คู่มือป้องกัน
อัคคีภัย
สำหรับพนักงาน
คำนำ
เนื่องจาก อัคคีภัยเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย และแต่ละครั้งสร้าง
ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก
บริษัทฯ จึงมีการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ตรวจติดตาม และฝึกอบรมให้ความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัย รวมถึงการอบรมดับเพลิงและซ้อมหนีไฟ
เป็นประจำทุกปี เพื่อให้ทุกคนในบริษัทฯ สามารถช่วยเหลือตนเองและคนรอบข้างได้
ในยามที่เกิดเหตุเพลิงไหม้
หนังสือคู่มือป้องกันอัคคีภัยสำหรับพนักงาน เป็นอีกความตั้งใจในการป้องกันอัคคี
ภัยในเชิงรุก เพื่อให้พนักงาน มีความรู้ ความเข้าใจ และทำให้บริษัทฯ เป็นสถานที่
ที่ปลอดภัยจากอัคคีภัยสืบไป
แผนก อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และระบบคุณภาพ
บริษัท ยามาโตะ อุนยู (ประเทศไทย) จำกัด
สารบัญ
ทฤษฎีการเกิดเพลิง 2
การพัฒนาการของไฟ 3
จิตวิทยาเมื่อเกิดอัคคีภัย 6
การป้องกันแหล่งกำเนิดของการติดไฟ 7
การควบคุมเพลิง วิธีการดับเพลิง การติดต่อลุกลามของไฟ 9
ประเภทของไฟ ชนิดของเครื่องดับเพลิง วิธีการใช้เครื่องดับเพลิง 14
สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันอัคคีภัยเมื่อบริษัทมีช่วงวันหยุดยาว 18
เบอร์ติดต่อฉุกเฉินภายนอก 19
ติดต่อฉุกเฉินภายใน 20
2
ทฤษฎีการเกิดเพลิง
การสันดาป หรือการเผาไหม้ (COMBSTION) คือ ปฏิกิริยาเคมี ที่เกิดจากการรวมตัว
ของเชื้อเพลิงกับออกซิเจนซึ่งเป็นผลให้เกิดความร้อนและแสงสว่างกับสภาพการเปลี่ยนแปลง
ไฟจะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วย องค์ประกอบ 3 อย่าง หรือเรียกว่า ทฤษฎีสามเหลี่ยมของไฟ
คือ
1. เชื้อเพลิง (Fuel) ซึ่งจะอยู่ในสภาพของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส
2. ความร้อน (Heat) ซึ่งจะต้องมีอุณหภูมิที่เหมาะสมเพียงพอที่จะติดไฟได้
3. ออกซิเจน (Oxygen) ซึ่งมีอยู่ในอากาศประมาณ 21% โดยปริมาณ
เมื่อมีองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้อยู่แล้วไฟก็จะลุกไหม้ขึ้นและเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain
reaction) ดังนั้นการที่จะดับไฟก็ทำได้โดยการเอาองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งออก
ไ ฟ ก็ จ ะ ดั บ ล ง
สามเหลี่ยมของไฟ
สามเหลี่ยมของไฟ แสดงให้เห็นว่าไฟจะเกิดขึ้นได้เมื่อต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ
เชื้อเพลิง (ในรูปของไอระเหย) อากาศ (ออกซิเจน) และความร้อน (ถึงอุณหภูมิติดไฟ)
การเกิดเพลิง
ความร้อน (HEAT)
ออกซิเจน (OXYGEN) ความร้อนที่เหม
าะสมและเพียง
ในบรรยากาศทั่
วไปมีออกซิเจน
พอ สามารถทำอุณหภูมิสูงจน
ประมาณ 21 % อยู่แล้ว ซึ่ง ทำให้สารเชื้อเพลิงจุดติดไฟ
สามารถทำให้ช่วยติดไฟได้
เชื้อเพลิง (FUEL)
คือสิ่งที่ติดไฟและลุกไหม้ได้
3
การพัฒนาการของไฟ
การพัฒนาการของไฟ (Fire Development)
การพัฒนาของไฟ หมายถึง การเริ่มขยายตัวของไฟไปจนถึงการมอดของไฟ
เป็นปฏิกิริยาทางเคมีและฟิสิกส์ในการศึกษาเรื่องไฟจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
ศึกษาให้เข้าใจ เพราะไฟเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง พัฒนา หรือมีพลวัต (Dynamic) อยู่
ตลอดเวลา เมื่อทำการศึกษา เราพบว่าพฤติกรรมการเกิดไฟไปจนถึงดับว่าเป็นอย่างไร
และมีอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อที่จะนำไปหาวิธีการป้องกันและคุ้มครองอันตรายจากอัคคีภัย
ต่อไป
ในด้านการพัฒนาของไฟ จะเป็นการศึกษาในแต่ละขั้นตอนของการเกิดการ ขยาย
ตัวและการมอดของไฟซึ่งเป็นไฟที่อยู่ในห้องหรือพื้นที่ที่มีการปกคลุมอยู่โดยสังเกตจาก
ช่วงเริ่มต้นของไฟแล้วพัฒนาจนเป็นไฟที่ลุกลามเต็มที่แล้วดับลงหรือพัฒนาได้ไม่มาก
แล้วดับลง เป็นต้น
การพัฒนาของไฟแบ่งเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
1. ไฟระยะเริ่มเติบโต (Growth Period)
เป็นระยะเริ่มแรกของไฟที่ลุกติดวัสดุเชื้อเพลิง อยู่ในช่วง 1 - 2 นาที ความร้อน
(Heat) จะทำให้วัสดุใกล้เคียงเริ่มคายอนุภาคเล็ก ๆ เนื่องจากผลของความร้อน โดยถ้า
สังเกตจะเห็นเป็นควันสีเทาๆ ลอยขึ้นมา จากนั้นก็จะเกิดเป็นเปลวไฟ ซึ่งอุณหภูมิในห้อง
จะเป็นประมาณ 38°C
4
2. ช่วงลุกไหม้อย่างต่อเนื่องและเริ่มพัฒนาเป็นไฟใหญ่
หลังจากเริ่มลุกไหม้ผ่านมาในช่วง 4 – 5 นาที ความร้อนจากการลุกไหม้ของ วัสดุ
ในห้องจะลอยขึ้นสู่เพดาน เมื่อกระทบเพดานก็จะกระจายออกทุกทิศทาง ควันและไอร้อนก็
จะลอยขึ้นสู่เพดานมากขึ้นบริเวณที่ไอร้อนกระทบกับเพดานจะไม่มีออกซิเจน ส่วนบริเวณ
ตอนล่างที่สัมผัสกับอากาศก็จะเริ่มสันดาปลุกเป็นเปลวไฟ ม้วนคลื่นไปตามฝ้าเพดาน
ในขณะเดียวกันก็ส่งรังสีความร้อนไปยังวัตถุอื่นๆในห้องจนเกิดการคายไอออกมาเรื่อยๆ
โดยมีอุณหภูมิประมาณ 700°C
3. ช่วงลุกไหม้อย่างฉับพลันไปทั่วของควัน / ไอเชื้อเพลิง (Flashover)
เป็นช่วงที่ผ่านการลุกไหม้มาแล้วประมาณ 7 – 8 นาที วัสดุเชื้อเพลิงต่าง ๆ ใน
ห้องได้คายไอออกมาเป็นปริมาณมากเหมาะสมกับสัดส่วนของออกซิเจนและความร้อน
ที่มีอยู่แล้วในห้องทำให้เกิดการลุกไหม้อย่างฉับพลัน โดยมีอุณหภูมิประมาณ 1,000°C
และแผ่รังสีความร้อนออกมาประมาณ 25kW/m โดยวัสดุเชื้อเพลิงซึ่งเป็นควันและไอใน
ห้องจะถูกเผาไหม้เกือบหมด
4. ช่วงลุกไหม้แบบเต็มที่
จะมีอุณหภูมิสูงประมาณ 1,300°C โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ปริมาณ เชื้อ
เพลิง ความหนาแน่นของเชื้อเพลิง รูปร่าง และตำแหน่งที่ตั้งของเชื้อเพลิง ปริมาณ
อากาศ ลักษณะทางเรขาคณิตของห้อง และคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ รอบบริเวณนั้น
5. ช่วงไฟเริ่มมอด
เมื่อพัฒนาถึงขั้นเต็มที่แล้วและไม่มีเชื้อเพลิงมาเพิ่มหรือขาดออกซิเจนไฟจะค่อย ๆ ดับลง
5
ไฟที่คุไหม้
ไฟที่คุไหม้ แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ
ระยะเริ่มคุไหม้
1.หลังจากไฟเริ่มลุกติดเชื้อเพลิงในช่วงแรก ถ้าไฟขาดออกซิเจนหรือเชื้อเพลิง ไฟนั้น
จะค่อยๆมอดดับลง แต่ถ้ายังมีเชื้อเพลิงและออกซิเจนอยู่ไฟนั้นจะคงลุกไหม้แบบคุ แต่ยัง
คงปล่อยความร้อนออกมาเรื่อย ๆ เนื่องจากออกซิเจนเริ่มน้อยลงทำให้ อุณหภูมิภายใน
ห้องสูง และไอจากสารเชื้อเพลิงจะมีมากขึ้น อุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 700°C
2.การลุกไหม้แบบระเบิดหวนกลับ เนื่องจากอากาศวิ่งเข้ามาทำให้ไฟและควัน
ไฟลุกไหม้รุนแรง (Backdraft)
เมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้น และไอจากสารเชื้อเพลิงมีจำนวนมากแต่ยังขาด
ออกซิเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลุกไหม้ ดังนั้นเมื่อมีการเปิดประตูหรือ
เจาะผนัง ทำให้ออกซิเจนกลับเข้าไปภายในได้และจะเกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็ว
ในระยะเวลาสั้นมาก ซึ่งก็เป็นเสมือนเป็นการระเบิดนั้นเอง ซึ่งกรณีที่อากาศหวน
กลับไปในห้องทำให้เชื้อเพลิงติดไฟอย่างรวดเร็วอีกครั้ง(Backdraft)นักผจญ-
เพลิงต้องเห็นความร้ายแรงและต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก
6
จิตวิทยาเมื่อเกิดอัคคีภัย
สิ่งกระตุ้นต่างๆ ที่มีผลต่อสภาวะจิตใจของผู้อยู่ในเหตุการณ์
1. อาการตื่นตระหนก ตกใจ (Panic) ความมีสติเท่านั้นที่จะควบคุมอาการ ตระหนกไว้ได้
ตั้งแต่เริ่มอาการตระหนกจนถึงช่วงเวลาที่ได้สติ บางคนใช้เวลาสั้น ๆ ก็ได้สติ ในช่วง
เวลาที่ยังไม่ได้สตินั้น ถ้าเคยทำอะไร เคยฝึกอะไร ไว้บ้างก็จะทำไปตามนั้นได้บ้าง
2. แสงสี แสงของไฟ ความสว่างของการลุกไหม้ย่อมกระตุ้นให้เกิดความกลัว ถ้าขาด
แสงหรือเกิดความมืดไปจากปกติ จะทำให้เกิดความกลัวได้เช่นกัน
3. เสียง มีส่วนกระตุ้นให้เกิดความกลัว เกิดการตกใจ ทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ ในทาง
ตรงกันข้าม ในภาวะที่ขาดเสียงคือความเงียบสงัด ก็ทำให้เกิดความกลัวได้
4. กลิ่น เป็นสิ่งที่กระตุ้นอีกอย่างหนึ่ง อันได้แก่ กลิ่นควันไฟ กลิ่นคาวเลือด กลิ่นสาร -
ระคายเคือง กลิ่นจากการระเบิด เป็นต้น
5. ควัน (Smoke) คือสารผสมระหว่างเขม่า ขี้เถ้าและวัสดุต่าง ๆ ที่เกิดมาจาก
กองเพลิงรวมทั้งแก๊สและไอ มีสีต่าง ๆ ตั้งแต่สีดำ สีเทา สีขาวขุ่ นอมฟ้า ฯลฯ ทำให้
ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง และสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายลอยสะสมอยู่
ในควันด้วย
6. อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง (ความร้อน) การสัมผัสวัตถุที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน มาก ๆ
ย่อมกระตุ้นให้เกิดความกลัวได้มากน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน
7. ข่ าวที่เกิดในภาวะต่าง ๆ ที่ส่อ ที่ส่อให้เห็นถึงความสับสนและไม่แน่นอนเป็น อันตราย
แก่คนนั้น ๆ หรือญาติพี่น้อง พรรคพวกหรือข่ าวน่ากลัวต่าง ๆ ย่อมกระตุ้นอารมณ์ให้
เกิดความกลัวได้ เมื่อพบเหตุเพลิงไหม้ ตั้งสติ ประเมิน สื่อสาร
7
การป้องกันแหล่งกำเนิดของการติดไฟ
(SOURCES OF IGNITION)
ในการป้องกันนั้น เราควรทราบสิ่งที่อาจจะเป็นต้นกำเนิดการติดไฟ นอกจาก
เปลวไฟธรรมดาแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสาเหตุของการติดไฟได้
1. อุปกรณ์ไฟฟ้า (Electrical) ส่วนมากมักเกิดจากอุปกรณ์
ร้อนเกินไป (Overheat) และกระแสไฟลัดวงจร (Short Circuit)
2. การขัดสีของวัตถุ (Friction) เช่น แบริ่งร้อน (Hot Bearing)
(Misaligned) ไม่ได้ศูนย์ ชิ้นส่วนหัก (Broken Machine Parts)
สิ่งเหล่านี้ถ้าการซ่อมบำรุงดีมักจะมีการตรวจตราประจำและ
การหล่อลื่นประจำ จะเป็นการ ป้องกันได้
3. วัสดุที่ร้อนเกินไป (Overheat Materials)
4. ผิวร้อน (Hot Surface) วัสดุที่ติดไฟกับผิวร้อนต้องให้มี
ระยะห่างกัน หรือใช้ฉนวนหุ้มหรือไม่ก็มีการระบายอากาศที่
พอเพียง
5. เปลวไฟจากเตา (Burner Flame) หรือเปลวไฟจาก
อุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีลักษณะ เดียวกัน
6. การติดไฟด้วยตัวเอง (Spontaneous Ignition) เช่น
ไพโรโฟรคไอออน ซัลไฟด์ (Pyrophoric Iron Sulfide)
7. การเชื่อมและการตัด (Cutting And Welding) ต้องมี
มาตรการเข้มงวดในการ ควบคุมในการเชื่อมหรือตัด เพื่อกัน
ลูกไฟ หรือสะเก็ดร้อนต่าง ๆ
8. ความร้อนจากการอยู่ใกล้ไฟ (Exposure)
8
9.ประกายไฟจากการกระทบกันของโลหะ (Mechanical Sparks)
เช่น ของที่กระเด็นเข้าไปในเครื่องจักร การใช้ฆ้อน
10. การสูบบุหรี่ (Smoking)
11. การวางเพลิง (Incendiarism)
12. ฟ้าผ่า (Lightning)
13. ไฟฟ้าสถิตย์ (Static Electricity)
หลักสำคัญ คือ การแยกองค์ประกอบของไฟออกจากกัน
เช่น การเก็บวัสดุติดไฟไว้เท่าที่จำเป็นและในสถานที่ที่ห่าง
จากแหล่งกำเนิดของการติดไฟ การเก็บสารไวไฟ
ไว้ในภาชนะที่เหมาะสม การป้องกันระบบไฟฟ้าลัดวงจร
ก า ร ค ว บ คุ ม ก า ร สู บ บุ ห รี่ ใ ห้ เ ป็ น ที่ ก า ร ว า ง ร ะ เ บี ย บ ใ น ก า ร
เชื่อม การตัด การเก็บสารเคมีอย่างถูกต้อง การจัดให้มี
การรักษาความสะอาดในสถานที่ทำงานที่ดี ฯลฯ
9
วิธีการดับเพลิง
1. การกำจัดเชื้อเพลิง (Eliminate Fuel Supply) ซึ่งการจำกัดเชื้อเพลิงทำได้โดย
1.1 นำเชื้อเพลิงออกจากบริเวณอัคคีภัย หรือโดยการถ่ายทิ้ง (Blow down) สูบ
น้ำมันออกจากถังการปิดลิ้น หรือการเปลี่ยนทิศทางการไหล (Rerouting Flow) เป็นต้น
1.2 ในกรณีที่ขนย้ายเชื้อเพลิงออกไปไม่ได้ให้ใช้วิธีนำสารอื่นๆมาเคลือบผิวของ
เชื้อเพลิงนี้เอาไว้ เช่น น้ำละลายเกลือ น้ำละลายด้วยผงซักฟอก หรือสารตัวอื่น เช่น
Light Water Foamเมื่อฉีดลงบนผิววัสดุและจะปกคลุมอยู่นานตราบเท่าที่น้ำหรือสาร
เคมีอื่น ๆ ที่ผสมในน้ำยังไม่สลายตัว
2. การป้องกันออกซิเจนในอากาศรวมตัวกับเชื้อเพลิง (Prevent Oxygen In Air Combining
With Fuel) การป้องกันไม่ให้ออกซิเจนรวมตัวกับเชื้อเพลิงทำได้สองอย่างคือการใช้แก๊สเฉื่อย
ไปลดจำนวนออกซิเจนในอากาศ หรือการใช้สิ่งที่ผนึกอากาศคลุมเชื้อเพลิงไว้สำหรับพื้นที่ที่
ไฟไหม้ไม่ใหญ่โตนัก การใช้คาร์บอนไดออกไซด์ ผงเคมีแห้ง หรือไอน้ำ จะได้ผลดี โฟมเป็นตัว
กั้นระหว่างเชื้อเพลิงกับอากาศที่ดี ถ้าสามารถคลุมพื้นที่ได้ทั้งหมดโดยไม่มีช่องว่างแต่ใช้กับ
น้ำมันที่กำลังไหลไม่ได้ ผ้ากระสอบหรือผ้าหนาๆ ที่เปียก สามารถใช้ดับเพลิงที่เกิดในภาชนะ
เปิดเล็ก ๆ (Open Containers) และตามท่อระบาย (Tank Vent)
10
3.การลดความร้อนที่จะทำให้เกิดการระเหย (Elimination Heat Causing Oil Vaporization)
ไอระเหยของน้ำมัน คือ เชื้อเพลิงความร้อนทำให้น้ำมันระเหยเป็นไอดังนั้นจึงจำเป็นต้องลด
ความร้อนลงเพื่อไม่ให้น้ำมันระเหยเป็นไอน้ำเป็นตัวสำคัญที่สุดในการลดความร้อนโดยเฉพาะน้ำที่
เป็นฝอยละเอียดจะมีประสิทธิภาพมาก ฝอยน้ำที่ฉีดลงไปบนเปลวไฟจะไปลดความร้อนซึ่งเป็นตัวที่
จะทำให้เกิดการกลายเป็นไอของน้ำมันและเป็นตัวลดอุณหภูมิของผิวน้ำมันซึ่งเป็นการป้องกันการ
ระเหยเป็นไอด้วย นอกจากนั้นยังเป็นตัวลดความร้อนของวัสดุอุปกรณ์ใกล้เคียงต่างๆ ให้ต่ำกว่า
จุดติดไฟของไอน้ำมันด้วย
4. การตัดปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain Reaction)
เป็นวิธีการดับเพลิงแบบใหม่ที่ได้ผลมากโดยการ
ใช้สารบางชนิดที่มีความไวต่อออกซิเจนมาก เมื่อฉีด
ลงสารดังกล่าว ได้แก่ พวกไฮโดรคาร์บอนประกอบ
กับฮาโลเจน (Halogenated Hydrocarbons) ซึ่งสาร
ฮาโลเจน ได้แก่ ไอโอดีโบรมีน คลอรีนและฟลูออรีน
(เรียงตามลำดับความสามารถในการใช้งาน) สารดับ
เพลิงประเภทนี้เรียกว่า “ฮาลอน” (Halon) เป็นต้น
11
กฎความปลอดภัย
ในกรณีไฟไหม้
12
กฎความปลอดภัย "ในกรณีไฟไหม้อาคารสูง"
1.ต้องดับเพลิงในอาคารสูงด้วยอุปกรณ์ดับเพลิงของ
อาคารของตนเองให้ได้ภายในระยะเพลิงเริ่มไหม้ใน 2 นาที
แรก อย่ามัวแต่รอความช่วยเหลือจากพนักงานดับเพลิง
2.ดึงหรือกดสถานีแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่กล่องแดงที่ติดไว้ข้าง
ผนังทางเดินทันทีที่พบเหตุเพลิงไหม้แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
3.แต่ละห้องพักต้องทำแผนผังแสดงเส้นทางหนีไฟจากห้อง
พักไปสู่บันไดหนีไฟ อย่างน้อย 2 เส้นทาง
4.ตรวจสอบเส้นทางหนีไฟไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่มีสิ่งกีดขวาง
ตลอดทางวิ่ง
5.ร่วมฝึกซ้อมหนีไฟเพื่อเป็นการตรวจสอบด้วยตนเองถึง
ความพร้อมของเจ้าหน้าที่อาคารและอุปกรณ์ป้องกันและ
ดับเพลิงของอาคารว่ายังมีประสิทธิภาพใช้การได้ดีอยู่เสมอ
6.อย่าใช้ลิฟท์หนีไฟ ให้หนีลงมาโดยเร็วโดยบันไดหนีไฟทันที
ที่ได้ยินสัญญาณกระดิ่งแจ้งเหตุไฟไหม้
ภายในอาคาร 13
7.หากติดอยู่ในกลุ่มควันไฟ ให้ก้มตัวให้ต่ำหรือหมอบคาน
เพื่อหาทางออก ควันไฟทำให้คนส่วนใหญ่ เสียชีวิตมากกว่า
จากเปลวไฟถึง 3 เท่าตัว
8.ก่อนเปิดประตูให้แตะหรือคลำลูกบิด หากร้อนจัดแสดงว่า
มีเปลวเพลิงอยู่ด้านนอก อย่าเปิดจะถูกเปลวไฟพุ่ งเข้าตัวได้
9.เมื่อหนีออกจากห้องพักหรือหนีผ่านประตูใดๆให้ปิดประตู
นั้นให้สนิท
10.กรณีหนีไฟไม่ได้ให้อยู่ภายในห้องพักและปิดประตู ใช้ผ้าชุบน้ำ
อุดบริเวณขอบบานประตู แล้วให้ขอความช่วยเหลือที่หน้าต่าง
หรือระเบียง
11.แนะนำทุกคนในครอบครัวให้ทราบถึงกฎความปลอดภัย
และวิธีปฏิบัติตัวกรณีเกิดเพลิงไหม้
12.ไฟไหม้ในอาคารสูงเกิดขึ้นเป็นประจำและเกิดขึ้นบ่อยแต่ที่ไม่
เป็นข่ าวเพราะผู้อาศัยและเจ้าหน้าที่อาคารช่วยกันดับได้ก่อน
ลุกลามทุกคนที่อาศัยในอาคารสูงทุกอาคารจึงต้องเตรียม
พร้อมตลอดเวลา แล้วจะมีความปลอดภัยได้แน่นอน
14
ประเภทของไฟ
ไฟประเภท A (Class “A”) เป็นการเผาไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงธรรมดาโดยทั่วไป เช่น
ไม้ กระดาษ ผ้า พลาสติก ฯลฯ เชื้อเพลิงเหล่านี้มีลักษณะและปฏิกิริยาในการเผาไหม้
โดยการคายไอออกมาตามผิวโดยที่เนื้อแท้ของเชื้อเพลิงยังไม่แปรสภาพเป็นของเหลว
ไฟประเภท B (Class “B”) เป็นการเผาไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่เป็นสารไอโดรคาร์บอน
ทุกชนิด เช่น ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหุงต้ม (LPG) น้ำมันที่ใช้กับรถยนต์ยางมะตอย พาราฟิน
ตัวทำลายต่างๆ เป็นต้น โดยที่มีลักษณะของการลุกไหม้โดยเป็นก๊าซหรือของเหลวที่ขับ
ไอออกมาถ้าเป็นลักษณะแข็งตัวก็จะหลอมเหลวแล้วคายไอออกมา
15
ไฟประเภท C (Class “C”) เป็นการเผาไหม้ที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากอาร์คส
ปาร์ค การใช้ไฟฟ้าเกินกำลัง เมื่อเกิดการเผาไหม้ยังมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในอุปกรณ์ไฟฟ้านั้น
โดยกระแสไฟฟ้ายังไม่ได้ถูกตัดออกแต่ถ้าหากตัดกระแสไฟฟ้าออกแล้วสิ่งเหล่านี้ก็คือ
เชื้อเพลิง “A” “B” หรือ “D” นั่นเอง
ไฟประเภท D (Class “D”) เป็นการเผาไหม้ที่เกิดจากพวกโลหะที่ลุกไหม้และให้ความร้อนสูง
พวกวัตถุระเบิด พวกที่ทำปฏิกิริยากับน้ำได้ เช่น แมกนีเซียม (Magnesium) , โซเดียม (Sodium) ,
ไทเทเนียม (Titanium) , โปรแตสเซียม (Potassium) เป็นต้น ลักษณะการลุกไหม้ของประเภท “D”
นี้จะให้ความร้อนสูงมากทำให้เกิดการลุกลามอย่างรวดเร็วบางครั้งเกิดการระเบิดขึ้นและเชื้อ
เพลิงบางชนิดทำปฏิกิริยากับน้ำ เช่น โซเดียมทำให้เกิดก๊าซไฮโดรเจนซึ่งเป็นก๊าซที่ไวไฟ
ไฟประเภท K (Class “K”) เป็นการเผาไหม้ที่เกิดจากคราบน้ำมันหมูน้ำมันพืชหรือในปล่อง
ระบายควันในห้องครัว
16
ถังดับเพลิงในบริษัทฯ
1.ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง ( Dry Chemical Extinguishers )
ถังดับเพลิงประเภทนี้บรรจุผงเคมีแห้งและอัดก๊าซไนโตรเจน
ที่สามารถระงับปฏิกิริยาเคมีของการเกิดเพลิงไหม้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เมื่อฉีดออกมาจะเป็นฝุ่นผงเคมีขัดขวางการ
ลุกไหม้ของออกซิเจนกับเชื้อเพลิงจึงเหมาะสำหรับการดับ
เพลิงได้หลายรูปแบบ ทั้งเพลิงไหม้ประเภท A, B และ C
(Multi-purpose) หรือ B และ C ขึ้นอยู่กับผงเคมีแห้งที่บรรจุ
ไว้ในเครื่องดับเพลิงเหมาะกับการใช้ในอาคารพักอาศัย บ้าน
โรงงานอุตสาหกรรม
2. ถังดับเพลิงชนิดน้ำยาเหลวระเหย
HCFC-123 (Halotron Extinguishers)
สารดับเพลิงชนิดสารเคมีเหลวที่มีความเย็นจัดเมื่อ
ฉีดออกมาจะเป็นไอระเหยทำหน้าที่กำจัดความร้อน
และขัดขวางการเผาไหม้ออกซิเจนและไม่เป็นสื่อนำ
ไฟฟ้าโดยไม่ทิ้งคราบสกปรกหลังดับ ถังดับเพลิง
ชนิดนี้สามารถดับเพลิงไหม้ได้ทั้งประเภท A, B, C
หรือ B,C ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องดับเพลิงเหมาะ
กับการใช้งานในห้องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือ
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
เรือ เครื่องบิน
17
3.ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
(Carbon Dioxide (CO2) Extinguishers)
ถังดับเพลิงประเภทนี้จะบรรจุก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ที่เมื่อฉีดออกมา
แล้วจะมีลักษณะเป็นไอเย็นจัดของ
น้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) ปกคลุมบริเวณที่
เกิดเพลิงลุกไหม้ ช่วยให้ลดความร้อน
และดับไฟได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงไม่ทิ้ง
คราบสกปรก สามารถใช้ดับเพลิงได้ทั้ง
ประเภท B และ C เหมาะสำหรับโรงงาน
ที่มีไลน์การผลิตขนาดใหญ่ โรงอาหาร
ห้องเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
18
สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันอัคคีภัย
เมื่อบริษัทมีช่วงวันหยุดยาว
ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ จอภาพ ลำโพง โน๊ตบุ๊ค หรือ
อุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดว่าได้
ถูกปิดหมดแล้วและถอดปลั๊กออก
พนักงานคนสุดท้ายที่ใช้เครื่องใช้ในครัว เช่น ไมโครเวฟ
กาน้ำร้อน ฯลฯ ต้องถอดปลั๊กไฟออกทั้งหมด
กรณีที่มีเครื่องใช้ส่วนตัวใด ๆ ใกล้พื้นที่ทำงานของท่านเช่น
ที่ชาร์จโทรศัพท์หรือสิ่งอื่นๆที่เสียบอยู่ กรุณาถอดปลั๊กออก
ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศในพื้นที่ของท่านก่อนออกไป
หากท่านเป็นพนักงานคนสุดท้ายที่ออกจากพื้นที่นั้นๆ ให้ปิด
ไฟที่ไม่ได้ใช้และถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆที่พบเห็น
19
เบอร์ติดต่อฉุกเฉินภายนอก
191
เหตุร้าย สถานีตำรวจ
199
เพลิงไหม้ สถานีดับเพลิง
1669
การแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล
1784
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
20
ติดต่อฉุกเฉินภายใน
ในกรณีติดต่อฉุกเฉินภายใน
- ติดต่อ LINE : HR Yamatothai
- กดที่เมนูและเลือก SOS
วิธีการใช้งานแอป SOS