The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aeku.feili, 2022-08-22 10:18:51

การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod

การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod

วิจัยเรื่อง: การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application
Nearpod สำหรบั นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนช่องพรานวิทยา

บทท่ี 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ต่อทกุ

วงการโลก รวมทั้งวงการการศกึ ษาของไทยด้วย และผลพวงที่ตามมาในแง่ของเทคนิควิธีการเกี่ยวกับ
การศึกษาและการบวนการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนไปจากกระบวนการเรียนรู้แบบเดิม เป็นกระบวนการ
เรียนรู้ที่ไม่มีขีดจำกัด ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่งโลกหันมาให้
ความสำคัญและสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนในทุก
ระดับ มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และสื่ออิเล็กทรอนกิ ส์มากขึ้น ผู้เรียนรู้รุ่นใหมจ่ ะเป็นผู้เรียนทีร่ ักใน
การศึกษาค้นคว้า เรียนรู้ด้วยตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มีความรู้ทักษะที่จำเป็นต่อ
การเรยี นรู้ เพือ่ พฒั นาตนเองมากขนึ้ (ลดั ดาวลั ย์ เพชรโรจน์ อ้างองิ ใน ทิพยสุดา สวัสดพี ร และ สุมาลี
สุนทรา, 2564)

การศึกษาในปัจจุบัน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(Covid-19) ยิง่ เกดิ การแพร่ระบาดอย่างรนุ แรงมากข้ึน และสง่ ผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอน
ในปจั จุบันเป็นอยา่ งมาก ผู้จดั ทำไดพ้ บกับปัญหาหน่ึงคือ ปญั หาของการจดั การช้ันเรียน ซ่ึงเป็นปัญหา
ในด้านของการจัดการเรียนการสอน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้การศึกษาต้อง
ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้อยู่ในรูปแบบ On site ที่ต้องควบคู่ไปกับการจัดการ
เรียนการสอนแบบ On line ไปด้วย ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ความสามารถในการจัดการชั้น
เรียนในลักษณะของรูปแบบออนไลน์ ดว้ ยเว็บไซต์ หรือแอพพลเิ คช่ันต่างๆ เพือ่ มาลองรับให้การเรียน
การสอนของครูผู้สอนนั้นมีความสะดวกและเรียบง่าย มีผลสัมฤทธิ์ที่พัฒนาขึ้น หากแต่ในการจัดการ
เรียนการสอนในแต่ละครั้งครูผู้สอนจะต้องเปิดแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ต่างๆ หลายๆ เว็บ เพื่อทำการ
เรียนการสอน อาทิ การสั่งการบ้านนักเรียน สั่งงานในคาบเรียน การเช็คชื่อ การส่งงานส่งการบ้าน
การจัดกจิ กรรมในชน้ั เรียน ซ่ึงเปน็ การทำงานท่ีค่อนขา้ งจะซ้ำซ้อนตอ่ ครูผ้สู อนเป็นอยา่ งมาก แล้วซง่ึ ใน
ปัจจุบันนี้มีแอพพลิเคชั่นหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับการจัดการชั้นเรียน มีชื่อว่า “ Application
Nearpod” ซึ่งมีความสามารถที่หลากหลายสามารถช่วยให้ครูนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการจัดการชัน้
เรยี นในการเรียนการสอนรูปแบบออนไลนใ์ หพ้ ัฒนาขน้ึ ได้

ปัญหาในเรื่องของการจัดการชนั้ เรียนในรูปแบบ On site ควบคู่กบั การจัดการเรียนการสอน
แบบ On line ซึ่งมีปัจจัยมาจากหลากหลายสาเหตุ อาทิ ครูขาดทักษะด้านเทคโนโลยี ขาดความรู้ใน
เรื่องของการนำเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นมาใช้ จากการสังเกตการณ์จัดการเรียนการสอนแบบ
ออนไลน์แล้ว สาเหตดุ ังกลา่ ว จงึ เป็นสาเหตทุ ีเ่ กดิ ขึ้นจริงภานในชน้ั เรียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นใด
ดังนั้นครูผูส้ อน หรือผู้ทีจ่ ะเปน็ ครูควรที่จะมีความรู้ หรือรู้จกั กับแอพพลิเคช่ันที่มีความสามารถในการ
จัดการชน้ั เรียนแบบออนไลน์ ซ่งึ ถ้าหากพูดถงึ เวบ็ ไซต์ หรอื แอพพลิเคชั่นสำหรับการจดั การชั้นเรียนใน
ปัจจุบนั แอพพลิเคช่นั ท่ีมีความสามารถท้ังในด้านการจดั การเรียนการสอนสามารถสร้างหรือแทรกส่ือ
การสอนต่างๆ ได้ ความสามารถเช็คชื่อผู้เรียนได้ ความสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ทั้งยังให้
ผเู้ รียนสามารถส่งงานตามครผู ูส้ อนมอบหมายได้ ภายในแอพพลิเคชั่นเดยี ว โดยครูผ้สู อนไมจ่ ำเป็นตอ้ ง
เปิดเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นหลายๆ แอพเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ให้ยุ่งยาก
นนั่ คือ “Application Nearpod” ซงึ่ เหมาะสมสำหรบั ครผู สู้ อน เพอื่ เปน็ การนำความรู้จากการใช้งาน
แอพพลิเคชั่นไปปรับใช้ในการเรียนการสอน หรือการจัดการชั้นเรียนในรูปแบบออนไลน์ และการ
เรยี นรู้แบบนำตนเอง โดยมจี ดุ มงุ่ หมายหลัก คือ ให้ผ้เู รียนได้ศกึ ษาค้นคว้าเพิ่มเติมอย่างตอ่ เน่ือง แม้ว่า
ผเู้ รยี นจะจบการศกึ ษาไปแล้วก็ตาม ซงึ่ ถอื ว่าเป็นการเอื้อต่อการพัฒนาการเรียนรู้อยา่ งต่อเนื่องตลอดชีวิต

จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีแนวความคิดที่จะพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชา
ภาษาจนี โดยการใช้ Application Nearpod สำหรับนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี นช่องพราน
วิทยา ซึ่งจะทำให้บทเรียนมีความน่าสนใจ ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน และผู้เรียนมีความพึง
พอใจต่อการใช้เทคโนโลยีเขา้ มามีสว่ นรว่ มในการจดั การเรยี นการสอนสูงขึ้นอีกดว้ ย

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod

สำหรับนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นชอ่ งพรานวทิ ยา
2. เพื่อประเมินคุณภาพของบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application

Nearpod
3. เพ่อื เปรีบยเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผูเ้ รียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียน

ออนไลน์ในรายวิชาภาษาจนี โดยการใช้ Application Nearpod
4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอ่ บทเรียนออนไลน์ในรายวชิ าภาษาจีน โดยการ

ใช้ Application Nearpod

สมมตฐิ านของการวจิ ัย
1. คุณภาพของบทเรยี นออนไลน์ในรายวชิ าภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod อยู่

ในระดับดี
2. ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรู้ของผู้เรยี นที่เรียนดว้ ยบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดย

การใช้ Application Nearpod มผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติท่ีระดบั .05

3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application
Nearpod อยใู่ นระดบั มาก

ขอบเขตของการวิจยั
ในการศึกษาคร้งั นี้ ผศู้ กึ ษาได้กำหนดขอบเขตการศึกษาไว้ ดงั น้ี
1. ประชากร
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนช่องพรานวิทยา

จังหวัดราชบรุ ี
2. กลมุ่ ตัวอยา่ ง
นักเรยี นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรยี นช่อง

พรานวิทยา จังหวัดราชบุรี จำนวน 25 คน โดยใช้วิธีเลือกจากการสุ่มอย่างง่าย (simple random
sampling) โดยใช้ห้องเรียนเปน็ หน่วยสุ่ม จำนวน 1 หอ้ งเรียน

3. ตัวแปรทศี่ ึกษา
ตวั แปรต้น คือ บทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod
ตวั แปรตาม คอื
1. คณุ ภาพของบทเรียนออนไลนใ์ นรายวิชาภาษาจนี โดยการใช้ Application Nearpod
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน

โดยการใช้ Application Nearpod
3. ความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application

Nearpod
4. ขอบเขตด้านเนื้อหา
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod สำหรับ

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนช่องพรานวิทยา โดยเลือกเนื้อหาจากโครงสร้างหน่วยการ
เรยี นรู้รายวชิ าภาษาจีน ภาคเรยี นท่ี 2 ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6

นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
1. บทเรียนออนไลน์ หมายถึง บทเรียน หรือเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับภาษาจีน ในโครงสร้าง

หน่วยการเรียนรู้รายวิชาภาษาจีน ภาคเรียนที่ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดทำขึ้นมาใน
รปู แบบออนไลน์

2. Application Nearpod หมายถงึ แอพพลเิ คช่นั ทใี่ ชเ้ พ่ือการจัดการเรยี นการสอนในรูปแบบ
ออนไลน์ในรยวิชาภาษาจีน อาทิ การสั่งการบ้านนักเรียน สั่งงานในคาบเรียน การเช็คชื่อ การส่งงาน
ส่งการบ้าน และการจดั กจิ กรรมในชั้นเรยี น

3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งก่อนเรียนและ
หลังเรยี น ด้วยบทเรยี นออนไลน์ในรายวชิ าภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod

ประโยชนท์ ี่ไดร้ ับจากการวิจยั
1. แนวทางการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้

Application Nearpod เพื่อสง่ เสริมการใช้เทคโนโลยีในการจดั การเรยี นการสอนในระดบั สงู ข้นึ ไป
2. ได้สื่อการเรียนรู้บทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod

ของนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6
3. เปน็ แนวทางสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาคน้ ควา้ เก่ยี วกบั การส่งเสริมความรู้ความสามารถในการ

ใชส้ ื่อเทคโนโลยี เพื่อการจดั การชนั้ เรียน และการจัดการเรียนการสอน

บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการ
ดำเนนิ การวิจัยไวด้ ังน้ี

1. แนวคิดและทฤษฎเี ก่ียวกับการเรียนแบบออนไลน์
2. องค์ประกอบของการเรียนการสอนแบบออนไลน์
3. กระบวนการออกแบบและพัฒนาบทเรยี นออนไลน์
4. การจดั การเรียนการสอนออนไลน์ โดยการใช้ Application Nearpod
5. งานวจิ ยั ที่เกีย่ วข้อง

แนวคิดและทฤษฎีเกย่ี วกบั การเรียนแบบออนไลน์
ความหมายของการเรยี นแบบออนไลน์
การเรียนแบบออนไลน์มีผู้ให้ความหมายและคําจํากัดความไว้หลายท่านดังที่ได้กล่าวไว้

ดังตอ่ ไปน้ี
อาณัติ รัตนถิรกุล (2553) ไดใ้ หค้ วามหมายของ การเรยี นแบบออนไลน์ คือ การเรยี น การสอน

ผา่ นทางสือ่ อิเลก็ ทรอนิกส์ ไมว่ า่ จะเปน็ วทิ ยกุ ระจายเสียง (Radio Broadcast) โทรทัศน์ (Television)
ซีดีรอม/ดีวีดีรอม(CD-ROM/DVD-ROM) เครือข่ายอินทราเน็ต( Intranet) เครือข่ายเอ็กซ์ ทราเน็ต
(Extranet) เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ดาวเทียม (Satellite Broadcast) โทรศัพท์มือถือ
(Mobile Phone) เครื่องพีดีเอ(PDA) หรืออุปกรณ์ไร้สายต่างๆ โดยที่ผู้เรียนสามารถเข้าเรียนรู้เพื่อ
พัฒนา ตนเองได้ตามอัธยาศัย ได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านทางเว็บไซต์ในรูปแบบมัลติมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น
ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และวีดีโอ อีกทั้งผู้ใช้งานสามารถทำการโตต้ อบได้เสมือนการนั่งเรียน
ในห้องเรียนปกติ นับเป็นการลดช่องว่างทางการศึกษาอย่างแท้จริง ทำให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้เท่า
เทียมกนั 24 ช่ัวโมง

อมรเทพ เทพวิชิต (2552) ได้ให้ความหมายของ การเรียนแบบออนไลน์ คือ เป็นการจัดการ
เรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้รว่ มกับเนื้อหาท่ีเป็นสื่อประสม ร่วมกับระบบจัดการเรียน การ
สอน ( LMS) ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกันโดยมีส่วนประกอบที่สำคัญ
ได้แก่ ส่วนจัดการระบบ ส่วนของเนื้อหาหรือการจัดการเรียน เครื่องมือช่วยจัดการเรียน การ
ปฏิสัมพันธ์ และกระบวนการในการเรียน ทำให้ไม่มีขีดจํากัดทางการเรียนในระยะทาง เวลา และ
สถานท่ี ทำให้ตอบสนองตอ่ ความสนใจและความสามารถของผ้เู รยี นได้เปน็ อย่างดี

ไพโรจน์ ตรี ณธนากุล, ไพบลู ย์ เกียรติโกมล และเสกสรรค์ แย้มพนิ ิจ (2546) ได้ให้ความหมาย
ของ การเรียนแบบออนไลน์ คือ การดำเนินการการศึกษาหรือการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี
อิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิตอล ทั้งทางด้านการเรียนการสอน การบริการทางการศึกษาและการบริหาร
การจัดการศกึ ษา เพ่อื สนองความต้องการการศึกษาทไี่ ร้พรมแดน ไรเ้ งื่อนไขของเวลา และสถานท่ีเป็น
การจัดให้การศึกษาสนองตอบต่อความต้องการของเอกัตบุคคล รวมทั้งการศึกษ าโดยผู้เรียนเป็น
สำคัญ จะเปน็ การศึกษาสถานท่ี ในหอ้ งเรียน ทบี่ ้าน หรอื ทใี่ หนๆ ก็ไดโ้ ดยใชค้ อมพวิ เตอร์แบบ Stand
Alone หรอื Network, Intranet หรือ Internet ตามความจำเปน็ และเหมาะสม

ศุภชัย สุขะนินทร์ และกรกนก วงศ์พานิช (2546) ได้ให้ความหมายของ การเรียนแบบ
ออนไลน์ คือ การเรยี นท่มี ีลักษณะเปน็ การเรียนทางไกล เป็นออนไลน์และสามารถใชส้ อื่ การสอนในรูป
ของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต ทีวี ดาวเทียม ซีดีรอม หรืออุปกรณ์
อเิ ล็กทรอนิกส์อนื่ ๆ

ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2545) ได้ให้ความหมายของ การเรียนแบบออนไลน์ หมายถึง การ
เรียนในลักษณะใดก็ได้ซึ่งใช้การถ่ายทอดเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น
คอมพิวเตอร์เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต หรือทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ
สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ก็ได้ซ่ึงเน้ือหาสารสนเทศอาจอยู่ในรูปแบบการเรียนทเี่ ราคุ้นเคยกันมา
พอสมควร เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web-
Based Instruction) การเรียนออนไลน์(On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ
อาจจะอยู่ในลักษณะที่ยังไม่ ค่อยเป็นที่แพร่หลายมากนัก เช่น การเรียนจากวีดิทัศน์ตามอัธยาศัย
(Video on-Demand) เป็นตน้ อย่างไรก็ดีในปัจจุบันคนส่วนใหญเ่ มื่อกล่าวถึง การเรยี นแบบออนไลน์
(E-Learning) จะหมายถึง การเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศซึ่งออกแบบมาสำหรับการสอนหรือการ
อบรม ซง่ึ ใช้เทคโนโลยีของเวบ็ (Web Technology) ในการถ่ายทอดเน้อื หา และเทคโนโลยีระบบการ
จดั การคอรส์ (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่าง ๆ โดยผู้เรียน
ที่เรียนจาก การเรียนแบบ ออนไลน์(E-Learning) สามารถนําเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย
(Multimedia Technology) และ เทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ(Interactive Technology)

ส่วนสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (2545) ได้ให้ความหมายของ การ
เรยี นแบบออนไลน์คือการเรียนการสอนทุกชนิดที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ เป็นส่ือในการเช่ือมระหว่างผู้เรียน
กับผู้สอน หรืออาจเรียกได้ว่า กระบวนการเรียนการสอนผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องที่ใช้ส่ือ
อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องวดิ ีโอ ระบบดาวเทียม ระบบอินเทอร์เน็ต แต่ในปัจจุบันการใช้ E-learning
เป็นระบบการศึกษาที่ใช้ Internet Technology เป็นหลัก เพื่อเชื่อมตอ่ ไปยังแหล่งข้อมูลเสริมต่าง ๆ
ได้ จากความหมายและคําจํากัดความต่าง ๆ ข้างต้นสามารถสรุปได้ดังนี้ การเรียนแบบออนไลน์ มี
ลักษณะการเรียนการสอนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ได้ เพื่อเป็นช่องทางใน

การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียน และผู้สอนที่อยู่ห่างไกลกัน ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุก
เวลา รวมถึงการตอบสนองความสนใจและความสามารถของผู้เรยี นไดเ้ ปน็ อย่างดี

องค์ประกอบของการเรียนการสอนแบบออนไลน์
องค์ประกอบของ E-Learning ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ (ถนอมพร เลาหจรัสแสง,

2545) ได้แก่
1. เนื้อหา (Content) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดสำหรับ E-Learning คุณภาพของการ

เรียนการสอนของ E-Learning และการที่ผู้เรียนจะบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนในลักษณะนี้หรือไม่
อยา่ งไร ส่ิงท่ีสำคัญที่สุดก็คือเน้ือหาการเรียนซง่ึ ผู้สอนได้จัดหาให้แก่ผเู้ รยี น ซึ่งผเู้ รยี นมีหน้าที่ในการใช้
เวลาส่วนใหญ่ศึกษาเนื้อหาด้วยตนเอง เพื่อทำการปรับเปลี่ยน (Convert) เนื้อหาสารสนเทศที่ผู้สอน
เตรยี มไว้ให้เกิดเป็นความรู้โดยผา่ นการคดิ ค้น วิเคราะห์อย่างมหี ลกั การและเหตุผลด้วยตวั ของผู้เรียน

2. ระบบบริหารจัดการรายวิชา (Course Management System) องค์ประกอบที่สำคัญ
มากเช่นกันสำหรับ E-Learning ได้แก่ ระบบบริหารจัดการรายวิชา ซึ่งเป็นเสมือนระบบที่รวบรวม
เครอ่ื งมือซง่ึ ออกแบบไว้ เพอ่ื ใหค้ วามสะดวกแกผ่ ู้ใช้ในการจัดการกบั การเรียนการสอนออนไลน์นั่นเอง
ซึ่งในที่นี้อาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน และผู้บริหารระบบเครือข่าย ซึ่งเครื่องมือ และ
ระดับของสิทธิในการเข้าใช้ที่จัดหาไว้ให้ก็จะมีความแตกต่างกันไปตาม แต่การใช้งานของแต่ละกลุ่ม
ตามปรกติแล้ว เครื่องมือที่ระบบบริหารจัดการรายวิชาต้องจัดหาไว้ให้กับผู้ใช้ ได้แก่ พื้นที่และ
เครื่องมือสำหรับการช่วยผู้เรียนในการเตรียมเนื้อหาบทเรียน พื้นที่และเครื่องมือสำหรับการทำ
แบบทดสอบ แบบสอบถาม การจัดการแฟ้มข้อมูลต่างๆ นอกจากนี้ระบบบริหารจัดการรายวิชา ที่
สมบูรณ์จะจัดหาเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารไว้สำหรับผู้ใช้ระบบ ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของ
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เว็บบอร์ด ห้องสนทนา (Chat room) บางระบบยังจัดหาองคป์ ระกอบพิเศษ
อื่น ๆ เพื่ออํานวยความสะดวกให้กับผู้ใช้อีกมากมายเช่น การจัดให้ผู้ใช้สามารถเข้าดูคะแนนการ
ทดสอบ ดูสถิติการเข้าใช้งานในระบบ การอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างตารางการเรียน และปฏิทินการเรียน
เป็นตน้

3. โหมดการติดต่อสื่อสาร (Modes of Communication) องค์ประกอบสำคัญของ
E-Learning ที่ขาดไม่ได้อีกประการหนึ่งก็คือ การจัดให้ผู้เรียน สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้สอน
วทิ ยากร ผู้เช่ยี วชาญอ่ืน ๆ รวมทงั้ ผู้เรียนดว้ ยกัน ในลกั ษณะทห่ี ลากหลาย และสะดวกต่อการใช้กล่าว
คือ มีเครื่องมือที่จัดหาให้ผู้เรียนไว้ใช้ได้มากกว่า 1 แบบ รวมทั้งเครื่องมือนั้นจะต้องมีความสะดวกใช้
(User-friendly) ด้วย ซงึ่ เครือ่ งมอื ท่ี E-Learning ควรจดั หาให้ ผเู้ รียนได้แก่

3.1 การประชุมทางคอมพิวเตอร์การประชุมทางคอมพิวเตอร์ทั้งในลักษณะของการ
ติดต่อสื่อสารแบบต่างเวลา (Asynchronous) เช่น การแลกเปลี่ยนข้อความผ่านทางกระดาน

อิเล็กทรอนิกส์ หรือรู้จักกันในชื่อของเว็บบอร์ด เป็นต้น หรือในลักษณะของการติดต่อสื่อสารแบบ
เวลาเดียวกัน (Synchronous) เช่น การสนทนาออนไลน์ หรือ Chat หรือในบางระบบอาจจัดให้มีการ
ถ่ายทอด สัญญาณภาพและเสียงสด (Live Broadcast) ผ่านทางเว็บ เป็นต้น ในการนําไปใช้ดำเนิน
กิจกรรมการเรยี นการสอน ผู้สอนสามารถเปิดสัมมนาในหัวข้อเกี่ยวขอ้ งกับเน้ือหาในคอร์ส ซึ่งอาจอยู่
ในรูปของการบรรยายการสมั ภาษณผ์ ู้เชยี่ วชาญ การเปิดอภิปรายออนไลน์ เป็นต้น

3.2 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถติดต่อ
กบั ผสู้ อน หรือผ้เู รยี นอน่ื ๆ ในลกั ษณะรายบคุ คลการสง่ งาน และผลป้อนกลบั ให้ผ้เู รยี น ผสู้ อนสามารถ
ให้ คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรยี นเกิดความกระตอื รือร้นในการ
เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนอยา่ งต่อเนื่อง ทั้งนี้ผู้สอนสามารถใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนกิ ส์ในการให้ความ
คดิ เห็นและผลปอ้ นกลบั ทที่ นั ตอ่ เหตุการณ์

4. แบบฝกึ หดั /แบบทดสอบ องค์ประกอบสุดท้ายของ E-Learningแตไ่ มไ่ ดม้ คี วามสำคัญน้อย
ที่สุดแต่อย่างใด ได้แก่ การจัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสในการโต้ตอบกับเนื้อหาในรูปแบบของการทำ
แบบฝึกหดั และทดสอบความรู้

กระบวนการออกแบบและพัฒนาบทเรยี นออนไลน์
ขั้นตอนการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ มี 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ (ไพโรจน์ตีรณธนากุล, ไพบูลย์

เกยี รตโิ กมลและเสกสรรคแ์ ย้มพินจิ , 2546)
1. ขั้นการวิเคราะห์ (Analysis) ในการพัฒนาเน้ือหาการเรียนการสอน ผู้พัฒนาต้องทำความ

เข้าใจกบั เนอื้ หาทจ่ี ะนํามาใส่ในบทเรยี นเพ่ือกาํ หนดให้ชัดเจนวา่ จะใหผ้ เู้ รียนเรียนอะไรบ้าง เรียนอะไร
ก่อน เรียนอะไรหลัง เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนในแต่ละหัวข้อไม่ให้สิ่งที่เรียนนั้นมากหรือน้อยเกินไป ยากหรือ
ง่ายเกินไป ดังนั้นผู้พัฒนาจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระที่จะถูกบรรจุอยู่ใน
บทเรียน แล้ววิธีการที่ดีวิธีหนึ่งก็ คือ การวิเคราะห์เนื้อหาที่จะนํามาผลิตเป็นบทเรียน การวิเคราะห์
เนื้อหาเปน็ ขน้ั ตอนแรกของการพัฒนาบทเรยี น มีข้นั ตอนยอ่ ย ๆ 3 ขนั้ ตอน คอื

1.1 การสร้างแผนภูมิระดมสมอง (Brain Storm Chart Creation) ขั้นการสร้าง
แผนภูมิระดมสมองเป็นการนําเทคนคิ การระดมสมองเข้ามา ประยุกต์ใช้เพื่อรวบรวมหัวเรื่องทีค่ วรจะ
มอี ยู่ในบทเรยี นหลักการการระดมสมองเป็นการระดมความคิด โดยมผี ้รู ว่ มระดมความคิดประมาณ 4-
5 คน ช่วยกันคิดหาคําตอบ หรือแก้ปัญหาที่ตั้งขึ้นมาทุกคนมีสิทธิทีจ่ ะคิดได้เม่ือคิดแล้วความคิดนั้นก็
จะถูกบันทึกไว้โดยไม่มีใครคอยโตแ้ ยง้ หรือคัดค้าน ดังนั้นทุกคนจึงมสี ิทธิท่ีจะคิดอย่างอสิ ระ ซึ่งจะเกิด
ประโยชน์ คือ จะได้ความคิดมากมายที่อาจจะเป็นคำตอบ สำหรับกรณี การพัฒนาบทเรียนก็จะเป็น
การระดมความคิดเพื่อรวบรวมหัวเรือ่ งที่ควรจะมีในบทเรียนโดยเร่ิมจากการเขียนช่ือเร่ืองที่สร้างเป็น
บทเรียนไว้ตรงกลางและใหผ้ ู้เชี่ยวชาญทางด้านเน้ือหาวิชาจำนวน 4-5 คน ช่วยกันระดมสมองแจงหวั

เรื่องที่ควรที่จะสอนในวิชาน้ัน โดยโยงออกจากชือ่ เร่ืองหลกั ขยายออกไป เป็นชั้นๆ มีเส้นเชือ่ มให้เห็น
ความสัมพันธ์ของหัวเรื่องหลักกับหัวเรื่องย่อย หลังจากผ่านกระบวนการระดมสมองแล้วผลที่ได้จะ
เปน็ แผนภมู ิระดมสมองทแ่ี สดงถงึ หัวเรอ่ื งที่ควรจะมีอยู่ในบทเรียน

1.2 การสร้างแผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ์ (Concept Chart Creation) แนวคิดของ
แผนภูมหิ ัวเร่อื งสมั พนั ธค์ ือการจัดกลุ่มของหัวเร่ืองท่รี ะดมสมองได้ให้ เปน็ กลมุ่ หรอื หมวดหมู่ที่สัมพันธ์กัน
โดยนำแผนภูมิระดมสมองมาทำการศึกษาความถูกต้อง ความสอดคล้องของทฤษฎี หลักการเหตุผล
ความสัมพนั ธแ์ ละความต่อเน่อื งกนั ของหัวเร่ืองอยา่ งละเอยี ด อาจมกี ารตัดหรอื เพ่มิ หัวเรือ่ งตามเหตุผล
และความเหมาะสมจนสามารถอธิบาย และตอบคาํ ถามได้ ผลท่ีได้จะเป็นแผนภูมหิ ัวเร่อื งสมั พนั ธ์

1.3 การสร้างแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา (Content Network Chart Creation)
แนวคิดของแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา คือ นำหัวเรื่องที่ได้จากแผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ์มาจัดลำดับ
ความสมั พนั ธ์ของเนื้อหา โดยพิจารณาลำดับก่อนหลังหรือคู่ขนานกันตามความจำเป็นท่ีจะต้องอ้างอิง
กันตามหลักการเทคนิคโครงข่าย เนื้อหาที่เป็นส่วนพื้นฐานต้องจัดการเรียน การสอนก่อนส่วนที่เป็น
เน้ือหาข้ันตอ่ ไป เชน่ การบวก การลบ จะเปน็ พืน้ ฐานของการคูณ และการหาร

2. ขั้นการออกแบบ (Design) ขันตอนในการออกแบบบทเรียน จะมีขั้นตอนหลัก 2 ขั้นตอน
ที่ต้องทำอยา่ งตอ่ เน่อื งกนั คือ

2.1 การกำหนดกลวิธีในการนำเสนอหน่วยการเรียน และเขียนวัตถุประสงค์เชิง
พฤติกรรมของเน้อื หา แบง่ เป็นข้นั ตอนย่อย ๆ 3 ขัน้ ตอน คือ

2.1.1 การแบ่งเนอ้ื หาออกเปน็ หน่วยการเรยี น ภายหลงั เสรจ็ สนิ้ ขั้นตอนการ
วิเคราะห์เนื้อหา ซึ่งเท่ากับว่าได้รวบรวมหัวเรื่อง เนื้อหา และได้จัดลำดับความสัมพันธ์ก่อนหลังไว้
อย่างดีแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะนําเนื้อหาในแผนภูมิ โครงข่ายมาแบ่งเป็นหน่วยการเรียน เพื่อให้
เหมาะสมกบั การเรียนของผเู้ รียน

การแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการเรียน จะเริ่มแบ่งเนื้อหาเป็นหน่วย โดยพิจารณากลุ่ม
เนื้อหาทีส่ ามารถจัดไว้ในหน่วยเดยี วกนั ได้ ภายใต้กรอบเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ จากนั้นทำการตี
กรอบล้อมรอบหัวเร่ืองเน้ือหาบนแผนภมู โิ ครงขา่ ยเน้ือหา เพือ่ แบง่ เป็นหน่วยย่อย ๆ โดย 1 กรอบ คือ
1 หน่วยการเรียน เริ่มต้นวงเรียงลำดับไปทีละหน่วย กำหนดลำดับหน่วยการเรียนให้ชัดเจน และใส่
ตัวเลขในแต่ละหนว่ ยให้ครบ เพื่อให้ทราบว่าเนื้อหาทีแ่ บ่งไว้เปน็ หน่วยการเรียนที่เท่าใด เนื้อหาในแต่
ละกรอบก็คือแตล่ ะหน่วยการเรยี นทต่ี ้องการ

การแบ่งเนื้อหาออกเป็นหนว่ ยการเรียน เป็นการแบ่งเนือ้ หาให้มขี นาดเหมาะสมกบั การเรยี น
เนื้อหาแต่ละครั้ง ทำให้การเรียนเนื้อหาแต่ละหน่วยมีขนาดเหมาะสมกับผู้เรียน เนื้อหาที่มี ปริมาณ
เหมาะสม ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสใคร่ครวญเนื้อหาและเรียนรู้ไปทีละขั้นตามลำดับ ประสิทธิผล การ
เรียนร้จู ะสูง ทำให้ผเู้ รยี นสามารถประสบความสำเรจ็ ในการเรียนไดส้ ูง

2.1.2 การสร้างแผนภูมิหน่วยการเรียนวิชา เมื่อจัดแบ่งหน่วยการเรียนใน
แผนภูมิโครงข่ายเนื้อหาเสร็จแล้วให้นําแต่ละหน่วยมาจัดลำดับ และความสัมพันธ์ในแนวเดียวกับ
แผนภมู โิ ครงข่ายเน้ือหา ซง่ึ จะไดแ้ ผนภูมหิ น่วยการเรียนวชิ า (Course Flow Chart)

2.1.3 การกำหนดและเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของเนื้อหาแต่ละ
หน่วยการเรียน เป็นการนำหัวข้อเรื่องเนื้อหาแต่ละหน่วยการเรียน มาพิจารณากำหนดวัตถุประสงค์
เชิงพฤติกรรมที่เหมาะสมแล้วเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ได้กำหนด กำกับไว้แต่ละหน่วยการ
เรยี นให้เป็นระบบชัดเจน

2.2 การออกแบบแผนภูมิการนาํ เสนอในแต่ละหนว่ ยการเรียน
การออกแบบแผนภูมิการนําเสนอในแต่ละหน่วยการเรียน เป็นการออกแบบ การสอนและ
การวางแผนการสอน ซ่งึ จะต้องออกแบบการสอนให้เหมาะสมกับเนอื้ หา และกลุม่ เป้าหมาย โดยเลือก
วิธีการสอน ส่ือการสอนท่ีเหมาะสมนำมาใช้
เป้าหมายสำคัญในการออกแบบแผนภูมิ คือ การให้ผู้เรียนเกิดการการเรียนรู้ ตาม
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งใจ ในการออกแบบต้องคำนึงถึงกระบวนการนําเสนอทั้งหมด ซึ่ง
จะต้องมีการนำเข้าบทเรียน การนําเสนอเนื้อหาสาระ การทบทวนเสริมความเข้าใจ และการสรุป
บทเรียนรวมท้ังการใช้เทคนิควิธีการสอน การใช้ส่ือตา่ ง ๆ ที่เหมาะสม และสิ่งท่ีสำคญั ที่การออกแบบ
การสอนทวั่ ไปไมม่ ี คอื จะตอ้ งมีปฏิสัมพนั ธร์ ะหว่างบทเรียนกับผ้เู รียน
การออกแบบแผนภูมิการนําเสนอในแต่ละบทเรียน ต้องเริ่มจากพิจารณาเนื้อหา แต่ละช่วง
พร้อมคิดวธิ ีการสอน สื่อที่ใช้ และลกั ษณะปฏิสมั พันธ์ในหัวข้อนั้นๆที่ละหัวข้อ พิจารณาทีละลำดับจน
จบหนว่ ยการเรยี นแล้ว จึงเร่มิ หนว่ ยการเรียนถัดไป
3. ขน้ั การพฒั นา (Development) ขน้ั ตอนการพัฒนาหนว่ ยการเรยี น เปน็ การพัฒนาเนื้อหา
หนว่ ยการเรยี นให้สมบูรณ์ก่อน นาํ ไปเขยี นโปรแกรม ประกอบดว้ ย 4 ขั้นตอน ดังนี้

3.1 การเขียนรายละเอียดเนื้อหาลงบนกรอบการสอน การเขียนรายละเอียดเนื้อหา
ลงบนกรอบการสอน หากเปรียบเทียบกับการผลิตรายการ โทรทัศน์ก็คือการเขียนบทรายการก่อนที่
จะนําไปถ่ายทำจริง หลังจากได้ออกแบบแผนภูมิการนําเสนอในแต่ละหน่วยการเรียนเสร็จแล้วในข้ัน
ต่อไปจะนําแผนภูมิการนําเสนอแต่ละหน่วยการเรียนที่จะได้ออกแบบไว้มาเป็นแนวทางในการเขียน
รายละเอียดของเนื้อหาโดยเขียนลงบนกรอบที่ออกแบบไว้เรียกว่ากรอบการสอนส ำหรับการเขียน
เนือ้ หาลงในกรอบการสอนจะต้องเขยี นไปท่ลี ะกรอบตามลำดับเน้อื หาและวิธกี ารสอนที่ได้ออกแบบไว้
จนกระทังครบทกุ เน้อื หาก็จะเสร็จสิน้ กระบวนการน้ี

3.2 การจัดลำดับกรอบการสอน หลงั จากทเ่ี ขยี นกรอบการสอนเสร็จแลว้ ในขน้ั น้ี จะ
เปน็ การนำกรอบการสอนมาตรวจสอบลำดับการนำเสนอตามท่ีได้วางแผนไว้ ข้นั ตอนนม้ี คี วามสำคัญมาก
เพราะเป็นการตรวจสอบลำดับการสอนของกรอบการสอนที่ได้เขียนไว้ว่ามีความต่อเนื่องกันหรือไม่

ทั้งนี้เพราะว่าที่เขียนกรอบการสอนนั้น จะต้องใช้เวลาในการเขียนที่ยาวนานอาจจะไม่ได้เขียนคร้ัง
เดียวเสร็จในการเขียนนั้น มีการหยุดเขียนเป็นครั้งคราวและในช่วงที่หยุดเขียนผู้เขียนอาจจะไปทำ
กิจกรรมอ่ืน ๆ ก่อนจะกลับมาเขียนต่อ จุดนี้เอง ทำให้การดำเนินเนื้อหาสะดุดไม่ต่อเนื่อง หรือบาง
กรณีที่มีการแบ่งเนื้อหากันเขียนตามความ เชี่ยวชาญ เช่น การแบ่งเนื้อหาให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
เขียน เมื่อแต่ละคนเขียนของแต่ละคนเสร็จแล้ว ก็จะนํามารวมกัน ในขั้นตอนนี้ต้องมีการตรวจสอบ
ลำดับความต่อเน่ืองของเน้ือหาอีกครัง้ เพื่อให้ เป็นไปตามการนําเสนอที่ได้วางแผนไว้ทั้งหมดซึ่งจะได้
ความสมบรู ณข์ องเนื้อหาท่ีสามารถตอบสนอง การเรียนรตู้ ามวัตถุประสงค์เชงิ พฤติกรรมท่ีได้กำหนดไว้ดว้ ย

ในการตรวจสอบลำดบั เนอื้ หาจะมกี ารตรวจสอบ 2 ขัน้ ตอน คือ
3.2.1 การตรวจสอบความต่อเนื่องของเนื้อหาในหน่วยการเรียนเดียวกัน

เพอ่ื ดวู า่ มีความเหมาะสมตอ่ เน่ืองกนั หรอื ไม่และตอบสนองวัตถุประสงค์เชงิ พฤติกรรมครบถ้วนหรือไม่
3.2.2 การตรวจสอบความเชอ่ื มโยงของเน้ือหาในแตล่ ะหน่วยการเรยี น เพื่อ

ดูว่าการเชื่อมโยงของเนื้อหาแต่ละหน่วยเป็นไปตามที่ได้วิเคราะห์ไว้หรือไม่ภายหลังจากที่ท ำงาน
ตรวจสอบ ลำดบั ของเนอื้ หาตามข้นั ตอนแล้วถือวา่ เสร็จสน้ิ กระบวนการจัดลำดบั กรอบการสอนเน้ือหา
ทัง้ หมดน้ี เป็นขอ้ มลู บนกระดาษที่ฉายภาพบทเรียนได้ครบ

3.3 การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ภายหลังการนํากรอบการสอนไปจัด
เรียงลำดับ และตรวจสอบลำดับอย่างถูกต้องแล้ว ในขั้นตอนนี้เป็นการนําเอาบทเรียนที่พัฒนาขึ้นไป
ทำการตรวจสอบความถกู ต้องของเน้อื หาท่ีพัฒนาขึ้น โดยทำ 2 ด้านต่อเนื่องกัน คือ

3.3.1 การตรวจสอบความถูกต้องของเนอื้ หาโดยผ้เู ช่ียวชาญด้านเนื้อหา
3.3.2 การนาํ ไปทดลองกับกล่มุ เป้าหมายที่จะเรยี นเน้อื หาน้ัน ๆ
การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาโดยผเู้ ช่ียวชาญ เป็นการรบั รองคุณภาพของเนื้อหานั้น
ว่าถูกต้องก่อนที่จะนําไปพัฒนาเป็นบทเรียน การตรวจสอบนั้นอาจจะให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินลงใน
กรอบการสอน หรือประเมินควบคู่กับแบบฟอร์มที่เป็นปลายเปิด ภายหลังจากการประเมินความ
ถูกต้องของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญและปรับแก้แล้ว ขั้นตอนต่อไปนําไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมายที่จะ
เรียนเนื้อหานั้น ๆ เพื่อทดสอบความเข้าใจในการเรียนเนื้อหาและการสื่อความหมายของสํานวนที่ใช้
ตลอดจนรูปแบบท่สี อื่ ความหมายต่อผู้เรยี น ในขน้ั นจ้ี ะต้องใช้กลุ่มเปา้ หมายจริง โดยคัดเลือกประมาณ
9-12 คน ให้ทดลองเรียนเนื้อหา และหากสงสัยหรือไม่เข้าใจตรงไหนให้ผู้เรียนเขียนไว้ จากนั้นจึง
รวบรวมข้อมลู ทไี่ ด้มาปรับแก้ให้สมบูรณ์ และตรวจสอบโดยผเู้ ชี่ยวชาญอีกครงั้ หลังจากปรับปรุงแก้ไข
สมบูรณ์แล้ว ถอื วา่ จบขั้นตอนการตรวจสอบความถูกตอ้ งของเน้ือหา
3.4 การสรา้ งแบบทดสอบและประเมินคุณภาพของแบบทดสอบ ในข้ันตอนนีจ้ ะเป็น
การเขียนแบบทดสอบและประเมินคุณภาพของแบบทดสอบ แล้วนําแบบทดสอบไปหาคุณภาพกับ
กลุ่มผู้เรียนที่เคยเรียนเนื้อหานั้นมาแล้ว เพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบด้านต่าง ๆ โดยเริ่มจากการ

สร้างแบบทดสอบตามหลักการเขียนแบบทดสอบ จากนั้นนําไป ทดลองกับกลุ่มผู้มีความรู้หรือเคย
เรียนเนื้อหานนั้ ๆ มาแลว้ ประมาณ 30-100 คน เม่อื ผู้เรียนทำขอ้ สอบเสรจ็ แล้วใหน้ าํ ขอ้ สอบมาหาค่า
ความยากง่าย ค่าอำนาจจําแนก และคา่ ความเชื่อมนั

หลงั จากนําแบบทดสอบไปทดลองแล้ว นําข้อท่ียงั ไม่ได้ตามเกณฑ์ไปปรบั ปรงุ แก้ไขแลว้ นําไป
ทดลองจนกว่าจะใช้ได้ ผลที่ได้ทั้งหมด ได้แก่ กรอบการสอนที่ได้ตรวจสอบคุณภาพแล้ว และ
แบบทดสอบที่ได้ตามเกณฑ์ จะรวมกันเป็นตัวบทเรียนที่พร้อมด้วยส่วนของการวัดและ การ
ประเมนิ ผลด้วย ซง่ึ พร้อมท่จี ะนาํ ไปจัดทำเป็นโปรแกรมต่อไป

4. ขั้นการพัฒนาเนื้อหาสู่โปรแกรม (Implementation) ขั้นการพัฒนาเนื้อหาสู่โปรแกรมนี้
เปน็ ขน้ั ทีท่ ำตอ่ จากข้ันการพัฒนาหน่วยการเรยี น โดยมีรายละเอียดและขั้นตอน 3 ขัน้ ตอน ดังน้ี

4.1 การเลือกโปรแกรมที่จะใช้นําเสนอบทเรยี น ภายหลังจากพัฒนาเนื้อหาจนไดต้ วั
บทเรียนแล้ว ในขั้นนี้จะเป็นการคัดเลือกโปรแกรม ที่ใช้ในการพัฒนาเป็นบทเรียน ซึ่งในปัจจุบันมี
โปรแกรมมากมายที่สามารถนําเสนอบทเรียน โดยแต่ละโปรแกรมมีความสามารถในการสร้างงานที่
แตกต่างกัน ดังนั้น ผู้พัฒนาบทเรียนจึงควรเลือกโปรแกรมท่ี จะนํามาสร้างโดยพิจารณาโปรแกรมที่
เหมาะสมและสามารถตอบสนองตอ่ ความต้องการได้

4.2 การพัฒนาและจัดเตรียมสื่อที่จะใช้ประกอบบทเรียน ขั้นตอนนี้เป็นการ
จัดเตรียมสื่อต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตบทเรียน สื่อต่างๆ ที่จะต้องเตรียม ได้แก่ ภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว เสียง ภาพกราฟิกต่าง ๆ เช่น กราฟิกของหัวข้อเรื่อง พื้นหลัง หรือปุ่มต่าง ๆ เป็นต้น
โดยสือ่ ตา่ ง ๆ เหล่านี้จะตอ้ งผลิตตามกรอบการสอนท่ีได้เขียนไว้

4.3 การนําข้อมูลเนื้อหาลงโปรแกรม หลังจากที่เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ใน
ขั้นตอนนี้ จะนําข้อมูลเนื้อหาที่พัฒนาแล้ว บนกรอบการสอนจัดลงโปรแกรมพร้อมสื่อต่าง ๆ ที่ได้
เตรียมไว้ระหว่างการทำควรตรวจสอบสื่อต่าง ๆ และลำดับการนําเสนอเนื้อหาว่าถูกต้องตามกรอบ
การสอนท่ไี ด้ออกแบบการสอนตามทตี่ ้องการดว้ ย

5. ข้นั การประเมนิ ผล (Evaluation) ขัน้ การประเมินผลบทเรยี น เป็นขน้ั ตอนสุดท้ายของการ
พัฒนาบทเรยี น จะต้องทำต่อจากขั้นการพัฒนาเนือ้ หาลงสู่โปรแกรม นับเป็นขั้นตอนทีส่ ำคัญและเป็น
ขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการวิจัยเชิงพัฒนา เพราะเป็นการตรวจสอบผลการวิเคราะห์และ
ออกแบบวา่ จะไดผ้ ลตามท่ตี ้ังเป้าไว้หรือไม่ ในการประเมินผลบทเรยี นท่ไี ด้พัฒนาขนึ้ น้ีจะประกอบด้วย
4 ขัน้ ตอน ดงั น้ี

5.1 การตรวจสอบคุณภาพมัลติมีเดียของบทเรียน ขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบ
คุณภาพมัลติมีเดียของบทเรียนที่สร้างเสร็จแล้ว โดยใช้ ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบ ซึ่งอาจจะ
ตรวจสอบสือ่ ตา่ งๆ เช่น สีของตัวอักษร และสีของพนื้ หลัง เหมาะสมหรือไม่คุณภาพของเสียงดีหรือไม่
ภาพที่นำมาใช้มีความชัดเจนและมีขนาดภาพที่เหมาะสมหรือไม่ การออกแบบหน้าจอ รวมทั้งการ

เชื่อมโยงของกรอบการสอนในแต่ละกรอบ ภายหลังจาก การตรวจสอบคุณภาพเรียบร้อยแล้ว นํามา
ปรับปรงุ ใหส้ มบูรณก์ ็จะได้บทเรยี นท่ีพรอ้ มจะนําไปทดลอง หาประสทิ ธิภาพต่อไป

5.2 การทดลองกระบวนการการทดสอบหาประสิทธิภาพ ขั้นนี้เป็นการทดลอง
ขั้นตอน หรือกระบวนการในการทดสอบหาประสิทธิภาพก่อนท่ี จะหาประสิทธิภาพจริงโดยการนํา
กลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 10 คน ทำการทดลองในขณะทดลอง หาประสทิ ธภิ าพน้นั ก็เก็บข้อมูล
ต่างๆเอาไว้ เช่น เวลาที่ผู้เรียนใช้ในการศึกษา การสื่อสารระหว่าง บทเรียนกับผู้เรียน โดยพบปัญหา
ต่างๆก็เก็บเป็นข้อมูลไว้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการหาประสิทธิภาพจริงต่อไป แต่หาก
ปัญหาใดที่ ต้องแก้ไข เช่น การสื่อสารระหว่างบทเรียนกับผู้เรียน ก็แก้ไขข้อมูลนั้นให้เรียบรอ้ ยก่อนที่
จะนําไปทดสอบหาประสิทธิภาพจริง

5.3 การทดสอบหาประสิทธิภาพของบทเรียนและประสิทธิผลการเรียน ขั้นตอนน้ี
เปน็ การทดสอบหาประสิทธภิ าพของบทเรยี นและประสทิ ธิผลการเรยี น ซ่ึงจะใช้กลมุ่ ตัวอย่างเป้าหมาย
ไม่น้อยกว่า 30 คน มาทำการทดสอบประสิทธิภาพของบทเรียน บทเรียนที่ดี จะมีค่าประสิทธิภาพใน
กระบวนการเรียน จะใกลเ้ คียงกับคา่ ประสิทธิภาพหลังการเรยี น (E1 /E2) และคา่ ประสิทธิผล (Epre-
Epost) ควรจะมคี า่ สูงกวา่ 60 หากไดผ้ ลตามเป้าหมายท่ตี ง้ั ไว้ถือว่าบทเรียนน้ันใช้ได้ แต่หากไม่เป็นไป
ตามที่ตอ้ งการกจ็ ะต้องนาํ ไปปรบั ปรงุ แก้ไขให้ไดผ้ ลตามต้องการ

5.4 จัดทำคู่มือการใช้บทเรียน ภายหลังจากการผลิตบทเรียนเสร็จแล้ว จะต้องทำ
คมู่ ือการใช้บทเรยี น เพือ่ ใชป้ ระกอบการเรยี น หรอื หากมีปญั หาสงสัยกส็ ามารถที่จะเปิดดูได้จากคู่มือนี้
ทั้งนี้บทเรียนการสอนนี้ เป็นบทเรียนที่ผู้เรียนจะต้องพึ่งตัวเองและตัวบทเรียนเท่านั้น ดังนั้น คู่มือจะ
เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เรียนเข้าหาบทเรียนได้สะดวกและถูกต้อง ภายในคู่มือจะประกอบไปด้วย บท
นํา เป้าหมายของผู้เรียน อุปกรณ์ที่ใช้ การติดตั้งโปรแกรม การกำหนดหน้าจอคอมพิวเตอร์ การเร่ิม
เข้าบทเรียน ข้อมูลเสริมที่ควรทราบ ข้อควรระวังในการใช้งานข้อมูลผู้พัฒนาบทเรียน วันที่เผยแพร่
เป็นต้น

การจดั การเรยี นการสอนออนไลน์ โดยการใช้ Application Nearpod

สำหรับผู้สอน
1. เข้าไปที่เว็บไซต์www.nearpod.com แลว้ คลกิ Sign Up for free เพอ่ื สมัครเขา้ ใชง้ าน Nearpod

2. เมื่อคลิกเข้ามาแล้ว สามารถเลือกการสมัครเข้า ใช้งาน โดยสามารถสมคั รทั้งผูใ้ ช้ Google, Office
365 หรือสมัครด้วย E-mail อื่น ๆ โดยกรอกข้อมูล ชื่อ, นามสกุล, E-mail ตั้งรหัสผ่านเพื่อใช้ในการ
เขา้ สู่ Nearpod ทำเครือ่ งหมายถูกใน  ทั้ง 2 ช่อง และคลิก Sign Up

3. เมอ่ื เขา้ สู่ระบบครั้งแรกจะปรากฎหน้าตา่ งดงั รูป ใหค้ ลกิ Let’s go!

4. เมื่อเข้ามาแล้วปรากฏหน้าต่างดังรูปใหค้ ลกิ ปดิ หนา้ ดังกล่าวไดเ้ ลย

5. เข้าสู่หนา้ การใชง้ าน Nearpod เพอื่ การเรียนการสอนออนไลน์ประกอบด้วยส่วนตา่ ง ๆ ดังนี้
1. รายละเอยี ดขอ้ มลู สว่ นตวั
2. Nearpod Lesson Library เมนูสำหรบั คน้ หาบทเรียนทง้ั หมด ท่มี ีใน Nearpod
3. My Library เมนูสำหรับดูบทเรียนของตนเองท่ไี ด้สร้างขึ้น
4. Reports เมนูสำหรบั ดขู อ้ มลู ของนักเรยี นทไ่ี ด้เข้ารว่ มการทำแบบทดสอบต่าง ๆ

1
2
3
4

6. เรม่ิ การสร้างบทเรียนออนไลนบ์ น Nearpod คลิกท่ี Lesson in Nearpod

7. จะปรากฏหน้าต่างสำหรับสร้างบทเรียนออนไลน์ให้คลิกที่ Add Slide หรือจะลากไฟล์รูปภาพ,
ไฟล์ Power Point หรือ ไฟล์ PDF มาใส่ในหน้าตา่ งไดเ้ ลย

8. เม่ือเลอื ก Add Slide แลว้ จะปรากฏหน้าต่าง pop up ข้นึ มาดังรปู ประกอบดว้ ย
1. Add Content สำหรับใส่เน้อื หาในบทเรียนที่เป็นไฟล์ในรูปแบบต่าง ๆ
2. Add Web Content สำหรับใสเ่ นอ้ื หาในบทเรียนจากเวบ็ ไซต์อนื่ ๆ
3. Add Activity สำหรบั สรา้ งกจิ กรรมใหก้ บั ผู้เรยี น

1 23

8.1 Add content สามารถสร้างเนื้อหาในบทเรยี นทเี่ ป็นในรปู แบบต่าง ๆ ดงั น้ี

1. Slide สำหรับสร้างเนื้อหาที่ประกอบด้วยข้อความ ไฟล์ VDO ไฟล์ภาพ ไฟล์เสียง ในหน้า
เดยี วกัน และสามารถจัดรูปแบบการนำเสนอในแบบตา่ ง ๆ ได้

2. Nearpod 3D สำหรบั ใสภ่ าพ 3D ท่ีมีอย่ใู น Nearpod
3. Simulation สำหรับใสก่ ารจำลองการทดลอง การคำนวณต่าง ๆ ที่มอี ยู่ใน Nearpod
4. Field Trip สำหรับใสภ่ าพ VR ทมี่ อี ยู่ใน Nearpod
5. BBC Video สำหรับใส่คลปิ Video ของ BBC Worldwide
6. Sway สำหรับสร้าง Website อย่างง่าย โดยสามารถเลือกที่มีใน Nearpod อยู่แล้วหรือ
จะ สร้างใหม่ และจะต้องมีบัญชี Office 365 เพ่อื ใชใ้ นการสรา้ งดว้ ย
7. Slideshow สำหรับสร้างเนื้อหาที่เป็นไฟล์รูปภาพ ไฟล์ Power point และไฟล์ PDF ทำ
เป็น Slideshow
8. Video สำหรับเพมิ่ ไฟลว์ ดิ ีโอ (MOV, MP4, AVI) และ link จากเว็บไซต์ Youtube
9. Audio สำหรบั เพมิ่ ไฟล์เสียง (MP3, WAV, OGG)
10. PDF Viewer สำหรบั เพิ่มไฟล์ PDF
11. Live Twitter Stream สำหรับแชรเ์ น้อื หาจากผู้ใช้ Twitter

8.2 Add Web Content สำหรับใส่เนื้อหาในบทเรียนจากเว็บไซต์อื่น ๆ โดยการนำ URL
ของเว็บไซตท์ ่ี ต้องการนำมาเป็นบทเรยี นมาวางลงในช่องดังรูป

Web Content

Enter the website URL that students will see Please note that Flash websites
willnot work on 10S dev1ces. Remember. some webs1tes m1ght be blocked by your
school.

8.3 Add Activity สามารถสรา้ งกจิ กรรมกบั ผู้เรยี นในรูปแบบตา่ ง ๆ ดังน้ี

1. Time to Climb สำหรับสร้างกิจกรรมการตอบคำถามแบบตัวเลือกตั้งแต่ 2 ตัวเลือกข้ึน
ไป และกำหนดเวลาในการตอบแตล่ ะข้อ โดยนำเสนอในรปู แบบเกมปนี เขา

2. Open Ended Question สำหรับสร้างกิจกรรมการตอบคำถามแบบพิมพ์คำตอบ
สามารถ ใส่เสยี ง รปู ภาพ วดิ ีโอ ไฟล์ PDF เนอื้ หาบนเว็บไซต์ ที่เกย่ี วข้องกบั คำถามได้

3. Matching Pairs สำหรับสร้างกิจกรรมจับคู่
4. Quiz สำหรับสร้างแบบทดสอบแบบตัวเลือกตั้งแต่ 2 ตัวเลือกขึ้นไป และกำหนดเวลาใน
การ ทำแบบทดสอบได้สูงสดุ 99 นาที
5. Flipgrid สำหรบั การนำ Application Flipgrid มาใช้รว่ มกับ Nearpod
6. Draw It สำหรับสร้างกิจกรรมวาดรปู

7. Collaborate สำหรับสร้างกระดานสนทนาระหว่างผู้สอนและผู้เรียน โดยผู้สอนกำหนด
หัวข้อในกระดานสนทนา สามารถใส่ไฟล์ภาพ (JPG, PNG) และให้ผู้เรียนเข้ามาร่วมแสดง ความ
คิดเหน็ เปน็ ขอ้ ความหรอื รปู ภาพ ผา่ นกระดานสนทนาได้

8. Poll สำหรบั สรา้ งกจิ กรรมแบบสำรวจ หรือแบบสอบถาม
9. Fill in the Blanks สำหรับสร้างแบบฝึกหัดแบบเติมคำในช่องว่าง โดยที่ข้อความจะต้อง
ไม่ เกิน 100 ตวั อกั ษร
10. Memory Test สำหรับสร้างกิจกรรมทดสอบความจำในรูปแบบการจับคู่ โดยเพิ่มข้อมลู
ที่ เปน็ ได้ท้งั รปู ภาพ และขอ้ ความ

9. เม่ือสรา้ งบทเรียนเรียบรอ้ ยแล้ว สามารถเลอื กทำได้ดงั น้ี
1. Share สำหรบั แชร์บทเรียนนี้ให้กับผู้สอนท่านอ่นื ๆ ผา่ นทาง E-mail
2. Preview สำหรับดูตัวอย่างบทเรียนในมุมมองของผู้เรยี นกอ่ นบันทึก
3. Save & Exit สำหรบั บนั ทกึ บทเรยี นและออกจากหน้าตา่ งการสร้างบทเรยี น

10. เมื่อคลิก Save & Exit จะปรากฏหน้าต่าง pop up เพื่อให้กรอกชื่อบทเรียน เลือกชั้นเรียน (ใน
ทน่ี ี้ จะเป็น Grades ตามสากล) และเลือกวิชา เม่อื ใสข่ ้อมูลครบแล้วคลิกท่ี Save & Exit

11. กลับสหู่ น้า My Library และ จะพบกบั บทเรียนท่ีไดส้ รา้ งไว้

12. เร่มิ การเรยี นการสอนโดยการนำเมาส์ไปชี้ทบี่ ทเรียนจะปรากฎ 2 หัวข้อ คอื
1. Live Lesson
2. Student-paced

12.1 Live Lesson เป็นการเรียนการสอนแบบ Real Time เมื่อเลือกหัวขอ้ นี้ จะมี pop up
ของ code ในการเข้าสู่บทเรียนขึ้นมา ให้นำ code ส่งให้กับผู้เรียนเพื่อเรียนในเวลานั้น ๆ ซึ่ง code
จะเปลยี่ นใหม่ ในแต่ละครงั้ ทเ่ี ลือกสอนแบบ Live Lesson

ผู้สอนสามารถควบคุมการทำกิจกรรม สามารถเพิ่มกิจกรรมในระหว่างที่มีการเรียนการสอน
ได้เลย และในระหว่างทมี่ กี ารสอนแบบ Live Lesson สามารถดูไดว้ ่ามใี ครเขา้ มาเรยี นบา้ ง

12.2 Student-paced เป็นการเรียนการสอนที่ผู้เรียนจะเรียนจากบทเรียนที่ได้สร้างไว้
ตามลำดับ ในระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ เมื่อเลือกหัวข้อนี้ จะมี pop up ของ code ในการเข้าสู่
บทเรยี นขึ้นมา ใหน้ ำ code ส่งใหก้ บั ผู้เรยี น

การกำหนดระยะเวลาให้กับผู้เรียน ให้คลิกตรงรูปปฏิทิน จะสามารถเลือกระยะเวลาในการ
เรียน ให้กบั ผู้เรียน แลว้ คลกิ Apply

สำหรบั ผ้เู รียนทไี่ ม่ได้สมคั รสมาชกิ
1. เข้าไปที่เว็บไซต์www.nearpod.com แล้วนำ code ที่ได้จากผู้สอนมากรอกในช่อง Enter CODE
แลว้ คลิกวงกลมสฟี า้ ทีอ่ ยู่ท้ายชอ่ งเพ่ือเข้าสู่บทเรยี น

2. จากนั้นจะปรากฎหน้าต่าง ให้กรอกชื่อในช่อง Name / Nickname แล้วคลิก Join Session เป็น
การ เขา้ สบู่ ทเรียน

สำหรบั ผเู้ รียนสมัครสมาชกิ
1. เข้าไปที่เว็บไซต์www.nearpod.com แล้ว log in เข้าระบบเรียบร้อยแล้ว จะเข้าสู่หน้า My
Library แล้วนำ code ที่ได้จากผู้สอนมากรอกในช่อง Enter CODE แล้วคลิกวงกลมสีฟ้าที่อยู่ท้าย
ช่องเพื่อเขา้ สู่ บทเรียน

2. จากนั้นจะปรากฎหน้าต่าง โดยที่ระบบจะกรอกชื่อที่ได้สมคั รไว้ให้แล้ว แต่ยังสามารถแก้ไขได้ แล้ว
คลกิ Join Session เป็นการเขา้ ส่บู ทเรยี น

งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
งานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้องกับการพฒั นาบทเรยี นออนไลน์
วาสนา ทองดี (2553) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง

ระบบในร่างกาย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสวนแตงวิทยา จังหวัดสุพรรณบุรี
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบในร่างกาย มีประสิทธิภาพเท่ากับ
76.26/78.66 ซึ่งมีค่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วย
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สำคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05 และ 3) ความคดิ เหน็ ของนักเรยี นที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
อยู่ในระดบั ดีโดยมีค่าเฉลย่ี ในภาพรวม 4.43

ชุติรัตน์ ประสงค์มณี (2553) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาวิทยาศาสตร์ 8 เรอ่ื งโมเมนตมั ของนกั ศกึ ษาท่เี รยี นดว้ ยบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนท่ีแสดงการ
เคลื่อนที่ของวัตถุเป็นแบบภาพนิ่งและแบบภาพเคลื่อนไหวหยุดเป็นระยะ ผลการวิจัยพบว่า 1)
ประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องโมเมนตัม ที่แสดงการเคลื่อนที่ของวัตถุเป็นแบบ
ภาพนิ่งมีประสิทธิภาพ 80.33/81.17 และแบบภาพเคลื่อนไหวหยุดเป็นระยะมีประสิทธิภาพ
80.00/83.50 2) นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลั ง
เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี นอย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01

พิชิต ตรีวิทยรัตน์ และวรรณา ตรีวิทยรัตน์ (2555) ได้สร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการ
สอน ระบบอีเลริ น์ นงิ แบบจุดเดยี วเบ็ดเสร็จ เพ่ือลดปญั หาจากการพึง่ พาของผู้สอน ผู้ออกแบบสื่อการ
สอนและผู้บริหาร ซึ่งปัญหาที่เกิดจากระบบอีเลิร์นนิงในอดีต คือ ผู้สอนไม่เข้าใจในระบบการทำงาน
ของอีเลิร์นนิง ขาดความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีขาดแคลนอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์หรือผู้สอนมี
ภาระงานมาก เป็นต้น และปัญหาเรื่องของบุคลากรผู้ดูแลระบบ ผู้บริหารที่ไม่ทราบถึงองค์ประกอบ
ของการจัดการเรียนการสอน หรือการไม่สนับสนุนงบประมาณการขาดที่ปรึกษา นักศึกษาไม่สนใจ
ศึกษาเพิ่มเติม เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความล้มเหลวของระบบอีเลิร์นนิง ดังนั้นจากจาก
ปัญหาต่างๆ งานวิจัยนี้ทำการเพิ่มศักยภาพของผู้สอนการติดต่อประสานงาน การตรวจสอบระบบ
เครือข่าย การออกแบบสื่อการสอน การออกแบบบททดสอบ การสร้างสื่อการเรียน การจัดเตรียม
ผู้ช่วย เพื่อลดปัญหาการพึ่งพาบุคลากรด้านต่างๆ และเพื่อให้ระบบอีเลิร์นนิงเป็นประโยชน์ เป็น
ทางเลอื กใหมส่ ำหรบั การเรียนการสอนมากขนึ้

ธัญญลักษณ์ วจนะวิศิษฐ์ (2557) ได้พัฒนาบทเรียนอีเลิร์นนิงรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ วารสารเกื้อการณุ ย์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2557 มี
วัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนอีเลิร์นนิงรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพตาม
เกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วย

บทเรียนอเี ลิร์นนงิ และ 3) ศกึ ษาความพงึ พอใจของนักศึกษาที่ศึกษาดว้ ยบทเรียนอเี ลิร์นนิง เครื่องมือ
การวิจัยประกอบด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิง รูปแบบเว็บไซต์ แบบทดสอบระหว่างเรียน แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์และแบบสอบถามความพึงพอใจ นำบทเรียนไปทดลองเรียนในสภาพแวดลอ้ มแบบอีเลริ ์นนิง
กับกลมุ่ ตวั อยา่ ง ซ่งึ เปน็ นักศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี คณะพยาบาลศาสตรเ์ กื้อการุณย์ มหาวทิ ยาลัยนวมิ
นทราธิราช ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 100 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้ผู้เรียนทำ
แบบทดสอบก่อนเรียนเข้าเรียนด้วยบทเรียนอีเลิร์นนิง และทำแบบทดสอบระหว่างเรียน เมื่อจบ
บทเรยี นให้ผเู้ รยี นทำแบบทดสอบหลังเรียน และตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ จากน้นั นำข้อมูลมา
วิเคราะห์ทางสถิติโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาค่าประสิทธิภาพบทเรียน
เปรียบเทยี บความแตกตา่ งดว้ ย Paired t-test ผลการวจิ ยั พบวา่ 1) บทเรียนอเี ลิร์นนงิ มีประสิทธภิ าพ
85.90/80.80 ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย คะแนนการ
ทดสอบเฉลีย่ ก่อนเรยี นและคะแนนเฉล่ียหลังเรียน พบว่าผูเ้ รียนมีคะแนนสอบเฉล่ียหลงั เรียนแตกต่าง
จากคะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษา
ทใ่ี ชบ้ ทเรียนทสี่ รา้ งข้นึ มคี วามพงึ พอใจโดยภาพรวมอย่ใู นระดบั มาก (x̅ = 3.77 SD. = 0.82)

งานวิจัยท่เี ก่ียวข้องกับระบบการเรยี นการสอนออนไลน์
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศศักดิ์ (2552) การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรืออีเลิร์นนิ่ง หมายถึง
การเรียน รู้บนฐานเทคโนโลยีซึ่งครอบคลุมวิธีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ อาทิ การเรียนรู้บน
คอมพิวเตอร์ (computer based learning) การเรียนรูบนเว็บ (web-based learning) ห้องเรียน
เสมือนจริง (virtual classrooms) ความร่วมมือดิจิทัล (digital collaboration) เป็นต้น ผู้เรียน
สามารถเรียนรผู้ า่ นสือ่ อิเล็กทรอนกิ ส์ทกุ ประเภท อาทิ อินเทอร์เนต็ (internet) อนิ ทราเน็ต (intranet)
เอ็กซ์ทราเน็ต (extranet) การถ่ายทอดผ่านดาวเทียม (satellite broadcast) แถบบันทึกเสียงและ
วิดีทัศน์ (audio/video tape) โทรทัศน์ที่สามารถโตตอบกันได้ (interactive TV) และซีดีรอม
(CDROM) การเรยี นรผู านส่อื อเิ ล็กทรอนิกส์เป็นวธิ กี ารเรียนรู้ท่มี ีความสำคญั มากขน้ึ เปน็ ลำดับ
การเรียนรู้ผ่านสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทางความคิดมากกว่าการฟัง การ
บรรยายในห้องเรยี น เนอ่ื งจากเปน็ การสื่อสารแบบสองทาง และมรี ปู แบบของการเรียนรู้ทีห่ ลากหลาย
การศึกษาทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์จะกระตุ้นและเอื้อใหเกิดการวิพากษ์อย่างมีเหตุผลมากกว่า
การศึกษาในห้องเรียนแบบเดิม เพราะมีการปฏิสัมพันธ์ทางความคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง
นอกจากนี้ การศกึ ษาชิน้ หนึ่งพบว่า นกั ศึกษาทางไกลระบบออนไลน์ได้มีการติดตอกับผเู้ รียนคนอื่น ๆ
ในชน้ั เรียนมากกวา่ เรียนรูด้ ้วยความสนุกมากกว่า ให้เวลาในการทำงานในชัน้ เรียนมากกว่า มีความเขา
ใจสื่อการสอน และการปฏิบตั มิ ากกว่าผู้เรียนท่ีได้รับการสอนในชัน้ เรยี นแบบเดิมโดยเฉล่ียร้อยละ 20
อีเลริ ์นนิงทำให้เกิดชุมชนแหง่ การเรียนรู้ผู้เรยี นจะมีการปฏสิ ัมพนั ธ์กับขอ้ มูลและความรู้จำนวนมาก ซึ่ง

อาจจะทำให้เกิดการต่อยอดความรู้หรือทำให้เกิดความคิดใหม่ ๆ และการสรางนวัตกรรมอันเป็น
ปจั จยั ในการแขง่ ขนั ท่ีสำคญั มากท่ีสุดในการแขง่ ขนั เศรษฐกจิ ยุคใหม่

ครุศาสตรอ์ ุตสาหกรรมและเทคโนโลยี (2556) ไดศ้ กึ ษาวิจยั เพื่อพฒั นารูปแบบการเรียนการ
สอนผ่านสื่อออนไลน์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ เพ่ือ
ส่งเสริมให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้และกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร รูปแบบการวิจัยในการศึกษาครั้งนี้ คือ ใช้
รูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental research) แบบ Type II ซึ่งประกอบด้วย 3 ระยะ
ดังนี้ 1) การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน 2) การตรวจสอบความตรงของรูปแบบการเรียนการ
สอน และ 3) การใช้รูปแบบการเรียนการสอนกลุ่มเป้าหมายท่ีตรวจสอบความตรงของรูปแบบการ
เรยี นการสอน คอื ผู้เชยี่ วชาญ จำนวน 12 ทา่ น นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 120 คน และ
ครจู ำนวน 8 คน จากโรงเรียนพระยามนธาตรุ าชศรีพิจิตร์ สำนกั งานเขตบางบอน โรงเรยี นวัดแจงร้อน
สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ โรงเรียนวัดสุทธาราม สำนักงานเขตคลองสาน โรงเรียนวัดเศวตฉัตร
สำนักงานเขตคลองสาน และกลุ่มเป้าหมายระยะที่ 3 เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอน คือ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 136 คน และครูจำนวน 8 คน จากโรงเรียนวัดยายร่ม
สำนักงานเขตจอมทอง โรงเรียนวัดบางปะกอก สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ โรงเรียนนาหลวง
สำนักงานเขตทุ่งครุ โรงเรียนวัดสีสุก สำนักงานเขตจอมทอง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิง
ปริมาณ ได้แก่ กระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความพึงพอใจของ
นักเรียน และครูที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย
ส่วน เบ่ียงเบนมาตรฐาน และ t-test Dependent

ผลการวิจัยสรุปได้ดังน้ี 1. ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อ
ส่งเสริมให้นกั เรยี นสรา้ งองค์ความรูแ้ ละกระบวนการแก้ปัญหาเชงิ สร้างสรรค์ พบว่า มีองค์ประกอบท่ี
สำคัญ ดังนี้คือ 1) สถานการณ์ปัญหา 2) กิจกรรมการเรียนรู้ 3) แหล่งเรียนรู้ 4) สนทนากับผู้รู้ 5)
เครื่องมือช่วยแก้ปัญหา 6) แนะแนวทางการแก้ปัญหา และ 7) ครูผู้สอน ผลการหาความตรงของ
รูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ พบว่า รูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ มีความ
ตรงภายในและความตรงภายนอก และการใช้รูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ พบว่า
เงื่อนไขที่ส่งเสริมให้การใช้โมเดลประสบผลสำเร็จ ได้แก่ คุณลักษณะของนักเรียน คุณลักษณะของ
ผู้สอน การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนคอมพิวเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านสารสนเทศท่ี
ช่วยสนับสนุนในการใช้รูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ การกำหนดจำนวนนักเรียนในการ
ทำงานกลมุ่ ระยะเวลาในการจดั การเรียนรู้ การกำหนดเวลาทเี่ หมาะสม ในการสนทนากบั ผู้เชี่ยวชาญ
ภายนอกและสถานการณ์ ปัญหาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ 2. ผลการศึกษา
กระบวนการแกป้ ญั หาเชิงสรา้ งสรรค์ พบวา่ นกั เรียนเกดิ กระบวนการแก้ปญั หาเชิงสร้างสรรค์ ครบท้ัง

4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การทำความเข้าใจปัญหาและระบุรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหา
2) การรวบรวมความคดิ ทเ่ี กี่ยวข้องกบั ปัญหา 3) การกำหนดประเด็นทจี่ ำเป็นต่อการเรียนรู้และแหล่ง
เรียนรู้ 4) การดำเนินกิจกรรมการแก้ปัญหาและประเมินผลของการแก้ปัญหา 3. ผลการศึกษา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ พบว่า
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนกั เรียนที่เรียนผา่ นรปู แบบการเรยี นการสอนผ่านสื่อออนไลน์ ในการวิจัย
ในระยะที่ 2 และการวจิ ยั ในระยะท่ี 3 มีผลการทดสอบหลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่า รูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้นักเรียนเกิดการ
เรียนรู้เพิ่มขึ้น 4. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรยี นการสอนผ่านสอื่
ออนไลน์ พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มตี ่อรปู แบบการเรียนการสอนผา่ นสือ่ ออนไลน์ ในระยะ
ที่ 2 มคี วามพึงพอใจต่อรปู แบบการเรยี นการสอนผา่ นสอ่ื ออนไลน์ ท่พี ฒั นาขึ้นโดยรวมอยู่ในระดับมาก
(x̅ = 4.44, S.D. = 0.42) และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อ
ออนไลน์ ในระยะที่ 3 อยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.41, S.D. = 0.44) 5. ผลการศึกษาความพึงพอใจของ
ครูที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น พบว่า ความพึงพอใจของครูที่มีต่อ
รปู แบบการเรยี นการสอนผ่านส่ือออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นในระยะที่ 2 อยู่ในระดบั มาก (x̅ = 4.40, S.D. =
0.34) และความพึงพอใจของครูทีม่ ีต่อรูปแบบการเรียนการสอนผ่านส่ือออนไลน์ที่พัฒนาข้ึน ในระยะ
ท่ี 3 อยู่ในระดับมากท่สี ุด (x̅ = 4.70, S.D. = 0.14)

สรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอนผ่านสือ่ ออนไลน์เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้
และกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนสังกัด
กรุงเทพมหานคร ที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมให้นักเรียนเกิดกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์
และสามารถนำไปใชใ้ นการจดั การเรียนรูผ้ า่ นส่อื ออนไลน์ได้

อภิญญา ปัญญาสิทธิ์ (2555) ได้วิเคราะห์ปัญหาการใช้ระบบการเรียนการสอนออนไลน์
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคพฤติกรรมการใช้งาน รวมถึง
ปัญหาการออกแบบระบบการเรียนการสอนออนไลน์ของอาจารย์ และนักศึกษามหาวทิ ยาลัยแม่โจ้ใน
การศึกษาครั้งน้ี ประกอบด้วย แบบสอบถามและสัมภาษณ์การเข้าใช้งานระบบการเรียนการสอน
ออนไลน์ของอาจารย์ และนักศกึ ษาภายในมหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ โดยเป็นการสมั ภาษณ์จากอาจารย์ท่ีเคย
เข้าใช้ระบบ จำนวน 12 ท่าน และสัมภาษณ์แบบสนทนากลุ่มกับนักศึกษา จำนวน 10 คน ที่เคยใช้
ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ของมหาวิทยาลัย สวนที่สองใช้แบบสอบถามจากอาจารย์ 25 ท่าน
และนักศึกษา 177 คน นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยใช้ค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน สรุปผลศึกษาได้ดังนี้ ผลการศึกษา พบว่า อาจารย์ส่วนใหญ่สนใจและให้
ความสำคัญกับเทคโนโลยีสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจาก
เทคโนโลยปี ัจจบุ ันค่อนข้างพฒั นาไปอย่างรวดเร็ว คณาจารย์บางทา่ นขาดทักษะในการเข้าถึง ทางดา้ น

นักศกึ ษา พบว่า ระบบการเรียนการสอนออนไลน์เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน แต่ส่วนน้อยท่ี
จะได้เข้าไปใช้งานในระบบ เนื่องจากการเรียนการสอนเป็นการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง มากกว่าเรียน
ในห้องเรียน นอกจากนี้ทักษะการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ค่อนข้างน้อย พร้อมถึงแสดงความคิดเห็น
ในส่วนของการออกแบบ ว่าการออกแบบระบบการเรียนการสอนออนไลน์ ควรมีขั้นตอนในการเข้า
เรยี นทง่ี า่ ยไมซ่ บั ซอ้ น

งานวิจยั ต่างประเทศ
แม็ททิว และวารากัวร์ (Matthew & Varagoor, 2001) ได้ทำการวิจัย เรื่องการตอบสนอง
ของผู้เรียนต่อบทเรียนออนไลน์ (Student Response to Online Course Materials) กับนักศึกษา
ระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งจากการรวบรวมและวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่าง ๆ กับการประสบความสำเร็จ
ในการเรียน และสั่งงานผ่านอินเทอร์เน็ต พบว่า ผู้เรียนส่วนมากมีประสบการณ์และความรู้สึกที่ดีใน
การใชอ้ ินเทอรเ์ นต็ และเรยี นผ่านบทเรยี นออนไลน์
โฮลเดรน (Holdren, 2002) ไดท้ ำการศึกษาวิจัย เรอื่ งของผลการสอน โดยใช้ส่ือคอมพิวเตอร์
ท่ีมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน และเจตคติของนักเรียนที่เรียนวชิ าพชี คณติ โดยกลมุ่ ตัวอยา่ ง เปน็ นกั เรยี น
จำนวน 146 คน ซึ่งผู้วิจัยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกสอนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ และอีกกลุ่ม
สอนแบบบรรยาย ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติของนักเรียนท้ัง
สองกลุม่ ไม่แตกต่างกนั
ซาลินาส (Salinas, Fidel Michael.Jr, 2002) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียนภาคเรียนฤดรู อ้ น วิทยาลัยฟีชแมน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเปรียบเทียบกบั
วิธีการสอนด้วยบทเรียนปกติ ผลการศึกษาปรากฏว่า นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนมีผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นสูงกวา่ นักเรยี นที่เรยี นด้วยบทเรียนปกติ
จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ พบว่า การเรียนรู้ผ่านส่ือ
อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning จะช่วยทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับวิธี
สอนแบบปกติ นอกจากนี้ e-Learning ยังทำให้เกิดความสะดวกต่อผู้เรียนทุกสถานที่ ทุกเวลา
นอกจากนั้นยังสามารถตอบสนองต่อศักยภาพและความสามารถของผู้เรียนได้ดี ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมี
ความสนใจที่จะพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนช่องพรานวิทยา เพื่อให้ผู้เรียนมีความสะดวกทางการ
เรยี น และคาดหวังวา่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียนจะสงู ข้ึน นอกจากนน้ี กั เรียนยังเกิดความพึง
พอใจตอ่ บทเรยี น และเพ่อื ใชเ้ ปน็ สื่อการเรยี นการสอนในระดับมัธยมศกึ ษาท่ีมปี ระสิทธิผลตอ่ ไป

บทที่ 3
วิธกี ารดำเนนิ การวจิ ัย

การวิจัยเร่ือง การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application
Nearpod สำหรับนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนช่องพรานวิทยา ผู้วิจัยกำหนดวิธีดำเนินการ
วิจัยตามข้นั ตอนดงั น้ี

1. ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
2. เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
3. ขัน้ ตอนการดำเนนิ การวิจยั
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
5. สถติ ิท่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
1. ประชากรในการวิจัยคร้งั นี้ คือ นกั เรียนระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา

2564 โรงเรยี นช่องพรานวทิ ยา จังหวดั ราชบุรี
2. กลุ่มตัวอยา่ งในการวจิ ยั ครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 1 ภาคเรียนที่

2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนช่องพรานวิทยา จังหวัดราชบุรี จำนวน 25 คน โดยใช้วิธีเลือกจากการ
สุม่ อย่างง่าย (simple random sampling) โดยใช้ห้องเรยี นเปน็ หน่วยสมุ่ จำนวน 1 หอ้ งเรียน

เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการวิจัย
1. บทเรยี นออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod สำหรับนักเรียน

ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนชอ่ งพรานวทิ ยา
2. แบบประเมินคุณภาพของบทเรียนออนไลน์ โดยการใช้ Application Nearpod สำหรับ

นกั เรยี นระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรยี นชอ่ งพรานวทิ ยา
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนบทเรียนออนไลน์ใน

รายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod สำหรบั นักเรยี นระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 ภาค
เรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรยี นช่องพรานวทิ ยา

4. แบบสอบถามความพึงพอใจ ที่นักเรียนมีต่อการเรียนรู้บทเรียนออนไลน์ในรายวิชา
ภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod สำหรับนักเรียนระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ภาคเรียนที่
2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรยี นช่องพรานวทิ ยา

ขัน้ ตอนการดำเนนิ การวจิ ัย
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod สำหรับ

นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนช่องพรานวิทยา มีลำดบั ขน้ั ตอน ดังนี้
1. ขั้นวิเคราะห์
ผู้วิจัยวิเคราะห์เนื้อหา และจุดมุ่งหมายของบทเรียนในรายวิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนช้ัน

มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 เพ่อื มาประยกุ ต์ในการออกแบบบทเรียนออนไลนใ์ นรายวชิ ภาษาจนี
2. ขั้นออกแบบ
ออกแบบบทเรียนออนไลน์ ออกแบบเนื้อหาภายในบทเรียน ออกแบบบททดสอบก่อนเรียน

และหลังเรียนบทเรียนออนไลน์ ออกแบบประเมินคุณภาพบทเรียนออนไลน์ และแบบประเมินความ
พึงพอใจของผู้เรยี น

3. ข้นั พัฒนา
1) พัฒนาบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod ในการ
สรา้ งบทเรยี นภาษาจีน
2) พัฒนาแบบประเมินบทเรียนออนไลน์ในรายวิชาภาษาจีน โดยการใช้ Application
Nearpod ในดา้ นเน้อื หาและกิจกรรม ตามคำแนะนำของผู้เชย่ี วชาญ
3) พฒั นาแบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียนบทเรียนออนไลน์ ผู้วจิ ยั ไดส้ รา้ งแบบทดสอบไว้
จำนวนทัง้ หมด 20 ข้อ หลังจากนนั้ นำแบบทดสอบทส่ี รา้ งข้ึนนนั้ ไปประเมินหาค่าความเทยี่ งตรง (IOC)
โดยให้ผู้เช่ียวชาญ จำนวน 3 ทา่ น เปน็ ผปู้ ระเมนิ
4) พฒั นาแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรยี น โดยแบง่ เป็นระดับ 4 ระดับ

การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
นำบทเรียนออนไลน์ในรายวชิ าภาษาจีน โดยการใช้ Application Nearpod ไปทดลองใช้กับ

กล่มุ ตวั อยา่ งท่ไี ดอ้ อกแบบไวก่อนหนา้ น้ี โดยมกี ระบวนการเรยี นรู้ ดังนี้
1) ผู้วิจัยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อที่นำคะแนนก่อนเรียนมาเปรียบเทียบกับ

คะแนนหลงั เรียน
2) เมอ่ื ผูเ้ รียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นแลว้ ให้ผเู้ รียนศึกษาบทเรียนออนไลนท์ ีพ่ ัฒนาขน้ึ ดว้ ยตนเอง
3) เมอ่ื ผู้เรยี นศึกษาเนื้อหาในบทเรยี นจบจบแลว้ ผ้วู จิ ัยจะให้ผ้เู รียนทำแบบทดสอบหลังเรียน

เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ว่าผู้เรยี นมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นท่สี ูงขึน้ หรอื ไม่
4) หลังจากผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนเสร็จสิ้นแล้ว ผู้วิจัยจะให้ผู้เรียนทำแบบประเมิน

ความพงึ พอใจท่มี ีต่อบทเรยี นออนไลน์ในรายวชิ าภาษาจีน
5) ผวู้ จิ ัยทำการรวบรวมข้อมูลทัง้ หมดอกี ครง้ั เพอื่ นำมาวิเคราะหแ์ ละสรุปผลการวิจยั ตอ่ ไป

สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ในการศกึ ษาคน้ ควา้ คร้ังนี้ ผู้วจิ ัยได้ทำการวิเคราะห์ขอ้ มูล และได้ใชส้ ถติ ใิ นการวิเคราะห์

ขอ้ มูลดังนี้
1. ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตรดงั นี้
คะแนนเฉลีย่ = ∑



เมือ่ ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทกุ ตัว
N แทน จำนวนนกั เรยี นทน่ี ำมาวิเคราะห์

2. สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ใช้สูตรดงั นี้
. . = √ ∑ 2− (∑ )2

( −1)

เมือ่ . . แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
แทน ผลรวมของคะแนนทกุ ตวั
∑ แทน ผลรวมของคะแนนแตล่ ะตัวยกกำลังสอง
∑ 2
แทน จำนวนนกั เรยี นทน่ี ำมาวเิ คราะห์
N

3. วเิ คราะห์ความกา้ วหน้าในการเรียนรขู้ องผู้เรยี น เพื่อศึกษาความแตกต่างของคะแนน

ที่ไดจ้ ากการทำแบบทดสอบก่อนเรียน และหลงั เรียน

t= ∑ เมื่อ df = n-1
√ ∑ 2 − (∑ )2

− 1

เมอ่ื t แทน คา่ สถติ ทิ ใี่ ช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพ่ือทราบความมี

นัยสำคัญ

∑ แทน ผลรวมของผลต่างระหวา่ งคู่คะแนน

∑ 2 แทน ผลรวมของผลตา่ งระหวา่ งคู่คะแนนแต่ละค่ยู กกำละงสอง

n แทน จำนวนนกั เรียน

4. การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจ โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เทียบกับเกณฑ์การประเมิน ดังน้ี

คะแนนเฉล่ยี 3.01-4.00 หมายถงึ มากทส่ี ุด
คะแนนเฉล่ีย 2.01-3.00 หมายถงึ มาก
คะแนนเฉลย่ี 1.01-2.00 หมายถงึ ปานกลาง
คะแนนเฉล่ีย 0.00-1.00 หมายถึง นอ้ ย
เกณฑ์ในการกำหนดว่าการใช้ส่ือการเรียนรู้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรูต้ ้องมี
คณุ ภาพ ผ้วู จิ ัยกำหนดใหม้ คี ่าเฉล่ยี ตั้งแต่ 3.01 ขึน้ ไป


Click to View FlipBook Version