บทเรียนสำเร็จรปู
คำสมำส
กล่มุ สำระกำรเรียนรภู้ ำษำไทย
ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษำปี ท่ี 2
โดย
นำงสำวมลั ลิกำ ศำนติประพนั ธ์
ตำแหน่งครูผชู้ ่วย
โรงเรียนกระบรุ ีวิทยำ อำเภอกระบรุ ี จงั หวดั ระนอง
สำนกั งำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำมธั ยมศึกษำ พงั งำ ภูเก็ต ระนอง
สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขนั้ พ้ืนฐำน
กระทรวงศึกษำธิกำร
คำนำ
บทเรียนสำเร็จรูปในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ จัดทำ
ขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน และเรื่องคำสมาส เพื่อพัฒนาการเรียนการ
สอนใหป้ ระสบผลสำเร็จ บรรลุจดุ มุง่ หมายของหลกั สูตรใหน้ กั เรียนได้ศึกษาเนื้อหาภายใน
เล่มดว้ ยตนเอง
บทเรียนสำเร็จรูปประกอบด้วย คำแนะนำสำหรับครู คำแนะนำในการเรียน
สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน รายละเอียดของเน้อื หา แบบฝกึ
เสริมทักษะ และแบบทดสอบหลังเรียน
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนสำเร็จรูปเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาผู้เรียน
และพัฒนาคุณภาพการจัดการเรยี นรู้ของครผู ูส้ อนกลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทยได้เป็น
อย่างดี
ผ้จู ัดทำ
๑
แผนภมู ลิ ำดบั ขน้ั ตอน
อา่ นคำแนะนำ ทดสอบกอ่ นเรียน
ไมผ่ า่ นการทดสอบ ศึกษาบทเรียน
ทดสอบหลังเรยี น
ผ่านการทดสอบ
ศึกษาบทต่อไป
๒
คำแนะนำสำหรบั ครู
เมือ่ ครผู ู้สอนไดน้ ำบทเรยี นสำเรจ็ รูปไปใช้ควรปฏิบัติ ดังน้ี
๑. ทดสอบความรู้กอ่ นเรยี น เพ่ือวัดพืน้ ฐานความรขู้ องนักเรียนแต่ละคน
๒. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป
ควบคู่กับแผนการจัดการเรยี นรู้
๓. หลังจากสอนเนื้อหาแล้ว ให้นักเรียนตอบคำถามเพื่อประเมินความรู้
แต่ละเรอื่ ง
๔. ควรให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะภาคปฏิบัติ ครูดูแลและให้
คำแนะนำอย่างใกลช้ ิด
๕. ใหน้ ักเรยี นทำแบบทดสอบหลังเรียน หลงั จากที่นกั เรยี นเรยี นจบเลม่
๖. ใชเ้ ป็นสอ่ื การสอนสำหรบั ครู
๓
คำแนะนำในการเรียน
บทเรียนสำเร็จรปู เล่มนี้ สร้างขึน้ เพื่อให้นกั เรียนศึกษาด้วยตนเองและ
ปฏิบตั ติ ามขัน้ ตอน ดงั นี้
๑. นกั เรียนศกึ ษาบทเรยี นสำเร็จรูปและทำกิจกรรมในเล่มอย่างต้ังใจ
โดยทดสอบความรู้ก่อนเรียน ตรวจดูคำตอบจากเฉลย ทบทวน
ความรู้ และทำแบบทดสอบหลังเรยี น
๒. หากมีขอ้ สงสยั ในการใชบ้ ทเรียนสำเร็จรปู ใหถ้ ามครูผสู้ อนทนั ที
๓. การศึกษาบทเรียนสำเร็จรูปเล่มนี้จะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง
ในการทำกิจกรรมในเลม่
๔. นักเรยี นควรปฏบิ ัติตามกิจกรรมภายในเล่มและไม่ขดี เขียนหรือทำ
เครือ่ งหมายไว้ในเล่ม
อา่ นผมก่อนนะครับเดก็ ๆ
๔
มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ช้ีวัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การ
เปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษา
ภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัติของชาติ
ตัวช้ีวดั
ตัวชว้ี ัด ม.๒/๑ สร้างคำในภาษาไทย
๕
จุดประสงคก์ ารเรียนรแู้ ละสาระสำคญั
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. เขา้ ใจความหมายและความรู้ทว่ั ไปของคำสมาส
๒. อา่ นและเขยี นคำสมาสไดถ้ ูกตอ้ ง
๓. วเิ คราะห์และจำแนกคำประเภทของคำสมาสได้
สาระสำคัญ
คำสมาส เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี และสันสกฤตเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการสร้างคำ
ประเภทหนึ่งของภาษาไทย เพือ่ ให้เพยี งพอแกค่ วามต้องการสือ่ สาร โดยนำคำตั้งแต่ ๒ คำข้ึนไป
มารวมเป็นคำเดียวกนั มักพบในวรรณคดี และในบทประพันธ์ประเภทโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
ร่าย และลิลติ การเรยี นรเู้ ร่ืองคำสมาสจึงช่วยใหไ้ ดค้ วามรเู้ รอื่ งคำภาษาบาลี และสันสกฤตมากข้ึน
สามารถวเิ คราะห์ และจำแนกคำประเภทคำสมาสได้ และยังช่วยในการเลอื กคำมาแตง่ คำประพันธ์
ประเภทตา่ งๆได้มากยิง่ ข้นึ
เม่อื เดก็ ๆเข้าใจแล้ว
เรามาทำแบบทดสอบก่อนเรียน
กนั เถอะ
๖
แบบทดสอบก่อนเรียน
คำช้ีแจง จงเลือกคำตอบทีถ่ ูกตอ้ งเพียงคำตอบเดยี ว
๑. ข้อใดกลา่ วถงึ หลักการสร้างคำสมาสถกู ตอ้ งที่สดุ
ก. คำสมาสจะต้องเกิดจากการรวมคำบาลีหรอื สนั สกฤตเทา่ นน้ั
ข. คำสมาสจะต้องเกดิ จากการรวมคำบาลีกับคำบาลเี ทา่ นั้น
ค. คำสมาสจะต้องเกดิ จากการรวมคำสันสกฤตกบั คำสนั สกฤตเทา่ นนั้
ง. คำสมาสจะเกิดจากการรวมคำได้ทุกภาษา
๒. ข้อใดเป็นคำสมาส ข. เทพเจา้
ก. ผลไม้ ง. เทพบตุ ร
ค. กรมวัง
๓. ขอ้ ใดไม่ใชค่ ำสมาส ข. ภมู ศิ าสตร์
ก. ภมู ิลำเนา ง. ภูมิประเทศ
ค. ภูมทิ ศั น์
๔. ขอ้ ใดไมใ่ ชค่ ำสมาสทุกคำ ข. แพทยศาสตร์ ครุศาสตร์ วิทยาศาสตร์
ก. ราชการ พระทนต์ วีรบุรษุ ง. พระพุทธเจ้า จนั ทร์เพ็ญ พระเขนย
ค. นวพล อุดมคติ สามัญศกึ ษา
๕. กาลเวลา จดั เป็นคำสมาสประเภทใด ข. คำสมาสสรา้ ง
ก. คำสมาสยมื ง. คำสมาสประสม
ค. คำสมาสซอ้ น
๗
พระตรีโลกนาถแผ้ว เผดจ็ มาร
เฉกพระราชสมภาร พีน่ ้อง
๖. บทประพนั ธจ์ ากเรื่องลลิ ิตตะเลงพา่ ยข้างตน้ มีคำสมาสก่ีคำ
ก. ๒ คำ ข. ๓ คำ
ค. ๔ คำ ง. ๕ คำ
๗. คำว่า พล จะนำหน้าคำใดจึงจะเป็นคำสมาส
ก. เรอื น ข. ความ
ค. ศึกษา ง. เมือง
๘. คำในขอ้ ใดมีโครงสรา้ งเหมอื นกับคำสมาสแต่ไมใ่ ช่คำสมาส
ก. พลเมือง ข. กายกรรม
ค. ธุรกิจ ง. สนั ติภาพ
๙. ขอ้ ใดอ่านไมถ่ ูกตอ้ งตามหลักคำสมาส ตงั้ ใจทำ ไม่ลอกกัน
ก. เกียรตคิ ุณ อา่ นว่า เกยี ด - ติ – คุน นะครบั ^^
ข. กุศลกรรม อา่ นว่า กุ - สน – กำ
ค. เกษตรกร อ่านว่า กะ - เสด - ตระ – กอน
ง. โบราณคดี อา่ นว่า โบ - ราน - นะ - คะ – ดี
๑๐. การสร้างคำสมาสจะคลา้ ยกบั การสร้างคำด้วยวิธใี ดมากที่สดุ
ก. คำประสม ข. คำแผลง
ค. คำซำ้ ง. คำมูล
เห็นไหมคะว่าขอ้ สอบไม่
ยากเลย
.............
๘
กระดาษคำตอบ
ข้อ ก ข ค ง
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
๙
สถานตี อ่ ไป...
เก่งมากเลยจา้ เด็กๆ
เราไปศกึ ษาบทเรยี นกันต่อเลย
นะคะ
เอ...เด็กๆร้กู นั รึยงั เอ่ย
วา่ คำสมาสนน้ั เปน็ ยงั ไง
พรอ้ มจะไปศกึ ษากันรึยงั เอ่ย...
พร้อมแล้วครับ/คะ่
^^
๑๐
กรอบท่ี ๑
ความหมายคำสมาส
การสมาส หมายถึง การนำคำภาษาบาลีสันสกฤตตั้งแต่ ๒ คำมาต่อกัน
เพื่อให้เป็นคำเดียว ถือเป็นการสร้างคำขึ้นใหม่ และมีความหมายใหม่ใน
ภาษาไทย
ตัวอย่าง
ครศุ าสตร์ มัธยมศกึ ษา ศลิ ปกรรม
คำถาม คำสมาส หมายถึงอะไร
๑๑
กรอบที่ ๒
ประเภทของคำสมาส
คำสมาสในภาษาไทยแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ คำสมาสยืม
คำสมาสสรา้ ง และคำสมาสซ้อน ดังนี้
หมายถงึ คำสมาสที่มีในภาษาบาลแี ละสนั สกฤตอยูก่ ่อนแล้วโดย
ภาษาไทยยมื เข้ามาใช้ภายหลัง คำสมาสของบาลีและสันสกฤต
ท้งั หมดทีไ่ ทยยมื มาใชน้ ้นั เป็น คำตน้ ศพั ท์
๑.คำสมาสยมื
คำไทยท่ีใช้ มาจาก
ตัวอยา่ ง กรรมกร กรรม+กร
ฌาปนกจิ ฌาปน+กจิ
มหาชาติ มหา+ชาติ
มิจฉาทฐิ ิ มจิ ฉา+ทิฐิ
ราชธรรม ราช+ธรรม
อดีตชาติ อดีต+ชาติ
๑๒
หมายถงึ คำสมาสทีไ่ ทยสรา้ งขนึ้ เลียนแบบคำสมาสของบาลีและ
สนั สกฤตโดยนำคำท่มี ีรากศัพทจ์ ากบาลแี ละสนั สกฤตมา
รวมกัน ซ่ึงคำสมาสดังกล่าวจะไมพ่ บในภาษาบาลีและ
๒. คำสมาสสรา้ ง สันสกฤต มักเป็นศพั ทบ์ ัญญัติ
คำท่ไี ทยใช้ รากศพั ท์
ธุรกิจ ธรุ +กิจ (Business)
ตัวอยา่ ง แพทยศาสตร์ แพทย+ศาสตร์ (Medicine)
วรรณคดี วรรณ+คดี (Literature)
อัจฉรยิ บุคคล อัจฉริย+บคุ คล (Genius)
อุณหภูมิ อณุ ห+ภูมิ (Temperature)
อบุ ตั ิเหตุ อุบตั ิ+เหตุ (Accident)
หมายถึง คำสมาสท่ยี ืมคำบาลีและสนั สกฤตทม่ี ี
ความหมายเหมอื นกนั หรอื คลา้ ยคลึงกนั มารวมกนั
๓. คำสมาสซอ้ น
ตวั อยา่ ง
คำทไ่ี ทยใช้ ศพั ท์ ศัพท์
นรชน นร (คน) ชน (คน)
ประชาชน ประชา (หมู่คน) ชน (คน)
มิตรสหาย มติ ร (เพ่ือน) สหาย (เพอ่ื น)
วัฏสงสาร วฏั (การหมนุ ) สงสาร (การหมนุ )
อทิ ธิฤทธิ์ อิทธิ (อำนาจ) ฤทธ์ิ (อำนาจ)
เฉลยคำถามกรอบ๑
คำสมาส หมายถึง การนำคำภาษาบาลีสันสกฤตตั้งแต่ ๒ คำมาต่อกัน
เพ่ือใหเ้ ปน็ คำเดยี ว ถอื เปน็ การสร้างคำขน้ึ ใหม่ และมีความหมายใหม่ในภาษาไทย
๑๓
แบบฝกึ หดั
ประเภทของคำสมาส
คำชแ้ี จง ให้นักเรียนวเิ คราะหค์ ำตอ่ ไปน้ีเพ่ือจำแนกว่าคำใดคอื คำสมาส แล้วนำคำที่ได้ใส่
ใหถ้ ูกต้อง
ผลิตภณั ฑ์ เคร่ืองหมาย กรรมการ พิมพ์ดีด
คณติ ศาสตร์ นรชน ราชธรรม กาลเวลา อฒั จันทร์
มหากาพย์ นกั เรียน นำ้ แขง็ พฤตกิ รรม
……………………..
…………………….
คำสมาส
๑๔
กรอบท่ี ๓
หลกั การอา่ นคำสมาส
การอ่านคำสมาสต้องออกเสยี งให้ต่อเนื่องกันระหว่างเสียงท้ายของคำหน้ากับเสียงแรกของ
คำหลัง แต่ในปัจจุบันมีคำสมาสบางคำที่อ่านทั้งตามหลักและตามนิยม ทั้งนี้ควรยึดหลักความ
ถูกตอ้ งในการอ่านไว้กอ่ น การอ่านคำสมาสมีหลักเกณฑ์ดงั น้ี
๑. อา่ นออกเสยี งสระเน่ืองกันระหว่างคำ
๑.๑ อา่ นออกเสียงสระ อิ เนือ่ งกนั ระหว่างคำ เชน่
เกยี รติคณุ อ่านว่า เกยี ด-ติ-คนุ ภูมศิ าสตร์ อ่านวา่ พู-ม-ิ สาด
อ่านวา่ วุด-ทิ-บดั
เกยี รตยิ ศ อา่ นวา่ เกยี ด-ติ-ยด วุฒิบัตร อา่ นว่า อิด-ทิ-พน
อ่านวา่ อุ-บัด-ติ-เหด
นติ ิกรรม อา่ นว่า นิ-ติ-กำ อทิ ธพิ ล
ประวตั ศิ าสตร์ อา่ นวา่ ประ-หวดั -ติ-สาด อุบัตเิ หตุ
โพธิญาณ อา่ นว่า โพ-ทิ-ยาน
๑๕
๑.๒ อา่ นออกเสียงสระ อุ เนือ่ งกันระหวา่ งคำ เชน่
เกตุมาลา อ่านว่า เก-ตุ-มา-ลา ภกิ ษณุ ี อา่ นว่า พกิ -ส-ุ นี
เชตพุ น อ่านวา่ เช-ต-ุ พน มาตภุ ูมิ อา่ นวา่ มา-ตุ-พูม
ธาตุเจดีย์ อา่ นว่า ทา-ต-ุ เจ-ดี เมรมุ าศ อา่ นว่า เม-รุ-มาด
บงั สุกลุ อ่านวา่ บัง-ส-ุ กุน อัสสุชล อ่านวา่ อัด-ส-ุ ชน
ภาณมุ าศ อ่านวา่ พา-นุ-มาด
๒. คำสมาสท่ไี มม่ ีรูปสระ ให้เติมเสยี ง “อะ”
กลางพยางค์ เพอ่ื ใหอ้ อกเสยี งเนอื่ งกนั เช่น
กลเมด็ อ่านว่า กน-ละ-เมด็ มลู นิธิ อ่านว่า มูน-ละ-นิ-ทิ
จริยศกึ ษา อา่ นวา่ จะ-ร-ิ ยะ-สึก-สา ยทุ ธหัตถี อ่านว่า ยุด-ทะ-หดั -ถี
จลุ สาร อา่ นว่า จนุ -ละ-สาน ราชโอรส อา่ นวา่ ราด-ชะ-โอ-รด
ไทยธรรม อ่านว่า ไท-ยะ-ทำ วาตภยั อ่านวา่ วา-ตะ-ไพ
นจิ ศีล อ่านว่า นิด-จะ-สนี สตั วแพทย์ อ่านวา่ สดั -ตะ-วะ-แพด
บรรพบรุ ษุ อ่านวา่ บนั -พะ-บ-ุ หรุด อรรถรส อา่ นว่า อัด-ถะ-รด
๑๖
๓. คำสมาสท่พี ยางค์ทา้ ยของคำหนา้ เปน็ อักษรควบ
ใหอ้ า่ นพยางคท์ ้ายของคำหน้าเป็นอกั ษรควบด้วย เช่น
เกษตรกร อา่ นวา่ กะ-เสด-ตระ-กอน
จักรวรรดิ อ่านว่า จัก-กระ-หวดั
จติ รกร อ่านว่า จิด-ตระ-กอน
มิตรภาพ อ่านวา่ มดิ -ตระ-พาบ
อคั รชายา อ่านว่า อกั -คระ-ชา-ยา
๔. คำบางคำเป็นคำสมาสแต่ไมอ่ า่ นออกเสียงเนื่องกันระหวา่ งคำ
เนือ่ งจากเป็นความนิยม เช่น
เกียรตินยิ ม อ่านวา่ เกยี ด-นิ-ยม เพชรเกษม อ่านว่า เพด็ -กะ-เสม
ชลบุรี อา่ นว่า ชน-บ-ุ รี ภูมปิ ญั ญา อา่ นว่า พูม-ปนั -ยา
ฐานบทั ม์ อ่านวา่ ถาน-บดั มลทิน อ่านว่า มน-ทิน
ตรโี กณมิติ อา่ นว่า ตรี-โกน-มิ-ติ อธิษฐาน อ่านว่า อะ-ทิด-ถาน, อะ-
ทิด-สะ-ถาน
๑๗
แบบฝึกหัด
หลกั การอ่านคำสมาส
คำช้แี จง ใหน้ ักเรยี นเขียนคำอา่ นของคำสมาสต่อไปนี้
๑. อกั ษรศาสตร์ อา่ นวา่ ............. ๖. บตุ รทาน อ่านว่า.............
๒. บตุ รภรรยา อ่านว่า............. ๗. ประวัติศาสตร์ อ่านว่า.............
๓. ไทยธรรม อา่ นว่า............. ๘. จกั รวรรดิ อา่ นวา่ .............
๔. รสนิยม อ่านว่า............. ๙. อบุ ตั ิเหตุ อา่ นว่า.............
๕. สมัยนิยม อา่ นว่า............. ๑๐. อธิษฐาน อ่านว่า.............
๑๘
กรอบท่ี ๔
หลกั การสังเกตคำสมาส
หลกั การสังเกตคำสมาสในภาษาไทยมี ๕ ประการ ดงั นี้
๑. เปน็ คำทีม่ รี ากศพั ทม์ าจากภาษาบาลแี ละสันสกฤตเทา่ นัน้ เชน่
ทมี่ า ตัวอยา่ งคำ
บาลี+บาลี เช่น ขตั ตยิ มานะ โจรภยั พยัคฆราช
พุทธบูชา ยุทธภูมิ รัฐบาล ราชการ
อรยิ สจั อคั คีภยั อัจฉริยบุคคล
บาลี+สันสกฤต เชน่ จริยศึกษา ฉนั ทลักษณ์ นาฏศิลป์
รฐั บรุ ุษ วฒั นธรรม สจั ธรรม
สามัญศึกษา หัตถกรรม หัตถศึกษา
อิทธฤิ ทธิ์
๑๙
สันสกฤต+สนั สกฤต เช่น โจรกรรม ธรรมศาสตร์ พัสดุภัณฑ์
สนั สกฤต+บาลี เช่น แพทยศาสตร์ วีรบุรุษ วีรสตรี ศีลธรรม
ศิลปกรรม สงั คมวิทยา สตั ยเคราะห์
อักษรศาสตร์
กรรมกร เชษฐราช ทัศนคติ เทศบัญญัติ
เทศบาล ธรรมจรยิ า ธรรมบูชา ธรรมยตุ
มติ รภาพ เศรษฐกจิ อรรถคดี
๒. คำสมาสนยิ มอ่านออกเสียง (อะ) (อิ) หรือ (อุ) ทพี่ ยญั ชนะทา้ ย
ของคำแรกและมกั ออกเสยี งก่ึงพยางค์ แม้ไม่มรี ปู วิชสรรชนีย์ (ะ) เช่น
คำศัพท์ อ่านว่า คำอา่ น
เกตมุ าลา อา่ นว่า เก-ต-ุ มา-ลา
เกียรติประวัติ เกียด-ติ-ประ-หวัด,
อา่ นว่า เกียด-ประ-หวดั
จิตรกร อา่ นวา่ จิต-ตระ-กอน
เจตคติ อ่านวา่ เจ-ตะ-คะ-ติ
ชนบท อา่ นว่า ชน-นะ-บด
ธาตเุ จดีย์ ทา-ตุ-เจ-ดี
ประถมศึกษา อ่านวา่ ๒๐
ประวัติศาสตร์ อา่ นว่า
ภูมิศาสตร์ อ่านว่า ประ-ถม-มะ-สกึ -สา
อทุ กภยั อ่านว่า ประ-หวัด-ติ-สาด
พ-ู มิ-สาด
อ-ุ ทก-กะ-ไพ
ยกเว้นคำสมาสบางคำที่ไมอ่ ่านออกเสียงสระท่ีเป็นพยางค์สุดท้ายของคำแรก เนื่องจาก
เป็นความนิยม เชน่
คำศัพท์ อา่ นว่า คำอ่าน
อา่ นว่า
ชาตนิ ยิ ม อา่ นวา่ ชาด-น-ิ ยม
ชลบุรี อา่ นว่า ชน-บ-ุ รี
ไตรรตั น์ อา่ นวา่ ไตร-รัด
ธาตุวิเคราะห์ อ่านวา่ ทาด-ว-ิ เคราะ
ธนบุรี อ่านว่า ทน-บุ-รี
บุรษุ เพศ อา่ นว่า บ-ุ หรุด-เพด
สพุ รรณบรุ ี ส-ุ พนั -บุ-รี
สภุ าพบุรษุ ส-ุ พาบ-บ-ุ หรุด
๒๑
๓. คำสมาสมีความหมายหลกั อย่ทู ี่คำหลัง คำท่มี ีความหมายรองหรือ
คำขยายนยิ มเรียงไว้ขา้ งหนา้ เชน่
คำสมาส ความหมาย
บรมครู ครูผยู้ งิ่ ใหญ่
ปฐมเจดีย์ เจดยี อ์ งค์แรก
มหาชาติ การเกิดครั้งยิง่ ใหญ่
ราชการ งานของพระเจา้ แผ่นดิน
วาทศลิ ป์ ศลิ ปะการพูด
วีรบุรุษ ชายผูก้ ลา้ หาญ
สตั โลหะ โลหะ ๗ ชนิด
สนุ ทรพจน์ คำพูดทีไ่ พเราะ
อทุ กภยั ภัยจากนำ้
อบุ ตั ิเหตุ เหตกุ ารณท์ เี่ กิดโดยไม่คาดคิด
กรณีคำทั้งสองคำมีความหมายเท่ากันเรียงจากหน้าไปหลัง เมื่อแปลจากหน้าไปหลังจะมี
คำวา่ “และ” เชือ่ ม จัดเปน็ คำสมาส เชน่
คำสมาส ความหมาย
บิดามารดา บิดาและมารดา
บุตรธิดา ลกู ชายและลูกสาว
สามภี รรยา สามแี ละภรรยา
๒๒
๔. พยญั ชนะตัวสดุ ท้ายของคำแรก ไมป่ ระวิสรรชนีย์หรอื ไม่มีการันต์ เชน่
กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ
กิจการ ไมใ่ ช่ กิจะการ
ธุรการ ไม่ใช่ ธุระการ
แพทยศาสตร์ ไมใ่ ช่ แพทย์ศาสตร์
มนุษยธรรม ไม่ใช่ มนษุ ย์ธรรม
๕. คำบาลสี นั สกฤตทม่ี คี ำวา่ “พระ” แผลงมาจาก “วร”
เรียงอยขู่ า้ งหนา้ จัดเป็นคำสมาส เช่น
พระกรรณ(หู) พระขรรค์(อาวุธมคี ม) พระคฑา(กระบอง) พระฉว(ี ผวิ กาย)
พระบาท(เท้า) พระกร(แขน) พระหัตถ์(มือ) พระพักตร์(หน้า) พระทนต์(ฟัน)
พระเนตร(ตา)
แต่คำว่า “พระ” เรียงหน้าคำภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาบาลีสันสกฤต ไม่จัดเป็น
คำสมาส เชน่ พระขนง(ข.) (คิ้ว) พระเก้าอ(้ี จ.) (เก้าอ)้ี พระอู่(ท.) (เปล)
พระเขนย(ข.) (หมอน) พระขนน(ข.) (หมอนองิ ) พระสุหรา่ ย(ปซ.) (ฝักบวั )
พระโธรน(อ.) (เกา้ อพ้ี นกั สงู )
๒๓
แบบฝึกหดั
หลักการสังเกตคำสมาส
คำชแ้ี จง จงเขียนเคร่ืองหมาย ✓ หน้าข้อที่กลา่ วถูกต้อง และ เขียนเครื่องหมาย
หน้าข้อทีก่ ล่าวไม่ถกู ตอ้ ง
๑. คำสมาสเกดิ จากการนำคำบาลี หรอื สันสกฤตมารวมกนั
๒. คำสมาสคอื คำมูลตงั้ แต่ ๒ คำข้นึ ไป
๓. คำสมาสพยางค์ทา้ ยของคำหนา้ ไม่ประวสิ รรชนยี ์ หรือเป็นตวั การันต์
๔. การแปลความหมายคำสมาสโดยมากแปลจากคำหลังไปคำหน้า
๕. การอ่านคำสมาสตอ้ งอ่านออกเสยี งตอ่ เนอ่ื งกัน
๖. คณิตศาสตร์ เกดิ จาก คณติ + ศาสตร์
๗. เกษตรกร อ่านตามหลกั การอา่ นคำสมาสว่า กะ-เสด-ตระ-กอน
๘. ผลไม้เปน็ คำสมาสที่เกิดจาก ผล + ไม้
๙. ชลบุรี ไมใ่ ช่คำสมาส เพราะไมไ่ ด้อา่ นออกเสยี งต่อเน่ือง
๑๐. คำราชาศพั ท์ทมี่ ี “พระ” นำหนา้ คำบาลีสันสกฤตจดั เปน็ คำสมาส
๒๔
กรอบที่ ๕
สรปุ
คำสมาส เป็นวธิ ีการสรา้ งคำในภาษาบาลีและสันสกฤต เพื่อทำ
ใหเ้ กดิ คำใหม่ ทม่ี คี วามหมายใหม่ โดยยังมีเคา้ ของความหมายเดมิ อยู่
เม่ือไทยยมื ภาษาบาลีและสันสกฤตเขา้ มากน็ ำวิธดี งั กลา่ วมาสรา้ งคำใน
ภาษาไทยดว้ ย โดยคำสมาสในภาษาไทย มี ๓ ประเภท คอื คำสมาสยมื
คำสมาสสรา้ ง และคำสมาสซอ้ น อีกทง้ั ยังมหี ลักการสงั เกตคำสมาสในภาษา
ไทย และการอา่ นคำสมาสทถี่ กู ตอ้ งตามหลกั การอา่ นคำสมาส
๒๕
เฉลยแบบฝึกหดั
คำสมาส
คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนวเิ คราะห์คำตอ่ ไปนี้เพ่ือจำแนกว่าคำใดคือคำสมาส แล้วนำคำที่ได้ใส
ให้ถกู ตอ้ ง
ผลิตภณั ฑ์ เครอ่ื งหมาย กรรมการ พิมพ์ดดี
คณติ ศาสตร์ นรชน ราชธรรม กาลเวลา อฒั จนั ทร์
มหากาพย์ นกั เรยี น น้ำแขง็ พฤตกิ รรม
ผลติ ภัณฑ์ กรรมการ คณิตศาสตร์ นรชน ราชธรรม
กาลเวลา อัฒจันทร์ มหากาพย์ พฤติกรรม
คำสมาส
๒๖
เฉลยแบบฝกึ หัด
หลักการอา่ นคำสมาส
คำช้แี จง ใหน้ ักเรยี นเขียนคำอ่านของคำสมาสต่อไปนี้
๑. อกั ษรศาสตร์ อา่ นว่า อกั -สอน-ระ-สาด
๒. บุตรภรรยา อา่ นวา่ บุด-ตระ-พนั -ระ-ยา
๓. ไทยธรรม อา่ นวา่ ไทย-ยะ-ทำ
๔. รสนยิ ม อา่ นวา่ รด-น-ิ ยม, รด-สะ-นิ-ยม
๕. สมยั นิยม อา่ นว่า สะ-ไหม-นิ-ยม
๖. บตุ รทาน อ่านวา่ บดุ -ตระ-ทาน
๗. ประวัตศิ าสตร์ อา่ นวา่ ประ-หวัด-ต-ิ สาด
๘. จกั รวรรดิ อา่ นวา่ จกั -กระ-หวัด
๙. อบุ ัติเหตุ อา่ นวา่ อ-ุ บัด-ติ-เหด
๑๐. อธิษฐาน อ่านวา่ อะ-ทิด-ถาน, อะ-ทิด-สะ-
ถาน
๒๗
เฉลยแบบฝึกหดั
หลกั การสงั เกตคำสมาส
คำชีแ้ จง จงเขียนเครื่องหมาย ✓ หนา้ ขอ้ ทกี่ ลา่ วถกู ต้อง และ เขยี น
เครือ่ งหมาย หนา้ ขอ้ ที่กลา่ วไมถ่ ูกตอ้ ง
✓ ๑. คำสมาสเกดิ จากการนำคำบาลี หรอื สันสกฤตมารวมกัน
๒. คำสมาสคือคำมูลตงั้ แต่ ๒ คำข้ึนไป
✓ ๓. คำสมาสพยางค์ทา้ ยของคำหน้าไม่ประวสิ รรชนยี ์ หรือเป็นตัวการนั ต์
✓ ๔. การแปลความหมายคำสมาสโดยมากแปลจากคำหลังไปคำหน้า
✓ ๕. การอ่านคำสมาสต้องอ่านออกเสยี งตอ่ เนือ่ งกนั
✓ ๖. คณิตศาสตร์ เกิดจาก คณิต + ศาสตร์
✓ ๗. เกษตรกร อา่ นตามหลกั การอา่ นคำสมาสว่า กะ-เสด-ตระ-กอน
๘. ผลไม้เปน็ คำสมาสท่เี กิดจาก ผล + ไม้
๙. ชลบรุ ี ไมใ่ ช่คำสมาส เพราะไม่ไดอ้ า่ นออกเสยี งตอ่ เน่ือง
✓ ๑๐. คำราชาศพั ท์ที่มี “พระ” นำหน้าคำบาลสี ันสกฤตจดั เป็นคำสมาส
๒๘
แบบทดสอบหลงั เรยี น
คำช้ีแจง จงเลอื กคำตอบทถ่ี ูกต้องเพยี งคำตอบเดียว
๑. ข้อใดกล่าวถงึ หลักการสร้างคำสมาสถูกต้องท่ีสุด
ก. คำสมาสจะต้องเกิดจากการรวมคำบาลีหรือสนั สกฤตเท่าน้นั
ข. คำสมาสจะต้องเกิดจากการรวมคำบาลีกบั คำบาลีเทา่ น้ัน
ค. คำสมาสจะตอ้ งเกิดจากการรวมคำสันสกฤตกบั คำสนั สกฤตเท่านนั้
ง. คำสมาสจะเกิดจากการรวมคำในภาษาใดกไ็ ด้
๒. ขอ้ ใดเป็นคำสมาส ข. เทพเจ้า
ก. ผลไม้ ง. เทพบุตร
ค. กรมวัง
๓. ข้อใดไม่ใชค่ ำสมาส ข. ภูมิศาสตร์
ก. ภมู ิลำเนา ง. ภมู ิประเทศ
ค. ภมู ิทัศน์
๔. ข้อใดไมใ่ ชค่ ำสมาสทุกคำ ข. แพทยศาสตร์ ครุศาสตร์ วิทยาศาสตร์
ก. ราชการ พระทนต์ วีรบุรุษ ง. พระพทุ ธเจา้ จนั ทร์เพ็ญ พระเขนย
ค. นวพล อดุ มคติ สามัญศึกษา
๕. กาลเวลา จดั เป็นคำสมาสประเภทใด ข. คำสมาสสรา้ ง
ก. คำสมาสยมื ง. คำสมาสประสม
ค. คำสมาสซ้อน
๒๙
พระตรีโลกนาถแผ้ว เผดจ็ มาร
เฉกพระราชสมภาร พ่นี อ้ ง
๖. บทประพนั ธจ์ ากเรือ่ งลลิ ติ ตะเลงพา่ ยขา้ งต้นมีคำสมาสกี่คำ
ก. ๒ คำ ข. ๓ คำ
ค. ๔ คำ ง. ๕ คำ
๗. คำว่า พล จะนำหน้าคำใดจึงจะเปน็ คำสมาส
ก. เรือน ข. ความ
ค. ศึกษา ง. เมอื ง
๘. คำในขอ้ ใดมีโครงสรา้ งเหมือนกับคำสมาสแต่ไมใ่ ช่คำสมาส
ก. พลเมอื ง ข. กายกรรม
ค. ธุรกิจ ง. สันตภิ าพ
๙. ขอ้ ใดอา่ นไมถ่ ูกตอ้ งตามหลักคำสมาส ตง้ั ใจทำ ไมล่ อกกนั
ก. เกยี รตคิ ุณ อา่ นว่า เกียด - ติ – คุน นะครับ ^^
ข. กุศลกรรม อ่านว่า กุ - สน – กำ
ค. เกษตรกร อ่านว่า กะ - เสด - ตระ – กอน
ง. โบราณคดี อ่านวา่ โบ - ราน - นะ - คะ – ดี
๑๐. การสรา้ งคำสมาสจะคลา้ ยกับการสรา้ งคำด้วยวธิ ใี ดมากทส่ี ุด
ก. คำประสม ข. คำแผลง
ค. คำซำ้ ง. คำมูล
๓๐
กระดาษคำตอบ
ข้อ ก ข ค ง
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
เกณฑก์ ารประเมิน
๗-๑๐ ดี
๔-๖ พอใช้
๐-๓ ปรับปรุง
๓๑
เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน
ข้อท่ี เฉลยคำตอบ
๑ ก. คำสมาสจะตอ้ งเกิดจากการรวมคำบาลีหรอื สันสกฤตเท่านัน้
อธบิ าย คำสมาสจะตอ้ งเกิดจากการรวมกันของคำบาลีหรือสนั สกฤตเทา่ น้ัน ไมใ่ ช่เพยี งคำ
ใดคำหนึง่ หรอื ภาษาใดภาษาหนึง่
๒ ง. เทพบตุ ร
อธบิ าย เพราะ เทพบตุ ร มาจากคำภาษาบาลแี ละสนั สกฤต ส่วนข้อ ก. ผลไม้ ข. เทพเจ้า
และ ค .กรมวงั มคี ำไทยประสมอยู่ คือคำว่า ไม้ เจ้า และ วงั เป็นคำประสม
๓ ก. ภมู ิลำเนา
อธบิ าย เพราะภูมลิ ำเนา มากจาก ภมู ิ ท่ีเป็นคำบาลี ส่วนคำวา่ ลำเนา เป็นคำไทย จงึ เปน็
คำประสม ส่วนคำอ่ืนมาจากคำบาลแี ละสนั สกฤต
๔ ง. พระพุทธเจา้ จนั ทรเ์ พญ็ พระเขนย
อธิบาย เพราะมีคำวา่ จันทร์เพญ็ และพระเขนย เปน็ คำภาษาเขมร ไม่ใช่บาลสี ันสกฤต
ส่วนขอ้ อน่ื เปน็ การสมาสเพราะเปน็ คำภาษาบาลี และสนั สกฤต
๓๒
ข้อที่ เฉลยคำตอบ
๕ ค. คำสมาสซ้อน
อธิบาย เพราะคำว่า กาลเวลา มาจาก กาล (เวลา) + เวลา (เวลา) เป็นคำทม่ี ี
ความหมายเหมอื นกันมาสมาสกัน จึงจัดเปน็ คำสมาสซ้อน ส่วนขอ้ ง. นนั้ ไมใ่ ช่ประเภท
ของคำสมาส
๖ ก. ๒ คำ
อธบิ าย มีคำสมาส ๒ คำ คือคำวา่ ตรีโลกนาถ และราชสมภาร
๗ ค. ศกึ ษา
อธิบาย เพราะคำวา่ ศกึ ษา เป็นภาษาสนั สกฤต ส่วนข้อ ก. เรอื น ข. ความ และ
ง. เมอื ง เปน็ คำไทย ซึ่งเม่ือตอ่ กบั คำว่า พล จะเปน็ คำประสม
๘ ก. พลเมือง
อธบิ าย เพราะคำวา่ พลเมอื ง มาจาก พล + เมอื ง ซึ่งคำว่า เมอื ง เป็นคำไทย จึงไมใ่ ช่
คำสมาสแต่ เป็นคำประสม ที่มโี ครงสรา้ งเหมอื นกับคำสมาส
๙ ข. กุศลกรรม อ่านวา่ กุ - สน – กำ
อธบิ าย กุศลกรรม ต้องอา่ นว่า กุ-สน-ละ-กำ ตามหลักการอา่ นเนอื่ งกันของคำสมาส
๑๐ ก. คำประสม
อธิบาย เพราะคำประสมมโี ครงสรา้ งทเ่ี หมอื นกับคำสมาส แตค่ ำสมาสจะตอ้ งมาจากภาษา
บาลี และสนั สกฤตเท่านน้ั ซง่ึ คำประสมไมต่ ้องมาจากคำภาษาบาลี และสนั สกฤต
๓๓
บรรณานกุ รม
กระทรวงศกึ ษาธิการ, สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2553). หนังสือ
อุเทศภาษาไทย ชดุ บรรทัดฐานภาษาไทย เลม่ 2 : คำ การสรา้ งคำและ
การยมื คำ. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 2). กรงุ เทพฯ: สถาบันภาษาไทย สำนักวชิ าการ
และมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร.
กำชัย ทองหลอ่ . (๒๕๕๒). หลักภาษาไทย. กรงุ เทพฯ: อมรการพมิ พ์.
ราชบณั ฑิตยสถาน. (๒๕๔๕). พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒.
กรุงเทพฯ: นานมบี ุคพบั ลเิ คชัน่ ส์.
ศวิ าพร พริ อด และ อบุ ลวรรณ สวนมาล.ี (๒๕๕๗). หลักภาษาไทยสำหรบั คร.ู
เพชรบุร:ี คณะมนุษยศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั
เพชรบรุ .ี
อรรถวิทย์ รอดเจรญิ . (๒๕๕๗). ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย. เพชรบุร:ี
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบุรี.