โครงงาน
เรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์(ศัพทานุกรม)
จัดทำโดย
นายจิณดิษฐ์ เอียวงษ์ เลขที่ ๒
นายเชิดภากรณ์ เฮี ยงก่อ เลขที่ ๔
นายณัฐนัย เกตุอินทร์ เลขที่ ๕
นายสุวณัฐ สอนดี เลขที่ ๖
นายศักดิ์นรินทร์ ฉวีรัตน์ เลขที่ ๙
นางสาวกรกนก มาแสน เลขที่ ๑๕
นางสาวโชติมณี ทุมลา เลขที่ ๑๙
นางสาวภาวินี คำเครื่อง เลขที่ ๒๒
นางสาวอมลณัฐสรณ์ บุญสม เลขที่ ๓๐
นางสาวอรดา เวชการ เลขที่ ๓๙
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๑
เสนอ
คุณครู ดอกรัก รักษา
โครงงานนี้เป็นส่ วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทย ท๓๓๑๐๑๒
ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๕
โรงเรียนน้ำปาดชนูปถัมภ์
ชื่อโครงงาน สามัคคีเภทคำฉันท์(ศํพทานุกรม)
คณะผู้จัดทำ นายจิณดิษฐ์ เอียวงษ์ เลขที่ ๒
นายเชิดภากรณ์ เฮียงก่อ เลขที่ ๔
นายณัฐนัย เกตุอินทร์ เลขที่ ๕
นายสุวณัฐ สอนดี เลขที่ ๖
นายศักดิ์นรินทร์ ฉวีรัตน์ เลขที่ ๙
นางสาวกรกนก มาแสน เลขที่ ๑๕
นางสาวโชติมณี ทุมลา เลขที่ ๑๙
นางสาวภาวินี คำเครื่อง เลขที่ ๒๒
นางสาวอมลณัฐสรณ์ บุญสม เลขที่ ๓๐
นางสาวอรดา เวชการ เลขที่ ๓๙
คุณครูที่ปรึกษา ครูดอกรัก รักษา
คำนำ
สามัคคีเภทคำฉันท์เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ ชิต บุรทัต
เนื่องจากกวีรู้จักเลือกเฟ้นถ้อยคำอย่างประณีต เลือกใช้สำนวนโวหารตลอดจนความ
เปรียบที่เหมาะสม ทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้มีความงดงามทั้งด้านเสียงและความหมาย
อีกทั้งแสดงให้เห็นแนวคิดหลักของเรื่องที่ทันสมัย สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบัน คือ
ชี้โทษของการแตกความสามัคคีได้อย่างชัดเจน เพื่อเตือนใจให้บุคคลได้ตระหนักถึง
ความสำคัญของชาติ รู้จักใช้สติปัญญา ความสามารถ และเสียสละความสุขส่วนตัว
เพื่อประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ
ด้วยเหตุนี้คณะผู้จัดทำจึงมีความสนใจที่จะทำโครงงานเรื่องสามัคคีเภทคำ
ฉันท์ในหัวข้อศัพทานุกรม เพื่อหาคำศัพท์ที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง ในการจัดทำโครงงาน
เรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ในหัวข้อศัพทานุกรมเล่มนี้สามารถใช้เป็นสื่อประกอบการ
เรียนการสอนสำหรับนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ได้อีกด้วยเพราะเรื่องสามัคคี
เภทคำฉันท์ เป็นวรรณคดีในแบบเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ดังนั้นการศึกษาคำศัพท์
ในสามัคคีเภทคำฉันจึงเป็นสื่อที่ช่วยพัฒนาการสอนวรรณคดีให้ผู้เรียนได้เข้าใจความ
หมายของคำศัพท์ในการอ่านวรรณคดีตลอดจนเห็นความสำคัญในการช่วยการรักษา
วรรณคดีไทย อันเป็นสมบัติของชาติไทยให้คงอยู่สืบไป
กิตติกรรมประกาศ
การจัดทำโครงงานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจาก
คุณครูดอกรัก รักษาซึ่งเป็นครูที่ปรึกษาในการทำโครงงานเล่มนี้ได้ให้คำปรึกษา
แนะนำและตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆจนทำให้โครงงานเรื่องศัพท์ทานุกรมเล่มนี้
เสร็จสมบูรณ์ตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดครบทุกประการคณะผู้จัดทำรู้สึกซาบซึ้ง
ในความกรุณาของคุณครูเป็นอย่างยิ่ง จึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
ขอขอบใจสมาชิกในกลุ่มทุกคนที่ให้ความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจช่วยกันสืบหา
ข้อมูลประกอบการจัดทำโครงงานเรื่องศรัทธานานุกรมในครั้งนี้ตลอดจนช่วยแก้ไข
ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นรวมทั้งให้ข้อเสนอแนะคำแนะนำจนทำให้โครงงานสำเร็จสมบูรณ์
คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงงาน เรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์ ในหัวข้อ
ศัพทานุกรม เล่มนี้เป็นอีกโครงงานที่ช่วยให้ผู้ที่สนใจวรรณคดี เรื่อง สามัคคีเภทคำ
ฉันท์ สามารถเข้าใจคำศัพท์ที่ปรากฏในเรื่องได้ง่ายขึ้น ตลอดจนสามารถนำคำศัพท์
ต่างๆที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่องมาใช้ประกอบการเรียนได้อย่างถูกต้อง
คณะผู็จัดทำ
สารบัญ หน้า
ก
เรื่อง ข
บทคัดย่อ ๑
กิตติกรรมประกาศ ๑
บทที่ ๑ บทนำ ๑
๑
ที่มาและความสำคัญ ๑
จุดประสงค์ ๑
ขอบเขตการศึกษา
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๒-๔
นิยามศัพท์เฉพาะ ๒
บทที่ ๒ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ๒
ความหมายของวรรณคดีไทย
ลักษณะของหนังสือที่เป็นวรรณคดี ๒-๓
หลักการพินิจและวิจารณ์วรรณคดี ๓
ประวัติผู้แต่งเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ ๓
ลักษณะของคำประพันธ์
คุณค่าของวรรณคดี ๓-๔
บทที่ ๓ วิธีการดำเนินงาน ๗-๙
วัสดุ-อุปกรณ์
วิธีการดำเนินงาน ๗
บทที่ ๔ ผลการดำเนินงาน ๘-๙
คำศัพท์ที่พบได้บ่อย ๑๐-๑๑
บทที่ ๕ สรุปและอภิปรายผล ๑๐-๑๑
สรุปผล ๑๒
ข้อเสนอแนะ ๑๒
บรรณานุกรม ๑๒
๑๓
สารบัญตาราง หน้า
๖
เรื่อง
ตารางที่ ๑ ตารางแสดงคำศัพท์ในเซียมซีคำศัพท์ที่ผู้ศึกษาหรือ
ผู้เล่นจะได้ศึกษาคำศัพท์
บทที่ ๑
บทนำ
ที่มาและความสำคัญ
การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นคำฉันท์ประเภทกลอน มีคำศัพท์ที่
เราไม่รู้จักมาก จึงต้องการศึกษาคำศัพท์และความหมายของคำศัพท์ เพื่อเผยแพร่
ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการศึกษาในรูปแบบนวัตกรรมเพื่อไม่ให้เกิดความน่าเบื่อในการ
ศึกษา จึงได้ทำเป็นเซียมซีคำศัพท์เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ แปลกใหม่ และ
สนุกสนาน
จุดประสงค์
๑.เพื่อศึกษาคำศัพท์จากเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์
๒.เพื่อศึกษาความหมายของคำศัพท์จากเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์
๓.เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนที่ต้องการศึกษาโดยใช้นวัตกรรมเซียมซีศัพทานุกรม
ขอบเขตการศึกษา
โครงงานเรื่องศัพทานุกรม มีขอบเขตการทำโครงงานดังนี้
๑.ขอบเขตด้านประชากร
ประชากรที่ใช้ในการทำโครงงานเรื่องศัพทานุกรมครั้งนี้ เป็นนักเรียน
ชั้oมัธยมศึกษาปีที่ ๖
๒.ขอบเขตด้านเนื้อหา
ศึกษาคำศัพท์จากเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ วิเคราะห์ชนิดของคำศัพท์
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๑.เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆพร้อมความหมายของคำศัพท์ที่ไม่รู้จักเพิ่มมากขึ้น
๒.สามารถนำนวัตกรรมที่สร้างขึ้นไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้จริง
นิยามศัพท์เฉพาะ
๑.คำศัพท์ หมายถึง คำยากที่ต้องแปลหรืออธิบายเพิ่มเติม
๒.ความหมาย หมายถึง การแปลเอกสารที่ต้องการรักษาความหมายเดิมเอาไว้
บทที่ ๒
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาเรื่องการศึกษาวรรณคดีมรดกเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ผู้ศึกษาได้
ศึกษาเอกสารที่ เกี่ยวข้องดังนี้
๑. ความหมายของวรรณคดีไทย
๒. ลักษณะของหนังสือที่เป็นวรรณคดี
๓. หลักการพินิจและวิจารณ์วรรณคดี
๔. ประวัติผู้แต่งเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์
๕. ลักษณะของคำประพันธ์
๖. คุณค่าของวรรณคดี
๖.๑ คุณค่าด้านอารมณ์
๖.๒ คุณค่าด้านวัฒนธรรม
๖.๓ คุณค่าด้านวรรณคดี
๑.ความหมายของวรรณคดีไทย
วรรณคดีไทย หมายถึง วรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าดีมีสาระและมี
คุณค่าทางวรรณศิลป์ การใช้คำว่าวรรณคดีเพื่อประเมินค่าของวรรณกรรมเกิดขึ้นใน
พระราชกฤษฎีกาตั้งวรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ ๖เพื่อส่งเสริมการประพันธ์การ
ศึกษาวรรณคดีโบราณ เช่น ลิลิต นิราศ และทวาทศมาส เป็นต้น
๒.ลักษณะของหนังสือที่เป็นวรรณคดี
๑. มีโครงเรื่องดีชวนอ่านมีคุณค่าสาระและมีประโยชน์
๒. ใช้สำนวนภาษาที่ประณีต มีความไพเราะ
๓.แต่งได้ถูกต้องตามลักษณะคำประพันธ์
๔. มีรสแห่งวรรณคดีที่ผู้อ่านคล้อยตาม
๓. หลักการพินิจและวิจารณ์วรรณคดี
หลักการพินิจและวิจารณ์วรรณคดีการวิจารณ์ คือ การพิจารณาเพื่อเป็นแนวใน
การตัดสินว่าสิ่งใดดีหรือสิ่งใดไม่ดีการ วิจารณ์วรรณคดีจะต้องพิจารณาทุกข้ันตอน
ทุกองค์ประกอบของงานเขียนมีการแยกแยะต้ังแต่การใช้ถ้อยคำสำนวน ภาษารูป
ประโยคเนื้อเรื่อง แนวคิดการนำเสนอเนื้อหา และคุณค่าท้ังด้านวรรณศิลป์และคุณค่า
ทางสังคม
การพิจารณาวรรณคดี คือ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณคดีเล่มใดเล่ม
หนึ่งอย่างส้ันๆ โดยมีเจตนาวิจารณ์วรรณคดีน้ันให้ผู้อ่านรูปจักว่ามีเนื้อเรื่อง มี
ประโยชน์และมีคุณค่าอย่างไร ผู้พินิจมีความคิดเห็น อย่างไรต่อวรรณคดีเรื่องน้ันๆ
ชอบหรือไม่ชอบ เพราะเหตุใด ในการพินิจหรือวิจารณ์วรรณคดีมีหลักการดังนี้
๑. แยกองค์ประกอบของหนังสือหรือวรรณคดีที่วิจารณ์ให้ได้
๒. ทำความเข้าใจกับองค์ประกอบที่แยกออกมาให้แจ่มแจ้งชัดเจน
๓. พิจารณาหรือวิจารณ์วรรณคดีในหัวข้อต่อไปนี้
๓.๑ ประวัติความเป็นมา
๓.๒ ลักษณะของการประพันธ์
๓.๓ เรื่องย่อ
๓.๔ การวิเคราะห์เรื่อง
๓.๕ แนวคิดและจุดมุ่งหมายในการแต่ง ฉาก ตัวละครและการใช้ภาษา
๓.๖ คุณค่าด้านต่างๆ
๔. ประวัติผู้แต่งเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์
ผู้แต่ง : นายชิต บุรทัต เกิดเมื่อวันที่๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นบุตรนายชูนาง
ปริก ได้รับการศึกษาข้ันต้น จากบิดาซึ่งเป็นเปรียญ ๕ ประโยค และได้เข้าเรียนใน
โรงเรียนวัดราชบพิธเป็นแห่งแรก แล้วย้าย มาเรียนต่อจนสำเร็จช้ันมัธยมบริบูรณ์ที่
โรงเรียนวัดสุทัศน์ขณะน้ันอายุได้๑๕ ปี บิดาจึงจัดการให้บวชเป็นสามเณร ณ วัด
ราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระ
สังฆราชเจ้าทรงเป็นอุปัชฌาจารย์
นายชิตเริ่มการประพันธ์เมื่ออายุ๑๘ ปี ขณะน้ันได้กลับมาบวชเป็นสามเณรอีกเป็น
คร้ังที่สอง ณ วัดเทพศิรินทราวาสและได้ย้ายไปอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร จึงได้
อุปสมบทที่วัดนี้ในฐานะเป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโร
รส สามเณรชิตได้สร้างงานประพันธ์โดยใช้นามปากกาเป็นคร้ังแรกว่า เอกชน จน
เจริญรุ่งโรจน์ขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็วและได้รับอาราธนาจากองค์สภานายกหอพระ
สมุดวชิรญาณให้เข้าร่วมแต่งฉันท์สมโภช
พระมหาเศวตฉัตรในงานพระราชพิธีฉัตรมงคลรัชกาลที่๖ พ.ศ. ๒๔๕๔ ด้วยผู้หนึ่ง
ผลงานของนายชิต บุรทัต งานกวีนิพนธ์ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทคำฉันท์มีท้ังที่แต่ง
ขึ้นด้วยจินตนาการของ ความเป็นกวีชมธรรมชาติคติสอนใจ บทสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
และวรรณคดีเรื่องยาวเกี่ยวกับ ชาดก เช่น กำเนิดแห่งสตรี คำโคลงความรักของแม่
ฉันท์เฉลิมพระเกียรติงานพระเมรุทองท้อง สนามหลวง กรุงเทพฯคำฉันท์ ตาโป๋
คำฉันท์
๕. ลักษณะของคำประพันธ์
คำประพันธ์ที่ใช้แต่งเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ คือ คำประพันธ์ประเภทฉันท์มีดังนี้
วิทยา ผิวงาม. กล่าวถึงคำประพันธ์ประเภทฉันท์เอาไว้ว่า ฉันท์คือลักษณะถ้อยคำที่กวี
ได้ร้อยกรองขึ้น ไห้เกิดความไพเราะ ซาบซึ้ง โดยกำหนดคณะ ครุลหุและสัมผัสไว้เป็น
มาตรฐาน ฉันท์นี้ไทยได้ถ่ายแบบมาจากอินเดียของเดิมแต่งเป็นภาษาบาลีและ
สันสกฤต โดยเฉพาะในภาษา บาลีเขามีตำราที่กล่าวถึงวิธีแต่งฉันท์ไว้เป็นแบบฉบับ
เรียกชื่อว่า "คัมภีร์วุตโตทัย"แล้วต่อมาไทย เราได้
จำลองแบบ มาแต่งในภาษาไทย โดยเพิ่มเติม บังคับสัมผัสขึ้น เพื่อให้เกิดความ
ไพเราะ ตาม แบบนิยมของไทยและได้ดัดแปลง เลือกเอามาแต่เฉพาะที่เห็นว่าไพเราะ
มีทำนองอ่านสละสลวยเหมาะแก่การที่จะบรรจุลง ไว้ในคำในภาษาไทย ฉันท์ที่นิยม
แต่งในภาษาไทย เป็นฉันท์วรรณพฤติเป็นพื้น ที่เป็นมาตราพฤติไม่ใคร่จะนิยมแต่ง
เพราะจังหวะ และทำนองที่อ่านในภาษาไทย ไม่สู้จะไพเราะ เหมือนฉันท์วรรณพฤติแม้
ฉันท์วรรณพฤติ ที่แปลงมาเป็นแบบในภาษาไทยแล้วก็ไม่นิยมแต่งกันท้ังหมดเท่าที่
สังเกตดูในคำฉันท์ มักนิยมแต่งกันอยู่ เพียง ๖ฉันท์ ๑. อินทรวิเชียรฉันท์ ๒.โตฎก
ฉันท์
๓.กวาสรันแตต่ดงิฉลันกทฉ์ัตน้อท์งบ๔ร. รมจุาคลิำนใีหฉ้ันครท์บ๕ต.าสมัทจทำุนลววิกนกทีี่ฬบิ่ตงไฉวั้นจทะ์บ๖ร.รสจัุทคธำรใหา้เฉกัินนทก์ ว่ากำหนด
เหมือนการ แต่งโคลงกลอน และกาพย์ไม่ได้เว้นไว้แต่อักษรนำ อนุญาตให้เกินได้บ้าง
แต่เดี๋ยวนี้ไม่นิยม แล้คำใดที่กำหนดไว้ว่า เป็นครุและลหุจะต้องเป็น ครุและลหุจริงๆ
และเป็นได้แต่เฉพาะ ตรงที่บ่งไว้เท่าน้ัน จะใช้ครุและลหุผิดที่จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ ฉันท์
ทั้ง ๒๔ ชนิดดังนี้ ๑๓. โตฎกฉันท์ ๑๒
๑.จิตรปทาฉันท์๘ ๑๔. ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒
๒. วิชชุมาลาฉันท์ ๘ ๑๕. กมลฉันท์ ๑๒
๓. มาณวกฉันท์ ๘ ๑๖. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
๔. ปมาณิกฉันท์ ๘
๕. อุปัฏฐิตาฉันท์ ๑๑ ๑๗. มาลินีฉันท์ ๑๕
๖. อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๑๘. ประภัททกฉันท์ ๑๕
๗. อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๑๙. วาณินีฉันท์ ๑๖
๘. อุปชาติฉันท์ ๑๑ ๒๐. กุสุมิตลดาเวลลิตาฉันท์ ๑๘
๙. สาลินีฉันท์ ๑๑ ๒๑. เมฆวิปผุชชิตาฉันท์ ๑๙
๑๐. อาขยานิกาฉันท์ ๑๑ ๒๒. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์๑๙
๑๑. วังสัฏฐฉันท์ ๑๒ ๒๓. อีทิสฉันท์ ๒๐
๑๒. อินทวงสฉันท์ ๒๔. สัทธราฉันท์ ๒๐
๖. คุณค่าของวรรณคดี
๖.๑ คุณค่าด้านอารมณ์ ทุกวันนี้เหาความเพลิดเพลินใจจากการท่องเที่ยว ดู
ภาพยนตร์ดูโทรทัศน์ฟังเพลง อ่าน หนังสือฯลฯ แต่คนในสมัยก่อนไม่มีโอกาสทำเช่น
นี้สิ่งบันเทิงใจพวกเขาคือการดูมหรสพ เช่น โขน ละคร ทำให้มรการตกแต่งหนังสือ
ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นบทละคร เนื้อเรื่องของวรรณคดีประเภทนี้มักเน้นความสนุกสนาน
ชวนติดตาม เช่น เรื่องการผจญภัยแต่ในขณะเดียวกันวรรณคดีประเภทนี้ก็แต่งไว้
สำหรับอ่านด้วยเช่นเดียวกับวรรณคดีประเภทอื่นๆ
๖.๒ คุณค่าด้านวัฒธรรม เมื่อพิจารณาวรรณคดีไทยโดยเฉพาะวรรณคดีโบราณ
แล้ว จะพบว่ากวีมรความต้ังใจที่จะแสดงคุณธรรมไว้ในผลงานของตนอาจเป็นทาง
ตรงเช่นในวรรณคดีคำสอน หรืออาจเป็นทางอ้อม เช่นวรรณคดีบันเทิงที่จบลงด้วย
ข้อคิดหรือคติเตือนในส่วนวรรณคดีบันเทิงที่กวีแฝงคำสอนไว้อย่างอ้อมๆ น้ัน อาจ
ปรากฏในคำพูดของตัวละคร ที่ทำให้ผู้อ่านจด
จำต่อๆกันมา จนกลายเป็นคติสอนใจ
๖.๓ คุณค่าด้านเนื้อหา หมายถึง ใจความของเรื่อง รายละเอียดที่ปรากฏอยู่ใน
เหตุการณ์ต่าง ๆของวรรณคดีและวรรณกรรม เนื้อหาจึงประกอบด้วย ฉาก ตัวละคร
เหตุการณ์ต่าง ๆ บทสนทนาของตัวละคร การพิจารณาคุณค่าด้านเนื้อหา จึงต้อง
พิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้ว่ามีครบถ้วนหรือไม่ สมจริงอย่างไร มีเหตุผลเพียงใด มี
คุณค่าต่อผู้อ่านอย่างไร
นอกจากนี้กวียังอาจแสดงให้เห็นผลของการกระทำที่ตัวละครควรได้รับเป็นการ
ลงโทษ เพื่อให้เห็นเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้อ่านต่อไป
การอ่านวรรณคดีโดยวิเคราะห์คุณค่าทางด้านอารมณ์และคุณธรรมเป็นทางหนึ่ง
ที่ทำให้เรา เข้าใจชีวิตมนุษย์ได้มากขึ้น ปฏิกิริยาที่ตัวละครในวรรณคดีแสดงออกก็
เหมือนที่มนุษย์ทั่วไปพึงมีเพียงแต่อาจต่างไปเพราะเงื่อนไขที่กำหนดด้วยค่านิยม
ความเชื่อฯลฯ ที่เปลี่ยนไปตามยุคมสมัย และถิ่นที่วรรณคดีมิได้เกิดจากจินตนาการ
อย่างเดียว สิ่งที่กวีหรือนักเขียนถ่ายทอดไว้ในผลงานก็คือมุมมองที่เขามีต่อชีวิตหรือ
บทวิจารณ์ที่เขามีต่อชีวิตที่เขาประสบ เมื่อได้อ่านแล้วคิดตามไป เราก็น่าจะได้อะไร
จากการอ่านวรรณคดีโบราณมากกว่าเพียง การอ่านวรรณคดีโบราณมากกว่าเพียง
การอ่านเอาเรื่องเพื่อความบันเทิงใจอย่างเดียว และขณะที่เรากำลังสัมผัสความรู้สึก
นึกคิดของตัวละครในคร้ังกระโน้น อาจจะรู้สึกว่าความคิดอย่างนี้ความรู้สึกอย่างนี้
บางคร้ังก็เคยเกิดขึ้นในใจเรา หรือในใจของคนใกล้ชิดกับเราเหมือนกัน
อุปกรณ์ที่ใช้ บทที่ ๓
วิธีการดำเนินการ
วิธีการทำสื่อเพื่อการศึกษาคำศัพท์
๑.ตัดต้นไผ่มา ๑ ลำ เพื่อนำมาทำเป็นกระบอกใส่เซียมซีและไม้เซียมซี
๒.เมื่อได้กระบอกและไม้เซียมซีที่สมบูรณ์แล้ว นำคัตเตอร์มาเหลากระบอกและไม้
เซียมซีเพื่อเก็บรายละเอียด จากนั้นนำกระดาษทรายมาขัดให้ผิวของไม้ไผ่ดูเรียบ
๓.นำกระบอกและไม้เซียมซีไปพ้นสี ทาสี แล้วนำไปตากแดดไว้ให้แห้ง
๔.พิมพ์คำศัพท์พร้อมความหมายของเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ เพื่อทำเป็นใบ
เซียมซี และเขียนตัวเลขที่ไม้ติ้วเซียมซี
บทที่ ๔
ผลการดำเนินการ
การจัดทำโครงงานเรื่อง สามัคคีคำฉันท์เซียมซีคำศัพท์ในเรื่อง สามัคคีคำฉันท์
เป็นการทำนวัตกรรมการศึกษาคำศัพท์ในรูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้ศึกษาหรือผู้เล่น ได้มี
การเรียนรู้คำศัพท์และมีความสนุกสนาน และสามารถนำมาจัดกิจกรรมต่างๆได้ ซึ่ง
ผลการดำเนินงานผลการดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายและจุดประสงค์ของโครง
งานที่กำหนดไว้
ตารางที่ ๑ แสดงคำศัพท์ในเซียมซีคำศัพท์ที่ผู้ศึกษาหรือผู้เล่นจะได้ศึกษาคำศัพท์
บทที่ ๕
สรุปและอภิปรายผล
การจัดทำโครงงานเรื่องคำศัพท์ สามัคคีคำฉันท์ เป็นการจัดโครงงานเพื่อศึกษา
คำศัพท์ในรูปแบบของการซุ่มเซียมซี สามารถสรุปผลกันได้ดังนี้
๑.การดำเนินงานโครงงาน
๑.๑ จุดประสงค์ของโครงงาน
๑.๑.๑เพือศึกษาคำศัพท์จากเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์
๑.๑.๒เพื่อศึกษาความหมายของคำศัพท์จากเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์
๑.๑.๓ เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนที่ต้องการศึกษา
๑.๒ วัสดุ อุปกรณ์ ในการจัดทำโครงงาน
๑.๒.๑ ไม่ไผ่ขนาด ๑ ลำ
๑.๒.๒ สีทาไม้หรือสีสเปรย์ผ่น เพื่อตกแต่งเซียมซี
๒.สรุปผลการดำเนินงาน
การจัดทำโครงงานเรื่องศึกษาคำศัพท์ สามัคคีเภทคำฉันท์ ในรูปแบบการเล่นเซียมซี
ผู้จัดทำได้ดำเนินการตามขั้นตอนในบทที่ ๓ จากนนั้นผู้จัดทำได้นำโครงงานมาเผย
แพร่ผ่านการทำกิจกรรมและการนำเสนอ
ผู้ศึกษาและผู้เล่นที่ศึกษาคำศัพท์ สามัคคีเภทคำฉันท์ ผ่านการซุ่มเซียมซี สามารถ
ศึกษาความหมายของคำศัพท์ได้เป็ยอย่างดีและได้ความสนุกสนาน
๓.ข้อเสนอแนะ
ผู้จัดทำจะทำการเพิ่มคำศัพท์ สามัคคีเภทคำฉันท์ ในการศึกษาคำศัพท์ สามัคคีเภท
คำฉันท์ ในรูปแบบการเล่นสุ่มเซียมซีไปเรื่อยๆ ในอนาคต
บรรณานุกรม
กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๙). หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย
วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖. กรุงเทพ : พว.ดุสิต