งานวจิ ยั ในช้นั เรียน
เรอื่ ง
การพฒั นาทักษะการอา่ นสะกดคำของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 1
ผู้วจิ ัย
ครนู นั ทพร สินปรุ
ครผู สู้ อนกล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564
โรงเรยี นวัดหนองกะขะ (บุญยง่ิ ประชานุกูล)
สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาชลบรุ ี เขต 2
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
ชอื่ งานวิจัย การพฒั นาทักษะการอา่ นสะกดคำของนักเรยี นระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 1
ชื่อผู้วจิ ัย นางสาวนันทพร สินปรุ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย
บทคัดย่อ
การอา่ นและการเขียนภาษาไทยเป็นทักษะพ้ืนฐานท่ีสำคัญต่อการเรยี นรู้ ทั้งในการเรยี นระดบั พนื้ ฐาน
และในระดับสงู ทงั้ น้ีการเรียนในระดับพ้นื ฐานจะเนน้ ในดา้ นการอ่านการเขยี นใหถ้ กู ต้องมีความแม่นยำใน
หลักเกณฑภ์ าษา ซง่ึ เป็นเรื่องสำคญั และจำเป็นอย่างยิ่งของนกั เรยี นทกุ คน ครผู ูส้ อนในระดบั พื้นฐาน
จำเป็นต้องมีความรู้ในเร่ืองหลักและกฎเกณฑท์ างภาษาไทย อนั ไดแ้ ก่ หลักการสะกดคำ ไตรยางค์ การผันเสียง
วรรณยกุ ต์ คำควบกลา้ อักษรนำ เปน็ ต้น แต่ในปัจจบุ ันการอา่ นและการเขยี นภาษาไทยมักจะประสบปญั หาทำ
ใหก้ ระทบต่อด้านอืน่ ๆดว้ ย สาเหตุดังกลา่ วทำให้นักเรยี นเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรยี นวิชาภาษาไทย
ในการวจิ ยั ครั้งนีม้ วี ัตถปุ ระสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการอ่านสะกดคำของนักเรยี นระดับช้นั ประถมศกึ ษาปี
ที่ 1 โรงเรียนวดั หนองกะขะ (บญุ ยิ่งประชานกุ ลู ) ปีการศึกษา 2564 โดยนำกจิ กรรมการเรยี นรบู้ ันได 4 ข้นั
และสอ่ื การเรียนการสอนตา่ ง ๆ มาปรบั ใช้ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 1
จำนวน 14 คน
ผลการวจิ ัยพบว่า การแก้ปัญหาการอ่านสะกดคำของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัด
หนองกะขะ (บุญยิ่งประชานกุ ูล) ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา ๒๕๖4 นักเรยี นสามารถอ่านและเขยี นภาษาไทย
ถูกต้อง รวมถงึ เกดิ ความสนุกและได้ออกแบบความคิดสรา้ งสรรคข์ องตนเองได้มากขึน้ คิดเป็นรอ้ ยละ 75.00
โดยมีนกั เรยี นผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 70 จำนวน 11 คน คดิ เป็นร้อยละ 78.57 ของจำนวนนักเรียนท้งั หมด
กิตติกรรมประกาศ
งานวิจยั เล่มนี้สำเร็จลุล่วงไปไดด้ ้วยดี ด้วยความรว่ มมอื และการอนเุ คราะหจ์ ากผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
คุณครู ท่ีใหค้ ำแนะนำ เปน็ ท่ีปรกึ ษาและตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องจนงานวจิ ยั เล่มน้เี สร็จสมบูรณ์ ผู้จดั ทำจึง
ขอขอบพระคุณเปน็ อย่างสูง ผู้จัดทำหวังเป็นอยา่ งยง่ิ ว่าวิจัยเล่มนจ้ี ะเป็นประโยชน์ตอ่ ผู้ท่ีสนใจทจ่ี ะนำไป
พัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยให้มปี ระสทิ ธภิ าพมากย่ิงข้ึน
นันทพร สินปรุ
ผจู้ ัดทำ
คำนำ
งานวิจัยในชน้ั เรยี น เรือ่ ง การพัฒนาทกั ษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1
โรงเรียนวัดหนองกะขะ (บญุ ย่ิงประชานกุ ลู ) เล่มน้ีเป็นส่วนหน่งึ ในรายวชิ าภาษาไทย โดยมจี ดุ ประสงค์เพ่ือ
แกป้ ญั หาการอา่ นสะกดคำของนักเรยี น ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ผูจ้ ัดทำได้เลือกหัวขอ้ น้ีเป็นการทำวิจัย
เนอื่ งจากมีความสนใจและเล็งเหน็ ถงึ ปัญหาท่ีเกดิ ขน้ึ และมีความสงสยั เกีย่ วกบั การอา่ นไม่ออกเขยี นไม่ได้
การอ่านและการเขียนภาษาไทยเป็นทักษะพืน้ ฐานทส่ี ำคัญต่อการเรยี นรู้ ท้ังในการเรียนระดบั พืน้ ฐาน
และในระดับสูง ท้ังนี้การเรยี นในระดับพน้ื ฐานจะเน้นในดา้ นการอา่ นการเขียนให้ถกู ตอ้ งมีความแม่นยำใน
หลักเกณฑ์ภาษา ซึ่งเป็นเรื่องสำคญั และจำเป็นอยา่ งย่ิงของนกั เรียนทกุ คน ครผู ูส้ อนในระดบั พ้ืนฐาน
จำเป็นต้องมีความรใู้ นเรื่องหลักและกฎเกณฑ์ทางภาษาไทย อันไดแ้ ก่ หลักการสะกดคา ไตรยางค์ การผันเสียง
วรรณยุกต์ คำควบกลา้ อกั ษรนำ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันการอา่ นและการเขยี นภาษาไทยมักจะประสบปัญหาทำ
ให้กระทบตอ่ ด้านอ่นื ๆดว้ ย สาเหตดุ งั กล่าวทำใหน้ ักเรยี นเกิดความเบ่อื หน่ายตอ่ การเรียนวชิ าภาษาไทย
งานวิจัยเลม่ นส้ี ำเร็จลุลว่ งไปไดด้ ว้ ยดี ดว้ ยความรว่ มมอื และการอนเุ คราะห์จากผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
คณุ ครู ท่ีให้คำแนะนำ เป็นท่ีปรึกษาและตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องจนงานวจิ ัยเลม่ น้ีเสร็จสมบรู ณ์ ผจู้ ดั ทำจงึ
ขอขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสงู ผจู้ ดั ทำหวงั เปน็ อย่างยงิ่ ว่าวจิ ัยเลม่ นี้จะเป็นประโยชนต์ ่อผู้ท่ีสนใจท่จี ะนำไป
พัฒนาการเรยี นการสอนภาษาไทยให้มปี ระสทิ ธภิ าพมากย่ิงขน้ึ
นันทพร สินปรุ
ผจู้ ัดทำ
สารบญั หน้า
ก
บทคัดยอ่ ข
กิตตกิ รรมประกาศ ค
คำนำ ง
สารบญั
บทที่ 1 บทนำ 1
1
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา 1
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย 1
สมมตฐิ านการวจิ ยั 1
ขอบเขตการศึกษา 2
ประโยชน์ที่คาดว่าจะไดร้ ับ 2
กรอบแนวคิดของการวิจัย
นิยามศัพท์ 3
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วข้อง
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 8
กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 16
การพฒั นาทักษะการอา่ นสะกดคำ
งานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้อง 17
บทท่ี 3 วธิ ิดำเนินการวิจัย 18
กลมุ่ เป้าหมาย 18
เคร่ืองมอื ในการวิจัย 18
ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 18
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 20
การวิเคราะห์ขอ้ มลู และสถิติที่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล 22
บทที่ 5 สรปุ ผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 23
สรุปผล 23
อภปิ รายผล
ข้อเสนอแนะ
ภาคผนวก
๑
บทท่ี 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาตไิ ทยทีจ่ ำเปน็ ในการส่ือสารของมนุษย์ การสอ่ื สารของมนุษยใ์ ช้ทักษะท่ี
สำคัญหลายทักษะ เช่น ฟัง พูด อา่ น เขยี น แตใ่ นปัจจุบันวิชาภาษาไทย จะประสบกับปัญหานักเรียนขาด
ทักษะการอ่าน ซ่งึ เป็นทักษะทม่ี คี วามสำคญั และไม่ไดร้ ับการสง่ เสริมอย่างต่อเนื่อง นกั เรียนไม่สามารถอา่ นคำ
ได้ถูกตอ้ งและแม่นยำ จากการสังเกตของครผู สู้ อนวิชาภาษาไทยในระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 นกั เรยี น
บางสว่ นยังอา่ นสะกดคำได้ไม่ถกู ต้อง สาเหตดุ งั กล่าวทำให้นกั เรยี นเกิดความเบือ่ หน่ายต่อการเรยี นวิชา
ภาษาไทยในระดับช้ันของตนเองและระดับชั้นทส่ี งู ข้นึ จงึ ทำให้มีการจัดทำวิจัยในช้ันเรยี น เร่อื ง การแกไ้ ข
ปญั หาการอ่านสะกดคำของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ขึ้น ในการพัฒนาในครั้งนี้ จะใช้วิธีการประเมนิ
นกั เรยี นควบคู่ไปกับกจิ กรรมการเรยี นการสอน
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพื่อแก้ไขปัญหาการอา่ นสะกดคำของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1
2. เพื่อพัฒนาประสิทธภิ าพการอา่ นออกเสยี งคำในภาษาไทย ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 1
๓. เพอ่ื ศกึ ษาและหาแนวทางแก้ไขการอา่ นออกเสียงคำในภาษาไทยของนักเรยี นให้ถกู ต้อง
สมมติฐานการวจิ ยั
นักเรียนพฒั นาทกั ษะการอ่านออกเสยี งคำในภาษาไทย ได้มีประสทิ ธภิ าพเพ่ิมขึ้น หลงั จากจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนการแก้ไขและพัฒนาทักษะการอา่ นออกสะกดคำ
ขอบเขตการศึกษา
ประชากร
นกั เรียนระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนวดั หนองกะขะ(บญุ ยิง่ ประชานกุ ูล) ปีการศึกษา 2564
จำนวน 14 คน
ตวั แปร
ตัวแปรตน้ : กิจกรรมการเรยี นการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอา่ นสะกดคำ
ตวั แปรตาม : ทกั ษะพัฒนาการอ่านออกเสียงคาในภาษาไทย
ประโยชน์ที่คาดว่าจะไดร้ ับ
1. นักเรยี นอา่ นสะกดคำไดถ้ ูกตอ้ ง
2. มผี ลสัมฤทธิท์ างการอ่านสะกดคำสงู ขน้ึ
3. นกั เรยี นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันในเรอื่ งการอา่ นได้
๒
กรอบแนวคดิ ของการวจิ ัย
การวจิ ยั คร้งั นเ้ี พ่ือแก้ไขปัญหาและพัฒนาทกั ษะการอ่านสะกดคำวิชาภาษาไทยของนักเรียนระดับชน้ั
ประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 14 คน ผู้วิจยั ไดท้ ำจดั เตรยี มแบบทดสอบการอา่ นสะกดคำ ซึง่ มคี วามยากงา่ ยกับ
ระดับช้นั ของนกั เรยี น และใช้การเสรมิ แรงโดยใช้การยกย่องชมเชย และใหค้ ะแนนระหว่างทำกจิ กรรม เพื่อ
พฒั นาการอ่าน สะกดคำใหส้ งู ข้ึน
กจิ กรรมการเรยี นการสอนพัฒนาทกั ษะ การอา่ นไม่ออกของนักเรยี นชน้ั
การอ่านสะกดคำ ประถมศกึ ษาปีที่ 1
นิยามศัพท์
๑. พัฒนา หมายถึง ทำให้เจริญขึน้ , ทำใหด้ ขี น้ึ
๒. ทักษะ หมายถงึ ความสามารถ, ความถนดั , ความชานาญ, ฝไี ม้ลายมอื ,ความสามารถเฉพาะ
๓. แบบฝึก , แบบฝึกทกั ษะ หมายถึง แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสยี งคำในภาษาไทย
๓
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกยี่ วข้อง
ในการศึกษาค้นคว้าเพือ่ ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาทักษะการอา่ นออกเสยี งคำในภาษาไทยน้ี ผ้วู ิจัยได้
ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้องและไดน้ ำเสนอตามหัวขอ้ ตอ่ ไปนี้
สารงานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้อง ดงั น้ี
1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทยชัน้
ประถมศึกษาปที ่ี 1
2. การพัฒนาทกั ษาการอา่ นสะกดคำ
2.1 ความหมายของการอ่าน
2.2 ความสำคญั ของการอา่ น
2.3 ความหมายของการอ่านสะกดคำ
2.4 ความสำคญั ของการอ่านสะกดคำ
2.5 หลักการสอนอ่านสะกดคำ
3. การสอนแบบบนั ไดทักษะ 4 ข้ัน สู่การอ่านออกเขียนได้
4. งานวิจยั ทเี่ ก่ียวข้อง
1. หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 กลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทยชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 1
วิสยั ทัศน์
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน มุง่ พัฒนาผ้เู รยี นทุกคน ซึ่งเป็นกาลังของชาติใหเ้ ป็นมนุษย์ทีม่ ี
ความสมดุลทัง้ ด้านร่างกาย ความรู้ คณุ ธรรม มจี ติ สานึกในความเปน็ พลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมัน่ ในการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทงั้
เจตคติ ทีจ่ ำเป็นต่อการศกึ ษาตอ่ การประกอบอาชพี และการศึกษาตลอดชวี ิต โดยมงุ่ เนน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคัญบน
พนื้ ฐานความเชอ่ื ว่า ทุกคนสามารถเรียนรแู้ ละพฒั นาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
จุดมงุ่ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน มงุ่ พัฒนาผู้เรียนให้เปน็ คนดี มปี ญั ญา มคี วามสุข มีศกั ยภาพใน
การศึกษาต่อ และประกอบอาชพี จึงกำหนดเปน็ จุดหมายเพ่อื ให้เกิดกับผเู้ รยี น เมือ่ จบการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน ดังนี้
1. มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มท่ีพงึ ประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวนิ ัยและปฏบิ ัติตนตาม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทีต่ นนบั ถอื ยึดหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกป้ ัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต
3. มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตท่ีดี มีสขุ นสิ ัย และรักการออกกาลงั กาย
4. มีความรกั ชาติ มจี ติ สำนกึ ในความเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยดึ ม่นั ในวิถีชีวติ และการปกครอง
ตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข
๔
5. มจี ิตสำนกึ ในการอนุรกั ษ์วัฒนธรรมและภมู ปิ ญั ญาไทย การอนรุ ักษแ์ ละพฒั นาสิ่งแวดลอ้ ม มีจิต
สาธารณะทม่ี ุ่งทำประโยชนแ์ ละสรา้ งสิง่ ทดี่ งี ามในสังคม และอยู่ร่วมกนั ในสงั คมอย่างมีความสขุ
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน มุ่งให้ผูเ้ รียนเกดิ สมรรถนะสำคญั ๕ ประการ ดังนี้
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๔. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน มงุ่ พฒั นาผู้เรียนใหม้ คี ณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ เพือ่ ให้
สามารถอย่รู ่วมกับผอู้ น่ื ในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดังน้ี
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ซือ่ สตั ยส์ ุจริต
3. มีวินยั
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยู่อยา่ งพอเพียง
6. มงุ่ มน่ั ในการทางาน
7. รักความเปน็ ไทย
8. มีจิตสาธารณะ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี 1 การอา่ น
มาตรฐาน ท 1.1 กระบวนการอา่ นสรา้ งความรู้และความคิดเพ่อื นาไปใชต้ ัดสินใจ แกป้ ญั หาในการ
ดำเนนิ ชวี ิตและมีนสิ ัยรกั การอ่าน
สาระท่ี 2 การเขยี น
มาตรฐาน ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรยี งความ ย่อความ และเขยี นเรือ่ งราวใน
รปู แบบต่าง ๆ เขยี นรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค้นควา้ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
สาระท่ี 3 การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลอื กฟงั และดอู ย่างมีวจิ ารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ
ความรสู้ กึ ในโอกาสตา่ ง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสรา้ งสรรค์
สาระที่ 4 หลกั การใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลงั
ของภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ิของชาติ
สาระท่ี 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเหน็ วจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคณุ ค่า
และนามาประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ จริง
๕
มาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชี้วัดและสาระการเรียนร้แู กนกลาง
สาระที่ ๑ การอ่าน
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความร้แู ละความคิดเพอื่ นำไปใช้ตัดสนิ ใจ แก้ปัญหาในการดำเนิน
ชวี ติ และมนี สิ ัยรักการอ่าน
ชั้น ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.๑ ๑. อ่านออกเสยี งคำ คำคล้องจอง ⚫การอ่านออกเสยี งและบอกความหมายของคำ คำ
และข้อความสั้นๆ คล้องจองและข้อความทีป่ ระกอบด้วยคำพน้ื ฐานคอื คำที่
๒. บอกความหมายของคำ และข้อความ ใช้ในชวี ิตประจำวนั ไมน่ ้อยกว่า ๖๐๐ คำ รวมทั้งคำทใ่ี ช้
ทอ่ี า่ น เรียนรู้ในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้อนื่ ประกอบดว้ ย
-คำทม่ี รี ูปวรรณยุกต์และไมม่ รี ปู วรรณยกุ ต์
-คำทีม่ ตี วั สะกดตรงตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา
-คำทมี่ ีพยัญชนะควบกลำ้
-คำทีม่ ีอกั ษรนำ
๓. ตอบคำถามเกย่ี วกับเร่อื งท่ีอ่าน ⚫การอ่านจับใจความจากส่อื ตา่ ง ๆ เช่น
๔. เลา่ เร่อื งยอ่ จากเร่อื งทีอ่ ่าน - นทิ าน
๕. คาดคะเนเหตกุ ารณ์ จากเรอื่ งทอ่ี า่ น - เรื่องสน้ั ๆ
- บทร้องเลน่ และบทเพลง
- เรอื่ งราวจากบทเรยี นในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
ภาษาไทยและกลมุ่ สาระการเรยี นรอู้ น่ื
๖. อ่านหนงั สือตามความสนใจ ⚫อ่านหนงั สอื ตามความสนใจ เชน่
อย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องทีอ่ า่ น - หนังสอื ทน่ี ักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวยั
- หนงั สือทีค่ รแู ละนักเรียนกำหนดร่วมกนั
๗. บอกความหมายของเครอ่ื งหมาย ⚫การอา่ นเคร่ืองหมายหรือสญั ลักษณ์ ประกอบดว้ ย
หรือสัญลักษณ์สำคญั ที่มกั พบเหน็ ใน - เครอ่ื งหมายสญั ลกั ษณ์ตา่ ง ๆ ที่พบเห็นใน
ชีวิตประจำวัน ชีวติ ประจำวัน
- เคร่อื งหมายแสดงความปลอดภยั และแสดง
อนั ตราย
๘.มีมารยาทในการอา่ น ⚫มีมารยาทในการอา่ น เช่น
- ไมอ่ ่านเสียงดงั รบกวนผู้อ่ืน
- ไมเ่ ลน่ กันขณะทอ่ี า่ น
ไม่ทำลายหนงั สือ
๖
สาระท่ี ๒ การเขยี น
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบ
ตา่ งๆ เขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
ช้ัน ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ป.๑ ๑. คดั ลายมอื ตวั บรรจงเต็มบรรทดั ⚫การคดั ลายมือตวั บรรจงเต็มบรรทัดตามรปู แบบการเขยี น
ตัวอักษรไทย
๒. เขยี นสื่อสารดว้ ยคำและประโยค ⚫การเขยี นสื่อสาร
งา่ ยๆ - คำท่ีใชใ้ นชวี ิตประจำวัน
- คำพ้นื ฐานในบทเรียน
- คำคลอ้ งจอง
- ประโยคงา่ ย ๆ
๓. มมี ารยาทในการเขียน ⚫มมี ารยาทในการเขยี น เช่น
- เขยี นให้อ่านงา่ ย สะอาด ไมข่ ีดฆา่
- มีขดี เขยี นในทสี่ าธารณะ
- ใชภ้ าษาเขยี นเหมาะสมกบั เวลา สถานที่และบุคคล
สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลอื กฟงั และดูอย่างมีวจิ ารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ความคดิ และความรู้สกึ ในโอกาส
ตา่ งๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์
ชน้ั ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๑ ๑.ฟงั คำแนะนำ คำส่งั งา่ ย ๆ และปฏิบัติตาม การฟงั และปฏบิ ัตติ ามคำแนะนำ คำส่ังง่าย ๆ
๒.ตอบคำถามและเล่าเรอ่ื งทีฟ่ งั และดู ทงั้ ที่ การจบั ใจความและพูดแสดงความคดิ เหน็ ความรู้สกึ
เป็นความรูแ้ ละความบนั เทิง จากเร่ืองที่ฟงั และดูทั้งทเี่ ปน็ ความรแู้ ละความบันเทงิ เชน่
๓.พูดแสดงความคิดเห็นและความรสู้ ึกจาก - เรื่องเลา่ และสารคดสี ำหรบั เดก็
เร่อื งทีฟ่ ังและดู - นิทาน
- การ์ตูน
๔.พดู สอื่ สารได้ตามวตั ถุประสงค์ - เรอ่ื งขบขนั
๕. มมี ารยาทในการฟงั การดู และการพดู พูดส่อื สารในชวี ิตประจำวนั เชน่
- การแนะนำตนเอง
- การขอความช่วยเหลอื
- การกลา่ วคำขอบคุณ
- การกล่าวคำขอโทษ
มารยาทในการฟงั เช่น
- ต้ังใจฟัง ตามองผพู้ ูด
- ไม่รบกวนผ้อู ืน่ ขณะท่ีฟงั
- ไมค่ วรนำอาหารหรือเคร่ืองดม่ื ไปรบั ประทาน
ขณะทฟี่ ัง
- ใหเ้ กียรติผพู้ ูดดว้ ยการปรบมือ
- ไมพ่ ูดสอดแทรกขณะทีฟ่ งั
๗
ช้ัน ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
มารยาทในการดู เชน่
- ตง้ั ใจดู
- ไม่สง่ เสยี งดังหรือแสดงอาการรบกวนสมาธขิ องผู้อ่ืน
มารยาทในการพดู เช่น
- ใช้ถ้อยคำและกิรยิ าทีส่ ภุ าพ เหมาะสมกบั กาลเทศะ
- ใช้น้ำเสยี งนุ่มนวล
- ไมพ่ ูดสอดแทรกในขณะที่ผ้อู ื่นกำลังพูด
สาระท่ี ๔ หลักการใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิ
ปญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ิของชาติ
ชัน้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.๑ ๑. บอกและเขียนพยัญชนะ สระ พยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต์
วรรณยกุ ตแ์ ละเลขไทย เลขไทย
๒. เขยี นสะกดคำและบอกความหมาย การสะกดคำ การแจกลกู และการอา่ นเปน็ คำ
ของคำ มาตราตวั สะกดทต่ี รงตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา
การผันคำ
ความหมายของคำ
๓. เรียบเรียงคำเป็นประโยคงา่ ย ๆ การแต่งประโยค
๔. ต่อคำคล้องจองงา่ ยๆ คำคล้องจอง
สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเหน็ วจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็ คุณคา่ และนำมา
ประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจรงิ
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.๑ ๑. บอกข้อคดิ ทไี่ ดจ้ ากการอ่านหรอื การ วรรณกรรมร้อยแกว้ และรอ้ ยกรองสำหรับเดก็ เช่น
ฟงั วรรณกรรมร้อยแกว้ และร้อยกรอง - นิทาน
สำหรบั เดก็ - เรื่องส้ันง่ายๆ
- ปริศนาคำทาย
- บทร้องเล่น
- บทอาขยาน
- บทร้อยกรอง
- วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรยี น
๒. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด บทอาขยานและบทร้อยกรอง
และบทรอ้ ยกรองตามความสนใจ - บทอาขยานตามท่กี ำหนด
- บทร้อยกรองตามความสนใจ
๘
2. การพัฒนาทกั ษะการอา่ นสะกดคำ
2.1 ความหมายของการอา่ น
นิรนั ดร์ สขุ ปรดี ี (2540 : 1) ให้ความหมายของการอา่ นวา่ การอ่านคือ การเขา้ ใจความหมายของตวั
ละคร หรอื สัญลกั ษณ์ ซึง่ จะต้องอาศัยความสามารถในการแปลความ การตีความ การขยายความ การจับ
ใจความสำคญั และการสรปุ ความ
เรวดี อาษานาม (2537 : 77-78) ได้ให้ความหมายของการอา่ น ดงั นี้
การอา่ น หมายถงึ กระบวนการในการแบง่ ความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ท่ีมีการจดบนั ทกึ อยา่ งมี
เหตุผลและเขา้ ใจความหมายของสิ่งทอี่ า่ น ตลอดจนการพิจารณาเลอื กความหมายท่ดี ีท่ีสดุ ขึ้นไปใช้เปน็
ประโยชน์ด้วย จะเหน็ ได้วา่ การอา่ นไมใ่ ชก่ ารรับเอาความคดิ จากหนงั สือที่อา่ นเฉยๆ ผู้อา่ นไมใ่ ชผ่ รู้ ับแต่เป็น
ผู้กระทำ สรุปได้ว่าเป็นผใู้ ช้ความคดิ ไตร่ตรองเรื่องราวท่ีตนเองอ่านเสียกอ่ นแลว้ จงึ รบั เอาใจความของเร่อื งที่ตน
อา่ นไปเกบ็ ไว้หรือนาไปใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อไป ดังน้ันหวั ใจของการอ่านจึงอยู่ทก่ี ารเข้าใจความหมายของคำ
การอ่านในโรงเรียนประถมท่ีปรากฏก็คือการทคี่ รใู หน้ ักเรียนคนหนึ่งอ่านประโยคหรือขอ้ ความนำแล้วใหค้ น
อน่ื ๆ อ่านตาม ผอู้ า่ นนำตั้งใจอา่ นให้เสยี งดังได้ยินท่ัวทั้งช้นั เพื่อเพ่ือนจะอา่ นตามไดถ้ ูก ผู้อ่านตามมีหนา้ ที่อา่ น
อยา่ งเดยี ว ตาอาจจะมองส่ิงต่าง รอบตวั หฟู งั เพ่ือนคยุ ฯลฯ อ่านแล้วจำไม่ไดแ้ ละไม่รู้ความหมายของข้อความท่ี
อ่าน ถ้าวิเคราะห์ตามความหมายขา้ งตน้ แลว้ ลกั ษณะแบบนี้ยังไมเ่ รยี กว่าอา่ นได้อย่างสมบูรณ์
การทีค่ นเราจะอา่ นหนงั สือได้เร็วหรอื ช้านัน้ องคป์ ระกอบอยา่ งหนง่ึ ของการอ่านคือ การเคลื่อนไหว
สายตาในการอา่ นและความเขา้ ใจความหมายอยา่ งถ่องแท้ ในการอ่านจะต้องมีการฝกึ อยเู่ สมอและถกู ต้องตาม
วิธีการดว้ ย
ความเข้าใจความหมายของการอ่านมีความหมายตา่ งๆ กัน เมอ่ื เอย่ ถงึ การอา่ นตอ้ งมีความเขา้ ใจมา
เกย่ี วขอ้ งคือ เขา้ ใจในถ้อยค ทีอ่ า่ น เช่น ถ้ามเี ดก็ เห็นค วา่ กา แลว้ เปลง่ เสยี งว่ากา ก็เข้าใจวา่ เป็นการ
อ่าน เช่นนเ้ี ปน็ การเข้าใจท่ีไม่ถกู ต้อง เพราะเด็กอาจไม่เขา้ ใจ กา ทีเ่ ปลง่ เสียงออกมานัน้ หมายถงึ นกชนดิ หน่ึง
ที่มีสดี า ร้อง กา กา กา หรอื อาจหมายถึง กาท่ใี ช้ในการต้มน้ำ หรอื อาจไม่เข้าใจท้งั สองความหมายก็ได้ เมื่อ
เป็นเช่นน้ี จงึ ยงั ไมเ่ รยี กวา่ การอ่าน แตเ่ ป็นเพยี งการเปลง่ เสียงเทา่ นั้น ดงั นน้ั สงิ่ ท่นี ักเรยี นควรเข้าใจกับ
ความหมายของการอา่ น ถา้ เปน็ การอ่านท่ีต้องเข้าใจความหมายของคำ ซงึ่ จะทาให้นกั เรียนสามารถอ่านเรอื่ ง
และสรุปเร่อื งให้ถกู ตอ้ ง
ประทปี วาทกิ ทนิ กร (2542 : 2) ไดใ้ ห้ความหมายของการอา่ น คือ การรับรู้ข้อความในขอ้ เขยี นของ
ตนเอง และของผอู้ ืน่ รวมท้ังการรบั รูเ้ ครอ่ื งหมายส่อื สารต่างๆ เชน่ เครือ่ งหมายจราจร และเคร่ืองหมายท่ี
แสดงในแผนภมู ติ า่ งๆ
สุนนั ทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2543 : 2) ไดใ้ หค้ วามหมายของการอา่ นว่า การอา่ นเป็นลำดบั ข้ันที่
เกย่ี วข้องกับการทำความเข้าใจความหมายของคำ กลุ่มคำ ประโยค ข้อความและเรื่องราวของสารท่ผี ู้อ่ืน
สามารถบอกความหมายได้
วรรณี โสมประยรู (2544 : 121) ได้ให้ความหมายของการอา่ นว่า การอ่านเปน็ กระบวนการทาง
สมองที่ใชส้ ายตาสมั ผัสตัวอกั ษรหรือสิง่ พิมพ์อื่นๆ รบั รู้และเข้าใจความหมายของคำหรือสัญลกั ษณโ์ ดยแปล
๙
ออกเป็นความหมายท่ใี ชส้ อื่ ความคิดและความรรู้ ะหว่างผู้เขยี นกบั ผอู้ า่ นให้เข้าใจตรงกันและผู้อา่ นสามารถนำ
ความหมายนัน้ ๆ ไปใชป้ ระโยชน์ได้
ราชบัณฑติ ยสถาน (2546 : 1) ได้ใหค้ วามหมายของการอ่านไว้วา่ หมายถงึ การอ่านตามตวั หนังสือ
การออกเสยี งตามตัวหนังสอื การดูหรือเข้าใจความจากหนังสอื สังเกตหรือพจิ ารณาดเู พ่ือให้เขา้ ใจ การคดิ การ
นบั
ฉวลี กั ษณ์ บุญกาญจน (2547 : 3) ได้ให้ความหมายของการอ่าน คือ การบรโิ ภคคำท่ถี ูกเขียนออกมา
เปน็ ตวั หนังสือหรอื สัญลกั ษณ์ โดยมีกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ่เี ริ่มจาก “แสง” ท่ถี กู สะท้อนมาจาก
ตวั หนงั สอื ผ่านเลนส์นยั นต์ าและประสาทตา เข้าสู่เซลสมองไปเปน็ ความคิด (Idea) ความรบั รู้ (Perception)
และความจำ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
เปลื้อง ณ นคร (2538 : 14) การอ่าน (หนังสือ) คือ กระบวนการที่จะเข้าใจความหมาย ที่ติดอยู่กับ
ตวั อกั ษรหรือตัวหนังสือ
พันธ์ุทพิ า หลาบเลิศบญุ และ คณะ (2539 : 45) กลา่ วว่า การอา่ น คือ การแปลความหมายของ
ตัวอักษรออกมาเป็นความคิด และนำความคิดไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ดังนั้นหัวใจของการอ่านอยู่ที่การเข้าใจ
ความหมายของคำ
ศรสี ดุ า จริยากุล (2545 : 5) ให้ความหมายของการอ่านไว้ใน “ความเขา้ ใจทั่วไปเกีย่ วกบั การอ่าน”
ว่า “การอ่าน คือ การรับรู้ความหมายของสารจากลายลักษณ์อักษร ซึ่งอาจจะเป็น การอ่านในลักษณะ
การอ่านออกเสยี ง หรือการอ่านในใจกไ็ ด้”
ทพิ ยส์ ุเนตร อนมั บุตร (2551 : 5) ให้คำจำกดั ความวา่ การอา่ น คอื การรับสารในการใช้ภาษาไม่ว่า
จะเป็นภาษาใด ย่อมประกอบด้วย 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายส่ง > สาร > ฝ่ายรับ ฝ่ายส่งสารย่อมส่งโดยการพูดหรือ
การเขยี น ฝ่ายรบั สารจึงรับได้โดยการฟังหรอื การอา่ น
นอกจากความหมายของการอ่านที่ได้กล่าวมานี้แล้ว ยังมีนักการศึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนอ่านและด้าน
การอา่ นชาวต่างประเทศ ได้ใหค้ วามหมายของการอ่านไว้ ดงั ต่อไปนี้
อัลเฟรด สเตปเฟอรุด (Alfred Stefferud, 1953 : 84) ให้คำจำกัดความของการอ่านไว้ว่า เป็น
การกระทำทางจติ ใจ ท่ีผู้อ่านยอมรับความหมายจากความคดิ เห็นของบคุ คลอืน่
จอร์จ ดี. สปาช และ พอล ซ.ี เบิรก์ (George D. Spache and Paul C. Berg, 1955 : 3-4) กล่าว
ว่า การอ่าน เป็นการผสมผสานระหว่างทักษะหลายชนิด เพื่อสร้างความเข้าใจ โดยเป็นไปตามจุดประสงค์
ตามต้องการ และวิธกี ารของผอู้ า่ น
พอล ดี. ลิดดี (Paul D. Leedy, 1965 : 3) ให้นิยามการอ่านไว้ว่า คือ การรวบรวมความคิดและ
ตีความหมาย ตลอดจนประเมินคา่ ความคิดเหลา่ น้ันที่ปรากฏอยู่ตามส่งิ พิมพแ์ ตล่ ะหน้า
เอดการ์ เดล (Edgar Dale, 1956 : 89) ให้ความหมายไว้ว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการ
ค้นหาความหมายจากสิ่งพิมพ์ เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน การอ่านไม่ได้หมายความเฉพาะการ
มองผ่านาแต่ละประโยค หรอื แต่ละย่อหน้าเทา่ นั้น แต่ผอู้ า่ นต้องเขา้ ใจความคิดนน้ั ๆ ด้วย
๑๐
มอร์ติเมอร์ เจ. แอดเลอร์ (Mortimer J. Adler, 1959 : 27) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง
กระบวนการตีความหมาย หรือสร้างความเข้าใจจากตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่น ๆ ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจมาก
ข้ึน กระบวนการต่าง ๆ ที่กอ่ ให้เกดิ ความเข้าใจน้ี เรยี กว่า ศิลปะในการอ่าน
กูดแมน (Goodman, 1970 : 5-11) ได้ให้คำจำกัดความของการอ่านว่า “การอ่านเป็น
กระบวนการที่สลับซับซ้อนเกี่ยวกับการแสดงปฏิกิริยาร่วมกัน ระหว่างความคิดและภาษา เนื่องจากผู้อ่าน
จะตอ้ งพยายามสร้างความหมายขนึ้ จากตวั อักษร การอา่ นจงึ เปน็ กระบวนการท่ตี ้องใชค้ วามคดิ อยตู่ ลอดเวลา
ผู้อ่านจะต้องอาศัยการพินิจพิจารณาสิ่งที่ปรากฏอยู่ในข้อความที่อ่าน เพื่อใช้เป็นเครื่องช่วยในการเลือก
ความหมายท่ีเหมาะสมที่สุดจากเน้อื ความทอี่ ่าน
จากคำจำกัดความนิยามดังกล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องใช้สายตา
สัมผัสตัวหนังสือหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของคำ ที่ใช้สื่อความคิด ความรู้ ความเข้าใจ
ระหวา่ งผู้เขียนกบั ผู้อา่ น ให้เขา้ ใจตรงกันและผู้อ่านสามารถนำเอาความหมายนั้นๆ ไปใช้ประโยชนไ์ ด้
2.2 ความสำคญั ของการอ่าน
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเป็น องค์
ประธานเปิดการประชุใหญ่สามัญประจำปี 2530 ของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ได้ทรง
บรรยายพิเศษในหัวข้อ เรื่อง “การสร้างสังคมการอ่านและการใช้สารนิเทศ” ณ โรงแรม บางกอก
พาเลส เมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม 2530 ทรงกล่าวถึง เหตุที่พระองค์โปรดการอา่ นหนังสือ และความสำคัญ
ของการอ่านหนังสอื ไว้ 8 ประการ คอื (อ้างถึงใน อมั พร ทองใบ, 2540 : 9)
1. การอา่ นหนังสอื ทำใหไ้ ด้เนอื้ หาสาระความรู้ มากกว่าการศกึ ษาหาความร้ดู ้วยวิธอี ่ืน ๆ
2. ผอู้ า่ นสามารถอ่านหนังสอื ไดโ้ ดยไมจ่ ำกดั เวลาและสถานท่ี สามารถนำตดิ ตวั ไปได้
3. หนงั สอื เก็บไวไ้ ดน้ านกว่าสือ่ อยา่ งอนื่
4. ผ้อู ่านสามารถฝกึ การคดิ และสร้างจนิ ตนาการไดเ้ องขณะที่อา่ น
5. การอ่านส่งเสริมให้มีสมองดี มีสมาธินานกว่าและมากกว่าสื่ออย่างอื่น เพราะขณะอ่านจิตใจต้อง
มุง่ มัน่ อยู่กับขอ้ ความ พนิ ิจพเิ คราะห์ขอ้ ความ
6. ผู้อ่านเป็นผู้กำหนดการอ่านได้ด้วยตนเอง จะอ่านคร่าว ๆ หรืออ่านอย่างละเอียด อ่านข้าม
หรืออา่ นทกุ ตวั อกั ษรก็ได้ จะเลือกอา่ นเลม่ ไหกไ็ ด้
7. หนงั สอื มหี ลายรูปแบบ และราคาถกู กว่าสอื่ อยา่ งอน่ื
8. ผ้อู ่านเกดิ ความคิดเหน็ ได้ด้วยตนเองในขณะท่ีอา่ น สามารถวนิ จิ ฉัยเนือ้ หาสาระได้ หนังสือบางเล่ม
สามารถนำไปปฏบิ ตั ไิ ดด้ ว้ ย และเมอื่ ปฏบิ ัติแล้วกเ็ กิดผลดี
ส. ศิวรักษ์ (2512 : นำเรื่อง) ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอ่านหนังสือไว้ว่า “การอ่านหนังสือ
เปน็ กจิ ทจี่ ำเปน็ สำหรบั ทุก ๆ คน ทอ่ี า่ นออกเสียงได้ ยงิ่ ไดอ้ ่านหนงั สืออียิ่งมีค่ามาก สมดงั คำของ ฟรานซิล
เบคอน ที่ว่า “การอ่านช่วยใหค้ นเป็นคนเตม็ ท่”ี
๑๑
นายตำรา ณ เมอื งใต้ (2515 : 298-299) กลา่ วถงึ ความสำคัญของตัวหนงั สือและหนังสือวา่
“...บางทีการที่เราได้อ่านหนังสือกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะทำให้เราลืมนึกถึงความสำคัญของตัวอักษร
อนั ปรากฏอยขู่ า้ งหนา้ เราเสียก็ได้ ตวั อกั ษรนเ้ี ป็นสิ่งจารกึ และรกั ษาความคดิ เหน็ อนั ลำ้ คา่ ของปราชญแ์ ละกวีไว้
ให้เรา...การที่เราจะหาประโยชนใ์ นการอ่านให้ได้เต็มที่ ก็ควรระลึกได้ หรือแลเห็นความสำคัญของตัวหนังสือ
ซึ่งเราไดพ้ บอย่ทู กุ วัน จนกลายเปน็ สิ่งธรรมดานั้นเสยี กอ่ น”
รัญจวน อนิ ทรกำแหง และคณะ (2523 : 27-28) กลา่ วถึง ความสำคญั ของการอ่านหนังสือไว้ว่า
“การอ่านหนังสือความจำเป็นต่อชีวิตของคนในยุคปัจจุบันยิ่งกว่ายุคที่ผ่านมา เพราะโลกปัจจุบันเป็นโลกท่ี
หมนุ เรว็ ทั้งในด้านวตั ถุ วทิ ยาการ และแปรเปลย่ี นเรว็ ฉะนน้ั จึงจำเปน็ อยา่ งยิ่งทจี่ ะต้องอ่านหนงั สือ เพ่ือให้
สามารถตดิ ตามความเคลื่อนไหว ความกา้ วหนา้ และความเปลี่ยนแปรทงั้ หลายได้ทันกาล”
สมถวิล วิเศษสมบัติ (2528 : 73) ได้กล่าวถึงทักษะการอ่านไว้ สรุปได้ว่า การอ่านเป็นทักษะที่
สำคัญ และใช้มากในชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านและมีทักษะในการอ่านมีอัตรา เร็วในการอ่านสูง
ย่อมแสวงหาความร้แู ละการศกึ ษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ สามารถนำความร้ทู ่ไี ดจ้ ากการอ่านไปใช้ใน
การพดู และการเขียนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
ยุพร แสงทักษิณ (2531 : 1) กล่าวว่า “การอ่านหนังสือ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมนุษย์ การอ่าน
ทำให้เราสามารถก้าวตามโลกได้ทัน เพราะโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง มีความก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงอยู่
ตลอดเวลา ทั้งในด้านวัตถุ วิทยาการ ความคิด ฯลฯ ด้วยเหตุที่เราต้องมีความสัมพันธ์กับสังคมและ
สิ่งแวดล้อม เราจงึ ควรต้องปรบั ตวั เราให้สอดคล้องไปดว้ ย มฉิ ะนน้ั เราจะกลายเป็นคนโง่ ล้าหลัง อาจประพฤติ
ปฏบิ ตั ผิ ดิ ๆ พลาด ๆ กไ็ ด้ ด้วยความรู้เทา่ ไม่ถงึ การณ์”
สจุ รติ เพียรชอบ และสายใจ อนิ ทรัมพรรย์ (2538 : 136) กลา่ วถึง ทักษะการอ่านไว้ว่า “ทกั ษะ
การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญ และใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นทักษะที่นักเรียนใช้แสวงหาสรรวิทยาการ
ต่าง ๆ เพื่อความบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านและ มีทักษะในการอ่าน มี
อัตราเร็วในการอ่านสูง ย่อมแสวงหาความรู้ และศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธภิ าพ สามารถนำความรู้ที่
ได้จากการอ่านไปใช้ในการพดู และการเขยี นไดเ้ ปน็ อยา่ งด”ี
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคดิ ของ จินตนา ใบกาซยู ี (2534 : 57) ท่กี ลา่ วถึงความสำคัญของ การอ่าน
มีใจความโดยสรุปว่า การอ่านเป็นสิ่งจำเป็นสำหับชีวิตปัจจุบัน ทั้งในด้านการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้าน
การศึกษาหาความรู้เพื่อประกอบอาชีพในอนาคต เป็นการพัฒนาความเจริญงอกงามทางสมองและปัญญา
รวมทงั้ เป็นการพักผ่อนหยอ่ นใจจากชวี ิตประจำวนั
อัมพร สุขเกษม (2542 : 1) ได้กล่าวถึง การอ่านหนังสือว่า มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตมนุษย์ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศด้วย เพราะการอ่านหนังสือช่วยให้ผู้อ่านรู้จักวิธี
บำรุงรักษาสุขภาพของตน รู้จักวิธีการใหม่ ๆ สำหรับใช้พัฒนาอาชีพ ช่วยผ่อนคลายความเครียด มีความ
เพลิดเพลิน เกิดความคิดสร้างสรรค์ เข้าใจความเคลื่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สามารถรับรู้
และปรับตวั ให้เข้ากบั ความกา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซง่ึ ล้วนแต่เปน็ ประโยชนท์ ัง้ สิน้
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และคณะ (2546 : 55-56) กลา่ วถงึ ความสำคัญของการอา่ นสรปุ ได้ ดงั น้ี
๑๒
1. การอ่านเป็นเครื่องมอื ในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผทู้ ่อี ย่ใู นวัยศกึ ษาเลา่ เรยี น จำเปน็ ตอ้ งอ่าน
หนงั สือเพอ่ื การศกึ ษาหาความรตู้ า่ ง ๆ
2. การอ่านเป็นเครื่องมือชว่ ยให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เพราะสามารถนำความรู้ท่ี
ได้จากการอา่ นไปพัฒนางานของตนได้
3. การอ่านเปน็ เครอื่ งมอื สบื ทอดมรดกทางวัฒนธรรมของคนรุ่นหนึ่ง ไปสู่คนร่นุ ต่อ ๆ ไป
4. การอ่านเป็นวิธีการส่งเสริมให้คนมีความคิดอ่านและฉลาดรอบรู้ เพราะประสบการณ์ ที่ได้
จากการอ่าน เม่ือเกบ็ สะสมเพิ่มพนู นานวันเข้า ก็จะทำใหเ้ กิดความคดิ เกิดสตปิ ญั ญา เปน็ คนฉลาดรอบรู้ได้
5. การอ่านเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นวิธีหนึ่งในการแสวงหาความสุข
ใหก้ บั ตนเองทง่ี ่ายทีส่ ุดและได้ประโยชนค์ ุ้มค่าทสี่ ุด
6. การอ่านเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านจิตใจและบุคลิกภาพ เพราะ
เมือ่ อ่านยอ่ มรู้มาก สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
7. การอา่ นเปน็ เครือ่ งมือในการพัฒนาระบบการเมอื ง การปกครอง ศาสนา ประวตั ิศาสตร์ และสังคม
8. การอ่านเป็นวิธีการหนง่ึ ในการพัฒนาระบบการสอื่ สารและการใช้เครอ่ื งมือทางอเิ ลก็ ทรอนิกสต์ ่าง ๆ
กล่าวโดยสรุป การอ่านมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน เพราะเราต้องแสวงหา
ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร การเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การอ่านส่งเสริมให้ผู้อ่านมี
พัฒนาการในความรู้และความคิด มองโลกที่กว้างไกล เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมผ่านสื่อการสอน ซึ่งส่ิง
เหล่านจ้ี ะช่วยให้สามารถตัดสนิ ใจได้อยา่ งถกู ตอ้ ง มคี วามเฉลียวฉลาด สามารถประกอบอาชีพและเป็นพลเมือง
ท่ีดีของประเทศชาติได้
2.3 ความหมายของการอ่านสะกดคำ
การอ่านสะกดคำเป็นพน้ื ฐานของการอ่านทม่ี ีความสำคัญและจำเป็นท่จี ะตอ้ งฝึกฝนให้นักเรยี นอ่านให้
ถกู ต้องตามอักขรวธิ ี เพื่อเปน็ พื้นฐานในการเรยี นกล่มุ สาระอืน่ ๆ นักการศกึ ษาหลาย ทา่ นได้ใหค้ วามหมายของ
การอ่านสะกดคำ ดงั นี้
กรมวิชาการ (2546: 133), ชชั ชญา เครอ่ื งกลาง (2554: ออนไลน์) ดำรงค์ ชลสุข (2558:
ออนไลน์), ณฐั พงศ์ เช้อื เพชร (2560: 28) และหนว่ ยศกึ ษานิเทศก์ (ม.ป.ป: 22) ได้ให้ ความหมายของการ
อ่านสะกดคำ ไวใ้ นทำนองเดียวกนั ว่า การอ่านสะกดคำ หมายถึง การอ่านโดยนำเสยี งพยัญชนะตน้ สระ
วรรณยกุ ต์ และตวั สะกดมาประสมเป็นคำอา่ น การอา่ นต้องสะกดดว้ ยเสยี งจะทำให้เดก็ อ่านได้ถูกตอ้ ง และ
สามารถนำไปสู่การอ่านในระดับท่ีสงู ขึน้ ต่อไป ดงั นั้นการอา่ นสะกดคำ จงึ หมายถึง การอ่านโดยนำเอา
พยญั ชนะต้น สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกด มาประสมเปน็ คำอ่านไดถ้ ูกต้องตามหลักภาษา เพ่ือให้ผเู้ รียน
สามารถออกเสียงได้ถกู ต้อง
2.4 ความสำคัญของการอา่ นสะกดคำ
การอ่านสะกดคำมีความสำคัญและความจำเปน็ ตอ้ งฝึกฝนใหผ้ ู้เรียนอ่านให้ถูกต้องตามอักขรวธิ ี ซง่ึ
จะต้องเรมิ่ ฝึกทักษะตงั้ แตเ่ ร่มิ เรยี น เพือ่ ใช้เปน็ พ้ืนฐานในการเรียนวิชาภาษาไทยและวิชาอ่ืน ๆ การอา่ นสะกด
๑๓
คำจะชว่ ยใหผ้ เู้ รียนอา่ นและเขยี นได้อยา่ งถูกต้อง ซ่ึงมีนักการศกึ ษาหลายท่านได้ ให้ความหมายความสำคัญ
ของการอา่ นสะกดคำ ดงั นี้
กรมวิชาการ (2546: 133-134) กลา่ วว่า การอ่านแจกลกู และการสะกดคำเปน็ กระบวนการข้นั
พืน้ ฐานของการนำเสยี งพยญั ชนะตน้ สระ วรรณยุกต์และตัวสะกด มาประสมกันทำใหอ้ อกเสยี งคำตา่ งๆ ทมี่ ี
ความหมาย การแจกลูกและการสะกดคำบางครั้งรวมเรยี กว่าการแจกลูกสะกดคำ จะเป็นการดำเนินไปด้วยกนั
อยา่ งกลมกลนื เพื่อใหน้ ักเรยี นได้หลักเกณฑ์ทางภาษาทง้ั การอา่ นและการเขียนไปพรอ้ มกนั และยงั ได้กล่าวถึง
ความสำคญั ของการแจกลกู สะกดคำวา่ เป็นเร่ืองที่จำเปน็ มากสำหรบั ผู้เริ่มเรยี น หากครูไม่ไดส้ อนการแจกลูก
สะกดคำแก่นักเรียนในระยะเร่มิ เรยี นการอ่าน นักเรียนจะขาดหลกั เกณฑก์ ารประสมคำ ทำให้เม่ืออา่ นหนังสอื
มากขึ้นจะเกิดความสับสัน อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสอื ผดิ ซึ่งเปน็ ปญั หาอยา่ งมากของนกั เรยี นไทยใน
ปัจจุบัน ผลจากการอา่ นไม่ออกเขียนไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบตอ่ การเรยี นวิชาอนื่ ๆ ดว้ ย ในขณะทท่ี รงนาถ
จันทร์กลบั (2550: 45) ได้กล่าวถึงความสำคญั ของการอา่ นสะกดคำวา่ การอา่ นสะกดคำเปน็ เรอ่ื งทีจ่ ำเป็น
มากถือวา่ เป็นพ้ืนฐานของการอ่านท่สี ำคัญซ่ึงทำให้นักเรยี นมที ักษะการอา่ นทด่ี ี และมปี ระสทิ ธภิ าพ
นอกจากนี้ ณฐั พงศ์ เชื้อเพชร (2560: 28) กลา่ ววา่ การอ่านสะกดคำมีความสำคัญทจ่ี ะทำให้
นกั เรยี นเกิดทักษะในการอ่าน ซง่ึ การอา่ นทำให้เกิดความเข้าใจในสาระสำคัญทผ่ี ู้เขยี นต้องการส่อื สารกับผูอ้ า่ น
เกิดความคิดและสามารถเขา้ ใจเนอ้ื เร่อื งท่อี า่ น สามารถพัฒนาไปสู่การอา่ นในระดบั ท่สี ูงขึ้นไป เกิดประโยชนใ์ น
การแสวงหาความรู้เพื่อพฒั นาการเรียนรขู้ องตนต่อไป
ดงั นน้ั การอ่านสะกดคำจงึ มคี วามสำคญั และมีความจำเปน็ อย่างมากท่ีจะทำใหผ้ เู้ รยี นเกิดทักษะในการ
อ่าน ซึ่งการอ่านสะกดคำเพราะเปน็ พน้ื ฐานท่ีจะสามารถพัฒนาไปสู่การอา่ นในระดบั ที่สูงขึน้ ไป และเกดิ
ประโยชนใ์ นการแสวงหาความรู้เพ่ือพฒั นาการเรยี นรูข้ องตนเองต่อไป
2.5 หลกั การสอนอา่ นสะกดคำ
หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักการศกึ ษา กรงุ เทพมหานคร (หน้า 22-25) ใหค้ วามหมาย การอา่ นสะกด
คำ คือการอ่านโดยนำพยัญชนะตน้ สระ วรรณยุกต์และตัวสะกด มาประสมเป็นคำอ่าน ครผู ูส้ อนอา่ นสะกดคำ
และนักเรยี นผู้ฝกึ อ่านจะตอ้ งทราบวัตถปุ ระสงค์และหลักการอ่านซ่ึงเกี่ยวเนอ่ื งเช่ือมโยงกนั จะอ่านสะกดคำ
อย่างไรขึน้ อยู่กบั วัตถปุ ระสงค์วา่ จะเนน้ การออกเสียงคาหรือเนน้ การเขียนคำ
การสอนอา่ นสะกดคำ เป็นเคร่ืองมือของการสอนอ่านคำใหม่ต้องให้นกั เรียนสังเกตรปู และเสียงของคำ
เมือ่ สะกดคำจนจำคำอ่านได้แล้วตอ่ ไปก็ไมต่ ้องใช้วิธีการสะกดคำนั้น ให้อา่ นเปน็ คำไดเ้ ลย จะทำใหน้ ักเรียนอ่าน
จับใจความและอ่านเรื่องราวไดเ้ ร็ว
1. ใหอ้ า่ นออกเสียงพยัญชนะก่อนเสมอ ไม่วา่ คำนนั้ จะเขียนสระก่อนพยญั ชนะหรอื หลังพยญั ชนะ
แลว้ ต่อดว้ ยสระและวรรณยุกตต์ ามลาดบั เช่น
กา สะกดวา่ กอ-อา-กา
ไก่ สะกดวา่ กอ-ไอ-ไก-ไมเ้ อก-ไก่
หรือ สะกดว่า กอ-ไอ-ไก-ไก-เอก-ไก่
๑๔
2. ให้อา่ นออกเสียงตามเสียงหรอื รูปสระ แม้รปู สระนั้นใชต้ ัวเขียนหลายตัว ไม่กส็ ะกดรปู สระตาม
ตัวเขียน เชน่
เปยี สะกดว่า ปอ-เอยี -เปยี
ไม่สะกดวา่ ปอ-เอ-อ-ี ยอ-เปีย
(ถ้าเน้นออกเสยี ง)
ไมส่ ะกดวา่ เอ-ปอ-อ-ี ยอ-เปีย
(ถา้ เน้นออกเสยี ง)
เกาะ สะกดว่า กอ-เอาะ-เกาะ
ไมส่ ะกดว่า กอ-เอ-อา-อะ-เกาะ
(ถ้าเน้นออกเสียง)
ไม่สะกดวา่ เอ-กอ-อา-อะ-เกาะ
(ถ้าเน้นออกเสยี ง)
3. ใหอ้ ่านออกเสียงสระ แม้สระจะเปล่ยี นรปู หรือลดรปู เม่ือมตี ัวสะกด เชน่
วนั สะกดวา่ วอ-อะ-นอ-วัน
จน สะกดว่า จอ-โอะ-นอ-จน
*อาจสะกดตามรูปที่เขียน ถ้าตอ้ งการเน้นการเขียนดงั น้ี
วัน สะกดวา่ วอ-ไม้หนั อากาศ-นอ-วัน
จน สะกดวา่ จอ-นอ-จน
4. ใหอ้ ่านเสียงพยัญชนะประสม กรณีท่ีคำนน้ั ใชพ้ ยัญชนะต้นเปน็ พยัญชนะประสม หรือท่ีเราเรยี กวา่
คำควบแท้ คำควบไม่แท้ เช่น
คลาย สะกดวา่ คอ-ลอ-คลอ-คลอ-อา-ยอ-คลาย
ทราย สะกดวา่ ทอ-รอ-ซอ-ซอ-อา-ยอ-ซาย
จรงิ สะกดวา่ จอ-รอ-จอ-จอ-รอ-อ-ิ งอ-จิง
*อาจสะกดตามรปู ทีเ่ ขยี น ถา้ ตอ้ งการเนน้ การเขียนดงั น้ี
คลาย สะกดวา่ คอ-ลอ-อา-ยอ-คลาย
ทราย สะกดว่า ทอ-รอ-อา-ยอ-ซาย
จรงิ สะกดวา่ จอ-รอ-อ-ิ งอ-จงิ
5. ให้อ่านเสียงพยัญชนะตวั ที่สอง ตามเสยี งพยัญชนะทเ่ี ป็นอักษรนำ กรณีที่เปน็ คำอักษรนำ เชน่
หนา สะกดวา่ หอ-นอ-หนอ-หนอ-อา-หนา
อยา่ สะกดวา่ ออ-ยอ-หยอ-หยอ-อา-หยา-ไม้เอก-หยา่
ตลาด สะกดว่า ตอ-ลอ-ตลอ (ตะ-หลอ)-ตลอ (ตะ-หลอ)-อา-ดอ-ตลาด (ตะ-หลาด)
หรอื สะกดวา่ ตะ-หลอ-อา-ดอ-ตลาด
*อาจสะกดตามรูปที่เขยี น ถ้าตอ้ งการเน้นการเขยี น
๑๕
หนา สะกดวา่ หอ-นอ-อา-หนา
อย่า สะกดวา่ ออ-ยอ-อา-หยา-ไมเ้ อก-อยา่
ตลาด สะกดว่า ตอ-ลอ-อา-ดอ-ตลาด (ตะหลาด)
6. คำทม่ี ลี กั ษณะต่อไปน้ี เชน่
6.1 คำทม่ี ตี ัวสะกดไมต่ รงมาตรา
6.2 คำทม่ี เี คร่ืองหมายทัณฑฆาต
6.3 คำท่มี ี รร
6.4 คำที่มีตัวอักษรไม่ออกเสียง
จะมคี วามซบั ซ้อนในการสอนสะกดคำตามเสยี งของสระและพยัญชนะสะกดหรือตวั สะกด
เมอ่ื สอนใหเ้ ข้าลูกสระ เสยี งสระ เสยี งพยัญชนะ สะกดต่างๆและเด็กอา่ นไดถ้ ูกต้องแลว้ ก็ควรใหส้ ะกด
ตามการเขยี นเพื่อจะไดเ้ ขียนได้ถูกต้อง เชน่
พัลวนั อ่านว่า พัน-ละ-วนั สะกดตามการเขยี นว่า
พ.พาน-ไม้หันอากาศ-ล.ลงิ -ว.แหวน-ไม้หันอากาศ-น.หนู-พัลวนั
กาญจน์ อ่านวา่ กาน สะกดตามการเขียนว่า
ก.ไก่-สระอา-ญ.หญิง-จ.จาน-น.หนู-การนั ต-์ กาญจน์
หรรษา อ่านว่า หัน-สา สะกดตามการเขยี นว่า
ห.หีบ-ร หนั -ษ.ฤาษี-สระอา-หรรษา
กษัตริย์ อา่ นว่า กะ-สดั สะกดตามการเขยี นวา่
ก.ไก่-ษ.ฤาษ-ี ไมห้ นั อากาศ-ต.เตา่ -ร.เรอื -สระอิ-ย.ยักษ์-การนั ต์-กษตั ริย์
3. การสอนแบบบันไดทักษะ 4 ขั้น สู่การอ่านออกเขยี นได้
ขนั้ ที่๑ ครนู ำเด็กเปลง่ เสยี ง อ่านแจกลูกสะกดคำ ผันเสยี งกระทำซ้ำๆ คำละประมาณ ๒-๓ คร้ัง หรอื
จนกวา่ เด็กจะมีทักษะ
ขั้นท่ี ๒ ครูนำเด็กปลง่ เสยี งอ่านคำ กลมุ่ คำ และข้อความท่ีผกู ไว้เป็นเร่อื ง แต่ละตอน กระทำซำ้ ๆ
ประมาณ ๒-๓ เทย่ี ว หรือจนกวา่ เดก็ จะเกดิ ทักษะ
ขั้นท่ี ๓ ใหเ้ ด็กคดั ลายมือจากคำ กล่มุ คำ และข้อความ ท่ผี ูกเป็นเร่อื ง (ตามขัน้ ที่ ๓ ) เสรจ็ แล้วให้นำ
สมุดคัดลายมือน้ีกลบั ไปอ่านอวดผ้ปู กครองทีบ่ า้ น ข้อพึงระวังในขนั้ ตอนนี้กค็ ือ ใหเ้ ด็กคดั ลายมือเพียงคำ
กลมุ่ คำและเรื่องเทา่ นน้ั อยา่ ให้เด็กคัดการแจกลูกของคำอย่างเดขาดเพราะจะทำให้เด็กรู้สึกเบ่ือ
ขนั้ ที่ ๔ ทดสอบ “เขยี นตามคำบอก“ โดยครเู ลือกคำจากคำหรอื กลุม่ คำหรือข้อความทีผ่ กู ไวเ้ ป็นเรอื่ ง
ซง่ึ เดก็ ไดค้ ดั ลายมอื แล้วนน้ั มาเปน็ คำตอบ โดยให้ครบู อกคำละ ๒ ครัง้ ในแตล่ ะคำอาจมี ๑ พยางค์ หรอื ๒
พยางค์ หรือ ๓ พยางค์ หรือ ๔ พยางคก์ ็ได้ ใหค้ ำนึงถงึ ทกั ษะและลำดบั แห่งการเรียนรขู้ องเดก็ เป็นสำคัญ
ทง้ั น้ีใหเ้ ดก็ น่ังหา่ งกันประมาณ ๑ เมตร
(จากหนังสอื เด็กอ่านไมอ่ อกเขียนไม่ได้แกง้ ่ายนิดเดียว :ศวิ กานท์ ปทมุ สตู ิ พิมพ์ครงั้ ที่ ๑๒ พ.ศ.
๒๕๕๖)
๑๖
4. งานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วข้อง
ไพรนิ ทร์ พ่งึ พงษ์ (2556 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการอ่านและเขยี นสะกด
คำทมี่ ีสระประสม ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 1 โดยใช้ยุทธวธิ พี หุปัญญา แผนผังความคิดและแบบฝกึ
เสริมทักษะ มวี ตั ถุประสงคเ์ พื่อ 1) เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิ ทางการอ่านและการเขยี นสะกดคำ ท่ีมสี ระประสม
ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1 ก่อนและหลังการจัดการเรยี นรู้โดยใชย้ ทุ ธวิธพี หปุ ญั ญา แผนผังความคิด
และแบบฝกึ เสริมทกั ษะ 2) ศึกษาความคดิ เหน็ ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 1 ต่อการจดั การเรยี นรู้โดยใช้
วิธียทุ ธวธิ พี หปุ ัญญา แผนผังความคิดและแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ กลมุ่ ตวั อย่างคือนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 1
ห้องลลี าวดี โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 1 หอ้ งเรยี น มี
นักเรียน 33 คน ได้มาโดยการสุ่มตวั อย่างงา่ ย กำหนดระยะเวลาในการทดลอง 16 คาบ ผลการวจิ ยั พบว่า 1)
ผลสัมฤทธ์ิทางการอา่ นและการเขยี นสะกดคำที่มีสระประสมของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลงั
การจดั การเรยี นรู้ โดยใช้ยุทธวิธีพหปุ ัญญา แผนผังความคิดและแบบฝกึ เสริมทักษะ หลงั เรียนสูงกวา่ กอ่ นเรียน
อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั 0.01 2) ความคิดเหน็ ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ทีม่ ีต่อการจัดการ
เรยี นรโู้ ดยใชย้ ุทธวิธีพหุปัญญา แผนผงั ความคิดและแบบฝึกเสรมิ ทักษะมีระดับความคิดเห็นอยูใ่ นระดับเห็น
ดว้ ยมาก
กฤษณา ธีระเชาวพฒั น์ (2557 : บทคัดยอ่ ) ได้ศึกษาเรอ่ื ง การพฒั นาทกั ษะการอา่ นของนกั เรยี น
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใชแ้ บบฝกึ การอ่านสะกดคำ มวี ตั ถุประสงค์เพอ่ื ส่งเสริมทกั ษะการอา่ นสะกด
คำสำหรับนักเรียนระดับชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นอสั สมั ชัญแผนกประถม ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา
2557 โดยใช้นกั เรียนจำนวนท้ังหมด 7 คน โดยใชแ้ บบฝกึ การอา่ นสะกดคำ จำนวน 5 ชุดกิจกรรม โดย
บันทึกคะแนนเปน็ ตารางและสรุปผลการเปรียบเทียบการอ่าน และสะกดคำเปน็ ความเรียงผลการศึกษาครัง้ น้ี
ปรากฏว่าการใช้แบบฝกึ การอ่านสะกดคำของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 1 นักเรยี นสามารถอ่านและทำแบบ
สะกดคำได้ดีขน้ึ คดิ คา่ เฉลีย่ ได้เป็นรอ้ ยละ 62.57
สภุ าพร อักษรพิสทุ ธกิ ลุ (2558 : บทคัดยอ่ ) ได้ศกึ ษาเรื่องการพัฒนาทกั ษะการอ่านภาษาไทยของ
นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1/9 ดว้ ยนิทาน จำนวนนักเรียน 4 คน ในโรงเรยี นอัสสมั ชญั แผนกประถมจากผล
การทำแบบทดสอบหลงั เรยี นแสดงให้เห็นว่า นกั เรียนคนท่ี 1 สามารถทำแบบทดสอบได้ 10 ขอ้ คดิ เป็นร้อย
ละ 100 นกั เรยี นคนที่ 2 ทำแบบทดสอบได้ 7 ข้อ คิดเปน็ ร้อยละ 70 นกั เรียนคนที่ 3 และ 4 ทำ
แบบทดสอบได้ 8 ข้อ คดิ เปน็ ร้อยละ 80
กรณกิ าร์ รนิ นายรักษ์ (2560 : บทคดั ย่อ) ได้ศกึ ษาเรือ่ งการพฒั นาทักษะการอ่านคำ และการสะกด
คำของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 1/3 ปีการศึกษา 2560 โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 15 เพื่อฝึกทักษะ
ใหเ้ ดก็ มีพื้นฐานการอา่ นและ มนี สิ ยั รกั การอ่านใหด้ ีขึน้ พบวา่ นักเรียนสามารถอา่ นคำและประโยคไดด้ มี ี
ผลสัมฤทธิใ์ นการอา่ นสงู ขน้ึ อ่านได้คล่องแคลว่ มีความม่ันใจในการอา่ นและการจดจำ และครูเปน็ ผู้ช้ีแนะ ครู
ใหน้ ักเรยี นไดฝ้ ึกอ่านคำและประโยคท่นี ักเรยี นยังอา่ นไม่ได้ซ้ำ โดยใหก้ ลับไปฝกึ อา่ นท่ีบ้านและให้เพ่ือนท่ีอ่าน
ออกช่วยในการฝกึ อา่ นหลายๆครงั้ ผลทไ่ี ด้นักเรียนอ่านได้ถูกต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานท่ีครูกำหนด โดยอยใู่ น
ระดบั ดมี าก 11 คน ระดับดี 8 ระดับพอใช้ 2 คน
๑๗
บทที่ 3
วิธีดำเนินการวจิ ัย
การศกึ ษาวจิ ยั คร้ังน้มี วี ัตถุประสงค์ 1) เพื่อแก้ไขปญั หาการอ่านสะกดคำของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษา
ปที ่ี 1 โรงเรยี นวดั หนองกะขะ (บญุ ย่ิงประชานุกูล) 2) เพ่ือพฒั นาประสทิ ธิภาพการอา่ นออกเสียงคำใน
ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ๓) เพื่อหาแนวทางแก้ไขการอ่านออกเสยี งคาในภาษาไทย
ภาษาไทยของนักเรียนให้ถกู ต้อง โดยวิธีการดำเนนิ การวจิ ยั มีขน้ั ตอน ดังตอ่ ไปนี้
๑. วิธดี ำเนินการวจิ ัย
2. กลมุ่ เป้าหมายการวจิ ัย
3. เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการวิจัย
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
5. การวเิ คราะห์และนำเสนอข้อมูล
วธิ ีดำเนินการวิจัย
1. ศึกษาสภาพปญั หา และวิเคราะหแ์ นวทางแกป้ ัญหา
2. ศึกษาผเู้ รียนเป็นรายบุคคลเกีย่ วกับความรขู้ นั้ พ้นื ฐานในดา้ นการอ่านสะกดคำ โดยการทดสอบก่อน
เรียนหลงั เรียนในสมุดภาษาไทยและเอกสารประกอบการเรยี นวชิ าภาษาไทย
3. วิเคราะหห์ ลกั สตู ร มาตรฐานการเรยี นรู้และผลการเรยี นรู้ทีค่ าดหวงั ตามหลกั สตู รสถานศกึ ษาและ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง 2561)
4. วางแผนและศกึ ษาการจัดการเรยี นร้โู ดยใช้สอ่ื พฒั นาทกั ษะการอา่ น สำหรับนักเรียนชัน้
ประถมศึกษาปีที่ 1
5. นำขอ้ มลู ทศ่ี ึกษามาประยุกตเ์ ปน็ คมู่ ือการอา่ นออกเขยี นได้ ประกอบดว้ ย แบบฝึกอ่าน แลว้ นำไปใช้
ในการจัดการเรยี นรู้ให้แก่ผู้เรียนระดับชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1
6. ออกแบบส่ือ พัฒนาทักษะการอา่ นด้วยสอ่ื การสอนในรูปแบบทีห่ ลากหลาย เช่น อา่ นแจกลกู สะกด
คำ ผนั วรรณยกุ ต์ อ่านสระเปลย่ี นรปู ลดรปู อา่ นคำพน้ื ฐาน เปน็ ตน้
7. จัดการเรยี นการสอนโดยวิธีการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา ใช้เทคนิคแบบรายบุคคลและใช้สื่อ
การเรียนท่สี รา้ งเพิ่มเติมในการจดั กจิ กรรมการสอน
8. ทดสอบความสามารถในการอา่ นคำสะกดนักเรียนทุกครั้งเพื่อเปน็ การกระตุ้นใหน้ ักเรยี นมคี วามใฝ่
รใู้ ฝเ่ รยี นในการอ่านมากข้นึ
9. รวบรวมและสรปุ ผลการวจิ ัย
กลมุ่ เปา้ หมาย
กล่มุ เป้าหมายท่ใี ช้ในการวิจัยครง้ั น้ี คอื นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ที่กำลงั ศึกษาในปกี ารศึกษา
2564 โรงเรยี นวดั หนองกะขะ (บุญยงิ่ ประชานกุ ลู ) จำนวน 14 คน โดยใชว้ ธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง เนอื่ งจาก
มปี ญั หาในการอา่ นคำ และการสะกดคำได้ไมถ่ ูกต้อง รวมถงึ การประสมคำที่มีพยัญชนะ สระ ตวั สะกดและ
๑๘
วรรณยกุ ต์ ส่งผลให้นักเรยี นอ่านหนังสือได้ไม่ถกู ต้อง เกิดผลกระทบดา้ นการเรยี นเป็นอย่างมาก ต้องได้รบั การ
แกไ้ ขปัญหาอย่างเร่งดว่ น
เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
1. เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ัยครง้ั นี้ ไดแ้ ก่
1.1 แบบฝึกหดั สะกดคำ
1.2 สื่อการเรยี นการสอน/กิจกรรมการเรยี นการสอนทงี่ า่ ยต่อการเข้าใจ (บตั รคำ / เกม)
1.3 กิจกรรมการสอนแบบบันไดทักษะ 4 ข้นั สู่การอา่ นออกเขยี นได้
1.3 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิการอ่านสะกดคำ ให้คะแนนตามเกณฑ์การประเมิน ดังน้ี
1.4 แบบบนั ทกึ คะแนนการอ่านสะกดคำ
2. ขน้ั ตอนการสรา้ งเครอื่ งมือ ผ้วู ิจยั ดำเนินการสรา้ งตามข้ันตอน ดังน้ี
2.1 ศกึ ษาผูเ้ รียนเปน็ รายบุคคลเก่ยี วกับความรู้ขน้ั พืน้ ฐานในการอ่านสะกดคำ โดยการ
ทดสอบอ่านสะกดคำจากบัญชคี ำพ้ืนฐานช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1 จำนวน 20 คำ และทำการบันทึกผล
2.2 ประเมินการทดสอบอา่ นคำพืน้ ฐานของนักเรยี น โดยมีการใหค้ ะแนนตามเกณฑ์การ
ประเมนิ ดงั นี้
คะแนน 18-20 ระดบั ดีมาก คะแนน 13-17 ระดับ ดี
คะแนน 8-12 ระดบั พอใช้ คะแนน 0-7 ระดบั ปรับปรงุ
2.3 ศึกษาและทำความเข้าใจหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทยช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1
2.4 รวบรวมคำพืน้ ฐาน จากบัญชคี ำพน้ื ฐานมาเป็นแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำ และ
สร้างแบบบนั ทกึ คะแนนการอ่านสะกดคำ
2.5 ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของแบบฝกึ ทักษะการอา่ นสะกดคำ และแบบบนั ทึก
คะแนนการอ่านสะกดคำ
2.6 ปรับปรุง แกไ้ ขข้อบกพร่องของแบบฝึกทักษะการอา่ นสะกดคำ และแบบบนั ทึกคะแนน
การอ่านสะกดคำ
7. นำแบบฝึกทักษะการอา่ นสะกดคำ และแบบบันทกึ คะแนนการอ่านสะกดคาไปใช้จรงิ กับ
กลุม่ ทดลอง
ระยะเวลาในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1 มกราคม 2565 – 28 กมุ ภาพันธ์ 2565
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และสถติ ิทีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ผวู้ จิ ัยนำข้อมูลคะแนนท่ีไดจ้ ากแบบบนั ทึกคะแนนการอา่ นสะกดคำ มาวเิ คราะห์ผลการทดลอง โดย
การนำคะแนนท่ีได้มาคดิ คำนวณรอ้ ยละ หาคา่ เฉลี่ยของคะแนนกอ่ นเรยี นและหลังเรียน คำนวณดัชนี
ประสทิ ธผิ ล เพือ่ เปรียบเทยี บผลสัมฤทธก์ิ อ่ นและหลังการทดลอง ดังนี้
๑๙
สถติ ิพ้ืนฐาน
คา่ ร้อยละ
รอ้ ยละ = ตัวเลขท่ตี ้องการเปรยี บเทยี บ × 100
จำนวนเต็ม
ค่าเฉลย่ี ( ̅)
̅ = Σ ̅
เม่ือ ̅ คือ ค่าเฉลยี่ เลขคณิต
Σ ̅ คือ ผลบวกของข้อมูลทุกค่า
คอื จานวนข้อมูลท้งั หมด
คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน ( . .)
. . = Σ ̅2−(Σ ̅)2
( −1)
เม่ือ . . คอื สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
̅ คอื ข้อมูล ( ตัวที่ 1, 2, 3..., )
Σ ̅ คอื ผลรวมของข้อมูลทุกคา่
คือ จานวนข้อมูลทั้งหมด
ค่าดชั นีประสทิ ธิผล (E.I)
ดัชนีประสิทธผิ ล = คะแนนเฉลย่ี หลังเรยี น – คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน
คะแนนเต็มหลังเรยี น – คะแนนเฉลี่ยกอ่ นเรยี น
สถิตทิ ่ีใช้ใน
t-test dependent samples
๒๐
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
จากการวจิ ยั ในชัน้ เรยี น ได้ศกึ ษากลมุ่ นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนวัดหนองกะขะ (บุญย่ิง
ประชานุกลู ) จำนวน 14 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปีกึศึกษา 2564 ผู้วจิ ัยไดด้ ำเนินการกิจกรรมแก้ไขปญั หาและ
พฒั นาทักษะการอ่านสะกดคำภาษาไทย ผู้วจิ ยั นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
ตารางท่ี 4.1 ผลการทดสอบอา่ นสะกดคำ กอ่ นและหลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนในการ
แก้ไขและพฒั นาทักษะการอา่ นสะกดคำของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนวัดหนองกะขะ (บญุ ย่ิง
ประชานุกูล)
ลำดับ ชอ่ื - สกุล กอ่ นเรียน หลังเรยี น ผลต่าง
คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ
1 เดก็ ชายจริ เมธ ดดี พมิ พ์ 0 0 8 40.00 +8
2 เดก็ ชายณัฐภมู ิ มงคลชยั 5 25.00 14 70.00 +9
3 เดก็ ชายมรเุ ดช ป่าคอง 0 0 8 40.00 +8
4 เดก็ ชายสุชาติ เพ่มิ สติ 8 40.00 18 90.00 +10
5 เด็กหญงิ กัญญาณัฐ พาลี 8 40.00 15 75.00 +7
6 เด็กหญงิ ปญั ญิศา แซจ่ ๋าว 7 35.00 14 70.00 +7
7 เดก็ หญิงปณั ชญา แซ่จา๋ ว 8 40.00 18 90.00 +10
8 เด็กชายณฐั พฒั น์ กำจดั ภยั 7 35.00 15 75.00 +8
9 เด็กชายบีม จนั ทะคำ 2 10.00 8 40.00 +6
10 เดก็ ชายภฌิ ากรณ์ บุญลาภ 9 45.00 18 90.00 +9
11 เดก็ หญิงฉันทนา โทป้อมอ่อน 6 30.00 17 85.00 +11
12 เดก็ ชายกิตติคุณ เนตรจันทร์ 9 45.00 20 100 +13
13 เดก็ ชายพลกฤต ผดุงรตั น์ 10 50.00 20 100 +12
14 เดก็ ชายวราวุธ การมาสม 8 40.00 17 85.00 +9
รวม 87 210
รอ้ ยละ 31.07 75.00
จากตารางที่ 4.1 พบวา่ จากการทดสอบอ่านสะกดคำของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 จำนวน 14
คน คะแนนเตม็ 20 คะแนน ก่อนการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนในการแก้ไขและพฒั นาทกั ษะการอา่ น
สะกดคำ นักเรียนได้คะแนนร้อยละ 31.07 ของคะแนนเต็มรวมของจำนวนนกั เรียนทงั้ หมด และหลงั จดั
กิจกรรมการเรยี นการสอนฯ นักเรยี นได้คะแนนร้อยละ 75.00 ของคะแนนเต็มรวมของจำนวนนักเรยี น
ทั้งหมด
๒๑
ผลการทดสอบกอ่ นจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนฯ ไม่มีนักเรียนนกั เรียนผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 70 ของ
จำนวนนกั เรยี นท้งั หมด และผลการทดสอบหลงั จัดกิจกรรมการเรยี นการสอนฯ มีนกั เรยี นผ่านเกณฑร์ ้อยละ
70 จำนวน 11 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 78.57 ของจำนวนนักเรยี นท้งั หมด
แสดงใหเ้ หน็ ว่านกั เรียนมีพัฒนาด้านการอ่านสะกดคำเพิ่มขึ้นจากเดิม นักเรียนสามารถทำคะแนนได้ดี
ตามลำดับเป็นที่นา่ พอใจ และจากการวิเคราะหผ์ ลการทดสอบเป็นรายบุคคลยังพบว่ามนี ักเรียนที่เรยี นอ่อน
มาก ๆ เท่าน้นั ทีค่ ะแนนเพ่มิ ขึ้นเพียงเล็กน้อย ซ่งึ จะต้องมกี ารวิเคราะห์เป็นรายบุคคลตอ่ ไป
การเสรมิ แรงขณะปฏิบัติกิจกรรมช่วยใหน้ ักเรียนมีกำลังใจ และทำงานได้คะแนนดขี นึ้
ตารางท่ี 4.2 ค่าเฉลยี่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลการทดสอบค่าที และคา่ ดัชนปี ระสิทธผิ ล เพอ่ื
เปรียบเทยี บคะแนนการอ่านสะกดคำ ก่อนและหลงั การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนแก้ไขและพฒั นาทกั ษะ
การอา่ นสะกดคำ ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1
ประชากร N คะแนนเต็ม กอ่ นเรยี น หลังเรียน t
x̄ SD x̄ SD
นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 14 20 6.21 3.16 15.00 4.08 - 21.51
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู พบว่า จากการทดสอบอา่ นสะกดคำของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 จำนวน
14 คน คะแนนเต็ม 20 คะแนน ผลการทดสอบก่อนการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนการแก้ไขและพัฒนา
ทกั ษะการอา่ นสะกดคำ มีคะแนนเฉล่ยี เท่ากับ 6.21 ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.16 ผลการทดสอบ
หลงั กอ่ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนฯ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากบั 15.00 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กับ
4.08 จึงสรปุ ได้ว่า คะแนนเฉล่ยี หลังกอ่ นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการแก้ไขและพฒั นาทกั ษะการอ่าน
สะกดคำสูงกวา่ ก่อนก่อนการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนฯ อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั 0.05
๒๒
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การศึกษาวจิ ัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อแกไ้ ขปัญหาการอา่ นสะกดคำของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษา
ปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองกะขะ (บญุ ย่งิ ประชานุกูล) 2) เพ่ือพฒั นาประสิทธภิ าพการอ่านออกเสยี งคำใน
ภาษาไทย ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1 ๓) เพ่ือหาแนวทางแก้ไขการอ่านออกเสยี งคำในภาษาไทย
ภาษาไทยของนักเรียนให้ถูกต้อง โดยประชากรทีใ่ ชใ้ นการวิจยั คร้ังน้ี เปน็ นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 1
โรงเรียนวดั หนองกะขะ (บุญย่ิงประชานุกลู ) ปีการศึกษา 2564 จำนวน 14 คน และผ้วู จิ ยั ไดด้ ำเนนิ การเกบ็
รวบรวมขอ้ มูลทใ่ี ช้ในการวิจัยคร้ังนจี้ ากผลคะแนนการทดสอบอา่ นสะกดคำ ก่อนและหลังการจดั กจิ กรรมการ
เรียนการสอน มาวิเคราะห์หาคา่ สถติ ิโดยใช้คา่ ร้อยละ คา่ เฉล่ีย สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ทำการทดสอบคา่ ที
ชนดิ กลุ่มเดยี ว เก็บคะแนนก่อนและหลงั ใช้แบบฝึกทกั ษะการอ่านสะกดคำ คำนวณค่าดัชนปี ระสิทธผิ ลของ
แบบฝึกทักษะการอา่ นสะกดคำ และเปรยี บเทยี บผลการทดสอบหลังเรยี นของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1
ท่ีไดร้ ับการจัดการเรียนรู้ ที่มีคะแนนผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ 70 ของคะแนนเต็ม กบั จำนวนนักเรยี นท้งั หมด ซ่ึงจาก
การวิเคราะห์ขอ้ มลู สามารถสรุปผลการวจิ ัย อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะได้ ดังน้ี
1. สรุปผล
จากการดำเนนิ การวิจัย เร่ือง การแก้ปัญหาการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1
โรงเรียนวัดหนองกะขะ (บญุ ยิ่งประชานุกูล) ซึ่งมีประชากรจำนวน 14 คน ดว้ ยการทดสอบอา่ นสะกดคำ โดย
ใหน้ กั เรียนแต่ละคนอา่ นสะกดคำจากแบบฝึกอ่านหลังการจดั การเรยี นการสอน และผู้วิจยั ทำการบันทึก
คะแนนทีน่ ักเรยี นแตล่ ะคนอ่านได้ ผลการทดสอบก่อนเรียน นกั เรยี นมคี ะแนนเฉล่ียเท่ากับ 6.21 จากคะแนน
เต็ม 20 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทา่ กับ 3.16 ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 31.07 ของคะแนนเตม็ รวมของ
จำนวนนกั เรยี นทง้ั หมด และไม่มนี ักเรยี นที่อ่านสะกดคำผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 70 แสดงวา่ นกั เรียนยงั ขาดทกั ษะ
การอา่ นสะกดคำ จึงไม่สามารถอ่านคำได้ถกู ต้องและแม่นยำ
ดังนน้ั ผู้วจิ ยั จึงนำกจิ กรรมการสอนแบบบันได 4 ข้ัน รวมถึงนำส่ือการสอนบัตรคำ ผสานการจัด
กิจกรรมการสอนในรูปแบบเกม และจดั เตรียมแบบฝึกอ่านสะกดคำมาใชใ้ นการจดั การเรียนการสอนกบั
นักเรียน โดยใหน้ ักเรียนแต่ละคนฝกึ อ่านสะกดคำจากแบบฝึกอ่าน จำนวน 10 คำต่อ 1 คาบเรยี น วชิ า
ภาษาไทย ฝึกอ่านเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ เมอื่ ครบตามระยะเวลา 6 สัปดาหแ์ ล้ว ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคน
ทดสอบอ่านสะกดคำจากแบบทดสอบ จำนวน 20 คำอีกคร้ัง และผ้วู จิ ัยทำการบันทึก
คะแนนท่ีนักเรียนแตล่ ะคนอ่านได้ ซง่ึ ผลจากการทดสอบอ่านสะกดคำหลังการจัดกจิ กรรมการเรียน
การสอน พบว่า นักเรยี นมีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 15.00 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเทา่ กบั 4.08 ไดค้ ะแนนร้อยละ 75.00 ของคะแนนเตม็ รวมของจำนวนนกั เรียนทัง้ หมด และมี
นักเรียนผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 78.57 ของจำนวนนกั เรยี นทงั้ หมด ค่าดัชนี
ประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคา เทา่ กับ 0.63 นั่นคือ นกั เรียนมผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรียนหลัง
๒๓
การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนสูงกวา่ ก่อนใช้แบบฝึกทกั ษะการอา่ นสะกดคำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่ี
ระดับ 0.05
2. อภิปรายผล
จากการเปรียบเทยี บคะแนนการอา่ นสะกดคำ กอ่ นและหลงั การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนในการ
แกป้ ัญหาและพัฒนาทกั ษะการอา่ นสะกดคำของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่าคะแนนเฉลย่ี หลังการจดั
กจิ กรรมการเรียนการสอนสูงกวา่ ก่อนการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน แสดงวา่ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนหลังการสงู กว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึง่ เปน็ ไปตามวตั ถุประสงคแ์ ละสมมตฐิ านทต่ี ้ังไว้
อีกทั้งสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ กฤษณา ธรี ะเชาวพัฒน์ (2557 : บทคดั ยอ่ ) แสดงให้เหน็ ว่าการใช้แบบฝกึ
ทกั ษะการอา่ นสะกดคำ รวมถึงการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนดว้ ยวิธีการบนั ได 4 ข้นั ผสานการใช้สือ่ การ
เรียนการสอนทเี่ หมาะสมแก้ผู้เรียนนสี้ ามารถชว่ ยแก้ปญั หาการในเร่อื งการอ่านสะกดคำและการขาดทักษะ
ทางการอา่ นได้ เพราะการฝึกทักษะการอ่านต้องอาศยั การฝกึ ฝน และการใชแ้ บบฝึกทักษะการอา่ นสะกดคำนี้
จะชว่ ยใหน้ กั เรยี นได้ทบทวนเน้ือหาที่เรยี นรมู้ าแลว้ เพื่อสร้างความรู้ความเขา้ ใจ ชว่ ยเพ่ิมทกั ษะความชำนาญ
ฝกึ กระบวนการคดิ ให้มากขนึ้ และเป็นการฝึกฝนในสิ่งที่นักเรยี นยงั บกพร่องอยู่ ใหเ้ กิดการพฒั นาขน้ึ ตาม
ความสามารถของนกั เรียนแต่ละบคุ คลอยา่ งมีประสิทธิภาพ
ขอ้ เสนอแนะ
1. ครจู ัดกิจกรรมการเรยี นการสอนทีห่ ลากหลาย และปรับเปล่ียนตามความเหมาะสมของผูเ้ รยี นใน
แตล่ ะบคุ คล
2. การให้กำลงั ใจ คำยกย่อง ชมเชย หรอื แม้แต่การใช้ส่อื วาทิสลักษณ์เข้าช่วยในการสอนอ่านสะกดคำ
ทำให้นักเรยี นสนกุ กบั การเรียนวิชาภาษาไทยมากยิง่ ขนึ้
3. ครผู ู้สอนสามารถนำไปปรับใชก้ บั นกั เรยี นในช้นั อ่นื ๆ ได้ เพ่ือพัฒนานักเรียนในดา้ นอ่ืนๆ เช่น การ
ส่งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรม สง่ เสรมิ ดา้ นการใช้ภาษา สง่ เสริมพฒั นาทางดา้ นอารมณ์-จติ ใจ ส่งเสรมิ พัฒนา
ทางดา้ นสตปิ ญั ญา เปน็ ต้น
4. ครูผู้สอนควรมกี ารพัฒนาทักษะการอา่ นสะกดคำของนักเรียนอยู่เสมอ ท้งั ในเวลาเรียนและใน
เวลานอกเวลาเรยี น มกี ารทดสอบการอ่านอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนค้ี รผู ้สู อนควรมีการขอความรว่ มมอื กับ
ผู้ปกครองในการฝึกฝนทักษะการอา่ นในขณะทีน่ ักเรียนอยู่ทบี่ า้ น และนกั เรยี นต้องฝึกนิสัยรักการอ่านอย่าง
สมำ่ เสมอ เพ่ือพัฒนาทกั ษะการอา่ นและเพิ่มความรดู้ ้านการอา่ นและความหมายของคำศพั ท์อน่ื ๆให้มากข้ึน
ภาคผนวก
ภาพกจิ กรรมการเรียนการสอน
ภาพกจิ กรรมการเรียนการสอน
แบบบันทึกคะแนน
ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนวดั
กอ่ นเรียน/
ที่ ชือ่ - สกลุ 12345678
1 เด็กชายจริ เมธ ดดี พมิ พ์
2 เดก็ ชายณัฐภูมิ มงคลชยั
3 เดก็ ชายมรุเดช ป่าคอง
4 เดก็ ชายสชุ าติ เพม่ิ สติ
5 เดก็ หญงิ กัญญาณฐั พาลี
6 เดก็ หญงิ ปญั ญิศา แซจ่ า๋ ว
7 เดก็ หญิงปัณชญา แซจ่ ๋าว
8 เด็กชายณฐั พัฒน์ กำจัดภยั
9 เดก็ ชายบีม จนั ทะคำ
10 เด็กชายภฌิ ากรณ์ บุญลาภ
11 เด็กหญงิ ฉันทนา โทปอ้ มอ่อน
12 เดก็ ชายกิตติคุณ เนตรจนั ทร์
13 เด็กชายพลกฤต ผดุงรตั น์
14 เดก็ ชายวราวุธ การมาสม
เกณฑ์ระดบั คะแนน คะแนน
คะแนน 18-20 ระดับ ดีมาก คะแนน 13-17 ระดบั ดี
นการอา่ นสะกดคำ
ดหนองกะขะ (บุญย่ิงประชานุกลู )
/หลงั เรยี น
9 คำท่ี รวม ระดับ
10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
8-12 ระดับ พอใช้ คะแนน 0-7 ระดบั ปรบั ปรุง
แบบทดสอบการอ่านสะกดคำ
ลเิ ก กะละแม
เวลา ตะขอ
คูนา มะละกอ
จุฬา เสอื้ ผ้า
เมฆา หวั เสีย
ตะโก้ เพาะถ่ัว
สะตอ ปเี ถาะ
เกาะแกะ งวั เงีย
ตัวตอ่ นาเกลอื
โปะ๊ เรือ มะเขือเปราะ
แบบฝึกอ่านชดุ ที่ 1
สระ อะ สระอา สระอิ สระอี
ตวั อย่างบัตรคำ
ตวั อยา่ งบัตรคำ
แบบฝึกอ่านชดุ ที่ 2
สระ อึ สระออื สระอุ สระอู
ตวั อยา่ งบตั รคำ
แบบฝกึ อ่านชุดที่ 3
สระ เอะ สระเอ สระแอะ สระแอ
ตวั อยา่ งบตั รคำ
แบบฝึกอ่านชดุ ที่ 4
สระ โอะ สระโอ สระเอาะ สระออ
ตวั อยา่ งบตั รคำ
แบบฝกึ อ่านชุดท่ี 5
สระ อัว สระเอยี สระเออื
ตวั อยา่ งบตั รคำ
แบบทดสอบการอา่ นสะกดคำ
ชดุ ท่ี 1
ตานี กะปิ กะทิ วารี กฬี า
กายา ศาลา สีดา ทวิ า นาฬิกา
ชุดท่ี 2 สุรา
สะดือ แบมอื ราหู ธุระ ปูนา
หารือ ปลาทู มุสา ชาบู
ชดุ ท่ี 3
เวหา เทพี ดเี จ แบมอื ถือยา
เสมา กาแฟ แคะหู ขาเก แกะดำ
ชดุ ที่ 4
โลมา โซดา โมโห โปะยา ตะโก้ ปจี อ
ปีเถาะ ทะเลาะ เสาะหา มะละกอ
ชุดที่ 5
หัวใจ ใบบัว เรอื ใบ เสอื ดำ มะเขือ
เสยี ใจ มะเมยี อาเสี่ย หัวเขา่ ตวั ตอ่
แบบทดสอบ
ท่ี ชื่อ - สกุล ชุดที่ 1 ชุดที่ 2
คะแนน ระดับ คะแนน ระดับ
1 เด็กชายจริ เมธ ดีดพิมพ์
2 เด็กชายณฐั ภมู ิ มงคลชยั 5 พอใช้ 5 พอใช้
3 เดก็ ชายมรเุ ดช ปา่ คอง 8 ดี 8 ดี
4 เด็กชายสชุ าติ เพ่ิมสติ 5 พอใช้ 5 พอใช้
5 เด็กหญงิ กัญญาณัฐ พาลี 10 ดมี าก 10 ดมี าก
6 เดก็ หญงิ ปัญญศิ า แซจ่ ๋าว 10 ดีมาก 9 ดมี าก
7 เดก็ หญงิ ปณั ชญา แซจ่ ๋าว 8 ดี 8 ดี
8 เด็กชายณัฐพัฒน์ กำจัดภยั 10 ดีมาก 10 ดมี าก
9 เดก็ ชายบมี จนั ทะคำ 10 ดมี าก 8 ดี
10 เดก็ ชายภฌิ ากรณ์ บญุ ลาภ 5 พอใช้ 5 พอใช้
11 เดก็ หญิงฉนั ทนา โทปอ้ มออ่ น 10 ดมี าก 10 ดีมาก
12 เด็กชายกติ ตคิ ุณ เนตรจันทร์ 10 ดมี าก 9 ดีมาก
13 เด็กชายพลกฤต ผดงุ รตั น์ 10 ดมี าก 10 ดีมาก
14 เด็กชายวราวธุ การมาสม 10 ดมี าก 10 ดมี าก
10 ดีมาก 9 ดมี าก
เกณฑ์การประเมิน ระดบั ดมี าก
คะแนน 9 - 10 ระดับ ดี
คะแนน 7 - 8 ระดับ พอใช้
คะแนน 5 - 6 ระดับ ควรปรบั ปรงุ
คะแนน 0 - 4
บหลงั เรยี น
ชดุ ที่ 3 ชดุ ท่ี 4 ชดุ ท่ี 5 หมายเหตุ
คะแนน ระดับ คะแนน ระดับ คะแนน ระดับ สอนซ่อมเสรมิ
4 ปรุงปรุง 2 ปรับปรุง 2 ปรับปรุง สอนซ่อมเสรมิ
8 ดี 8 ดี 8 ดี
5 พอใช้ 2 ปรับปรุง 4 ปรับปรงุ
10 ดีมาก 9 ดมี าก 9 ดมี าก
10 ดีมาก 7 ดี 7 ดี
8 ดี 6 พอใช้ 6 พอใช้
10 ดีมาก 10 ดีมาก 10 ดีมาก
10 ดมี าก 8 ดี 8 ดี
5 พอใช้ 5 พอใช้ 5 พอใช้
10 ดีมาก 8 ดี 8 ดี
10 ดมี าก 7 ดี
10 ดมี าก 10 ดมี าก ดี
10 ดมี าก 10 ดมี าก 10 ดมี าก
10 ดีมาก 7 ดี 10 ดมี าก
7 ดี