เตรียมตัวสำหรับอนาคตประเทศไทย
- ลงมือทำวันนี้ -
Preparing for Thailand’s future - do it now
บทคัดยอ บทความทางวิชาการ ของหลักสูตร
การบริหารความมั่นคงสำหรับผูบริหารระดับสูง รุนที่3
สมาคมวิทยาลัยปองกันราชอาณาจักร ในพระบรมราชูปถัมภ
( หลักสูตร สวปอ.มส. SML3
)
National power
“เตรียมตัวสำหรับอนาคตประเทศไทย ลงมือทำวันนี้”
Preparing for Thailand’s future – do it now
บทคัดย่อ บทความทางวิชาการ ของหลักสูตร สวปอ.มส.SML3
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
สมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ในพระบรมราชูปถัมภ์
สมรรถนะของบุคลากรกองทัพด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ
ในศตวรรษที่ 21
COMPETENCY OF HUMAN RESOURCES IN DEFENSE
TECHNOLOGY IN THE TWENTY-FIRST CENTURY
จัดทำโดย
กลุ่มการทหารและการป้องกันประเทศ กลุ่มที่ 1
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
การเปลี่ยนแปลงอย่างมากในแทบทุกมิติของโลกและของประเทศที่กำลังเกิดขึ้นตลอดเวลา ประกอบกับ
แนวคิดด้านความมั่นคงแบบองค์รวมนอกเหนือจากการป้องกันประเทศมีความสำคัญมากขึ้น ทุกภาคส่วนใน
ประเทศรวมทั้งกองทัพจำเป็นต้องปรับตัว ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ ต่อทุกมาตรการคือสมรรถนะความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยี และสมรรถนะของคน
บทความนี้ เป็นผลสรุปของโครงการศึกษาเรื่อง “สมรรถนะของบุคลากรกองทัพด้านเทคโนโลยี
การป้องกันประเทศในศตวรรษที่ 21” คาดหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการ “เตรียมความพร้อม” ในการดำเนินการ
ภารกิจป้องกันประเทศ สร้างเสริมความมั่นคง ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กระทรวงกลาโหม ซึ่งสืบเนื่องจากแผนยุทธศาสตร์ด้านความั่นคงของชาติ โดยการทบทวนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ในภาพรวมระดับโลก ที่นำไปสู่การวิเคราะห์ เพื่อตอบคำถามสำคัญคือ บริบทใหม่ของกองทัพที่เปลี่ยนไป
อย่างไร ตามบริบทใหม่นี้ เทคโนโลยีอะไรที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ และสมรรถนะพื้นฐาน
ของบุคลากรด้านเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันประเทศในภาพรวม ในอนาคตควรเป็นอย่างไร
หลังจากบทนำ ขอบเขตและวิธีการศึกษา บทความเสนอข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องและบทสรุป
จากการทบทวนวรรณกรรมที่เป็นฐานในการวิเคราะห์ จากนั้นเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามโจทย์ โดยเสนอ
กลุ่มเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันประเทศที่สำคัญสำหรับประเทศไทย 8 กลุ่มเทคโนโลยี และเสนอสมรรถนะ
พื้นฐานซึ่งประกอบด้วยความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ ของบุคลากรด้านเทคโนโลยี ที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี
ดังกล่าว ก่อนเป็นสรุปโครงการศึกษา นอกเหนือจากข้อสรุปสำคัญตามโจทย์โครงการศึกษานี้ สิ่งที่มีคุณค่ามาก
คือข้อมูลและการเรียนรู้ที่ได้จากกระบวนการศึกษา สถานะของปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยขับเคลื่อนเพื่อให้
ผลของการศึกษานี้ใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งได้บันทึกในข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมท้ายบทความนี้
Abstract
Drastic changes in almost all dimensions of the world have forced each country to
change, including its military. The key driving forces to catch up with the world are competency
in technology and competency in human resources.
This article which summarizes the study project titled “Competency of human
resources in defense technology in the twenty-first century” is part of the information
supporting the plan for science and technology development for national security. The article
includes literature reviews related to defense technology and military human resource
development and new primary data information. The study aims to answer a few key
questions; based on the new national defense context of Thailand, what would be the ‘must
have technologies for defense, and what would be the basic competency of military human
resources in defense technology area in the future? The introduction part is followed by the
scope and methodology of the study project, general principles applied in the study, key
relevant information related to the tasks of the military, and the current human resource
development process. This information implies the new context of the military today and in
the future
Based on the new context and expected applications of the technology, the study has
proposed 8 groups of key technologies necessary for Thailand's national defense. These 8
groups of technologies are the base for deriving the basic human resources competencies for
the technology-related personnel, both developers and users. The basic competency
comprises of knowledge, skills, attitudes, and characteristics. Importantly, this study has found
valuable information which has been noted as observations and additional suggestions.
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. พล.อ.สุรสิทธิ์ ถนัดทาง
2. พล.ท. ดร.ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล
3. พล.อ.สัณห์เพชร สายสรรพมงคล
4. พล.อ.อภิศักดิ์ สมบัติเจริญนนท์
คณะทำงาน
1. รศ.ดร.มงคล กงศ์หิรัญ
2. ดร.ผลบุญ นันทมานพ
3. พล.ร.ท.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ ร.น.
4. พล.ต.โกศล กิจกุลธนันต ์
5. พล.ต.อนิรุจน์ ปุกหุต
6. พล.ร.ต.ชยุต นาเวศภูติกร ร.น.
7. พล.ร.ต.เสนอ เงินสลุง ร.น.
8. น.ส.รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์
9. นางสมจิตร สุภาภา
10. นายเกรียงไกร ล้ำเลิศปัญญา
11. นายยุทธพร จิตตเกษม
12. นายวีร์กวิน ศิริคุรุรัตน์
13. นพ.ประภาส ลี้สุทธิพรชัย
14. นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์
15. นายสมิษฐิ์ มหาปิยศิลป์
16. นายฉลาด อ่อนหัวโทน
17. ดร.วสันต์ อริยพุทธรัตน์
แผนการแปรสภาพสู่กองทัพดิจิทัล (Digital Transformation)
สำหรับการทหารและป้องกันประเทศ
Digital Transformation Plan for the Military
and National Defence
จัดทำโดย
กลุ่มการทหารและการป้องกันประเทศ กลุ่มที่ 2
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เป็นเหตุของ Digital disruption ต่อการทหารและป้องกันประเทศ
จากการรวบรวมข้อมูล ศึกษา และวิเคราะห์เทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งหน่วยงานทางการทหารและการป้องกันประเทศ
มีอยู่ในปัจจุบัน ความพร้อมของการทำ Digital transformation ความต้องการเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต
ผู้วิจัยได้เสนอแผน Digital transformation ของการทหารและป้องกันประเทศในระยะเวลา 5 ปี
พ.ศ. 2566 – 2570 ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลพื้นฐาน 6 องค์ประกอบหลัก คือ 1) Cloud computing
2) Big data 3) AI 4) IoT และ 5) Blockchain และ 6) กลุ่มดาวเทียมวงโคจรใกล้พื้นโลก (LEO Satellites)
ตลอดจนถึงการเชื่อมโยงทั้งหมดเข้ากับโครงสร้างสื่อสารโทรคมนาคมดิจิทัลของทั้งประเทศ
Abstract
Digital technologies are causing digital disruption to the military affair and national
defense. By collecting information, studying, and analyzing the digital technologies that the
military affair and national defense agencies possesses at presence, the readiness to develop
digital transformation, and the need of digital technologies in the near future. We propose a
digital transformation strategy for military affairs and national defense in the next five years
period (2023 - 2027) by considering six main digital technologies, which are cloud computing,
big data, AI, IoT, blockchain, and a constellation of low-earth orbit satellites (LEO satellites), as
well as connecting those focused technologies to digital telecommunication infrastructures of
the whole country.
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. พล.อ.สุรสิทธิ์ ถนัดทาง
2. พล.ท. ดร.ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล
3. พล.อ.สัณห์เพชร สายสรรพมงคล
4. พล.อ.อภิศักดิ์ สมบัติเจริญนนท์
คณะทำงาน
1. พล.ต.โกศล กิจกุลธนันต ์
2. ผศ.ดร.พสุ แก้วปลั่ง
3. พ.อ.วัชรพงษ์ จันทร์หอม
4. นางสุวภี นาควัชระ
5. นายประมา ศาสตระรุจิ
6. นายปิยะ รัชตวรคุณ
7. พล.ต.กุลธวัช ไว้ใจ
8. นายอานันท์ชัย ตรงศิริไพศาล
9. น.อ.หญิง วราภรณ์ เหลืองประเสริฐ ร.น.
10. นางนวรัตน์ อังศุพาณิชย์
11. พล.ร.ต.พงษ์ศักดิ์ สมบุญ ร.น.
12. พล.ร.ต.กฤษฎา รัตนสุภา ร.น.
13. นายพีรพล นนทสูติ
14. นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร
15. ดร.ศศิหงส์ เกษมจารุ
16. นายจุมภฏ พรมสีดา
17. นายอิศระ ตะวันชุลี
18. นายฐานวัฒน์ ฉัตรวิริยานนท์
การใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อการบริหารจัดการ
ในการผลิตจ่ายน้ำประปาของประเทศ กรณีศึกษา :
โรงผลิตน้ำประปาบางเขน การประปานครหลวง (กปน.)
Municipal Water Treatment and Water Supply Management
using Internet of Things (IoT) Technologies: Case study of
Bangkhen Water Treatment Plant, Metropolitan Waterworks
Authority (MWA)
จัดทำโดย
กลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม กลุ่มที่ 1
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
บทความนี้จะทำการศึกษาการผลิตจ่ายน้ำประปาด้วยการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตภาษาสรรพสิ่ง
(Internet of Things, IoT) มาใช้บริหารจัดการในการผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภคและบริโภค โดยทำการศึกษา
กรณีศึกษาโรงผลิตน้ำประปาบางเขน การประปานครหลวงที่ได้มีการนำ IoT เข้ามาใช้บริหารจัดการกับปัญหา
ที่เป็นภัยคุกคามต่อแหล่งน้ำจืดที่นำมาใช้ในการผลิตจ่ายน้ำประปา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ พบว่าสามารถจัดการปัญหา
ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพและผลิตน้ำประปาที่สะอาดปลอดภัยได้และได้ปริมาณตามที่ได้ รวมถึง
สามารถจ่ายน้ำประปาให้มีแรงดันที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการใช้น้ำประปา ดังนี้การประยุกต์ใช้ IoT ในการผลิต
น้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคของกรณีศึกษานี้ จึงอาจใช้เป็นแนวทางการพัฒนาในการบริหารจัดการ
แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการบริหารจัดการน้ำประปาในภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศ ด้วยการนำ
เทคโนโลยี IoT มาใช้อย่างเหมาะสมเพื่อการผลิตจ่ายน้ำประปา และเพื่อเป็นการสอดคล้องต่อยุทธศาสตร์น้ำ
ของชาติในด้านการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากร
น้ำแห่งชาติ (สทนช.)
คำสำคัญ : อินเทอร์เน็ตภาษาสรรพสิ่ง, น้ำอุปโภคบริโภค, แนวทางการพัฒนา
Abstract
This article shall study only the municipal water treatment and water supplies using
Internet of Things (IoT) Technologies applied to manage the threats occurring to raw water
characteristics that affect water treatment. The case study is Metropolitan Waterworks
Authority (MWA) at Bangkhen water plant. This plant has applied to use of IoT to solve
problems of various threats that affected raw water characteristics and quality. The result of
IoT application can achieve problem-solving with efficiency and can distribute qualified water
that complied with treated water standards. Hence, IoT technologies applied to this case study
can be duplicated to be as a guild line to develop for management to other concerned water
treatment organizations and for the purpose of compliance to the water supplies and drinking
water management which is one way for the sustainable water resources management to drive
operations in accordance with the 20-year Water Resources Management Master Plan of the
National Water Resources.
Keywords : Internet of Things (IoT), Water supplies and drinking water, Guild line to develop
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. พล.ต. รศ.ดร.ชัยณรงค์ เชิดชู
2. พล.ร.ต.หญิง จินดา สระสมบูรณ์ ร.น.
3. ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เกียรติสิน
คณะทำงาน
1. นายพศิณ คณินวสุภัค
2. นายขจร โปร่งฟ้า
3. นายเชาวลิต เอื้อชูยศ
4. นายกล้า มณีโชต ิ
5. นายกฤชวัฒน์ วรวานิช
6. นายนิติพันธุ์ ณ พัทลุง
7. นายมนตรี สุคนธมาน
8. พล.ร.ต.อรรถพล เพชรฉาย ร.น.
9. นายปรีชา ศิริโชค
10. นายจิรวัฒน์ สุกปลั่ง
11. นายปรีดา ขจรโกวิทย์
12. นายบุญศิริ วัฒนโรจนานิกร
13. น.ส.ฉัฐมณฑน์ ทองสมจิตต ิ์
14. ทพ.สราวุธ รจิตบูรณะกุล
15. น.ส.ภูมิฤทัย สิงหนาท
16. น.อ.ขจรเดช ไชยเจริญ ร.น.
17. น.ส.ศิริพร แก้วเจริญ
การพัฒนาทางเทคโนโลยีด้วยงานวิจัย
Technological Development through Research
จัดทำโดย
กลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม กลุ่มที่ 2
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
งานวิจัยถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การทำงานวิจัยส่วนใหญ่
จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเทคโนโลยี จากทุกภาคส่วนของมหาวิทยาลัย นิสิต ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม
และภาคส่วนที่ให้ทุนการทำงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ การกำหนดเป้าหมายและการสนับสนุน
แบบครบวงจร เพื่อให้งานวิจัยสามารถนำมาใช้จริงได้ นำมาแก้ไขปัญหา นำมาต่อยอด นำมาผลิต นำมาสรรค์สร้าง
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ด้วยงานวิจัยที่บรรลุผลอย่างแท้จริง จึงต้องมีกระบวนการจัดทำงานวิจัย
และผลผลิตจากงานวิจัยอย่างชัดเจน
คำสำคัญ : การพัฒนา, เทคโนโลยี, วิจัย, นวัตกรรม, ผลผลิต, ยั่งยืน
Abstract
Research is very important and necessary for the development of the country. Most of
the research work is technology-related from all sectors of the university, students,
government, industry and sectors that provide funding for research work both domestically
and internationally End-to-End goal setting and support so that the research can be used in
practice bringing to solve problems, to further improvements, to produce, to create for the
greatest benefit to the nation with truly successful research. Therefore, there must be a clear
research process and research output.
Keywords : Development, Technology, Research, Innovation, Product, Sustainability
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. พล.ต.รศ.ดร.ชัยณรงค์ เชิดชู
2. พล.ร.ต.หญิง จินดา สระสมบูรณ์ ร.น.
3. ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เกียรติสิน
คณะทำงาน
1. รศ.ดร.ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์
2. ดร.ศุภชา ศิริวงศ์ยิ่งเจริญ
3. ดร.เตชทัต บูรณะอัศวกุล
4. นายมานิต ปานเอม
5. นายจาตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา
6. นายเกษมสันติ์ ธีรสิทธิ์สถาพร
7. นายวรกิตติ์ วาณิชยรรยง
8. ผศ.นพ.สุรสิทธิ์ ตั้งสกุลวัฒนา
9. นายสุรพัฒน์ มาลัย
10. นายประเวศ อัมพรรัตน์
11. ดร.ศุภนัน ปลอดเกตุ
12. นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข
13. น.ส.มุกดา ผู้สัมฤทธิ์เลิศ
14. นายธิติพงศ์ แย้มชื่น
15. นายจักริน ประเสริฐสุวรรณ
16. นายณรงค์ศักดิ์ ทั่งทอง
17. นายบงกช หาญธนชาติ
18. ผศ.ดร.ณัฐณกรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์
การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
Development Driving in Electric Automotive Industry
on Eastern Economic Corridor
จัดทำโดย
กลุ่มความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ กลุ่มที่ 1
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ทำการศึกษาการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ั
ประเด็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวนออก โดยศึกษาจากข้อมูลทุติยะภูมิและการสัมภาษณ์
เชิงลึกผู้เกี่ยวของ ผลการศึกษา พบว่า การประเมินผลปี 2561-2565 ตามเป้าหมายตัวชี้วัด ประเด็นเขตพัฒนา
พิเศษภาคตะวันออก ประเมินผลไม่ผ่าน 1 ตัวชี้วัด ประเมินผลผ่าน 1 ตัวชี้วัด และผลการศึกษาสภาพปัญหา
เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
พบว่า สภาพปัญหาในภาพรวมนั้นเป็นสภาพปัญหาความไม่พร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านอุปสงค์
ด้านอุปทานและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 14 ประเด็นสภาพปัญหา
ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะต่อ กระทรวงพลังงาน สกพอ. และหน่วยเกี่ยวข้อง จำแนกเป็นข้อเสนอ
การปฏิบัติจำนวน 4 กิจกรรม และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจำนวน 8 กิจกรรม ตัวอย่างเช่น กิจกรรม
การส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน กิจกรรมส่งเสริมให้มีการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับ
ยานยนต์ไฟฟ้าในสถานที่ราชการ และสถานที่สาธารณะต่าง ๆ กิจกรรมการเพิ่มอุปสงค์ของภาครัฐในการใช้
ยานยนต์ไฟฟ้าและที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมสร้างแรงจูงใจการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าด้านภาษีและอื่น ๆ เป็นต้น
คำสำคัญ : ยานยนต์ไฟฟ้า, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
Abstract
The study of development driving of the electric vehicle industry in Eastern Economic
Corridor (EEC), the study on National Industrial Development Master Plan under 20 years
national strategy in the Eastern Economic Corridor by studying the secondary data and
conducting in-depth interviews with whom concerned. It was found that the 2018-2022
assessment according to the key performance indicator targets, there was 1 failed evaluation
metric and 1 pass evaluated metrics and the results of a study on the problem conditions
driving the development of the electric vehicle industry in the Eastern Economic, it was found
that the overall problem condition is the problem of infrastructure being insufficient, demand,
supply and other related issues, consisting of 14 problems.
The study has recommendations for the Ministry of Energy and related agencies which
can be classified into the practical recommendation of 4 activities and policy
recommendations for 8 activities. For Example, the activities to promote investment in
infrastructure, activities to promote the installation of electric charging stations for electric
vehicles in government buildings and various public places, activities to increase the
government's demand for electric vehicles and related, and activities to incentivize the use of
electric vehicles for tax purposes and others, etc.
Keywords : Electric Vehicle, Eastern Economic Corridor (EEC)
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์
2. นายไกรสิงห์ มีผดุง
3. นายณัฐพล เดชวิวัฒน์
4. พล.อ.สิทธิชัย เกียรติไพบูลย์
คณะทำงาน
1. ดร.วิวัฒน์ กรมดิษฐ์
2. น.ส.ชุติมา เชยชุ่ม
3. พล.ท.ปริญญา ฉายดิลก
4. น.ส.เกศี จันทราประภาวัฒน์
5. ดร.เลิศสุวัฒน์ จิระประกอบ
6. นายวิโรจน์ เตียวแสงสุข
7. นายบุญเลิศ กมลชนกกุล
8. นายวรากร โกศลพิสิษฐ์
9. นายวิเชียร เอื้อสงวนกุล
10. นายวรวัฒน์ บูรณากาญจน์
11. น.ส.นารีรัตน์ เงินนำโชค
12. น.ส.สาคร ลาภอุไรเลิศ
13. น.ส.ภารดี วรเกริกกุลชัย
14. น.ส.ลดารัตน์ โชคะสุต
ิ์
15. นายเกรียงศักด ชัยกังวาฬ
16. นายพิษณุวัฒน์ อ้วนสะอาด
17. พล.ร.ต.อดิศร จินตนุกูล ร.น.
18. น.ส.สุวรรณี คล้ายวิเชียร
การพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันด้าน
การท่องเที่ยวของไทย - กรณีศึกษา เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
Capacity Development in Tourism Competition
for Thailand - Case study of Eastern Economic Corridor
จัดทำโดย
กลุ่มความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ กลุ่มที่ 2
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
การศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทย กรณีศึกษา เขตพัฒนา
พิเศษภาคตะวันออก ทำการศึกษาการท่องเที่ยวตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการท่องเที่ยว
และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พบว่า การประเมินผลปี 2561-2565 ตามเป้าหมายตัวชี้วัด ประเด็น
การท่องเที่ยว ประเมินผลไม่ผ่าน 9 ตัวชี้วัด ประเมินผลผ่าน 5 ตัวชี้วัด ไม่มีผลการประเมิน 3 ตัวชี้วัด
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประเมินผลผ่าน 1 ตัวชี้วัด ประเมินผลไม่ผ่าน 1 ตัวชี้วัด และผลการศึกษา
สภาพปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยมี 26 ประเด็น
สภาพปัญหาและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมี 20 ประเด็นสภาพปัญหา
ข้อเสนอแนะต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย เป็นข้อเสนอแนะการปฏิบัติต่อหน่วยเกี่ยวข้อง 11 กิจกรรม
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อหน่วยเกี่ยวข้อง 2 กิจกรรม สำหรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีข้อเสนอแนะต่อ
สกพอ. และหน่วยเกี่ยวข้อง จำแนกเป็นข้อเสนอการปฏิบัติจำนวน 12 กิจกรรม และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
จำนวน 6 กิจกรรม ตัวอย่างเช่น กิจกรรมกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นจุดหมาย
ของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับภูมิภาค เป็นต้น
คำสำคัญ : ความสามารถการแข่งขัน, ประเด็นการท่องเที่ยว, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
Abstract
Study on the development of competitiveness in tourism in Thailand, a case study of
the Eastern Economic Corridor (EEC), conducted study on tourism according to the Master
Strategic Plan under the National Strategy, Issues of tourism and the Eastern Economic Corridor
have resulted as follows: Assessment of the implementation of the indicator goals for the year
2018-2022. The overall area of Thailand, Tourism Issues: 17 Indicators, failed by 9 Indicators,
Passed by 5 Indicators, No assessment result by 3 Indicators. EEC Areas: Passed by 1 Indicator,
Failed by 1 indicator and 27 Issues in Obstacle Conditions of Thailand's tourism
competitiveness, and 20 issues in the Eastern Economic Corridor.
Recommendations for Thailand’s Tourism sector consist of 11 activities practical
recommendations and 2 activities policy recommendations for the Eastern Economic Corridor,
recommendations for EEC and related agencies consist of 12 activities practical
recommendations and 6 activities policy recommendations for example marketing strategy
activity for Thailand to step up being the destination of medical tourism in the region.
Keywords : Competitiveness, Issues of tourism, Eastern Economic Corridor
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์
2. นายไกรสิงห์ มีผดุง
3. นายณัฐพล เดชวิวัฒน์
4. พล.อ.สิทธิชัย เกียรติไพบูลย์
คณะทำงาน
1. ดร.เอนก ธีระวิวัฒน์ชัย
2. นายธงชัย พงษ์วิชัย
3. ดร.สุนันท์ สิงห์สมบุญ
4. ดร.เกียรติศักดิ์ กัลยาสิริวัฒน์
5. นางโชติมา ชูกะนันท์
6. น.ส.นารี เป็งตะพันธ์
7. นายศิริ ฐิรวัฒนวงศ์
8. นางพรทิพย์ วุฒิเวชบริบูรณ์
9. นางกชรัตน ใช้สง่า
10. นายพีระพล รังสิมานุรักษ์
11. นายอุดม ลลิตนิธิ
12. นางปิยะนันท์ สุขสันติ์สกุล
13. นายไพฑูรย์ ไชยภูมิสกุล
14. นางชิดฟ้า ศักดิ์หิรัญรัตน์สุต
15. นายอัครวิทชย์ เทพาสิต
16. น.ส.เมทินี มหาคุณาจีระกุล
ปัจจัยความสำเร็จของการจัดการการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย : กรณีศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
Key Success Factors of Non-Formal and Informal Education
Management : Case study of Kangkrajan Learning Center,
Petchaburi Province
จัดทำโดย
กลุ่มความมั่นคงศึกษา สังคมจิตวิทยา กลุ่มที่ 1
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
นับแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของประเทศไทยได้มีการศึกษาอันเป็นรากฐานของประเทศ มีทั้ง
การศึกษาที่เป็นไปเพื่อการป้องกันประเทศและการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ การศึกษา
ของไทยได้มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด จนกระทั่งมีการจัดระบบการศึกษาที่ชัดเจนเป็นครั้งแรก
ตามโครงการศึกษา ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441) ระบบการศึกษาไทยได้รับการปรับปรุง แก้ไข และเปลี่ยนแปลงมา
โดยลำดับ จวบจนถึงปัจจุบันระบบการศึกษาของไทยตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
กำหนดให้มีระบการศึกษา 2 ระบบ คือ การศึกษาในระบบโรงเรียนและการศึกษานอกระบบโรงเรียน
ซึ่งการศึกษานอกระบบโรงเรียน ประกอบด้วย การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระบบการศึกษาเพื่อสร้างโอกาส
ให้กับประชาชนทุกเพศทุกวัย โดยไม่จำกัดพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ให้มีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)
และนโยบายประเทศไทย 4.0 อย่างไรก็ดีการบริหารจัดการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ประสบปัญหาและอุปสรรคเช่นเดียวกันกับการจัดการการศึกษาในระบบ ปัญหาและอุปสรรคมีด้วยกันหลายด้าน
เช่น ด้านนโยบายการดำเนินงาน ด้านงบประมาณ ด้านบุคคลากร ด้านสภาพแวดล้อม เป็นต้น ถึงกระนั้น
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นหนึ่งใน
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการระบบการศึกษา
ดังจะเห็นได้จากผลการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา อยู่ในระดับยอดเยี่ยมทั้งในภาพรวม
และรายด้าน ปัจจัยความสำเร็จของการจัดการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ของศูนย์การศึกษานี้ คือ ปัจจัยด้านบุคคลากรทางการศึกษา ปัจจัยด้านความร่วมมือและการทำงานร่วมกัน
ปัจจัยด้านเครือข่ายและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยด้านความ สามารถและการสนับสนุนของผู้บริหาร
ปัจจัยด้านการถ่ายทอดความรู้ ปัจจัยด้านการฝึกอบรม ปัจจัยด้านพัฒนาการสื่อสาร ปัจจัยด้านการสนับสนุน
จากครอบครัวและชุมชน ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้เรียน และปัจจัยด้านการพัฒนาหลักสูตร นอกจากนี้การศึกษานี้
ได้นำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนหลายแนวทาง อาทิเช่น แนวทางด้านการจัดการ
นโยบายหลักสูตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต
และส่งผลให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ โครงการที่นำเสนอ คือ โครงการธนาคารสะสมหน่วยกิต
เป็นโครงการที่สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าเรียนในคณะ และหลักสูตร โดยไม่จำกัดวุฒิ
สามารถสะสมผลการเรียนและนำมาเทียบวุฒิการศึกษาในระดับต่าง ๆ ได้ และโครงการสร้างช่องทางการตลาด
ทั้งตลาดแรงงานและตลาดผลิตภัณฑ์เป็นสร้างโอกาศด้านอาชีพให้แก่ผู้เรียนและชุมชน
คำสำคัญ : การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, ปัจจัยความสำเร็จ, การเรียนรู้ตลอดชีวิต,
ธนาคารสะสมหน่วยกิต
Abstract
Since Sukhothai was the capital of Thailand, education was the foundation of the
country. They were education for both national defense and national development in various
fields. Thai education has evolved continually. The first education system was obviously
organized according to the Education Project Rattanakosin era 117 (1898). The Thai education
system has been improved, modified, and changed accordingly. At the present, the Thai
educational system under the National Education Act 2542 requires that there are two
educational systems, namely school-based education and non-formal education. which non-
formal education consists of non-formal and informal education. Non-formal and informal
education systems are part of the education system to create opportunities for people of all
genders and ages without limitation on the basis of knowledge and experience. It supports
lifelong learning to keep up with social change and is consistent with the 20-year National
Strategic Plan (2018-2037) and Thailand 4.0 policy. So far, there have been many problems
and obstacles to educational administration, such as policy, operation, budget, personnel,
environment, etc. However, the Kangkrajan learning center, Phetchaburi Province is one of the
centers for non-formal and informal education that successfully manages the education
system. As it can be seen from the quality assessment results according to educational
standards. The results are at an excellent level both overall and in each aspect. The key
success factors of non-formal and informal education management of this educational center
were educational personnel factors, Factors of cooperation and working together, network and
related-sector factors, the executive’s competence and support factors, knowledge transfer
factors, training factors communication development factors, family and community support
factors, personal factors of learners, and curriculum development factors. In addition, this
study proposes some guidelines for solving problems sustainably, such as the approaches of
curricula policy management in global changes that can create continuous learning throughout
life and makes Thai society a learning society. The first proposed project is the credit bank
project. It is a project where higher education institutions provide opportunities for interested
persons to enroll in faculties and courses without limiting qualifications, and the learners are
able to accumulate academic results and transfer their qualifications. The second project is to
create marketing channels for both the labor market and the product market that enhance
career opportunities for learners and the community.
Keywords : Non-Formal and Informal Education, Success Factors, Lifelong Learning, Credit Bank
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. รศ.ดร.นพ.พิทยา จารุพูลผล
2. นายเอกพล พงศ์สถาพร
3. น.ส.วรชนาธิป จันทนู
4. พล.อ.สงคราม ขุมทอง
5. พล.ท.กฤติกร รัสมิภูตานนท์
คณะทำงาน
1. พล.ต.นพรัตน์ รัตนพงศ์
2. ผศ.ดร.เชิดชัย ธุระแพง
3. นายวิรุฬ รัตนปริคณน ์
4. นางอัจฉราวด ชัยสุวิรัตน์
ี
5. น.ส.รดาทิพย์ อำนวยรักษ์สกุล
6. น.ส.กัลยารัตน์ จารุกรจินดารัตน ์
7. นางกานต์พิชชา เตรนาวิทย์
8. นางวรวรรณ ติณสูลานนท์
9. น.ส.อุราภา นนทะสุต
10. นายประทีป ธรรมมนุญกุล
11. น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์
12. นางทิพจุฑา อัศกุลโกวิท
13. นางจันทรา ธนาวุฒิวศิน
14. นางอรญ์ณัฐ ฤทธิ์เดช
์
15. พ.ต.ท.หญิง เจือทิพย ปลาทอง
16. น.ส.นงวรรณ บุญวรเศรษฐ์
17. น.อ.วิพล สุขวิลัย
18. น.ส.สุมาลี มีพงษ์
19. น.ส.วรุณี เศรษฐีวรรณ
แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในสังคมเมือง
The Method for Improving Quality of Life
of The Aging in Urban Society.
จัดทำโดย
กลุ่มความมั่นคงศึกษา สังคมจิตวิทยา กลุ่มที่ 2
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
การศึกษา “แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในสังคมเมือง” มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิเคราะห ์
สถานการณ์ และมาตรการของรัฐในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในสังคมเมือง และเพื่อศึกษาปัญหา
อุปสรรค ในการดำเนินการของรัฐในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในสังคมเมือง ตลอดจน
เพื่อเสนอแนวทางในการปรับปรุงนโยบายของรัฐให้เหมาะสม
ผลการศึกษาพบว่า มาตรการที่ภาครัฐดำเนินการยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่หน่วยงาน
ที่รับผิดชอบได้ให้ความสำคัญกับประเด็นผู้สูงวัยมากยิ่งขึ้น การดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด
ยังมีความล่าช้าเป็นการดำเนินการเชิงรับ การแปลงนโยบายไปสู่แผนการปฏิบัติและแปลงแผนการปฏิบัติ
ไปเป็นกิจกรรมการปฏิบัติยังไม่ครบถ้วน ส่วนงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองผู้สูงวัย นับว่ามีการผลักดันไปสู ่
การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด กล่าวคือ เบี้ยยังชีพของผู้สูงวัย สามารถเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐาน
ในการดำรงชีพของผู้สูงวัยได้ในระดับหนึ่ง
ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค คือ การขาดความต่อเนื่องของผู้กำหนดนโยบาย และการขาดงบประมาณ
ที่เพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมผู้สูงวัยโดยตรง ประกอบกับการรวมตัวของกลุ่มผู้สูงวัยในท้องถิ่นยังไม่มี
ความเข้มแข็งที่เพียงพอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อจำกัดในการดำเนินงาน ด้านงบประมาณ
ทั้งงบประมาณด้านกำลังพลตลอดจนระเบียบข้อบังคับในการใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้มีผลต่อความสำเร็จ
ในการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย การส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัย การสร้างที่พักอาศัย
สำหรับผู้สูงวัย สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย การสร้างรายได้ การส่งเสริมการออม และการสร้างความมั่นคง
ด้านที่อยู่อาศัย ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญพบว่าผู้สูงวัยในสังคมเมืองต้องเผชิญ คือ ปัญหาด้านรายได้และปัญหา
การขาดผู้ดูแลในชีวิตประจำวัน
แนวทางและนโยบายของภาครัฐที่เหมาะสมนั้น ได้เสนอยุทธศาสตร์การดำเนินงาน 5 ด้าน
ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ด้านการคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงวัย โดยการนำการออกแบบที่เป็นสากล
(Universal Design) มาประยุกต์ใช้ การใช้เศรษฐกิจกระตุ้นและสนับสนุนการพัฒนาทางสังคมของผู้สูงวัย
การสร้างหลักประกันรายได้ให้แก่ผู้สูงวัย การพัฒนากฎหมายคุ้มครองผู้สูงวัย การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงวัย
ระยะยาวโดยชุมชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านการส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงวัย โดยการจัดทำ
ฐานข้อมูลผู้สูงวัย การแบ่งกลุ่มผู้สูงวัย (Segmentation) และวางแผนกลยุทธ์รองรับแต่ละกลุ่ม การส่งเสริม
ผู้สูงวัยให้เป็นผู้สูงวัยยุคใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุน การพัฒนาอาชีพผู้สูงวัยตามศักยภาพ
และความสนใจ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เป็นประชากรสูงวัย
อย่างมีคุณภาพ โดยการส่งเสริมการมีครอบครัว ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงวัย โดยการจัดทำรับรอง
มาตรฐานบุคลากรและสถานพยาบาลด้านผู้สูงวัย การพัฒนาบุคลากรมืออาชีพด้านผู้สูงวัย และผลักดันนโยบาย
ผู้สูงวัยเป็นนโยบายแห่งชาติ
คำสำคัญ : ผู้สูงวัย, สังคมเมือง, การพัฒนาคุณภาพชีวิต, การขาดรายได้, ปัญหาสุขภาพ, การออกแบบที่เป็น
สากล
Abstract
The Method for Improving Quality of Life Of The Aging in Urban Society. Aims to study,
analyze situations and measures of the state to improve the quality of life of older people in
urban societies and to study problems. Barriers to state action to improve the quality of life
of Aging in urban society, as well as to propose ways to improve state policies accordingly.
The results showed that the measures taken by the government had not been as
successful as they should have been. But responsible agencies have focused more on aging
issues. The implementation of the specified policy also has a delay as a receptive action.
Converting policies to action plans and converting action plans into practical activities is not
yet complete. The work of promoting and protecting the elderly is the most concrete push
towards action. In other words, the allowance of the elderly can be a fundamental guarantee
of the livelihood of the elderly to some extent.
The obstacles are the lack of continuity of policymakers and the lack of sufficient
budgets to directly support aging activities, along with the integration of local elderly people,
which has not had sufficient strength. Local Government There are limitations to budgetary
operations, including troop budgets and budget spending regulations. This affects the success
of government policies, including Promoting employment of older people Building shelters for
the elderly Mortgages for older people Monetization Promoting savings and building housing
security Major obstacles faced by older people in urban society are income problems and the
lack of caregivers in everyday life.
Appropriate government guidelines and policies propose five operational strategies,
including social protection strategies for older people, by applying Universal Design, stimulating
the economy and supporting the social development of older people. Ensuring income for
older people development of elderly protection laws the development of a long-term system
of care for older people by communities or local governments in the field of promoting and
developing older people by establishing a database of elderly people. Segmentation and
strategic planning for each group Promoting older people to become modern aging people by
using technology to support them. Developing an aging career based on potential and interests
in accordance with the needs of society. Preparing to become a quality aging population by
promoting family development in the development of elderly personnel by establishing
standards for aging personnel and nursing homes. Developing a professional workforce for the
elderly and pushing the aging policy into national policy.
Keywords : Aging, Sustainable Urbanization, Development of Quality of Life, Lack of Income,
Health Issue, Universal Design
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. รศ.ดร.นพ.พิทยา จารุพูลผล
2. นายเอกพล พงศ์สถาพร
3. น.ส.วรชนาธิป จันทนู
4. พล.อ.สงคราม ขุมทอง
5. พล.ท.กฤติกร รัสมิภูตานนท์
คณะทำงาน
1. ดร.ชนฐนพค์ รุ่งโรจน์ธนกุล
2. นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ
3. นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์
4. น.ส.ลักษณีรายา คณานุรักษ์
5. น.ส.ปุญชนิกา ช่วยนุกิจ
6. น.ส.เสาวนิจ คงเสรี
7. พญ.ดร.ภัศราวรรณ เสวกสุริยวงศ์
8. พ.ต.ท.หญิง ดร.กุสุมา วสุวานิช
9. นายพิสุทธิ์ อมรยุทธ์
10. พล.อ.ต.ชนวุฒิ เบญจานุวัตร
11. นางวรากร วิริยะพันธ ุ์
12. น.ส.ณิชชรีย์ อธิพงศ์ภัสสร
13. นายพัลลภ ศรีไพรวัลย์
14. นายไพฑูร ชุติมากรกุล
15. น.ส.ปริษา เตชะกรเมธากุล
16. น.อ.นิรัตน์ ทากุดเรือ ร.น.
ระบบการเมืองไทยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
The Threat of Thai Political System to National Security
จัดทำโดย
กลุ่มวิชาด้านการเมืองภายในและระหว่างประเทศ กลุ่มที่ 1
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
ปัญหาระบบการเมืองไทยสร้างความท้าทายต่อความมั่นคงของชาติ วิกฤตปัญหาธรรมมาภิบาล
การเมืองสร้างความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยปัญหานี้ได้เกิดการสะสม
และทับถมเป็นเวลายาวนานจนได้ปะทุแสดงออกผ่านวิกฤตความไร้ศรัทธาต่อการเมือง วัฒนธรรม
ทางการเมืองไทยที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอุปถัมภ์ ระบบอำนาจนิยมที่กระจุกตัว และผูกขาดอำนาจ
ในการตัดสินใจไว้เพียงกลุ่มชนชั้นนำในสังคม ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร
ปัญหาการดูแลผู้มีส่วนได้เสีย กระบวนการจัดทำและดำเนินนโยบายสาธารณะ ตลอดจนการขาดประสิทธิภาพ
ขององค์การทางการเมือง
กลุ่มวิชาการด้านการเมือง 1 ได้ทำศึกษาถึงต้นตอของสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความเปราะบาง
ทางการเมือง วิเคราะห์ศึกษาเเนวทางจากงานวิชาการ และการสัมภาษณ์สำรวจมุมมองต่อระบบการเมืองไทย
เพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาระบบการเมืองที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ความเหลื่อมล้ำ ขาดการมีส่วนร่วม
ของประชาชน ความไม่เป็นธรรมและความไม่ชอบธรรมในสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายให้การเมืองไทย
ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยพัฒนาไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน
ABSTRACT
The deep-rooted issues in Thai political system have been brewing as a threat to
national security. Political governance crisis, the root cause, leads to escalation in social and
economic inequality. The implosion of unresolved and long-standing problems exacerbates
extreme distrust in politics further. The culture of political patronage, cronyism, nepotism,
authoritarianism and concentration of power amongst society and political elites has created
ineffectiveness in resource allocation, stakeholders’ equity, political institutions, public policy
formulation and execution.
The author, Politics Study Group 1, has conducted a study into the root cause of
political fragility. Interviews and target group survey was conducted to gain a deep
understanding of the political landscape and perspective. The paper intends to suggest
workable and realistic solutions to detangling the Thai political system from conflict of interest,
lack of inclusivity, inequality, inequity and unethical issues. The purpose of this study is to
provide suggestions for developing a sustainable, democratic and inclusive Thai political
system.
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. พล.อ.ท.ภูมิใจ เลขสุนทรากร
2. รศ.ดร.ชมนาท รัตนมณี
3. ดร.นรภัทร ลีธีระโชติ
คณะทำงาน
1. ดร.ชินโชติ แสงสังข์
2. น.ส.อาดา อิงคะวณิช
3. ผศ.นที ภู่รอด
4. ดร.สังวาลย์ เกตุงาม
5. น.ส.ธิติมา พวงเพชรลาภ
6. ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ
7. นายธวัชชัย จิรวัฒนอังคณา
8. นายวัชรพล บุษมงคล
9. นายวราวุฒิ อินทรพานิช
10. นายทฤษฎี ธนาบริบูรณ์
11. นาย วิทยาสาครพานิช
12. พล.ต.อัฐวุฒิ อย่างสวย
13. ดร.อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์
14. น.ส.ชุติกาญจน์ กาพรม
15. พล.ท.ชุมพร อินทร์ทองน้อย
16. พล.อ.อนุตร ธรศรีนุต
17. นายศักดิ์สุมิตร สมรพิทักษ์กุล
การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนาการเมืองไทย
เพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
People's Participation in Thai Development
for Sustainable Democracy
จัดทำโดย
กลุ่มวิชาด้านการเมืองภายในและระหว่างประเทศ กลุ่มที่ 2
หลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (2565)
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนาการเมืองไทยเพื่อ
ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน จากการทบทวนเอกสาร งานวิจัย การวิเคราะห์จากบทความต่าง ๆ และการสัมภาษณ์
เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเมือง สามารถวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของประชาชน ต่อการพัฒนาการเมืองไทย
เพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ได้ 4 ประเด็นดังนี้
1. รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
2. การสื่อสารทางการเมือง
3. กระบวนการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง และ
4.การพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
ผลการศึกษาพบว่า
1. รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนต้องเป็นการมีส่วนร่วมตามแนวทางและวิถี
แห่งความเป็นประชาธิปไตย
2. การสื่อสารทางการเมือง ต้องประกอบด้วยการสื่อสารแบบดั้งเดิมและแบบยุคใหม่ประกอบกัน โดย
อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง แม่นยำ ไม่บิดเบือน ไม่โจมตีฝ่ายตรงข้าม ไม่ผิดกฎหมาย
3. กระบวนการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง เริ่มจากสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นของการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้มีความเป็นเอกภาพและส่งเสริมให้มีการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองเกิดขึ้นใน
ทุกระดับ
4. การพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ประชาธิปไตยต้องอยู่ในวิถีชีวิตประชาชนมีเสรีภาพในการ
แสดงออกทางความคิดอย่างแท้จริง เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เคารพกฎ
กติกาของสังคม รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รับผิดชอบต่อตนเอง สังคม ประเทศชาติ
Abstract
This article aims to study people's participation in Thai development for sustainable
democracy. from document reviews, research, analysis of articles and in-depth interviews with
political experts. Able to analyze people's participation in the development of Thailand for
sustainable democracy on 4 issues as follows:
1. People's Political Participation Model
2. Political communication
3. The process of enhancing political culture; and
4. Sustainable Democracy Development
The results showed that
1. The form of political participation of the people must be participation in accordance
with democratic guidelines and methods.
2. Political communication must consist of a combination of traditional and modern
communication. on the basis of accuracy, accuracy, not distorting, not attacking the opponent,
not illegal.
3. The process of enhancing political culture starts with building faith and confidence
in the unity of democratic governance and encouraging education to build citizens at all levels.
4. For Sustainable Democracy Development, democracy must live in people's way of
life with true freedom of expression. respect human dignity Respect the rights and freedoms
of others. Respect the rules and regulations of society. listen to each other's opinions and
Responsibility for self, society, and nation.
ผู้จัดทำ
อาจารย์ที่ปรึกษา
1. พล.อ.ท.ภูมิใจ เลขสุนทรากร
2. รศ.ดร.ชมนาท รัตนมณี
3. ดร.นรภัทร ลีธีระโชติ
คณะทำงาน
1. น.ส.สายใจ เลิศวิริยะประภา
2. นายฉัตรชัย วุฒิศรุต
3. พล.อ.จีรัชญ์ บุญชญา
4. พล.ร.ท.อำนวย ทองรอด ร.น.
5. ดร.สาธิต จินตรัศมี
6. ดร.สุธน จิตร์มั่น
7. นายสุเมธา คงคิด
8. นายธนิต สินศุภสว่าง
9. นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา
10. นายภูมิวรินทร์ ชุณหะวงษ์วริศ
11. นายต่อโชค เล้าลือชัย
12. นายอาชิรญาณ์ เจียประเสริฐ
์
13. นายสิทธิวัตน กำกัดวงษ์
14. นายธรรมชาติ กูลประภา
15. นายวชิร คานีโย
16. ดร.ณัฎฐพัฒน์ ธีรนันทณิช
17. นายภูมิวรินทร์ ชุณหะวงษ์วริศ
3
สวปอ.มส. SML 3