สารบัญ หนา 1 12 ิ 19 25 ตอนที่ 1 สมาธิกับการพัฒนาความประเสริฐของมนุษย ตอนที่ 2 การทำสมาธิ และการบริกรรม ตอนที่ 3 การวัดผลของการบริกรรม และลักษณะอาการตอตานสมาธ ตอนที่ 4 ลักษณะของสมาธิ ตอนที่ 5 ประโยชนของสมาธิ การนำสมาธิไปใชในชีวิตประจําวัน 33 สมาธิกับการเรียนและการงาน ตอนที่ 6 ลักษณะของฌาน และขั้นตอนของฌาน 41 ตอนที่ 7 คุณสมบัติและประโยชนของฌาน 49 ตอนที่ 8 ลักษณะของญาณ และขั้นตอนของญาณ 56 ตอนที่ 9 คุณสมบัติและประโยชนของญาณ 62 ตอนที่ 10 สิ่งที่ควรรูเรื่องวิปสสนา และ จุดมุงหมายของสมถะ-วิปสสนา 69 ตอนที่ 11 แผนผังสมถะ วิปสสนา 76 ตอนที่ 12 วิปสสนูปกิเลส - อภิธรรม กับ วิปสสนา 85
ตอนที่ 1 สมาธิกับการพัฒนาความประเสริฐของมนุษย์ เรื่อง 1. ประวัติการศึกษาสมาธิของพระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์หลวงพอวิริยังค์ สิรินฺธโร) ่ 2. ความประเสริฐของมนุษย์:ความดี 2 ประการ 3. สมาธิกบการพัฒนาความประเสริฐของมนุษย์ ั 4. หลักสูตรสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพ สาระส าคัญ 1. พระอาจารย์หลวงพ่อท าสมาธิด้วยตนเองได้ตั้งแต่วัยเด็ก หลังจากตั้งสัจจะที่จะอุทิศชีวิตให้พระศาสนา แล้วจึงได้ศึกษาสมาธิอยางจริงจังก ่ บพระอาจารย์กงมาและหลวงปู่ มั ันจนเก่ิดความช ่าชอง 2. ความสามารถและความเป็ นเลิศ เป็ นความประเสริฐของมนุษย์ที่ท าให้มนุษย์พัฒนาจากอดีตถึงปัจจุบัน การไม่พัฒนาความประเสริฐนี้ นอกจากท าให้มนุษย์ไม่พัฒนาแล้ว ยังท าให้เกิดปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ระดับ ครอบครัวถึงระดับโลก 3. สมาธิเป็ นความสงบ สันติ สามารถลดอารมณ์ สร้างพลังจิต พัฒนาสติปัญญา และควบคุมจิตใจ สมาธิจึงมี บทบาทส าคัญในการพัฒนาความประเสริฐของมนุษย์ 4. พระอาจารย์หลวงพ่อสร้างหลักสูตรสมาธิจากความรู้ การปฏิบัติ และประสบการณ์ ที่สั่งสมมานานถึง 50 ปี และได้ตัดสินใจสร้างหลักสูตรที่เน้นความเป็ นสากลและหนทางกลาง 1
เนื้อหาของตอนที่ 1 มี 4 เรื่อง คือ ประวัติการศึกษาสมาธิของพระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ซึ่งพระอาจารย์หลวงพอได้เล ่ ่าไว้โดยสังเขป จากนั้นพระอาจารย์หลวงพอได้ให้ ่ เนื้อหาพื้นฐานของการศึกษาเรื่องสมาธิ คือ เรื่องความประเสริฐของมนุษย์: ความดี 2 ประการ สมาธิกบการั พัฒนาความประเสริฐของมนุษย์ และ หลักสูตรสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพ 1. ประวัติการศึกษาสมาธิของพระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ประวัติการศึกษาสมาธิของพระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์หลวงพอวิริยังค์ สิรินฺธโร) แบ ่ ่งเป็ น 2 ช่วงใหญ่คือ ช่วงการศึกษากบพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ และช ั ่วงการศึกษากบหลวงปู่ มั ั น ภูริทัตโต่ 1.1 การศึกษากบพระอาจารย์กงมา ั ช่วงการศึกษากบพระอาจารย์กงมา จิรปุ ั ญโญ แบ่งเป็ น 3 ช่วงยอย คือ ่ 1.1.1 ก่อนการตัดสินใจเรื่องสมาธิ ในบรรดาพี่น้องทั้งหลาย พระอาจารย์หลวงพอเป็ นผู้ที่มีสติปัญญาน้อยกว ่ าหรือเรียกว ่ ่าคน โง่ก็วาได้ เพราะฉะนั ่้นผู้ปกครองจึงได้ส่งตัวพระอาจารย์หลวงพอไปอยู ่ ในวัด แต ่ ่ก็ไม่สามารถที่จะท าอะไร ได้ ก็คือไปอยู่เฉยๆ ในที่สุดก็ต้องมาอยู่ที่ครอบครัวตามเดิม เมื่อมาอยู่ที่ครอบครัวแล้ว พระอาจารย์ หลวงพ่อมีเพื่อนคนหนึ่งเป็ นผู้หญิงก็ได้ชวนพระอาจารย์หลวงพ่อไปที่วัดสว่างอารมณ์ (ในปัจจุบัน) หรือ บ้านใหม่ส าโรง ต าบลลาดบัวขาว อ าเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา อันเป็ นต้นกาเนิดที่พระอาจารย์หลวงพ ่อ จะได้เรื่องของสมาธิ การไปที่วัดนั้นไปเป็ นกลุ่ม ทุกคนต่างอ่านหนังสือไม่ออก เขาก็ไปต่อหนังสือกนในวัด ั แต่พระอาจารย์หลวงพอนั ่้นอ่านหนังสือออกหมดแล้ว ในระยะนั้นคงอายุสิบกวา จึงไม ่ ่มีความจ าเป็ นจะต้อง ไปต่อหนังสือกบเขา กั ็ต้องไปนังใกล้ก ่นกั บเพื่อน ั พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ท่านเห็นเข้า ท่านบอกวาผู้ชายอะไรไปนั ่่งติดกบผู้หญิงในวัด ั ใช้ไม่ได้ พระอาจารย์หลวงพ่อก็ตกใจเป็ นอย่างยิง รีบไปหาที่นั ่ ่งมุมศาลา จะกลับบ้านก็กลับไม่ได้ เพราะ กลัวผี เมื่อไปนั่งอยูที่มุมศาลานั ่้นเป็ นเวลา 2 ทุ่ม กว่าเขาจะเลิกต้องใช้เวลานานคือเที่ยงคืนจึงจะกลับบ้าน สองทุ่มไปถึงเที่ยงคืนก็ตั้ง 4 ชัวโมง แล้วก ่ ็ไม่เคยนังเฉยๆ เพราะว่ าเป็ นเด็กก ่ ็ซนไปตามเรื่อง แต่ก็จ าใจต้องไป นั่งอยู่ที่มุมศาลา เมื่อนั่งก็กระวนกระวายเพราะว่าไม่เคยก็เลยบ่นในใจว่า “ไม่มาอีกแล้ว ไม่มาอีกแล้ว” เพียงเท่านั้นล่ะ ไม่ก ี่นาทีจิตมันก็รวมเป็ นสมาธิ เมื่อจิตรวมเป็ นสมาธิ ปรากฏว่าร่างกายของเรานี้มีอยู 2 ร่ ่าง ร่างหนึ่งอยูก่ บตัวที่นั ังอยู่ แล้วอีกร ่ ่างได้เดินไปในที่หนึ่ง มีความสุขเหลือเกิน จนกระทังมีลมชนิดหนึ่งพัดมา ่ ใส่ใจบอกว่า อู้ฮู้...คุณพระพุทธศาสนายังมีอยู่ขนาดนี้เชียวหรือ มันมีความสุขสุดแสนที่จะพรรณนาได้ บริเวณรอบนั้นก็เป็ นสวนดอกไม้ที่มีความสดสวยที่สุด พระอาจารย์หลวงพ่ออยู่ที่นั่นประมาณเกือบ 4 ชั่วโมง แล้วก็กลับคืนมาหาร่าง เห็นร่างเรานั่งอยู่ โอ้เราจะเข้าร่างเราได้อย่างไร ก็ปรากฏว่าลืมตาขึ้น พบพวกเรากาลังจะลากลับ คือเที่ยงคืนแล้ว 2
พระอาจารย์หลวงพ่อติดใจสมาธิที่เกิดขึ้นนั้น จึงขอโอกาสแก่คณะทั้งหลายว่าขอโอกาส พูดกบพระอาจารย์กงมาหน ั ่อย คณะก็ให้โอกาสหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ได้เข้าไปกราบพระอาจารย์กงมาเป็ น ครั้งแรกแล้วก็ได้เล่าเรื่องที่พระอาจารย์หลวงพอได้สมาธิอย ่ างนั ่้นให้พระอาจารย์กงมาฟัง พระอาจารย์กงมา ท่านก็บอกวาที่แกมาเป็ นอย ่ างนี ่้ต้องท าสมาธิมานาน ถ้าไม่นานมันเป็ นไปไม่ได้ พระอาจารย์หลวงพอก่ ็บอก ท่านว่าไม่ได้เคยท ามาเลย เพิ่งวันนี้แหละ แล้วก็ไม่ใช่ท าสมาธิด้วย นั่งเฉยๆ ท่านพระอาจารย์กงมาท่านก็ บอกวา่ วิริยังค์นี่แกเป็ นสมาธิตั้งแต่ฉันยังไม่ได้สอนนะ แล้วสมาธินี่คนจะต้องท าไม่ต ่ากวาเก่ าปี สิบปี กว ้าจะ่ ได้อยางนี ่้ พระอาจารย์หลวงพอก่ ็ปลาบปลื้มใจ 1.1.2 การตั้งสัจจะกบตาปะขาว ั เมื่อพระอาจารย์หลวงพอกลับมาอยู ่ก่ บครอบครัว แต ั ่ก่อนเคยไปฆ่าสัตว์ มีจิตใจเหี้ยมโหด การฆ่าสัตว์เป็ นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อจิตเป็ นอย่างนี้แล้ว แม้แต่ยุงก็ไม่กล้าที่จะตบให้ตาย สติปัญญาที่ว่ามี ความโง่เง่าอะไรๆ ต่างๆ กลับกลายเป็ นผู้ที่มีความฉลาด ทางฝ่ ายผู้ปกครอง ก็เห็นวามันกลับตัวได้ ก ่ ็ต้องการ จะให้เรียนต่อ เพราะวาสติปัญญาดีขึ ่้นมากแล้ว พระอาจารย์หลวงพอในขณะนั ่้นคิดวา ความสุขนี ่้ไม่ควรที่จะได้รับแต่เฉพาะพระอาจารย์ หลวงพอเท่ ่านั้น ควรจะมีคนอื่นได้รับด้วย ก็คิดอยูในใจอย ่ างนั ่้น ต่อมา เมื่อพระอาจารย์หลวงพ่อต้องท างานช่วยผู้ปกครองหนักมากขึ้น ก็เกิดเป็ นโรค อัมพาตที่ไม่สามารถรักษาได้ เป็ นอัมพาตหมดตัว ไม่ใช่เป็นอัมพาตครึ่งซีก ปากก็เบี้ยว มือไม้อะไรก็ท าอะไร ไม่ได้ ร่างกายก็เรียกว่าหมดหวัง ในใจคิดว่าสมาธิที่เราได้นี้ เราอยากจะให้ผู้คนทั้งหลายได้อย่างเราบ้าง เพราะมันมีความสุข ความสุขอันนี้ควรที่จะเฉลี่ยออกไป แต่ว่าเสียดายที่เรามาเป็ นโรคอัมพาต ท าอยางไร ่ ถึงจะท าให้ร่างกายของเราปกติดังเดิมได้ เมื่อเป็ นโรคอัมพาตอยูนานพอสมควร จึงอธิษฐานจิตว ่ าหากใครมา ่ รักษาข้าพเจ้าให้หายจากโรคอัมพาตได้ ข้าพเจ้าจะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศาสนา จะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่ ชาวโลกทั้งสิ้น เรียกวา สละร่ ่างกายเพื่องานนี้โดยเฉพาะ พระอาจารย์หลวงพ่ออธิษฐานตัวเองเพียง 7 วันเท่านั้น ก็ปรากฏมีตาปะขาวมาจากไหน ไม่รู้ขึ้นมาบนบ้านแล้วมาถามโยมพอ ขออนุญาตไปรักษาเด็กหน ่ ่อยได้ไหม (พระอาจารย์หลวงพอเรียกพ ่ ่อ ว่าโยมตา) โยมตาดีใจอยางยิ ่ง ก่ ็ขอเชิญตาปะขาว ตาปะขาวมาถึงไม่พูดพล่ามท าเพลง บอกว่าหนูอธิษฐาน เพื่อที่จะให้ชาวโลกมีความสุขด้วยการท าสมาธิจริงไหม พระอาจารย์หลวงพ่อก็บอกท่านว่าจริง ถ้าจริงแล้ว ลองพูดให้ลุงฟังสิ พระอาจารย์หลวงพ่อก็บอกว่าถ้ามีผู้ใดมารักษาข้าพเจ้าให้หายจากโรคอัมพาต ข้าพเจ้า จะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศาสนาและให้แก่ชาวโลกทั้งสิ้น ตาปะขาวบอกว่า ดีแล้ว หนูสัญญาได้ไหม พระอาจารย์หลวงพ่อบอกว่าสัญญาได้ เมื่อสัญญาได้ลุงจะรักษาให้ แล้วตาปะขาวก็เอาหัวไพลมาเคี้ยว หัวไพลมันจะเหมือนกบั หัวขิงแต่สีเหลือง แล้วก็พ่นไป เวียน 3 ทีใส่ตัวทั้งหมด แล้วตาปะขาวนั้นก็ลงจาก 3
บ้านหายไป ในวันรุ่งขึ้นพระอาจารย์หลวงพ่อก็หายเหมือนกับปลิดทิ้ง ไม่มีอะไรเหลืออยู่ วิ่งได้ เดินได้ พูดได้ เหมือนคนธรรมดา นับเป็ นสิ่งมหัศจรรย์มหาศาล เมื่อเป็นเช่นนั้นพระอาจารย์หลวงพ่อก็มีสิ่งหนึ่ ง ที่ติดใจอยูคือ เราจะต้องน าเอาสมาธิไปเผยแพร ่ ่ให้แก่ชาวโลกให้เกิดสันติสุขขึ้นมา นี่เป็ นสิ่งที่ได้รับค าสัจจะ จากตาปะขาวแล้ว 1.1.3 การบวชเป็ นเณรและการบวชเป็ นพระภิกษุ หลังจากที่หายจากโรคอัมพาตแล้ว พระอาจารย์หลวงพ่อก็ออกบวชเป็ นสามเณรอยูก่บั พระอาจารย์กงมา พระอาจารย์หลวงพ่อกราบเรียนท่านว่าผมบวชนี้ผมต้องการศึกษาสมาธิให้ละเอียด เพราะวาจะต้องน าเอาสมาธินี ่้ไปเผยแพร่แก่ชาวโลกทั้งสิ้น ให้ชาวโลกเขามีสมาธิ จะได้มีความอยูเย็นเป็ นสุข ่ ผมได้ตั้งสัจจะไว้กับตาปะขาว อย่างไรแล้วก็จะต้องท าอย่างนั้น เมื่อเป็ นเช่นนั้นพระอาจารย์กงมาก็พา พระอาจารย์หลวงพ่อเดินดง เดินป่ า พาธุดงค์ พาท าทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ท่านจะสามารถท าให้หลวงพ่อ เกิดสติปัญญาได้ พระอาจารย์หลวงพอก่ ็พยายามศึกษาอยูก่บทั ่านเป็ นระยะเวลาถึง 8 ปี อายุครบบวช ได้บวช เป็ นพระภิกษุ ศึกษาอย่างช ่าชอง แล้วพระอาจารย์กงมาท่านก็บอกว่าเราก็มีเท่านี้แหละที่จะอธิบายให้ฟัง ถ้าหากว่าอยากจะเรียนให้ยิ่งไปกว่านี้ก็ไปเรียนที่หลวงปู่ มัน ภูริทัตโต่ ซึ่งท่านเป็ นพระอาจารย์ใหญ่ที่สุด มีความรู้แตกฉาน เราจะน าตัวไปฝากท่าน พระอาจารย์หลวงพอก่ ็ดีใจ 1.2 การศึกษากบหลวงปู่ มั ั น ภูริทัตโต่ ในสมัยนั้น สงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่สงบ การเดินทางจากที่อยูในขณะนั ่้นคือจังหวัดจันทบุรี จะต้องเดินเป็ นพันๆ กิโลเมตร แต่พระอาจารย์กงมาท่านก็สงสารพระอาจารย์หลวงพ่อ แล้วก็อยากจะให้ พระอาจารย์หลวงพอไ่ ด้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องสมาธิยิงขึ ่ ้นไป ท่านก็น าพระอาจารย์หลวงพอเดินทาง ่ จากจังหวัดจันทบุรีไปจนกระทั่งถึงจังหวัดสกลนครด้วยเท้าเป็ นระยะเวลา 3 เดือน แล้วก็ไปพักอยู่ที่ พระอาจารย์มัน (หลวงปู่ มั่น ภูริทัตโต) และท่่านก็น าไปฝากถวายหลวงปู่ มัน ่หลวงปู่ มันท่่านก็รับเพราะท่าน ก็เห็นวาพระอาจารย์หลวงพ ่ ออาจจะเป็ นผู้ที่ท าประโยชน์แก ่ ่พระพุทธศาสนาได้ เมื่อพระอาจารย์หลวงพ่อไปอยูก่ บหลวงปู่ มั ั นแล้ว ได้ตั ่ ้งใจคิดถึงตาปะขาวที่ได้สัญญาเอาไว้ ก็กราบเรียนหลวงปู่ มันว่่ากระผมมีความคิดแปลกแตกต่างจากพระอื่นๆ เพราะว่ากระผมมีความตั้งใจจะท า ความสุขให้แก่ชาวโลกด้วยการท าสมาธิที่กระผมได้รับตั้งแต่เมื่อครั้งแรก เมื่ออายุ 13 ปี หลวงปู่ มันท่่านก็ บอกว่าไม่ต้องบอกหรอก เรารู้แล้วว่าที่เธอมานี่เพื่อจุดประสงค์อะไร เพราะฉะนั้นเราก็จะให้ความรู้ หลวงปู่มันท่่านจึงให้โอกาสพระอาจารย์หลวงพอพิเศษ ่ นอกจากรับเป็ นลูกศิษย์แล้วก็ยังให้เป็น ทส. หมายความว่าให้เป็ นผู้อุปัฏฐากใกล้ชิด เป็ นโอกาสที่พระอาจารย์หลวงพอจะได้ศึกษาสมาธิให้ละเอียดยิ ่ งขึ ่ ้น เพราะวาเมื่อได้เป็ น ทส. แล้วจะเป็ นผู้ที่ ่ ใกล้ชิดสนิท เวลาโอกาสที่ท่านให้นั้นคือเวลาบ่าย 3 โมง โดยไม่มีใครมายุ่งทุกๆ วัน บ่าย 3 โมงนี้ 4
พระอาจารย์หลวงพอจะต้มน ่ ้าร้อนถวายท่านโดยที่ไม่มีใบชา จึงเอาใบมะม่วงมาลนไฟ แล้วก็ท าถวายทุกวัน ในระยะนั้นไม่มีพระเถระองค์อื่น ในขณะที่พระอาจารย์หลวงพอ่อยูนั ่้นมีแต่พระเถระองค์ใหญ่ๆ ทั้งนั้น พระ อาจารย์หลวงพอเป็ นพระอายุน้อยที่สุด คื ่ออายุ 21 ปี เท่านั้น ในเวลาบ่าย 3 โมง ท่านจะตั้งประเด็นขึ้นมาให้ เราอธิบาย ถ้าหากวาวันไหนเรามีประเด็นท ่ ่านก็จะอธิบายให้ พระอาจารย์หลวงพออยู่ก่ บหลวงปู่ มั ั นเป็ นเวลา ่ 4 ปี ในบางโอกาสท่านก็พาเดินธุดงค์สองต่อสองไปตามป่ าไปตามดง แล้วท่านก็อธิบายลึกซึ้งไป โดยตลอด โอกาสอันนี้ก็ยากที่พระอาจารย์อื่นจะได้ เพราะว่าการเดินสองต่อสองนี้มันยากล าบากนัก แต่ พระอาจารย์หลวงพ่อเป็ นผู้ที่มีความอุตสาหะวิริยะ บางครั้งท่านก็บอกว่านี่นะเสือมันกาลังก ินวัวอยู เพราะ่ ชาวบ้านจะเอาวัวไปเลี้ยงในป่ าแล้วทิ้งไว้ มันก็เป็ นเหยื่อเสือ เสือกินวัวแล้วเสือก็เอาไปไม่ได้เพราะวัว ตัวใหญ่ เสือก็ต้องมาซ ้า แต่ไอ้ตรงที่มาซ ้าอยูตรงไหน ท ่ ่านก็บอกว่าวิริยังค์ให้ไปที่นั่นเถิด อยาง่ นี้เป็ นต้น ท่านก็ทรมานพอสมควร ในที่สุดนั้นท่านก็ชี้แจงถึงเรื่องพื้นฐานของสมาธิซึ่ งเป็ นเรื่องที่มีความส าคัญ หลวงพอได้ศึกษามาทุกแง ่ ่ทุกมุม พระอาจารย์ต่างๆ ที่ได้ไปศึกษาจากหลวงปู่ มันจ านวนหลายร้อยองค์ที่เป็ นลูกศิษย์ของท ่่าน หลวงปู่ มัน เมื่อ ่ออกจากหลวงปู่ มันแล้วก ่ ็ไปตั้งวัด ไปเป็ นคณาจารย์ทัวประเทศ่ ไทยล้วนแต่ผู้ที่ทรงคุณวุฒิ และมีความรู้ความสามารถมีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยางมาก จุดนี ่้คือความสามารถของหลวงปู่ มันที่ท ่่านได้ สอนบุคคล 2. ความประเสริฐของมนุษย์: ความดี 2 ประการ มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ทุกๆ คนมีความดีอยู 2 ประการ 1. คือความสามารถ 2. คือความเป็ นเลิศ ่ ความดี 2 อยางนี ่้ติดตัวมาทุกคน ไม่วาคนใด ไม ่ ่วาชาติใด ไม ่ ่วาภาษาใด ่ 2.1 ความส าคัญของความดี 2 ประการของมนุษย์ ความสามารถ และความเป็ นเลิศ ช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาจากการแก้ผ้ามาเป็ นแฟชั่นใน ปัจจุบัน พัฒนาจากการอยูในโพรงไม้บ้าง ในอุโมง ่ ค์บ้าง มาเป็ นตึกร้านบ้านเรือนคฤหาสน์อันสวยหรู พัฒนา อาวุธจากการท าด้วยหินบ้าง ไม้บ้าง มาเป็ นนิวเคลียร์ หรือพัฒนาการคมนาคมจากการเดินบ้าง ใช้เกวียนบ้าง ตะโกนเอาบ้าง มาเป็ นคอมพิวเตอร์ วิทยุ โทรศัพท์ โทรทัศน์ เป็ นต้น ความสามารถ และความเป็ นเลิศ ไม่มีในพวกสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจึงไม่สามารถพัฒนา ตัวมันเองได้ มันเคยลากเกวียน มันเคยแกผ้า มันก ้ ็ท าของมันอยูอย่ างนั ่้น 5
2.2 ผลเสียของการไม่พัฒนาความดี 2 ประการของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ได้ความดี 2 อย่างมาโดยกาเนิดแล้ว และมนุษย์มีสมาธิมาโดยก าเนิด แต่เราไม่ได้ พัฒนาความอยูเย็นเป็ นสุขจึงเก ่ ิดขึ้นไม่ได้ สัตว์โลกทั้งหลายก็มีแต่ความขัดแย้ง มีสงคราม มีการท าลายล้าง แตกแยกตั้งแต่ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ไปถึงระดับโลก 3. สมาธิกับการพัฒนาความประเสริฐของมนุษย์ 3.1 ความหมายของสมาธิ สมาธิ หมายความถึงความสงบ ถ้าไม่สงบก็ไม่ใช่สมาธิ บางคนบอกว่าไปเรียนสมาธิ แต่ใช้ อารมณ์มากมาย พวกเหล่านั้นเขาเรียกว่าไม่มีสมาธิ ความหมายของสมาธิคือสันติ ดังค าที่ว่าสุโข สังฆัสสะ สามัคคี “ความสามัคคีท าให้เกิดสุข” เพราะในครอบครัวก็ต้องสามัคคี ในสังคมก็ต้องสามัคคีในประเทศชาติ ก็ต้องสามัคคี ในโลกก็ต้องสามัคคี ถ้าหากว่าไม่เกิดสามัคคีแล้วก็จะเกิดความทุกข์ หากว่าเกิดสามัคคีแล้ว ก็จะเกิดความสุข เพราะฉะนั้นเมื่อท าสมาธิแล้ว สมาธิก็ผลิตพลังจิต เมื่อผลิตพลังจิตแล้ว พลังจิตก็ควบคุม จิตใจได้ ท าให้เกิดสิ่งที่เหมาะสม คือ สติปัญญา 3.2 บทบาทของสมาธิในการพัฒนาความประเสริฐของมนุษย์ หากคิดว่าใครบ้างที่จะสามารถพัฒนาความดี 2 ประการของมนุษย์ได้ และพัฒนาให้เป็ น ประโยชน์อยางยิ ่ งได้ พระอาจารย์หลวงพ ่่อบอกว่า มนุษย์พัฒนาความสามารถ และความเป็ นเลิศได้ทุกคน ใครจะพัฒนาได้มากได้น้อยเท่าไรก็สามารถที่จะท าได้ แต่ความสามารถจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ ความเป็ นเลิศจะ เกิดขึ้นเองไม่ได้ การพัฒนาความสามารถและความเป็ นเลิศ ต้องอาศัยสมาธิเป็ นตัวผลิตพลังจิต ถ้าสมาธิไม่ เพียงพอแล้วจะพัฒนาทั้งสองอยางให้ดีขึ ่้นตามความมุ่งหมายไม่ได้ สมาธิจะท าให้สองดีนี้เกิดประสิทธิภาพ เกิดคุณภาพ เกิดความส าเร็จ เกิดความรุ่งโรจน์ เกิดความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง สมาธิจะเพิ่มความดีสอง ประการให้เพิมขึ ่ ้นไปสู่จุดที่เราต้องการ 3.2.1 สมาธิลดอารมณ์ สมาธิลดอารมณ์ได้ เพราะก่อนที่เราจะท าสมาธิ เราจะมีอารมณ์ อารมณ์เหล่านี้เป็ น อันตราย ไม่สามารถท ามนุษย์ให้มีสมาธิได้ สมาธิตามธรรมชาติก็ไม่สามารถช่วยได้ เพราะอารมณ์ที่เกิดขึ้น ในจิตก่อนท าสมาธิจะมีอารมณ์ล้นเหลือ เมื่อเริ่มท าสมาธิก็เริ่มบริกรรม แล้วก็จะรู้ได้วาอารมณ์ที่ล้นเหลือนั ่้น เหลือหนึ่งเดียว อารมณ์เป็ นหมื่นเป็ นพันเหลือหนึ่งเดียว น ้าหนักของอารมณ์ที่เป็ นหมื่น ไม่รู้กี่ตัน แล้วลด เหลืออันเดียวก็เหลือไม่ถึงกิโล จะลดความหนักไปเท่าไร จะเบาตัวจะเบาสมองของมนุษย์อีกเท่าไร 3.2.2 สมาธิผลิตพลังจิต เมื่อเรามีความสงบ ก็มีสมาธิ เมื่อมีสมาธิก็เป็ นการผลิตพลังจิต เพิมพูนพลังจิต เมื่อเพิ ่มพูน่ พลังจิตก็ไปช่วยให้ความสามารถเกิดขึ้น ช่วยให้ความเป็ นเลิศเกิดขึ้น หากเปรียบกบคนมีเงิน พอมีเงินแล้วก ั ็ 6
สามารถบันดาลให้เกิดบ้าน รถเบนซ์ รถไฟ เรือบิน อาหารได้ทั้งนั้น พลังจิตจึงเปรียบเหมือนกบเงิน เมื่อได้ ั ขึ้นมาแล้วหากบอกวาอยากได้บ้านสักหลังหนึ่ง ก ่ ็ไม่มีปัญหา การเกิดพลังจิตจึงต้องอาศัยสมาธิ การพัฒนาสมาธิธรรมชาติของแต่ละบุคคลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะช่วยให้คนอยู่ เป็ นสุข การท าสมาธิธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพขึ้นอยูว่ ่าท าอยางไรถึงจะบังเก ่ ิดพลังอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า พลังจิต ซึ่งเมื่อผลิตพลังจิตก็เป็ นเครื่องควบคุมจิต สมาธิจึงเป็ นตัวปัจจัยสร้างพลังขึ้นมา สร้างงานขึ้นมา เราลองคิดดูว่าเวลาที่เราจะท าอะไรสักอยางหรือมีการต ่ ่อสู้อะไรสักอยาง พอขาดสมาธิปุ๊ บ ่ จะแพ้ทันที เพราะอะไร เพราะว่าสมาธิอ่อน สติก็อ่อน ปัญญาก็อ่อนตามไปด้วย จึงสู้เขาไม่ได้ ถึงจะมีกาลัง เท่าไรก็สู้ไม่ได้ คนที่เคยฉลาดมากเก่งมาก แต่พอเวลาสมาธิเสียแล้ว ความเก่งจะหายไป คนที่มีสมาธิ เขาจะมี สติ มีสติก็มีปัญญา ปัญญาจะช่วยให้หลบหลีกได้ ในทางตรงข้าม ถ้าคนมีสมาธิน้อยสติก็ลดระดับ ปัญญาก็ ลดระดับ ก็จะเกิดผลเสียต่างๆ ถ้าขาดสมาธิแล้วก็ไม่สามารถพัฒนาความสามารถและความเป็ นเลิศของ มนุษย์ได้ 3.2.3 สมาธิควบคุมจิตใจ สมาธิสามารถเข้าควบคุมจิตใจ จิตใจของคนเรานั้นควบคุมยาก ไม่ใช่ควบคุมง่าย เมื่อ มนุษย์ควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้จึงต้องมีกฎหมายมาควบคุมมนุษย์ การที่สมาธิจะควบคุมจิตใจได้คือ เมื่อ บริกรรมแล้ว ถอยจากค าบริกรรมไปแล้ว จิตกลายเป็ นหนึ่ง แล้วจิตจะเป็ นสมาธิ ก็เกิดพลังจิตขึ้นมา เมื่อเกิด พลังจิตแล้วพลังจิตจะไปช่วยบังคับจิต การควบคุมจิตใจได้ท าให้เกิดผลดีหลายประการ เช่น 1) ท าให้เกิดความสามัคคี การควบคุมจิตใจไม่ได้ท าให้เกิดการทะเลาะ วิวาท ฆ่าฟัน ความ คิดเห็นแตกต่างกน แตกสามัคคี ท าให้ครอบครัว สังคม ั ประเทศชาติ และโลกแตกแยก หากควบคุมจิตใจได้ จะท าให้มนุษย์มีความสามัคคีหากมีความสามัคคีจะเป็ นสุข ถ้าแตกสามัคคีกนจะเป็ นทุกข์ ั ซึ่งคนจะมีความ สามัคคีกนได้ก ั ็เพราะควบคุมจิตใจ ดังนั้น แม้สมาธิจะหมายถึงสิ่งใดที่ท าให้เกิดความสงบสุข แต่การคิดว่า ท าสมาธิแล้วมันสบายคนเดียว นังเฉยๆ แล้วสบายมาก จะไม ่่ใช่เป็ นเช่นนั้นอยางเดียว สมาธิยังมีความหมาย ่ ไปถึงความสามัคคีอีกด้วย 2) ท าให้อยูร่ ่วมกนด้วยความอยู ั เย็นเป็ นสุข หากควบคุมจิตใจได้จะท าให้มนุษย์สามารถที่ ่ จะอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็ นสุข เพราะมนุษย์จะมีความรับผิดชอบ มีเหตุผล มีเมตตา มีการอภัยกน ั มีความรู้ มีความฉลาด มีความสามัคคี มีชวนะจิต มีความสุข มีความเบากายเบาใจ มีความประทับใจ สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไปเปลี่ยนแปลงความเลวร้ายที่มีอยูในตัวของเราออกไป เช ่ ่น ความเหี้ยมโหด คนอกตัญญู คนไร้ส านึกให้ดีขึ้น ตามที่ท่านพูดกนอยูัเสมอว่ ่า มันเปลี่ยนนิสัย มันเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ดีให้เป็ น 7
สิ่งที่ดีขึ้น เมื่อท าสมาธิได้พลังจิตแล้วจึงท าให้คนเปลี่ยนความประพฤติ อันเป็ นปฏิกิริยาที่เกิดจากการควบคุม จิตใจ ดังนั้น พลังจิตจะไปพัฒนาความดี 2 ประการนั้นของมนุษย์ให้ไปถึงจุดค าวาอยู่ เย็นเป็ นสุข ่ 3) ความขัดแย้งไม่รุนแรง เมื่อคนอยูด้วยก ่นหมูั ่มากก็ต้องมีการกระทบกน ถึงแม้ ักระทบ กนกั ็ไม่มีปัญหาอะไร การกระทบกนจะไม ั ่ถึงขั้นอันตราย เพราะควบคุมจิตใจได้ 4. หลักสูตรสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพ 4.1 ที่มาของหลักสูตร 4.1.1 ความรู้และประสบการณ์ของพระอาจารย์หลวงพอ่ หลังจากพระอาจารย์หลวงพออยู่ก่ บหลวงปู่ มั ั นได้ 4 ปี แล้วมาเป็ นผู้สอนสมาธิตั ่ ้งแต่อายุ 25 ปี และได้สอนประชาชนคนไทยเป็ นจ านวนมากมายมานานถึง 40-50 ปี จึงมาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะ สร้างหลักสูตรรวบรวมความรู้และประสบการณ์ที่เราเรียนมาจากหลวงปู่ มั่น และพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ประสบการณ์จากการสอนสมาธิให้ฆราวาสจ านวนหลายแสน และประสบการณ์จากการสอน สมาธิให้แก่พระภิกษุสามเณรจ านวนหลายร้อย ซึ่งประสบการณ์ที่ได้รับนั้นเป็ นสิ่งที่ควรจะเอามาจ าแนก แจกจ่ายให้แก่บุคคลโดยถ้วนทัว ่การจะพัฒนาเหล่านี้จะต้องท าอยางไร และจะเป็ นไปได้เพียงไร ่ 4.1.2 แนวคิดเรื่องความสมดุลระหวางวัตถุนิยมและจิตนิยม ่ เมื่อมาพิจารณาวาความดี 2 ประการได้สร้างมนุษย์ และก ่ ็มนุษย์ได้สร้างความดี 2 ประการ นี้ พัฒนามาโดยล าดับจนเป็ นโลกาภิวัตน์ มันสารพัดที่มนุษย์สามารถท าได้ แล้วท าไมการจะมาท ามนุษย์ให้ อยูเย็นเป็ นสุขนั ่้นจะท าไม่ได้หรือ หลวงพอจึงได้สร้างหลักสูตรนี ่้ขึ้นเพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายได้อยูเย็นเป็ นสุข ่ อยูร่ ่วมโลกกนด้วยความเป็ นสุข ั เราจะเอาความสามารถและความเป็ นเลิศของมนุษย์มาช่วยกนด าเนินการในทางธรรมให้ ั เจริญ เหมือนกนกั บที่เราได้ช ั ่วยกนน าเอาความสามารถและความเป็ นเลิศของมนุษย์ไปพัฒนาโลกให้เจริญ ั เราท าวัตถุนิยมให้เจริญได้แล้ว เราก็ควรสามารถท าจิตนิยมให้เจริญตามไปด้วย ถ้าเราละเลยการท าให้จิต นิยมให้เจริญตามวัตถุนิยม จะเกิดความไม่balanceคือความไม่เสมอสมดุลกนระหวั างจิ ่ ตนิยมและวัตถุนิยม เมื่อวัตถุนิยมไปไกลแล้ว จิตนิยมตามไม่ทัน ก็เกิดความขัดแย้ง เกิดความผูกพยาบาทอาฆาตจองเวร เกิดความ ไร้เหตุผล เกิดความรับผิดชอบต ่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็ นเหตุให้เกิดความแตกแยกต่างๆ ในโลก ท าให้เกิดการ รบราฆ่าฟัน เป็ นพรรคเป็ นพวกต่อสู้กนด้วยควา ัมรุนแรง ถ้าหากว่าเราท าจิตนิยมและวัตถุนิยมให้ balanceคือให้สมดุลกน จะท าให้ความมีเหตุผล ั สูงขึ้น ท าให้มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ท าให้มีเมตตาเกิดขึ้น ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลกอยูเย็น่ เป็ นสุข เวลานี้โลกาภิวัตน์ที่ขาดธรรมาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ก็เหมือนวัตถุนิยม (materialism) ธรรมาภิวัตน์ก็ เหมือนจิตนิยม (mentalism) เมื่อสองอยางนี ่้พัฒนาได้ก็จะเกิดผลมหาศาล 8
4.2 จุดมุ่งหมายในการจัดท าหลักสูตรสมาธิ 4.2.1 ความเป็ นสากล การที่จะพัฒนาทั้งความสามารถและความเป็ นเลิศ ต้องอาศัยสมาธิ ถ้าสมาธิไม่เพียงพอ แล้ว ก็พัฒนาทั้งสองอย่างให้ดีขึ้นไม่ได้ตามความมุ่งหมาย ดังนั้นการจะท าสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้นั้น จ าเป็ น จะต้องวางหลักสูตรให้มีความเป็ นสากล (standard) ที่ประเทศต่างๆ ทัวโลกสามารถ ่ joy กันได้ เหมือน การศึกษาด้านอื่น ประเทศต่างๆ แม้จะมีชั้นประถม มัธยม มหาวิทยาลัย แต่ก็สามารถสัมพันธ์กนได้ หาก ั หลักสูตรสมาธิมีความเป็ นสากลและสามารถโยงสัมพันธ์กนได้ระหว ั ่างประเทศ วิชาสมาธิก็จะเป็ นอมตะที่ จะได้สอนกนตั ่อไป 4.2.2 ทุกคนท าได้ หลักสูตรการสร้างสมาธินี้เป็ นหลักสูตรที่ทุกคนท าได้ โดยหลวงพ่อคิดถึงการที่ พระอาจารย์หลวงพอนั ่่งอยูที่มุมศาลา ่ แล้วได้สมาธิมาตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนกบพระอาจารย์กงมา พระอาจารย์ ั กงมาก็ยังไม่ได้สอนสมาธิให้สมาธิก็เกิดขึ้นมาได้ พระอาจารย์หลวงพอจึงคิดว ่ ่าสมาธิมันต้องไม่ยาก ใครก็ ท าได้ แล้วก็ในตอนนั้นพระอาจารย์หลวงพออายุเพียง 13 ปี ยังไม ่ ่รู้จักพระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่น พอแม่ ่ พาท าก็ท าไปอยางนั ่้นแหละ แต่ท าไมสมาธิถึงเกิดขึ้นมาได้ มันง่ายมาก พระอาจารย์หลวงพ่อมาทบทวน ข้อนี้แล้ว ใครที่ไหนก็สามารถที่จะท าได้ ขอให้เป็ นระบบระเบียบที่ถูกต้อง 4.2.3 เน้นหนทางกลาง: มรรค 8 การที่จะสร้างระบบงานของสมาธินี้ไม่ง่าย เพราะสมาธิมีที่รับรองอยู่ การรับรองของ สมาธินั้นเรียกว่า เป็ นมรรค 8 ที่พระพุทธศาสนาหรือพระพุทธเจ้าได้แสดงเอาไว้ มรรค 8 คือหนทางกลาง หนทางที่ถูกต้อง ความถูกต้องเป็ นสิ่งที่สามารถพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้เกิดความเจริญขึ้นได้ หลักสูตรที่กาลังเรียนนี ้เป็ นหลักสูตรที่ได้ขัดเกลา เป็ นหลักสูตรที่พอเหมาะพอดี เรียกวา ่ มัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติเพื่อหนทางกลางจริงๆ เรียกว่าสัมมาสมาธิสัมมาสมาธิไม่ได้สูงอะไรนัก คือ 1. ปฐมฌาน 2. ทุติยฌาน 3. ตติยฌาน เป็ นสมาธิที่ถูกต้องที่จะสามารถผลิตพลังจิตได้ เมื่อสามารถผลิต พลังจิตได้ก็ควบคุมจิตได้ เมื่อควบคุมจิตใจได้ก็สามารถท าอะไรได้อยางมีเหตุผล ท าอะไรก ่ ็มีการรับผิดชอบ สูง ท าอะไรก็มีความเมตตา อันนี้จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เมื่อสร้างพลังจิตขึ้นแล้วก็จะน าไปพัฒนา ความสามารถของมนุษย์ ความเป็ นเลิศของมนุษย์ คือ 2 ดีที่เราจะน าความเป็ นเลิศเหล่านี้ไปพัฒนาโลกให้ เจริญ 4.2.4 เน้นสมาธิมากกวาวิปัสสนา ่ พระอาจารย์หลวงพอสร้างหลักสูตรนี ่้ขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายอยูเย็นเป็ นสุข อยู ่ร่ ่วม โลกกนด้วยความเป็ นสุข ัตรงนี้เองที่พระอาจารย์หลวงพ่อได้ศึกษากบหลวงปู่ มั ันว่่า เธอจะไปท าความสุข 9
ให้แก่ชาวโลกนั้นต้องเน้นสมาธิขั้นพื้นฐาน ขั้นวิปัสสนานั้นมีอยูจ าพวกหนึ่งจ านวนน้อย คน 5 ่-6 พันล้านคน จะมีวิปัสสนาอยูเพียงไม ่ ่ถึงล้าน แล้วคน 6 พันล้านนี้จะต้องอยูร่ ่วมกนด้วยความเป็ นสุข หากคิดว ั าคนจ านวน ่ นี้จะอยูด้วย ่ ความเป็ นสุขได้อยางไร ก ่ ็จะต้องอยูเป็ นสุขได้ด้วยกา ่ รที่เราจะพากนพัฒนาสมาธิธรรมชาติให้มี ั ประสิทธิภาพขึ้น การท าสมาธิให้มีประสิทธิภาพขึ้นมานี้ ในที่สุดก็อยูตรงที่ว ่ าท า ่อยางไรถึงจะบังเก ่ ิดพลังอัน ยิง่ใหญ่ที่เรียกวาพลังจิต การเก ่ ิดพลังจิตได้คืออาศัยสมาธิ สมาธิมีความสามารถขนาดนั้น 4.2.5 ถ่ายทอดวิชาสมาธิตามหลักสูตร พระอาจารย์หลวงพอสร้างหลักสูตรครูสมาธิเป็ นอันดับแรก ่ เพื่อให้พวกเราสามารถขยาย การไปสอนได้ไม่จ าเป็ นที่พระอาจารย์หลวงพอจะต้องไปนั ่่งสอนคนทัวไป นั ่ งสอนคนเดียวไม ่่ไหว แต่ผลิต ครูขึ้นมา เพื่อให้ครูเหล่านี้ไปสอนกนตั ่อไป เมื่อเรียนไปแล้วก็สามารถถ่ายทอดวิชานี้โดยไม่ต้องเกรงว่าเมื่อ อาจารย์ตายแล้วลูกศิษย์จะท าต่อไม่ได้ เพราะหลักสูตรที่ได้สร้างขึ้นมานี่มีมากและเป็ นหลักสูตรที่ตายตัว เมื่อสามารถจ าได้แล้ว สามารถเข้าใจได้แล้ว ก็ไปสอนคนอื่นให้เข้าใจได้ด้วย หลักสูตรจะต้องเป็ นอยางนั ่้น การไปสอนนั้นมี concept อันเดียวกน มีแนวทาง ั อันเดียวกน เพื่อที่คนไหนไปสอนก ั ็ได้ วิชานี้จะไม่ตาย คนก็ตายไป แต่วิชานี้ไม่ตาย พระอาจารย์หลวงพ่อจึงคิดว่า เราควรจะต้องสร้างหลักสูตร ขึ้นมาให้จงได้พระอาจารย์หลวงพ่อก็ใช้สติปัญญาที่มีอยูสร้างหลักสูตรอันนี ่้ขึ้นมาจนได้ จนกระทังส าเร็จ ่ ซึ่งเป็ นสิ่งที่ไม่ใช่ง่าย เพราะจะต้องเดินให้ไปถูกทาง ถ้าหากวาเดินผิดทางแล้ว เหมือนรถไฟที่แม้จะแข็งแรง ่ แต่ถ้าหากเดินผิดรางเมื่อไรก็เสร็จเหมือนกน ถ้าหากเดินไปตามรางแล้วก ั ็บรรทุกของไปได้มากมาย พระอาจารย์หลวงพอจึงจ าเป็ นจะต้องตรวจพระไตรปิ ฎก และการศึกษาของโลก ว ่ ่าเขา กาลังท าอย างไร เขา ่สอบอยางไร เขาเรียนอย ่ างไร มัธยมไปเป็ นอย ่ างไร ประถมไปเป็ นอย ่ างไร อนุบา ่ ลเป็ น อยางไร จะต้องไปศึกษามาหมดก ่ว่าจะน ามาเป็ นหลักสูตรสมาธิได้ สมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพจะ ท าอะไร ต้องมีการทดสอบอยางไร จะต้องให้ผลได้อย ่ างไร ผลเก ่ ิดขึ้นได้อยางไรจากสมาธิ แล้วผู้ที่ท า ่ สมาธิ จะต้องพบได้ด้วยตนเองด้วย เมื่อใครมาเรียนก็จะเกิดผล เพราะฉะนั้นการสร้างหลักสูตรจึงจ าเป็ นต้องใช้ เวลาหลายสิบปี เพื่อพิสูจน์วาบกพร่ ่องตรงไหน สามารถที่จะให้คนทุกชาติทุกศาสนามาเรียน และเพื่อให้เขา ได้ประโยชน์ ผู้เรียนสามารถช่วยคิดขยายงานการเรียนสมาธิ เมื่อผู้เรียนได้มาเรียนและมีวิชาความรู้ เก ี่ ยวกบสมาธิแล้ว ก ั ็สามารถช่วยกนได้ ไม ั ่ใช่วาหยุดยั ่้งเพียงแค่นี้ เรามีวิธีการที่จะช่วยกนคิดให้มันกว้างไกล ั ยิงขึ ่ ้นไป เพื่อที่จะได้เกิดสิ่งที่เราต้องการ ที่มาของการสร้างสถาบันพลังจิตตานุภาพนี้ยากเย็น ไม่ใช่ธรรมดา เช่น หลวงปู่ มันบอกว่ าเสือก ่ าลังก ินวัวอยู มันก ่ ินแล้วกลางคืนมันจะต้องมาซ ้าอีก ต้องไปที่นันเพื่อให้มันก ่ิน ซะอยางนี ่้ แล้วเราจะตัดสินใจ 10
ดังนั้น กว่าที่จะได้วิชานี้มา กว่าที่จะได้ประสบการณ์มา ต้องใช้ชีวิตเป็ นเดิมพัน แต่ก็ ไม่ได้ยนย่ อท้อถอย ่ก็พยายามที่จะสร้าง และท าอยางไรให้หลักสูตรนี ่้จะคงอยูได้ ่ การสร้างหลักสูตรจึงเป็ น เรื่องต้องใช้ทั้งสมองวิชาการ ประสบการณ์ สิ่งอื่นๆ มากมาย เมื่อส าเร็จขึ้นมาได้ พระอาจารย์หลวงพ่อก็มี ความเอิบอิ่ม เต็มใจ เพราะวาสมแล้วที่ตาปะขาวท ่ ่านชุบชีวิตของพระอาจารย์หลวงพอคืนมา เพื่อที่จะให้มา ่ เขียนหลักสูตรเหล่านี้ ดังนั้น เราสามารถน าหลักวิชาการที่พระอาจารย์หลวงพอวางหลักสูตรภายใต้สถาบัน ่ พลังจิตตานุภาพมาขยายงานให้กว้างขวางยิงขึ ่ ้น เพื่อท าให้จิตนิยมมีความเจริญยิงขึ ่ ้นทัดเทียมกบวัตถุนิยม ั และหากเราช่วยกันให้มีสติมีปัญญาที่จะสร้างพลังจิตขึ้นมาให้ได้ ก็อยู่ในความสามารถของมนุษย์ที่จะ ช่วยกนวิพากษ์วิจารณ์ วิจัย เพื่อให้มีการด าเนินการสร้างพลังจิตต ั ่อไป การที่ท่านทั้งหลายมาเรียนสมาธิจึงเป็ นการถูกต้องที่สุด แม้สมาธิเป็ นเครื่องพัฒนาด้าน จิตใจได้เป็ นอยางดี ่แต่ต้องเป็ นสมาธิที่ง่ายๆ ท าเหมือนกบเราเป็ นคนปกติ ั แล้วก็มาเรียนสมาธิได้ไม่ใช่ว่า การเรียนสมาธิแล้วจะเสียการศึกษา เสียการงาน เป็ นคนซึมเศร้า ต้องสละโน่นสละนี่ ในทางตรงข้าม เรียน สมาธิแล้วไม่ได้เสียอะไรทั้งสิ้น มีแต่การส่งเสริม ท าให้เกิดความแจ่มใส เกิดความสามัคคี เกิดความ เฉลียวฉลาด สมาธิจึงสามารถพัฒนาความดี 2 ประการของตนเองและผู้อื่น ************************************ ประเด็นอภิปราย 1. พระอาจารย์กงมาและหลวงปู่ มันมีบทบาทต่่างกนอยั างไรต ่ ่อการศึกษาสมาธิของพระอาจารย์หลวงพอ่ 2. เพราะเหตุใด ความดี 2 ประการจึงถือเป็ นความประเสริฐของมนุษย์ และ เพราะเหตุใดพระอาจารย์ หลวงพอจึงเน้นให้มนุษย์พัฒนาความดี 2 ประการนั ่้น 3. บทบาทของสมาธิในการพัฒนาความประเสริฐของมนุษย์ ที่มีอยูหลายประการนั ่้น ท่านคิดวาข้อใด ่ ส าคัญที่สุด เพราะเหตุใด 4. พระอาจารย์หลวงพอสร้างหลักสูตรครูสมาธิอย ่ างยากล าบากอย ่ างไร และเพราะเหตุใดพระอาจารย์ ่ หลวงพอจึงจัดท าหลั ่ กสูตรสมาธิที่เน้นให้ทุกคนท าได้ ค าส าคัญ พระอาจารย์กงมา หลวงปู่ มัน่ความดี 2 ประการ อารมณ์เป็ นหนึ่ง การผลิตพลังจิต การควบคุมจิตใจ สถาบันพลังจิตตานุภาพ 11
ตอนที่ 2 การท าสมาธิ และการบริกรรม เรื่อง 1. จุดประสงค์ของการท าสมาธิ 2. วิธีท าสมาธิในอิริยาบถสี่ 3. จุดเริ่มต้นที่จะเป็ นสมาธิ 4. ลักษณะของการบริกรรม 5. การวางจิตในธรรมะบริกรรม สาระส าคัญ 1. จุดประสงค์ของการท าสมาธิคือการสร้างพลังจิต และสะสมพลังจิตไว้ที่ฐานของจิต 2. การท าสมาธิในอิริยาบถ นอน ยืน เดิน นัง ท าโดยการบริกรรมพุทโธเหมือนก ่ น ผู้ปฏิบัติควรเลือกท าตาม ั สภาพการณ์ การเดินจงกรมก่อน แล้วนังสมาธิ จะท าให้สมาธิเก ่ิดผลมากขึ้น 3. จุดเริ่มต้นของสมาธิ คือ การกรองอารมณ์สู่ความเป็ นหนึ่ง เปรียบเหมือนการกรองเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ สมอง จึงท าสมาธิได้ผล 4. ลักษณะของการบริกรรม คือ การนึกพุทโธจนได้ที่ ซึ่งจิตจะละค าบริกรรมพุทโธไปเอง 5. การวางจิตในธรรมะบริกรรม เป็ นการนึกพุทโธตามสบาย ไม่ช้า ไม่เร็ว เมื่อช านาญแล้ว การวางจิตจะเป็น อัตโนมัติไปตามขั้นตอน 12
เนื้อหาของตอนที่ 2 การท าสมาธิ และการบริกรรม คือ จุดประสงค์ของการท าสมาธิ วิธีท าสมาธิใน อิริยาบถสี่ จุดเริ่มต้นของการท าสมาธิลักษณะของการบริกรรม และ การวางจิตในธรรมะบริกรรม ซึ่งเป็ น หลักการที่เราจะต้องทราบ 1. จุดประสงค์ของการท าสมาธิ จุดประสงค์ของการท าสมาธิ คือ การสร้างพลังจิต เพราะพลังจิตมีความส าคัญอยางยิ ่ งส าหรับการท า่ สมาธิ นับตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทังถึงสุดท้ายต้องอาศัยพลังจิตทั ่ ้งสิ้น เมื่อมีพลังจิตเพียงพอแล้วก็สามารถจะ ด าเนินสิ่งที่ต้องการให้สมความปรารถนาในที่สุด การท าสมาธิก็จะถึงจุดหมาย ความประสงค์ของการท า สมาธิจึงมีความส าคัญว่า เราจะต้องให้ฝังสนิทไว้ที่ใจของเราว่าในการท าสมาธิ เราต้องการพลังจิต ต้องการ สะสมพลังจิต ถ้าหากว่าเราต้องการพลังจิต แต่เราไม่รู้ว่าผลิตขึ้นมาอย่างไรได้ มันก็หมดความหมาย วิธีการสะสมพลังจิต มีดังนี้ 1.1 ผลิตพลังจิต วิธีการผลิตพลังจิต คือ การกรองอารมณ์ หรือ การยออารมณ์ การบริกรรมพุทโธ ่ เป็ นการกรองอารมณ์ พลังต่างๆ ต้องอาศัยการยอตัวจากร้อย พัน หมื่น แสน หรือล้าน เข้ามาหาหนึ่ง เมื่อย ่อ่ ตัวลงมาแล้วก็จะกลับกลายเป็ นพลังงานที่แรงสุด หากเรามีอารมณ์มากมาย จิตจะไม่เป็ นสมาธิ ผลิตพลังจิตก็ ผลิตไม่ได้ แล้วยังไปกินพลังจิตเก่าอีก เพราะฉะนั้น อารมณ์เป็ นแสน เป็ นล้านเหล่านั้นเราจะต้องยอลงไป ่ ยออารมณ์เหล ่ ่านี้ให้เหลือสั้นเข้า เหลือสั้นที่สุด เพราะเวลาที่จิตมีอารมณ์มากมายแล้วยอเหลือ ่ หนึ่ง จิตก็เป็ น เอกคัคตา คือเป็ นหนึ่ง เมื่อจิตเป็ นหนึ่ง จิตก็เป็ นสมาธิ เมื่อจิตก็เป็ นสมาธิ จิตก็จะได้ผลิตพลังจิต การท าสมาธิจึงเป็ นการยอจากอารมณ์เป็ นล้านเข้ามาหาอารมณ์หนึ่ง เมื่อท าหลายครั ่้งเข้ามันก็มาก ขึ้น เพราะการท าสมาธินั้น เพียงเรานึกค าบริกรรมเท่านั้น จิตก็มาอยูอันเดียวแล้ ่ว อารมณ์ที่เรียกวาเป็ นร้อยๆ ่ พันๆ มันจะหายหมดเป็ นอัตโนมัติไปเลย จึงง่ายอยางนี ่้ 1.2 สะสมพลังจิตไว้ที่ฐานของจิต เมื่อจิตผลิตพลังจิตแล้ว ก็เอามาสะสมไว้ในฐานของจิตที่เราจะ ได้ตั้งฐานของจิต อาจตั้งไว้ที่หน้าผาก หัวใจ สะดือ เช่น ใครนึกพุทโธไว้ที่หน้าผาก ใครนึกพุทโธไว้ที่หัวใจ ใครนึกพุทโธไว้ที่สะดือ หมายความว่าตั้งจิตไว้ที่หน้าผาก หัวใจ หรือสะดือ เป็ นต้น ตั้งไว้ที่ตรงไหนแล้ว ก็ ตั้งไว้ที่ตรงนั้น เมื่อตั้งไปแล้วทีเดียวเท่านั้น มันก็อยูที่ตรงนั ่้นตลอดชีวิต เมื่อเรานึกถึง พุทโธ มันจะไปลงที่ นันเป็ นการสะสมพ ่ลังจิต 13
2. วิธีท าสมาธิในอิริยาบถ4 การที่เราจะท าสมาธิในอิริยาบถทั้ง 4 เป็ นเรื่องของความขยันหรือเป็ นเรื่องของความเอาใจใส่ของ ผู้ปฏิบัติการท าสมาธิครั้งละนาที สองนาที ห้านาที ก็เป็ นสมาธิ เรานึกพุทโธได้ 2 นาที 3 นาที 5 นาที10 นาที 20 นาทีได้กี่นาทีก็แล้วแต่ ก็เป็ นสมาธิให้แก่เราโดยที่เราไม่ต้องไปลงทุนอะไร อิริยาบถทั้งสี่ เป็ นอิริยาบถของมนุษย์ในการด ารงชีวิตแต่ละวัน ได้แก่ การนอน การยืน การเดิน การนัง ่ 2.1 สมาธิในอิริยาบถนอน ในเวลาที่เราจะนอนนั้น ท าอยางไรจะเป็ นสมาธิ ไม ่ ่ใช่ว่าจะนอนก็เอา หัวถึงหมอนเลย แล้วก็หลับเลย มันกลายเป็ นสมาธิธรรมชาติไป จะไม่ได้สมาธิที่สร้างขึ้น ดังนั้น เราจะ บริกรรมสักสองสามนาที แล้วหลับไป ก็เป็ นสมาธิให้กบเรา ไม ั ่จ าเป็ นต้องมีพิธีรีตองอะไร 2.2 สมาธิในอิริยาบถยืน บางทีเราอาจจะมีธุรกิจหรืองานอะไรเกี่ ยวกบกั ารยืน ก็บริกรรม โดยหยุด ยืนอยู่ที่ไหนก็บริกรรมพอเป็ นพิธีนิดหน่อย อารมณ์ต่างๆ ที่มีมากมายจะหายไปในขณะที่บริ กรรม เพราะฉะนั้นค าบริกรรมจึงมีประโยชน์มหาศาล เมื่อเราเข้าใจแล้ว เวลาที่เราจะท าสมาธิจึงง่ายมาก เมื่อไปยืน ดูอะไรก็ท าพุทโธ ก็ไม่มีใครเห็น แต่ในที่สุดเราก็ได้สมาธิ 2.3 สมาธิในอิริยาบถเดิน เรียกวา เดินจงกรม การเดินจงกรมเป็ นการ ่ Exercise เพราะการที่เราจะท า สมาธิเราจะต้องไม่ท าให้ร่างกายของเราทุพพลภาพ ถ้าหากว่าเรานั่งอยางเดียว ่ 5 วัน 7 วัน ไม่ลุกในที่สุด จะกลายเป็ นร่างกายทุพพลภาพ เพราะฉะนั้นจึงมีการเดินจงกรม การเดินจงกรมนั้น ให้เอามือขวาจับมือซ้าย วางมือไว้ที่หน้าท้อง แล้วเดินไปเดินมา การเดินจงกรมไม่ต้องนานเกินไป หรือน้อยเกินไป ประมาณ 30 นาที เป็ นการพอเหมาะพอดี การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความเห็นวา่ วันหนึ่งได้เดินสัก 30 นาที ก็ ได้ประโยชน์มาก การเดินเหมือนกบการนั ั งสมาธิ คือ เราก ่ ็บริกรรมไป การบริกรรมก็อาจนึกคิดอะไรต่างๆ ไปด้วย การนึกคิดต่างๆ ไปด้วยไม่ได้ท าความเสียหายให้กบการเดินจงกรม ประการส าคัญคือ เราต้องคิดว ั ่า การเดินจงกรมเพื่อต้องการให้ร่างกายมีสุขภาพ เพราะการท าสมาธิต้องการสุขภาพ 2อยาง คือ สุขภาพกาย ่ ก็คือการได้ Exercise และสุขภาพใจคือไม่ให้ใจดิ้นรน เวลาเดินจงกรมนั้นใจอยู่ที่พุทโธ ถึงแม้ว่าจะคิด ไปอื่นก็ดึงกลับคืนมาควรเดินจงกรมก่อนนัง่สมาธิผลจะเกิดขึ้นมากกวานั ่ งสมาธิอย่างเดียว ่ 2.4 สมาธิในอิริยาบถนั่งการนั่งสมาธิโดยไม่เดินจงกรมก่อน เท่ากับการไปนอนในที่นอนที่ไม่ ปัดกวาดให้ดีเสียก่อน ที่นอนก็สกปรก นอนก็ไม่สะดวก ต้องปัดกวาดที่นอนให้ดีเสียก่อนแล้วถึงค่อยนอน จะหลับสบาย ก่อนจะท าสมาธิเรามาเดินจงกรมเสียก่อนเป็ นการถูกต้อง เพราะการเดินจงกรมท าให้เลือดลม ในร่างกายกระจายออกไปสะดวก การเดินของเลือดลมต่างๆ สะดวกสบาย เวลานังสมาธิจิตได้ผลตลอด ่ 30 นาที หรือ ตลอด 1 ชัวโมง ่ 14
3. จุดเริ่มต้นที่จะเป็ นสมาธิ จุดเริ่มต้นที่จะเป็ นสมาธิ คือ ความเป็ นหนึ่ง อารมณ์ต่างๆ เปรียบเหมือนกบเชื ั้อโรคต่างๆ ในน ้าที่จะ ประดังกนเข้ามาที่สมองของคน เชื ั้อโรคเข้ามาตามน ้า เราไปดื่มน ้าที่มีเชื้อโรค โรคก็แผกระจายท าให้ร ่ ่างกาย ทุพพลภาพ หรือท าให้เกิดโรคภัยต่างๆ อารมณ์ที่จะมาเข้าถึงใจได้จะต้องผ่านคลื่นสมอง(Wave)ผ่านความ สั่นสะเทือนของสมอง (Vibration) เข้าไปถึงสมอง แล้วก็ไปออกค าสังที่ใจ เพราะฉะ ่นั้น การเริ่มต้น การท า ให้เกิดสมาธิขึ้นมา จึงเป็ นการกรองอารมณ์เสียก่อนที่จะเข้าไปถึงคลื่นสมองและความสันสะเทือนของสมอง ่ การกรองอารมณ์จะท าให้เชื้อโรคเหล่านั้นไปถึงน้อย เพราะจะกรองทีเดียวหมดก็คงไม่ได้ แต่กรองไปแล้ว มันก็เบาลงไป เมื่อเบาลงไปสมองก็ต้องเบาลงไป เนื่องจากเวลาบริกรรมพุทโธแล้ว อารมณ์มากมายจะถูก ขจัดไปทันที จะเหลือหนึ่งทันที ไปที่สมอง สมองก็พักงาน จุดเริ่มต้นของสมาธิจึงท าให้สมองพักงาน เมื่อ พักงานมากเข้าๆ แรงก็เกิด ถ้าอารมณ์ไม่ได้กรอง อารมณ์ก็จะเข้าไปเลยและเอาเชื้อโรคเข้าไปด้วย อารมณ์จะท าให้คลื่นสมอง ท างานหนัก ท าให้ความสันสะเทือนของสมองท างานหนัก มันจะไปตกตะกอนเป็ นเชื ่ ้อโรคร้ายหรือเรียกว่า อารมณ์ร้าย ถ้าท างานหนักมากเข้าๆ สมองก็จะล้าเร็ว คนอายุ 30 ปี หรือ 50 ปี ไม่ควรแก่ก็จะแก่ เพราะว่ารับ ขยะของอารมณ์เข้าไปในสมอง อนึ่ง อารมณ์เป็ นสิ่งที่มีความส าคัญอยางยิ ่ งส าหรับมนุษย์ ถ้าเราไม ่่มีอารมณ์ก็เป็ นมนุษย์ไม่ได้ เมื่อ ไม่มีอารมณ์แล้วมันไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเป็ นเครื่องคิดใคร่ครวญหรือให้มันเป็ นอยู เราจะอยู่ เฉยๆ โดยไม ่ ่มี อารมณ์มันไม่ได้ มันต้องมีอารมณ์ แต่ว่า เราเอาอารมณ์นี่มากลั่นกรองซะ เขาจึงเรียกว่า เริ่มกลั่นกรอง อารมณ์ เรียกวา เริ ่่มสมถะ กลันกรองเพื่อที่จะไม ่่ให้เชื้อโรคมันระบาด น ้าไม่ได้กลันกรอง ก่ินเข้าไปเดี๋ยวเป็ น อหิวาตกโรคตายกนั การใช้อิริยาบถ 4 ในการท าสมาธิ จะช่วยให้อารมณ์ในสถานการณ์ต่างๆ ถูกกรองก่อน เราจะนอน หรือเดินก็กรองอารมณ์ ถ้าหากว่าเป็ นอยางนี ่้ได้ จะเริ่มดี จะท าให้สมาธิของเราราบรื่นต่อไป การนั่งสมาธิ เป็ นเรื่องละเอียดอ่อน แต่วาไม ่ ่ยาก เข้าใจได้ง่าย ให้สังเกตว่าท าสมาธิไปสักระยะหนึ่งแล้ว เวลานังตัวจะ่เบา เพราะอารมณ์ถูกกรองแล้ว คนที่ไม่ได้ท าสมาธิก็ไม่เข้าจุดกรองอารมณ์ มันกรองไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าจะท า อยางไร ่ นอกจากจะปล่อยให้เข้าไปอยางเสรี เมื่ออารมณ์เข้าไปเกรอะหนักเข้าก ่ ็เป็ นธุลี มากเข้ากลายเป็ นคน ไม่มีเหตุผล ไม่มีเมตตา ไม่รู้จักถูกผิด อยูอยู่ก่ ็มาตีกน ดั ่ากน หาเรื่องขัดแย้งก ั น เพราะฉะนั ั้นต้องเป็ นสมาธิได้ กรองอารมณ์ เป็ นสมาธิแล้วก็ไม่ยากอะไร 15
4. ลักษณะของการบริกรรม 4.1 การบริกรรมคือการนึกพุทโธเพื่อการกรองอารมณ์ การบริกรรม คือการนึกพุทโธ การนึกพุทโธไม่ค่อยยาก การบริกรรมครั้งแรกๆ ก็ฝื ดๆ แต่ครั้ง ต่อไปเมื่อท าเรื่อยๆ จะเป็ นของธรรมดา เหมือนนักเรียน ครู ผู้ศึกษาสมาธิ เวลาจะไปเรียนครั้งแรกก็รู้สึกวา่ หนักหนา แต่พอเรียนเข้าจริงๆ ก็ไม่หนักหนา เมื่อเราจะท าสมาธิจะบริกรรมก็หลับตานึกพุทโธ แต่ต้องคิดวา่ การนึกพุทโธแต่ละครั้งเป็ นการกรองอารมณ์ บางคนเข้าใจว่าพุทโธ พุทโธแค่นี้ก็พอแล้ว แต่มันไม่พอ มันจะต้องได้ที่ของมันแล้วมันละเอง เมื่อเวลาธุลีหมดหรือของสกปรกหมดเชื้อโรค เบาบางแล้ว จิตก็เลิก พุทโธไปเอง ความดีของมนุษย์สองดีนั้น สองดีของบางคนพัฒนาไม่ได้เพราะไม่เป็ นสมาธิ เมื่อไม่เป็ นสมาธิ ก็พัฒนาไม่ได้ เช่น เวลาไปแข่งขันอะไรสักอย่างหนึ่ง พอแพ้การต่อสู้จะหมดกาลังใจ สมาธิก ็น้อยลงไป ปัญญาที่เคยมีเคยชนะเขาก็กลายเป็ นแพ้เขาไปเพราะว่าสมาธิเสีย ถึงจะเก่งกาจแค่ไหน ปัญญาตัวเดิมจะลด ระดับไปอยางน้อยที่สุดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ทันที หรือลดลงไปห้าหกสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะอยากชนะอย ่ างเดียว ่ คือ ฟุ้งซ่านแล้ว จิตไม่เป็ นสมาธิ สมาธิจึงเป็ นการช่วยดีสองดีของคนเราให้มีการพัฒนา ถ้าหากว่าเราพากนั ท าสมาธิไปเรื่อยๆ จะมีผลท าให้เกิดความมหัศจรรย์ขึ้นมาได้ 4.2 การบริกรรมเป็ นจิตตะ การบริกรรมเพื่อกรองอารมณ์เป็ นสิ่งส าคัญ เราจึงต้องสนใจการบริกรรม ความสนใจของคนเรา เรียกว่า จิตตะ ในอิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) คนเราที่มีอายุยืนได้ต้องมีจิตตะ ต้องมีอาการ เอาใจใส่สมาธิ เมื่อเอาใจใส่แล้วจะอายุยืนทุกคน ค าว่า จิตตะ ในอิทธิบาท 4 คือสมาธิ ฉะนั้นเวลาที่เราได้ ความจริง ได้ข้อคิดจากความจริงที่เกิดกบตัวเราเอง เราจึงไม ั ่ต้องพูดอะไรมาก ถ้าหากวาอารมณ์หนัก ตัวคนก ่ ็ ยังหนัก ท าอะไรก็หนักไปหมด ถ้าอารมณ์ลดลงแล้ว ตัวคงเบา อะไรก็เบาไปหมด เพราะว่าเราได้ฟอก อารมณ์ด้วยการบริกรรม ค าบริกรรมจึงมีความส าคัญ 4.3 บริกรรมทีละเล็กทีละน้อย แม้วาจะสามารถท าสมาธิในอิริยาบถ ่ 4 แต่ก็ท าเพียง 2 นาที 3 นาที 5 นาที ก็ใช้ได้ เรานึกพุทโธ พุทโธไม่ก ี่วินาที ไม่ก ี่นาที มันก็ท าความสะอาดให้แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อจะท าสมาธิด้วยอิริยาบถ 4 ไม่ใช่ว่า เดิน นอน นัง หรือยืนก ่ ็ต้องท าสมาธิ ยืน เดิน นัง นอน ไม ่่ต้องท าอะไรมีแต่สมาธิ ไม่ต้องหลับ ไม่ต้องกิน ไม่ ต้องนอน ไม่ต้องท างาน ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องอะไร ไม่ต้องสะดวก ไม่ต้องสบายกนแล้ว ยุ ั งใหญ ่ ่มันไม่ใช่การ ไปทรมานตัวเพื่อให้ได้สมาธิ เป็ นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกต้อง พระพุทธองค์ทรมานตัว 6 ปี บอกว่าไม่ได้อะไร เรียกว่าสูญเปล่า อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย เมื่อท าตนให้ล าบากด้วยการอดข้าว ท าตนให้ ล าบากด้วยการนั่ง ไม่รู้จักเดิน ท าตนให้ล าบากอย่างนั้นไม่ถูกต้อง ท าให้ร่างกายทุพพลภาพ เมื่อร่างกาย ทุพพลภาพแล้วการท าสมาธิก็ไม่ได้ดี การท าสมาธิจึงต้องรู้จักวิธีการเหล่านี้ 16
ในการช าระล้างมลทิน เช่น เราจะขึ้นบ้าน สมัยก่อนไม่ค่อยจะมีรองเท้า เราก็เดินดินกน เรียกว ั ่า เดินดินกินข้าวแดง ตีนก็เปรอะ ก่อนที่จะไปนอน จะนอนเลยไม่ได้ ต้องขึ้นไปตรงกะได ต้องล้างตีนก่อน คนสมัยเก่าเขาจะมีกระถางล้างเท้าไว้ตรงกะได เอาเท้าจุ่มลงไปล้างก่อน การล้างเท้าขึ้นบ้านในสมัยก่อน จะไม่ท านาน เอาตีนไปขยี้ๆ หน่อยเดียวก็หมด แล้วก็ไปนอน เปรียบกบการบริกรรมด้วยอิริยาบถ ั 4 ทีละเล็ก ทีละน้อยไม่ก ี่วินาที ไม่ก ี่นาที มันก็ท าความสะอาดให้แล้ว 5. การวางจิตในธรรมะบริกรรม แนวทางของการบริกรรมถือว่าเป็ นบริกรรมสวนะที่จะต้องมีการใช้อยูตลอดเวลาของการท า ่ สมาธิ ซึ่งเวลาที่เราจะวางจิตของเรา จะเป็ นออโตเมติกหรือเป็ นอัตโนมัติ เวลาที่นึกพุทโธไว้ในใจ พุทโธ พุทโธ .... การนึกพุทโธคือจิตวางได้แล้ว เพราะก่อนที่จะนึกพุทโธ เราคิดสารพัด ท าการท างาน ยังไม่ได้ท าสมาธิ พอเราเริ่มท าสมาธิ เริ่มนึกพุทโธก็คือวางลงไป การนึกพุทโธไม่ต้องเร็วเกินไป ไม่ต้องช้าเกินไป ให้พอดี ไม่ต้องไปนึกพุทเข้า โธออก ให้นึกพุทโธตามสบาย เป็ นการวางจิตที่ถูกต้อง การวางจิตที่ถูกต้อง ในครั้งแรกจิตจะสงบไม่เร็ว ต้องอาศัยเวลา เหมือนกบการเรียนหนังสือ ท างาน ั จะส าเร็จสบายต้องใช้เวลา เรียกวาใช้ความช านาญ เมื่อช านาญแล้วก ่ ็เป็ นของที่ง่ายที่สุด เวลานึกพุทโธถ้าวาง หนักไปก็หมายความว่าอยากจะเอาให้ได้เร็ว พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ อยางนี ่้ไม่ได้ หรือว่าไม่นึกพุทโธ เลยก็ยิงไม ่่ได้อะไร ในการท าสมาธิ เรารู้ขั้นตอน รู้ว่าขั้นตอนเหล่านี้จะเกิดเอง เวลาท าไปแล้ว ไม่จ าเป็ นต้องคิดว่าเรา จะต้องท าอยางนั ่้นอยางนี ่้ พอเรานึกพุทโธแล้วก็วางไปเอง แต่ก่อนที่จะนึกพุทโธนั้น เราก็ต้องศึกษาวาขั ่้นต้น จะต้องท าอยางนั ่้น ขั้นที่สองต้องท าอยางนั ่้น ขั้นที่สามต้องท าอยางนั ่้น แต่พอไปท าจริงแล้ว มันจะท ารวด เดียวไปเลย โดยที่ไม่ต้องมาวิตกกงวลวั ่าจะต้องตั้งท่านั้นท่านี้ พระอาจารย์หลวงพ่อเคยเดินผ่านโรงทหาร เขากาลังฝึ กทหาร เขาบอกแทงซ้าย แทงขวา แทงหน้า แทงหลัง แทงเสย แต ่พอเวลาไปรบเข้าจริงแล้ว มัวแต่ เสยอยูเขาก่ ็เสยเราเสียก่อน แล้วอยางนี ่้จะต้องใช้ท่าไหน เช่นเดียวกบเวลาที่เราท าสมาธิก ั ็มีขั้นตอนที่ด าเนิน ไปเป็ นอัตโนมัติ สิ่งที่พระอาจารย์หลวงพ่ออธิบายมานี้ ไม่เป็ นสิ่งที่เหลือวิสัยของคน แต่เป็ นวิสัยที่คนท าและท าได้ โดยไม่ต้องกงวลในสิ ั่งเหล่านี้ ระดับจิตจะเดินตามความเป็ นจริง พระอาจารย์หลวงพ่อไม่ใช่เดาหรือไม่ใช่ คิดว่าอยางนั ่้นคิดว่าอยางนี ่้ แต่พูดไปตามความเป็ นจริงที่มันเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นอยางไรก ่ ็พูดให้ฟังเพื่อเราจะ ได้น าไปเป็ นข้อคิด สิ่งเหล่านี้สมควรที่เราจะเข้าใจจริงๆ 17
การท าสมาธิจะต้องมีครู อาจารย์ ให้ค าแนะน า เพื่อให้คนเกิดความสนใจขึ้นมาและท าอยางได้ผล ่ ให้เกิดความอยากที่จะท าต่อไป จึงต้องมีครู มีอาจารย์ เหมือนอย่างที่เราพากนมาเรียนสมาธิอย ั ่างนี้ มีครู อาจารย์มาสอนเรา เราไม่ต้องท าเอง ครูอาจารย์จะแนะน าให้ แต่เมื่อเวลาเรารู้แล้วเราก็ไปสอนคนอื่นได้อีก อย่างนี้ก็เป็ นครูบาอาจารย์กันต่อไป ถ้าหากว่าไม่มีครูบาอาจารย์ อยากจะท าสมาธิ อยากขึ้นมาเมื่อไร ก็นั่งขัดสมาธิ ก็ไม่รู้เหนือรู้ใต้เดี๋ยวมันก็ผิด ไม่ดี เหมือนกับคนที่เป็ นไข้หรือเป็ นโรคเป็ นภัย ไม่หาหมอ เพราะกลัวเสียเงิน เพราะไม่มีเงินไปหาหมอ ก็ต้องรักษาตัวเอง หายาตามบ้านมากิน ก็ตายฟรี แทนที่จะมีชีวิต ยืนยาวต่อไป เพราะวาไม ่ ่ไปหาหมอ เมื่อมีหมอ มีโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมาแล้ว หมอก็ได้ดูแลให้เราวา ก่ ินยาอยาง่ นี้มันก็อายุมันก็ยืนยาวต่อไป ฉันใดก็ดี การที่ท าสมาธิ จะต้องมีครูมีอาจารย์ เมื่อมีครูมีอาจารย์แนะน าเราก็เดินไปในทางที่ถูกต้อง มันก็เกิดความไม่ประมาท แต่ทีนี้ผู้ที่จะมาสร้างหลักสูตรให้มันท าง่ายๆ ให้มันเหมาะแก่กาลเวลา เหมาะแก่ สมัย เหมาะแก่วัย เหมาะแก่โลกาภิวัตน์ หลักสูตรอันนั้น เราจะท าขึ้นมาได้อยางไร ่ ************************************ ประเด็นอภิปราย 1. จุดประสงค์ของการท าสมาธิคืออะไร ส าคัญอยางไร ่ 2. การท าสมาธิในอิริยาบถใด ควรเป็ นอิริยาบถหลัก เพราะเหตุใด ยกตัวอยางสถานการณ์จริงประกอบ ่ 3. จุดเริ่มต้นที่จะเป็ นสมาธิคืออะไร เพราะเหตุใด ยกตัวอยางในชีวิตจริงประกอบ ่ 4. ลักษณะการบริกรรมที่จิตจะละค าบริกรรมเอง เกิดขึ้นได้อยางไร ่ 5. การวางจิตในการบริกรรมที่เป็ นอัตโนมัตินั้น เกิดขึ้นได้อยางไร ่ ค าส าคัญ พลังจิต การกรองอารมณ์ 18
19 ตอนที่ 3 การวัดผลของการบริกรรม และลักษณะอาการต่อต้านสมาธิ เรื่อง 1. การวัดผลของการบริกรรม 2. ลักษณะอาการต่อต้านสมาธิ สาระส าคัญ 1. การวัดผลของการบริกรรม เป็ นการวัดผลการปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติแต่ละคนจึงเป็ นผู้วัดผลการปฏิบัติของ ตนเอง ผลของการบริกรรมคือเมื่อละค าบริกรรมแล้ว ผู้ปฏิบัติเกิดความสงบสบาย ซึ่งแสดงวาผู้ปฏิบัติได้ ่ สมาธิแล้ว 2. ลักษณะอาการต่อต้านสมาธิเป็ นอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติสมาธิ โดยมีความลังเลสงสัยเป็ นอาการที่มี ความรุนแรงยากต่อการแกไข้ และอาจน าไปสู่วิปัสสนูปกิเลส ส่วนความโลภอยากได้เร็วเป็ นอาการที่ท า ให้เกิดความไม่พอดี จึงต้องแกด้วยการใช้หนทางกลาง ้
20 เน้ือหาของตอนที่3การวดัผลของการบริกรรม และลกัษณะอาการต่อตา้นสมาธิคือการวดัผลของ การบริกรรม และลกัษณะอาการต่อตา้นสมาธิ 1. การวัดผลของการบริกรรม 1.1 ผลของการบริกรรม การทา อะไรก็ตาม ถา้ไม่ทราบผลที่ทา แลว้เราก็ทา งานน้ันไม่สา เร็จการทา สมาธิน้นัผลออกมา จะตอ้งเกิดความสบายเกิดความเยน็ ใจ เกิดความสงบ เกิดความซาบซ้ึง เกิดความประทบั ใจ สิ่งเหล่าน้ีเป็น สิ่งที่วดัผลให้รู้ว่าเราน้ันไดส้มาธิแลว้เมื่อเป็นเช่นน้ันจะทา ให้เกิดพลงัจิต พลงัจิตเป็นสิ่งที่เราตอ้งการเป็น อยา่งยงิ่ การวัดผลของการปฏิบัติบริกรรมคือ เมื่อเกิดความเบากาย เบาใจ เกิดความสงบข้ึนแล้ว คา บริกรรมก็ไม่มีความจา เป็น เรานั่งเฉยๆ ก็มีการผลิตพลงัจิตไปในตวัเสร็จเพราะบางทีเมื่อเราได้สมาธิที่ เรียกวา่ความสบายแลว้คา บริกรรมจะละไปเอง เมื่อละไปเองแลว้เราก็ไม่ตอ้งไปตามนึกพทุโธอีก ปล่อยให้ จิตผลิตพลงัจิตไป ใหเ้กิดความสบายไปอยา่งน้ีถา้หากวา่เมื่อเราไดร้ับความสบายแลว้หรือไดร้ับความเยน็ ใจ แล้ว เรากลับมาบริกรรมอีก จิตก็จะลดระดับลงมา เราก็จะตอ้งปล่อยให้จิตมันพฒันาตัวมันเองข้ึนไป เพราะฉะน้นัเมื่อเราไดผ้ลอยา่งน้ีแลว้คา บริกรรมจึงไม่จา เป็นที่จะตอ้งบริกรรมต่อไป 1.2 ผู้วัดผลของการบริกรรม เนื่องจากผปู้ฏิบตัิสมาธิแต่ละคนจะรู้สิ่งที่เกิดข้ึนกบัตวัเองในขณะที่ปฏิบตัิสมาธิผปู้ฏิบตัิสมาธิ จึงเป็นผูว้ดัผลการบริกรรมของตน การทา สมาธิแต่ละคร้ัง เมื่อเราจะเริ่มตน้เราตอ้งบริกรรม เราจะไปนั่ง เฉยๆ ให้สมาธิเกิดมนัก็เกิดได้แต่ว่าไม่ดีเท่าที่เราบริกรรมแลว้เกิดสมาธิข้ึน เพราะฉะน้ัน เมื่อบริกรรมแล้ว มนัหายไปเองก็ตอ้งปล่อย คา บริกรรมน้ันจะบริกรรมอะไรก็ได้ไม่ไดย้ดึติดเฉพาะพุทโธเท่าน้ัน สามารถ บริกรรมตามความตอ้งการผูบ้ริกรรมอาจนึกถึงพระเยซูจะบริกรรมคา ว่าเยซูก็ไม่มีปัญหา หรือจะบริกรรม ถึงสิ่งที่เขาเคารพอันใดก็ได้สุดแล้วแต่เพราะคา บริกรรมน้ันถือเป็นเพียงแนวทางที่ให้จิตสงบเท่าน้ัน จะบริกรรมอะไรก็ได้ 2. ลักษณะอาการต่อต้านสมาธิ ในการทา สมาธิมีอะไรบา้งที่มาเป็นเครื่องต่อตา้น การสร้างความดีทุกอยา่งจะมีสิ่งต่อตา้น ถา้สร้าง ความชั่วแลว้ไม่มีอะไรต่อตา้น ท่านกล่าวว่าการสร้างความดีเหมือนกลิ้งครกข้ึนภูเขาการสร้างความชวั่ เหมือนกลิ้งครกลงภูเขา มนัง่ายมากแต่การทา ความดีเหมือนกลิ้งครกข้ึนภูเขาเพราะมนัตอ้งออกแรง แลว้มนั จา เป็นตอ้งมีอุปสรรคอุปสรรคคือนิวรณ์ต่างๆ หมายความว่ามีสิ่งมากวนใจเช่น จะทา สมาธิก็ข้ีเกียจความ
21 ข้ีเกียจเป็นอุปสรรคเฉพาะตวัเรียกว่าผลดัวนั ประกนัพรุ่งไม่คิดว่าสมาธิจะมีความสา คญัเท่าไรเราอยเู่ฉยๆ ดีกวา่ ไม่ตอ้งไปวนุ่วายกบัสมาธิความจริงสมาธิไม่ไดว้นุ่วายอะไรเพยีงแต่วา่มีพวกมารมาผจญ ตอนที่พระพทุธองคไ์ดท้า ความเพยีรอดอาหาร เวลาที่ทา ผดิหมายความวา่ทา ทุกรกิริยา ไม่เห็นมีมาร ไปผจญ แต่พอมานั่งสมาธิเพื่อความหลุดพน้ที่จะเป็นพระพุทธเจา้คือตอนที่พระองคน์ ั่งอยใู่ตต้น้ โพธ์ิก็มี มารมาแลว้เช่น มีมารขี่ชา้งตวัใหญ่มากมาเพอื่จะทา ร้าย มีพวกลูกเสนามารถือหอกถือดาบมาเพอื่ที่จะเขา้มา ทิ่มแทง จนกระทงั่มีลูกสาวพญามารที่ชื่อวา่นางราคา นางตณัหา นางอรดีชื่อก็บอกชดัเจนแลว้วา่นางราคา คือความกา หนัดยนิดีนางตณัหาคือความทะเยอทะยาน นางอรดีคือความไม่มีความยนิดีในสิ่งที่ควรยินดี ทา ไมลูกสาวพญามารมาผจญตอนที่พระพุทธเจา้จะได้ตรัสรู้นั่นแหละเรียกว่าสิ่งต่อตา้น ตวัของเราก็ เหมือนกนั นอกจากน้นัสิ่งต่อตา้นจะต่อตา้นแต่ละช้นั ปฐมฌานก็มีมาร ทุติยฌานก็มีมาร ตติยฌานก็มีมาร มาร นี่จะขยายตวัของมนัทีแรกๆ ก็ตวัเล็กๆ ต่อไปก็ตวัใหญ่ข้ึนๆ ยงิ่เราทา นานเขา้ไปเท่าไร มารก็จะตวัใหญ่ข้ึน ตามเรา หลวงพ่อจะเปรียบพวกผูร้้ายที่ประพฤติไม่ดีพวกขโมย พวกข้ีโกงต่างๆ เหล่าน้ีกบัตา รวจ ตา รวจมี เครื่องมือท้งัเรดาร์ปืน สิ่งต่างๆ สารพดัที่ตา รวจพฒันาข้ึน ในขณะเดียวกนัผูร้้ายก็มีเรดาร์มีปืนเหมือนกนั ตา รวจมีอะไรมนัก็มีบา้ง อยา่งน้ีมนัก็คู่กนัเพราะฉะน้นัสิ่งที่มาต่อตา้นเรา จึงตามเราไปตลอด เช่น ตอ้งสูก้บั ความเจบ็ความปวด ความเมื่อยความเหนื่อยความหิว ที่จะมาเป็นอุปสรรค ซ่ึงเราจะตอ้งชนะ หมายความวา่ ชนะมาร การชนะมารน้ีจะตอ้งชนะดว้ยความอดทน ความเพียรความอุตสาหะความต้งัใจมนั่สิ่งเหล่าน้ีจะ สามารถทา ตวัของเราให้เกิดมีสมาธิข้ึนได้เมื่อเกิดสมาธิข้ึนแลว้ก็จะเป็นสิ่งที่เราไดก้า ไรเมื่อไดก้า ไรแลว้ ชีวิตของเราจะกา้วหน้าตลอดไป เช่น สามารถพฒันาจากสมองทึบให้เป็นสมองดีหรือมีกระแสจิตที่จะไป ช่วยกรองอารมณ์ต่างๆ เพอื่จะใหเ้ป็นเครื่องแกไ้ขอุปสรรค ลกัษณะอาการต่อตา้นสมาธิมีหลายประการ ในที่น้ีจะกล่าวถึง 2 ประการคือความลงัเลสงสยัและ ความโลภอยากได้เร็ว 2.1 ความลังเลสงสัย เมื่อตอนที่ไม่ทา สมาธิไม่มีใครมาวา่พอมาทา สมาธิพอมาเรียนสมาธิก็มีคนมาวา่เช่น ไปเรียน ทา ไมก็ไม่รู้ไม่รู้วา่อาจารยไ์หน ไม่รู้วา่เขาสอนอะไร เขาหลอกใหเ้ราไปเรียนมากกวา่มนัจะทา ใหจ้ิตใจของ เราลา้ไป เกิดความสงสยัทา ไมมีแต่คนวา่อยา่งน้ีนี่เขาเรียกวา่สิ่งต่อตา้น คนเราน้ัน วิจิกิจฉา เป็นตวัการหน่ึงในนิวรณ์5 ประการที่มีอยู่วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยเป็น ตวัการที่มีความรุนแรงกว่าความต่อตา้นอื่นๆ ความต่อตา้นอื่นๆ มนัก็ต่อตา้นแต่ยงัพอสู้ไหวไม่ยากแต่การ ต่อตา้นที่จะสูค้วามสงสยัที่มนัต่อตา้นน้นัยากมาก ท่านท้งัหลายที่มาเรียนสมาธิกนัน้ีผมู้ีอายกุ็มีผมู้ีอายนุอ้ยก็ มี ผู้ที่เป็ นนักศึกษาก็มีพวกที่ไม่คิดว่าสมาธิจะทา อะไรให้เราไดก้ ็มีมากก็หาเรื่องปั่นป่วน มาพูดอยา่งโน้น
22 อยา่งน้ีทา ให้เราไขวเ้ขวเกิดความสงสยัว่าที่ไดไ้ปทา สมาธินี่ไม่ใช่ถูกเขาหลอกลวงแลว้หรือ ที่เป็นสมาธินี่ ไม่ใช่จะเป็นบา้แลว้หรือ คนเขาบอกวา่ ไปทา สมาธิเป็นบา้กนัเยอะ จริงอยบู่างส่วนคือทา สมาธิแลว้ก็ไม่มีสติ คือ ทา ใหเ้กิดประสาทหลอน ประสาทหลอน (hallucination) เกิดจากสมาธิที่ไปหลงใหลสมาธิในช้นัอรูปฌานมากเกินไป จนกระทงั่ประสาทไม่ทา งานต่อไปแลว้พลงัจิตจะลดนอ้ยลงไปจนกระทงั่ถึงนอ้ยมาก จึงไม่สามารถควบคุม จิตใจได้จึงหลงไปว่าเราไดร้ับพระนิพพานแลว้บางทีก็เลยเขา้ใจว่าสา เร็จพระอรหันตไ์ปเลย บางคนคิดวา่ กิเลสเราหมดแลว้เป็นพระอรหันตแ์ลว้นี่คือตวัต่อตา้นที่มีความสา คญัอยา่งมากเพราะว่าเวลาคนทา จิตให้ เป็ นสมาธิเข้าไปถึงอรูปฌาน มันจะไม่มีอะไรเลยเมื่อไม่มีอะไรเลยเลยนึกว่ากิเลสหมดแล้ว นึกว่าเป็น พระอรหันต์แล้วแต่มันไม่ใช่มันเป็นเพียงอรูปฌาน มันเป็นเพียงวิปัสสนูปกิเลส ถ้าหากว่าเราไม่รู้เรื่อง เราไปหลงมนันี่แหละเขาเรียกวา่ต่อตา้นการทา สมาธิของเราเป็นอยา่งยงิ่ เพราะฉะน้นัสิ่งที่ดีที่ควรที่สุดน้นัเราก็จะตอ้งฟังท่านผรูู้้หรืออยา่งที่หลวงพอ่แนะนา น้ีเมื่อมนั เป็นข้ึนมาแลว้เราก็มีสติเพราะการสร้างพลงัจิตเท่ากบัการสร้างสติเมื่อสร้างสติแลว้ก็จะเกิดปัญญา เมื่อเกิด ปัญญา เราก็รู้ว่าอันน้ีไม่ใช่พระอรหันต์เป็นเรื่องของฌานต่างหากการทา สมาธิเบ้ืองตน้จึงมีสิ่งสารพดั มาต่อตา้นเรา อยา่ ไปเชื่อมนัเท่าน้ัน เราตอ้งมีความอดทน มีความเพียร มีความพยามยาม มีความต้งัใจมั่น และตอ้งมีปัญญาที่จะแกไ้ขไม่หลงใหลไปตามสิ่งที่เกิดข้ึน ที่คนเขาเรียกว่าติฉินนินทา นี่แหละที่เราต้องท า ความรู้เอาไว้ความสงสัยจะเกิดข้ึนไม่ได้ถา้หากว่าเรามีความรู้มีปัญญาแลว้เราจะแกไ้ขได้เพราะว่าการมา ทา สมาธิน้ัน พอมานั่งสมาธิมานั่งหลบัตา ดูมนันั่งยงัไงอยู่แต่ถา้เรามีปัญญาแลว้นั่นมนัคือสิ่งที่ทา ให้เกิด ความสุขภายใน แลว้เกิดข้ึนมาจริงๆ 2.2 ความโลภอยากได้เร็ว เรื่องความโลภอยากไดเ้ร็วน้ีองคส์มเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ไดท้รงแสดงแกไ้ขตวัมารความ โลภน้ีว่าโลโภ ธมฺมาน ปริปนฺโถความโลภเป็นอนัตรายต่อธรรมท้งัหลายเมื่อเวลาทา สมาธิน้นัจา เป็นตอ้ง วางจิตเป็นกลางการวางจิตเป็นกลางเป็นสิ่งที่เราจะตอ้งระมดัระวงัเพราะการต้งัจิตเป็นกลางน้ัน ความเป็น กลางก็ดีความพอดีก็ดีมนัจะอยดู่ว้ยกนัเรียกวา่มชัฌิมาปฏิปทาคือการปฏิบตัิหนทางกลางคือหนทางพอดี ตวัอยา่งเช่น เรารับประทานอาหาร เราจะตกัอาหารใส่ปาก เราก็ทา พอดีถา้เกินพอดีมนั ใส่ไม่ได้ ปากของเรามีเท่าน้ีชอ้นหน่ึง จะเอาไปทีเดียวเกา้ชอ้นสิบชอ้นมนัก็เขา้ไปไม่ได้เรารับประทานอาหารแต่ละ คร้ังถา้เกินพอดีไปมนัก็อว้นไป แลว้ประเดี๋ยวก็เป็นโรคเป็นภยันนั่คือความไม่พอดีเพราะฉะน้นัความพอดี จึงเป็นสิ่งที่จะตอ้งศึกษาอยา่งมาก การที่เราจะตดัเส้ือ ตดัผา้ สา หรับนุ่งก็เอาพอดีถา้มนัไม่พอดีมนัไม่สา เร็จ
23 การสร้างบา้น บา้นสมยัโบราณ เขาใชไ้ม้ไมก้็จา เป็นจะตอ้งเอามาตดัถา้ตดัไม่พอดีมนัก็ทา บา้น ไม่ได้เช่น ขื่อยาวเท่าไร (ไมย้าวๆ ชนิดหน่ึงวางไวบ้นยอดเสาเขาเรียกวา่ขื่อ) ตดัผดิไปนิ้วเดียวก็ทา ขื่อไม่ได้ ยาวไปนิ้วสองนิ้วก็ทา ขื่อไม่ได้เมื่อพอดีก็ทา ขื่อได้ทา หลงัคาได้ ความพอดีเท่าน้ันที่ทา ความสา เร็จให้ความพอดีเรียกว่าไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไป จึงมีการ แปลจากคา วา่ มัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติหนทางกลาง คือ การปฏิบัติหนทางพอดี ตอนที่พระพทุธเจา้ทรมานร่างกายน้นัเรียกวา่ (ตบะ) พระองคน์งั่ตลอดวนัตลอดคืน อาหารก็ไม่ เสวย เรียกวา่ ไม่พอดีจึงไม่สา เร็จ ตอนอดอาหารไม่ไดต้รัสรู้ตอนพระองคม์านงั่สมาธิพระองคก์ ็เสวยอาหาร อยา่งพอดีร่างกายกลบัเปล่งปลงั่ดงัเดิม แลว้ก็ไดส้า เร็จ ตอนเสวยอาหารตามปกติได้ตรัสรู้ คนที่ทา งาน อยากใหม้นัเสร็จเร็ว ทา เร็วๆ แบบขอไปทีและทา จนหลงัแทบหกัอยา่งน้ีก็เกินไป ไม่พอดีทา ไม่กี่ทีร่างกายก็ทรุดโทรมแลว้ความโลภอยากไดเ้ร็วจึงเป็นสิ่งที่บนั่ทอน เวลาทา สมาธิบางคนไม่พอดีอยากจะพน้ทุกขใ์หม้นัเร็วๆ เขา้ใจวา่เราตอ้งพยายามเอาใหส้ าเร็จ ในชาติน้ีให้ได้ทรมานร่างกายขา้วก็ไม่ตอ้งฉัน เดินจงกรมก็ห้าชวั่โมง สิบชวั่โมง มนัเกินพอดีไปๆ มาๆ ร่างกายก็อาจกลายเป็นโรคเหน็บชา โรคกระเพาะอาหาร โรคเส้นประสาท โรคอัมพาต โรคอะไรสารพัด ในการทรมานตน พวกน้ีจึงตกอยใู่นความโลภอยากไดเ้ร็วเท่าน้ัน ไม่เป็นกลาง เมื่อไม่พอดีเลยทา ให้สิ่งที่ ตอ้งการจะทา น้นัสา เร็จไปไม่ได้เพราะฉะน้นัขอใหเ้ขา้ใจวา่การที่เราทา สมาธิเราจะทา พอดีเราไม่โลภอยาก ไดเ้ร็วแต่กลบัไดเ้ร็ว ระบบการทา สมาธิภายใตส้ถาบนัพลงัจิตตานุภาพ บอกวา่การเดินจงกรม 30 นาทีการนงั่สมาธิ 30 นาทีเป็นอันพอดีไม่น้อย ไม่ต้องทรมานร่างกายมากเกินไป เพียงเท่าน้ีก็มากพอสมควรที่จะพบ ความส าเร็จ ดงัน้นั ในการที่เรามาทา สมาธิถา้เราคิดวา่ทา แลว้เกิดความดีแก่เรา เราก็ทา แบบสม่า เสมอถา้เรา อยากจะท ามากก็ทา 3-4คร้ังก็ได้ในวนัหน่ึง เป็นคร้ังเป็นคราวเพราะพระอาจารยห์ลวงพ่อไม่ตอ้งการให้ คนที่มาทา สมาธิตอ้งเสียการเสียงาน ร่างกายทุพพลภาพ หรือเกิดความวิปริตต่างๆ พระอาจารยห์ลวงพ่อ ตอ้งการใหก้ารทา สมาธิเหมือนกบัคนที่ไม่ไดท้า สมาธิก็คือวา่ ไม่ใหเ้สียการเสียงาน เราจะไปไหนก็ไปได้ทา อะไรก็ทา ได้ทา ความพอดีใหเ้กิดข้ึน ในที่สุดความสา เร็จก็เกิดข้ึนได้ ************************************ ประเด็นอภิปราย 1. ท าไมผู้ปฏิบัติจึงต้องวัดผลการบริกรรมด้วยตนเอง วัดอะไรและ ผลการวัดจะมีความเชื่อถือได้เพียงไร 2. เมื่อพจิารณาความลงัเลสงสยัและความโลภอยากไดเ้ร็ว ท่านคิดวา่ขอ้ใดเป็นลกัษณะอาการต่อตา้นสมาธิ ที่สา คญักวา่กนัเพราะอะไร
24 ค าส าคัญ วัดผลบริกรรม อาการต่อตา้นสมาธิหนทางกลาง: มรรค 8
25 ตอนที่ 4 ลักษณะของสมาธิ เรื่อง 1. ลักษณะของสมาธิ 2. การวัดผลของสมาธิ 3. ความเสื่อมของสมาธิ สาระส าคัญ 1. ลักษณะของสมาธิที่ส าคญัคือไม่มีความกังวลความกังวลหายไป ไม่นึกไม่คิด จิตละเอียด เกิดความ ละเอียดลึกซ้ึงและมีการเปลี่ยนสภาพ 2. การวดัผลของสมาธิสงัเกตไดเ้ฉพาะตวั โดยผลของสมาธิจะทา ให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม จะทา ใหเ้กิด ความมีเหตุผล มีความรับผดิชอบสูงความมีเมตตาและช่วยในการดา เนินชีวติไปอยา่งมีความสุข 3. หนทางการทา สมาธิให้เสื่อม เกิดจากหลายๆ เหตุเช่น ความข้ีเกียจ การผลัดวนั ประกันพรุ่ง การไม่ เอาใจใส่การไม่เห็นความสา คญัของสมาธิและการผจญกบัมารเป็นตน้วธิีแกไ้ข ตอ้งต้งัเมตตา ตอ้งสร้าง พลงัจิตโดยการทา บ่อยคร้ัง
26 เน้ือหาของตอนที่4 ประกอบด้วยเรื่อง ลักษณะของสมาธิ การวัดผลของสมาธิ และความเสื่อม ของสมาธิดงัต่อไปน้ี 1. ลักษณะของสมาธิ การทา สมาธิน้นัเป็นเรื่องของนามธรรม หมายความว่าเรามองไม่เห็นไดด้ว้ยตาลกัษณะของสมาธิ เบ้ืองตน้ที่สามารถสงัเกตได้คือ 1.1 ไม่มีความกงัวล ความกงัวลหายไป ไม่นึกไม่คิด เริ่มตน้ต้งัแต่คา บริกรรม เมื่อเริ่มคา บริกรรม ก็เรียกว่าเริ่มแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้มีความกังวล ความกังวลหายไปแล้ว จะรู้ได้ว่าเราเริ่มเป็นสมาธิ เพราะวา่การเป็นสมาธิมิไดห้มายความวา่จะตอ้งเป็นสมาธิที่ลึกซ้ึงตลอดไป ข้นัตอนของสมาธิน้นั ให้สังเกต ดูว่าก่อนจะบริกรรมน้ัน เรานึกไปสารพดัอันน้ันมันเป็นลักษณะไม่ใช่สมาธิแต่พอเราบริกรรมข้ึนมา เมื่อไหร่เมื่อน้ันเราไดท้า สมาธิแลว้คา บริกรรมจึงเป็นตวัปัจจยัที่จะทา ให้เกิดสมาธิเมื่อเป็นเช่นน้นัเราก็จะ ไดด้า เนินการต่อไป คือการบริกรรมน้นั ไม่ใช่คา เดียวเท่าน้นัหรือบริกรรมเพยีงอยา่งเดียวเท่าน้นัเราบริกรรม ไปเรื่อยๆ เมื่อทา ไปเรื่อยๆ สมาธิมนัก็เกิดข้ึน มนัก็ปรับตวัของมนัข้ึนเอง 1.2 จิตละเอียด แต่ก่อนที่เราจะบริกรรมน้ัน มนั ไม่มีการปรับอะไร นอกจากว่าเราจะคิดเลอะเทอะ เป้ือนเปรอะ หรือว่าคิดสนุกสนาน หรือว่าคิดโศกเศร้าร้องไห้ร่ าไรร าพนัอะไรต่างๆ หรือว่าชื่นชมโสมนสั เรียกว่าเป็นลกัษณะของอารมณ์ไม่ใช่ลกัษณะของสมาธิเมื่อเริ่มคา บริกรรมมีความละเอียดทา ให้การขจดั อารมณ์ต่างๆ ออกไปไดก้็เป็นลกัษณะหน่ึง 1.2.1 ยงับริกรรมอยู่เมื่อบริกรรมมากเขา้จิตมนัก็ละเอียดลงคือการขจดัอารมณ์ละเอียด อารมณ์ น้ัน ความนึกคิดอะไรต่างๆ มนัก็เป็นของหยาบๆ แต่พอมาเป็นพุทโธมนัก็เป็นอารมณ์เหมือนกนัแต่ว่าเป็น อารมณ์ละเอียดแล้ว ก็เรียกวา่เป็นเอกคัคตารมณ์ก็คือเป็นอารมณ์อนัเดียว เมื่อเป็นอารมณ์อนัเดียวแลว้มนัก็ ยังเป็ นอารมณ์อยู่ 1.2.2 เมื่อหยดุคา บริกรรมแล้ว มนัก็ไม่นึกไม่คิด ลกัษณะที่สองจะเกิดข้ึนมาเอง พอเวลาหยุด คา บริกรรม มันก็ทา ให้จิตน้ันละเอียดลงไปอีก คือจะเกิดความเยน็ หรือความสบาย ความซาบซ้ึง ความ ประทบัใจความเอิบอิ่มจะตามมา ในขณะที่จิตเป็ นสมาธิ คือ เมื่อบริกรรม เราไดห้ยดุคา บริกรรมไปแลว้แต่ยงัสงบอยู่ถือวา่ ไดพ้ฒันาจิตของเราข้ึนในอีกระดบัหน่ึง เมื่อทา ไดอ้ยา่งน้ีแลว้และไดท้า อีกหลายคร้ัง เรียกว่าสะสมความ ชา นาญ สะสมประสบการณ์ในการที่บริกรรมแลว้คา บริกรรมหายไป และจิตยงัสงบอยู่ในลกัษณะเช่นน้ี จะตอ้งเกิดข้ึนในทุกๆ คร้ัง 1.3 เกิดความละเอียดลึกซ้ึงในการทา สมาธิเมื่อเราทา ข้ึนมาซ้ าแลว้ซ้า เล่า มันก็เกิดความละเอียด ลึกซ้ึงลงไปตามลา ดบัของวาระ คือตามลา ดบัของพลงัจิตที่กา ลังเกิดผลในขณะที่เป็นสมาธิเพราะฉะน้ัน
27 เมื่อเป็นเช่นน้ัน เราก็ไม่ตอ้งทา อะไร นอกจากว่ารอต้งจิตไว้ ั เฉยๆ มันจะปรับของมันเอง ในลกัษณะต่างๆ พอมนั ไดล้กัษณะน้ีแลว้จนกระทงั่เราทา ข้ึนมาหลายคร้ัง บางทีมนัก็เกิดสมาธิข้ึนในที่ใดที่หน่ึงก็ได้บางที มนัก็ไปเกิดสมาธิขณะที่เราหลบับางทีมนัก็ไปเกิดสมาธิขณะที่เราเดิน บางทีมนัก็ไปเกิดสมาธิขณะที่เรา ท างานท าการ ในเมื่อเราไดท้า จนชินเกิดความชา นาญมากข้ึน เหมือนกับการเรียนหนังสือเราจะรู้ว่าได้ข้ึนช้ันประถมแล้วมนัมีลกัษณะอย่างไร หรือที่เขา เรียกวา่เกรด เกรด 1 หรือวา่ ประถม 1ไดเ้ป็นลกัษณะอยา่งน้ีประถม 2ไดเ้ป็นลกัษณะอยา่งน้ีและประถม 3 ก็เป็นลักษณะอย่างน้ีประถม 4 มันจะเลื่อนของมันไปเรื่อยข้ึนไปถึงมัธยมก็เป็นอย่างน้ีจบมัธยมก็เป็น อยา่งน้ีถึงมหาวิทยาลยัก็เป็นอยา่งน้ีคือลกัษณะ แต่ลกัษณะอยา่งน้ีเราไม่ไดป้รุงแต่งอะไร เพียงแต่ว่าเมื่อ ทา ไปจบแล้วมันก็จะเกิด เรียกว่าช้ันประถม 1ข้ึน เราทา ไปอีก เราก็ไปโรงเรียนอันเก่า ไม่ใช่เราจะไป เปลี่ยนแปลงอะไรเราก็ไปโรงเรียนอนัเก่าเราก็ไปไดค้รูสอนอนัเก่าแลว้เราก็ไปท่องอนัเก่าแลว้ตวัอกัขระ ก็กข ค ฅ ง อะไรมนัก็อยอู่นัเก่าตลอดไป ถึงแมจ้ะเป็นมธัยมก็อนัเก่า ถึงแมจ้ะเป็นมหาวิทยาลยัก็อันเก่า แต่คนน้นัเขาได้จบมหาวิทยาลัยแล้ว ลกัษณะของการที่จะมีสมาธิจะเปลี่ยนระดบั ไปเรื่อยโดยแบ่งเป็น 3ลักษณะ คือ ขณิกะสมาธิ อุปจาระสมาธิและอัปปนาสมาธินี่คือลักษณะที่แสดงออกถึงว่าในเมื่อที่เราไปเรียน ก ข ค ฅ ง กระทงั่ เข้ามหาวิทยาลัยก ข ค ฅ ง ทิ้งไม่ได้แลว้ไปที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลยัอะไรต่างๆ มนัก็เดินไป คือไปเรียน เพอื่จะเสริมวชิาน้ีใหม้นักา้วหนา้ข้ึนไป เมื่อเวลาที่เรานึกถึงคา บริกรรม พอเลิก/เริ่มทา แล้วก็ดีข้ึน แล้วเราก็บริกรรมใหม่อีก พอเลิก บริกรรมก็ดีข้ึน แลว้มนัก็ดีข้ึนไปเรื่อยๆ ลกัษณะอนัน้ีเราไม่ตอ้งกงัวล ถา้หากวา่ ไปกงัวลแลว้มนัก็กลายเป็น สัญญาที่ว่า จะตอ้งไดอุ้ปจาระแลว้ ไดข้ณิกะ ไดอ้ ปั ปนา เวลาทา สมาธิแลว้ไปคิดอยา่งน้ันไม่ได้ถา้ไปคิด อยา่งน้ันแลว้มนัจะกลายเป็นสัญญาไม่ใช่ของจริง สัญญากบัของจริงมนัแตกต่างกนัฉันใดก็ฉันน้ัน เมื่อเรา มาทา สมาธิลกัษณะสมาธิก็จะแสดงใหเ้ห็นวา่ขณิกะสมาธิก็คือ ประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวก็หายไปแลว้ความเยน็ๆ สบายมนัอยไู่ดไ้ม่นาน ก็เรียกว่าขณิกะไป ถา้หากว่าอยไู่ดน้านหน่อยก็เรียกว่าอุปจาระถา้หากว่าอยไู่ดน้าน จริงๆ เรียกวา่อปั ปนา ลกัษณะต่างๆ ของสมาธิที่เกิดข้ึนตอ้งไม่ไปยดึถือ เมื่อไปยดึถือจะเป็นสัญญา อุปทาน กับสัญญาไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงสัญญาเท่าน้ัน อุปทานก็ไม่เคลื่อนที่ยึดมั่นไปมันก็กลายเป็นกิเลส เพราะฉะน้นัตอ้งปล่อยใหเ้ป็นไปตามลกัษณะรู้แลว้มนัก็จะพฒันาไปเอง เป็นตน้ สรุป ดงัน้ันลกัษณะของสมาธิจึงแสดงให้เห็นว่า เราได้พัฒนาตัวเองในการปฏิบัติเหมือนกับ เช่นเรารับประทานอาหาร วนัน้ีรับประทานอาหาร พรุ่งน้ีก็รับประทานอาหาร วนั ไหนเรามีชีวิตอยู่ ก็รับประทานอาหาร แลว้เราก็ไปที่ช่องปากอนัเดียวกนัแลว้ก็ลกัษณะของร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไป ตอนน้ี ยงัเป็นเด็กเรียกว่าเด็กเล็ก ต่อไปเรียกว่าเด็กใหญ่เป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นคนมีเหยา้มีเรือนต่างๆ แต่ก็กินขา้ว นนั่แหละถา้หยดุกินเมื่อไหร่ก็ตาย
28 1.4 การเปลี่ยนสภาพ การที่จะรู้จักรักษาสมาธิทา ไมจะตอ้งรู้จกัเวลาน้ีเราเป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว มีครอบครัวลกัษณะอยา่งน้ีมนัเป็นข้ึนมาตามกาลเวลาของมนุษยท์ ี่จะเป็นไปได้ลกัษณะสมาธิก็เช่นเดียวกนั จะเปลี่ยนสภาพของมนัไป แต่วา่การเปลี่ยนสภาพน้นั ไม่ใช่วา่เปลี่ยนดา เป็นแดง เปลี่ยนแดงเป็นเขียว เปลี่ยน เขียวเป็นขาวแต่จะเปลี่ยนลกัษณะของการเป็นจริงที่ว่า เมื่อก่อนยงัไม่ละเอียด เดี๋ยวน้ีละเอียดแลว้แต่ก่อน ควบคุมจิตใจไม่ค่อยจะได้เดี๋ยวน้ีควบคุมจิตใจได้แต่ก่อนเคยโมโหฉุนเฉียวเดี๋ยวน้ีหายไป ลกัษณะเหล่าน้ี เป็นลกัษณะที่เกิดข้ึนจากสมาธิที่เกิดข้ึนจากพลงัจิตที่เราไดท้า มาแลว้ก็ไดล้กัษณะของสมาธิ 2. การวัดผลของสมาธิ การวดัผลของสมาธิในคมัภีร์แสดงไวว้า่วนัน้ีไดส้า เร็จเป็นพระโสดาบนัพระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์ถ้าหากว่าใครละวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ต่างๆ เหล่าน้ีเป็นตน้ ได้ก็จะได้เป็นพระโสดา เรียกวา่การวดัผลที่เกิดข้ึน จะนึกเอาไม่ได้ไปคา นวณเองไม่ได้ไปสงัเกตเอาไม่ได้ 2.1 สงัเกตไดเ้ฉพาะตวัเหมือนกนักบัความอิ่มจะสงัเกตไดย้งัไง เราสงัเกตไดเ้ฉพาะตวัคนน้นัมนัก็รู้ คนอื่นจะมารู้กบัเราไม่ได้ถา้เราไม่บอกคนอื่นก็ไม่รู้ดูหน้าตาอยา่งน้ีมนัเป็นยงัไง มนัเดาเอาไม่ได้ของจริง มนัมีอยู่เพราะฉะน้ันเมื่อเวลาที่เรารับประทานอาหารมนัอิ่มแลว้เราก็รู้ว่าเราอิ่ม มนัวดัไม่ได้เราลองไปวดั ความอิ่ม วดัว่า อิ่มอย่างน้ีเป็นเอ อิ่มอย่างน้ีเป็นบีอิ่มอย่างน้ีเป็นซีอย่างน้ีมันไม่ใช่ความอิ่มมันจะรู้ได้ เฉพาะตวัของคนๆ น้ัน อิ่มก็รู้ตวัว่าอิ่ม อยา่งไรก็ตามการวดัผลเขาก็ตอ้งสอบ สอบแลว้ไดค้ะแนนเท่าไหร่ ก็เป็นเครื่องวดัผลวา่คนน้นัจบประถม 1คนน้ีจบประถม 2 2.2ผลของสมาธิเมื่อเราจะมาวดัผลสมาธิก็เหมือนกบัที่มนัแสดงว่าลกัษณะของสมาธิเป็นอยา่งน้ี เขาเรียกวา่ขณิกะอยา่งน้ีเขาเรียกวา่อุปจาระอยา่งน้ีเขาเรียกวา่อปั ปนาแต่ทีน้ีผลของมันจะออกมา เขาดูจาก 2.2.1 เปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อสมาธิเกิดข้ึนในข้นัแรกมนัจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม พฤติกรรมเคย เกร้ียวกราด ฉุนเฉียว โกรธง่าย นอนไม่หลบัอะไรต่างๆ พฤติกรรมเหล่าน้ีมนัจะมีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะ เพิ่มพลังจิต แต่ส าคญัที่สุดคือ สมาธิจะเพิ่มพูนพลังจิตเป็นระยะๆ มันจะเปลี่ยนพฤติกรรม พฤติกรรมน้ี เรียกวา่ โมหะ โมหะคือความไม่เขา้ใจ ความโง่ความไม่มีเหตุผล หรือความอะไรต่างๆ ที่จะทา บาปทา กรรม แค่ไหนฉันไม่รู้ดว้ยคือไม่รู้ท้งัหมดแหละ ท่านเรียกวา่ โมหะ เพราะฉะน้นัเวลามีพฤติกรรมอยา่งน้นัเรียกว่า พฤติกรรมที่เจือปนไปดว้ยกิเลสพาไป พฤติกรรมเหล่าน้ีไดร้ับการเปลี่ยนแปลงมาจากสมาธิจะไดรู้้ทนัทีวา่ คนน้ีเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราสามารถจะรู้ได้ว่า ผลของสมาธิออกมายงัไง ยามที่ว่า ฉันน้ีเป็นผูจ้ดัการ เป็นเจา้ของห้างและบริษทัเป็นเจา้คณะตา บล เป็นเจา้คณะจงัหวดัเป็นผูใ้หญ่เป็นตน้แลว้จะไดรู้้ว่านี่คือ เจา้คณะตา บลผูใ้หญ่บา้น นายอา เภอผูว้่าราชการจงัหวดัหรือนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีอะไร ก็สุดแลว้แต่เรียกว่ามีฐานะเช่นเดียวกบัการทา สมาธิมนัจะกลบัตวัของมนั ให้กลายเป็นเปลี่ยนพฤติกรรม
29 จากร้ายจากความที่อา มหิต ทารุณ ร้ายกาจ มีจิตใจเห้ียมโหดอะไรต่างๆ เมื่อเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่าน้ีไดผ้ล แสดงออกมาชัดเจน คือ คนเราจะไปเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการแนะน า การสั่งสอน การอบรม มันยาก ที่จะเปลี่ยนได้เรารู้อยวู่ ่าอนัน้ีมนัผิด แต่มนัฝืนใจไม่ได้มนัจะไม่เหมือนเดิมเพราะว่าผลของสมาธิมนัเกิด เมื่อผลเกิดข้ึน อนัน้ีเป็นหน่วยเอ หน่วยบีเป็นหน่วยซี อย่างคนที่จะไปประพฤติผิดลูกเมียคนอื่น หรือเรียกว่า กาเมสุมิจฉาจารา ก็รู้อยู่ว่า เป็นบาป แต่วา่มนัอดใจไม่ได้ตอ้งทา เพราะเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ก็รู้อยวู่า่ทา อยา่งน้ีมนัเป็นบาป ข้ึนตน้งิ้ว อย่างน้ัน ตายไปก็บาปมากมาย มันก็ไม่เชื่อ เพราะว่าใจน้ันไม่ได้ยอมรับ แต่ไม่ได้เปลี่ยน ไม่มีอะไร ไปเปลี่ยนให้เพราะฉะน้ัน เมื่อเวลาที่เราท า จิตได้พฒันาหรือภาษาอังกฤษเรียกว่าอัพเกรด (upgrade: ยกระดับ) upgrade ข้ึนมาได้แล้ว มันจะมาเปลี่ยนพฤติกรรม เราสามารถที่จะวดัผลได้ว่ามันได้เปลี่ยน พฤติกรรมไปแลว้แต่ก่อนน้ีมนัเห้ียมโหด เดี๋ยวน้ีมีเมตตาอยา่งดีเลย มนัเปลี่ยนไปตรงน้ีเปลี่ยนคนมีสมาธิ ที่ทา พลงัจิต พลงัจิตเมื่อเพมิ่ข้ึนแลว้มนัก็ไปเปลี่ยนพฤติกรรมไดโ้ดยที่ไม่ตอ้งไปสอนหรอกวา่นี่นรก นี่เป็น ตน้งิ้ว ตอ้งไปลา บาก ไม่ตอ้งไปสอนมนัรู้เอง เพราะว่าสมาธิไปเปลี่ยนพฤติกรรมของจิต จิตนี่มนัจะเป็น ตวัสงั่การ ที่น้ีตวัสงั่การมนัไม่ไดร้ับการอบรมอะไรเลยก็หมายความวา่สมาธิไม่มีหรือวา่พลงัจิตอะไรก็ไม่มี มนัก็เปลี่ยนไม่ได้ทีน้ีพลงัจิตมีมากมนัก็เปลี่ยนได้ พระอาจารยห์ลวงพอ่ถึงบอกว่านกัเทศน์เทศน์เท่าไหร่ก็ไพเราะเพราะพริ้ง พอเทศน์จบ ยงัไม่ถึง 5 นาทีกินเหลา้แลว้อยา่งน้ีมนัไม่มีผล บอกวา่นรกกินเหลา้หรือไปกินน้า ทองแดง มนัร้อนเท่าไหร่ ถึงไส้ไส้ก็ขาด ถึงปากปากก็ขาด มันก็ตายเท่าน้ันเอง มันทรมานมาก มันก็ไม่เชื่อ ทา ยงัไงก็ไม่เชื่อ ฉันกินเหลา้ฉันสบาย ฉันสนุกสนานเฮฮา ไม่เห็นจะไปเดือดร้อนอะไร ก็ว่าอยา่งน้ัน มิหนา ซ้า ยงักินเหล้า บา รุงกา ลงัอะไรสารพดัมนัก็จะมีให้ เมื่อมาวัดผลสมาธิอนัน้ีคือขณิกะสมาธิอุปจาระสมาธิอปั ปนาสมาธิเราพงึจะรู้ไดเ้พียง ว่าขณิกะสมาธิมนัสบายเหมือนกนัแต่สบายประเดี๋ยวเดียว สบายแค่1 นาทีหรือว่า 5 นาทีไม่นานเกินไป กวา่น้นั ถา้หากวา่วดัผลไปแลว้ความสบายมนัเพมิ่ข้ึนจาก3 นาที 4 นาที กลายเป็ น 10 นาทีมนัก็ จะกลายเป็นอุปจาระสมาธิหรือทา สมาธิแลว้สบายไปหมดวนัหมดคืน ก็กลายเป็นอปั ปนาสมาธิ 2.2.2 ความมีเหตุผล มีความรับผิดชอบสูง ความมีเมตตา ในการที่บอกว่า ทา ไมเราตอ้งทา พลังจิต มันมีผล 3 ประการ คือ ความมีเหตุผล มีความรับผิดชอบสูง ความมีเมตตา เมื่อท าสมาธิ เราจะสะสม พลงัจิต แลว้ก็คงไม่พน้ ไปจากที่อธิบายว่าคนเราน้ีมนัมีใจดี2 ดี2คือ ความสามารถและความเป็ นเลิศ ดี 2 มนัจะถูกพฒันาไปพร้อมกนัเลยเพื่อหนทางที่จะให้เราไดเ้ขา้ใจในการที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ให้มนั ปรากฏชดัเจนข้ึน เรียกวา่ผลของการทา สมาธิ
30 ในการที่ทา จิตให้บริสุทธ์ิจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มหาศาลต่อชาวโลกจริงๆ เพราะเราอยู่ กันด้วยความไม่มีพลังจิต มีพลังจิตก็มีแบบธรรมชาติมีสมาธิก็มีแบบธรรมชาติไม่พอให้เกิดการแก้ไข วิกฤตการณ์ต่างๆได้ถ้าหากว่าเรามีวิธีการสอนสมาธิให้คนจา นวนมากมาเพิ่มพลงัจิตได้มันดีกว่าทุกสิ่ง ทุกอย่าง แล้วสิ่งน้ีมันจะทา ให้การอยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เย็นเป็นสุข เพราะฉะน้ันพระธรรมเรียกว่า พระธรรม ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี เมื่อ ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหาติ เมื่อสะสมธรรมข้ึนมาแลว้มนัก็เกิด ความสุขธมัโม หเว รักขติธมัมจารีเมื่อปฏิบตัิพระธรรม พระธรรมก็รักษาเรา แต่วา่เราไม่ไดป้ฏิบตัิน้ีเราได้ แต่ทิ้งอยา่งน้ีถา้ไดป้ฏิบตัิแลว้ผลที่มนัเกิดข้ึน มนัจะเกิดเป็นออโตเมติก ถ้าหากเรามีความสามารถ มีสติ มีปัญญา มีอิทธิพล อะไรต่างๆ เอามารวมกนัแลว้ก็มา คิดวา่ทา ยงัไงถึงจะสร้างพลงัจิตแก่คน คนระดบัหน่ึง หมายความวา่สมาธิใหเ้ป็นประโยชน์กบัมหาชนระดบั หน่ึง ใหอ้ยเู่ยน็เป็นสุขเดินไปถึงวปิัสสนาธรรมช้นัสูงนนั่เราสร้างพ้นืฐานก่อน วปิัสสนาก็ไม่ยากแลว้ต่อไป จะทา วปิัสสนา มนัก็เป็นเรื่องทา ไดไ้ม่ตอ้งเป็นบุคคลช้นัสูง 2.2.3 ช่วยในการดา เนินชีวิตไปอย่างมีความสุขเรื่องของการวดัผลของสมาธิดังที่ได้กล่าว มาแลว้ก็คงจะพอเขา้ใจว่า เรามาทา สมาธิไม่ไดท้า ให้การงานของเราเสียหาย ทา สมาธิไม่ใช่ทา ครอบครัว ให้แตกแยกพอมาท าสมาธิ เราไม่ไดม้าสร้างความเสียหายอื่นไดเ้ลยในการที่เราดา เนินชีวิตยงิ่เป็นการที่จะ พฒันาอาชีพ พฒันาการร่ าการเรียน หัวสมองไม่ดีสมองก็จะดีข้ึน คนที่ข้ีเกียจข้ีคร้านก็จะขยนัการงานข้ึน คนที่ไม่รอบคอบก็สามารถรอบคอบข้ึน สิ่งเหล่าน้ีเกิดข้ึนมาจากสมาธิสมาธิจะช่วยในการดา เนินชีวิตไป อยา่งมีความสุข สมาธิจึงมีความสา คญั 3. ความเสื่อมของสมาธิ เหตุใดจึงมีเรื่องของสมาธิเสื่อม สมาธิเสื่อมน้ีเป็นเรื่องของ 3.1 ความข้ีเกียจการผลัดวนั ประกันพรุ่งการไม่เอาใจใส่สมาธิถ้าเราปล่อยปละละเลยวนัหน่ึง วนัสองวนัสาม วนัสี่ต่อไปมนัก็เลยเลิกเลิกไม่ทา เพราะฉะน้นัการที่เรียนสมาธิจนจบแลว้อยา่งที่เป็นคอร์ส จบครูสมาธิแลว้ก็เลิกมนัก็เสื่อมได้สมาธิยงัไม่ใช่ว่าสา เร็จเป็นพระอรหันตถ์ึงจะเสื่อมไม่ได้เสื่อมแลว้เรา จะรู้ตวัเราเองเลยว่า ความพยาบาท ความจองเวร ในจิตใจมนัจะเกิดข้ึน พอเกิดข้ึนแสดงให้เห็นว่าจุดเสื่อม จะเกิดข้ึนแลว้ 3.2การไม่เห็นความสา คญัของสมาธิคิดวา่สมาธิไม่มีความสา คญัเราไม่ทา สมาธิเรามีเงินเยอะเรามี ความสุขมากกวา่คนทา สมาธิเป็นไหนๆ เพราะฉะน้นัสมาธิไม่ตอ้งทา ก็ไม่เห็นเป็นไร เขาหารู้ไม่วา่มีเงินเยอะ จริง เป็ นเศรษฐีจริง ยงิ่เป็นคนข้ีเหนียว เลยไม่ตอ้งใชเ้งินใชท้อง อยา่งน้ีคมัภีร์แสดงไวว้่า “เมื่อมีเงินมีทอง มากก็คิดถึงแต่เงินแต่ทอง ไม่ไดค้ิดถึงอะไร ตายไปก็ตอ้งไปเป็นเปรตแล้วไปนอนเฝ้าทรัพย์ก็ไม่รู้จกัผุด จกัเกิด” อยา่งน้ีไม่ใช่ว่าเรารวยแลว้พอที่จะเป็นความสุขทุกคนไปก็หาไม่แต่ความสุขที่จะเกิดข้ึนไดจ้ริงๆ
31 ตอ้งเกิดข้ึนจากพลงัจิต ตอ้งเกิดข้ึนจากสมาธิและสมาธิก็ตอ้งเกิดข้ึนจากคา บริกรรม เป็นตน้บางทีข้ีเกียจไป เลยทิ้งสมาธิบางทีนั่งปั๊บก็ไม่ตอ้งคิดอะไร ปักจิตให้มนัรวมไปเลย บริกงบริกรรมอะไรต่างๆ ก็ไม่ตอ้งทา ไม่ตอ้งทา อยา่งน้ีมนัก็จุดเสื่อม 3.3การผจญกบัมาร หนทางเสื่อมมนัมีเยอะเนื่องจากวา่การที่มาปฏิบตัิถา้หากวา่ยงัไม่ปฏิบตัิสมาธิ มนัก็ยงัไม่มีมาร อยา่งที่กล่าวมาแลว้ในตอนตน้ๆ วา่เมื่อมนัยงัไม่มีสมาธิที่ถูกตอ้งมนัยงัไม่มีมาร พอมีสมาธิ ถูกตอ้งเกิดข้ึนกบัเราแลว้มารมนัก็ตามมา นั่งสมาธิมนัเจ็บมนั ปวดนิดหน่อยก็เลิกเลิกคร้ังที่หน่ึง เลิกคร้ังที่ สอง มันก็เลิกคร้ังต่อๆ ไป มันก็นานๆ คร้ัง ทีน้ีนานๆ คร้ัง มันก็ทา ให้สิ่งของต่างๆ ถึงแม้ว่ามันจะดี มีประโยชน์มากๆ แต่เราก็ทิ้งมนัเอาไว้ไม่ไดดู้แลมนัก็บูดมนัก็เน่าแทนที่จะเอามารับประทานได้เป็ นเดือน เป็นปีไม่รู้จกัดูแลมนัก็เลยอาทิตยห์น่ึง สองวนัก็บูดมนัก็เน่า 3.4ความประมาท ฉนั ใดก็ฉนัน้นัเมื่อเราคิดวา่สมาธิไม่ทา ก็ได้พระอาจารยห์ลวงพอ่บอกวา่ ไม่ตอ้ง ทา สมาธิก็ได้สมาธิธรรมชาติมีเท่าน้ีก็พอ มนั ไม่พอเหมือนกนักบัว่าร่างกายของเราถา้หากว่าไม่ดูแลรักษา มนัก็จะทรุดโทรมอยา่งรวดเร็ว กินอาหารมีประโยชน์ไม่มีประโยชน์ฉันไม่รู้บางทีมีแต่หาอะไรที่ทา ร้าย ร่างกายไปเรื่อยๆ มนัก็ทา ให้ร่างกายอยไู่ดไ้ม่นาน เพราะว่าคา โบราณเขาบอกว่า “เมื่อเราอาศยัสิ่งใดแล้ว เราก็ตอ้งรู้จกัรักษาสิ่งน้ัน ถ้าเราไดอ้าศยัสิ่งใดแล้วไม่รู้จกัรักษาสิ่งน้ัน ก็อาศยัสิ่งน้ันนานไม่ได้ไม่ชา้มนั ก็จะตอ้งเสียหาย เรามาอาศยับา้นเรือน ถา้ไม่ดูแลรักษาบา้นมนัก็จะพงัเร็ว ปลวกกิน ถา้ไม่ดูแลมนัก็พงัเร็ว แต่ถา้หากวา่เรารู้จกัดูแลมนัก็จะพงัชา้ถา้พงัชา้เราก็ไดอ้าศัย พดูคุย ประสานงาน คนเราถา้ไม่รู้จกัดูแล ปล่อย ให้อ้วนเป็นตุ่ม ปล่อยใหม้นัเป็นโรคอะไรต่อมิอะไรไม่ชา้ก็ตาย ฉันใดก็ดีการที่จะทา สมาธิให้เติบโตไปน้ัน บุคคลที่ข้ีเกียจ คนที่ไม่รู้จกัของดีพอได้ของดี มาแลว้ก็เอาไปทิ้งตามถนน เมื่อไดเ้พชรไดท้องมาแลว้ไม่รู้จกัรักษา เอาไปโยนวางไว้ที่ข้างถนน เดี๋ยวคน ก็เก็บเอาไปหมด อยา่งน้ีเป็นตน้ เมื่อเราได้สมาธิแล้วมาประมาท ยิ่งคนที่ท าสมาธิไม่ถึงข้ึนสูง ถึงอรูปฌานก็ยงัมีความ ประมาทได้ เสื่อมได้อยา่งน้ีเป็นตน้ท่านเล่าเรื่องวา่ท่านมหากสัสปะ สาวกของพระพทุธเจา้มีลูกศิษยเ์รียกว่า มานพ ท่านก็สอนลูกศิษยใ์หส้า เร็จอรูปฌาน เหาะได้ก็เหาะไป เหาะไปเหาะมาไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งสวยเข้า ก็เลยรัก ฌานก็เสื่อมก็เลยตกเหาะไม่ได้แลว้ ไปแต่งงานก็ไม่มีวิชาความรู้ทา มาหากินก็เลยไปเป็นขโมย ถูกจบัไดเ้ขาก็เอาไปประหารชีวติแต่พระมหากสัสปะสงสารลูกศิษย์ท่านไปแนะการทา จิต ไปตรงน้นัแกลืม แลว้เหรอ ท่านก็บอกวธิีทา ให้เลยไดฌ้านคืนมาก็สละโซ่ตรวนออกเหาะหนีไปได้
32 เรื่องของการเสื่อมของสมาธิมันมีหลายประเภท ในอารมณ์รูป เสียง กลิ่น รส อะไรต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าแต่ละวนัเราได้ทา สมาธิสมาธิมันจะขจดัสิ่งเหล่าน้ีออกไปเองโดยอัตโนมตัิ เหมือนกบัว่าน้า มนัเสีย และถา้หากเรามีน้า ดีเยอะมนัก็กา จดัน้ าเสียออกไปได้อยา่งไรก็ตามการที่จะขจดั น้า เสียออกไปไดน้ ้นัก็ต่อเมื่อน้า ดีมนัตอ้งเยอะ นอกจากน้ีการทา สมาธิจะเสื่อมแต่พลงัจิตที่เราสะสมไวใ้น 60% จะอยเู่ป็นนิสยัอยเู่ป็นวาสนา อยตู่ ่อไป แต่วา่ ไม่ควรจะใหเ้สื่อมน่าจะเป็นการดีพยายามทา ไปเรื่อยๆ เพราะวา่มนัไม่ไดล้งทุนอะไรเมื่อเป็น เช่นน้นัเราไม่ควรที่จะทา ใหจ้ิตมนัเสื่อมถึงขนาดวา่มีกิเลสตวัใหญ่ๆ เกิดข้ึน เราพยายามที่จะทา อยสู่ม่า เสมอ ก็เหมือนเรารู้จกัรักษาร่างกายของเราก็สามารถจะมีร่างกายแข็งแรงแล้วก็สามารถทา งานที่เราต้งัใจไว้ ให้มันส าเร็จสมความประสงค์ วิธีแก้ไข เราต้องหาวิธีตอ้งต้งัเมตตาข้ึนมา ตอ้งสร้างพลงัจิต สมาธิข้ึนมาบ่อยๆ หลายวนัเขา้ พลังจิตมันจะเพิ่มข้ึน มันก็จะมาทา ลาย มันก็จะเกิดความอภยัข้ึนมาในจิตได้จิตก็เริ่มไม่ตอ้งผูกพยาบาท อาฆาต จองเวร เขาเรียกวา่อภยักนัไดอ้ยา่งน้ีถา้หากวา่ ไม่รู้จกัคิด ตวัมนัก็แยเ่หมือนกนัมนัทา ใหจ้ิตหลงใหล ไป เพราะว่าสมาธิไดเ้สื่อมไปแลว้มนัก็เลยแกไ้ขตวัไม่ทนัแต่อยา่งไรก็ตาม 60% ของพลังจิตที่ได้ท าเอาไว้ น้นัมนัจะไม่เสื่อม มนัจะช่วยไปตลอดจนกระทงั่ถึงในที่สุด ************************************ ประเด็นอภิปราย 1. ใหอ้ภิปรายถึงลกัษณะของสมาธิวา่มีลกัษณะใดบา้ง 2. ผลของการทา สมาธิก่อใหเ้กิดสิ่งใดบา้ง 3. หนทางการทา ใหส้มาธิเสื่อมเกิดจากเหตุใดบา้ง ใหย้กตวัอยา่ง ค าส าคัญ เอกคัคตารมย์ความอิ่ม
33 ตอนที่ 5 ประโยชน์ของสมาธิ การน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน สมาธิกับการเรียนและการงาน เรื่อง 1. ประโยชน์ของสมาธิ 2. การน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน 3. สมาธิกบัการเรียนและการงาน สาระส าคัญ 1. ประโยชน์ของสมาธิ สมาธิสามารถที่จะไปพฒันาดีสอง ทา ให้เกิดสติและปัญญา และทา ให้เกิด การพัฒนาสมอง 2. การน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน บุคคลโดยทวั่ ไปสามารถทา วิทิสาสมาธิได้และการทา สมาธิจะช่วย เกิดตวัเตือนข้ึน 3. สมาธิกบัการเรียนและการงาน การทา สมาธิจะช่วยให้การเรียน และการงานเป็นไปดว้ยความเรียบร้อย การทา สมาธิเป็นการสะสมทุนเพื่อนา ไปใชใ้นการเรียนและการงาน และการทา สมาธิจะไม่ทา ให้เกิด ความประมาท ความสะเพร่าในการเรียนและการงาน
34 เน้ือหาของตอนที่5 ประโยชน์ของสมาธิการนา สมาธิไปใชใ้นชีวิตประจา วนัสมาธิกบัการเรียน และการงาน ประกอบด้วย3 เรื่อง คือ ประโยชน์ของสมาธิ การน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน และสมาธิ กบัการเรียนและการงาน 1. ประโยชน์ของสมาธิ 1.1 สมาธิสามารถที่จะไปพฒันาสองดีความดีของมนุษย์2 ประการ ที่เรียกว่าสองดีดีที่หน่ึงคือ ความสามารถ ดีที่สอง คือความเป็ นเลิศ 2อยา่งน้ีตอ้งมีประจา แต่ว่าบุคคลที่จะพฒันาความสามารถและ ความเป็นเลิศ จะทา อยา่งไรให้สองดีมนัเกิดความสมบูรณ์แบบข้ึน ทางเดียวก็คือสมาธิซ่ึงจะผลิตพลงัจิต และจะเป็นตวัที่ทา ความสามารถของมนุษย์และทา ความเป็นเลิศของมนุษยใ์หเ้กิดความดีความงาม สถาบันพลังจิตตานุภาพได้ต้ังความหวงัไวว้่า ถ้าผูท้ ี่มาสะสมพลังจิตได้ไปในระดับหน่ึง เขาสามารถที่จะพัฒนาความสามารถและความเป็ นเลิศของมนุษย์ได้ สมาธิจึงมีบทบาทในชีวิตของมนุษย์ ซ่ึงมีความส าคัญเป็นอย่างยิ่ง ตามปกติสมาธิมีอยู่ในตัวของคนเราทุกคน คนเข้าใจก็น าไปพัฒนา ความสามารถความเป็นเลิศได้แต่วา่การที่จะพฒันาไดโ้ดยสมบูรณ์แบบ จะต้องมีกา หนดกฎเกณฑว์า่ควรจะ ทา อย่างไรกรณีสมาธิเมื่อมีสมาธิธรรมชาติก็ตอ้งมีสมาธิที่สร้างข้ึน มิฉะน้ันเราก็จะไม่สามารถที่จะมา พฒันาสองดีให้แก่มนุษยไ์ด้ความหวงัที่ว่าตอ้งการให้มนุษยอ์ยู่ร่วมกันด้วยความอยู่เยน็เป็นสุขจะต้อง สลายตัวไป หากมนุษยท์ ้งัหลายไดเ้รียนสมาธิในทางที่ถูกตอ้งและในทางที่เหมาะสม สมควร หรือที่เรียกว่า สัมมาสมาธิพลังจิตเกิดข้ึนก็สามารถที่จะไปพฒันาสองดีของคนน้ันให้มันเกิดประสิทธิภาพในทางที่ เหมาะสม ด้วยความมีเหตุผล ด้วยความรับผิดชอบสูง ดว้ยความเมตตา เมื่อถึงระดบัก็สามารถที่จะควบคุม จิตใจแลว้พฒันาความอยเู่ยน็เป็นสุขข้ึนมาได้ถา้หากคา ที่พูดมา พวกเราทา ไดจ้ริงความสา เร็จเกิดข้ึน มนัก็ เป็นประโยชน์ยิ่งกว่าโลกาภิวตัน์มากมาย โลกาภิวตัน์มีประโยชน์ในการที่จะให้ความสุข มีการพฒันา สิ่งต่างๆ ให้เกิดความศิวิไลซ์แต่ว่าขาดการที่จะท าให้จิตใจมีการให้อภัยซ่ึงกันและกัน รู้จักละวาง ในบางกรณีไม่ใช่จะทา กิเลสให้หมดไป แต่ว่าลดระดบัความรุนแรงที่จะเกิดข้ึนจากความไม่ดีเพราะไดม้ี พลังจิตที่ถูกต้อง 1.2 สมาธิทา ใหเ้กิดสติและปัญญาถา้ไม่มีสมาธิคนเราก็เป็นบา้ทนัทีนนั่ คือความที่ไม่สมประกอบ เนื่องจากว่าสมาธิไม่มีสติก็ไม่มีปัญญาก็หมด ชีวิตก็หมดหวงัเมื่อเป็นเช่นน้ัน สมาธิจะทา ให้คนสมหวงั ในการที่เราตอ้งการอยรู่ ่วมกนัดว้ยความอยเู่ยน็เป็นสุข ซ่ึงเป็นสิ่งที่คนท้งัหลายพากนัมองขา้มจุดน้ีหากคณะ นักศึกษาที่กา ลงัศึกษามหาวิทยาลยักา ลงัจะเติบโตเป็นกา ลงัต่อประเทศชาติในแต่ละชาติน้ันไดศ้ึกษาสมาธิ ร่วมกนัและสามารถที่จะมองเห็นความอยรู่ ่วมกนัดว้ยความอยเู่ยน็เป็นสุขโดยที่ไม่ตอ้งไปรบราฆ่าฟันกนั โดยไม่ตอ้งไปทา ความเดือดร้อน นี่คือประโยชน์ที่มนัยงิ่ใหญ่ที่สุดของการที่เราทา สมาธิ
35 1.3 สมาธิทา ใหเ้กิดการพฒันาสมอง สมาธิสามารถที่จะไปทา สมองของคนเราให้เกิดประสิทธิภาพ มากข้ึน เนื่องจากอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามาในสมองของคน จะต้องผ่าน Wave (เวฟ) คือ คลื่นสมองผ่าน Vibration (ไวเบรชนั่) คือความสั่นสะเทือนของสมอง ท้งัสองอยา่งน้ีเป็นตวัรับอารมณ์อยา่งเต็มที่ถา้หาก คลื่นสมองเกิดความสั่นสะเทือน สมองไดร้ับอาการที่มาจากอารมณ์ที่เจือปนไปดว้ยอารมณ์ร้าย พยาบาท อาฆาตจองเวร อารมณ์ร้ายก็มาทา ลายสมอง คือ แทนที่จะเอาไปใชใ้นทางที่ถูกตอ้ง แต่เอาไปใชใ้นทางที่ รบราฆ่าฟันกนัหรือววิาทกนัหรือพยาบาทอาฆาตจองเวรกนัไปเสีย หากเราไดม้ีการกลนั่กรองก่อนที่เราจะ ทา สมาธิจนจิตเป็นสมาธิเราตอ้งบริกรรม พอบริกรรมก็เท่ากบัว่ากรองอารมณ์ไปข้นัหน่ึง เมื่อเขา้ไปถึง คลื่นสมอง เขา้ไปถึงความสั่นสะเทือนของสมองคลื่นสมองมนัก็ไม่หนักไม่แรงความสั่นสะเทือนก็ลด ระดับลง เมื่อเป็นเช่นน้ันก็เกิดความเบา อนัดบัแรกที่ทา สมาธิเราก็จะตวัเบา เราก็จะสมองโล่ง มือทบักนั สองมือก็เหมือนไม่ทบักนัคือจะรู้สึกพิเศษ นี่คือให้เขา้ใจว่ากา ลงัไดร้ับผลของพลงัจิตที่สามารถไปพฒันา สมองที่ทึบๆ ให้มันปลอดโปร่งได้บางคนโง่เง่าสารพดัเป็นคนที่ไม่เอาไหน คือหมายความว่าอารมณ์นี่ มันตัน Wave (เวฟ)ผา่นคลื่นสมองผา่น Vibration(ไวเบรชนั่)คือการสนั่สะเทือนของสมองแต่พอเวลาที่มา ทา สมาธิก็ผ่านการกลนั่กรองก็เกิดเบา ความโง่เง่าความไม่เอาไหน กลายเป็นคนที่มีความขยนัเขาเรียกว่า เปลี่ยนพฤติกรรม ถา้ไปแนะนา สงั่สอน บอกวา่มนัไม่ดีทา อยา่งน้ีไม่ดีหรือไปบอกผคู้นท้งัหลายวา่กินเหลา้ เมาสุราไม่ดีบาป ตกนรก เขาก็ไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะกินเหลา้มนัสุขสบาย เขากินแลว้เสพติดจนสุขสบาย หรือว่าไปทา ร้ายคนอื่น ทา คนอื่นให้สะใจเรา เขาทา เรา เราทา เขา คราวน้ีพวกแกทา ฉัน คราวหน้าฉันก็ทา พวกแกเพราะจิตมนัถูกเจือไปดว้ยอารมณ์ที่ไม่ไดก้รอง มนัเขา้มาเยอะมากและเราไม่สามารถที่จะละลาย มนัได้มนัก็เลยไปทา สมองใหฟ้ึดฟัด แต่หากสามารถกลนั่กรองไดต้ามวถิีทางของสมัมาสมาธิพวกน้ีจะเบาข้ึน แลว้มนัจะเปลี่ยนใจ ไดเ้อง พฤติกรรมต่างๆ ที่มนัเคยงี่เง่า ไม่ดียาเสพติด ทา ไม่ดีๆ ความไม่เอาไหนก็จะละไปเอง อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่า สมาธิมาช่วยกลั่นกรองอารมณ์ที่มนัสกปรกเป้ือนเปรอะกลายเป็น อารมณ์ที่ไดถู้กกลนั่กรองแลว้เขา้ไปในสมองของเรา และเป็นสมองที่เราใชก้ารเรียนอยเู่ป็นประจา วนัสมอง น้ันไดร้ับการกลนั่กรองอารมณ์แลว้คืออารมณ์ที่ไม่ดีมนัก็ถูกกลนั่กรองมาการที่Wave (เวฟ) หรือเรียกว่า คลื่นสมอง Vibration(ไวเบรชนั่)การสนั่สะเทือนของสมองทา งานเบาลงก็จะเกิดสติเกิดปัญญาข้ึนมา 1.4 การทา สมาธิเป็นเรื่องที่สามารถทา ให้มันเกิดอะไรต่างๆ ได้น่าอัศจรรยท์ ี่สุด ภาษาอังกฤษ เรียกวา่ Amazing (อเมซิ่ง) หมายความวา่เหนือจากธรรมชาติธรรมชาติจะสอนวา่อยา่ตีอยา่ทะเลาะอยา่ฆ่า กนัหรือว่าทา อยา่งน้ีแลว้จะไปนรก สอนเท่าไรก็ไม่ฟัง นรกก็ไม่มีแลว้อะไรต่ออะไรก็แกต้วัไป หากสมอง ของเราได้รับการพฒันาที่ถูกตอ้งเรียกว่า สัมมาสมาธิพฤติกรรมที่เราเคยทา มามันจะหลุดไปจากตวัเอง โดยที่ไม่ตอ้งมีใครไปบอกรู้เรื่องดว้ยตวัเอง รู้ข้ึนมาด้วยตัวเอง ประโยชน์ของสมาธิจึงมีมหาศาลเช่นเดียวกบั
36 เช่น ในเวลาน้ีมนัทา ประโยชน์ทา โลกาภิวตัน์น้ีมหาศาลมากเขาเรียกวา่ ไฮเทค ที่ใหป้ระโยชน์คือการศึกษา ได้ประโยชน์มากกว่าแต่ก่อน ในชีวิตการทา มาหาเล้ียงชีพก็ได้ประโยชน์มากกว่าในสมัยโบราณ และ ตลอดจนกระทงั่การที่จะทา ธรรมชาติให้มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ก็เกิดมาจากไฮเทค และเป็ นไฮเทคที่ สามารถทา ได้ก็คือการพฒันาสมอง และพฒันามาจากสมาธิประโยชน์ของสมาธิจึงเป็นสิ่งที่ว่าเราจะ คา นึงถึงว่า ความดีสองประการของมนุษย์คือความสามารถและความเป็นเลิศของมนุษยม์ ันจะเกิด ตามมาดว้ย เพียงแต่ว่า จะท าดีสองให้พฒันาอยา่งไร เมื่อความสามารถและความเป็นเลิศเกิดข้ึน เราจะทา อยา่งไรกบัสองสิ่งให้มีประสิทธิภาพได้ไม่เฉพาะใชไ้ดค้นเดียวแต่ต้องมีกนัเป็นหมู่เป็นคณะ หากว่าเราดี คนเดียวก็กลายเป็นว่าพฒันาเสือมากินหมูกลายเป็นเรื่องที่เอาเปรียบกนั ไม่มีที่สิ้นสุด การพฒันาจา เป็น ที่จะตอ้งมีความเป็นหมู่เป็นคณะ มีความเห็นตรงกนัมีการสร้างสมาธิให้แก่ตวัของเรา ต่างคนต่างพฒันา ไปหาจุดที่เราต้องการ 2. การน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน ชีวิตของเราที่มีอยใู่นประจา วนัอยา่ ไปคิดว่า วนัหน่ึงๆ นี่มนัเป็นของธรรมดา กว่าจะมีชีวิตมาถึง ทุกวนัน้ีเราก็ผ่านอุปสรรคมาเยอะแยะ เพราะฉะน้ัน ประจ าวันเราจะต้องรับประทานอาหาร ท างาน ต้อง ร่า เรียน จะอยนู่ ิ่งไม่ได้แลว้จะทา สมาธิไดย้งัไง 2.1 วิชาการ เช่น วิทิสาสมาธิภายใตส้ถาบนัพลังจิตตานุภาพ มีสมาธิมากมายหลายอย่าง เช่น วิทิสาสมาธิ คณะสาสมาธิ สุทันตสาสมาธิ วิทันตสาสมาธิ มีสมาธิที่จะให้พวกเราสามารถที่จะน าเอามาใช้ ในประจ าวันได้ วิทิสาสมาธิคือ สมาธิที่สามารถนา ไปใชไ้ดก้บัทุกๆ คนในชีวิตประจ าวัน โดยเป็ นการท าสมาธิ 5 นาทีต่อคร้ัง หรือจะทา มากกว่า มีการวางระบบให้ท้งัหมดเหล่าน้ีจะเอามาใช้เช่น เราเป็นเจา้นายเมื่อข้ึน รถยนต์มีคนขับรถให้เรานั่งทา วิทิสาสมาธิ5 นาทีก็ไดแ้ลว้จะเอา 2คร้ัง วิทิสา 2คร้ัง วิทิสา 3คร้ัง ฯลฯ ก็สามารถที่จะนา อาสิ่งเหล่าน้ีมาใชใ้นชีวิต เมื่อมีสมาธิเราทา งาน งานหนักกลายเป็นงานเบา เพราะว่าเรา สามารถมีการพกัได้หากไม่ได้ทา สมาธิเราไม่มีการพกัอารมณ์ไม่ได้มีการกรอง การท างานนิดเดียว มันก็หนักแต่หากรู้จักวิธีการทา สมาธิสามารถทา สมาธิได้ในขณะที่เราท างาน ขณะที่เราท างานเรามี วิทิสาสมาธิไว้สามารถท างานและมีสมาธิได้ สมาธิจะไปช่วยเราในเวลาที่เรามีความคิดหนัก ผู้จัดการ เจ้าของห้างร้านบริษัท หรือผู้ที่ปกครองประเทศชาติ ล้วนแล้วแต่จะตอ้งใช้สมองหนัก ถ้าไม่มีเวลาพกั เดี๋ยวมนัก็ระเบิด หรือว่าตดัสินใจผิดพลาด ในการทา สมาธิมนัมีความวิเศษอยอู่ยา่งหน่ึงคือเมื่อทา พลงัจิต เขา้ที่แล้ว พลังจิตจะสะสม จะไม่สูญสลายตวั คือ มันมีร้อยมันก็บวก สองร้อยบวก ห้าร้อยอีกร้อยก็เป็น หกร้อย เจ็ดร้อยเพมๆๆ ิ่ข้ึนไปเรื่อย นี่เรียกวา่การทา สมาธิ
37 2.2ผลการเกิดตวัเตือน เมื่อการทา สมาธิเพมิ่ข้ึน ก็จะเกิดความแกร่งข้ึน ทา ใหม้ีคา เตือน ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Warning (วอนนิ่ง) หมายถึง ตวัเตือน ตวัที่เตือนเราจะมีข้ึนมา อันน้ีเปรียบเทียบเหมือนกันกับ เราเรียนหนังสือ เมื่อเราเรียนหนังสือไปถึงจะจบ ม.ปลาย มันจะมีตัวเตือน เพราะความรู้เราเรียนจบแล้ว อะไรเราก็รู้อ่านออกเขียนไดห้มดแลว้เมื่อคนที่เรียนจบ ม.ปลายเปิดหนงัสือออกมาอ่านไดห้มด เมื่ออ่านผดิ มนัจะเตือนทนัทีเพราะเรารู้แลว้ความรู้เหล่าน้นัเก็บเอาไวท้ี่ใจของเรา ส่วนคนที่ไม่ไดเ้รียนหนงัสือ จะไม่มี ตวัเตือน อ่านหนังสือออกมาไม่รู้ตวัอะไร ไม่ตอ้งเตือนกนัผิดถูกก็ไม่รู้พลงัจิตก็เหมือนกนัถา้ทา ไม่ไดท้ ี่ มันก็เลอะเลือนเหมือนกัน ถ้าทา ได้ที่แล้วมันก็ไม่เลอะเลือน อย่างเรียนจบประถมหน่ึงแล้วก็ออกไป แล้วไม่ได้เรียนต่อ ตวัเตือนก็ไม่มีส่วนคนที่เรียนจบมัธยมปลาย หรือจบมหาวิทยาลัยอย่างน้ีตวัเตือนมี อ่านผิดมันก็บอกทันทีพลังจิตก็เช่นเดียวกัน นี่ล่ะเป็นตัวที่ท าประโยชน์อย่างยิ่ง ส าหรับในการ ใช้ชีวิตประจ าวัน ในการท างานซึ่งต้องใช้สติใชป้ัญญา คา วา่สติและปัญญามนัตอ้งอยดู่ว้ยกนัสติและปัญญา จะเกิดข้ึนมาลอยๆ ไม่ได้ตอ้งมีสมาธิเป็นตวัแปรที่ส าคญัพอมีสมาธิสติก็จะเกิด ปัญญาก็จะเกิดตามมา สามอยา่งน้ีตอ้งอาศยักนัอยา่งแน่นอน 3. สมาธิกับการเรียนและการงาน 3.1 การทา สมาธิจะช่วยให้การเรียน และการงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ลองคิดดูว่า ถ้าเรา มีอารมณ์เยอะๆ วนัน้ีก่อนที่จะไปทา งาน ทะเลาะกบัภรรยากับลูกกับคนใกลเ้คียง หัวเสีย พอไปทา งาน ก็ไม่ไดร้้อยเปอร์เซ็นต์งานน้นัจะบกพร่องไปทนัทีเพราะเสียสมาธิไปจากบา้นแลว้พอเสียสมาธิสติอ่อนตวั ปัญญาก็อ่อนตวัตาม การทา งานก็พลาด แต่หากวา่เรามีสมาธิทางบา้นก็สงบ ภรรยาไม่ไดท้ะเลาะกนัลูกเตา้ ก็เรียบร้อย อะไรต่างๆ ก็เรียบร้อย พอมาถึงที่ทา งาน เราก็ทา งานไดเ้รียบร้อย นั่นคือหมายความว่ามีสมาธิ มาแลว้ ในการทา สมาธิบางทีเราก็คิดวา่จิตไม่เป็นสมาธิแทท้ี่จริงมนัเป็น เมื่อเราต้งัใจมนัจะเป็นสมาธิทนัที ขอใหเ้กิดความต้งัใจที่แน่วแน่ชดัเจน แต่วา่เป็นสมาธิอ่อนๆ พอเราบริกรรมสมาธิก็แก่กลา้ข้ึน เช่น คนขบัรถ ขบัรถไป พอไดจ้บัพวงมาลยัเขาก็มีสมาธิท้งัๆ ที่ก็ลืมตา ดูถนน ดูขา้งๆ ดูขา้งหนา้ขา้งหลงัตลอดจนกระทงั่ เขาคุยกับผูโ้ดยสาร แต่ถ้าขาดสมาธิเมื่อไร จิตมันจะเข้าภวงัค์มันจะลืมตัว รถคว่า ทันทีหรือกระเด็น เพราะไม่มีสมาธิ 3.2 การท าสมาธิเป็ นการสะสมทุน เพื่อน าไปใช้ในการเรียนและการงาน ในการที่เราจะใช้สมาธิ กบัการงาน ถา้เป็นสมาธิข้ึนมาแล้ว เท่ากบัว่าเราไดทุ้น ไดเ้งินใส่กระเป๋าไวแ้ล้ว ทา ยงัไงๆ เงินในกระป๋ า ก็จะตอ้งช่วยเราแน่นอน เช่น ถา้เราหิวขา้ว เรามีเงินในกระเป๋า เราก็กินขา้วได้เมื่อเวลาเราตอ้งการอะไร สักอยา่ง เรามีเงินในกระป๋า เหมือนกนักบัเรามีพลงัจิตไวใ้นตวัของเรา เราจะทา งานตอนเชา้เราก็สามารถ มีปัญญาคิดได้ คิดได้กวา้งขวางคิดไดอ้ยา่งมหศัจรรย์ถึงเรียกวา่น่าแปลกใจ น่าอศัจรรย์วา่เราไดต้ดัสินใจไป บางคนได้ตัดสินใจลงไปไดผ้ลประโยชน์อยา่งยงิ่เราถึงมาคิดวา่ทา ไมเราถึงทา ไดอ้ยา่งน้ีมนัน่าแปลกใจมาก
38 ตดัสินใจแป๊บเดียว ไดอ้ะไรอยา่งน้ีนี่คือต้องรู้ว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการงานของเรา มนัเป็นประโยชน์ มากจริงๆ ปัญญาสอนสมาธิที่ไดก้ลนั่กรองไวแ้ลว้มนัเป็นไฮเทค มนัเป็นปัญญาที่มีความน่าอศัจรรย์เรียกวา่ ภาษาองักฤษเรียกว่า Excellent (เอ็กเซลเลนท)์คือความน่าอศัจรรย์มนัคิดไดอ้ยา่งไร มนัถึงไดค้ิดมาออกมา ไดอ้ยา่งน้ีการงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองการบริหารการงานภายในครอบครัว การงานในประเทศ ในชาติหรือการงานในหมู่ในกอง ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีปัญญา ซ่ึงจะไปอยู่ที่ความดีสองประการ ของมนุษย์ที่ไดร้ับการพฒันาข้ึนมาเป็นดอกผล มนัไม่ง่ายและมนัก็ทา ไม่ยาก มนัเสน้ผมบงัภูเขา เราคิดว่าสมาธิมนัจะยาก ยากไดอ้ยา่งไรในเมื่อเรามีอยู่ทุกวนัๆ ถึงไม่ทา ก็มีสมาธิธรรมชาติ เพราะธรรมชาติน้ีไดใ้ห้เรามาไวเ้พื่อเป็นทุน แต่มนุษยพ์ากนัลืม แลว้ก็ไม่ไดส้ร้าง หรือไม่ไดพ้ฒันาข้ึนมา กลายเป็ นคนที่เรียกวา่ดอ้ยพฒันา 3.3 การทา สมาธิจะไม่ทา ให้เกิดความประมาท ความสะเพร่าในการเรียนและการงาน ปัจจุบนัน้ี ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเป็นประเภทหน่ึง ประเทศที่ยงัไม่ได้พฒันา เขาเรียกว่า ด้อยพฒันา มนุษย์ ก็เหมือนกันถึงจะพฒันาแล้ว แต่พฒันาทางด้านวตัถุด้านจิตใจไม่ได้พฒันาข้ึนมา ก็ทา ให้ไม่สมดุลกัน การจะไปพฒันาความสามารถและความเป็นเลิศไม่ได้หากเราพิจารณาว่าการทา สมาธิไดป้ระโยชน์แต่หา เวลาไม่ได้เราก็ขดัขอ้ง เพราะว่าเรายงัหนุ่ม เราก็มาขดัขอ้ง วนัหน้าจึงจะทา อยา่งน้ีเรียกว่าความประมาท ความประมาทเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า สะเพร่า ความประมาท สะเพร่า มีอยปู่ระจา ตวัทุกคน เราจะตอ้งแก้ไข จะเป็นเด็กเป็นผใู้หญ่จะเป็นใครก็ไม่ควรประมาท เราจึงไม่ควรประมาทในเรื่องของสมาธิเพราะมนัเหมือน เสน้ผมบงัภูเขา มนัเป็นของง่ายนิดเดียวมนัอยทู่ ี่ตวัของเรา เมื่อตวัของเราไดร้ับผลจากการทา สมาธิเขาจะไม่ ปล่อยวาง อยากจะทา ต่อไป อนัน้ีเป็นสิ่งที่ดีอนัหน่ึง มนัเหมือนกนักบัคนที่เขาทา งาน เมื่อทา งานไดก้า ไร เยอะๆ หามรุ่งหามค ่า เลยไม่อยากจะละทิ้งการงานนนั่เพราะว่ารายไดม้นัดีเหลือเกิน เราจะตอ้งทา อยา่ ให้ โอกาสน้ีพลาดไปเป็นอนัขาด เราจะตอ้งหาเงินมาให้จงได้ยงิ่สะสมไดก้า ไร เมื่อไหร่มนัจะมีโชคอย่างน้ี ไดส้กัทีหน่ึง เมื่อไหร่มนัจะมีการงานดีอยา่งน้ีให้เราสกัทีหน่ึง เขาเรียกวา่หามรุ่งหามค่า เช่นเดียวกนั เมื่อเรา ทา สมาธิเราก็รู้ไดท้นัทีว่า มนัเบาแลว้เราจะไปทิ้งความเบาน้ันไดอ้ยา่งไร เราก็จะตอ้งสานต่อ เขาเรียกว่า ความไม่ประมาท แต่หากว่าคนไหนทา สมาธิไดแ้ลว้มนัสบายแลว้อะไรๆ อยา่งน้ีมนัเป็นประโยชน์แก่เรา อยา่งยงิ่แลว้แต่ว่าเมื่อไหร่เราก็ทา ได้เรายงัหนุ่มยงัน้อย เมื่อไรก็มีเวลาโอกาสถมไป นั่นคือความประมาท เกิดข้ึนแลว้ก็เลิกถา้เลิกทีหน่ึงแลว้ก็เลิกไปอีกต่อไป อยา่งน้ีเป็นตน้การที่จะสร้างสมาธิให้เป็ นสัมมาสมาธิ มันเป็นตวัประกอบที่มีความส าคญั ให้เราสามารถที่จะเขา้ใจได้ว่า ตวัของเราไม่ใช่ว่าจะเกิดมาทิ้งชีวิต ไปเสียเปล่าๆ เอาชีวิตไปเล่น เอาชีวิตไปใชไ้ม่เป็นประโยชน์เอาชีวิตไปทา สา มะเลเทเมา อยา่งน้ีเรียกว่า เป็นความประมาทท้งัสิ้น ใครที่ทา เช่นน้ันเรียกว่า หาเรื่องใส่ตวัเกิดความประมาท ความเสียหายก็เกิดข้ึน
39 กบัตวัเรา มนั ไม่ใช่อยา่งเดียว เราก็มีพ่อ แม่ญาติพี่น้อง สามีภรรยา เมื่อเราเสียหาย ภรรยาก็เสียหายด้วย ลูกหลานก็เสียหายดว้ย พอ่แม่ก็เสียใจ 4. ประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบรรยาย หลกัสูตรสมาธิที่เป็นสากล หลวงพ่อไดส้ร้างหลกัสูตรข้ึนมาแลว้ สามารถเป็นหลกัสูตรที่เรียกว่า Standard (สแตนดาร์ด) คือ สากล สามารถทา ไดทุ้กชาติศาสนา ทา ไดทุ้กชนช้นั ไม่วา่ ใครจะเป็นอะไรที่ไหน สามารถที่จะมาทา ได้และเราก็มีครูมีอาจารยแ์นะนา สั่งสอนให้เพราะว่าในสิ่งที่เราตอ้งการอยา่งหลวงพอ่ มีความตอ้งการอยากจะใหม้นุษยอ์ยรู่ ่วมกนัดว้ยความอยเู่ยน็เป็นสุข อนัน้ีเป็นยอดปรารถนา ทา อยางไรถึงจะ ่ เป็นเช่นน้ันข้ึนมาได้จึงไดว้างหลกัสูตรเอาไว้ว่าข้ึนตน้ตอ้งทา อยา่งน้ีข้นัที่สองทา อยา่งน้ีข้นัที่สาม ข้นัที่สี่ ข้นัต่อไป ทา อยา่งน้ีๆๆ ก็บอกให้เสร็จ หนทางถูกเป็นอยา่งน้ีหนทางผิดเป็นอยา่งน้ีนอกจากน้นัความหวงั ของพระอาจารยห์ลวงพ่อตอ้งการอยากจะให้มันกระจายงานอันน้ีออกไปให้เยอะก็จา เป็นที่จะตอ้งเอา หลกัสูตรเหล่าน้ีเข้าสู่วงของการศึกษา หรือวา่หลกัสูตรของการศึกษา นกัศึกษาต่างๆ เหล่าน้ีก็ถือวา่เป็นเด็ก ก็จะตอ้งโตเป็นผูใ้หญ่ต่อไปในวนัขา้งหน้า สามารถน าหลักสูตรเหล่าน้ีเอาไปสอน เอาไปสอนตัวเอง ขยายไปสอนคนอื่น เหมือนกนักบัการศึกษาในปัจจุบนัเขาก็ศึกษากนัเมื่อศึกษาแลว้ครูคนน้ีสอนเรา ครูคน น้ีตายไป ครูคนใหม่ก็มาแทน ครูคนน้ีไม่อยู่ครูคนใหม่ก็มาแทนได้สมาธิก็ตอ้งทา เช่นน้ันเหมือนกัน แต่ก่อนน้นัการที่จะมีครูสมาธิแต่ละคนแต่ละคน นี่มนัยากแสนยาก ตอ้งไปเรียนกนั5 ปี20 ปีบางทีก็ไม่ได้ 20 ปียังไม่ได้เป็นครูยงัไม่ได้เป็นอาจารย์กว่าจะได้อาจารยส์อนสมาธิมาแต่ละคน ตอ้งรอต้งั10-20 ปี แต่เวลาน้ีพระอาจารยห์ลวงพ่อไดใ้ชไ้ฮเทคการสอนสมาธิก็คือเวลาน้ีใชเ้วลาเขา้ไม่เกิน 5 เดือน ไม่เกิน 6 เดือน ก็ไดเ้ป็นครูแลว้ สามารถที่จะทา ยน่ลงมาจาก20 ปีเหลือแค่5-6 เดือน ก็เลยกลายเป็นครูสมาธิเยอะ ข้ึนมาแนะน ากนั ได้เพราะอะไรเพราะว่ามนัมีหลกัสูตร มีตวัหนังสือ มีผูก้า กับว่ามนัจะตอ้งเป็นอยา่งน้ี ไม่ใช่วา่เรียนจบแลว้เป็นครูแลว้เวลาไปสอนก็เถลไถลแต่ตอ้งมีหลกัการเรียกวา่เป็นหลกัการสากลที่จะตอ้ง ใชไ้ด้เวลาน้ีพระอาจารยห์ลวงพอ่ก็เอาไปใชท้ ี่แคนาดาอยแู่ลว้ ฝรั่งที่แคนาดาก็ใชก้นัสามารถที่จะทา ให้เป็น สถาบนัข้ึนมา เรียกว่า สถาบนั Willpower Institute (วิลเพาเวอร์อินสะติติว)ก็หมายความว่าฝรั่งก็ทา ได้ ชาติไหนก็ทา ได้ เพราะฉะน้ัน การที่เราจะวางตวัของเรา ให้มันถูกตอ้งตามกาลเทศะ ก็หมายความถึงว่า เราเอา ประโยชน์ของสมาธิจะเอามากเกินไปก็ไม่ได้เอาพอดีๆ มีหลักสูตรให้เรียนพอดีเราก็น าสมาธิไปใช้ ในชีวิตประจ าวัน เราก็เอามาใชใ้นการเรียนและการงาน สมองของเด็กที่ไดร้ับสมาธิแต่วา่ตอ้งสมาธิพอดีนะ อย่างเด็กๆ สามารถที่จะขยายงานน้ีและก็ต่อไปอีกในการทา สมาธิเด็กบางคนเขาเรียกว่าคนสมาธิส้ัน อยู่ไม่เป็นสุข ถ้าหากว่าเราให้ท าสมาธิมากๆ มันจะท าไม่ได้ก็ท า 3 นาที4 นาที5 นาทีแต่ละคร้ัง ทีละน้อยละน้อย ประเดี๋ยวเด็กนั่นมนัก็กลาย พลงัจิตก็จะเพิ่มข้ึน สมาธิส้ันมนัก็จะกลายเป็ นสมาธิยาวได้
40 เพราะฉะน้ัน คา ว่าสมาธิที่ไดย้น่เวลา จาก10 ปี20 ปีมาเพียง 6 เดือน ก็ยังมีประสิทธิภาพ ไม่ไดแ้พก้นักบั ที่เรียนมามากๆ เพราะว่าการทา สมาธิทา ไปแค่น้ีถึงไปแค่น้ีกว่าจะถึง ถึงจุดน้ีมนัเป็นสิ่งที่มีหลกัมีเกณฑ์ อยแู่ลว้เพราะฉะน้ัน ทา ข้ึนมาแลว้มนัจะเป็นสิ่งหน่ึง เขาเรียกว่า เป็นสมบตัิสิ่งหน่ึงที่เกิดข้ึนกบัตวัของผูท้ี่ ไดม้าเรียน สมบตัิอนัน้ีจะติดตวับุคคลคนๆ น้ันไปจนกระทงั่ตาย เพราะว่าหลกัสูตรมีอยแู่ลว้และก็เรียน ให้จบหลักสูตร ก็สามารถมีการรับรองกันได้ด้วย และสามารถที่จะใช้สมาธิให้เป็นผลกับการเรียนได้ อยา่งดีที่สุด ************************************ ประเด็นอภิปราย 1. สมาธิมีประโยชน์อยา่งไรจงอธิบายและยกตวัอยา่งประกอบ 2. จงอธิบายถึงการน าสมาธิไปใช้ในชีวิตประจ าวัน 3. จงอธิบายถึงการนา สมาธิไปใชก้บัการเรียนและการงาน ค าส าคัญ สัมมาสมาธิ ตัวเตือน
41 ตอนที่ 6ลักษณะของฌาน และขั้นตอนของฌาน เรื่อง 1. ลักษณะของฌาน 2. การดา เนินการเขา้สู่ฌาน 3. ข้นัตอนของฌาน สาระส าคัญ 1. ลกัษณะของฌาน คือความสุขความสบายเป็นฐานของชีวติและมีท้งัที่เป็นสมัมาและมิจฉา 2. การดา เนินการเขา้สู่ฌาน ที่สา คญัคือการถามใครคือผรูู้้และการพบผรูู้้ 3. ข้นัตอนของฌาน คือการมีผูก้า กบัผูคุ้ม สมาธิกบัฌานมีความสัมพนัธ์กนัและฌานสามารถแบ่งไดเ้ป็น รูปฌาน และอรูปฌาน
42 เน้ือหาตอนที่6ลักษณะของฌาน และข้ันตอนของฌาน ประกอบด้วยเรื่อง ลักษณะของฌาน การดา เนินการเขา้สู่ฌาน และข้นัตอนของฌาน 1. ลักษณะของฌาน 1.1ความสุข ความสบาย เกิดข้ึนจากฌาน ฌานน้ีมนัจะแสดงออกเช่น ปีติความสุข ความเอิบอิ่ม ความประทบั ใจก็เรียกว่าฌาน ไปจนกระทงั่ถึงความลึกซ้ึง ในเรื่องของการเกิดข้ึน คือหมายความว่าลึกซ้ึง ขนาดที่ว่า มีความสุขมากมายที่เดียวที่ทา ให้เกิดข้ึน เมื่อเราทา ฌานให้มนัเกิดความยมิ้ข้ึนมาขา้งใน แลว้ทา ง่ายดว้ยการทา สมาธิที่เขา้ใจแลว้ว่าในการที่เราทา สมาธิข้ึนมาให้มนัเกิด ความอยเู่ยน็ร่วม อยรู่ ่วมกนัดว้ย ความอยเู่ยน็เป็นสุข มนัเป็นเรื่อง ไม่ไดสู้งอะไรนกัเพยีงวา่ทา จิตให้เป็นฌาน เมื่อทา จิตใหเ้ป็นฌานแลว้มนัก็ มีศรัทธา มีความเชื่อมนั่แลว้ก็ทา ให้เกิดสติและปัญญา มีความเฉียบแหลม แลว้มีการที่ว่าไม่เสียการเสียงาน การงานต่างๆ ทา ได้เพราะว่าตวัผูรู้้ตวัน้ีจะถูกพฒันาข้ึนมา งานของเราการเรียน การปกครองก็จะเริ่มมี ประสิทธิภาพ การคิดอ่านการงาน Project หรือว่าโครงการต่างๆ ที่เราตอ้งทา มันก็เกิดความคล่องตวัข้ึน เมื่อเรามีความรู้ที่เกิดข้ึนมาจากแหล่ง เช่น ฌาน เวลาที่ทา จิตไปแลว้ ไปประสบความสุข เขาเรียกว่าแหล่ง หรือว่าเรียกกนัง่ายๆ ว่า ดินแดนแห่งความสุขสบาย เราจะไปเที่ยวหาที่ไหน ดินแดนแห่งความสุขสบาย จะไปหาตรงโน้น ไปหาตรงน้ีก็เจอแต่ในสิ่งที่ทา ให้เกิดความฟุ้งซ่าน หรือว่ามีแต่การแข่งขนัที่ต่อสู้กนั ในที่สุดก็ตอ้งมีการผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรกนัคนน้ีคนน้ันมาลบหลู่ฉัน อะไรมาดูถูกกนัมาเห็นแก่ตว ั ก็สารพัด ที่มนัจะยงุ่กนัเรียกว่า ดินแดนที่ไม่มีความสุขแต่เมื่อเวลาที่ทา จิตเขา้ไปพบฌาน ฌานน้ีมนัจะตอ้ง เป็นดินแดนแห่งความสุข ดินแดนแห่งความสุขใครไม่อยาก 1.2 เป็นฐานของชีวิต อิทธิพลท้งัหมดเกิดข้ึนมาจากพลงัจิต สมาธิจึงถือว่าเป็นรากฐานที่จะท าให้มี สิ่งต่างๆ เกิดข้ึนมีมากมายที่จะทา ให้มันเป็นลกัษณะที่เรียกว่า เป็ นฐานของชีวิตของคน หากจะพิจารณา ให้ดีๆ ก็จะมองเห็นคนเรา หากว่ามีความร่าเริง มันจะต่อชีวิตไปให้อีกเยอะ ถ้าเกิดความเศร้าหมอง จะตัดทอนชีวิตของเราไป การสร้างสมาธิ เพื่อที่จะให้เกิดพลงัจิตที่เราจะตอ้งเขา้ใจว่าเมื่อเราสามารถสร้าง สมาธิคือทา สมาธิแลว้ทา ให้เกิดพลงัจิต พลงัจิตแลว้ไดส้ะสมไวท้ ี่ตวัของเราเยอะๆ ก็เท่ากนักบัว่า เราได้ สะสมอาหารไว้เยอะๆ เมื่อมีอาหารมากเท่าไรก็เรียกว่ารับประกันว่า ชีวิตของเราก็จะต้องอยู่ได้ ไปตลอดกาลนาน การเจริญฌาน จึงไดช้ื่อวา่เป็นการต่อชีวติที่ยาวนานได้เพราะการเจริญฌานน้นัเมื่อมีการไดร้ับ ความสุขแก่ร่างกายและจิตใจ ไดร้ับความสุขแลว้มนัจะเป็นเช้ือที่มีความสา คญัอยา่งยงิ่ที่จะทา ให้พวกเรา มีชีวิต เขาเรียกวา่มีชีวติชีวาข้ึน เราไปเที่ยวแสวงหา คือเราไม่ไดอ้าศยัฌาน 1.3 สัมมา และมิจฉาสมาธิความสุขที่แสวงหา หากเป็นไปในทางที่ผิดแลว้เช่น แสวงหาเหลา้ยา บุหรี่ ยาเสพติด อะไรต่างๆ ความสุขจากการเที่ยวโน้นบา้ง เที่ยวนี่บา้ง ส ามะเลเทเมา เรียกว่า แสวงหา ความสุขไปในทางที่ผิด หรือเรียกว่าเป็นมิจฉา “มิจฉา แปลว่า มนัเป็นการเดินผิดทาง” ที่น้ีเราจะแสวงหา ความสุขที่เป็นฌานที่จะทา ให้โสมมนสัความพอใจความอิ่มใจใหเ้กิดข้ึน มนัก็มีอยทู่างเดียวคือสมาธิสมาธิ
43 จึงเป็นตวัแปรที่มีความสา คญัที่จะแปรสภาพต่างๆ อุปมาไว้พลงัจิตเปรียบเหมือนกบัเงิน เมื่อได้เงินมาแล้ว มนัจะไปแปรสภาพต่างๆ ออกมาไดเ้ยอะถา้หากว่าไม่มีเงินแลว้ไม่รู้จะเอาอะไรไปแปรสภาพ ตวัแปรก็คือ เราจะไปซ้ือบา้น ซ้ือรถ พอใจในสิ่งใด เมื่อมีเงินเราก็ไปซ้ือได้เงินเป็นปัจจยัตวัแปรที่มีความสา คญัที่จะ ใหเ้กิดความสุขได้และในขณะเดียวกนัเงินก็มาแปรสภาพเป็นความทุกขไ์ด้เมื่อบุคคลไม่เขา้ใจใช้ก็เอาเงิน ไปจ้างฆ่าคน ไปจา้งให้คนทา สิ่งต่างๆ ให้ก่อความวุ่นวายเอาเงินไปจา้งสารพดัแลว้มนัก็ผิดหนทาง พอผิด หนทางแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมามนัก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอ้ง มันก็ทา ให้เกิดความวิปริตข้ึนมาได้ท่านจึง ไดแ้สดงวา่สมัมาและมิจฉา สมาธิมีท้งัสมัมาและมิจฉาคือ มีท้งัถูกและมีท้งัผดิเราจึงจา เป็นที่จะตอ้งร่า เรียน กันว่า สมาธิอย่างไรที่ทา ให้ฌานมันผิดไป ฌานอย่างไรที่ไปหลงใหลจนกระทั่งเกิดความทุกข์ความ เดือดร้อนต่อมาในภายหลงัก็ได้และที่ว่าฌานมนัจะเกิดสิ่งที่พอใจเมื่อทา ความพอใจให้เกิดข้ึน นี่มันจะ กลายเป็นฌานข้ึน แต่ความพอใจอนัน้นักลายเป็นความพอใจที่มนัผิดหนทางเขาเรียกว่าเป็นมิจฉาแต่ที่น้ีถา้ หากความพอใจน้นัเป็นหนทางที่สร้างสรรค์เรียกวา่สมัมา ฌานกบัสมาธิจึงจ าเป็ นที่จะต้องสัมพันธ์กนัหาก วา่คนที่ไม่เขา้ใจทา สมาธิอันไหนเรียกวา่เป็นลกัษณะของสมาธิอนัไหนเรียกวา่เป็นลกัษณะของฌาน ซ่ึงเรา จะต้องรู้ เมื่อเรารู้ก็สามารถเรียกไดว้า่อยา่งน้ีถูกอยา่งน้ีผดิก็อนัน้ีจะตอ้งมาจากข้นัตอน เพราะวา่ ในลักษณะ และข้นัตอนน้ีจะตอ้งรู้ไปพร้อมๆ กนั 2. การด าเนินการเข้าสู่ฌาน ฌานถา้เปรียบไปแลว้ก็คงจะเหมือนกบัรสอาหาร มนัเป็นสิ่งที่ชกัชวนใหอ้ยากจะรับประทานอาหาร หากรสอาหารไม่ดีก็ไม่ชักชวนให้รับประทาน ถ้าหากว่าอาหารดีถูกปากเขาเรียกว่าอร่อยความอร่อยน้ี เป็นตวัน าที่ให้เกิดการรับประทานอาหารเพื่อที่จะให้มีชีวิต รสอร่อยถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องส าคญัแต่ตาม ความเป็ นจริง รสอาหารไม่ได้เป็นโปรตีนไม่ได้เป็นวิตามิน ไม่ได้มีอะไรนอกจากจะสร้างความพอใจ ใหเ้กิดข้ึน ส่วนที่จะเป็นโปรตีน วติามิน เป็นเครื่องที่หล่อเล้ียงร่างกายน้ัน เกิดมาจากตัวอาหาร เพราะฉะน้ัน ตวัอาหารนี่จึงเป็นตวัที่สร้างความสา คญัเรื่องอาหารมีความสา คญัแก่มนุษยชาติอยา่งยงิ่เพราะว่าการทา ไร่ ทา นาเน้ือที่ดินนับเป็นจา นวนนับไม่ถ้วน ที่จะตอ้งมาสร้างพืชพนัธุ์ธญัญาหาร เช่น ตน้ขา้ว หรือตน้อะไร ต่างๆ ที่ทา กนัท้งัวนัท้งัคืน ท้งัปีท้งัเดือน เรื่องอาหารจึงกลายเป็ นเรื่องที่มีความส าคัญ ขาดอาหารร่างกาย ทุพพลภาพทันทีแต่เมื่อทา สมาธิเราถึงไดเ้ปรียบสมาธิเหมือนกนักบัอาหาร 2.1 การถาม “ใครคือผู้รู้” อย่างที่พระอาจารยห์ลวงพ่อบอกว่า เวลาที่ทา สมาธิไป พอนึก พุทโธ ได้แล้ว ควรที่จะต้องถามว่า “ใครคือผู้รู้” ถามไวอ้ย่างน้ัน แล้วมันจะมีผลในการที่เราจะปฏิบตัิต่อไป แต่ในขณะน้ีเราพากันทา สมาธิแลว้ก็ถามตวัเองว่า “ใครคือผู้รู้” ใครคือผูรู้้นี่เป็นตวัที่จะตอ้งกา กบัต่อไป มนัจะรู้จกัวา่เราจะไปเจอตวัผรูู้้ตวัน้ีไดอ้ยา่งไร แลว้ก็ตวัผรูู้้นี่มีอา นาจเพยีงไหน แลว้ตวัผรูู้้นี่ไดน้า การปฏิบตัิ ของเราใหก้า้วหนา้ไปอยา่งไร เมื่อเวลาที่เรานั่งสมาธินั่งไปสัก 2-3 นาทีถามก่อนว่า “ใครคือผู้รู้” ถามแล้วทิ้งเลยไม่ตอ้ง ไปกงัวล ตอนน้ีชอบที่จะเผลอว่า มนั ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกไม่รู้จะถามไปทา ไมไม่เขา้ใจเมื่อไม่เขา้ใจ
44 ควรเขา้ใจซะในตอนน้ีไปเลยว่า ตวัผูรู้้ที่จะกา กบัน้ีมนัจา เป็นที่จะตอ้งเมื่อนึก พุทโธไปไดอ้ยา่งน้ีพอเสร็จ ถามว่า “ใครคือผู้รู้” เมื่อถามไป ทุกคร้ังๆๆ นี่มันจะกลายเป็นความชา นาญ แล้วกลายเป็นผูดู้แลหรือว่า จะกลายเป็นปัญญาอะไรต่อไปที่ไม่ทา ใหค้นหลงผดิเมื่อเวลาที่ถามถึงตวัผรูู้้ไปนานเขา้ๆ ก็ตอ้งใชเ้ป็นปีหรือ หลายปี เป็ นต้น คา ว่า “ใครคือผู้รู้” จึงเป็นส่วนหน่ึงที่จะทา ให้เราจะไปถึงตัวผู้รู้ มีความส าคัญ เมื่อเวลาท า สมาธินี่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อธิบายไป ขอให้เขา้ใจ ไม่จา เป็นที่จะตอ้งไปคิดกังวลว่าจะถูกหรือจะผิดอะไร เราเข้าใจว่า เมื่อได้รับการอธิบายแล้วก็ให้เก็บเอาไวเ้ท่าน้ัน เวลาทา สมาธิต้องตดักังวลตัวน้ีออกหมด เพอื่ที่จะใหส้มาธิน้ีเกิดความคล่องตวั 2.2การพบผูรู้้เกิดความชา นาญ มนัจะเกิดสิ่งอศัจรรยข์้ึนมาว่า ตวัน้ีตวัผูรู้้มนัเป็นอยู่ตรงน้ีตวัผูรู้้ มนัคืออนัน้ีอยา่งน้ีแลว้อนัน้นัมนัเรียกวา่“ตัวสันทิฏฐิโก” คือผปู้ฏิบตัิจะพงึเห็นเอง ซ่ึงเห็นเองเมื่อไรก็จะรู้ ว่าเราไดป้ระสบความสา เร็จอนัดบัหน่ึงแลว้ว่าเราไดพ้บตวัผูรู้้ตรงน้ีเป็นเคล็ดลบัของการทา สมาธิที่ควร จะตอ้งเขา้ใจแลว้คนที่จะมาแนะนา เราว่าแกทา สมาธินะเมื่อบริกรรมไปแลว้ก็ให้ถามว่า “ใครคือผู้รู้” ก็ไม่ ค่อยมีใครจะแนะน ากัน แล้วบางทีอาจารยไ์ม่ค่อยจะคิดว่ามันเป็นเรื่องส าคัญก็ไม่ได้แนะน าลูกศิษย์ ควรที่ต้องแนะนา หลวงพ่อก็เขียนไวช้ดัเจนว่าให้ถามตวัของเราเองว่า“ใครคือผู้รู้” เท่าน้ันไม่ตอ้งไปกงัวล แล้วมันจะกลายเป็ นนิสัย ตวัที่เรียกว่าตวัผูรู้้นี่เมื่อเราประสบความส าเร็จข้ึนมามันจะไปเป็นประโยชน์กับตัวของเรา อีกมากมายคือสร้างนิสัย อย่างโยมพ่อของพระอาจารยห์ลวงพ่อสร้างนิสัยของพระอาจารยห์ลวงพ่อว่า จะตอ้งเก็บขา้วเวลารับประทานหล่นตอ้งเก็บ มนักลายเป็นนิสยัที่เรียกวา่ความถี่ถว้น มันกลาย เป็ นนิสัยอะไร หลายอยา่งจนกระทงั่มนัเป็นข้ึนมาไปเองก็เช่นเดียวกนักบัที่วา่เรานึกวา่พทุโธ เรานึก“ใครคือผู้รู้” ใครคือผู้รู้ นี่ มนัจะทา ใหเ้รารู้จกัข้นัตอน ตอนที่พระอาจารยห์ลวงพ่อเป็นเด็ก โยมพ่อของพระอาจารยห์ลวงพ่อพาไปพกัที่โฮเต็ล เวลา รับประทานอาหารก็รับประทานอาหารที่โต๊ะ แล้วข้าวมันตกลงไปจากจาน โยมพ่อของพระอาจารย ์ หลวงพ่อบอกว่า “แกตอ้งเก็บนะ” พระอาจารยห์ลวงพ่อก็เถียงว่า “ไม่เก็บ บ๋อยมีไม่ตอ้งเก็บ เขามาเก็บ” “ไม่ได้แกตอ้งเก็บ” เพียงสิ่งเดียวว่า “แกตอ้งเก็บ” มันกลายเป็ นนิสัย พอเวลาที่อาหารตกเรายงัตอ้งเก็บ แมก้ระทงั่เป็นเจา้อาวาสขา้วตกขา้งๆ ยงัตอ้งเก็บ มันเป็ นนิสัยไปแล้ว 3. ขั้นตอนของฌาน 3.1 ผูก้า กับ - ความรู้ ผูท้ ี่บา เพ็ญสมาธิจะตอ้งมีสิ่งหน่ึงที่บุคคลทา สมาธิจะตอ้งทา ความเขา้ใจว่า ความรู้จะเกิดข้ึนจากชวนะจิตที่เป็นสมาธิซ่ึงมนัจะประกอบความรู้ชนิดหน่ึงข้ึนมาให้ความรู้ชนิดน้นัจะอยู่ ลึกๆ อยใู่นจิตของเรา เมื่อเวลาจิตมนัสงบลง มนัก็จะเกิดความลึกซ้ึง ซ่ึงจะมีอยหู่น่วยหน่ึงที่เรียกว่า หน่วย ก่อให้เกิดญาณ ญาณน้ีมนัจะตอ้งตามมาต้งัแต่ตน้ ไม่ใช่ว่าเรามีพลงัจิตแลว้จึงจะไปถึงญาณ แท้ที่จริงเมื่อเรา เป็นสมาธิมนัจะตอ้งเกิดตวัญาณข้ึน เพื่อที่จะทา ให้เรารู้ว่าแต่ละข้นัตอนน้ีเป็นอยา่งไรเหมือนกบัที่เราเรียน
45 หนังสือ ความรู้มันก็จะตอ้งเกิดข้ึนต้ังแต่เรียนช้ันประถมไป มันจะมีความรู้อันหน่ึง เป็นตวัผูก้า กับมา ต้งัแต่ตน้ของการเรียน กขกกา ต้งัแต่ A B C D ตวักา กบัน้ีแหละเรียกว่าเป็นสติเมื่อมีสติแลว้มนัจะตอ้งมี ปัญญา ผู้คุมคือ ความรู้ที่เราท าสมาธิที่เป็ นตัวคอยแนะน าเราอีกทีหนึ่ ง มันจะเกิดข้ึนพร้อมกันมา เหมือนอยา่งที่เรียนหนังสือเมื่อไดต้วักเราก็มีความรู้เมื่อผสมไดเ้ราก็มีความรู้เมื่อดา เนินการเรียนต่อไป ความรู้อนัน้ีก็พฒันา Upgrade (ยกระดบั )คือจะตอ้งพฒันาข้ึนมาตลอดเวลา ตลอดพร้อมกนัมิใช่วา่เมื่อไปจบ มหาวิทยาลัยแล้วถึงจะมีตัวรู้ ความรู้น้ีมันจะคอยจา เอาไว้เมื่อตัวคอยจา เอาไวต้ ัวน้ีได้รับการพฒันา ไปตามกนัเมื่อเรียนจบประถมแลว้ความรู้น้ีจะตอ้ง Upgrade คือพฒันาตวัมนัเองข้ึน เมื่อจบมธัยมแลว้ความรู้ ก็ตอ้ง Upgrade คือหมายความจะตอ้งเพิ่ม เพิ่มความรู้ตามไปดว้ย เมื่อเป็นเช่นน้ันแลว้ความรู้ตวัน้ีเราควร จะตอ้งรู้วา่มนัอยตู่รงไหน มนัคืออะไร มนัเป็นสิ่งที่ทา ให้เกิดความชา นาญ แลว้ทา ให้เกิดความเป็นประสบการณ์อยา่งหน่ึงที่เรียกว่า “สร้างนิสัย” ข้นัตอนของฌาน เริ่มตน้คือความสุขเราจะพบไดเ้มื่อเวลาที่อารมณ์มนัหายไปหรือว่าอารมณ์ ถูกขจดัออกไปแลว้มนัจะเกิดความสุขข้ึนทนัทีความสุขน้ีจะเกิดข้ึนแก่บุคคลผปู้ฏิบตัิสมาธิทนัทีหมายถึงวา่ จิตอันน้ันเป็นฌานแลว้เวลานึก พุทโธ พุทโธ มันก็เป็นสมาธิแลว้ ไม่ใช่ว่ามันจะไปเกิดเอาตอนที่ว่ามนั สุขสบาย อยา่งน้ันไม่ใช่คือเราตอ้งเขา้ใจว่าพอเวลาจิตมนัทา ลายอารมณ์ไปไดแ้ลว้นี่มนัจะเป็นสมาธิทนัที เมื่อเรานึกพุทโธแลว้อารมณ์อื่นหนีไปแลว้หายไปแลว้ก็เกิดเป็นสมาธิข้ึนมาทนัทีมนัก็จะมาถึงการที่ขจดั อารมณ์ออกไปนานพอสมควร อาจจะเป็ น 5 นาที 10 นาทีหรือว่านาทีหน่ึง สองนาทีก็ได้มันก็จะเกิด ความสุขข้ึน เมื่ออารมณ์มันออกไป เกิดความสุขในอนัดบัแรกก็คือเราจะสังเกตไดว้่าตวัของเราไดเ้บาข้ึน ให้เข้าใจเป็ นสมาธิแล้ว กา ลงัจะเกิดฌานแลว้คนที่วา่ฌานไม่จา เป็นที่จะตอ้งเขา้ภวงัคก์ ่อนเป็นฌาน เมื่อมนัเป็นฌานข้ึนมาแลว้มนัทา ใหจ้ิตเขา้ภวงัคไ์ปต่อไปอยา่งน้ีเราควรศึกษาวา่ภวงัคน์ ี่มนัมาเกี่ยวขอ้งกบัสมาธิไดอ้ยา่งไร เพราะเมื่อเวลาที่ จิตตกภวงัคต์อ้งหมายความว่าอารมณ์ไดส้ิ้นสุดแลว้จิตจะตกภวงัคค์วามรู้สึกภายนอกจะหายไป จิตก็เป็น ภวงัคต์รงน้ีเรียกว่าเป็น “ภวังค์ขจิต” ภวงัคข์จิตกบัฌานจะอยดู่ว้ยกนั ได้ความสุขเกิดข้ึนจากการละอารมณ์ เมื่อละอารมณ์ไดน้านเขา้ๆ มนักลายเป็นฌาน สมาธิกบัฌาน พลงัจิตที่เราทา สมาธิจึงเป็นตวัแปรที่มีความสา คญัสา หรับ ผูป้ฏิบตัิท้งัหลาย เพราะการที่เรา จะไปเขา้ใจว่าฌานนี่มนัจะวิเศษวิโส ที่จริงแลว้มนัก็วิเศษจริง แต่ไม่ใช่วิเศษวิโส หากว่าไม่มีฌาน แลว้คน ก็ไม่อยากรับประทานอาหารเมื่อไม่อยากรับประทานอาหารแลว้อาหารก็น้อยก็ขาดสารอาหารเดี๋ยวก็ตาย มันก็เป็นอย่างน้ัน มันก็เป็นอันตรายเพราะฉะน้ันความเอร็ดอร่อย มันก็จะต้องเป็ นตัวน าให้รับประทาน อาหาร ฌานเป็นสิ่งที่ทา ให้เกิดความกระชุ่มกระชวย แล้วก็ทา ให้อยากจะทา แล้วทา เป็นให้เกิดศรัทธา แลว้ทา เป็นให้เกิดวิริยะ ทา เป็นให้เกิดหลายอยา่งทุกสิ่งทุกอยา่ง ถา้หากว่าเมื่ออร่อยแล้วก็รับประทานได้ ก็มีกา ลงัแขง็แรงถา้มนัไม่อร่อยรับประทานไม่ไดม้นัก็ไม่แขง็แรง มนัก็จะตอ้งตายเร็วเป็นตน้
46 สิ่งที่จะตอ้งอาศยักนัน้ีอยา่ ไปพลาด คือจะตอ้งฟังแลว้ฟังอีก เพื่อที่จะให้เขา้ใจว่าตรงน้ีส าคญั อยา่งไร ที่เราจะตอ้งเดินมา ผูป้ฏิบตัิท้งัหลายก็ตอ้งเดินมาที่น้ีดว้ยกนัท้งัน้ัน แต่ในที่น้ีอยากจะพูดให้เขา้ใจ อีกอยา่งหน่ึง ว่าคนเราตอ้งการความสบาย มนัจะตอ้งทา ให้จิตเขา้ภวงัค์ที่น้ีคนก็ไปแสวงหาเพื่อจะให้จิต มันเขา้ภวงัค์เพื่อหาความสุข ไปกินเหล้า ก็เขา้จริง เพลินจริง เคลิ้มจริง แต่ว่าร่างกายทรุดโทรม ผิดศีล เขาเรียกว่าตอ้งการอยากจะเขา้ภวงัค์แต่ไปเอาเหลา้เขา้ ไปเสพยาเสพติดทา ให้จิตเขา้ภวงัค์เคลิ้มไป แลว้ก็ ท าให้คนเสียคนไปหมด เกิดมาชาติหน่ึงหากเราไปเสพยาเสพติดมนัจะเสียไปตลอดชาติเรียกว่าเสียหาย อยา่งหนกัแต่วา่ตอ้งการอยากไดค้วามสุขเหมือนกนัคือตอ้งการอยากเขา้ภวงัค์หรือเรียกวา่ตอ้งการอยากได้ ฌานตัวน้ีแหละ ฌานคือมันทา ให้เกิดความสุขอย่างที่ต้องการ จะต้องการเข้าฌานด้วยการกินเหล้า จะตอ้งการเขา้ฌานดว้ยยาเสพติด อยา่งน้ีก็ผิดแลว้หรือว่าจะตอ้งไปเขา้ฌานด้วยสุรา นารีหรืออะไรต่างๆ สารพัดที่มันจะท าให้เราผิดไป ที่เป็ นเครื่องที่จะท าให้ภวังค์ภวังค์แท้ที่จริงตัวเดียวนี่คือต้องการความสุข ความสุขตัวนี่แล้วก็ไปส ามะเลเทเมาต่างๆ หลายสิ่งหลายอย่างที่มันผิดไป เราปรับสังคม เสียใหม่ว่าเขา้ภวงัค์เรามาทา สมาธิจิตมันจะเขา้ภวงัค์เหมือนกัน ข้ึนตน้นี่เพียงเรานึกพุทโธไปไม่กี่นาที จิตมนัจะเขา้ภวงัคแ์ลว้มนัก็เกิดความสุขพอมนัมาเกิดความสุขในสมาธิมันจะเข้าภวังค์ พอได้พลังจิตมันมี หูตาสว่าง มนัก็มีตวัญาณ ที่พระอาจารยห์ลวงพ่อบอกว่า “ใครคือผู้รู้” อนัน้ันแหละ ที่น้ีมนัก็จะติดตามเรา “ใครคือผู้รู้” มันเหมือนกับว่ามีอะไรอยู่ขา้งหลังคอยสั่งการบอกเราว่า “อย่านะ อย่านะ” “อันน้ันดีนะ” อะไรอยา่งน้ีตวัผูรู้้ตวัน้ีที่มนัติดตวัเราอยู่เราจะไดพ้ฒันามนัข้ึนมา ไม่ใช่ว่าเราไปมีความสุขเฉยๆ แต่เรามี ความสุขดว้ยแลว้พฒันาตวัผรูู้้น้ีดว้ยแลว้ก็ทา ใหเ้รามีประสิทธิภาพ คนที่จะเอาข้ันวิปัสสนาไปจะต้องมีอีกหลายข้ันตอน ต้องการที่จะให้สังคมเป็นสุข คือ หมายความอยู่ร่วมกนัด้วยความอยู่เยน็เป็นสุข มันจะตอ้งเกิดข้ึนจากการที่เรามาทา สมาธิเมื่อได้ฌานนี่ เราก็สบายข้ึน อยา่งน้อยที่สุดถา้หากว่าเราไดทุ้ติยฌานเรายมิ้ ได้คนที่จะยมิ้ ไดไ้ม่ใช่ง่ายถา้หากว่า เราไปทา อะไรต่างๆ บางที วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง หาเวลายมิ้ก็ยากเป็นตน้ 3.2 รูปฌาน อรูปฌาน 3.2.1 รูปฌาน ประกอบด้วย ฌาน 1 ปฐมฌาน ฌาน 2 ทุติยฌาน ฌาน 3 ตติยฌาน และฌาน 4 จตุตฌาน เมื่อละอารมณ์ได้ 5 นาทีแล้วก็มามีอารมณ์อีกอย่างน้ีเรียกว่า “ปฐมฌาน” คือ ฌานในเบ้ืองตน้ หากว่าเมื่อทา ไปแลว้ความสุขอนัน้ีเกิดข้ึนมา10 นาทีหรือคร่ึงชวั่โมงอยา่งน้ีความสุขจะพฒันาตวัมนัเอง ข้ึนไปกลายเป็นทุติยฌาน ความจริงแลว้ปฐมฌาน ทุติยฌานนี่มนัไม่ไดล้ึกซ้ึงอะไรอยา่งมาปฏิบตัิเรียนสมาธิ กนัน้ีเกิดปฐมฌานแลว้เวลานั่งสมาธิมีความสุขไปตลอด การนั่งสมาธิ30 นาที เป็ นทุติยฌานแทบจะเลย ทุติยฌานไปแลว้มนัเกิดข้ึนมาง่ายมากไม่ใช่ว่าเป็นของยากถา้จะสังเกตตวัของเรา ปฐมฌานนี่ไดก้นัทุกคน ทุติยฌานเราก็จะตอ้งผา่น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ลึกซ้ึงจนเกินไป หากวา่เราไดฌ้านแลว้มนัจะเกิดตวัศรัทธา ที่จะเกิด ข้ึนมาเป็นกลุ่มกอ้นข้ึนทนัทีเพราะความสุขที่เกิดข้ึนแสดงให้เห็นว่าอันน้ีมันเป็นสิ่งที่เลอเลิศประเสริฐ ชีวติเรายงัไม่เคยเห็นเราเพงิ่จะมาไดพ้บ ศรัทธาตวัน้ีจะรวมตวักนัอยา่งแน่นหนาข้ึน แลว้ก็อยากจะทา ในเวลา
47 ต่อไปอีกถ้าหากเราทา สมาธิไม่ข้ีเกียจอยากจะทา ต่อไปอีกเพราะว่ามนัมีความสุขนั่นคือเราได้พฒันาจิต ของเราหรือ Upgrade จิตของเราข้ึนมา เป็นฌาน 1 ฌาน 2ข้ึนมาไดแ้ลว้ ผทู้ี่เรียนสมาธิเป็นเวลาหา้หกเดือนนี่ก็ไดถ้ึงร้อยชวั่โมง ร้อยชวั่โมงนี่ทุติยฌาน เป็นอนัวา่ ผ่านไดเ้ป็นสิ่งที่แน่นอน แต่ว่าฌานอยไู่ด้ชวั่พลงัจิตที่มีกา ลงัอยู่หากพลงัจิตหมดไปเมื่อไหร่ฌานก็จะตอ้ง ลดลงไปเหลือจิตธรรมดา ฌานมนัจะอยตู่วัไปไม่ได้เพราะว่ามนัจะตอ้งอาศยัพลงัจิต ส่วนพลงัจิตอยตู่วัได้ เพราะมันเป็ นคุณสมบตัิของสมาธิพลงัจิตน้ีจึงเป็นตวัแปรที่มีความสา คญัเมื่อสร้างพลงัจิตไดแ้ลว้ตวัฌานน้ี มนัก็เกิดข้ึนไปจากกระแส เหมือนกนักบักระแสไฟนี่มนัก็มาจากตน้กา เนิดของไฟเขาเรียกว่า Electricity หรือเรียกว่าตัวสถานีของกระแสไฟฟ้า ที่น้ีสถานีกระแสไฟฟ้านี่มันไม่มีพลังแล้ว มันหมดแล้ว ไฟฟ้า ที่ออกไปที่ต้งัเป็นดวงเป็นอะไรอยมู่นัก็ดบัไปหมด มนัดบัไปดว้ยกนัมนัเป็นอยา่งน้นั พระอาจารยห์ลวงพอ่จึงกา หนดไวว้า่พลงัจิตส่วนที่จะอยถู่าวรไปตลอดมีอยู่60% ส่วนที่ จะใชง้านนี่มนัจะมีอยู่40% ฌานที่เราได้ไปนี่มันอาจจะมีได้ประมาฌ สัก 10 นาทีแลว้ก็มนัจะหาย พอเรา ออกจากฌานมนัก็หายไป เมื่อหมดพลงัจิตความสุขที่เราได้น้ีมนัก็จะหายไปจะเหลือแต่สัญญา ข้นัตอนน้ี จึงเรียกว่าเมื่อเราไดข้ณิกะสมาธิแป๊บหน่ึงแลว้มนัก็มนัมีความสุขแป๊บหน่ึงแลว้มนัก็หายไป แต่เมื่อเราทา ความสุขมาใหม่อีกมนัก็จะไดอ้ีกแป๊บหน่ึงมนัก็หายไป ที1 ที 2 ที 3 ต่อไปมนัค่อยๆ นานเขา้พอนานเขา้ มนัก็กลายเป็นฌานที่ 2 ฌานที่ 3 เป็ นฌานที่ 4 3.2.2 อรูปฌาน ประกอบด้วย ฌาน 5 อากาสานัญจายตนะฌาน ฌาน 6 วิญญานัญจายตนะฌาน ฌาน 7 อากิจจัญญายตนะฌาน และฌาน 8 เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน แต่ถ้าที่คนที่บา เพ็ญฌาน พอบ าเพ็ญฌานมากเข้ามันจะเลยจากฌาน 4 จะไปเข้าอรูปฌานมนัก็สูบกินพลงัจิต ที่พลงัจิตที่เราเรียกวา่ 40% นี่มันจะต้องใช้พลังจิตชุดน้ีเมื่อใช้พลังจิตชุดน้ีแล้วก็พอหมดพลังจิตไปแล้ว ฌานมันก็เสื่อมสลาย มันสลายตัวโดยอัตโนมัติเมื่อเวลาฌานสลายตวัตวัผูท้ี่ไดฌ้านคิดว่าฌานของเรายงัไม่สลายแต่ว่าฌานน้นั ไดส้ลายตวัไปแลว้เพราะวา่ความสุขในอรูปฌานน้ีมนัมาก มนัลึกซ้ึงมากเมื่อความสุขในอรูปฌานลึกซ้ึงมาก มนัก็ตอ้งใชพ้ลงัจิตมาก พอหมดพลงัจิต 40% ที่เอาไวส้า หรับใชง้านนี่มนัก็จะสลายตวัถา้มนัยงัไม่หมดมนัก็ ยงัไม่สลายตวัคนที่เขา้ฌานไปนานๆ คือหมายความว่าจะตอ้งสูบกินพลงัจิตที่เรียกว่า40% หมดเกล้ียงแลว้ ก็จะตอ้งทา ใหม่ บางคนที่ส าเร็จอรูปฌานแล้ว นึกว่าเราได้ส าเร็จแล้ว เขาก็จะมีชื่อเสียง คนก็ไปนิยม มากข้ึน โอกาสที่จะสร้างสมาธิให้สร้างพลงัจิต 40% ให้เพิ่มข้ึนมาก็ไม่มีโอกาส เพราะตอ้งรับแขกแขกไป แลว้ก็เหนื่อยก็นอนไปเลยแลว้สมาธิของตนเองก็น้อยลงไป การเขา้อรูปฌานนี่มนัตอ้งคลา้ยๆ ว่าถา้จ่ายเงิน มันก็ตอ้งจ่ายเงินเป็นล้าน มันก็จะตอ้งมายืมเงินมาจ่าย เมื่อตอ้งจ่ายพลังจิตมากข้ึน พลังจิตหมดไปแล้ว เหลือแต่สัญญา เหลือแต่สัญญาก็จะกลายเป็นมิจฉา ทา ไมจึงเป็นมิจฉา เขา้ใจว่าตวันี่ยงัอยใู่นฌาน แทท้ ี่จริง จิตมนั ไม่อยแู่ลว้มนัอยแู่ต่สัญญาเท่าน้ัน เมื่อเป็นเช่นน้ัน พบอยา่งน้ีแลว้ก็อวดอา้งว่าไดส้า เร็จพระอรหันต์ หรือว่าได้ส าเร็จอะไรแล้ว เพราะว่าในอรูปฌาน เช่น เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน อรูปฌานสุดท้าย นี่หยกิไม่เจ็บ ความรู้สึกมนัจะหายไปหมด ความรู้สึกภายนอกเสียงปืนใหญ่ดงัตูมยงัไม่ไดย้นิเลยเพราะว่า
48 มนัลึกมากจึงจา เป็นที่จะตอ้งใชก้ระแสจิตมาก เมื่อเป็นเช่นน้นับุคคลผูน้้นัก็เลยเขา้ใจว่า เราเป็นฌานอยา่งที่ ไดอ้ธิบายมาแลว้วา่มีคนมานบัถือมากบา้ง หรือมีวา่ มีการงานมากบ้าง แลว้โอกาสที่จะสร้างพลงัจิตเพิ่มเติม ก็น้อยข้ึน มนัก็เลยเหลือแต่สัญญา เมื่อเหลือแต่สัญญาที่น้ีตวัสิ่งที่จะตามมาก็คือมานะทิฐิคือการถือตวัตน ว่าเราวิเศษกว่าคนอื่น ดีกว่าคนอื่น คนอื่นไม่มีอะไร ตวัน้ีคือ ตวัที่ทา ลายผู้ปฏิบัติหรือว่าทา ลายผู้ที่ต้องการ อยากจะให้ตนของตนนี่ได้รับผลมากยิ่งข้ึน กลายเป็นเสียผลเพราะว่า ฌานมันเสื่อมแล้ว เวลาที่จะสร้าง ฌานน้ีข้ึนมาอีกมนัก็หาเวลาไม่ค่อยไดม้นัก็เสื่อมไป เรียกว่าเป็นมิจฉาสมาธิของดีก็มีของไม่ดีก็มีแต่ก็เป็น ลกัษณะเดียวกนัเหมือนกบัของปลอม อยา่งดอกไมอ้ยา่งนี่ของจริงก็มีของไม่จริงก็มีเวลาน้ีเขาปลอมดอกไม้ ออกมาเหมือนของจริง บางทีก็สวยกว่าของจริงอีก แต่ว่ามันปลอม มันไม่ใช่ดอกไม้จริง แล้วก็คนที่ได้ บรรลุแลว้ซ่ึงฌาน อรูปฌาน ที่น้ีต่อมาภายหลงัไม่ไดบ้รรลุอรูปฌานเพราะว่าเวลา ไม่มีเวลาทา ก็เหลือแต่ สญัญา เหลือแต่ของปลอม มนัก็ไม่ใช่ของจริง มนัก็เลยเกิดความสา คญัผดิข้ึนมาในตวัของตน นี่เป็นสิ่งที่ควร จะต้องเข้าใจ ส าหรับเราที่มาเรียนเพื่อที่จะไปสอนคนอื่นด้วย ก็ตอ้งสอนตวัด้วย ตรงน้ีที่อรูปฌาน เป็นสิ่งที่เราจะตอ้งเขา้ใจวา่อรูปฌานมนัสูบกินพลงัจิตไดอ้ยา่งไร จริงๆ แล้วนี่ฌานมันจะเกิดข้ึนจากอา นาจ ของพลังจิต เมื่ออา นาจเมื่อพลงัจิตหมดพลงัแลว้ฌานก็จะหมดไปดว้ย ************************************ ประเด็นอภิปราย 1. ใหอ้ภิปรายถึงลกัษณะของฌานวา่เป็นอยา่งไร 2. จงอธิบายถึงข้นัตอนของฌาน ค าส าคัญ ผู้รู้ สันทิฏฐิโก สัมมาสมาธิ รูปฌาน อรูปฌาน