นาฏศิลป์ พืน้ เมือง
นาฏศิลป์ พืน้ เมือง
นาฏศิลป์ พื้นเมือง เป็ นการแสดงนาฏศิลป์ ท่ีแสดงถึงความเชื่อ ประเพณี และ
วฒั นธรรมของท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งแต่ละท้องถ่ินจะมีเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั ทาให้เห็นถึง
การดารงชีวิตของคนในท้องถิ่นนัน้ ๆ
นาฏศิลป์ พืน้ เมือง
เพลงฟ้อนเงยี้ ว
เพลงฟ้ อนเงี้ยว เป็ นการแสดงพื้นเมืองของชาวเขาเผ่าหนึ่งซ่ึงเรียกว่า “เงี้ยว”
นางลมุล ยมะคุปต์ ผ้เู ช่ียวชาญการสอนนาฏศิลป์ วิทยาลยั นาฏศิลปกรมศิลปากร
ได้มีโอกาสไปสอนละครที่ค้มุ เจ้าหลวงเจ้าแก้วนวรฐั ผ้คู รองนครเชียงใหม่และได้เหน็
การราฟ้อนเงี้ยวเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า “เงี้ยวปนเมือง” และได้นาลีลาท่าราฟ้อน
เงีย้ วมาปรบั ปรงุ ขึน้ ใหม่ให้งดงามตามแบบฉบบั นาฏศิลป์ ไทย มีลกั ษณะเป็นบทอวยพร
นาฏศิลป์ พืน้ เมือง ทรงคณุ เลิศลา้ ไปทกุ ทวั่ ตวั ต๋อน
ขอเตวาจ้วยฮกั ษาเตอะ
เพลงฟ้อนเงยี้ ว
โดยธรรมานุภาพเจ้า
ขออวยจยั พทุ ธไกรจ้วยกา้ ฮื้อเป็ นมิ่งมงคล
จงได้ฮบั สรรพม่ิงมงคล หนาตนั้ นา จว้ ยแนะนาผลสรรพม่ิงทวั่ ไปเนอ
ขอฮือ้ อยสู่ ขุ ขา ขอบนั ดลจ้วยกา้ จิม
เตบดาจ้วยเฮ้า
สงั ฆานุภาพเจ้า
มงคลเตบดาทกุ แห่งหน
นาฏศิลป์ พืน้ เมือง ทรงคณุ เลิศลา้ ไปทกุ ทวั่ ตวั ตน
ขอเทวาช่วยรกั ษาเถิด
เพลงฟ้อนเงยี้ ว
โดยธรรมานุภาพเจา้
ขออวยชยั พทุ ธิไกรช่วยคา้ ถอื เป็นม่ิงมงคล
จงได้รบั สรรพมิ่งมงคลนาท่านนา ช่วยแนะนาผลสรรพมิ่งทวั่ ไปเทอญ
ขอให้อย่สู ขุ า
เทพดาช่วยเรา ขอบนั ดลช่วยคา้ จนุ
สงั ฆานุภาพเจ้า
มงคลเทพดาทกุ แห่งหน
นาฏศิลป์ พืน้ เมือง
เพลงฟ้อนเงยี้ ว
การแต่งกาย ส่วนใหญ่ลกั ษณะการแต่งกาย
มีทงั้ แบบชาวเขา แบบฟ้ อนเงี้ยวท่ีกรมศิลปากร
ประดิษฐ์ขึ้น และแบบพื้นเมือง ผ้แู สดงจะถือก่ิงไม้
ไว้ในมือทงั้ สอง เพ่ือเป็นการปัดสิ่งที่ไม่ดีให้ไปเสีย
การแต่งกายฟ้อนเงีย้ ว
นาฏศิลป์ พืน้ เมือง
เซิ้งกระตบิ
เซิ้งกระติบ เป็ นการละเล่นพื้นเมืองของชาวภไู ทในดินแดนภาคอีสานของไทย
ได้แก่ จงั หวดั สกลนครและจงั หวดั ข้างเคียง นิยมแสดงกนั ในโอกาสรนื่ เริง
อปุ กรณ์ กระติบข้าว
นาฏศิลป์ พืน้ เมือง
เซิ้งกระตบิ
การแต่งกาย แต่งกายพื้นเมือง ภาคอีสาน นุ่งผ้าซิ่น มีเชิงยาวคลุมเข่าเล็กน้อย
สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบทบั เสื้อคอกลมหรือคอปิ ด ใส่เครื่องประดบั เกล้าผมมวยสูง
ทดั ดอกไม้
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ นานาชาติ เป็ นการแสดงของชนชาติ ต่างๆ ท่ีมีลักษณะเฉพาะตัว
ทงั้ ลกั ษณะการแสดง การเคลื่อนไหวร่างกาย การแต่งกาย และดนตรีประกอบการร่ายรา
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ อนิ เดยี
ประวตั ิความเป็นมา
นาฏศิลป์ อินเดียวเป็นต้นแบบของนาฏศิลป์ ไทย กาเนิดของนาฏศิลป์ อินเดียมาจาก
ศาสนาฮินดูเป็ นศาสนาหลกั ของประเทศ เชื่อกนั ว่าพระอิศวรหรือพระศิวะ เทพเจ้า
สงู สดุ ของอินเดียเป็นผใู้ ห้กาเนิดท่าราต้นแบบของชาวอินเดียเรยี กกนั ว่า ศิวะนาฏราช
ลกั ษณะการแสดง มี ๔ แบบ คือ
ภารตนาฏยา หรือภารตนาฏยมั มีกาเนิ ดทางอินเดียตอนใต้
ในแคว้นมทั ราช เป็ นการฟ้อนราเพื่อบชู าเทพเจ้า แต่เดิมใช้ผ้หู ญิง
ที่เป็ นนางราประจาเทวสถานแสดง นิ ยมแสดงเด่ียว ลีลาการเต้น
ใช้จงั หวะเท้ารวดเรว็ ใช้นาฏยศพั ท์มือบอกความหมายลีลาที่ร่ายรา
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ อนิ เดยี
กถกั เป็ นท่ีนิ ยมทางภาคเหนือใช้ผู้แสดงทัง้ หญิงและชาย แต่นิ ยมแสดงเด่ียว
ลกั ษณะเด่นคือการเต้นหมุนตวั ที่งดงาม ลีลาการร่ายรา รวดเรว็ เป็ นการผสมผสาน
ระหว่างวฒั นธรรมฮินดกู บั มสุ ลิม
กถกฬิ (หรือกถึกกาลิ) นิ ยมทางภาคใต้ ส่วนใหญ่
เล่นเป็ นเรื่องแบบละครท่ีนามาจากวรรณคดีอินเดีย
ใช้ผชู้ ายแสดงล้วน แมต้ วั ละครจะเป็นหญิง การแต่งหน้า
ใช้สีธรรมชาติเขียนบนใบหน้าสวยงามมาก
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ อนิ เดีย
มณี ปุรี เป็ นนาฏศิลป์ ของชาวมณี ปุระ ลักษณะการร่ายราช้านุ่มนวล ผู้แสดง
แสดงท่าทีด้วยตาและใบหน้า เร่ืองท่ีแสดงส่วนใหญ่เป็ นนิ ยายพื้นเมือง นิ ยมแสดงหมู่
มากกว่าแสดงเดี่ยว ผแู้ สดงมีทงั้ ชายและหญิง
การแต่งกาย
ภารตนาฏยา ผ้แู สดงหญิงจะสวมเสื้อเข้ารูป คอกว้าง
แขนสนั้ ตวั สนั้ ห่มส่าหรี คล่ีหน้านางเป็นรปู พดั ใต้เขม็ ขดั
จีบหน้านางด้านหน้า ประดบั ด้วยดอกไม้และเคร่ืองประดบั
ที่ผมและหน้ าผาก เจิมหน้ าด้วยจุดสีแดงกลางหน้ าผาก
ผแู้ สดงชาย สวมกางเกงหรอื นุ่งผา้ จบั จีบทิ้งชาย สวมกรองคอ
ขอ้ แขน
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ อนิ เดยี
กถกั ทัง้ ชายและหญิงสวมกางเกงขายาวรดั รูป กระโปรงปล่อยชายย้วยกว้าง
เน้นเนื้อผ้าบางเบาเพื่อให้เห็นความงามของกระโปรงระหว่างหมุนตวั หญิงสวมเสื้อ
คอกว้าง แขนสนั้ เอวลอย ห่มส่าหรี เนื้อบางเกล้าผมมวย ใช้ส่าหรีคลุมผม ชายแต่งกาย
คล้ายกนั แต่ไม่ใช้ผ้าบางเบาโพกศีรษะหรือสวมหมวก การแสดงบางชุดอาจสวมเสื้อ
กกั๊ ทบั เสือ้ แขนยาว
กถกฬิ เน้นการใช้สีธรรมชาติเขียนหน้าตามลกั ษณะตวั ละคร สวมเสื้อแขนยาว
กระโปรงสีขาวคาดริ้วตามขวางท่ีชายกระโปรง ใส่สุ่มไว้ข้างใน ลกั ษณะคล้ายสุ่มไก่
เครอ่ื งประดบั ศีรษะจะเป็นมงกฎุ ใหญ่มีรศั มีวงกลมใหญ่อย่ดู ้านหลงั
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ อนิ เดยี
มณีปุรี หญิงสวมเสื้อคอกว้าง แขนสนั้ เอวลอย กระโปรงมีโครงแขง็ คล้ายสุ่มไก่
อย่ภู ายใน ปักลวดลายสวยงามที่ชายกระโปรงมีกระโปรงชนั้ นอกคลุม ผมเกล้ามวยสงู
มีผ้าบางคลุมทิ้งชายยาวลงมาถึงกลางหลงั ชายนุ่งผ้าลกั ษณะเป็ นกางเกง ปล่อยชาย
จบั จีบหน้านาง ด้านหน้ายาวกรอมเท้า หากเป็นตวั เอกจะสวมเครอ่ื งประดบั ศีรษะ
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ อนิ โดนีเซีย
ประวตั ิความเป็นมา
ในแต่ละหมู่เกาะล้วนมีการแสดงที่มีชื่อเสียงประจาท้องถิ่นที่รู้จกั กนั แพร่หลาย
มีลกั ษณะโดดเด่นเป็ นเอกลกั ษณ์ประจาท้องถ่ินจานวนมาก ศิลปะการแสดงที่เก่าแก่
คือการเชิดห่นุ ท่ีทาจากหนัง เรียกว่า วายงั นาฏศิลป์ ท่ีได้รบั การจดั ให้เป็ นนาฏศิลป์
ประจาชาติ คือ นาฏศิลป์ ชวา นาฏศิลป์ สมุ าตรา และนาฏศิลป์ บาหลี
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ บาหลี
การแสดงระบาบารอง การแสดงราหน้ากาก
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ บาหลี
ลกั ษณะการแสดง
นาฏศิลป์ บาหลีมีลักษณะท่ีมีชีวิตชีวา เร้าใจ ดนตรีบาหลีมีจังหวะหนักแน่ น
เสียงดงั กงั วาน ลกั ษณะเด่นของท่าราคือการยกั ย้ายส่ายสะโพก
การแต่งกาย
นักแสดงหญิงจะนุ่งผ้าถงุ พนั ตวั ป้ายชายผ้ามาทางขวา ตวั เอกจะนุ่งผ้าถงุ ทิ้งชาย
ยาวลากพื้นปัดไปข้างหลงั มีผ้าพนั รอบตวั โดยพนั จากสะโพกขึ้นมาถึงอก สวมเครื่อง
สวมศีรษะลวดลายทองหรอื กระบงั หน้าประดบั ดอกไม้ทอง
นาฏศิลป์ นานาชาติ
นาฏศิลป์ จนี
ระบาพดั ของไทยได้แบบอย่างมาจากจีน สนั นิ ษฐานว่าในรชั กาลท่ี ๒ ศิลปะต่างๆ
ของจีนได้รบั ความนิ ยมและแพร่หลายมาก ครงั้ หนึ่งพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้า
นภาลยั โปรดเกล้าฯ ให้จดั การละเล่นต่างๆ ขึน้ ถวาย การแสดงครงั้ นี้พระยาโชฎึกราช
เศรษฐีเจ้ากรมท่าซ้ายได้นาจีนราพดั มาราถวายให้ทอดพระเนตรด้วย ภายหลัง
ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าฟ้ ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีนากระบวนท่าแบบราพดั ของจีน
มาฝึ กหดั พวกละครหลวง ระบาพดั จึงเป็นแบบแผนของนาฏศิลป์ ไทยจนถึงทกุ วนั นี้
นาฏศิลป์ นานาชาติ ที่เงาไมร้ าบรม่ ลมพดั ฉิว
เหมอื นใครล่ิวลมแฉลบมาแอบมอง
นาฏศิลป์ จนี
ได้เหน็ อยทู่ วั่ ถ้วนล้วนเป็นสอง
(จากบทละครเรือ่ งเงาะป่ า) เดินพบพ้องบางคราวเมื่อเช้าเยน็
ชื่นใจ
หอมกระถินกลิ่นไกลใจริ้วริ้ว
ในโลกนี้มีอะไรที่ไม่มคี ู่
แต่ดวงจนั ทรน์ ัน้ ยงั มีอาทิตยป์ อง
หน่วยก่อน สารบญั หน่วยต่อไป