อิเหนา ตอน
ศึ ก ก ะ ห มั ง กุ ห นิ ง
วิ ภาวั ลย์ คงวิ จิ ตร
ส า ร บั ญ
1
ป ร ะ วั ติ ผู้ เ เ ต่ ง ค ว า ม เ ป็ น ม า
2
เ เ น ะ นำ ตั ว ล ะ ค ร
3
เ เ น ะ นำ ส ถ า น ที่
4
เ นื้ อ เ รื่ อ ง ย่ อ
5
ส รุ ป ข้ อ คิ ด ที่ ไ ด้ จ า ก เ รื่ อ ง
อิ เ ห น า
ป ร ะ วั ติ ผู้ เ เ ต่ ง เ เ ล ะ ค ว า ม เ ป็ น ม า
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์ที่
2 แห่งราชวงศ์จักรีทรงประสูติริมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ตรงกับวันพุธ
ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 3 ปีกุน มีพระนามเดิมว่า “ฉิม”พระองค์ทรงเป็นพระบรม
ราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับกรม สมเด็จ
พระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติ ณ บ้านอัมพวา แขวง
เมืองสมุทรสงคราม ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกเป็น
หลวงยกพระบัตรเมืองราชบุรี พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลก ได้ทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี ขณะนั้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีพระชนมายุ 16 พรรษาพระราช
บิดาจึงโปรดสถาปนาให้ดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรม
หลวงอิศราสุนทร ครั้งที่พระชนมายุสมควรที่จะได้รับการอุปสมบท พระราชบิดา
ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปจำ
พรรษา ณ วัดสมอราย
ตลอดรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โดย
เสด็จพระราชบิดาไปในการสงครามทุกครั้ง เมื่อพระชนมายุได้ 41 พรรษา พระ
ราชบิดาได้ทรงสถาปนาให้ดำรงพระยศเป็น“พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวร
สถานมงคล” ดำรงพระเกียรติยศเป็น พระมหาอุปราช อยู่ 3 ปี ครั้งถึงปี พ.ศ.
2352 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต พระองค์จึง
เสด็จขึ้นครองราชย์นับเป็นองค์ที่ 2 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระนามว่า
“พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย”ทรงครองราชย์อยู่ 15 ปี ครั้งถึงปี
พ.ศ. 2367 ได้เสด็จสวรรคต เมื่อพระชนมายุได้ 56 พรรษา กับ 5 เดือน
พระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัย ใช้รูป ครุฑ
(ฉิมพลี เป็นชื่อวิมานพญาครุฑ ซึ่งพร้องกับชื่อเดิมของพระองค์ท่านว่า “ฉิม”)
อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง
ผู้แด่ง ; พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ลักษณะคำประพันธ์ ; กลอนบทละคร
จุดมุ่งหมาย ; ในการแต่งอิเหนาคือ เพื่อให้เป็นบทละครใน สำหรับเล่นเพื่อ
สร้างความบันเทิงแก่ข้าราชบริพารและประชาชน และผู้แต่งอิเหนา ตอน ศึกกะ
หมังกุหนิงที่เพื่อน ๆ ได้เรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ก็คือพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒)
เ เ น ะ นำ ตั ว ล ะ ค ร
อิเหนา หรือระเด่นมนตรี เป็นโอรสของ
ท้าวกุเรปันและประไหมสุหรีนิหลาอระตา
แห่งกรุงกุเรปัน อิเหนาเป็นชายรูปงามมี
เสน่ห์ เจรจาอ่อนหวาน นิสัยเจ้าชู้ มีความ
เชี่ยวชาญในการใช้กริชและกระบี่เป็นอาวุธ
มีมเหสีถึง 10 องค์
บุษบา เป็นธิดาของท้าวดาหาและประ
ไหมสุหรีดาหราวาตี เมื่อตอนประสูติมี
กลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งวัง ดนตรี
แตรสังข์ก็ดังขึ้นเองโดยไม่มีผู้บรรเลง ท้าว
กุเรปันก็ขอตุนาหงันให้กับอิเหนา วิวาห์กับ
อิเหนา โดยนางได้ตำแหน่งเป็นประไหมสุ
หรีฝ่ายซ้ายอีกทั้งนางเป็นคนที่งามเเละมี
ความฉลาดเเละมีเหตุผล
จินตะหราวาตี เป็นธิดาของระตูหมันหยา
กับประไหมสุหรีจินดาส่าหรีแห่งเมืองหมัน
หยา มีรูปโฉมงดงาม มีผิวสองสี นิสัยเจ้า
อารมณ์ เอาแต่ใจตนเอง แสนงอน ช่างพูด
ประชดประชัน บางครั้งก็ก้าวร้าวหยาบคาย
จนแม้แต่อิเหนายังนึกเบื่อและรำคาญใจ
มีตำแหน่งเป็นประไหมสุหรีฝ่ายขวาของ
อิเหนา
องค์ปะตาระกาหลา หรือบางทีเรียกว่า
องค์อสัญแดหวา เป็นเทวดาบรรพบุรุษของ
ราชวงศ์อสัญแดหวา ซึ่งมีอยุ่ด้วยกัน 4
เมือง คือ กรุงกุเรปัน กรุงดาหา กรุงกาหลัง
และกรุงสิงหัดส่าหรี องค์ปะตาระกาหลาจะ
คอยดูแลทุกข์สุขของบุคคลในราชวงศ์
อสัญแดหวาอยู่เสมอ
ท้าวกุเรปัน กษัตริย์ผู้ครองกรุงกุเรปัน
มีมเหสี 5 องค์ ท้าวกุเรปันมีโอรสองค์แรก
กับลิกู คือ กะหรัดตะปาตี และมีโอรสธิดา
กับประไหม สุหรีในเวลาต่อมาคือ อิเหนา
กับวิยะดา ท้าวกุเรปันมีน้องชายร่วมพระ
บิดามารดาเดียวกันอีก 3 องค์ ซึ่งได้เป็น
กษัตริย์ครองเมืองต่างๆ คือ ท้าวดาหา ,
ท้าวกาหลัง และท้าวสิงหัดส่าหรี ท้าว
กุเรปันนั้นทรงหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของ
วงศ์อสัญแดหวา
ท้าวดาหา เป็นกษัตริย์ผู้ครองกรุงดาหา
ท้าวดาหามีโอรสและธิดากับประไหมสุหรี
2 องค์คือ บุษบาหนึ่งหรัดกับสียะตรา ท้าว
ดาหาเป็นผู้มีใจยุติธรรม
ระตูประหมัน เป็นอนุชาของท้าวกะหมังกุ
หนิง ครองเมืองประหมัน ระตูประหมันได้
ช่วยพระเชรษฐาในศึกกะหมังกุหนิง
สังคามาระตา โอรสของระตูปรักมาหงัน
และเป็นน้องของมาหยารัศมี สังคามาระ
ตาเป็นหนุ่มรูปงาม มีความเฉลียวฉลาด
รอบคอบ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ เก่ง
และกล้าหาญ ทั้งยังมีความซื่อสัตย์ และ
ชำนาญในการใช้ทวนเป็นอาวุธ เป็นคู่คิด
คู่ปรึกษาและช่วยเตือนสติอิเหนาได้
หลายครั้ง
มาหยารัศมี เป็นธิดาของระตูปักมา
หงันนางมีน้องชายคือ สังคามาระตา รูป
โฉมของมาหยารัศมีงดงามมากเป็นกุลสตรี
ที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อยไม่เห่อเหิม
ทะเยอทะยาน เชื่อฟังและยอมปฏิบัติตาม
คำสั่งฃองบิดามารดาและสามีแต่โดยดี มี
ตำแหน่งเป็นมะเดหวีฝ่ายซ้ายของอิเหนา
สะการะวาตี เป็นธิดาของท้าวปันจะรากัน
ผู้เป็นพระเชษฐาของท้าวปักมาหงัน
สุหรานากง โอรสของท้าวสิงหัดส่าหรีที่
เกิดจากประไหมสุหรี
สุหรานากงปฏิบัติตนเป็นลูกที่ดีอยู่ใน
โอวาทของพระบิดาและพระมารดาอยู่
เสมอ มีความกล้าหาญ และวางตนได้ย่าง
เหมาะสม
ระตูหมันหยา เป็นโอรสของท้าวมังกันแห่ง
เมืองมังกัน ระตูหมันหยาและประไหมสุ
หรีจินดาส่าหรีมีธิดาด้วยกันเพียง องค์
เดียวคือ จินตะหราวาตี พระองค์มีจิตใจ
อ่อนแอ ไม่มีความเป็นนักสู้
ท้าวกาหลัง เป็นกษัตริย์ผู้ครองกรุงกาหลัง
เป็นน้องของท้าวกุเรปันและท้าวดาหามี
มเหสี 5 องค์ ครบตำแหน่งตามประเพณี
ของวงศ์อสัญแดหวา พระองค์มีธิดาที่เกิด
จากประไหมสุหรีหนึ่งองค์ คือระเด่นสะการะ
หนึ่งหรัดและมีธิดากับลิกูหนึ่งองค์ คือบุษบา
รากา ท้าวกาหลังทรงมีจิตใจเมตตากรุณา
กับทุกคน
ประสันตา เป็นพี่เลี้ยงหนึ่งในสี่ของ
อิเหนา ซึ่งท้าวกุเรปันเลือกแต่ ครั้งอิเหนา
ประสูติใหม่ๆ บิดาของประสันตาเป็น
เสนาบดีตำแหน่ง ยาสา(ฝ่ายตุลาการ)
ของกุเรปัน ประสันตามีนิสัยตลก คะนอง
ปากกล้า เจ้าอารมณ์ ชอบพูดเย้าแย่
เสียดสีผู้อื่นอยู่เสมอ และยัง เจ้าเล่ห์อีก
ด้วย
เ เ น ะ นำ ส ถ า น ที่
วงศ์เทวัญ (ราชวงศ์อสัญแดหวา)
ราชวงศ์อสัญแดหวาสืบเชื้อสายมาจากท้าวปะตาระกาหลาซึ่งเป็นเทวดา*
ท้าวปะตาระกาหลามีพระราชโอรส ๔ พระองค์ คือ ท้าวกุเรปัน ท้าวดาหา ท้าว
กาหลัง และท้าวสิงหัดส่าหรี ทุกพระองค์ต่างเป็นกษัตริย์ปกครองนคร ๔ นคร
ตามชื่อของตนเอง เนื่องจากเป็นวงศ์เทวัญที่สืบเชื้อสายมาจากเทวดา ราชวงศ์
อสัญแดหวาจึงเป็นราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนชวาทั้งในด้านเกียรติยศ
และศักดิ์ศรี สังเกตว่าตัวละครของราชวงศ์นี้จะใช้คำนำหน้าว่า ‘ระเด่น’ ส่วนราช
วงศ์อื่นๆ ที่มีศักดิ์ต่ำกว่าจะใช้คำนำหน้าว่า ‘ระตู
เมืองกุเรปัน
ปกครองโดยท้าวกุเรปัน เบื้องต้นท้าวกุเรปันและลิกูมีโอรสชื่อกะหรัดตะปาตี
(เป็นพี่ชายต่างแม่ของอิเหนา) ต่อมาท้าวกุเรปันก็มีโอรสกับประไหมสุหรี
(นิหลาอรตา) อีกสองคน คนแรกคือ ‘อิเหนา’ ซึ่งเป็นหนุ่มรูปงาม เจ้าชู้ คารมดี
มีความสามารถในการรบ อิเหนามี ‘กริชเทวา’ อาวุธวิเศษคู่กายที่ท้าวปะตา
ระกาหลา (ปู่) ประทานให้ตอนเกิด ชื่ออื่น ๆ ของอิเหนา เช่น ระเด่นมนตรี มิ
สาระปันหยี (เป็นชื่อในวงการโจรป่า) นอกจากนี้อิเหนายังมีน้องสาวชื่อวิยะดา
(เกนหลง) อีกคนหนึ่งด้วย โดยท้าวกุเรปันได้หมั้นหมายอิเหนาไว้กับบุษบา
แห่งเมืองดาหา และหมั้นหมายวิยะดาไว้กับสียะตราแห่งเมืองดาหาตาม
ธรรมเนียมของวงศ์เทวัญ
เมืองดาหา
ปกครองโดยท้าวดาหา ซึ่งท้าวดาหาและประไหมสุหรี (ดาหราวาตี) มีธิดา
องค์โตผู้เลอโฉมคือบุษบา (อุณากรรณ) และสียะตรา (ย่าหรัน) เป็นโอรสคน
เล็ก ในอิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิงนี้ เมื่อมีศึกชิงตัวบุษบามาประชิดเมือง ท้าว
ดาหาได้ขอความช่วยเหลือจากวงศ์เทวัญทั้ง ๓ เมือง ให้มาช่วยรบ อิเหนาจึง
ต้องยกทัพมาช่วยท้าวดาหา (อา) เพราะถ้าไม่ยกทัพมาช่วยอา ท้าวกุเรปันขู่ว่า
จะตัดพ่อตัดลูกทันที
เมืองกาหลัง
ปกครองโดยท้าวกาหลัง ท้าวกาหลังมีธิดาสองคนคือสะการะหนึ่งหรัดและ
บุษบารากา* ในศึกกะหมังกุหนิงครั้งนี้ ท้าวกาหลังไม่มีโอรสจึงส่งตำมะหงงและ
ดะหมังซึ่งเป็นเสนาบดีตำแหน่งใหญ่มาช่วยรบแทน *ภายหลังบุษบารากาได้คู่
กับกะหรัดตะปาตีแห่งเมืองกุเรปันและสะการะหนึ่งหรัดคู่กับสุหรานากง
เมืองสิงหัดส่าหรี
ปกครองโดยท้าวสิงหัดส่าหรี ท้าวสิงหัดส่าหรีและประไหมสุหรีมีโอรสคือสุหรา
นากง และมีธิดาคือจินดาส่าหรี
วงศ์ระตู (ราชวงศ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่วงศ์เทวัญ)
เมืองหมันหยา
เมืองหมันหยาเป็นวงศ์ระตูที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวงศ์เทวัญมากที่สุด
เมืองกะหมังกุหนิง
ระตูกะหมังกุหนิงผู้ครองเมืองกะหมังกุหนิงมีโอรสหัวแก้วหัวแหวนองค์หนึ่งคือ
‘วิหยาสะกำ’ ระตูกะหมังกุหนิงรักลูกชายมาก ๆ รู้ว่าการออกศึกครั้งนี้อาจถึง
ตาย แต่เพื่อความต้องการของลูกชายก็ยอมออกรบ ระตูกะหมังกุหนิงมีพี่น้อง
ที่มาช่วยทำศึกในครั้งนี้คือระตูปาหยัง และระตูปาหมัน
เมืองจรกา
ปกครองโดยระตูจรกาผู้มีหน้าตาอัปลักษณ์ แต่จรกาก็ยังใฝ่ฝันอยากมีมเหสี
ที่งดงามหมดจด ถึงขั้นสั่งให้จิตรกรออกเดินทางวาดภาพสาวงามทั่วแผ่นดินชวา
มาให้ตนเลือก จนจรกาได้เห็นรูปวาดของบุษบาก็หลงใหล
เมืองปักมาหงัน
ปกครองโดยระตูปักมาหงัน และโอรสคือสังคามาระตา สังคามาระตาสนิท
กับอิเหนาซึ่งในศึกกะหมังกุหนิงครั้งนี้สังคามาระตาก็มาช่วยอิเหนาออกรบ และ
เป็นผู้สังหารวิหยาสะกำ
เ รื่ อ ง ย่ อ
ในแผ่นดินชวา มีกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่สืบเชื้อสายมาจากวงศ์เทวัญ
(เทวดา) ๔ พระองค์ ได้แก่ ท้าวกุเรปัน ท้าวดาหา ท้าวกาหลัง และท้าวสิงหัด
ส่าหรี ทุกพระองค์ต่างเป็นกษัตริย์ปกครองนคร ๔ นครตามชื่อของตนเอง ท้าว
กุเรปันมีโอรสรูปงามนามว่า ‘อิเหนา’ ส่วนท้าวดาหาก็มีพระธิดาคือ ‘บุษบา’
ผู้ทรงโฉม ตามประเพณีของกษัตริย์วงศ์เทวัญ ท้าวกุเรปันและท้าวดาหาจึง
ตุนาหงัน
(หมั้นหมาย) อิเหนาและบุษบาไว้ตั้งแต่เกิด
แต่เมื่ออิเหนาโตเป็นหนุ่มอายุ ๑๕ ปีก็ไปพบรักกับจินตะหราวาตี ธิดาของท้าว
หมันหยาที่พบในงานพระเมรุของพระอัยยิกา (ยาย) อิเหนาคลั่งไคล้นางจินตะ
หราวาตีมากจนไม่ยอมกลับบ้านกลับเมือง รวมถึงปฎิเสธการหมั้นหมายกับนาง
บุษบาด้วย ท้าวดาหาจึงโกรธมากและประกาศว่าจะยกบุษบาให้ใครก็ได้ที่มา
สู่ขอ เมื่อระตูจรกาได้ทราบข่าวจึงให้ระตูล่าสำ พี่ชายของตนไปสู่ขอนางบุษบา
ท้าวดาหาก็ต้องยกให้แม้จะไม่เต็มใจนักเพราะจรกานั้นรูปชั่วตัวดำ แต่ในขณะ
เดียวกัน ‘วิหยาสะกำ’ โอรสของท้าวกะหมังกุหนิงตามกวางทอง (องค์ปะตา
ระกาหลาแปลง) ได้พบรูปวาดของนางบุษบา (เป็นภาพที่องค์ปะตาระกาหลา
จงใจให้ภาพที่จรกาสั่งให้ช่างวาดภาพไปวาดนั้นปลิวมาตกในป่าภาพหนึ่งจาก
ภาพที่วาดไว้ 2 ภาพ) ขณะออกประพาสป่าและหลงใหลในตัวบุษบาเป็นอย่าง
มาก ท้าวกะหมังกุหนิงจึงไปสู่ขอนางบุษบาจากท้าวดาหา แต่ก็ถูกปฎิเสธ
เนื่องจากท้าวดาหายกนางบุษบาให้จรกาไปแล้ว ท้าวกะหมังกุหนิงโกรธมากจึง
ยกทัพมาล้อมกรุงดาหาเพื่อชิงตัวนางบุษบา ท้าวดาหาจึงได้ขอความช่วยเหลือ
จากท้าวกุเรปัน ท้าวกาหลัง ท้าวสิงหัดส่าหรี และจรกาให้ยกทัพมาช่วยกันรบ
ท้าวกุเรปันสั่งให้อิเหนามาช่วยรบที่กรุงดาหาและเป็นที่มาของ อิเหนา ตอน ศึก
กะหมังกุหนิง
ซึ่งในท้ายที่สุดอิเหนาก็ยกทัพมากับกะหรัดตะปาตี (พี่ชายคนละแม่) ทำให้
ท้าวดาหาดีใจมากเพราะเชื่อมั่นว่าอิเหนาต้องรบชนะ แต่ด้วยความที่อิเหนาเคย
ทำให้ท้าวดาหาโกรธเรื่องปฏิเสธการแต่งงานกับบุษบาจนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย
ขึ้นมา อิเหนาจึงตัดสินใจสู้รบให้ชนะก่อนแล้วค่อยเข้าไปเฝ้าท้าวดาหา เมื่อท้า
วกะหมังกุหนิงยกทัพมาใกล้ดาหาก็เกิดการต่อสู้กับกองทัพของอิเหนา ในที่สุด
สังคามาระตาก็สังหารวิหยาสะกำ ส่วนอิเหนาสังหารท้าวกะหมังกุหนิงตายใน
สนามรบด้วยกริชเทวา
แต่เรื่องวุ่นวายก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่ออิเหนารบชนะก็ได้เข้าเฝ้าท้าว
ดาหาและได้พบกับนางบุษบา อิเหนาเมื่อได้พบนางบุษบาก็หลงรักนางทันที
และรู้สึกเสียดายมาก จากที่ก่อนหน้านี้อิเหนามีความเห็นว่า ความหลงใหลใน
ตัวบุษบาของจรกาและวิหยาสะกำนั้นนำไปสู่การสู้รบแย่งชิงนางบุษบา ซึ่งเป็น
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย แต่เมื่อได้พบนางบุษบาอิเหนาก็กลับหลงรักนางเสียเอง
แถมยังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้นางบุษบามาครองจนนำไปสู่ความ
วุ่นวายต่าง ๆ และเหตุการณ์นี้ก็เป็นที่มาของสำนวน ‘ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง’
ส รุ ป ข้ อ คิ ด ที่ ไ ด้ จ า ก เ รื่ อ ง
1. ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
2. การต่อสู่กันต้องใช้ไหวพริบและความสามารถในการรบ
3. สงครามนำมาซึ่งหายนะ
4. แสดงให้เห็นความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อที่มีต่อลูก
5. ไม่ควรรักลูกมากเกินไป
ประโยชน์และคุณค่า
1. บทบรรยายเล่าเรื่องกระชับ เดินเรื่องเร็ว บรรยายให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ และ
แสดงอารมณ์ของตัวละคร
2. บทพรรณนาถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างละเอียด ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ
ชัดเจน
3.บทครวญนิราศแสดงอารมณ์ทุกข์โศกของตัวละครที่ต้องพลัดพรากจากผู้ที่
เป็นที่รัก
4. ความเปรียบสื่อความได้ชัดเจนทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ
5. โวหารโต้ตอบคมคาย
6. การเล่นคำด้วยคำพ้องเสียง มาเรียงร้อยให้เข้ากัน