The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sararak.k, 2021-10-06 10:35:08

ดินและน้ำ

ดินและน้ำ

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรรู้ ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน 4 (เว2อ21ก02ส) ารประกอบกาชนั้รมจัธยมัดศกึ กษาาปีทรี่ 2เรยี นรู้

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์พื้นฐาน 4

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรียนท่ี 2

บทท่ี 2 ดนิ และน้า ม.2

นายศรารักษ์ เกลอื นสนิ

ครผู สู้ อน

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนวรราชาทนิ ดั ดามาตวุ ทิ ยา

สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษาปทมุ ธานี

สานักงานคณะนการยศรรมารกักษาร์ เกกลาือรนศสนิึกษาครขผู ้ันูส้ อพนื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรรู้ ายวชิ าวิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน 4 (ว22102) ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 2

เรอ่ื งท่ี 1 ดิน ช้ันดนิ และช้นั หนา้ ตดั ดนิ

ดิน (Soil)

ดินเกดิ จากการสลายตัวของอนินทรยี ว์ ตั ถุ
(หินและแรธ่ าตุตา่ ง ๆ) ฮิวมัสทีเ่ ปน็ สารอนิ ทรยี ์วตั ถุ
(ซากพืชซากสตั ว)์ นอกจากนี้ดนิ ยงั ประกอบด้วยน้ำ
และอากาศ

กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลือนสนิ ครผู สู้ อน

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นร้รู ายวิชาวิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน 4 (ว22102) ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 2

หนา้ ตดั ข้างของดนิ หรอื ชั้นหนา้ ตดั ดนิ (soil profile)

ชัน้ ดินสามารถจำแนกออกเป็น 5 ช้นั ตามลกั ษณะทางกายภาพ ดังน้ี
1. ชนั้ โอ (O Horizon) หรอื “ช้นั ดินอนิ ทรีย”์ คือ ดินชั้นบนสุดที่เกดิ จากการสะสมตัว

ของอินทรียวัตถุทั้งจากพืชและสัตว์ ประกอบด้วยเศษใบไม้ กิ่งไม้ เศษหญ้า หรือซากสัตว์
ทั้งที่ย่อยสลายและยังไม่ย่อยสลาย จึงมักมีสีค่อนข้างคล้ำ มีความอุดมสมบูรณ์สูง สามารถพบ
เห็นรากพืชแผ่กระจายอยู่โดยทั่วไป ดังนั้น ดินชั้นโอจึงมักพบได้ในเขตพื้นที่ป่า ขณะที่
พื้นทางการเกษตรสว่ นใหญจ่ ะไม่พบดินชั้นน้ี เนื่องจากถูกไถพรวนไปจนหมด

2. ชั้นเอ (A Horizon) หรือ “ชั้นดินบน” (Top soil) เป็นชั้นที่อินทรียวัตถุ
ถูกย่อยสลายโดยสมบูรณ์ และผสมคลุกเคลา้ ร่วมกับแร่ธาตตุ ่าง ๆ เป็นชั้นดินที่มีสิ่งมีชีวิตอาศยั
อยู่จำนวนมาก ขณะที่ส่วนล่างของชั้นเอหรือที่เรียกว่า “ชั้นอี” เป็นเขตการซึมชะ (Zone of
Leaching) ซึ่งมีการซึมผ่านของน้ำจากดินชั้นบน ก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างน้ำและแร่ธาตุ
ภายในดนิ ก่อนซมึ ผา่ นลงไปสะสมตัวในช้ันต่อไป ทำให้ดนิ ช้นั เอมสี คี ่อนข้างจางและมเี นอ้ื หยาบ
3. ชั้นบี (B Horizon) หรือ “ชั้นดินล่าง” (Subsoil) เป็นชั้นที่สะสมส่วนที่ถูกชะล้าง (Zone of Accumulation) และ
เกิดการตกตะกอนของแร่ธาตุและสารละลายต่าง ๆ จากชั้นดินด้านบน เนื้อดินในชั้นบีมักมีความหนาแน่นและความชื้นสูง
มีจุดประ (Mottle) สีส้มแดงกระจายอยู่ทั่วไป ส่งผลให้ดินชั้นนี้มีสีของแร่ธาตุชัดเจน อีกทั้ง ยังมีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิ กิริยาทางเคมี
ค่อนขา้ งสูง
4. ชั้นซี (C Horizon) หรือ “ชั้นการผุพังของหิน” เป็นชั้นของหินกำเนิดดิน (Parent Rock) ที่กำลังผุพังและสลายตัว
ไมม่ ีการตกตะกอนจากการชะล้าง ไม่มกี ารสะสมของอนิ ทรียวัตถุ เปน็ ชั้นหินผุ (Weathered Rock) ทีห่ ินบางสว่ นผพุ งั กลายเป็นดินปะปน
กับเศษหนิ ท่ีแตกหกั
5. ชน้ั อาร์ (R Horizon) หรอื “ชน้ั หินแข็ง” เป็นชน้ั หินทีย่ งั ไม่ผพุ งั สลายตัว อาจปรากฏหรือไมป่ รากฏในหนา้ ตดั ดิน ชนั้ อารน์ บั เปน็
ช้นั ของวัตถุต้นกำเนิดดินทเ่ี รยี กวา่ “หนิ พืน้ ” (Bedrock) เปน็ ชัน้ หินดนิ ดาน

การทดสอบดนิ

ความชน้ื ในดิน อากาศในดนิ

ชั่งน้ำหนักดินก่อนทดลอง จากนั้นนำดินไป นำดินจุ่มลงในน้ำ หากพบว่ามฟี องอากาศผดุ
เผา เมื่อช่ังน้ำหนักหลังเผา จะพบว่าน้ำหนักของ ข้นึ มาแสดงว่ามอี ากาศในดิน
ดนิ ลดลง เน่ืองจากไอน้ำจะระเหยออกไปจากดนิ

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลือนสนิ ครผู สู้ อน

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรรู้ ายวชิ าวิทยาศาสตร์พืน้ ฐาน 4 (ว22102) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2

ประโยชน์ของดนิ

วิธกี ารปรบั ปรงุ คุณภาพ และการแก้ปัญหาเกีย่ วกบั ดนิ

ความเปน็ กรดและเบสของดิน สามารถบง่ บอกด้วยคา่ pH

ดินเปรี้ยว คือ ดินที่มีความเป็นกรด (pH <7) เกิดจาก ดินเคม็ คอื ดนิ ทเี่ กดิ จากเกลือแทรกอยใู่ นช้ันดิน
มปี รมิ าณฮิวมสั มาก หรอื ใสป่ ยุ๋ อนิ ทรีย์มากเกนิ ไป แก้ไขโดย การแกล้งดิน (การใช้น้ำจืดชะล้างแล้วทำทาง
แกไ้ ขโดย การเตมิ ปูนขาว (CaO) ระบายน้ำเกลอื ทง้ิ หรอื ใสแ่ คลเซยี มซลั เฟต หรอื กำมะถนั ผง)

ดินจืด หรือ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ คือ ดินที่ขาด ดนิ ด่าง หรอื ดนิ เนอ้ื หนิ ปนู คือ ดินทม่ี คี วามเป็นเบส
แร่ธาตุอาหาร (pH >7) เกิดจากมีแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3)
แก้ไขโดย ใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น N, P, K และใส่ปุ๋ย ในดินมาก
ชีวภาพต่าง ๆ เช่น ปุย๋ พชื สด ปยุ๋ คอก หรอื ปุย๋ หมัก ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช แต่สภาพของ
ดินที่แก้ไขปรบั ปรุงได้ยากมคี วามซับซ้อนมาก

***ดินในภาคกลาง เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มากท่ีสุด เพราะอยู่บริเวณที่ราบกว้างปากแม่น้ำ

จงึ มีการทับถมของตะกอน และแรธ่ าตจุ ำนวนมาก

กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลอื นสนิ ครผู สู้ อน

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรูร้ ายวิชาวทิ ยาศาสตร์พืน้ ฐาน 4 (ว22102) ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2

การอนรุ กั ษด์ นิ

การอนุรักษ์ดิน เป็นการใช้ประโยชน์จากดินอย่างชาญฉลาด คุ้มค่า และถูกต้องตามหลักวิชาการเกษตรกรรม
สมัยใหม่ โดยมุง่ เนน้ การพังทลายของดนิ การรักษาคณุ ภาพของดนิ เพอื่ ให้ได้ผลผลติ สูงสุด การใช้พื้นที่ถูกตอ้ งตามศักยภาพ
ของดินในแต่ละพน้ื ท่ี การอนุรักษ์ดินทำไดห้ ลายวิธี ดังนี้

1. การปลูกพืชคลมุ ดิน
จะเป็นการช่วยยึดดิน ลดแรงปะทะของลม ฝน ควรเลือกพืชที่จะนำมาปลูกคลุมดินเป็นใบหนา มีรากมากและลึก
เช่น พืชตระกลู ถัว่ ซง่ึ นอกจากจะช่วยยดึ ดินแล้วยังชว่ ยตรงึ ไนโตรเจน ในอากาศ ทำใหด้ ินมีความอุดมสมบรู ณเ์ พ่มิ ขน้ึ
2. การปลูกพืชหมนุ เวยี น
เป็นการปลกู พืชมากกว่าสองชนิดสับเปลีย่ นลงท่ดี ินแปลงเดียวกนั เนอ่ื งจากการปลกู พชื ชนิดเดียวกันซำ้ หลายๆ ครั้ง
จะทำให้ขาดแรธ่ าตุและสารอาหารบางชนิด ช่วยลดโรคระบาดของพืช ช่วยปอ้ งกนั การชะลา้ งพงั ทลายของดิน และช่วยเพ่ิม
ผลผลติ
3. การปรับปรงุ ดนิ
เป็นการใส่ปุ๋ยลงในดินทั้งปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยสด หลังจากที่ปลูกพืชบนที่ดินแล้วหลายๆ ครั้ง เพ่ื อเพิ่มแร่ธาตุ
สารอาหารในดิน ทำใหด้ นิ ระบายน้ำและอากาศได้ดีขน้ึ
4. การปลกู พชื แบบวนเกษตร หรือไรน่ าสวนผสม
สามารถทำได้ 3 แบบ คือ การปลกู ไมย้ ืนต้น ควบคู่กับพชื เกษตร การปลูกไมย้ ืนต้นควบคู่กับพชื อาหารสตั ว์และเล้ียง
สัตว์ และการปลูกไม้ยืนต้นควบคู่กับพืชเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดการพังทลายของดิน ช่วยรักษาสมดุลของธาตุ
อาหารในดนิ และชว่ ยเก็บความชุม่ ชื้นในดนิ
5. การปลกู พชื แบบขน้ั บนั ได
เป็นการสร้างคันดนิ ใหม้ ีลกั ษณะเหมือนขั้นบันได เพื่อปลูกพืช จะช่วยลดความลาดเทของพื้นที่ ลดอัตราการไหลบา่
ของน้ำบนผิวดิน ลดการพังทลายของดิน สามารถเก็บกักความชื้นไว้ได้ ทำให้ดินมีสภาพโครงสร้างที่ดีพืชสามารถนำไปใช้
ประโยชนไ์ ด้เตม็ ท่ี
6. การป้องกนั การพังทลายของหนา้ ดิน
หน้าดินจะเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก ดินจะเสื่อมถ้าหากว่าหน้าดินถูกชะพาไป เพราะ
ดนิ ชั้นล่างไมส่ มบรู ณ์
7. การเลือกใช้ประโยชน์จากดินให้เหมาะสมกับลักษณะของดิน
ควรเลือกใช้ประโยชน์จากที่ดินให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะทำ เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ ที่อยู่อาศัย และ
ตอ้ งไดส้ ดั สว่ นสมดลุ เหมาะสมกนั เพื่อรักษาระบบนิเวศตาม ธรรมชาตแิ ละคุณภาพ ของสิง่ แวดลอ้ ม

กลุม่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลือนสนิ ครผู ู้สอน

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรรู้ ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน 4 (ว22102) ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2

เร่อื งที่ 2 แหลง่ น้ำผวิ ดนิ และแหล่งน้ำใต้ดิน

แหลง่ นำ้

จากการสำรวจพืน้ ผิวโลกทั้งหมด พบว่าพื้นที่ที่เป็นพื้นน้ำมีถงึ 71% หรือประมาณ 3 ใน 4 ส่วนของ
พื้นผิวโลกทั้งหมด ซึ่งแบ่งเป็นน้ำในทะเลและมหาสมุทรถึง 97.6% อีก 2.4% เป็นน้ำจืด (เป็นน้ำในแม่น้ำ
ทะเลสาบ 0.02% น้ำใต้ดิน 0.5% ธารนำ้ แข็ง 1.9% และน้ำในบรรยากาศ 0.0001%)

น้ำผิวดินที่เป็นน้ำจืดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้ จึงมีปริมาณน้อยมาก น้ำที่นำไปใช้ใน
การอปุ โภคบรโิ ภคเป็นนำ้ จืดที่ไดม้ าจากแหลง่ น้ำจืด 3 แหลง่ ใหญ่ ดงั น้ี

1. น้ำผิวดิน เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งมีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม
แหล่งน้ำจืดผิวดินที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำ ลำคลอง น้ำตก ลำธาร ห้วย หนอง บึงต่างๆ ทะเล ทะเลสาบ
มหาสมุทร

น้ำตก เป็นทางน้ำที่ไหลผ่านความลาดชันของภูเขาที่มีความแตกต่างกันไปหลายๆ แบบ
ขึ้นกับชนิดของหินทีน่ ำ้ ไหลผา่ น เชน่ น้ำตกเอราวัณ เป็นนำ้ ตกท่ไี หลผ่านภูเขาหนิ ปูน

น้ำพุ เกิดจากนำ้ บาดาลท่ีไหลผา่ นรอยแตก หรือรอยแยกของผิวโลกขน้ึ มา
ธารนำ้ เกิดจากร่องนำ้ เลก็ ๆ จำนวนมากท่ีไหลประสานกนั และเชื่อมกัน
แม่น้ำ เกิดจากธารน้ำที่ขยายตัวจนน้ำไหลมากขึ้น ตลิ่งถูกกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง น้ำพัดพา
ตะกอนขนาดตา่ งๆ ไปกับกระแสน้ำ บางบริเวณกระแสน้ำไหลแรง จะทำให้เกิดทางน้ำคดโค้งไปมาเป็นทางน้ำ
โค้งตวัด และถูกตัดขาดออกจากทางน้ำเดิม ทำให้ร่องน้ำเปลี่ยนทางไหลไปจากเดิม พร้อมกับทิ้งร่องรอยการ
คดโคง้ ของธารนำ้ ไว้ เช่น ทะเลสาบรูปแอก
ลักษณะภูมิประเทศบริเวณปากแมน่ ้ำ เกิดจากการทบั ถมของตะกอนปากแม่น้ำ ที่ไหลผ่านลง
ทะเลหรือมหาสมุทร เมื่อตะกอนมีการทับถมแผ่ออกไปเป็นบริเวณกว้าง บริเวณนั้นจะกลายเป็น ดินดอน
สามเหลย่ี มปากแมน่ ำ้ ซึ่งดนิ ดอนสามเหลย่ี มแต่ละแห่งจะมรี ปู ร่างท่แี ตกตา่ งกนั ออกไป จำแนกไดด้ งั นี้
- ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำรูปพัด เช่น ปากแม่น้ำไนล์ แม่น้ำคงคา แม่น้ำโขง แม่น้ำ
เจ้าพระยา เป็นต้น
- ดนิ ดอนสามเหลี่ยมปากแมน่ ้ำรปู ยาว
- ดนิ ดอนสามเหลีย่ มปากแม่นำ้ รูปตนี กา เช่น ปากแม่น้ำตาปี แมน่ ำ้ มสิ ซิสซิปปี เปน็ ตน้

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลือนสนิ ครูผสู้ อน

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรรู้ ายวิชาวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน 4 (ว22102) ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2

2. นำ้ ใตด้ ิน
2.1) น้ำในดิน คือ น้ำที่เกิดจากการไหลซึมของน้ำฝน หรือน้ำจากผิวดินลงสู่ชั้นใต้ดินด้วย

การซึมอยู่ในดินเหนือชั้นหิน ดินจะซับน้ำเอาไว้จนอิ่มตัว น้ำที่เกินจะซึมลงจนถึงชั้นหินทีก่ ั้นน้ำส่วนใหญไ่ มใ่ ห้
ซึมผ่านลงไปได้ ดินเหนือชั้นหินจึงเต็มไปด้วยน้ำ น้ำที่อยู่ในดินนี้ เรียกว่า น้ำในดิน ระดับตอนบนสุดของน้ำ
เรียกว่า ระดับน้ำในดิน ซึ่งอยู่ลึกประมาณ 2-3 เมตร จากผิวดินลงไป น้ำในดินเป็นแหล่งน้ำที่พืชใช้ใน
การดำรงชวี ติ และช่วยให้ดนิ ชุ่มชืน้

2.2) น้ำบาดาล เปน็ แหลง่ นำ้ จดื ทม่ี ปี ริมาณมากท่ีสดุ บนโลก อยใู่ ตผ้ ิวดินตำ่ กว่าน้ำในดินลงไป
น้ำบาดาลเกิดจากน้ำจากแหล่งต่างๆ บนผิวดินรวมทั้งน้ำฝน ที่ไหลซึมลงไปในระดับที่ลึกกว่าระดับน้ำในดิน
โดยผ่านลงไปในช่องวา่ งของชัน้ หิน แล้วขังอย่ใู นชอ่ งว่างนัน้ ระดับตอนบนสดุ ของนำ้ บาดาล เรียกวา่ ระดบั น้ำ
บาดาล หินที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำบาดาล เรียกว่า หินอุ้มน้ำ ซึ่งอยู่ในชั้นหนิ อุ้มน้ำที่ถกู รองรับด้วยชั้นหนิ กันนำ้
ท้ังด้านบนและด้านล่าง

3. น้ำในบรรยากาศ เป็นน้ำที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ มีทั้งสามสถานะ คือ ของแข็ง เช่น เมฆชั้นสูง
ลูกเห็บ และหิมะ ของเหลว ได้แก่ละอองน้ำในเมฆชั้นกลางและเมฆชั้นต่ำ หมอก น้ำฝนและน้ำค้าง และ
ในสถานะแกส๊ ได้แก่ ไอน้ำ

กลุม่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลอื นสนิ ครผู ู้สอน

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรูร้ ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน 4 (ว22102) ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2

น้ำผวิ ดิน

แหล่งน้ำที่เรารู้จักและใช้ประโยชน์กันมากที่สุดคือ "น้ำผิวดิน" (Surface water) น้ำผิวดิน
มีทั้งน้ำเค็มและน้ำจืด แหล่งน้ำผิวดินที่เป็นน้ำจืดไดแ้ ก่ ทะเลสาบน้ำจืด แม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง
เนื่องจากภูมิประเทศของพื้นผิวโลกไม่ราบเรียบเสมอกัน พื้นผิวของโลกแต่ละแห่งมีความแข็งแรงทนทานไม่
เหมือนกัน แรงโน้มถ่วงทำให้น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ น้ำมีสมบัติเป็นตัวทำละลายที่ดีจึงสามารถกัดเซาะ
พนื้ ผิวโลกให้เกิดการเปลย่ี นแปลงภมู ปิ ระเทศ

การกัดเซาะของน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่องน้ำเปลี่ยนแปลงขนาด รูปร่าง และทิศทางการไหล
เมือ่ ฝนตก หยดนำ้ จะรวมตัวกนั แล้วไหลทำให้เกดิ ร่องนำ้ รอ่ งนำ้ เล็กๆ ไหลมารวมกนั เป็น "ธารน้ำ" (Stream)
เมื่อกระแสน้ำในธารน้ำไหลอย่างต่อเนื่องก็จะกัดเซาะพื้นผิวและพัดพาตะกอนขนาดต่างๆ ไปกับกระแสน้ำ
ธารน้ำจึงมีขนาดใหญ่และยาวขึ้นจนกลายเป็น แม่น้ำ (River) ความเร็วของกระแสน้ำขึ้นอยู่กับความลาดชนั
ของพื้นที่ ถ้าพื้นที่มีความลาดชันมากกระแสน้ำจะเคลื่อนที่เร็ว แต่ถ้าหากพื้นที่มีความลาดชันน้อยกระแสน้ำ
ก็จะเคลื่อนที่ช้า นอกจากนั้นความเร็วของกระแสน้ำยังขึ้นอยู่กับพื้นที่หน้าตัด เข่น เมื่อกระแสน้ำไหลผ่าน
ชอ่ งเขาแคบๆ กจ็ ะเคล่อื นทเี่ ร็ว เมื่อกระแสน้ำพบความทรี่ าบกว้างใหญ่ เชน่ บึง หรอื ทะเลสาบ กระแสน้ำจะ
หยุดนิ่งทำให้ตะกอนที่น้ำพัดพามาก็จะตกทับถมใต้ท้องน้ำ ดังเราจะพบว่า อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนที่มีอายุมาก
มักมีความตื้นเขินและเก็บกักน้ำได้น้อยลง อย่างไรก็ตามปริมาณของน้ำผิวดินขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิอากาศ
ภมู ปิ ระเทศ ปริมาณน้ำฝน เนอื้ ดิน การใชป้ ระโยชน์ที่ดินและทรพั ยากรน้ำ

ภาพ ภาคตดั ขวางของแม่นำ้

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลอื นสนิ ครูผ้สู อน

เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้รายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน 4 (ว22102) ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2

น้ำใตด้ นิ

หากไม่นับธารน้ำแขง็ ข้ัวโลกแลว้ "นำ้ บาดาล" (Ground water) เปน็ แหล่งน้ำจดื ทมี่ ปี ริมาณมากท่ีสุด
บนโลกของเรา น้ำบาดาลเกิดขึ้นจากการไหลซึมของน้ำผวิ ดิน ในเนื้อดินมีรูพรนุ (Pore) สำหรับอากาศและ
น้ำ เช่น ดินเหนียวมีรูพรุนขนาดเล็ก น้ำไหลผ่านได้ยาก ดินทรายมีรูพรุนขนาดใหญ่ น้ำไหลผ่านได้ง่าย
เมื่อพื้นผิวดินเกิดความชื้นหรือมีฝนตก เม็ดดินจะเก็บน้ำไว้ในรูพรุนไว้จนกระทั่งดินอิ่มตัวด้วยน้ำ ไม่สามารถ
เก็บน้ำได้มากกว่านี้แล้ว น้ำส่วนหนึ่งจะไหลบ่าไปตามพื้นผิว (Run off) น้ำอีกส่วนหนึ่งจะไหลซึมลงสู่ชั้นดิน
เบื้องล่าง (Infiltration) ใต้ชั้นดินลึกลงไปจะเป็นชั้นหินตะกอนเน้ือหยาบที่สามารถเก็บกักน้ำบาดาลไว้ได้
เรยี กว่า "ชน้ั หนิ อมุ้ น้ำ" (Aquifer) ซึ่งเป็นหินทราย กรวด ตะกอนทราย จึงมีสมบตั ยิ อมใหน้ ้ำซึมผ่านโดยง่าย
เนื่องจากช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างอนุภาคตะกอน จึงเก็บกักน้ำได้เป็นปริมาณมากจนกลายเป็นแหล่งน้ำ
บาดาล ใต้ชั้นหินอุ้มน้ำลงไปเป็นชัน้ หินตะกอนเนื้อละเอียด เช่น หินดินดานหรือทรายแป้งซึง่ ไม่ยอมใหน้ ้ำซึม
ผ่านได้ ในบางแห่งท่ีชั้นหินอุ้มน้ำถูกขนาบด้วยชัน้ หินเนื้อละเอียดก็จะเกดิ แรงดันน้ำ ถ้าเราเจาะบ่อบาดาลลง
ไปตรงบริเวณดังกล่าง แรงดันภายในจะดันน้ำให้มีระดับสูงขึ้น หรือไหลล้นปากบ่อออกมา และเนื่องจากชั้น
หินมีความลาดเอียง น้ำในดินจึงไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ แรงดันของน้ำใต้ดินจึงมักทำให้เกิด "น้ำพุ" (Spring)
ในบรเิ วณทร่ี าบตำ่

ภาพ ภาคตดั ขวางของแหล่งน้ำใต้ดิน
อย่างไรก็ตามน้ำบาดาลทำให้เกิดแรงดันภายใต้พื้นผิว ซึ่งช่วยรับน้ำหนักที่กดทับจากด้านบน
แต่ถ้าหากเราสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เป็นปริมาณมาก เกินกว่าที่น้ำจากธรรมชาติจะไหลมาแทนที่ช่องว่าง
ระหว่างอนุภาคตะกอนของชั้นหินอุ้มน้ำได้ทัน ก็จะส่งผลให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว โพรงที่ว่างที่
เกิดขึ้นจะทำให้แผ่นดินที่อยู่ด้านบนทรุดตัวลงมากลายเป็น หลุมยุบ (Sinkhole) ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในเขตชุมชน
ก็จะสร้างความเสียหายแกส่ ่ิงปลกู สรา้ ง และเกดิ อันตรายตอ่ ชีวิต

กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลือนสนิ ครผู สู้ อน

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรูร้ ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน 4 (ว22102) ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2

การกระทำของน้ำ การสกึ กรอ่ นและการพดั พา

การละลาย

ซมุ้ ประตรู กั นริ ันดร์ จ.สตลู ถ้ำขลุย่ ออ้ กุ้ยหลิน แพะเมอื งผี จ.แพร่ นำ้ ตกหนิ ลาด จ.พงั งา
ประเทศจีน

ถำ้ คาร์ลสแบด แคเวิร์น การทบั ถม สามพนั โบก จ.อบุ ลราชธานี
ประเทศสหรัฐอเมริกา สนั ดอน

ดนิ ดอนสามเหลยี่ ม

ที่ราบนำ้ ท่วมถงึ การทบั ถมของตะกอน การทบั ถมทม่ี ลี กั ษณะเปน็
ในแมน่ ้ำท่คี ดเค้ยี ว ตะกอนรปู พัด

กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลอื นสนิ ครผู สู้ อน

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้รายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน 4 (ว22102) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2

ประโยชน์จากแหลง่ น้ำ

การใชป้ ระโยชน์จากแหล่งนำ้ มมี ากมาย ทงั้ ทางตรงและทางออ้ มไดแ้ ก่
การใชใ้ นการอปุ โภค บริโภค
การใชใ้ นการเกษตรกรรม
การใชใ้ นการอุตสาหกรรม
การใช้ในการผลิตพลงั งานไฟฟา้
ใชเ้ ป็นเส้นทางคมนาคมขนสง่
ใชเ้ ป็นท่ีอยู่อาศยั ของปลาและสิง่ มชี ีวติ ในนำ้ ต่างๆ
ซงึ่ มนุษยใ์ ชเ้ ปน็ อาหาร
การใชป้ ระโยชนจ์ ากน้ำเพือ่ การนันทนาการและ
เปน็ สถานทพ่ี ักผอ่ นหย่อนใจ

กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลอื นสนิ ครผู สู้ อน

เอกสารประกอบการจดั การเรียนร้รู ายวชิ าวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน 4 (ว22102) ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 2

ชื่อ-สกลุ …………………………………………….…………
ช้นั ม. 2/……….. เลขท่ี …………………………

ใบงานที่ 4
เร่ือง ดิน

สว่ นประกอบของดิน คอื ………………………………………………………………………………………………………......
…………………………………………………………………………………………..……………………………………………………

กระบวนการเกิดดนิ
ขั้นท่ี 1 ………………………………………………………………........
………………………………………………..……………………..………..
………………………………………………..……………………..………..
………………………………………………..……………………..………..
………………………………………………..……………………..………..

ขนั้ ท่ี 2………………………………………………………….……………
………………………………………………..……………………..………..
………………………………………………..……………………..………..
………………………………………………..……………………..………..
………………………………………………..……………………..………..

ขน้ั ที่ 3………………………………………………………………………
………………………………………………..……………………..………..
………………………………………………..……………………..………..
………………………………………………..……………………..………..
………………………………………………..……………………..………..

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลือนสนิ ครผู ู้สอน

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน 4 (ว22102) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ปจั จัยในการเกิดดนิ ไดแ้ ก่ …………………………………………………………………………………………………….......
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

หน้าตัดของดนิ

ชนั้ O
……………………………………………….
…….....………………………………...…………
……….....………………………………...………
…ชน้ั … A
…………………………………………………….………. ……………….
………………………………………...
………………………….………….….
ชน้ั B
……………………………………………….
…….....………………………………...…………
……….....………………………………...………
………….....………………………………...……
…………….....………………………………...…
ชั้น C …………
……………………………………………….
…….....………………………………...…………
……….....………………………………...………
………….....………………………………...……
ช้ัน R ……………………………………….……

กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลือนสนิ ครผู ูส้ อน

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรรู้ ายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน 4 (ว22102) ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2

คำสง่ั จงตอบคำถามตอ่ ไปน้ี

1. ประโยชน์ของดินมอี ะไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2. วิธีปรบั ปรงุ คณุ ภาพของดนิ มอี ะไรบา้ ง และสามารถแกป้ ัญหาน้นั ไดอ้ ยา่ งไร

2.1 ดนิ ท่ีขาดความอุดมสมบูรณ์ ……………………....………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2.2ดินเปร้ียว ………………………...............……………………...………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2.3 ดินเค็ม ………………………………………………………………………...……………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลือนสนิ ครผู ้สู อน

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรูร้ ายวชิ าวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 4 (ว22102) ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2

2. 4 ดนิ ด่างหรือดนิ เนื้อปนู …………..……………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3. วธิ ีการอนุรกั ษด์ นิ มีอะไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลอื นสนิ ครผู สู้ อน

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรูร้ ายวิชาวิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน 4 (ว22102) ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2

ใบงานท่ี 5 ชื่อ-สกุล…………………………………………….…………
เรือ่ ง แหลง่ น้ำ ชน้ั ม. 2/……….. เลขที่ …………………………

คำส่ัง จงอธิบายคำต่อไปนี้
1. แหล่งนำ้ ผิวดนิ (surface water)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2. หุบเขารูปตวั วี (V-shaped valley)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3. นำ้ ในดนิ (soil water)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
4. นำ้ บาดาล (ground water)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..
5. ระดับน้ำใตด้ นิ (water table)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
6. ชนั้ หินอุม้ น้ำ (aquifer)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลอื นสนิ ครูผู้สอน

เอกสารประกอบการจดั การเรียนรรู้ ายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน 4 (ว22102) ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2

7. แหล่งนำ้ บนดนิ มกี ปี่ ระเภท อะไรบา้ ง พร้อมยกตวั ยา่ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
8. แหล่งน้ำใต้ดนิ มกี ปี่ ระเภท อะไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
9. จงยกตัวอยา่ งการกระทำของนำ้ พรอ้ มยกตวั ย่าง

9.1 การละลาย เชน่ …………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
9.2 การสึกกรอ่ นและการพดั พา เชน่ …………………….…………………………..................…………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
.....……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
9.3 การทับถม

➢ ดินดอนสามเหลยี่ ม เชน่ ………………………………………………………………...................………………..
➢ สันดอน เชน่ ……………………………………………………………………..................……………………………
➢ ท่รี าบน้ำท่วมถึง เชน่ ……………………………………………………………..................………………………..
➢ การทับถมของตะกอนในแม่นำ้ ท่ีคดเคี้ยว เช่น ……………………………...................…………………….
➢ การทับถมที่มีลักษณะเปน็ ตะกอนรูปพดั เช่น …………………………….....................……………………
……………………………………………………………………………………………………………....………………………………….
10. จงบอกประโยชนจ์ ากแหล่งน้ำ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……
………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………
..................…………………………………………………………………………………………………………………………………….

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายศรารักษ์ เกลอื นสนิ ครผู ู้สอน

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรรู้ ายวชิ าวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน 4 (ว22102) ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2

--

เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้

รายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน 4

กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลกยี ลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ นยายาศรศาราักษส์ ตเกลรือนแ์ สนิละเคทรูผคสู้ อโนนโลยี
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 2


Click to View FlipBook Version