The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jantanee Duangkhamsawat, 2020-07-17 08:05:32

Proceeding CRGP15-16July2020

Proceeding CRGP15-16July2020

1 อุทยานธรณแี ละการดาํ เนนิ การอุทยานธรณี TABLE OF
ของกรมทรพั ยากรธรณี
สุรชัย ศิ ริพงษ์ เสถี ยร CONTENTS

3 ภารกจิ กรมทรพั ยากรธรณใี นการบรหิ าร
จดั การถํากบั อุทยานธรณี
อนุกูล วงค์ ใหญ่

5 อุทยานธรณใี นตา่ งประเทศ
อดิชาติ สุรินทร์คํา

6 สงิ ละอนั พนั ละนอ้ ยวา่ ดว้ ยธรณวี ทิ ยาเชยี งราย

นเรศ สัตยารักษ์

7 ตะเขบ็ ธรณเี ชยี งรายมจี รงิ หรอื ทอี ุทยานธรณี
10 ถําหลวง - ขนุ นาํ นางนอน

ปญญา จารุศิ ริ

อะไรคอื จดุ เดน่ ทางธรณวี ทิ ยาของอุทยานธรณี
ถําหลวง - ขนุ นาํ นางนอน จงั หวดั เชยี งราย

เลิ ศสิน รักษาสกุลวงค์

11 ธรณสี ณั ฐานคาสต์ พนื ทดี อยนางนอน TABLE OF
อําเภอแมส่ าย จงั หวดั เชยี งราย
CONTENTS
กิ ตติ ขาววิเศษ และคณะ

13 รอยเลอื นมพี ลงั และแผน่ ดนิ ไหวในพนื ที
จงั หวดั เชยี งราย

วีระชาติ วิเวกวิน

15 ธรณวี ทิ ยาหนิ อคั นจี งั หวดั เชยี งราย

บู รพา แพจุ้ย

17 อายขุ องหนิ ภเู ขาไฟและววิ ฒั นาการทางธรณแี ปรสณั ฐาน
ของจงั หวดั เชยี งราย

วีระพันธ์ ศรีจันทร์

18 ลําดบั ชนั หนิ และแหลง่ ซากดกึ ดาํ บรรพ์ อําเภอเมอื งเชยี งราย
จงั หวดั เชยี งราย

พิทั กษ์ สิทธิ ดิษบรรจง และคณะ

20 แนวทางการใชก้ ารทอ่ งเทยี วเปนเครอื งมอื ในการกระจายรายได้
เพอื ยกระดบั และพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของคนในทอ้ งถนิ

อพท. (องค์ การมหาชน)

ประชมุ เชงิ วิชาการ “ธรณวี ิทยาของอุทยานธรณถี ้ำหลวง - ขนุ น้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย” 1
15 – 16 กรกฏาคม 2563

อทุ ยานธรณแี ละการดำเนินการอุทยานธรณีของกรมทรัพยากรธรณี

สรุ ชัย ศริ พิ งษ์เสถียร1

1ผอู้ ำนวยการกองธรณีวทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณี

กรมทรัพยากรธรณีมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการสงวน คุ้มครอง และอนุรักษ์แหล่งธรณีวิทยาท่ี
สำคัญของประเทศ ซึ่งภารกิจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานด้านธรณีศาสตร์ที่กรมทรัพยากรธรณีได้
ดำเนินการเพ่ือนำไปสู่ประโยชน์ของชุมชน ท้องถน่ิ และประเทศไทย นอกจากนี้ ยงั สรา้ งการตระหนักรู้ใน
การใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรณี การดูแลสิ่งแวดล้อมจากการใช้ประโยชน์ รวมถึงการลดความสูญเสียและ
เพม่ิ คุณภาพชีวติ ของสงั คม

ประเทศไทยโดยกรมทรัพยากรธรณีได้ริเริ่มดำเนินภารกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์แหล่งธรณีวิทยา
และอุทยานธรณีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 และได้มีพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 ขึ้น
และนับเป็นประเทศแรก ๆ ที่มีกฎหมายเฉพาะมาคุ้มครองดูแลทรัพยากรธรณีที่เป็นมรดกของประเทศ
และมีตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์มากกว่า 600,000 ชิ้นที่ได้มีการเก็บรักษาไว้ และเมื่อปี พ.ศ. 2553 กรม
ทรัพยากรธรณีได้กำหนดแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีวิทยาขึ้น 7 กลุ่มประเภท รวมทั้งได้ทำการสำรวจและ
ประเมนิ ขอ้ มูลของแหลง่ ธรณวี ิทยาของประเทศขึ้นเพอ่ื นำไปส่กู ารบริหารจัดการ เพอ่ื ใหม้ กี ารคมุ้ ครองดูแล
แหล่งธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศ กรมทรัพยากรธรณีจึงนำแนวทางของอุทยานธรณีไปสู่ท้องถิ่น และ
ในปี พ.ศ. 2554 ซ่ึงความหมายของอทุ ยานธรณี คือ พนื้ ทีท่ รี่ วมแหล่งและสภาพภมู ิประเทศท่มี ีความสำคัญ
ทางธรณีวิทยาในระดับนานาชาติ โดยพื้นที่เหล่านี้ได้รับการบริหารจัดการแบบองค์รวม ซึ่งประกอบด้วย
การอนุรักษ์ การให้การศึกษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการดำเนินการผลักดันภารกิจอุทยานธรณี
ทำใหม้ กี ารจดั ต้ังอุทยานธรณีผาชนั สามพันโบก จงั หวัดอบุ ลราชธานี เป็นอทุ ยานธรณที ้องถิน่ แห่งแรกของ
ประเทศไทย และอุทยานธรณีสตูลเป็นแห่งที่ 2 ที่ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2557 จนถึงขณะนี้ มีอุทยานธรณีที่
เกิดขึ้นอีก ประกอบด้วย อุทยานธรณีโคราช อุทยานธรณีไม้กลายเป็นหินตาก อุทยานธรณีขอนแก่น และ
อทุ ยานธรณเี พชรบูรณ์

การขับเคลื่อนการดำเนินงานอุทยานธรณีของกรมทรัพยากรธรณีในรูปแบบของคณะกรรมการ
ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 โดยการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งธรณีวิทยาและ
จัดตั้งอุทยานธรณีขึ้นภายใต้คำสั่งของอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และได้ส่งเสริมอุทยานธรณีโดยการ
ประเมินรับรองให้อุทยานธรณีสตลู เป็นอุทยานธรณีประเทศไทยแหง่ แรกในปี พ.ศ. 2559 พร้อมท้ังเสนอให้
สมัครเพื่อรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโกในปีเดยี วกัน ในปี พ.ศ. 2560 คณะกรรมการฯ ดังกล่าว
ได้ยกระดับเป็นคณะกรรมการภายใต้คำสั่งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และขณะนี้

ประชมุ เชิงวชิ าการ “ธรณวี ทิ ยาของอุทยานธรณถี ำ้ หลวง - ขุนน้ำนางนอน จงั หวัดเชียงราย” 2
15 – 16 กรกฏาคม 2563

กำลังเสนอให้เป็นคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอุทยานธรณีต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะทำให้สามารถ
ขับเคลอื่ นภารกจิ ดา้ นการอนุรกั ษ์แหล่งธรณีวทิ ยาไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพยงิ่ ขนึ้

ปัจจุบันประเทศไทยมีอุทยานธรณีโลกของยูเนสโกหนึ่งแห่ง คือ อุทยานธรณีโลกสตูล (ปี พ.ศ.
2561) และมอี ุทยานธรณปี ระเทศไทยทั้งส้ิน 3 แหง่ คอื อทุ ยานธรณสี ตลู อทุ ยานธรณโี คราช และอุทยาน
ธรณีผาชัน สามพันโบก ขณะนี้ คณะกรรมการฯ กำลังทำการประเมินเพื่อการรับรองเป็นอุทยานธรณี
ประเทศไทยของอุทยานธรณีขอนแก่น และอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ และคาดว่าจะเสร็จสิน้ ในเร็ว ๆ นี้ การ
พัฒนาอุทยานธรณีในประเทศไทยยังมีอีกหลายแห่งที่มีความสนใจในการพัฒนา และการพัฒนาอุทยาน
ธรณีทำให้เกิดศักยภาพในท้องถิ่น เช่น อุทยานธรณีโลกสตูลจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับกรมทรัพยากรธรณีใน
การจัดงานประชุมเครือข่ายอุทยานธรณีโลกภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค ครั้งที่ 7 ใน ปี พ.ศ. 2564 นอกจากน้ี
ยงั ทำให้เกิดรายได้ เกดิ ความย่งั ยืนในการพฒั นาท้องถน่ิ ทำให้เกิดการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรณอี ย่างย่ังยนื

ประชุมเชิงวชิ าการ “ธรณวี ิทยาของอทุ ยานธรณถี ำ้ หลวง - ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชยี งราย” 3
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ภารกิจกรมทรพั ยากรธรณใี นการบริหารจดั การถำ้ กับอุทยานธรณี

อนกุ ลู วงคใ์ หญ่1

1กองเทคโนโลยธี รณี กรมทรัพยากรธรณี

บทคัดยอ่

ถ้ำในประเทศไทยมีมากกว่า 4,000 ถ้ำ และเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ในระบบถ้ำเองมี
ความเปราะบางของระบบนเิ วศ และสภาพแวดล้อมท่ีถือว่าต่างจากสภาพแวดล้อมด้านนอกถำ้ ปจั จุบันถ้ำ
และสิ่งมีชวี ิตท่ีสำคญั ภายในถำ้ กำลังได้รับการคุกคามทั้งโดยภัยทางธรรมชาติ และจากกิจกรรมของมนุษย์
ส่งผลให้ถ้ำจำนวนมากได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านนิเวศวิทยา รวมถึงปฏิมากรรมถ้ำที่
เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาท่ีใชเ้ วลาอย่างยาวนาน ทำใหถ้ ำ้ เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว และเกิดผล
กระทบต่อสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรภายในถ้ำที่ไม่สามารถทดแทนและทำให้เกิดขึ้นใหม่ได้ อีกทั้งการขาด
ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับถ้ำทำให้เกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยวในถ้ำ เช่น กรณี 13 ชีวิตของทีม
ฟุตบอลหมปู า่ อะคาเดมี ตดิ ถ้ำหลวงท่มี ชี ื่อเสยี งโดง่ ดงั ไปท่ัวโลกและมีผใู้ ห้ความสนใจจำนวนมากเหตุการณ์
ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561 ณ ถ้ำหลวง-ขุนนำ้ นางนอน ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย
จังหวัดเชียงราย ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน และสามารถนำผู้ประสบภัยทั้ง 13 ชีวิต
ออกมาได้ครบในวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 ได้สะท้อนถึงความจำเป็นในการศึกษาถ้ำอย่างเป็นระบบมาก
ขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลท่ีเพยี งพอในการบรหิ ารจัดการ โดยคำนึงถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกีย่ วข้อง
และการมีสว่ นร่วมในการบรหิ ารจัดการโดยเฉพาะกบั ประชาชนในทอ้ งถิน่

ปัจจุบัน ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การบริหารจัดการถ้ำของประเทศไทยในภาพรวมยังไม่มี
หน่วยงานใดจัดทำขึ้น เนื่องจากไม่มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการบูรณาการ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็น
ข้อมูลที่สำคัญและมีความจำเป็นในการนำไปสู่การวางแผนการบริหารจัดการถ้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับการศึกษาสำรวจถ้ำของประเทศไทย มีการสำรวจและศึกษาโดยนักวิชาการชาวไทยและ
ต่างประเทศ ในส่วนของภาครัฐได้กำหนดเกณฑ์การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแหล่งธรรมชาติอันควร
อนุรักษ์ประเภทถ้ำ มาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว และคู่มือการจัดการถ้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
แนวคิดและการดำเนินงานก็ยังเป็นไปในลักษณะที่ต่างคนต่างทำ น้อยที่จะพบว่ามีการบูรณาการระหว่าง
หน่วยงาน และที่สำคัญมักไม่พบกลไกการศึกษาสำรวจและการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม โดยเฉพาะ
กับชุมชนท้องถิ่น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้เสนอเรื่องการแต่งตั้ง
คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการถ้ำแห่งชาติเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยคณะกรรมการมีอำนาจ
หน้าที่ในการกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ แนวทางในการใช้ประโยชน์ การบริหารจัดการถ้ำดำเนินการ
เพอ่ื ให้มกี ารศึกษา สำรวจ วจิ ัย จดั ทำข้อมลู และประเมนิ ศักยภาพถ้ำ เพือ่ การพฒั นาและการใช้ประโยชน์

ประชมุ เชิงวิชาการ “ธรณีวทิ ยาของอทุ ยานธรณถี ำ้ หลวง - ขุนนำ้ นางนอน จงั หวัดเชียงราย” 4
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ในดา้ นต่างๆ กำหนดแนวทางในการบรหิ ารจัดการแบบมสี ่วนร่วมกับภาคสว่ นตา่ งๆ เพ่อื การพัฒนาท่ีย่ังยืน
ของท้องถิ่น และบรู ณาการการบริหารจัดการการท่องเทย่ี วถำ้ โดยมีความเช่ือมโยงกบั การพฒั นาเศรษฐกิจ
ของชมุ ชนทอ้ งถิน่

แนวคิดในการบริหารจัดการถ้ำที่มีการบูรณาการและเน้นการมีส่วนร่ วมของชุมชนท้องถิ่นน้ี
สอดคล้องกับการพัฒนาการบริหารจัดการแบบ “อุทยานธรณี” หรือ Geopark ตามแนวทางของ
UNESCO ที่ให้ความสำคัญต่อการรักษาความสมดุลระหว่าง การรักษาสภาพแวดล้อมตาม
ธรรมชาติ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการให้ความสำคัญต่อชุมชน และมีรูปแบบแนวทางที่แม้ว่าจะ
ไม่ได้นำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ก็จะยังทำให้การบริหารจัดการถ้ำหรือมรดกทางธรณีเป็นไปอย่างมี
ประสิทธภิ าพยง่ั ยนื ท้องถ่ินไดเ้ ขา้ มามีส่วนร่วมเรยี นรู้ อนุรกั ษ์ และพฒั นาอย่างการบรู ณาการ ทำให้แหล่ง
มรดกทางธรรมชาติและทางธรณวี ิทยาเป็นทีร่ ู้จัก ก่อให้เกิดรายได้กับชมุ ชน ตลอดจนทำให้แหล่งดงั กล่าว
ได้รับการดแู ลคมุ้ ครองและมีการใชป้ ระโยขน์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

คำสำคัญ ถำ้ การบริหารจัดการถ้ำ อทุ ยานธรณี อทุ ยานธรณีถ้ำหลวง – ขนุ น้ำนางนอน ประเทศไทย

ประชมุ เชิงวชิ าการ “ธรณีวิทยาของอุทยานธรณีถำ้ หลวง - ขนุ น้ำนางนอน จงั หวัดเชยี งราย” 5
15 – 16 กรกฏาคม 2563

อุทยานธรณีในต่างประเทศ

อดิชาติ สุรินทรค์ ำ

บทคดั ย่อ

"อุทยานธรณี" เป็นคำนิยามทางธรณีวิทยาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกมาไม่นานนัก
แตก่ ลายเปน็ คำนิยามท่แี พร่หลาย และได้รับความสนใจจากผคู้ นหลากหลายอาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการ
พฒั นา"อทุ ยานธรณ"ี ทงั้ ในระดับท้องถน่ิ ระดบั ประเทศ และระดับนานาชาติ และกลายเป็นเป้าหมายหลัก
ของการพัฒนาอย่างยง่ั ยนื ระดบั โลกในปจั จุบนั

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในภาคีสมาชกิ "อุทยานธรณี" ระดับโลก ล่าสุดในภูมิภาคอาเซียนนี้ จากความ
ร่วมมือของนักวิชาการหลายสำนัก และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าใจถึงขบวนการจัดทำ พัฒนา
และรักษาให้มรดกทางธรณีวิทยา ให้เป็นประโยชน์ด้านการให้ความรู้ การท่องเที่ยว และการพัฒนาแบบ
ยัง่ ยนื ตามนโยบายขององค์การสหประชาชาติ กนั อยา่ งเขม้ แข็งตลอดหลายปที ่ีผ่านมา

คณะทำงาน"อุทยานธรณี" ของไทยเริ่มต้นการเรียนรู้และต่อยอดจากการพัฒนาของ
"อุทยานธรณี" ของประเทศภาคีสมาชิกเดมิ ทัว่ โลก และมาประยุกต์ใช้กับ "มรดกทางธรณีวิทยาไทย" แม้ว่า
"อุทยานธรณี" ทุกแหล่งในโลก มีความคล้ายคลึงกันทางคุณลักษณะ อายุที่กำเนิด แต่จะไม่มี
"ความเหมือน" กันเลย เมื่อนำมาเทียบเคียงกัน ในภาพรวมและแนวทางที่จะพัฒนาให้สมบูรณ์ตาม
มาตราฐานระดบั โลก

ดังนั้นการเรียนรู้ "แหล่งมรดกทางธรณีวิทยาไทย" รวมท้งั ประโยชน์ทจี่ ะนำไปสู่การพัฒนาอย่าง
ยั่งยืน ในระดับ"อุทยานธรณี" ระดับโลก ต้องมีบริบทที่แตกต่างกันตามสภาพของพื้นท่ีในทกุ ๆ ด้าน ดังคำ
นิยมที่ว่า "รู้เขา รู้เรา รบชนะร้อยครั้ง" ยังคงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ สำหรับการพัฒนา "อุทยานธรณี"
ของไทยใหค้ รบทุกภมู ิภาคต่อไป

ประชมุ เชงิ วิชาการ “ธรณีวิทยาของอุทยานธรณีถำ้ หลวง - ขนุ นำ้ นางนอน จงั หวัดเชยี งราย” 6
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ส่งิ ละอันพันละนอ้ ยวา่ ด้วยธรณีวิทยาเชียงราย

นเรศ สตั ยารักษ์

ทีป่ รกึ ษา สมาคมธรณีวิทยาแหง่ ประเทศไทย

เชียงราย เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศไทย มีความเป็นมาที่สำคัญมากในช่วง
ประวตั ิศาสตร์ยุคต้นๆ ของไทย เชียงรายมคี วามงามและความโดดเด่นของธรรมชาติอยู่มากมาย ท้ังแม่น้ำ
ภูเขา วัดวาอาราม โบราณสถาน ผู้คน และผลหมากรากไม้ จนเป็นที่กล่าวถึงและรู้จักของคนไทย และ
ชาวต่างชาติ เมื่อปีพ.ศ. 2561 เชียงรายก็ยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก กับข่าวที่ทีมฟุตบอลนักเรียน
“หมูป่า” เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ผู้คนทั้งโลกต่างก็ติดตามรับชม รับฟัง และรับอ่าน
เรื่องราว ทั้งในขณะที่ยังทำการค้นหา และตอนที่ค้นพบแล้ว ข่าวสารดังกล่าวมีอยู่หลากหลาย รวมท้ัง
ข้อมลู ดา้ นธรณีวิทยาของเทอื กเขาหินปนู และการกำเนดิ ถำ้ ดังกลา่ ว

จากเหตุการณ์ในปี 2561 ดังกล่าว จึงได้เกิดความคิดที่จะยกระดับของวนอุทยานถ้ำหลวง-
ขุนน้ำนางนอน ให้สูงยิ่งขึ้น และหนึ่งในหลายแนวทางก็คือ เสนอให้มีการจัดตั้ง อุทยานธรณีถ้ำหลวง-
ขุนน้ำนางนอน โดยอาจเริ่มต้นจากการเป็นอุทยานธรณีระดับท้องถิ่นก่อน และมีเป้าหมายให้ได้รับการ
ยอมรับให้เป็นระดับโลกในท้ายที่สุด ความคิดในการจัดตั้งอุทยานธรณีที่กล่าวมาแล้วนี้ สมควรที่จะได้รับ
การสนับสนุนเป็นอย่างยงิ่ เพราะจะเปิดโอกาสใหม้ ีการศึกษาและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมมากข้นึ เพอ่ื ใหท้ ราบ
และเข้าใจถึงความเป็นมาของถ้ำหลวง และพื้นที่โดยรอบที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ได้พื้นที่ที่เหมาะสมว่าควร
จะมาก หรอื นอ้ ยเพยี งใดในการยืน่ ขอจดั ต้งั อุทยานธรณี

นอกจากการศึกษาที่ได้ดำเนินการมาบ้างแลว้ เช่น การกำเนดิ ถ้ำ สิ่งสวยงามและ/หรือแปลกตา
ภายในถ้ำ ควรจะต้องศึกษาธรณีวิทยาในภาพกว้างในบริเวณรอบ ๆ และเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับถ้ำหลวงฯ
เช่น ทำไมจึงเรียกหินปูนที่นี่ว่า หินปูนราชบุรี มีการกำเนิดต่อเนื่องมาจากราชบุรีหรือไม่ เกิดสะสมตัวใน
ทะเลตื้นเมื่อ 345-230 ล้านปีมาแล้ว ตามที่สื่อรายงานหรือไม่ ทำไมในปัจจุบันจึงกลายเป็นภูเขา และมี
ความสมั พันธก์ บั เทอื กเขาอื่นๆ ทางด้านตะวนั ตก รวมทง้ั ท่ีราบลุ่มด้านตะวันออกอย่างไร

เมื่อพิจารณาในด้านพื้นที่ที่จะยื่นเสนอให้เป็นอุทยานธรณีแล้ว พื้นที่เฉพาะถ้ำหลวง-ขุนน้ำนาง
นอนโดยลำพัง น่าจะมีขนาดที่เล็กเกินไป และอาจไม่ถูกต้องตามคำจำกัดความของคำว่า “อุทยานธรณี”
ขององค์การยูเนสโก และเมอ่ื พจิ ารณาถึงสภาพธรณวี ทิ ยาของจงั หวัดเชยี งรายทั้งหมดแล้ว ผูเ้ ขยี นเห็นควร
ว่าอุทยานธรณีแห่งน้ี น่าจะรวมเอาพ้ืนทีข่ องอำเภอแม่สาย อำเภอแม่จัน และอำเภอเชียงแสน เข้าไปด้วย
เพราะต่างก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน โดยสิ่งที่มีอิทธิพลต่อพื้นที่ทั้งหมดนี้ ก็คือ รอยเลื่อนแม่จัน
(Mae Chan Fault) ซ่งึ เกิดขึน้ มาครัง้ แรกเมอ่ื หลายสิบลา้ นปกี ่อน และมปี ระวตั ิการขยบั ตัวหรือเคลือ่ นไหว

ประชมุ เชงิ วชิ าการ “ธรณีวทิ ยาของอุทยานธรณถี ำ้ หลวง - ขุนน้ำนางนอน จังหวดั เชียงราย” 7
15 – 16 กรกฏาคม 2563

เปน็ พักๆ ตลอดมาจนถงึ ปัจจุบัน รอยเลอื่ นแม่จนั นี้ มีบทบาทท่ีสำคญั ในการกำเนดิ เทือกเขาขนุ น้ำนางนอน
การกำเนิดที่ราบลุ่มแม่จัน-แม่สาย การเปลี่ยนแปลงทางน้ำของน้ำแม่จัน และแม่กก การกำเนิดและล่ม
สลายของอาณาจักรโยนกนาคนคร ตลอดจนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในทั้ง 3 อำเภอดังกล่าว
ตั้งแต่ครั้งสมยั โบราณจวบจนถึงปัจจุบนั

ประชมุ เชิงวชิ าการ “ธรณีวิทยาของอุทยานธรณถี ้ำหลวง - ขุนนำ้ นางนอน จังหวัดเชยี งราย” 8
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ตะเข็บธรณเี ชยี งรายมีจริงหรอื ที่อทุ ยานธรณีถำ้ หลวง-ขุนนำ้ นางนอน

ปัญญา จารศุ ริ ิ1,3 ศุภวิชญ์ ยอแสงรัตน์2 วนดิ า ระงับพิชญ์2 และ อำนวย สง่ อไุ ร1

1 กองทรพั ยากรแร่ กรมทรพั ยากรธรณี กทม. 10400
2 กองเทคโนโลยธี รณี กรมทรพั ยากรธรณี กทม. 10400
3 หนว่ ยวิจยั MESA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมทรพั ยากรธรณี กทม. 10330

[email protected]

บทคัดย่อ

อุทยานธรณีถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ประกอบด้วยสภาพภูมิลักษณ์ที่สวยงามอันเนื่องมาจาก
ความหลากหลายทางธรณีวิทยา และความหลากหลายทางภูมิลักษณ์เหล่านี้เป็นผลมาจากกระบวนการ
แปรธรณีสัณฐานที่กระทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงที่มากระทำต่อ
เปลือกโลกบริเวณแถบนี้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงหลักฐานการปรากฏของความหลากหลาย
ทางธรณีวิทยาและอธิบายถึงวิวัฒนาการของการแปรสัณฐานที่เกิดขึ้นในอุทยานธรณีถ้ำหลวง -ขุนน้ำนาง
นอนและบริเวณข้างเคียง การศึกษานี้จึงเป็นการรวบรวมข้อมูลธรณีวิทยาที่มีอยู่เดิมและในปัจจุบัน
โดยเฉพาะศิลาเคมีและอายุหินอัคนี/หินแปร ลำดับชั้นตะกอน ข้อมูลธรณีเคมีและธรณีฟิสิกส์ของกรม
ทรัพยากรธรณี และธรณีวิทยาแหล่งแร่ ผลการผนวกข้อมูลธรณีวิทยาดังกล่าว โดยเริ่มจากการแปล
ความหมายข้อมูลการบินสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ ที่มีการเน้นคุณภาพข้อมูลร่วมกับข้อมูลธรณีเคมีบริเวณ
กว้างและกึ่งรายละเอียด ทำให้สามารถลากขอบเขตความแตกต่างของสภาพธรณี เรียกว่า “ตะเข็บธรณี
เชียงราย” อย่างชัดเจนของขอบด้านตะวันออกกับขอบด้านตะวันตก โดยที่ฝั่งตะวันตกของตะเข็บ
เชียงรายประกอบด้วยข้อมูลความเข้มสนามแม่เหล็กที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับข้อมูลฝั่งตะวันออก ซึ่ง
สอดคลอ้ งกับข้อมลู ธรณวี ทิ ยาบรเิ วณกว้าง ที่หนิ ทางฝัง่ ตะวันออกส่วนใหญ่เปน็ หินไนส์ หนิ มกิ มาไทต์ และ
หินแกรนิตตะกอนที่แทรกดันหินตะกอน จนมีสภาพเป็นหินแปรซับซ้อนของเขตอินทนนท์ ซึ่งทั้งหินแปร-
หินอัคนีเหล่านี้เป็นผลจากการหลอมละลายบางส่วนของหินเปลือกโลกตั้งแต่สมัยพรีแคมเบรียน ไทรแอ
สซิก และเทอร์เชียรี หินเหล่านี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแหล่งแร่ดีบุก-ทังสเตน-แร่ธาตุหายาก ตลอดจน
เฟลดส์ ปาร์ชนดิ โปแตสเซยี ม สว่ นทางฝ่ังตะวันออกของตะเข็บธรณีเชียงราย ประกอบดว้ ยหินภูเขาไฟ-หิน
อคั นบี าดาล ทแี่ ทรกดนั เข้ามาในหินตะกอนทะเลอายุปลายมหายุคปฐมชวี นิ (พาลีโอโซอกิ ) โดยหินภเู ขาไฟ
นี้มีทั้งที่เป็นหินอัคนีสีเข้มจนถึงเข้มปานกลาง ทำให้เกิดความเข้มสนามแม่เหล็กที่สูงกว่าฝั่งตะวันตก ซ่ึง
เป็นหินอัคนีสีจางเปน็ ส่วนใหญ่ โดยที่หินอัคนีเหล่านี้เกดิ ข้ึนเนื่องจากอิทธิพลการมุดตัวหลายครัง้ ของแผ่น
สมุทรลงไปข้างใต้แผ่นสมุทรอีกแผ่น ทำให้ได้หินแคลอัลคาไลน์ในช่วงยุคเพอร์เมียนจึงถึงยุคไทรแอสซิก
ลักษณะการแปรสัณฐานดังกล่าวทำให้เกิดแหล่งแร่น้ำร้อน อุณหภูมิต่ำตั้งแต่ทังสเตน-พลวง-ทองคำ-

ประชุมเชิงวิชาการ “ธรณีวทิ ยาของอุทยานธรณีถำ้ หลวง - ขนุ นำ้ นางนอน จังหวดั เชียงราย” 9
15 – 16 กรกฏาคม 2563

แมงกานีส และยังมีเฟลด์สปาร์โซเดียม นอกจากนั้นอิทธิพลการมุดตัวและการชนกันทำให้เกิดการพัฒนา
รอยเลื่อนควบคู่ในพื้นที่อุทยานธรณีถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน คือรอยเลื่อนแม่จัน ที่วางตัวเกือบตะวันตก
เฉยี งเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ในตอนแรกแสดงนัยการเลื่อนแบบขวาเขา้ จนทำใหแ้ นวแรด่ ีบุกและแนวแร่
ทองคำทงั้ ในภาคเหนือและรัฐฉานเลอื่ นตัวไปจากตำแหนง่ เดิม ส่วนท่อี ย่ทู างใตน้ อกอุทยานธรณถี ำ้ หลวง –
ขุนน้ำนางนอนที่เป็นรอยเลื่อนด้านข้างเหมือนกัน วางตัวในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ – ตะวันออกเฉียงใต้
แต่มนี ยั การเลอื่ นในทศิ ตรงข้าม นอกจากนน้ั ผลการชนกันของแผน่ เปลือกโลกยังทำให้เกิดรอยเลื่อนยอ้ น ที่
วางตัวในทิศเหนือ - ใต้ และทำให้ตะกอนทะเลลึกและตื้นรวมถึงหินบะซอลต์ เคลื่อนตัวไปทางตะวันตก
และข้ามผ่านหรือปิดทับมวลหินแปรซับซ้อน ในช่วงสมัยไมโอซีน (35 – 30 ล้านปีก่อน) ผลการเลื่อนตัว
ดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนลักษณะที่สังเกตได้ในหินตะกอน/ตะกอนภูเขาไฟมหายุคมัชฌชีวิน (มีโซโซ
อิก) และตะกอนไทรแอสซิกในรูปแบบประทุนหรือกระทะ นอกจากนั้นผลการเลื่อนตัวในแนวระดับยังทำ
ให้เกิดแอ่งตะกอนนีโอจีน ซึ่งคือแอ่งเชียงแสนทางตะวันออกของรอยเลื่อน และแอ่งฝางทางตะวันตก ผล
การยุบตัวต่อเนื่องทำให้เกิดทรัพยากรเชื้อเพลิง (ปิโตรเลียม - ถ่านหิน) แอ่งตะกอนบางแอ่งอาจมีการ
ยบุ ตัวทพี่ ัฒนาไปมากจนทำให้เกดิ “เวียงหนองหลม่ ” กลายเปน็ เมืองบาดาลหรือเวียงหนองหล่ม ที่เป็นจุด
ล่มสลายของนครโยนก อย่างไรก็ตามรอยเลื่อนแม่จันส่วนที่เชื่อมระหว่างแอ่งตะกอนทั้งสองนี้ ยังมีการ
เคลือ่ นตัวอยู่จนถึงปจั จบุ ัน แต่ยงั มนี ยั การเลื่อนแบบซ้ายเข้าและบางคร้ังการเลื่อนตวั ก็รวดเร็วจนทำให้เกิด
แผ่นดนิ ไหวขนาดใหญ่ถึง 7.0 แมกนจิ ูด และมคี าบอุบตั ิประมาณ 2,500 ปี อีกทั้งสภาพภูมิประเทศที่สูงชัน
จากอิทธิพลการเคลื่อนตัวมีส่วนส่งผลให้เกิดแผ่นดินถล่มใหญ่น้อยและเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดน้ำพุร้อน
ตามแนวรอยเลือ่ นนี้

คำสำคัญ อุทยานธรณีถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน รอยเลื่อนแม่จัน ตะเข็บธรณีเชียงราย การแปรสัณฐาน
แอง่ ตะกอน

ประชมุ เชิงวิชาการ “ธรณวี ิทยาของอทุ ยานธรณีถำ้ หลวง - ขุนน้ำนางนอน จงั หวัดเชยี งราย” 10
15 – 16 กรกฏาคม 2563

อะไรคือจุดเดน่ ทางธรณีวทิ ยา
ของอทุ ยานธรณถี ำ้ หลวง-ขุนน้ำนางนอน

เลิศสิน รักษาสกุลวงศ์

การจัดตัง้ ถำ้ หลวง-ขุนน้ำนางนอนและพ้ืนที่ใกล้เคียงให้เป็นอุทยานธรณีระดับประเทศอาจไม่ใช่
เรื่องเกินฝันเพราะหากพิจารณาจากข้อกำหนดสำคัญสำหรับอุทยานธรณีระดับประเทศ พื้นที่บริเวณนี้
จดั ว่ามศี กั ยภาพท่ีจะผ่านการประเมินเปน็ อุทยานธรณรี ะดบั ประเทศได้ แต่เพอื่ เป็นการเตรียมการยกระดับ
อุทยานธรณีถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนขึ้นสู่อุทยานธรณีระดับโลก จำเป็นต้องหาจุดเด่นทางธรณีวิทยาที่มี
คุณค่าระดับนานาชาติ ซึ่งการประเมินคุณค่าทางวิชาการในเบื้องต้นพบว่าข้อมูลด้านธรณีวิทยายังไม่
เพียงพอทีจ่ ะนำมาอ้างอิงได้ จงึ จำเปน็ ตอ้ งหาข้อมลู และประเด็นท่ีโดดเด่นทางธรณีวิทยาหรือการเช่ือมโยง
ทรัพยากรทางด้านธรณีวิทยากับปัจจัยอื่นๆ เพื่อเพิ่มจุดเด่นให้อุทยานธรณีถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน
อาทิ การเช่ือมโยงเรื่องความซับซ้อนของระบบถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนกับปฏิบัติการกู้ภัยช่วยหมูป่า
ทีเ่ กดิ ขนึ้ เมื่อปี พ.ศ. 2561

หากพิจารณาจากบทเรียนการประเมินอุทยานธรณีโลกสตูลโดยผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโก ซึ่งผู้
ประเมนิ ไดเ้ น้นยำ้ ถงึ ความสำคัญของการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนและการถ่ายทอดองคค์ วามรทู้ างธรณีวิทยาสู่
ประชาชนทั่วไป ดังนั้น ปัจจัยที่จะทำให้อุทยานธรณีถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนสามารถผ่านการประเมินให้
เป็นอุทยานธรณีระดับโลกได้คือการผนวกเอากระบวนการเกิดถ้ำ ระบบถ้ำ และเรื่องราวการกู้ภัยช่วยหมูป่าที่
ท่านผวู้ า่ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย ในเขตวนอุทยาน
ถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายในขณะนั้น ได้เรียกว่า "Mission possible" มาเข้าร่วมการ
ประเมินด้วย เชื่อได้ว่า อุทยานธรณีถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนมีศักยภาพเพียงพอที่จะได้รับการยกระดับให้
เปน็ อทุ ยานธรณรี ะดบั โลกแน่นอน

ประชุมเชงิ วิชาการ “ธรณีวทิ ยาของอุทยานธรณถี ้ำหลวง - ขนุ นำ้ นางนอน จงั หวดั เชียงราย” 11
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ธรณีสณั ฐานคาสต์ พ้นื ทดี่ อยนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
(Karst Geomorphology in Doi Nang Non, Mae Sai district, Chiang Rai province)

นายกติ ติ ขาววิเศษ1, นายสันต์ อัศวพัชระ1 และ นายชาญเดช จันทรตั น์1

1กองธรณีวทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณี

บทคดั ยอ่

การศึกษาธรณีวิทยาและธรณีสัณฐานคาสต์บริเวณพื้นที่ดอยนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย
ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 350 ตารางกิโลเมตร จากการแปลความหมายภาพถ่ายทางอากาศและภาพจาก
ดาวเทยี ม และการตรวจสอบภาคสนามพบว่าสภาพทางธรณวี ิทยาโดยทัว่ ไปของพน้ื ท่ี ประกอบไปด้วยหิน
และตะกอนซ่ึงสามารถจำแนกออกได้เป็น 4 หน่วยด้วยกัน โดยชั้นหินที่ตกตะกอนแรกสุดเป็นหินปูนยุค
คาร์บอนิเฟอรัส-เพอร์เมียน ที่พบกระจายตัวทางตอนกลางของพื้นที่ ถูกปิดทับโดยหินตะกอนของหน่วย
หินตะกอนจำพวกหินทราย หินดาน และหินกรวดมน ยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคไทรแอสซิก
เกิดการแทรกดันตัวของหินแกรนิตจากชั้นเปลือกโลก ทำให้ทั้งหน่วยหินทั้งสองยุคข้างตน้ เกิดการคดโค้ง
และแปรสภาพเป็นหินแปรจำพวกหินอ่อนและหินฟิลไลต์ ในยุคเทอร์เชียรีเกิดการเปิดของแอ่งตะกอน
บริเวณประเทศไทย พรอ้ มไปกบั การเกิดแอ่งแม่จันขึน้ ทำใหแ้ ผน่ ดินทรุดตัวเปน็ แอ่งสะสมตะกอนบริเวณท่ี
ราบของแอ่งแม่จันที่ปรากฏทางดา้ นตะวันออกของพ้ืนท่ีสำรวจ และเปน็ บรเิ วณท่ีมตี ะกอนทางน้ำมาสะสม
เป็นจำนวนมากและต่อเนื่องถงึ ปจั จบุ นั

ธรณีสัณฐานคาสต์ที่ปรากฏในพื้นที่ศึกษาครั้งนี้พบอยู่ในบริเวณที่เป็นหน่วยหินปูน ซึ่งเป็น
เทือกเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่มีแนวการวางตัวอยู่ในทิศเกือบเหนือ-ใต้ ซึ่งหินปูนนั้นถูกกัดกร่อนอย่าง
ต่อเนื่องจากน้ำฝน จึงทำให้เกิดการสลักเสลาทำให้เทือกเขาหินปูนมีลักษณะภูมิประเทศที่มีรูปแบบ
เฉพาะที่เรียกว่าภูมิประเทศคาสต์ (Karst topography) ในพื้นที่ศึกษาเทือกเขาดอยนางนอนปรากฏ
ลักษณะของภูมิประเทศคาสตอ์ ย่างน้อย 8 แบบด้วยกัน คือ 1) คาสต์รูปกรวย (Cone karst) 2) คาสต์รปู
หอคอย (Tower karst) 3 ) หลุมยุบ (Doline และ sinkhole) 4) หุบเขาคาสต์หรือหุบเขาคาสต์ (Uvala)
5) โพลเย่ (Polje) 6) ทะเลสาบคาสต์ (Karst lake) 7) น้ำพุคาสต์ ( Karst spring) และ 8) ยอดแหลม
(Pinnacle) ซึ่งรูปแบบของภูมิประเทศคาสต์แต่ละแบบสะท้อนถึงกระบวนการเกิด เช่น หลุมยุบ หุบเขา
คาสต์ หรือ โพลเย่เกิดจากกระบวนการกัดกร่อนใต้พื้นดนิ และทำให้พื้นด้านล่างหายไปและเกิดการยุบตัว
ของพื้นด้านบน ส่วนคาสต์รูปกรวยและรปู หอคอยนั้นแสดงถึงการกัดกร่อนที่มีลักษณะธรณีโครงสร้างเป็น
ตัวควบคมุ ถ้ำ ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของภูมิประเทศคาสต์ พบด้วยกันถึง 15 ถ้ำ อาทิ ถ้ำหลวง ถ้ำทรายทอง
ถ้ำเปลวปลอ่ งฟา้ และถ้ำผาจม เป็นต้น ถำ้ เหล่านน้ั เกดิ จากการละลายของหินปูนภายในเทือกเขานางนอน
ลักษณะทิศทางของถ้ำเหล่านี้ถูกควบคุมโดยลักษณะธรณีโครงสร้างโดยเฉพา ะอย่างยิ่งรอยเลื่อนและ

ประชุมเชิงวชิ าการ “ธรณีวทิ ยาของอุทยานธรณถี ำ้ หลวง - ขนุ น้ำนางนอน จงั หวดั เชยี งราย” 12
15 – 16 กรกฏาคม 2563

รอยแตกท่เี กิดในชั้นหินปนู ภายในถำ้ สว่ นใหญ่พบหนิ งอก หนิ ยอ้ ย และเสาหนิ ซงึ่ เป็นผลจากการไหลของ
ระบบนำ้ ใต้ดนิ ทีผ่ า่ นเข้ามาในถ้ำ รวมทัง้ นำ้ ทีห่ ยดตามผนงั ถำ้ ซึง่ พาเอาสารละลายแคลเซียมคาร์บอเนตมา
สะสมตวั ใหม่ภายในถ้ำเกิดเปน็ หินงอกและหนิ ยอ้ ยลกั ษณะท่ี สวยงามแปลกตา

ประชมุ เชงิ วชิ าการ “ธรณีวิทยาของอทุ ยานธรณถี ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชยี งราย” 13
15 – 16 กรกฏาคม 2563

รอยเล่ือนมพี ลัง และแผน่ ดินไหวในพ้นื ทีจ่ งั หวดั เชยี งราย

นายวีระชาติ วเิ วกวนิ 1

นักธรณวี ิทยาชำนาญการ
1กองธรณีวิทยาสิ่งแวดลอ้ ม กรมทรัพยากรธรณี

บทคัดยอ่

จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวเนื่องจากมีรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่าน
จำนวน 5 กลุ่มรอยเลื่อน คือ กลุ่มรอยเลื่อนแม่จัน กลุ่มรอยเลื่อนแม่อิง กลุ่มรอยเลื่อนแม่ลาว กลุ่ม
รอยเลอ่ื นพะเยา และรอยเล่ือนแมท่ า ซง่ึ สามารถสรปุ ได้ดงั นี้

1) กลุ่มรอยเลอ่ื นแม่จัน มีแนวการวางตัวในทิศเกือบทิศตะวันตก-ตะวันออก มีการเล่ือนตัวตาม
แนวระนาบเหลือ่ มซ้ายเป็นหลกั มีความยาวประมาณ 150 กิโลเมตร และยาวต่อเน่ืองเข้าไปใน สปป.ลาว
มีลักษณะธรณีสัณฐานที่บ่งชี้ว่าเป็นรอยเลื่อนมีพลัง คือ ธารเหลื่อม ธารหัวขาด สันกั้น ผารอยเลื่อน
ผาสามเหลยี่ ม พุนำ้ ร้อน และหนองหล่ม (เวยี งหนองหล่ม) รอยเลอื่ นแม่จันเคยทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด
6.8 เมื่อ 1,500 ปีที่แล้ว ในพื้นที่บ้านโป่งป่าแขม ตำบลป่าตึง และที่บ้านธรรมจาริก ตำบลแม่จัน อำเภอ
แม่จัน จังหวัดเชียงราย รอยเลื่อนนี้มีคาบอุบัติซ้ำประมาณ 1,000-3,000 ปี และมีอัตราการเลื่อนตัว
ประมาณ 1.4 มิลลิเมตร/ปี รอยเลื่อนแม่จันในพื้นที่ สปป.ลาว เคยทำเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 เมื่อวันที่
16 พฤษภาคม 2550 ทำให้อาคารหลายหลังในจังหวัดเชียงรายได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตามยังไม่มี
รายงานแผน่ ดนิ ไหวขนาดใหญเ่ กิดขน้ึ ในพนื้ ท่ีอำเภอแม่จัน

2) กลุ่มรอยเลื่อนแม่อิง วางตัวอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ มีความยาว
ประมาณ 70 กิโลเมตร และยาวต่อเนื่องเข้าไปใน สปป.ลาว ลักษณะธรณีสัณฐานที่บ่งบอกถึงความมีพลัง
ของรอยเลื่อน คือ ธารเหลื่อม ตะพักขั้นบันได และผาสามเหลี่ยม แสดงรูปแบบการเลื่อนตัวตามแนว
ระนาบเหลื่อมซ้ายจากหลักฐานธารเหลื่อมของแม่น้ำโขงเป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร รอยเลื่อนนี้
เคยเกดิ แผน่ ดนิ ไหวขนาด 6.7 ท่บี ้านปางคา่ ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวดั เชียงราย เมอื่ ประมาณ 2,000
ปีที่แล้ว มีคาบอุบัติซ้ำประมาณ 1,500 ปี และมีอัตราการเลื่อนตวั ประมาณ 0.07-0.28 มิลลิเมตร/ปี ไม่มี
รายงานแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เคยเกดิ ขึน้ ในพนื้ ที่

3) กลุ่มรอยเลื่อนแม่ลาว มีการวางตัวในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ มีความ
ยาวประมาณ 80 กิโลเมตร รอยเลื่อนนี้ทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557
มจี ดุ เหนอื ศูนยเ์ กิดแผน่ ดนิ ไหวอย่ใู นตำบลดงมะดะ อำเภอแมล่ าว จงั หวัดเชียงราย ทำใหเ้ กดิ ความเสยี หาย
อย่างมากต่ออาคารบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน ในอำเภอแม่ลาว อำเภอแม่สรวย และอำเภอพาน

ประชุมเชิงวิชาการ “ธรณวี ทิ ยาของอทุ ยานธรณีถ้ำหลวง - ขุนนำ้ นางนอน จงั หวัดเชียงราย” 14
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ในอดตี รอยเลอื่ นนเ้ี คยเกิดแผน่ ดินไหวขนาด 6.8 ทีบ่ ้านหว้ ยสา้ นยาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จงั หวดั เชยี งราย
เมื่อประมาณ 5,300 ปีที่แล้ว มีคาบอุบัติซ้ำประมาณ 3,000 ปี และมีอัตราการเลื่อนตัวประมาณ 0.11-
0.16 มลิ ลเิ มตร/ปี

4) กลุ่มรอยเลื่อนพะเยา วางตัวในแนวเกือบทิศเหนือ-ใต้ มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร
แสดงการเลื่อนตัวแบบปรกติ ซึ่งสอดคล้องกับการกลไกเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 เมื่อวันที่ 11 กันยายน
2537 มจี ดุ เหนือศูนยเ์ กดิ แผน่ ดนิ ไหวอย่ใู นเขตอำเภอพาน จังหวดั เชียงราย ทำให้เกดิ ความเสียหายอยา่ งมาก
กับโรงพยาบาลอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย รอยเลื่อนพะเยายังทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.9 ในวันที่
20 กุมภาพันธ์ 2562 แรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายให้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่อำเภอวังเหนือ
จังหวัดลำปาง ในอดีตรอยเลื่อนนี้เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ทีบ่ ้านปา่ แหน่ง ตำบลวงั แก้ว อำเภอวังเหนือ
จังหวัดลำปาง เมื่อประมาณ 4,000 ปีที่แล้ว มีคาบอุบัติซ้ำประมาณ 1,000 ปี และมีอัตราการเลื่อนตัว
ประมาณ 0.17-0.34 มิลลิเมตร/ปี

5) กลุ่มรอยเล่ือนแมท่ า ในพ้ืนทอ่ี ำเภอเวยี งปา่ เป้า จงั หวัดเชียงราย เปน็ รอยเลือ่ นที่ยาวตอ่ เน่ืองมาจาก
รอยเลื่อนในพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ มีแนวการวางตัวในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-
ตะวันตกเฉียงใต้ แสดงการเลื่อนตัวตามแนวระนาบเหลื่อมซ้าย มีความยาวรวมทั้งหมดประมาณ 20
กิโลเมตร เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โดยมีจุดเหนือศูนย์เกิด
แผ่นดินไหวที่อำเภอดอยสะเก็ด ประชาชนรู้สึกได้ทั่วไปในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และใกล้เคียง แต่ไม่มี
รายงานความเสยี หาย สำหรบั ขอ้ มูลแผน่ ดินไหวโบราณในพนื้ ท่ียงั มไี ม่มากเน่ืองจากตำแหนง่ ของรอยเล่ือน
นี้วางตัวขนานกับถนนทางหลวงหมายเลข 118 และอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ จึงเป็นการยากต่อการขุด
รอ่ งสำรวจเพือ่ ศกึ ษาแผน่ ดินไหวโบราณในพืน้ ท่ีน้ี

หลักฐานรอยเลื่อนมีพลังในร่องสำรวจและธรณีสัณฐานที่บ่งชี้ถึงความมีพลังของรอยเลื่อน เช่น
พุน้ำร้อน หนองหล่ม ในพื้นที่จงั หวัดเชียงราย นอกจากจะสามารถใช้สำหรับกำหนดตำแหน่งรอยเลื่อน
มีพลงั และพ้นื ทเ่ี ส่ยี งภยั แผน่ ดินไหวแล้ว ยังสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านธรณีพิบัติภัยให้กับ
ผ้ทู ีส่ นใจได้

คำสำคัญ กลุ่มรอยเลื่อนแม่จัน กลุ่มรอยเลื่อนแม่อิง กลุ่มรอยเลื่อนแม่ลาว กลุ่มรอยเลื่อนพะเยา และ
จังหวดั เชียงราย

ประชุมเชิงวิชาการ “ธรณวี ิทยาของอุทยานธรณีถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน จังหวดั เชียงราย” 15
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ธรณีวทิ ยาหินอคั นจี งั หวดั เชยี งราย

บรู พา แพจ้ยุ 1

1ภาควิชาธรณวี ิทยา มหาวิทยาลยั เชียงใหม่

บทคัดย่อ

พื้นที่จังหวัดเชียงราย มีความหลากหลายทางหินอัคนี ทั้งทางด้านส่วนประกอบ การเกิด และ
อายุ มากที่สุดในประเทศไทย เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ หินอัคนีที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดอาจมีอายุถึงกวา่ 400
ล้านปี (ยุคดีโวเนียน) และหินอัคนีที่อายุอ่อนที่สุด มีกำเนิดมาเมื่อประมาณหลัง 2 ล้านปี (ยุคซีโนโซอิก)
หินอัคนีเหล่านี้ประกอบด้วยหินอัคนีชนิดแมกมาเย็นตัวใต้พื้นโลก (หินอัคนีแทรกซอน) และหินอัคนีชนิด
ลาวาประทุบนผวิ โลก (หินอคั นพี ุ)

หินอัคนีแทรกซอนประกอบด้วย 1) หินอัลตราเมฟิก ชนิดหินเพอริโดไทต์ และหินไพรอกซีไนต์
(ยุคคาร์บอนิเฟอรัส) อยู่บริเวณอำเภอเชียงแสน 2) หินแกรนิต มีสองช่วงอายุ และมีลักษณะแตกต่างกัน
คอื หินแกรนติ เนอ้ื เรียงตวั เปน็ หินแกรนติ อายแุ ก่ (ยคุ คารบ์ อนเิ ฟอรัส) พบอยู่บรเิ วณตอนกลางของจังหวัด
แถบอำเภอเชียงแสน-แม่จัน ลงมาถึงด้านตะวันตกของอำเภอพาน หินแกรนติ ท่ีไม่มกี ารเรยี งตัวของแร่ มัก
แสดงเนื้อดอก และมีแร่ดอกเป็นแร่อัลคาไลเฟลด์สปาร์ขนาดใหญ่มีอายุอ่อนกว่า (ไทรแอสซิก) พบอยู่
บริเวณทางดา้ นตะวันตกของจังหวัด เปน็ เทือกเขาสูงก้ันจังหวดั เชยี งราย-เชยี งใหม่ และแนวชายแดนไทย-
เมยี นมาร์ ต้งั แต่อำเภอแม่ฟ้าหลวง แมจ่ ัน เมืองเชียงราย แม่สรวย และเวยี งป่าเป้า และ 3) หนิ ไดออไรต์-
หินแกบโบร (ยุคคาร์บอนิเฟอรัส) พบบริเวณดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง และแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์
ทางดา้ นเหนือ ดา้ นตะวนั ตกของดอยนางนอน บรเิ วณอำเภอแม่สาย

หินอัคนีพุมีทั้งหินภูเขาไฟ และหินเศษชิ้นตะกอนภูเขาไฟ (ทัฟฟ์) มีส่วนประกอบตั้งแต่เบ สิก
(บะซอลต)์ อนิ เทอรม์ เี ดียต (แอนดไี ซต์) จนถงึ แอสดิ (ไรโอไลต)์ หินอายเุ กา่ แก่สุดเป็นหนิ บะซอลตบ์ ริเวณ
ดอยวาวี ดอยช้าง อำเภอแม่สรวย (ยุคดีโวเนียน-คาร์บอนิเฟอรัส) ที่ถูกแปรสภาพเป็นหินกรีนชิสต์หรือ
แอมฟิโบไลต์ อายุอ่อนลงเป็นหินบะซอลต์ที่เกิดแบบลาวาไหลลงน้ำหรือประทุในน้ำ ชนิดหินพิลโลเบรก
เชียและหินไฮยาโลคลาสต์ไทต์ ที่ถูกแปรสภาพเป็นหินกรีนชิสต์ (อายุคาร์บอนิเฟอรัส) บริเวณแม่ขะจาน
อำเภอเวียงป่าเป้า หินภูเขาไฟชนิดแอนดไี ซต์-ไรโอไลต์และหนิ เศษช้ินตะกอนภูเขาไฟที่สัมพันธ์กัน (อายุ
ไทรแอสซิก-จูแรสสิก) พบได้เป็นแนวภูเขาที่วางตัวยาวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้
บริเวณกลุม่ อำเภอทางตะวันออกของจังหวัดเชียงราย ดอยหลวง-เวียงชัย และ เชียงของ-เทิง หินอัคนีพุที่
อายุอ่อนที่สุด (ยุคซีโนโซอิก) เป็นหินบะซอลต์ลาหลากที่เกิดเปน็ ที่ราบสูงบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำองิ
แถบอำเภอเทิง และพบเล็กน้อยบริเวณอำเภอเชียงของในแม่น้ำโขง แนวหินบะซอลต์นี้ขยายเข้าไปในฝ่ัง
สปป.ลาว บรเิ วณเมอื งท่าทราย ซ่ึงเปน็ หินบะซอลต์ทม่ี พี ลอยกำเนดิ ร่วมดว้ ย

ประชุมเชิงวชิ าการ “ธรณีวิทยาของอทุ ยานธรณีถำ้ หลวง - ขุนน้ำนางนอน จงั หวัดเชยี งราย” 16
15 – 16 กรกฏาคม 2563

หินอัคนีในบริเวณจังหวัดเชียงรายมีความหลากหลายมาก ทั้งชนิดและช่วงเวลาการเกิด
โดยเฉพาะการมีหินภูเขาไฟอายุเก่าแก่ถึงกว่า 400 ล้านปีมานั้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของ
ทะเลโบราณทป่ี รากฏในพนื้ ทป่ี ระเทศไทย และหายสาบสูญไปในช่วงไทรแอสซกิ

คำสำคญั หนิ อัคนี เชยี งราย อุทยานธรณี อุทยานธรณีถำ้ หลวงขนุ น้ำ - นางนอน

ประชุมเชิงวิชาการ “ธรณีวิทยาของอทุ ยานธรณีถำ้ หลวง - ขนุ นำ้ นางนอน จังหวัดเชยี งราย” 17
15 – 16 กรกฏาคม 2563

อายุของหินภเู ขาไฟและวิวัฒนาการทางธรณแี ปรสัณฐานของจงั หวัดเชยี งราย

วีรพนั ธ์ ศรจี ันทร์1

1ภาควชิ าธรณวี ิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
[email protected]

บทคัดยอ่

จังหวัดเชียงรายตั้งอยู่บนแนวตะเข็บรอยต่อของแผ่นทวีป (?) ที่ประกอบกันเป็นประเทศไทย
และภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ในปัจจุบัน มีแนวหินภูเขาไฟอยู่หลายแนว อาทิ แนวหินภูเขาไฟเชียงราย -
เชียงใหม่ แนวหินภูเขาไฟเชียงของ-ลำปาง-ตาก หินภูเขาไฟเชียงของ พญาเม็งราย เทิง ป่าแดด เป็นต้น
หินภูเขาไฟและหินอัคนีที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชยี งรายเหล่านี้มีหลายช่วงอายุ ตั้งแต่ยุคไซลูเรียน คาร์บอนิ
เฟอรัส-เพอร์เมียน เพอร์โม-ไทรแอสสิก ไทรแอสสิกตอนปลาย จูแรสสิกตอนต้น และมหายุคซีโนโซอิก
ตอนปลาย อายุของหินเหล่านี้จากลักษณะปรากฎ การลำดับชั้นหิน และการหาอายุหินโดยวิธีทาง
ไอโซโทปของแรท่ ี่พบอยูใ๋ นหนิ ในปจั จบุ นั ทำให้หลกั ฐานของอายุหนิ มีความแม่นยำมากขึน้ ชว่ งอายขุ องหิน
ภูเขาไฟและหินอัคนีที่เกี่ยวข้องท่ีพบในจังหวดั เชยี งราย มีการแปลความหมายถงึ วิวัฒนาการทางธรณีแปร
สัณฐานของพ้ืนทีแ่ ละส่งผลถงึ ระดบั ภูมภิ าค ท้ังการปริแตกแยกออกของแผ่นทวีป แผ่นทวีปเคลื่อนตัว
การมุดตัวของแผ่นทวีป การเกิดภูเขาไฟรูปโค้งตามขอบทวีปที่มีการมุดตัว และการปริแตกภายในทวีป
เปน็ ต้น ววิ ํฒนาการทางธรณแี ปรสณั ฐานในแตล่ ะช่วงเวลาเหลา่ น้ี ส่งผลถึงลักษณะภูมิประเทศที่ปรากฎ
มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้การบูรณาการข้อมูลทางธรณีวิทยาในหลากหลายสาขาเข้า
ด้วยกัน จะยังผลประโยชน์สูงสุดในการนำข้อมูลเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในแต่ละวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะ
การจัดทำอุทยานธรณใี นแตล่ ะระดับ

ประชมุ เชิงวชิ าการ “ธรณวี ทิ ยาของอทุ ยานธรณถี ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน จงั หวดั เชยี งราย” 18
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ลำดบั ช้นั หนิ และแหล่งซากดกึ ดำบรรพ์ อำเภอเมืองเชยี งราย จงั หวดั เชียงราย

พิทกั ษส์ ทิ ธ์ิ ดษิ บรรจง1*, ยพุ า ทาโสด1, วทิ ยา คนั ธรส1, รตั นาภรณ์ ฟองเงนิ 1 และเบ็ญจวรรณ รตั นเสถียร1

ภาควชิ าธรณวี ิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
*ผเู้ ขยี น: [email protected]

บทคัดย่อ

อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่บนเขตเทคโทนิค 2 เขต ได้แก่เขตอินทนนท์
(Inthanon Zone) และเขตสุโขทัย (Sukhothai Zone) จากด้านตะวันตกไปยังด้านตะวันออกของตัว
เมอื งเชยี งรายตามลำดับ บริเวณเขตสโุ ขทยั นั้นพบหินโผล่ทั้ง 3 มหายคุ ไดแ้ ก่ 1) มหายคุ พาลีโอโซอิกตอนปลาย
ประกอบด้วยหินปูน หินทราย หินโคลน และหินเถ้าภูเขาไฟ (กลุ่มหินงาว, ยุคเพอร์เมียน) 2) มหายุคมีโซโซอิก
พบหินโคลน แทรกสลับหินทราย (กลุ่มหินลำปาง, ยุคไทรแอสซิก) และพบหินทราย หินโคลนสีแดง
หินกรวดมน (กลุ่มหิน ms, ยุคจูแรสซิก ถึงยุคครีเทเชียส) 3) มหายุคซีโนโซอิก พบหินตะกอนกึ่งแข็งตัว
หินทราย หนิ กรวดมน และหนิ โคลน (อายนุ ีโอจนี ) ทำใหก้ ารศกึ ษาในอดตี มีรายงานการคน้ พบซากดึกดำบรรพ์
ที่หลากหลายมหายคุ ในตารางธรณีกาล (เช่น ฟวิ ซูลินิด ในมหายคุ พาลีโอโซอิก และหอยสองฝาสกลุ ฮาโลเบีย
ในมหายคุ มีโซโซอกิ เป็นต้น)

ณ ปัจจุบัน มีการค้นพบแหล่งซากดึกดำบรรพ์แห่งใหม่ ที่พบตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์ค่อนข้าง
สมบูรณ์และมีปริมาณมากคือ บริเวณดอยตุ๊ปู่ (ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 4 กิโลเมตร ไปทางทิศ
ตะวันตกเฉียงเหนือ) พื้นที่ศึกษาเป็นบ่อดินเก่า บริเวณชุมชนทวีรัตน์ ตำบนริมกก อำเภอเมืองเชียงราย
หินโผล่ที่พบประกอบด้วยหินโคลนสีเทา ดำ แทรกสลับกับหินทรายช้ันบางถึงช้ันปานกลาง พบโครงสร้าง
หินตะกอนเด่นชัด ได้แก่ โครงสร้างการวางชั้นเฉียงระดับแบบฮัมมอคกี้ รอยริ้วคลื่น/รอยริ้วกระแส
รอยพิมพ์น้ำหนักกดทับ โครงสร้างรูปบอล และเฟลม เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์
ทะเลจำพวกไทรโลไบต์ แบรคิโอพอดส์ พลับพลึงทะเล ปะการัง ไบรโอซัว และหอยแกสโทรพอด ผล
การศึกษาซากดึกดำบรรพ์สัตว์ สามารถระบุอายุชั้นหินอยู่ในช่วงคาร์บอนิเฟอรัสตอนปลาย ผลการศึกษา
ซากดึกดำบรรพ์พืชสามารถระบุอายอุ ยู่ในชว่ งยุคคาร์บอนเิ ฟอรัสตอนปลายถงึ ยคุ เพอรเ์ มียน พชื ที่พบได้แก่
Lepidodendron sp. Sphenophyllum sp. และ Cordaites sp. โดยพืชที่พบเหล่านี้เป็นพืชเขตร้อน
ชอบข้นึ บริเวณที่ลมุ่ ชื้นแฉะ

จากหลักฐานทางธรณีวิทยาดังกล่าวข้างต้นสามารถแปลความหมายว่า พื้นที่ดอยตุ๊ปู่เคยมี
สภาพแวดล้อมการสะสมตัวบรรพกาลครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งและทะเลตื้น น่าจะมีอายุการสะสมตัวของ
หินตะกอนรวมไปถึงซากดึกดำบรรพ์พืชและสัตว์ในยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนปลาย ถึงยุคเพอร์เมียน
(ประมาณ 323-250 ล้านปี) แหล่งซากดึกดำบรรพ์มหายุคพาลีโอโซอิกตอนปลาย บริเวณชุมชนทวีรัตน์

ประชมุ เชงิ วชิ าการ “ธรณวี ทิ ยาของอุทยานธรณีถำ้ หลวง - ขุนนำ้ นางนอน จังหวดั เชยี งราย” 19
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ตำบนริมกก อำเภอเมืองเชียงรายแห่งนี้ เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และมีปริมาณซาก
ดึกดำบรรพ์จำนวนมาก มีศักยภาพ และเหมาะสมกับการพัฒนาแหล่งเปน็ แหล่งเรียนรู้และการศึกษาดา้ น
ธรณวี ิทยาที่สำคัญในอนาคต ควรคา่ แก่การอนุรกั ษแ์ ละพัฒนาสืบไป

คำสำคัญ : แหลง่ ซากดึกดำบรรพ์, ไทรโลไบต์, พืช, มหายคุ พาลีโอโซอิกตอนปลาย, ดอยตปุ๊ ู่, อำเภอเมือง
เชียงราย

ประชมุ เชิงวชิ าการ “ธรณีวิทยาของอุทยานธรณีถำ้ หลวง - ขนุ น้ำนางนอน จงั หวดั เชียงราย” 20
15 – 16 กรกฏาคม 2563

แนวทางการใชการทองเทีย่ วเปนเครอ่ื งมอื ในการกระจายรายไดเพ่ือยกระดับและพฒั นา
คุณภาพชีวิตของคนในทองถนิ่

องคก์ ารบริหารการพฒั นาพนื้ ที่พิเศษเพื่อการท่องเท่ียวอย่างย่งั ยืน (องคก์ ารมหาชน)

การแกไขปญหาความยากจนและการลดชองวางของรายได เปนเปาหมายของนโยบายทาง
เศรษฐกิจที่มีความสำคัญตอการพัฒนาประเทศขณะเดียวกันรายไดที่เกิดขึ้นจากการทองเที่ยวมีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้น
และกระจายไปสูชุมชนที่มีแหลงทองเที่ยวมากขึ้นอยางตอเนื่อง ดังนั้นอุตสาหกรรมการทองเที่ยวจึงได
กลายเปนเครื่องมือเชิงนโยบายที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินเขาประเทศไดอยางมหาศาล โดยผานกลไกการ
ขับเคลื่อนการทองเที่ยวตางๆ เพื่อสรางมูลคาเพิ่มทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และนำไปสูการ
สรางรายไดและเกิดการกระจายรายไดที่เปนธรรมการวางแผนนโยบายเพื่อทำใหอุตสาหกรรมการทองเที่ยว
เปนเคร่ืองมือในการยกระดบั รายได (Income) และการกระจายรายได (Income distribution) จึงเปนสิง่
ท่ีทาทายทุกรัฐบาลมาโดยตลอด จึงนำไปสูการหาแนวทางแกปญหาความยากจนและการกระจายรายไดด
วยการกระจายรายไดจากการทองเที่ยวสูชุมชน (Pro-Poor Tourism) พรอมๆ กับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ภาพรวมของประเทศ ดงั น้นั การทจ่ี ะบรรลุเปาหมายดังกลาวไดไมเพียงแคแสวงหาวธิ ีในการเพ่ิมรายไดจาก
การทองเทย่ี วเทานั้น แตเปนการสงเสรมิ ใหชุมชนทองถนิ่ ซง่ึ เปนเจาของแหลงทองเที่ยว และเปนผูมสี วนได
เสียกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทองเที่ยวใหสามารถเขาไปรวมรับผลประโยชนในหวงโซอุปทานการ
ทองเที่ยวดวยการเพิ่มรายได เพิ่มความเทาเทียมของรายได เพิ่มการจางงานและคุณภาพชีวิตของ
ประชาชนในพื้นที่

แนวคิดการทองเที่ยวเพื่อลดความยากจนหรือ Pro-poor Tourism หมายถึง การพัฒนา
อุตสาหกรรมการทองเที่ยวของประเทศใหสามารถลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำดานรายไดแนวคิด
ดงั กลาวเปนสวนหนง่ึ ของการพัฒนาการทองเท่ียวแบบยั่งยืน (Sustainable Tourism) หรือการทองเที่ยว
เพื่อลดการทำลายสิ่งแวดลอม ธรรมชาติ และวัฒนธรรม โดยมุงเนนการสงเสริมการทองเที่ยวเพื่อ
เปนเครื่องมือในการลดความยากจน (Ashley, 2000) ดวยการทำใหเกิดรายไดชุมชน เสริมสรางความ
เปนอยูใหดีขึ้นพรอมทั้งพัฒนาดานสังคมและสิ่งแวดลอมไปพรอมๆกัน ดังนั้นปจจัยหลักของ Pro-poor
Tourism คือตองมีการสงเสริมการจางงานและเสริมสรางรายไดใหกับคนในชุมชน Pro-poor Tourism
ไดถูกนำมาใชครั้งแรกโดย The United Kingdom’s Department for International Development
(DFID) ใน ค.ศ.1990 และ UN ไดนำแนวคิดดงั กลาวมาพัฒนาและปรับใชท่วั โลก ในขณะเดียวกัน World
Bank และ International Monetary Fund ไดนำยุทธศาสตรการลดความยากจนมาปรับใชกับประเทศ
ตางๆ ภายใตโครงการ Poverty Reduction Strategy Paper ทำใหหลายประเทศในโลกไดหันมาให
ความสำคัญกับการลดความยากจน และสนับสนุนใหคนยากจนมีสวนรวมในการพัฒนาประเทศเพิ่มมากขึ้น

ประชมุ เชิงวิชาการ “ธรณวี ทิ ยาของอุทยานธรณถี ำ้ หลวง - ขุนน้ำนางนอน จงั หวัดเชียงราย” 21
15 – 16 กรกฏาคม 2563

การวางแผนนโยบายเพื่อทำใหอุตสาหกรรมการทองเที่ยวเปนเครื่องมือในการยกระดับรายได (Income)
การกระจายรายได(Income distribution) และการจางงาน (Labor) จงึ เปนสิ่งทีท่ าทายทุกรฐั บาลมาโดย
ตลอด นำไปสูการหาแนวทางแกปญหาความยากจนและการกระจายรายไดดวยการกระจายรายไดจาก
การทองเที่ยวสูชุมชน ควบคูไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ดังนั้น การที่จะบรรลุเปา
หมายดังกลาวไดจึงมิใชเพียงแคแสวงหาวิธีในการเพิ่มรายไดจากการทองเทีย่ วเทานั้น แตเปนการสงเสริม
ใหชุมชนทองถิ่นซึ่งเปนเจาของแหลงทองเทีย่ ว และเปนผูมีสวนไดสวนเสียกับผลกระทบทีเ่ กิดขึน้ จากการ
ทองเที่ยวสามารถเขาไปรวมรับผลประโยชนในหวงโซอุปทานการทองเที่ยวดวยการเพิ่มรายไดเพิ่มความ
เทาเทียมของรายได เพิ่มการจางงานและคุณภาพชีวิตของประชาชน ึ่งเปนพื้นฐานสำคัญของการ
พัฒนาการทองเทย่ี วแบบย่ังยืนอนั ประกอบดวย 3 รูปแบบหลัก คือ

1. การทองเทยี่ วเชิงอนุรักษ (Eco -Tourism) โดยเนนการใหความสำคญั กับสงิ่ แวดลอมดาน
การทองเทย่ี วไมทำลายธรรมชาติ ซงึ่ เปนตนทุนดานการทองเที่ยวอยางหนึ่ง

2. การทองเท่ียวโดยชมุ ชน (Community Based Tourism) เปนการทองเทย่ี วที่สงเสริมให
ชมุ ชนบรหิ ารจัดการกนั เอง สรางความเขมแข็งใหกับชุมชน

3. การทองเท่ียวเพือ่ ลดความยากจน (Pro-poor Tourism) เปนรปู แบบการทองเทย่ี วท่ีอยูภาย
ใตกรอบการทองเท่ียวแบบยั่งยืน (Sustainable Tourism)

การทองเท่ยี วในประเทศทก่ี ำลังพัฒนาสวนใหญจะขบั เคลื่อนดวยการบรหิ ารจัดการโดยชุมชนเป
นหลัก เนื่องจากประชาชนในพื้นที่จะสามารถบงบอกความตองการของตัวเอง ผลิตภัณฑและทรัพยากร
ของพื้นที่ได ซึ่งจะทำใหเกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน (Brohman,1996) อยางไรก็ตามในการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดยชุมชนจะมีขอจำกัดในหลายๆ ดาน เนื่องจากมีผูมีสวนไดสวนเสียเขามารวมดวย ซึ่งจำเปนจะตอง
บริหารแรงกดดันจากดานการเมืองเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดลอมที่จะมีผลกระทบในวงกวางกับคนใน
ชุมชน (Richard and Hall, 2000)

Ashley, Roe and Goodwin (2001) กลาววาในเชิงยุทธศาสตรการทองเที่ยวเพื่อลดความ
ยากจน หรือ Pro- Poor Tourism Strategies สามารถแยกออกเปน 3 ยทุ ธศาสตรได ดังนี้

1. ยุทธศาสตรที่มงุ เนนในดานผลกำไรเชงิ เศรษฐกิจ (Economic benefits) ไดแก ดานการจางงาน
รายได และคาจาง รวมถงึ การขยายกิจการเล็กๆ เปนกิจการขนาดกลาง

2. ยุทธศาสตรดานการสงเสริมคุณภาพชีวิต (Livelihood benefits) ดวยการสรางเสริมความ
เขมแข็งใหกับชุมชนการฝกอบรม รวมถึงการบริหารจัดการดานที่อยูอาศัยและสิ่งแวดลอมใหเกิดความ
สมดุล นอกจากนี้ ยังตองสรางสาธารณูปโภคพื้นฐานใหกับชุมชนดวย

3. ยุทธศาสตรดานการสรางการมีสวนรวมในดานการบรหิ ารจัดการและดานการเมอื งชมุ ชนเพ่ือ
ทำใหคนยากจนหรือผูมีรายไดนอยเขามามีสวนรวมในการวางแผนและพัฒนาการทองเที่ยวที่ทุกคนเปน
เจาของ

ประชมุ เชิงวิชาการ “ธรณวี ทิ ยาของอทุ ยานธรณีถำ้ หลวง - ขนุ น้ำนางนอน จังหวดั เชยี งราย” 22
15 – 16 กรกฏาคม 2563

ทม่ี า: “Pro-Poor Tourism in Thailand” (Somparat Srisantisuk, 2015)

Ashley (2000) ไดวิเคราะหถึงองคประกอบของการทองเที่ยวเพื่อลดความยากจน (Pro-Poor
Tourism) ไว 6 หัวขอ ดงั นี้

1. การมีสวนรวม (Participation) คือ คนยากจนหรือกลุมคนที่มีรายไดนอยจะตองมีสวนรวมในการ
ตัดสนิ ใจเพอ่ื การพัฒนาการทองเที่ยวในชุมชน

2. สงเสริมการคา (Commercial realism) การบริหารจัดการเพื่อใหเกิดการคาขายสรางรายไดใหกับ
ผูมีรายไดนอยหรือคนยากจนเปนสิ่งจำเปนเพื่อใหสามารถการทองเท่ียวอยูไดยั่งยืน

3. วิธีการเสริมสรางความเปนอยูแบบองครวม (Holistic livelihood approach) จำเปนจะตองให
ความ สำคัญกบั คนยากจนในดานตาง ๆ ไดแก ดานเศรษฐกิจ สังคมส่งิ แวดลอมทั้งในระยะสัน้ และระยะยาวโดย
ไมใชแคการสรางเงินและสรางงานเทานั้น

4. พัฒนาอยางยืดหยุน (Flexibility) จำเปนตองพัฒนาและปรับปรุงอยางคอยเปนคอยไปเนื่องจาก
ยุทธศาสตรทด่ี ีจะสรางผลกระทบที่มองเห็นในระยะยาว

5. การกระจายผลกำไรและความเสี่ยง (Distribution) จำเปนตองมีการวิเคราะหถึงการกระจายของ
รายไดและตนทนุ เพ่ือใหเกิดความเหมาะสมและยั่งยืน

6. การเรียนรู (Learning) การเรียนรูดวยประกอบการจะสรางการบริหารจัดการที่ยั่งยืน โดย
จำเปนตองวิเคราะหใหรอบดาน ท้ังการบริหารจัดการดานสิ่งแวดลอมธรรมาภิบาล และการพัฒนา
วิสาหกิจขนาดเล็ก


Click to View FlipBook Version