แผนบริหารความตอ เน่อื ง
ภายใตสถานการณฉ กุ เฉนิ
Business Continuity Plan (BCP)
สำนักแรงงานสัมพันธ
คำนำ
แผนบริหารความตอเนื่องของสำนักแรงงานสัมพันธ (ฉบับปรับปรุง) จัดทำขึ้นตามกรอบ
แนวทางที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ โดยกำหนดใหทุกสวนราชการจัดทำ
แผนบริหารความตอเนื่องเพื่อเตรียมความพรอมตอสภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อใหสวนราชการสามารถ
ดำเนินงานหรือใหบริการประชาชนไดอยางตอเน่ือง สามารถลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ใหอยใู นระดับที่ยอมรับได เปน ไปตามพระราชกฤษฎีกาวา ดวยหลักเกณฑและวธิ ีการบรหิ ารกิจการบานเมืองท่ีดี
พ.ศ. 2546 และการพัฒนาคณุ ภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หมวด 6 การมุง เนนระบบการปฏิบัติการ PM 4 :
สวนราชการมีวิธีการเตรียมความพรอมตอภัยพิบัติหรือภาวะฉุกเฉิน ไดคำนึงถึงการปองกันความตอเนื่อง
ของการปฏบิ ตั กิ าร และการทำใหคนื สสู ภาพเดิม
สำนักแรงงานสัมพันธ ใหความสำคัญและตระหนักถึงการเตรียมความพรอมตอสภาวะวิกฤติ
จากภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมุงเนนใหบุคลากรในองคกรไดรับรู เขาใจ ในการจัดทำแผนบริหารความ
ตอเนื่องฉบับนี้ อยางไรก็ตามสำนักแรงงานสัมพันธจักไดนำไปปฏิบัติ และมีการปรับปรุงใหเหมาะสม
กบั สถานการณมากย่ิงขนึ้ ตอไป
สำนกั แรงงานสมั พนั ธ
กลมุ งานยุทธศาสตรแรงงานสัมพนั ธ
มนี าคม 2565
สารบญั
1. บทนำ หนา
1
2. วัตถปุ ระสงค 1
3. สมมตฐิ านของแผนความตอเนื่อง (BCP Assumptions) 2
4. ขอบเขตของแผนความตอ เน่อื ง (Scope of BCP) 2
5. การศึกษาและทำความเขา ใจองคกร
- ตารางที่ 1 ภารกจิ หลกั งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบริการของสำนักแรงงานสัมพนั ธ 3
- ตารางที่ 2 การวิเคราะหผลกระทบทางธุรกจิ (Business Impact Analysis - BIA) 7
6. ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis - BIA) ของสำนักแรงงานสัมพันธ 8
- ตารางท่ี 3 ผลกระทบทางธรุ กิจ (Business Impact Analysis - BIA) 9
- ตารางท่ี 4 การวิเคราะหผ ลกระทบที่อาจเกดิ ขึ้นจากความเส่ียงและภัยคุกคามตอ ทรัพยากร 5 ดาน 10
สำนักแรงงานสมั พันธ
- ดานอาคาร / สถานทปี่ ฏิบัตงิ านหลัก 10
- ดานบุคลากรหลกั 11
7. การกำหนดแนวทาง/กลยทุ ธใ นการสรา งความตอ เน่อื งของการดำเนนิ งาน 12
(Determining BCM Strategy)
- ตารางท่ี 5 กลยุทธค วามตอ เนือ่ ง (Business Continuity Strategy) สำนักแรงงานสมั พันธ 12
8. การพฒั นาและเตรียมการตอบสนองตอเหตุการณในภาวะฉุกเฉนิ 13
(Developing and Implementing BCM Repose)
- โครงสรางและทมี บรหิ ารความตอ เนื่องของสำนักแรงงานสมั พนั ธ 13
- ตารางที่ 6. รายชอ่ื ทีมงานบรหิ ารความตอเน่ือง สำนักแรงงานสัมพนั ธ 14
9. โครงสรา ง call Tree ของสำนักแรงงานสัมพนั ธ 15
- กระบวนการแจงเหตุฉุกเฉนิ (Call Tree) 16
10. การกำหนดแนวทางการตอบสนองเหตุการณและกอบกูกระบวนการของสำนักแรงงานสมั พันธ 17
11. การวเิ คราะหเ พ่ือกำหนดความตอ งการทรัพยากรทีส่ ำคัญ 17
- ตารางที่ 7 การระบุพื้นที่การปฏบิ ตั งิ านสำรอง 17
- ตารางที่ 8 การระบจุ ำนวนวสั ดุอปุ กรณ 18
- ตารางที่ 9 การระบคุ วามตองการดานเทคโนโลยสี ารสนเทศ และขอมลู 18
- ตารางท่ี 10 การระบุจำนวนบุคลากรหลกั ทจ่ี ำเปน 19
- ตารางที่ 11 การระบุจำนวนผใู หบ ริการทตี่ อ งตดิ ตอหรือขอรบั บรกิ าร 19
12. ข้ันตอนการบรหิ ารความตอเนื่องและกอบกกู ระบวนการ 20
13. การทดสอบ ปรบั ปรุง และทบทวนแผน (Exercising Maintaining and Reviewing) 24
14. การปลูกฝง การบรหิ ารแผนความตอ เนื่องใหเ ปนสว นหน่ึงของวฒั นธรรมองคกร
(Embedding BCP in The Organization’s Culture) 25
ภาคผนวก
- COVID-19 Public Health Emergency of International Concern (PHEIC) ก
Global research and innovation forum ข
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่อื ง ชือ่ และอาการสำคญั ของโรคติดตอ อันตราย ค
ฉบับท่ี ๓ พ.ศ. 2563 ง
- หลกั พจิ ารณาในกรณที ี่มกี ารสงตัวกลับและการกักกนั ผูเดินทางมาจากพื้นท่ี จ
ที่มกี ารแพรระบาดของโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ฉ
- สรปุ การประชุมคณะรฐั มนตรี วนั ท่ี 31 มนี าคม 2563
- คำสัง่ ศูนยบ รหิ ารสถานการณก ารแพรร ะบาดของโรคตดิ เช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 (โควดิ - 19)
- ประกาศกรมสวัสดิการและคมุ ครองแรงงาน เรอื่ ง แนวทางการใหขาราชการและเจา หนา ท่ปี ฏบิ ตั งิ าน
กรณีการแพรระบาดระรอกใหมของโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (โควดิ – 19)
แผนบรหิ ารความตอเนอื่ งเพอ่ื เตรยี มความพรอ มตอสภาวะวกิ ฤติ
(Business Continuity Plan : BCP)
สำนกั แรงงานสมั พันธ
1. บทนำ
แผนความตอเน่ือง หรอื “Business Continuity Plan : BCP” ฉบับนี้ สำนักแรงงานสัมพันธปรับปรุงขึ้น
เพ่ือใหสอดคลองกับสถานการณการแพรระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสสายพันธุใหม ซ่ึงองคการอนามัยโลก
ไดออกมาระบุวาไวรัสดังกลาวคือ SARS-CoV-2 เรียกวา COVID - 19 (ยอมาจาก CO แทน corona, VI แทน
virus, D แทน disease และ 19 แทน 2019) และพบการแพรเชื้อจากคนสูคนผานละอองฝอยขนาดเล็ก
(aerosol) และองคการอนามัยโลกยังไดประกาศใหการระบาดน้ีเปนภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหวาง
ประเทศ (Public Health Emergency Of International Concern - PHEIC) เมอ่ื วนั ท่ี 30 มกราคม พ.ศ. 2563
สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขไดออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีผลบังคับใช
ตั้งแตวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563 กำหนดใหโรคติดตอเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID - 19 เปนโรคติดตอ
อันตราย ลำดับท่ี 14 ตามพระราชบัญญัติโรคติดตอ พ.ศ. 2558 เพ่ือประโยชนในการเฝาระวัง ปองกัน และ
ควบคุมโรคติดตออันตรายตอมาไดพบการแพรระบาดใหญ จึงกำหนดมาตรการเรงดวนในการปองกัน
วิกฤตการณจากโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 โดยผานความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและขอใหสวนราชการ
หนวยงานของรัฐ และเอกชนทุกแหงดำเนินการตามมาตรการสำคัญ ดังนี้ 1) การปองกันและสกัดก้ันการนำเช้ือ
เขาสูประเทศไทย 2) การยับย้ังการระบาดภายในประเทศ รวมทั้งรัฐบาลไดประกาศสถานการณฉุกเฉินตาม
พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ พ.ศ. 2548 และขอกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แหง
พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ไปแลว นนั้
สำนักแรงงานสัมพันธจึงปรับปรุงแผนความตอเน่ืองหรือ “Business Continuity Plan : BCP” เพ่ือให
ตอบสนองและสามารถปฏิบัติงานในสภาวะวิกฤติหรือเหตุการณฉุกเฉินตางๆ ไมวาจะเกิดจากภัยธรรมชาติ
อุบัติเหตุ สถานการณการระบาดโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) หรือการมุงรายตอองคกร เชน
อุทกภัย อัคคีภัย การกอการประทวง การกอการจลาจล การกอวินาศกรรม เปนตน โดยสภาวะวิกฤติหรือ
เหตุการณฉ กุ เฉินดงั กลา ว สง ผลใหหนวยงานตองหยุดการดำเนินงาน หรอื ไมส ามารถใหบ รกิ ารไดอ ยา งตอเน่ือง
หากหนวยงานไมมีกระบวนการรองรับการดำเนินงานอยางตอเนื่อง อาจสงผลกระทบที่กอใหเกิดขึ้น
ตอ หนวยงานในดานตา งๆ เชน ผลกระทบดานเศรษฐกิจ การเงิน การใหบริการ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดลอม
ตลอดจนชีวิตและทรัพยสินของบุคลากรและผูรับบริการ แผนความตอเน่ืองจึงเปนสิ่งสำคัญท่ีจะชวยให
หนวยงานสามารถรับมือกับเหตุการณฉุกเฉินที่ไมคาดคิด และทำใหกระบวนการหรืองานที่สำคัญ (Critical
Business Process) สามารถกลับมาดำเนินการไดอยางปกติ หรือตามระดับการใหบริการที่กำหนดได
ในระยะเวลาทเ่ี หมาะสม ซ่งึ จะชว ยใหส ามารถลดระดับความรนุ แรงของผลกระทบท่ีเกดิ ขนึ้ ตอหนว ยงาน
2. วตั ถุประสงค (Objectives)
(1) เพื่อใหสำนักแรงงานสัมพันธใชเปนแนวทางในการบริหารความตอเนื่อง และเตรียมความพรอม
ในการรับมือกับสภาวะวิกฤติภายใตสถานการณการระบาดโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) หรือ
เหตุการณฉ กุ เฉนิ ตาง ๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ
(2) เพ่ือลดผลกระทบจากการหยุดชะงักในการดำเนินงานหรือการใหบริการจากสถานการณการระบาด
ของโรคตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID - 19) หรอื เหตุการณฉกุ เฉินตา ง ๆ ที่เกิดข้ึน
2
(3) เพ่ือใหประชาชน เจาหนาท่ี หนวยงานภาครัฐ หนวยงานรัฐวิสาหกิจ และผูมีสวนไดสวนเสีย
(Stakeholders) มีความเช่ือมั่นในศักยภาพของหนวยงาน แมหนวยงานตองเผชิญกับเหตุการณรายแรงและ
สง ผลกระทบจนทำใหการดำเนินงานตอ งหยุดชะงัก
3. สมมติฐานของแผนความตอเนื่อง (BCP Assumptions)
เอกสารฉบบั นจ้ี ัดทำขน้ึ ภายใตส มมติฐาน ดงั ตอไปน้ี
(1) เหตุการณฉุกเฉินท่ีเกิดขึ้นในชวงเวลาสำคัญตาง ๆ แตมิไดสงผลกระทบตอสถานท่ีปฏิบัติงาน
สำรองทีไ่ ดมกี ารจดั เตรียมไว
(2) หนวยงานเทคโนโลยีสารสนเทศรับผิดชอบในการสำรองระบบสารสนเทศตาง ๆ โดยระบบ
สารสนเทศสำรองน้นั มไิ ดร บั ผลกระทบจากเหตุการณฉกุ เฉินเดยี วกนั กบั ระบบสารสนเทศหลัก
(3) “บุคลากร” ท่ีถูกระบุในเอกสารฉบับนี้ หมายถึง ขาราชการ พนักงานราชการ ลูกจางประจำ
พนักงานจา งเหมาบรกิ าร และเจาหนา ที่ท้ังหมดของหนว ยงาน
4. ขอบเขตของแผนความตอ เนอ่ื ง (Scope of BCP)
แผนความตอเนื่อง (BCP) ฉบับนี้ใชรองรับกรณีเกิดสภาวะวิกฤติ ในพื้นท่ีสำนักแรงงานสัมพันธ หรือ
ภายในกรมสวัสดกิ ารและคุมครองแรงงาน สวนกลาง ประกอบดว ยเหตุการณตอไปน้ี
สถานการณอ ทุ กภยั
สถานการณอ คั คภี ัย
สถานการณแผนดินไหว
สถานการณช มุ นมุ ประทวง / จลาจล
เหตุการณโรคตดิ ตออันตราย โรคระบาด เชน โรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019
อยางไรก็ตามแผนความตอเนื่องฉบบั นี้ไดจัดทำข้ึน เพ่ือใหสามารถรองรับกับการบริหารความตอเนื่อง
ของหนวยงาน ในหลากหลายรูปแบบของสภาวะวิกฤติหรือเหตุการณฉุกเฉิน โดยพิจารณาถึงผลกระทบตอ
ทรัพยากรท่สี ำคัญในการดำเนนิ งาน ซ่งึ แบง ออกเปน 5 ดา น ไดแก
1. ผลกระทบดานอาคาร / สถานท่ีปฏิบัติงานหลัก : เหตุการณท่ีเกิดขึ้นทำใหสถานท่ีปฏิบัติงานหลัก
ของหนวยงาน ไดรับความเสียหายและสงผลใหบุคลากรไมสามารถเขาไปปฏิบัติงานไดในชวงระยะแรกหรือ
ระยะกลาง หรือระยะยาว
2. ผลกระทบดานวัสดุอุปกรณที่สำคัญ / การจัดหา จัดสงวัสดุอุปกรณที่สำคัญ : เหตุการณท่ีเกิดข้ึน
ทำใหไ มสามารถใชง านวสั ดุอุปกรณท่ีสำคัญ หรอื ไมสามารถจดั หาจัดสงวสั ดอุ ุปกรณท ี่สำคัญเพื่อนำไปใชในการ
ปฏบิ ตั งิ านได
3. ผลกระทบดานเทคโนโลยีสารสนเทศและขอมูลที่สำคัญ : เหตุการณที่เกิดขึ้นทำใหไมสามารถ
ใชร ะบบงานเทคโนโลยี หรอื ระบบสารสนเทศ หรอื เขาถงึ ขอ มลู ทสี่ ำคญั ในการปฏบิ ัตงิ านได
4. ผลกระทบดา นบุคลากรหลกั : เหตุการณท ่เี กิดข้นึ ทำใหบคุ ลากรหลกั ไมสามารถมาปฏิบัตงิ านได
5. ผลกระทบดานคูคา / ผูใหบริการ / ผูมีสวนไดสวนเสียที่สำคัญ : เหตุการณท่ีเกิดข้ึนทำใหคูคา/
ผูใหบรกิ ารแกห นวยงาน / ผมู ีสว นไดส ว นเสียไมส ามารถทจ่ี ะใหบ ริการหรือสง มอบงานได
3
5. การศึกษาและทำความเขาใจองคก ร
ตารางที่ 1 ภารกจิ หลกั งาน/กจิ กรรม/กระบวนงาน การใหบรกิ ารของสำนักแรงงานสัมพันธ
กลุม งาน/ฝาย/งาน ภารกิจหลัก งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบริการ
กลุมงานทะเบียนกลาง 1. ดำเนนิ การและกำกับ ดูแล การดำเนินงาน 1.1 การจดทะเบียนท่ีปรึกษาดา นแรงงานสัมพันธ
ทะเบียนองคการนายจา ง องคการลกู จาง 1.2 การจดทะเบยี นตอ อายุท่ีปรกึ ษาดา นแรงงานสัมพันธ
1.3 การจดทะเบยี นจัดตั้งองคกรนายจาง ลกู จา ง
1.4 การจดทะเบียนขอ บังคบั องคก รนายจาง ลูกจาง
1.5 การจดทะเบียนกรรมการองคก รนายจา ง ลกู จา ง
1.6 การจดทะเบียนควบองคกรนายจา ง ลกู จา ง
1.7 การจดทะเบยี นจดั ตั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ
1.8 การจดทะเบียนขอบงั คบั สหภาพแรงงานรฐั วิสาหกจิ
1.9 การจดทะเบยี นกรรมการสหภาพแรงงานรฐั วสิ าหกิจ
1.10 การรับและพิจารณาวนิ จิ ฉยั คำรอ งเกยี่ วกบั ความ
ขัดแยง ในองคกรลูกจาง องคกรนายจา ง
1.11 การอุทธรณค ำสั่งนายทะเบยี น
1.12 การตอบขอหารือองคก รนายจาง/ลกู จาง
2. จัดการเลอื กตง้ั ผแู ทนองคการนายจาง 2.1 การจัดการเลอื กตงั้ ผแู ทนฝา ยนายจา งและผแู ทนฝา ย
ผแู ทนองคการลูกจา งในคณะกรรมการ ลกู จา งในคณะกรรมการไตรภาคี
ไตรภาคี 2.2 การจัดการเลือกตง้ั ผูแ ทนฝายนายจางและผูแทนฝา ย
ลกู จา งเพอ่ื แตงต้ังเปน ผพู ิพากษาสมทบในศาลแรงงาน
2.3 การสรรหาผูแทนฝา ยนายจางและฝายลูกจา งไปรวม
ประชุมใหญประจำปองคการแรงงานระหวางประเทศ
3. เฝาระวังเพ่อื ประเมนิ สถานการณ 3.1 การติดตามความเคลื่อนไหวดา นแรงงาน
ดานแรงงานสัมพนั ธ 3.2 การสังเกตการณการประชุมใหญขององคการแรงงาน
กลุมงานประนอมขอพพิ าท 4. เสรมิ สรา งความเขมแข็งองคการนายจาง 4.1 การจดั งานวันแรงงานแหงชาติ
แรงงานและขอขัดแยง องคก ารลกู จาง 4.2 การประสานงานผนู ำองคก ารแรงงานในการเขา รว ม
1. ศึกษา วิเคราะห ขอ พิพาทแรงงานและ กจิ กรรมตา งๆ
ขอ ขัดแยงเพอ่ื กำหนดมาตรการปอ งกัน และ 1.1 การศึกษาวเิ คราะหข อ เรียกรอง ขอขดั แยง และ
แกไขปญหาดานแรงงานสัมพนั ธ ขอ พพิ าทแรงงานเพ่ือนำไปใชเ ปนแนวทางปองกันและแกไข
ปญ หาดา นแรงงานสมั พันธ
1.2 โครงการพัฒนาศักยภาพพนกั งานประนอมขอพิพาท
แรงงาน
2. ดำเนินการและสนบั สนนุ หนว ยปฏิบัติ 2.1 การระงับขอพิพาทแรงงานและขอ ขัดแยง
ในการแกไขปญหาขอพพิ าทแรงงานและ 2.2 ติดตาม และสังเกตการณการเจรจาขอ เรยี กรอ ง
ขอ ขดั แยง ระหวา งนายจาง ลูกจา ง
2.3 การตรวจรบั รองจำนวนสมาชิกสหภาพแรงงาน
ตามมาตรา 15 ตามพระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พันธ
พ.ศ. 2518
4
กลุมงาน/ฝาย/งาน ภารกิจหลกั งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบริการ
2.4 การไกลเกลี่ยขอ พพิ าทแรงงานตามพระราชบัญญัติ
3. ดำเนินการเก่ียวกบั การชี้ขาดขอพพิ าท แรงงานสัมพันธ พ.ศ. 2518
แรงงาน 2.5 การไกลเ กล่ียขอ พพิ าทแรงงานตามพระราชบญั ญตั ิ
แรงงานรฐั วิสาหกิจสัมพันธ พ.ศ. 2543
กลุมงานคณะกรรมการ 1. รบั คำรอ งเกี่ยวกับการกระทำอนั ไม 2.6 การรับแจง การปดงาน และนดั หยดุ งาน
แรงงานสมั พันธ เปนธรรม และขอพพิ าทแรงงาน 2.7 การไกลเกลยี่ ระงับขอ ขัดแยง
2. สอบขอ เทจ็ จรงิ เบ้ืองตนเก่ยี วกับ คำรอง 2.8 การจดทะเบียนขอตกลงเก่ยี วกับสภาพการจางและ
และขอ พพิ าทแรงงาน คำชขี้ าดขอพิพาทแรงงาน
2.9 การติดตามขอตกลงเกี่ยวกบั สภาพการจา ง
3. ดำเนินการเกีย่ วกับงานเลขานุการ 2.10 ตอบขอหารือปญหาขอกฎหมายในการระงบั
คณะกรรมการแรงงานสมั พนั ธ ขอ พพิ าทแรงงาน ขอขัดแยง
2.11 สนับสนุนหนว ยปฏบิ ตั ใิ นการแกไขปญ หาขอพพิ าท
กลุมงานรฐั วิสาหกจิ สมั พนั ธ 4. ศึกษา วิเคราะหคำพิพากษา/คำวนิ ิจฉัย แรงงาน ขอขัดแยง
และคำสัง่ คณะกรรมการแรงงานสมั พนั ธ 2.12 การตดิ ตามสถานการณการชุมนมุ ของผใู ชแรงงาน
1. ศึกษา วเิ คราะหส ภาพการจางของ 3.1 การชข้ี าดขอพิพาทแรงงาน ตามมาตรา 23
รฐั วสิ าหกิจ ตามพระราชบญั ญัตแิ รงงานสัมพันธ พ.ศ. 2518
3.2 การชี้ขาดขอพิพาทแรงงาน ตามมาตรา 26
ตามพระราชบญั ญัตแิ รงงานสมั พันธ พ.ศ. 2518
1.1 การรบั และวนิ ิจฉยั ช้ขี าดขอพพิ าทแรงงาน
ตามมาตรา 23 แหงพระราชบญั ญตั ิแรงงานสมั พนั ธ
พ.ศ. 2518
1.2 การรบั และวนิ ิจฉยั ช้ขี าดการกระทำอันไมเ ปนธรรม
ตามมาตรา 121 มาตรา 122 มาตรา 123
แหง พระราชบญั ญตั ิแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2518
3.1 การแตงตัง้ คณะกรรมการแรงงานสมั พันธ
3.2 การจัดประชมุ คณะกรรมการแรงงานสมั พันธ
4.1 การศึกษาวเิ คราะหคำส่ัง คำวินจิ ฉยั ชข้ี าด
1.1 การศึกษา วิเคราะหสภาพการจางของรัฐวสิ าหกิจ
2. กำหนดมาตรฐานข้ันตำ่ และขอบเขต 2.1 กำหนดมาตรฐานข้ันตำ่ ของสภาพการจา งในรัฐวสิ าหกิจ
เกยี่ วกบั การเงนิ 2.2 กำหนดขอบเขตสภาพการจางท่ีเกี่ยวกบั การเงินตาม
มาตรา 13 (2)
3. พจิ ารณาคำรอ งขอ พพิ าทแรงงานทต่ี กลง 3.1 การวินิจฉยั ชี้ขาดขอ พิพาทแรงงาน ตามมาตรา 31
กันไมได การกระทำอันไมเ ปนธรรม และ แหง พระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2543
พิจารณาขอเสนอของรัฐวสิ าหกจิ ทข่ี อ 3.2 การวินิจฉยั ชีข้ าดการกระทำอันไมเ ปน ธรรม ตาม
ปรับปรงุ สภาพการจา งทีเ่ กีย่ วกบั การเงิน มาตรา 38 แหงพระราชบัญญัติแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2518
3.3 การพจิ ารณาขอเสนอของรัฐวสิ าหกิจท่ีขอปรับปรงุ
5
กลุมงาน/ฝาย/งาน ภารกจิ หลกั งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบรกิ าร
สภาพการจางทีเ่ กยี่ วกับการเงินตามมาตรา 13 วรรคสาม
และมาตรา 28
กลมุ งานสง เสริมแรงงาน 4. ดำเนินการเกย่ี วกบั งานเลขานุการ 4.1 การจดั ประชุมคณะกรรมการแรงงานรฐั วิสาหกิจ
สมั พันธ คณะกรรมการแรงงานรัฐวสิ าหกิจสัมพนั ธ สมั พนั ธ
4.2 การจดั ประชมุ คณะอนกุ รรมการพิจารณาสภาพ
5. สรางเสริมแรงงานสมั พันธในรฐั วิสาหกจิ การจางของรัฐวสิ าหกิจ คณะอนกุ รรมการพิจารณา
1. ดำเนินการและสงเสริมเครือขา ยใหเกิด กฎหมายแรงงานรัฐวสิ าหกจิ และคณะอนุกรรมการสราง
ความรว มมอื ดานแรงงานสมั พนั ธระหวาง เสรมิ แรงงานสัมพนั ธในรฐั วสิ าหกจิ
ภาครฐั เอกชน รฐั วสิ าหกิจ ประชาชน และ 4.3 การสรรหากรรมการฝา ยนายจาง และจดั ทำคำส่งั
องคก รพัฒนาเอกชน แตงตัง้
2. สง เสรมิ พัฒนาภาครฐั และเอกชนใหมี 5.1 การดำเนินการเก่ียวกับคณะกรรมการกจิ การสัมพันธ
องคค วามรดู านแรงงานสัมพันธ 1.1 การสง เสริมเครือขา ยแรงงานสมั พันธ
2.1 การสง เสริมใหม แี รงงานสัมพนั ธเ กดิ ขึ้นในสถาน
ประกอบกจิ การและรฐั วสิ าหกิจ
2.2 การเสรมิ สรางความรว มมือระบบทวิภาคีใหเปน
รูปธรรมในสถานประกอบกจิ การและรฐั วิสาหกิจ
2.3 การเสรมิ สรางแรงงานสมั พนั ธในสถานประกอบกิจการ
ที่มคี วามขัดแยง เบื้องตน
2.4 การประกวดสถานประกอบกิจการดีเดน ดานแรงงาน
สัมพนั ธและสวัสดิการแรงงาน
2.5 การดำเนินการเกี่ยวกบั คณะกรรมการลกู จา ง
3. ดำเนินการเก่ยี วกับศูนยพ ัฒนาและ 3.1 ศกึ ษา วเิ คราะห วจิ ยั ดา นการเสริมสรางแรงงาน
สง เสริมแรงงานสมั พนั ธ สัมพนั ธในสถานประกอบกจิ การและรฐั วสิ าหกิจ
3.2 การจัดฝก อบรมดานแรงงานสมั พนั ธ
กลมุ งานยทุ ธศาสตรแรงงาน 1. พัฒนาระบบแรงงานสมั พันธ 1.1 การปรบั โครงสรา งสำนักแรงงานสมั พนั ธ
สัมพันธ 1.2 การพฒั นาองคกรและระบบงาน
1.3 การจดั การความรู
1.4 การสำรวจความพึงพอใจผูร บั บรกิ าร
1.5 การดำเนนิ งานตามคำรบั รองการปฏบิ ัติราชการ
1.6 การประเมินผลการปฏบิ ัตริ าชการ
1.7 การพัฒนา/ปรบั ปรุงเวบ็ ไซตส ำนกั แรงงานสมั พนั ธ
1.8 การดำเนินงานศนู ยอ ำนวยการดานแรงงานสมั พนั ธ
และศูนยป ฏิบตั ิงานดา นแรงงานสัมพนั ธระดบั ภมู ภิ าค
6
กลุมงาน/ฝาย/งาน ภารกิจหลกั งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบริการ
งานบริหารทั่วไป 2. พฒั นาและกำหนดกรอบสภาพการจาง 2.1 การพัฒนาและกำหนดกรอบสภาพการจา ง
3. กำหนดมาตรฐานการปฏิบตั งิ านแกห นวย 3.1 การจัดทำคมู อื การปฏิบัติงานของเจา หนาที่ตาม
ปฏิบตั ิ กิจกรรมดานแรงงานสัมพันธ
4. ศึกษา วิเคราะหขอมลู เพื่อการกำหนด 4.1 กำหนดทิศทางและนโยบายการทำงานดานแรงงาน
นโยบาย มาตรการ แนวทาง และการเฝา สมั พนั ธ
ระวังดา นแรงงานสมั พนั ธ 4.2 การจัดเกบ็ วเิ คราะห และประมวลผลขอ มูลสถิติและ
สารสนเทศดานแรงงานสมั พนั ธ
4.3 การวิเคราะห สรุปและจดั ทำรายงานสถานการณ
ดานแรงงานสัมพนั ธ
5. ดำเนินการและประสานงานเกย่ี วกับงาน 5.1 การจัดทำแผนแมบท 4 ป กระทรวงแรงงาน
วชิ าการและแผนงานของสำนกั แรงงาน (ดา นแรงงานสัมพนั ธ)
สัมพนั ธ 5.2 การจัดทำแผนปฏิบตั ิราชการ 4 ป กรมสวสั ดกิ ารและ
คุม ครองแรงงาน (ดา นแรงงานสัมพันธ)
5.3 การจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำป กรมสวัสดกิ าร
และคมุ ครองแรงงาน (ดา นแรงงานสมั พนั ธ)
5.4 การจัดทำแผนปฏิบตั ิราชการสำนกั แรงงานสัมพนั ธ
5.5 การจัดทำคูมือการปฏิบตั งิ านของเจาหนาที่ตาม
กจิ กรรมดานแรงงานสัมพนั ธ
5.6 การจัดทำคำของบประมาณรายจา ย
5.7 การจัดทำแผนการใชจา ยเงินงบประมาณดา นแรงงาน
สมั พนั ธ
5.8 การจดั ทำรายงานผลการปฏบิ ัติงานประจำป
กรมสวสั ดิการและคุมครองแรงงาน (ดานแรงงานสมั พนั ธ)
5.9 การจัดทำรายงานผลการปฏบิ ัติงานและการใชจ ายเงิน
งบประมาณของสำนกั แรงงานสัมพันธ
5.10 การจัดทำและดำเนินโครงการศกึ ษาวิจัย
5.11 การศกึ ษาวิเคราะห และแปลเอกสารทางวิชาการ
เก่ียวกบั การแรงงานสมั พนั ธของตา งประเทศ
5.12 การดำเนินการเก่ียวกบั การใหสัตยาบนั อนุสัญญา
ILO ฉบบั ที่ 87 และ 98
1. งานสารบรรณและธรุ การ - งานสารบรรณและธรุ การ
2. งานการเงินและบัญชี - งานการเงินและบัญชี
3. งานพสั ดุ - งานพัสดุ
4. งานบคุ ลากรเบือ้ งตน - งานบคุ ลากรเบ้ืองตน
5. งานงบประมาณประจำป - งานงบประมาณประจำป
6. งานการประชมุ - งานการประชุม
7. งานรวบรวมขอ มลู สถิติ และรายงาน - งานรวบรวมขอมูลสถิติ และรายงาน
8. งานบนั ทึกขอมูลและพมิ พหนังสอื - งานบันทกึ ขอมลู และพมิ พหนังสือ
7
ตารางที่ 2 การวิเคราะหผลกระทบทางธรุ กจิ (Business Impact Analysis – BIA)
สำนกั แรงงานสมั พันธ
กลมุ งาน กระบวนงานการใหบ ริการทส่ี ำคญั ระดับผลกระทบ
กลุม งานทะเบียนกลาง 1. การจดทะเบยี นท่ีปรึกษาดานแรงงานสัมพนั ธ ปานกลาง
2. การจดทะเบยี นตอ อายุที่ปรกึ ษาดา นแรงงานสมั พันธ ปานกลาง
กลมุ งานประนอมขอพพิ าทแรงงาน 3. การจดทะเบยี นจดั ตงั้ องคกรนายจาง ลกู จา ง ปานกลาง
และขอ ขดั แยง 4. การจดทะเบยี นขอ บงั คับองคก รนายจาง ลูกจา ง ปานกลาง
5. การจดทะเบยี นกรรมการองคกรนายจา ง ลกู จา ง ปานกลาง
กลมุ งานคณะกรรมการแรงงาน 6. การจดทะเบยี นควบองคก รนายจาง ลกู จาง ปานกลาง
สัมพนั ธ 7. การจดทะเบยี นจัดต้งั สหภาพแรงงานรฐั วสิ าหกิจ ปานกลาง
กลุม งานรฐั วสิ าหกจิ สัมพนั ธ 8. การจดทะเบยี นขอ บงั คบั สหภาพแรงงานรฐั วสิ าหกิจ ปานกลาง
9. การจดทะเบยี นกรรมการสหภาพแรงงานรฐั วิสาหกจิ ปานกลาง
10. การรบั และพิจารณาวินจิ ฉยั คำรองเกี่ยวกับความขดั แยงในองคก รลูกจาง ปานกลาง
องคก รนายจาง ต่ำ
1. การจดทะเบยี นขอตกลงเกย่ี วกบั สภาพการจา งและคำช้ีขาด ตำ่
ขอ พพิ าทแรงงาน สูง
2. การตรวจรบั รองจำนวนสมาชกิ สหภาพแรงงาน ตามมาตรา 15 สูง
ตามพระราชบัญญัตแิ รงงานสัมพนั ธ พ.ศ. 2518 สงู
3. การไกลเ กลี่ยขอ พพิ าทแรงงานตามพระราชบญั ญตั แิ รงงานสัมพนั ธ ปานกลาง
พ.ศ. 2518
4. การไกลเ กลีย่ ขอ พพิ าทแรงงานตามพระราชบัญญตั แิ รงงานรัฐวสิ าหกิจ ปานกลาง
สัมพันธ พ.ศ. 2543 ปานกลาง
1. การวินจิ ฉยั ช้ีขาดขอ พิพาทแรงงาน ตามมาตรา 23
แหง พระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2518
2. การวนิ ิจฉัยช้ีขาดการกระทำอนั ไมเปนธรรม ตามมาตรา 121 มาตรา 122
มาตรา 123 แหงพระราชบญั ญัตแิ รงงานสัมพันธ
พ.ศ. 2518
1. การวินจิ ฉัยชี้ขาดขอพิพาทแรงงาน ตามมาตรา 31
แหงพระราชบัญญัติแรงงานสัมพนั ธ พ.ศ. 2543
2. การวินจิ ฉยั ชขี้ าดการกระทำอันไมเปนธรรม ตามมาตรา 38 แหง
พระราชบญั ญตั แิ รงงานสัมพนั ธ พ.ศ. 2518
หมายเหตุ : สำนักแรงงานสัมพันธนำกระบวนงานการใหบริการที่สำคัญ (ตามคูมือสำหรับประชาชนตามพระราชบัญญัติ
การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนญุ าตของทางราชการ พ.ศ. 2558) มาดำเนินการวเิ คราะหผลกระทบดานการดำเนินงาน
โดยพิจารณาระดบั ผลกระทบตามตารางหลักเกณฑก ารพิจารณาระดับผลกระทบ
8
หลักเกณฑป ระกอบการพจิ ารณาระดบั ผลกระทบในตารางท่ี 2
ระดับผลกระทบ หลกั เกณฑก ารพจิ ารณาระดับของผลกระทบ
สงู มาก เกดิ ความเสียหายตอ องคกรเปนจำนวนเงินในระดบั สูงมาก หรือ
สงผลใหขดี ความสามารถในการดำเนินงานหรอื ใหบริการลดลงมากกวา รอ ยละ 50 หรอื
เกดิ การสูญเสยี ชวี ิตและ/หรอื ภัยคกุ คามตอสาธารณชน หรอื
สง ผลกระทบตอ ชอ่ื เสียงและความมน่ั ใจตอองคกรในระดับประเทศและนานาชาติ
สงู เกดิ ความเสียหายตอ องคกรเปน จำนวนเงินในระดับสงู หรอื
สง ผลใหข ดี ความสามารถในการดำเนนิ งานหรอื ใหบ ริการลดลงรอ ยละ 25-50 หรอื
เกิดการบาดเจ็บตอผูรับบริการ/บคุ ลากร/กลุม คน หรือ
สง ผลกระทบตอ ชือ่ เสยี งและความมัน่ ใจตอ องคก รในระดบั กระทรวง
ปานกลาง เกิดความเสยี หายตอองคกรเปน จำนวนเงนิ ในระดับปานกลาง หรือ
สง ผลใหข ีดความสามารถในการดำเนินงานหรือใหบ รกิ าร ลดลงรอ ยละ 10-25 หรือ
ตอ งมกี ารรกั ษาพยาบาลผรู ับบริการ/บุคลากร/กลุมคน หรือ
สง ผลกระทบตอชือ่ เสียงและความมน่ั ใจตอ องคกรในระดบั กรม
ต่ำ เกิดความเสยี หายตอ องคกรเปน จำนวนเงินในระดับตำ่ หรือ
สงผลใหข ดี ความสามารถในการดำเนินงานหรือใหบ รกิ าร ลดลงรอยละ 5-10 หรอื
ตอ งมีการปฐมพยาบาลผูรบั บริการ/บคุ ลากร/กลุมคน หรอื
สง ผลกระทบตอชื่อเสียงและความมนั่ ใจตอ องคก รในระดบั สำนัก/กอง
ไมเ ปนสาระสำคญั สงผลใหข ดี ความสามารถในการดำเนนิ งานหรอื ใหบ ริการ ลดลงมากกวา รอ ยละ 5
6. ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis – BIA) ของสำนักแรงงานสัมพันธ
ในการวิเคราะหผ ลกระทบทางธรุ กิจ (Business Impact Analysis) ของสำนักแรงงานสัมพันธ พบวา
งานหลักที่มีความสำคัญและจำเปนตองดำเนินงานใหบริการไดภายในระยะเวลาอันสั้น ซ่ึงไดคัดเลือก
กระบวนงาน/งานท่ีไดรับผลกระทบในระดับ “สูง” และ “สูงมาก” จากตารางที่ 2 มาวิเคราะหระยะเวลาท่ีคาดวา
นอยท่ีสุดที่จะสามารถกลับมาทำงานหรือใหบริการไดหลังเกิดภาวะวิกฤติ พบวามีกระบวนงาน/งาน
ประกอบดวย
9
ตารางท่ี 3 ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis – BIA)
กลมุ งาน กระบวนงาน/งาน ระยะเวลาของการหยดุ ชะงกั ท่ยี อมรับได
(เฉพาะกระบวนงานหลัก หรืองาน ในแตล ะกระบวนงาน/งาน ()
สำคัญทไี่ ดรบั ผลกระทบระดบั สูง
0 – 2 2 – 4 4 – 24 2 - 7 1 - 2 2 สปั ดาห
และสงู มาก) ชม. ชม. ชม. วนั สปั ดาห ข้ึนไป
กลมุ งานประนอม 1. การไกลเ กลย่ี ขอ พิพาทแรงงาน
ขอพิพาทแรงงาน ตามพระราชบญั ญตั ิแรงงาน
และขอขัดแยง สมั พันธ พ.ศ. 2518
2. การไกลเ กล่ียขอพิพาทแรงงาน
ตามพระราชบัญญตั ิแรงงาน
รฐั วิสาหกิจสมั พันธ พ.ศ. 2543
กลมุ งาน การวนิ ิจฉยั ช้ขี าดขอพิพาทแรงงาน
คณะกรรมการ ตามมาตรา 23 แหงพระราชบัญญัติ
แรงงานสัมพันธ แรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2518
หมายเหตุ : ในชอง “ระยะเวลาฯ” ใหพจิ ารณาวา กระบวนงาน/งานนั้นๆ จะตองใชเ วลาท่คี าดวานอยที่สุด
ท่ีจะสามารถกลบั มาทำงานหรือใหบ ริการไดหลงั เกดิ ภาวะวกิ ฤติคอื เทาไหร
สำหรับกระบวนงาน/งาน/กิจกรรมอื่นๆ ที่ประเมินแลว อาจไมไดรับผลกระทบในระดับสูงถึงสูงมาก
หรือมีความยืดหยนุ ใหสามารถชะลอการดำเนนิ งานและการใหบรกิ ารได ใหผบู รหิ ารของกลุมงานหรือฝาย/งาน
ประเมินความจำเปนและเหมาะสม ซงึ่ อาจหมายถงึ สามารถใหปฏิบตั ิงานท่ีบานได (Work From Home) ท้ังน้ี
หากมีความจำเปน ใหป ฏิบัติตามแนวทางการบรหิ ารความตอ เนอื่ งเชน เดยี วกนั กบั กระบวนการหลัก
10
ตารางท่ี 4 การวเิ คราะหผ ลกระทบท่ีอาจเกิดขนึ้ จากความเสีย่ งและภยั คกุ คามตอทรพั ยากร 5 ดา น
สำนกั แรงงานสัมพนั ธ
ดานอาคาร/ ผลกระทบ ดานบคุ ลากร ดานคูคา/
สถานที่ ดา นวัสดุ ดาน หลัก ผูใ หบ รกิ าร/
อปุ กรณที่ เทคโนโลยี ผมู ีสว นได
สภาวะวิกฤติหรือ ปฏบิ ตั งิ านหลกั สำคญั การ สารสนเทศ
เหตุการณฉ ุกเฉิน จัดหา จัดสง และขอมูลท่ี สว นเสีย
วสั ดุอุปกรณท่ี สำคญั ทส่ี ำคัญ
อทุ กภยั สำคญั
อัคคภี ยั
แผน ดนิ ไหว
ชมุ นุมประทว ง/
จลาจล
โรคติดตออนั ตราย
หรือ โรคระบาด
สำนักแรงงานสัมพนั ธ ปรับปรุงแผนบริหารความตอเนือ่ งภายใตสถานการณการแพรระบาดของโรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ที่มีการรองรับภาวะคุกคามของสวนงานน้ันๆ ไมรองรับการปฏิบัติงานใน
กรณีท่ีเหตุขัดของเกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ และเหตุขัดของดังกลาวไมสงผลกระทบในระดับสูงตอการ
ดำเนินงานและการใหบริการของหนวยงาน เน่ืองจากหนวยงานยังสามารถจัดการหรือปรับปรุงแกไข
สถานการณไดภายในระยะเวลาท่ีเหมาะสม โดยผูบริหารหนวยงานหรือผูบริหารของแตละกลุมงาน สามารถ
รับผิดชอบและดำเนินการไดดวยตนเอง และเพ่ือนำแผนบริหารความตอเน่ืองมาใชแกไขปญหาของสวนงาน
และสามารถนำไปใชในการวางแผน การจดั การและการชว ยเหลอื ฟนฟูสภาพทมี่ ผี ลการทบตอ กระบวนงานของ
สำนักแรงงานสมั พนั ธ
1. ดานอาคาร /สถานที่ปฏิบัติงานหลัก กำหนดกลยุทธแนวทางใหบุคลากรบางสวนสามารถ
ปฏิบตั งิ านทีบ่ า นได (Work from Home) โดยกำหนดสถานท่ีปฏบิ ตั งิ านหลัก และสำรอง ดังน้ี
สถานการณ แนวทางปฏิบัติ
ระยะที่ 1 : กรณียังไมพบผปู วยท่ีเขา เกณฑ ปฏิบตั ิงาน ณ หนวยงานท่ีต้ังตามความเหมาะสม และ
สอบสวนโรค แตด ำเนนิ การใหความรวมมือตาม ความเสย่ี งของบคุ คลแตละราย และเปน ไปตามประกาศ
มาตรการปองกัน สำนกั แรงงานสัมพันธ โดยดำเนนิ การตามแนวทาง
ประกาศของกรมสวสั ดกิ ารและคุมครองแรงงาน
11
สถานการณ แนวทางปฏบิ ตั ิ
ระยะที่ 2 : กรณีพบผูปวยทีเ่ ขาเกณฑ ปฏบิ ตั ิงาน ณ หนวยงานทตี่ ั้ง รอยละ 20
สอบสวนโรค จำนวน 1 คนข้ึนไป ปฏบิ ตั งิ าน Work from Home รอยละ 80
ระยะที่ 3 : กรณีมกี ารระบาดซ้ำภายใน 21 วนั ปฏิบตั ิงาน ณ หนว ยงานที่ต้งั รอ ยละ 10
หลังจากมมี าตรการกักกันโรค 14 วนั แลว ปฏิบัติงาน Work from Home รอยละ 90
2. ดานบุคลากรหลัก กำหนดใหมีบุคลากรสำรองเพื่อปฏิบัติงานแทนกันในหนวยงาน และมีการ
กำหนดแนวทางใหบุคลากรบางสวนปฏิบัติราชการ ณ ท่ีพักอาศัย (Work from Home) ตามประกาศสำนัก
แรงงานสมั พนั ธ และสอดคลองกับประกาศกรมสวสั ดกิ ารและคุมครองแรงงาน
2.1 ใหผูบังคับบัญชาระดับผูอำนวยการสำนัก และผูอำนวยการกลุมงานพิจารณากำหนด
รายละเอียดเกี่ยวกบั การปฏิบัตงิ านของราชการและเจาหนาท่ีในกลมุ งาน / ฝายตามความจำเปนและเหมาะสม
กับลักษณะงาน
2.2 กำหนดรูปแบบวันเวลาปฏิบัติราชการ ณ ท่ีพักอาศัย (Work from Home) ตามความจำเปน
และเหมาะสม โดยพิจารณาไมใหก ระทบภารกิจของหนว ยงาน
2.3 ใหขาราชการและเจาหนาที่ ที่ปฏิบัติงาน ณ ท่ีพักอาศัย (Work from Home) รายงานการ
ปฏบิ ัติงานตอผูบังคบั บญั ชา และสามารถติดตอ ส่ือสารไดตลอดชว งเวลาท่ปี ฏบิ ัตงิ าน ณ ที่พักอาศัย
*** ทัง้ น้ี ใหเปนไปตามสถานการณแ ละประกาศกรมสวสั ดิการและคุม ครองแรงงาน
12
7. การกำหนดแนวทาง/กลยุทธใ นการสรา งความตอเนอื่ งของการดำเนนิ งาน (Determining BCM
Strategy)
ตารางที่ 5 กลยทุ ธความตอเนอ่ื ง (Business Continuity Strategy)
สำนกั แรงงานสัมพนั ธ
ทรัพยากร กลยทุ ธค วามตอเนอ่ื งทางธรุ กจิ
อาคาร/ สถานท่ี กำหนดใหใ ชพน้ื ท่ีปฏิบัตงิ านสำรองสำนกั งานสวัสดิการและ
ปฏิบตั งิ านหลกั
คมุ ครองแรงงานกรงุ เทพมหานครพ้ืนที่ 10 พน้ื ที่ อาคารสว นแยก
ตล่งิ ชัน โดยมกี ารสำรวจความเหมาะสมของสถานที่ ประสานงาน
และการเตรียมความพรอม กบั หนว ยงานเจา ของพ้นื ที่
ในกรณที ่ีความเสยี หายขยายเปน วงกวาง กำหนดใหใชพ ้ืนที่สำรอง
ศนู ยพฒั นาและสง เสริมแรงงานสมั พนั ธ จังหวดั สมทุ รปราการ โดย
มีการสำรวจความเหมาะสมของสถานที่ ประสานงาน และการ
เตรียมความพรอ ม กับหนวยงานเจาของพ้นื ที่
กำหนดมาตรการใหบ คุ ลากรปฏบิ ตั งิ าน ณ ท่ีพกั อาศัย (Work from
Home)
วัสดุอปุ กรณ กำหนดใหมีการจัดหาคอมพิวเตอรส ำรอง ท่ีมีคุณลักษณะเหมาะสม
ท่ีสำคญั / การ กบั การใชง าน พรอมอปุ กรณท ี่สามารถเช่อื มโยงตอ ผา นอินเตอรเน็ต
จัดหา จัดสง วัสดุ เขาสูระบบเทคโนโลยขี องกรมสวัสดิการและคุมครองแรงงานได
อปุ กรณท่ีสำคัญ
กำหนดใหใ ชค อมพวิ เตอรแ บบพกพา (Laptop/ Notebook) ของ
สำนกั แรงงานสมั พนั ธห รือของเจาหนาท่เี ปน การชวั่ คราวไดหากมี
ความจำเปน เรงดวนในชวงระหวางการจัดหาคอมพวิ เตอรส ำรอง
ทั้งนี้ ตองไดร บั อนุญาตจากหัวหนา คณะบรหิ ารความตอ เนอื่ งในการ
กอบกูคืนกอน
เทคโนโลยี ปฏบิ ตั ิงานโดยไมใชระบบเทคโนโลยี (Manual) ไปกอ น เน่ืองจาก
สารสนเทศและ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอมูลของกรมสวสั ดิการและ
ขอ มลู ที่สำคญั คุม ครองแรงงานมีลกั ษณะแบบรวมศูนยที่สว นกลางและเช่ือมโยง
ระบบเครือขายอนิ เตอรเนต็ เพอื่ ใหบ ริการหนวยงานในสงั กดั ดงั น้นั
หากเกิดภาวะฉุกเฉินตองรอจนกวา สว นกลางกอบกูระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศแลว เสร็จ จึงจะสามารถใชงานได
บุคลากรหลัก กำหนดใหใ ชบ ุคลากรสำรองทดแทนภายในสำนกั แรงงานสมั พนั ธ
ในกรณที ่บี คุ ลากรภายในสำนกั ฯ ไมเพยี งพอหรอื ขาดแคลน
กำหนดใหใชบุคลากรนอกสำนักฯ
คูค า /ผใู หบ รกิ าร กำหนดใหหัวหนา ทมี บริหารแผนความตอเนอื่ ง งานบริหารทว่ั ไป
ทส่ี ำคญั เปน ผปู ระสานกบั สวนกลาง (กรมสวสั ดิการและคุมครองแรงงาน)
เมื่อเกดิ ภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากสว นกลาง จะเปน ผกู ำหนดผใู หบรกิ าร
สำรอง (ผดู ูแลรบั ผดิ ชอบ) ในเรอื่ งไฟฟา น้ำประปา ระบบสารสนเทศ
และการส่ือสารในภาพรวม
13
8. การพัฒนาและเตรียมการตอบสนองตอเหตุการณในภาวะฉุกเฉิน (Developing and
Implementing BCM Repose)
8.1 โครงสรางและทมี บริหารความตอเนือ่ งของสำนกั แรงงานสมั พันธ
เพ่ือใหแผนความตอเนื่อง (BCP) นำไปปฏิบัติใชไดอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
จึงไดจัดตั้งคณะบริหารความตอเนื่อง (BCP Team) ของสำนักแรงงานสัมพันธ กรมสวัสดิการและคุมครอง
แรงงานขนึ้ โดยมโี ครงสรางดังนี้
(1) หัวหนา คณะบรหิ ารความตอเน่ือง คอื ผอู ำนวยการสำนกั แรงงานสมั พนั ธ
(2) หวั หนาทีมบริหารความตอเนื่อง คอื ผอู ำนวยการกลุมงาน และหัวหนา งานบริหารท่ัวไป
(3) ผูประสานงานคณะบริหารความตอเนื่อง คือ เจาหนาท่ีซ่ึงเปนผูแทนสำนักแรงงานสัมพันธ
ในคณะทำงานแผนความตอ เนอ่ื งของกรมฯ
โครงสรา งและทมี บริหารความตอ เนือ่ งของสำนกั แรงงานสมั พันธ
หวั หนา คณะบรหิ ารความตอเน่อื ง
(ผอ. สำนกั แรงงานสัมพนั ธ)
รองหัวหนา คณะบริหารความตอ เนื่อง
(ผูเช่ียวชาญเฉพาะดานแรงงานสมั พนั ธ)
ผปู ระสานงานคณะบรหิ ารความตอ เนือ่ ง
(ผูแทนสำนักแรงงานสมั พนั ธ)
หัวหนา ทมี บริหาร หวั หนาทมี บรหิ าร หัวหนาทมี บริหาร หวั หนาทีมบรหิ าร
แผนความตอ เนอ่ื ง แผนความตอ เน่อื ง แผนความตอเนอื่ ง แผนความตอเนอ่ื ง
กลมุ งานประนอม กลุม งานสง เสรมิ กลุม งานยทุ ธศาสตร
ขอ พพิ าทแรงงานและ กลมุ งาน แรงงานสัมพนั ธ แรงงานสมั พันธ
คณะกรรมการแรงงาน (ผอ. กลุมงานฯ) (ผอ. กลมุ งานฯ)
ขอ ขดั แยง
(ผอ. กลมุ งานฯ) สัมพนั ธ
(ผอ. กลมุ งานฯ)
หัวหนา ทีมบริหาร หวั หนาทีมบรหิ าร หัวหนาทมี บริหาร
แผนความตอเนอ่ื ง แผนความตอเนื่อง แผนความตอเนื่อง
กลมุ งานรฐั วสิ าหกจิ งานบรหิ ารทัว่ ไป
กลมุ งาน (หัวหนางานฯ)
สัมพันธ ทะเบยี นกลาง
(ผอ. กลุม งานฯ) (ผอ. กลมุ งานฯ)
14
ซ่ึงแตละตำแหนงมีหนาท่ีในการรวมมือดูแล ติดตาม ปฏิบัติงาน และกูคืนเหตุการณฉุกเฉินในแตละกลุมงาน
ใหกลับสูภาวะปกติโดยเร็ว ตามรายช่ือบุคลากรและบทบาทของทีมงานบริหารความตอเน่ือง (BCP Team)
ท่ีกำหนดใหเปนบุคลากรหลัก ในกรณีที่บุคลากรหลักไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ใหบุคลากรสำรองรับผิดชอบ
บทบาทของบุคลากรหลักในการบริหารความตอเนื่องและกอบกูคืนสถานการณไปกอน จนกวาจะไดมีการ
มอบหมายและแตง ตงั้ ขึ้นโดยหวั หนาคณะบรหิ ารความตอ เน่ือง ดงั รายชือ่ ตามตารางท่ี 6 ตอ ไปน้ี
ตารางที่ 6 รายช่ือทีมงานบริหารความตอ เนื่อง สำนักแรงงานสัมพนั ธ
บคุ ลากรหลกั บทบาท บคุ ลากรสำรอง
ชือ่ – สกลุ เบอรโทรศัพท ช่อื – สกุล เบอรโทรศัพท
นางสาวรัดเกลา เชาวลิต 0 2660 2155 หัวหนาคณะฯ สำนักแรงงาน นายอำนวย งามเนตร 0 2660 2154
08 9924 3581 06 5969 2746
สมั พันธ
นายคเชนทร ปย ะผกา 0 2660 2159 ผปู ระสานงานคณะบรหิ ารความ นางสาวปทุมรัตน อนิ ทรสวุ รรณ 0 2660 2163
จา สบิ เอกชลอ อว มทอง 08 1831 5727 ตอ เนอ่ื งสำนกั แรงงานสมั พนั ธ 09 6532 5429
0 2660 2166
นางสมจติ ร จันทรมาก 08 1734 1283 หัวหนาทีมบริหารความตอเนื่อง 0 2660 2167
กลุมงานประนอมขอพิพาท นายนิคม ทับทมิ ธงไชย 09 8253 1754
0 2660 2150 แรงงานและขอ ขัดแยง นายนพิ นธ วรรณศรี 09 4485 2279
08 9924 4210 0 2660 2151
หวั หนาทีมบริหารความตอเน่ือง นายเจนวทิ ย ไชยโย 08 1493 2082
กลุมงานคณะกรรมการแรงงาน
สัมพันธ
นางสาวกอบกุล เกงอนันตานนท 0 2660 219 หวั หนาทีมบริหารความตอเนื่อง นางสาวพรรณี รวมทรพั ย์ 0 2660 2192
08 1837 5917 กลมุ งานสง เสริมแรงงานสมั พันธ 08 1734 0438
นางเรไร ทพั รังษี 0 2660 2158 นางวิภารัตน รองทอง 0 2660 2190
08 9446 0728 หวั หนาทีมบริหารความตอเนื่อง นางสาวนารรี ตั น รอดเวียง 08 4698 8479
กลุมงานยุทธศาสตรแรงงาน 0 2660 2158
สัมพนั ธ 08 1839 1320
นายพนมพร ชวนอุดม 0 2660 2185 หัวหนาทีมบริหารความตอเนื่อง นางอมรรัตน อินคำ 0 2660 2184
08 1839 1324 กลุมงานรฐั วิสาหกิจสมั พันธ 08 1867 5742
นายเอกพงษ อนิ วิเชียร 0 2660 2161 หวั หนาทีมบริหารความตอเนื่อง นางเบญจมาศ พมุ ชา ง 0 2660 2162
08 1833 0157 06 3265 6249
กลมุ งานทะเบียนกลาง นางสิรวิ ีรา ศิรสทิ ธก์ิ ลุ 08 1493 2082
0 26602156 - 7
นางสาวศรินยา บญุ สรา งสม 0 2660 2156 หวั หนาทมี บรหิ ารความตอเนื่อง นางเรไร คำเครอื 08 6511 5707
08 1839 1327 งานบหิ ารทว่ั ไป 09 2628 6444
นางปรารถนา จันทะพิลา
15
8.2 โครงสราง Call Tree ของสำนกั แรงงานสมั พนั ธ
กระบวนการ Call Tree คือ กระบวนการแจงเหตุฉุกเฉินใหกับสมาชิกในคณะบริหาร
ความตอเน่ืองและทีมงานบริหารความตอเนื่องท่ีเกี่ยวของตามผังรายช่ือทางโทรศัพท โดยมีวัตถุประสงคเพื่อ
การบริหารจัดการขั้นตอนในการติดตอเจาหนาที่ ภายหลังจากมีการประกาศเหตุการณฉุกเฉินหรือภาวะวกิ ฤติ
ของหนวยงาน จุดเริม่ ตน ของกระบวนการ Call Tree จะเร่มิ จาก
1. หวั หนาคณะบริหารความตอเนื่องแจงใหผ ปู ระสานงานคณะบรหิ ารความตอเนื่องรับทราบ
เหตุการณฉ กุ เฉิน และการประกาศใชแ ผนความตอ เนือ่ งภายในหนวยงาน
2. ผูประสานงานฯ แจง ใหห ัวหนา ทีมบริหารความตอเนอ่ื งรบั ทราบเหตุการณฉุกเฉนิ
3. ผูอำนวยการกลุมงานและหัวหนางานบริหารท่ัวไปประกาศใชแผนความตอเนื่องตาม
สายการบังคบั บญั ชา และจะตองตดิ ตอและแจงไปยังบุคลากรภายใตการบังคบั บัญชาของตน
ทุกคน ใหรับทราบเหตุการณฉุกเฉินและการประกาศใชแผนความตอเนื่องของหนวยงาน
ทไ่ี ดร บั ผลกระทบ
ในกรณีที่ไมส ามารถติดตอหัวหนา ทมี ได ใหต ิดตอไปยังบคุ ลากรสำรอง โดยพิจารณา :
ถาเหตุการณเกิดข้ึนในเวลาทำการ ใหดำเนินการติดตอบุคลากรหลักโดยติดตอ ผา นเบอร
โทรศัพทข องหนว ยงานเปน ชองทางแรก
ถาเหตุการณเ กิดข้นึ นอกเวลาทำการหรอื สถานที่ปฏิบัตงิ านหลักไดร บั ผลกระทบ ให
ดำเนินการติดตอ บคุ ลากรหลกั โดยตดิ ตอ ผา นเบอรโ ทรศพั ทมือถอื เปน ชอ งทางแรก
ถา สามารถตดิ ตอ บคุ ลากรหลกั ไดใหแ จงขอมูลแกบ ุคลากรหลกั ของหนว ยงานทราบ
ดงั ตอ ไปน้ี :
- สรปุ สถานการณข องเหตุการณฉุกเฉนิ และการประกาศใชแ ผนความตอ เน่ือง
- เวลาและสถานท่สี ำหรับการนัดประชุมเรง ดวนของหนวยงาน สำหรับผูบ รหิ ารของ
หนว ยงานและทีมงานบริหารความตอ เนอ่ื ง
- ขัน้ ตอนการปฏิบตั งิ านเพือ่ บริหารความตอเนื่องตอไป เชน สถานทร่ี วมพลในกรณีท่มี ีการ
ยายสถานท่ีทำการ
สำนกั งานสวัสดิการและคมุ ครองแรงงานกรุงเทพมหานครพ้ืนที่ 1-10
ศนู ยพ ฒั นาและสงเสริมแรงงานสมั พนั ธ ณ ที่พักอาศยั
จังหวัดสมุทรปราการ
อาคารสวนแยกตล่ิงชัน
16
กระบวนการแจงเหตฉุ กุ เฉิน (Call Tree)
(นางสาวรัดเกลา เชาวลิต)
หัวหนาคณะบริหารความตอ เนื่อง
ผอู ำนวยการสำนกั แรงงานสมั พนั ธ
ทที่ ำงาน 02 660 2155 มอื ถอื 089 924 3581
รองหัวหนา คณะบรหิ ารความตอ เนอ่ื ง
นายอำนวย งามเนตร
ท่ที ำงาน 02 660 2154 มอื ถือ 065 969 2746
ผูป ระสานงานคณะบริหารความตอ เน่ือง
นายคเชนทร ปย ะผกา
ทที่ ำงาน 02 660 2160 มอื ถอื 081 831 5727
หัวหนาทมี บริหารแผนความตอ เน่อื ง
งานประนอมขอ พพิ าทแรงงาน งานคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ งานสงเสริมแรงงานสมั พันธ งานยุทธศาสตรแรงงานสมั พันธ
จ.ส.อ.ชลอ อวมทอง นางสมจติ ร จันทรมาก นางสาวกอบกลุ เกง อนนั ตานนท นางเรไร ทัพรงั ษี
ทท่ี ำงาน 02 660 2191
ท่ที ำงาน 02 660 2166 ทท่ี ำงาน 02 660 2150 มอื ถอื 081 837 5917 ที่ทำงาน 02 660 2160
มอื ถอื 081 734 1283 มือถอื 089 924 4210 มือถอื 089 446 0728
งานรัฐวสิ าหกจิ สัมพันธ งานทะเบยี นกลาง งานบรหิ ารทั่วไป
นายพนมพร ชวนอดุ ม นายเอกพงษ อินวิเชียร นางสาวศรินยา บญุ สรางสม
ท่ีทำงาน 02 660 2185 ท่ที ำงาน 02 660 2165 ที่ทำงาน 02 660 2157
มอื ถอื 081 839 1324 มือถอื 081 833 0157 มือถือ 081 839 1327
17
ภายหลังจากไดรับการตอบรับจากบุคลากรหลักครบถวนตามผังการติดตอ (Call Tree) หัวหนาทีม
บริหารความตอเนื่อง มีหนาท่ีโทรกลับไปแจงยังผูประสานงานคณะบริหารความตอเน่ือง เพ่ือรวบรวมสรุป
ความพรอมของหนวยงานในการบริหารความตอเน่ือง รวมทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของ
เจา หนาท่ที ั้งหมดในหนว ยงานและของหนวยงาน
ทีมบริหารความตอเน่ืองมีหนาท่ีในการปรับปรุงขอมูลสำหรับการติดตอใหเปนปจจุบันอยูตลอดเวลา
เพ่ือใหกระบวนการติดตอเจาหนาท่ีภายในหนวยงานสามารถดำเนินไดอยางตอเน่ืองและสำเร็จลุลวงภายใน
ระยะเวลาที่คาดหวัง ในกรณีที่เกิดเหตกุ ารณฉุกเฉนิ และมีการประกาศใชแผนความตอเน่ือง
8.3 การกำหนดแนวทางการตอบสนองเหตุการณแ ละกอบกูกระบวนการของสำนกั แรงงานสัมพนั ธ
ขน้ั ตอนในการบรหิ ารความตอ เนอื่ งและกอบกูกระบวนการ แบง ออกเปน 3 ขั้นตอน
ตามระยะเวลา ดงั น้ี
การตอบสนองตอเหตุการณทนั ที ภายใน 24 ชวั่ โมง
การตอบสนองตอ เหตกุ ารณใ นระยะแรก ภายใน 1 สปั ดาห
การตอบสนองตอเหตุการณแ ละกคู ือกระบวนการปฏบิ ัตงิ านในระยะเวลาเกิน
1 สัปดาห
การวเิ คราะหเ พอื่ กำหนดความตองการทรัพยากรท่ีสำคัญ
1) ดานสถานทป่ี ฏบิ ตั ิงานสำรอง (Working Space Requirement) ดงั ตารางท่ี 7
ตารางท่ี 7 การระบุพน้ื ทกี่ ารปฏิบตั งิ านสำรอง
ประเภททรัพยากร ทม่ี า 24 ช่ัวโมง ภายใน 1 สัปดาห เกนิ 1 สปั ดาห
พืน้ ทีส่ ำหรบั สถานที่ อาคารสว นแยก 10 ตร.ม. 20 ตร.ม. 35 ตร.ม.
ปฏิบตั งิ านสำรอง ตลิง่ ชนั (7 คน) (14 คน) (25 คน)
ปฏิบัตงิ านที่บา น สำนกั งาน 5 ตร.ม. 10 ตร.ม. 15 ตร.ม.
สวสั ดิการฯ (3 คน) (7 คน) (10 คน)
พน้ื ที่ 1-10 4 ตร.ม. 8 ตร.ม.
ศูนยพ ฒั นาและ - (2 คน) (5 คน)
สง เสรมิ แรงงาน
สมั พนั ธ จงั หวัด ( 71 คน) ( 58 คน) (41 คน)
สมุทรปราการ 15 ตร.ม. 34 ตร.ม. 58 ตร.ม.
( 81 คน) ( 81 คน) ( 81 คน)
-
รวม
หมายเหตุ : สำนักแรงงานสัมพันธม ี ขาราชการ จำนวน 63 คน พนักงานราชการ จำนวน 8 คน
ลกู จา งประจำ จำนวน 4 คน และพนักงานจางเหมาบริการ 6 คน รวมทงั้ ส้ิน 81 คน
18
2) ความตองการดานวสั ดอุ ุปกรณ (Equipment & Supplies Requirement) ดังตารางที่ 8
ตารางที่ 8 การระบุจำนวนวัสดอุ ุปกรณ
ประเภททรัพยากร ทม่ี า 24 ชั่วโมง ภายใน 1 สปั ดาห เกนิ 1 สัปดาห
คอมพิวเตอรสำรองท่ีมี รา นคา 1 เครอ่ื ง 2 เครือ่ ง 3 เครื่อง
คุณลกั ษณะเหมาะสม ผานกระบวนการ 1 เคร่อื ง 1 เครื่อง 1 เครอ่ื ง
เครอื่ งพิมพ รองรับการ จัดซ้ือพเิ ศษ 1 เครอ่ื ง 1 เครอ่ื ง 1 เครื่อง
ใชงานกับเคร่ือง รา นคา 1 เครือ่ ง 1 เครื่อง 1 เครอ่ื ง
คอมพิวเตอร ผา นกระบวนการ 1 เครอ่ื ง 1 เครือ่ ง 1 เครอ่ื ง
โทรศพั ทพรอมหมายเลข จัดซื้อพิเศษ 1 รีม 3 รมี 5 รมี
รา นคา
โทรสาร (Fax) ผา นกระบวนการ
พรอมหมายเลข จดั ซือ้ พิเศษ
เครอ่ื งถายเอกสาร รานคา
ผา นกระบวนการ
กระดาษ จดั ซอ้ื พเิ ศษ
รา นคา
ผา นกระบวนการ
จดั ซอ้ื พเิ ศษ
รานคา
ผา นกระบวนการ
จัดซอ้ื พิเศษ
3) ความตองการดา นเทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมูล (IT & Information Requirement)
เน่ืองจากระบบการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและขอมูลที่สำคัญของหนวยงานอยูในความดูแล
ของหนวยงานกลาง คือ กลุมงานเทคโนโลยีและสารสนเทศ สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน เปนลักษณะแบบ
รวมศูนย ดังนั้น หนวยงานจึงใชขอมูลสารสนเทศโดยการเชื่อมโยงระบบของหนวยงานกับหนวยงานกลาง
ผานเครือขายอินเทอรเน็ต ทำใหหนวยงานไมมีระบบคอมพิวเตอรสำรองและหากระบบมีปญหาตองรอ
ใหห นวยงานกลางกคู นื ระบบการบริหารเทคโนโลยสี ารสนเทศกอ น หนว ยงานจงึ จะสามารถใชงานของระบบได
ตารางที่ 9 การระบคุ วามตองการดา นเทคโนโลยสี ารสนเทศ และขอ มลู
ประเภททรพั ยากร แหลง ขอมูล 24 ชั่วโมง ภายใน 1 สปั ดาห เกิน 1 สัปดาห
E-mail กลมุ เทคโน ฯ -
หนว ยงาน
หนังสือสัง่ การตา ง ๆ ผา น
ระบบอิเล็กทรอนกิ ส ตนสังกัด -
ขอ มูลประกอบการ
ดำเนินงาน /จดั ทำแผน Internet/
งบประมาณ ตามแผน สารสนเทศกรม
ประจำป
ฯ
19
4) ความตองการดานบุคลากรสำหรับความตอ เนื่องเพื่อปฏิบตั ิงาน (Personnel Requirement)
ปรากฏดังตารางที่ 10
ตารางท่ี 10 การระบุจำนวนบุคลากรหลกั ท่ีจำเปน
ประเภททรัพยากร 24 ชั่วโมง ภายใน 1 สัปดาห เกิน 1 สปั ดาห
จำนวนบุคลากรปฏิบัติงานที่ 10 23 81
หนว ยงาน /สถานทป่ี ฏิบตั งิ านสำรอง
จำนวนบคุ ลากรปฏิบัตงิ านทบี่ าน 71 58 81
81 81
รวม
หมายเหตุ : สำนกั แรงงานสมั พันธม ี ขาราชการ จำนวน 63 คน พนกั งานราชการ จำนวน 8 คน
ลูกจางประจำ จำนวน 4 คน และพนักงานจางเหมาบริการ 6 คน รวมทง้ั สิ้น 81 คน
5) ความตองการดานผูใหบ ริการทส่ี ำคัญ (Service Requirement)
ตารางที่ 11 การระบจุ ำนวนผูใหบ รกิ ารทตี่ อ งติดตอ หรือขอรบั บริการ
ฝายงาน /กลุมงาน 24 ช่ัวโมง ภายใน 1 สัปดาห เกนิ 1 สัปดาห
ผูใหบ รกิ ารเชื่อมโยงระบบเครือขาย - 1 ราย 1 ราย
อนิ เทอรเน็ต*
รา นคาวสั ดุ อุปกรณ - 1 ราย 1 ราย
- 2 ราย 2 ราย
รวม
หมายเหตุ : * ใหจัดหาอุปกรณเ ชือ่ มโยงระบบเครือขา ยตอผา นอนิ เทอรเนต็ แบบพกพา (Air Card) ของ
ผใู หบ ริการโทรศพั ทม ือถือ เชอ่ื มโยงการบรหิ ารเทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมูลที่สำคัญของ
สว นกลางผา นอินเทอรเ นต็ ในกรณผี ูใหบ ริการหลกั และสำรองไมส ามารถใหบ ริการได
ภายในระยะเวลาท่กี ำหนด
20
ขัน้ ตอนการบริหารความตอเน่ืองและกอบกูกระบวนการ
วันท่ี 1 (ภายใน 24 ชว่ั โมง) การตอบสนองตอ เหตุการณทันที
ในการปฏิบัติการใดๆ ใหบุคลากรของหนวยงาน คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและบุคลากรอื่นๆ และ
ปฏบิ ตั ิตามแนวทางแผนความตอเน่อื งและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่หนวยงานตนเองไดกำหนดข้ึนอยางเครง ครัด
ขั้นตอนและกจิ กรรม บทบาทความรับผิดชอบ ดำเนนิ การ
แลวเสร็จ
- แจงเหตุฉุกเฉิน วิกฤติ ตามกระบวนการ Call Tree หัวหนาทมี บรหิ ารความตอเนื่อง
ใหกับบุคลากรในกลุมงาน ภายหลังไดรับแจงจาก ของกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป
หัวหนาคณะบริหารความตอเนื่องของสำนักแรงงาน
สัมพันธ
- จัดประชุมทมี บริหารความตอเนือ่ ง เพ่ือประเมินความ ทมี บรหิ ารความตอเนื่องของ
เสียหาย ผลกระทบตอการดำเนนิ งาน การใหบริการ กลุมงาน/งานบริหารทัว่ ไป
และทรัพยากรสำคัญท่ตี องใชในการบรหิ ารความตอเนื่อง
- ทบทวนกระบวนงานท่ีมีความเรง ดวน หรอื สง ผล
กระทบอยา งสูง (หากไมด ำเนินการ) ดงั นนั้ จำเปน ตอง
ดำเนินงานหรือปฏบิ ัติดวยมือ (Manual Processing)
- ระบุและสรุปรายชื่อบุคลากรในกลุมงาน/ ที่ไดรับ หวั หนา ทีมบรหิ ารความตอเนื่อง
บาดเจ็บหรือเสยี ชวี ิต /หรอื เจบ็ ปวย ของกลุมงาน/งานบรหิ ารทวั่ ไป
- รายงานหัวหนาคณะบริหารความตอเนื่องของสำนัก หวั หนาทีมบรหิ ารความตอเนื่อง
แรงงานสมั พนั ธทราบ โดยครอบคลมุ ประเด็นดังนี้ ของกลุม งาน/งานบริหารท่วั ไป
• จำนวนและรายช่ือบุคลากรท่ีไดรับบาดเจ็บ/
เสยี ชีวิต
• ความเสียหายและผลกระทบตอการดำเนินงาน
และการใหบ รกิ าร
• ทรพั ยากรสำคัญทีต่ องใชในการบรหิ ารความตอเนอ่ื ง
• กระบวนงานที่มีความเรงดวนและสงผลกระทบ
อยางสูงหากไมดำเนินการ และจำเปนตอง
ดำเนินงานหรือปฏิบัติงานดวยมือ (Manual
Processing)
- ส่ือสารและรายงานสถานการณแกบุคลากรในกลมุ งาน หวั หนา ทมี บริหารความตอเนื่อง
ใหท ราบ ตามเนื้อหาและขอความทไ่ี ดร ับการพจิ ารณา ของกลมุ งาน/งานบรหิ ารทัว่ ไป
และเหน็ ชอบจากคณะบรหิ ารความตอ เน่ืองของสำนัก
แรงงานสมั พันธแลว
- ประเมินและระบกุ ระบวนการหลกั และงานเรง ดวน หัวหนาและทีมงานบริหารความ
ที่จำเปนตองดำเนินการใหแลวเสร็จ ภายใน 1- 5 วัน ตอ เนือ่ งของกลุมงาน/งาน
ขา งหนา บรหิ ารทวั่ ไป
- ประเมนิ ศักยภาพและความสามารถของหนว ยงาน หัวหนา และทีมงานบรหิ ารความ
21
ขน้ั ตอนและกิจกรรม บทบาทความรับผดิ ชอบ ดำเนนิ การ
แลว เสรจ็
ในการดำเนินงานเรงดวนขางตน ภายใตขอจำกัดและ ตอ เนือ่ งของกลมุ งาน/งาน
สภาวะวิกฤติ พรอมระบุทรัพยากรท่ีจำเปนตองใชใน บริหารท่วั ไป
การบริหารความตอ เนอื่ งตามแผนการจดั หาทรพั ยากร
- รายงานความคืบหนาใหแกหัวหนาคณะบริหารความ หัวหนาทีมบรหิ ารความตอเน่ือง
ตอเน่ืองของสำนักแรงงานสัมพันธทราบ พรอมขอ ของกลมุ งาน/งานบรหิ ารทั่วไป
อนุมัติการดำเนินงานหรือปฏิบัติงานดว ยมือ (Manual
Processing) สำหรับกระบวนงานที่มีความเรงดวน
และสง ผลกระทบอยา งสงู หากไมด ำเนินการ
- ติดตอและประสานงานกับหนวยงานที่เกี่ยวของในการ หัวหนา และทีมงานบรหิ ารความ
จัดหาทรัพยากรที่จำเปนตองใชในการบริหารความ ตอ เนอ่ื งของกลุมงาน/งาน
ตอเนื่อง ไดแก บรหิ ารท่ัวไป
สถานท่ีปฏบิ ัตงิ านสำรอง
วัสดุอุปกรณท ี่สำคญั
เทคโนโลยีสารสนเทศและขอมลู ทีส่ ำคัญ
บุคลากรหลกั
คคู า /ผูใหบริการที่สำคญั /ผมู ีสวนไดส ว นเสยี
- พิจารณาดำเนินการหรือปฏิบัติงานดวยมือ (Manual) หวั หนาและทมี งานบรหิ ารความ
เฉพาะงานเรงดวน หากไมดำเนินการจะสงผลกระทบ ตอ เนื่องของกลุมงาน/งาน
อยางสูงและไมสามารถรอได ท้ังน้ี ตอ งไดร ับการอนุมตั ิ บรหิ ารทัว่ ไป
- ระบุหนวยงานท่ีเปนคูคา/ผูใหบริการสำหรับงาน หวั หนาและทมี งานบรหิ ารความ
เรงดวน เพื่อแจงสถานการณและแนวทางในการ ตอเนอื่ งของกลุม งาน/งาน
บริหารงานใหมีความตอเน่ืองตามความเห็นของคณะ บรหิ ารทว่ั ไป
บริหารความตอ เน่อื งของสำนักแรงงานสัมพนั ธ
- บันทึกและทบทวนกิจกรรมและงานตางๆ ที่ทีมงาน ทมี งานบริหารความตอ เนื่อง
บริหารความตอเนื่องของกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป ของกลมุ งาน/งานบรหิ ารทว่ั ไป
ตองดำเนินการ (พรอมระบุรายละเอียด ผูดำเนินการ
และเวลา) อยา งสม่ำเสมอ
- แจงสรุปสถานการณและขั้นตอนการดำเนินการ หัวหนาทีมงานบริหารความ
สำหรับในวนั ถัดไป ใหกับบุคลากรหลักในกลุม งาน/งาน ตอเนือ่ งของกลมุ งาน/งาน
บริหารทั่วไป เพื่อรบั ทราบและดำเนนิ การ อาทิ แจงวัน บรหิ ารทวั่ ไป
เวลา และสถานที่ปฏิบตั ิงานสำรอง
- รายงานความคืบหนาใหแกหัวหนาคณะบริหารความ หัวหนา และทมี งานบรหิ ารความ
ตอเนื่องของหนวยงานอยางสม่ำเสมอหรือตามที่ได ตอเนื่องของกลมุ งาน/งาน
กำหนดไว บริหารทว่ั ไป
หมายเหต:ุ ถา เหตกุ ารณฉุกเฉินนนั้ เกนิ ขีดความสามารถท่ีสำนกั /กองจะรับมือได ใหตดิ ตอประสานงานไปยัง
ประธานคณะกรรมการบรหิ ารความพรอมตอภาวะวกิ ฤติ (อธบิ ด)ี เพ่ือขอความชว ยเหลือตอไป
22
วันท่ี 2-7 การตอบสนองในระยะสน้ั
ข้นั ตอนและกจิ กรรม บทบาทความรบั ผิดชอบ ดำเนนิ การ
แลวเสรจ็
- ตดิ ตามสถานะภาพการกอบกูคนื มาของทรพั ยากร หัวหนา และทมี งานบริหารความ
ที่ไดรับผลกระทบ ประเมินความจำเปนและระยะเวลา ตอเนื่องของกลมุ งาน/งาน
ทีต่ อ งใชใ นการกอบกคู นื บริหารทว่ั ไป
- ตรวจสอบกบั หนว ยงาน ความพรอ มและขอจำกัด หวั หนา และทมี งานบรหิ ารความ
ในการจัดหาทรัพยากรที่จำเปนตองใชในการบริหาร ตอ เนอ่ื งของกลมุ งาน/งาน
ความตอเน่อื ง ไดแก บริหารทั่วไป
สถานท่ีปฏิบตั งิ านสำรอง
วสั ดอุ ปุ กรณท ส่ี ำคัญ
เทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมูลทีส่ ำคัญ
บุคลากรหลัก
คคู า/ผใู หบรกิ ารที่สำคัญ/ผมู ีสว นไดส ว นเสีย
- รายงานหัวหนาคณะบรหิ ารความตอ เนื่องของสำนกั หัวหนา ทีมบรหิ ารความตอเนื่อง
แรงงานสัมพันธ ความพรอม ขอ จำกัดและ ของกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป
ขอเสนอแนะ ในการจัดหาทรัพยากรทีจ่ ำเปน ตอ งใชใ น
การบริหารความตอเน่ือง
- ประสานงานและดำเนนิ การจดั หาทรพั ยากร หัวหนาและทมี งานบริหารความ
ที่จำเปน ตองใชใ นการบริหารความตอเนือ่ ง ไดแก ตอเนอื่ งของกลุม งาน/งาน
สถานท่ีปฏิบัติงานสำรอง บรหิ ารทั่วไป
วสั ดุอุปกรณที่สำคญั
เทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมลู ทส่ี ำคญั
บคุ ลากรหลกั
คคู า /ผใู หบรกิ ารทส่ี ำคัญ/ผมู ีสว นไดส ว นเสีย
- ดำเนินการกอบกแู ละจัดหาขอ มลู และรายงานตา งๆ งานบริหารทัว่ ไป
ทีจ่ ำเปน ตอ งใชใ นการดำเนนิ งานและใหบ รกิ าร
ตามตารางท่ี 3
- ดำเนินงานและใหบริการ ภายใตทรัพยากรที่จัดหา หวั หนาและทมี งานบรหิ ารความ
เพ่อื บรหิ ารความตอเนือ่ ง: ตอเน่ืองของกลมุ งาน/งาน
สถานที่ปฏบิ ัตงิ านสำรอง บริหารทว่ั ไป
วัสดอุ ุปกรณทสี่ ำคญั
เทคโนโลยีสารสนเทศและขอ มลู ทสี่ ำคัญ
บุคลากรหลัก
คคู า /ผใู หบ ริการทส่ี ำคัญ
23
ข้นั ตอนและกจิ กรรม บทบาทความรบั ผดิ ชอบ ดำเนินการ
แลว เสรจ็
- แจงสถานการณและแนวทางในการบริหารความ หวั หนาและทีมงานบรหิ ารความ
ตอ เน่ืองแกห นว ยงานที่ไดรับผลกระทบ/ผูใ ชบริการ/คูคา ตอ เนื่องของกลุม งาน/งาน
บริหารท่วั ไป
- บันทึก และทบทวนกิจกรรมและงานตางๆ ที่ทีมงาน ทมี งานบริหารความตอเน่ือง
บริหารความตอเนื่องของกลุมงาน/งานบริหารท่ัวไป ของกลมุ งาน/งานบริหารทั่วไป
พรอมระบุรายละเอียด (ผูดำเนินการ เวลา ฯลฯ)
อยางสมำ่ เสมอ
- แจงสรุปสถานการณและข้ันตอนการดำเนินการตอไป หัวหนา ทีมงานบรหิ ารความ
สำหรับในวันถัดไป ใหกับบุคลากรในกลุมงาน/งาน ตอเนือ่ งของกลุมงาน/งาน
บรหิ ารทั่วไป บรหิ ารท่วั ไป
- รายงานความคืบหนาใหแกหัวหนาคณะบริหารความ หัวหนาและทีมงานบริหารความ
ตอ เนือ่ งของหนว ยงาน ตามเวลาท่ีไดกำหนดไว ตอเนื่องของกลุมงาน/งาน
บรหิ ารทวั่ ไป
หมายเหตุ: ถาเหตกุ ารณฉุกเฉินน้นั เกนิ ขดี ความสามารถที่สำนัก/กองจะรับมือได ใหต ิดตอประสานงานไปยัง
ประธานคณะกรรมการบรหิ ารความพรอมตอภาวะวกิ ฤต (อธบิ ด)ี เพื่อขอความชวยเหลือตอไป
วนั ที่ 8 การตอบสนองระยะกลาง (เกนิ 1 สัปดาห)
ขั้นตอนและกิจกรรม บทบาทความรับผดิ ชอบ ดำเนินการ
แลวเสรจ็
- ตดิ ตามสถานภาพการกอบกูคืนมาของทรัพยากร หัวหนา และทมี งานบรหิ ารความ
ที่ไดรับผลกระทบ และประเมินความจำเปนและ ตอ เน่อื งของกลมุ งาน/งาน
ระยะเวลาทีต่ องใชใ นการกอบกคู ืน บรหิ ารทว่ั ไป
- ระบุทรัพยากรที่จำเปนตองใช เพ่ือดำเนินงานและ หวั หนาและทมี งานบริหารความ
ใหบ รกิ ารตามปกติ ตอเนอ่ื งของกลุมงาน/งาน
บริหารทั่วไป
- รายงานหัวหนาคณะบริหารความตอเน่ืองของสำนัก หวั หนา ทีมงานบรหิ ารความ
แรงงานสัมพันธสถานภาพการกอบกูคืนมาของ ตอ เนอ่ื งของกลมุ งาน/งาน
ทรัพ ยากรที่ไดรับผลกระทบ และทรัพ ยากรที่ บรหิ ารทั่วไป
จำเปนตองใชเ พื่อดำเนนิ งานและใหบริการตามปกติ
24
ขนั้ ตอนและกจิ กรรม บทบาทความรบั ผิดชอบ ดำเนนิ การ
แลว เสรจ็
- ประสานงานและดำเนนิ การจัดหาทรพั ยากร หวั หนาและทมี งานบรหิ ารความ
ทจ่ี ำเปน ตอ งใชเ พ่อื ดำเนินงานและใหบริการตามปกติ : ตอเน่อื งของกลมุ งาน/งาน
สถานที่ปฏิบัติงานสำรอง บริหารทว่ั ไป
วัสดุอปุ กรณทีส่ ำคญั
เทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมูลที่สำคัญ
บุคลากรหลัก
คคู า /ผใู หบรกิ ารทสี่ ำคัญ/ผูม ีสว นไดสวนเสีย /
ผใู หบริการท่ีสำคญั
- แจงสรุปสถานการณและการเตรียมความพรอมดาน หวั หนา ทมี งานบริหารความ
ทรัพยากรตางๆ เพ่ือดำเนินงานและใหบริการตามปกติ ตอเน่ืองของกลมุ งาน/งาน
ใหก บั บุคลากรในกลมุ งาน/งานบริหารท่วั ไป บรหิ ารทัว่ ไป
- บันทึก และทบทวนกิจกรรมและงานตางๆ ที่ทีมงาน ทมี งานบริหารความตอเน่ือง
บริหารความตอเนื่องของกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป ของกลมุ งาน/งานบริหารทั่วไป
พรอมระบุรายละเอียด (ผูดำเนินการ เวลา ฯลฯ) อยาง
สม่ำเสมอ
- รายงานความคืบหนาใหแกหัวหนาคณะบริหารความ หวั หนา และทีมงานบรหิ ารความ
ตอเน่ืองของสำนักแรงงานสัมพันธ ตามเวลาท่ีได ตอ เนื่องของกลุมงาน/งาน
กำหนดไว บริหารทว่ั ไป
หมายเหต:ุ ถา เหตุการณฉ ุกเฉินนัน้ เกนิ ขีดความสามารถท่สี ำนัก/กองจะรับมือได ใหต ิดตอประสานงานไปยัง
ประธานคณะกรรมการบริหารความพรอมตอภาวะวิกฤต (อธิบดี) เพ่ือขอความชว ยเหลือตอไป
9. การทดสอบ ปรับปรุง และทบทวนแผน (Exercising Maintaining and Reviewing)
เพื่อใหแนใจไดวาการบริหารความพรอมตอสภาวะวิกฤต (BCM) ที่ไดจัดทำข้ึนสามารถใชไดจริง
รวมทั้งเพื่อเตรียมความพรอม ตลอดจนตรวจสอบความสามารถของบุคลากร และประสิทธิภาพของแผน
ในการตอบสนองตอ วิกฤติการณ โดยรูปแบบการทดสอบอาจมตี ัง้ แตร ะดบั งายไปหายาก ดงั นี้
Call Tree คือการซอมการแจงเหตุฉุกเฉินใหกับสมาชิกทีมงานที่เกี่ยวของตามผังรายชื่อ
ทางโทรศัพท
Tabletop Testing คือการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกหนวยที่เกี่ยวของ
โดยจำลองโจทยสถานการณขึ้นมา และทดลองนำแผน BCP มาพิจารณาวา ใชตอบโจทยแต
ละขัน้ ตอนไดหรือไม
Simulation คือการทดสอบโดยจำลองสถานการณเสมือนจริง และทดลองใชแผน BCP
มาประยุกตใช
Full BCP Exercise คอื การทดสอบเตม็ รปู แบบและใกลเ คยี งสถานการณจ ริงมากทสี่ ดุ
25
10. การปลกู ฝง การบริหารแผนความตอเนอื่ ง ใหเ ปนสวนหน่ึงของวัฒนธรรมองคกร (Embedding
BCP in the Organization’s Culture)
เ ปน ขั้ น ต อ น ที่ส ำ คัญ ป ร ะ ก า ร ห นึ่ ง ใ น ก า ร ท ำ ใ ห ก า ร บ ริห า ร ค ว า ม ตอ เ นื่ อ ง ผ ส ม ก ล ม ก ลืน เขา
จนเปนวัฒนธรรมองคกร เพื่อทำใหเจาหนาที่ทุกคนไดรับทราบและเขาใจถึงความสำคัญของการบริหารความ
ตอ เน่ือง ตลอดจนบทบาทหนา ท่ีที่ทุกคนพึงมี เพื่อใหภารกิจของหนวยงานสามารถดำเนินตอไปไดในยามทีเ่ กิด
เหตุวิกฤต โดยผูบริหารของทุกกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป จะตองจดั ประชุมช้ีแจงและซกั ซอมความเขาใจแผน
ความตอเนื่องใหเจาหนาที่ในกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป ทุกคนเขาใจอยางนอยปละ 1 ครั้ง และสำนัก/กอง
จะดำเนินการสอดแทรก BCP ลงในหลักสูตรการฝกอบรม/สัมมนาตางๆ ของสำนัก/กอง อยางตอเน่ือง
สม่ำเสมอเพ่ือปลูกฝง BCP ใหเปน สว นหนึ่งของวฒั นธรรมองคก รหนวยงาน
จากมติท่ีประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 หัวขอท่ี 12. เร่ือง มาตรการเตรยี มความ
พรอมของหนวยงานภาครฐั ในการบรหิ ารราชการและใหบริการประชาชนในสภาวะวิกฤติ (รองรบั สถานการณ
การระบาดของโรคติดเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 หรือ โควดิ 19 ) ซึ่งหนว ยงานมกี ารดำเนนิ การดงั นี้
1. การนำระบบ e-Service มาใชในการบรหิ ารงานและการใหบ รกิ ารประชาชน
ภารกิจ/งาน ระบบงาน (ถามี)
๑. งานสารบรรณตดิ ตอ ประสานงาน - ระบบสารบรรณหนว ยงาน /ระบบอิเล็กทรอนกิ ส
๒. การยนื่ คำขอจดทะเบยี น/ตออายุที่ปรกึ ษา - ระบบฐานขอมลู สารสนเทศกรม ฯ
2. การนำระบบเทคโนโลยดี ิจิทลั มาใชใ นการบริหารงาน
ภารกิจ/งาน ระบบงาน (ถา มี)
๑. ประชุมและการติดตามงานผา นโปรแกรมออนไลน - VDO Conference /Zoom /Line /Microsoft
(การวินิจฉัยชี้ขาดขอพิพาทแรงงาน การแสวงหา Team / Google meet
ขอ เทจ็ จรงิ เปนตน)
------------------------------------------------
ภาคผนวก
ก
COVID 19
Public Health Emergency of
International Concern (PHEIC)
Global research and innovation forum:
towards a research roadmap
Broad consensus on the need for research to focus on
actions that can save lives now.
To ensure that those affected are promptly diagnosed and receive
optimal care; while integrating innovation fully within each research
thematic area.
To support research priorities in a way that leads to the development of
global research platform(s) pre-prepared for the next disease X epidemic;
thus, allowing for accelerated research, R&D for diagnostics, therapeutics
and vaccines and their timely access.
11-12 February, 2020
COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap
Powering research to control the epidemic
Over the first 6 weeks of the new decade, the “We need our collective knowledge, insight and
novel coronavirus, known as COVID-19, has experience to answer the questions we don’t
spread from the People’s Republic of China to
20 other countries. have answers to, and to identify the questions we
may not even realize we need to ask.”
On 30 January 2020 following the Dr Tedros
recommendations of the Emergency WHO Director General
Committee, the WHO Director General
declared that the outbreak constitutes a The meeting organized by the World Health
Public Health Emergency of International Organization, in collaboration with the GloPID-
Concern (PHEIC). R (the Global Research Collaboration for
Infectious Disease Preparedness) brought
In view of the urgency of this outbreak, the together over 300 scientists, researchers,
international community is mobilising to find national public health experts from a large
ways to significantly accelerate the variety of disciplines as well as major research
development of interventions. The WHO R&D funders to discuss a research map for COVID
Blueprint is a global strategy and 19.
preparedness plan that allows the rapid
activation of R&D activities during epidemics. Research topics discussed included: virus:
Its aim is to fast-track the availability of natural history, transmission and diagnostics;
effective tests, vaccines and medicines that animal and environmental research on the
can be used to save lives and avert large virus origin, and management measures at
scale crisis. the human-animal interface, epidemiological
studies; clinical characterization and
World experts on COVID-19 met at the World management, infection prevention and
Health Organization’s Geneva headquarters control, including health care workers’
from 11 to 12 February 2020 to assess the protection; candidate therapeutics R&D;
current level of knowledge about the new candidate vaccines R&D; ethical
virus, agree on critical research questions that considerations for research and; integrating
need to be answered urgently and ways to social sciences in the outbreak response.
work together to accelerate and fund priority
research that can contribute to curtail this Over 2 days of intense discussion, facilitated
outbreak and prepare for future outbreaks. group work, research priorities were captured
and distilled, and research priorities identified.
The global imperative for the research Experts discussed a wide range of aspects of
community is to maintain a high-level the outbreak and identified immediate
discussion platform which enables consensus concrete actions and priorities across the ten
on strategic directions, nurtures scientific thematic areas.
collaborations and, supports optimal and
rapid research to address crucial gaps, Experts identified key knowledge gaps, and
without duplication of efforts. research priorities and shared scientific data
on ongoing research, thereby accelerating
the generation of critical scientific information
to contribute to the control the COVID 19
emergency.
2
COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap
An imperative for research to focus on actions that
can save lives now.
Eight immediate research actions were agreed as part of this Forum
1.Mobilize research on rapid point of care diagnostics for use at the community level - this is
critical to be able to quickly identify sick people, treat them and better estimate how widely
the virus has spread.
2.Immediately assess available data to learn what standard of care approaches from China
and elsewhere are the most effective – there is an imperative to optimise standard of care
given to patients at different stages of the disease and take advantages of all available
technological innovations to improve survival and recovery.
3.Evaluate as fast as possible the effect of adjunctive and supportive therapies. The global
research community need to understand what other adjunctive treatments than currently
being used we currently have at our disposal that may help with the standard of care
provided to patients, including the quick evaluation of interventions such as steroids and
high flow oxygen.
4.Optimise use of protective equipment and other infection prevention and control measures
in health care and community settings – It is critical to protect health care workers and the
community from transmission and create a safe working environment
5.Review all evidence available to identify animal host(s), to prevent continued spill over and
to better understand the virus transmissibility in different contexts over time, the severity of
disease and who is more susceptible to infection- Understanding transmission dynamics
would help us appreciate the full spectrum of the disease, in terms of at risk groups, and
conditions that make the disease more severe as well as the effectiveness of certain public
health interventions.
6.Accelerate the evaluation of investigational therapeutics and vaccines by using “Master
Protocols”- Rapidly developing master protocols for clinical trials will accelerate the
potential to assess what works and what does not, improve collaboration and comparison
across different studies, streamline ethics review and optimise the evaluation of new
investigational drugs, vaccines and diagnostics.
7.Maintain a high degree of communication and interaction among funders so that critical
research is implemented - Funders reiterated their current financial commitments to tackling
this outbreak and agreed that the priorities agreed at the Forum would help to coordinate
existing investments and inform mobilisation of additional resources in the coming days,
weeks and months.
8. Broadly and rapidly share virus materials, clinical samples and data for immediate public
health purposes–It was agreed that virus materials, clinical samples and associated data should be
rapidly shared for immediate public health purposes and that fair and equitable access to any
medical products or innovations that are developed using the materials must be part of such sharing.
3
COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap
A research roadmap with clearly defined priorities
and governance framework to accelerate research
that can contribute to contain the spread of the
epidemic “WHO remains committed to equitable
access to health products for populations
that need them and will work to ensure
that access is always part of all R&D
efforts.”
Dr Tedros
Director General, WHO
A To ensure that those affected are promptly diagnosed and receive optimal care; while
integrating innovation fully within each research thematic area,
B To support research priorities in a way that leads to the development of global research
platform(s) pre-prepared for the next disease X epidemic (an unexpected epidemic by a known or
previously unknown pathogen); thus, allowing for accelerated research, R&D for diagnostics,
therapeutics and vaccines and their timely access.
OBJECTIVES The need for a cross-cutting approach
1. Enable acceleration of research through global o Equitable access embedded from
collaboration with solidarity and equity as the start, so that the people at risk
principles. have timely access.
2. Ensure transparent and effective evidence- o Appropriate ethical oversight and
based prioritization of research questions (as collaboration to fast track review
above) within and between the thematic process.
areas.
o Combat stigmatisation of those
3. Ensure that access to medical products is built affected, or perceived to be
into R&D pathways from the beginning of affected, by the disease.
development.
o Critical social science to ensure
4. Ensure resources are available for areas most communities engage and
likely to yield practical outcomes. understand the value of proposed
interventions.
5. Maintain repositories of landscape analyses,
prioritization, protocols, tools, SOP and o International solidarity is important,
information, and support enabling ethics and and we need to come together as
regulatory activities. one to tackle this global challenge.
6. Ensure communication to media is accurate o Build even closer partnerships with
and coordinated to maintain trust in research Chinese scientists and experts from
activities. countries with cases who are on the
front line of tackling this outbreak.
4
COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap
Targeted research priorities in each research
thematic areas were identified
Beyond the immediate research actions, “This meeting allowed us to identify the
the Forum participants identified a comprehensive main urgent priorities for research. As a
set of priority research areas and recognised the
significant cross-over and co-dependencies group of funders, we will continue to
between the different research areas. mobilize and coordinate to ensure
WHO will play an important role in the coordination support is in place for all critical
and development of governance frameworks. research needed to tackle this crisis
and stop the outbreak in partnership
with WHO.”
Yazdan Yazdanpanah
Chair GLOPID-R
1. Virus: natural history, transmission and diagnostics
• Understand the natural history of the virus and shedding of it from an infected person
• Support implementation of diagnostics and products to improve clinical processes
• Develop disease models, including animal models for infection, disease and transmission
• Develop tools and studies to monitor phenotypic change and potential adaptation of
the virus
• Better understand the immune response and immunity
2. Animal and environmental research on the virus origin, and management measures at the
human-animal interface
• Identify animal host(s) and any evidence of continued spill-over to humans
• Understand the socioeconomic and behavioural risk factors for this spill-over
• Design and test sustainable risk reduction strategies
3. Epidemiological studies
• Understand the transmission dynamics of the virus, including the basic reproductive
number, incubation period, serial interval, modes of transmission and environmental
factors
• Define the severity of disease, including risk of fatality among symptomatic hospitalized
patients, and high-risk patient groups
• Understand susceptibility of populations
• Identify what public health mitigation measures could be effective for control
4. Clinical characterisation and management
• Define the natural history of disease to inform clinical care, public health interventions,
infection prevention control, transmission, and clinical trials
• Develop a core clinical outcome set to maximize usability of data across a range of trials
• Determine adjunctive and supportive interventions that can improve the clinical
outcomes of infected patients (e.g. steroids, high flow oxygen)
5
COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap
5. Infection prevention and control, including health care workers’ protection
• Understand effectiveness of movement control strategies to prevent secondary
transmission in health care and community settings
• Optimise the effectiveness of personal protective equipment (PPE) and its usefulness to
reduce risk of transmission in health care and community settings
• Minimise the role of the environment in transmission
6. Candidate therapeutics R&D
• Develop animal models and standardise challenge studies
• Develop prophylaxis clinical studies and prioritise in healthcare workers
Ensure adequate supply of investigational? therapeutics showing efficacy (address?
cost/affordability, equitable access, production capacity and technology transfer
•
7. Candidate vaccines R&D
• Optimize clinical trial design, including for Phase III/ prioritized candidates for testing
• Understand approaches to evaluate risk for enhanced disease after vaccination
• Develop assays to evaluate vaccine immune response and process development for
vaccines, alongside suitable animal models [in conjunction with therapeutics]
8. Ethical considerations for research
• Articulate and translate existing ethical principles and standards to salient issues in
COVID-2019
• Embed ethics across all thematic areas, engage with novel ethical issues that arise and
coordinate to minimise duplication of oversight
• Support sustained education, access, and capacity building in the area of ethics
9. Social sciences in the outbreak response
• Establish a team at WHO that will be integrated within multidisciplinary research and
operational platforms and that will connect with existing and expanded global networks
of social sciences.
• Develop qualitative assessment frameworks to systematically collect information related
to local barriers and enablers for the uptake and adherence to public health measures
for prevention and control. This includes the rapid identification of the secondary
impacts of these measures. (e.g. use of surgical masks, modification of health seeking
behaviours for SRH, school closures)
• Identify how the burden of responding to the outbreak and implementing public health
measures affects the physical and psychological health of those providing care for
Covid-19 patients and identify the immediate needs that must be addressed.
• Identify the underlying drivers of fear, anxiety and stigma that fuel misinformation and
rumour, particularly through social media.
• Contextually contribute to the design of research to ensure the involvement of
communities throughout the process (in design, implementation and evaluation).
6
COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap
What is next?
In addition to the research actions ongoing, the Forum participants committed to a
comprehensive collaborative research agenda. The implementation of this collaborative
research agenda started immediately.
We now have a clear roadmap with immediate and mid and longer-term priorities to build a
robust global research response. Importantly there is a decisive pledge to collaboration,
solidarity and to equitable access to all innovations developed.
The full report of the Forum will provide a detailed account of the deliberations and the
multidisciplinary approach taken for the co-creation of the global research map.
What ? When?
Summary of conclusions February 14, 2020
February 21, 2020
Full report of this Forum February 28, 2020
Research roadmap including detailed
milestones and timelines
The detailed roadmap which will set out the path for the critical research and the development
that the new interventions the world needs to end this epidemic.
END
7
ข
เล่ม ๑๓๗ ตอนพเิ ศษ ๔๘ ง หน้า ๑ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
ราชกจิ จานเุ บกษา
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
เรือ่ ง ชือ่ และอาการสาคญั ของโรคติดตอ่ อนั ตราย (ฉบบั ท่ี ๓)
พ.ศ. ๒๕๖๓
โดยที่เป็นการสมควรให้มีการประกาศให้โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19
(Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ
พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อประโยชนใ์ นการเฝา้ ระวงั ป้องกนั และควบคุมโรคตดิ ตอ่ อนั ตราย
อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖ (๑) แห่งพระราชบญั ญัตโิ รคตดิ ตอ่
พ.ศ. ๒๕๕๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคาแนะนาของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ
จึงออกประกาศไว้ ดังตอ่ ไปนี้
ข้อ ๑ ประกาศน้ีเรียกว่า “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ช่ือและอาการสาคัญ
ของโรคตดิ ต่ออันตราย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๓”
ขอ้ ๒ ประกาศนใ้ี ห้ใช้บงั คบั ต้ังแตว่ ันถัดจากวนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปน็ ตน้ ไป
ข้อ ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๔) ของข้อ ๑ แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข
เรอื่ ง ชือ่ และอาการสาคัญของโรคติดตอ่ อันตราย พ.ศ. ๒๕๕๙
“(๑๔) โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019
(COVID-19)) มีอาการไข้ ไอ เจบ็ คอ หอบเหนอ่ื ย หรือมีอาการของโรคปอดอกั เสบ ในรายที่มอี าการรนุ แรง
จะมีอาการระบบทางเดินหายใจลม้ เหลว และอาจถงึ ข้ันเสยี ชวี ติ ”
ประกาศ ณ วนั ท่ี 26 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖3
อนทุ นิ ชาญวรี กูล
รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงสาธารณสขุ
ค
หลักพจิ ารณาในกรณีทีม่ กี ารสง ตัวกลับและการกกั กันผเู ดินทางมาจากพน้ื ท่ีทม่ี ีการแพรร ะบาดของ
โรคติดเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
ขอ มูล ณ วนั ท่ี 11 กุมภาพันธ 2563
เม่อื วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563 ผอู ํานวยการใหญองคก ารอนามยั โลกไดประกาศใหการระบาดของเชื้อไวรัสโคโร
นา สายพนั ธใุ หม 2019 หรอื 2019-nCoV เปน ภาวะฉุกเฉินดานสาธารณสขุ ระหวางประเทศ หรือ Public Health
Emergency of International Concern (PHEIC) ตามคาํ แนะนําของคณะกรรมการภาวะฉกุ เฉนิ ที่ตง้ั ขน้ึ ภายใต
กฎอนามยั ระหวางประเทศ พ.ศ. 2548 (2005)1 ซง่ึ จากการพิจารณาขอ มูลทม่ี ีอยูขณะนนั้ องคการอนามัยโลกไม
แนะนาํ ใหม ีการจํากัดการเดินทางหรือการคา แตอ ยางใด
หลกั ฐานเกี่ยวกับมาตรการดานการเดนิ ทางทม่ี ีผลกระทบตอการเดินทางระหวา งประเทศเปนเวลามากกวา 24
ชั่วโมง ชใี้ หเหน็ วามาตรการเชนน้ีมีเหตุผลในทางสาธารณสุข ในระยะตน ของการควบคมุ การระบาด
โดยทาํ ใหประเทศตางๆ ท่ีไดร บั ผลกระทบสามารถดําเนินมาตรการเผชญิ เหตไุ ดอยางตอเนื่อง
และทาํ ใหป ระเทศที่ยงั ไมไดร ับผลกระทบมีเวลาในการดําเนนิ มาตรการเตรยี มความพรอมอยางไดผ ล
แตก ารจํากดั การเดนิ ทางจะตองทําเปนระยะเวลาส้ันๆ และมสี ัดสวนทเี่ หมาะสมกบั ความเสีย่ งตอ สขุ ภาพ
และจะตองไดรับการทบทวนเปน ระยะเมอ่ื สถานการณเปลยี่ นไป
ประเทศตางๆ ควรเตรยี มความพรอ มเพือ่ ควบคุมการระบาด ซง่ึ รวมถึงการเฝาระวงั เชิงรุก การคน หาผปู วยใน
ระยะแรก การแยกและการจดั การผปู ว ย การตดิ ตามผูส ัมผสั โรค และปอ งกันการแพรเชื้อ COVID-19 ตอเนอ่ื ง
รวมทง้ั แจง ขอมูลที่เก่ยี วขอ งทั้งหมดแกองคก ารอนามยั โลก ดวยพนั ธกรณีของประเทศตามมาตรา 43 ของกฎ
อนามัยระหวา งประเทศ พ.ศ. 2548 (2005) รัฐภาคจี ะตอ งแจงใหอ งคการอนามัยโลกทราบถงึ มาตรการดาน
สุขภาพตางๆ ท่ีดําเนนิ การเพม่ิ เตมิ อนั จะสงผลกระทบตอ การเดนิ ทางระหวางประเทศ
สําหรับประเทศทีต่ ัดสินใจนาํ พลเมอื งของตนเดินทางกลับจากเมอื งอฮู ัน่ มณฑลหูเปย
จะตอ งพิจารณาประเด็นสาํ คัญตอ ไปน้ี เพอ่ื ใหความเชอื่ มน่ั ในดา นสขุ ภาพและความเปนอยทู ่ีดี
สําหรบั ผูทเี่ ก่ียวของกบั การเดินทางกลบั
นอกจากนี้จะตอ งพจิ ารณาถงึ มาตรการทจี่ ะชว ยเสริมความพรอมของประเทศในการปอ งกันการแพรระบาด
หรือการนําเขาการติดเช้อื โควิด 19 ทั้งกอ น ระหวาง และหลังการนําบคุ คลเดินทางกลบั สูประเทศดว ย
มาตรการทจี่ ะตองกระทํากอ นที่จะมกี ารเดนิ ทาง ไดแก
• กอ นออกเดนิ ทาง ใหม ีการเจรจาขนั้ สูงในระดับทวภิ าคี ประสานงาน และวางแผนการปฏิบตั งิ านของ
เจาหนาทีท่ ี่มีหนาทีร่ บั ผิดชอบ
• ควรจดั มบี คุ ลากรทางการแพทยแ ละสาธารณสขุ ใหเพียงพอสําหรบั การปฏิบัติงานบนเครื่องบนิ โดยสาร
เพอ่ื รองรับปริมาณผูเ ดินทางตามทไี่ ดคาดคะเนไว รวมทั้งตอ งสวมชดุ ปองกนั สวนบคุ คล (PPE) และมีการ
เตรยี มอปุ กรณ /เวชภณั ฑท เี่ หมาะสมเพยี งพอเพือ่ รองรบั การเจบ็ ปวยของผูเดนิ ทางในระหวา งการ
เดินทาง
• ลกู เรอื ท่ีไมใชบ คุ ลากรทางการแพทย ควรไดร บั คําอธิบายและสวมชุดที่เหมาะสม รวมท้งั เตรยี มพรอมใน
การสังเกตสญั ญาณเตือนและอาการของผโู ดยสารท่ีเขาขา ยติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา สายพันธุใหม
• การคดั กรอง ณ จุดทางออก เชน การวัดอุณหภมู ริ า งกาย การซกั ประวตั ิ ควรกระทํากอนเครอ่ื งบนิ ออก
เดินทาง เพือ่ เปนคน หาผูปว ยในระยะแรกเริ่ม และควรแจงผลการคดั กรองใหแกป ระเทศปลายทางได
ทราบดว ย
• จากการคัดกรอง ณ จดุ ทางออก หากตรวจพบวา มีผโู ดยสารทส่ี งสัยปวย แนะนาํ ใหเ ลอ่ื นการเดนิ ทาง
ออกไปกอน เพ่ือสง ตอ ใหเ ขารับการตรวจวินิจฉยั และรักษาตอไป
การปฏบิ ตั ิเมอื่ อยูบ นเคร่ืองบนิ โดยสาร
• ควรมีขอ มลู ตําแหนงพรอ มแผนผังทน่ี งั่ ของผโู ดยสารบนเครื่องบินทีช่ ดั เจน ในกรณที ่ีผูโดยสารเรม่ิ แสดง
อาการปวย ตองทําการแยกออกจากผโู ดยสารคนอ่นื นอกจากนตี้ องบันทึกขอ มูลผูโดยสารที่อยบู รเิ วณ
ใกลเคียงดวย (ตวั อยางเชน ผูโดยสารทีน่ ่ังแถวเดียวกัน ผูโดยสารท่ีน่งั อยสู องแถวดา นหนาและสองแถว
ดา นหลังของผูปวย) เพือ่ การตดิ ตามในพื้นทป่ี ลายทางตอ ไป
• ในกรณีพบผูปว ยสงสยั บนเครื่อง ลูกเรือควรรายงานและขอคาํ แนะนาํ จากหนวยบริการทางการแพทย
ภาคพื้นดนิ ณ จุดตรวจผูโดยสารขาเขา โดยส่ือสารผานหอควบคุมการบนิ สําหรบั รายทมี่ อี าการรุนแรง
นกั บนิ ผูค วบคมุ อากาศยานสามารถตัดสนิ ใจเปลย่ี นเสนทางการบินไปยงั ชอ งทางเขาเมอื งท่ีใกลท ีส่ ดุ
เพือ่ ใหผ ูปวยไดรบั การรักษาที่จาํ เปน
สําหรบั กรณที ม่ี ีอาการเจ็บปว ยของระบบทางเดินหายใจในระหวางเดินทาง ใหปฏิบตั ติ าม
ขัน้ ตอนเฉพาะหนา ตอไปนเี้ พื่อลดความเสี่ยงและจาํ กดั การแพรก ระจายของเชื้อไปยังผูโ ดยสารหรือลูกเรือคนอ่ืน ๆ2
• มอบหมายใหล กู เรอื หนึง่ คนรบั หนาทด่ี ูแลผโู ดยสารท่ีมอี าการปว ย ซึง่ ควรเปน ลูกเรอื ท่ีใหบ รกิ ารผโู ดยสาร
รายนน้ั อยูแลว
• สวมใสอุปกรณป อ งกันสวนบุคคล (PPE) อยา งเหมาะสม เมื่อตองใหบริการผปู วยท่ีมอี าการ (หนากาก
ทางการแพทยห รอื หนา กากอนามัยทางการแพทย อปุ กรณทาํ ความสะอาดมอื และถงุ มอื เปนตน)
• หากเปนไปได ใหเ วนท่นี ง่ั ซงึ่ ตดิ กับผปู ว ยใหว างไว ในทุกๆ กรณี
• ควรมขี อมูลการเดนิ ทางและรายละเอียดตดิ ตอ ของผโู ดยสารท่นี ่งั ในบรเิ วณใกลเ คียงผปู ว ย
เพื่อใหส ามารถติดตามเพ่มิ เติม ในฐานะผทู อี่ าจสัมผัสโรค โดยใชแ บบฟอรม ระบุตาํ แหนง ผูโดยสาร3
ทั้งนี้สามารถขอเก็บขอ มลู ดังกลา วโดยสมัครใจ จากผโู ดยสารคนอ่ืนๆ ดว ย
• ผูปวยบนเครื่องบนิ ควรรักษาสขุ อนามยั เวลาไอหรอื จาม โดยสวมหนา กากอนามยั ทางการแพทย (ในกรณี
ทีส่ ามารถหาไดและทนตอความอึดอัดได) หรอื ปดปากและจมูกทุกครงั้ เม่ือไอหรอื จามโดยใชกระดาษ
ชาํ ระแลวทงิ้ ใหถ กู วิธี หากผปู วยไมสามารถทนตอ ความอดึ อดั จากการสวมหนากาก ใหผ ูโดยสารทีม่ ี
สขุ ภาพดซี ง่ึ อยตู ิดกับผูโดยสารทีป่ ว ย เปน ผสู วมหนา กากแทน
• รกั ษาสุขอนามยั ทด่ี ีสาํ หรบั มอื อยูเสมอ (ลา งมอื ดว ยนํา้ และสบหู รือใชเจลลางมือทม่ี ีสว นผสมของ
แอลกอฮอล)
• ใชความระมดั ระวังในการหยบิ จบั ผาหม ถาดหรือสง่ิ ของสวนตัวอน่ื ๆ ท่ีใชโ ดยผูปว ยทมี่ ีอาการปวยจาก
ระบบทางเดินหายใจ
• ในกรณที มี่ กี ารแพรกระจายสง่ิ ทกี่ อ ใหเ กิดการตดิ เช้อื (เชน อาเจยี น ละอองเลอื ด สารคดั หล่ัง หรืออน่ื ๆ)
ใหชําระลา งสิง่ สกปรกออกกอน จากนัน้ ใหท าํ ความสะอาดสภาพแวดลอ มโดยรอบ และจัดการส่ิงท่ี
กอ ใหเ กดิ การติดเช้อื อยางเหมาะสม
• จัดการกบั สิ่งปฏกิ ูลท่ีเกิดขน้ึ ตามขอ กาํ หนดหรอื แนวทางที่ถอื ปฏิบตั อิ ยูในแตล ะพื้นที่
• แจงหนว ยงานดา นสุขภาพ ณ จุดตรวจผูโดยสารขาเขา สามารถใชเอกสารสาํ แดงทั่วไปของอากาศยาน
ในสวนเก่ียวกบั สุขภาพ (กฎอนามยั ระหวา งประเทศ ภาคผนวก 9)
เพื่อบนั ทึกขอ มูลดา นสขุ ภาพในอากาศยาน และสง ใหหนว ยงานดา นสุขภาพ ณ จุดตรวจผูโ ดยสารขาเขา
หากมีการรองขอโดยประเทศปลายทาง
• ลูกเรอื จะตองจัดใหระบบหมนุ เวยี นอากาศภายในอากาศยานทํางานอยางตอเนื่อง
(อากาศยานขนาดใหญสว นมากมกี ารติดตัง้ ตัวกรอง HEPA ซึง่ สามารถกรองเช้อื โรคในอากาศไดบางสว น
ทง้ั นี้ขึ้นอยูก บั ขนาดของอนุภาคหรือจลุ ขีพ)
แนวปฏิบตั ิ ณ จุดตรวจคนเขาเมอื ง มีดังน้ี
• การคัดกรองขาเขา : การคัดกรองดวยการวัดอุณหภูมเิ พียงอยางเดียวอาจไมไดผ ลมากนกั
เน่อื งจากอาจไมพบผูเดนิ ทางทีต่ ิดเชือ้ ในระยะฟก ตวั หรือผูเดนิ ทางทปี่ กปดอาการไขระหวา งการเดนิ ทาง
หรอื อาจตรวจพบกรณีทไ่ี มใ ช (เชน เปนไขเ นื่องจากสาเหตุอ่นื ) ดงั น้นั หากมีการคัดกรองดว ยการวัดอุณ
ภมู ิ ควรดําเนินการรวมกบั :
• การใหขอมลู ดา นสขุ ภาพ ไดแ ก การเผยแพรข อ มลู ดานสขุ ภาพ และการประกาศใหผเู ดนิ ทางทราบถึง
สัญญาณ อาการท่ีเกยี่ วของ และควรทาํ อยา งไรหากตอ งการความชวยเหลือทางการแพทย
• การประเมินเบอ้ื งตนดวยแบบสอบถาม ไดแ กการพฒั นาและใชแ บบฟอรม เพือ่ เก็บขอ มลู เก่ยี วกบั อาการ
ประวตั กิ ารสัมผัสกบั ปจ จัยเสย่ี ง และขอ มลู สําหรบั ตดิ ตอ
• การเกบ็ รวบรวมและวเิ คราะหข อ มูล ไดแก กําหนดกลไกทเ่ี หมาะสมในการรวบรวมและวเิ คราะหขอ มูลที่
ไดจากกระบวนการคัดกรองขาเขา เพ่อื การประเมินและตอบสนองไดอยางทนั ทว งที
กรณีพบผทู ี่สงสยั ปวย ณ จดุ ขาเขา
• การเตรยี มบุคลากรและทรัพยากร โดยมีบคุ ลากรที่ผานการฝก อบรมการตรวจประเมนิ ผูปว ยในเบอ้ื งตน
พรอ มทง้ั จดั เตรียมวสั ดุและอปุ กรณท จี่ าํ เปน ณ จดุ คดั กรองขาเขา
• การสัมภาษณแ ละการจดั การเบอื้ งตน ไดแก การจดั เตรียมพน้ื ทีแ่ ยกออกมาใหเ ปนจดุ ประเมนิ ผปู วยสงสัย
ติดเชือ้ ในเบื้องตน และมีการสมั ภาษณผ สู มั ผสั ปจ จัยเสย่ี ง
• การจดั ใหม เี สน ทางและระบบการสง ตอทรี่ วดเรว็ ไดแ ก การกาํ หนดเสน ทางแยกตา งหากเพ่อื การสง ตอผูท ่ี
สงสัยติดเชอ้ื ไปยังโรงพยาบาลหรอื สถานทท่ี ่ีจัดไวไ ดอ ยา งรวดเรว็ เพือ่ หลกี เลยี่ งการสัมผัสกบั ผโู ดยสารคน
อ่นื ๆ และควรจดั ใหมกี ารขนสงทปี่ ลอดภัยสาํ หรับผูทสี่ งสยั ตดิ เชอื้ ไปยังสถานบรกิ ารสาธารณสุขท่ีจดั ไว
• แผนรองรับสถานการณฉ ุกเฉนิ ควรมแี ผนรองรับสถานการณฉ กุ เฉินดานสาธารณสขุ ณ จดุ ตรวจขาเขา
เพื่อเผชิญเหตุทางสาธารณสขุ
• การฆา เชอ้ื บนเครื่องบิน ควรมีการศึกษาเกี่ยวกบั การใชส ารเคมแี ละวีธีการทําความสะอาดทเี่ หมาะสมกบั
อากาศยานแตล ะรุนและชนดิ เพื่อใหสามารถฆา เชอื้ บนเครื่องไดอ ยา งเหมาะสม นอกจากนี้ ยงั ควรมีการ
แยกพื้นท่ีสาํ หรับ จดุ ทางเขาออก (PoE) และมบี ุคลากรทไ่ี ดรับการฝกอบรมประจาํ จดุ นั้น ๆ เพือ่ ทําความ
สะอาดเครอ่ื งบินเม่ือผโู ดยสารออกจากเครอ่ื งแลว
ผโู ดยสารท่ีไมม ีอาการสงสยั ติดเช้ือเดนิ ทางเขาประเทศ
• การส่อื สารความเส่ยี ง เปน การเตรยี มความพรอ มใหป ระเทศสามารถสอ่ื สารกบั ประชาชนไดอ ยางรวดเร็ว
และโปรง ใส และดาํ เนนิ การใหส อื่ มีสวนรว มในการเผยแพรข าวสารทถี่ ูกตองและหลกี เลย่ี งขา วลอื 4
ประเทศตา งๆ ควรสือ่ สารกับประชาชนแตเ น่นิ ๆ อยางมีมปี ระสทิ ธภิ าพ เพื่อลดการตีตราหรือเลือกปฏิบตั ิ
และปอ งกันไมใ หเ กดิ ความต่ืนตระหนก ตามมาตราที่ 3 ของกฎอนามยั ระหวางประเทศ
• มาตรการดา นสขุ ภาพ ไดแก หากมหี ลักฐานบง ช้ถี ึงความเส่ียงทางสาธารณสุขจากผโู ดยสารทีเ่ ดินทางมาถึง
ตามมาตราที่ 31 ของกฎอนามัยระหวางประเทศ (IHR) และภายใตก ฎหมายของแตละประเทศ
หากประเทศเห็นวา มคี วามจาํ เปนตองควบคมุ ความเสีย่ งดงั กลา ว ใหประเทศนน้ั สามารถบงั คับใชมาตรการ
ดานสขุ ภาพเพ่ิมเติมใหผ ูเดนิ ทางถอื ปฏบิ ัติ เพือ่ ปองกันหรือควบคมุ การกระจายของโรค ซ่ึงรวมถึงการคดั
แยก การกกั ตวั หรือการเฝาสงั เกตอาการผเู ดนิ ทาง ในกรณีทีไ่ มมกี ฎหมายวาดว ยการกกั กนั โรคบัญญตั ไิ ว
รัฐควรดําเนินการใหมีมาตรการฉุกเฉินเพ่ือรองรบั การกกั กันโรคดงั กลาว
การกักกนั โรค
หากหนว ยงานผมู อี ํานาจของประเทศตดั สนิ ใจใหกักตัวผโู ดยสารทเี่ ดินทางเขาประเทศซ่งึ ไมแ สดงอาการของโรค
ไวในสถานทีก่ กั กนั โรค หนว ยงานของประเทศตอ งพจิ ารณาดาํ เนินการใหส อดคลองกบั มาตรา 32 ของกฎอนามัย
ระหวางประเทศ ดงั น้ี
• โครงสรางพืน้ ฐาน ขณะน้ยี ังไมมกี ารกําหนดแนวทางสากลเกย่ี วกบั โครงสรา งพื้นฐานของสถานทก่ี กั กันโรค
แตควรมกี ารจดั พนื้ ท่ีเพ่อื ไมใ หเ ปน การเพิ่มโอกาสการแพรกระจายเชอ้ื และ
ควรบันทกึ สถานที่พักอาศยั ของผทู ถี่ กู กักกันโรค เพื่อใหสามารถตดิ ตามผลในกรณที ี่ปวย
• ท่พี ักอาศัยและการจดั เตรียมสิง่ ทจี่ าํ เปน จัดใหผูเ ดนิ ทางไดรบั อาหารและนํา้ อยา งเพียงพอ สว นที่พกั ควรมี
การจดั เตรยี มทน่ี อนและเสือ้ ผา การปอ งกนั สมั ภาระและทรพั ยสินมีคาอืน่ ๆ มเี วชภณั ฑท างการแพทยท ่ี
เหมาะสม จัดใหม ชี อ งทางในการส่อื สารทจี่ าํ เปนถา สามารถกระทาํ ได โดยสือ่ สารในภาษาที่ผูเดนิ ทาง
เขาใจได รวมถงึ ใหความชว ยเหลืออ่ืนๆ ทเ่ี หมาะสม ไมจาํ เปนตอ งมีหนากากอนามยั สําหรบั ผูถ ูกกกั กนั โรค
แตหากมกี ารใชหนา กากอนามัย ควรปฏิบตั ิตามวิธีใชท ่ถี กู ตอง5
• การสอื่ สาร ควรจดั ใหมีชองทางการส่ือสารอยา งเหมาะสมเพอ่ื ปองกันการต่นื ตระหนก และจัดใหมกี าร
สอื่ สารดา นสุขภาพอยางเหมาะสม เพ่อื ใหผ ถู กู กักกันโรคสามารถรองขอการดูแลไดอยาง
ทันทว งทีเม่อื มอี าการของโรค
• การใหเกยี รตแิ ละเคารพศกั ด์ิศรี ปฏิบตั ิตอผูเดินทางโดยเคารพในศักดิศ์ รี สิทธมิ นุษยชน และเสรภี าพขัน้
พืน้ ฐาน และลดความอึดอัดหรอื ความเครยี ด อันเน่ืองมาจากมาตรการตา งๆ รวมทั้งปฏบิ ัตติ อผเู ดินทาง
อยา งมมี ารยาทและใหเ กียรติ โดยคาํ นึงถงึ เพศสภาพ สงั คมวฒั นธรรม เชื้อชาติ หรอื ศาสนาของ
ผเู ดินทางดว ย
• ระยะเวลาท่ีกกั ตวั ไมเกิน 14 วนั (สอดคลอ งกับระยะฟกตัวของไวรัสตามขอ มลู ทม่ี อี ยใู นปจ จุบัน) อาจ
ขยายออกไปหากมีการสมั ผสั ปจจัยเสี่ยงในภายหลงั
บุคลากร
บุคลากรทางการแพทย ควรมอบหมายใหบคุ ลากรที่ไดร ับการฝก มาเปน ผทู ําหนา ทสี่ ังเกตการณเ ฝา ระวงั และ
ติดตามผูเ ดินทางเหลา นใ้ี นสถานที่กักกันโรค ผปู ฏบิ ัติงานดานสาธารณสขุ ควรสวมอุปกรณป อ งกนั รางกายพน้ื ฐาน
(PPE) และอุปกรณอ นื่ ๆ อยางเหมาะสมเพอ่ื รบั มือกับกรณีสงสัยติดเชือ้ (ไดแ ก หนากากอนามยั ชุดกาวน ถงุ มอื
หนากากปอ งกันใบหนา หรอื แวนตา น้าํ ยาลางมือหรอื นาํ้ ยาฆา เช้ือ เปนตน ) รวมถึงอปุ กรณอ ืน่ ๆ เพ่ือใชใน
การเฝาระวงั หองปฏบิ ัติการ และการจดั การดา นคลนิ ิกสาํ หรบั COVID-196 นอกจากนี้ บุคลากรควรไดร ับการ
ฝก อบรมเกี่ยวกบั นยิ ามของกรณีการตดิ เชอ้ื การปอ งกันและควบคุมการตดิ เชือ้ และการจดั การกรณสี งสัยติดเชอ้ื
เบอ้ื งตน โดยดําเนนิ การดงั หวั ขอ ตอ ไปน้ี7
• การเฝาระวังเชิงรกุ เพอื่ ระบุกรณีสงสยั ติดเชื้อ
• การคดั แยกกรณีสงสัยติดเชื้อ และการสงตอ อยางปลอดภัย: ปฏิบตั ิตามมาตรการปอ งกันและควบคมุ การ
ติดเชือ้ (IPC) อยา งเครง ครัด และใชมาตรการรกั ษาระยะหา ง เพื่อปองกันการแพรเช้ือไปยงั ผอู นื่
• เกบ็ ตัวอยา งสําหรบั หอ งปฏิบัตกิ าร: เพือ่ ใชท ดสอบหา COVID-19 ในหอ งปฏบิ ตั กิ ารอางอิงแหงชาติ หรือ
หองปฏิบัตกิ ารของประเทศอน่ื ในกรณที ไี่ มม ีหอ งปฏบิ ัตกิ ารท่ีมคี วามสามารถในการทดสอบหาเชื้อ
• การจัดการกับผปู วยทางคลนิ กิ : กําหนดรถพยาบาลและสถานพยาบาล เพ่ือสง ตอในกรณีทจ่ี าํ เปนตอง
คัดแยก รับการรกั ษา และติดตามอาการ โดยยดึ มาตรการปองกนั และควบคุมการตดิ เชอื้ (IPC) อยา ง
เครง ครัด เพือ่ ปองกนั แพรก ระจายเช้ือสผู ปู ฏิบัตงิ านดา นสาธารณสขุ และผปู ว ยอื่น ๆ
• การติดตามผูส มั ผสั โรค: เพื่อหากรณอี ืน่ ๆ ท่อี าจติดเชอื้ ภายในสถานท่กี กั กนั โรค ทดสอบ คดั แยก และ
รกั ษาเทา ท่จี าํ เปน และปรับขยายชว งเวลาการกักกันโรคใหส อดคลอ งกบั ระยะฟก ตัวของโรค
ในกรณที ส่ี ัมผสั ปจ จัยเสี่ยงในภายหลงั
• แบง ปนขอ มูล เกย่ี วกบั จํานวนและรายละเอยี ดของผูปวยทตี่ ดิ เชื้อกับองคการอนามยั โลก โดยใชฟอรมการ
รายงานผลขององคก ารอนามัยโลก และใหเ ปนไปตามมาตรา 6 ของกฎอนามัยระหวางประเทศ
บุคลากรสนบั สนุนดานอน่ื ๆ ไดแก บุคลากรซึ่งรับผดิ ชอบงานธรุ การ และการทําความสะอาด ควรไดรับการอบรม
และแจงใหทราบถึงสญั ญาณ และอาการของโรคอยางเหมาะสม และควรไดร ับอปุ กรณ PPE ตามท่เี หมาะสม
และจาํ เปน
1 Statement on the second meeting of the IHR emergency committee regarding the outbreak of the 2019- nCoV:
https://www.who.int/news-room/detail/30-01-2020-statement-on-the-second-meeting-of-the-international- healthregulations-
(2005)-emergency-committee-regarding-the-outbreak-of-novel-coronavirus-(2019-ncov)
2 WHO Handbook for the management of public health events in air transport:
https://www.who.int/ihr/publications/9789241510165_eng/en/ Public health PLF http://www.icao.int/safety/aviation-
medicine/Pages/guidelines.aspx
3 Public health PLF http://www.icao.int/safety/aviation-medicine/Pages/guidelines.aspx
4 WHO Guidance on risk communication and community engagement for 2019-nCoV:
https://www.who.int/publicationsdetail/ risk-communication-and-community-engagement-readiness-and-initial-response-for-
novel-coronaviruses-(-ncov)
5 WHO Interim Guidance. Advice on the use of masks in the community, during home care and in health care settings in the
context of the novel coronavirus (2019-nCoV) outbreak, 28 January, 2020. https://www.who.int/publications-detail/advice-on-
theuse-of-masks-the-community-during-home-care-and-in- health-care-settings-in-the-context-of-the-novel-coronavirus-(2019-
ncov)-outbreak?fbclid=IwAR1m0- 3pzqy3vfY11WrHcn_WKEpzg0bZpe0eWTbBkxkwqgoLKtTdd4kV_8o
6 WHO disease commodity package for the 2019- nCoV: https://www.who.int/publications-detail/disease-commoditypackage---
novel-coronavirus-(ncov)
7 Technical advice on surveillance, laboratory, management and infection control are available on the WHO
website: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/technical-guidance
ง
วนั นี้ (31 มนี าคม 2563) เวลา 09.00 น. ณ หองประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก
ประยทุ ธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เปน ประธานการประชุมคณะรฐั มนตรผี านระบบ Video
Conference ซง่ึ สรปุ สาระสำคญั ดังนี้
กฎหมาย
1. เรือ่ ง รางกฎกระทรวงการอนุญาตจำหนายหรอื มีไวใ นครอบครองซึง่ ยาเสพตดิ ให
โทษในประเภท 2 พ.ศ. ....
2. เรอ่ื ง รา งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรษั ฎากร วา ดวยการยกเวน
รัษฎากร (ฉบับท่ี ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษเี พื่อสนับสนุนการกฬี า)
3. เรื่อง รางกฎกระทรวงแบง สวนราชการกรมธนารกั ษ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ....
4. เรือ่ ง รางพระราชบัญญตั ยิ กฐานะศาลแขวงนครไทย ศาลแขวงพยัคฆภูมิพสิ ัย และ
ศาลแขวงเวียงปา เปา เปน ศาลจังหวัด พ.ศ. ....
5. เรอ่ื ง รา งประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตาม
กฎหมายวา ดว ยการประมง พ.ศ. .... และรางประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยกเวนขอหามมิใหค นตาง
ดาวเขา มาในราชอาณาจักรเปนการเฉพาะ สำหรบั คนตางดาวสญั ชาตกิ มั พชู า ลาว และเมียนมา สามารถยนื่ คำ
ขอรบั หนงั สือคนประจำเรอื เพ่ืออยูใ นราชอาณาจกั รเปน การชว่ั คราวและทำงานกับนายจา งในกจิ การประมง
ทะเล รวม 2 ฉบบั
6. เร่อื ง ขอทบทวนอัตราตามรา งประกาศกระทรวงแรงงาน เร่อื ง กำหนด
หลกั เกณฑ วิธกี าร และเง่ือนไข ใหลดหยอนการออกเงินสมทบของนายจาง และผปู ระกันตนกรณีการระบาด
ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรอื โรคโควดิ 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))
7. เร่อื ง ขอทบทวนอตั ราและระยะเวลาการไดร บั ประโยชนท ดแทนในกรณวี างงาน
ตามรางกฎกระทรวงการไดร ับประโยชนทดแทนในกรณวี างงานเน่อื งจากมเี หตุสดุ วสิ ัยพ.ศ. ....
เศรษฐกจิ - สังคม
8. เรื่อง การใชเงินของกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงนิ เฉพาะกิจเพ่ือการเพิ่มทนุ
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณก ารเกษตร
9. เร่ือง การลดหยอนคารายปแ ละคาภาษีโรงเรือนและท่ีดินโรงไฟฟาจะนะของการ
ไฟฟาฝา ยผลิตแหง ประเทศไทย ประจำป 2562
10. เรือ่ ง รายงานผลการใชจ ายงบประมาณรายจา ยประจำปงงประมาณ พ.ศ. 2562
ไปพลางกอน
11. เรอ่ื ง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรเี ม่อื วนั ที่ 11 กมุ ภาพันธ 2563 โดยขออนุมัติ
ผกู พันงบประมาณรายการคา เชา อุปกรณเ คร่อื งมือตดิ ตามตัวอเิ ล็กทรอนิกส (Electronic Monitoring : EM)
พรอมระบบท่ีเกี่ยวของ จำนวน 30,000 เคร่ือง วงเงิน 832.50 ลานบาท
12. เร่ือง มาตรการเตรียมความพรอ มของหนวยงานภาครัฐในการบริหารราชการและ
ใหบรกิ ารประชาชนในสภาวะวกิ ฤต [รองรบั สถานการณการระบาดของโรคติดเช้ือ ไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19)]
13. เร่อื ง ขออนมุ ัติขยายระยะเวลาดำเนนิ การใหความชวยเหลือเยยี วยาผปู ระสบภัย
พบิ ัติ ครัวเรือนละ 5,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กนั ยายน 2562
วันที่ 7 ตุลาคม 2562 และวนั ท่ี 3 ธันวาคม 2562
14. เรือ่ งท่ี ทบทวนมตคิ ณะรัฐมนตรีเกย่ี วกับมาตรการดแู ลและเยียวยาผลกระทบจาก
ไวรัสโคโรนา (COVID-19) ตอเศรษฐกิจไทยทงั้ ทางตรงและทางออม ระยะท่ี 2
15. เร่ือง โครงการ สธค. โรงรับจำนำของรฐั สูภยั โควดิ 19 โดยขยายเวลาตัว๋ จำนำ
และลดดอกเบีย้ รับจำนำและการกูเ งนิ Soft Loan จำนวน 2,000 ลา นบาท จากธนาคารออมสิน โดยให
กระทรวงการคลังค้ำประกัน
ตางประเทศ
16. เรื่อง การบริจาคเงนิ ในการเพิ่มทนุ ของสมาคมพัฒนาการระหวา งประเทศ คร้ังท่ี
19
17. เรอื่ ง การผอ นปรนการอยูในราชอาณาจกั รเปนการชวั่ คราวและการทำงานใหกับ
แรงงานตา งดาวทีเ่ ขา มาทำงานตามขอตกลงทรี่ ัฐบาลไทยไดลงนามกับรัฐบาลประเทศคภู าคี
แตงตง้ั
18. เร่อื ง การแตง ตง้ั โฆษกกระทรวงแรงงานและรองโฆษกกระทรวงแรงงาน
(ฝายขาราชการประจำ)
19. เรอื่ ง แตงตงั้ คณะกรรมการสำรวจการกกั ตนุ โภคภัณฑตามพระราชบญั ญตั สิ ำรวจ
การกักตนุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2497
20. เรอ่ื ง การแตงต้งั ขา ราชการพลเรอื นสามัญใหด ำรงตำแหนง ประเภทบรหิ าร
ระดบั สงู (กระทรวงการตา งประเทศ)
21. เรื่อง การแตงต้ังขาราชการพลเรือนสามญั ใหดำรงตำแหนง ประเภทบริหาร
ระดบั สงู (สำนักนายกรฐั มนตร)ี
22. เรอ่ื ง การแตงตัง้ ประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการบรหิ ารการ
พฒั นาพิงคนคร
23. เรอื่ ง การแตงตง้ั กรรมการผูทรงคณุ วุฒิในคณะกรรมการสงเสริมคุณธรรมแหงชาติ
ตามระเบยี บสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวยการสงเสรมิ คณุ ธรรมแหง ชาติ พ.ศ. 2550
24. เร่ือง การแตง ตัง้ กรรมการในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห
******************
สำนกั โฆษก สำนกั เลขาธิการนายกรฐั มนตรี โทร. 0 2288-4396
12. เร่ือง มาตรการเตรยี มความพรอมของหนว ยงานภาครฐั ในการบริหารราชการและใหบ รกิ ารประชาชน
ในสภาวะวกิ ฤต [รองรับสถานการณก ารระบาดของโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)]
คณะรฐั มนตรีมีมตเิ หน็ ชอบมาตรการเตรยี มความพรอมของหนว ยงานภาครฐั ในการบรหิ าร
ราชการและใหบ ริการประชาชนในสภาวะวกิ ฤต [รองรับสถานการณการระบาดของโรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรนา
2019 หรือโรคโควดิ 19 (Coronavirus Disease 2019 : COVID - 19)] ตามทีส่ ำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ ดงั นี้
สาระสำคัญของเรอื่ ง
สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานวา
1. โดยที่สถานการณก ารระบาดของโรคโควิด 19 ไดแพรอยางรวดเร็วและกวา งขวางไปหลาย
ประเทศทั่วโลก สง ผลใหก ระทรวงสาธารณสขุ (สธ.) ตอ งยกระดับการเฝา ระวัง ปองกัน และควบคุมโรคโควิด
19 โดยไดอ อกประกาศ สธ. เรื่อง ชอ่ื และอาการสำคญั ของโรคติดตอ อันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ใหโ รคโค
วิด 19 เปนโรคตดิ ตออนั ตรายตามพระราชบัญญัตโิ รคติดตอ พ.ศ. 2558 เม่ือวนั ท่ี 26 กุมภาพันธ 2563
2. แมว า ปจ จบุ นั สธ. และหนวยงานภาครฐั ตาง ๆ ไดมีการประชาสัมพันธขอความรวมมือจาก
ประชาชนในการปองกันการแพรระบาดของโรคโควดิ 19 โดยขอใหประชาชนหลีกเลีย่ งการเดนิ ทางไปยังพื้นที่
เสย่ี งหรอื สถานทชี่ ุมนุม ซง่ึ รวมถึงสถานท่ที ำการของหนว ยงานภาครัฐทมี่ ผี ูขอรบั บริการเปน จำนวนมากแลวก็
ตาม แตโ ดยทีก่ ารขอรบั บริการภาครฐั ในหลายกรณีเปนกรณีทกี่ ฎหมายกำหนดใหป ระชาชนตอ งตดิ ตอขอรับ
บรกิ ารกบั หนว ยงานของรฐั ภายใตกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว ในขณะทกี่ ารใหบรกิ ารภาครัฐในปจ จบุ ันสวน
ใหญย งั คงยึดรปู แบบในลักษณะที่ประชาชนตองเดินทางมาขอรับบริการดวยตนเอง สงผลใหผ ูที่ตอ งเดนิ ทางมา
ขอรบั บริการมคี วามเสยี่ งในการตดิ เชื้อโรคโควดิ 19 โดยไมอาจหลกี เล่ยี งได
3. สำนกั งาน ก.พ.ร. ในฐานะหนวยงานกลางซง่ึ มีภารกจิ หลกั ในการยกระดบั และประสิทธิภาพ
ในการบรหิ ารราชการและใหบรกิ ารประชาชนของหนวยงานภาครัฐเหน็ วา หากโรคโควิด 19 ยงั คงแพรระบาด
ตอ เนื่องเปนระยะเวลานานหรือมีความรุนแรงเพ่ิมขึน้ อาจมผี ลกระทบตอการบรหิ ารราชการและการใหบรกิ าร
ประชาชนของหนว ยงานภาครัฐได ดงั นนั้ เพ่ือใหการบริหารราชการและการบรกิ ารประชาชนสามารถ
ดำเนินการไปไดอยา งมีประสิทธภิ าพและตอเนื่อง จึงเหน็ ควรเสนอมาตรการเตรียมความพรอมของหนว ยงาน
ภาครัฐในการบรหิ ารราชการและใหบ รกิ ารประชาชนในสภาวะวิกฤต (รองรับสถานการณก ารระบาดของโรคโค
วิด 19) เพื่อรองรับสถานการณการแพรร ะบาดของโรคตดิ เช้อื ฯ ดังกลา ว
4. สำนกั งาน ก.พ.ร. ไดศึกษาและพจิ ารณาหาแนวทางแกไข และพบวา มตคิ ณะรัฐมนตรีเมื่อ
วันท่ี 24 เมษายน 2555 เรอ่ื ง การบริหารความพรอมตอสภาวะวกิ ฤตไดม ีการกำหนดใหห นวยงานภาครัฐตอ ง
จัดทำแผนบรหิ ารความพรอ มตอสภาวะวกิ ฤตซึ่งครอบคลุมถงึ กรณีท่เี กิดภัยธรรมชาตหิ รือเหตุฉกุ เฉนิ อนื่ ไวแลว
แตแ ผนบรหิ ารความพรอมตอ สภาวะวิกฤตดงั กลาวยังไมเคยมกี ารทบทวนหรือปรับปรุงใหสอดคลอ งกบั
สภาวการณท ่เี ปล่ยี นแปลงไปและความกา วหนาอยางรวดเรว็ ของเทคโนโลยี (Digital Disruption) รวมทัง้ ยังไม
ครอบคลุมถึงกรณขี องการแพรร ะบาดของโรครายแรงดงั เชนกรณขี องโรคโควิด 19 จงึ เห็นควรกำหนด
มาตรการเตรียมความพรอมของหนวยงานภาครฐั ในการบรหิ ารราชการและใหบ ริการประชาชนในสภาวะ
วิกฤต (รองรบั สถานการณก ารระบาดของโรคโควิด 19) ดังนี้
มาตรการ หนว ยงานที่รบั ผดิ ชอบ
1. มาตรการเพอื่ การปรบั เปล่ยี นการใหบรกิ ารงานอนุมตั ิ อนญุ าต รับรอง จดแจง หรือจดทะเบียนตามกฎหมาย
- หนว ยงานของรฐั ท่สี ามารถใหบ ริการ
1.1 ใหเรงประชาสัมพันธก ารใหบริการ e-Service ในทุกชองทาง รวมถงึ ให อนุมัติ อนุญาต รบั รอง จดแจง หรอื รบั
เจาหนาท่ีของหนวยงานซงึ่ ประจำ ณ จดุ บรกิ ารแนะนำประชาชนท่ีใชบริการ จดทะเบียนผา นระบบ e – Service ได
โดยตรงใหใ ชบ ริการผา น e - Service ในการติดตอราชการคร้ังตอไป แลว
เผยแพรป ระชาสัมพนั ธร ายชอ่ื งานบรกิ าร e – Service ของภาครัฐ ผา น - สำนกั งาน ก.พ.ร.
ชอ งทางในความดแู ลรว ม
1.2 ใหกำหนดมาตรการชัว่ คราวใหใชชอ งทางการรบั สง เอกสารอ่นื ๆ แทนการ
ใหประชาชนเดินทางมาติดตอดว ยตนเอง เชน การรับสงเอกสารทางไปรษณยี
โทรสาร หรอื ไปรษณียอเิ ลก็ ทรอนิกส (e - mail) โดยใหถ ือวาเอกสารหลกั ฐานที่ - หนวยงานของรฐั ทยี่ ังไมส ามารถ
รบั สงผา นชองทางดังกลา วเปนหลักฐานโดยชอบตามกฎหมายไปพลางกอน และ ใหบริการอนุมัติ อนญุ าต รับรอง จดแจง
หากมีความจำเปนตองมีการยืนยันตัวตนหรือใชเอกสารตน ฉบับแลว ใหเปด หรือรับจดทะเบยี นผา นระบบ e -
ชองทางใหป ระชาชนผขู อรับบริการสามารถยนื ยนั ตัวตนหรอื แสดงเอกสาร Service ได
ตน ฉบบั ณ จุดใหบรกิ ารของหนว ยงานของรัฐหลงั จากสถานการณก ลับสูส ภาวะ
ปกตไิ ด
1.3 ใหทบทวนกฎหมายทม่ี ีการกำหนดใหตอ งมีการตออายุใบอนุญาตสำหรับ
กจิ การหรอื การดำเนนิ การที่มีลกั ษณะตอ เนื่อง และเสนอรา งพระราชกฤษฎกี า
เพือ่ ใหป ระชาชนสามารถชำระคา ธรรมเนยี มตออายุใบอนุญาตแทนการย่ืนคำขอ
ตออายุใบอนุญาตดว ยตนเองโดยเรง ดวน เพื่อลดภาระของ - สำนกั งาน ก.พ.ร.
- สำนกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า
ประชาชนในการดำเนนิ การย่ืนคำขอตอ อายุใบอนญุ าตและลดความหนาแนน ของ
จำนวนผขู อรับบรกิ ารท่ีหนวยงาน
1.4 เรงรัดการดำเนนิ งานของศูนยร บั คำขออนญุ าตผานระบบการใหบ ริการ
ภาครฐั แบบเบด็ เสร็จทางอเิ ล็กทรอนิกส (Biz Portal) ใหสามารถใหบริการได
อยางเตม็ รูปแบบ โดยรว มกบั หนว ยงานท่เี กี่ยวของจัดทำโครงสรา งพ้ืนฐานเพื่อ - สำนักงาน ก.พ.ร.
รองรบั การทำธุรกรรมทางอเิ ล็กทรอนิกสใหสมบูรณ ดังน้ี - สำนกั งานพฒั นารัฐบาลดจิ ิทัล (องคการ
มหาชน) (สพร.)
1.4.1 เรงรดั การพฒั นาระบบยืนยันตัวตนอิเล็กทรอนิกส (e - - สำนกั งานพัฒนาธรุ กรรมทาง
Authentication) โดยใชฐานขอ มูลเลขประจำตวั ประชาชน 13 หลัก เพือ่ ให อิเลก็ ทรอนิกส (องคการมหาชน)
หนวยงานของรัฐสามารถใชยืนยนั ตวั ตนผขู อรับบรกิ ารตาง ๆ ของภาครฐั และ - มท. (กรมการปกครอง)
เช่อื มโยงขอ มูลระหวา งกนั ได ท้งั น้ี สามารถเปด ใหภ าคเอกชนผูใหบริการเกีย่ วกบั
ระบบการพิสจู นแ ละยนื ยันตัวตนทางดิจทิ ลั รว มพฒั นาเพื่อเปน ทางเลอื กรว มดว ย
1.4.2 เรง รดั หนวยงานของรฐั ใหส ามารถบรหิ ารราชการและบรกิ าร
ประชาชนผานระบบอเิ ล็กทรอนิกส (e - Service) ไดอยา งเต็มรปู แบบ โดยเรง
จัดทำแพลตฟอรม ดจิ ทิ ลั กลางเพอ่ื ใหส วนราชการใชในการบรกิ ารประชาชนและ
การติดตอประสานงานระหวางกันได รวมท้ังใหก ารรบั สงเอกสารระหวาง - สำนกั งาน ก.พ.ร.
หนวยงานของรัฐและประชาชนเปน ไปในรปู แบบเอกสารอิเลก็ ทรอนิกส (e - - สพร.
Document) รวมถึงการออกใบอนญุ าตอเิ ล็กทรอนิกส (e - License) ใหเปน
มาตรฐานเดยี วกัน ท้งั น้ี เพื่อลดการเดินทางมาตดิ ตอราชการของประชาชนใน
สภาวะวกิ ฤตดวย
1.4.3 กำหนดแนวทางการรับชำระเงินผานทางอเิ ลก็ ทรอนิกส (e –
Payment) เพ่ือใหหนวยงานของรฐั นำไปใชร บั คาธรรมเนียมหรือเงินอ่ืนใดจาก - กระทรวงการคลัง (กค.)
ประชาชนใหเ ปนไปในมาตรฐานเดียวกันและเพอื่ ใหก ารบริการประชาชนผา น (กรมบญั ชีกลาง)
ระบบอเิ ล็กทรอนิกส (e – Service) สามารถดำเนนิ การไดอยา งเตม็ รูปแบบ
1.5 ดำเนนิ การยกระดับงานบรกิ ารประชาชนทเี่ ปนงานบรกิ ารจดแจง เชน
การแจง ตามกฎหมายวา ดวยการทะเบยี นราษฎรของสำนักงานเขตพน้ื ที่ทงั้ หมด
ใหเปนระบบ e – Service ไดอยางสมบูรณภ ายในป พ.ศ. 2565 เพ่ือเปน - กรุงเทพมหานคร
หนวยงานทองถ่ินตน แบบในการอำนวยความสะดวกแกประชาชน และเพอ่ื ลด
การเดินทางของประชาชนไปดำเนนิ การทส่ี ำนักงานเขตพ้นื ท่ี
- สำนักงาน ก.พ.ร.
สนับสนนุ การดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร - สพร.
1.6 พฒั นาการใหบ รกิ ารประชาชนที่มใิ ชงานแจง เหตดุ วนเหตรุ าย เชน งานรับ
แจงบันทกึ ประจำวันเพื่อเปน หลกั ฐาน หรือการรับแจง เบาะแสการกระทำ - ตช.
ความผิดใหส ามารถดำเนนิ การผา นระบบ e – Service ได
2. มาตรการเพ่มิ เติมอ่ืนเพือ่ เพ่มิ ประสิทธภิ าพในการใหบรกิ ารของหนวยงานของรัฐและลดผลกระทบจากการระบาด
ของโรคโควิด 19
2.1 เพ่มิ บรกิ ารทางเลือกสำหรบั การจดั สงยาถงึ บา นผูปว ยตอ เนอ่ื งซึง่ ไม
จำเปน ตองใหแพทยตรวจเพมิ่ เตมิ กอนรับยา โดยใหใ ชบรกิ ารสง ทางไปรษณียหรือ
ผา นทางบรษิ ทั ขนสง สินคา แทนการรบั ยาดวยตนเอง และใหผูปว ยที่เลอื กใช
บริการเปน ผูออกคาใชจ าย นอกจากนี้ อาจพจิ ารณานำเทคโนโลยี - สธ.
- โรงพยาบาลของรฐั
หนุ ยนต (Robotics) มาใชในการใหบ ริการทางการแพทยเพอ่ื ชว ยลดการสัมผัส
ระหวา งบุคลากรทางการแพทยหรอื ควบคมุ การแพรระบาดของโรคติดเชื้อดว ย
2.2 เรงรัดพฒั นาระบบการแพทยท างไกล (Telemedicine) โดยใชเทคโนโลยี
สนเทศและการสือ่ สารหรืออุปกรณม ัลติมีเดยี มาใชควบคูกับนวตั กรรมทาง
การแพทยแ ละระบบโทรคมนาคมเฉพาะทางรองรับระบบดูแลสุขภาพทางไกล - สธ.
เชน การใชซอฟตแวรที่มเี ทคโนโลยีปญญาประดษิ ฐ (AI) มาชว ยในการคดั กรอง
โรคระบบใหคำปรึกษาดา นสุขภาพทางไกล
2.3 เรงรดั พฒั นาการจดั การเรยี นการสอนผานชองทางอื่น ๆ นอกเหนอื จาก
การเรยี นท่สี ถานศึกษา เชน การเรยี นการสอนผา นทางโทรทัศน (Education - กระทรวงศึกษาธิการ
Channel) การศกึ ษาผานทางออนไลน ควบคูไปกับการสงเสรมิ ใหบ คุ ลากร - กระทรวงการอดุ มศกึ ษา วิทยาศาสตร
ทางการศึกษาใชเ ทคโนโลยีในการสอนทางไกลเพ่ือรองรบั กรณที ม่ี คี วาม วิจยั และนวัตกรรม
จำเปนตอ งมีการปดสถานศึกษาอยา งตอ เนื่องเปนระยะเวลานาน
3. มาตรการเพ่ิมประสทิ ธิภาพในการใหขอมูลขา วสารแกป ระชาชน
3.1 เพมิ่ ชอ งทางการเขาสูระบบการประเมินอาการและการดูแลตนเอง
เบ้อื งตน (Self – Screening Application) ในรปู แบบออนไลนผานเวบ็ ไซต
หนว ยงานหรอื จัดทำเปน แอปพลเิ คชนั นอกเหนือจากชองทางผา น Line
Application ในปจจุบนั โดยอาจจัดทำเปน รายการตรวจสอบ (Checklist)
เพ่ือใหป ระชาชนใชในการประเมนิ ความเสี่ยงเบ้อื งตน รวมท้งั ควรพัฒนาระบบ - สธ. (กรมควบคมุ โรค)
ตอบกลบั อตั โนมัติ (Chatbot) ซง่ึ ปจจบุ นั ใหบริการอยแู ลวผานทาง Line
Application เพื่อใหขอ มูลเกี่ยวกบั สถานการณหรอื แนะนำการดูแลตนเองของ
ประชาชนไดมากขนึ้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีหุนยนต (Robotics) มาใชในการ
ใหบรกิ ารขอมลู เบ้ืองตน ณ ทาอากาศยาน พ้นื ท่เี ส่ียง หรือแหลงชุมชน