The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการจัดการความรู้ (Knowledge Management, KM) ด้านการวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ประจำปีการศึกษา 2562

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yotsapat Ruangpaisarn, 2020-04-08 05:05:00

คู่มือเทคนิคการเขียนบทความวิจัยเพื่อการตีพิมพ์เผยแพร่

รายงานการจัดการความรู้ (Knowledge Management, KM) ด้านการวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ประจำปีการศึกษา 2562

คํานาํ

รายงานการจัดการความรู (Knowledge Management, KM) ดานการวิจัยของคณะวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลตะวันออก ประจาํ ปการศึกษา 2562 เปนการรวบรวมแนวคิด เทคนิค
และแนวทางในการเขยี นบทความวิจัยเพื่อตีพิมพเ ผยแพรในวารสาร คณะกรรมการการจัดการความรดู านการวิจัย
มุงหวงั วาองคค วามรูที่ไดรวบรวมสรุปและคูมือเลมน้ี จะสามารถใชเ ปนแนวทางในการปฏิบตั ทิ ี่ดี สําหรบั ผูท ่ีสนใจ
นําไปใชในการเขียนบทความวิจัย ซึ่งจะมีสวนชวยใหนักวิจัยสามารถเผยแพรผลงานวิจัยไดอยางมีประสิทธิภาพ
มากยง่ิ ขน้ึ และนาํ ไปสูก ารพฒั นางานดานวิชาการตอไป

คณะกรรมการการจัดการความรดู านการวิจัย
คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลตะวันออก

สารบัญ หนา
1
เรอื่ ง 1
บทนํา 2
ขอ เสนอแนะในการเตรยี มตัวเขยี นบทความวิจัย 2
ลกั ษณะของบทความวิจัยทีด่ ี 3
จรรยาบรรณนกั วิจยั /ความซ้าํ ซอนของบทความวิจัย 3
การเขียนวสั ดุอปุ กรณแ ละระเบยี บวิธวี ิจยั 4
การเขยี นผลการวิจัย/การอภิปรายผล 4
การเขยี นสรปุ ผล 5
การกาํ หนดวัตถปุ ระสงค 6
การเขยี นบทนํา/หลกั การและเหตผุ ล 6
การศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ยี วของ 6
การเขยี นเอกสารอา งองิ 7
การเขียนบทคัดยอ
การตั้งช่ือเร่ืองบทความวิจยั

Page |1

บทนาํ

จุดประสงคของการวิจัยคือ การคนหาความรูใหมหรือการคนหาแนวทางที่จะนําความรูไปใชประโยชน
การวิจัยเปรียบเสมือนการตอยอดของฐานความรูที่มีการส่งั สมกันมา ความรูท สี่ งั่ สมกันมานั้นก็มาจากการวิจัยกอน
หนานี้นั่นเอง เราสามารถเขาถึงความรดู งั กลา วไดก็ดวยการเขาถึงส่ิงตีพิมพ และผลงานอื่นท่ผี ูทาํ การวิจัยกอนหนา
นี้ไดเผยแพรไว ในทํานองเดียวกัน ผลงานวิจัยใหมจากการวิจัยของเราเองก็ควรไดรับการตีพิมพเผยแพร เพ่ือเปน
การสั่งสมความรูใหเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก และเพ่ือใหสามารถนําไปใชประโยชนตอไปได ผลงานวิจัยที่ไมมีการตีพิมพ
เผยแพรหรือไมไดรับการพีพิมพเผยแพรในแหลงที่เหมาะสม จะหลุดไปจากองคความรูโดยรวม และจะ
เปรยี บเสมือนไมมีผลงานน้ันเกิดขึน้ เลยนับเปน การสญู เปลา

ดังน้ันนักวิจัยตองพยายามตีพิมพผลงานวิจัย โดยถือวาเปนข้ันตอนสําคัญของการวิจัย และตองใหการ
ตีพิมพนั้นอยูในวารสารวิจัยท่ีมีคณุ ภาพ มกี ารตรวจสอบและประเมินผลได โดยพยายามท่ีจะใหผลงานเปนทีมไม
ควรแบงงานยอยเพ่ือตีพิมพผลงาน เน่ืองจากวาถาผลงานมีคุณภาพแลวการอางอิงก็จะเกิดตอไปซึ่งเปนสิ่งสําคัญ
กวาผลงานทีไ่ มไ ดรบั การอา งอิง

ขอ เสนอแนะในการเตรยี มตัวเขียนบทความวจิ ัย

1. ทาํ ใจหรอื เตรียมใจ คอื การปรับทศั นคตเิ ชิงบวกตอ การเขยี นบทความ เปนส่งิ แรกทตี่ องทาํ ใหไ ดและ
ย้ําตนเองเสมอวา “เราสามารถทําได” “ถาเราไมทํา ใครจะทํา” “คิดแลวตองลงมือทํา” การเขียนบทความตอง
คิด เสมอวาเปนการสรางสรรคผ ลงาน เขียนเพ่ือจรรโลงความรูเขียนเพ่ือทําบุญทางวิชาการ เมื่อบทความไดรับ
การ เผยแพรแลวก็จะมีกําลังใจในการพัฒนาบทความอื่น ๆ สิ่งสําคัญที่ทําใหประสบความสําเร็จในการเขียน
บทความ คือไมท อ ถอยเม่อื ตองปรับปรงุ แกไขบทความ

2. หามุมสงบ คือการหาสถานที่สงบยอมเกิดสมาธิและมีแรงบันดาลใจ ซง่ึ จะทาํ ใหการเตรียมตน ฉบับ
บทความล่ืนไหล สรางสรรคเปนมิตรกับผูอาน อาจมีหองทํางานหรือหามุมสงบบางแหงในที่ทํางาน ซึ่งผูเขียน
จะตอ งรูจักแบง เวลาและไมมสี ง่ิ รบกวนระหวางเตรยี มตน ฉบบั

3. ทบทวน/หาตนแบบ คือการอานทบทวนความรูวิทยาการใหมๆ การประมวลความรูแนวคิด และ
ทฤษฎีทเี่ กี่ยวของ จากหนงั สอื ตํารา วารสาร แหลง สารสนเทศ หรือแหลง ความรูตา ง ๆ ทาํ ใหเราเปนคนทม่ี ีหูไว ตา
ไว ทันโลก มีความคิดใหมๆ ล่ืนไหลตามขอมูลทันสมัย ซ่ึงจะชวยพัฒนาความสามารถทางการอาน วิเคราะห
สังเคราะหแ ละเชอ่ื มโยงสปู ระเด็นการเขียนบทความได

ควรอานและศกึ ษารูปแบบการเขียนบทความจากวารสารหลาย ๆ ฉบับเพื่อเปนแนวทางการเขียนและ
สรา งแรงบนั ดาลใจ

Page |2

4. มที ปี่ รกึ ษาหรือมกี ารเขยี นเปน ทมี สําหรับคนท่ีไมม ีประสบการณการเขยี นหรอื มปี ระสบการณนอย
5. ควรมจี รรยาบรรณในการเขยี นบทความ อยานาํ ผลงานของผอู นื่ มาใช
6. อานนโยบาย วัตถุประสงคและคําแนะนําของวารสาร เพราะขอบเขตเน้ือหาบทความจะตอง
สอดคลองกบั นโยบายการจดั ทําหรือการจดั พิมพของวารสาร และอา นคําแนะนําสําหรับผเู ขียนบทความท่ีเจาของ
วารสารนั้นใหค าํ แนะนาํ ไวและควรปฏิบัตติ ามคําแนะนํานน้ั ๆ อยางเครงครัด

ลักษณะของบทความวจิ ัยท่ีดี

ตอบคําถามของโจทยและปญหาและนําไปสูองคความรูใหมไมซาซอนกับส่ิงท่ีมีอยูแลวหรือหากซาซอน
ควรไดผ ลดีกวา อธบิ ายไดอ ยางชัดเจน (วาสอดคลองหรอื /และขดั แยงกับผลงานวิจยั อน่ื ๆ) มีความเปนคณุ ภาพและ
ความเปนปริมาณไดผลสัมฤทธิ์ท่ีแมนยา (good reproducibility) รูสึกไดถึงความสมํ่าเสมอของตรรกะของ
ผลการวิจัยเปนท่ียอมรับจากสาธารณชนและนักวิชาการไดรับการเผยแพรในระดับคุณภาพสากลหรือสามารถ
นําไปใชประโยชนไดนําไปสูโจทยวิจัยใหมที่ลึกซ้ึง และสูงกวา เปนการคนควาที่ตองอาศัยความรูความชํานาญ มี
ระบบ มีเหตุผล และเปาหมาย การวิจัยตองมี เคร่ืองมือ หรือเทคนิคในการเก็บรวบรวมขอมูลที่มีความเท่ียงตรง
และเชื่อถือไดมีการรวบรวมขอมูลใหมและได ความรูใหมกรณีใชขอมูลเดิมวัตถุประสงคตองแตกตางไปจาก
วัตถุประสงคเดิม เปนการศึกษาคนควาที่มุงหา ขอเทจ็ จรงิ เพ่ือใชอธิบายปรากฏการณหรอพัฒนากฏเกณฑท ฤษฎี
หรอื ตรวจสอบทฤษฎี

1. อางอิงผลงานของนกั วิชาการ/นักวิจยั ที่เชอ่ื ถือไดว ารสารที่อา งถงึ ตอ งไดร ับการยอมรับ
2. บทความวิจัยควรมีความทันสมยั ล้ําสมัย เกิดนวัตกรรมใหมๆ และวิเคราะหเปนไปตามแนวคิดและ
ทฤษฎีทีเ่ หมาะสมและชดั เจน
3. ควรใชศัพทและภาษาทางวชิ าการท่ถี ูกตองเหมาะสมและมีการนาํ เสนออยางเขา ใจงาย

จรรยาบรรณนกั วิจยั /ความซํา้ ซอ นของบทความวิจยั

นกั วิจัยตองมคี วามซื่อสัตยตอตนเองไมนําผลงานของผูอื่นมาเปน ของตนไมลอกเลียนงานของผูอ่ืน ตอง
ใหเ กยี รติและอางถึงบุคคลหรือแหลง ที่มาของขอมูลทนี่ ํามาใชใ นงานวิจัย ตองซื่อตรงตอ การแสวงหาทุน วจิ ัยและมี
ความเปน ธรรมเก่ยี วกับผลประโยชนทีไ่ ดจ ากการวิจัย

นักวิจัยตองปฏิบัติตามพันธกรณีและขอตกลงการวิจัยที่ผูเก่ียวของทุกฝายยอมรับรวมกันอุทิศเวลา
ทํางานวิจยั ใหไ ดผ ลดีทสี่ ดุ และเปน ไปตามกาํ หนดเวลา มีความรับผิดชอบไมละทิง้ งานระหวางดาํ เนนิ การ

นักวิจัยตองมีพ้ืนฐานความรูในสาขาวิชาการท่ีทําวิจัยอยางเพียงพอและมีความรูความชํานาญหรือ มี
ประสบการณเ กีย่ วเนื่องกบั เร่ืองท่ีทําวิจัย เพ่ือนําไปสูงานวจิ ัยท่ีมีคุณภาพ และเพ่ือปองกันปญหาการวิเคราะห การ
ตคี วาม หรือการสรุปทผี่ ดิ พลาด อันอาจกอใหเ กิดความเสยี หายตองานวจิ ัย

Page |3

นกั วิจัยตอ งดําเนนิ การดวยความรอบคอบระมัดระวัง และเที่ยงตรงในการทําวิจัยทเี่ ก่ียวของกับคน สัตว
พืช ศลิ ปวัฒนธรรม ทรพั ยากร และสิ่งแวดลอ ม มจี ติ สํานึกและปณิธานทจ่ี ะอนรุ ักษ ศลิ ปวฒั นธรรม ทรพั ยากรและ
ส่งิ แวดลอ ม

นักวิจัยตองไมคํานึงถึงผลประโยชนทางวิชาการจนละเลย และขาดความเคารพในศักดิศรีของเพ่ือน
มนุษยตองถือเปนภาระหนาที่ท่ีจะอธิบายจุดมุงหมายของการวิจัยแกบุคคลที่เปนกลุมตัวอยาง โดยไมหลอกลวง
หรือบบี บังคบั และไมล ะเมดิ สิทธสวนบุคคล

นักวิจัยตองมีอิสระทางความคิด ตองตระหนักวา อคติสวนตนหรือความลําเอียงทางวิชาการ อาจสงผล
ใหมกี ารบดิ เบือนขอ มูลและขอคนพบทางวชิ าการ อันเปนเหตุใหเ กดิ ผลเสียหายตอ งานวิจัย

นักวิจัยพึงเผยแพรผ ลงานวจิ ัยเพื่อประโยชนทางวชิ าการและสังคมไมข ยายผลขอคน พบจนเกิดความเปน
จริง และไมใชผลงานวิจยั ไปในทางมิชอบ

การเขียนวัสดอุ ปุ กรณและระเบยี บวิธีวจิ ัย

เปนการเขยี นเพือ่ ใหท ราบวาขอ มูลของงานวิจัยนถ้ี กู รวบรวม หรือถกู สรา งขึน้ ไดอ ยางไร โดยนําขอ มูลที่
อยูในขอบเขตการวิจัย ตัวแปรที่ศกึ ษา ระยะเวลา กรอบแนวคิด เคร่ืองมือ รวมท้ังกระบวนการวิเคราะหขอมูล
และสถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูล เพ่ือใหผูอานทราบและมัน่ ใจวาเปนวิธีการท่ีทําไดถูกตอง และเหมาะสมกับ
บัญหาวิจัยนั้น ๆ ดังน้ีควรเขียนโดยยอ กระชบั ชัดเจน ตรงประเด็น และใหอยูใ นกรอบงานวิจัย ซ่ึงบางคร้งั การ
วิเคราะหข อมูลไมจ ําเปน ตอ งใชหลกั การ สถิตกิ ไ็ ด

การเขียนผลการวิจยั /การอภปิ รายผล

ผลการศกึ ษา/ทดลอง (Results) ควรใหสัมพันธกับเน้ือหาที่ไดแจงไวในวัตถุประสงคแตไ มควรอธิบาย
อยางยืดยาว ถาเปนไปไดควรเสนอในรูปของตาราง กราฟ หรือรูปภาพ ซง่ึ แตละส่ิงควรหาคําอธิบายท่ีกะทัดรัด
และ เปน อสิ ระกบั เนอ้ื เร่ือง การอภิปรายหรอื การวิจารณ (Discussion) คือการวิเคราะหแ ละสงั เคราะหผ ล เพ่ือให
ผอู านคลอ ยตามถึงความสมั พนั ธของหลักการหรอื กฎเกณฑเพ่ือชี้แนะใหผอู านเหน็ ความสาํ คญั ของ ผลการทดลอง
ที่ไปสนับสนุนหรือคัดคานสมมติฐานหรือทฤษฎีที่มผี ูเคยนําเสนอมากอน หรืออาจเปนการเปรียบผลการทดลอง
และการ ตคี วามหมายของผูอ่ืน ใชหลักสถิติในบทความวิจัย เพื่อสนับสนนุ บทความวิจัยใหมีความนาเช่ือถือมาก
ย่งิ ขนึ้ โดยภาพรวมดงั นี้

- ทําความเขาใจประเด็นวิจัยของตนเอง
- รูจักธรรมชาติและลกั ษณะของตวั แปร
- สามารถวิเคราะหเ ปาหมายของการวิจัยไดว าเปนการบรรยายสภาพ สํารวจ อธิบาย หาความสัมพันธ

เปรียบเทยี บ หรือทาํ นาย

Page |4

- สามารถระบหุ รอื เลือกใชส ถิตทิ เ่ี หมาะสม ทฤษฎีและสมการ
- ใหค วามสาํ คัญกบั การเตรียมรวมท้ังตรวจสอบความสมบรู ณข อมูล
- เลือกใชโ ปรแกรมทีช่ วยวิเคราะหขอ มูลทีเ่ หมาะสม
-

การเขยี นสรุปผล

การเขียนสรุปผลการวิจัย คือ นําเอาผลการวิจัยท่ีทําไวแลวนํามาสรุปผลใหส้ันลง โดยการนําเสนอ
ขอมูล ในภาพรวมหรือสรุปเพียงคราว ๆ ท้ังในสวนของผลการศึกษา และสมมติฐานการวิจัย โดยพยายามเนน
ปญหาหรือ ขอโตแยงในสาระสําคัญของเรื่อง สรุปสาระสําคัญ และประจักษพยานของผลการทดลอง แตไมใช
การนําผลมา เขียนซ้ํา เสนอแนะความคิดเห็นใหมๆ ทไ่ี ดจากการทดลองนี้สาํ หรับการทดลองในอนาคต ชี้ใหเห็น
ถงึ ปญหาและ อุปสรรคที่เกิดขึน้ ในการทดลองนี้ตลอดจนชีใ้ หเหน็ ลูทางนําผลไปใชใ หเ กดิ ประโยชนใ นภาพรวมการ
สรปุ ผล การศกึ ษาควรสรุปตามผลการวจิ ัย ท่สี อดคลอ งกบั วัตถปุ ระสงคก ารวจิ ัย

การกําหนดวตั ถปุ ระสงค

เขียนใหครอบคลุม ใหผูอานเขาใจแจมชัดวาผูวิจัยตองการศึกษาคนควาอะไร ไปไหนทิศทางไหนการ
นาํ เอาแนวความคิดของประเดน็ ปญ หาวิจัยมาขยายรายละเอยี ด โดยเรยี บเรียงใหเปน ภาษาเขยี นทช่ี ัดเจน เขาใจ
งา ย ดงั น้ี

1. ตองเขยี นประเดน็ ของปญ หาใหชัดเจนวา ตอ งการศึกษาอะไร ในแงมมุ ใด และเรือ่ งที่ศึกษาตอ งอยูใน
กรอบของหัวเรอื่ งท่ีทาํ วิจยั

2. วัตถุประสงคท เี่ ขยี นตองสามารถศกึ ษาไดกระทาํ ไดห รอื เก็บขอมูลไดท้งั หมด
3. ตองเขียนวัตถุประสงคในลักษณะท่ีสั้น กระทัดรัด ใชภาษาที่งาย ไมกํากวม ซง่ึ สามารถเขียนในรูป
ประโยคบอกเลา หรอื ประโยคคาํ ถามกไ็ ด
4. วัตถุประสงคสามารถเขียนในรูปของการเปรียบเทียบ เพื่อเนนความแตกตาง หรือเขียนในรูปของ
ความสัมพันธและสามารถเขียนรวมเปนขอเดียว หรืออาจเขียนแยกเปนขอ ๆ ก็ไดซ่งึ จํานวนวัตถุประสงคจ ะมาก
หรอื นอยแคไ หนนั้นขน้ึ อยูก บั ขอบเขตของการวิจัย วาตอ งการศกึ ษาแคไ หน
5. การเรียงหัวขอวัตถุประสงคสามารถเรียงไดหลายลักษณะ เชน เรียงตามความสําคัญของประเด็น
ปญหาวิจัยลดหล่ันลงมา หรืออาจเรียงตามลักษณะระดับปญหาใหญและปญหารองลงมา หรืออาจเรียง
วตั ถปุ ระสงคต ามความสอดคลองของเน้ือหา หรอื อาจเรยี งวตั ถปุ ระสงคต ามลําดบั การเกดิ กอน เกิดหลังของแตละ
ปญหาได

Page |5

6. อยานําประโยชนที่คาดวาจะไดรับมาเขียนไวในวัตถุประสงคการวิจัย เพราะวัตถุประสงคการวิจัย
เปน เร่อื งท่ตี อ งทํา แตประโยชนท่คี าดวาจะไดรับเปนผลที่คาดวาจะเกิดข้ึนหลังจากสิ้นสดุ การวจิ ยั แลว ประโยชน
ที่คาด วา จะไดรบั ไมไ ดเ ปนเรอ่ื งบังคบใหผูวิจยั ตอ งทําเหมอื นวัตถุประสงคและเมื่อทาํ วิจยั เสร็จแลว ผลทค่ี าดหวังไว
อาจจะ เปน ไปตามทีค่ าดหรอื ไมก ไ็ ด

การเขยี นบทนํา/หลักการและเหตุผล

เปนเคาโครงท่ีสําคัญของบทความ (ผูกํากับ ) เขาใจเนื้อหาภาพรวมของบทความ กลาวถึงปญหาและ
ความสําคัญของปญหาทฤษฎี/แนวความคิดท่เี ก่ียวของโดยการบรรยายใหเ ห็นพฒั นาการของผลงานวิจัยกอนหนาน้ี
และนําเขา สูปญหาวิจัย การรายงานเอกสารท่ีเกี่ยวของกับการวิจัยในสวนทฤษฎีและงานวิจัยสําคญั ที่นําไปสูการ
สรา งกรอบความคิด รวมทั้งสมมติฐานการวิจัย เรยี บเรียงเนือ้ หาอยางเชื่อมโยงไมใชว ธิ ีการตดั ตอ หรอื ปะตดิ ปะตอ
การเขียนควรใหไดขอความที่แสดงถึง การลื่นไหลของความคิด ควรมีประโยคแรกเปนประโยคหลัก ตามดวย
ประโยคสนับสนุน และลงทายดวยประโยค สรุป กลาวถึงวัตถุประสงคขอบเขต และประโยชนของงานวิจัยในยอ
หนา

การเขียนตามหลักการสามเหลี่ยมหัวกลับ คือ การเขียนจากภาพรวมจากสภาพปญหาหรือ
สถานการณปจจุบัน จากนั้นเช่ือมโยงสูทฤษฎีหรือหลักการ สูประเด็นท่ีตองการศึกษา โดยเขียนใหกระชับ ได
ใจความ และช้ีประเด็นที่แนนอนโดยยอ ในสว นทา ยของบทนาํ

การอางอิงบทความวิจัยผูอื่นในบทนําควรมีความเชื่อมตอกันและอานแลวควรมีความความลื่นไหล
ของภาษาที่เขียน โดยบทความท่ีนํามาอางอิงควรจะนํามาจากวารสารท่ีเราตองการตีพิมพบทความวิจัย หรือ
พิจารณาจากคา Impact ไดเชน กัน

การศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่เี ก่ยี วของ

แสวงหาเอกสารที่เก่ียวของกับการวิจัยใหมากท่ีสุด ศึกษาเนื้อหาสาระของทฤษฎีแนวคิด หลักการ
ผลการวิจัยท่เี กี่ยวของใหมาก ๆ ทําความเขาใจกับระบบอางอิงตาง ๆ พิจารณาถึงพัฒนาการของเร่ืองท่ีจะวิจัย ดู
ความทนั สมัยในการท่ีจะนํามาอางองิ ทําการศึกษาแบบวิเคราะหเชน ดคู วามสมั พนั ธระหวางเร่ืองทศ่ี กึ ษา ระหวาง
สวนตาง ๆ ขอความตาง ๆ สมเหตุสมผลหรือไมผูเขียนเขียนขัดแยงตนเองหรือไมขอมูลไดมาอยางไร เพียงพอ
หรือไมน าเชื่อถือหรือไมขอ สรปุ มเี หตุมผี ลนาเช่อื ถอื หรอื ไมแสดงใหเ ห็นถึงความสมั พันธของเรื่องท่ีจะวิจยั นั้นกบั ผล
การศึกษาคนควาของ ตรวจสอบคุณภาพของเอกสาร อา น วเิ คราะหแ ละจับประเด็น แลว สรปุ ยอลงในแบบ บนั ทึก
โดยสรุปดงั นี้

Page |6

1. แสวงหา สืบคน คัดเลือก และจัดหาเอกสารเอกสารที่เก่ียวของกับการวิจัย เน้ือหาสาระของทฤษฎี
แนวคิด หลกั การ ผลการวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ งใหมากที่สดุ

2. ทําความเขาใจกับระบบอางอิงหรือบรรณานุกรมตาง ๆ พิจารณาถึงพัฒนาการของเร่ืองท่ีจะวิจัย ดู
ความทนั สมัยและไมเ กา เกินไปในการท่จี ะนํามาอา งอิง

3. ทําการศึกษาแบบวิเคราะหเชน ดูความสัมพันธระหวางเร่ืองที่ศึกษา ระหวางสวนตาง ๆ ขอความ
ตางๆ สมเหตสุ มผลหรือไมผ ูเขียนเขียนขัดแยงตนเองหรือไมขอมลู ไดมาอยางไร เพียงพอหรือไมนา เชื่อถือ หรอื ไม
ขอสรุปมีเหตุมีผลนาเช่ือถือหรอื ไมแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธของเรื่องท่ีจะวิจัยน้ันกับผลการศึกษาคนควาของ
ตรวจสอบคณุ ภาพของเอกสาร อาน วเิ คราะหและจับประเด็น แลว สรปุ ยอ ลงในแบบบันทกึ การทบทวนวรรณกรรม
ตอ งเขยี นสรปุ ตัวงานทที่ ํางาน มีจุดเดน ทเี่ ราจะนําเสนอ และสรปุ ใหเ ขา กับงานของเรา

4. แหลงการคนควาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของนับวามคี วามสาํ คัญอยางมาก ซงึ่ สามารถสรุปแหลง
การคนควาเอกสารและงานวิจัยไดด งั นี้หนังสือหรือตํารา วารสาร สารานกุ รม เอกสารรายงานการประชุมสัมมนา
ตาง ๆ รายงานการทบทวนวรรณกรรมท่ีเกี่ยวของกับการศึกษารายงานการทบทวน แหลงรวบรวมแบบวัด
มาตรฐาน รายงานวิจัยท่ีบุคคลหรือสถาบันหรือหนวนงานใดหนวยงานหนึ่งจัดทําขึ้น งานวิจัยเปนผลงานของ
นักศกึ ษาเรยี กวา "วิทยานิพนธ" หรอื "ปริญญานพิ นธ" หนังสือรวบรวมผลงานวิจยั เปน ตน

การเขียนเอกสารอา งอิง

ในการเขยี นบทความวิจัยซ่ึงเปนเอกสารทางวิชาการ การเขยี นหลกั ฐาน การอา งองิ จากเอกสารทุกแหง
ท่ีปรากฏในบทความ เปนเร่ืองจําเปนทตี่ องแสดงในรายการเอกสารอางอิงทายบทความ โดยผูเขยี นบทความควร
ตรวจสอบรูปแบบการเขียนรายการอางอิงใหถกู ตอ ง ตามประเภทการอางอิงรูปแบบการอางอิงตามท่ีวารสารนั้น
กําหนดรูปแบบไวและถูกตองตามระบบการอางอิงของวารสารนั้นๆ โดยทั่วไปวารสารแตละช่ือเร่ืองจะระบุ
รูปแบบและระบบการอางอิงดังนั้นผูทเขียนบทความวิจัยที่ควรปรับรูปแบบใหเปนรูปแบบตามท่ีวารสารนั้นๆ
กาํ หนดดวย

การเขียนเอกสารอางอิงจําเปนตองเขียนตามรูปแบบที่วารสารนั้นๆ กําหนด และใหดีบทความวิจัยที่
นํามาอา งอิงในบทความวิจยั ควรจะมาจากวารสารทผ่ี ูเขียนตองการตีพมิ พบ ทความ วิจัยในวารสารน้นั ๆ

การเขยี นบทคดั ยอ

การเขียนบทคัดยอมีความสําคัญมาก ควรเปนสวนสุดทายท่ีจะเขียน โดยบอกประเด็นปญหา
วัตถุประสงควิธีการหรือแนวทางการศึกษา วิธีการทดสอบ ผลทดสอบอยางยอ และบทสรุป ท่ีมีความกะทัดรดั
และสนั้ ไมควรอางอิงเอกสาร รูปภาพและตารางใด ๆ นอกจากนค้ี วรเนน สิง่ ใหมท่ีคน พบไดหรือสรางข้ึน และควร

Page |7

ยาวไมเ กิน 300 คํา หรือ 10 – 15 บรรทัด หรือประมาณ 5% ของเนื้อเร่ือง เพราะถาเขียนยาวกวาทก่ี ําหนด จะ
ถูกตัดสวนเกินท้ิงไป ซึ่งอาจทําใหใจความสําคัญขาดหายไป จึงควรเขียนใหไดส าระสาํ คญั ของเร่ืองภายในความ
ยาวที่ กําหนดไว

บทคัดยอแบบกราฟก (Graphical abstract) เปนภาพเดียวท่ีออกแบบมาเพื่อชวยใหผูอานไดรับ
ภาพรวมของบทความวิจัย เพ่ือยืนยันวัตถุประสงคและผลการวิจัยที่ไดรบั รวมท้ังรายละเอียดสําคัญของผูเขียน
และวารสาร โดยเอาจุดเดนของงาน มาแสดงเปนรูปแบบสรุป

วารสารท่นี ักวิจยั สงบทความวิจัยตีพิมพนัน้ มีการกาํ หนดจํานวนคําของบทคดั ยอ หรอื กาํ หนดใหใ สค ํา
สําคญั (keyword) ที่เกย่ี วของ กับบทความวจิ ัยประมาณ 3 – 5 คาํ ดังนน้ั นกั วิจยั จงึ ควรศกึ ษาเงอ่ื นไขการตีพิมพ
ของวารสารนั้น ๆ

การตัง้ ช่อื เรือ่ งบทความวจิ ยั

การต้ังช่ือเร่ืองซ่ึงเปนช่ือท่ีมาจากชื่องานวิจัย ควรเขียนใหกระชับ แตชัดเจน และแสดงสิ่งท่ีตองการ
ศึกษา โดยมคี าํ สําคญั หรอื คาํ ดัชนีเพื่อสืบคน และไมค วรใชคําฟุมเฟอย แตท ี่สาํ คัญตอ งตั้งชอ่ื ใหไดตามความหมาย
และนา สนใจ ชอ่ื เร่ืองทจ่ี ะวิจัยจะตอ งตรงกบั ปญ หาทศี่ ึกษา และควรจะเปนเร่ืองใหม

1. ควรตั้งช่ือเรื่องใหส้ันและกระชับ โดยใชคําเฉพาะเจาะจงหรือส่ือความหมายเฉพาะเร่ือง และควร
เปน ภาษาท่ีเขา ใจงาย กระชับ แตชัดเจน ซ่ึงช่ือเรอ่ื งไมค วรส้นั เกินไปทําใหข าดความหมายทางวิชาการ

2. ควรตั้งชื่อบทความใหตรงกับประเด็นของปญหา วาเปนการวิจัยเก่ียวกับปญหาอะไร อยาต้ังชื่อ
เร่ืองบทความที่ทําใหผูอานตีความหมายไดหลายทาง อยาพยายามทําใหผูอานเห็นวาเปนเรื่องที่มีความ สําคัญ
มากเกิน ความเปน จริง และควรแสดงสงท่ีตองการศกึ ษา รวมถึงภาพรวมของเน้ือหาทัง้ หมด

3. ควรตั้งช่ือบทความโดยการใชคําท่ีบงบอกใหทราบถึงประเภทของการวิจัย ซ่ึงจะทําใหช่ือเรื่อง
ชัดเจนและเขาใจงายข้ึน เชน การวิจัยเชิงทดลอง มักใชคําวา การทดลอง การวิเคราะหการสังเคราะหการ
เปรยี บเทยี บ เปนตน นาํ หนาชือเรือ่ ง

4. ควรต้ังชื่อเร่ืองในลักษณะของคํานาม ซ่ึงจะทําใหเกิดความไพเราะสละสลวยกวาการใชคํากรยิ า
นําหนาชื่อเรื่อง เชนใชคําวา การวิเคราะหไมใชใชค าํ วา วิเคราะหนําหนาช่ือเร่ือง โดยไมจําเปนตองเปนประโยค
แตท ส่ี ําคญั ตอ งตั้งชอื่ ใหไ ดตามความหมาย

5. ควรต้ังชื่อเร่ืองวิจัยที่ประกอบดวยความเรียงที่สละสลวยไดใจความสมบูรณ เปนช่ือเร่ืองทร่ี ะบใุ ห
ทราบตง้ั แตวัตถปุ ระสงคของการวจิ ัย ตัวแปร และกลุมตัวอยา งทจ่ี ะศึกษาวิจัยดวย

Page |8

คณะผูจ ัดทํา : สติ รานนท ประธาน
อาจารยจริ วฒั น บญุ ธกานนท กรรมการ
อาจารยพัชนี แจค ํา กรรมการ
อาจารยศรมี า รัตนสิ สัย กรรมการ
อาจารยวรภี รณ สนั ตเิ บ็ญจกุล กรรมการ
อาจารยสมทบ นาคภบิ าล กรรมการ
อาจารยกรณฏั ฐ เรืองไพศาล กรรมการ
อาจารยยศภทั ร สงิ หศ รี กรรมการ
อาจารยพงศพฒั น เกาะมั่น กรรมการและเลขานุการ
อาจารยกนกพร เบญจมาศ ผชู ว ยกรรมการและเลขานุการ
นางสาวกนกรัตน


Click to View FlipBook Version