The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จรรยามารยาท หมายถึง การนำสิ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญมาปฏิบัติ ทั้งในด้านวาจา การกระทำ
และมารยาทที่ดีงาม
อิสลามเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ จัดระบอบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกสภาวการณ์ กำชับให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และห้ามปรามจากสิ่งที่เกิดโทษ และได้กำหนดมารยาทต่างๆ
ต่อตนเองและต่อผู้อื่น มารยาทยามรับประทานอาหารและดื่ม มารยาทยามนอนและตื่น
มารยาทยามอยู่ในพื้นที่และเดินทาง และมารยาทในทุกอิริยาบทของชีวิตประจำวัน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นุรฮาณี สูเหม, 2020-02-17 11:19:15

วิชาอัคลาก

จรรยามารยาท หมายถึง การนำสิ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญมาปฏิบัติ ทั้งในด้านวาจา การกระทำ
และมารยาทที่ดีงาม
อิสลามเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ จัดระบอบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกสภาวการณ์ กำชับให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และห้ามปรามจากสิ่งที่เกิดโทษ และได้กำหนดมารยาทต่างๆ
ต่อตนเองและต่อผู้อื่น มารยาทยามรับประทานอาหารและดื่ม มารยาทยามนอนและตื่น
มารยาทยามอยู่ในพื้นที่และเดินทาง และมารยาทในทุกอิริยาบทของชีวิตประจำวัน

Keywords: ความประเสริฐของการให้สลาม,ผู้ที่สมควรเริ่มให้สลามก่อน,การให้สลามของสตรีแก่บุรุษเมื่อปลอดจากฟิตนะฮฺ,มารยาทในการรับประทานอาหาร,การมอบหมายต่ออัลลอฮ์ (ตะวักกุ้ล),การนินทาว่าร้าย,ดุอาอ์ที่อัลลอฮ์ทรงตอบรับ

วชิ าอลั ลาก

จรรยามารยาท หมายถงึ การนำสง่ิ ที่นา่ ยกย่องสรรเสรญิ มาปฏบิ ัติ ท้งั ในด้านวาจา การกระทำ
และมารยาทท่ีดีงาม

อิสลามเปน็ ศาสนาทส่ี มบรู ณ์ จัดระบอบการดำเนนิ ชีวติ ของมนุษยใ์ นทุกสภาวการณ์ กำชบั ใ
ห้ปฏิบัติในสิง่ ท่เี ปน็ ประโยชน์ และห้ามปรามจากสง่ิ ที่เกิดโทษ และได้กำหนดมารยาทตา่ งๆ
ตอ่ ตนเองและต่อผ้อู ่ืน มารยาทยามรับประทานอาหารและด่มื มารยาทยามนอนและตน่ื
มารยาทยามอยู่ในพื้นทแ่ี ละเดินทาง และมารยาทในทกุ อริ ยิ าบทของชีวติ ประจำวัน

การให้สลาม

ความประเสรฐิ ของการให้สลาม

1. จากอับดุลลอฮฺ บิน อัมร์ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า :
ُّ‫ َوتَ ْق َرَأ‬،‫ «تُ ْط ِعَ ُمّ الطعَا َم‬:ّ‫ َقا ََل‬،‫ أَ َّى ال ِإ ْسلََِمّ َخ ْي ٌر؟‬: ‫أَ َّن َر ُج َ الّ َسأَ ََلّ الن ِب َىّ صلى الله عليه وسلم‬
ّ‫«السلَََمّ َع َلى َم َْنّ َع َر ْف ََتّ َو َم َْنّ لََْمّ تَ ْع ِر َْف‬
ความว่า มีชายผู้หน่ึงได้ถามทา่ นนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลัม วา่
(บทบัญญตั ขิ อง)อิสลามขอ้ ไหนดที ีส่ ดุ ? ท่านรอซูล ศอ็ ลลัลลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสัลลัม ตอบว่า

คือการทท่ี า่ นให้อาหารแก่ผู้อื่น และการทท่ี า่ นให้สลามแกผ่ ู้ท่ที า่ นรจู้ กั และผทู้ ่ีทา่ นไมร่ ู้จัก
(บนั ทึกโดย อลั -บุคอรีย์ : 12 สำนวนรายงานเปน็ ของทา่ น, มสุ ลิม : 39)

ผทู้ ี่สมควรเรม่ิ ใหส้ ลามก่อน

1. มรี ายงานจากอบู ฮรุ ็อยเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อันฮุ ว่าท่านนบี ศ็อลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม
ได้กล่าวว่า :
«‫ َوا ْل َق ِلي َُلّ َعلَى ا ْل َكثِي َِّر‬،‫ َوا ْل َما َّر َع َلى ا ْل َقا ِع ِد‬،‫«يُ َس ِلَ ُمّ الص ِغي َُرّ َع َلى ا ْل َكبِي ِر‬.

ความว่า เดก็ ควรใหส้ ลามแก่ผูใ้ หญ่ คนเดินผา่ น(ควรใหส้ ลาม)แกค่ นที่นัง่ อยู่ และกลุ่มคนที่นอ้ ยกว่า
(ควรให้สลาม)แกก่ ล่มุ คนทีม่ ากกวา่ (บันทกึ โดย อัล-บุคอรยี ์ : 6231, มุสลมิ : 2160)
2. มีรายงานจากอบู ฮุรอ็ ยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ วา่ ท่านนบี ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสลั ลัม
ไดก้ ลา่ วว่า :
«‫ َوا ْلقَ ِلي َُلّ َع َلى ا ْل َكثِي َِّر‬،‫ َوا ْل َما ِشى َع َلى ا ْل َقا ِع ِد‬،‫«يُ َس ِلَ ُّم الرا ِك َُّب َعلَى ا ْل َما ِشى‬.
ความวา่ ผ้ทู ี่ขบั ขยี่ านพาหนะควรใหส้ ลามแกผ่ ทู้ ีเ่ ดิน ผู้ที่เดิน(ควรให้สลาม)แก่ผู้ทน่ี ่งั
และกลุ่มคนทน่ี อ้ ยกวา่ (ควรให้สลาม)แก่กลุ่มคนทม่ี ากกว่า (บนั ทึกโดย อัล-บคุ อรีย์ : 6232, มสุ ลมิ :
2160)

การให้สลามแกส่ ตรีและเดก็
1. จากอัสมาอ์ บนิ ตุ ยะซดี เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อนั ฮา กล่าวว่า :
‫ َم َّر َع َل ْي َنا النبِ َّى صلى الله عليه وسلم فِى ِن ْس َوَةّ َف َسلََّم َعلَ ْينَا‬.
ความว่า ท่านนบี ศ็อลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ผ่านหน้าพวกเราในหมสู่ ตรกี ลมุ่ หน่งึ
แลว้ ทา่ นก็ให้สลามแกพ่ วกเรา (เป็นหะดีษ เศาะฮีหฺ บันทกึ โดย อบู ดาวดู : 5204 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี
ดาวูด : 4336, อบิ นุ มาญะฮฺ : 3701 ดู เศาะฮหี ฺ สนุ ัน อิบนิ มาญะฮฺ : 2986)
2. มรี ายงานจากอะนสั บิน มาลกิ เราะฎยิ ัลลอฮฺ อันฮุ ว่า :
ُّ‫ َي ْفعَلَُه‬- ‫ صلى الله عليه وسلم‬- ّ‫ َكا ََّن الن ِب َى‬:‫ َوقَا ََّل‬،‫أَنَّهُ َم َّر َعلَى ِص ْب َيا َّن فَ َسلََّم َع َل ْي ِه ْم‬
ความว่า ท่าน(อะนสั )ไดผ้ า่ นพวกเด็กๆ กลุ่มหนึง่ แลว้ ท่านก็ให้สลามแก่พวกเขา และกลา่ ววา่

ทา่ นนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสัลลัม เคยทำอย่างนี้ (บนั ทกึ โดย อัล-บุคอรยี ์ : 6247
สำนวนเป็นของทา่ น, มุสลิม : 2168)

การใหส้ ลามของสตรแี ก่บุรษุ เมือ่ ปลอดจากฟติ นะฮฺ

จากอุมมฮุ านิ บินตุ อบี ฏอลิบ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อนั ฮา กลา่ วว่า :

ُ‫َو َفا ِط َم َةُّ ا ْبنَتَُّه‬ ،‫َف َو َج ْدتَُهُّ َي ْغتَ ِس ُل‬ ‫ّئ‬،َ ِ‫أَنََعااََأمَُّمّا ْلفََهتْا ِنح‬ ‫الله عليه وسلم‬ ‫ّللَ ِاّ صلى‬ ّ‫ذَ َه ْب َُّت إِ َلى َر ُسو َِل‬
‫ « َم ْر َحباا‬:‫َفقَا ََّل‬ .‫بِ ْن َُّت أَ ِبى َطا ِل َّب‬ : ّ‫ َفقُ ْل َُت‬.‫َه ِذَ ِّه«َّ؟‬ ‫َفقَا ََلّ « َم َّْن‬ ،‫ َف َسل ْم َُّت َع َل ْي ِه‬،ُ‫تَ ْستُ ُره‬

ّ‫«بِأَُِمّ َهانِ َئ‬.

ความวา่ ฉนั ได้ไปหาท่านรอซูล ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลมั ในปีอลั -
ฟตั หฺ(ปีแห่งการเปดิ เมืองมักกะฮฺ) ซ่งึ ฉันพบวา่ ท่านกำลงั อาบนำ้ อยู่ โดยมีฟาฏิมะฮฺ
บุตรสาวของท่านกำลังกัน้ ฉากใหท้ า่ น ฉันเลยให้สลามแกท่ ่าน และท่านถามว่า ใครกันน่ี ?”
ฉนั ตอบว่า ฉันคอื อุมมุ ฮานิอ์ บินตุ อบฏี อลิบ ท่านจงึ กลา่ ววา่ ยินดตี อ้ นรับ อมุ มุ ฮานอิ ์
(บันทกึ โดย อลั -บุคอรีย์ : 6158 สำนวนเป็นของท่าน, มสุ ลิม : 336)

ไม่ใหส้ ลามแกช่ าวซิมมยี ์ (ผูไ้ ม่ใชม่ สุ ลิมทีอ่ ยู่ในชุมชนมุสลมิ )

1. มีรายงานจากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎยิ ัลลอฮฺ อันฮุ ว่าท่านรอซูล ศอ็ ลลัลลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสัลลัม
ไดก้ ล่าววา่ :
«‫ َّلَ تَ ْب َد ُءوا ا ْل َي ُهوَ َدّ َو َلَّ الن َصا َرى بِالسلََِّم‬...«
ความวา่ พวกทา่ นจงอย่าเร่ิมใหส้ ลามแกช่ าวยะฮดู และนัศรอนยี ์กอ่ น ... (มุสลมิ : 2167)

2. อะนสั เราะฎยิ ัลลอฮฺ อันฮุ กลา่ วว่า ท่านนบี ศ็อลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสลั ลมั ได้กลา่ วว่า :
«ّ‫«إِ َذا َسلََمّ َعلَ ْي ُكَْمّ أَ ْه َُّل ا ْل ِكتَا َ ِّب َفقُولُوا َو َع َل ْي ُكَْم‬

ความว่า เม่ือชาวคัมภรี ใ์ หส้ ลามแกพ่ วกทา่ น กจ็ งตอบว่า วะอะลัยกุม (บนั ทึกโดย อัล-
บคุ อรีย์ : 6258, มุสลมิ : 2163)
ผใู้ ดผ่านกลุม่ คนที่มีทัง้ มสุ ลมิ และกาเฟรก็จงใหส้ ลามโดยมงุ่ เจตนาตอ่ คนมุสลมิ

การแต่งกาย ผหู้ ญงิ มุสลมิ และผู้ชายมุสลิม ตามหลกั อิสลาม

การแตง่ กายของมสุ ลมิ และมสุ ลิมมะห์ การแต่งกาย ผู้หญงิ มุสลิม และผชู้ ายมุสลมิ
ตามหลกั อสิ ลามในอิสลาม วตั ถปุ ระสงค์สำคญั ของการแต่งกายคอื
การปกปิดสิ่งพึงละอายของร่างกาย โดยเฉพาะร่างกายของ ผหู้ ญิงมุสลิม ทงั้ น้ี
เพอื่ ทีจ่ ะไม่ใหส้ ว่ นหน่งึ สว่ นใด ของเรอื นร่างเพศหญิง กระตนุ้ อารมณท์ างเพศ ของผูช้ าย
ซ่ึงจะกอ่ ให้เกดิ ความเสียหาย ขึน้ มาในสังคม จงึ ได้วางหลกั เกณฑด์ งั น้ี

1.เสือ้ ผ้าของทั้ง ผ้ชู ายมุสลิม และ ผหู้ ญงิ มสุ ลมิ จะต้องสะอาด ประณีต เรยี บร้อย ดูสวยงาม
เหมาะสมกับบุคลกิ ภาพของ ผู้หญิงมสุ ลมิ และ ผูช้ ายมสุ ลมิ การดำรงตนสมถะ
หรอื การเคร่งครดั ในศาสนา ไมจ่ ำเป็นตอ้ งหมายถึงการใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ดซู อมซ่อ
เพ่ือให้คนอื่นดูวา่ ตวั เอง ไมใ่ ส่ใจใยดตี ่อโลก อยา่ แตง่ กาย ใหค้ นอื่นดูถกู หรือมองเห็นเรา เปน็ ตวั ตลก

2. อสิ ลาม ไมห่ ้ามการแต่งกาย ดว้ ยเสอื้ ผา้ ท่ีดมี ีราคา ถา้ หากว่าฐานะทางเศรษฐกจิ เอ้ืออำนวย
และต้องการแสดงออก ใหเ้ หน็ ว่าตน ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกนั
อสิ ลามก็หา้ มการแตง่ กาย โดยมเี จตนา ท่จี ะโออ้ วด ถงึ ความม่ังคง่ั และความทนงตน
วา่ เหนอื กว่าคนอื่น

3. เสือ้ ผา้ ของท้งั ผู้หญิงมสุ ลิม และ ผ้ชู ายมุสลมิ ตอ้ งปกปดิ สิง่ พึงละอายของผู้สวมใส่
โดยเฉพาะสำหรับ ผู้หญงิ มุสลมิ น้นั สิง่ ทีพ่ ึงปกปิด (เอาเราะฮ) ก็คือทกุ สว่ นของรา่ งกาย ยกเวน้ ใบหนา้
และฝ่ามอื ส่วนเอาเราะฮ ของผชู้ ายนัน้ คอื บริเวณตั้งแต่สะดือถงึ หวั เขา่

4. ผ้หู ญงิ มสุ ลิม จะต้องไมแ่ ตง่ กาย ดว้ ยเสอ้ื ผ้าท่ีรดั รูป แนบเน้ือ หรือเสือ้ ผ้าท่ีโปรง่ บาง
หรอื มรี ูทีท่ ำใหม้ องเห็นผิวหนัง หรือเรือนรา่ งภายใน

5. ผู้ชายมุสลิม จะตอ้ งไม่ใส่เสื้อผ้า หรือแต่งกายเลยี นแบบผู้หญงิ และผหู้ ญงิ จะต้องไม่ใส่เสอื้ ผ้า
หรอื แตง่ กายเลยี นแบบผ้ชู าย ทง้ั นี้เพ่อื ดำรงรกั ษาบคุ ลิกและเอกลกั ษณ์แห่งเพศของตัวเองไว้
ท่านศาสดามุฮมั มดั ไดส้ าปแชง่ คน ท่แี ตง่ กายเลียนแบบ ของเพศตรงขา้ ม

6. อสิ ลามห้ามมสุ ลิมชาย สวมใสเ่ สื้อผ้า ท่ีตัดมาจากผ้าไหม และสวมใสเ่ ครื่องประดบั ทองคำ
ทง้ั นีเ้ พราะวา่ ส่ิงเหล่าน้ีเหมาะสม ทีจ่ ะเปน็ อาภรณ์ และเครอ่ื งประดบั ของ ผหู้ ญงิ

7. อสิ ลามห้าม ผหู้ ญิงมสุ ลิม ใส่น้ำหอมออกนอกบา้ น เพราะไม่ต้องการใหก้ ลน่ิ นำ้ หอม
ไปกระตุ้นความรสู้ ึกของเพศตรงข้าม แต่ขณะเดียวกนั กส็ นบั สนุนให้ผูห้ ญิง
โดยเฉพาะภรรยาใสน่ ้ำหอม และแตง่ กายให้สะอาดสวยงามเม่ืออย่กู ับสามี

8. ผ้ชู ายหวีผมให้เรียบร้อย และอย่าปลอ่ ยให้ผมกระเซิง

9. ก่อนจะสวมใส่เสอ้ื ผ้า และรองเทา้ ใหส้ ะบัดหรือเคาะเสียกอ่ น ทงั้ นีเ้ พอื่ ใหแ้ มลง หรือสัตว์อันตราย
ทอ่ี าจอาศยั หรือติดอยูใ่ นเส้ือผา้ และรองเท้าหลดุ ไป และเมอ่ื สวมใสเ่ สอ้ื ผ้าหรือรองเทา้
ให้เริ่มใส่ทางข้างขวาก่อน

10. หลกี เลยี่ งการแต่งกาย ดว้ ยเสอ้ื ผ้าสีฉูดฉาด หรือแต่งกาย เลยี นแบบนกั บวชหรอื นักพรต

11. ให้เสื้อผ้าแกค่ นยากจนบ้าง เพอ่ื เปน็ การขอบคุณตอ่ อลั ลอฮ ทีท่ รงโปรดปราน
ให้เราไดม้ ีเสอื้ ผ้าสวมใส่ ท่านศาสดามฮุ ัมมัด ได้กลา่ ววา่ "ใครที่ใหเ้ ส้ือผ้าแก่มสุ ลิม
สวมใส่ร่างกายของเขา อลั ลอฮ จะให้เขาไดส้ วมใส่เสื้อผ้าสเี ขยี ว แหง่ สวรรค์ ในวันแห่งการพพิ ากษา"

12. ให้เสื้อผ้าทดี่ ี ตามสถานภาพของท่านเอง แกค่ นรบั ใช้
หรอื บา่ วทท่ี ำหน้าท่รี บั ใช้ท่านมาตลอดทงั้ วัน

ฮิญาบ เป็นชดุ ท่จี ะทำให้ผู้หญงิ มุสลิม ปลอดภัยจากการลวนลาม และแทะโลม ทกุ วนั น้ี
ผแู้ ตง่ ชดุ ฮิญาบ ไมใ่ ชส่ ง่ิ แปลกใหม่ ในสายตาสังคม แต่คอื ความงดงาม ความสภุ าพ และความล่มุ ลึก

ในความร้สู กึ ทีส่ งบของผสู้ วมใส่ และผ้พู บเห็น เปน็ ความเยน็ ตาเยน็ ใจ ดว้ ยสายตา
ของผมู้ ีศรทั ธาในอสิ ลาม ย่อมเหน็ วา่ หญงิ ทส่ี วมใส่ชุดหิญาบนา่ เล่อื มใสและน่าใหเ้ กียรติ

มารยาทในการรับประทานอาหาร
1. การกล่าว “บสิ มิลลาฮ”ฺ กอ่ นรับประทานอาหาร และการด่มื
2.รบั ประทานและด่มื ดว้ ยมือขวา
3.รบั ประทานโดยใชเ้ พียงสามนว้ิ
หา้ มทานอาหาร จากส่วนบน ของจานอาหาร หรอื ตรงกลางจาน
ดงั กลา่ วน้ี แบ่งออกเปน็ สองประเภท
ประเภททหี่ น่ึง
อาหารประเภทเดยี ว หมายความว่า อาหารในจานน้ัน เป็นอาหารชนิดเดยี ว มีประเภทเดียว
มซี นุ นะฮฺใหท้ าน ส่วนที่อยู่ใกล้กบั เราก่อน ดังหะดษี ทกี่ ลา่ วไว้ขา้ งต้น ว่า:
«ّ‫« َو ُك َْلّ ِمما يَ ِل ْي ََك‬
“และจงทานอาหาร ส่วนทอ่ี ยถู่ ัดจากทา่ น” (อลั -บคุ อรยี :์ 5376 และมุสลิม: 2022)
และอีกหะดีษหน่งึ ทีร่ ายงานโดย อัต-ตริ มิซยี ์ ในหนังสอื สนุ ันอตั -ติรมิซีย์ จากหะดีษของอิบนุอบั บาส
กลา่ ววา่ :
«ّ‫ َول تَأ ُكلُوا ِم َْنّ َو َس ِطَِه‬، ّ‫ َف ُكلُوا ِم َّْن َحا َفتَ ْيَِه‬، ‫«ال َب َر َكَةُّ تنز َُلّ في َو َس َِّط ال َطعَاَِّم‬
“ความจำเรญิ (บะเราะกะฮ)ฺ จะถกู ประทานลงมา ทอ่ี าหารส่วนทอ่ี ยูต่ รงกลาง ดงั นัน้ จงเริม่ ทาน
จากสว่ นขอบก่อน อย่าเร่ิมทาน จากตรงกลางของอาหาร” (อตั -ตริ มิซีย:์ 1805)
ประเภทท่ีสอง

อาหารมหี ลากหลายประเภท ดังนั้น ถอื ว่าไม่เป็นไร ถา้ จะเร่ิมทาน จากส่วนบนของอาหาร
หรอื สว่ นขอบของอาหารก่อน หลักฐานท่ีมายนื ยนั ในเรอ่ื งดังกลา่ ว ก็คอื หะดีษทร่ี ายงาน จากอลั -
บคุ อรยี ์ และมสุ ลิม จากหะดษี ของอะนสั บนิ มาลกิ กลา่ ววา่ :
ّ‫َرأَ ْي َُتّ ال َن ِب َيّ َصلى اللَّهُ عليَِّه وسلَََّم يَتَتَب َُعّ الدبا ََءّ ِمن َح َوالي ال َص ْح َف َِة‬
“ฉันเหน็ ทา่ นนบี ศ็อลลลั ลอฮุอะลยั ฮวิ ะสัลลมั เลือกหามะระในจานอาหาร” (อลั -บุคอรยี ์: 2092
และมสุ ลมิ : 2041)
เกา้ หา้ มดืม่ น้ำในขณะทยี่ นื อยู่

จากคำกล่าวของท่านนบี ศอ็ ลลลั ลอฮอุ ะลัยฮวิ ะสลั ลมั ในหะดษี ทีร่ ายงานโดยมุสลมิ
ในหนังสอื เศาะฮีหฺมสุ ลมิ จากหะดีษอบู ฮรุ ็อยเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮุอนั ฮฺ เล่าว่าท่านนบี ได้กล่าวว่า
«‫ َف َم َْنّ نَ ِس ََّي فَ ْليَ ْستَ ِق َّْئ‬، ‫« ل يَ ْش َربَ َّن أَ َحَ ٌدّ ِم ْن ُكَْمّ َقائِمَاّا‬
“คนหน่งึ ในพวกท่าน จงอยา่ ดมื่ น้ำ ในขณะท่ียนื อยู่ หากใครลืม กจ็ งบ้วนออกมา” (มุสลิม: 2026)

การมอบหมายตอ่ อลั ลอฮ์ (ตะวักกุ้ล)
ตะวกั กลุ้ คืออะไร ?

ตะวกั กุ้ล หมายถึง การปฏบิ ัติหนา้ ที่ ภารกิจ การทำงานด้วยความแน่วแน่
มีการวางแผนและใชค้ วามพยายาม โดยเชื่อว่า ถ้าหากในงานนั้นมคี วามดีงาม
และเปน็ ไปตามพระประสงคข์ องอัลลอฮ์ พระองค์ก็จะทำให้งานน้นั สำเรจ็ บรรลุผลสมั ฤทธิ์

อิบนรุ อญับได้ให้คำนยิ ามของตะวักกุ้ลว่า : ตะวกั กลุ้ คือ ความซอ่ื สัตยข์ องหัวใจที่พง่ึ พาพระอ
งค์อลั ลอฮ์ ในการแสวงหาส่งิ ท่เี ปน็ ประโยชน์
และปอ้ งกนั ส่งิ ทีเ่ ป็นอนั ตรายทั้งในเร่ืองดนุ ยาและอาคเี ราะฮ์

และมอบหมายกจิ การทั้งหมดแดพ่ ระองค์ และการบรรลุซ่ึงแกน่ แท้ของอีหม่านวา่
ไมม่ ีผู้ใดมีอำนาจท่จี ะให้ หรือ หา้ ม และใหโ้ ทษหรอื ให้คณุ ใด ๆ นอกจากพระองคเ์ ทา่ น้นั

การนนิ ทาวา่ รา้ ย

การนนิ ทาว่าร้าย ถือว่าเปน็ การกระทำท่ีไมด่ อี ย่างมาก
และเปน็ การแสดงออกถงึ ความไรจ้ รรยามารยาท ผู้ท่ีมจี ติ ใจอ่อนแอและมีจติ ใจท่ไี รอ้ หี ม่าน
จะไม่สามารถหลกี เหล่ียงจากการกระทำอันน้ีได้
และมนั ยงั เป็นบาปใหญ่ท่ีมสุ ลิมจะต้องละทง้ิ การนินทาเปรยี บเสมอื นการคา้ ท่ีประสบกับการขาดทุน โ
ดยทีผ่ ลของการนนิ ทาจะมากดั กรอ่ นความดีของเขาให้หมดไป ความผิดบาปจะเข้ามาแทนทคี่ วามดี

การนนิ ทาวา่ ร้ายเปน็ บอ่ นทำลายความสามัคคขี องคนในสังคมและยังเปน็ การละเมดิ สิทธิสว่ น
บุคคล เพราะคนแตล่ ะคนมคี วามรักและหว่ งแหนในเกยี รตยิ ศของตนเอง
การนนิ ทาว่าร้ายถอื เป็นการทำรา้ ยพน่ี ้องรว่ มสงั คม ผลของการนินทาไม่ไดเ้ ป็นการสร้างสรรค์สังคมให้
นา่ อยู่ แต่จะนำมาซึ่งความแตกแยกในสังคม และสรา้ งความเกลยี ดชงั ความเป็นศัตรรู ะหวา่ งกัน

ผ้ทู ชี่ อบนนิ ทาคนอ่นื มกั จะเป็นคนใจแคบขาดการรำลึกถึงอลั ลอฮ์ เพราะฉะน้ันการนินทา
จึงถือเป็นบาปทรี่ นุ แรงมาก เราอาจจะคิดว่าการนินทาไม่น่าจะมีบาปและโทษอยา่ งรนุ แรง
เพราะแค่เราพูดดว้ ยคำพูดงา่ ยๆไมไ่ ดล้ งทุนกระทำส่งิ ใด
พระองค์อัลลอฮ์ ได้กลา่ วถงึ สถาพของผู้ทีช่ อบนินทาผอู้ น่ื ไว้ในคมั ภีร์อลั กรุ อาน ความว่า
‫قال تعالى أيحب أحد كم أن يأ كل لحم أخيه ميتا فكرهتموه‬
“ คนหน่งึ คนใดในหมู่พวกเจ้าชอบทจี่ ะกินเน้ือของพนี่ ้องเขาท่ตี ายไปแลว้
ทั้งๆท่ีพวกเจ้ารังเกยี จมนั ”

จากอายะนีอ้ ัลลอฮ์ ได้กล่าวถึงสภาพของผู้ท่ีนินทา
เปรยี บเหมือนกับผทู้ ี่กดั กนิ ซากศพของพ่ีน้องของเขาซงึ่ มันเปน็ สงิ่ ท่ีนา่ ขยะแขยงอยา่ งยิ่ง

ความหมายของการนนิ ทา
ท่านอิหม่าม อนั นะวาวยี ์ ไดใ้ ห้ความหมายของการนนิ ทาไว้ว่า การนนิ ทา คือ การที่คน

คนหนงึ่ ได้กลา่ วถงึ พ่นี ้องของเขา ในส่ิงที่เขาไมช่ อบ ไมว่ ่าในเร่ืองของร่างกาย นิสยั ใจคอ
ทรพั ยส์ ินสมบตั ิ ลูกๆ และภรรยาของเขา
หรือแมก้ ระทง่ั การเคล่อื นไหว ไม่ว่าจะทำให้เขาไมพ่ อใจดว้ ยกบั คำพูด หรอื แสดงด้วยการกระทำ

ดุอาอท์ ีอ่ ัลลอฮท์ รงตอบรบั
ชว่ งเวลา
- ช่วงสดุ ทา้ ยของกลางคนื - 2 ชม. ก่อนละหมาดศุบฮิ (เวลาสะฮรั ช่วงดกึ )
ละหมาดกลางคนื แลว้ กล่าว อัสตัฆฟิรุลลอฮจฺ นกระทง่ั ละหมาดศุบฮิ
- ชว่ งเวลาหน่ึงในวนั ศุกร์ (มี 40 ทศั นะ)
- เดือนรอมฎอน (สิบคืนสุดท้าย คืนคี่ ลยั ละตุ้ลกอ็ ดร)
- ชว่ งอะซาน
- ช่วงทม่ี สี งครามในหนทางของอัลลอฮฺ (กำลังญิฮาด)
- ชว่ งสดุ ท้ายของละหมาดฟัรฎู (กอ่ นหรอื หลังสลาม)
- ขณะสญุ ดู
- ขณะครองเอียะหรฺ อมไปทำฮจั ญฺ(และอมุ เราะฮ)ฺ
- ท่ีท่งุ อะเราะฟะฮฺ, ขวา้ งเสาหิน

ดอุ าอมฺ สุ ตะญาบของคนบางประเภท

-- ดอุ าอฺสามประเภททอ่ี ัลลอฮฺไม่ปฏิเสธ (ดุอาอฺของพอ่ , ผ้ถู อื ศลี อด, ผู้เดนิ ทางไกล)

-- สามดอุ าอฺท่ีอัลลอฮตฺ อบรับไมม่ ีขอ้ สงสัย คอื ผู้ถกู อธรรม, คนเดนิ ทางไกล,
บิดา(และมารดา)ขอให้แกล่ กู

-- สามดอุ าอทฺ ่ีอลั ลอฮตฺ อบรบั ไม่มีข้อสงสัย คือ ผูถ้ กู อธรรม, คนเดนิ ทางไกล, ดุอาอฺของพอ่ ตอ่ ลูก
(ดุอาอแฺ ชง่ ลูก)

การอธรรม

ความหมายของ การอธรรม
ความหมายทางดา้ นบทบญั ญตั ิ การอธรรม คอื การวางสงิ่ หนึ่งทไ่ี มใ่ ช่ท่ขี องมัน
และการไปละเมดิ สิทธขิ องผู้อื่น และเลยขอบเขตของบทบัญญตั ิ

ความสำคญั ในการห้ามจากการอธรรม
แทจ้ ริงการอธรรม บน้ั ปลายของมนั เปน็ สงิ่ ท่ีเลวร้าย
และความอธรรมจะไมเ่ กิดขนึ้ เวน้ แตจ่ ากผูท้ ่ีมีจิตใจทช่ี ่ัวร้าย
และผลลพั ธ์ของการอธรรมเป็นสิง่ ที่มโี ทษอย่างยิ่งทั้งการมีชีวิตในโลกน้ี และโลกหนา้
และเมือ่ ความอธรรมไดเ้ กิดขนึ้ อยา่ งกวา้ งขวางในสังคม มันจะเปน็ สาเหตคุ วามจำเริญต่างๆหายไป
และความดจี ะน้อยลง และโรคต่างๆ ความอดยากก็แพร่กระจาย
ความอธรรมเป็นสิง่ ที่ถกู รังเกยี จสำหรบั คนทกุ คน และผลลพั ธข์ องความอธรรมมีโทษอย่างย่งิ
และจะเปน็ ส่ิงเลวร้ายย่ิงกวา่ หากการอธรรมเกิดจากผปู้ กครอง ตอ่ บรรดาประชาชนของพวกเขา
เนือ่ งจากการขจดั ความอธรรมจากผ้ปู กครองมันเป็นเรือ่ งยาก
เนอื่ งจากผปู้ กครองเขามีอำนาจพลพรรคมากมาย
และแท้จรงิ ส่งิ สำคัญทปี่ ระชาชาชนผถู้ กู ปกครองพึงได้รับสทิ ธิจากผู้ปกครอง คือ
การทผ่ี ้ปู กครองได้ขจัดความอธรรมให้แกพ่ วกเขา

และปกป้องคนอ่อนแอจากการขม่ เหงของผทู้ เี่ ขม้ แข็งกว่า และดว้ ยเหตุนที้ ่านอาบบู ักรฺ
อซั ซิดดกี ได้กลา่ วไว้ ขณะทท่ี ่านไดร้ บั ตำแหนง่ คอลีฟะห์ ((ผู้ท่อี อ่ นแอในหมพู่ วกเจ้า สำหรับฉันแล้ว
เขาคือผทู้ เ่ี ข้มแข็ง จนกระท่งั ฉันไดใ้ ห้สทิ ธิแก่เขา และคนเขม้ แขง็ ในหมู่พวกเจา้
สำหรับฉนั แล้วเขาคอื ผู้ที่อ่อนแอ จนกระทงั่ ฉันได้มอบสิทธิใหแ้ กเ่ ขา เชน่ นั้นแหละท่ีท่านได้กล่าวไว้
และการอธรรมของผ้ปู กครองนัน้ จะนำใหบ้ รวิ ารของผปู้ กครองจะกลายเป็นผู้ท่อี ธรรมเช่นเดยี วกนั
การอธรรมประเภทตา่ งๆ

การอธรรมมีสามประเภท

1.การอธรรมระหว่างมนุษย์กบั อลั ลอฮฺ และการอธรรมต่ออลั ลอฮทฺ ี่เป็นการอธรรมยิ่ง ก็คือการปฏิเสธ
และตัง้ ภาคี กลบั กลอกต่อพระองค์ และดว้ ยเหตดุ ังกล่าวพระองคต์ รัสว่า
(ّ‫قال الله تعالى)إِ َّن ال َِشّ ْر ََكّ لَ ُظ ْلَ ٌّم َع ِظيَ ٌم‬
(แท้จริงการตง้ั ภาคี คือการอธรรมทใ่ี หญห่ ลวง )
2.การอธรรมท่ีเกดิ ระหวา่ งมนุษย์ดว้ ยกนั
ّ‫ إِن َما الس ِبي َُّل َع َلى ال ِذي ََّن َي ْظ ِل ُمو ََنّ النا َس‬: ‫قال الله تعالى‬
(ส่วนทีจ่ ะเกิดโทษนั้นได้แกบ่ รรดาผ้ทู อ่ี ธรรมต่อมนษุ ย์)
สเู ราะห์ อัชชุรอฮฺ อายะห์ท่ี 42
3.การอธรรมของมนษุ ย์ทมี่ ตี ่อตัวของเขาเอง
ّ‫َف ِم ْن ُهَّْم َظا ِلَ ٌمّ ِلنَ ْف ِس َِه‬
บางคนในหมู่พวกเขาเปน็ ผู้อธรรมแก่ตวั เอง
สเู ราะฮฺ ฟาฏริ อายะหท์ ี่ 32
สรปุ แล้วการอธรรมท้ังสามประเภทในความเปน็ จรงิ ก็คือการอธรรมตอ่ ตวั เอง
เพราะวา่ มนษุ ย์เมอ่ื ส่ิงแรกทเี่ ขาให้ความสำคญั คอื การอธรรม มันก็คอื การอธรรมตอ่ ตวั เอง

ฮกุ ุม(ขอ้ ตดั สนิ )ในเร่ืองการอธรรม และหลกั ฐานในเร่ืองนี้
การอธรรมเป็นสิ่งท่ตี ้องห้ามตามบทบัญญตั ิอสิ ลาม โดยทีอ่ สิ ลามได้หา้ มการอธรรม

และเป็นการเน้นย้ำในเร่ืองการหา้ มอธรรมเป็นอยา่ งมาก และไดข้ ู่สำทบั โทษแกผ่ ูท้ อ่ี ธรรมว่า
เขาจะไดร้ บั โทษอนั เจ็บแสบในวนั กิยามะห์ อัลลอฮมฺ หาบรสิ ุทธิ์ยิง่ เปน็ ผูท้ ่ีปราศจากความอธรรม
โดยทีพ่ ระองคห์ า้ มการอธรรมแกต่ ัวของพระองคเ์ อง
และพระองค์ยงั กำหนดการอธรรมระหวา่ งบรรดามนุษย์นน้ั เปน็ ส่งิ ทต่ี ้องหา้ ม
หะดษี ท่ีรายงานโดย อะบีซรั รอฎยิ ัลลอฮอู ันฮู จากท่านนบี ศอ็ ลลลั ลอฮอู ะลัยอิวะสลั ลัม
ในส่ิงที่ท่านไดร้ ายงานมัน จากพระเจ้าของทา่ น ผู้ทรงสูงส่ง แทจ้ ริงพระองค์กล่าวว่า
(โอป้ วงบา่ วของฉัน แท้จรงิ ฉันไดห้ า้ มการอธรรมแกต่ ัวฉนั เอง
และไดก้ ำหนดมนั เปน็ สง่ิ ท่ีต้องห้ามในระหวา่ งพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าอย่าได้อธรรมซงึ กันและกนั )
บันทึกโดย มสุ ลิม

อา้ งอิง
https://sites.google.com/site/ibtisamahyusoh/wi-cha-xakh-lak-1


Click to View FlipBook Version