The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

40859_2268_e-book-bio (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กวิน กล่ำพล, 2020-11-15 21:17:04

e-book

40859_2268_e-book-bio (1)

กลบี ดอกpetalมสี ที ส่ี วย และมกี ลน่ิ หอมเพอ่ื
ลอ่ แมลงใหม้ าชว่ ยผสมเกสรให้
กลบี เล้ยี ง sepalเป็นส่วนทอ่ี ยนู่ อกสดุ มกั มสี ี
เขยี วคลา้ ยใบ

เกสรตวั ผู้ stamenทาหนา้ ทส่ี รา้ งเซลล์
สบื พนั ธเุ์ พศผู้

เกสรตวั เมยี pistilทาหน้าทส่ี รา้ งเซลล์
สบื พนั ธุ์เพศเมยี

กา้ นเกสรตวั เมยี styleมลี กั ษณะเป็นทอ่ ยาว
เรยี วลงมาถงึ รงั ไข่

คารงั เคลิ caruncleเป็นสว่ นทเ่ี จรญิ ออกมา
ของผนังออวลุ อย่ใู กลไ้ มโครไพล์หรอื ขวั้ เมลด็ มี

หน้าทด่ี ดู ความชน้ื เพ่อื ชว่ ยในการงอก

เซนทรลั เซลล์ central cell คอื
โพลารน์ ิวคลไี อทม่ี ไี ซโทพลาสซมึ เดมิ ลอ้ มรอบ
เกดิ เป็นเซลล์ขนาดใหญอ่ ยูต่ รงกลางของถงุ

เอม็ บรโิ อ

ซนิ เนอรจ์ ดิ synergid เป็นเซลล์นิวเคลยี ส
2 เซลลท์ อ่ี ยู่ดา้ นขา้ งรงั ไขท่ งั้ สองขา้ ง

ฐานดอกรว่ ม
commonreceotacleกา้ นชอ่ ดอก
ทห่ี ดสนั้ ลง และขยายแผอ่ อกดา้ นขา้ งออกเป็น

วงคลา้ ยจาน

ถุงเอม็ บรโิ อ embryo sacเป็นแกมโี ท
ไฟตเ์ พศเมยี ทเ่ี จรญิ เตม็ วยั

ดอกช่อ inflorescencesคอื ดอกทม่ี ี
ดอกย่อยมากกวา่ 1 ดอก ตดิ อยูบ่ นกา้ นช่อดอก

ดอกเดย่ี ว solitary flowerดอกทม่ี ี
เพยี งดอกเดยี วอยู่บนกา้ นดอก

ดอกสมบูรณเ์ พศ complete flower
เป็นดอกทม่ี เี กสรเพศผูแ้ ละเกสรเพศเมยี อยู่
ภายในดอกเดยี วกนั

ดอกไมส่ มบรู ณ์เพศ incomplete
flowerเป็นดอกทม่ี เี กสรเพศผูห้ รอื เกสร
เพศเมยี อยา่ งใดอย่างหนึ่งภายในดอกเดยี ว

นวิ เซลลสั nucellusเป็นเน้อื เยอ่ื ภายในของ
ออวลุ

โพลารน์ วิ คลไี อ polar nucleiคอื
นิวเคลยี ส 1 ค่ทู ่อี ยู่ตรงกลางของออวลุ

เมกะสปอรม์ าเธอรเ์ ซลล์ megaspore
mother cell เซลลข์ นาดใหญท่ อ่ี ยู่

ภายใน นิวเซลลสั

ไมโครไพล์micropyleคอื
ผนังออวลุ ทห่ี ุม้ ไมร่ อบจงึ เกดิ ชอ่ ง

เปิด

ผนังออวุลintegumentเป็นเน้อื เย่อื ชนั้ นอกของออวลุ หมุ้ เน้อื เย้อื ภายใน

เปลอื กเมลด็ seed coatอยนู่ อกสดุ
ของเมลด็ ป้องกนั เอม็ บรโิ อทอ่ี ยู่ภายใน

เมลด็

กระพไ้ี ม้ sapwoodเป็นชนั้ ทม่ี สี จี าง
มคี วามหนาทค่ี ่อนขา้ งคงท่ี

ควิ ทนิ cutin เป็นไขเคลอื บอยูเ่ ป็นชนั้
บางๆ มหี นา้ ทป่ี ้องกนั การคายน้า และ

การเกดิ บาดแผล

ซฟี ทวิ บ์sieve tube
ท่อลาเลยี งอาหาร

ไซเลมxylemเป็นเน้อื เยอ่ื ของพชื ท่ี
ทาหน้าทล่ี าเลยี งน้าและแร่ธาตุตา่ ง ๆ

ไปสสู่ ่วนต่าง ๆ

เซลลข์ นราก Root hair cell
เป็นเซลล์เดย่ี วทม่ี ขี นรากเป็นส่วนหน่งึ
ของผนังเซลล์ยน่ื ออกไปเพอ่ื เพมิ่ พน้ื ทผ่ี วิ

ในการดูดซึมน้าและแรธ่ าตุ

เซลล์คุม guard cellทาหน้าท่ี
ควบคุมการเปิด-ปิดของปากใบ

เทรคดี Tracheidเป็นกลุ่มเซลล์ทม่ี ี
รูปรา่ งยาวปลายคอ่ นขา้ งแหลม ทผ่ี นงั

เซลลม์ สี ารพวกลกิ นนิ

พาเรงคมิ า parenchymaเป็น
เซลล์พชื พน้ื ฐานทพ่ี บไดท้ วั่ ไปตลอดทงั้
ตน้ พชื หนา้ ทข่ี น้ึ อยู่กบั ตาแหน่งทพ่ี บ

พธิ pithบรเิ วณตรงกลางของรากท่ี
ประกอบไปดว้ ยเซลลพ์ าเรงคมี าในพชื ใบ

เล้ยี งเด่ยี ว

เพรไิ ซเคลิ Pericycleประกอบดว้ ย
เซลล์ พาเรงคมิ า เป็นสว่ นใหญ่เซลลเ์ รยี ง
ตวั แถวเดยี ว แตอ่ าจมมี ากกว่าแถวเดยี ว

กไ็ ด้

แพลเิ ซดมโี ซฟิลล์palisade
mesophyllเซลล์รูปร่างยาว เรยี ง
ตวั เป็นแถวตงั้ ฉากอาจมแี ถวเดยี วหรอื
หลายแถว ภายในเซลล์มคี ลอโรพลาสต์

ค่อนขา้ งหนาแน่นมาก

โฟลเอม็ phloemเป็นกล่มุ ทล่ี าเลยี ง
สารอาหารทส่ี งั เคราะหข์ น้ึ ทใ่ี บไปยงั ส่วน

ตา่ ง ๆ ของพชื จนถงึ ราก

มดิ เดลิ ลาเมลลาmiddle
lamellaเป็นสว่ นทอ่ี ยู่ตรงกลาง
ระหวา่ งเซลล์หนึง่ กบั อกี เซลล์หนง่ึ ซง่ึ จะ

เชอ่ื มใหเ้ ซลลต์ ดิ กนั

วาสควิ ลารแ์ คมเบยี มvascular
cambium สรา้ งไซเลมและโฟล
เอมระยะทส่ี องในการเตบิ โตในแต่ละปี
ของพชื เป็นเน้อื เยอ่ื เจรญิ ทางดา้ นขา้ ง

เวสเซล vesselเป็นเซลล์ทม่ี ขี นาด
คอ่ นขา้ งใหญ่ แตส่ นั้ กวา่ เทรคดี เป็น
เซลลเ์ ดย่ี วๆ ทป่ี ลายทงั้ สองขา้ งของเซลล์

มลี กั ษณะคลา้ ยคมของสวิ่

สเกลอรดี Sclereidเป็นเซลล์ทม่ี ี
รูปรา่ งสนั้ กว่าไฟเบอร์ พบกระจายอยใู่ น

ชนั้ เปลอื กของลาตน้ พชื ใบเล้ยี งคู่

สตลี Steleเป็นชนั้ ทอ่ี ยถู่ ดั จากชนั้ เอน
โดเดอรม์ สิ เขา้ ไปในราก สตลี จะแคบกว่า
คอรเ์ ทกซส์ ตลี ประกอบดว้ ยชนั้ ต่าง ๆ

สปองจมี โี ซฟิลล์
spongy mesophyll
ประกอบดว้ ยเซลลท์ ม่ี รี ปู ร่างไม่แน่นอน
เรยี งตวั ในทศิ ทางตา่ งๆ กนั ทาใหเ้ กดิ

ช่องว่างระหวา่ งเซลล์มาก

หมวกรากroot cap เป็นเน้อื เย่อื สว่ นหนึ่งบรเิ วณปลายราก หมวกราก
ประกอบดว้ ยสตาโตไซต์ซ่งึ มชี อ่ งว่างภายใน ถา้ หมวกรากถูกตดั ออกไป รากจะ
เจรญิ เตบิ โตแบบไรท้ ศิ ทาง หมวกรากช่วยปกป้องเน้ือเย่อื เจรญิ ในพชื หมวกรากจะ

หลงั่ สารบางอย่างเพ่อื ช่วยใหร้ ากสามารถงอกทะลดุ นิ ไดส้ ะดวก

เอน็ โดเดอร์มสิ Endodermisคอื เน้อื เยอ่ื ชนั้ ในสุดของคอรเ์ ทกซ์ (cortex) โดยจะ
อยู่ลอ้ มรอบสตลี

กตั เตซนั Guttationคอื ปรากฏการณท์ พ่ี ชื สูญเสยี น้าในรปู หยดน้าผ่านทางรหู ยาด
น้า

การคายน้า Transpirationคอื การสูญเสยี น้าในรปู ของไอน้าในพชื

การซมึ ตามรเู ล็กCapillary
action เม่อื จุม่ ปลายดา้ นหนึง่ ของ
หลอดทม่ี เี สน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางขนาดเลก็
มากลงในน้า น้าจะขน้ึ มาตามรตู ามความ

สูงของหลอด

ความดนั ราก Root pressureเป็นแรงดนั ในราก
ของพชื ทาใหน้ ้ามคี วามดนั มากขน้ึ ทาใหน้ ้าเคล่อื นทจ่ี ากราก

ขน้ึ ดา้ นบน เกดิ ขน้ึ เม่อื มนี ้าในดนิ มากพอและความชน้ื
สมั พทั ธส์ ูงมาก

ชลศกั ดิ์ Water potentialคอื
พลงั งานอสิ ระของน้าต่อหน่งึ หน่วย
ปรมิ าตร

ธาตุอาหารรอง Micronutrientเป็น
ธาตอุ าหารทพ่ี ชื ตอ้ งการในปรมิ าณน้อย

ธาตุอาหารหลกั Macronutrientเป็นธาตอุ าหารท่ี
พชื ตอ้ งการในปรมิ าณมาก

แบบซมิ พลาสต์Symplast
pathwayเป็นการลาเลยี งน้าจาก

เซลล์หนึง่ สอู่ กี เซลลห์ นง่ึ ผา่ นทางพ
ลาสโมเดสมาตา

แบบทรานสเ์ มมเบรน
Transmembrane
pathwayเป็นการลาเลยี งน้าจาก
เซลลห์ นึง่ สู่อกี เซลลห์ น่ึงผ่านเย่อื หมุ้ เซลล์

แบบอโพพลาสต์Apoplast
pathwayเป็นการลาเลยี งโดยไม่
ผ่านเขา้ สเู่ ซลล์ แต่เคลอ่ื นทไ่ี ปตามผนัง
เซลลแ์ ละช่องว่างระหว่างเซลลจ์ นถงึ แถบ

แคสพาเรยี น

โปรตนี ลาเลยี ง Transport
proteinคอื โปรตนี ทท่ี าหนา้ ท่ี
ลาเลยี งธาตอุ าหาร โดยมแี บบฟาซลิ เิ ทต

และแอกทฟี ทรานสปอรต์

พลาสโมเดสมาตา
Plasmodesmataเป็นชอ่ งทม่ี ี

สายไซโทพลาซมึ เช่อื มต่อระหว่าง ๒
เซลลซ์ ง่ึ อยู่ตดิ กนั

รหู ยาดน้า Hydathodeซง่ึ อยู่
ปลายสุดของไซเลม็ บรเิ วณขอบใบหรอื

ปลายใบ

แรงดงึ จากการคายน้า
Transpiration pullเป็น
แรงหลกั ในการลาเลยี งน้าจากรากขน้ึ สู่

ดา้ นบนในภาวะปกติ

เลนตเิ ซล Lenticelซ่งึ เป็นรอยปริ
แยกทผ่ี วิ เปลอื กไมพ้ บในพชื ทม่ี กี าร

เจรญิ เตบิ โตแบบทตุ ยิ ภูมิ

ไฮโดรโพนิกส์ Hydroponicsคอื
การปลกู พชื ในสารละลายทม่ี ธี าตุอาหาร

การตรงึ คารบ์ อน Carbon fixationเป็นขนั้ ตอนทม่ี กี ารสรา้ งน้าตาลซ่งึ เกิดขน้ึ
ในสโตรมา โดยใชN้ ADPHและATP

คลอโรฟิลล์ Chlorophyllเป็นสารทม่ี สี เี ขยี วอยใู่ นคลอโรพลาสต์ พบในพชื
สาหร่าย ไซยาโนแบคทเี รยี จาแนกไดห้ ลายชนิดโดยชนิดทพ่ี บในพชื และสาหร่าย คอื

คลอโรฟิลล์เอและคลอโรฟิลล์บี

คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้า Electromagnetic waveเกดิ จากการรบกวนทาง
แม่เหลก็ ไฟฟ้าโดยการทาใหส้ นามไฟฟ้าหรอื สนามแมเ่ หลก็ มกี ารเปลย่ี นแปลง ไม่ตอ้ งใช้

ตวั กลางในการเคล่อื นทเ่ี ป็นคล่นื ตามขวางถ่ายเทพลงั งานจากทห่ี นง่ึ ไปอีกทห่ี น่งึ

คารบ์ อกซเิ ลชนั
Carboxylationเป็นขนั้ ตอน

ทC่ี O2 เขา้ สูว่ ฏั จกั รคลั วนิ และทา
ปฏกิ ริ ยิ ากบั RuBPซ่งึ มคี ารบ์ อน ๕
อะตอม โดยมเี อนไซมร์ ูบสิ โกเป็นตวั เร่ง

ปฏกิ ริ ยิ า

แคโรทนี Caroteneเป็นรงคว์ ตั ถทุ ม่ี ี
สสี ม้ หรอื สม้ -แดง เป็นสายยาวของ
ไฮโดรคารบ์ อน

แคโรทนี อยด์Carotenoidเป็นสารทม่ี สี เี หลอื งสม้ จนสม้ แดง มลี กั ษณะเป็นสายยาว
ของไฮโดรคารบ์ อนเช่อื มกบั วงคารบ์ อน พบในคลอโรพลาสตแ์ ละโครโมพลาสต์

จดุ อมิ่ ตวั ของแสง
Light saturation point
คอื ค่าความเขม้ แสงจดุ หนึ่งทเ่ี พมิ่ ความ
เขม้ แสงแลว้ อตั ราการตรงึ CO2 สทุ ธจิ ะ

ไม่เพม่ิ ขน้ึ

ปฏกิ ริ ยิ าแสง
Light reactionคอื ปฏกิ ริ ยิ าท่ี
จะสรา้ งพลงั งานสูง คอื NADPHและATP
ในภาวะทม่ี แี สงซ่งึ เกิดขน้ึ ทไ่ี ทลาคอยด์

ปัจจยั จากดั
Limiting factorคอื ปัจจยั ทม่ี ี

ผลต่อสงิ่ มชี วี ติ อยา่ งมาก โดยเป็นตวั
จากดั การเจรญิ เตบิ โต การดารงชวี ติ และ

แพร่กระจาย

โฟตอน Photon หมายถงึ อนุภาคของแสง เป็นการพจิ ารณาแสงในลกั ษณะ
ของอนุภาค เน่อื งจากในทางฟิสกิ สน์ นั้ คลน่ื สามารถประพฤตติ วั เหมอื นอนุภาคเม่อื อย่ใู น

สภาวะใดสภาวะหนง่ึ

โฟโตเรสไพเรชนั หรอื การหายใจเชงิ แสง Photorespiration เป็น
ปฏกิ ริ ยิ าออกซเิ ดชนั ทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดร้ ะหว่างการตรงึ คาร์บอนในพชื ใชอ้ อกซเิ จนและปลอ่ ย

คารบ์ อนไดออกไซด์ เกิดขน้ึ ในขณะทม่ี แี สง

รเี จเนอเรชนั Regeneration เป็น
ขนั้ ตอนทจ่ี ะสรา้ งRuBPขน้ึ ใหม่ ซง่ึ ตอ้ งใชA้ TP

จากปฏกิ ริ ยิ าแสง

รดี กั ชนั Reduction เป็นขนั้ ตอน
ทม่ี กี ารใชA้ TPและNADPHทไ่ี ดจ้ าก
ปฏกิ ริ ยิ าแสง โดยPGAรบั ฟอสเฟตจาก
ATP เป็น1,3BPGและรดี วิ สโ์ ดยรบั
อเิ ลก็ ตรอนจากNADPH เป็นG3P

ศนู ยก์ ลางปฏกิ ริ ยิ า
Reaction center คอื
คลอโรฟิลลเ์ อโมเลกุลพเิ ศษทเ่ี ม่อื ไดร้ บั
พลงั งานทถ่ี ่ายทอดมาจะปลดปล่อย
อเิ ลก็ ตรอนใหห้ ลุดออกจากโมเลกลุ ไปยงั

ตวั รบั อเิ ลก็ ตรอนได้

สถานะกระตนุ้ Excited stateคอื สถานะท่ี
สารสไี ดร้ บั พลงั งานแสงอเิ ลก็ ตรอนของสารสจี ะถกู
กระตนุ้ ใหเ้ ปลย่ี นระดบั พลงั งานสูงและอยูห่ ่างจาก

นวิ เคลยี สมากขน้ึ

สถานะพน้ื Ground stateคอื สถานะปกติ
ของอิเลก็ ตรอนของสารสที อ่ี ยใู่ นระดบั พลงั งานต่าสุดค่า

หน่ึง

สารสี Pigment คอื ตวั รบั พลงั งานแสงใน
กระบวนการสงั เคราะหแ์ สงของพชื ผลติ จาก

สงิ่ มชี วี ติ ทงั้ พชื และสตั ว์

แสงทต่ี ามนุษยม์ องเหน็ ได้ Visible
light เป็นแสงทม่ี คี วามยาวคลน่ื ช่วง
๔๐๐-๗๐๐ นาโนเมตร ในสเปกตรมั ของ

คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า

อนุภาค Particle หมายถงึ สสารทม่ี ปี รมิ าณนอ้ ย
มากหรอื เล็กมาก

แอนเทนนา Antenna คอื
โครงสรา้ งของโปรตนี และกลุ่มของสารสที ท่ี า

หนา้ ทร่ี บั สง่ พลงั งาน

กรดแอบไซซกิ Abscisic acidคอื ฮอรโ์ มนทค่ี วบคุมเมลด็ และตาใหเ้ กดิ การพกั ตวั
ส่งเสรมิ การเสอ่ื มตามอายุ กระตนุ้ การสงั เคราะหโ์ ปรตนี ทส่ี ะสมในเมลด็ สรา้ งไดจ้ ากเซลล์

ทม่ี คี ลอโรพลาสต์หรอื อะไมโลพลาสต์

การตอบสนองต่อการสมั ผสั
Thigmotropismเป็นการตอบสนองของ

พชื โดยมกี ารสมั ผสั เป็นสงิ่ เรา้

การตอบสนองต่อน้า
Hydrotropism เป็นการตอบสนอง
ของพชื โดยการเจรญิ เขา้ หาน้า หรอื การปรบั ตวั

ในสภาพแวดลอ้ ม

การตอบสนองต่อสารเคมี Chemotropism เป็น
การตอบสนองของพชื โดยการเจรญิ เขา้ หาหรอื หนจี าก
สารเคมบี างอย่างทเ่ี ป็นสง่ิ เรา้

การเบนเน่อื งจากแรงโนม้ ถ่วง
Gravitropism เป็นการตอบสนองทม่ี ี
ทศิ ทางสมั พนั ธก์ บั ทศิ ทางของแรงโน้มถว่ งของโลก

การเบนเน่อื งจากแสง Phototropism
เป็นการตอบสนองทม่ี ที ศิ ทางสมั พนั ธ์กบั ทศิ ทาง

ของแสง

จบิ เบอเรลรนิ Gibberellin คอื ฮอรโ์ มนท่กี ระตนุ้
การงอกของเมลด็ กระตนุ้ การสรา้ งเอนไซมส์ าหรบั ย่อย

แป้ง

โทไคนินCytokininคอื ฮอรโ์ มนท่ี
กระตนุ้ การแบง่ เซลล์ และการเปลย่ี นสภาพ

ของเซลล์ กระตนุ้ การเจรญิ ของตาขา้ ง

ทรอพซิ มึ Tropism คอื การทศิ ทางการ
ตอบสนองสมั พนั ธก์ บั สงิ่ เรา้ ภายนอก

นูเทชนั Nutation คอื การเคลอ่ื นไหวแบบส่าย

แนสตกิ มฟู เมนต์
Nastic movementเป็นการตอบสนอง
ของพชื ต่อสงิ่ แวดล้อมโดยมที ศิ ทางไมส่ มั พนั ธ์กบั

ทศิ ทางของสง่ิ เรา้ ภายนอก

บราสซโิ นสเตอรอยด์Brassinosteroidคอื ฮอรโ์ มน
ทเ่ี กยี่ วข้องกบั การแบ่งเซลล์

พลั ไวนสั Pulvinusพบทโ่ี คนกา้ นใบไมยราบมี
ลกั ษณะพองออกเป็นกระเปาะ มคี วามไวสูงต่อสง่ิ เรา้

ทม่ี ากระตนุ้

พชื ดนิ เคม็ Halophyte คอื พชื ทม่ี ี
ความสามารถในการรบั โซเดยี มไอออนไดส้ งู กวา่

พชื ทวั่ ไป

แรงดนั เต่ง Turgor pressureแรงดนั
ในเซลล์ทเ่ี กดิ จากน้าออสโมซสิ เขา้ ไป โดยเม่อื
แรงดนั เตง่ มากสุดจะหยดุ ออสโมซสิ เพราะน้า

เขา้ ไปอกี ไมไ่ ดแ้ ลว้

สตรโิ กแลกโทน Strigolactoneคอื
ฮอรโ์ มนทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การยบั ยงั้ การเจรญิ ของ

ตาขา้ ง

สารควบคุมการเจรญิ เตบิ โตของพชื
Plant growth regulator
คอื ฮอรโ์ มนพชื เพอ่ื ใหพ้ ชื เจรญิ เตบิ โตเป็นไปตาม

ธรรมชาติ

ออกซนิ Auxin คอื ฮอรโ์ มนทท่ี าใหเ้ กดิ การเจรญิ ของปลายยอดเขา้ หาแสง และการ
เจรญิ ของปลายรากเขา้ หาแรงโนม้ ถว่ งกระตนุ้ เซลลบ์ รเิ วณทม่ี กี ารยดื ตวั ใหข้ ยายขนาด

เอทลิ นี Ethyleneคอื ฮอรโ์ มนทส่ี ่งเสรมิ ใบ
และดอกเขา้ สูก่ ารเสอ่ื มตามอายุ กระตนุ้ การสุก

ของผลไมท้ ส่ี ามารถบ่ม ใหส้ ุขได้

แอนทฟิ รซี โปรตนี Antifreeze proteinเป็นสงิ่
ทพ่ี ชื สรา้ งเพอ่ื ป้องกนั และลดการเกดิ ผลกึ ภายในเซลล์

นาย ธนภมู ิ ปลม้ื ปัญญา ชนั้ ม. 5/3 เลขท่ี 12


Click to View FlipBook Version