The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru Bia parichat, 2022-08-30 07:47:23

นิราศเมืองแกลง

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

นิราศเมืองแกลง
นิราศเร่ืองแรกและเป็นนริ าศทย่ี าวทสี่ ุด ของทา่ นสุนทรภู่

นิราศเมืองแกลง มีทานองแต่งเป็นกลอนนิราศ
แต่งเพื่อบันทึกการเดินทางและแสดงความรู้สึกนึกคิด

ของตน โดยมีความยาว ๔๙๖ คากลอน และเป็นนิราศท่ี

ยาวที่สุดของสนุ ทรภู่

สนุ ทรภู่เขยี นเม่อื เดินทางไปพบบดิ าซ่ึงบวชเปน็ พระอย่ทู ีบ่ ้านกร่า เมืองแกลง
จังหวดั ระยอง ภายหลังท่ีพ้นโทษเพราะไปรักใคร่กับแม่จันทร์สาในพระราชสานัก
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอนุรักษ์ทเวศร์ กรมพระราชวัง เมื่อกรมพระราชวัง

หลังเสด็จทิวงคตเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๕๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า

จฬุ าโลกมหาราชจึงทรงปล่อยนกั โทษตามโบราณราชประเพณี

ประวตั ผิ ู้แต่ง

เกิด วันท่ี ๒๖ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๓๒๙

การศึกษา เรียนหนังสอื ทวี่ ดั ชีปะขาว

อาชพี จบมาเขา้ รบั ราชการ
เป็นมหาดเลก็

ในกรมพระราชวังหลงั

ประวตั ผิ แู้ ต่ง

รชั กาลที่ ๑ เกิด
รัชกาลที่ ๒ ขุนสนุ ทรโวหาร ชีวิตรงุ่ เรอื งทส่ี ุด
รัชกาลที่ ๓ ชวี ิตตกตา่ ท่ีสดุ
รัชกาลที่ ๔ พระสนุ ทรโวหาร ถงึ แก่กรรม

วตั ถปุ ระสงคใ์ นการแตง่

แตง่ เพอ่ื บนั ทึกการเดนิ ทางและแสดงความรสู้ กึ นกึ คิดของตน

เมื่อพ้นโทษจงึ เดินทางไปหาบิดาท่ีเมืองแกลง
นริ าศเมืองแกลงเปน็ นริ าศเรอื่ งแรกของสุนทรภู่ แตง่ เม่ือปี ๒๓๔๙

ทานองแตง่

แตง่ เปน็ กลอนนิราศ

ลกั ษณะของวรรณคดีประเภท

คาวา่ “นริ านศริ”าศในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้
ความหมาย ของนิราศไว้ว่า “ก. ไปจากระเหระหน ปราศจาก น. เรื่องราวที่

พรรณนาถึงการจากกันหรือการที่อยู่ ไปในที่ต่าง ๆ เป็นต้น สันนิษฐานกันว่า

การแต่งนิราศนัน้ เนอ่ื งจากในสมัยก่อนการเดินทางต้องใช้เวลานาน ดังนั้นเมื่อกวี

ต้องเดินทางผ่านสถานที่ต่าง ๆ จึงคิดแต่งขึ้น ทั้งคร่าครวญถึงนางที่รักเมื่อได้

๑ ๒ ๓เหน็ ส่งิ ตา่ ง ๆ
นริ าศ
มลี ักษณะ เปน็ หนังสือทีก่ ล่าวถึง เปน็ หนังสอื ทีก่ ลา่ ว เปน็ หนงั สอื ท่กี ล่าว
การเดินทางไกลท่ีตอ้ ง พรรณนาถึงสง่ิ ทพ่ี บ ราพันถงึ คนรกั
๓ ประการ จากคนรักหรอื จากที่อยู่ เหน็ ขณะเดนิ ทาง

คือ

เรือ่ ย่อนริ าศเมืองแกลง

เรม่ิ ต้น กลา่ วพรรณนาถงึ ความน้อยใจท่ีมคี นรกั แต่ไมไ่ ด้อยดู่ ้วยกนั

ทาให้การคร่าควรในนิราศไดแ้ สดงถงึ

• ความทุกข์
• ความหว่ งใย
• ความอาลยั

ของการพลดั พรากจากคนรกั

เร่อื ย่อนริ าศเมอื งแกลง

๓การเดนิ ทาง มี คน • ผู้นาทาง (นายแสง)

• ลูกศษิ ย์ ๒ คน (นอ้ ย,พุ่ม)

ในระหว่างการเดินทางสุนทรภู่ไดพ้ รรณนาถึง

• ความยากลาบากในการเดินทาง
• สภาพของภูมิประเทศ
• วถิ ชี วี ิตของชาวบ้าน

เดินทางจาก กรงุ เทพ ไป เมอื งแกลง

เริ่มเดนิ ทางโดย เรือ แล้วเดินต่อ บนบกเขา้ ปา่
(พบบดิ า จบเรอ่ื ง)

1 2
โดยล่องเรอื ไปตามแมน่ า้
พรรณนาถงึ การเดินทางไป เจ้าพระยา ลดั เลาะคลอง
บา้ นกรา่ เมืองแกลง ผา่ น บางนาไปออกมาแมน่ ้า
สถานท่ตี ่างๆ มากมาย บางปะกงแล้วลงสทู่ ะเล

3 4

เลียบรมิ ทะเลไปขน้ึ ฝัง่ ทีบ่ รเิ วณ ก่อนจะออกเดนิ ทางต่อไปเมืองแก
หาดบางแสน จากน้นั จึงเดนิ เทา้ ลง ซ่งึ ในเวลานน้ั เป็นบ้านปา่ เมอื ง
ต่อ สุนทรภูไ่ ดแ้ วะพกั ท่บี า้ นขุน เถ่ือนอยใู่ นป่าทบึ หนทางแสน

รามอยเู่ ปน็ หลายวนั กันดารเตม็ ไปดว้ ยอันตราย

ท้ังคณะเดินทางกันต่อจนไปถึงเมืองระยอง และได้พบบิดาของตนซ่ึงบวช
เปน็ พระมาตลอดนับแต่ท่านสนุ ทรภ่เู กดิ



วรรคทอง
นริ าศเมอื งแกลง

วรรคทอง

วรรคทอง คือ คาประพันธ์บางส่วนหรือบางบทที่มี
คุณค่าต่อจิตใจของหมู่ชนชวนให้จา และเป็นบทที่
ลึกซึ้งกินใจ คาประพันธ์ดังกล่าวนั้นมีการเรียงร้อย
คาที่ไพเราะ อีกทั้งให้พลังในด้านความรู้สึกที่
ชดั เจนและสะเทือนอารมณ์ก่อใหเ้ กิดจนิ ตภาพ

ถึงทกุ ขใ์ ครในโลกท่ีโศกเศร้า ไม่เหมือนเราภุมรินถวลิ หา

จะพลัดพรากจากกนั ไมท่ ันลา ใช้แต่ตาต่างถ้อยสนุ ทรวอน

กลอนบทนีก้ ล่าวถงึ ตอนที่สนุ ทรภู่
ไดพ้ ลัดพรากจากนางจนั โดยทีไ่ ม่ได้มี
การร่าลากนั

กระแสชลวนเชี่ยวเรอื เลยี้ วลด ดคู ้อมคดขอบคุ้งคงคาไหล
แตส่ ายชลเจยี วยังวนเป็นวงไป นห่ี รือใจทจ่ี ะตรงอย่าสงกา

กลอนบทนี้เป็นการเปรียบเทียบโดยนาลักษณะ
เด่นของสิ่งหนึ่งมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ต้องการกล่าว
เปรียบเทียบ กระแสน้าที่ไหลคดเคี้ยวกับจิตใจที่ไม่
ซอื่ ตรง กเ็ หมือนสนุ ทรภทู่ จี่ ติ ใจไมซ่ อื่ ตรงกับแม่จนั

คาโบราณท่านผูกถูกทุกส่งิ เขาว่าลงิ จองหองมนั พองขน
ทาหลกุ หลิกเหลอื กลานพาลลกุ ลน เขาด่าคนจงึ ว่าลงิ โลนลาพอง

กลอนบทนี้ได้กล่าวถึงลิงแสมที่ริมตลิ่งชอบวิ่งตาม
เรือ ทาอาการขคู่ นแสดงอาการจองหองพองขน สุนทรภู่
จึงเปรียบเทียบกับคนจองหองว่ามีลักษณะคล้ายลิงว่า
จองหองพองขน

นริ าศเมืองแกลง

คุณคา่ ด้านเนือ้ หา
๑. ใหค้ วามรู้เกี่ยวกบั ท่มี าของคา

นิราศเมืองแกลงกล่าวถึงสานวนว่า “จองหองพองขน” ซึ่งมาจากกิริยา

อาการของลงิ ดังบทประพันธ์

โอ้คลองขวางทางแดนแสนโสทก ดูบนบกก็แตล่ ว้ นสงิ แสม

เลยี บตลง่ิ วิ่งตามชาวเรอื แพ ทาลอบแลหลอนหลอกตะคอกคน

คาโบราณท่านผูกถูกทกุ สง่ิ เขาว่าลิงจองหองมนั พองขน

ทาหลกุ หลกิ เหลอื กลานพานลุกลน เขาด่าคนจึงวา่ ลิงโลนลาพอง

จากบทประพันธส์ ะท้อนใหเ้ ห็นพฤติกรรมของสง่ิ ที่มี

ท่าทางไม่สงบนิ่ง เคลื่อนไหวตลอดเวลาเมื่อเห็นคนจึงมัก

แสดงอาการพองขนใส่ ซึ่งกลายเป็นที่มาของสานวนไทย
“จองหอง พองขน” หมายถึงเย่อหย่งิ

คุณคา่ ด้านเน้ือหา

๒. ใหค้ วามรู้เกีย่ วกบั สตั ว์

สุนทรภู่กล่าวถึง แมงดาทะเล โดยนามาเปรียบเทียบกับความรัก

ของตนเอง ทาให้ผอู้ า่ นได้รบั รู้เกยี่ วกบั แมงดาทะเล ดังน้ี

ในกระแสแลล้วนแตโ่ ป๊ะลอ้ ม ลงอวนออ้ นโอบสกดั เอามจั ฉา

โอ้คดิ เหน็ เอ็นดหู ม่แู มงดา ตวั เมียพาผวั ลอยเทีย่ วเลม็ ไคล

เขาจับตัวผวั ท้งิ ไว้กลางน้า ระลอกซ้าสาดซัดให้ตกั ษัย

พอเมยี ตายฝา่ ยผวั กบ็ รรลยั โอ้เหมือนใจพี่รกั ภคินี

คณุ คา่ ด้านเน้ือหา

จากบทประพันธน์ ้ีทาใหผ้ ู้อา่ นได้รบั รู้เกี่ยวกับแมงดาทะเล ซึ่งแมงดา
ทะเลตัวผู้นั้นตาจะบอดหาอาหารกินเองไม่ได้ต้องอาศัยตัวเมียหากินโดยเกาะ
หลังตัวเมียให้พาไปหากินยังที่ต่าง ๆ เมื่อตัวเมียถูกจับไปเป็นอาหาร ตัวผู้ก็
จะถูกทอดทิ้งเพราะมีแต่กระดอง ไม่มีเนื้อและไข่ การที่แมงดาทะเลตัวเมีย
ให้ตัวผู้เกาะหลังไป กวีได้นามาเปรียบเทียบกับความรักอันยิ่งใหญ่ของชาย
หญิงคาว่าแมงดา เปรียบเสมือนผู้ชายไม่ทางาน อาศัยให้ผู้หญิงหาเลี้ยงตน
ไปวัน ๆ

คุณค่าดา้ นเนอื้ หา

๓. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกับสมนุ ไพร

สมุนไพรเป็นผลิตผลที่ได้จากพืช สัตว์และแร่ธาตุที่ใช้เป็นยาหรือผสมกับ

สารอื่นตามตารับยา เพื่อบาบัดโรค บารุงกาย นิราศเมืองแกลงมีการกล่าวถึง

ไพลพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา ดงั คาประพนั ธ์

ท่านชชู ่วยอวยพรใหผ้ อ่ งแผ้ว ดังฉตั รแก้วกางกน้ั ไวเ้ หนือหวั

อุตส่าห์ฝนไพลทารกั ษาตวั คอ่ ยยังช่วั มึนเม่ือยทเ่ี หน่อื ยกาย

คณุ ค่าดา้ นเนื้อหา

จากบทประพันธ์ ให้ความรู้แก่ผู้อ่านว่าในสมัยอดีตหากมีการเจ็บป่วย
จะใช้วิธีการรักษา โดยใช้สมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณที่แตกต่างกัน ซึ่ง
ในที่นี้บิดาของสุนทรกู่ได้ใช้ไพลฝนทาเพื่อรักษาอาการวิงเวียน และปวด
เมอื่ ยให้แก่สุนทรภู่ จงึ กล่าวได้วา่ เนอ้ื หาของนิราศเมืองแกลง มีคุณค่าเนื่อง
ด้วยนาเสนอเรื่องราวในแง่มุมที่หลากหลายสะท้อนให้เห็นถึงสภาพวิถีชีวิต
และสภาพของสงั คมไทยในสมัยรัตนโกสนิ ทร์

คุณค่าด้านวรรณศลิ ป์

๑. ดเี ด่นเร่ืองสมั ผัส

กลอนทุกวรรคของสุนทรภู่มีความดีเด่นเรื่องสัมผัสในแสดงให้เห็น

ความสามารถดา้ นการสรรคาใชท้ งั้ สมั ผัสสระและสมั ผัสอกั ษร ดงั คาประพันธ์

จะเหลียวซา้ ยแลขวากป็ า่ แสม ตะลึงแลป่เู ปี้ยวเท่ียวไสว

ระหร่งิ เร่ือยเฉอ่ื ยเสียงเรไรไพร ฤทยั ไหวแว่วว่าพะงางาม

สัมผสั อกั ษรคอื เหลียว - แล
สัมผสั สระคือ ขวา - ปา่
สมั ผัสอกั ษรคือ ลึง - แล ปู-เป้ียว
สมั ผสั สระคอื เป้ียว - เทย่ี ว
สมั ผัสอักษร คอื ระ - หร่ิง
สมั ผสั สระคือ เรอื่ ย - เฉ่อื ย ไร - ไพร
สมั ผสั อกั ษรคอื ไหว - แวว่ - ว่า งา - งาม
สัมผสั สระคือ ทยั - ไหว

คุณค่าด้านวรรณศิลป์

๒. การใชค้ าเปรียบ

ความเปรียบทาให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงอารมณ์และเนื้อความที่สุนทรภู่ต้องการ

สื่อได้อย่างชัดเจน เช่น บทคร่าครวญถึงนางอันเป็นที่รัก สุนทรภู่ ใช้คาเปรียบ

สะทอ้ นความรู้สกึ ไดด้ ีเยย่ี ม ดงั คาประพันธ์

จะกลืนขา้ วคราวโศกในทรวงเสียว เหมอื นขืนเค้ยี วกรวดแกลบให้แสบคอ

แตเ่ จอื น้ากล้ากลนื พอกลั้วคอ กินแต่พอดบั ลมด้วยตรมใจ

จากบทประพันธ์กวีเลือกใช้ถ้อยคาเพื่อให้ผู้อ่านเกิด
อารมณ์ความรู้สึกคล้อยตามไปกับบทประพันธ์ โดยการกล่าว
เปรยี บว่าในยามทอี่ ยูใ่ นอารมณ์ของความเศร้าโศก การกลืนข้าว
หรืออาหารแต่ละครั้งช่างลาบากยากเย็น เหมือนกับการกลืน
กรวดหรอื แกลบลงคอทสี่ รา้ งความเจ็บปวดใหแ้ ก่บคุ คลผนู้ ้ัน

คุณค่าด้านวรรณศิลป์

๓. การใช้คาเลียนเสียงธรรมชาติ เป็นการบรรยายให้เห็นภาพใน

จนิ ตนาการและเสียง ดงั คาประพนั ธ์ กระหมึ โหยห้อยไมน้ ่าใจหาย
เสยี งลงิ ค่างบา่ งชะนวี ะหวีดโหวย เหน็ คนอายแอบองิ กบั กิง่ ยาง

เสียงผวั ผัวตวั เมยี เทยี่ วโยนกาย

จากบทประพนั ธ์มกี ารเลียนเสียงธรรมชาติในคาว่า “ผัว
ผัว”ซ่งึ เป็นการเลียนเสียงร้องของชะนี

คุณค่าดา้ นวรรณศลิ ป์

๔. การใช้คาเสียงส้ันในวรรคสดับ

แสดงถึงความสามารถชั้นสูงของสุนทรภู่ในการสรรหาคาสัมผัสในวรรครับ

และไดค้ วามชัดเจน เช่น

ดูเรอื แพแต่ละลาล้วนโปะโหละ พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสยี งโหลเหล

วรรคสดับ คือ วรรคแรกของบทประพันธ์ จากบทประพันธ์นี้จะเห็นว่ากวี
เลอื กใชค้ าทป่ี ระสมด้วยสระเสยี งสน้ั คือ ละ โปะ โหละ

คณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์

๕. การใชค้ ามสี มั ผสั สระและควบกลา้

การใช้คาเหล่านี้ทาให้ผู้อ่านเห็นภาพพจน์ชัดเจนขึ้น ดังตอนแสดงอาการ

ขยะแขยงตวั ทาก ดงั บทประพนั ธ์

กระโดดเผาะเกาะผับกระหยับคนื ถบี กระทบื มใิ ครห่ ลดุ สุดแสยง

ปลดทต่ี ีนตดิ ขาระอาแรง ทัง้ ขาแข้งเลือดโซมชโลมไป

คณุ คา่ ด้านวรรณศิลป์

จากบทประพันธ์ กวีเลือกใช้ถ้อยคาที่ประสมด้วยสระเดียวกันจึงทา
ให้เกิดสัมผสั คลอ้ งจองคอื คาวา่ เผาะ กับ เกาะ, ผับ กับ หยับ, คืบ กับ ทึบ,
หลุด กับ สุด, ขา กับ อา,อาโซม กับ ชโลมนอกจากสัมผัสสระแล้วยังใช้คา
ควบกล้าคือ กระ, ปลด ซึ่งคาที่กวีเลือกใช้ล้วนก่อให้เกิดจินตภาพแก่ผู้อ่าน
โดยมองเห็นภาพของตัวทากสัตว์ที่กินเลือดเป็นอาหาร เริ่มจากการกระโดด
เกาะแลว้ จงึ คอ่ ย ๆ เคลือ่ นตัวไปไม่ว่าจะพยายามปลดออกอย่างไรก็ไม่เป็นผล
จึงทาใหบ้ ริเวณขาและแข้งทที่ ากเกาะมีเลือดไหลซมึ ออกมา

คณุ ค่าดา้ นสงั คม
๑. สะท้อนให้เหน็ สภาพบ้านเมอื ง
๒. สะทอ้ นให้เหน็ ความอดุ มสมบรู ณข์ องธรรมชาติ
๓. สะทอ้ นวิถชี วี ิตของผคู้ น
๔. สะทอ้ นความเชื่อในสิ่งศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ
๕.การแต่งกายและความเป็นอยขู่ องผหู้ ญิงชาวระยอง
๖. สะทอ้ นค่านิยมเรอ่ื งความเออ้ื เฟ้ือเผอื่ แผ่
๗. สะทอ้ นค่านยิ มในการขับเสภา

ตัวอยา่ งคุณค่าด้านสังคม

สะท้อนใหเ้ ห็นสภาพบา้ นเมอื ง

“ พอพลบคา่ พานกั ที่เรือนเพอ่ื น ดเู หย้าเรอื นชาวแขวงทกุ แห่งหน
มุงด้วยไมห้ วายโสมแสนพิกล
ครนั่ คนมาเอาหลังคาขน้ึ คลมุ คล่ี ไมม่ ีคนแลว้ กม็ ว้ นหลงั คาวาง
เวลาคา่ ล้าเหลือดว้ ยเสอื กวาง
ก็ดูดเี ร็วรดั ไม่ขัดขวาง
ปบี มาขา้ งเรือนเหยา้ ทเี่ รานอน”

ทาให้เหน็ ภาพความเปน็ อยแู่ บบงา่ ย ๆ ของความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีต

ที่ประกอบด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่ายอยู่แบบพี่แบบน้องเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกัน

แ ล ะ กั น แ ล ะ ถื อ ว ง ศ า ค ณ า ญ า ติ เ ป ็ น สิ ่ ง ที ่ ต ้ อ ง ช ่ ว ย เ ห ลื อ เ อื ้ อ
เอ็นดู แม้แต่ “ยกกระบัตร” ซึ่งเป็นผู้ปกครองชุมชนในขณะนั้น ก็มีความ

เปน็ อยแู่ บบเรยี บง่ายไม่มีพิธรี ีตรองเหมอื นเช่นปัจจุบนั

ตวั อย่างคณุ คา่ ด้านสงั คม

การแตง่ กายและความเป็นอยขู่ องผู้หญิงชาวระยอง

สนุ ทรภ่ไู ดก้ ล่าวถงึ สภาพของผู้หญิงในนิราศเมืองแกลงวา่

“ เหน็ สาวสาวชาวไรเ่ ขาไถท่ี บา้ งพาทอี ือเออเสียงเหนอหนอ
แลข้ีไคลใสต่ าบเป็นคราบคอ ผา้ ห่มห่อหมากแห้งตะแบงมาน”

ผู้หญิงในสมัยนั้นแต่งชุดตะแบงมาน แล้วไถที่มีหมากแห้งห่อติดกาย คงจะกิน
หมากฟันดาอันเป็นประเพณีของคนสมัยนั้นไม่ว่าสาว ว่าแก่ทุกคนต้องกินหมาก ถ้าใคร
ฟันดาถือว่า “สวย” ที่สาคัญคือ “พาทีอือเออ เสียงเหนอหนอ” คงจะพูด “เหน่อ” แบบ
สาเนียงระยอง ปัจจุบันก็เริ่มเลือนหายไปแล้ว จะมีการพูดสาเนียงระยองกันก็เฉพาะคนมี
อายุ เดก็ ๆ ไม่ค่อยจะพูดกนั แล้ว ความสาคัญในปัจจุบนั คือหลกั สูตรการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน

พ.ศ. ๒๕๔๔ น้นั กาหนดให้มมี าตรฐานการเรยี นรภู้ าษาถิ่นไว้ด้วยจึงจาเปน็ ทสี่ ถานศึกษา

จักต้องจัดให้มีการพื้นฟูภาษาถิ่นกันต่อไป เพื่อสนองให้สอดคล้องและถูกต้องตาม
เจตนารมยข์ องหลกั สตู รทีก่ าหนด

การไปประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจาวัน

๑. ใหร้ กั ษาความอุดมสมบูรณข์ องธรรมชาติ
๒. ใหต้ อบแทนคณุ บดิ ามารดาในขณะท่ยี ังมชี วี ิต
๓. ให้มีความเออื้ เฟอื้ เผอื แผ่
๔. ให้ระลึกถึงผลอนั เกิดจากการกระทาของตน


Click to View FlipBook Version