The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนบริหารความต่อเนื่องสำนักแรงงานสัมพันธ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by strategygroup2561, 2022-05-30 04:38:25

แผนบริหารความต่อเนื่องสำนักแรงงานสัมพันธ์

แผนบริหารความต่อเนื่องสำนักแรงงานสัมพันธ์

แผนบริหารความตอ เน่อื ง
ภายใตสถานการณฉ กุ เฉนิ
Business Continuity Plan (BCP)

สำนักแรงงานสัมพันธ

คำนำ

แผนบริหารความตอเนื่องของสำนักแรงงานสัมพันธ (ฉบับปรับปรุง) จัดทำขึ้นตามกรอบ
แนวทางที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ โดยกำหนดใหทุกสวนราชการจัดทำ
แผนบริหารความตอเนื่องเพื่อเตรียมความพรอมตอสภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อใหสวนราชการสามารถ
ดำเนินงานหรือใหบริการประชาชนไดอยางตอเน่ือง สามารถลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ใหอยใู นระดับที่ยอมรับได เปน ไปตามพระราชกฤษฎีกาวา ดวยหลักเกณฑและวธิ ีการบรหิ ารกิจการบานเมืองท่ีดี
พ.ศ. 2546 และการพัฒนาคณุ ภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หมวด 6 การมุง เนนระบบการปฏิบัติการ PM 4 :
สวนราชการมีวิธีการเตรียมความพรอมตอภัยพิบัติหรือภาวะฉุกเฉิน ไดคำนึงถึงการปองกันความตอเนื่อง
ของการปฏบิ ตั กิ าร และการทำใหคนื สสู ภาพเดิม

สำนักแรงงานสัมพันธ ใหความสำคัญและตระหนักถึงการเตรียมความพรอมตอสภาวะวิกฤติ
จากภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมุงเนนใหบุคลากรในองคกรไดรับรู เขาใจ ในการจัดทำแผนบริหารความ
ตอเนื่องฉบับนี้ อยางไรก็ตามสำนักแรงงานสัมพันธจักไดนำไปปฏิบัติ และมีการปรับปรุงใหเหมาะสม
กบั สถานการณมากย่ิงขนึ้ ตอไป

สำนกั แรงงานสมั พนั ธ
กลมุ งานยุทธศาสตรแรงงานสัมพนั ธ

มนี าคม 2565

สารบญั

1. บทนำ หนา
1
2. วัตถปุ ระสงค 1
3. สมมตฐิ านของแผนความตอเนื่อง (BCP Assumptions) 2
4. ขอบเขตของแผนความตอ เน่อื ง (Scope of BCP) 2
5. การศึกษาและทำความเขา ใจองคกร
- ตารางที่ 1 ภารกจิ หลกั งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบริการของสำนักแรงงานสัมพนั ธ 3
- ตารางที่ 2 การวิเคราะหผลกระทบทางธุรกจิ (Business Impact Analysis - BIA) 7
6. ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis - BIA) ของสำนักแรงงานสัมพันธ 8
- ตารางท่ี 3 ผลกระทบทางธรุ กิจ (Business Impact Analysis - BIA) 9
- ตารางท่ี 4 การวิเคราะหผ ลกระทบที่อาจเกดิ ขึ้นจากความเส่ียงและภัยคุกคามตอ ทรัพยากร 5 ดาน 10
สำนักแรงงานสมั พันธ
- ดานอาคาร / สถานทปี่ ฏิบัตงิ านหลัก 10
- ดานบุคลากรหลกั 11
7. การกำหนดแนวทาง/กลยทุ ธใ นการสรา งความตอ เน่อื งของการดำเนนิ งาน 12
(Determining BCM Strategy)
- ตารางท่ี 5 กลยุทธค วามตอ เนือ่ ง (Business Continuity Strategy) สำนักแรงงานสมั พันธ 12
8. การพฒั นาและเตรียมการตอบสนองตอเหตุการณในภาวะฉุกเฉนิ 13
(Developing and Implementing BCM Repose)
- โครงสรางและทมี บรหิ ารความตอ เนื่องของสำนักแรงงานสมั พนั ธ 13
- ตารางที่ 6. รายชอ่ื ทีมงานบรหิ ารความตอเน่ือง สำนักแรงงานสัมพนั ธ 14
9. โครงสรา ง call Tree ของสำนักแรงงานสัมพนั ธ 15
- กระบวนการแจงเหตุฉุกเฉนิ (Call Tree) 16
10. การกำหนดแนวทางการตอบสนองเหตุการณและกอบกูกระบวนการของสำนักแรงงานสมั พันธ 17
11. การวเิ คราะหเ พ่ือกำหนดความตอ งการทรัพยากรทีส่ ำคัญ 17
- ตารางที่ 7 การระบุพื้นที่การปฏบิ ตั งิ านสำรอง 17
- ตารางที่ 8 การระบจุ ำนวนวสั ดุอปุ กรณ 18
- ตารางที่ 9 การระบคุ วามตองการดานเทคโนโลยสี ารสนเทศ และขอมลู 18
- ตารางท่ี 10 การระบุจำนวนบุคลากรหลกั ทจ่ี ำเปน 19
- ตารางที่ 11 การระบุจำนวนผใู หบ ริการทตี่ อ งตดิ ตอหรือขอรบั บรกิ าร 19
12. ข้ันตอนการบรหิ ารความตอเนื่องและกอบกกู ระบวนการ 20
13. การทดสอบ ปรบั ปรุง และทบทวนแผน (Exercising Maintaining and Reviewing) 24
14. การปลูกฝง การบรหิ ารแผนความตอ เนื่องใหเ ปนสว นหน่ึงของวฒั นธรรมองคกร
(Embedding BCP in The Organization’s Culture) 25

ภาคผนวก

- COVID-19 Public Health Emergency of International Concern (PHEIC) ก
Global research and innovation forum ข
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่อื ง ชือ่ และอาการสำคญั ของโรคติดตอ อันตราย ค
ฉบับท่ี ๓ พ.ศ. 2563 ง
- หลกั พจิ ารณาในกรณที ี่มกี ารสงตัวกลับและการกักกนั ผูเดินทางมาจากพื้นท่ี จ
ที่มกี ารแพรระบาดของโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ฉ
- สรปุ การประชุมคณะรฐั มนตรี วนั ท่ี 31 มนี าคม 2563
- คำสัง่ ศูนยบ รหิ ารสถานการณก ารแพรร ะบาดของโรคตดิ เช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 (โควดิ - 19)
- ประกาศกรมสวัสดิการและคมุ ครองแรงงาน เรอื่ ง แนวทางการใหขาราชการและเจา หนา ท่ปี ฏบิ ตั งิ าน
กรณีการแพรระบาดระรอกใหมของโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (โควดิ – 19)

แผนบรหิ ารความตอเนอื่ งเพอ่ื เตรยี มความพรอ มตอสภาวะวกิ ฤติ
(Business Continuity Plan : BCP)
สำนกั แรงงานสมั พันธ

1. บทนำ
แผนความตอเน่ือง หรอื “Business Continuity Plan : BCP” ฉบับนี้ สำนักแรงงานสัมพันธปรับปรุงขึ้น

เพ่ือใหสอดคลองกับสถานการณการแพรระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสสายพันธุใหม ซ่ึงองคการอนามัยโลก
ไดออกมาระบุวาไวรัสดังกลาวคือ SARS-CoV-2 เรียกวา COVID - 19 (ยอมาจาก CO แทน corona, VI แทน
virus, D แทน disease และ 19 แทน 2019) และพบการแพรเชื้อจากคนสูคนผานละอองฝอยขนาดเล็ก
(aerosol) และองคการอนามัยโลกยังไดประกาศใหการระบาดน้ีเปนภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหวาง
ประเทศ (Public Health Emergency Of International Concern - PHEIC) เมอ่ื วนั ท่ี 30 มกราคม พ.ศ. 2563

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขไดออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีผลบังคับใช
ตั้งแตวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563 กำหนดใหโรคติดตอเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID - 19 เปนโรคติดตอ
อันตราย ลำดับท่ี 14 ตามพระราชบัญญัติโรคติดตอ พ.ศ. 2558 เพ่ือประโยชนในการเฝาระวัง ปองกัน และ
ควบคุมโรคติดตออันตรายตอมาไดพบการแพรระบาดใหญ จึงกำหนดมาตรการเรงดวนในการปองกัน
วิกฤตการณจากโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 โดยผานความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและขอใหสวนราชการ
หนวยงานของรัฐ และเอกชนทุกแหงดำเนินการตามมาตรการสำคัญ ดังนี้ 1) การปองกันและสกัดก้ันการนำเช้ือ
เขาสูประเทศไทย 2) การยับย้ังการระบาดภายในประเทศ รวมทั้งรัฐบาลไดประกาศสถานการณฉุกเฉินตาม
พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ พ.ศ. 2548 และขอกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แหง
พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ไปแลว นนั้

สำนักแรงงานสัมพันธจึงปรับปรุงแผนความตอเน่ืองหรือ “Business Continuity Plan : BCP” เพ่ือให
ตอบสนองและสามารถปฏิบัติงานในสภาวะวิกฤติหรือเหตุการณฉุกเฉินตางๆ ไมวาจะเกิดจากภัยธรรมชาติ
อุบัติเหตุ สถานการณการระบาดโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) หรือการมุงรายตอองคกร เชน
อุทกภัย อัคคีภัย การกอการประทวง การกอการจลาจล การกอวินาศกรรม เปนตน โดยสภาวะวิกฤติหรือ
เหตุการณฉ กุ เฉินดงั กลา ว สง ผลใหหนวยงานตองหยุดการดำเนินงาน หรอื ไมส ามารถใหบ รกิ ารไดอ ยา งตอเน่ือง

หากหนวยงานไมมีกระบวนการรองรับการดำเนินงานอยางตอเนื่อง อาจสงผลกระทบที่กอใหเกิดขึ้น
ตอ หนวยงานในดานตา งๆ เชน ผลกระทบดานเศรษฐกิจ การเงิน การใหบริการ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดลอม
ตลอดจนชีวิตและทรัพยสินของบุคลากรและผูรับบริการ แผนความตอเน่ืองจึงเปนสิ่งสำคัญท่ีจะชวยให
หนวยงานสามารถรับมือกับเหตุการณฉุกเฉินที่ไมคาดคิด และทำใหกระบวนการหรืองานที่สำคัญ (Critical
Business Process) สามารถกลับมาดำเนินการไดอยางปกติ หรือตามระดับการใหบริการที่กำหนดได
ในระยะเวลาทเ่ี หมาะสม ซ่งึ จะชว ยใหส ามารถลดระดับความรนุ แรงของผลกระทบท่ีเกดิ ขนึ้ ตอหนว ยงาน

2. วตั ถุประสงค (Objectives)
(1) เพื่อใหสำนักแรงงานสัมพันธใชเปนแนวทางในการบริหารความตอเนื่อง และเตรียมความพรอม

ในการรับมือกับสภาวะวิกฤติภายใตสถานการณการระบาดโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) หรือ
เหตุการณฉ กุ เฉนิ ตาง ๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ

(2) เพ่ือลดผลกระทบจากการหยุดชะงักในการดำเนินงานหรือการใหบริการจากสถานการณการระบาด
ของโรคตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID - 19) หรอื เหตุการณฉกุ เฉินตา ง ๆ ที่เกิดข้ึน

2

(3) เพ่ือใหประชาชน เจาหนาท่ี หนวยงานภาครัฐ หนวยงานรัฐวิสาหกิจ และผูมีสวนไดสวนเสีย
(Stakeholders) มีความเช่ือมั่นในศักยภาพของหนวยงาน แมหนวยงานตองเผชิญกับเหตุการณรายแรงและ
สง ผลกระทบจนทำใหการดำเนินงานตอ งหยุดชะงัก

3. สมมติฐานของแผนความตอเนื่อง (BCP Assumptions)
เอกสารฉบบั นจ้ี ัดทำขน้ึ ภายใตส มมติฐาน ดงั ตอไปน้ี
(1) เหตุการณฉุกเฉินท่ีเกิดขึ้นในชวงเวลาสำคัญตาง ๆ แตมิไดสงผลกระทบตอสถานท่ีปฏิบัติงาน

สำรองทีไ่ ดมกี ารจดั เตรียมไว
(2) หนวยงานเทคโนโลยีสารสนเทศรับผิดชอบในการสำรองระบบสารสนเทศตาง ๆ โดยระบบ

สารสนเทศสำรองน้นั มไิ ดร บั ผลกระทบจากเหตุการณฉกุ เฉินเดยี วกนั กบั ระบบสารสนเทศหลัก
(3) “บุคลากร” ท่ีถูกระบุในเอกสารฉบับนี้ หมายถึง ขาราชการ พนักงานราชการ ลูกจางประจำ

พนักงานจา งเหมาบรกิ าร และเจาหนา ที่ท้ังหมดของหนว ยงาน
4. ขอบเขตของแผนความตอ เนอ่ื ง (Scope of BCP)
แผนความตอเนื่อง (BCP) ฉบับนี้ใชรองรับกรณีเกิดสภาวะวิกฤติ ในพื้นท่ีสำนักแรงงานสัมพันธ หรือ

ภายในกรมสวัสดกิ ารและคุมครองแรงงาน สวนกลาง ประกอบดว ยเหตุการณตอไปน้ี
 สถานการณอ ทุ กภยั
 สถานการณอ คั คภี ัย
 สถานการณแผนดินไหว
 สถานการณช มุ นมุ ประทวง / จลาจล
 เหตุการณโรคตดิ ตออันตราย โรคระบาด เชน โรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019
อยางไรก็ตามแผนความตอเนื่องฉบบั นี้ไดจัดทำข้ึน เพ่ือใหสามารถรองรับกับการบริหารความตอเนื่อง

ของหนวยงาน ในหลากหลายรูปแบบของสภาวะวิกฤติหรือเหตุการณฉุกเฉิน โดยพิจารณาถึงผลกระทบตอ
ทรัพยากรท่สี ำคัญในการดำเนนิ งาน ซ่งึ แบง ออกเปน 5 ดา น ไดแก

1. ผลกระทบดานอาคาร / สถานท่ีปฏิบัติงานหลัก : เหตุการณท่ีเกิดขึ้นทำใหสถานท่ีปฏิบัติงานหลัก
ของหนวยงาน ไดรับความเสียหายและสงผลใหบุคลากรไมสามารถเขาไปปฏิบัติงานไดในชวงระยะแรกหรือ
ระยะกลาง หรือระยะยาว

2. ผลกระทบดานวัสดุอุปกรณที่สำคัญ / การจัดหา จัดสงวัสดุอุปกรณที่สำคัญ : เหตุการณท่ีเกิดข้ึน
ทำใหไ มสามารถใชง านวสั ดุอุปกรณท่ีสำคัญ หรอื ไมสามารถจดั หาจัดสงวสั ดอุ ุปกรณท ี่สำคัญเพื่อนำไปใชในการ
ปฏบิ ตั งิ านได

3. ผลกระทบดานเทคโนโลยีสารสนเทศและขอมูลที่สำคัญ : เหตุการณที่เกิดขึ้นทำใหไมสามารถ
ใชร ะบบงานเทคโนโลยี หรอื ระบบสารสนเทศ หรอื เขาถงึ ขอ มลู ทสี่ ำคญั ในการปฏบิ ัตงิ านได

4. ผลกระทบดา นบุคลากรหลกั : เหตุการณท ่เี กิดข้นึ ทำใหบคุ ลากรหลกั ไมสามารถมาปฏิบัตงิ านได
5. ผลกระทบดานคูคา / ผูใหบริการ / ผูมีสวนไดสวนเสียที่สำคัญ : เหตุการณท่ีเกิดข้ึนทำใหคูคา/
ผูใหบรกิ ารแกห นวยงาน / ผมู ีสว นไดส ว นเสียไมส ามารถทจ่ี ะใหบ ริการหรือสง มอบงานได

3

5. การศึกษาและทำความเขาใจองคก ร

ตารางที่ 1 ภารกจิ หลกั งาน/กจิ กรรม/กระบวนงาน การใหบรกิ ารของสำนักแรงงานสัมพันธ

กลุม งาน/ฝาย/งาน ภารกิจหลัก งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบริการ
กลุมงานทะเบียนกลาง 1. ดำเนนิ การและกำกับ ดูแล การดำเนินงาน 1.1 การจดทะเบียนท่ีปรึกษาดา นแรงงานสัมพันธ
ทะเบียนองคการนายจา ง องคการลกู จาง 1.2 การจดทะเบยี นตอ อายุท่ีปรกึ ษาดา นแรงงานสัมพันธ
1.3 การจดทะเบยี นจัดตั้งองคกรนายจาง ลกู จา ง
1.4 การจดทะเบียนขอ บังคบั องคก รนายจาง ลูกจาง
1.5 การจดทะเบียนกรรมการองคก รนายจา ง ลกู จา ง
1.6 การจดทะเบียนควบองคกรนายจา ง ลกู จา ง
1.7 การจดทะเบยี นจดั ตั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ
1.8 การจดทะเบียนขอบงั คบั สหภาพแรงงานรฐั วิสาหกจิ
1.9 การจดทะเบยี นกรรมการสหภาพแรงงานรฐั วสิ าหกิจ
1.10 การรับและพิจารณาวนิ จิ ฉยั คำรอ งเกยี่ วกบั ความ
ขัดแยง ในองคกรลูกจาง องคกรนายจา ง
1.11 การอุทธรณค ำสั่งนายทะเบยี น
1.12 การตอบขอหารือองคก รนายจาง/ลกู จาง

2. จัดการเลอื กตง้ั ผแู ทนองคการนายจาง 2.1 การจัดการเลอื กตงั้ ผแู ทนฝา ยนายจา งและผแู ทนฝา ย
ผแู ทนองคการลูกจา งในคณะกรรมการ ลกู จา งในคณะกรรมการไตรภาคี
ไตรภาคี 2.2 การจัดการเลือกตง้ั ผูแ ทนฝายนายจางและผูแทนฝา ย
ลกู จา งเพอ่ื แตงต้ังเปน ผพู ิพากษาสมทบในศาลแรงงาน
2.3 การสรรหาผูแทนฝา ยนายจางและฝายลูกจา งไปรวม
ประชุมใหญประจำปองคการแรงงานระหวางประเทศ

3. เฝาระวังเพ่อื ประเมนิ สถานการณ 3.1 การติดตามความเคลื่อนไหวดา นแรงงาน
ดานแรงงานสัมพนั ธ 3.2 การสังเกตการณการประชุมใหญขององคการแรงงาน

กลุมงานประนอมขอพพิ าท 4. เสรมิ สรา งความเขมแข็งองคการนายจาง 4.1 การจดั งานวันแรงงานแหงชาติ
แรงงานและขอขัดแยง องคก ารลกู จาง 4.2 การประสานงานผนู ำองคก ารแรงงานในการเขา รว ม
1. ศึกษา วิเคราะห ขอ พิพาทแรงงานและ กจิ กรรมตา งๆ
ขอ ขัดแยงเพอ่ื กำหนดมาตรการปอ งกัน และ 1.1 การศึกษาวเิ คราะหข อ เรียกรอง ขอขดั แยง และ
แกไขปญหาดานแรงงานสัมพนั ธ ขอ พพิ าทแรงงานเพ่ือนำไปใชเ ปนแนวทางปองกันและแกไข
ปญ หาดา นแรงงานสมั พันธ
1.2 โครงการพัฒนาศักยภาพพนกั งานประนอมขอพิพาท
แรงงาน

2. ดำเนินการและสนบั สนนุ หนว ยปฏิบัติ 2.1 การระงับขอพิพาทแรงงานและขอ ขัดแยง
ในการแกไขปญหาขอพพิ าทแรงงานและ 2.2 ติดตาม และสังเกตการณการเจรจาขอ เรยี กรอ ง
ขอ ขดั แยง ระหวา งนายจาง ลูกจา ง
2.3 การตรวจรบั รองจำนวนสมาชิกสหภาพแรงงาน
ตามมาตรา 15 ตามพระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พันธ
พ.ศ. 2518

4

กลุมงาน/ฝาย/งาน ภารกิจหลกั งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบริการ
2.4 การไกลเกลี่ยขอ พพิ าทแรงงานตามพระราชบัญญัติ
3. ดำเนินการเก่ียวกบั การชี้ขาดขอพพิ าท แรงงานสัมพันธ พ.ศ. 2518
แรงงาน 2.5 การไกลเ กล่ียขอ พพิ าทแรงงานตามพระราชบญั ญตั ิ
แรงงานรฐั วิสาหกิจสัมพันธ พ.ศ. 2543
กลุมงานคณะกรรมการ 1. รบั คำรอ งเกี่ยวกับการกระทำอนั ไม 2.6 การรับแจง การปดงาน และนดั หยดุ งาน
แรงงานสมั พันธ เปนธรรม และขอพพิ าทแรงงาน 2.7 การไกลเกลยี่ ระงับขอ ขัดแยง
2. สอบขอ เทจ็ จรงิ เบ้ืองตนเก่ยี วกับ คำรอง 2.8 การจดทะเบียนขอตกลงเก่ยี วกับสภาพการจางและ
และขอ พพิ าทแรงงาน คำชขี้ าดขอพิพาทแรงงาน
2.9 การติดตามขอตกลงเกี่ยวกบั สภาพการจา ง
3. ดำเนินการเกีย่ วกับงานเลขานุการ 2.10 ตอบขอหารือปญหาขอกฎหมายในการระงบั
คณะกรรมการแรงงานสมั พนั ธ ขอ พพิ าทแรงงาน ขอขัดแยง
2.11 สนับสนุนหนว ยปฏบิ ตั ใิ นการแกไขปญ หาขอพพิ าท
กลุมงานรฐั วิสาหกจิ สมั พนั ธ 4. ศึกษา วิเคราะหคำพิพากษา/คำวนิ ิจฉัย แรงงาน ขอขัดแยง
และคำสัง่ คณะกรรมการแรงงานสมั พนั ธ 2.12 การตดิ ตามสถานการณการชุมนมุ ของผใู ชแรงงาน
1. ศึกษา วเิ คราะหส ภาพการจางของ 3.1 การชข้ี าดขอพิพาทแรงงาน ตามมาตรา 23
รฐั วสิ าหกิจ ตามพระราชบญั ญัตแิ รงงานสัมพันธ พ.ศ. 2518
3.2 การชี้ขาดขอพิพาทแรงงาน ตามมาตรา 26
ตามพระราชบญั ญัตแิ รงงานสมั พันธ พ.ศ. 2518
1.1 การรบั และวนิ ิจฉยั ช้ขี าดขอพพิ าทแรงงาน
ตามมาตรา 23 แหงพระราชบญั ญตั ิแรงงานสมั พนั ธ
พ.ศ. 2518
1.2 การรบั และวนิ ิจฉยั ช้ขี าดการกระทำอันไมเ ปนธรรม
ตามมาตรา 121 มาตรา 122 มาตรา 123
แหง พระราชบญั ญตั ิแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2518
3.1 การแตงตัง้ คณะกรรมการแรงงานสมั พันธ
3.2 การจัดประชมุ คณะกรรมการแรงงานสมั พันธ
4.1 การศึกษาวเิ คราะหคำส่ัง คำวินจิ ฉยั ชข้ี าด

1.1 การศึกษา วิเคราะหสภาพการจางของรัฐวสิ าหกิจ

2. กำหนดมาตรฐานข้ันตำ่ และขอบเขต 2.1 กำหนดมาตรฐานข้ันตำ่ ของสภาพการจา งในรัฐวสิ าหกิจ
เกยี่ วกบั การเงนิ 2.2 กำหนดขอบเขตสภาพการจางท่ีเกี่ยวกบั การเงินตาม
มาตรา 13 (2)

3. พจิ ารณาคำรอ งขอ พพิ าทแรงงานทต่ี กลง 3.1 การวินิจฉยั ชี้ขาดขอ พิพาทแรงงาน ตามมาตรา 31
กันไมได การกระทำอันไมเ ปนธรรม และ แหง พระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2543
พิจารณาขอเสนอของรัฐวสิ าหกจิ ทข่ี อ 3.2 การวินิจฉยั ชีข้ าดการกระทำอันไมเ ปน ธรรม ตาม
ปรับปรงุ สภาพการจา งทีเ่ กีย่ วกบั การเงิน มาตรา 38 แหงพระราชบัญญัติแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2518
3.3 การพจิ ารณาขอเสนอของรัฐวสิ าหกิจท่ีขอปรับปรงุ

5

กลุมงาน/ฝาย/งาน ภารกจิ หลกั งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบรกิ าร
สภาพการจางทีเ่ กยี่ วกับการเงินตามมาตรา 13 วรรคสาม
และมาตรา 28

กลมุ งานสง เสริมแรงงาน 4. ดำเนินการเกย่ี วกบั งานเลขานุการ 4.1 การจดั ประชุมคณะกรรมการแรงงานรฐั วิสาหกิจ
สมั พันธ คณะกรรมการแรงงานรัฐวสิ าหกิจสัมพนั ธ สมั พนั ธ
4.2 การจดั ประชมุ คณะอนกุ รรมการพิจารณาสภาพ
5. สรางเสริมแรงงานสมั พันธในรฐั วิสาหกจิ การจางของรัฐวสิ าหกิจ คณะอนกุ รรมการพิจารณา
1. ดำเนินการและสงเสริมเครือขา ยใหเกิด กฎหมายแรงงานรัฐวสิ าหกจิ และคณะอนุกรรมการสราง
ความรว มมอื ดานแรงงานสมั พนั ธระหวาง เสรมิ แรงงานสัมพนั ธในรฐั วสิ าหกจิ
ภาครฐั เอกชน รฐั วสิ าหกิจ ประชาชน และ 4.3 การสรรหากรรมการฝา ยนายจาง และจดั ทำคำส่งั
องคก รพัฒนาเอกชน แตงตัง้
2. สง เสรมิ พัฒนาภาครฐั และเอกชนใหมี 5.1 การดำเนินการเก่ียวกับคณะกรรมการกจิ การสัมพันธ
องคค วามรดู านแรงงานสัมพันธ 1.1 การสง เสริมเครือขา ยแรงงานสมั พันธ

2.1 การสง เสริมใหม แี รงงานสัมพนั ธเ กดิ ขึ้นในสถาน
ประกอบกจิ การและรฐั วสิ าหกิจ
2.2 การเสรมิ สรางความรว มมือระบบทวิภาคีใหเปน
รูปธรรมในสถานประกอบกจิ การและรฐั วิสาหกิจ
2.3 การเสรมิ สรางแรงงานสมั พนั ธในสถานประกอบกิจการ
ที่มคี วามขัดแยง เบื้องตน
2.4 การประกวดสถานประกอบกิจการดีเดน ดานแรงงาน
สัมพนั ธและสวัสดิการแรงงาน
2.5 การดำเนินการเกี่ยวกบั คณะกรรมการลกู จา ง

3. ดำเนินการเก่ยี วกับศูนยพ ัฒนาและ 3.1 ศกึ ษา วเิ คราะห วจิ ยั ดา นการเสริมสรางแรงงาน
สง เสริมแรงงานสมั พนั ธ สัมพนั ธในสถานประกอบกจิ การและรฐั วสิ าหกิจ
3.2 การจัดฝก อบรมดานแรงงานสมั พนั ธ

กลมุ งานยทุ ธศาสตรแรงงาน 1. พัฒนาระบบแรงงานสมั พันธ 1.1 การปรบั โครงสรา งสำนักแรงงานสมั พนั ธ
สัมพันธ 1.2 การพฒั นาองคกรและระบบงาน
1.3 การจดั การความรู
1.4 การสำรวจความพึงพอใจผูร บั บรกิ าร
1.5 การดำเนนิ งานตามคำรบั รองการปฏบิ ัติราชการ
1.6 การประเมินผลการปฏบิ ัตริ าชการ
1.7 การพัฒนา/ปรบั ปรุงเวบ็ ไซตส ำนกั แรงงานสมั พนั ธ
1.8 การดำเนินงานศนู ยอ ำนวยการดานแรงงานสมั พนั ธ
และศูนยป ฏิบตั ิงานดา นแรงงานสัมพนั ธระดบั ภมู ภิ าค

6

กลุมงาน/ฝาย/งาน ภารกิจหลกั งาน/กิจกรรม/กระบวนงานการใหบริการ
งานบริหารทั่วไป 2. พฒั นาและกำหนดกรอบสภาพการจาง 2.1 การพัฒนาและกำหนดกรอบสภาพการจา ง

3. กำหนดมาตรฐานการปฏิบตั งิ านแกห นวย 3.1 การจัดทำคมู อื การปฏิบัติงานของเจา หนาที่ตาม
ปฏิบตั ิ กิจกรรมดานแรงงานสัมพันธ
4. ศึกษา วิเคราะหขอมลู เพื่อการกำหนด 4.1 กำหนดทิศทางและนโยบายการทำงานดานแรงงาน
นโยบาย มาตรการ แนวทาง และการเฝา สมั พนั ธ
ระวังดา นแรงงานสมั พนั ธ 4.2 การจัดเกบ็ วเิ คราะห และประมวลผลขอ มูลสถิติและ
สารสนเทศดานแรงงานสมั พนั ธ
4.3 การวิเคราะห สรุปและจดั ทำรายงานสถานการณ
ดานแรงงานสัมพนั ธ

5. ดำเนินการและประสานงานเกย่ี วกับงาน 5.1 การจัดทำแผนแมบท 4 ป กระทรวงแรงงาน
วชิ าการและแผนงานของสำนกั แรงงาน (ดา นแรงงานสัมพนั ธ)
สัมพนั ธ 5.2 การจัดทำแผนปฏิบตั ิราชการ 4 ป กรมสวสั ดกิ ารและ
คุม ครองแรงงาน (ดา นแรงงานสัมพันธ)
5.3 การจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำป กรมสวัสดกิ าร
และคมุ ครองแรงงาน (ดา นแรงงานสมั พนั ธ)
5.4 การจัดทำแผนปฏิบตั ิราชการสำนกั แรงงานสัมพนั ธ
5.5 การจัดทำคูมือการปฏิบตั งิ านของเจาหนาที่ตาม
กจิ กรรมดานแรงงานสัมพนั ธ
5.6 การจัดทำคำของบประมาณรายจา ย
5.7 การจัดทำแผนการใชจา ยเงินงบประมาณดา นแรงงาน
สมั พนั ธ
5.8 การจดั ทำรายงานผลการปฏบิ ัติงานประจำป
กรมสวสั ดิการและคุมครองแรงงาน (ดานแรงงานสมั พนั ธ)
5.9 การจัดทำรายงานผลการปฏบิ ัติงานและการใชจ ายเงิน
งบประมาณของสำนกั แรงงานสัมพันธ
5.10 การจัดทำและดำเนินโครงการศกึ ษาวิจัย
5.11 การศกึ ษาวิเคราะห และแปลเอกสารทางวิชาการ
เก่ียวกบั การแรงงานสมั พนั ธของตา งประเทศ
5.12 การดำเนินการเก่ียวกบั การใหสัตยาบนั อนุสัญญา
ILO ฉบบั ที่ 87 และ 98

1. งานสารบรรณและธรุ การ - งานสารบรรณและธรุ การ
2. งานการเงินและบัญชี - งานการเงินและบัญชี
3. งานพสั ดุ - งานพัสดุ
4. งานบคุ ลากรเบือ้ งตน - งานบคุ ลากรเบ้ืองตน
5. งานงบประมาณประจำป - งานงบประมาณประจำป
6. งานการประชมุ - งานการประชุม
7. งานรวบรวมขอ มลู สถิติ และรายงาน - งานรวบรวมขอมูลสถิติ และรายงาน
8. งานบนั ทึกขอมูลและพมิ พหนังสอื - งานบันทกึ ขอมลู และพมิ พหนังสือ

7

ตารางที่ 2 การวิเคราะหผลกระทบทางธรุ กจิ (Business Impact Analysis – BIA)
สำนกั แรงงานสมั พันธ

กลมุ งาน กระบวนงานการใหบ ริการทส่ี ำคญั ระดับผลกระทบ
กลุม งานทะเบียนกลาง 1. การจดทะเบยี นท่ีปรึกษาดานแรงงานสัมพนั ธ ปานกลาง
2. การจดทะเบยี นตอ อายุที่ปรกึ ษาดา นแรงงานสมั พันธ ปานกลาง
กลมุ งานประนอมขอพพิ าทแรงงาน 3. การจดทะเบยี นจดั ตงั้ องคกรนายจาง ลกู จา ง ปานกลาง
และขอ ขดั แยง 4. การจดทะเบยี นขอ บงั คับองคก รนายจาง ลูกจา ง ปานกลาง
5. การจดทะเบยี นกรรมการองคกรนายจา ง ลกู จา ง ปานกลาง
กลมุ งานคณะกรรมการแรงงาน 6. การจดทะเบยี นควบองคก รนายจาง ลกู จาง ปานกลาง
สัมพนั ธ 7. การจดทะเบยี นจัดต้งั สหภาพแรงงานรฐั วสิ าหกิจ ปานกลาง
กลุม งานรฐั วสิ าหกจิ สัมพนั ธ 8. การจดทะเบยี นขอ บงั คบั สหภาพแรงงานรฐั วสิ าหกิจ ปานกลาง
9. การจดทะเบยี นกรรมการสหภาพแรงงานรฐั วิสาหกจิ ปานกลาง
10. การรบั และพิจารณาวินจิ ฉยั คำรองเกี่ยวกับความขดั แยงในองคก รลูกจาง ปานกลาง
องคก รนายจาง ต่ำ
1. การจดทะเบยี นขอตกลงเกย่ี วกบั สภาพการจา งและคำช้ีขาด ตำ่
ขอ พพิ าทแรงงาน สูง
2. การตรวจรบั รองจำนวนสมาชกิ สหภาพแรงงาน ตามมาตรา 15 สูง
ตามพระราชบัญญัตแิ รงงานสัมพนั ธ พ.ศ. 2518 สงู
3. การไกลเ กลี่ยขอ พพิ าทแรงงานตามพระราชบญั ญตั แิ รงงานสัมพนั ธ ปานกลาง
พ.ศ. 2518
4. การไกลเ กลีย่ ขอ พพิ าทแรงงานตามพระราชบัญญตั แิ รงงานรัฐวสิ าหกิจ ปานกลาง
สัมพันธ พ.ศ. 2543 ปานกลาง
1. การวินจิ ฉยั ช้ีขาดขอ พิพาทแรงงาน ตามมาตรา 23
แหง พระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2518
2. การวนิ ิจฉัยช้ีขาดการกระทำอนั ไมเปนธรรม ตามมาตรา 121 มาตรา 122
มาตรา 123 แหงพระราชบญั ญัตแิ รงงานสัมพันธ
พ.ศ. 2518
1. การวินจิ ฉัยชี้ขาดขอพิพาทแรงงาน ตามมาตรา 31
แหงพระราชบัญญัติแรงงานสัมพนั ธ พ.ศ. 2543
2. การวินจิ ฉยั ชขี้ าดการกระทำอันไมเปนธรรม ตามมาตรา 38 แหง
พระราชบญั ญตั แิ รงงานสัมพนั ธ พ.ศ. 2518

หมายเหตุ : สำนักแรงงานสัมพันธนำกระบวนงานการใหบริการที่สำคัญ (ตามคูมือสำหรับประชาชนตามพระราชบัญญัติ
การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนญุ าตของทางราชการ พ.ศ. 2558) มาดำเนินการวเิ คราะหผลกระทบดานการดำเนินงาน
โดยพิจารณาระดบั ผลกระทบตามตารางหลักเกณฑก ารพิจารณาระดับผลกระทบ

8

หลักเกณฑป ระกอบการพจิ ารณาระดบั ผลกระทบในตารางท่ี 2

ระดับผลกระทบ หลกั เกณฑก ารพจิ ารณาระดับของผลกระทบ
สงู มาก  เกดิ ความเสียหายตอ องคกรเปนจำนวนเงินในระดบั สูงมาก หรือ
 สงผลใหขดี ความสามารถในการดำเนินงานหรอื ใหบริการลดลงมากกวา รอ ยละ 50 หรอื
 เกดิ การสูญเสยี ชวี ิตและ/หรอื ภัยคกุ คามตอสาธารณชน หรอื
 สง ผลกระทบตอ ชอ่ื เสียงและความมน่ั ใจตอองคกรในระดับประเทศและนานาชาติ

สงู  เกดิ ความเสียหายตอ องคกรเปน จำนวนเงินในระดับสงู หรอื
 สง ผลใหข ดี ความสามารถในการดำเนนิ งานหรอื ใหบ ริการลดลงรอ ยละ 25-50 หรอื
 เกิดการบาดเจ็บตอผูรับบริการ/บคุ ลากร/กลุม คน หรือ
 สง ผลกระทบตอ ชือ่ เสยี งและความมัน่ ใจตอ องคก รในระดบั กระทรวง

ปานกลาง  เกิดความเสยี หายตอองคกรเปน จำนวนเงนิ ในระดับปานกลาง หรือ
 สง ผลใหข ีดความสามารถในการดำเนินงานหรือใหบ รกิ าร ลดลงรอ ยละ 10-25 หรือ
 ตอ งมกี ารรกั ษาพยาบาลผรู ับบริการ/บุคลากร/กลุมคน หรือ
 สง ผลกระทบตอชือ่ เสียงและความมน่ั ใจตอ องคกรในระดบั กรม

ต่ำ  เกิดความเสยี หายตอ องคกรเปน จำนวนเงินในระดับตำ่ หรือ
 สงผลใหข ดี ความสามารถในการดำเนินงานหรือใหบ รกิ าร ลดลงรอยละ 5-10 หรอื
 ตอ งมีการปฐมพยาบาลผูรบั บริการ/บคุ ลากร/กลุมคน หรอื
 สง ผลกระทบตอชื่อเสียงและความมนั่ ใจตอ องคก รในระดบั สำนัก/กอง

ไมเ ปนสาระสำคญั  สงผลใหข ดี ความสามารถในการดำเนนิ งานหรอื ใหบ ริการ ลดลงมากกวา รอ ยละ 5

6. ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis – BIA) ของสำนักแรงงานสัมพันธ
ในการวิเคราะหผ ลกระทบทางธรุ กิจ (Business Impact Analysis) ของสำนักแรงงานสัมพันธ พบวา

งานหลักที่มีความสำคัญและจำเปนตองดำเนินงานใหบริการไดภายในระยะเวลาอันสั้น ซ่ึงไดคัดเลือก
กระบวนงาน/งานท่ีไดรับผลกระทบในระดับ “สูง” และ “สูงมาก” จากตารางที่ 2 มาวิเคราะหระยะเวลาท่ีคาดวา
นอยท่ีสุดที่จะสามารถกลับมาทำงานหรือใหบริการไดหลังเกิดภาวะวิกฤติ พบวามีกระบวนงาน/งาน
ประกอบดวย

9

ตารางท่ี 3 ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis – BIA)

กลมุ งาน กระบวนงาน/งาน ระยะเวลาของการหยดุ ชะงกั ท่ยี อมรับได
(เฉพาะกระบวนงานหลัก หรืองาน ในแตล ะกระบวนงาน/งาน ()
สำคัญทไี่ ดรบั ผลกระทบระดบั สูง
0 – 2 2 – 4 4 – 24 2 - 7 1 - 2 2 สปั ดาห
และสงู มาก) ชม. ชม. ชม. วนั สปั ดาห ข้ึนไป

กลมุ งานประนอม 1. การไกลเ กลย่ี ขอ พิพาทแรงงาน  
ขอพิพาทแรงงาน ตามพระราชบญั ญตั ิแรงงาน  
และขอขัดแยง สมั พันธ พ.ศ. 2518

2. การไกลเ กล่ียขอพิพาทแรงงาน
ตามพระราชบัญญตั ิแรงงาน
รฐั วิสาหกิจสมั พันธ พ.ศ. 2543

กลมุ งาน การวนิ ิจฉยั ช้ขี าดขอพิพาทแรงงาน  
คณะกรรมการ ตามมาตรา 23 แหงพระราชบัญญัติ
แรงงานสัมพันธ แรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2518

หมายเหตุ : ในชอง “ระยะเวลาฯ” ใหพจิ ารณาวา กระบวนงาน/งานนั้นๆ จะตองใชเ วลาท่คี าดวานอยที่สุด
ท่ีจะสามารถกลบั มาทำงานหรือใหบ ริการไดหลงั เกดิ ภาวะวกิ ฤติคอื เทาไหร

สำหรับกระบวนงาน/งาน/กิจกรรมอื่นๆ ที่ประเมินแลว อาจไมไดรับผลกระทบในระดับสูงถึงสูงมาก
หรือมีความยืดหยนุ ใหสามารถชะลอการดำเนนิ งานและการใหบรกิ ารได ใหผบู รหิ ารของกลุมงานหรือฝาย/งาน
ประเมินความจำเปนและเหมาะสม ซงึ่ อาจหมายถงึ สามารถใหปฏิบตั ิงานท่ีบานได (Work From Home) ท้ังน้ี
หากมีความจำเปน ใหป ฏิบัติตามแนวทางการบรหิ ารความตอ เนอื่ งเชน เดยี วกนั กบั กระบวนการหลัก

10

ตารางท่ี 4 การวเิ คราะหผ ลกระทบท่ีอาจเกิดขนึ้ จากความเสีย่ งและภยั คกุ คามตอทรพั ยากร 5 ดา น
สำนกั แรงงานสัมพนั ธ

ดานอาคาร/ ผลกระทบ ดานบคุ ลากร ดานคูคา/
สถานที่ ดา นวัสดุ ดาน หลัก ผูใ หบ รกิ าร/
อปุ กรณที่ เทคโนโลยี ผมู ีสว นได
สภาวะวิกฤติหรือ ปฏบิ ตั งิ านหลกั สำคญั การ สารสนเทศ 
เหตุการณฉ ุกเฉิน จัดหา จัดสง และขอมูลท่ี  สว นเสีย
 วสั ดุอุปกรณท่ี สำคญั  ทส่ี ำคัญ
อทุ กภยั  สำคญั 
อัคคภี ยั    
แผน ดนิ ไหว  
ชมุ นุมประทว ง/   
จลาจล
โรคติดตออนั ตราย  
หรือ โรคระบาด




สำนักแรงงานสัมพนั ธ ปรับปรุงแผนบริหารความตอเนือ่ งภายใตสถานการณการแพรระบาดของโรคติดเช้ือ
ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ที่มีการรองรับภาวะคุกคามของสวนงานน้ันๆ ไมรองรับการปฏิบัติงานใน
กรณีท่ีเหตุขัดของเกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ และเหตุขัดของดังกลาวไมสงผลกระทบในระดับสูงตอการ
ดำเนินงานและการใหบริการของหนวยงาน เน่ืองจากหนวยงานยังสามารถจัดการหรือปรับปรุงแกไข
สถานการณไดภายในระยะเวลาท่ีเหมาะสม โดยผูบริหารหนวยงานหรือผูบริหารของแตละกลุมงาน สามารถ
รับผิดชอบและดำเนินการไดดวยตนเอง และเพ่ือนำแผนบริหารความตอเน่ืองมาใชแกไขปญหาของสวนงาน
และสามารถนำไปใชในการวางแผน การจดั การและการชว ยเหลอื ฟนฟูสภาพทมี่ ผี ลการทบตอ กระบวนงานของ
สำนักแรงงานสมั พนั ธ

1. ดานอาคาร /สถานที่ปฏิบัติงานหลัก กำหนดกลยุทธแนวทางใหบุคลากรบางสวนสามารถ
ปฏิบตั งิ านทีบ่ า นได (Work from Home) โดยกำหนดสถานท่ีปฏบิ ตั งิ านหลัก และสำรอง ดังน้ี

สถานการณ แนวทางปฏิบัติ

ระยะที่ 1 : กรณียังไมพบผปู วยท่ีเขา เกณฑ ปฏิบตั ิงาน ณ หนวยงานท่ีต้ังตามความเหมาะสม และ
สอบสวนโรค แตด ำเนนิ การใหความรวมมือตาม ความเสย่ี งของบคุ คลแตละราย และเปน ไปตามประกาศ
มาตรการปองกัน สำนกั แรงงานสัมพันธ โดยดำเนนิ การตามแนวทาง

ประกาศของกรมสวสั ดกิ ารและคุมครองแรงงาน

11

สถานการณ แนวทางปฏบิ ตั ิ
ระยะที่ 2 : กรณีพบผูปวยทีเ่ ขาเกณฑ ปฏบิ ตั ิงาน ณ หนวยงานทตี่ ั้ง รอยละ 20
สอบสวนโรค จำนวน 1 คนข้ึนไป ปฏบิ ตั งิ าน Work from Home รอยละ 80

ระยะที่ 3 : กรณีมกี ารระบาดซ้ำภายใน 21 วนั ปฏิบตั ิงาน ณ หนว ยงานที่ต้งั รอ ยละ 10
หลังจากมมี าตรการกักกันโรค 14 วนั แลว ปฏิบัติงาน Work from Home รอยละ 90

2. ดานบุคลากรหลัก กำหนดใหมีบุคลากรสำรองเพื่อปฏิบัติงานแทนกันในหนวยงาน และมีการ
กำหนดแนวทางใหบุคลากรบางสวนปฏิบัติราชการ ณ ท่ีพักอาศัย (Work from Home) ตามประกาศสำนัก
แรงงานสมั พนั ธ และสอดคลองกับประกาศกรมสวสั ดกิ ารและคุมครองแรงงาน

2.1 ใหผูบังคับบัญชาระดับผูอำนวยการสำนัก และผูอำนวยการกลุมงานพิจารณากำหนด
รายละเอียดเกี่ยวกบั การปฏิบัตงิ านของราชการและเจาหนาท่ีในกลมุ งาน / ฝายตามความจำเปนและเหมาะสม
กับลักษณะงาน

2.2 กำหนดรูปแบบวันเวลาปฏิบัติราชการ ณ ท่ีพักอาศัย (Work from Home) ตามความจำเปน
และเหมาะสม โดยพิจารณาไมใหก ระทบภารกิจของหนว ยงาน

2.3 ใหขาราชการและเจาหนาที่ ที่ปฏิบัติงาน ณ ท่ีพักอาศัย (Work from Home) รายงานการ
ปฏบิ ัติงานตอผูบังคบั บญั ชา และสามารถติดตอ ส่ือสารไดตลอดชว งเวลาท่ปี ฏบิ ัตงิ าน ณ ที่พักอาศัย

*** ทัง้ น้ี ใหเปนไปตามสถานการณแ ละประกาศกรมสวสั ดิการและคุม ครองแรงงาน

12

7. การกำหนดแนวทาง/กลยุทธใ นการสรา งความตอเนอื่ งของการดำเนนิ งาน (Determining BCM
Strategy)
ตารางที่ 5 กลยทุ ธความตอเนอ่ื ง (Business Continuity Strategy)
สำนกั แรงงานสัมพนั ธ

ทรัพยากร กลยทุ ธค วามตอเนอ่ื งทางธรุ กจิ
อาคาร/ สถานท่ี  กำหนดใหใ ชพน้ื ท่ีปฏิบัตงิ านสำรองสำนกั งานสวัสดิการและ
ปฏิบตั งิ านหลกั
คมุ ครองแรงงานกรงุ เทพมหานครพ้ืนที่ 10 พน้ื ที่ อาคารสว นแยก
ตล่งิ ชัน โดยมกี ารสำรวจความเหมาะสมของสถานที่ ประสานงาน
และการเตรียมความพรอม กบั หนว ยงานเจา ของพ้นื ที่
 ในกรณที ่ีความเสยี หายขยายเปน วงกวาง กำหนดใหใชพ ้ืนที่สำรอง
ศนู ยพฒั นาและสง เสริมแรงงานสมั พนั ธ จังหวดั สมทุ รปราการ โดย
มีการสำรวจความเหมาะสมของสถานที่ ประสานงาน และการ
เตรียมความพรอ ม กับหนวยงานเจาของพ้นื ที่
 กำหนดมาตรการใหบ คุ ลากรปฏบิ ตั งิ าน ณ ท่ีพกั อาศัย (Work from
Home)

วัสดุอปุ กรณ  กำหนดใหมีการจัดหาคอมพิวเตอรส ำรอง ท่ีมีคุณลักษณะเหมาะสม
ท่ีสำคญั / การ กบั การใชง าน พรอมอปุ กรณท ี่สามารถเช่อื มโยงตอ ผา นอินเตอรเน็ต
จัดหา จัดสง วัสดุ เขาสูระบบเทคโนโลยขี องกรมสวัสดิการและคุมครองแรงงานได
อปุ กรณท่ีสำคัญ
 กำหนดใหใ ชค อมพวิ เตอรแ บบพกพา (Laptop/ Notebook) ของ
สำนกั แรงงานสมั พนั ธห รือของเจาหนาท่เี ปน การชวั่ คราวไดหากมี
ความจำเปน เรงดวนในชวงระหวางการจัดหาคอมพวิ เตอรส ำรอง
ทั้งนี้ ตองไดร บั อนุญาตจากหัวหนา คณะบรหิ ารความตอ เนอื่ งในการ
กอบกูคืนกอน

เทคโนโลยี  ปฏบิ ตั ิงานโดยไมใชระบบเทคโนโลยี (Manual) ไปกอ น เน่ืองจาก
สารสนเทศและ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอมูลของกรมสวสั ดิการและ
ขอ มลู ที่สำคญั คุม ครองแรงงานมีลกั ษณะแบบรวมศูนยที่สว นกลางและเช่ือมโยง
ระบบเครือขายอนิ เตอรเนต็ เพอื่ ใหบ ริการหนวยงานในสงั กดั ดงั น้นั
หากเกิดภาวะฉุกเฉินตองรอจนกวา สว นกลางกอบกูระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศแลว เสร็จ จึงจะสามารถใชงานได

บุคลากรหลัก  กำหนดใหใ ชบ ุคลากรสำรองทดแทนภายในสำนกั แรงงานสมั พนั ธ
ในกรณที ่บี คุ ลากรภายในสำนกั ฯ ไมเพยี งพอหรอื ขาดแคลน
กำหนดใหใชบุคลากรนอกสำนักฯ

คูค า /ผใู หบ รกิ าร  กำหนดใหหัวหนา ทมี บริหารแผนความตอเนอื่ ง งานบริหารทว่ั ไป
ทส่ี ำคญั เปน ผปู ระสานกบั สวนกลาง (กรมสวสั ดิการและคุมครองแรงงาน)
เมื่อเกดิ ภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากสว นกลาง จะเปน ผกู ำหนดผใู หบรกิ าร
สำรอง (ผดู ูแลรบั ผดิ ชอบ) ในเรอื่ งไฟฟา น้ำประปา ระบบสารสนเทศ
และการส่ือสารในภาพรวม

13

8. การพัฒนาและเตรียมการตอบสนองตอเหตุการณในภาวะฉุกเฉิน (Developing and
Implementing BCM Repose)

8.1 โครงสรางและทมี บริหารความตอเนือ่ งของสำนกั แรงงานสมั พันธ
เพ่ือใหแผนความตอเนื่อง (BCP) นำไปปฏิบัติใชไดอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

จึงไดจัดตั้งคณะบริหารความตอเนื่อง (BCP Team) ของสำนักแรงงานสัมพันธ กรมสวัสดิการและคุมครอง
แรงงานขนึ้ โดยมโี ครงสรางดังนี้

(1) หัวหนา คณะบรหิ ารความตอเน่ือง คอื ผอู ำนวยการสำนกั แรงงานสมั พนั ธ
(2) หวั หนาทีมบริหารความตอเนื่อง คอื ผอู ำนวยการกลุมงาน และหัวหนา งานบริหารท่ัวไป
(3) ผูประสานงานคณะบริหารความตอเนื่อง คือ เจาหนาท่ีซ่ึงเปนผูแทนสำนักแรงงานสัมพันธ
ในคณะทำงานแผนความตอ เนอ่ื งของกรมฯ

โครงสรา งและทมี บริหารความตอ เนือ่ งของสำนกั แรงงานสมั พันธ
หวั หนา คณะบรหิ ารความตอเน่อื ง
(ผอ. สำนกั แรงงานสัมพนั ธ)

รองหัวหนา คณะบริหารความตอ เนื่อง
(ผูเช่ียวชาญเฉพาะดานแรงงานสมั พนั ธ)

ผปู ระสานงานคณะบรหิ ารความตอ เนือ่ ง
(ผูแทนสำนักแรงงานสมั พนั ธ)

หัวหนา ทมี บริหาร หวั หนาทมี บรหิ าร หัวหนาทมี บริหาร หวั หนาทีมบรหิ าร
แผนความตอ เนอ่ื ง แผนความตอ เน่อื ง แผนความตอเนอื่ ง แผนความตอเนอ่ื ง
กลมุ งานประนอม กลุม งานสง เสรมิ กลุม งานยทุ ธศาสตร
ขอ พพิ าทแรงงานและ กลมุ งาน แรงงานสัมพนั ธ แรงงานสมั พันธ
คณะกรรมการแรงงาน (ผอ. กลุมงานฯ) (ผอ. กลมุ งานฯ)
ขอ ขดั แยง
(ผอ. กลมุ งานฯ) สัมพนั ธ
(ผอ. กลมุ งานฯ)

หัวหนา ทีมบริหาร หวั หนาทีมบรหิ าร หัวหนาทมี บริหาร
แผนความตอเนอ่ื ง แผนความตอเนื่อง แผนความตอเนื่อง
กลมุ งานรฐั วสิ าหกจิ งานบรหิ ารทัว่ ไป
กลมุ งาน (หัวหนางานฯ)
สัมพันธ ทะเบยี นกลาง
(ผอ. กลุม งานฯ) (ผอ. กลมุ งานฯ)

14

ซ่ึงแตละตำแหนงมีหนาท่ีในการรวมมือดูแล ติดตาม ปฏิบัติงาน และกูคืนเหตุการณฉุกเฉินในแตละกลุมงาน
ใหกลับสูภาวะปกติโดยเร็ว ตามรายช่ือบุคลากรและบทบาทของทีมงานบริหารความตอเน่ือง (BCP Team)
ท่ีกำหนดใหเปนบุคลากรหลัก ในกรณีที่บุคลากรหลักไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ใหบุคลากรสำรองรับผิดชอบ
บทบาทของบุคลากรหลักในการบริหารความตอเนื่องและกอบกูคืนสถานการณไปกอน จนกวาจะไดมีการ
มอบหมายและแตง ตงั้ ขึ้นโดยหวั หนาคณะบรหิ ารความตอ เน่ือง ดงั รายชือ่ ตามตารางท่ี 6 ตอ ไปน้ี

ตารางที่ 6 รายช่ือทีมงานบริหารความตอ เนื่อง สำนักแรงงานสัมพนั ธ

บคุ ลากรหลกั บทบาท บคุ ลากรสำรอง
ชือ่ – สกลุ เบอรโทรศัพท ช่อื – สกุล เบอรโทรศัพท
นางสาวรัดเกลา เชาวลิต 0 2660 2155 หัวหนาคณะฯ สำนักแรงงาน นายอำนวย งามเนตร 0 2660 2154
08 9924 3581 06 5969 2746
สมั พันธ

นายคเชนทร ปย ะผกา 0 2660 2159 ผปู ระสานงานคณะบรหิ ารความ นางสาวปทุมรัตน อนิ ทรสวุ รรณ 0 2660 2163
จา สบิ เอกชลอ อว มทอง 08 1831 5727 ตอ เนอ่ื งสำนกั แรงงานสมั พนั ธ 09 6532 5429
0 2660 2166
นางสมจติ ร จันทรมาก 08 1734 1283 หัวหนาทีมบริหารความตอเนื่อง 0 2660 2167
กลุมงานประนอมขอพิพาท นายนิคม ทับทมิ ธงไชย 09 8253 1754
0 2660 2150 แรงงานและขอ ขัดแยง นายนพิ นธ วรรณศรี 09 4485 2279
08 9924 4210 0 2660 2151
หวั หนาทีมบริหารความตอเน่ือง นายเจนวทิ ย ไชยโย 08 1493 2082
กลุมงานคณะกรรมการแรงงาน
สัมพันธ

นางสาวกอบกุล เกงอนันตานนท 0 2660 219 หวั หนาทีมบริหารความตอเนื่อง นางสาวพรรณี รวมทรพั ย์ 0 2660 2192
08 1837 5917 กลมุ งานสง เสริมแรงงานสมั พันธ 08 1734 0438

นางเรไร ทพั รังษี 0 2660 2158 นางวิภารัตน รองทอง 0 2660 2190
08 9446 0728 หวั หนาทีมบริหารความตอเนื่อง นางสาวนารรี ตั น รอดเวียง 08 4698 8479
กลุมงานยุทธศาสตรแรงงาน 0 2660 2158
สัมพนั ธ 08 1839 1320

นายพนมพร ชวนอุดม 0 2660 2185 หัวหนาทีมบริหารความตอเนื่อง นางอมรรัตน อินคำ 0 2660 2184
08 1839 1324 กลุมงานรฐั วิสาหกิจสมั พันธ 08 1867 5742

นายเอกพงษ อนิ วิเชียร 0 2660 2161 หวั หนาทีมบริหารความตอเนื่อง นางเบญจมาศ พมุ ชา ง 0 2660 2162
08 1833 0157 06 3265 6249
กลมุ งานทะเบียนกลาง นางสิรวิ ีรา ศิรสทิ ธก์ิ ลุ 08 1493 2082
0 26602156 - 7
นางสาวศรินยา บญุ สรา งสม 0 2660 2156 หวั หนาทมี บรหิ ารความตอเนื่อง นางเรไร คำเครอื 08 6511 5707
08 1839 1327 งานบหิ ารทว่ั ไป 09 2628 6444

นางปรารถนา จันทะพิลา

15

8.2 โครงสราง Call Tree ของสำนกั แรงงานสมั พนั ธ
กระบวนการ Call Tree คือ กระบวนการแจงเหตุฉุกเฉินใหกับสมาชิกในคณะบริหาร

ความตอเน่ืองและทีมงานบริหารความตอเนื่องท่ีเกี่ยวของตามผังรายช่ือทางโทรศัพท โดยมีวัตถุประสงคเพื่อ
การบริหารจัดการขั้นตอนในการติดตอเจาหนาที่ ภายหลังจากมีการประกาศเหตุการณฉุกเฉินหรือภาวะวกิ ฤติ
ของหนวยงาน จุดเริม่ ตน ของกระบวนการ Call Tree จะเร่มิ จาก

1. หวั หนาคณะบริหารความตอเนื่องแจงใหผ ปู ระสานงานคณะบรหิ ารความตอเนื่องรับทราบ
เหตุการณฉ กุ เฉิน และการประกาศใชแ ผนความตอ เนือ่ งภายในหนวยงาน

2. ผูประสานงานฯ แจง ใหห ัวหนา ทีมบริหารความตอเนอ่ื งรบั ทราบเหตุการณฉุกเฉนิ
3. ผูอำนวยการกลุมงานและหัวหนางานบริหารท่ัวไปประกาศใชแผนความตอเนื่องตาม

สายการบังคบั บญั ชา และจะตองตดิ ตอและแจงไปยังบุคลากรภายใตการบังคบั บัญชาของตน
ทุกคน ใหรับทราบเหตุการณฉุกเฉินและการประกาศใชแผนความตอเนื่องของหนวยงาน
ทไ่ี ดร บั ผลกระทบ
ในกรณีที่ไมส ามารถติดตอหัวหนา ทมี ได ใหต ิดตอไปยังบคุ ลากรสำรอง โดยพิจารณา :
 ถาเหตุการณเกิดข้ึนในเวลาทำการ ใหดำเนินการติดตอบุคลากรหลักโดยติดตอ ผา นเบอร
โทรศัพทข องหนว ยงานเปน ชองทางแรก
 ถาเหตุการณเ กิดข้นึ นอกเวลาทำการหรอื สถานที่ปฏิบัตงิ านหลักไดร บั ผลกระทบ ให
ดำเนินการติดตอ บคุ ลากรหลกั โดยตดิ ตอ ผา นเบอรโ ทรศพั ทมือถอื เปน ชอ งทางแรก
 ถา สามารถตดิ ตอ บคุ ลากรหลกั ไดใหแ จงขอมูลแกบ ุคลากรหลกั ของหนว ยงานทราบ
ดงั ตอ ไปน้ี :
- สรปุ สถานการณข องเหตุการณฉุกเฉนิ และการประกาศใชแ ผนความตอ เน่ือง
- เวลาและสถานท่สี ำหรับการนัดประชุมเรง ดวนของหนวยงาน สำหรับผูบ รหิ ารของ
หนว ยงานและทีมงานบริหารความตอ เนอ่ื ง
- ขัน้ ตอนการปฏิบตั งิ านเพือ่ บริหารความตอเนื่องตอไป เชน สถานทร่ี วมพลในกรณีท่มี ีการ
ยายสถานท่ีทำการ

สำนกั งานสวัสดิการและคมุ ครองแรงงานกรุงเทพมหานครพ้ืนที่ 1-10

ศนู ยพ ฒั นาและสงเสริมแรงงานสมั พนั ธ ณ ที่พักอาศยั
จังหวัดสมุทรปราการ

อาคารสวนแยกตล่ิงชัน

16

กระบวนการแจงเหตฉุ กุ เฉิน (Call Tree)

(นางสาวรัดเกลา เชาวลิต)
หัวหนาคณะบริหารความตอ เนื่อง
ผอู ำนวยการสำนกั แรงงานสมั พนั ธ
ทที่ ำงาน 02 660 2155 มอื ถอื 089 924 3581

รองหัวหนา คณะบรหิ ารความตอ เนอ่ื ง
นายอำนวย งามเนตร

ท่ที ำงาน 02 660 2154 มอื ถือ 065 969 2746

ผูป ระสานงานคณะบริหารความตอ เน่ือง
นายคเชนทร ปย ะผกา

ทที่ ำงาน 02 660 2160 มอื ถอื 081 831 5727

หัวหนาทมี บริหารแผนความตอ เน่อื ง

งานประนอมขอ พพิ าทแรงงาน งานคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ งานสงเสริมแรงงานสมั พันธ งานยุทธศาสตรแรงงานสมั พันธ
จ.ส.อ.ชลอ อวมทอง นางสมจติ ร จันทรมาก นางสาวกอบกลุ เกง อนนั ตานนท นางเรไร ทัพรงั ษี
ทท่ี ำงาน 02 660 2191
ท่ที ำงาน 02 660 2166 ทท่ี ำงาน 02 660 2150 มอื ถอื 081 837 5917 ที่ทำงาน 02 660 2160
มอื ถอื 081 734 1283 มือถอื 089 924 4210 มือถอื 089 446 0728

งานรัฐวสิ าหกจิ สัมพันธ งานทะเบยี นกลาง งานบรหิ ารทั่วไป
นายพนมพร ชวนอดุ ม นายเอกพงษ อินวิเชียร นางสาวศรินยา บญุ สรางสม
ท่ีทำงาน 02 660 2185 ท่ที ำงาน 02 660 2165 ที่ทำงาน 02 660 2157
มอื ถอื 081 839 1324 มือถอื 081 833 0157 มือถือ 081 839 1327

17

ภายหลังจากไดรับการตอบรับจากบุคลากรหลักครบถวนตามผังการติดตอ (Call Tree) หัวหนาทีม
บริหารความตอเนื่อง มีหนาท่ีโทรกลับไปแจงยังผูประสานงานคณะบริหารความตอเน่ือง เพ่ือรวบรวมสรุป
ความพรอมของหนวยงานในการบริหารความตอเน่ือง รวมทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของ
เจา หนาท่ที ั้งหมดในหนว ยงานและของหนวยงาน

ทีมบริหารความตอเน่ืองมีหนาท่ีในการปรับปรุงขอมูลสำหรับการติดตอใหเปนปจจุบันอยูตลอดเวลา
เพ่ือใหกระบวนการติดตอเจาหนาท่ีภายในหนวยงานสามารถดำเนินไดอยางตอเน่ืองและสำเร็จลุลวงภายใน
ระยะเวลาที่คาดหวัง ในกรณีที่เกิดเหตกุ ารณฉุกเฉนิ และมีการประกาศใชแผนความตอเน่ือง

8.3 การกำหนดแนวทางการตอบสนองเหตุการณแ ละกอบกูกระบวนการของสำนกั แรงงานสัมพนั ธ
ขน้ั ตอนในการบรหิ ารความตอ เนอื่ งและกอบกูกระบวนการ แบง ออกเปน 3 ขั้นตอน

ตามระยะเวลา ดงั น้ี
 การตอบสนองตอเหตุการณทนั ที ภายใน 24 ชวั่ โมง
 การตอบสนองตอ เหตกุ ารณใ นระยะแรก ภายใน 1 สปั ดาห
 การตอบสนองตอเหตุการณแ ละกคู ือกระบวนการปฏบิ ัตงิ านในระยะเวลาเกิน
1 สัปดาห

การวเิ คราะหเ พอื่ กำหนดความตองการทรัพยากรท่ีสำคัญ
1) ดานสถานทป่ี ฏบิ ตั ิงานสำรอง (Working Space Requirement) ดงั ตารางท่ี 7

ตารางท่ี 7 การระบุพน้ื ทกี่ ารปฏิบตั งิ านสำรอง

ประเภททรัพยากร ทม่ี า 24 ช่ัวโมง ภายใน 1 สัปดาห เกนิ 1 สปั ดาห

พืน้ ทีส่ ำหรบั สถานที่ อาคารสว นแยก 10 ตร.ม. 20 ตร.ม. 35 ตร.ม.
ปฏิบตั งิ านสำรอง ตลิง่ ชนั (7 คน) (14 คน) (25 คน)
ปฏิบัตงิ านที่บา น สำนกั งาน 5 ตร.ม. 10 ตร.ม. 15 ตร.ม.
สวสั ดิการฯ (3 คน) (7 คน) (10 คน)
พน้ื ที่ 1-10 4 ตร.ม. 8 ตร.ม.
ศูนยพ ฒั นาและ - (2 คน) (5 คน)
สง เสรมิ แรงงาน
สมั พนั ธ จงั หวัด ( 71 คน) ( 58 คน) (41 คน)
สมุทรปราการ 15 ตร.ม. 34 ตร.ม. 58 ตร.ม.
( 81 คน) ( 81 คน) ( 81 คน)
-

รวม

หมายเหตุ : สำนักแรงงานสัมพันธม ี ขาราชการ จำนวน 63 คน พนักงานราชการ จำนวน 8 คน
ลกู จา งประจำ จำนวน 4 คน และพนักงานจางเหมาบริการ 6 คน รวมทงั้ ส้ิน 81 คน

18

2) ความตองการดานวสั ดอุ ุปกรณ (Equipment & Supplies Requirement) ดังตารางที่ 8

ตารางที่ 8 การระบุจำนวนวัสดอุ ุปกรณ

ประเภททรัพยากร ทม่ี า 24 ชั่วโมง ภายใน 1 สปั ดาห เกนิ 1 สัปดาห

คอมพิวเตอรสำรองท่ีมี รา นคา 1 เครอ่ื ง 2 เครือ่ ง 3 เครื่อง
คุณลกั ษณะเหมาะสม ผานกระบวนการ 1 เคร่อื ง 1 เครื่อง 1 เครอ่ื ง
เครอื่ งพิมพ รองรับการ จัดซ้ือพเิ ศษ 1 เครอ่ื ง 1 เครอ่ื ง 1 เครื่อง
ใชงานกับเคร่ือง รา นคา 1 เครือ่ ง 1 เครื่อง 1 เครอ่ื ง
คอมพิวเตอร ผา นกระบวนการ 1 เครอ่ื ง 1 เครือ่ ง 1 เครอ่ื ง
โทรศพั ทพรอมหมายเลข จัดซื้อพิเศษ 1 รีม 3 รมี 5 รมี
รา นคา
โทรสาร (Fax) ผา นกระบวนการ
พรอมหมายเลข จดั ซือ้ พิเศษ
เครอ่ื งถายเอกสาร รานคา
ผา นกระบวนการ
กระดาษ จดั ซอ้ื พเิ ศษ
รา นคา
ผา นกระบวนการ
จดั ซอ้ื พเิ ศษ
รานคา
ผา นกระบวนการ
จัดซอ้ื พิเศษ

3) ความตองการดา นเทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมูล (IT & Information Requirement)

เน่ืองจากระบบการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและขอมูลที่สำคัญของหนวยงานอยูในความดูแล
ของหนวยงานกลาง คือ กลุมงานเทคโนโลยีและสารสนเทศ สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน เปนลักษณะแบบ
รวมศูนย ดังนั้น หนวยงานจึงใชขอมูลสารสนเทศโดยการเชื่อมโยงระบบของหนวยงานกับหนวยงานกลาง
ผานเครือขายอินเทอรเน็ต ทำใหหนวยงานไมมีระบบคอมพิวเตอรสำรองและหากระบบมีปญหาตองรอ
ใหห นวยงานกลางกคู นื ระบบการบริหารเทคโนโลยสี ารสนเทศกอ น หนว ยงานจงึ จะสามารถใชงานของระบบได

ตารางที่ 9 การระบคุ วามตองการดา นเทคโนโลยสี ารสนเทศ และขอ มลู

ประเภททรพั ยากร แหลง ขอมูล 24 ชั่วโมง ภายใน 1 สปั ดาห เกิน 1 สัปดาห
E-mail กลมุ เทคโน ฯ - 
หนว ยงาน 
หนังสือสัง่ การตา ง ๆ ผา น 
ระบบอิเล็กทรอนกิ ส ตนสังกัด -
ขอ มูลประกอบการ 
ดำเนินงาน /จดั ทำแผน Internet/ 
งบประมาณ ตามแผน สารสนเทศกรม
ประจำป


19

4) ความตองการดานบุคลากรสำหรับความตอ เนื่องเพื่อปฏิบตั ิงาน (Personnel Requirement)
ปรากฏดังตารางที่ 10

ตารางท่ี 10 การระบุจำนวนบุคลากรหลกั ท่ีจำเปน

ประเภททรัพยากร 24 ชั่วโมง ภายใน 1 สัปดาห เกิน 1 สปั ดาห
จำนวนบุคลากรปฏิบัติงานที่ 10 23 81
หนว ยงาน /สถานทป่ี ฏิบตั งิ านสำรอง
จำนวนบคุ ลากรปฏิบัตงิ านทบี่ าน 71 58 81
81 81
รวม

หมายเหตุ : สำนกั แรงงานสมั พันธม ี ขาราชการ จำนวน 63 คน พนกั งานราชการ จำนวน 8 คน
ลูกจางประจำ จำนวน 4 คน และพนักงานจางเหมาบริการ 6 คน รวมทง้ั สิ้น 81 คน

5) ความตองการดานผูใหบ ริการทส่ี ำคัญ (Service Requirement)

ตารางที่ 11 การระบจุ ำนวนผูใหบ รกิ ารทตี่ อ งติดตอ หรือขอรบั บริการ

ฝายงาน /กลุมงาน 24 ช่ัวโมง ภายใน 1 สัปดาห เกนิ 1 สัปดาห
ผูใหบ รกิ ารเชื่อมโยงระบบเครือขาย - 1 ราย 1 ราย
อนิ เทอรเน็ต*
รา นคาวสั ดุ อุปกรณ - 1 ราย 1 ราย
- 2 ราย 2 ราย
รวม

หมายเหตุ : * ใหจัดหาอุปกรณเ ชือ่ มโยงระบบเครือขา ยตอผา นอนิ เทอรเนต็ แบบพกพา (Air Card) ของ
ผใู หบ ริการโทรศพั ทม ือถือ เชอ่ื มโยงการบรหิ ารเทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมูลที่สำคัญของ
สว นกลางผา นอินเทอรเ นต็ ในกรณผี ูใหบ ริการหลกั และสำรองไมส ามารถใหบ ริการได
ภายในระยะเวลาท่กี ำหนด

20

ขัน้ ตอนการบริหารความตอเน่ืองและกอบกูกระบวนการ

วันท่ี 1 (ภายใน 24 ชว่ั โมง) การตอบสนองตอ เหตุการณทันที

ในการปฏิบัติการใดๆ ใหบุคลากรของหนวยงาน คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและบุคลากรอื่นๆ และ

ปฏบิ ตั ิตามแนวทางแผนความตอเน่อื งและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่หนวยงานตนเองไดกำหนดข้ึนอยางเครง ครัด

ขั้นตอนและกจิ กรรม บทบาทความรับผิดชอบ ดำเนนิ การ
แลวเสร็จ
- แจงเหตุฉุกเฉิน วิกฤติ ตามกระบวนการ Call Tree หัวหนาทมี บรหิ ารความตอเนื่อง 
ใหกับบุคลากรในกลุมงาน ภายหลังไดรับแจงจาก ของกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป
หัวหนาคณะบริหารความตอเนื่องของสำนักแรงงาน
สัมพันธ
- จัดประชุมทมี บริหารความตอเนือ่ ง เพ่ือประเมินความ ทมี บรหิ ารความตอเนื่องของ 
เสียหาย ผลกระทบตอการดำเนนิ งาน การใหบริการ กลุมงาน/งานบริหารทัว่ ไป
และทรัพยากรสำคัญท่ตี องใชในการบรหิ ารความตอเนื่อง
- ทบทวนกระบวนงานท่ีมีความเรง ดวน หรอื สง ผล
กระทบอยา งสูง (หากไมด ำเนินการ) ดงั นนั้ จำเปน ตอง
ดำเนินงานหรือปฏบิ ัติดวยมือ (Manual Processing)
- ระบุและสรุปรายชื่อบุคลากรในกลุมงาน/ ที่ไดรับ หวั หนา ทีมบรหิ ารความตอเนื่อง 
บาดเจ็บหรือเสยี ชวี ิต /หรอื เจบ็ ปวย ของกลุมงาน/งานบรหิ ารทวั่ ไป
- รายงานหัวหนาคณะบริหารความตอเนื่องของสำนัก หวั หนาทีมบรหิ ารความตอเนื่อง 
แรงงานสมั พนั ธทราบ โดยครอบคลมุ ประเด็นดังนี้ ของกลุม งาน/งานบริหารท่วั ไป
• จำนวนและรายช่ือบุคลากรท่ีไดรับบาดเจ็บ/
เสยี ชีวิต
• ความเสียหายและผลกระทบตอการดำเนินงาน
และการใหบ รกิ าร
• ทรพั ยากรสำคัญทีต่ องใชในการบรหิ ารความตอเนอ่ื ง
• กระบวนงานที่มีความเรงดวนและสงผลกระทบ
อยางสูงหากไมดำเนินการ และจำเปนตอง
ดำเนินงานหรือปฏิบัติงานดวยมือ (Manual
Processing)

- ส่ือสารและรายงานสถานการณแกบุคลากรในกลมุ งาน หวั หนา ทมี บริหารความตอเนื่อง 
ใหท ราบ ตามเนื้อหาและขอความทไ่ี ดร ับการพจิ ารณา ของกลมุ งาน/งานบรหิ ารทัว่ ไป
และเหน็ ชอบจากคณะบรหิ ารความตอ เน่ืองของสำนัก
แรงงานสมั พันธแลว
- ประเมินและระบกุ ระบวนการหลกั และงานเรง ดวน หัวหนาและทีมงานบริหารความ 
ที่จำเปนตองดำเนินการใหแลวเสร็จ ภายใน 1- 5 วัน ตอ เนือ่ งของกลุมงาน/งาน
ขา งหนา บรหิ ารทวั่ ไป
- ประเมนิ ศักยภาพและความสามารถของหนว ยงาน หัวหนา และทีมงานบรหิ ารความ 

21

ขน้ั ตอนและกิจกรรม บทบาทความรับผดิ ชอบ ดำเนนิ การ
แลว เสรจ็
ในการดำเนินงานเรงดวนขางตน ภายใตขอจำกัดและ ตอ เนือ่ งของกลมุ งาน/งาน
สภาวะวิกฤติ พรอมระบุทรัพยากรท่ีจำเปนตองใชใน บริหารท่วั ไป
การบริหารความตอ เนอื่ งตามแผนการจดั หาทรพั ยากร
- รายงานความคืบหนาใหแกหัวหนาคณะบริหารความ หัวหนาทีมบรหิ ารความตอเน่ือง
ตอเน่ืองของสำนักแรงงานสัมพันธทราบ พรอมขอ ของกลมุ งาน/งานบรหิ ารทั่วไป
อนุมัติการดำเนินงานหรือปฏิบัติงานดว ยมือ (Manual
Processing) สำหรับกระบวนงานที่มีความเรงดวน
และสง ผลกระทบอยา งสงู หากไมด ำเนินการ
- ติดตอและประสานงานกับหนวยงานที่เกี่ยวของในการ หัวหนา และทีมงานบรหิ ารความ 
จัดหาทรัพยากรที่จำเปนตองใชในการบริหารความ ตอ เนอ่ื งของกลุมงาน/งาน
ตอเนื่อง ไดแก บรหิ ารท่ัวไป
 สถานท่ีปฏบิ ัตงิ านสำรอง
 วัสดุอุปกรณท ี่สำคญั
 เทคโนโลยีสารสนเทศและขอมลู ทีส่ ำคัญ
 บุคลากรหลกั
 คคู า /ผูใหบริการที่สำคญั /ผมู ีสวนไดส ว นเสยี
- พิจารณาดำเนินการหรือปฏิบัติงานดวยมือ (Manual) หวั หนาและทมี งานบรหิ ารความ 
เฉพาะงานเรงดวน หากไมดำเนินการจะสงผลกระทบ ตอ เนื่องของกลุมงาน/งาน
อยางสูงและไมสามารถรอได ท้ังน้ี ตอ งไดร ับการอนุมตั ิ บรหิ ารทัว่ ไป
- ระบุหนวยงานท่ีเปนคูคา/ผูใหบริการสำหรับงาน หวั หนาและทมี งานบรหิ ารความ 
เรงดวน เพื่อแจงสถานการณและแนวทางในการ ตอเนอื่ งของกลุม งาน/งาน
บริหารงานใหมีความตอเน่ืองตามความเห็นของคณะ บรหิ ารทว่ั ไป
บริหารความตอ เน่อื งของสำนักแรงงานสัมพนั ธ
- บันทึกและทบทวนกิจกรรมและงานตางๆ ที่ทีมงาน ทมี งานบริหารความตอ เนื่อง 
บริหารความตอเนื่องของกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป ของกลมุ งาน/งานบรหิ ารทว่ั ไป
ตองดำเนินการ (พรอมระบุรายละเอียด ผูดำเนินการ
และเวลา) อยา งสม่ำเสมอ
- แจงสรุปสถานการณและขั้นตอนการดำเนินการ หัวหนาทีมงานบริหารความ 
สำหรับในวนั ถัดไป ใหกับบุคลากรหลักในกลุม งาน/งาน ตอเนือ่ งของกลมุ งาน/งาน
บริหารทั่วไป เพื่อรบั ทราบและดำเนนิ การ อาทิ แจงวัน บรหิ ารทวั่ ไป
เวลา และสถานที่ปฏิบตั ิงานสำรอง
- รายงานความคืบหนาใหแกหัวหนาคณะบริหารความ หัวหนา และทมี งานบรหิ ารความ 
ตอเนื่องของหนวยงานอยางสม่ำเสมอหรือตามที่ได ตอเนื่องของกลมุ งาน/งาน
กำหนดไว บริหารทว่ั ไป
หมายเหต:ุ ถา เหตกุ ารณฉุกเฉินนนั้ เกนิ ขีดความสามารถท่ีสำนกั /กองจะรับมือได ใหตดิ ตอประสานงานไปยัง
ประธานคณะกรรมการบรหิ ารความพรอมตอภาวะวกิ ฤติ (อธบิ ด)ี เพ่ือขอความชว ยเหลือตอไป

22

วันท่ี 2-7 การตอบสนองในระยะสน้ั

ข้นั ตอนและกจิ กรรม บทบาทความรบั ผิดชอบ ดำเนนิ การ
แลวเสรจ็

- ตดิ ตามสถานะภาพการกอบกูคนื มาของทรพั ยากร หัวหนา และทมี งานบริหารความ 
ที่ไดรับผลกระทบ ประเมินความจำเปนและระยะเวลา ตอเนื่องของกลมุ งาน/งาน
ทีต่ อ งใชใ นการกอบกคู นื บริหารทว่ั ไป

- ตรวจสอบกบั หนว ยงาน ความพรอ มและขอจำกัด หวั หนา และทมี งานบรหิ ารความ 
ในการจัดหาทรัพยากรที่จำเปนตองใชในการบริหาร ตอ เนอ่ื งของกลมุ งาน/งาน
ความตอเน่อื ง ไดแก บริหารทั่วไป
 สถานท่ีปฏิบตั งิ านสำรอง
 วสั ดอุ ปุ กรณท ส่ี ำคัญ
 เทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมูลทีส่ ำคัญ
 บุคลากรหลัก
 คคู า/ผใู หบรกิ ารที่สำคัญ/ผมู ีสว นไดส ว นเสีย

- รายงานหัวหนาคณะบรหิ ารความตอ เนื่องของสำนกั หัวหนา ทีมบรหิ ารความตอเนื่อง 
แรงงานสัมพันธ ความพรอม ขอ จำกัดและ ของกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป
ขอเสนอแนะ ในการจัดหาทรัพยากรทีจ่ ำเปน ตอ งใชใ น
การบริหารความตอเน่ือง
- ประสานงานและดำเนนิ การจดั หาทรพั ยากร หัวหนาและทมี งานบริหารความ 
ที่จำเปน ตองใชใ นการบริหารความตอเนือ่ ง ไดแก ตอเนอื่ งของกลุม งาน/งาน
 สถานท่ีปฏิบัติงานสำรอง บรหิ ารทั่วไป
 วสั ดุอุปกรณที่สำคญั
 เทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมลู ทส่ี ำคญั
 บคุ ลากรหลกั
 คคู า /ผใู หบรกิ ารทส่ี ำคัญ/ผมู ีสว นไดส ว นเสีย

- ดำเนินการกอบกแู ละจัดหาขอ มลู และรายงานตา งๆ งานบริหารทัว่ ไป 

ทีจ่ ำเปน ตอ งใชใ นการดำเนนิ งานและใหบ รกิ าร
ตามตารางท่ี 3
- ดำเนินงานและใหบริการ ภายใตทรัพยากรที่จัดหา หวั หนาและทมี งานบรหิ ารความ 
เพ่อื บรหิ ารความตอเนือ่ ง: ตอเน่ืองของกลมุ งาน/งาน
 สถานที่ปฏบิ ัตงิ านสำรอง บริหารทว่ั ไป
 วัสดอุ ุปกรณทสี่ ำคญั
 เทคโนโลยีสารสนเทศและขอ มลู ทสี่ ำคัญ
 บุคลากรหลัก
 คคู า /ผใู หบ ริการทส่ี ำคัญ

23

ข้นั ตอนและกจิ กรรม บทบาทความรบั ผดิ ชอบ ดำเนินการ
แลว เสรจ็

- แจงสถานการณและแนวทางในการบริหารความ หวั หนาและทีมงานบรหิ ารความ 
ตอ เน่ืองแกห นว ยงานที่ไดรับผลกระทบ/ผูใ ชบริการ/คูคา ตอ เนื่องของกลุม งาน/งาน
บริหารท่วั ไป
- บันทึก และทบทวนกิจกรรมและงานตางๆ ที่ทีมงาน ทมี งานบริหารความตอเน่ือง 
บริหารความตอเนื่องของกลุมงาน/งานบริหารท่ัวไป ของกลมุ งาน/งานบริหารทั่วไป
พรอมระบุรายละเอียด (ผูดำเนินการ เวลา ฯลฯ)
อยางสมำ่ เสมอ
- แจงสรุปสถานการณและข้ันตอนการดำเนินการตอไป หัวหนา ทีมงานบรหิ ารความ 

สำหรับในวันถัดไป ใหกับบุคลากรในกลุมงาน/งาน ตอเนือ่ งของกลุมงาน/งาน
บรหิ ารทั่วไป บรหิ ารท่วั ไป
- รายงานความคืบหนาใหแกหัวหนาคณะบริหารความ หัวหนาและทีมงานบริหารความ 
ตอ เนือ่ งของหนว ยงาน ตามเวลาท่ีไดกำหนดไว ตอเนื่องของกลุมงาน/งาน
บรหิ ารทวั่ ไป
หมายเหตุ: ถาเหตกุ ารณฉุกเฉินน้นั เกนิ ขดี ความสามารถที่สำนัก/กองจะรับมือได ใหต ิดตอประสานงานไปยัง
ประธานคณะกรรมการบรหิ ารความพรอมตอภาวะวกิ ฤต (อธบิ ด)ี เพื่อขอความชวยเหลือตอไป

วนั ที่ 8 การตอบสนองระยะกลาง (เกนิ 1 สัปดาห)

ขั้นตอนและกิจกรรม บทบาทความรับผดิ ชอบ ดำเนินการ
แลวเสรจ็
- ตดิ ตามสถานภาพการกอบกูคืนมาของทรัพยากร หัวหนา และทมี งานบรหิ ารความ 
ที่ไดรับผลกระทบ และประเมินความจำเปนและ ตอ เน่อื งของกลมุ งาน/งาน
ระยะเวลาทีต่ องใชใ นการกอบกคู ืน บรหิ ารทว่ั ไป

- ระบุทรัพยากรที่จำเปนตองใช เพ่ือดำเนินงานและ หวั หนาและทมี งานบริหารความ 
ใหบ รกิ ารตามปกติ ตอเนอ่ื งของกลุมงาน/งาน
บริหารทั่วไป

- รายงานหัวหนาคณะบริหารความตอเน่ืองของสำนัก หวั หนา ทีมงานบรหิ ารความ 
แรงงานสัมพันธสถานภาพการกอบกูคืนมาของ ตอ เนอ่ื งของกลมุ งาน/งาน
ทรัพ ยากรที่ไดรับผลกระทบ และทรัพ ยากรที่ บรหิ ารทั่วไป
จำเปนตองใชเ พื่อดำเนนิ งานและใหบริการตามปกติ

24

ขนั้ ตอนและกจิ กรรม บทบาทความรบั ผิดชอบ ดำเนนิ การ
แลว เสรจ็
- ประสานงานและดำเนนิ การจัดหาทรพั ยากร หวั หนาและทมี งานบรหิ ารความ 
ทจ่ี ำเปน ตอ งใชเ พ่อื ดำเนินงานและใหบริการตามปกติ : ตอเน่อื งของกลมุ งาน/งาน
 สถานที่ปฏิบัติงานสำรอง บริหารทว่ั ไป
 วัสดุอปุ กรณทีส่ ำคญั
 เทคโนโลยสี ารสนเทศและขอมูลที่สำคัญ
 บุคลากรหลัก
 คคู า /ผใู หบรกิ ารทสี่ ำคัญ/ผูม ีสว นไดสวนเสีย /
ผใู หบริการท่ีสำคญั
- แจงสรุปสถานการณและการเตรียมความพรอมดาน หวั หนา ทมี งานบริหารความ 
ทรัพยากรตางๆ เพ่ือดำเนินงานและใหบริการตามปกติ ตอเน่ืองของกลมุ งาน/งาน
ใหก บั บุคลากรในกลมุ งาน/งานบริหารท่วั ไป บรหิ ารทัว่ ไป
- บันทึก และทบทวนกิจกรรมและงานตางๆ ที่ทีมงาน ทมี งานบริหารความตอเน่ือง 
บริหารความตอเนื่องของกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป ของกลมุ งาน/งานบริหารทั่วไป
พรอมระบุรายละเอียด (ผูดำเนินการ เวลา ฯลฯ) อยาง
สม่ำเสมอ
- รายงานความคืบหนาใหแกหัวหนาคณะบริหารความ หวั หนา และทีมงานบรหิ ารความ 
ตอเน่ืองของสำนักแรงงานสัมพันธ ตามเวลาท่ีได ตอ เนื่องของกลุมงาน/งาน
กำหนดไว บริหารทว่ั ไป
หมายเหต:ุ ถา เหตุการณฉ ุกเฉินนัน้ เกนิ ขีดความสามารถท่สี ำนัก/กองจะรับมือได ใหต ิดตอประสานงานไปยัง
ประธานคณะกรรมการบริหารความพรอมตอภาวะวิกฤต (อธิบดี) เพ่ือขอความชว ยเหลือตอไป

9. การทดสอบ ปรับปรุง และทบทวนแผน (Exercising Maintaining and Reviewing)
เพื่อใหแนใจไดวาการบริหารความพรอมตอสภาวะวิกฤต (BCM) ที่ไดจัดทำข้ึนสามารถใชไดจริง

รวมทั้งเพื่อเตรียมความพรอม ตลอดจนตรวจสอบความสามารถของบุคลากร และประสิทธิภาพของแผน
ในการตอบสนองตอ วิกฤติการณ โดยรูปแบบการทดสอบอาจมตี ัง้ แตร ะดบั งายไปหายาก ดงั นี้

 Call Tree คือการซอมการแจงเหตุฉุกเฉินใหกับสมาชิกทีมงานที่เกี่ยวของตามผังรายชื่อ
ทางโทรศัพท

 Tabletop Testing คือการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกหนวยที่เกี่ยวของ
โดยจำลองโจทยสถานการณขึ้นมา และทดลองนำแผน BCP มาพิจารณาวา ใชตอบโจทยแต
ละขัน้ ตอนไดหรือไม

 Simulation คือการทดสอบโดยจำลองสถานการณเสมือนจริง และทดลองใชแผน BCP
มาประยุกตใช

 Full BCP Exercise คอื การทดสอบเตม็ รปู แบบและใกลเ คยี งสถานการณจ ริงมากทสี่ ดุ

25

10. การปลกู ฝง การบริหารแผนความตอเนอื่ ง ใหเ ปนสวนหน่ึงของวัฒนธรรมองคกร (Embedding
BCP in the Organization’s Culture)
เ ปน ขั้ น ต อ น ที่ส ำ คัญ ป ร ะ ก า ร ห นึ่ ง ใ น ก า ร ท ำ ใ ห ก า ร บ ริห า ร ค ว า ม ตอ เ นื่ อ ง ผ ส ม ก ล ม ก ลืน เขา

จนเปนวัฒนธรรมองคกร เพื่อทำใหเจาหนาที่ทุกคนไดรับทราบและเขาใจถึงความสำคัญของการบริหารความ
ตอ เน่ือง ตลอดจนบทบาทหนา ท่ีที่ทุกคนพึงมี เพื่อใหภารกิจของหนวยงานสามารถดำเนินตอไปไดในยามทีเ่ กิด
เหตุวิกฤต โดยผูบริหารของทุกกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป จะตองจดั ประชุมช้ีแจงและซกั ซอมความเขาใจแผน
ความตอเนื่องใหเจาหนาที่ในกลุมงาน/งานบริหารทั่วไป ทุกคนเขาใจอยางนอยปละ 1 ครั้ง และสำนัก/กอง
จะดำเนินการสอดแทรก BCP ลงในหลักสูตรการฝกอบรม/สัมมนาตางๆ ของสำนัก/กอง อยางตอเน่ือง
สม่ำเสมอเพ่ือปลูกฝง BCP ใหเปน สว นหนึ่งของวฒั นธรรมองคก รหนวยงาน

จากมติท่ีประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 หัวขอท่ี 12. เร่ือง มาตรการเตรยี มความ
พรอมของหนวยงานภาครฐั ในการบรหิ ารราชการและใหบริการประชาชนในสภาวะวิกฤติ (รองรบั สถานการณ
การระบาดของโรคติดเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 หรือ โควดิ 19 ) ซึ่งหนว ยงานมกี ารดำเนนิ การดงั นี้

1. การนำระบบ e-Service มาใชในการบรหิ ารงานและการใหบ รกิ ารประชาชน

ภารกิจ/งาน ระบบงาน (ถามี)
๑. งานสารบรรณตดิ ตอ ประสานงาน - ระบบสารบรรณหนว ยงาน /ระบบอิเล็กทรอนกิ ส
๒. การยนื่ คำขอจดทะเบยี น/ตออายุที่ปรกึ ษา - ระบบฐานขอมลู สารสนเทศกรม ฯ

2. การนำระบบเทคโนโลยดี ิจิทลั มาใชใ นการบริหารงาน

ภารกิจ/งาน ระบบงาน (ถา มี)
๑. ประชุมและการติดตามงานผา นโปรแกรมออนไลน - VDO Conference /Zoom /Line /Microsoft
(การวินิจฉัยชี้ขาดขอพิพาทแรงงาน การแสวงหา Team / Google meet
ขอ เทจ็ จรงิ เปนตน)

------------------------------------------------

ภาคผนวก



COVID 19

Public Health Emergency of
International Concern (PHEIC)

Global research and innovation forum:
towards a research roadmap

Broad consensus on the need for research to focus on
actions that can save lives now.

To ensure that those affected are promptly diagnosed and receive
optimal care; while integrating innovation fully within each research
thematic area.
To support research priorities in a way that leads to the development of
global research platform(s) pre-prepared for the next disease X epidemic;
thus, allowing for accelerated research, R&D for diagnostics, therapeutics
and vaccines and their timely access.

11-12 February, 2020

COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap

Powering research to control the epidemic

Over the first 6 weeks of the new decade, the “We need our collective knowledge, insight and
novel coronavirus, known as COVID-19, has experience to answer the questions we don’t
spread from the People’s Republic of China to
20 other countries. have answers to, and to identify the questions we
may not even realize we need to ask.”
On 30 January 2020 following the Dr Tedros
recommendations of the Emergency WHO Director General
Committee, the WHO Director General
declared that the outbreak constitutes a The meeting organized by the World Health
Public Health Emergency of International Organization, in collaboration with the GloPID-
Concern (PHEIC). R (the Global Research Collaboration for
Infectious Disease Preparedness) brought
In view of the urgency of this outbreak, the together over 300 scientists, researchers,
international community is mobilising to find national public health experts from a large
ways to significantly accelerate the variety of disciplines as well as major research
development of interventions. The WHO R&D funders to discuss a research map for COVID
Blueprint is a global strategy and 19.
preparedness plan that allows the rapid
activation of R&D activities during epidemics. Research topics discussed included: virus:
Its aim is to fast-track the availability of natural history, transmission and diagnostics;
effective tests, vaccines and medicines that animal and environmental research on the
can be used to save lives and avert large virus origin, and management measures at
scale crisis. the human-animal interface, epidemiological
studies; clinical characterization and
World experts on COVID-19 met at the World management, infection prevention and
Health Organization’s Geneva headquarters control, including health care workers’
from 11 to 12 February 2020 to assess the protection; candidate therapeutics R&D;
current level of knowledge about the new candidate vaccines R&D; ethical
virus, agree on critical research questions that considerations for research and; integrating
need to be answered urgently and ways to social sciences in the outbreak response.
work together to accelerate and fund priority
research that can contribute to curtail this Over 2 days of intense discussion, facilitated
outbreak and prepare for future outbreaks. group work, research priorities were captured
and distilled, and research priorities identified.
The global imperative for the research Experts discussed a wide range of aspects of
community is to maintain a high-level the outbreak and identified immediate
discussion platform which enables consensus concrete actions and priorities across the ten
on strategic directions, nurtures scientific thematic areas.
collaborations and, supports optimal and
rapid research to address crucial gaps, Experts identified key knowledge gaps, and
without duplication of efforts. research priorities and shared scientific data
on ongoing research, thereby accelerating
the generation of critical scientific information
to contribute to the control the COVID 19
emergency.

2

COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap

An imperative for research to focus on actions that
can save lives now.

Eight immediate research actions were agreed as part of this Forum

1.Mobilize research on rapid point of care diagnostics for use at the community level - this is

critical to be able to quickly identify sick people, treat them and better estimate how widely
the virus has spread.

2.Immediately assess available data to learn what standard of care approaches from China

and elsewhere are the most effective – there is an imperative to optimise standard of care
given to patients at different stages of the disease and take advantages of all available
technological innovations to improve survival and recovery.

3.Evaluate as fast as possible the effect of adjunctive and supportive therapies. The global

research community need to understand what other adjunctive treatments than currently
being used we currently have at our disposal that may help with the standard of care
provided to patients, including the quick evaluation of interventions such as steroids and
high flow oxygen.

4.Optimise use of protective equipment and other infection prevention and control measures

in health care and community settings – It is critical to protect health care workers and the
community from transmission and create a safe working environment

5.Review all evidence available to identify animal host(s), to prevent continued spill over and

to better understand the virus transmissibility in different contexts over time, the severity of
disease and who is more susceptible to infection- Understanding transmission dynamics
would help us appreciate the full spectrum of the disease, in terms of at risk groups, and
conditions that make the disease more severe as well as the effectiveness of certain public
health interventions.

6.Accelerate the evaluation of investigational therapeutics and vaccines by using “Master

Protocols”- Rapidly developing master protocols for clinical trials will accelerate the
potential to assess what works and what does not, improve collaboration and comparison
across different studies, streamline ethics review and optimise the evaluation of new
investigational drugs, vaccines and diagnostics.

7.Maintain a high degree of communication and interaction among funders so that critical

research is implemented - Funders reiterated their current financial commitments to tackling
this outbreak and agreed that the priorities agreed at the Forum would help to coordinate
existing investments and inform mobilisation of additional resources in the coming days,
weeks and months.

8. Broadly and rapidly share virus materials, clinical samples and data for immediate public
health purposes–It was agreed that virus materials, clinical samples and associated data should be
rapidly shared for immediate public health purposes and that fair and equitable access to any
medical products or innovations that are developed using the materials must be part of such sharing.

3

COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap

A research roadmap with clearly defined priorities

and governance framework to accelerate research

that can contribute to contain the spread of the

epidemic “WHO remains committed to equitable
access to health products for populations

that need them and will work to ensure
that access is always part of all R&D
efforts.”
Dr Tedros
Director General, WHO

A To ensure that those affected are promptly diagnosed and receive optimal care; while

integrating innovation fully within each research thematic area,

B To support research priorities in a way that leads to the development of global research

platform(s) pre-prepared for the next disease X epidemic (an unexpected epidemic by a known or
previously unknown pathogen); thus, allowing for accelerated research, R&D for diagnostics,
therapeutics and vaccines and their timely access.

OBJECTIVES The need for a cross-cutting approach

1. Enable acceleration of research through global o Equitable access embedded from
collaboration with solidarity and equity as the start, so that the people at risk
principles. have timely access.

2. Ensure transparent and effective evidence- o Appropriate ethical oversight and
based prioritization of research questions (as collaboration to fast track review
above) within and between the thematic process.
areas.
o Combat stigmatisation of those
3. Ensure that access to medical products is built affected, or perceived to be
into R&D pathways from the beginning of affected, by the disease.
development.
o Critical social science to ensure
4. Ensure resources are available for areas most communities engage and
likely to yield practical outcomes. understand the value of proposed
interventions.
5. Maintain repositories of landscape analyses,
prioritization, protocols, tools, SOP and o International solidarity is important,
information, and support enabling ethics and and we need to come together as
regulatory activities. one to tackle this global challenge.

6. Ensure communication to media is accurate o Build even closer partnerships with
and coordinated to maintain trust in research Chinese scientists and experts from
activities. countries with cases who are on the
front line of tackling this outbreak.

4

COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap

Targeted research priorities in each research
thematic areas were identified

Beyond the immediate research actions, “This meeting allowed us to identify the
the Forum participants identified a comprehensive main urgent priorities for research. As a
set of priority research areas and recognised the
significant cross-over and co-dependencies group of funders, we will continue to
between the different research areas. mobilize and coordinate to ensure

WHO will play an important role in the coordination support is in place for all critical
and development of governance frameworks. research needed to tackle this crisis
and stop the outbreak in partnership

with WHO.”
Yazdan Yazdanpanah
Chair GLOPID-R

1. Virus: natural history, transmission and diagnostics
• Understand the natural history of the virus and shedding of it from an infected person
• Support implementation of diagnostics and products to improve clinical processes
• Develop disease models, including animal models for infection, disease and transmission
• Develop tools and studies to monitor phenotypic change and potential adaptation of
the virus
• Better understand the immune response and immunity

2. Animal and environmental research on the virus origin, and management measures at the
human-animal interface

• Identify animal host(s) and any evidence of continued spill-over to humans
• Understand the socioeconomic and behavioural risk factors for this spill-over
• Design and test sustainable risk reduction strategies

3. Epidemiological studies
• Understand the transmission dynamics of the virus, including the basic reproductive
number, incubation period, serial interval, modes of transmission and environmental
factors
• Define the severity of disease, including risk of fatality among symptomatic hospitalized
patients, and high-risk patient groups
• Understand susceptibility of populations
• Identify what public health mitigation measures could be effective for control

4. Clinical characterisation and management
• Define the natural history of disease to inform clinical care, public health interventions,
infection prevention control, transmission, and clinical trials
• Develop a core clinical outcome set to maximize usability of data across a range of trials
• Determine adjunctive and supportive interventions that can improve the clinical
outcomes of infected patients (e.g. steroids, high flow oxygen)

5

COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap

5. Infection prevention and control, including health care workers’ protection
• Understand effectiveness of movement control strategies to prevent secondary
transmission in health care and community settings
• Optimise the effectiveness of personal protective equipment (PPE) and its usefulness to
reduce risk of transmission in health care and community settings
• Minimise the role of the environment in transmission

6. Candidate therapeutics R&D
• Develop animal models and standardise challenge studies
• Develop prophylaxis clinical studies and prioritise in healthcare workers
Ensure adequate supply of investigational? therapeutics showing efficacy (address?
cost/affordability, equitable access, production capacity and technology transfer


7. Candidate vaccines R&D
• Optimize clinical trial design, including for Phase III/ prioritized candidates for testing
• Understand approaches to evaluate risk for enhanced disease after vaccination
• Develop assays to evaluate vaccine immune response and process development for
vaccines, alongside suitable animal models [in conjunction with therapeutics]

8. Ethical considerations for research
• Articulate and translate existing ethical principles and standards to salient issues in
COVID-2019
• Embed ethics across all thematic areas, engage with novel ethical issues that arise and
coordinate to minimise duplication of oversight
• Support sustained education, access, and capacity building in the area of ethics

9. Social sciences in the outbreak response
• Establish a team at WHO that will be integrated within multidisciplinary research and
operational platforms and that will connect with existing and expanded global networks
of social sciences.
• Develop qualitative assessment frameworks to systematically collect information related
to local barriers and enablers for the uptake and adherence to public health measures
for prevention and control. This includes the rapid identification of the secondary
impacts of these measures. (e.g. use of surgical masks, modification of health seeking
behaviours for SRH, school closures)
• Identify how the burden of responding to the outbreak and implementing public health
measures affects the physical and psychological health of those providing care for
Covid-19 patients and identify the immediate needs that must be addressed.
• Identify the underlying drivers of fear, anxiety and stigma that fuel misinformation and
rumour, particularly through social media.
• Contextually contribute to the design of research to ensure the involvement of
communities throughout the process (in design, implementation and evaluation).

6

COVID 2019 PHEIC
Global research and innovation forum: towards a research
roadmap

What is next?

In addition to the research actions ongoing, the Forum participants committed to a
comprehensive collaborative research agenda. The implementation of this collaborative
research agenda started immediately.

We now have a clear roadmap with immediate and mid and longer-term priorities to build a
robust global research response. Importantly there is a decisive pledge to collaboration,
solidarity and to equitable access to all innovations developed.

The full report of the Forum will provide a detailed account of the deliberations and the
multidisciplinary approach taken for the co-creation of the global research map.

What ? When?
Summary of conclusions February 14, 2020
February 21, 2020
Full report of this Forum February 28, 2020
Research roadmap including detailed
milestones and timelines

The detailed roadmap which will set out the path for the critical research and the development
that the new interventions the world needs to end this epidemic.

END

7



เล่ม ๑๓๗ ตอนพเิ ศษ ๔๘ ง หน้า ๑ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
ราชกจิ จานเุ บกษา

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข

เรือ่ ง ชือ่ และอาการสาคญั ของโรคติดตอ่ อนั ตราย (ฉบบั ท่ี ๓)
พ.ศ. ๒๕๖๓

โดยที่เป็นการสมควรให้มีการประกาศให้โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19
(Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ

พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อประโยชนใ์ นการเฝา้ ระวงั ป้องกนั และควบคุมโรคตดิ ตอ่ อนั ตราย
อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖ (๑) แห่งพระราชบญั ญัตโิ รคตดิ ตอ่

พ.ศ. ๒๕๕๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคาแนะนาของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ
จึงออกประกาศไว้ ดังตอ่ ไปนี้

ข้อ ๑ ประกาศน้ีเรียกว่า “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ช่ือและอาการสาคัญ
ของโรคตดิ ต่ออันตราย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๓”

ขอ้ ๒ ประกาศนใ้ี ห้ใช้บงั คบั ต้ังแตว่ ันถัดจากวนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปน็ ตน้ ไป
ข้อ ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๑๔) ของข้อ ๑ แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข

เรอื่ ง ชือ่ และอาการสาคัญของโรคติดตอ่ อันตราย พ.ศ. ๒๕๕๙
“(๑๔) โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019

(COVID-19)) มีอาการไข้ ไอ เจบ็ คอ หอบเหนอ่ื ย หรือมีอาการของโรคปอดอกั เสบ ในรายที่มอี าการรนุ แรง

จะมีอาการระบบทางเดินหายใจลม้ เหลว และอาจถงึ ข้ันเสยี ชวี ติ ”

ประกาศ ณ วนั ท่ี 26 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖3
อนทุ นิ ชาญวรี กูล

รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงสาธารณสขุ



หลักพจิ ารณาในกรณีทีม่ กี ารสง ตัวกลับและการกกั กันผเู ดินทางมาจากพน้ื ท่ีทม่ี ีการแพรร ะบาดของ
โรคติดเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)

ขอ มูล ณ วนั ท่ี 11 กุมภาพันธ 2563

เม่อื วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563 ผอู ํานวยการใหญองคก ารอนามยั โลกไดประกาศใหการระบาดของเชื้อไวรัสโคโร
นา สายพนั ธใุ หม 2019 หรอื 2019-nCoV เปน ภาวะฉุกเฉินดานสาธารณสขุ ระหวางประเทศ หรือ Public Health
Emergency of International Concern (PHEIC) ตามคาํ แนะนําของคณะกรรมการภาวะฉกุ เฉนิ ที่ตง้ั ขน้ึ ภายใต
กฎอนามยั ระหวางประเทศ พ.ศ. 2548 (2005)1 ซง่ึ จากการพิจารณาขอ มูลทม่ี ีอยูขณะนนั้ องคการอนามัยโลกไม
แนะนาํ ใหม ีการจํากัดการเดินทางหรือการคา แตอ ยางใด

หลกั ฐานเกี่ยวกับมาตรการดานการเดนิ ทางทม่ี ีผลกระทบตอการเดินทางระหวา งประเทศเปนเวลามากกวา 24
ชั่วโมง ชใี้ หเหน็ วามาตรการเชนน้ีมีเหตุผลในทางสาธารณสุข ในระยะตน ของการควบคมุ การระบาด
โดยทาํ ใหประเทศตางๆ ท่ีไดร บั ผลกระทบสามารถดําเนินมาตรการเผชญิ เหตไุ ดอยางตอเนื่อง
และทาํ ใหป ระเทศที่ยงั ไมไดร ับผลกระทบมีเวลาในการดําเนนิ มาตรการเตรยี มความพรอมอยางไดผ ล
แตก ารจํากดั การเดนิ ทางจะตองทําเปนระยะเวลาส้ันๆ และมสี ัดสวนทเี่ หมาะสมกบั ความเสีย่ งตอ สขุ ภาพ
และจะตองไดรับการทบทวนเปน ระยะเมอ่ื สถานการณเปลยี่ นไป

ประเทศตางๆ ควรเตรยี มความพรอ มเพือ่ ควบคุมการระบาด ซง่ึ รวมถึงการเฝาระวงั เชิงรุก การคน หาผปู วยใน
ระยะแรก การแยกและการจดั การผปู ว ย การตดิ ตามผูส ัมผสั โรค และปอ งกันการแพรเชื้อ COVID-19 ตอเนอ่ื ง
รวมทง้ั แจง ขอมูลที่เก่ยี วขอ งทั้งหมดแกองคก ารอนามยั โลก ดวยพนั ธกรณีของประเทศตามมาตรา 43 ของกฎ
อนามัยระหวา งประเทศ พ.ศ. 2548 (2005) รัฐภาคจี ะตอ งแจงใหอ งคการอนามัยโลกทราบถงึ มาตรการดาน
สุขภาพตางๆ ท่ีดําเนนิ การเพม่ิ เตมิ อนั จะสงผลกระทบตอ การเดนิ ทางระหวางประเทศ

สําหรับประเทศทีต่ ัดสินใจนาํ พลเมอื งของตนเดินทางกลับจากเมอื งอฮู ัน่ มณฑลหูเปย
จะตอ งพิจารณาประเด็นสาํ คัญตอ ไปน้ี เพอ่ื ใหความเชอื่ มน่ั ในดา นสขุ ภาพและความเปนอยทู ่ีดี
สําหรบั ผูทเี่ ก่ียวของกบั การเดินทางกลบั

นอกจากนี้จะตอ งพจิ ารณาถงึ มาตรการทจี่ ะชว ยเสริมความพรอมของประเทศในการปอ งกันการแพรระบาด
หรือการนําเขาการติดเช้อื โควิด 19 ทั้งกอ น ระหวาง และหลังการนําบคุ คลเดินทางกลบั สูประเทศดว ย

มาตรการทจี่ ะตองกระทํากอ นที่จะมกี ารเดนิ ทาง ไดแก
• กอ นออกเดนิ ทาง ใหม ีการเจรจาขนั้ สูงในระดับทวภิ าคี ประสานงาน และวางแผนการปฏิบตั งิ านของ
เจาหนาทีท่ ี่มีหนาทีร่ บั ผิดชอบ
• ควรจดั มบี คุ ลากรทางการแพทยแ ละสาธารณสขุ ใหเพียงพอสําหรบั การปฏิบัติงานบนเครื่องบนิ โดยสาร
เพอ่ื รองรับปริมาณผูเ ดินทางตามทไี่ ดคาดคะเนไว รวมทั้งตอ งสวมชดุ ปองกนั สวนบคุ คล (PPE) และมีการ
เตรยี มอปุ กรณ /เวชภณั ฑท เี่ หมาะสมเพยี งพอเพือ่ รองรบั การเจบ็ ปวยของผูเดนิ ทางในระหวา งการ
เดินทาง
• ลกู เรอื ท่ีไมใชบ คุ ลากรทางการแพทย ควรไดร บั คําอธิบายและสวมชุดที่เหมาะสม รวมท้งั เตรยี มพรอมใน
การสังเกตสญั ญาณเตือนและอาการของผโู ดยสารท่ีเขาขา ยติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา สายพันธุใหม
• การคดั กรอง ณ จุดทางออก เชน การวัดอุณหภมู ริ า งกาย การซกั ประวตั ิ ควรกระทํากอนเครอ่ื งบนิ ออก
เดินทาง เพือ่ เปนคน หาผูปว ยในระยะแรกเริ่ม และควรแจงผลการคดั กรองใหแกป ระเทศปลายทางได
ทราบดว ย
• จากการคัดกรอง ณ จดุ ทางออก หากตรวจพบวา มีผโู ดยสารทส่ี งสัยปวย แนะนาํ ใหเ ลอ่ื นการเดนิ ทาง
ออกไปกอน เพ่ือสง ตอ ใหเ ขารับการตรวจวินิจฉยั และรักษาตอไป

การปฏบิ ตั ิเมอื่ อยูบ นเคร่ืองบนิ โดยสาร
• ควรมีขอ มลู ตําแหนงพรอ มแผนผังทน่ี งั่ ของผโู ดยสารบนเครื่องบินทีช่ ดั เจน ในกรณที ่ีผูโดยสารเรม่ิ แสดง
อาการปวย ตองทําการแยกออกจากผโู ดยสารคนอ่นื นอกจากนตี้ องบันทึกขอ มูลผูโดยสารที่อยบู รเิ วณ
ใกลเคียงดวย (ตวั อยางเชน ผูโดยสารทีน่ ่ังแถวเดียวกัน ผูโดยสารท่ีน่งั อยสู องแถวดา นหนาและสองแถว
ดา นหลังของผูปวย) เพือ่ การตดิ ตามในพื้นทป่ี ลายทางตอ ไป
• ในกรณีพบผูปว ยสงสยั บนเครื่อง ลูกเรือควรรายงานและขอคาํ แนะนาํ จากหนวยบริการทางการแพทย
ภาคพื้นดนิ ณ จุดตรวจผูโดยสารขาเขา โดยส่ือสารผานหอควบคุมการบนิ สําหรบั รายทมี่ อี าการรุนแรง
นกั บนิ ผูค วบคมุ อากาศยานสามารถตัดสนิ ใจเปลย่ี นเสนทางการบินไปยงั ชอ งทางเขาเมอื งท่ีใกลท ีส่ ดุ
เพือ่ ใหผ ูปวยไดรบั การรักษาที่จาํ เปน

สําหรบั กรณที ม่ี ีอาการเจ็บปว ยของระบบทางเดินหายใจในระหวางเดินทาง ใหปฏิบตั ติ าม
ขัน้ ตอนเฉพาะหนา ตอไปนเี้ พื่อลดความเสี่ยงและจาํ กดั การแพรก ระจายของเชื้อไปยังผูโ ดยสารหรือลูกเรือคนอ่ืน ๆ2

• มอบหมายใหล กู เรอื หนึง่ คนรบั หนาทด่ี ูแลผโู ดยสารท่ีมอี าการปว ย ซึง่ ควรเปน ลูกเรอื ท่ีใหบ รกิ ารผโู ดยสาร
รายนน้ั อยูแลว

• สวมใสอุปกรณป อ งกันสวนบุคคล (PPE) อยา งเหมาะสม เมื่อตองใหบริการผปู วยท่ีมอี าการ (หนากาก
ทางการแพทยห รอื หนา กากอนามัยทางการแพทย อปุ กรณทาํ ความสะอาดมอื และถงุ มอื เปนตน)

• หากเปนไปได ใหเ วนท่นี ง่ั ซงึ่ ตดิ กับผปู ว ยใหว างไว ในทุกๆ กรณี

• ควรมขี อมูลการเดนิ ทางและรายละเอียดตดิ ตอ ของผโู ดยสารท่นี ่งั ในบรเิ วณใกลเ คียงผปู ว ย
เพื่อใหส ามารถติดตามเพ่มิ เติม ในฐานะผทู อี่ าจสัมผัสโรค โดยใชแ บบฟอรม ระบุตาํ แหนง ผูโดยสาร3
ทั้งนี้สามารถขอเก็บขอ มลู ดังกลา วโดยสมัครใจ จากผโู ดยสารคนอ่ืนๆ ดว ย

• ผูปวยบนเครื่องบนิ ควรรักษาสขุ อนามยั เวลาไอหรอื จาม โดยสวมหนา กากอนามยั ทางการแพทย (ในกรณี
ทีส่ ามารถหาไดและทนตอความอึดอัดได) หรอื ปดปากและจมูกทุกครงั้ เม่ือไอหรอื จามโดยใชกระดาษ
ชาํ ระแลวทงิ้ ใหถ กู วิธี หากผปู วยไมสามารถทนตอ ความอดึ อดั จากการสวมหนากาก ใหผ ูโดยสารทีม่ ี
สขุ ภาพดซี ง่ึ อยตู ิดกับผูโดยสารทีป่ ว ย เปน ผสู วมหนา กากแทน

• รกั ษาสุขอนามยั ทด่ี ีสาํ หรบั มอื อยูเสมอ (ลา งมอื ดว ยนํา้ และสบหู รือใชเจลลางมือทม่ี ีสว นผสมของ
แอลกอฮอล)

• ใชความระมดั ระวังในการหยบิ จบั ผาหม ถาดหรือสง่ิ ของสวนตัวอน่ื ๆ ท่ีใชโ ดยผูปว ยทมี่ ีอาการปวยจาก
ระบบทางเดินหายใจ

• ในกรณที มี่ กี ารแพรกระจายสง่ิ ทกี่ อ ใหเ กิดการตดิ เช้อื (เชน อาเจยี น ละอองเลอื ด สารคดั หล่ัง หรืออน่ื ๆ)
ใหชําระลา งสิง่ สกปรกออกกอน จากนัน้ ใหท าํ ความสะอาดสภาพแวดลอ มโดยรอบ และจัดการส่ิงท่ี
กอ ใหเ กดิ การติดเช้อื อยางเหมาะสม

• จัดการกบั สิ่งปฏกิ ูลท่ีเกิดขน้ึ ตามขอ กาํ หนดหรอื แนวทางที่ถอื ปฏิบตั อิ ยูในแตล ะพื้นที่

• แจงหนว ยงานดา นสุขภาพ ณ จุดตรวจผูโดยสารขาเขา สามารถใชเอกสารสาํ แดงทั่วไปของอากาศยาน
ในสวนเก่ียวกบั สุขภาพ (กฎอนามยั ระหวา งประเทศ ภาคผนวก 9)
เพื่อบนั ทึกขอ มูลดา นสขุ ภาพในอากาศยาน และสง ใหหนว ยงานดา นสุขภาพ ณ จุดตรวจผูโ ดยสารขาเขา
หากมีการรองขอโดยประเทศปลายทาง

• ลูกเรอื จะตองจัดใหระบบหมนุ เวยี นอากาศภายในอากาศยานทํางานอยางตอเนื่อง
(อากาศยานขนาดใหญสว นมากมกี ารติดตัง้ ตัวกรอง HEPA ซึง่ สามารถกรองเช้อื โรคในอากาศไดบางสว น
ทง้ั นี้ขึ้นอยูก บั ขนาดของอนุภาคหรือจลุ ขีพ)

แนวปฏิบตั ิ ณ จุดตรวจคนเขาเมอื ง มีดังน้ี
• การคัดกรองขาเขา : การคัดกรองดวยการวัดอุณหภูมเิ พียงอยางเดียวอาจไมไดผ ลมากนกั
เน่อื งจากอาจไมพบผูเดนิ ทางทีต่ ิดเชือ้ ในระยะฟก ตวั หรือผูเดนิ ทางทปี่ กปดอาการไขระหวา งการเดนิ ทาง

หรอื อาจตรวจพบกรณีทไ่ี มใ ช (เชน เปนไขเ นื่องจากสาเหตุอ่นื ) ดงั น้นั หากมีการคัดกรองดว ยการวัดอุณ
ภมู ิ ควรดําเนินการรวมกบั :
• การใหขอมลู ดา นสขุ ภาพ ไดแ ก การเผยแพรข อ มลู ดานสขุ ภาพ และการประกาศใหผเู ดนิ ทางทราบถึง
สัญญาณ อาการท่ีเกยี่ วของ และควรทาํ อยา งไรหากตอ งการความชวยเหลือทางการแพทย
• การประเมินเบอ้ื งตนดวยแบบสอบถาม ไดแ กการพฒั นาและใชแ บบฟอรม เพือ่ เก็บขอ มลู เก่ยี วกบั อาการ
ประวตั กิ ารสัมผัสกบั ปจ จัยเสย่ี ง และขอ มลู สําหรบั ตดิ ตอ
• การเกบ็ รวบรวมและวเิ คราะหข อ มูล ไดแก กําหนดกลไกทเ่ี หมาะสมในการรวบรวมและวเิ คราะหขอ มูลที่
ไดจากกระบวนการคัดกรองขาเขา เพ่อื การประเมินและตอบสนองไดอยางทนั ทว งที

กรณีพบผทู ี่สงสยั ปวย ณ จดุ ขาเขา
• การเตรยี มบุคลากรและทรัพยากร โดยมีบคุ ลากรที่ผานการฝก อบรมการตรวจประเมนิ ผูปว ยในเบอ้ื งตน
พรอ มทง้ั จดั เตรียมวสั ดุและอปุ กรณท จี่ าํ เปน ณ จดุ คดั กรองขาเขา
• การสัมภาษณแ ละการจดั การเบอื้ งตน ไดแก การจดั เตรียมพน้ื ทีแ่ ยกออกมาใหเ ปนจดุ ประเมนิ ผปู วยสงสัย
ติดเชือ้ ในเบื้องตน และมีการสมั ภาษณผ สู มั ผสั ปจ จัยเสย่ี ง
• การจดั ใหม เี สน ทางและระบบการสง ตอทรี่ วดเรว็ ไดแ ก การกาํ หนดเสน ทางแยกตา งหากเพ่อื การสง ตอผูท ่ี
สงสัยติดเชอ้ื ไปยังโรงพยาบาลหรอื สถานทท่ี ่ีจัดไวไ ดอ ยา งรวดเรว็ เพือ่ หลกี เลยี่ งการสัมผัสกบั ผโู ดยสารคน
อ่นื ๆ และควรจดั ใหมกี ารขนสงทปี่ ลอดภัยสาํ หรับผูทสี่ งสยั ตดิ เชอื้ ไปยังสถานบรกิ ารสาธารณสุขท่ีจดั ไว
• แผนรองรับสถานการณฉ ุกเฉนิ ควรมแี ผนรองรับสถานการณฉ กุ เฉินดานสาธารณสขุ ณ จดุ ตรวจขาเขา
เพื่อเผชิญเหตุทางสาธารณสขุ
• การฆา เชอ้ื บนเครื่องบิน ควรมีการศึกษาเกี่ยวกบั การใชส ารเคมแี ละวีธีการทําความสะอาดทเี่ หมาะสมกบั
อากาศยานแตล ะรุนและชนดิ เพื่อใหสามารถฆา เชอื้ บนเครื่องไดอ ยา งเหมาะสม นอกจากนี้ ยงั ควรมีการ
แยกพื้นท่ีสาํ หรับ จดุ ทางเขาออก (PoE) และมบี ุคลากรทไ่ี ดรับการฝกอบรมประจาํ จดุ นั้น ๆ เพือ่ ทําความ
สะอาดเครอ่ื งบินเม่ือผโู ดยสารออกจากเครอ่ื งแลว

ผโู ดยสารท่ีไมม ีอาการสงสยั ติดเช้ือเดนิ ทางเขาประเทศ
• การส่อื สารความเส่ยี ง เปน การเตรยี มความพรอ มใหป ระเทศสามารถสอ่ื สารกบั ประชาชนไดอ ยางรวดเร็ว
และโปรง ใส และดาํ เนนิ การใหส อื่ มีสวนรว มในการเผยแพรข าวสารทถี่ ูกตองและหลกี เลย่ี งขา วลอื 4
ประเทศตา งๆ ควรสือ่ สารกับประชาชนแตเ น่นิ ๆ อยางมีมปี ระสทิ ธภิ าพ เพื่อลดการตีตราหรือเลือกปฏิบตั ิ
และปอ งกันไมใ หเ กดิ ความต่ืนตระหนก ตามมาตราที่ 3 ของกฎอนามยั ระหวางประเทศ

• มาตรการดา นสขุ ภาพ ไดแก หากมหี ลักฐานบง ช้ถี ึงความเส่ียงทางสาธารณสุขจากผโู ดยสารทีเ่ ดินทางมาถึง
ตามมาตราที่ 31 ของกฎอนามัยระหวางประเทศ (IHR) และภายใตก ฎหมายของแตละประเทศ
หากประเทศเห็นวา มคี วามจาํ เปนตองควบคมุ ความเสีย่ งดงั กลา ว ใหประเทศนน้ั สามารถบงั คับใชมาตรการ
ดานสขุ ภาพเพ่ิมเติมใหผ ูเดนิ ทางถอื ปฏบิ ัติ เพือ่ ปองกันหรือควบคมุ การกระจายของโรค ซ่ึงรวมถึงการคดั
แยก การกกั ตวั หรือการเฝาสงั เกตอาการผเู ดนิ ทาง ในกรณีทีไ่ มมกี ฎหมายวาดว ยการกกั กนั โรคบัญญตั ไิ ว
รัฐควรดําเนินการใหมีมาตรการฉุกเฉินเพ่ือรองรบั การกกั กันโรคดงั กลาว

การกักกนั โรค
หากหนว ยงานผมู อี ํานาจของประเทศตดั สนิ ใจใหกักตัวผโู ดยสารทเี่ ดินทางเขาประเทศซ่งึ ไมแ สดงอาการของโรค
ไวในสถานทีก่ กั กนั โรค หนว ยงานของประเทศตอ งพจิ ารณาดาํ เนินการใหส อดคลองกบั มาตรา 32 ของกฎอนามัย
ระหวางประเทศ ดงั น้ี

• โครงสรางพืน้ ฐาน ขณะน้ยี ังไมมกี ารกําหนดแนวทางสากลเกย่ี วกบั โครงสรา งพื้นฐานของสถานทก่ี กั กันโรค
แตควรมกี ารจดั พนื้ ท่ีเพ่อื ไมใ หเ ปน การเพิ่มโอกาสการแพรกระจายเชอ้ื และ
ควรบันทกึ สถานที่พักอาศยั ของผทู ถี่ กู กักกันโรค เพื่อใหสามารถตดิ ตามผลในกรณที ี่ปวย

• ท่พี ักอาศัยและการจดั เตรียมสิง่ ทจี่ าํ เปน จัดใหผูเ ดนิ ทางไดรบั อาหารและนํา้ อยา งเพียงพอ สว นที่พกั ควรมี
การจดั เตรยี มทน่ี อนและเสือ้ ผา การปอ งกนั สมั ภาระและทรพั ยสินมีคาอืน่ ๆ มเี วชภณั ฑท างการแพทยท ่ี
เหมาะสม จัดใหม ชี อ งทางในการส่อื สารทจี่ าํ เปนถา สามารถกระทาํ ได โดยสือ่ สารในภาษาที่ผูเดนิ ทาง
เขาใจได รวมถงึ ใหความชว ยเหลืออ่ืนๆ ทเ่ี หมาะสม ไมจาํ เปนตอ งมีหนากากอนามยั สําหรบั ผูถ ูกกกั กนั โรค
แตหากมกี ารใชหนา กากอนามัย ควรปฏิบตั ิตามวิธีใชท ่ถี กู ตอง5

• การสอื่ สาร ควรจดั ใหมีชองทางการส่ือสารอยา งเหมาะสมเพอ่ื ปองกันการต่นื ตระหนก และจัดใหมกี าร
สอื่ สารดา นสุขภาพอยางเหมาะสม เพ่อื ใหผ ถู กู กักกันโรคสามารถรองขอการดูแลไดอยาง
ทันทว งทีเม่อื มอี าการของโรค

• การใหเกยี รตแิ ละเคารพศกั ด์ิศรี ปฏิบตั ิตอผูเดินทางโดยเคารพในศักดิศ์ รี สิทธมิ นุษยชน และเสรภี าพขัน้
พืน้ ฐาน และลดความอึดอัดหรอื ความเครยี ด อันเน่ืองมาจากมาตรการตา งๆ รวมทั้งปฏบิ ัตติ อผเู ดินทาง
อยา งมมี ารยาทและใหเ กียรติ โดยคาํ นึงถงึ เพศสภาพ สงั คมวฒั นธรรม เชื้อชาติ หรอื ศาสนาของ
ผเู ดินทางดว ย

• ระยะเวลาท่ีกกั ตวั ไมเกิน 14 วนั (สอดคลอ งกับระยะฟกตัวของไวรัสตามขอ มลู ทม่ี อี ยใู นปจ จุบัน) อาจ
ขยายออกไปหากมีการสมั ผสั ปจจัยเสี่ยงในภายหลงั

บุคลากร
บุคลากรทางการแพทย ควรมอบหมายใหบคุ ลากรที่ไดร ับการฝก มาเปน ผทู ําหนา ทสี่ ังเกตการณเ ฝา ระวงั และ
ติดตามผูเ ดินทางเหลา นใ้ี นสถานที่กักกันโรค ผปู ฏบิ ัติงานดานสาธารณสขุ ควรสวมอุปกรณป อ งกนั รางกายพน้ื ฐาน
(PPE) และอุปกรณอ นื่ ๆ อยางเหมาะสมเพอ่ื รบั มือกับกรณีสงสัยติดเชือ้ (ไดแ ก หนากากอนามยั ชุดกาวน ถงุ มอื
หนากากปอ งกันใบหนา หรอื แวนตา น้าํ ยาลางมือหรอื นาํ้ ยาฆา เช้ือ เปนตน ) รวมถึงอปุ กรณอ ืน่ ๆ เพ่ือใชใน
การเฝาระวงั หองปฏบิ ัติการ และการจดั การดา นคลนิ ิกสาํ หรบั COVID-196 นอกจากนี้ บุคลากรควรไดร ับการ
ฝก อบรมเกี่ยวกบั นยิ ามของกรณีการตดิ เชอ้ื การปอ งกันและควบคุมการตดิ เชือ้ และการจดั การกรณสี งสัยติดเชอ้ื
เบอ้ื งตน โดยดําเนนิ การดงั หวั ขอ ตอ ไปน้ี7

• การเฝาระวังเชิงรกุ เพอื่ ระบุกรณีสงสยั ติดเชื้อ
• การคดั แยกกรณีสงสัยติดเชื้อ และการสงตอ อยางปลอดภัย: ปฏิบตั ิตามมาตรการปอ งกันและควบคมุ การ

ติดเชือ้ (IPC) อยา งเครง ครัด และใชมาตรการรกั ษาระยะหา ง เพื่อปองกันการแพรเช้ือไปยงั ผอู นื่
• เกบ็ ตัวอยา งสําหรบั หอ งปฏิบัตกิ าร: เพือ่ ใชท ดสอบหา COVID-19 ในหอ งปฏบิ ตั กิ ารอางอิงแหงชาติ หรือ

หองปฏิบัตกิ ารของประเทศอน่ื ในกรณที ไี่ มม ีหอ งปฏบิ ัตกิ ารท่ีมคี วามสามารถในการทดสอบหาเชื้อ
• การจัดการกับผปู วยทางคลนิ กิ : กําหนดรถพยาบาลและสถานพยาบาล เพ่ือสง ตอในกรณีทจ่ี าํ เปนตอง

คัดแยก รับการรกั ษา และติดตามอาการ โดยยดึ มาตรการปองกนั และควบคุมการตดิ เชอื้ (IPC) อยา ง
เครง ครัด เพือ่ ปองกนั แพรก ระจายเช้ือสผู ปู ฏิบัตงิ านดา นสาธารณสขุ และผปู ว ยอื่น ๆ
• การติดตามผูส มั ผสั โรค: เพื่อหากรณอี ืน่ ๆ ท่อี าจติดเชอื้ ภายในสถานท่กี กั กนั โรค ทดสอบ คดั แยก และ
รกั ษาเทา ท่จี าํ เปน และปรับขยายชว งเวลาการกักกันโรคใหส อดคลอ งกบั ระยะฟก ตัวของโรค
ในกรณที ส่ี ัมผสั ปจ จัยเสี่ยงในภายหลงั
• แบง ปนขอ มูล เกย่ี วกบั จํานวนและรายละเอยี ดของผูปวยทตี่ ดิ เชื้อกับองคการอนามยั โลก โดยใชฟอรมการ
รายงานผลขององคก ารอนามัยโลก และใหเ ปนไปตามมาตรา 6 ของกฎอนามัยระหวางประเทศ

บุคลากรสนบั สนุนดานอน่ื ๆ ไดแก บุคลากรซึ่งรับผดิ ชอบงานธรุ การ และการทําความสะอาด ควรไดรับการอบรม
และแจงใหทราบถึงสญั ญาณ และอาการของโรคอยางเหมาะสม และควรไดร ับอปุ กรณ PPE ตามท่เี หมาะสม
และจาํ เปน

1 Statement on the second meeting of the IHR emergency committee regarding the outbreak of the 2019- nCoV:
https://www.who.int/news-room/detail/30-01-2020-statement-on-the-second-meeting-of-the-international- healthregulations-
(2005)-emergency-committee-regarding-the-outbreak-of-novel-coronavirus-(2019-ncov)

2 WHO Handbook for the management of public health events in air transport:
https://www.who.int/ihr/publications/9789241510165_eng/en/ Public health PLF http://www.icao.int/safety/aviation-
medicine/Pages/guidelines.aspx

3 Public health PLF http://www.icao.int/safety/aviation-medicine/Pages/guidelines.aspx

4 WHO Guidance on risk communication and community engagement for 2019-nCoV:
https://www.who.int/publicationsdetail/ risk-communication-and-community-engagement-readiness-and-initial-response-for-
novel-coronaviruses-(-ncov)

5 WHO Interim Guidance. Advice on the use of masks in the community, during home care and in health care settings in the
context of the novel coronavirus (2019-nCoV) outbreak, 28 January, 2020. https://www.who.int/publications-detail/advice-on-
theuse-of-masks-the-community-during-home-care-and-in- health-care-settings-in-the-context-of-the-novel-coronavirus-(2019-
ncov)-outbreak?fbclid=IwAR1m0- 3pzqy3vfY11WrHcn_WKEpzg0bZpe0eWTbBkxkwqgoLKtTdd4kV_8o

6 WHO disease commodity package for the 2019- nCoV: https://www.who.int/publications-detail/disease-commoditypackage---
novel-coronavirus-(ncov)

7 Technical advice on surveillance, laboratory, management and infection control are available on the WHO
website: https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/technical-guidance



วนั นี้ (31 มนี าคม 2563) เวลา 09.00 น. ณ หองประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก
ประยทุ ธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เปน ประธานการประชุมคณะรฐั มนตรผี านระบบ Video
Conference ซง่ึ สรปุ สาระสำคญั ดังนี้

กฎหมาย
1. เรือ่ ง รางกฎกระทรวงการอนุญาตจำหนายหรอื มีไวใ นครอบครองซึง่ ยาเสพตดิ ให
โทษในประเภท 2 พ.ศ. ....
2. เรอ่ื ง รา งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรษั ฎากร วา ดวยการยกเวน
รัษฎากร (ฉบับท่ี ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษเี พื่อสนับสนุนการกฬี า)
3. เรื่อง รางกฎกระทรวงแบง สวนราชการกรมธนารกั ษ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ....
4. เรือ่ ง รางพระราชบัญญตั ยิ กฐานะศาลแขวงนครไทย ศาลแขวงพยัคฆภูมิพสิ ัย และ
ศาลแขวงเวียงปา เปา เปน ศาลจังหวัด พ.ศ. ....
5. เรอ่ื ง รา งประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตาม
กฎหมายวา ดว ยการประมง พ.ศ. .... และรางประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยกเวนขอหามมิใหค นตาง
ดาวเขา มาในราชอาณาจักรเปนการเฉพาะ สำหรบั คนตางดาวสญั ชาตกิ มั พชู า ลาว และเมียนมา สามารถยนื่ คำ
ขอรบั หนงั สือคนประจำเรอื เพ่ืออยูใ นราชอาณาจกั รเปน การชว่ั คราวและทำงานกับนายจา งในกจิ การประมง
ทะเล รวม 2 ฉบบั
6. เร่อื ง ขอทบทวนอัตราตามรา งประกาศกระทรวงแรงงาน เร่อื ง กำหนด
หลกั เกณฑ วิธกี าร และเง่ือนไข ใหลดหยอนการออกเงินสมทบของนายจาง และผปู ระกันตนกรณีการระบาด
ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรอื โรคโควดิ 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))
7. เร่อื ง ขอทบทวนอตั ราและระยะเวลาการไดร บั ประโยชนท ดแทนในกรณวี างงาน
ตามรางกฎกระทรวงการไดร ับประโยชนทดแทนในกรณวี างงานเน่อื งจากมเี หตุสดุ วสิ ัยพ.ศ. ....
เศรษฐกจิ - สังคม
8. เรื่อง การใชเงินของกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงนิ เฉพาะกิจเพ่ือการเพิ่มทนุ
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณก ารเกษตร
9. เร่ือง การลดหยอนคารายปแ ละคาภาษีโรงเรือนและท่ีดินโรงไฟฟาจะนะของการ
ไฟฟาฝา ยผลิตแหง ประเทศไทย ประจำป 2562
10. เรือ่ ง รายงานผลการใชจ ายงบประมาณรายจา ยประจำปงงประมาณ พ.ศ. 2562
ไปพลางกอน
11. เรอ่ื ง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรเี ม่อื วนั ที่ 11 กมุ ภาพันธ 2563 โดยขออนุมัติ
ผกู พันงบประมาณรายการคา เชา อุปกรณเ คร่อื งมือตดิ ตามตัวอเิ ล็กทรอนิกส (Electronic Monitoring : EM)
พรอมระบบท่ีเกี่ยวของ จำนวน 30,000 เคร่ือง วงเงิน 832.50 ลานบาท
12. เร่ือง มาตรการเตรียมความพรอ มของหนวยงานภาครัฐในการบริหารราชการและ
ใหบรกิ ารประชาชนในสภาวะวกิ ฤต [รองรบั สถานการณการระบาดของโรคติดเช้ือ ไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19)]
13. เร่อื ง ขออนมุ ัติขยายระยะเวลาดำเนนิ การใหความชวยเหลือเยยี วยาผปู ระสบภัย
พบิ ัติ ครัวเรือนละ 5,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กนั ยายน 2562

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 และวนั ท่ี 3 ธันวาคม 2562
14. เรือ่ งท่ี ทบทวนมตคิ ณะรัฐมนตรีเกย่ี วกับมาตรการดแู ลและเยียวยาผลกระทบจาก

ไวรัสโคโรนา (COVID-19) ตอเศรษฐกิจไทยทงั้ ทางตรงและทางออม ระยะท่ี 2
15. เร่ือง โครงการ สธค. โรงรับจำนำของรฐั สูภยั โควดิ 19 โดยขยายเวลาตัว๋ จำนำ

และลดดอกเบีย้ รับจำนำและการกูเ งนิ Soft Loan จำนวน 2,000 ลา นบาท จากธนาคารออมสิน โดยให
กระทรวงการคลังค้ำประกัน
ตางประเทศ

16. เรื่อง การบริจาคเงนิ ในการเพิ่มทนุ ของสมาคมพัฒนาการระหวา งประเทศ คร้ังท่ี
19

17. เรอื่ ง การผอ นปรนการอยูในราชอาณาจกั รเปนการชวั่ คราวและการทำงานใหกับ
แรงงานตา งดาวทีเ่ ขา มาทำงานตามขอตกลงทรี่ ัฐบาลไทยไดลงนามกับรัฐบาลประเทศคภู าคี

แตงตง้ั
18. เร่อื ง การแตง ตง้ั โฆษกกระทรวงแรงงานและรองโฆษกกระทรวงแรงงาน
(ฝายขาราชการประจำ)
19. เรอื่ ง แตงตงั้ คณะกรรมการสำรวจการกกั ตนุ โภคภัณฑตามพระราชบญั ญตั สิ ำรวจ
การกักตนุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2497
20. เรอ่ื ง การแตงต้งั ขา ราชการพลเรอื นสามัญใหด ำรงตำแหนง ประเภทบรหิ าร

ระดบั สงู (กระทรวงการตา งประเทศ)
21. เรื่อง การแตงต้ังขาราชการพลเรือนสามญั ใหดำรงตำแหนง ประเภทบริหาร

ระดบั สงู (สำนักนายกรฐั มนตร)ี
22. เรอ่ื ง การแตงตัง้ ประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการบรหิ ารการ

พฒั นาพิงคนคร
23. เรอื่ ง การแตงตง้ั กรรมการผูทรงคณุ วุฒิในคณะกรรมการสงเสริมคุณธรรมแหงชาติ

ตามระเบยี บสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวยการสงเสรมิ คณุ ธรรมแหง ชาติ พ.ศ. 2550
24. เร่ือง การแตง ตัง้ กรรมการในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห

******************
สำนกั โฆษก สำนกั เลขาธิการนายกรฐั มนตรี โทร. 0 2288-4396

12. เร่ือง มาตรการเตรยี มความพรอมของหนว ยงานภาครฐั ในการบริหารราชการและใหบ รกิ ารประชาชน
ในสภาวะวกิ ฤต [รองรับสถานการณก ารระบาดของโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)]
คณะรฐั มนตรีมีมตเิ หน็ ชอบมาตรการเตรยี มความพรอมของหนว ยงานภาครฐั ในการบรหิ าร
ราชการและใหบ ริการประชาชนในสภาวะวกิ ฤต [รองรับสถานการณการระบาดของโรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรนา
2019 หรือโรคโควดิ 19 (Coronavirus Disease 2019 : COVID - 19)] ตามทีส่ ำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ ดงั นี้
สาระสำคัญของเรอื่ ง
สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานวา
1. โดยที่สถานการณก ารระบาดของโรคโควิด 19 ไดแพรอยางรวดเร็วและกวา งขวางไปหลาย
ประเทศทั่วโลก สง ผลใหก ระทรวงสาธารณสขุ (สธ.) ตอ งยกระดับการเฝา ระวัง ปองกัน และควบคุมโรคโควิด
19 โดยไดอ อกประกาศ สธ. เรื่อง ชอ่ื และอาการสำคญั ของโรคติดตอ อันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ใหโ รคโค
วิด 19 เปนโรคตดิ ตออนั ตรายตามพระราชบัญญัตโิ รคติดตอ พ.ศ. 2558 เม่ือวนั ท่ี 26 กุมภาพันธ 2563
2. แมว า ปจ จบุ นั สธ. และหนวยงานภาครฐั ตาง ๆ ไดมีการประชาสัมพันธขอความรวมมือจาก
ประชาชนในการปองกันการแพรระบาดของโรคโควดิ 19 โดยขอใหประชาชนหลีกเลีย่ งการเดนิ ทางไปยังพื้นที่
เสย่ี งหรอื สถานทชี่ ุมนุม ซง่ึ รวมถึงสถานท่ที ำการของหนว ยงานภาครัฐทมี่ ผี ูขอรบั บริการเปน จำนวนมากแลวก็
ตาม แตโ ดยทีก่ ารขอรบั บริการภาครฐั ในหลายกรณีเปนกรณีทกี่ ฎหมายกำหนดใหป ระชาชนตอ งตดิ ตอขอรับ
บรกิ ารกบั หนว ยงานของรฐั ภายใตกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว ในขณะทกี่ ารใหบรกิ ารภาครัฐในปจ จบุ ันสวน
ใหญย งั คงยึดรปู แบบในลักษณะที่ประชาชนตองเดินทางมาขอรับบริการดวยตนเอง สงผลใหผ ูที่ตอ งเดนิ ทางมา
ขอรบั บริการมคี วามเสยี่ งในการตดิ เชื้อโรคโควดิ 19 โดยไมอาจหลกี เล่ยี งได
3. สำนกั งาน ก.พ.ร. ในฐานะหนวยงานกลางซง่ึ มีภารกจิ หลกั ในการยกระดบั และประสิทธิภาพ
ในการบรหิ ารราชการและใหบรกิ ารประชาชนของหนวยงานภาครัฐเหน็ วา หากโรคโควิด 19 ยงั คงแพรระบาด
ตอ เนื่องเปนระยะเวลานานหรือมีความรุนแรงเพ่ิมขึน้ อาจมผี ลกระทบตอการบรหิ ารราชการและการใหบรกิ าร
ประชาชนของหนว ยงานภาครัฐได ดงั นนั้ เพ่ือใหการบริหารราชการและการบรกิ ารประชาชนสามารถ
ดำเนินการไปไดอยา งมีประสิทธภิ าพและตอเนื่อง จึงเหน็ ควรเสนอมาตรการเตรียมความพรอมของหนว ยงาน
ภาครัฐในการบรหิ ารราชการและใหบ รกิ ารประชาชนในสภาวะวิกฤต (รองรับสถานการณก ารระบาดของโรคโค
วิด 19) เพื่อรองรับสถานการณการแพรร ะบาดของโรคตดิ เช้อื ฯ ดังกลา ว
4. สำนกั งาน ก.พ.ร. ไดศึกษาและพจิ ารณาหาแนวทางแกไข และพบวา มตคิ ณะรัฐมนตรีเมื่อ
วันท่ี 24 เมษายน 2555 เรอ่ื ง การบริหารความพรอมตอสภาวะวกิ ฤตไดม ีการกำหนดใหห นวยงานภาครัฐตอ ง
จัดทำแผนบรหิ ารความพรอ มตอสภาวะวกิ ฤตซึ่งครอบคลุมถงึ กรณีท่เี กิดภัยธรรมชาตหิ รือเหตุฉกุ เฉนิ อนื่ ไวแลว
แตแ ผนบรหิ ารความพรอมตอ สภาวะวิกฤตดงั กลาวยังไมเคยมกี ารทบทวนหรือปรับปรุงใหสอดคลอ งกบั
สภาวการณท ่เี ปล่ยี นแปลงไปและความกา วหนาอยางรวดเรว็ ของเทคโนโลยี (Digital Disruption) รวมทัง้ ยังไม
ครอบคลุมถึงกรณขี องการแพรร ะบาดของโรครายแรงดงั เชนกรณขี องโรคโควิด 19 จงึ เห็นควรกำหนด
มาตรการเตรียมความพรอมของหนวยงานภาครฐั ในการบรหิ ารราชการและใหบ ริการประชาชนในสภาวะ
วิกฤต (รองรบั สถานการณก ารระบาดของโรคโควิด 19) ดังนี้
มาตรการ หนว ยงานที่รบั ผดิ ชอบ
1. มาตรการเพอื่ การปรบั เปล่ยี นการใหบรกิ ารงานอนุมตั ิ อนญุ าต รับรอง จดแจง หรือจดทะเบียนตามกฎหมาย
- หนว ยงานของรฐั ท่สี ามารถใหบ ริการ
1.1 ใหเรงประชาสัมพันธก ารใหบริการ e-Service ในทุกชองทาง รวมถงึ ให อนุมัติ อนุญาต รบั รอง จดแจง หรอื รบั
เจาหนาท่ีของหนวยงานซงึ่ ประจำ ณ จดุ บรกิ ารแนะนำประชาชนท่ีใชบริการ จดทะเบียนผา นระบบ e – Service ได
โดยตรงใหใ ชบ ริการผา น e - Service ในการติดตอราชการคร้ังตอไป แลว

เผยแพรป ระชาสัมพนั ธร ายชอ่ื งานบรกิ าร e – Service ของภาครัฐ ผา น - สำนกั งาน ก.พ.ร.
ชอ งทางในความดแู ลรว ม
1.2 ใหกำหนดมาตรการชัว่ คราวใหใชชอ งทางการรบั สง เอกสารอ่นื ๆ แทนการ
ใหประชาชนเดินทางมาติดตอดว ยตนเอง เชน การรับสงเอกสารทางไปรษณยี 
โทรสาร หรอื ไปรษณียอเิ ลก็ ทรอนิกส (e - mail) โดยใหถ ือวาเอกสารหลกั ฐานที่ - หนวยงานของรฐั ทยี่ ังไมส ามารถ
รบั สงผา นชองทางดังกลา วเปนหลักฐานโดยชอบตามกฎหมายไปพลางกอน และ ใหบริการอนุมัติ อนญุ าต รับรอง จดแจง
หากมีความจำเปนตองมีการยืนยันตัวตนหรือใชเอกสารตน ฉบับแลว ใหเปด หรือรับจดทะเบยี นผา นระบบ e -
ชองทางใหป ระชาชนผขู อรับบริการสามารถยนื ยนั ตัวตนหรอื แสดงเอกสาร Service ได
ตน ฉบบั ณ จุดใหบรกิ ารของหนว ยงานของรัฐหลงั จากสถานการณก ลับสูส ภาวะ
ปกตไิ ด
1.3 ใหทบทวนกฎหมายทม่ี ีการกำหนดใหตอ งมีการตออายุใบอนุญาตสำหรับ
กจิ การหรอื การดำเนนิ การที่มีลกั ษณะตอ เนื่อง และเสนอรา งพระราชกฤษฎกี า
เพือ่ ใหป ระชาชนสามารถชำระคา ธรรมเนยี มตออายุใบอนุญาตแทนการย่ืนคำขอ
ตออายุใบอนุญาตดว ยตนเองโดยเรง ดวน เพื่อลดภาระของ - สำนกั งาน ก.พ.ร.
- สำนกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า

ประชาชนในการดำเนนิ การย่ืนคำขอตอ อายุใบอนญุ าตและลดความหนาแนน ของ
จำนวนผขู อรับบรกิ ารท่ีหนวยงาน
1.4 เรงรัดการดำเนนิ งานของศูนยร บั คำขออนญุ าตผานระบบการใหบ ริการ
ภาครฐั แบบเบด็ เสร็จทางอเิ ล็กทรอนิกส (Biz Portal) ใหสามารถใหบริการได
อยางเตม็ รูปแบบ โดยรว มกบั หนว ยงานท่เี กี่ยวของจัดทำโครงสรา งพ้ืนฐานเพื่อ - สำนักงาน ก.พ.ร.

รองรบั การทำธุรกรรมทางอเิ ล็กทรอนิกสใหสมบูรณ ดังน้ี - สำนกั งานพฒั นารัฐบาลดจิ ิทัล (องคการ
มหาชน) (สพร.)
1.4.1 เรงรดั การพฒั นาระบบยืนยันตัวตนอิเล็กทรอนิกส (e - - สำนกั งานพัฒนาธรุ กรรมทาง
Authentication) โดยใชฐานขอ มูลเลขประจำตวั ประชาชน 13 หลัก เพือ่ ให อิเลก็ ทรอนิกส (องคการมหาชน)
หนวยงานของรัฐสามารถใชยืนยนั ตวั ตนผขู อรับบรกิ ารตาง ๆ ของภาครฐั และ - มท. (กรมการปกครอง)
เช่อื มโยงขอ มูลระหวา งกนั ได ท้งั น้ี สามารถเปด ใหภ าคเอกชนผูใหบริการเกีย่ วกบั
ระบบการพิสจู นแ ละยนื ยันตัวตนทางดิจทิ ลั รว มพฒั นาเพื่อเปน ทางเลอื กรว มดว ย

1.4.2 เรง รดั หนวยงานของรฐั ใหส ามารถบรหิ ารราชการและบรกิ าร
ประชาชนผานระบบอเิ ล็กทรอนิกส (e - Service) ไดอยา งเต็มรปู แบบ โดยเรง
จัดทำแพลตฟอรม ดจิ ทิ ลั กลางเพอ่ื ใหส วนราชการใชในการบรกิ ารประชาชนและ
การติดตอประสานงานระหวางกันได รวมท้ังใหก ารรบั สงเอกสารระหวาง - สำนกั งาน ก.พ.ร.
หนวยงานของรัฐและประชาชนเปน ไปในรปู แบบเอกสารอิเลก็ ทรอนิกส (e - - สพร.
Document) รวมถึงการออกใบอนญุ าตอเิ ล็กทรอนิกส (e - License) ใหเปน
มาตรฐานเดยี วกัน ท้งั น้ี เพื่อลดการเดินทางมาตดิ ตอราชการของประชาชนใน
สภาวะวกิ ฤตดวย

1.4.3 กำหนดแนวทางการรับชำระเงินผานทางอเิ ลก็ ทรอนิกส (e –
Payment) เพ่ือใหหนวยงานของรฐั นำไปใชร บั คาธรรมเนียมหรือเงินอ่ืนใดจาก - กระทรวงการคลัง (กค.)
ประชาชนใหเ ปนไปในมาตรฐานเดียวกันและเพอื่ ใหก ารบริการประชาชนผา น (กรมบญั ชีกลาง)
ระบบอเิ ล็กทรอนิกส (e – Service) สามารถดำเนนิ การไดอยา งเตม็ รูปแบบ

1.5 ดำเนนิ การยกระดับงานบรกิ ารประชาชนทเี่ ปนงานบรกิ ารจดแจง เชน
การแจง ตามกฎหมายวา ดวยการทะเบยี นราษฎรของสำนักงานเขตพน้ื ที่ทงั้ หมด
ใหเปนระบบ e – Service ไดอยางสมบูรณภ ายในป พ.ศ. 2565 เพ่ือเปน - กรุงเทพมหานคร
หนวยงานทองถ่ินตน แบบในการอำนวยความสะดวกแกประชาชน และเพอ่ื ลด
การเดินทางของประชาชนไปดำเนนิ การทส่ี ำนักงานเขตพ้นื ท่ี
- สำนักงาน ก.พ.ร.
สนับสนนุ การดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร - สพร.

1.6 พฒั นาการใหบ รกิ ารประชาชนที่มใิ ชงานแจง เหตดุ วนเหตรุ าย เชน งานรับ
แจงบันทกึ ประจำวันเพื่อเปน หลกั ฐาน หรือการรับแจง เบาะแสการกระทำ - ตช.
ความผิดใหส ามารถดำเนนิ การผา นระบบ e – Service ได
2. มาตรการเพ่มิ เติมอ่ืนเพือ่ เพ่มิ ประสิทธภิ าพในการใหบรกิ ารของหนวยงานของรัฐและลดผลกระทบจากการระบาด
ของโรคโควิด 19
2.1 เพ่มิ บรกิ ารทางเลือกสำหรบั การจดั สงยาถงึ บา นผูปว ยตอ เนอ่ื งซึง่ ไม
จำเปน ตองใหแพทยตรวจเพมิ่ เตมิ กอนรับยา โดยใหใ ชบรกิ ารสง ทางไปรษณียหรือ
ผา นทางบรษิ ทั ขนสง สินคา แทนการรบั ยาดวยตนเอง และใหผูปว ยที่เลอื กใช
บริการเปน ผูออกคาใชจ าย นอกจากนี้ อาจพจิ ารณานำเทคโนโลยี - สธ.
- โรงพยาบาลของรฐั

หนุ ยนต (Robotics) มาใชในการใหบ ริการทางการแพทยเพอ่ื ชว ยลดการสัมผัส
ระหวา งบุคลากรทางการแพทยหรอื ควบคมุ การแพรระบาดของโรคติดเชื้อดว ย
2.2 เรงรัดพฒั นาระบบการแพทยท างไกล (Telemedicine) โดยใชเทคโนโลยี
สนเทศและการสือ่ สารหรืออุปกรณม ัลติมีเดยี มาใชควบคูกับนวตั กรรมทาง
การแพทยแ ละระบบโทรคมนาคมเฉพาะทางรองรับระบบดูแลสุขภาพทางไกล - สธ.
เชน การใชซอฟตแวรที่มเี ทคโนโลยีปญญาประดษิ ฐ (AI) มาชว ยในการคดั กรอง
โรคระบบใหคำปรึกษาดา นสุขภาพทางไกล
2.3 เรงรดั พฒั นาการจดั การเรยี นการสอนผานชองทางอื่น ๆ นอกเหนอื จาก
การเรยี นท่สี ถานศึกษา เชน การเรยี นการสอนผา นทางโทรทัศน (Education - กระทรวงศึกษาธิการ
Channel) การศกึ ษาผานทางออนไลน ควบคูไปกับการสงเสรมิ ใหบ คุ ลากร - กระทรวงการอดุ มศกึ ษา วิทยาศาสตร
ทางการศึกษาใชเ ทคโนโลยีในการสอนทางไกลเพ่ือรองรบั กรณที ม่ี คี วาม วิจยั และนวัตกรรม
จำเปนตอ งมีการปดสถานศึกษาอยา งตอ เนื่องเปนระยะเวลานาน
3. มาตรการเพ่ิมประสทิ ธิภาพในการใหขอมูลขา วสารแกป ระชาชน
3.1 เพมิ่ ชอ งทางการเขาสูระบบการประเมินอาการและการดูแลตนเอง
เบ้อื งตน (Self – Screening Application) ในรปู แบบออนไลนผานเวบ็ ไซต
หนว ยงานหรอื จัดทำเปน แอปพลเิ คชนั นอกเหนือจากชองทางผา น Line
Application ในปจจุบนั โดยอาจจัดทำเปน รายการตรวจสอบ (Checklist)
เพ่ือใหป ระชาชนใชในการประเมนิ ความเสี่ยงเบ้อื งตน รวมท้งั ควรพัฒนาระบบ - สธ. (กรมควบคมุ โรค)
ตอบกลบั อตั โนมัติ (Chatbot) ซง่ึ ปจจบุ นั ใหบริการอยแู ลวผานทาง Line
Application เพื่อใหขอ มูลเกี่ยวกบั สถานการณหรอื แนะนำการดูแลตนเองของ
ประชาชนไดมากขนึ้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีหุนยนต (Robotics) มาใชในการ
ใหบรกิ ารขอมลู เบ้ืองตน ณ ทาอากาศยาน พ้นื ท่เี ส่ียง หรือแหลงชุมชน


Click to View FlipBook Version