รายงาน
มาตรา 138 และ มาตรา 157
จัดทาโดย
นายอนั วา หมะหลี
รหัสนิสิต 601081422
เสนอ
อาจารย์วริ ัตน์ นาทพิ เวทย์
รายงานนีเ้ ป็ นสวนหน่ึงของรายวชิ ากฎหมายอาญา2
หลกั สูตร 1(ว.สงขลา) นิติศาสตร์ 4ปี
ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564
บทท่ี1
คาอธิบายเชิงโครงสร้างความรับผดิ ทางอาญา มาตรา 138,157
มาตรา 138 ผูใ้ ดต่อสู้หรือขดั ขวางเจ้าพนักงานหรือผูซ้ ่ึงต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการ
ปฏิบตั ิการตามหนา้ ท่ี ตอ้ งระวางโทษจาคุกไมเ่ กินหน่ึงปี หรือปรับไมเ่ กินสองหม่ืนบาท หรือท้งั จาท้งั ปรับ
ถา้ การต่อสู้หรือขดั ขวางน้ัน ไดก้ ระทาโดยใช้กาลงั ประทุษร้ายหรือ ขู่เข็ญว่าจะใช้กาลงั ประทุษร้าย
ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไมเ่ กินส่ีหม่ืนบาท หรือท้งั จาท้งั ปรับ
วรรคแรก ถือเป็นความผิดฐานตอ่ สู้หรือขดั ขวางเจา้ พนกั งานหรือผซู้ ่ึงตอ้ งช่วยเจา้ พนกั งานตามกฎหมาย
ในการปฏิบตั ิการตามหนา้ ที่
วรรคทา้ ย เป็นเหตุที่ทาใหต้ อ้ งรับโทษหนกั ข้นึ
องคป์ ระกอบภายนอก
1. ตอ่ สู้หรือขดั ขวาง
2. เจา้ พนกั งานหรือผซู้ ่ึงตอ้ งช่วยเจา้ พนกั งานตามกฎหมายในการปฏิบตั ิการตามหนา้ ท่ี
องคป์ ระกอบภายใน
เจตนา
ต่อสู้ หมายถึง การกระทาใดๆ อนั เป็นการขดั ขืนหรือโตแ้ ยง้ อานาจของเจา้ พนกั งาน แต่ไม่ถึงกบั ลงไม้
ลงมือกบั เจา้ พนกั งาน เช่น ตารวจเขา้ จบั กุม ก็สะบดั หรือดิ้น ไม่ยอมให้จบั แต่ไม่ชกหรือทาร้ายตารวจ การต่อสู้
จะตอ้ งไม่ถึงกบั ทาร้ายหรือใชก้ าลงั ประทุษร้าย เพราะถา้ ใชก้ าลงั ประทุษร้ายก็เป็นความผิดตามวรรคทา้ ยไป แต่
ตอ้ งเป็นการกระทาท่ีแสดงออกมา ไม่ใช่นิ่งเฉยๆ เช่น ตารวจจบั กุมจะพาไปสถานีตารวจ แต่ไม่ยอมไป นง่ั เฉย
หรือนอนเสีย ตารวจตอ้ งยกใส่รถพาไป อย่างน้ีไม่ใช่การต่อสู้ เพราะมิไดก้ ระทาการใดๆ อนั เป็ นการขดั ขืน
อานาจของตารวจ
ขัดขวาง หมายถึง การกระทาที่ก่อให้เกิดอุปสรรคหรือความยากลาบากในการปฏิบตั ิหน้าที่ของเจา้
พนกั งาน แตไ่ ม่ถึงกบั ขดั ขนื ไมใ่ หบ้ รรลุผลเสียทีเดียวเพียงทาใหก้ ารปฏิบตั ิหนา้ ท่ีของเจา้ พนกั งานลาบากข้นึ
เช่น ตารวจไลจ่ บั พอตนเองว่ิงขา้ มสะพานไปแลว้ ก็ดึงไมก้ ระดานทอดสะพานออกไม่ให้ตารวจขา้ ม หรือยงิ ปื น
ข้นึ ฟ้าขมู่ ิใหไ้ ล่จบั กมุ ต่อไปถือเป็นการขดั ขวางเจา้ หนา้ ท่ี
การขดั ขวางน้ี อาจเป็นการกระทาของผอู้ ่ืนท่ีสอดแทรกเขา้ มาก็ได้
เช่น ตารวจไล่จบั แดง เขียวก้นั กลางมิใหต้ ารวจจบั แดงได้ หรือเขยี วดึงสะพานออกไมใ่ หต้ ารวจขา้ ม เป็นตน้
เจ้าพนกั งานหรือผู้ซ่ึงต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัตกิ ารตามหน้าท่ี
เจ้าพนักงาน หมายความว่า บุคคลซ่ึงกฎหมายบญั ญตั ิว่าเป็นเจา้ พนกั งานหรือไดร้ ับแต่งต้งั ตามกฎหมาย
ใหป้ ฏิบตั ิหนา้ ที่ราชการ ไม่วา่ เป็นประจาหรือคร้ังคราว และไม่วา่ จะไดร้ ับค่าตอบแทนหรือไม่
ส่วนผู้ต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย หมายถึง ตอ้ งมีกฎหมายบญั ญตั ิให้บุคคลน้ันๆ มีหน้าท่ีตอ้ ง
ช่วยเจา้ พนกั งาน เช่น สารวตั รกานัน ซ่ึงเป็ นผูช้ ่วยกานัน กฎหมายบญั ญตั ิให้มีหนา้ ท่ีตอ้ งช่วยกานนั ฉะน้ันถา้
สารวตั รกานนั เขา้ ทาการจบั กุมหากผถู้ ูกจบั กุม ต่อสูข้ ดั ขวางสารวตั รกานนั ก็ถือวา่ เป็นการต่อสู้ขดั ขวางผตู้ อ้ งช่วย
เจา้ พนกั งานตามกฎหมาย [ฎ. 1037/2503] หากไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิให้มีหนา้ ที่ตอ้ งช่วยเจา้ พนกั งาน แต่เป็นการ
เขา้ ช่วยเจา้ พนักงานโดยสมคั รใจเอง ก็มิใช่ผูซ้ ่ึงตอ้ งช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เช่น ตารวจขอแรงนายดี
ราษฎรใหช้ ่วยติดตาม นายขนั คนร้ายชิงทรัพย์ เม่ือตามไปทนั นายดี ลงจากรถวิ่งไล่ในขนั ถือวา่ นายดี เขา้ ช่วยเจา้
พนกั งานโดยสมคั รใจเอง ถา้ นายขนั ต่อสู้ขดั ขวางมิให้นายดี จบั กุมตวั นายขนั ไม่ผิดฐานต่อสู้ขดั ขวางผูซ้ ่ึงตอ้ ง
ช่วยเจา้ พนักงานตามกฎหมาย เพราะในกรณีน้ีไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิให้ราษฎรมีหนา้ ท่ีตอ้ งช่วยเจา้ พนักงานแต่
อยา่ งใด
การต่อสู้หรือขดั ขวางอันจะเป็ นความผิดตามมาตราน้ี จะตอ้ งเป็นการต่อสู้ขดั ขวางเจา้ พนกั งานในการ
ปฏิบตั ิการตามหนา้ ท่ี หรือต่อสู้ขดั ขวางผซู้ ่ึงตอ้ งช่วยเจา้ พนกั งานตามกฎหมายในการปฏิบตั ิการตามหนา้ ที่ และ
การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีน้นั ก็ตอ้ งเป็นการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีโดยชอบดว้ ยกฎหมายดว้ ย
แต่หากการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีของเจา้ พนกั งานหรือผูซ้ ่ึงตอ้ งช่วยเจา้ พนกั งานน้นั เป็ นการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีอนั ไม่
ชอบดว้ ยกฎหมาย แมจ้ ะมีการตอ่ สูข้ ดั ขวางก็ไมม่ ีความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138
เจตนา การตอ่ สูข้ ดั ขวางเจา้ พนกั งานหรือผซู้ ่ึงตอ้ งช่วยเจา้ พนกั งาน ตามกฎหมาย ผกู้ ระทาจะตอ้ งกระทา
โดยเจตนา และจะตอ้ งรู้ด้วยว่าผูท้ ่ีตนต่อสู้ขดั ขวางน้ันเป็ นเจ้าพนักงานหรือผูซ้ ่ึงตอ้ งช่วยเจ้าพนักงานตาม
กฎหมายหากผกู้ ระทาไม่รู้ขอ้ เทจ็ จริงน้ี ก็ไม่ถือวา่ มีเจตนา
วรรคทา้ ย เป็นลกั ษณะฉกรรจ์ของการกระทาความผิดในวรรคแรก กล่าวคือ ถา้ การต่อสู้ขดั ขวางน้นั ได้
กระทาโดยใชก้ าลงั ประทุษร้ายหรือข่เู ขญ็ วา่ จะใชก้ าลงั ประทุษร้ายกต็ อ้ งรับโทษหนกั ข้นึ
ใช้กาลังประทุษร้าย หมายความว่า ทาการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของบุคคล ไม่ว่าจะทาดว้ ยใช้
แรงกายภาพหรือดว้ ยวธิ ีอื่นใด และใหห้ มายความรวมถึงการกระทาใดๆ ซ่ึงเป็นเหตใุ หบ้ คุ คลหน่ึงบุคคลใดอยู่ใน
ภาวะที่ไมส่ ามารถขดั ขนื ได้ ไมว่ า่ จะโดยใชย้ าทาใหม้ ึนเมา [ฎ. 3269/2531]
มาตรา157ผใู้ ดเป็นเจา้ พนกั งาน ปฏิบตั ิหรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ที่โดยมิชอบ เพอ่ื ให้เกิดความเสียหาย
แก่ผหู้ น่ึงผใู้ ด หรือปฏิบตั ิหรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีโดยทจุ ริต ตอ้ งระวางโทษจาคกุ ต้งั แต่หน่ึงปี ถึงสิบปี หรือ
ปรับต้งั แต่สองหม่ืนบาทถึงสองแสนบาท หรือท้งั จาท้งั ปรับ
องคป์ ระกอบความผดิ
องคป์ ระกอบความผดิ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 กรณี
กรณีที่ 1
(1) บุคคลผกู้ ระทาความผิดเป็นเจา้ พนกั งาน
คาวา่ “เจา้ พนกั งาน” ประมวลกฎหมายอาญาไดใ้ หน้ ิยามไวต้ ามมาตรา 1 (16) วา่ หมายถึง
“บุคคลซ่ึงกฎหมายบญั ญตั ิวา่ เป็นเจา้ พนกั งาน หรือไดร้ ับแตง่ ต้งั ตามกฎหมายใหป้ ฏิบตั ิหนา้ ที่ราชการ ไม่วา่ เป็น
ประจา หรือคร้ังคราว และไม่วา่ จะไดร้ ับคา่ ตอบแทนหรือไม”่
ดงั น้นั ขา้ ราชการ พนกั งานราชการ และลกู จา้ งประจาสังกดั กรมส่งเสริมสหกรณ์ ย่อมเป็นบคุ คล
ซ่ึงไดร้ ับแตง่ ต้งั ตามกฎหมายใหป้ ฏิบตั ิหนา้ ท่ีราชการเป็นประจา จึงอยใู่ นฐานะท่ีเป็นเจา้ พนกั งานตามประมวล
กฎหมายอาญา
(2) ปฏิบตั ิ หรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ที่โดยมิชอบ
สาหรับการปฏิบตั ิ หรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ที่ จะตอ้ งเป็นการปฏิบตั ิ หรือละเวน้ การปฏิบตั ิ
ในหนา้ ที่ของเจา้ พนกั งานผนู้ ้นั เองโดยตรงซ่ึงอาจพิจารณาไดจ้ ากคาบรรยายลกั ษณะงาน หรือเกิดจากคาส่งั ที่
ชอบดว้ ยกฎหมาย และโดยผมู้ ีอานาจมอบหมายหรือส่ัง เช่นน้ี แมไ้ มม่ ีหนา้ ที่โดยเฉพาะเจาะจง แตม่ ีหนา้ ที่ดูแล
เป็นการทว่ั ไป ก็อาจผิดมาตรา 157 ได(้ คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 228/2534) และถา้ หากเป็นเรื่องนอกหนา้ ที่
หรือพน้ หนา้ ที่ไปแลว้ หรือไมม่ ีหนา้ ที่เลย ยอ่ มไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 (คาพิพากษาศาลฎีกาที่
294/2525)
อยา่ งไรกต็ าม หากแมต้ นไม่มีหนา้ ที่ หรือพน้ หนา้ ที่ไปแลว้ แตไ่ ดไ้ ปร่วมกบั เจา้ พนกั งานอ่ืนท่ีมี
หนา้ ที่ กระทาความผดิ ตามมาตรา 157 กรณียอ่ มเป็นการใหค้ วามช่วยเหลือ หรือความสะดวกแก่การที่
เจา้ พนกั งานอื่นกระทาความผดิ ในขณะหรือก่อนกระทาความผิด ตนกย็ อ่ มมีความผดิ ฐานเป็นผสู้ นบั สนุน
การกระทาความผิดตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 (คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 409 – 410/2509)
นอกจากน้นั การปฏิบตั ิหรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ที่ จะตอ้ งเป็นการกระทาโดยมิชอบดว้ ย ไดแ้ ก่
การปฏิบตั ิหรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ที่เป็นการกระทานอกขอบเขตแห่งอานาจหรือโดยปราศจากอานาจ
หรือที่เป็นการฝ่าฝืนตอ่ วธิ ีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง อนั เป็นสาระสาคญั ท่ีกาหนดไวส้ าหรับการน้นั หรือท่ีเป็น
การกระทาท่ีไม่เป็นไปตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย หรือที่เป็นการใชด้ ุลพินิจโดยมิชอบ
แต่อยา่ งไรก็ตาม การกระทาเพอื่ ใหง้ านดาเนินไปโดยรวดเร็ว เป็นผลดีแก่ทางราชการ
หรือเพ่อื รักษาความสงบเรียบร้อย แมไ้ มถ่ ูกระเบียบหรือข้นั ตอนไปบา้ ง กไ็ มใ่ ช่การกระทาโดยมิชอบ
(คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5170/2530, 437/2515)
(3) ผกู้ ระทาตอ้ งมีเจตนาธรรมดา
เจตนาธรรมดาเป็นไปตามมาตรา 59 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซ่ึงบญั ญตั ิวา่
“กระทาโดยเจตนา ไดแ้ ก่ กระทาโดยรู้สานึกในการที่กระทา และในขณะเดียวกนั ผกู้ ระทาประสงคต์ ่อผล
หรือยอ่ มเลง็ เห็นผลของการกระทาน้นั ”
ฉะน้นั เจา้ พนกั งานผปู้ ฏิบตั ิหรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ที่โดยมิชอบจะตอ้ งกระทาไปโดยรู้สานึก
ในการที่กระทา และในขณะเดียวกนั เจา้ พนกั งานผกู้ ระทาก็จะตอ้ งประสงคต์ อ่ ผล หรือยอ่ มเลง็ เห็นผลของ
การกระทาน้นั ดว้ ย
(4) ผกู้ ระทาตอ้ งมีเจตนาพเิ ศษเพ่ือใหเ้ กิดความเสียหายแก่ผหู้ น่ึงผใู้ ด
การกระทาโดยมีเจตนาพิเศษ คือ การกระทาโดยมีมูลเหตุชักจูงใจให้กระทา ฉะน้ัน นอกจากต้อง
ประกอบดว้ ยเจตนาธรรมดาแลว้ เจา้ พนกั งานผกู้ ระทาความผดิ ตามมาตรา 157 ในกรณีน้ี ยงั จะตอ้ งมีมลู เหตุ
ชกั จูงใจ (เจตนาพิเศษ) เพื่อใหเ้ กิดความเสียหายแก่ผหู้ น่ึงผใู้ ดดว้ ย
อน่ึง “ผใู้ ดผหู้ น่ึง” นอกจากบุคคลธรรมดาแลว้ ยงั อาจเป็นส่วนราชการซ่ึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลก็
ไดเ้ ช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์และความเสียหายน้นั หมายความรวมถึงความเสียหายในทกุ ๆ ดา้ น โดยไม่จาตอ้ ง
เป็นความเสียหายแต่เฉพาะแก่ทรัพยส์ ินเทา่ น้นั เช่น ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามยั ชื่อเสียง เสรีภาพ
ดงั น้นั ถา้ เพยี งแต่เป็นการปฏิบตั ิหนา้ ที่โดยขาดความระมดั ระวงั บกพร่อง ไม่รอบคอบ ยอ่ มเป็น
การกระทาโดยขาดเจตนาพิเศษ หรือมลู เหตชุ กั จูงใจเพื่อใหเ้ กิดความเสียหายแก่ผหู้ น่ึงผใู้ ด ไมเ่ ป็นความผดิ ตาม
มาตรา 157 (ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 3295/2543)
กรณีที่ 2
(1) บุคคลผกู้ ระทาความผดิ เป็นเจา้ พนกั งาน มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั องคป์ ระกอบขอ้ (1)
ในกรณีท่ี 1
(2) ปฏิบตั ิ หรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ที่ มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั องคป์ ระกอบขอ้ (2) ในกรณีท่ี 1
แต่มีความแตกต่างกนั ตรงที่วา่ ในกรณีท่ี 2 น้ี การปฏิบตั ิ หรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ที่ไม่จาเป็นตอ้ งเป็นไป
“โดยมิชอบ” กลา่ วคือ ไม่วา่ การน้นั จะชอบ หรือไม่ชอบ กเ็ ขา้ องคป์ ระกอบตามกรณีที่ 2 น้ีไดต้ วั อยา่ งเช่น
เจา้ พนกั งาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพยส์ ิน หรือประโยชนอ์ ่ืนใดจากราษฎร เพ่อื เป็นการตอบแทนท่ีตน
จะปฏิบตั ิตามหนา้ ที่ จะเห็นไดว้ า่ กรณีเช่นน้ี แมจ้ ะปฏิบตั ิตามหนา้ ท่ี อนั ไม่เป็นการโดยมิชอบ แตก่ ็เป็นความผิด
ตามมาตรา 157 ในกรณีท่ี 2 แลว้
(3) ผกู้ ระทาตอ้ งมีเจตนาธรรมดา มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั องคป์ ระกอบขอ้ (3) ในกรณีท่ี 1
(4) ผกู้ ระทาตอ้ งมีเจตนาพิเศษโดยทุจริต
ค าวา่ “โดยทจุ ริต” ประมวลกฎหมายอาญาไดใ้ หน้ ิยามไวต้ ามมาตรา 1 (1) วา่ หมายถึง
“เพ่อื แสวงหาประโยชน์ที่มิควรไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมายสาหรับตนเอง หรือผอู้ ่ืน”
ฉะน้นั นอกจากตอ้ งประกอบดว้ ยเจตนาธรรมดา เจา้ พนกั งานผกู้ ระท าความผิดตามมาตรา 157
ในกรณีน้ี ยงั จะตอ้ งมีมลู เหตชุ กั จูงใจ (เจตนาพิเศษ) เพ่ือแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมาย
สาหรับตนเอง หรือผอู้ ่ืน อีกดว้ ย
โทษ
ผกู้ ระทาความผดิ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่หน่ึง
ปี ถึงสิบปี หรือปรับต้งั แตส่ องหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือท้งั จาท้งั ปรับ
อยา่ งไรกต็ าม ศาลอาจพจิ ารณาเห็นวา่ มีเหตุควรบรรเทาโทษแก่ผกู้ ระทาความผิดตามพฤติการณ์
เป็นกรณี ๆ ไป เช่น จาเลยใหก้ ารรับสารภาพเป็นประโยชนแ์ ก่การพจิ ารณา หรือจาเลยนาสืบขอ้ เทจ็ จริงเป็น
ประโยชนแ์ ก่การพจิ ารณา หรือจาเลยพยายามบรรเทาความเสียหายและไมเ่ คยไดร้ ับโทษจาคุกมาก่อน หรือ
จาเลยเคยมีคุณความดีมาก่อน
บทที่2
คาอธิบายจากบรรทดั ฐานคาพพิ ากษาศาลฎีกา
ฎีกาทีเ่ กยี่ วข้องมาตรา138
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 243/2509 การท่ีจาเลยยิงปื นข้ึนฟ้าเพ่ือขู่ตารวจมิใหไ้ ลจ่ บั กุมจาเลยต่อไปน้นั เป็น
การขดั ขวางเจา้ พนกั งานมิให้จบั กุมจาเลยหรือมิให้ปฏิบตั ิการตามหน้าท่ีตามความหมายในประมวลกฎหมาย
อาญามาตรา 138 บญั ญตั ิเป็นความผิดแลว้ ตอ้ งลงโทษ
ตามมาตรา 140
คาใหก้ ารช้นั สอบสวนของจาเลย ที่พนกั งานสอบสวนทาการสอบสวนไว้
โดยชอบย่อมใช้เป็ นพยานหลกั ฐานยนั จาเลยได้ และศาลย่อมอาศยั คารับสารภาพของจาเลยช้นั สอบสวน
ประกอบคาพยานบคุ คลของโจทกไ์ ด้
การกระทาของจาเลยท่ีฟังไดว้ า่ จาเลยใชป้ ื นยงิ ข้นึ ฟ้าเพือ่ ขเู่ จา้ พนกั งาน
ตารวจไม่ให้ไล่จบั ลาเลยต่อไปน้นั เป็ นการกระทาส่วนหน่ึงตามฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่าจาเลยบงั อาจต่อสู้
ขดั ขวางการจบั กุมของเจา้ พนกั งาน โดยใช้อาวุธปื นยิง แมจ้ ะยงั ไม่ถึงข้นั ยิงเจา้ พนกั งานโดยเจตนาฆ่า ก็หาใช่
นอกขอ้ หาคาฟ้องของโจทกไ์ ม่ เป็นเร่ืองที่โจทกป์ ระสงคใ์ ห้ลงโทษยงั ลงโทษจาเลยตามขอ้ เทจ็ จริงน้นั ได้
คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี : 1037 / 2503
สารวตั รกานนั เป็ นผูช้ ่วยกานนั เม่ือกานนั มีหนา้ ท่ีและอานาจจบั กุมผกู้ ระทาความผิด สารวตั รกานันก็ย่อมช่วย
กานันทาการจบั กุมผูก้ ระทาความผิดได้ และการช่วยทาการจบั กุมผูก้ ระทาผิดน้ี ไม่จาเป็ นจะตอ้ งให้กานัน
เรียกร้องใหช้ ่วยหรือตอ้ งมีตวั กานนั อยู่ดว้ ย เพราะกฎหมายใหม้ ีหนา้ ท่ีช่วยกานนั อยใู่ นตวั เป็นปกติแลว้ เมื่อจาเลย
ต่อสู้และทาร้ายสารวตั รกานนั ในการจับกุมจาเลยและควบคุมจาเลยส่งพนกั งานสอบสวน ย่อมไดช้ ื่อว่าจาเลย
ต่อสู้ผูต้ อ้ งช่วยเจา้ พนักงานตามกฎหมายในการปฏิบตั ิการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138
และทาร้ายผชู้ ่วยเหลือเจา้ พนกั งานตามมาตรา 289 อนั เป็นความผิดตามมาตรา 296
ฎกี าทเี่ กยี่ วข้องมาตรา157
กรณีทว่ี ินิจฉัยว่า เป็ นเร่ืองนอกหน้าที่ จึงไม่มคี วามผดิ ตามมาตรา 157
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 514/2536 จาเลยเป็นขา้ ราชการตาแหน่งสหกรณ์อาเภอ สังกดั กรม
ส่งเสริมสหกรณ์ คณะกรรมการสหกรณ์การเกษตร ส. จากัด แต่งต้งั จาเลยเป็ นกรรมการออกขอ้ สอบและ
ตรวจขอ้ สอบเพ่ือรับบรรจุพนกั งาน เม่ือสหกรณ์ดงั กล่าวเป็นนิติบุคคลต่างหากไม่ใช่หน่วยงานในกรมส่งเสริม
สหกรณ์ท่ีจาเลยจะตอ้ งรับผิดชอบโดยตรง ท้งั มติคณะกรรมการสหกรณ์ดงั กล่าวก็ไม่มีระเบียบของทางราชการ
ว่าให้ทาไดแ้ ละจาเลยจะตอ้ งปฏิบตั ิตาม และการเป็ นกรรมการสอบก็ไม่ใช่งานในหนา้ ที่รับผิดชอบของจาเลย
การเป็นกรรมการของจาเลยจึงไม่ใช่เจา้ พนกั งานกระทาการในตาแหน่งของจาเลย จาเลยจึงไมม่ ีความผิดฐานเป็น
เจา้ พนกั งาน เรียก รับทรัพยส์ ินโดยมิชอบหรือกระทาการหรือไม่กระทาการอยา่ งใดในตาแหน่ง
กรณีทีว่ ินจิ ฉัยว่าแม้ไม่มหี น้าที่เฉพาะเจาะจง แต่มหี น้าท่ดี ูแลทั่วไป กผ็ ิดมาตรา 157 ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 228/2534 จาเลยท่ี 1เป็นเจา้ พนกั งานตารวจตาแหน่งเจา้ หนา้ ท่ีสาย
ตรวจ มิไดม้ ีหนา้ ท่ีจดั การหรือรักษาเลื่อยยนตข์ องกลางซ่ึงนายดาบตารวจ ส.เป็นผเู้ กบ็ รักษา การท่ีจาเลยท่ี 1
ลกั เลื่อยยนตด์ งั กลา่ วไปจึงไมม่ ีความผดิ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147
จาเลยที่ 1 ไดร้ ับคาส่ังให้ปฏิบตั ิหน้าท่ีเวรยามและสายตรวจมีหนา้ ท่ีดูแลรักษาสิ่งของต่าง ๆ ในบริเวณสถานี
ตารวจ ถือว่าจาเลยที่ 1 ไดร้ ับคาสั่งโดยชอบให้ดูแลรักษาทรัพยข์ องกลางท่ีสถานีตารวจดว้ ย การท่ีจาเลยที่ 1
อาศยั โอกาสดงั กล่าวลกั เล่ือยยนตข์ องกลางไปขายเพ่ือประโยชนส์ ่วนตวั
จึงเป็นการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีโดยทจุ ริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
บทท่ี3
สรุปเนื้อหามาตรา138,157
สรุปเนื้อหามาตรา138
1. ผแู้ จง้ ความเทจ็ น้นั อาจเป็น บุคคลธรรมดา หรือ นิติบคุ คล กไ็ ด้
2. การแจง้ ความเทจ็ อาจทาโดย
– การบอกกบั เจา้ พนกั งาน
– การตอบคาถามเจา้ พนกั งาน เช่น ใหก้ ารเทจ็ ในฐานะเป็นพยาน
– การแจง้ โดยวิธีแสดงหลกั ฐาน
3. ขอ้ ความท่ีแจง้ ตอ้ งเป็นขอ้ เทจ็ จริงในอดีตหรือในปัจจุบนั หากเป็นเร่ือง ‘อนาคต’ ไม่เป็นความเท็จ
4. การแจง้ ความเทจ็ น้นั ตอ้ งมีลกั ษณะเป็นการยนื ยนั ขอ้ เทจ็ จริง มิใช่การแสดงความคดิ เห็น หรือการ
คาดคะเนถึงเหตุการณ์ในอนาคต
5. การแจง้ ความเทจ็ น้นั ผแู้ จง้ ตอ้ งกระทาโดยเจตนา กลา่ วคือ ตอ้ งรู้ขอ้ เทจ็ จริงวา่ ส่ิงท่ีแจง้ น้นั เป็นเทจ็ ไม่
เป็นความจริงตามที่แจง้ เพราะหากแจง้ ตามที่เขา้ ใจเช่นน้ีถือวา่ ผแู้ จง้ ไมม่ ีเจตนา
สรุปเนื้อหามารา157
จากที่กล่าวมาขา้ งตน้ สรุปไดว้ า่ หลกั การกระทาความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาน้ี
ตอ้ งมีองค์ประกอบดงั น้ี ผูก้ ระทาตอ้ งเป็ นเจา้ พนกั งาน และที่สาคญั ตอ้ งเป็ นเจา้ พนกั งานท่ีมีหนา้ ที่กระทาการ
ตามที่กฎหมายให้อานาจไว้ และในการปฏิบตั ิหรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ที่น้นั เป็นการกระทาโดยมิชอบ เพื่อให้
เกิดความเสียหายแก่บุคคลอ่ืน หรือปฏิบตั ิหรือละเวน้ การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีโดยทุจริต ดงั น้นั หากขาดองคป์ ระกอบ
ขอ้ ใดขอ้ หน่ึงไปก็ไม่อาจถือไดว้ า่ เป็นการกระทาความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ส่วนจะ
เป็นความผดิ ตามกฎหมายอื่นหรือไม่น้นั คงตอ้ งพิจารณาขอ้ เทจ็ จริงแตล่ ะเรื่องไป
บรรณานุกรม
https://www.keybookme.com/criminal-law/get-dd?matra=138&a2=active#161
http://km.cpd.go.th/pdf-bin/pdf_6778348959.pdf
https://mgronline.com/crime/detail/9500000102894
https://www.keybookme.com/criminal-law/get-dd?matra=138&a2=active