ ไดช อ่ื วา อนาถบิณฑกิ ซง่ึ แปลวา ผมู ีกอนขา วเพอ่ื คนอนาถา

พระเจาพิมพิสาร เปนอุบาสกที่สําคัญอีกผูหน่ึง พระองคเปนพระเจาแผนดินครองแควนมคธ
ครองราชยสมบตั ิอยูทีก่ รุงราชคฤห ทา นถวายพระราชอุทยานเวฬุวันแกพระพุทธเจานับวาเปนวัดแหงแรก
ในพระพุทธศาสนา

พระอานนท เปน สหชาติและพุทธอุปฏ ฐากของพระพุทธเจา ไดรับการยกยองวาเปนเอตทัคคะวา
เปนผูมีพหูสูต เนื่องจากทรงจําพระสูตรท่ีพระพุทธเจาตรัสไว และเปนผูสาธยายพระสูตรจนทําให
การปฐมสังคายนาสําเรจ็ เรยี บรอย นอกจากนน้ั ทานยงั ทาํ หนา ท่ีเปน พทุ ธอุปฏ ฐากของพระพทุ ธเจาไดอ ยางดี
รวม 25 พรรษา ดวยความขยันขันแข็งที่เปนภารกิจประจําและไดรับการยกยองจากสมเด็จพระสัมมา-
สมั พุทธเจาใหเปน เอตทัคคะ (เลิศ) 5 ประการ คือ

1. มีสติรอบคอบ
2. มีความทรงจําแมน ยํา
3. มคี วามเพยี รดี
4. เปนพหสู ตู
5. เปน ยอดของพระภกิ ษุผูอ ปุ ฏฐากพระพทุ ธเจา
นางวิสาขา ผูเปนฝายอุบาสิกาเปนเลิศในการถวายทานและนางเปนผูมีความงามครบ 5 อยาง
ซ่ึงเรยี กวา เบญจกลั ยาณี ไดแก เปนผมู ีผมงาม คือ มีผมยาวถงึ สะเอวแลว ปลายผมงอนขึ้น เปนผูมีเน้ืองาม
คือ รมิ ฝปากแดง ดจุ ผลตําลึงสุกและเรยี บชดิ สนิทดี เปนผูมกี ระดูกงาม คอื ฟนขาวประดุจสังขแ ละเรยี บ

ห น า | 20

เสมอกัน เปนผูมผี วิ งาม คอื ผวิ งามละเอยี ด ถาดํากด็ ําดงั ดอกบวั เขียว ถาขาวก็ขาวดังดอกกรรณิการ เปนผมู ี
วัยงามแมจะคลอดบุตรถึง 10 คร้ัง ก็คงสภาพรางกายสาวสวยดุจคลอดคร้ังเดียว ปกตินางวิสาขาไปวัด
วันละ 2 ครงั้ คือ เชา เยน็ และมขี องไปถวายเสมอ เวลาเชาจะเปนอาหาร เวลาเย็นจะเปนนํ้าปานะ นางเปน
ผูส รา งวดั บุปผารามถวายพระบรมศาสดา และเปนผคู ิดถวายผาอาบนํ้าฝนแกพระเณร เพราะพระเณรไมมี
ผา อาบนาํ้ เปลือยกายอาบน้ําฝนดไู มเ หมาะสม

เรอ่ื งท่ี 3 ประวตั ิศาสดาและคําสอนของศาสนาอิสลาม

ศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ นบีมูฮัมหมัด ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในดินแดนทะเลทรายอาหรับ
เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในยุคนั้นชาวอาหรับแตกออกเปนหลายกลุม ขาดความสามัคคี
ยากแกการปกครอง มกี ารรบพุง ฆา ฟน กันตลอดเวลา ไมม ีศาสนาเปน แกนสาร คนสว นใหญน ับถือเทพเจา
และรูปเคารพตา ง ๆ ประชาชนไมม ศี ีลธรรม สตรีจะถกู ขมเหงรังแกมากท่ีสุด นบมี ฮู มั หมัดเกดิ ข้ึนทามกลาง
สภาพสังคมทีเ่ ส่ือมทรามเชน น้ี จงึ คดิ หาวิธีท่ีจะชวยปรบั ปรงุ แกไขสถานการณนีใ้ หด ขี น้ึ นบีมฮู ัมหมดั เปนผทู ่ี
ฝกใฝในศาสนาหาความสงบและบําเพญ็ สมาธทิ ถี่ า้ํ ฮรี อบนภูเขานูร ในคืนหน่ึงของเดือนรอมฎอนกาเบรียล
ทตู ของพระเจาไดนําโองการของอัลลอฮมาประทาน นบีมูฮัมหมัดไดนําคําสอนเหลานี้มาเผยแผจนเกิด
เปนศาสนาอิสลามขนึ้ ในระยะแรกของการเผยแผศาสนาไดร ับการตอ ตานเปนอยางมากถงึ กบั ถกู ทํารายจน
ตองหลบหนไี ปอยูเ มืองมะดีนะฮ จนเปน ที่ยอมรับและมีคนนับถือมากมายก็กลับมายึดเมืองเมกกะทําการ
เผยแผศาสนาอิสลามอยางเตม็ ท่ี การเผยแผศาสนาของอิสลามออกไปยังประเทศตาง ๆ ในยุคหลังเปนไป
โดยไรสงครามเขายึดเมอื งเพ่ือเผยแผศ าสนา โดยมีคัมภรี ในศาสนาอิสลาม คอื คมั ภีรอ ัลกุรอาน

แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอสิ ลาม

แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลามประกอบดวยรายละเอียดที่สําคัญ ๆ
ดงั ตอ ไปน้ี คอื

1. ศรัทธาตอ อัลเลาะห ใหศ รัทธาโดยปราศจากขอสงสัยใด ๆ วา พระอัลเลาะหทรงมีอยูจ ริง
ทรงดํารงอยูดวยพระองค ทรงมมี าแตด ้งั เดิม โดยไมม ีสิ่งใดมากอ นพระองค ทรงดาํ รงอยตู ลอดกาล ไมม ีสง่ิ ใดอยู
หลงั จากพระองคท รงสรางทุกอยา งในทองฟาเพียบพรอมดว ยคุณลักษณะอันประเสริฐ

2. ศรัทธาตอมลาอกิ ะฮุ ซ่ึงเปนบาวอัลเลาะหป ระเภทหน่ึงทีไ่ มอ าจมองเห็นตวั ตนหรอื ทราบรูปราง
ที่แทจริง บรรดามลาอิกะฮุนี้ปราศจากความผิดพลาดบริสุทธิ์จากความมัวหมองทั้งปวง มีคุณสมบัติ
ไมเหมือนมนษุ ย คือ ไมกนิ ไมนอน ไมมีเพศ สามารถจาํ แลงรา งได

3. ศรทั ธาในพระคัมภีรข องพระเจา คอื ศรทั ธาวาอลั เลาะหท รงประทานคัมภีรใ หกับบรรดาศาสนทูต
เพอ่ื นาํ ไปประกาศใหป ระชาชนไดท ราบหลักคําสอนซงึ่ มอี ยู 2 ประเภท คือ

1) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยก บั พระเจา
2) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับมนุษยดวยกันโดยบรรดาคัมภีรที่ประทานมานั้น
มีวิธปี ระทานตา ง ๆ กัน ดังน้ี

(1) ถา ยทอดโองการตาง ๆ เขา จิตใจของศาสนา
(2) การไดยนิ เสยี งในลกั ษณะอยใู นภวังคหรอื การฝน

ห น า | 21

(3) โดยมลาอกิ ะฮฺ มนี ามวา ญบิ รลี ถูกสงมาพรอมกับโองการของพระเจา นาํ มาใหศาสดาดว ย
คาํ พูดอันชัดเจน สําหรับคัมภรี อัลกรุ อานไดถ ูกบันทกึ ตัง้ แตศ าสดานบีมูฮัมหมัดยังมีชีวิตอยูแ ละไดท องจําโดย
สาวกของทาน คัมภรี นีไ้ มเคยปรับปรงุ แกไ ขแตอยางไร มใิ ชวรรณกรรมท่มี นุษยป ระพันธข้ึนมา แตถ ูกประทาน
มาจากอลั เลาะหเจา

4. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต ใหศ รัทธาวา อัลเลาะห ทรงคัดเลอื กบคุ คลเปน ผูส งสารนําบทบัญญัติ
ของพระองคมาส่ังสอนแกป วงชน อัลกุรอานสอนวา ศาสนทูตที่ปรากฏช่ือในคัมภีรอัลกุรอานมี 25 ทาน
มุสลิมทุกคนตอ งศรัทธาในบรรดาศาสนทตู ดังกลา วทัง้ หมด จะละเวนทานหนง่ึ ทานใดมไิ ดและถอื วา ทกุ ทาน
ทก่ี ลา วมาน้เี ปน มุสลิมและเปนบา วของอัลเลาะหเ หมอื น ๆ กัน

5. ศรัทธาตอ วันปรโลก มหี ลกั การวามีวันหน่ึงที่เปนวันพิจารณาผลกรรมของมนุษยท้ังหมด ท้ังนี้
เพ่อื ทุกสิง่ ทกุ อยางในจกั รวาลไดพ ินาศแตกดับหมดแลว จากนั้นอัลเลาะหจ ะไดใหท ุกคนคืนชีพมาชําระงาน
ทีเ่ ขาประกอบไวใ นโลกดงั ขอ ความวา ผปู ระกอบความดีจะไดร ับตอบสนองดวยส่ิงดี ผูประกอบกรรมชัว่ ก็จะ
ไดรบั ผลตอบสนอง คือ การลงโทษดังขอ ความวา ผูใดประกอบกรรมดีแมเ พียงนอยนิดเขาก็จะไดเ ห็นมัน
และผูใดประกอบกรรมชว่ั แมเ พยี งนอ ยนิดเขากจ็ ะไดเห็นมัน

6. การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะ คือ ระเบียบอันรัดกุมท่ีอัลเลาะหท รงกําหนดไวแกโ ลก
การศรทั ธาตอ กฎกาํ หนดสภาวะ คือ การยอมรับในอาํ นาจของอัลเลาะหที่ทรงครอบครองความเปน ไปของ
ทุกสง่ิ แตละสิง่ เปน ไปตามพระประสงคท พี่ ระองคท รงกําหนดไวท กุ ประการ เชน การถอื กําเนดิ ชาตพิ ันธุ เปนตน

การนมัสการนี้จะทําคนเดียวก็ได แตถ าจะรว มกันทําเปนหมูย ิ่งไดกุศลเพ่ิมข้ึน มีขอหามในการ
นมัสการเมอ่ื เวลามนึ เมา

7. การถอื ศีลอด เปนหลักมลู ฐานของอิสลามขอ หน่ึงที่มุสลิมทุกคนตองปฏิบัติ มีกาํ หนดขึ้นในทุก ๆ ป
ปละ 1 เดอื น คอื ตกเดอื นรอมฎอน อันเปน เดอื นที่ 6 แหงปอ สิ ลาม นับแบบจันทรคติ

การถอื ศีลอด คือ การงดเวน จากการบริโภคและอื่น ๆ ตามท่ีกําหนดไวแ นน อน มีหลักเกณฑในการ
ปฏบิ ตั ิ คือ

1. เปน มุสลมิ
2. มอี ายบุ รรลศุ าสนาภาวะ (ประมาณ 15 ป)
3. มสี ตสิ ัมปชัญญะ
4. มีพลงั ความสามารถที่จะปฏิบตั ไิ ด

กิจกรรมทีก่ ระทําในพธิ ีศลี อด คอื
1. ตั้งจิตปรารถนา (นียะฮ) ไวแ ตก ลางคืน

วาตนจะถอื ศีลอด
2. งดเวน การกนิ ดื่ม และอน่ื ๆ ตาม

ขอกําหนด
จดุ ประสงคข องการถือศลี อด
1. เพือ่ ทําใหจิตใจบรสิ ทุ ธ์ิ
2. ใหรจู กั ควบคมุ จติ ใจและตดั กิเลส
3. ใหรูจักรสของการมขี ันติ
4. ใหร จู ักสภาพของคนยากจนอนาถา จะทาํ ใหเกดิ ความเมตตาแกค นท่ัวไป
จดุ เร่มิ ตนของการเขาถือศีลอดในเดอื นรอมฎอนตามศาสนาบญั ญตั ิ

ห น า | 22

เร่ืองท่ี 4 ประวัติศาสดาและคาํ สอนของศาสนาคริสต

ศาสนาครสิ ต เปน ศาสนาประเภทเอกเทวนิยม คือ เช่ือวา มีพระเจา สูงสุดเพยี งองคเดียวเปนผูสรา ง
โลกและสรรพสิ่ง พระเจา องคน ้ัน คอื พระยะโฮวาห ศาสนาคริสตเ ช่อื วา มนุษยมบี าปมาแตก ําเนิด พระเจา
จึงสง พระเยซูมาไถบ าป เช่อื วา วญิ ญาณเปนอมตะ เม่ือถึงวนั ตัดสินโลกมนุษยจะไปอยใู นสวรรค หรือในนรก
ชว่ั นิรนั ดร เชอ่ื วามีเทวดาอยมู ากมายท้งั ฝายดแี ละฝา ยชว่ั ซาตานเปน หวั หนาฝา ยช่วั ในที่สุดก็จะถูกพระเจา
ทําลาย

ศาสนาคริสต เปนศาสนาท่มี ผี นู ับถือมากท่สี ดุ ในโลก คําวา Christ มาจากภาษาโรมันวา Christus
และคําน้ีมาจากภาษากรีก อีกตอหน่ึง คือ คําวา Christos ซ่ึงแปลมาจากคําวา Messiah ในภาษาฮิบรู
คําวา messiah แปลวา พระผปู ลดเปลื้องทกุ ขภัย

ศาสนาครสิ ต เกิดในปาเลสไตน เมื่อ พ.ศ. 543 โดยคํานวณจากปเกิดของพระเยซูซ่ึงเปนศาสดา
ของศาสนานี้ ศาสนาครสิ ต เปนศาสนาทพ่ี ัฒนามาจากศาสนายดู ายหรือยิว เพราะศาสนาคริสตน ับถือพระเจา
องคเ ดียวกนั กบั ศาสนายูดาย คือ พระยะโฮวาห พระเยซูเปน ชาวยิวมิไดปรารถนาท่ีจะตั้งศาสนาใหม แต
ทรงตอ งการปฏิรูปศาสนายิวใหบ ริสุทธิ์ขึ้น ทรงกลาววา “อยา คิดวา เรามาทําลายพระบัญญัติและคําของ
ศาสดาพยากรณเ สีย เรามิไดมาทําลายแตม าเพ่ือทําใหส ําเรจ็ ”

กอนหนา ท่ีพระเยซปู ระสูติ ประเทศปาเลสไตน ไดต กเปนเมืองขึน้ ของจกั รวรรดิใกลเ คียงติดตอกัน
เปน ระยะเวลากวา 100 ป เร่มิ ตัง้ แตศตวรรษท่ี 1 กอ นคริสตกาล ตกเปน เมืองขึ้นของอัสซีเรีย บาบิโลเนีย
จกั รวรรดเิ ปอรเ ซยี จักรวรรดิกรกี ในสมยั พระเจาอเล็กซานเดอรม หาราช และในที่สดุ ตกเปนของอาณานิคม
จักรวรรดโิ รมัน ตลอดเวลาทต่ี กเปนเมืองขึ้นนี้ ผพู ยากรณห ลายทานไดพ ยากรณถึงพระเมสสิอา (Messiah)
พระผูชว ยใหรอด ซึ่งเปน พระบุตรของพระเจาที่จะเสด็จมาปลดแอกชาวยิวใหไ ดรับเสรีภาพและจะ
ทรงไถบาปใหช าวยิวพน จากความหายนะและไดร ับความรอดชั่วนิรันดร ในสมัยนั้นชาวยิวเช่ือใน
คําพยากรณน ี้มากและพระเยซูประสูติในชวงเวลาน้ันพอดี พระเยซูเกิดท่ีหมูบ า นเบธเลเฮม แขวงยูดาย
กรงุ เยรซู าเล็ม มารดาชื่อมาเรยี บดิ าชอ่ื โยเซฟ ตามประวัติมาเรียน้ันตั้งครรภม ากอ นขณะที่ยังเปน คูหมั้น
กบั โยเซฟ เทวทตู จงึ มาเขา ฝนบอกโยเซฟวา บตุ รในครรภมาเรยี เปนบุตรของพระเจาใหต งั้ ช่ือวา เยซู ตอมา
จะเปนผูไถบาปใหกับชาวยิว โยเซฟจึงปฏบิ ตั ิตามและรบั มาเรียมาอยดู วยโดยไมสมสูเย่ียงภริยา พระเยซูได
รับการเล้ียงดูอยางดี เปน ศิษยของโยฮนั ศกึ ษาพระคมั ภีรเ กา จนแตกฉาน ทานมนี ิสยั ใฝสงบชอบวิเวก เมื่ออายุ
30 ป ไดร บั ศลี ลางบาปทแี่ มนํ้าจอรแดน ต้ังแตน้นั มาถือวา ทานสําเร็จภูมิธรรมสูงสุดในศาสนาพระองคม ีสาวก
12 คน เปน หลักในศาสนาทําหนาท่ีสืบศาสนามีนักบุญเปโตร (SaintPeter) เปนหัวหนาผูสืบตําแหนง
นักบุญเปโตรตอ ๆ มาจนถึงปจจุบัน เรียกวา สมเด็จพระสันตะปาปา พระเยซูเผยแผศาสนาท่ัวดินแดน
ปาเลสไตน เ ปน เวลา 3 ป มีพวกปุโรหิตธรรมาจารยและพวกซีซารเกลียดชัง ขณะท่ีพระองคร ับประทาน
อาหารมือ้ คํา่ กับสาวก 12 คน เปน มอ้ื สดุ ทา ย ทหารโรมันจับตัวทา นในขอหาเปน กบฎและถูกตัดสินใหลงโทษ
ประหารชีวิตโดยตรึงกับไมกางเขนไวจนสิ้นพระชนม

ห น า | 23

วธิ ีการเผยแผค ําสอนของพระเยซู

พระเยซู ใชว ธิ ีการ 3 วธิ ี ในการเผยแผค ําสอน คือ
1. การรกั ษาบุคคลท่ีเจ็บปว ยใหห าย คนตายใหฟน
เปนการปลูกศรัทธาของปวงชนใหเกิดมีข้ึนตอ อํานาจของ
พระเจา
2. การแสดงความฉลาดในการแกป ญ หา เชน เมื่อ
มีการใหตัดสินคดหี ญงิ ผดิ ประเวณี พระเยซูตรัสวา ลงโทษได
แตผ ูลงโทษจะตอ งเปนผูบรสิ ุทธิ์ เปน ตน
3. การประกาศหลักการแหงความรัก ความเมตตา
กรณุ า และกลา ววาจงรกั ศตั รู ทา นจงอธิษฐานเพื่อผูที่ขม เหง
ทานทาํ ดงั น้ีแลว ทานจะเปนบุตรของพระบิดาของทานใน
สวรรค

หลักธรรมของศาสนาครสิ ต

ศาสนาครสิ ตจ ารกึ หลกั ธรรมไวในคมั ภีรไ บเบ้ลิ หลักธรรมของพระเยซบู างขอตรงขามกบั ศาสนายิว
บางขอใหก ารปฏิรปู และประยกุ ตเ สียใหม เชน

1. พระเจาทรงเปน บิดาทด่ี ีพรอมท่ีจะประทานอภยั ใหแ กบ ุตรทก่ี ลบั ใจ แตขณะเดยี วกันก็ทรงเปน
ผูทรงไวซ ่ึงความเดด็ เด่ียวลงโทษผูทไี่ มเชื่อฟง

2. พระเยซูทรงเปนผปู ระกาศขา วดโี ดยแจง ใหทราบวา อาณาจกั รของพระเจา มาถงึ แลว ผูที่ศรัทธา
จะไดรับมหากรุณาธคิ ุณจากพระเจา

3. หลักการสาํ นกึ ผดิ ใหพ จิ ารณาตนเองวาใหท าํ ผิดอะไร และตง้ั ใจทจี่ ะเลิกทาํ ความชั่วนน้ั เสีย
4. หลักความเสมอภาค คือ ความรักความเมตตาของพระเจา ท่ีมีตอ มนุษยท ้ังมวล โดยไมเ ลือกช้ัน
วรรณะ ผูทท่ี ําความดแี ลวตองไดร ับรางวลั จากพระเจา โดยเสมอภาคกัน
5. ใหล ะความเคียดแคน พยาบาทการจองเวรซ่ึงกันและกัน ใครรักก็รักตอบ ใครอาฆาตมุง รา ย
กต็ อ งใหอ ภัย

คาํ สอนของพระเยซูท่ีสําคญั ๆ อีกคือ

1. พระเยซูเปน บุตรของพระเจาทรงสงใหม าเกิดในโลกมนุษยเ พ่ือไถบ าปใหมนุษย มิไดเสด็จมา
ปราบศตั รดู ว ยอาวุธ แตทรงมาสรา งสนั ติ

2. ผทู เ่ี ชอ่ื พระเยซจู ะไดร บั ความรอดและชีวิตนริ ันดรจะไมถ ูกพพิ ากษาวันสิ้นโลก สว นผูท ไ่ี มศรทั ธา
จะถกู พิพากษาในวนั ส้นิ โลก

3. ทรงส่ังสอนใหชาวยิวกลับใจใหมม ิใหนับถือเฉพาะในดา นประกอบพิธีกรรมหรือทองคําสวดดว ย
ปากไมจ รงิ ใจ ทรงตเิ ตยี นพวกพระยิววา เปน พวกปากวาตาขยิบไมรจู กั พระเจาทแ่ี ทจรงิ

4. บัญญัติของพระเยซูทีส่ ูงสดุ คอื “การรักพระเจาสุดใจและรักเพ่ือนบา นเหมือนตัวเราเอง” ผูท่ี
พระเจาโปรดปราน คอื ผูท่ีอยูในความดีความชอบธรรมทั้งกาย วาจา ใจ ผูท่ีผิดดา นจิตใจถือวา มีบาปเทากับ
การกระทํา

ห น า | 24

5. สอนไมใ หกังวลความสขุ ทางโลกอนั ไดจากวัตถใุ หแ สวงหาความสุขดานจิตใจผูท ่ีหว งสมบัติจะไมได
ข้ึนสวรรค ไมไดพ บกบั พระเจา

6. ในดานการปฏิบัติตอเพ่ือนมนุษยท รงสอนวา การไมท ําช่ัวตอบแทนกรรมช่ัวหรือทําดี ตอบแทน
ความดีเทาน้ันยังไมเ พียงพอ ใหท ําดีตอบแทนความช่ัว และใหรักศัตรูดังที่ไดเปรียบเทียบวา อยา ตอสูค นชั่ว
ถาผูใดตบแกม ขวาของทานกจ็ งหนั แกม ซายใหเ ขาดวย

7. ความดสี งู สดุ คอื การทําตัวตามแบบพระเยซู คุณธรรมสูงสุด คือ ความรัก ความเมตตากรุณา
ความออนโยน ความถอมตน ความอดทนตอความทกุ ขทง้ั ปวง

พธิ ีกรรมสาํ คญั ของศาสนาครสิ ต เรียกวา พธิ ศี ักดิส์ ิทธิ์ 7 ประการ คือ
1. ศีลลา งบาปหรือศีลจุม (Baptism) กระทาํ เมอื่ เปนทารกหรือเมื่อเขา เปนคริสตศาสนิกชน พิธีนี้
กระทําตามแบบของพระเยซูเมื่อกอ นทรงออกเทศนาใหน ิกายคาทอลิก ปจ จุบันไมจ ุมตัวในนํ้าแตใช
นา้ํ ศักดิ์สิทธิเ์ ทบนศรี ษะเพือ่ เปน สญั ลกั ษณของการลา งบาป ศลี นี้สําคัญทส่ี ดุ ผูใดไมไดร บั ศีลลางบาปจะไมได
ชื่อวาเปนบตุ รของพระเจาและจะไมไ ดช ีวิตนิรนั ดร
2. ศีลกําลัง (Confirmation) กระทําอีกครั้งหนึ่งเมื่อพนวัยเด็กและเปน ผูใ หญแ ลว เพ่ือเปน
ครสิ ตศาสนกิ ชนท่ีสมบูรณ
3. ศลี มหาสนทิ (Holy Communion) สาํ หรบั คริสตศาสนกิ ชนอาจทาํ ทุกวัน ทกุ สปั ดาห ทุกเดือน
หรืออยา งนอ ยปละ 1 ครัง้ โดยรบั ประทานขนมปง และเหลา องุนเปนสัญลักษณต ามแบบที่พระเยซูกระทําแก
อัครสาวกในพระกระยาหารม้อื สดุ ทา ยกอนถูกตรึงกางเขน ขนมปง คือ พระกาย เหลาองุน คือ พระโลหิต
ของพระเยซู ฝายคาทอลิกเชอื่ วา การกระทําพิธีน้ีผูไ ดร บั ประกาศจะมีชวี ติ นริ ันดร
4. ศีลแกบาป (Penance) สําหรับคาทอลิกท่ีกระทําบาปประสงคจ ะไดร ับการอภัยบาปตองไป
สารภาพบาปนัน้ ตอ นกั บวชดวยความสํานึกผิดอยา งแทจริง ถือวา นักบวชไดรับอํานาจในการยกบาปโดยตรง
จากสนั ตะปาปา ซึ่งเปน ผแู ทนของพระเยซคู รสิ ต นกั บวชจะยกบาปและตักเตอื นสงั่ สอนไมใหทาํ บาปอกี
5. ศีลเจิมคนไข (Extreme Unetion) กระทําเมื่อคนไขเจ็บหนักใกลจะตายเม่ือชําระบาป
ขนั้ สดุ ทา ยจะชวยใหมสี ติกําลังสามารถตอ สูกับความตายจนถึงที่สุด วิธีทําบาทหลวงใชน ้ํามันศักด์ิสิทธิ์เจิม
ทาที่หู จมกู ปาก มอื และเทา ของคนไข พรอ มกบั สวดอวยพรทุกคนในบา นจะตอ งสวดพรอม
6. ศีลสมรสหรอื ศลี กลาว (Matrimony) กระทําแกค บู า วสาวในพธิ ีสมรส ผรู บั ศลี สมรสโดยถูกตอง
แลว จะหยารางกันไมไ ด และหา มสมรสใหมขณะที่สามีภรรยายังมีชีวิตอยู การจดทะเบียนสมรสตาม
กฎหมายโดยไมไ ดรับศลี สมรสไมถือวาเปน สามภี ริยาโดยถูกตองตามกฎหมายของศาสนา
7. ศีลอนุกรม (Holy Order หรือ Ordination) เปน ศีลบวชใหกับบุคคลท่ีเปนบาทหลวง ผูม ี
อาํ นาจโปรดศลี อนุกรม คอื สังฆราช ซึ่งถอื เปนผูแทนของพระเยซูคริสตเมื่อไดร ับศีลอนุกรมแลวไมอนุญาต
ใหสมรส กฎขอนเ้ี กดิ ขนึ้ ภายหลงั โดยศาสนาจักรเปน ผอู อกกฎน้ี

นิกายของศาสนาครสิ ต

เดิมศาสนาคริสตมีนิกายเดียว คือ โรมันคาทอลิก มีศูนยก ลางอํานาจอยูท ่ีสํานักวาติกัน กรุงโรม
ใชภ าษาละตนิ เปนภาษาของศาสนา ประมุขของศาสนาคอื สนั ตะปาปา เนนวาเปน ผูสืบทอดศาสนาคําสอน
ของพระเยซูมีพระคือบาทหลวง เปน นกิ ายที่เชือ่ เรือ่ งบุญบาป รูปเคารพถือไมกางเขนท่ีพระเยซูถูกตรึงอยู
ตอมาอาณาจักรไบเซนไทนมีศูนยก ลางท่ีกรุงคอนสแตนติโนเปล ประเทศตุรกี ปจจุบันมีความเปนอิสระ
ไมย อมอยูใตอํานาจของสนั ตะปาปา จึงแยกนกิ ายมาชอื่ วา กรกี ออรธอดอกซ ไมม ีศูนยกลางอํานาจท่ีใดโดย

ห น า | 25

เฉพาะใหความสําคัญของประมุขท่ีเรียกวา ปาตริอารค หรืออารคบิชอป ตอมามีบาทหลวงชาวเยอรมัน
ชื่อมารตินลูเธอร ไมพอใจการปกครองของสํานักวาติกันและโดนขับออกจากศาสนาจักรในป ค.ศ.1521
จึงแยกตนเองออกมาตัง้ นกิ ายใหมคอื โปรเตสแตนต เนน คมั ภรี ไมม ีนกั บวช รับศีลศกั ดิส์ ิทธิ์เพียง 2 อยา งคือ
ศีลลางบาปและศีลมหาสนิท

เรือ่ งท่ี 5 ประวตั ศิ าสนาพราหมณ - ฮนิ ดแู ละคาํ สอน

ศาสนาพราหมณ หรือ ฮินดู เกิดในเอเชียใต คือ ประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ 1,400 ป กอ นคริสต
ศกั ราช เกิดจากพวกอารยันทอี่ พยพเขา มาในประเทศอินเดีย ถือกันวาเปนศาสนาท่ีเกา แกท ี่สุดในโลกพระเวท
เปนคมั ภรี ศ าสนาพราหมณไ ดร ับการยกยอ งวาเปน คมั ภรี ท เี่ กาแกท่ีสดุ ในโลก และเปนวรรณคดที ีเ่ กา แกท่สี ดุ
ในโลกช่ือของศาสนาเปล่ยี นไปตามกาลเวลา

ในตอนแรกเร่มิ เรียกตัวเองวา “พราหมณ” ตอ มาศาสนาเส่อื มลงระยะหนง่ึ และไดม าฟนฟูปรับปรุง
ใหเปนศาสนาฮินดู โดยเพิ่มบางสิ่งบางอยางเขาไป มีการปรับปรุงเนื้อหาหลักธรรมคําสอนใหดีขึ้น คําวา
“ฮินดู” เปนคาํ ทใี่ ชเ รยี กชาวอารยันท่อี พยพเขา ไปตงั้ ถิ่นฐานในลุม แมน ํ้าสินธุ และเปน คําท่ีใชเ รียกลูกผสม
ของชาวอารยันกับชาวพ้ืนเมืองในชมพูทวีป และชนพื้นเมืองน้ีไดพ ัฒนาศาสนาพราหมณโดยการเพ่ิมเติม
อะไรใหม ๆ ลงไปแลวเรยี กศาสนาของพวกน้ีวา “ศาสนาฮนิ ดู” เพราะฉะนนั้ ศาสนาพราหมณจ งึ มีอีกช่ือใน
ศาสนาใหมว า “ฮนิ ด”ู จนถงึ ปจ จุบัน

ในอดีตศาสนาพราหมณหรือฮินดูจะมีการจัดคัมภีรออกเปน 3 พวก ตามการยกยองนับถือเทวะ
ทั้ง 3 โดยแยกเปน 3 นิกายใหญ ๆ นิกายใดนับถือเทวะองคใ ดก็ยกยอ งวา เทวะองคน้ันสูงสุด ตอ มา
นกั ปราชญชาวฮนิ ดูไดกําหนดใหเทวะท้งั 3 องค เปนใหญสงู สดุ เสมอกัน เทวะทงั้ 3 องคน้ี รับการนํามารวมกัน
เรยี กวา “ตรมี ูรต”ิ ใชค าํ สวดวา “โอม” ซึ่งยอมาจาก “อะอมุ ะ” แตล ะพยางคแ ทนเทวะ 3 องค คอื

“อะ” แทนพระวษิ ณหุ รือพระนารายณ
“อุ” แทนพระศวิ ะหรอื อศิ วร
“มะ” แทนพระพรหม

ห น า | 26

ในประเทศอนิ เดยี ไดม กี ารแบงชนชัน้ ออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษตั ริย แพศย คือ
พอคา คหบฎี และศทู ร กรรมกรคนใชแ รงงาน วรรณะพราหมณ ถอื วา เปนวรรณะสงู สดุ เปนพวกทําหนาที่
ทางศาสนา “พราหมณ” เปนคาํ ศัพททีเ่ นื่องมาจาก คาํ วา “พรหม” คนในวรรณะนี้ถอื วา ตนสืบเชื้อสายมา
จากพรหม สามารถติดตอเกี่ยวของกับโองการตาง ๆ จากพรหมซ่ึงเปนพระผูเปนเจามาแจงแกชาวโลก
มนุษยได สามารถติดตอบวงสรวงออ นวอนเทพเจาใหมาประสาทพรหรอื บันดาลความเปนไปตาง ๆ ในโลก
มนุษยไ ด

พวกพราหมณจึงเปน ท่ีเคารพยําเกรงของคนทุกวรรณะ แมแ ตก ษัตริยผ ูเ ปน ใหญใ นการปกครอง
เมื่อพวกพราหมณม ีอํานาจมากมคี นยาํ เกรงมากโอกาสที่จะแสวงหาลาภสกั การะจึงมีมาก พวกพราหมณแ ตละ
พวกจะแขง ขันในการทําพธิ ีโดยถอื วา การจดั ทาํ พธิ ตี าง ๆ ใหถูกตองตามพธิ ที ี่กาํ หนดไวใ นพระเวทเปนส่ิงสําคัญ
ชนวรรณะพราหมณไดร วบรวมสรรพวิชาท้ังหลายท่ีตนคนพบหรือเขา ใจเรื่องประมวลความรู เรียกวา
“ไสยศาสตร” ซง่ึ ข้ึนตนดวยวชิ าทีส่ ําคัญท่ีสุด คอื “พระเวท” อันหมายถงึ วิชาการที่เก่ียวกับพรหม เทวดา
และสงิ่ ศกั ดิ์สิทธทิ์ ง้ั หลายที่มนุษยต องเคารพบชู า สมยั นั้นยังไมมหี นังสือ จึงตอ งใชว ธิ ที องจําและสอนตอ ๆ กันมา
พระเวท ประกอบดวย “มนตรี” คือ คาถาสําหรับทองจํากับ “พราหมณะ” ซึ่งเปน คัมภีรคูม ือท่ีพวกพราหมณ
แตล ะกลมุ ไดเพม่ิ เติมในพธิ ีกรรมของตนใหล ะเอียดพิศดารขึน้ จนพราหมณเ องไมส ามารถทองจําได จึงตองมี
คมู ือ “พราหมณะ” คอื คาํ อธิบายลัทธพิ ธิ ีกรรมตา ง ๆ ของพระเวท แตเ ดมิ มี 3 อยาง เรียกวา “ไตรเพท” ไดแ ก

1. ฤคเวท เปน คัมภีรเกาแกที่สุด ถือกันวา ออกจากโอษฐของพระพรหม ซ่ึงพวกฤาษีไดส ดับแลว
นาํ มาอนศุ าสนนรชนอกี ตอหนึ่ง กลา วดว ยเทวดาตา ง ๆ และการบนบานใหชวยขจัดภยั ทัง้ มวล

2. ยชุรเวท กลา วดวยพิธกี รรมตา ง ๆ เปนตําราการทาํ พิธีกรรมของพราหมณโดยตรง
3. สามเวท กลา วดวยบทคาถาสังเวยสําหรับเหกลอมเทวดา บชู านํา้ โสมแกเ ทวะท้ังหลาย (“สาม แปลวา
สวด”) ดงั มีบทเหกลอมพระนเรศร - พระนารายณ หลงั พธิ ตี รยี มั ปวายเสร็จส้ินแลว ตอ มาเพิ่ม “อาถรรพเวท”
ซ่ึงเปน พระเวทท่เี กีย่ วกบั อาถรรพตาง ๆ มีมนตรสําหรับใชใ นกิจการท้งั ปวงรักษาโรคภัยไขเจบ็ หรือกําจดั ผลราย
อนั จะมมี าแตพยาธแิ ละมรณภยั และรวมทั้งสาํ หรบั ใชทาํ รา ยแกหมูอมิตร โดยเสกสิ่งหน่ึงสง่ิ ใดเขา ตัวหรอื ฝง รูป
ฝงรอยหรือทาํ เสนห ย าแฝด
นอกจากพระเวทท้งั 4 นแ้ี ลว ยงั มี “พระเวทรอง” อีก 4 อยา ง เรียก “อปุ เวท” เปนวชิ าทกี่ ลา วดวย
วทิ ยาศาสตรต า ง ๆ อนั เปนวทิ ยาการโดยเฉพาะ คอื
1. อยุรเวท ไดแก ตาํ ราแพทยศาสตร กลา วดว ยการใชสมุนไพร และมนตตา ง ๆ ในการรักษาโรค
มเี ทวดาประจําเปนเจา ของ คอื ฤาษที ัง้ แปด ซ่ึงไมปรากฏนามแนนอน
2. คานธรรมเวท ไดแ ก ตาํ ราขับรอ งและดนตรีกับนาฏศาสตรหรือการฟอ นรํา มีเทวดาประจํา คือ
พระนารทฤๅษี หรอื ทเ่ี รียกวา พระนารอท หรอื พระปรคนธรรพ
3. ธนุรเวท ไดแ ก วชิ ายิงธนแู ละการใชอาวุธสงคราม ซง่ึ บดั นเ้ี รียก “ยุทธศาสตร” มีเทวดาประจํา
คอื พระขนั ทกมุ าร
4. สถาปตยเวท ไดแ ก วิชากอสราง ซง่ึ เรยี กวา “สถาปตยกรรม” เทวดาประจาํ คอื พระวษิ ณุกรรม

ห น า | 27

วรรณะพราหมณในศาสนาฮนิ ดู

ในประเทศอินเดยี ไดแ บงออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษตั รยิ  แพศย ศูทร ในท่ีนี้จะกลาวถึง
วรรณะพราหมณห รอื ตระกลู นกั บวชเทา น้นั แบงออกเปน 4 ช้ัน คอื

1. พรหมจารี คอื พวกนักเรียน มีหนา ท่ีเปน ผูป ฏิบัติและศึกษาพระเวทในสํานักคณาจารยคนใด
คนหนึ่ง (เทียบกับศาสนาพุทธ คือ สามเณร และนวกะ)

2. คฤหบดี คือ ผูค รองเรือน มีภรรยา มีครอบครัว เปนหัวหนา ในบาน อานและสอนพระเวท
ทาํ การบูชาเอง หรอื ชว ยผูอ ่นื กระทาํ ยญั กรรม ใหท าน และรบั ทกั ษิณา

3. วานปรสั ถ คอื ผูอยปู า ละเคหสถานและครอบครวั เขา ปาเพื่อทรมานตน มักนอ ยในอาหารและ
เครื่องนุงหม กระทาํ ทกุ รกริ ยิ า สมาธิมนั่ คงในกจิ วตั ร ไดแ ก

ฤๅษี แปลวา ผแู สวง หมายถึง แสวงหาโมกษะ คอื การหลดุ พนจากการเวยี นวาย ตาย เกิด
โยคี แปลวา ผูบ ําเพ็ญโยคะ คือ ทรมานกายโดยวิธีแหงอิริยาบถตาง ๆ เพื่อหวังผลสําเร็จเปน
ผวู เิ ศษ เชน ยืนขาเดยี วเหนย่ี วกินลมนานนับสบิ ป นั่งสมาธิโดยไมลุกข้นึ เลยเปน เวลาสบิ ป
ดาบส แปลวา ผูบําเพ็ญตน คือ ความเพง เล็งในดวงจิตเพ่ือประโยชนใ หอาตมันเขา รว มอยูใน
ปรมตั ถ (หรือปรพรหม) ใหเ กิดความบรสิ ุทธใ์ิ สสะอาด แมกระทบอารมณใด ๆ ก็ไมแ ปรปรวน
มุนี แปลวา ผูสงบ ไดแก ผสู ําเร็จฌานสมาบัติ คือ ผกู ระทําตบะและโยคะจนถงึ ท่สี ดุ แลว
สิทธา แปลวา ผูสําเร็จฌานสมาบัติ คือ ผูก ระทาํ ตบะและโยคะจนถงึ ที่สดุ แลว
นกั พรต แปลวา ผบู วชและถือพรตตามลัทธพิ ราหมณ
ชฎิล แปลวา ฤๅษีผูมนุ มวยผมสงู เปนชฎา

นิกายและลทั ธิ

มี 4 นิกายดวยกัน คอื
1. นิกายไศวะ ถอื พระอศิ วรเปน ใหญ และนบั ถือพระนารายณ พระพรหมกบั เทพอนื่ ๆ ดวย
2. นิกายไวษณพ ถอื พระนารายณเปน ใหญ และนับถอื พระศิวะ พระพรหม กบั เทพอ่ืน ๆ ดว ย
3. นิกายศากต ถือวาพระแมอ าทิศักตีหรือพระแมปราศักตีเปน ใหญ และนับถือพระพรหม
พระนารายณก ับเทพอนื่ ๆ ดว ย
4. นกิ ายสมารต ถอื เทพหา องคดวยกัน คอื พระพฆิ เณศวร พระแมภ วานี คอื พระศักตี พระพรหม
พระนารายณ พระศวิ ะ ไมม อี งคใดใหญก วา โดยเฉพาะ

ลัทธิ
ปรมาตมนั คือ พรหมัน แบง ออกเปน 2 ระดับ อปรหมันความเจรญิ สูงสุด (UltimateReality)
ละปรพรหมัน คือ ความจริงขัน้ เทพเจาสงู สดุ (SupremeBeing) คําสอนในคัมภีรอ ุปนษิ ัท ทําใหศ าสนาพราหมณ
เปนเอกนิยม (Monoism) เช่อื วา สรรพสิ่งมาจากหนงึ่ และกลับไปสคู วามเปน หนึ่ง หลงั จากคมั ภีรอ ุปนษิ ทั ได
พัฒนาจนถึงขดี สดุ ทําใหเ กดิ ลัทธปิ รัชญาอกี 6 สํานกั ดงั ตอ ไปน้ี
1. นยายะเจา ลัทธิ คอื โคตมะ
2. ไวเศษกิ ะเจาลทั ธิ คอื กนาทะ
3. สางขยะเจาลัทธิ คอื กปล ะ

ห น า | 28

4. โยคะเจาลทั ธิ คือ ปตัญชลี
5. มมี างสา หรอื ปรู วมมี างสา เจาลทั ธิ คือ ไชมนิ ิ
6. เวทานตะ หรืออุตตรมมี างสา เจาลัทธิ คือ พาทรายณะ หรอื วยาส
ลัทธนิ ยายะ
นยายะ แปลวา การนําไป คือ นําไปสูการพิจารณา สอบสวน อยา งละเอียดถี่ถว นหรือวิธีการหา
ความจรงิ ซึ่งอาศยั หลกั ตรรกวิทยา เพราะเหตนุ ้ชี ่อื เรียกสําหรบั ลัทธินยายะจึงมีหลายอยาง เชน ตรรกวิทยาบา ง
วชิ าวา ดวยวาทะบาง โคตมะผูเ ปนเจาของลัทธิน้ีเกิดประมาณ 550 ป กอ น ค.ศ. หรือกอนพระพุทธเจา
ปรินิพพานประมาณ 7 ป วิธีท่ีจะไดค วามรู ความเขาใจที่ถูกตองตามหลักของลัทธินยายะน้ันมีอยู 16 ประการ
เชน
1. ประมาณหรือวิธีใหเ กิดความรูชอบน้ัน มี 4 อยา งคือ 1. การรูประจักษ 2. การอนุมานหรือ
คาดคะเน 3. การเปรียบเทยี บ 4. บรรยายถอ ยคํา
2. ประเมยะ เรอื่ งที่พงึ่ รชู อบมี 12 อยา ง คือ 1. อา 9 มนั 2. สรีระ 3. อนนิ ทรีย 4. อรรถ 5. พุทธิ
6. มนะ 7. พฤตกิ รรม 8. โทษ 9. การเกดิ อีก (หลงั ตายไปแลว) 10. ผลแหงความดีความชั่ว 11. ความทุกข
12. ความหลดุ พน
3. สงั สะยะ ความสงสัย เปน ตน
ลทั ธิไวเศษิกะ
คาํ วา ไวเศษิกะ คือ วเิ ศษ หมายถึง ลกั ษณะท่ีทําใหสิ่งหน่งึ ตางไปจากอกี หนึ่ง ฤๅษีกณาทะ ผูต ั้งลัทธินี้
เกดิ ในศตวรรษที่ 3 กอนคริสตศักราช ลัทธนิ ี้สอนเพือ่ ความหลดุ พนไป การหลดุ พนนัน้ การรูอ าตมันไดอยา ง
แจม แจง เปนวธิ ีการสาํ คัญยง่ิ
ลัทธินี้ใชวิธีตรรกวิทยา คือ ส่ิงที่มีอยูจริงช่ัวนิรันดร มีอยู 9 อยางคือ 1. ดิน 2. นํ้า 3. ไฟ 4. ลม
5. อากาศ 6. กาละ 7. ทศิ 8. อาตมนั 9. ใจ ดวยการรวมตวั ของสิ่งเหลา น้สี ่งิ อน่ื ๆ ยอ มเกิดข้นึ มากมาย
ลัทธสิ างขยะ
ลทั ธิสางขยะนี้ถอื วา เปน ปรชั ญาฮินดทู ่เี กาแกท ่ีสดุ เพราะนับเปน ครัง้ แรกที่ไดมีการพยายามทําให
ปรชั ญาของพระเวทกลมกลนื กบั เหตุผล ฤาษกี ปละ เปนผแู ตง คมั ภีรแหงลทั ธนิ ี้ ทานเกดิ ในสมยั ศตวรรษที่ 6
กอ น ค.ศ. รวมสมัยกับพระพุทธเจา
คาํ วา สางขยะ แปลวา การนับหรือจํานวน กลาวถึงความจริงแท 25 ประการ ยอมลงเปน 2 คือ
บุรุษ ไดแ ก อาตมนั หรอื วญิ ญาณสากล และประกฤติ (ปกติ) คอื ส่ิงทีเ่ ปน เนื้อหาหรือตนกําเนิดของสง่ิ ทั้งหลาย
ความมุง หมายของลัทธิน้ี เพ่ือสรา งปญญาใหเกิดเพ่ือทําลายเหตุแหง ความทุกขท้ังปวงและ
ปลดเปล้อื งอาตมันออกจากสง่ิ ผกู พัน ความทุกขใ นความหมายของลัทธิน้ีแบงออกเปน 3 ประการ ดังนี้
1. ความทุกขทเ่ี กดิ ขน้ึ จากเหตภุ ายใน เชน ความผิดปกตขิ องรา งกายและจติ ใจ
2. ความทุกขท ่เี กดิ ขึน้ จากเหตภุ ายนอก เชน มนุษย สตั ว หรอื ส่งิ ไมม ีชวี ติ อื่น ๆ
3. ความทกุ ขที่เกิดขนึ้ จากเหตุนอกอํานาจ หรือเหนือธรรมชาติ เชน บรรยากาศดาวพระเคราะห
การแกทุกขเ หลาน้ีตอ งใชปญ ญาท่ีสามารถปลดเปล้ืองอาตมันออกจากสิ่งผูกพัน โดยหลักการแลวลัทธิน้ี
เปน อเทวนิยม ไมเชื่อเร่ืองพระเจา สรางโลก เปน ทวินิยม คือ เชื่อวา ของจริงมีอยู 2 อยาง คือ 1. อาตมัน
2. เนื้อหาของสิ่งที่เขา มาผสมกบั อาตมนั

ห น า | 29

ลัทธิโยคะ
ลัทธโิ ยคะ คําวา โยคะ เปนศาสตรเ ดิมทมี่ มี านานแลว ปตัญชลีเปน ผูร วบรวมเรียบเรียงข้ึน ทา นจึง
ไดรับเกียรติวา เปนผูต ง้ั ลทั ธโิ ยคะ ประมาณ 3 หรือ 4 ศตวรรษกอ น ค.ศ. โยคตะ แปลวา การประกอบหรือ
การลงมอื ทาํ ใหเ กิดผล ลัทธนิ ี้อาศยั ปรชั ญาของสางขยะเปนฐานจดุ หมาย คือ จะชวยมนุษยใ หหลุดพนออก
จากความทุกข 3 ประการ ดังกลาวในลัทธสิ างขยะ คอื
1. ในการทาํ ใหหลดุ พนจากความทุกขซ งึ่ เกิดจากเหตุภายใน เชน โรคภัยไขเ จบ็ หรอื ความประพฤติผิด
ตองพยายามใหบรรลคุ วามไมย ึดถอื โลก โดยไมจ าํ เปน ตองแยกตวั ออกจากโลก
2. ในการทาํ ใหห ลุดพน จากความทกุ ข ซึง่ เกดิ จากเหตภุ ายนอก เชน สัตวราย หรอื โจรผูรา ย เปน ตน
พงึ สํารวมจิตใจใหบ รสิ ุทธ์สิ ะอาด
3. ในการทาํ ใหหลดุ พนจากเหตนุ อกอาํ นาจ หรอื เหนอื ธรรมชาติ เชน ธาตุ หรืออํานาจอันเรน ลับ
ละเอยี ดออ นพึงบําเพญ็ สมาธซิ ่งึ เปนจุดประสงคอ ันแทจ ริงของลัทธินี้
โยคีหรอื ผูบ ําเพ็ญโยคะ ยอมพยายามท่ีจะเปนผูห ลุดพนจากวงกลมแหงชีวิตและความตายอยา ง
เด็ดขาด โดยพิจารณาเห็นธรรมชาติวาเปนพลังอันเดียวแตทํางานสองแง คือ จากภายนอก พลังงานนี้
พยายามที่จะแยกส่ิงทั้งหลายออกจากกัน ท่ีเรียกวา ความตาย จากภายใน พลังงานน้ีพยายามที่จะรวม
ส่ิงทั้งหลายเขาดวยกนั ท่เี รยี กวา ชีวิต การบําเพ็ญโยคะกเ็ พอ่ื รวมพลังงาน 2 อยา งนี้เขา ดว ยกนั โยคะวางกฎ
สําหรับปฏิบัติและวางพิธีเพื่อควบคุมหรือสํารวมระวังจิตของแตละบุคคลที่เรียกวา ชีวะ จนเปน อันหนึ่ง
อันเดยี วกนั จติ ใจสากลทีเ่ รียกวา ปุรุษะ เมือ่ ชวี ะบรรลถุ งึ สภาพดง้ั เดิมของตน คือ ปุรุษะ ก็ชื่อวา เปนอิสระ
หรือหลดุ พน จากสถานการณท ้ังปวงแหงพายแุ ละความสงบ ความสุข ความทุกข และเช่ือวาพนจากความทุกข
ท้ังปวง
คาํ วา “โอม” เปน คาํ ศักดส์ิ ทิ ธใ์ิ นลทั ธโิ ยคะ ใชสําหรับรวมความหมายที่เน่ืองดวยพระเปน เจา แลว
กลาวซ้ํา ๆ กนั เพ่อื ใหเ กดิ ความรถู งึ ส่งิ สงู สุด และเพื่อปองกนั อปุ สรรคในการบําเพ็ญโยคะ
อบุ ายวธิ ใี นการบาํ เพ็ญโยคะ มี 8 ประการ ดังน้ี
1. ยมะ สาํ รวจความประพฤติ
2. นยิ มะ การบําเพญ็ ขอ วัตรทางศาสนา
3. อาสนะ ทา น่งั ท่ถี ูกตอ ง
4. ปราณายามะ การบงั คับลมหายใจไปในทางท่ีตองการ
5. ปรตั ยาหาระ การสาํ รวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย
6. ธารณา การทาํ ใจใหม่นั คง
7. ธยานะ การเพง
8. สมาธิ การทําใจแนวแน ต้งั มน่ั อยางลกึ ซ้งึ
ลทั ธมิ ีมางสา
คําวา มมี างสา แปลวา พิจารณา สอบสวน หมายถึง พิจารณาสอบสวนพระเวท ไดแก สอบสวน
มนั ตระกับพราหณะ ไชมิณิ ผแู ตง คัมภรี ม มี างสาสตู ร เกดิ ข้ึนสมยั ระหวาง 600 - 2000 ป กอนครสิ ตศักราช
ความมงุ หมายของลัทธิมมี างสา คอื สอบสวนถงึ ธรรมชาติแหงการกระทําที่ถูกตอง ซ่ึงเรียกสั้น ๆ วา
“ธรรม” ขอ เสนออันเปน ฐานของลัทธิมีอยูวา หนา ท่ีหรือการกระทําเปน สาระอันสําคัญยิ่งของความเปน
มนษุ ย ถาไมมกี ารทาํ ปญญากไ็ มม ีผล ถา ไมม ีการกระทําความสุขก็เปน สิ่งที่เปน ไปไมได ถาไมมีการกระทํา

ห น า | 30

จดุ หมายปลายทางของมนุษยกไ็ มม ีทางจะทําใหส มบรู ณได เพราะฉะน้นั การกระทาํ ทถี่ ูกตอ ง ซง่ึ เรียกวาสนั้ ๆ วา
“ธรรม” จึงเปนส่งิ จําเปนในเบื้องตนของชวี ติ

การกระทําทุกอยาง มีผล 2 ทาง คอื ผลภายนอกกับผลภายใน ผลภายนอก เปนผลหยาบเปน ส่ิงท่ี
แสดงตัวออกมา ผลภายใน เปนผลละเอียดเปนสิ่งท่ีเรียกวา “ศักยะ” คือ ยังไมแ สดงตัว แตอ าจใหผลได
เหมือนนาฬกิ าท่ไี ขลานไว ยอมมีกําลังงานสะสมพรอ มท่จี ะแสดงผลออกมา

ผลภายนอก เปน ของชั่วคราว ผลภายใน เปน ของชั่วนิรันดร เพราะฉะน้ัน การกระทําทั้งหลายจึง
เทา กับเปนการปลกู พชื ในอนาคต

ในขอเสนอขนั้ มูลฐานน้ี ลทั ธิมีมางสาสอบสวนถงึ การกระทําหรือกรรมท้งั ปวง อันปรากฏพระเวทแลว
แบง ออกเปน 2 สว น คอื มนั ตระ กบั พราหมณะ มี 5 หวั ขอ ดงั นี้

1. วธิ รี ะเบียบวธิ ี
2. มนั ตระหรอื บทสวด
3. นามเธยะช่อื
4. นเิ สธะขอ หา ม
5. อรรถวาทะคําอธิบายความหมายหรือเนอ้ื ความ

ลัทธเิ วทานตะ
ลัทธิเวทานตะ สอบสวนถึงสว นสุดทายของพระเวท จึงมีรากฐานตั้งอยูบ นปรัชญาของอุปนิษัท
ซ่ึงเปนที่สุดแหงพระเวท และมีหลักการสวนใหญว า ดว ยเรื่องญาณหรือปญญาอันสอบสวนถึงความจริง
ข้ันสดุ ทา ยเกีย่ วกับ ปรุ ุษะ หรอื พระพรหม
ผูเรยี บเรียงคัมภรี เ วทานะ คอื พาทรายณะ กลา วกันวา ทา นเปน อาจารยข องทา นไชมิณิ ผูต้ังลัทธิ
มมี างสา พาทรายณะอยูในสมยั ระหวาง 600 - 2000 ป กอ นครสิ ตศักราช
ในการปฏบิ ัตเิ พ่อื ใหบ รรลุจดุ หมายปลายทางของลทั ธิน้ี มหี ลกั การอยู 4 ขอ ดังน้ี
1. วิเวกะ ความสงดั หรือความไมเกย่ี วในฝา ยหนึ่ง ระหวางสิ่งอันเปนนริ นั ดรกับมใิ ชน ิรันดรระหวา ง
สิง่ แทก บั สงิ่ ไมแท
2. ปราศจากราคะ คอื ไมมีความกาํ หนดั ยินดหี รือความตดิ ใจ ความตองการ เชน ความปรารถนา
ทจ่ี ะอภริ มยใ นผลแหงการกระทําทัง้ ในปจ จบุ นั และอนาคต
3. สลัมปต ความประพฤตชิ อบ ซงึ่ แจกออกอีกหลายอยา ง เชน สมะ ความสงบ ทมะ การฝกตน
อปุ รติ มีใจกวา งขวาง ไมต ดิ ลทั ธินิกายติตกิ ษา ความอดทน ศรัทธา ความเช่ือ สมาธานะความต้งั ม่ันสมดลุ แหง
จิตใจ
4. มุมุกษตุ วะ ความปรารถนาทชี่ อบเพอื่ จะรคู วามจริงขั้นสุดทา ยและเพือ่ ความหลดุ พน

คาํ สอนท่สี าํ คญั ของศาสนาพราหมณ - ฮินดู

หลกั ธรรมสาํ คัญของศาสนาพราหมณ - ฮินดู หลักธรรม 10 ประการ
1. ธฤติ ไดแ ก ความมั่นคง ความเพียร ความพอใจในส่งิ ทีต่ นมี
2. กษมา ไดแก ความอดทนอดกล้นั และมเี มตตากรณุ า
3. ทมะ ไดแก การขมจิตมิใหหวนั่ ไหวไปตามอารมณ มสี ติอยเู สมอ
4. อัสเตยะ ไดแ ก การไมล ักขโมย ไมกระทาํ โจรกรรม

ห น า | 31

5. เศาจะ ไดแ ก การทาํ ตนใหส ะอาดทง้ั กายและใจ
6. อินทรียนิครหะ ไดแ ก การขม การระงับอินทรีย 10 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง มือ เทา
ทวารหนกั ทวารเบา และลําคอ ใหเ ปน ไปในทางที่ถกู ตองอยใู นขอบเขต
7. ธี ไดแก การมีสติ ปญญา รูจักการดาํ เนินชวี ิตในสังคม
8. วทิ ยา ไดแ ก ความรทู างปรชั ญา
9. สัตยา ไดแก ความจรงิ คอื ความซอ่ื สตั ยสจุ ริตตอ กัน
10.อโกธะ คือ ความไมโกรธ

หลักอาศรม 4
1. พรหมจารี ศกึ ษาเลา เรียนและประพฤตพิ รหมจรรยจนถงึ อายุ 25 ป ศึกษาจบจึงกลับบา น
2. คฤหัสถ ครองเรือน จบจากการศึกษา กลับบา น ชว ยบิดามารดาทํางาน แตงงานเพื่อรักษา
วงศต ระกลู ประกอบอาชพี โดยยึดหลักธรรมเปน เคร่ืองดาํ เนินชวี ติ
3. วานปรัสถ สงั คมกาล มอบทรพั ยสมบัติใหบตุ รธดิ า ออกอยูปา แสวงหาความสงบ บําเพ็ญประโยชน
ตอสังคม การออกอยปู า อาจจะทําเปน ครั้งคราวกไ็ ด
4. สันยาสี ปริพาชก เปน ระยะสุดทา ยแหงชีวิต สละความสุขทางโลกออกบวชเปน ปริพาชก เพื่อ
หลุดพน จากสังสารวฏั

การเผยแผข องศาสนาพราหมณในประเทศ

ศาสนาฮนิ ดูท่ีมีอิทธิพลตอ วัฒนธรรมไทยน้ันคือ ชว งที่เปนศาสนาพราหมณ ไดเขามาที่ประเทศไทย
เมือ่ ใดนัน้ ไมปรากฏระยะเวลาทีแ่ นนอน นักประวตั ิศาสตรส ว นมากสนั นษิ ฐานวา ศาสนาพราหมณน ้นี า จะเขา มา
ยคุ สมัยสโุ ขทยั โบราณสถานและรูปสลกั เทพเจาเปน จาํ นวนมากไดแสดงใหเ ห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เชน
รูปลักษณะนารายณ 4 กร ถือสังข จักร คทา ดอกบัว สวมหมวกกระบอก เขา ใจวา นา จะมีอายุประมาณ
พุทธศตวรรษท่ี 9 - 10 หรอื เกา ไปกวานนั้ (ปจ จบุ ันอยพู พิ ิธภัณฑสถานแหง ชาติพระนคร)

นอกจากนี้ไดพ บรปู สลกั พระนารายณท าํ ดวยศิลาท่ีอําเภอไชยา จังหวัดสรุ าษฎรธานี โบราณสถานท่ี
สําคญั ท่ขี ดุ พบ เชน ปราสาทพนมรงุ จงั หวดั บรุ ีรัมย ปราสาทหนิ พิมาย จังหวัดนครราชสมี า พระปรางคส ามยอด
จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ ตอมาในสมัยสุโขทัย ศาสนาพราหมณไดเ ขา มามี
บทบาทมากขึ้นควบคูไปกับพุทธศาสนา ในสมัยน้ีมีการคน พบเทวรูปพระนารายณ พระอิศวร พระพรหม
พระแมอ ุมา พระหริหระ สวนมากนิยมหลอ สาํ ริด

ห น า | 32

นอกจากหลกั ฐานทางศิลปกรรมแลว ในดานวรรณคดไี ดแสดงใหเ ห็นถึงความเช่อื ของศาสนาพราหมณ
เชน ตํารบั ทา วศรจี ุฬาลกั ษณห รือนางนพมาศ หรอื แมแ ตป ระเพณลี อยกระทง เพอ่ื ขอขมาลาโทษพระแมคงคา
นา จะไดอิทธพิ ลจากศาสนาพราหมณ เชน กนั

ในสมัยอยุธยา เปนสมัยท่ีศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณีเชน เดียวกับ
สุโขทัย พระมหากษัตริยห ลายพระองคท รงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณเ ขามา เชน พิธีแชง นํ้า
พิธีทําน้ําอภิเษกกอ นขึ้นครองราชยสมบัติ พิธีบรมราชภิเษก พระราชพิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรด
พระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพธิ ีตรียัมปวาย เปน ตน โดยเฉพาะสมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงนับถือทาง
ไสยศาสตรม ากถงึ ขนาดทรงสรา งเทวรปู หมุ ดว ยทองคาํ ทรงเครอ่ื งทรงยาราชาวดสี ําหรบั ตง้ั ในการพระราชพิธี
หลายองค ในพิธตี รยี มั ปวายพระองคไ ดเสด็จไปสงพระเปน เจา นับถือเทวสถานทกุ ๆ ป ตอมาในสมัยรัตนโกสินทร-
ตอนตน พิธีตาง ๆ ในสมัยอยุธยายังคงไดร บั การยอมรับนบั ถือจากพระมหากษัตริยและปฏบิ ตั ติ อ กันมา คอื

1. พระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก

พระราชพิธีน้ีมีความสําคัญ เพราะเปนการเทิดพระเกียรติขององคพระประมุขพระบาทสมเด็จ-
พระพุทธยอดฟา จฬุ าโลกไดโปรดเกลา ฯ ใหผ ูรูแบบแผนครง้ั กรงุ เกา ทําการคนควา เพ่ือจะไดส รา งแบบแผนท่ี
สมบูรณต ามแนวทางแตเ ดมิ มาในสมัยกรุงศรอี ยธุ ยาและเพ่ิมพธิ สี งฆเ ขาไป ซึง่ มี 5 ข้นั ตอน คือ

1. ขั้นเตรยี มพิธี มกี ารทําพิธีเสกนํ้า การทําพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏดวงพระราชสมภพและแกะ
พระราชลัญจกรประจํารชั กาล

2. ขน้ั พิธเี บอื้ งตน มกี ารเจรญิ พระพทุ ธมนต
3. ขั้นพิธีบรมราชาภิเษก มีการสรงพระมุรธาภิเษก จากน้ันรับการถวายสิริราชสมบัติและ
เคร่อื งสิรริ าชกกธุ ภัณฑ
4. ขั้นพิธีเบื้องปลาย เสด็จออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีแลวเสด็จพระราช-
ดําเนินไปทําพิธีประกาศพระองคเปนศาสนูปถัมภกในพระพุทธศาสนา พรอ มท้ังถวายบังคมพระบรมศพ
พระบรมอัฐิพระเจาอยูหัวองคกอน และเสดจ็ เฉลิมพระราชมณเฑยี รเสด็จเลียบพระนคร

2. การทํานํ้าอภิเษก

พระมหากษตั รยิ ท ่จี ะเสดจ็ ขน้ึ เถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกจะตองสรงพระมุรธาภิเษกและ
ทรงรับนา้ํ อภเิ ษกกอนไดร ับการถวายสริ ิราชสมบัติตามตําราพราหมณ น้ําอภิเษกน้ีใชน ํ้าจากปญ จมหานที คือ
คงคายมุนา มหิ อจิรวดี และสรภู ซึ่งทําเปนนํ้าท่ีไหลมาจากเขาไกรลาส อันเปน ท่ีสถิตของพระศิวะ สมัยกรุง-
รัตนโกสินทร ต้ังแตร ชั กาลที่ 1 ถึงรัชกาลท่ี 4 ใชน า้ํ จาก 4 สระ ในเขตจงั หวดั สุพรรณบุรี คือ สระเกษ สระแกว
สระคงคา และสระยมนุ า และไดเพ่ิมนาํ้ จากแมน ํา้ สําคญั ในประเทศอีก 5 สาย คือ

1) แมน ้ําบางปะกง ตักที่บงึ พระอาจารย แขวงนครนายก
2) แมน้าํ ปาสกั ตกั ที่ตาํ บลทา ราบ เขตสระบุรี
3) แมน า้ํ เจา พระยา ตกั ทตี่ าํ บลบางแกว เขตอางทอง
4) แมน้ําราชบุรี ตกั ทตี่ ําบลดาวดงึ ส เขตสมุทรสงคราม
5) แมน ํา้ เพชรบุรี ตักทตี่ าํ บลทาไชย เขตเมืองเพชรบรุ ี

ห น า | 33

3. พระราชพิธจี องเปรยี ง (เทศกาลลอยกระทง)

คือ การยกโคมตามประทีปบชู าเทพเจา ตรมี รู ติ กระทําในเดอื นสิบสองหรอื เดอื นอาย โดยพราหมณ
เปน ผทู ําพธิ ใี นพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ตอ งกินถั่วกินงา 15 วัน สว นพราหมณอ ่ืนกินคนละ 3 วัน
ทุกเชาตอ งถวายน้ํามหาสังขทุกวนั จนถงึ ลดโคมลง ตอ มาสมัยรัชการที่ 4 ไดท รงโปรดใหเพิ่มพิธีทางพุทธศาสนา
เขามาดวย โดยโปรดใหม สี วดมนตเย็นแลวฉันเชา อาลักษณอ านประกาศพระราชพิธีจากน้ันแผพ ระราช-
กศุ ลใหเ ทพยดาพระสงฆเ จรญิ พุทธมนตตอไป จนไดฤกษแ ลวทรงหลั่งน้ําสังขและเจิมเสาโคมชัย จึงยกโคมข้ึน
เสาโคมชยั นที้ ย่ี อดมีฉตั รผาขาว 9 ช้ัน โคมประเทียบ 7 ช้ัน ตลอดเสาทาน้ําปูนขาว มีหงสติดลูกกระพรวน
นอกจากน้ีมเี สาโคมบรวิ ารประมาณ 100 ตน ยอดฉตั รมผี า ขาว 3 ชนั้

4.พระราชพธิ ตี รยี ัมปวาย

เปนพิธีสงทายปเกาตอนรับปใหมข องพราหมณ เช่ือกันวา เทพเจา เสด็จมาเยี่ยมโลกทุกป จึงจัดพิธี
ตอนรับใหใ หญโ ตเปน พิธหี ลวงทม่ี มี านานแลว ในสมัยรตั นโกสินทรไดจัดกันอยางใหญโ ตมาก กระทําพระราชพิธีน้ี
ที่เสาชิงชาหนาวัดสุทัศน ชาวบานเรียกพิธีน้ีวา “พิธีโลชิงชา ” พิธีน้ีกระทําในเดือนอา ยตอมาเปล่ียนเปน
เดอื นยี่

5.พระราชพิธีพชื มงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวัญ

แตเ ดิมมาเปนพราหมณ ภายหลงั ไดเ พ่ิมพธิ ีสงฆ
จึงทําใหเ กิดเปน 2 ตอนคือ พิธีพืชมงคลเปนพิธีสงฆ
เร่ิมต้ังแตก ารนําพันธุพืชมารวมพิธี พระสงฆส วดมนต
เยน็ ท่ีทองสนามหลวง จนกระท่งั รุง เชา มีการเลีย้ งพระ
ตอ สว นพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเปนพิธีของ
พราหมณก ระทําในตอนบา ย

ปจ จุบันน้ีพิธีกรรมของพราหมณท ่ีเขามามี
อิทธิพลตอสังคมไทยเร่ิมลดบทบาทลงไปมากเพราะ
พุทธศาสนาไดเ ขามามีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธี
และพิธีกรรมท่ัว ๆ ไปในสังคม อยางไรก็ตามพิธี-
พราหมณเทา ท่ีเหลืออยแู ละยงั มีผปู ฏิบตั ิสบื กนั มา ไดแ ก พิธีโกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธีตั้งเสาเอก พิธีตั้ง-
ศาลพระภมู ิ พิธีเหลานยี้ งั คงมผี นู ยิ มกระทํากันท่วั ไปในสังคม สว นพระราชพิธีที่ปรากฏอยู ไดแ ก พระราชพิธี-
พืชมงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั พระราชพิธบี รมราชภเิ ษก และพธิ ที าํ นา้ํ อภิเษก เปนตน

สําหรับพธิ กี รรมในศาสนาฮนิ ดซู ึง่ เปน พราหมณใหม ไมใ ครม อี ทิ ธพิ ลมากนัก แตกม็ ผี นู ับถอื และสนใจ
รวมในพิธกี รรมเปน ครง้ั คราว ท้ังนอี้ าจเปน เพราะความเช่อื ในพระเปนเจาตรมี ูรติท้ัง 3 องค ยังคงมีอิทธิพล
ควบคูไ ปกับการนับถือพุทธศาสนา ประกอบกับในโบสถข องพวกฮินดูมักจะต้ังพระพุทธรูปรวม ๆ ไปกับ
รปู ปน ของพระผูเ ปน เจา ทั้งน้ีสืบเนื่องมาจากความเชื่อในเร่ืองอวตารของพระวิษณุทําใหค นไทยที่นับถือ
พทุ ธศาสนาบางกลุมนิยมมาสวดออ นวอนขอพรและบนบาน หลายคนถึงขนาดเขารว มพิธีของฮินดูจึงเขา
ลกั ษณะท่ีวานับถือท้งั พุทธทั้งฮนิ ดูปนกนั ไป

ห น า | 34

ศาสนาพราหมณ - ฮินดูในโลก

ปจ จุบันศาสนาพราหมณ - ฮินดู นับถือกันมากในประเทศอินเดีย และมอี ยเู ปน สวนนอยในประเทศ
ตาง ๆ เชน ลงั กา บาหลี อนิ โดนเี ซยี ไทย และแอฟริกาใต

เร่ืองที่ 6 ประวัตศิ าสดาและคาํ สอนของศาสนาซิกข

1. ประวตั ศิ าสดา

ศาสนาซิกข เปน ศาสนาประเภทเอกเทวนิยม มีทานคุรุนานักเทพเปนศาสดาองคที่ 1 สืบตอ มาถึง
ทานครุ โุ ควินทสิงห เปนศาสดาองคที่ 10 มีสุวรรณวิหารตั้งอยูที่เมืองอัมริสสา แควน ปญ จาป ประเทศอินเดีย
เปนศูนยช าวซิกขทวั่ โลก ตามทปี่ รากฏในประวัติศาสตร มปี ระมขุ แหงศาสนาซิกขอยู 10 ทา นดวยกนั คอื

1. คุรุนานัก กอ นสิ้นชีพไมส ามารถพ่ึงลูกชายสองคนเปนผูส ืบตอ ทางลัทธิได ทา นจึงไดประกาศ
แตง ตัง้ ศษิ ยท ี่รักของทานคนหนึ่งซง่ึ เปน คนขวั้นเชอื กขาย ช่ือ ลาหนิ า (Lahina) เปน ผสู ืบตอ แตเ น่อื งจากศษิ ย
ผูน้ีมีการเสียสละตอทา นคุรุนานักตลอดมา ทานจึงเปล่ียนนามใหใ หมวา อังคัต (Angal) แปลวา ผูเสียสละ
รางกาย

2. ครุ ุองั คัต (พ.ศ. 2081 - 2095) ทา นผูนเี้ ปนนักภาษาศาสตรสามารถเผยแผคําสอนของอาจารย
ไปไดย่ิงกวา คุรุคนใด ทา นเปน คนแรกท่ีแนะนาํ สาวกใหนับถือครุ นุ านกั วาเปนพระเจา องคหน่ึง

3. ครุ ุอมาร ทาส (Amardas พ.ศ. 2095 - 2117) ทา นเปนผทู ่ไี ดชอื่ วา เปน คนสุภาพ ไดต ั้งองคก าร
ลทั ธิซิกขขนึ้ มา ไดช่อื วา เปนผสู งเสริมลัทธิซิกขไ วไดอ ยา งมนั่ คง

4. คุรุรามทาส (Ramsas พ.ศ. 2117 - 2124) ทา นเปนผูสรา งศูนยก ลางของลัทธิซิกขไ วแ หง หน่ึง
ใหชือ่ วา “หริมณเฑียร” คอื วหิ ารซกิ ขไวในทะเลสาบเล็ก ๆ แหงหนึ่ง อยูทางทิศตะวันออกเฉียงใตของแควน
ลาฮอร สถานท่ีดังกลาว เรยี กวา อมฤตสระ กลายเปน ทบี่ าํ เพญ็ บญุ ศูนยก ลางลัทธิซิกขเชนเดียวกับเมืองเมกกะ
ศูนยกลางของลทั ธอิ สิ ลาม ทา นไดต ั้งแบบแผนไววาผูสืบตอตําแหนงคุรุจําเปน ตองเปนเชื้อสายของตนเอง
ดังน้นั ทานไดแ ตง ตง้ั บุตรชายของทา นเปนครุ ุตอ ไป

5. ครุ ุอรชุน (Arjan พ.ศ. 2124 - 2149) เปน ผูร วบรวมคัมภีรใ นลทั ธิซิกขไดม ากกวา ผูใด คัมภีร
ที่รวบรวมเก็บจากโอวาทของครุ ทุ งั้ สี่ทา นท่ผี า นมา และไดเ พิ่มโอวาทของทา นเองไวในคัมภีรดว ย เปนผูออก
บญั ญัติวา ชนชาติซิกข ตองแตงตัวดวยเคร่ืองแตงกายของศาสนานิยม ไมนิยมแตงตัวดวยวัตถุมีราคาแพง
ต้ังกฎเกณฑเก็บภาษีเพ่ือบํารุงศาสนา ไดช ื่อวาเปน ผูเผยแผล ัทธิไดอ ยา งกวางขวาง สรา งหริมณเฑียรขึ้นเปน
สวุ รรณวหิ าร สิ้นชพี ในการตอ สกู ับกษัตรยิ ก รุงเดลี

6. คุรุหรโิ ควนิ ทะ (HarI Covind พ.ศ. 2149 - 2181) เปนครุ ุคนแรกท่สี อนใหชาวซกิ ขนิยมดาบ
ใหถ อื ดาบเปนเครื่องหมายของชาวซิกขผเู ครงครัดในศาสนา เปนผสู งเสรมิ กาํ ลงั ทหารสั่งสอนใหช าวซิกขเปน
ผกู ลา หาญตานทานศตั รู (ซึง่ เขามาครองดินแดนอนิ เดยี อยใู นขณะนน้ั )

เปน ท่ีนา สังเกตวานับตั้งแตสมัยน้ีเปน ตน ไป เร่ืองของศาสนาซิกขเ ปนเร่ืองของอาวุธ เร่ืองความ
กลา หาญ เพอื่ ตอ สูศ ัตรผู มู ารกุ รานแผน ดิน

ห น า | 35

7. คุรุหริไร (HarI Rai พ.ศ. 2181 - 2207) ทานผูน ี้ไดทําการรบตา นทานโอรังเซฟกษัตริยมุสลิมใน
อินเดยี

8. คุรุหริกิษัน (HarI Rai พ.ศ. 2207 - 2281) ไดด ําเนินการเผยแพรล ัทธิดว ยการตอตานกษัตริย
โอรงั เซฟเชนเดยี วกบั คุรุหรไิ ร

9. คุรุเทคพาหาทรู  (Tegh Bahadur พ.ศ. 2218 - 2229) เปน นกั รบทแี่ กลวกลา สามารถตา นทาน
การรกุ รานของกษัตริยอ ิสลามท่ีเขามาครอบครองอินเดียและขมขูศาสนาอื่น ทา นไดเ ผยแพรศาสนาซิกข
ออกไปไดก วางขวางสุดเขตตะวนั ตกเฉยี งเหนือของประเทศอินเดยี และแผม าทางใตจนถึงเกาะลงั กา ทา นได
ตา นทานอิสลามทกุ ทาง พวกมสุ ลมิ ในสมัยนน้ั ไมกลาสรู บกบั ครุ ทุ า นนีไ้ ด

10. ครุ โุ ควินทสงิ ห (Covind Singh พ.ศ. 2229 - 2251) เปน บตุ รของคุรุเทคพาหาทูร เปนผูร ิเร่ิม
ต้ังบทบัญญัติใหมในศาสนาซิกข ดว ยวิธีปลุกใจสานุศิษยใหเปน นักรบ ตอ ตานกษัตริยม ุสสิมผูเ ขา มาขม ขี่
ศาสนาอ่ืน เพื่อจรรโลงชาติทา นไดต ้ังศูนยก ลางการเผยแผลัทธิซิกขอยูท ่ีเมืองดัคคา (Dacca) และ
แควน อสั สมั ในเบงกอลตะวนั ออก ทา นไดป ระกาศแกสานุศษิ ยท้ังหลายวา ทุกคนควรเปน นักรบตอ สูกับศัตรู
เพ่อื จรรโลงชาติศาสนาของตน ซิกขท กุ คนตอ งเปน คนกลาหาญ คําวา “สิงห” อันเปนความหมายของความ
กลาหาญ เปนชื่อของบรรดาสานุศิษยแหง ศาสนาซิกขมาต้ังแตคร้ังน้ัน และ “สิงห” ทุกคนตอ งรวมเปน
ครอบครวั บริสุทธ์ิ

2. พระคมั ภีร

เปนส่ิงสาํ คญั ที่ตอ งเคารพสงู สดุ จัดวางในท่สี ูงบนแทนบูชา จะตอ งมีผูปรนนบิ ัติพระคัมภีรอยูเ สมอ
คือ การศกึ ษาและปฏบิ ัตติ ามอยางเครง ครัด ชาวซกิ ขทกุ คนจะตองถอดรองเทาและโพกศรี ษะกอ นเขา ไปใน
โบสถ จะตอ งเขา ไปกราบพระคมั ภีรด วยความเคารพเสยี กอน

คัมภรี ของศาสนาซิกข เรยี กวา ครันถ - ซาหิป หรือ คันถะ (ในภาษาบาลี) หมายความวา คัมภีรหรือ
หนงั สือ สว นใหญเปน คํารอ ยกรองส้ัน ๆ รวม 1,430 หนา มีคาํ ไมน อยกวา ลานคํามี 5,894 โศลก โศลกเหลานี้
เขา กับทาํ นองสังคตไี ดถ งึ 30 แขนง จัดเปนเลม ได 37 เลม ภาษาทใ่ี ชใ นคัมภีรมีอยู 6 ภาษาหลัก คือ ปญจาบี
(ภาษาประจําแควน ปญจาปอันเปนถนิ่ เกิดของศาสนา) มุลตานี เปอรเ ซียน ปรากรติ ฮินดี และมารถี

ศาสนาซิกขโ บราณประมาณรอยละ 90 เชนเดียวกบั ศาสนิกชนในศาสนาอ่ืนท่ีไมเคยรอบรูคัมภีรข อง
ศาสนาของตน ดังนั้น คมั ภีรจ ึงกลายเปนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ผูไ มเ กี่ยวขอ งไมส ามารถแตะตองได ที่หริมณเฑียร
หรอื สุวรรณวิหาร ในเมืองอมฤตสรา แควนปญจาป มีสถานทป่ี ระดิษฐานคมั ภีรถ อื เปนศนู ยก ลางศาสนาซกิ ข

ห น า | 36

ในวิหารของศาสนาซิกขไ มบ ังคับใหม ีรูปเคารพ นอกจากคัมภีร ใหถือวา คัมภีรน ้ันคือ ตัวแทนของ
พระเจา ทุกเวลาเชา ผูรักษาวิหารจะนําผาปกดิ้นราคาแพงมาหุมหอคัมภีรเปนการเปลี่ยนผาคลุมทําความ
สะอาด วางคัมภีรลงบนแทนภายในมานซ่ึงปก ดว ยเกล็ดเพชร กอนพิธีสวดในเวลาเชา ครั้นตกเย็น
ก็นาํ คัมภีรไปประดิษฐานไวบ นตั่งทองในหอ งพิเศษ ไมย อมใหฝ นุ ละอองจับตอ งได

คัมภีรเดิมหรือชวงแรกของศาสนานี้เรียกวา อาทิคันถะ รวบรวมโดยคุรุทานที่หา คือ คุรุอรชุน
(เทพ) ประมวลจากนานาโอวาทซง่ึ ครุ ทุ า นแรก คือ ครุ นุ านกั และโอวาทของคุรทุ า นตอ ๆ มา พรอ มทั้งวาณี
(คําภาษิต) ของภคตั คอื ปราชญผ ทู ่ีมคี วามภกั ดอี ยา งยิ่งตอ ลัทธิน้ีอีก 11 ทาน และมีวาณีของภคัตผูม ีอาชีพ
ประจาํ สกุลมารวมไวใ นอาทิคนั ถะดวย

ในเวลาตอ มาไดม ีการรวบรวมโอวาทของครุ ุอีกครงั้ หน่ึง โดยคุรุโควินทสิงห ไดรวบรวมโอวาทของ
ครุ เุ ทคพาหาทรู ร วมเปนคมั ภีรครนั ถ - ซาหปิ อนั สมบูรณ

3. จรยิ ธรรมของซกิ ข

คาํ สอนตามคัมภีรค รันถ - ซาหิป ซึ่งบรรดาทา นครุ ุทง้ั หลายไดป ระกาศไวเ กยี่ วกบั จริยธรรมอันเปน
เคร่ืองยังสังคมและประเทศชาตใิ หม ่นั คงอยไู ด และยงั จติ ใจของผปู ฏบิ ัติใหบ รรลถุ งึ ความผาสุกข้ันสุดทายได
มนี ัยโดยสงั เขป คอื

เกี่ยวกับพระเจา “รูปทง้ั หลายปรากฏขน้ึ ตามคาํ ส่ังของพระเจา (อกาลปรุ ษุ ) ส่ิงมีชวี ิตทัง้ หลายอบุ ตั ิ
มาตามคาํ สง่ั ของพระเจา บุตรธิดาจะไดร ถู ึงกาํ เนิดบิดามารดาไดอยา งไร โลกทง้ั หมดรอ ยไวด ว ยเสน ดา ย คือ
คําสั่งของพระเจา”

“มนุษยท ง้ั หลายมีพระบิดาผูเ ดียว เราทั้งหลายเปน บุตรของทาน เราจงึ เปน พีน่ อ งกัน”
“พระเจาผูสรางโลก (อกาลปุรษุ ) สิงสถิตอยูในส่ิงทั้งหลายท่ีพระเจาสรางและสิ่งทั้งหลายก็อยูใน
พระเจา ”
“อา หลา (อัลลอห) ไดส รางแสงสวา งเปนคร้ังแรก สตั วท งั้ หลายอุบัติมาเพราะศักดิ์ของอา หลา สิ่งที่อา หลา
สรา งข้ึนเกดิ มาแตแสงสวา งน้ันเองจึงไมม ีใครสูง ไมม ีใครต่ํา ใครจะไมถ ามถึงวรรณะ และกําเนิดของทา น
ทานจงแสวงหาความจรงิ ซงึ่ พระเจา แสดงแกทาน วรรณะและกาํ เนิดของทา นเปน ไปตามจารตี ของทานเอง”
“อยาใหใ ครถือตัวเพราะวรรณะของตน ผูซึ่งรูจ ักพรหมนั่นแหละเปน พราหมณอยา ถือตัวเพราะ
วรรณะ ความถอื ตวั เชน นี้เปน บอเกดิ แหงความช่วั ฯลฯ”
“คนทงั้ หลาย บางก็เปน อุทาสี สันยาสี โยคี พรหมจารี ยติ ฮินธุ ฯลฯ บางคนเปนอิมานซาฟ จึงถือวา
คนท้ังหลายเปน วรรณะเดียวกันหมด กรุตา (ผูสรา งโลกตามสํานวนฮินดู) และกรีม (อา หลาตามสํานวน
มุสลิม) เปน ผูเดียวกนั เปนผูเผอื่ แผป ระทานอภยั อยาเขา ใจผิด เพราะความสงสัยและเชอื่ ไปวามีพระเจา องค
ท่สี อง คนท้ังหลายจงปฏบิ ัติแตพระเจาองคเ ดียว คนทัง้ หลายยอมมีพระเจา เดยี ว ทา นจงรูไ วซึ่งรปู เดียว และ
วิญญาณเดียว”
เก่ยี วกบั การสรางโลก ซกิ ขส อนวา แตเรมิ่ แรกมีแตก าลบุรุษ ตอ มามีหมอกและกา ซหมุนเวียนอยู
ไดล านโกฎิป จึงมีธรณี ดวงดาว น้ํา อากาศ ฯลฯ อุบัติขึ้นมา มีชีวิตอุบัติมาบนส่ิงเหลา นี้นับดวยจํานวน
8,400,000 ชนิด มนษุ ยม ฐี านะสงู สุด เพราะมีโอกาสบาํ เพ็ญธรรมเปนการฟอกดวงวิญญาณใหสะอาดอันเปน
หนทางใหห ลดุ พน จากการเกิดการตาย
ซกิ ขสอนวา โลกมมี ากตอ มาก ดวงสุริยะ ดวงจันทร มีมากตอ มาก อากาศ และอวกาศกวางใหญไ พศาล
อันผูมกี เิ ลสยากทจี่ ะหยง่ั รไู ด

ห น า | 37

เกีย่ วกับเศรษฐกิจสังคม ซกิ ขส อนวา
1. ใหต่นื แตเชาอยางนอ ยครง่ึ ชั่วโมงกอ นรุงอรณุ
2. ตนื่ แลว ใหบรกิ รรมทางธรรม เพือ่ ฟอกจิตใจใหสะอาด
3. ใหประกอบสมั มาชีพ
4. ใหแบง สว นของรายได 10 สว น มอบใหแ กก องการกุศล
5. ใหละเวน การเสพของมึนเมา ประพฤตผิ ิดประเวณี
เก่ยี วกบั ประเทศชาติ ศาสนาซกิ ขต้งั ข้นึ โดยคุรนุ านัก ผูม องเห็นภยั ท่ปี ระเทศชาตกิ าํ ลังไดร บั อยูจาก
คนตางชาติและคนในชาติเดียวกัน จึงไดประกาศธรรมสั่งสอนเพื่อความดํารงอยูของชาติ คุรุวาณีของทา น
เปนเคร่ืองกระตุนใหผ ูรับฟงมีความสามคั คมี ีความรกั ชาติ โดยไมเกลียดชาติอ่นื
ตอ มาในสมยั ครุ โุ ควนิ ูสงิ ห ทานไดส ั่งสอนใหชาวซกิ ขเ ปนทหารหาญ เสียสละเลือดเนือ้ และชีวิตเพอ่ื ชาติ
คุรุหลายทา น เชน คุรุอรชนุ เทพ และครุ ุเทคบาหาทรู  ไดสละชีพเพ่ือชาติและศาสนา และบางทา นสละชีพ
เพื่อปอ งกนั ศาสนาซกิ ข กลา วคือ
- คุรุชุนเทพ ถูกกษตั ริยอิสลาม คอื ชาหันครี  บงั คบั ไมใหท า นประกาศศาสนา ทา นถูกจับขังที่ปอม
เมืองลาฮอร ถูกทรมานใหน่ังบนแผนเหล็กเผาไฟและถูกโบยดวยทรายคั่วรอนบนราง กษัตริยช าหันคีร
บังคับใหท า นเลิกประกาศศาสนาซิกข แ ละหันมาประกาศศาสนาอิสลามแทน แตทา นไมย อมทําตามจึงถูก
นําตวั ไปใสห มอ ตม และถกู นาํ ตัวไปถวงในแมน ้าํ ระวี จนเสียชีวิต พ.ศ. 2149
ครุ เุ ทคบาหาทรุ ถกู กษตั ริยอ สิ ลามประหาร เพราะเรื่องการประกาศศาสนาซิกขเ ชน กัน
ในการกเู อกราชของประเทศอินเดีย ปรากฏวาชาวซิกขไ ดส ละชวี ิตเพ่ือการนีเ้ ปนจํานวนมาก
เกี่ยวกับฐานะของสตรี ศาสนาซิกขย กสตรีใหมีฐานะเทา บุรุษ สตรีมีสิทธิในการศึกษา รวม
สวดมนตหรอื เปน ผูนาํ ในการสวดมนตเทากับบุรษุ ทุกประการ คุรนุ านกั ใหโ อวาทแกพวกพราหมณผเู ครงใน
วรรณะสี่ ไววา
“พวกทานประณามสตรดี วยเหตุใดสตรีเหลา นีเ้ ปนผูใ หกาํ เนิดแกราชาคุรศุ าสดาและแมแ ตตวั ทานเอง”

เกย่ี วกับเสมอภาคและเสรีภาพ คุรุนานกั สอนวา “โลกทง้ั หมดเกดิ จากแสงสวา งอนั เดยี วกนั คอื
(พระเจา ) จะวาใครดใี ครช่วั กวากนั ไมไ ด”

ครุ ุโควินทสิงห สอนวา สเุ หรา มณเฑียร วหิ าร เปน สถานท่บี าํ เพญ็ ธรรมของคนทงั้ หลายเหมือนกัน
ท่ีเหน็ แตกตางกนั บางเพราะความแตกตางแหงกาลกาละและเทศะ

วิหารของซิกขมีประตูสี่ดาน หมายความวาเปดรับคนทั้งส่ีทิศ คือ ไมจํากัดชาติ ศาสนา เพศ
หรอื วรรณะใด ในการประชุมทางศาสนาทุกคนไดรบั การปฏบิ ัติที่เสมอภาค ผูแจกหรือผูร ับแจกอาหารจาก
โรงทานของกองการกุศลจะเปนคนในวรรณะใด ๆ ชาติใดก็ไดคนทุกฐานะตอ งนัง่ กนิ อาหารในทีเ่ สมอหนา กนั

เรอื่ งของโรงอาหารเปน สง่ิ สําคัญมากของศาสนสถาน คุรุรามทาส ไดต้ังกฎไววา ใครจะเขาพบ
ทา นตอ งรบั อาหารจากโรงทานเสียกอน เพ่ือเปน การแสดงใหเห็นประจกั ษวารับหลักการเสมอภาคของทานคุรุ
คร้ังหน่ึงอักบารม หาราชไปพบทา นเห็นทา นน่ังกินอาหารในที่เดียวกับสามัญชน ทําใหอักบารมหาราช
พอพระทัยถวายเงินปแ ดท านคุรผุ ูนี้

ห น า | 38

อีกประการหนึ่งจะเปน ผูใ ดก็ตามจะตอ งปฏบิ ตั ิสังคตี (พธิ ชี มุ นุมศาสนิก) ดว ยมือของตนเอง คือ
ตองเช็ดรองเทา ตกั นา้ํ ทําทุกอยางดว ยตนเอง ไมมใี ครไดร ับยกเวนเปนพเิ ศษ ผูใดปฏิบัติตามไดม ากย่ิงเปน
ซกิ ขท ่ีดมี าก

4. ศาสนาซกิ ขเ ขา สูประเทศไทย

ชาวซกิ ขส วนมากยึดอาชีพขายอิสระ บา งก็แยก
ยายถิน่ ฐานทํามาหากินไปอยตู า งประเทศ บางก็เดินทางไปมา
ระหวา งประเทศ ในบรรดาชาวซิกขดังกลา วมีพอ คา ชาวซิกข
ผูหน่ึงช่ือ นายกิรปารามมาคาน ไดเดินทางไปประเทศ
อัฟกานิสถาน เพอื่ หาซ้ือสินคา แลว นําไปจําหนา ยยังบานเกิด
สนิ คาทซี่ ือ้ ครง้ั หน่งึ มมี าพนั ธดุ ีรวมอยูหนึง่ ตวั

เมื่อขายสินคาหมดแลว ไดเ ดินทางมาแวะที่
ประเทศสยาม โดยไดนํามา ตัวดังกลา วมาดวย เขาไดม า
อาศยั อยใู นพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริยส ยาม
ไดร บั ความอบอนุ ใจเปนอยา งยิ่ง ดังนั้น เขามีโอกาสเขา เฝา
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจา อยูห ัว และไดถวายมา
ตัวโปรดของเขาแดพ ระองคด ว ยความสํานึกในพระมหา-
กรณุ าธิคุณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูห ัว เห็น
ในความจงรักภักดขี องเขา ไดพระราชทานชางใหเ ขาหน่งึ เชอื ก ตลอดจนขา วของเคร่ืองใชท จี่ าํ เปนในระหวา ง
เดินทางกลับอินเดยี

เมอื่ เดนิ ทางกลบั มาถึงอินเดียแลว เหน็ วาของทไี่ ดรบั พระราชทานมาน้ันสูงคาอยา งย่ิงควรท่ีจะเก็บ
รกั ษาใหสมพระเกยี รตยิ ศแหงพระเจา กรงุ สยาม จึงไดนาํ ชางเชือกนน้ั ไปถวายพระราชาแหงแควนแคชเมียร
และยํามู พรอมทั้งเลา เรอ่ื งท่ีตนไดเ ดนิ ทางไปประเทศสยามไดร ับความสุขความสบายจากพี่นอ งประชาชน
ชาวสยาม ซ่ึงมีพระเจา แผนดนิ ปกครองดว ยทศพธิ ราชธรรมเปน ทยี่ กยองสรรเสรญิ ของประชาชน

พระราชาแหง แควน แคชเมียร ไดฟ งเรื่องราวแลว ก็มีความพอพระทัยอยางยิ่ง ทรงรับชา งเชือก
ดงั กลา วเอาไวแ ลว ขึน้ ระวางเปนราชาพาหนะตอ ไป พรอมกับมอบแกวแหวนเงินทองใหนายกิรปารามมาคาน
เปน รางวลั จากนนั้ เขาก็ไดเดินทางกลับบา นเกิด ณ แควนปญจาป แตคร้ังน้ีเขาไดร วบรวมเงินทอง พรอมทั้ง
ชักชวนเพ่ือนพอ งใหไ ปตัง้ ถน่ิ ฐานอาศยั อยูใตรม พระบรมโพธสิ มภารพระเจากรงุ สยามตลอดไป

ตอ มาไมนานผูคนท่ีเขาไดชักชวนไวก ็ทยอยกันมาเรื่อย ๆ ดังน้ัน ศาสนาสถานแหงแรกจึงไดถ ูก
กาํ หนดขึ้น โดยศาสนิกชนชาวซกิ ขไดเชาเรือนไมหนง่ึ คหู าทีบ่ ริเวณบา นหมอ หลงั โรงภาพยนตรเ ฉลมิ กรงุ
ปจ จบุ ัน เมื่อป พ.ศ. 2455 มาตกแตงใหเหมาะสมเพ่อื ใชป ระกอบศาสนากิจ

ห น า | 39

ตอ มาเมอื่ สงั คมซิกขเ ติบโตขึ้นจึงไดย า ยสถานที่จากที่เดิมมาเชาบานหลังใหญกวาเดิม ณ บริเวณ
ยานพาหรุ ดั ในปจ จุบัน แลวไดอ ัญเชิญพระมหาคัมภรี อาทิครนั ถมาประดิษฐานเปน องคป ระธาน มีการสวดมนต
ปฏบิ ัตศิ าสนกิจเปน ประจําทุกวนั ไมมวี ันหยุดนับ ต้งั แตป  พ.ศ. 2456 เปนตนไปจนถึงป พ.ศ. 2475 ศาสนิกชน
ชาวซิกขจ งึ ไดรวบรวมเงนิ เพ่อื ซ้ือท่ดี นิ ผนื หนงึ่ เปนกรรมสทิ ธิ์ เปน จาํ นวนเงนิ 16,200 บาท และไดกอ สราง
อาคารเปนตึกสามช้นั ครึ่ง ดว ยเงนิ จาํ นวนประมาณ 25,000 บาท เปนศาสนสถานถาวรใชช่ือวา ศาสนาสถาน
สมาคมศรคี รุ สุ งิ หสภา สรา งเสร็จเม่อื ป พ.ศ. 2476

ตอ มาเกดิ สงครามมหาเอเชยี บรู พา ศาสนสถานแหง นถี้ กู ระเบดิ จากฝายสัมพนั ธมติ รถงึ สองลูกเจาะ
เพดานดาดฟา ลงมาถึงชน้ั ลางถงึ สองชั้น แตลูกระเบิดดงั กลาวดา น แตทําใหต ัวอาคารราวไมสามารถใชงานได
หลังจากไดท ําการซอ มแซมมาระยะหนงึ่ อาคารดงั กลาวใชงานไดดังเดิม และไดใชประกอบศาสนากิจมาจนถึง
ปจ จุบนั

ตอมาเม่อื ศาสนิกชนชาวซกิ ขมีจํานวนมากขึ้นตามลําดบั จึงตางกแ็ ยกยายไปประกอบกจิ การคา ขาย
ตามหวั เมืองตาง ๆ อยางมสี ิทธเิ สรีภาพยิ่ง และทุกแหง ท่ีศาสนิกชนชาวซิกขไ ปอาศัยอยูก็จะรวมกันกอ ตั้ง
ศาสนสถานเพือ่ ประกอบศาสนกจิ ของตน ปจจบุ ันมีศาสนสถานของชาวซิกขท ่ีเปน สาขาของสมาคมอยู 17 แหง
คือ ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงหส ภา (ศูนยรวมซิกขศ าสนิกชนในประเทศไทย) กรุงเทพฯ และต้ังอยูใ น
จังหวัดตา ง ๆ อีก 16 แหง คือ จังหวัดนครสวรรค ลําปาง เชียงใหม เชียงราย นครราชสีมา ขอนแกน
อุดรธานี นครพนม อบุ ลราชธานี ชลบรุ ี (พทั ยา) ภเู กต็ ตรงั สงขลา (อาํ เภอเมอื งสงขลา และอําเภอหาดใหญ)
ยะลา และจงั หวัดปตตานี

ในป พ.ศ. 2525 มศี าสนกิ ชนชาวซกิ ขอยูใ นประเทศไทยประมาณสองหมนื่ คน ทุกคนตางมงุ ประกอบ
สมั มาอาชีพอยูภายใตพ ระบรมโพธิสมภารแหงพระมหากษัตริยไ ทย ดวยความม่ังคั่งสุขสงบท้ังกายและใจ
โดยทวั่ หนา

สมาคมศรีครุ ุสงิ หสภา (ศูนยร วมซิกขศาสนกิ ชนในประเทศไทย) ไดอ บรมสั่งสอนกลุ บตุ รกุลธิดาใหเปน
ผมู คี วามรูความสามารถ เปนผูดีมีศีลธรรม รูจ ักรักษาธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ละเวน จากส่ิงเสพติด
ทงั้ ปวง ดําเนนิ การอุปการะชวยเหลอื เออื้ เฟอ เผอื่ แผต อผปู ระสบทุกขย ากอยเู สมอมไิ ดข าด

จัดสรางโรงเรียนซกิ ขวทิ ยา ที่สาํ โรงเหนือ จังหวดั สมุทรปราการ มีหอ งเรียน 40 หอ ง มีนักเรียน 300 คน
ทั้งชายและหญงิ สอนตามหลักสตู รกระทรวงศึกษาธกิ าร

ห น า | 40

จัดสรา งสถานพยาบาล คลนิ กิ นานกั มิชชัน เพือ่ เปด การรักษาพยาบาล มีคนไขท ่ียากจนเขา รับการ
รักษาพยาบาลโดยไมเ สยี เงิน โดยไมจาํ กดั ช้นั วรรณะ และศาสนาแตป ระการใด

เปดบริการหองสมดุ นานัก บริการหนงั สือตา ง ๆ ทัง้ ในภาคภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาปญ จาบี
เปด สถานสงเคราะหค นชรา เพื่อสงเคราะหช ว ยเหลือผูส ูงอายุที่ยากจนขัดสน และขาดแคลน
ผอู ปุ การะ
จัดต้ังมูลนธิ ิพระศาสดาคุรนุ านักเทพ เม่ือป พ.ศ. 2512 นําดอกผลมาสงเคราะหนกั เรียนทีเ่ รียนดแี ต
ขดั สนทนุ ทรัพย
ใหความรวมมือในการชวยเหลือสังคมในดานตาง ๆ กับหนวยงานตาง ๆ เชน กรมการศาสนา
สภากาชาดไทย มูลนิธิเด็กพิการ มูลนิธิชว ยคนปญญาออ น สภาสังคมสงเคราะหแหงประเทศไทย (ในพระบรม-
ราชปู ถัมภ) เพ่ือใหเ กดิ ความสมัครสมานสามคั คใี นหมูศาสนิกชนศาสนาตาง ๆ เชญิ ชวนใหช าวซิกขออกบําเพ็ญตน
เพอื่ ใหประโยชนต อสังคมสว นรวม

เรอื่ งที่ 7 การเผยแผศาสนาตาง ๆ ในโลก

ในจาํ นวนประชากรประมาณ 4,500 ลานคน มผี ูนบั ถือศาสนาตา ง ๆ ดังตอ ไปน้ี คือ
1) ศาสนาคริสต ประมาณ 2,000 ลา นคน
2) ศาสนาอสิ ลาม ประมาณ 1,500 ลานคน
3) ศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดปู ระมาณ 900 ลา นคน
4) ศาสนาพุทธ ประมาณ 360 ลา นคน
5) ทเ่ี หลอื เปน นับถือลทั ธติ า ง ๆ เทพเจา หรือไมน ับถือศาสนาอะไรเลย

ศาสนาท่ีสําคัญของโลกทุกศาสนาตางเกิดในทวีปเอเชีย ซ่ึงแหลง กําเนิดดังน้ี เอเชียตะวันตก-
เฉยี งใต เปนตนกาํ เนิดของศาสนายูดาย ศาสนาคริสต และอิสลาม ศาสนายูดาย เปน ศาสนาทเ่ี กาแกที่สุดใน
เอเชียตะวันตกเฉยี งใต เปน ตน กาํ เนดิ ของศาสนาครสิ ต ซง่ึ เปนศาสนาทมี่ ผี นู บั ถือมากที่สดุ ในโลกขณะนี้ โดยได
เผยแผไปสยู โุ รป ซีกโลกตะวนั ตกอน่ื ๆ และชาวยุโรปนํามาเผยแผสูทวีปเอเชียอีกคร้ังหนึ่ง

ศาสนาอสิ ลาม เกิดกอ นศาสนาครสิ ตป ระมาณ 600 ป เปน ศาสนาท่สี าํ คัญของเอเชียตะวันตกเฉียงใต
ปจจบุ ันศาสนาน้ีไดเผยแผไปทางภาคเหนอื ของอินเดีย ดินแดนทางตอนเหนือของอาวเบงกอล คาบสมุทร
มลายู และประเทศอินโดนีเซีย

เอเชยี ใตเปนแหลงกาํ เนดิ ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู มคี วามเช่อื มาจากศาสนา-
พราหมณ ซ่งึ เปนศาสนาเกาแกของโลก เมอ่ื ประมาณ 5,000 ป และเปนแนวทางการดาํ เนินชวี ิตของชาวอินเดีย
จนกระทั่งถึงปจจุบันนี้ สวนพุทธศาสนาเกิดกอนศาสนาคริสต 500 ป และถึงแมจ ะเกิดในอินเดียแต
ชาวอินเดยี นบั ถอื พระพุทธศาสนานอย แตม ีผูน บั ถือกันมากในทเิ บต ศรีลังกา พมา ไทย ลาว และกัมพูชา

เอเชยี ตะวนั ออกเปนแหลงกาํ เนดิ ของลทั ธิขงจอื้ เตา และชินโต ตอมา เมอื่ พระพทุ ธศาสนาไดเผยแผ
เขาสูจนี ปรากฏวาหลักธรรมของศาสนาพุทธสามารถผสมผสานกับคําสอนของขงจ้ือไดด ี สว นในญ่ีปุนนับถือ
พุทธศาสนาแบบชนิ โต


Click to View FlipBook Version