The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Sec.02 กลุ่ม 5 เรื่องระบบนิเวศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wannika7419, 2021-10-27 05:07:57

Sec.02 กลุ่ม 5 เรื่องระบบนิเวศ

Sec.02 กลุ่ม 5 เรื่องระบบนิเวศ

คนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม ที่กินเนื้อปลาน้าจืดที่ปรุงไม่สุกจะรับเอาตัวอ่อนของ
พยาธิใบไม้ตับท่ีอยู่ในระยะติดต่อเข้าสู่ร่างกาย ทาให้ท่อน้าดีติดเช้ือ โดยพยาธิใบไม้ตับจะ
เจรญิ เปน็ ตัวเตม็ วยั และเพิม่ จานวนมาก หากมีพยาธิใบไม้ตับสะสมอยู่จานวนมาก จะทาให้เกิด
การติดเชอ้ื เร้ือรงั และตบั เสยี หายมากข้ึน

คนที่รับประทานเน้ือหมูและเน้ือวัวท่ีปรุงไม่สุกจะรับเอาตัวอ่อนของพยาธิตัวตืดเข้าไป
โดยตัวอ่อนของพยาธิตัวตืดจะเคลื่อนที่ออกจากลาไส้ไปพักตัวตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตา
กล้ามเน้ือ หัวใจ ผู้ป่วยท่ีติดเชื้อจากพยาธิตัวตืดมักมีอาการไม่รุนแรง แต่การแพร่กระจายของ
ตวั อ่อนอาจส่งผลให้เกดิ ภาวะแทรกซอ้ นทีร่ ุนแรงถงึ ขน้ั เสยี ชวี ติ ได้

2) ปรสิตภายนอก คือ ปรสิตที่อาศัยและเกาะกินอยู่ภายนอกร่างกายของผู้ถูกอาศัย
ตัวอย่างเช่น ไร เห็บ หมัด เหา ซึ่งเป็นปรสิตของคนและสัตว์ ส่วนเพลี้ยและกาฝากจะเป็น
ปรสิตของพืช

เพลีย : เป็นปรสิตที่มีปากเป็นงวง สามารถเจาะ ภาพที่ 2.14 ปรสิตภายนอกในพืช
เข้าไปยังท่อลาเลียงอาหารของพืชเพื่อดูดกินน้า ทีม่ า : https://1th.me/otKYU
เลยี้ งเช่นเดียวกับต้นกาฝากที่เกาะติดกับพืชชนิด
อื่นและใช้รากแทงทะลุเข้าไปในเปลือกไม้จนถึง
ท่อลาเลียงน้าและธาตุอาหาร เพื่อแย่งอาหาร
ทาให้พืชที่ถูกอาศัยเจริญเติบโตช้า และตายใน
ทีส่ ุด

ภาพท่ี 2.15 ปรสิตภายนอกในสัตว์ เห็บและหมัด : เป็นปรสิตขนาดเล็กท่ีเกาะบน
ท่มี า : https://1th.me/sp9Ay ผิวหนังสัตว์ แล้วดูดเลือดเป็นอาหาร หากบน
ร่างกายมีเห็บและหมัดจานวนมาก จะส่งผลให้เกิด
การอักเสบบริเวณผิวหนัง และติดเชื้อบริเวณที่เกิด
รอยแผล นอกจากน้ีน้าลายของหมัดมีสาร
ทกี่ อ่ ให้เกิดการแพ้ จงึ ทาใหส้ ัตวม์ ีอาการคันและขน
ร่วง

นอกจากน้ยี งั มคี วามสัมพันธ์แบบภาวะมีการย่อยสลาย
(saprophytism) (ความสัมพันธ์แบบ +,0) เป็นการ
ดารงชีพชองกลุ่มผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ เช่น เห็ด รา
แบคทีเรยี

ส่ิงมชี วี ิตและสง่ิ ไม่มชี วี ิตท่อี ยู่ในระบบนเิ วศ มคี วามสัมพันธ์กันทั้งในด้านการเป็นอาหาร
การเป็นแหลง่ ทอี่ ยู่ การแลกเปลย่ี นแก๊ส การเป็นท่ีหลบภัย และการสืบพันธุ์ ถ้าสภาพแวดล้อม
ของแหล่งท่ีอยู่เปล่ียนแปลงไป ก็อาจทาให้สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศนั้นเปลี่ยนไปด้วยข้ึนอยู่กับ
สภาพการปรับตัวและความทนอยู่ได้ของส่ิงมีชีวิตน้ัน ๆ แต่ถ้าความสัมพันธ์ดาเนินไปได้ปกติ
ไมม่ สี ิ่งใดมาทาให้ส่งิ แวดลอ้ มเกดิ การกระทบกระเทือน เชน่ ไมม่ ีการทาลายแหล่งท่ีอยู่ ไม่มีการ
ทาลายพืช ซ่ึงเป็นอาหารของสัตว์ ไม่มีการเพ่ิมปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ
จากปกตมิ ากจนเกนิ ไป ระบบนิเวศกอ็ ยู่ในภาวะสมดลุ

กจิ กรรมที่ 1.2 สง่ิ มชี ีวติ ในแหล่งท่ีอยู่ตา่ งกัน

จดุ ประสงค์ของกจิ กรรม

1. อธิบายรูปแบบความสมั พนั ธข์ องส่ิงมีชีวติ ท่ีไดจ้ ากการสารวจ

วัสดุและอุปกรณ์
1. แวน่ ขยาย
2. สมดุ บันทกึ
3. กล้องถา่ ยรปู
4. อุปกรณเ์ ครอ่ื งเขยี น

วิธกี ารดาเนนิ งานของกิจกรรม

1. ให้นักเรยี นแบง่ กลุ่ม แล้วรว่ มกันสารวจพนื้ ทภ่ี ายในโรงเรยี น โดยกาหนดขอบเขตบริเวณ
โรงเรยี น เชน่ สระนา้ ในโรงเรียน สวนพฤกษศาสตรใ์ นโรงเรยี น
2. สงั เกตและบันทกึ วา่ มีสิ่งมชี วี ติ คู่ใดบา้ งท่ีมีความสัมพนั ธก์ ัน
3. รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อระบุความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตจากข้อ 2.
ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดได้ประโยชน์ ส่ิงมีชีวิตชนิดใดเสียประโยชน์หรือส่ิงมีชีวิตชนิดไม่ได้รับ
และไมเ่ สียประโยชน์

คาถามทา้ ยกจิ กรรม
1. ในบริเวณทส่ี ารวจส่งิ มีชวี ิตค่ใู ดบ้างท่มี ีความสัมพันธก์ ัน
2. จากขอ้ 1. สิง่ มชี ีวิตชนดิ ใดได้ประโยชน์ เสยี ประโยซน์ หรือไม่ให้รบั และไมเ่ สยี
ประโยชนจ์ ากการอย่รู ่วมกนั

สรปุ องค์ความรูท้ ้ายบทที่ 2

บทท่ี 2
ความสัมพนั ธท์ างชวี ภาพ

ในระบบนเิ วศ

ความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่ิงมชี วี ิตกับสงิ่ มชี ีวิต

กลุ่มส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศล้วนมีความสัมพันธ์ระหว่าง
สิง่ มีชีวิตด้วยกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยส่ิงมีชีวิตแต่ละ
ชนิดไม่สามารถดารงชีวติ แบบอิสระได้

• ภาวะไดป้ ระโยชน์ร่วมกัน เชน่ • ภาวะองิ อาศยั เชน่ เหาฉลาม
ผเี ส้ือกบั ดอกไม้ กบั ฉลาม
• ภาวะพงึ่ พากนั เช่น ไลเคน
• ภาวะเหยอ่ื กับผู้ล่า เช่น สิงโตกบั
ม้าลาย
• ภาวะปรสติ เช่น พยาธิใบไม้ในตบั

คาชแี จง : ใหน้ กั เรียนตอบคาถามต่อไปนี
1) พิจารณาความสมั พันธ์ของสิ่งมีชวี ติ และระบุรปู แบบความสัมพนั ธท์ ีก่ าหนดใหต้ อ่ ไปนี้

1.1 กง้ิ กา่ เปล่ียนสตี ัวเปน็ สเี ขียวซ่อนตวั อย่ใู นพมุ่ ไม้ เพ่อื อาพรางตัวจากศัตรู
1.2 แบคทีเรียในปมรากถ่ัวตรงึ ไนโตรเจนจากอากาศเพอ่ื เปน็ ธาตุอาหารใหแ้ กพ่ ืช
สว่ นแบคทีเรียได้รับคาร์โบไอเดรตจากรากพืช
1.3 นกฮมั มงิ่ เบริ ์ดดูดกนิ นา้ หวานจากเกสรดอกไม้ และชว่ ยผสมเกสรใหด้ อกไม้
1.4 พยาธติ วั ตดื อาศัยอยทู่ ี่ผนงั ลาไส้ของมนษุ ย์ คอยดดู สารอาหารภายในลาไส้ของ
มนษุ ย์
1.5 พลูดา่ งเลอ้ื ยไปพนั ตามลาตน้ ของต้นไม้ เพื่อให้ไดร้ ับแสงมากข้ึน
2) นกเอี้ยงที่เกาะอยู่บนหลังควาย ช่วยจิกกินเห็บที่เกาะอยู่ตามตัวควาย นกเอ้ียงกับควายมี
ความสัมพนั ธ์กันในรปู แบบใด และเหบ็ กับควายมีความสมั พันธ์กนั ในรปู แบบใด
3) อธิบายความแตกตา่ งระหวา่ งความสมั พนั ธข์ องดอกไม้กับผีเสอ้ื กบั ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง
โพรโทซวั ในลาไสป้ ลวกกับปลวก
4) ไลเคนคืออะไร มีรปู แบบความสัมพันธแ์ บบใด
5) เขียนเครอื่ งหมายแสดงความสัมพนั ธ์ของส่งิ มชี ีวติ ทีก่ าหนดใหใ้ นตารางตอ่ ไปนี้

ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวติ เครอ่ื งหมายแสดงความสัมพันธ์
เหาฉลามกับฉลาม
กาฝากกบั ตนั ไม้ใหญ่
รากบั ลาหรา่ ย
กล้วยไมก้ ับตน้ ไมใ้ หญ่

หมอ้ ขา้ วหม้อแกงลงิ กบั แมลง
มดดากบั เพลยี้ อ่อน

บทท่ี 3

• หว่ งโซอ่ าหาร • วัฏจกั รของนา
• สายใยอาหาร • วัฏจกั รของคารบ์ อน
• วฏั จกั รของไนโตรเจน
• วฏั จกั รของฟอสฟอรสั

ส่ิงมีชีวิตท่ีอาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศมีความสัมพันธ์กันหลายด้าน ด้านท่ีสาคัญ
ท่ีสุดในการดารงชีวิต คือ การเป็นอาหารซ่ึงกันและกัน โดยเร่ิมต้นจากแหล่งพลังงานที่สาคัญ
ในโลกของส่ิงมีชีวิต คือ ดวงอาทิตย์ท่ีให้พลังงานแสง กลุ่มส่ิงมีชีวิตท่ีเป็นผู้ผลิตจะเปลี่ยน
พลังงานแสงเป็นพลังงานเคมีสะสมไว้ในโมเลกุลของสารอาหารโดยกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสง

กลุ่มสิ่งมีชีวิตทเี่ ปน็ ผผู้ ลติ คือ พืช พชื สามารถสรา้ งอาหารเองได้ อาหารทพี่ ชื สรา้ งได้
คอื น้าตาล โดยใชป้ ัจจยั สาคัญ คอื แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ นา้ จากดิน แสงจาก
ดวงอาทติ ย์และคลอโรฟิลล์ ซงึ่ เป็นสารสีเขียวในพืช เรียกการสรา้ งอาหารวา่ การสงั เคราะห์
ด้วยแสง (photosynthesis)

CO2 O2

คลอโรฟลิ ล์ นาตาล
แป้ง

นาจากดนิ

ภาพที่ 3.1 ปจั จยั สาคญั ตอ่ การสังเคราะด้วยแสงของพชื
ที่มา : คณะผจู้ ัดทาหนงั สอื

น้าตาลที่พืชสร้างจะถูกเปลี่ยนเป็นสารอาหารคาร์โบไฮเดรตพวกแป้ง นอกจากน้ีพืช
ยังสามารถสร้างสารอาหารไขมันและโปรตีนได้อีก สารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน
ล้วนมีสารคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เม่ือสารเหล่านี้ถูกเผาผลาญในร่าฃกาย สิ่งมีชีวิต
ได้รับพลังงานจากสารอาหาร พลังงานท่ีได้นี้ส่ิงมีชีวิตจะนามาใช้เพื่อการเจริญเติบโต
รวมท้งั ในกิจวตั รประจาวัน เช่น ทางาน เดิน วง่ิ

Engaging
Activity

นักเรียนทราบหรอื ไมว่ ่า พลังงานตง้ั ต้นมาจากทใี่ ด มีการถา่ ยทอดได้
หรอื ไม่ สัตว์ทุกชนิดตอ้ งการใชพ้ ลังงาน พลงั งานนถี้ ่ายทอดมาใช้อยา่ งไร
นกั เรยี นจะได้ศกึ ษาต่อไป?

แสงจากดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานที่สาคัญของโลก โดยมีพืชเป็นส่ิงมีชีวิตที่สามารถเปลี่ยน
พลังงานแสงให้ก ลายเป็นพลังงานเคมีเก็บสะสมในรูปข องอาหารตามส่วนต่าง ๆ
ของพืช เม่ือสัตว์มากินพืช พลังงานจะถูกถ่ายทอดต่อไป ทาให้เกิดดวามสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต
ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ การกินอาหารต่อกันเป็นทอด ๆ เพ่ือถ่ายทอดพลังงาน ของ
ส่ิงมีชีวติ สามารถแบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะใหญ่ ๆ คอื โซอ่ าหาร (food chain)และ สายใยอาหาร
(food wed)

ภาพท่ี 3.2 เสอื ลา่ กวาง
ทีม่ า : shorturl.asia/BWo1A

3.1.1 หว่ งโซอ่ าหาร

จากภาพท่ี 3.2 จะเห็นว่าพืชทาหน้าท่ีเป็นผู้ผลิต (producer) และมีผู้บริโภคมากกว่า 1
ชนิด กินต่อกันเป็นลาดับ คือ กวางกินพืชจัดเป็นผู้บริโภคลาดับท่ี 1 (primary consumer) เสือ
กินกวางจัดเป็นผู้บริโภคลาดับที่ 2 (secondary consumer) เมื่อเสือตายลงจะมีแร้งมากินซาก
เสือจัดเป็นผู้บริโภคซากสัตว์ ซึ่งเป็นผู้บริโภคลาดับสุดท้าย (top consumer) สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มี
ความสมั พนั ธ์ในระบบนิเวศในลักษณะของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ เรียกความสัมพันธ์ลักษณะนี้
ว่า โซ่อาหาร (foodchain) การกินต่อกันเป็นทอด ๆ ทาให้เกิด การถ่ายทอดพลังงาน
(energy flow)

การเขยี นแผนภาพโซ่อาหาร

ลาดับการกินของสิ่งมีชีวิตจากภาพที่ 3.2 ลาดับการกินของส่ิงมีชีวิต สามารถเขียนเป็น
แผนภาพโซอ่ าหาร เรม่ิ จากผู้ผลิต อยู่ทางด้านซ้ายและตามด้วยผู้บริโภคลาดับที่ 1 ผู้บริโภคลาดับ
ที่ 2 ผู้บริโภคลาดับท่ี 3 ต่อไปเร่ือย ๆ จนถึงผู้บริโภคลาดับสุดท้ายและเขียนลูกศรแทนการ
ถ่ายทอดพลังาน โดยให้หัวลูกศร ( ) ชี้ไปทางผู้ล่าและปลายลูกศรหันไปทางเหยื่อ จะได้
ภาพดังน้ี

ผู้บริโภคพืช ผบู้ รโิ ภคสัตว์ ผู้บรโิ ภคซากสัตว์

ผู้ผลติ ผ้บู ริโภคลาดับที่ 1 ผ้บู รโิ ภคลาดบั ที่ 2 ผูบ้ ริโภคลาดับท่ี 3

ภาพท่ี 3.3 ตัวอยา่ งโซ่อาหาร
ที่มา : คณะผ้จู ัดทาหนังสือ

เรียกสัตว์ท่ีกินสัตว์อื่นว่า ผู้ล่า (predator) และเรียนสัตว์ท่ีถูกกินว่า เหยื่อ (prey)
สตั วบ์ างชนดิ เป็นท้ังผู้ล่า และบางครงั้ เปน็ เหยอ่ื ของสตั ว์อ่นื

เหยื่อ ผลู้ า่ เหย่อื ของเหย่ยี ว ผลู้ า่

ภาพท่ี 3.4 สัตว์ทเ่ี ปน็ เหย่ือ ผลู้ า่ และเปน็ ทง้ั เหย่อื และผู้ลา่
ท่มี า : คณะผู้จัดทาหนงั สอื

ร้หู รือไม่
ห่วงโซ่อาหารสามารถแบง่ ออกเปน็ 4 แบบ

1.1 ห่วงโซ่อาหารแบบผ้ลู ่า (predation food chain หรือ grazing food chain)
เป็นโซ่อาหารท่ีเราพบได้บ่อย ๆ เร่ิมจากผู้ผลิตคือพืช ตามด้วยผู้บริโภคผู้บริโภคทั้งพืช
และสัตว์ การถ่ายทอดพลังงานจึงประกอบด้วย ผู้ล่า (Predator) และ เหย่ือ (Prey) เช่น
ข้าวสาลี หนู งู นกอนิ ทรีย์

ภาพที่ 3.5 ตัวอย่างห่วงโซอ่ าหารแบบผ้ลู า่
ท่มี า : https://blog.startdee.com/

1.2 ห่วงโซอ่ าหารแบบเศษอนิ ทรีย์ (detritus food chain)เรมิ่ จากซากพชื
หรือซากสตั ว์ (Detritus) หรือสิ่งทไ่ี มม่ ีชวี ิต ถูกกินตอ่ โดยผู้บริโภคซากพชื ซากสัตวก์ นิ
ซ่ึงจะถกู กนิ ต่อโดยผ้บู ริโภคสัตว์ เชน่ ซา1ก.1ใบไม้ ไส้เดือน ไก่ มนุษย์

ภาพท่ี 3.6 ตัวอย่างหว่ งโซอ่ าหารแบบเศษ
อนิ ทรีย์ ทีม่ า : https://blog.startdee.com/

1.3 ห่วงโซ่โซ่อาหารแบบปรสิต (parasitic food chain) เริ่มจาก
ผู้ถูกอาศัย (Host) ถ่ายทอดพลังงานไปยังปรสิต (Parasite) และต่อไปยังปรสิต
อนั ดับสูงกวา่ (Hyperparasite) เชน่ พรกิ เพล้ียไฟ มวนตวั หา้

ภาพท่ี 3.7 ตวั อย่างห่วงโซ่อาหารแบบปรสติ
ทมี่ า : https://blog.startdee.com/

พลังงานท่ีได้จากการกินต่อกันเป็นทอด ๆ จะถ่ายทอดจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค
ตามลาดับ แต่ปริมาณพลังงานที่ถ่ายทอดไปตามโซ่อาหาร จะลดลงไปทีลาดับเรื่อย ๆ
ตามลาดับของผู้บริโภคท่ีสูงขึ้น เน่ืองจากผู้บริโภคไม่สามารถกินพืชหรือสัตว์ได้หมดทุกส่วน
มีบางส่วนที่ไม่สามารถกินได้ เช่น กระดูก เน้ือไม้แข็ง และผู้บริโภคไม่สามารถย่อยอาหารทุก
ชนิดที่กินได้ เช่น มนุษย์ไม่มีเอนไซม์ท่ีใช้ย่อยเซลลูโลสในพืชใบเขียวจึงถูกขับออกมาเป็นกาก
ทางรูทวารหนัก รวมไปถึงรวมไปถงึ อาหารที่ผู้บริโภคกินเข้าไปบางส่วนถูกเปล่ียนเป็นพลังงาน
ทใี่ ช้ประกอบกิจกรรมในชีวติ ประจาวนั แตบ่ างส่วนถูกย่อยถูกถ่ายโอนสู่ส่ิงแวดล้อมในรูปแบบ
ของพลังงานความร้อน จึงทาให้ลาดับในการถ่ายทอดพลังงานมีความยาวจากัดที่ 4-6
ลาดบั เทา่ น้ัน

สูญเสียพลงั งานในการหายใจ

พลงั งานแสง
จากดวงอาทิตย์

ภาพท่ี 3.8 แผนภาพการถ่ายทอดพลังงานในโซอ่ าหาร
ทม่ี า : คณะผูจ้ ัดทาหนงั สอื

นอกจากพลงั งานท่ีสะสมอยู่ในรูปแบบอาหารแลว้ สารพิษท่ีปนเปอื้ นสสู่ ่ิงแวดล้อม ซึ่งมาจาก
โรงงานอุตสาหกรรมหรือการพ่นยาฆ่าแมลงของเกษตรจะกระจายถ่ายทอดผ่านลาดับการกินต่อ
กันเป็นทอด ๆ โดยปริมาณสารพิษท่ีสะสมในโซ่อาหารจะเพ่ิมข้ึนไปทีละข้ันตามลาดับขั้นของ
ผบู้ ริโภคทีส่ งู ขน้ึ และจะสะสมมากที่สดุ ในผู้บรโิ ภคลาดบั สุดท้ายส่วนใหญ่ คือ มนุษย์

ภาพท่ี 3.9 เปรียบเทยี บการถ่ายทอดปริมาณสารพิษและพลงั งานในโซ่อาหาร
ท่ีมา : อกั ษรเจรญิ ทศั น์ น. 25

Engaging ให้นักเรียนเรียงลาดับการกินของส่ิงมีชีวิตจากภาพท่ีกาหนดให้ และ
Activity วิเคราะห์ว่าสิ่งมชี วี ติ ใดเปน็ ผ้ผู ลติ สิง่ มีชีวติ ใดเป็นผบู้ รโิ ภค

ภาพที่ 1 ภาพท่ี 2 ภาพที่ 3

ภาพที่ 4 ภาพท่ี 5 ภาพที่ 6

ภาพท่ี 3.10 รูปสิง่ มีชีวิต
ที่มา : คณะผจู้ ัดทาหนงั สอื

3.1.2 สายใยอาหาร

จาก Engaging Activity ภาพที่ 3.10 นกั เรียนจะเห็นวา่ ส่งิ มชี วี ิตทเ่ี ป็นสว่ นหนึ่งของโซ่
อาหารหนงึ่ อาจเปน็ ส่วนของโซอ่ าหารอกี หลาย ๆ โซ่อาหาร ทาใหเ้ กดิ การถ่ายทอดพลงั งาน
ผา่ นการกินระหว่างสิ่งมชี วี ิตทีม่ ีความสัมพนั ธก์ ันอย่างซบั ซอ้ น จึงมโี อกาสถ่ายทอดพลังงานได้
หลายทิศทาง เราเรียกความสัมพันธร์ ะหว่างโซ่อาหารหลายโซน่ ีว้ ่า สายใยอาหาร (food wed)

ความสัมพันธ์เชิงอาหารระหว่างส่ิงมีชีวิต ในลักษณะสานใยอาหารจะเกิดในธรรมชาติ
จริง ๆ มากกว่าในลักษณะห่วงโซ่อาหาร เพราะส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิดกินอาหารได้หลายชนิด
และส่ิงมีชีวิตบางชนิดเป็นอาหารของสัตว์ได้หลายชนิด จึงเกิดห่วงโซ่อาหารเช่ือมโยงกันคล้าย
ใยแมงมุม ดังตวั อย่างในภาพที่ 3.11

สายใยอาหารของสิ่งมชี วี ติ มลี ักษณะอยา่ งไร ?

เหยย่ี ว
คน

งู
กบ

ววั
หนอน

หญา้ ตน้ ขา้ ว

ภาพท่ี 3.11 ตัวอยา่ งสายใยอาหาร
ท่ีมา : คณะผจู้ ัดทาหนังสอื

Engaging จากภาพที่ 3.12 สง่ิ มีชีวติ เรม่ิ ตน้ ของสายใยอาหารนีเป็นส่ิงมชี วี ิตพวกใด?
Activity และถา้ ไมม่ สี ิงโตในระบบนเิ วศจะสง่ ผลกระทบตอ่ กระต่ายหรอื ไม่ อย่างไร?

ผผู้ ลิต
ผู้บรโิ ภคลาดบั ที่ 1
ผู้บริโภคลาดับที่ 2
ผู้บรโิ ภคลาดบั ท่ี 3
ผบู้ ริโภคซากสัตว์
ผู้ย่อยสลาย

ภาพท่ี 3.12 ตวั อยา่ งสายใยอาหาร
ท่มี า :อักษรเจรญิ ทศั น์ น.26

กจิ กรรมท่ี 3.1 จาลองการถา่ ยทอดพลงั งานในสายใยอาหาร

จุดประสงค์ของกิจกรรม
อธบิ ายการถ่ายทอดพลังงานในสายใยอาหารได้

วัสดอุ ปุ กรณ์ 5. กระดาษสี
6. กระดาษ A4
1. เทปใส 7. ดนิ สอ ปากกา ยางลบ ไม้บัดทดั
2. กรรไกร
3. สมุดบนั ทกึ
4. กระดาษเอส่ีสีขาว

วิธีดาเนินการ

1. ให้นักเรียนแบง่ กลุ่มแลว้ รว่ มกนั สารวจสง่ิ มีชวี ติ ในโรงเรยี น
2. เขียนแผนผังสายใยอาหารทแ่ี สดงความสัมพนั ธ์ของส่ิงมีชวี ิตในโรงเรยี น
ลงสมดุ บันทึก
3. ออกแบบและสรา้ งแบบจาลองการถ่ายทอดพลังงานในสายใยอาหาร
4. นาเสนอและอธิบายแบบจาลองการถ่ายทอดพลงั งานในสายใยอาหาร
ของสง่ิ มีชีวติ ในโรงเรยี น

ภาพที่ 3.13 ตวั อยา่ งวิธกี ารสร้างแบบจาลองการถา่ ยทอดพลังงานในสายใยอาหาร

กจิ กรรมที่ 3.2 การถ่ายทอดพลงั งานของหว่ งโซ่และสายใยอาหาร

จุดประสงค์ของกิจกรรม
สร้างแบบจาลองในการอธบิ ายการถ่ายทอดพลงั งานในสายใยอาหาร

วิธีดาเนินการ
1. ให้นกั เรียนวาดแบบจาลองการถ่ายทอดพลงั งานในสายใยอาหารพร้อม

ระบุโซอาหารในสายใยอาหาร

กบ งู ตั๊กแตน หนู

แมว ตน้ ขา้ ว เสอื นกฮูก

ภาพท่ี 3.14 สิ่งมชี วี ติ

มีโซอ่ าหาร ……… สาย ไดแ้ ก่

………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………

นอกจากผู้ผลิตและผู้บริโภคแล้ว ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกพวกหนึ่งที่ทาหน้าท่ีย่อยสลายซาก
สิ่งมีชีวิตท่ีตายแล้ว เช่น ย่อยสลายแมวที่ตายแล้วจนเหลือ ซากกระดูก ย่อยสลายต้นไม้ที่ตาย
แล้วจนเหลือขอนไม้ผุ เราเรียกส่ิงมีชีวิตพวกน้ีว่า ผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ (decomposer)
เช่น เห็ด รา จุลนิ ทรยี ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผยู้ อ่ ยสลายสารอินทรยี ์ ทาให้พืชและสัตว์ที่ตายเกิดการเน่า
เปอ่ื ยกลายเปน็ แรธ่ าตุลงสู่ดินและนา้

ผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ สามารถพบในทุกแห่ง ทั้งในอากาษ ในน้า และในดิน
ซากพืช ซากสัตว์ ถูกสลายเนา่ เปื่อยฝังจมอยู่ในดิน ในน้าและยังสลายให้แร่ธาตุที่จาเป็นต่อการ
ดารงชีวติ ของพชื ซง่ึ พชื จะนาไปใช้ตอ่ ไป

ผผู้ ลติ ผู้บริโภคพชื ผบู้ รโิ ภคสัตว์

ผ้ยู ่อยสลายสารอินทรีย์

ภาพท่ี 3.15 แผนภาพความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งผ้ผู ลิต ผบู้ รโิ ภค และผยู้ อ่ ยสลายสารอนิ ทรยี ์
ท่ีมา : คณะผู้จดั ทาหนังสอื

ความสัมพันธ์ของผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในระบบนิเวศ
ทาใหเ้ กิดการถา่ ยทอดพลงั งานจากผผู้ ลติ ไปยังผู้บริโภคลาดับต่างๆรวมท้ังผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์
ในรปู แบบสายใยอาหาร นกั เรียนทราบหรอื ไมว่ ่าพลังงานทสี่ ่งิ มชี วี ติ ในแตล่ ะลาดับขัน้ ได้รับเท่ากัน
หรือไม่ อย่างไร

การถ่ายทอดพลังงานทางห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต พลังงานเพียง 10 เปอร์เซ็นต์
ท่ีเกบ็ สะสมไวใ้ นพชื จะถูกนามาเปล่ียนเป็นมวลชีวภาพของสัตวกินพืช พลังงานส่วนใหญ่ คือ
ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ สูญเสียไปในรูปของพลังงานความร้อน และในรูปของกากอาหาร
ทานองเดยี วกนั สัตว์ท่กี ินตอ่ กันในลาดบั ขน้ั ต่าง ๆ ของห่วงโซ่อาหารจะได้รับพลังงานสะสมท่ี
ถูกเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นพลังงานที่ถูกถ่ายทอดจะลดลง
ตามลาดับตามความยาวของ หว่ งโซ่อาหาร

ผู้ผลติ ผบู้ รโิ ภคลาดบั ที่ 1 ผูบ้ รโิ ภคลาดับท่ี 2 ผ้บู รโิ ภคลาดบั ท่ี 3
1000 กรมั 100 กรัม 10 กรัม 1 กรมั

ซ่ึงเป็นหลักการของลินด์แมน การถ่ายทอดพลังงานในลักษณะดังกล่าวน้ีเรียกว่า
“ กฎ 10 เปอร์เซ็นต์ ” (Ten percent law) ลินด์แมนได้กล่าวว่า “พลังงานศักย์ที่สะสมใน
รูปเนื้อเย่ือของผู้บริโภคแต่ละลาดับขั้นจะน้อยกว่าพลังงานศักย์ที่สะสมในเน้ือเย่ือผู้บริโภค
ลาดับข้ันตา่ กวา่ ทีถ่ ดั กันลงมาประมาณ 10 เทา่ ”

ภาพท่ี 3.16 แสดงการถา่ ยทอดพลังงานามหลกั กฎ 10 เปอรเ์ ซน็ ต์ ของลนิ ดแ์ มน
ท่ีมา : คณะผู้จัดทาหนงั สือ

จากภาพที่ 3.2.2 จะเห็นได้ว่าพลังงานจากพืชที่เป็นผู้ผลิต มีพลังงาน10,000 แคลอรี่
ต๊ักแตนซึ่งเป็นผู้บริโภคลาดับท่ี 1 ที่กินพืช ดังนั้นพลังงานจะถูกสะสมอยู่ในต๊ักแตน 1,000
แคลอร่ี เท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์ อีก 90 เปอร์เซ็นต์ สูญเสียไปในรูปของความร้อนและ
ทากจิ กรรมตา่ ง ๆ และผู้บริโภคลาดับที่ 2 และ 3 ซง่ึ กค็ ือหนูกับสุนัขจ้ิงจอก ก็จะมีการถ่ายทอด
พลงั งานเชน่ เดียวกับตกั๊ แตน

ในสภ าพธรรมชาติ การถ่ ายทอดพลังงานในห่วงโ ซ่ อาหารแ ต่ ละ ลาดั บข้ัน
อาจไม่เป็นไปตามกฎ 10 เปอร์เซ็นต์ บางครั้งอาจน้อยกว่าหรือมากกว่า ข้ึนอยู่กับชนิดของ
ส่ิงมีชวี ติ ในห่วงโซ่อาหาร การถา่ ยทอดพลงั งานสามารถอธิบายในรูปของแผนภาพรูปแท่งซ้อน ๆ
กัน โดยให้ผู้ผลิตเป็นแท่งอยู่ระดับต่าสุด และส่ิงมีชีวิตท่ีลาดับของอาหารสูงขึ้นจะอยู่สูงขึ้นไป
ตามลาดับขัน้ เรียกว่า พีระมิดอาหาร (Food pyramid) แบง่ ออกเปน็ 3 แบบ

1. พีระมดิ แสดงจานวน (Pyramid of number)
เป็นพีระมิดท่ีบอกจานวนส่ิงมีชีวิตในแต่ละลาดับขั้นอาหาร ใช้หน่วยเป็น ต้นหรือตัว ต่อ
หน่วยพื้นท่ีหรือปริมาตร วิธีน้ีวัดง่ายโดยการนับ แต่มีข้อเสียท่ีขนาดร่างกายของส่ิงมีชีวิตแตกต่าง
กนั มาก แตต่ อ้ งนับเปน็ 1 หน่วยเหมอื นกัน จงึ ทาใหร้ ปู รา่ งพรี ะมดิ แสดงจานวนของระบบนิเวศเกิด
ความคลาดเคล่ือนแตกต่างกันมากจนยากที่จะเปรียบเทียบได้เพราะให้ความสาคัญกับส่ิงมีชีวิต
ขนาดเลก็ เกนิ ความเป็นจริง

ภาพท่ี 3.17 ตวั อย่างพรี ะมดิ แสดงจานวน
ท่ีมา : คณะผู้จดั ทาหนังสือ

เมอื่ พจิ ารณาภาพที่ 3.2.3 พีระมดิ แสดงจานวนจะมีฐานกว้างหรือแคบก็ได้ ถ้าผู้ผลิต มีฐาน
เล็กและมีจานวนมากกว่าผูบ้ ริโภคฐานจะกวา้ ง เชน่ พีระมดิ ของผู้ผลติ ต้นขา้ วซงึ่ มีขนาดท่ีเล็กกว่า
และจานวนมากกวา่ ผูบ้ รโิ ภค ฐานจึงกว้าง ในขณะทถ่ี ้าผู้ผลิตมีขนาดท่ีใหญ่กว่าผู้บริโภค ฐานของ
พีระมดิ ก็จะแคบนน่ั เอง

2. พีระมิดมวลของสิง่ มชี ีวิต (pyramid of biomass)
จากการศึกษาพีระมิดจานวนซึ่งมีฐานกว้างอาจมีความคาดเคลื่อนนักนิเวศวิทยา
จึงเสนอในรูปของพีระมิดมวลของส่ิงมีชีวิต (pyramid of biomass) โดยใช้มวลทั้งหมดของ
ส่งิ มีชวี ิตแต่ละลาดับแทนการนับจานวนเพ่ือให้ข้อมลู ถกู ต้องตามความเปน็ จรงิ มากข้ึน

ภาพที่ 3.18 ตวั อย่างพีระมดิ มวลของสิ่งมชี ีวติ
ทม่ี า : คณะผู้จัดทาหนงั สือ

ปกติฐานจะกวา้ ง เนอ่ื งจากมวลชวี ภาพของผู้ผลิต จะมีมากกว่ามวลชีวภาพของผู้บริโภคที่อยู่
ถัดขึ้นในแต่ละลาดับ เช่น พีระมิดในส่วนผู้ผลิตต้นมะม่วงและผู้บริโภคอันดับท่ี 1 2 และ 3
ตามลาดับ จากตัวอย่างฐานพีระมิดจะเรียงจากกว้างไปแคบ บางครั้งพีระมิดมีฐานแคบ เนื่องจาก
แสดงใหเ้ ห็นถงึ ความผิดปกติ เช่น แหล่งน้าทมี่ แี พลงกต์ อนพืชเจรญิ ไม่ทันหรืออาจจะถูกผู้บริโภคกิน
ทาให้แพลงก์ตอนพืชเจริญไม่ทัน แต่เมื่อถึงระยะหน่ึงก็จะกลับสู่สภาวะปกติ เพราะว่าแพลงก์ตอน
พชื มกี ารเจริญเตบิ โตเรว็ ดงั น้ันเมอื่ แพลงก์ตอนพชื เพมิ่ จานวนขึ้นจนมีจานวนมากกว่าผู้บริโภค ฐาน
กจ็ ะกวา้ งเหมือนเดมิ

พรี ะมิดจานวนของสงิ่ มีชวี ติ กบั พีระมดิ มวลของส่ิงมชี ีวติ มีความแตกตา่ ง
หรอื คล้ายคอื กนั อยา่ งไร ?

3. พรี ะมิดพลงั งานของส่ิงมีชวี ติ (pyramid of energy)
ในการถ่ายทอดพลังงานในพีระมิดจานวนของส่ิงมีชีวิต และพีระมิดมวลของสิ่งมีชีวิต
จานวนหรือมวลของส่ิงมีชีวิตก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละช่วงเวลา และอัตราการ
เจ ริ ญ เ ติ บ โ ต ข อ ง สิ่ ง มี ชี วิ ต ก็ แ ต ก ต่ า ง กั น พ ลั ง ง า น ป ริ ม า ณ ม า ก จ ะ สู ญ เ สี ย ไ ป
ในสง่ิ แวดล้อมในรูปของความร้อนขณะหายใจ และบางส่วนกก็ ินไมไ่ ด้กลายเป็นของเหลือหรือ
กากอาหารส่ิงเหล่าน้ีไม่สามารถถ่ายทอดไปได้จะถ่ายทอดไปได้เฉพาะพลังงานเพียงบางส่วน
จึงมีผูเ้ สนอข้อมูลพีระมิดพลงั งานของสิ่งมีชวี ติ (pyramid of energy)

ภาพท่ี 3.19 ตวั อยา่ งพีระมดิ พลงั งานของสงิ่ มชี ีวติ
ทม่ี า : คณะผูจ้ ัดทาหนงั สือ

1. จากพีระมดิ พลังงานของส่งิ มชี ีวติ พลงั งานทถ่ี า่ ยทอดไปแตล่ ะระดับข้นั
คิดเปน็ กเี่ ปอร์เซน็ ต์

2. ขณะถา่ ยทอดพลงั งานมีพลังงานสญู หายไปทางไหนบ้าง

นอกจากการถา่ ยทอดพลังงานต่าง ๆ แล้วสสารและแร่ธาตุต่าง ๆ ภายในระบบนิเวศ จะถูก
หมุนเวียนกันไปภายใต้เวลาท่ีเหมาะสมและมีความสมดุล ซ่ึงกันและกันวนเวียนกันเป็นวัฏจักรท่ี
เรียกว่า วัฏจักรของสสาร (matter cycling) ซึ่งเปรียบเสมือนกลไกสาคัญ ที่เชื่อมโยงระหว่าง
สสารและพลังงานจากธรรมชาติสู่สิ่งมีชีวิตแล้วถ่ายทอดพลังงานในรูปแบบของการกินต่อกันเป็น
ทอดๆ ผลสดุ ท้ายวัฏจกั รกรจะสลายในขัน้ ตอนท้ายสุดโดยผู้ย่อยสลายกลับคนื สธู่ รรมชาติ

กจิ กรรมท่ี 3.3 ประสทิ ธภิ าพการส่งตอ่ พลังงานในระบบนเิ วศ

จุดประสงค์ของกจิ กรรม
อธิบายประสทิ ธิภาพการสง่ ตอ่ พลงั งาน และการสะสมของ

สารพิษในระบบนเิ วศได้
วิธดี าเนนิ การ
1. จากภาพหว่ งโซอ่ าหาร ให้อธบิ ายถึงการถ่ายทอดพลงั งาน และการสะสมของสารพิษ
วา่ มีลกั ษณะอยา่ งไร หรอื มสี ดั สว่ นของการถา่ ยทอดพลงั งานเป็นอย่างไร

ผลติ ผบู้ รโิ ภคลาดบั ท่ี 1 ผู้บรโิ ภคลาดบั ที่ 2 ผบู้ รโิ ภคลาดับที่ 3

ภาพที่ 3.20 แผนภาพหว่ งโซอ่ าหาร
ทม่ี า : คณะผจู้ ดั ทาหนังสือ

ปรมิ าณของการถ่ายทอดพลังงาน ....................................................................................
............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................

ปรมิ าณของการถ่ายทอดสารพิษ .......................................................................................
............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................

2. กฎ 10 เปอร์เซ็นต์ ของการถ่ายทอดพลังงานคืออะไร มลี กั ษณะการถา่ ยทอดอยา่ งไร
จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

............................................................................................................................................
............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................

โดยทั่วไปในสภาวะแวดล้อมจะมีแร่ธาตุและสารต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบอยู่แล้วตาม
ธรรมชาติสิ่งมีชีวิตก็นาแร่ธาตุเหล่านั้นมาใช้ เช่น พืชนาแร่ธาตุในดินมาใช้ พืชถูกกินโดย
ผู้บริโภคต่อเนื่องกันไปเมื่อพืชและผู้บริโภคตายลง จะถูกย่อยโดยผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ ซึ่ง
จะเปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นสารอนินทรีย์กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม ทาให้เกิดการหมุนเวียนสาร
เป็นวัฏจักร (cycle) จานวนผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์จะต้องมีความ
เหมาะสม จึงจะทาให้กลุ่มสิ่งมีชีวิตอยู่ได้อย่างสมดุล

การหมุนเวียนสารและการถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ เหมอื นหรือแตกตา่ งกัน
สิ่งมีชวี ติ ไดร้ ับแรธ่ าตแุ ละสารอาหารตา่ ง ๆ โดยวธิ ีการใดบ้าง

ภาพที่ 3.21 วัฏจักรของสารในระบบนิเวศ
ท่ีมา : https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/34028

การหมุนเวียนของสารแต่ละชนิด จะมีรูบแบบที่คล้าย ๆ กัน เริ่มต้นจากสารธรรมชาติ
เข้าสู่ผู้ผลิตต่อไปยังสัตว์ เมื่อสัตว์และผู้ผลิตตายลง ผู้ย่อยอินทรีย์สารจะย่อยสลายซากอินทรีย์
สารให้กลายเป็นอนินทรีย์สารกลับคืนสู่ธรรมชาติและเข้าสู่ส่ิงมีชีวิตใหม่อีกคร้ัง

3.3.1 วัฏจักรของนา (water cycle)

วัฏจักรของนา แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ดังนี
1. วัฏจักรระยะสัน เป็นวัฏจักรที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต น้า
จากแหล่งเก็บน้าใหญ่ ๆ เช่น เขื่อน ทะเลทะเลสาบ
ระเหยอยู่บรรยากาศแล้วรวมตัวเป็นเมฆตกลงมาเป็นฝน
ไหลกลับลงสู่พื้นดินและแหล่งเก็บน้าอีก

ภาพท่ี 3.22 การหมนุ เวยี นของนา้ โดยไม่ผ่านสิง่ มีชีวิต
ทม่ี า : https://www.youtube.com/watch?v=zCXZPBlZdD8

ร้หู รือไม่

โดยในวันหนึ่ง ๆ น้าทะเลระเหยกลายเป็นไอ
ประมาณ 875 ลูกบาศก์กิโลเมตร และจะกลั่นตัว
กลับสู่ทะเล 775 ลูกบาศก์กิโลเมตร ในรูปของฝน
และหิมะ 100 ลูกบาศก์กิโลเมตร ที่เหลือลมทะเล
พัดเข้าสู่แผ่นดิน

ภาพท่ี 3.23 การหมุนเวียนของนา้ โดยผ่านสิง่ มชี ีวิต
ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=zCXZPBlZdD8

2. วฎั จักรระยะยาว เปน็ วฏั จักรทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับสง่ิ มีชีวิต โดยเริ่มจากพืชดูดน้าขึ้นไปใช้รากแล้ว
คายออกทางใบ รวมทัง้ ไอน้าที่ได้จากการทายใจของพืชระเทยข้ึนไปรวมกับไอน้าในบรรยากาศ
กลายเป็นเมฆ แล้วตกเปน็ ฝนไหลลงสพู่ น้ื ดนิ และแหลง่ นา้ อีก

วัฏจักรของนา (water cycle)

ภาพท่ี 3.24 วฏั จักรนา้
ท่ีมา : https://1th.me/6sWuE

การหมนุ เวียนของน้าเกดิ จากกระบวนการต่าง ๆ ท่สี าคัญ ได้แก่กระบวนการใดบา้ ง
วฏั จกั รน้าทีเ่ กิดโดยผ่านกระบวนการในสง่ิ มีชีวติ ได้แกก่ ระบวนการใดบา้ ง
และเกีย่ วขอ้ งสัมพนั ธก์ บั กระบวนการท่ไี ม่ผา่ นสง่ิ มชี วี ิตอยา่ งไร

กจิ กรรมท่ี 3.5 การถา่ ยทอดพลงั งานของหว่ งโซแ่ ละสายใยอาหาร
จดุ ประสงค์ของกจิ กรรม
อธบิ ายขั้นตอนการเกิดวัฏจักรน้า
วธิ ีดาเนินการ
1. ใหน้ ักเรียนเตมิ คาในแต่ละข้ันตอนของการเกิดวฏั จักรน้า ดงั ตอ่ ไปน้ี

ภาพที่ 3.25 วัฏจกั รนา้
ท่มี า : https://1th.me/EmqxQ

3.3.2 วัฏจักรของคาร์บอน (carbon cycle)
สิ่งมีชีวิดทุกชนิดต้องการธาตุคาร์บอน เพราะเป็นธาตุหลักในสารประกอบอินทรีย์ทุก

ชนิด คาร์บอนสามารถนามาใช้ประโยชน์ในการหมุนเวียนระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิตใน
รูปของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศซ่ึงมีอยู่ประมาณ 0.04 เปอร์เซ็นต์ และในนา้ ซึ่งอยู่ใน
รูปของคาร์บอเนตหรือคาร์บอนไดออกไซด์อิสระ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 เท่าของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ

ภาพที่ 3.26 กิจกรรมชีวิตประจาวัน
ทมี่ า : คณะผู้จดั ทาหนังสอื

นักเรียนคิดว่ากจิ กรรมใดบา้ งที่ทาใหเ้ กดิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

วัฏจักรของคาร์บอน (carbon cycle)
คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศหรือในน้าเข้าสู่พืชแล้วถูกสร้างเป็นสารอาหาร โดย
กระบวนการสงั เคราะหแ์ สง อาหารท่ีพืชสร้างน้ีสามารถถ่ายทอดไปยังสัตว์ได้ทางห่วงโซ่อาหาร
พืชและสตั ว์ปล่อยคารบ์ อนไดออกไซดก์ ลับคนื สู่บรรยากาศดว้ ยกระบวนการหายใจ

ภาพที่ 3.27 วฏั จักรคาร์บอน
ทม่ี า : https://1th.me/cugfx

เมื่อพืชและสัตว์ตายลงถูกผู้ย่อยสลายเปลี่ยนสารประกอบอินทรีย์ที่มีอยู่ให้เป็น
คาร์บอนไดออกไซด์กลับสู่บรรยากาศได้บางส่วนของพืชที่ตายทับถมกันในดินกลายเป็นถ่าน
หิน สิ่งมีชีวิตท่ีตายทับถมในชั้นหินกลายเป็นน้ามัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

3.3.3 วัฏจักรของไนโตรเจน (Nitrogen cycle)
ไนโตรเจนเป็นอีกธาตุหนึ่งที่จาเป็นและมีความสาคัญต่อสิ่งมีชีวิต เนื่องจากเป็นส่วนประกอบ

สาคัญของโปรตีนและกรดนิวคลีอิก อากาศส่วนใหญ่ประกอบด้วยธาตุในโตรเจนประมาณ 78 แต่ท้ัง
สัตว์และพืชไม่สามารถนามาใช้ได้ เพราะการท่ีจะนาในโตรเจนมารวมกับธาตุอื่นต้องใช้พลังงานมาก

ปมรากของพชื ตระกูลถัว่ เกิดจากแบคทีเรยี ไรโซเบียม
ซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศและในดินได้

ภาพที่ 3.28 พืชตระกลู ถัว่ และแหนแดง
ทีม่ า : https://1th.me/3keI0, https://1th.me/3keI0

แอนาบนี าท่อี ยู่รว่ มกับแหนแดง สามารถตรึง
ไนโตรเจนจากอากาศได้ โดยจะเปล่ียนให้
เปน็ สารประกอบไนโตรเจน

ถ้าขาดไนโตรเจนแล้วจะมีผลอย่างไรตอ่ ระบบนิเวศ

วัฏจักรของไนโตรเจน (Nitrogen cycle)

ดังนั้นจึงต้องเก็บไว้ในรูปสารประกอบอนินทรีย์ เช่น ไนไตรต์ แอมโมเนีย และเก็บในรูป
สารประกอบอินทรีย์ เช่น โปรตีน กรดนิวคลีอิก ยูเรีย เป็นต้น แต่มีพืชบางชนิด เช่น พืชตระกูล
ถั่วสามารถนาเอาในโตรเจนมาใช้ได้โดยตรงพืชชนิดนี้สร้างโปรตีนและกรดนิวคลีอิกได้ โดยใช้
ไนโตรเจนที่ได้รับทางรากในรูปของสารประกอบจาพวกเกลือในเตรต ส่วนสัตว์ได้รับในโตรเจน
จากพืชอีกต่อหนึ่ง หรือได้รับจากสัตว์ด้วยกันในรูปของกรดอะมิโน

ภาพที่ 3.29 พืชตระกลู ถ่ัวและสัตวก์ ินพชื
ท่มี า : https://1th.me/BbKTH,https://1th.me/JISon,
http://www.monmai.com/media/2013/12/rizobiumrak.jpg

ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่าเกยี่ วขอ้ ง รหู้ รือไม่
กับวัฏจกั รไนโตรเจนอย่างไร
ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโน
คกมรลดินอนโริวฟคิลลลีอ์ิกถ้า(DพNืชAขาแดลไนะโRตNรเAจ)นวจิตะาทมาินใหแล้ใบะ
แ ก ่ม ีส ีเ ห ล ือ ง ซ ีด เ ร ีย ก ว ่า ค ล อ โ ร ซ ิส
(chlorosis) เนื่องจากมีคลอโรฟิลล์น้อย
หรือไม่มีเลย

วัฏจักรของไนโตรเจน (Nitrogen cycle)

ภาพท่ี 3.30 วฏั จักรไนโตรเจน
ทีม่ า : https://1th.me/RZhJ3

จากภาพกระบวนการต่าง ๆ ทสี่ าคัญของวัฏจกั รไนโตรเจนเกี่ยวข้องสัมพนั ธ์
กันอย่างไร

3.3.4 วัฏจักรของฟอสฟอรัส (Phosphorus cycle)
ฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบท่ีสาคัญและจาเป็นของสิ่งมีชีวิต เน่ืองจากเป็นองค์ประกอบ

ของกรดนิวคลีอิก ฟอสโฟไลปิด และ ATP ฟอสฟอรัสส่วนใหญ่อยู่ในรูปของ แร่ฟอสเฟต คือ
แคลเซยี มฟอสเฟตหรือหินฟอสเฟต

ภาพท่ี 3.31 หนิ ฟอตเฟต
ทมี่ า : https://1th.me/T60RY

ภาพที่ 3.32 แร่ธาตใุ นดนิ
ทม่ี า : https://1th.me/IJsXV

เม่ือแร่และหินผุพังหรือสึกกร่อน ฟอสฟอรัสจะสลายตัวตามธรรมชาติละลายในน้าใต้ดิน
ส่ิ ง มี ชี วิ ต ใ ช้ ฟ อ ส ฟ อ รั ส ใ น น้ า ม า ส ร้ า ง โ พ ร โ ท พ ล า ส ซึ ม เ มื่ อ พื ช แ ล ะ สั ต ว์ ต า ย ล ง
ฟอตเฟไทซ่ิง แบคทีเรีย (Phosphatising bacteria) จะสลายธาตุฟอสฟอรัสกลับสู่ดินและน้าอีก
กลายเป็นฟอสฟอรัสท่ีละลายนา้ ได้ เช่น CHPO4

วัฏจักรของฟอสฟอรัส (Phosphorus cycle)

ภาพที่ 3.33 วัฏจกั รฟอสฟอรสั
ท่ีมา : https://1th.me/ameni

จากภาพแหล่งของฟอสฟอรสั ทสี่ าคญั ไดม้ าจากทใ่ี ดบา้ ง
สารประกอบฟอสฟอรัสในผบู้ รโิ ภคกลายมาเปน็
สารประกอบฟอสฟอรัสในน้าได้อย่างไร

วัฏจักรของฟอสฟอรัส (Phosphorus cycle)

ฟอสฟอรัสท่ีละลายน้าได้น้ีจะถูกพืชนาไปใช้โดยตรงหรืออาจตกตะกอนเป็นหินฟอสเฟตใน
ทะเลซึ่งละลายน้ายาก เช่น Ca3(PO4)2 นามาใช้ไม่ได้ สาหรับฟอสฟอรัสท่ีละลายน้าได้ง่ายน้ี
บางสว่ นจะถกู พดั พาลงทะเล กลายเปน็ โพรโทพลาซมึ ของส่งิ มชี ีวิต

นอกจากนฟี้ อสฟอรัสยงั เป็นส่วนประกอบสาคัญของกระดูกและฟนั ในสัตวม์ ีกระดูกสันหลงั

ภาพท่ี 3.34 ฟัน
ทมี่ า : https://1th.me/BzjuL

ภาพที่ 3.35 คน
ท่ีมา : http://www.thaiseniormarket.com/uploads/article/31.42.png

รหู้ รือไม่

AเซมTินลPลเ์ ป็นแหล่งเก็บพลังงานสาคัญภ ายใน
เป็นสารประกอบที่หมู่ฟอตเฟต 3 หมู่

จับกับเบสอะดีนีนและนา้ ตาลไรโบส

Science

Activity

ภาพที่ 3.36 สวนขวดแก้วจาลอง
ทมี่ า : https://1th.me/cT2hs

จดุ ประสงค์ของกิจกรรม
จาลองการอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งเปน็ ระบบนิเวศของพืช
วัสดอุ ปุ กรณ์
ถ่าน,มอส,ชอ้ น,หินส,ี กรวด,ดินรว่ น ,อุปกรณต์ กแต่ง,ตุก๊ ตาสตั ว์ขนาดเล็ก,ต้นไม้
ขนาดเล็กหลายสายพนั ธ์ุ,ขวดแก้วหรอื ขวดโหลรปู ทรงตา่ งๆ
วธิ ีดาเนนิ การ
1. นาขวดแก้วมาทาความสะอาดและเทหินลงในขวดแกว้ ให้สงู ขนึ้ มาจากก้นขวด
2. ผสมกวาดเขา้ กบั ถา่ นขนาด 1 กามือและเทลงในขวดแกว้ ในขอ้ 1 จากนัน้ ปูมอสให้ท่วั
3. ใส่หนิ ลงในขวดแก้วใหส้ งู ประมาณ 2-3 น้วิ ขนึ้ อยู่กบั ขนาดของสวนขวดและความยาว
ของรากต้นไมค้ อ่ ย ๆ กดดินใหแ้ นน่ เพอ่ื ไล่ลมและปรบั หนา้ ดนิ ใหเ้ ท่ากัน
4. ขุดหลุมเล็ก ๆ และใส่ต้นไม้ลงไปในหลุมที่ขุดไว้แล้วตกแต่งด้วยตุ๊กตาสัตว์ขนาดเล็ก
และหนิ สเี พอ่ื ให้เกดิ ความสวยงาม

โดยส่วนมากเรานึกวา่ ธรรมชาติจะดดู ซับสารพิษได้หมดจึงไม่ค่อยมีใครระวังในการกาจัด
สารพิษในสภาพแวดล้อม เช่น การใช้สารกาจัดศัตรูพืชของเกษตรกร ทาให้มีสารตกค้างตาม
ตน้ พชื และตามผวิ ดนิ จะถกู ชะล้างไปกับน้าฝนและไหลลงสู่แหล่งน้า สารพิษเหล่านี้เป็นสารที่
สลายตัวจะสะสมในแหล่งน้าน้ันมากข้ึน ซึ่งจะมีผลกับส่ิงมีชีวิตในน้า เช่น สัตว์ท่ีกินอาหารโดย
การกรอง (Filter Fuding) ได้มากกว่า

ภาพที่ 3.37 สารพิษจากการทาเกษตร
ทม่ี า : https://1th.me/F9SBtz

ภาพท่ี 3.38 สภาพดินเสยี จากสารพษิ
ท่ีมา : https://1th.me/4KJDX

ดังตัวอย่าง โดยเฉพาะหอยนางรม ซ่ึงกินอาหารโดยการกรองอยู่ในน้าต้ืนใกล้ฝั่งที่มีการทิ้ง
ของเสียลงมามาก และยงั ไมท่ ันแพร่กระจาย ดงั น้นั หอยนางรมจึงมีสารพิษสูงกว่าในน้ามาก

ภาพที่ 3.39 หอยนางลม
ที่มา : https://board.postjung.com/635559

เช่น พบว่ามียาฆ่าเมลงชนิดคลอริเนทเตท ไฮโตรคาร์บอน
(Chlorinated Hydrocarbon) ได้แก่ ดีดีที่ (DDT.) ดัลดริน (Duldrin) เอนด
รนิ (Endrin) เป็นต้น ในหอยนางรมสูงกว่าในน้าถึง 70,000 เท่า ดังนั้นสารจะ
แพรก่ ระจายไปตามลาดับข้ันการบริโภคเข้าสู่ผู้บริโภคลาดับสุดท้าย หรือเข้าสู่
มนุษยจ์ นเปน็ อนั ตรายได้นน่ั เอง

วฏั จักรของสารและการถ่ายทอดสารพษิ ในระบบนเิ วศ

สรุปองคค์ วามรู้ท้ายบทท่ี 3

การถา่ ยทอดพลงั งานและ
การหมุนเวียนสารในระบบนเิ วศ

การถา่ ยทอดพลงั งาน

โซอ่ าหาร กระบวนการถ่ายทอดพลังงานในรูปของอาหารเป็น
(Food chain) ลาดบั ข้ันจากสิ่งมีชีวติ หนง่ึ ไปยังส่ิงมีชีวิตอีกหน่ึงโดยการ
กินกันเป็นทอดๆ

สายใยอาหาร โซอ่ าหารที่มคี วามซับซ้อนมากข้นึ

แบ่งเป็น 3 แบบ คือ (Food Web)

1. หว่ งโซ่อาหารแบบผู้ล่า

2. หว่ งโซ่อาหารแบบปรสิต

3. หว่ งโซอ่ าหารแบบเศษอินทรีย์

กฎ 10 เปอร์เซน็ ต์

ผู้ผลิต
1000 g.

ผบู้ รโิ ภค (1) ผ้บู รโิ ภค (2) ผ้บู ริโภค (3)
100 g. 10 g. 1 g.

วัฏจกั รของสารและการถา่ ยทอดสารพิษในระบบนเิ วศ
สรุปองค์ความรู้ทา้ ยบทท่ี 3

การถ่ายทอดพลงั งานและ
การหมนุ เวียนสารในระบบนิเวศ

การหมุนเวยี นสารในระบบนเิ วศ

วัฏจกั รนา้ วฏั จกั รคารบ์ อน

การหมุนเวยี นของนา้ โดยผ่านส่งิ มีชวี ติ คารบ์ อนสร้างได้จากการสงั เคราะหแ์ สง

การหมนุ เวยี นของน้าโดยไมผ่ า่ นสิ่งมชี ีวิต สตั วจ์ ะได้รบั คาร์บอนจากการกินพชื และสัตว์

วฏั จกั รไนโตรเจน วฏั จกั รฟอสฟอรสั

เปน็ ธาตุท่ีสาคัญของพืช ฟอสฟอรัสมีผลในการเจริญเตบิ โตของพชื

มีอยใู่ นอากาศมากท่สี ดุ ฟอสฟอรัสจะอยู่ในรูปของฟอสเฟต
ไอออนและสารประกอบฟอสเฟต
พืชใช้ไนโตรเจนในรูปของสารประกอบ
พวกเกลอื แอมโมเนีย กรดฟอสฟอริกและทาปฏิกิริยากับสาร
ในดนิ เกิดเป็นสารประกอบฟอสฟอรสั
สัตว์รับไนโตรเจนจากการถ่ายทอด
ตามโซ่อาหารและสายใยอาหาร

คาถามท้ายบทที่ 3

คาชีแจง นักเรียนตอบคาถามต่อไปนี
1. โซ่อาหารแตกต่างกับสายใยอาหารอย่างไร
2. ขอนไม้หักร่วงลงมาจากต้นไม้อยู่ริมสระน้า มีสิ่งชีวิตอยู่ที่ขอนไม้ดังนี้ ปลวก เห็ด ตัวทาก
รา คางคกและตะไคร่น้า

จากข้อความ ให้ตอบคาถามข้อ 2.1-2.2
2.1 ผู้ผลิตของระบบนิเวศในแห่งน้ีได้แก่ส่ิงใด
2.2 คางคกควรจะกินอะไรเป็นอาหาร

3. พิจารณาห่วงโซ่อาหารท่ีกาหนดให้ แล้วตอบคาถามข้อ 3.1-3.3
3.1 ถ้าประชากรเหยี่ยวมีจานวนมากขึ้น ประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดใดจะมีจานวน

ลดลงบ้าง
3.2 ถ้าประชากรเหยี่ยวมีจานวนลดลง ประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดใดจะมีจานวน

เพ่ิมขึ้นบ้าง
3.3 ถ้ามีการสะสมสารพิษในโซ่อาหาร จงเรียงลาดับปริมาณสารพิษที่สะสมใน

ร่างกายจองส่ิงมีชีวิตจากน้อยไปมาก

4. พจิ ารณาแผงผงั ใชต้ อบคาถามขอ้ 4.1-4.3
4.1 แผนผงั ท่ีเขียนมีช่ือว่าอะไร
4.2 ส่ิงมีชีวิตชนดิ ใดนา่ จะเป็นกวาง
4.3 ส่ิงมีชีวิตใดเป็นผบู้ รโิ ภคลาดบั สดุ ทา้ ย

คาถามท้ายบทที่ 3

คาชีแจง นักเรียนตอบคาถามต่อไปนี

5.วฏั จกั รนา้ ในระบบนิเวศแบง่ เปน็ กแ่ี บบ อะไรบา้ ง

6. ตน้ ไมใ้ หญ่ 1 ตน้ ชว่ ยให้เกดิ การหมุนเวยี นสารไดก้ ช่ี นดิ อะไรบ้าง อธบิ ายและแสดงวธิ กี าร
เกิดการหมุนเวียนสารใหเ้ ห็นด้วย
7. การใชส้ ารเคมปี ราบศัตรพู ชื พวกหนอนและแมลง จะเกิดผลกระทบตอ่ ระบบนิเวศอยา่ งไร
ควรใชห้ รอื ไม่

8. ไนโตรเจนในอากาศเปลย่ี นเป็นปยุ๋ ไนเตรตในดนิ ด้วยวิธีใดบา้ ง
9. ถา้ สภาพความเปน็ กรด-เบสของน้าและดนิ เปล่ยี นแปลง จะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบตอ่ ระบบ
นิเวศนัน้ อย่างไร

จิรสั ย์ เจนพาณิชย์. (2553). ประชากรศาสตร์และระบบนเิ วศ BIOLOGY for high school
students, 210-213. สืบคน้ เมอ่ื วันที่ 25 กนั ยายน 2564

ฉัฐฐิมาภรณ์ ฉิมพงษ์. (2557). สิ่งมีชีวิตกับแหล่งท่ีอยู่ [ออนไลน์]. สืบค้นเม่ือ 26 กันยายน 2564.
จาก https://sites.google.com/site/paeecosystem/bth-thi-1-sing-mi-chiwit-kab-
haelng-thi-xyu?fbclid=IwAR0nvciQOryyEuGAA_94lVy5HLDdnXM1-
PXblhJrGPGUnRVcCK5v49TkU5k

ทรปู ลูกปัญญา. ความสัมพนั ธข์ องส่งิ มีชวี ติ ในระบบนิเวศ. สบื ค้นเมือ่ วนั ท่ี 27 กนั ยายน 2564
พชรพล จนั ทร์หอม. (2559). องคป์ ระกอบของระบบนเิ วศ [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2564.

จาก https://sites.google.com/site/work35128/swn-prakxb-thi-mimi-chiwit
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ , พเยาว์ ยินดีสุข, น้าผึ้ง ศุภอุทุมพร, อมรรัตน์ บุบผโชติ, เทพพร จันทราอุกฤษฎ์,

ธาริณี วิทยาอนิวรรตน์และวิทยา อินโท. (2563). ระบบนิเวศ. (พิมพ์คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ :
สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ พว.
ภคพร จติ ตรีขันธ์และสุธารี คาจีนศร.ี (2563). ระบบนิเวศ. ใน วราภรณ์ ท้วมดี (บ.ก.), หนังสือเรียน
รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พิมพ์ครั้งที่ 2). (น. 30). กรุงเทพมหานคร:
สานกั พมิ พ์ไทยร่มเกล้า จากัด.
วรางรตั น์ ง่วนช.ู (2560). ชีวิตกับสิง่ แวดลอ้ ม. (พมิ พ์คร้ังที่ 1). นนทบุรี : ไอดีซีฯ.
วารณุ ี จอมกติ ิชัย. (ม.ป.ป.). การหมุนเวียนของธาตุ., ชีววิทยาสาหรับครู 2. (น. 220-228). ม.ป.ท. :
ม.ป.พ.
วิล าว ร ร ณ ณ ศรีสุข . (2555) .ระบบ นิเวศ [ออนไ ล น์]. สื บค้นเ มื่อ 2 6 กันย ายน 2564 .
จาก https://sites.google.com/site/vilawanoiw22/bth-thi-2-rabb-niwes
ศุภณฐั ไพโรหกุล. (2555). หลักนเิ วศวิทยาเบ้อื งต้น Essential BIOLOGY, 266-269.
สบื ค้นเมอ่ื วันที่ 25 กันยายน 2564
สธุ ารี คาจนี ศรี , ภคพร จติ ตรีขนั ธ์ . (2563). ระบบนเิ วศ. (พิมพ์คร้ังที่ 2). กรงุ เทพฯ : อักษรเจรญิ ทศั น์.
yanita. (2558). ระบบนิเวศและองค์ประกอบของระบบนิเวศ [ออนไลน์]. สืบค้นเม่ือ
26 กันยายน 2564. จาก https://kruyanita.blogspot.com/2015/12/1_2
. html?fbclid=IwAR3lbv4hs-uTvCW4DCJMiXICWfpYf9buRNfKx0A0M6
lHfQrao50BlE-DGiY



ราคา 89 บาท


Click to View FlipBook Version