The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ฐานการเรียนรู้ขนมข้าวปาด ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม best165

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปอปา รดากร, 2022-08-28 21:33:09

ฐานการเรียนรู้ขนมข้าวปาด ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม best165

ฐานการเรียนรู้ขนมข้าวปาด ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม best165

Best Practice
กำรพัฒนำเคร่อื งมือกำรจัดกำรเรยี นกำรสอนกำรศึกษำต่อเนื่อง
แผนกำรเรียนรู้ เรือ่ ง กำรทำขนมขำ้ วปำด โดยกำรใช้วิธกี ำรเรียนแบบ
ร่วมมือ (Cooperative Learning) ในกำรบูรณำกำร กิจกรรมเรียนรู้

ตำมหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพียงเพื่อถอดบทเรียน
กำรทำขนมข้ำวปำด ของนักศึกษำ กศน.ตำบลบ้ำนขำ่

จดั ทำโดย

นำงรดำกร ททุ ิน ครู กศน.ตำบลบ้ำนข่ำ

ศนู ยก์ ำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอธั ยำศยั อำเภอศรีสงครำม
สำนักงำนส่งเสรมิ กำรศกึ ษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอธั ยำศยั จังหวดั นครพนม

สำนกั งำนปลดั กระทรวงศกึ ษำธิกำร
กระทรวงศึกษำธกิ ำร

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนข่ำ

คำนำ

เอกสารฉบบั นไ้ี ดจ้ ัดทาขึ้นเพ่ือเป็นการรายงานผลการปฏิบัตงิ านทีเ่ ปน็ เลิศ (Best Practice) รายวชิ า
ชอ่ งทางการพฒั นาอาชีพ (อช21001) กลุ่มสาระการประกอบอาชีพ ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น นกั ศึกษา
กศน.ตาบลบ้านข่า ซึ่งได้รายงานถงึ ความเปน็ มาของ Best Practice จดุ ประสงคแ์ ละเป้าหมายของการ
ดาเนนิ งาน กระบวนการปฏิบัตงิ านหรือขั้นตอนการทางาน ซึง่ ประยกุ ตใ์ ช้วงจร PDCA อนั ประกอบดว้ ย
ขัน้ วางแผน (P) ขัน้ วางแผน (D) ขัน้ ดาเนินงาน (C) ขั้นตดิ ตาม ตรวจสอบ ประเมนิ ผล (A) ข้นั พัฒนา แกไ้ ข /
ปรบั ปรงุ รวมทัง้ ไดร้ ายงานผลการดาเนินการ ผลสัมฤทธ์ิ ประโยชนท์ ี่ไดร้ ับ ปัจจยั ความสาเร็จ บทเรียนที่ได้รบั
(Lesson Learned) ขอ้ เสนอแนะ การเผยแพรผ่ ลงาน การไดร้ บั การยอมรับ และภาพกิจกรรม เพือ่ เปน็
เอกสารประกอบกิจกรรมคดั เลือก ผลงานที่ปฏิบตั ิเป็นเลศิ ผูน้ าเสนอหวังเป็นอยา่ งย่งิ ว่า เอกสารฉบบั นคี้ ง
จะช่วยอานวยความสะดวกให้กับคณะกรรมการ ประเมนิ ผลงานทีป่ ฏบิ ัติเป็นเลิศ (Best Practice)
ไดเ้ ป็นอย่างดี ขอขอบคุณ นางรศั มี รัตนแสนศรี ผ้อู านวยการศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัยอาเภอศรีสงคราม และขอขอบคุณผ้มู ี ส่วนเกี่ยวข้องทกุ ฝา่ ยที่สนับสนุน ชว่ ยเหลอื และใหก้ าลงั ใจ
จนผลงานประสบผลสาเรจ็ ในคร้ังน้ี

นางรดากร ททุ นิ
ครู กศน.ตาบลบา้ นข่า

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นขำ่

สำรบญั หนำ้
1
เรอ่ื ง 2
ความสาคัญของผลงาน/นวัตกรรมท่ีนาเสนอ 3
จุดประสงคแ์ ละเป้าหมายของการดาเนินงาน 5
กระบวนการปฏิบตั งิ านหรือข้นั ตอนการดาเนนิ งาน 6
ผลการดาเนินงาน 6
บทเรียนทไ่ี ด้รบั 6
ปจั จัยความสาเร็จ 6
ข้อเสนอแนะ 6
การเผยแพร/่ การได้รบั การยอมรับ/รางวัลที่ได้รบั 7
ภาพกจิ กรรม/ลง้ิ คลปิ /คิวอาร์โค้ด
เอกสารอ้างอิง
ภาคผนวก

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนขำ่

ปรัชญำ
"ยกระดบั ความรู้ เคียงคู่คุณธรรม น้อมนาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง"

วสิ ัยทศั น์
กศน.อาเภอศรสี งคราม จดั การศกึ ษาเพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นมคี วามรู้ เพือ่ การมีงานทา น้อมนาตามหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

พันธกิจ
ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอศรีสงคราม มหี น้าท่ีตามพันธกิจ ดงั ต่อไปนี้

1.จดั การศกึ ษาข้นั พื้นฐานนอกระบบ
2. จัดการศึกษาเพอ่ื พฒั นาอาชพี
3.จัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาทกั ษะชวี ติ
4.จัดการศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาสงั คมและชมุ ชน
5.จดั การศกึ ษาตามอัธยาศัย

อัตลักษณ์

ความพอเพียงตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

เอกลกั ษณ์

ศูนยส์ ่งเสรมิ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นข่ำ

บทบำทหน้ำหน้ำท่ี ครู กศน.ตำบล

กศน.ตาบล มีบทบาทสาคญั ในการจัดและสง่ เสริมการเรียนร้ตู ลอดชีวติ ของประชาชน และสรา้ ง
สังคมแห่งการเรยี นร้ใู นชุมชน โดยมหี ัวหน้า กศน.ตาบล เปน็ กลไกหลกั ในการขบั เคลื่อนและมีหนว่ ยงานที่
เก่ยี วขอ้ งทาหน้าท่ีส่งเสรมิ และสนบั สนุนการดาเนินงาน กศน.ตาบล ดังน้ี
1. บทบาทหน้าที่ของหัวหนา้ กศน. ตาบล

1. การวางแผน
1.1 จดั ทาฐานขอ้ มูลชุมชน
1.2 จัดทาแผนพฒั นา กศน. ตาบล
1.3 จดั ทาแผนปฏิบัตกิ ารประจาปี

2. การจัดและส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
2.1จัดและสง่ เสรมิ การศึกษานอกระบบ ดงั นี้
- การสง่ เสรมิ การรูห้ นังสอื
- การศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
- การศกึ ษาตอ่ เนื่อง
2.2จดั และส่งเสรมิ การศึกษาตามอัธยาศัย
- ส่งเสริมการอา่ น
- จดั และพัฒนาแหล่งเรียนรู้
- บรกิ ารข่าวสารขอ้ มูล และสอื่ ทกุ ประเภท
- จัดและสง่ เสริมกิจกรรมห้องสมุดประชาชนตาบล ห้องสมุดชมุ ชน มุมหนงั สอื บ้าน

3. บริการการเรียนรู้ในชุมชนร่วมกบั ภาคเี ครอื ข่าย
3.1 ศนู ยซ์ ่อมสรา้ งเพื่อชุมชน (Fix it Center) ร่วมกับ (สอศ.)
3.2 ชมรมค้มุ ครองผู้บรโิ ภค ร่วมกับ (สคบ.)
3.3 ศูนยก์ ารเรยี นรู้ ICT ชุมชน ร่วมกบั (กระทรวงไอซที )ี
3.4 มมุ วิทยาศาสตรเ์ พอ่ื ิชีวต รว่ มกบั (สสวท.)
3.5 หน่วยแพทย์เคลอื่ นที่ ร่วมกับโรงพยาบาล สถานีอนามัย
3.6 ธนาคารเคลอื่ นที่
3.7 การปอ้ งกนั บรรเทาสาธารณภยั ร่วมกับกรมป้องกนั บรรเทาสาธารณภยั
3.8 อาเภอเคล่อื นที่ รว่ มกบั อาเภอ

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นข่ำ

๔. สรา้ งและพัฒนาภาคเี ครอื ขา่ ยการเรยี นรใู้ นชุมชน โดยการประสานขอความร่วมมือจากภาคเี ครือข่าย
องคก์ รชมุ ชนผู้ทรงคุณวฒุ ิตลอดจนภูมิปัญญาทอ้ งถิน่ เพ่อื ร่วมเป็นอาสาสมัครกศน. อาสาสมัครส่งเสริม
การอ่าน เปน็ ต้น
๕. ประชาสัมพนั ธ์และเผยแพร่ แผนงาน / โครงการ กิจกรรมและผลการดาเนินงานของ กศน. ตาบล ใน
รูปแบบ ตา่ งๆ
๖. รายงานผลการปฏิบัตงิ าน

๖.๑ รายงานข้อมูลท่ีเกีย่ วข้องตามแบบและระยะเวลาที่กาหนด
๖.๒ รายงานผลการปฏิบัติงานประจาปขี อง กศน. ตาบล

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนขำ่

ขอ้ มูลเบอ้ื งตน้ Best Practice
กำรพัฒนำเครอื่ งมอื กำรจดั กำรเรยี นกำรสอนกำรศกึ ษำตอ่ เนอ่ื ง แผนกำรเรยี นรู้ เรื่อง กำรทำขนมข้ำวปำด
โดยกำรใชว้ ธิ กี ำรเรยี นแบบร่วมมอื (Cooperative Learning) ในกำรบรู ณำกำร กจิ กรรมเรียนรูต้ ำมหลกั
ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพยี งเพอื่ ถอดบทเรยี นกำรทำขนมขำ้ วปำด ของนกั ศึกษำ กศน.ตำบลบำ้ นขำ่

ผบู้ ริหำรแกนนำ
นางรศั มี รัตนแสนศรี ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอศรีสงคราม

ครแู กนนำ

นางรดากร ททุ ิน ครู กศน.ตาบลบา้ นข่า

นกั เรยี นทล่ี งทะเบียนรำยวิชำชอ่ งทำงกำรพฒั นำอำชีพ (อช21001)

ที่ รหสั นักศึกษา ช่อื -สกลุ อายุ การศกึ ษา อาชีพ ที่อยู่

1 6422000368 นางสาวปวรศิ า วงั วศิ ัย 36 ม.ตน้ เกษตรกร 27 ม.3 ต.ศรีสงคราม
103 ม.3 ต.ศรีสงคราม
2 6422000528 นางสาวกาญจนา ดายงั หยดุ 36 ม.ต้น เกษตรกร
95 ม.7 ต.บ้านข่า
3 6422000582 นายสมิทธ์ คะพันธ์ 20 ม.ต้น เกษตรกร 51 ม.8 ต.บ้านข่า
104 ม.2 ต.บ้านขา่
4 6422000591 นายวฒั นา ประสงค์ 21 ม.ต้น เกษตรกร 68 ม.8 ต.บา้ นขา่
60 ม.8 ต.บ้านขา่
5 6422000649 นางสาวนฤทัย ขันทะชา 20 ม.ตน้ เกษตรกร 193 ม.1 ต.บา้ นข่า
172 ม.2 ต.บา้ นข่า
6 6422000667 นางกวิศรา ทสี ุกะ 36 ม.ต้น เกษตรกร 114 ม.4 ต.บ้านข่า
104 ม.2 ต.บ้านขา่
7 6422000676 นางสาวกอยใจ จนั ทะรังสี 39 ม.ต้น เกษตรกร 196 ม.9 ต.บ้านขา่
71 ม.3 ต.บา้ นข่า
8 6422000685 นายสุริยันต์ คะปัญญา 26 ม.ตน้ เกษตรกร 51/15 ม.4 ต.บ้านขา่
139 ม.10 ต.ศรสี งคราม
9 6422000694 นายธีรทร คะปัญญา 24 ม.ต้น เกษตรกร 105 ม.13 ต.บา้ นข่า

10 6512000029 นายสนอง ไชยนาน 56 ม.ตน้ เกษตรกร

11 6512000074 นางสาววรรณภา ขนั ทะชา 18 ม.ตน้ เกษตรกร

12 6512000298 นายวศั พล ศมนตรี 24 ม.ต้น เกษตรกร

13 6512000364 นางสาววรี ยา คาใบ 30 ม.ตน้ เกษตรกร

14 512000515 นางสาวบงั อร อุปทุม 53 ม.ต้น เกษตรกร

15 6512000690 นายเจษฎากร ขันธ์สอน 15 ม.ต้น เกษตรกร

16 6512000766 นางสาลี อปุ ทุม 62 ม.ต้น เกษตรกร

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนข่ำ

ข้อมลู เบื้องต้น Best Practice
กำรพัฒนำเคร่อื งมือกำรจดั กำรเรยี นกำรสอนกำรศึกษำต่อเนอื่ ง แผนกำรเรยี นรู้ เรอื่ ง กำรทำขนมขำ้ วปำด
โดยกำรใช้วิธกี ำรเรยี นแบบรว่ มมอื (Cooperative Learning) ในกำรบูรณำกำร กจิ กรรมเรยี นรู้ตำมหลัก
ปรัชญำของเศรษฐกจิ พอเพยี งเพอื่ ถอดบทเรียนกำรทำขนมข้ำวปำด ของนกั ศึกษำ กศน.ตำบลบ้ำนข่ำ

ช่อื ผลงำน : การพัฒนาเคร่ืองมอื การจัดการเรยี นการสอนการศกึ ษาตอ่ เนื่อง แผนการเรียนรู้ เรื่อง
การทาขนมข้าวปาด โดยการใช้วธิ กี ารเรียนแบบรว่ มมือ (Cooperative Learning) ในการบรู ณา
การ กิจกรรมเรียนรตู้ ามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งเพ่อื ถอดบทเรียนการทาขนมข้าวปาด
ของนักศกึ ษา กศน.ตาบลบ้านข่า
ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอศรีสงคราม

ชอื่ ผ้เู สนอผลงำน : นางรดากร ทุทิน
หน่วยงำน สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั จงั หวัดนครพนม
ตดิ ต่อเจ้ำของผลงำน โทร: 063-830-5073 E-mail:[email protected]
1. ควำมสำคัญของผลงำน/นวัตกรรมที่นำเสนอ

พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพม่ิ เติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 บญั ญตั ิไว้
ว่า มาตรา 6 การจัดการศกึ ษาเพื่อพฒั นาคนไทยใหเ้ ปน็ มนษุ ย์ที่สมบูรณท์ งั้ ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา
ความรู้ และคุณธรรม มจี ริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชวี ติ มาตรา 23 เนน้ การนาความรู้ทุก ๆ ด้าน
มาจัดกระบวนการเรียนรจู้ ากสือ่ การเรียนรทู้ ห่ี ลากหลาย มาตรา 24 จัดกระบวนการเรียนรู้ ใหม้ เี นอ้ื หา
สาระและกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั ความสนใจและความถนัดของผู้เรียน หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ตงั้ แต่มาตรา 63 ถงึ มาตรา 69 ได้กล่าวถึงความสาคัญของการใช้สื่อประเภทเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา
รวมทงั้ ใหม้ หี นว่ ยงานกลางทาหน้าทีใ่ นดา้ นนโยบาย แผน การสง่ เสรมิ และวิจัย การพฒั นาและการใช้ การ
ประเมินคณุ ภาพและประสิทธภิ าพของการผลิตและการใช้ส่อื เทคโนโลยีเพื่อการศกึ ษาไวเ้ ป็นการเฉพาะอยา่ ง
ชดั เจน และในปี พ.ศ.2551 พระราชบัญญัติส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั
พ.ศ.2551 พระราชบญั ญตั ิฉบับนีไ้ ดใ้ หค้ วามสาคัญในการใช้สอ่ื และแหลง่ การเรยี นร้มู าจัดการเรียนรู้ตาม
มาตรา 6 (2) (ก)(ข) ทั้งในสว่ นท่เี ป็นภมู ปิ ญั ญาท้องถนิ่ ที่และส่วนทเี่ ป็นเทคโนโลยีท่ีหลากหลาย โดยมาตรา
10 (1) และมาตรา 11 (1) ใหส้ ว่ นราชการ หน่วยงานของรฐั และภาคีเครอื ข่ายใหก้ ารส่งเสริมและสนบั สนุน
สอื่ และเทคโนโลยเี พือ่ การศึกษาและโครงสร้างพ้ืนฐานเพื่อการเรยี นรู้ เชน่ แหลง่ เรยี นรู้ ศูนย์การเรียน
ชุมชน มาตรา 14 (3) ให้มกี ารสง่ เสรมิ สนับสนุนการพฒั นาคุณภาพทางวิชาการ การวิจัย การพฒั นา
หลกั สูตรและนวัตกรรมทางการศึกษา บคุ ลากร และระบบขอ้ มูลสารสนเทศทีเ่ ก่ียวข้อง (6) การใช้ประโยชน์
เครอื ข่าย และแหลง่ การเรียนรู้อ่นื ๆ เพอ่ื เป็นแหล่งเรียนรสู้ าหรับผูเ้ รยี น

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นข่ำ

ความรเู้ บ้อื งต้นเรอ่ื งส่อื และนวตั กรรมเพ่ือการศกึ ษา
สือ่ (Media) หมายถงึ เครอ่ื งมอื ท่ีชว่ ยเป็นทางใหส้ ารอาศัยผ่าน หรอื อาจหมายถงึ วัตถุทนี่ า

สารผา่ นไปผา่ นเครอื่ งมอื นน้ั ส่วนส่อื การสอน (Instruction Media) หมายถึง วัสดแุ ละอปุ กรณ์ หรอื
อาจจะเปน็ วธิ กี ารทเ่ี ปน็ ตัวกลางการถา่ ยทอดในการสือ่ ความหมายเพือ่ ใหร้ บั รู้ทง้ั ผสู้ ่งสารและผู้รบั สาร มีความ
เข้าใจท่ีตรงกนั
ประเภทของสอื่ การเรียนรู้

ดร.ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ ผู้อานวยการสานักเทคโนโลยกี ารศึกษา
มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช ไดแ้ บง่ ประเภทของสอื่ การเรยี นร้ไู ว้ 3 ประเภท คือ

1. วัสดุ หมายถงึ สงิ่ ช่วยสอนทม่ี ีการผุพังส้นิ เปลือง เช่น ชอล์ค ฟิล์ม ภาพถ่าย สไลด์
2. อปุ กรณ์ หมายถงึ ส่ิงท่ีช่วยสอนที่เปน็ เคร่ืองมือ เชน่ กระดานดา กลอ้ งถา่ ยรูป เครอื่ ง
ฉายภาพยนตร์ เครื่องรบั โทรทัศน์
3. กระบวนการและวธิ ีการ ได้แก่ การจดั ระบบ การสาธิตทดลอง เกม กิจกรรมต่างๆ
นวตั กรรมการศึกษา (Educational Innovation) หมายถึง นวัตกรรมท่จี ะช่วยให้การศึกษาและการเรยี นการ
สอนมีประสทิ ธภิ าพดยี ่ิงขึน้ ผู้เรยี นสามารถเกดิ การเรยี นร้ไู ด้อย่างรวดเรว็ มีประสทิ ธภิ าพ เกิดแรงจูงใจในการ
เรียนดว้ ยนวัตกรรมเหลา่ นั้นและประหยัดเวลาในการเรียนได้อกี ดว้ ย ซึ่งได้แก่ แนวคิด รูปแบบ วิธีการ
กระบวนการ สอื่ ตา่ ง ๆ ทเ่ี กี่ยวกับการศึกษาดงั นน้ั ส่อื และนวตั กรรมเพ่อื การศึกษา จงึ หมายถงึ เครือ่ งมอื
วัสดุและอุปกรณ์ หรือแนวคิด รปู แบบ วิธีการ กระบวนการต่าง ๆ ท่ีเก่ยี วกบั การศกึ ษาให้มกี ารสื่อ
ความหมายเพอื่ ให้รับรู้ท้งั ผู้สง่ สารและผูร้ บั สารเขา้ ใจความหมายทตี่ รงกัน เพอ่ื ชว่ ยให้การเรยี นการสอนมี
ประสิทธภิ าพ เกิดแรงจงู ใจและประหยัดเวลาในการเรียน ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัยอาเภอศรีสงคราม ไดน้ าบทบญั ญตั ิทเ่ี กีย่ วข้องดังกล่าวมาเป็นหลักในการพฒั นากิจกรรมการเรียนรู้
ของผู้เรียนขัน้ พืน้ ฐานทกุ ระดบั ไดด้ าเนนิ การจดั การเรยี นรโู้ ดยผเู้ รียนเป็นสาคัญ และใช้หลักการวจิ ยั อยา่ ง
ง่ายเพื่อแกป้ ญั หาการจัดกิจกรรม ดังน้ันจึงมีการคิดค้นวิธีการพัฒนาสือ่ เพื่อเป็นนวตั กรรมสาหรับแก้ปัญหา
การเรียนการสอน ตัง้ แต่ปีการศึกษา 2548 เปน็ ต้นมา และไดศ้ ึกษาหลักการ แนวทาง ความรู้ มา
ดาเนนิ การพฒั นาสอ่ื และนวตั กรรมเพ่ือการศกึ ษา เพอ่ื แก้ปญั หาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในพืน้ ที่ โดยการ
การพัฒนาเคร่อื งมือการจัดการเรยี นการสอนการศึกษาตอ่ เน่อื ง แผนการเรียนรู้ เรอื่ ง การทาขนมข้าวปาด โดย
การใชว้ ธิ ีการเรียนแบบรว่ มมือ (Cooperative Learning) ในการบรู ณาการ กจิ กรรมเรียนรตู้ ามหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียงเพื่อถอดบทเรียนการทาขนมขา้ วปาด ของนกั ศึกษา กศน.ตาบลบา้ นข่า

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นขำ่

1. หลักกำรและเหตผุ ล
หลกั การทางาน กศน. ตาบล ยึดชุมชนเปน็ ฐานในการทางานและการเรียนรู้ โดยใช้ตน้ ทนุ ของชุมชน

เช่น อาคาร สถานที่ แหลง่ วทิ ยาการ ภมู ปิ ญั ญาท้องถิน่ วฒั นธรรมประเพณี มีการประสานเครือขา่ ยในชมุ ชน
ร่วมจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยสง่ เสริม สนบั สนนุ ใหท้ ุกภาคส่วนในชุมชน/สังคม เข้ามามีส่วนรว่ มเป็นภาคี
เครอื ขา่ ยในการดาเนินการจัดกิจกรรม กศน. ตาบล ทง้ั ในฐานะผใู้ ห้บริการ ผรู้ ับบรกิ าร มีส่วนร่วมเป็นเจา้ ของ
ร่วมคดิ ร่วมทา รว่ มแกป้ ญั หา บรู ณาการกระบวนการเรยี นรู้ และจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรใู้ ห้สอดคลอ้ งกับ
วิถชี ีวติ ของผเู้ รยี นและชุมมชน มีคณะกรรมการ กศน. ตาบล ท่ีเป็นคนในชมุ ชนให้การสง่ เสรมิ สนับสนุน
ติดตามดูแลและร่วมประเมินผลการดาเนนิ งาน กศน. ตาบล ดังบทบาทหน้าที่ ครู กศน.ตาบล ข้อ 2 การจดั
และสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กศน.ตาบลบ้านข่าเลง็ เห็นความสาคญั จงึ ได้
การพฒั นาเคร่อื งมือการจดั การเรยี นการสอนการศึกษาต่อเนือ่ ง แผนการเรียนรู้ เร่ือง การทาขนมข้าวปาด โดย
การใชว้ ิธีการเรียนแบบร่วมมอื (Cooperative Learning) ในการบรู ณาการ กิจกรรมเรยี นรตู้ ามหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี งเพื่อถอดบทเรยี นการทาขนมขา้ วปาด ของนกั ศกึ ษา กศน.ตาบลบา้ นข่า
2. วัตถปุ ระสงค์

1. เพือ่ พัฒนาเครื่องมือการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนการศึกษาตอ่ เนื่องแผนการเรียนรู้ เร่ือง การ
ทาขนมข้าวปาด โดยการใชว้ ธิ กี ารเรียนแบบรว่ มมอื (Cooperative Learning)

2. เพ่อื สง่ เสริมกจิ กรรมเรยี นรู้ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
3. เพื่อเผยแพร่ผลงานสสู่ าธารณะ
3. ขน้ั ตอนกำรดำเนนิ งำน
กำรเรยี นรู้แบบรว่ มมอื

การจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื หมายถงึ การจัดกิจกรรมการเรยี นรสู้ าหรบั ผ้เู รยี นต้งั แตส่ องคนขึ้นไป
หรือโดยการแบ่งผู้เรยี นออกเปน็ กล่มุ ยอ่ ยๆ ส่งเสริมให้ผู้เรยี นทากิจกรรมรว่ มกัน โดยในกลุ่มประกอบดว้ ย
สมาชกิ ทีม่ ีความสามารถแตกต่างกนั มีการแลกเปลยี่ นความคิดเหน็ มกี ารชว่ ยเหลือพง่ึ พากัน มีความ
รบั ผดิ ชอบร่วมกัน ทัง้ ในสว่ นตนและสว่ นรวม เพอ่ื ใหต้ นเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสาเร็จตาม
เป้าหมายท่กี าหนด ซ่ึงตรงขา้ มกบั การเรียนทีเ่ นน้ การแขง่ ขันและการเรยี นตามลาพัง

ความหมายของการเรียนรูแ้ บบรว่ มมือ (Cooperative Learning)

ความหมาย

การเรยี นรู้แบบรว่ มมือ (Cooperative and Collaborative Learning) เปน็ คาท่มี ีความหมายใกล้เคียงกนั
เพราะมีลักษณะเปน็ กระบวนการเรียนรูเ้ ปน็ แบบรว่ มมอื ข้อแตกตา่ งระหวา่ ง Cooperative Learning กับ
Collaborative Learning อยทู่ ่รี ะดับความรว่ มมือท่ีแตกต่างกนั Sunyoung, J. (2003) ได้สรปุ วา่ ความ
แตกตา่ งทเ่ี ห็นได้ชัดเจนระหวา่ ง Cooperative Learning กับ Collaborative Learning คือ เรอื่ งโครงสร้าง

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนขำ่

ของงาน ไดแ้ ก่ Pre – Structure , Task – Structure และ Content Structure โดย Cooperative
Learning จะมีการกาหนดโครงสรา้ งล่วงหน้ามากกวา่ มคี วามเก่ียวข้องกบั งานทม่ี กี ารจัดโครงสร้างไวเ้ พื่อ
คาตอบที่จากดั มากกวา่ และมกี ารเรียนรู้ในขอบข่ายความรูแ้ ละทักษะทช่ี ัดเจน สว่ น Collaborative
Learning มีการจัดโครงสร้างลว่ งหน้าน้อยกว่า เก่ยี วขอ้ งกับงานทีม่ กี ารจดั โครงสร้างแบบหลวมๆ (ill –
Structure Task) เพือ่ ให้ได้คาตอบทย่ี ืดหยุ่นหลากหลาย และมกี ารเรยี นรู้ในขอบขา่ ยความรู้และทักษะทไี่ ม่
จากดั ตายตัว ในเรื่องท่ีเก่ียวขอ้ งกบั สภาพการเรียนการสอนออนไลน์มกั นิยมใช้คาว่า Collaborative
Learning Nagata and Ronkowski (1998) ได้สรปุ เปรียบวา่ Collaborative Learning เปน็ เสมือนร่มใหญ่
ที่รวมรูปแบบหลากหลายของ Cooperative Learning จากกลุม่ โครงการเล็กสรู่ ปู แบบท่มี ีความเฉพาะเจาะจง
ของกลมุ่ การทางานท่เี รยี กว่า Cooperative Learning กล่าวได้ว่า Cooperative Learning เป็นชนดิ หน่งึ ของ
Collaborative Learning ทไี่ ดถ้ กู พฒั นาโดย Johnson and Johnson (1960) และ ยงั คงเปน็ ที่นยิ มใช้
แพรห่ ลายในปจั จบุ นั Office of Educational Research and Improvement (1992) ไดใ้ ห้ความหมายของ
Cooperative Learning วา่ เปน็ กลยุทธ์ทางการสอนท่ีประสบผลสาเร็จในทีมขนาดเลก็ ทซ่ี ่ึงนักเรียนมรี ะดบั
ความสามารถแตกต่างกัน ใช้ความหลากหลายของกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่อื การปรบั ปรงุ ความเข้าใจต่อ
เนอ้ื หาวชิ า สมาชกิ แต่ละคนในทีมมีความรับผิดชอบไม่เพียงแตเ่ ฉพาะการเรียนรู้แตย่ ังรวมถงึ การชว่ ยเหลอื
เพื่อนร่วมทีมในการเรียนร้ดู ว้ ย นอกจากนีย้ งั มกี ารสร้างบรรยากาศเพอื่ ใหบ้ งั เกิดการบรรลุผลสาเร็จทีต่ ง้ั ไว้ดว้ ย
Penn State University College of Education (2004) ได้ให้คาจากดั ความของ Collaborative Learning
วา่ มคี ณุ ลกั ษณะของการแบง่ ปัน เขา้ ใจเปา้ หมาย มกี ารยอมรับซง่ึ กนั และกนั เชือ่ มนั่ และมขี อบเขตความ
รับผิดชอบท่ชี ัดเจน มีการติดตอ่ สอ่ื สารในสง่ิ แวดล้อมท่ีเป็นทง้ั แบบเปน็ ทางการและไม่เป็นทางการ มีการ
ตดั สินใจจากการลงความเหน็ รว่ มกัน ซง่ึ ผู้สอนจะเป็นผเู้ อ้อื อานวยและชแ้ี นะให้ นกั เรียนไดม้ องเห็นทางออก
ของปัญหานั้นๆ Thirteen Organization (2004) ได้สรุปว่า Collaborative Learning เปน็ วิธกี ารหนง่ึ ของ
การสอนและการเรยี นรใู้ นทีมของนักเรยี นดว้ ยกนั เปน็ การเปดิ ประเด็นคาถามหรอื สร้างโครงการท่ีเต็มไปดว้ ย
ความหมาย ตวั อยา่ งเช่น การท่ีกล่มุ ของนักเรียนไดม้ ีการอภิปราย หรอื การทนี่ ักเรยี นจากโรงเรยี นอน่ื ๆทางาน
รว่ มกนั ผา่ นอินเทอรเ์ นต็ เพ่ือแบง่ ปันงานท่ไี ด้รับมอบหมาย ส่วนCooperative Learning เป็นการมุ่งเนน้ โดย
เบ้ืองต้นทกี่ ารทากจิ กรรมกลุ่ม เปน็ แบบเฉพาะเจาะจงในชนดิ ของการรว่ มมือ ซง่ึ นกั เรยี นจะทางานรว่ มกนั ใน
กลมุ่ เลก็ ในโครงสรา้ งของกจิ กรรม ทุกคนจะมีความรบั ผิดชอบในงานของพวกเขา โดยทุกคนสามารถเขา้ ใจถงึ
การทางานเป็นกลุ่มเป็นอย่างดี และการทางานกลุม่ แบบ Cooperative นนั้ จะมีการทางานแบบเผชิญหนา้
(Face – to –face) และเรยี นรูเ้ พอื่ ทางานเปน็ ทีม

สรุปได้วา่ การเรียนรแู้ บบร่วมมอื (Cooperative Learning and Collaborative Learning) หรือ
นักวิชาการบางทา่ นไดแ้ ปล Collaborative Learning วา่ คือ การเรยี นรู้รว่ มกัน ซ่งึ เปน็ วธิ ีการจดั การเรยี นการ
สอนรูปแบบหนึ่ง ที่เนน้ ให้ผู้เรยี นลงมือปฏิบตั งิ านเปน็ กลุ่มยอ่ ย โดยมีสมาชิกกลมุ่ ทม่ี ีความสามารถท่ีแตกตา่ ง
กนั เพ่อื เสรมิ สรา้ งสมรรถภาพการเรยี นรู้ของแต่ละคน สนับสนนุ ใหม้ ีการช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั จนบรรลตุ าม
เปา้ หมายทว่ี างไว้ นอกจากนี้ ยงั เปน็ การส่งเสริมการทางานร่วมกันเป็นหมคู่ ณะ หรอื ทีม ตามระบอบ
ประชาธิปไตย และเปน็ การพฒั นาความฉลาดทางอารมณ์ ทาใหส้ ามารถปรับตวั อยู่กับผอู้ ืน่ ได้อย่างมีความสุข

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนขำ่

โดยใชแ้ บบ Teams-Assisted Individualization (TAI)
ขั้นที่ 1 : จัดนกั เรยี นเปน็ กลมุ่ เล็กๆ แบบคละกนั กลุ่มละ 2-4 คน
ข้นั ท่ี 2 : ครอู ธบิ ายทบทวนบทเรียนทเี่ รียนมาแล้ว และใหน้ กั เรียนแต่ละคน
ทาแบบฝกึ หดั ที่ 1 (worksheet No.1) ที่ครูเตรียมไวแ้ ล้ว
ขน้ั ที่ 3 : ใหน้ ักเรียนจบั คกู่ ันภายในกลมุ่ ของตนเอง
- แลกเปลย่ี นแบบฝึกหดั ท่ี 1 เพ่ือตรวจสอบ อธิบายขอ้ สงสยั
- ถ้านกั เรยี นคใู่ ดทาแบบฝึกหดั ไดถ้ ูกตอ้ ง 75% ขึ้นไป
ใหท้ าแบบฝึกหัดท่ี 2 (worksheet No.2)
- ถา้ นักเรยี นคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่ ทาแบบฝึกหัดที่ 1 ได้
แต่น้อยกว่า 75% ใหน้ กั เรียนทง้ั คูท่ าแบบฝกึ หดั ชุดที่ 3 หรอื 4
จนกว่าจะทาได้ถูกต้อง 75% ขึ้นไปจึงจะผา่ น
ขั้นท่ี 4 : นกั เรียนทกุ คนทาการทดสอบ คะแนนทีไ่ ดจ้ ากการทดสอบของ
นักเรียน แต่ละคนจะนามารวมกันเป็นคะแนนกลุ่มหรอื ใชค้ ะแนน
เฉลย่ี ในกรณที ส่ี มาชิกในกล่มุ มจี านวนไมเ่ ทา่ กัน
ข้นั ที่ 5 : กล่มุ ท่ไี ด้คะแนนสงู สดุ จะติดประกาศไวท้ ่ีมมุ ข่าวหนา้ ห้อง

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นข่ำ

ผงั โครงสรำ้ งหนว่ ยกำรเรียนรเู้ พ่อื เสริมสรำ้ งคุณลักษณะอยอู่ ยำ่ งพอเพียง
สำระกำรประกอบอำชพี

ชอื่ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ เศรษฐศำสตรก์ ับผ้บู ริโภค ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษำตอนต้น เวลำ 12 ช่ัวโมง

แผนที่ 1 (4 ช่วั โมง) แผนที่ 2 (3 ชัว่ โมง)
เร่ือง กำรออมและกำรลงทุน เรอ่ื ง ปัจจัยกำรผลติ
มฐ./ตัวชวี้ ัด ส3.1 ม2/1 มฐ./ตวั ชวี้ ัด ส3.1 ม2/2
สำระกำรเรียนรู้ : การออมและการลงทุนมีความสาคัญ สำระกำรเรียนรู้ : ปัจจัยการผลิตเป็นส่ิงจาเป็นขั้น
ต่อบุคคลและต่อการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ การ พ้ืนฐานที่นามาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการได้แก่
บริหารจัดการเงินออมและการลงทุนจึงมีความสาคัญ ท่ีดิน แรงงาน ทุน ผู้ประกอบการ ซึ่งมีความสาคัญต่อ
และจาเปน็ ในสงั คมไทย กระบวนการผลิตสินคา้ และบรกิ ารอย่างมปี ระสิทธภิ าพ

หน่วยกำรเรียนรู้ : เศรษฐศำสตรก์ บั ผบู้ รโิ ภค 12 ช.ม.

สำระสำคัญ : เศรษฐศาสตร์มีความสาคัญต่อประชาชนทั้งในด้านการ
ผลิต การบริโภค การออมและการลงทุน การใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง
ในการดาเนนิ ชีวติ ตลอดจนการปกปอ้ งสทิ ธขิ องผ้บู ริโภค

แผนที่ 3 ( 3 ชว่ั โมง) แผนท่ี 4 (2 ชว่ั โมง)

เร่ือง เศรษฐกิจพอเพยี งกับการผลิตสินคา้ และบริการในทอ้ งถน่ิ เร่อื ง การคุ้มครองผบู้ รโิ ภค

การทาขนมขา้ วปาด มฐ./ตัวช้ีวัด ส3.1 ม2/4

มฐ./ตัวชว้ี ัด ส3.1 ม2/3 สำระกำรเรียนรู้ : การคุ้มครองผู้บริโภค เพ่ือไม่ให้ได้รับ

สำระกำรเรียนรู้ : ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมหี ลักการ ความเสยี หายจากการซ้ือสนิ ค้าและการกระทาของผู้ผลิต

และเปา้ หมายสาคัญทส่ี ามารถนาไปประยกุ ต์ใช้ในการพัฒนาการ การศึกษาหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายการ

ผลติ สินค้าและบริการในทอ้ งถน่ิ ซงึ่ จะสง่ ผลต่อเศรษฐกิจของ คุ้มครองผู้บรโิ ภคจึงมคี วามสาคัญต่อการปกป้องสิทธิของ

ชุมชนและวถิ กี ารดาเนินชวี ิตของสมาชกิ ในชุมชน ผบู้ ริโภค

สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ภำระงำน/ชน้ิ งำน

1. มคี วามสามารถในการส่อื สาร 1.รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ 6. มุ่งมัน่ ในการทางาน 1. สัมภาษณ์บคุ คลเร่ืองการออม
2. มคี วามสามารถในการคิด 2. แผนผังประเภทการผลติ สินค้า
3. มคี วามสามารถในการแก้ปัญหา 2.ซื่อสตั ย์ สจุ ริต 7. รกั ความเปน็ ไทย และบริการในท้องถ่นิ
4. มีความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต 3. โครงงานการสืบคน้ ผลติ ภัณฑ์
5. มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 3.มวี นิ ัย 8. มีจติ สาธารณะ ในท้องถิน่

4.ใฝเ่ รียนรู้

5.อยู่อย่างพอเพียง

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นข่ำ

ผงั กำรออกแบบกำรเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Blackward Design)

สำระกำรประกอบอำชีพ ระดบั มธั ยมศกึ ษำตอนตน้

แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ เรอื่ ง เศรษฐกจิ พอเพยี งกับการผลิตสนิ ค้าและบรกิ ารในท้องถ่ิน เวลำ 3 ชัว่ โมง

1. เปำ้ หมำยกำรเรียนรู้ 2. หลกั ฐำนกำรเรยี นรู้
มำตรฐำนตัวชวี้ ัด ภำระงำน/ชนิ้ งำน :

ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจดั การทรพั ยากรในการผลิตและ โครงงานการสืบค้นผลติ ภัณฑ์ในท้องถิน่ ตามหลกั ปรชั ญา
การบรโิ ภคการใช้ทรัพยากรท่ีมีอยูจากัดได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและ ของเศรษฐกิจพอเพียง
คุ้มคา่ รวมทงั้ เข้าใจหลกั การของเศรษฐกจิ พอพียง เพ่อื การดารงชวี ติ กำรวดั ประเมินผล
อยา่ งมดี ุลยภาพ
ตวั ช้ีวัด ประเดน็ วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑป์ ระเมิน
ดา้ น K การสอบถาม แบบคาถาม ผา่ นร้อยละ 80
เสนอแนวทางการพัฒนาการผลิตในท้องถิน่ ตามปรัชญาของ ด้าน P การประเมนิ แบบประเมิน ผ่านร้อยละ 80
เศรษฐกิจพอเพยี ง (ส 3.1 ม 2/3) โครงงาน
สำระสำคัญ ดา้ น A สังเกต แบบสงั เกต ผ่านรอ้ ยละ 80
พฤตกิ รรม พฤตกิ รรม
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีหลกั การและเปา้ หมายสาคญั ท่ี
สามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการพฒั นาการผลิตสนิ คา้ และบรกิ ารใน

ทอ้ งถิน่ ซง่ึ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของชุมชนและวิถีการดาเนนิ ชีวิตของ

สมาชิกในชมุ ชน 1 2
จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้

1. อธิบายการนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใชใ้ นการ

ผลติ สินค้าและบริการในทอ้ งถน่ิ ได้ (K) ชือ่ แผน เศรษฐกจิ พอเพียงกับกำรผลิตสินค้ำ
2. ประยุกตใ์ ช้ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งในการผลิตสินค้า และบริกำรในทอ้ งถิ่น

และบรกิ ารในทอ้ งถิน่ (P)

3. ศรัทธาในการนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาใชใ้ น 3
การดาเนนิ ชีวิต (A)

สำระกำรเรียนรู้ 3. กิจกรรมกำรเรียนรู้
1. หลักการและเปา้ หมายปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
2. สารวจและวิเคราะหป์ ญั หาการผลติ สนิ คา้ และบรกิ ารในทอ้ งถิ่น กิจกรรมกำรเรียนรู้ :
1. นกั เรยี นศึกษาหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
3. ประยกุ ต์ใช้หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงในการผลติ สนิ ค้า 2. นกั เรียนสารวจการผลิต ปญั หาการผลิตในทอ้ งถ่นิ
และบรกิ ารในทอ้ งถ่ิน 3. นกั เรยี นแบง่ กลมุ่ จดั ทาโครงงาน
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น 4. นาเสนอโครงงานและนาโครงงานจดั เปน็ นทิ รรศการ

1. ความสามารถในการส่ือสาร (นาเสนออย่างมีขนั้ ตอนเขา้ ใจง่าย)
2. ความสามารถในการคิด (การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การ ส่ือเรียนร/ู้ แหล่งเรียนรู้ :
ตสบืคี วคา3น้ ม.ขอค้อยวมา่าลู งมมสกีเราหมะตบาุผรวลถน)ใกนากราทราใงชา้ทนักกษลมุ่ะชีวแิตละ(กมาีทรักแษกะป้ BใัญeนsหกtาาP)รสraาcรtวiจceกากรศน.ตำเวบลลำ21บ..ำ้: นคใบขรคั่ำวเวราอื มนรู้เบรอื่คุ งคปลรทชั นี่ ญกั าเขรียอนงเไศปรสษัมฐภกาิจษพณอ์เพียง
3 ช่วั โมง
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี (สามารถใช้คอมพิวเตอร์ใน

การสืบค้นข้อมลู )

กิจกรรมกำรเรียนรเู้ พ่ือเสรมิ สร้ำงคณุ ลักษณะอยู่อย่ำงพอเพียง
สำระกำรประกอบอำชพี ระดับ มธั ยมศกึ ษำตอนตน้

แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ เรือ่ ง เศรษฐกจิ พอเพียงกับการผลิตสนิ ค้าและบริการในทอ้ งถิ่น การทาขนมขา้ วปาด
เวลำ 3 ชว่ั โมง
ชว่ั โมงที่ 1 ควำมหมำย ควำมเป็นมำของเศรษฐกจิ พอเพยี ง หลักกำรและเป้ำหมำยของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
1. ครูเล่าประวตั ิบุคคลตวั อยา่ งท่ดี าเนนิ ชวี ติ ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้นกั เรียนฟัง แลว้ ให้นักเรียน
ชว่ ยกันวเิ คราะหก์ ารกระทาและผลทไ่ี ด้รับ ครใู ช้คาถาม Q1
2. ครูอธบิ าย“หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ เศรษฐกจิ พอเพียง” เปน็ ปรชั ญาท่ีพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัว ทรงมี
พระราชดารสั ชแ้ี นะแนวทางการดาเนินชวี ิตแก่พสกนิกรชาวไทย
3. นกั เรยี นแบ่งกล่มุ เพอื่ ค้นควา้ เร่อื งของ “หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” จากคอมพิวเตอร์ระบบ
อนิ เทอร์เน็ตหรือใบความรู้ (มีภูมิคุม้ กนั ในตวั ท่ดี ี , ความพอประมาณ)

กล่มุ ที่ 1 เรือ่ ง ความหมาย ความเปน็ มา หลกั การและเป้าหมายของเศรษฐกจิ พอเพียง
กลุ่มท่ี 2 เรือ่ ง การนาหลกั เศรษฐกิจพอเพยี งไปใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของท้องถิ่น
4. ครูให้ออกมานาเสนอแตล่ ะกลุ่มโดยใชเ้ วลาในการนาเสนอกลมุ่ ละ 5 นาที (ความพอประมาณ) ครใู ช้
คาถาม Q2 และ Q3
5. ครูและนกั เรียนช่วยกันสรุปสาระสาคญั ของเรื่องทีเ่ รียนมา (เง่อื นไขความร)ู้ ใหน้ กั เรยี นเขยี นแผนผังแสดงนิยาม
ความพอเพียงทต่ี อ้ งประกอบด้วย 3 คณุ ลกั ษณะและ2 เง่อื นไข และใหน้ กั เรียนทากิจกรรมพฒั นาการคิดท้ายบทเรียน
(เง่ือนไขความรูแ้ ละความมีเหตผุ ล)
6. ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละกลมุ่ ไปสารวจการผลิต ปัญหาในการผลิตสินค้าและบรกิ ารในทอ้ งถนิ่ เพือ่ ใชท้ าโครงงานช่วั โมง
ตอ่ ไป (มีภูมคิ ุ้มกนั ที่ดใี นตัว)
ชวั่ โมงท่ี 2 กำรนำหลักปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปใช้ในทอ้ งถน่ิ
1. ครทู บทวนเรอื่ งที่เรยี นจากชวั่ โมงที่แล้วและเปิดโอกาสใหน้ กั เรียนแสดงความรู้ขอ้ คิดเห็นเพมิ่ เติม บอกถงึ เร่อื งท่ี
จะเรยี นรใู้ นชวั่ โมงนีค้ ือ การนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในทอ้ งถ่นิ และใชค้ าถาม Q4
2. นกั เรียนแบง่ กลมุ่ ทาโครงงานสบื คน้ ผลผลติ ของท้องถิน่ ในชมุ ชนท่นี าหลกั เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในท้องถิ่น
(ความพอประมาณ) ครูใช้คาถาม Q5
3. ครกู าหนดขัน้ ตอนการจดั ทาโครงงานตามประเดน็ ดงั นี้
- กาหนดปัญหา เช่น แหล่งผลิตสินคา้ ในท้องถน่ิ ที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพยี งมที ใี่ ดบ้าง ผลติ อะไรบ้าง
- ออกหาข้อมูล โดยการสอบถาม ออกสบื ค้น แหลง่ ขอ้ มูล บนั ทึกข้อมูล เช่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจ
พอเพยี งในทอ้ งถิ่น การผลติ สนิ ค้าในทอ้ งถ่นิ ตัวอยา่ งสนิ คา้
- วิเคราะห์ขอ้ มลู = นาขอ้ มูลที่ได้มาวิเคราะห์ว่าชุมชนนั้นๆ ผลติ สินค้าอะไร ใชห้ ลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร
- รวบรวมข้อมลู = นาข้อมูลท่ีได้มาเรยี บเรยี งและรวบรวมใหถ้ กู ตอ้ ง
- สรุปผล = สรุปผลการดาเนินโครงงาน

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นขำ่

4. นกั เรยี นร่วมกันกาหนดเวลาในการจดั ทาโครงงาน (ความพอประมาณ)
5. ครูแนะนานกั เรยี นในเรอื่ ง การดาเนินโครงงานแตล่ ะขั้นตอน เปดิ โอกาสให้ซักถามขอ้ สงสัย แล้วให้นกั เรียน
สรปุ วธิ ีการ วางแผนกาหนดปัญหาการทาโครงงาน (มีภูมคิ มุ้ กนั ในตวั ทีด่ )ี
ชว่ั โมงที่ 3 กำรนำหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพียงไปใช้ในทอ้ งถิ่น (ต่อ)
1. ครทู บทวนเรือ่ งโครงงานการสบื คน้ ผลผลติ ของทอ้ งถน่ิ ตามหลกั เศรษฐกิจพอเพียงทน่ี ักเรียนได้ดาเนนิ งาน
มา
2. ให้นักเรียนจบั สลากการออกมานาเสนอโครงงาน
3. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทนออกมานาเสนอโครงงาน (ความพอประมาณ)
4. ใหน้ ักเรยี นซกั ถาม แลว้ ครูใช้คาถาม Q6 และ Q7
5. ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรปุ ผลการอภปิ ราย (ความมีเหตุผล) และให้นักเรียนนาโครงงานมาจัดทาเป็น
นทิ รรศการ
6. ครูสรุปผลปัญหาการผลิตสามารถแกไ้ ขดว้ ยการนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้ และใชค้ าถาม Q8

ชดุ คำถำมกระตุ้นเพ่อื ปลูกฝังหลักคดิ พอเพยี ง
สำระกำรประกอบอำชีพ ระดับ มธั ยมศกึ ษำตอนตน้
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ เรอ่ื ง เศรษฐกจิ พอเพยี งกับการผลติ สินคา้ และบรกิ ารในทอ้ งถ่นิ เวลำ 3 ช่วั โมง

Q1 การกระทาของบคุ คลท่ีครูนามาเปน็ ตัวอย่างนัน้ สอดคล้องกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงอย่างไร
Q2 หลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยอะไรบ้าง
Q3 เปา้ หมายและหลักการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีอะไรบา้ ง
Q4 การผลิตสินคา้ และบรกิ ารในทอ้ งถน่ิ มอี ะไรบา้ ง
Q5 การจัดทาโครงงานมีข้นั ตอนการดาเนนิ การอยา่ งไร
Q6 การผลิตสินค้าและบริการในท้องถิ่นมีผลต่อเศรษฐกจิ สงั คมและสิ่งแวดลอ้ มอย่างไร
Q7 การผลิตสินคา้ และบรกิ ารในทอ้ งถิ่นมปี ญั หาอะไรบ้าง
Q8 ถ้านักเรียนนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใชใ้ นการดาเนินชวี ติ จะเกิดผลดีต่อตนเองและสังคม

อย่างไร

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นขำ่

แนวทำงทคี่ รูนำหลักปรัชญำของเศรษฐกจิ พอเพียงมำใช้จดั กำรเรยี นรู้
สำระกำรประกอบอำชพี ระดับ มธั ยมศึกษำตอนต้น

แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ เร่อื ง เศรษฐกิจพอเพียงกับการผลิตสินคา้ และบรกิ ารในทอ้ งถ่ิน เวลำ 3 ช่ัวโมง

ครูนำหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพียงมำใชจ้ ดั กำรเรียนรู้ ดงั นี้

ควำมรู้ท่คี รตู ้องมีกอ่ นสอน คณุ ธรรมของครใู นกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
1. พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
1. การออมและการลงทุน 2. อิทธบิ าท 4 (ฉันทะ วริ ิยะ จติ ตะ วิมงั สา)

2. ปัญหาการผลติ สนิ ค้าและบรกิ ารในทอ้ งถิ่น

3. หลกั การ เปา้ หมาย หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ

พอเพียง

4. การเลอื กบรโิ ภคสินคา้ และบรกิ าร

5. สิทธขิ องผู้บริโภค

6. การจดั ทาโครงงาน

ประเดน็ พอประมำณ มเี หตุผล มภี ูมคิ ุม้ กันในตวั ท่ดี ี

เนอื้ หา กาหนดเนอ้ื หาความสาคัญ เพ่ือใหผ้ เู้ รียนเรยี นด้วยความ ศึกษา ทบทวนความรแู้ ละ
เวลา ให้สอดคลอ้ งตามตวั ชี้วัด สนุก ได้รบั ความรู้ตรงตาม จดั เตรยี มเน้อื หาก่อนสอน
การจดั กิจกรรม ความยากง่ายเน้อื หา มาตรฐานและตวั ชว้ี ดั
ส่อื /อุปกรณ์
เหมาะสมกบั ความสนใจและ

วยั ผ้เู รียน

เวลาท่ีใช้ในการจดั กิจกรรม เพ่ือการดาเนนิ กิจกรรมไดต้ าม กาหนดกจิ กรรมและเน้อื หา

มคี วามเหมาะสมกบั เนอ้ื หา แผนท่ีกาหนด ผู้เรยี นได้ ใหพ้ อดกี ับเวลา

และกิจกรรม เรยี นรู้ทกุ กิจกรรมอยา่ งเต็มท่ี

จดั กิจกรรมการเรียนรูใ้ ห้ เพอ่ื กระต้นุ ให้ผเู้ รียนเกิดความ วางแผนการจัดกจิ กรรมให้

เหมาะสมกบั เน้ือหาในแต่ละ สนใจในการเรียนเกิดการ นกั เรียนมีส่วนร่วมอยา่ ง

ข้นั ตอน เรียนรู้อย่างเป็นระบบ ทั่วถงึ เตรียมชุคาถามให้

ผเู้ รียนกระตนุ้ อยากเรียน

จดั กจิ กรรมจากง่ายไปยาก

เลือกสื่อและใบงานให้ เพื่อให้การจดั กจิ กรรมการ จดั เตรียม ทดลองใชส้ อ่ื

เหมาะสมกับเนื้อหาและ เรียนรเู้ ปน็ ไปตามแผนที่ (คอมพิวเตอร์) และใบงาน

เพยี งพอกับจานวนผู้เรียน กาหนด ใหพ้ ร้อม

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนข่ำ

แหล่งเรียนรู้ เลอื กแหล่งเรยี นรู้ทอ่ี ยู่ใน เพือ่ ความสะดวกและรวดเรว็ สารวจสถานท่แี ละบุคคลท่ี
ประเมนิ ผล โรงเรียนและชุมชนให้ ของผูเ้ รียนในการเกบ็ ข้อมูล เปน็ กล่มุ เปา้ หมาย
สอดคล้องกับการจดั คน้ ควา้ ในการจัดทาโครงงาน
กิจกรรมการเรียนรู้
เกณฑก์ ารประเมนิ และแบบ เพือ่ ใหผ้ ลการประเมนิ ตรงตาม ศกึ ษาและสร้างเครื่องมอื
ประเมินผลสอดคลอ้ งกบั ตัวชี้วัดเห็นพฒั นาการของ การประเมนิ ตรงตามตวั ชว้ี ัด
การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ผู้เรยี นนาผลการประเมนิ ไป ใช้เครื่องมือที่หลากหลาย
และศกั ยภาพของผเู้ รียน พฒั นาแกไ้ ขและปรบั ปรงุ

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนข่ำ

ผลทจี่ ะเกิดขึ้นกบั ผเู้ รียนจำกกำรจัดกจิ กรรมกำรเรียนรู้ตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพยี ง
สำระกำรประกอบอำชพี ระดับ มธั ยมศึกษำตอนต้น

แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ เร่ือง เศรษฐกิจพอเพยี งกับการผลติ สินคา้ และบรกิ ารในท้องถ่นิ เวลำ 3 ช่ัวโมง

1. ผเู้ รียนจะไดฝ้ ึกคิดและฝกึ ปฎบิ ตั ติ ำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้

ควำมรู้ที่นกั เรยี นต้องมีกอ่ น คณุ ธรรมของนกั เรยี นทจ่ี ะทำให้กำรเรยี นรู้สำเรจ็
1. การออมและการลงทนุ 1. อิทธบิ าท 4 (ฉันทะ วริ ิยะ จติ ตะ วมิ ังสา)
2. ประเภทและความสาคัญของการผลติ
3. หลกั และปัจจยั ในการผลิตสินค้าและบริการใน

ท้องถิ่น
4. ปัญหาการผลิตสินค้าและบริการในท้องถิน่

พอประมำณ มเี หตุผล มภี ูมิคมุ้ กันในตวั ทด่ี ี

เลือกแนวทางการพฒั นาการผลิต เพื่อใหก้ ารพฒั นาสินค้าและบริการ การวางแผน การสารวจ รวบรวม

สินค้าและบริการในทอ้ งถน่ิ ที่ ในทอ้ งถ่ินมปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ ข้อมลู ก่อนทาโครงงาน

เหมาะสม เกดิ ผลดตี อ่ เศรษฐกจิ ในทอ้ งถ่ินและ

ประเทศชาติ

2. ผเู้ รยี นจะไดเ้ รยี นรกู้ ำรใช้ชวี ิตทีส่ มดลุ และพร้อมรับกำรเปลย่ี นแปลง 4 มติ ิตำมหลัก ปศพพ. ดังนี้

ด้ำน สมดุลและพรอ้ มรบั กำรเปลยี่ นแปลงในดำ้ นตำ่ ง ๆ

องคป์ ระกอบ วตั ถุ สังคม สงิ่ แวดลอ้ ม วัฒนธรรม

รจู้ กั เลือกวสั ดุ อธิบายการนาหลัก เสนอแนวทางการ สืบทอดภูมิปญั ญาการผลิตใน

อปุ กรณ์ในการ ปรัชญาของเศรษฐกจิ แก้ปัญหาโดยไม่ใช้ ท้องถน่ิ และเลอื กบรโิ ภค

ควำมรู้ จัดทาโครงงานและ พอเพยี งมาใชใ้ นการ สารเคมีในการผลิต สนับสนนุ สินคา้ ในทอ้ งถ่ิน

จดั นิทรรศการ ผลิตสินค้าและ

บรกิ ารในท้องถิน่ ได้

การจดั ทาโครงงาน ประยกุ ต์ใชป้ รัชญา มสี ่วนรว่ มกบั การใชค้ อมพิวเตอรใ์ นการ

ทกั ษะ และนาโครงงานจดั ของเศรษฐกิจ ท้องถน่ิ ในการรกั ษา สบื ค้นขอ้ มูลเปน็ การนา

เป็นนิทรรศการ พอเพียงในการผลติ ทรพั ยากรธรรมชาติ วฒั นธรรมสากลประยุกตใ์ ช้

สินค้าและบรกิ าร และส่ิงแวดล้อม อยา่ งเหมาะสม

ในท้องถน่ิ

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นข่ำ

เหน็ ความสาคัญ ตระหนกั ถึงการ ปลูกฝงั ให้สมาชิกใน ศรัทธาในการนาหลกั ปรชั ญา
ของการนาหลัก สรา้ งความสัมพนั ธ์
ค่ำนยิ ม ปรัชญาของ ระหวา่ งบุคคลเพือ่ ท้องถน่ิ เห็น ของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ใน
เศรษฐกิจพอเพียง ใช้ในการสมั ภาษณ์
มาแก้ปญั หาการ เกบ็ ข้อมลู ความสาคญั ของ การดาเนนิ ชวี ิต
ผลติ ทาให้เศรษฐกิจ
ดขี ้ึน ทรพั ยากรธรรมชาติ

รักษาความสะอาด

ในท้องถ่ิน

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นขำ่

3. ขน้ั ตอนกำรดำเนนิ งำน
1. ข้ันวางแผนงาน (Plan)

1.1 เสนอโครงการน้อมนาหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงสู่การปฏบิ ัติ (กิจกรรมการทาขนมข้าวปาด)
ตอ่ ผ้บู ริหาร
1.2 จดั ทาคาสัง่ แตง่ ต้งั และประชุมคณะกรรมการ ดาเนินงานฐานการทาขนมขา้ วปาด
1.3 แจ้ง ครู นักเรียนและบคุ ลากรทางการศึกษาทราบ การดาเนนิ งานแหลง่ เรียนรู้การทาขนมขา้ ว
ปาด
2. ขนั้ ปฏิบตั ิ (Do)
2.1 กาหนดหนา้ ที่รับผิดชอบของนกั เรียนใน กจิ กรรมต่างๆ
2.2 สารวจวสั ดุ อปุ กรณ์การทาขนมขา้ วปาดในท้องถิน่ ของนักเรยี นใน พนื้ ที่ตา่ งๆ
2.3 ปรับภูมทิ ัศน์ บริเวณการทาขนมข้าวปาด
2.4 นักเรียนปฏิบัติการทาขนมข้าวปาด
2.5 ให้บรกิ ารนกั เรยี น ครู บุคลากรทางการศกึ ษาและชุมชน เข้าใช้แหล่งเรียนรู้การทาขนมขา้ วปาด

รปู กิจกรรม นกั เรยี นและครปู รับภมู ทิ ัศน์และเตรียมสถานท่ีทาผ้ายอ้ มคราม

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นขำ่

3. ข้ันตดิ ตามตรวจสอบการดาเนนิ งาน (Check)
3.1 เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
3.2 วิเคราะห์ประเมนิ ผลการดาเนนิ งานการทาขนมขา้ วปาด

4. ข้ันประเมินผลการดาเนนิ งาน (Action)
4.1 ผรู้ ับผดิ ชอบโครงการประชุมรว่ มกับคณะกรรมการดาเนนิ งานการทาขนมขา้ วปาด สรุปผลการดาเนินกิจกรรม
4.2 รายงานผลการประเมนิ ตอ่ ผู้บรหิ าร

4. กำรดำเนนิ งำน
- ศกึ ษาและจดั หาอุปกรณ์การทาขนมข้าวปาด
ขั้นตอนกำรมดั หมผี่ ้ำยอ้ มครำม
1. กำรโมแ่ ป้งขำ้ วจำ้ ว นาปลายขา้ วจา้ วไปแช่นา้ จนนมิ่ ได้ท่ี จากนัน้ นาไปโมใ่ ห้
ละเอยี ด สมยั กอ่ นนิยมโมเ่ ครื่องโม่หนิ แบบโบราณซง่ึ มขี นาดใหญ่และหนกั มาก จึง
ทาใหย้ ุคนีน้ ิยมใช้เคร่อื งโม่ไฟฟา้ แทน

นำงรดำกร ทุทนิ : ภำพ

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนข่ำ

2. กำรคน้ั น้ำกะทิ การคนั้ น้ากะทใิ ห้หอมอร่อยต้องใชม้ ะพรา้ วที่แก่จัดขูดแลว้ คัน้ สดๆ
ใชน้ า้ ต้มใบเตยสดๆรอ้ นๆ ใส่เกลือตดั มนั นดิ หน่อยเพือ่ ความกลมกลอ่ ม

รดำกร ทุทนิ : ภำพ

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนขำ่

ข้นั ตอนกำรกวนข้ำวปำด
การกวนแป้งเม่ือยนื อย่หู นา้ เตาร้อน สองมือถือ “ไม้พายยาว” อปุ กรณห์ าได้ง่ายทาจากต้นไผ่

สเี ขยี ว บรรยากาศในการทางานผู้คนสนุกสนาน ชาวบ้านมกั จะรอ้ งราทาเพลง สนทนาพูดคยุ จนเกิดเสียง
หัวเราะ เม่อื แปง้ สกุ ได้ทจี่ ะใสและมคี วามข้น พวกเด็ก ๆ เม่อื ได้กลิน่ หอมลอยออกมาจากหนา้ เตา จากแป้งขา้ ว
จา้ วผสมกับกลนิ่ ของใบเตย ก็จะพากนั หาภาชนะไปใส่ ใช้มีดตดั เปน็ ชน้ิ สเ่ี หล่ยี มจัตุรสั เล็ก โรยหนา้ ด้วยมะพรา้ ว
ขดู เป็นเส้น ๆ ผสมกบั เกลือเลก็ นอ้ ย หลังจากน้นั กพ็ ากนั ปเู สือ่ นง่ั ล้อมวงรบั ประทานขนมกนั อยา่ งเอรด็ อรอ่ ย
ดังภาพ

รดำกร ทุทิน : ภำพ

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนขำ่

5. กจิ กรรมประจำ ฐำนเรียนรู้ “กำรทำขนมข้ำวปำด”
1. ระยะเวลาเวลาปฏิบัติกิจกรรม 3 ช่ัวโมง
วนั จันทร์ – วันศุกร์ ชัว่ โมงที่ 1
2. กิจกรรมประจาฐาน
2.1 ชั่วโมงที่ 1 การทานา้ กะทิและการโม่ขา้ วจ้าว
2.2 ชว่ั โมงที่ 2 การกวนขา้ วปาดและใสถ่ าดพกั ไวใ้ ห้เซตตวั
2.3 ชั่วโมงที่ 3 ถอดบทเรยี น การทาขนมขา้ วปาด

6. สรุปผลกำรดำเนนิ งำน
จากการทากิจกรรมฐานการเรียนรู้การทาขนมข้าวปาด ทาให้ ผู้เรียน คณะครู และบุคลากรได้ศึกษา

เรียนรู้ทั้งในด้านของอนุรักษ์วัฒนธรรมพ้ืนบ้านของท้องถ่ิน นามาซ่ึงความตระหนักในคุณค่าของขนมไทย
พื้นบา้ น โดยการทาขนมขา้ วปาดไดเ้ ป็นแหล่งเรียนรู้ ในทส่ี มบูรณ์ให้แก่ผู้เรียน คณะครู บุคลากรทางการศึกษา
และชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง นอกจากน้ีผลผลิตท่ไี ด้จากการทาขนมขา้ วปาดแหง่ นี้ ยงั ทา
ใหผ้ ู้เรยี นได้รจู้ ักนากระบวนการตา่ ง ๆ ซง่ึ เป็นภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ ไปปรับใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้ในอนาคต
โดยภาพรวมอย่ใู น ระดับ ดี = 89 % เมอ่ื พจิ ารณารายข้อ พบวา่ ผู้เขา้ ร่วมกิจกรรมมคี วามพึงพอใจรายข้อท่ีมี
ค่าเฉลยี่ สงู สุด คอื ดา้ นการนาความรไู้ ปใช้ ระดับดีมาก = 91 % และมีความพึงพอใจรายขอ้ ที่มีคา่ เฉลี่ย
ตา่ สดุ คอื ดา้ นกจิ กรรม ระดับ ดี = 87 %

แผนกำรจดั กิจกรรม กำรทำขนมข้ำวปำด
Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนขำ่

เวลำเรยี น 3 ชวั่ โมง

สำระสำคัญ/เนื้อหำ

ข้าวจ้าวเป็นพืชท่ีทนตอ่ สภาพแหง้ แลง้ ได้ดี สามารถทาได้ท้ังนาปแี ละนาปรงั ดงั นั้นอาหาร
ส่วนใหญข่ องหมู่บ้านจงึ ไดม้ าจากการแปรรปู ดว้ ยข้าวจ้าว ผู้สงู อายทุ นี่ ่สี ่วนใหญ่ล้วนมีความชานาญในดา้ นการ
ทาขนมทไ่ี ด้มาจากแป้งขา้ วจา้ ว สืบตอ่ กนั มาเปน็ เวลานาน จนเกดิ เปน็ ภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ น สร้างจินตนาการ
นาไปส่ปู ระกอบอาหารได้หลากหลาย “ขนมขา้ วปาด” ทามาจากแป้งขา้ วจา้ ว เปน็ ขนมไทยพื้นบ้านเกา่ แก่ของ
ชาวอาเภอศรีสงคราม จังหนครพนม มสี ีขาว ตามธรรมชาตซิ ึ่งได้จากข้าวและสีเขยี วสวยงาม ตามธรรมชาติ
ซ่งึ ได้จากใบเตย และยังจดั ได้วา่ เปน็ ขนมไทยโบราณแบบดง้ั เดมิ ทห่ี ารับประทานได้ยาก มีสว่ นประกอบหลกั
พ้นื ฐานสามอย่าง อันได้แก่ ข้าวจา้ ว แป้ง กะทิ และน้าตาลปบี๊ ซ่งึ เป็นวตั ถุดิบทหี่ าได้งา่ ยตามทอ้ งถ่ินมาต้ังแต่
ในสมยั ยุคสโุ ขทยั ก่อนทจ่ี ะมาถึงในยุคสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา โดยการนาของชาวโปรตเุ กสทม่ี ีช่ือวา่ “มารี ตองกี
มาร์” หรอื ทเี่ รารู้จักในนามประวัตศิ าสตรไ์ ทย “เทา้ ทองกบี มา้ ” ซึง่ เป็นผทู้ ีป่ ระยกุ ตก์ ารทาขนมไทย โดยการ
นาเอา “ไขไ่ ก่” มาเป็นสว่ นผสมหลกั ในการทาขนม น่นั จึงเป็นสาเหตทุ ่ีในยุคหน่ึง ปรากฏช่ือขนมชนิดตา่ ง ๆ
โดยมีชือ่ เรียกนาหนา้ วา่ “ทอง” อยู่หลายชนิด เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ฯลฯ ข้าวปาด ในภาษา
ทอ้ งถนิ่ คนอีสาน หมายถงึ ขนมที่ทาให้สกุ ดว้ ยการกวนแปง้ จนสกุ แล้ว แต่ยงั เหลวอยู่ จนสามารถตักปาดใสถ่ าด
หรอื ภาชนะอน่ื ๆ ได้ คนอสี านรุ่นเกา่ เรยี กตามกันมาวา่ ข้าวปาด

การทาขนมข้าวปาด ถอื เป็นนวัตกรรมทางภมู ปิ ญั ญาของชาวบ้านชมุ ชนท้องถิ่นอาเภอศรี
สงคราม ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาเภอศรีสงครามเห็นความสาคญั จึงได้
พฒั นาหลกั สตู รการทาขนมข้าวปาดอาเภอศรสี งครามขนึ้ เพ่ือให้ประชาชนได้ศึกษาเรยี นรแู้ ละฝกึ ปฏบิ ตั ิ ใช้
เปน็ ชอ่ งทางในการสรา้ งงานอาชพี ตลอดจนเปน็ การสืบทอดและอนุรกั ษ์การทาขนมขา้ วปาด

หน่วยที่ สำระกำรเรยี นรู้ จำนวนชัว่ โมง
1 ความเป็นมาของการทาขนมข้าวปาด 1
2
-อุปกรณ์ท่ีใช้ในการทาขนมขา้ วปาด 1
3 ขนั้ ตอนทาขนมข้าวปาด 1
รวม 3
-การทานา้ กะทแิ ละการโม่ข้าวจา้ ว 1
-การกวนขา้ วปาดและใส่ถาดพกั ไว้ให้เซตตวั
การขายขนมขา้ วปาด 3
-การขนมข้าวปาดทงั้ ออนไลนแ์ ละออฟไลน์
เวลำเรียนตลอดหลักสูตร

ผลกำรเรียนรู้

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนข่ำ

๑. นกั เรียนมคี วามรู้ ความเข้าใจการทาขนมข้าวปาดในทอ้ งถ่นิ และมีความเขา้ ใจหลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง

๒. นักเรยี นสามารถนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาอธบิ ายกิจกรรม ดว้ ยการทาขนมขา้ วปาด
ได้อยา่ งถูกต้อง และนกั เรยี นมที กั ษะนาความรู้การทาขนมขา้ วปาดไปประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวันได้

๓. นักเรียนเหน็ ถึงความสาคญั ของการเรียนร้เู กยี่ วกับการทาขนมข้าวปาดทอ่ี ยรู่ อบๆ ตัว สามารถหา
ได้ในทอ้ งถ่ิน รว่ มกนั ศกึ ษาถึงประโยชน์ การนามาใช้ประโยคอย่างถกู วธิ ี

๔. นกั เรยี นสามารถถ่ายทอดความรูเ้ ก่ียวกับการทาขนมขา้ วปาดให้กับผคู้ นท่ีสนใจและศึกษาได้อย่าง
ถูกต้อง

กำรบูรณำกำรหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพียง

ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ขอ้ คดิ จากการดาเนินกิจกรรม ดว้ ยหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ
พอเพียง ซง่ึ ประกอบดว้ ย หลกั พอประมาณ หลักเหตผุ ล หลักภูมคิ ุม้ กนั ทด่ี ี เง่อื นไขความรู้ เงือ่ นไข
คณุ ธรรม และความสมดุล มั่นคง ยง่ั ยนื ในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดลอ้ ม และวฒั นธรรมดังนี้
หลกั ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

หลัก ๓ ห่วง
ควำมพอประมำณ

๑. นกั เรียนสามารถศกึ ษาหาความร้ไู ดด้ ้วยตนเอง
๒. มสี ถานที่เพยี งพอต่อการศึกษาจากแหล่งเรียนรู้
๓. มคี วามพอประมาณกับการใชเ้ วลาไดอ้ ย่างเหมาะสม
๔. มีความพอประมาณกบั งบประมาณที่มีอยู่
๕. มนี ักเรยี นเพยี งพอที่จะรว่ มกนั ดแู ลรักษาฐานการเรียนรู้ได้
ควำมมีเหตุผล
๑. การทาขนมข้าวปาดทีม่ ีอย่ใู กลต้ วั ทาให้มีประโยชน์
๒. เป็นการอนุรักษ์ภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ ใกล้ตัวมใิ หส้ ูญหายไป
กำรมภี มู คิ ุ้มกันท่ดี ใี นตวั
๑. สามารถเรยี นร้รู ว่ มกนั อยา่ งปลอดภยั ในฐานการเรียนรู้
๒. มกี ารศกึ ษาถงึ ประโยชน์และโทษอย่างละเอียดเพือ่ ให้นกั เรยี นสามารถนาไปใช้ไดอ้ ยา่ ง
ถูกต้อง คุ้มค่า ปลอดภัย
๓. ขนมข้าวปาดในฐานการเรียนร้มู ีความปลอดภัยเน่อื งจากไมใ่ ช้สารเคมี

เง่อื นไขควำมรู้

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนขำ่

๑. มีความรใู้ นเรอ่ื งประโยชน์ของขนมขา้ วปาดในฐานการเรียนรู้
๒. มีความรใู้ นการทาขนมขา้ วปาดและการนาส่วนต่างๆ มาใชป้ ระโยชน์
๓. มคี วามรเู้ กย่ี วกับการถนอมขนมข้าวปาดให้นานขน้ึ
เงอื่ นไขคุณธรรม
๑. อดทน มคี วามมงุ่ ม่ันในการดแู ลรักษากระบวนการทาขนมขา้ วปาดทต่ี นเองรบั ผดิ ชอบ
๒. ควำมประหยัด รู้จักใช้ทรพั ยากรธรรมชาติใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ละคุ้มคา่
๓. ควำมมีวินยั ปฏบิ ตั ิหน้าท่ีของตนเองตรงเวลาอยา่ งสมา่ เสมอ
๔. ควำมสำมคั คี ร่วมกนั ปฏบิ ตั งิ านในหนา้ ที่จนสามารถบรรลุเป้าหมาย
๕. มีนำ้ ใจ มีจิตอาสาใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ กิดประโยชน์ เสียสละเวลาส่วนตนเพื่อสว่ นรวม
นำไปสู่สมดลุ ท้งั ๔ ดำ้ น
สมดุลทำงด้ำนเศรษฐกจิ การทาขนมข้าวปาดนอกจากใช้เปน็ นาวตั ถุดบิ ในชมุ ชนนาแปรรูปเปน็ ขนม
ทาให้ประหยดั คา่ ใชจ้ ่ายและสามารถนาไปประกอบอาชพี หารายได้เสริมในชวี ิตประจาวนั ได้
สมดุลทำงด้ำนสงั คม การดาเนนิ การเป็นการทารว่ มกนั ระหวา่ งผเู้ รียน ชว่ ยสรา้ งความสมั พนั ธ์ท่ีดี
ระหวา่ งเพ่อื นในหอ้ งและคุณครู
สมดุลทำงด้ำนวฒั นธรรม การทางานร่วมกนั การเอื้อเฟือ้ เผอ่ื แผ่ รูจ้ กั การแบ่งปัน ชว่ ยเหลอื ซง่ึ กัน
นาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ รู้จกั ทางานเพ่ือประโยชนส์ ว่ นรวม ตลอดจนเปน็ การเสรมิ สรา้ ง
วฒั นธรรมแห่งความพอเพียง
สมดุลทำงด้ำนส่ิงแวดล้อม การไมใ่ ช้สารเคมใี นฐานการเรยี นรทู้ าใหไ้ มม่ ีสารพิษตกคา้ งช่วยรกั ษา
สิง่ แวดลอ้ ม

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นข่ำ

กระบวนกำรจดั กิจกรรมกำรเรียนรู้
การทาขนมขา้ วปาด
ขั้นนา
1. นกั เรียนเขา้ ศกึ ษาแหลง่ เรียนรู้การทาขนมขา้ วปาดนอกสถานศกึ ษา สังเกตลักษณะ จานวน ชนิด

อุปกรณก์ ารทาขนมข้าวปาด ประโยชน์จากคราม ครอู ธบิ ายเพิ่มเติมจากใบความรู้เกี่ยวกับการปลูก บารงุ ดูแล
ขนมขา้ วปาด

ข้นั สอน
1. นักเรยี นเปิด Internet เข้าเวบ็ ไซต์ www.google.com เพื่อค้นหาข้อมูลเพ่มิ เตมิ เรื่อง ขนมใน
ท้องถ่นิ โดยสืบค้นลักษณะ รูปร่าง ของขนมข้าวปาด
2. นกั เรียนยกตัวอยา่ งครามท่ีมีในบ้านของนักเรยี น
3. นักเรียนบอกส่วนประกอบของขนมขา้ วปาดท่มี ีในบ้านของนักเรียน
4. นกั เรียนทาใบงาน เร่ือง การทาขนมขา้ วปาดในท้องถิ่นของฉัน
ขน้ั นาไปใช้ (ข้นั สรุป)
1. นักเรียนสามารถบอกสว่ นประกอบของขนมขา้ วปาดในท้องถน่ิ ของนกั เรียนได้ ครแู ละนกั เรยี น
ร่วมกันถอดบทเรยี นจากการศึกษาแหล่งของขนมขา้ วปาดในชมุ ชน

ส่อื การเรยี นรู้
1. แหลง่ เรียนรู้ขนมข้าวปาด
2. เวป็ ไซด์ อินเตอรเ์ น็ต

การวดั และประเมนิ ผล
1. ผเู้ รยี นมีเวลาเรียนรว่ มกิจกรรม ร้อยละ 80
2. ผู้เรยี นได้รบั คะแนนจากการประเมนิ การปฏิบัติ รอ้ ยละ 80
3. การตัดสินการรว่ มกิจกรรม
ผ หมายถงึ ผ่าน
มผ. หมายถึง ไม่ผ่าน

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นขำ่

ใบควำมรเู้ ร่ือง ขนมข้ำวปำด

ควำมเป็นมำ
ไทยเราลว้ นมวี ัฒนธรรมการกนิ ทต่ี า่ งกนั ออกไป ส่งิ ท่ีสามารถแสดงถึงความเป็นอตั ลกั ษณ์

ภูมิภาคอสี านเชือ่ มตอ่ ความสัมพนั ธอ์ ันดงี ามระหวา่ งผู้คนเอาไว้ด้วยกนั นั่นก็คอื อาหารบา้ นข่า เปน็ หม่บู า้ นเลก็
ๆ ในตัวอาเภอศรีสงครามจงั หวัดนครพนม เป็นพนื้ ทที่ ่ีคอ่ นข้างมีความจากัดทางวัตถุดบิ ข้าวจ้าวเป็นพืชทที่ น
ต่อสภาพแหง้ แลง้ ไดด้ ี สามารถทาไดท้ ้งั นาปีและนาปรงั ดงั นัน้ อาหารส่วนใหญ่ของหม่บู ้านจงึ ได้มาจากการแปร
รูปดว้ ยข้าวจา้ ว ผสู้ งู อายทุ ี่นสี่ ่วนใหญล่ ว้ นมคี วามชานาญในด้านการทาขนมที่ได้มาจากแปง้ ขา้ วจ้าว สืบตอ่ กัน
มาเปน็ เวลานาน จนเกิดเป็นภมู ปิ ญั ญาชาวบ้าน สรา้ งจนิ ตนาการ นาไปสู่ประกอบอาหารไดห้ ลากหลาย ดงั ท่ี
เคยนาเสนอไปแลว้ ในเล่มฉบับก่อนหน้า
“ขนมขา้ วปาด” ทามาจากแป้งขา้ วจ้าว เป็นขนมไทยพืน้ บา้ นเก่าแก่ของชาวอสี าน มีสเี ขยี วสวยงาม ตาม
ธรรมชาติซง่ึ ไดจ้ ากใบเตย และยงั จัดได้ว่าเป็นขนมไทยโบราณแบบดั้งเดิมทห่ี ารับประทานได้ยาก มี
สว่ นประกอบหลักพืน้ ฐานสามอย่าง อนั ไดแ้ ก่ แป้ง กะทิ และนา้ ตาลป๊บี ซึง่ เป็นวัตถุดบิ ทีห่ าได้งา่ ยตามทอ้ งถ่ิน
มาตงั้ แต่ในสมัยยคุ สุโขทัย ก่อนทีจ่ ะมาถึงในยคุ สมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา โดยการนาของชาวโปรตุเกสทม่ี ีชอื่ ว่า “มารี
ตองกีมาร์” หรือทเี่ รารจู้ ักในนามประวตั ศิ าสตร์ไทย “เท้าทองกบี ม้า” ซึ่งเปน็ ผู้ท่ีประยุกต์การทาขนมไทย โดย
การนาเอา “ไข่ไก่” มาเป็นส่วนผสมหลักในการทาขนม นน่ั จงึ เปน็ สาเหตุที่ในยุคหนง่ึ ปรากฏชอ่ื ขนมชนิดต่าง
ๆ โดยมีชือ่ เรยี กนาหนา้ วา่ “ทอง” อยูห่ ลายชนดิ เช่น ทองหยบิ ทองหยอด ฝอยทอง ฯลฯ
ข้าวปาด ในภาษาท้องถิน่ คนอีสาน หมายถงึ ขนมที่ทาให้สุกด้วยการกวนแปง้ จนสกุ แล้ว แตย่ ังเหลวอยู่ จน
สามารถตักปาดใส่ถาด หรอื ภาชนะอน่ื ๆ ได้ คนอีสานรุ่นเกา่ เรียกตามกนั มาวา่ ข้าวปาด ส่วนคนรุ่นใหมใ่ น
ปัจจุบนั มักนิยมเรยี กติดปากตามภาษาภาคกลางวา่ ขนมเปยี กปนู วถิ ีการกนิ อยขู่ องอีสานเราเนน้ ภูมิปญั ญา
ชาวบา้ น กินอยูอ่ ย่างสมถะ เนน้ ความเรยี บง่าย ไมโ่ อ่อา่ โอ่โถ หรอื เพ่อื อวดความมัง่ มขี องฐานะ กว่าการท่ีจะได้
อาหารออกมาแต่ละชนิดให้เราได้รับประทานกัน เรยี กได้ว่าต้องอาศยั ท้งั แรงงานและหยาดเหงอ่ื อกี ท้ังความ
เหนอื่ ยยากของผู้คน และตอ้ งอาศัยชานาญบวกกับระยะเวลาในการปรุงอาหารพอสมควร ตั้งแตใ่ นขั้นตอนแรก
ในการเตรียมวตั ถดุ ิบ การโม่แปง้ ซ่ึงแปง้ ข้าวจา้ วเราได้จากเคร่ืองโมห่ ินแบบโบราณ ทสี่ ามารถพบเห็นไดใ้ น
เพยี งบางบ้านเทา่ นัน้ ขัน้ ตอนการนวดแป้ง ไปจนกระทั่งถงึ ข้นั ตอนของการกวน

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นข่ำ

วิธกี ำรทำ
ในขน้ั ตอนแรก คือ นาปลายข้าวเจา้ ไปแช่น้าจนน่มิ ไดท้ ่ี จากนั้นนาไปโมใ่ ห้ละเอยี ด สมัยก่อนนยิ ม

โม่เคร่อื งโม่หินแบบโบราณซงึ่ มีขนาดใหญ่และหนักมาก จงึ ทาให้ยุคนนี้ ยิ มใชเ้ คร่ืองโมไ่ ฟฟา้ แทน เม่ือโมเ่ สร็จ
แล้ว นาใส่ถุงผ้าดิบมัดปากถงุ ให้แน่น ใชห้ นิ สว่ นบนของโม่ทบั ไว้ เพ่อื ใหน้ ้าที่อยู่ในแป้งไหลออกจนหมด กระทัง่
เหลือแต่เนอ้ื แป้ง เม่ือแหง้ ดีจงึ นามานวดกบั น้าปูนใส ผสมเข้ากับน้าตาลและนา้ ใบเตยลงไปด้วย ก่อนจะนาแปง้
ทน่ี วดไปกวนในหมอ้ เพอื่ ให้แปง้ สกุ ซง่ึ เป็นขนั้ ตอนสดุ ท้ายในระหวา่ งการกวนแปง้ เมือ่ ยนื อยู่หนา้ เตารอ้ น สอง
มือถือ “ไม้พายยาว” อปุ กรณ์หาไดง้ ่ายทาจากต้นไผ่สีเขียว บรรยากาศในการทางานผู้คนสนกุ สนาน ชาวบา้ น
มักจะร้องราทาเพลง สนทนาพดู คยุ จนเกิดเสียงหัวเราะ เมอ่ื แปง้ สุกได้ท่ีจะใสและมคี วามข้น พวกเด็ก ๆ เมอื่
ไดก้ ลนิ่ หอมลอยออกมาจากหน้าเตา จากแป้งข้าวเจา้ ผสมกบั กลนิ่ ของใบเตย ก็จะพากันหาภาชนะไปใส่ พวก
ผใู้ หญ่กจ็ ะใชม้ ีดตดั เปน็ ชิน้ สี่เหลี่ยมจตั ุรสั เลก็ ๆ โรยหน้าดว้ ยมะพรา้ วขูดเป็นเส้น ๆ ผสมกับเกลือเล็กน้อย
หลังจากน้นั ก็พากนั ปเู สอ่ื น่งั ล้อมวงรับประทานขนมกันอย่างเอร็ดอรอ่ ยเมื่อฤดูกาลงานบญุ ตามประเพณีใน
ทอ้ งถน่ิ มาถงึ ชาวบา้ นจะออกมารวมตวั กนั เพือ่ ทาขนมข้าวปาด ลานวัดของหมู่บา้ นแหง่ นจี้ งึ มีความคึกคัก
คลาคล่าไปดว้ ยผู้คนมากมาย ชาวอีสานมคี วามเชื่ออย่างหน่ึงวา่ ผู้ท่ีมาชว่ ยกนั ทางานจะไดอ้ านสิ งส์ผลบญุ ไป
ตาม ๆ กันดว้ ย ขนมขา้ วปาดจาเป็นตอ้ งอาศยั แรงคนในลกั ษณะเปน็ การลงแขกชว่ ยกัน ทาใหเ้ ห็นภาพของการ
ช่วยเหลอื เก้ือกูล และมิตรภาพท่ีดตี อ่ กนั ของผคู้ นทป่ี รากฏขน้ึ ภายในชุมชนแหง่ น้ี

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นขำ่

ถอดบทเรียนตามแนวหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เรอื่ งการทาขนมขา้ วปาด

ความรู้ 2 เง่อื นไข คุณธรรม
หลกั การ
-ความสาคญั ความเป็นมาของขนมขา้ วปาด -ความรบั ผิดชอบ ความอดทน
- วัสดุอุปกรณ์ในการทาขนมข้าวปาด ตรงเวลา ชื่อสัตย์
-วธิ ที าขนมขา้ วปาด –ประโยชน์ของขนมขา้ วปาด

เหตุผล พอประมาณ

เปน็ การใช้เวลาวา่ งใหเ้ กิดประโยชน์ พอประมาณกบั เวลา พอกับวสั ดุ อุปกรณ์

และเพม่ิ ทกั ษะมวี ชิ าชพี พอประมาณกบั ราคา

นาไปใช้ในชีวิตประจาวัน พอกับงบประมาณ

ประกอบอาชีพได้

มภี มู คิ ้มุ กนั ในตัวท่ดี ี

-รู้จักวางแผนในการทางาน

และมีความรทู้ ่ีถูกต้องในการทาขนมขา้ วปาด

- มที ักษะวิชาชีพ

มติ ิดา้ นวตั ถุ มติ ิด้านสังคม
-ทกั ษะในการประกอบอาชพี - มีความสามัคคี ทางานเป็นกลมุ่

-สร้างรายไดใ้ นครวั เรือนได้ 4มติ ิ -ช่วยเหลือซ่งึ กันและกัน

มติ ิด้านสิ่งแวดลอ้ ม มติ ิดา้ นวฒั นธรรม
รกั ษาความสะอาดของสถานทใ่ี นการทางาน -ภูมิปัญญาท้องถน่ิ มาบรรยากาศ
เออ้ื อานวยในการทาขนมข้าวปาด ใช้ในการทางานและนาความรู้สู่ชุมชน

Best Practice กศน.ตำบลบ้ำนข่ำ

คณะผจู้ ัดทำ

คูม่ อื ฐำนกำรเรียนรู้กำรทำขนมข้ำวปำด กศน.อำเภอศรสี งครำม

...................................

1. คณะกรรมกำรทีป่ รกึ ษำ

1.1 นายอวน งามนาศรี ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา
1.2 นางรัศมี รัตนแสนศรี ผู้อานวยการ กศน.อาเภอศรีสงคราม
1.3 นายพงศกรณ์ ศรสี วา่ ง ครูผชู้ ่วย
1.4 นางสาวปรชี ญาน์ ฝ่ายพนอม ครอู าสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน
1.5 นางรดากร ทุทนิ ครู กศน.ตาบล
1.6 นางสาวจอมเพชร ยะภกั ดี ครูผูส้ อนคนพกิ าร
1.7 นางภกั ดี มณีรตั น์ นกั ศึกษาภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น

2. คณะกรรมกำรดำเนินงำนฐำนกำรเรยี นรู้กำรทำขนมข้ำวปำด

1.1 นายรดากร ทุทิน ครูท่ปี รึกษา
1.2 นางสาวจอมเพชร ยะภักดี ครูทีป่ รกึ ษา

Best Practice กศน.ตำบลบำ้ นข่ำ


Click to View FlipBook Version