The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ลายลักษณ์อักษรไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ssave330, 2022-01-27 04:46:08

ลายลักษณ์อักษรไทย

ลายลักษณ์อักษรไทย

คคำำนนำำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(eBook) เล่มนี้ ทางผู้จัดทำได้รับมอบ
หมายจากอาจารย์ศิ ริธร นรสิทธิ์ ให้จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการเรียน
การสอนในรายวิชาประวัติศาสตร์สากล(ส31104) ซึ่งคณะผู้จัดทำได้
ไปสื บค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ ตและหนั งสื อต่างๆหลังจากนั้ นได้นำ
มารวบรวม วิเคราะห์แล้วเรียบเรียงใหม่โดยจัดทำเป็นหนังสือ
อิเล็กทรอนิ กส์ เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน

อนึ่ ง ทางผู้จัดทำขอขอบคุณอาจารย์ศิ ริธร นรสิทธิ์ที่มอบ
โอกาสและให้คำแนะนำพวกเราได้ทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ จน
สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งทำให้คณะผู้จัดทำได้เรียนรู้รับเกี่ยวกับ
ประวัติความเป็นมาของลายลักษณ์อักษรไทย คณะผู้จัดทำหวังเป็น
อย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ
ศึ กษาค้นคว้าต่อไป

ผู้จัดทำ

กร

สสาารรบบััญญ

อักษรไทยสมัยสุโขทัย 1
ประการแรก 2
ประการที่ ๒ 2
ประการที่ ๓ 2
สระ 4
วรรณยุกต์ 4
อักษรไทยสมัยอยุธยา 5
อักษรไทยสมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์ 5
การพัฒนาตัวหนั งสือไทยในระยะหลัง 9
โครงสร้างของตัวหนั งสือไทย 11
ตัวพิมพ์ไทย 11

อักษรไทยสมัยสุโขทัย 1

ภาษาเขียนของคนไทยเกิดขึ้นหลังจากที่คนไทยสร้าง
เมืองของตนเองขึ้นแล้ว คือ สุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๖ พ่อขุน
รามคำแหงกษัตริย์องค์ที่ ๓ ของเมืองสุโขทัยเมื่อประมาณ ๗๐๐ ปี
ที่แล้วมา เมืองสุโขทัยของคนไทยนับว่า เป็นเมืองใหม่ในย่านเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้านั้นชนชาติอื่นๆ รอบด้าน มีการรวมตัว
กันเป็นเมืองอยู่ก่อนแล้ว และที่เป็นเมืองแล้ว ต่างก็มีภาษาเขียน
เป็นของตนเองทั้งสิ้น เมืองเขมร เมืองมอญ เมืองพม่า
ล้วนมีภาษาเขียนของตนเองก่อนคนไทย ในยุคนั้น และก่อนหน้านั้น เท่าที่ปรากฏในอินเดีย ลังกา
และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจารึกเรื่องของการปกครองเมือง ศาสนา และประชาชน นับเป็น
ประเพณีนิยมของกษัตริย์ทั่วไป เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นปกครองเมือง เมื่อมีการทำสงคราม การ
ทำบุญครั้งใหญ่ หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เกิดขึ้นในเมือง ก็เป็นประเพณีของกษัตริย์ที่จะทรง
บันทึกเรื่องราวไว้ในอินเดีย และลังกา มีการเก็บบันทึกจารึกต่าง ๆ ทั้งของวัดและกษัตริย์นับได้เป็น
จำนวนแสน ประเพณีการจารึกเรื่องราวนี้ ได้แพร่หลายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย และใน
ย่านนี้จารึกโบราณมีทั้งภาษาบาลีสันสกฤต และต่อมาก็มีจารึกเป็นภาษาของคนพื้นเมืองด้วย คน
ไทยคงจะใช้ตัวอักษรอื่น ที่ใช้แพร่หลายกันอยู่ในย่านนั้นมาก่อน ซึ่งมีทั้งอักษรมอญ และขอม แต่
เมื่อคนไทยมีเมืองเป็นของตนเอง มีกษัตริย์ไทยเองแล้ว แรงผลักดันที่จะต้องมีตัวอักษรของตนเอง
เพื่อบันทึกเรื่องราวของกษัตริย์ และเมืองตามประเพณีอยู่ในขณะนั้น ก็ย่อมเกิดขึ้น การใช้ภาษาของ
ไทยเองย่อมจะทำให้เมืองไทยมีฐานะเท่าเทียมกับเมืองอื่น ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เราอาจนับว่า การ
เป็นเมือง และประเพณีการจารึกเรื่องราวของกษัตริย์และเมือง เป็นแรงผลักดันสำคัญ ที่ทำให้เกิด
การประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น แม้ว่าอักษรไทยที่ปรากฏในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ซึ่งถือกันเป็นหลัก
ฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นการจารึกอักษรไทยครั้งแรกนั้น ได้ใช้พยัญชนะไม่ครบทั้ง ๔๔ ตัว คือ
มีเพียง ๓๙ ตัว ขาดตัว ฌ ฑ ฒ ฬ และ ฮ ไม่ครบชุดพยัญชนะเหมือนที่ใช้สอนวิชาภาษาไทยใน
โรงเรียนในปัจจุบัน แต่เราก็อาจสันนิษฐานว่า ระบบภาษาเขียน ในขณะนั้นมี จำนวนพยัญชนะ ไม่
เท่ากับในปัจจุบัน ด้วยเหตุผล ๓ ประการ คือ

ประการแรก 2

จารึกหลักที่ ๒ และจารึกยุคต่อๆ มาใช้ตัวอักษรอีก ๔ ตัว ที่ไม่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑

และถึงแม้เราจะไม่พบตัวอักษร "ฮ" ในศิลาจารึกในยุคต่อๆ มา ก็เป็นที่เชื่อได้ว่า "ฮ" มีอยู่แล้วใน

ระบบ

ประการที่ ๒

คือ ภาษาเขียนนั้นประดิษฐ์ขึ้นเป็นระบบ ให้มีอักษรสูงทุกตัวคู่กับอักษรต่ำ "ฮ" มีขึ้น เพื่อคู่

กับ "ห"

ประการที่ ๓

คือ "ฮ" เป็นอักษรที่มีที่ใช้น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับอักษรอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำใน

ภาษาสมัยโบราณ แม้ในขณะที่เขียนเรื่องภาษาอยู่นี้ ถ้าเราไม่กล่าวถึงตัว "ฮ" โอกาสที่เราจะใช้คำที่

เขียนด้วยตัว "ฮ" แทบจะไม่มีเลย และเพราะเหตุนี้จึงไม่น่าที่จะมีการคิดเพิ่มอักษร "ฮ" ขึ้นภายหลัง

เพราะไม่มีความจำเป็นในการใช้

ในบรรดาตัวอักษร ๔๔ ตัวที่มีมาแต่สมัยโบราณ มีอยู่ ๒ ตัวที่เราเลิกใช้ไปแล้ว คือ ฃ (ขอ

ขวด) และ ฅ (คอคน) ที่เราเลิกใช้ไปโดยปริยาย ก็เพราะเสียง ๒ เสียงนี้ เปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็น

เสียงเดียวกับ ข และ ค ตามลำดับ ในภาษาไทยกลางเมื่อเราออกเสียง "ฃ" เป็น "ข" ก็เป็นธรรมดาที่

เราจะไม่ทราบว่า คำโบราณใดบ้างที่เคยออกเป็นเสียง "ฃ" เวลาเขียนเราจึงไม่สามารถเลือกใช้ได้ถูก

ซึ่งทำให้เราเลิกใช้ไปในที่สุด แต่ทั้งเสียง "ฃ" และ "ข" นี้ ยังมีใช้อยู่ในภาษาไทถิ่นอื่น คือ ในภาษาไท

ขาว ในเวียดนาม และตัวเขียนสำหรับ ๒ เสียงนี้ ก็ต่างกันด้วยในภาษาไทขาว

เสียง "ข" และ "ฃ" เป็นเสียงที่มีใช้อยู่ในภาษาไทยสมัยสุโขทัยศิลาจารึก
สุโขทัยหลักที่ ๑ จึงได้มีการคิดอักษรแทนเสียง ๒ เสียงนี้ขึ้นในขณะนั้น
และในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ใช้คำที่เขียนด้วยทั้ง "ข" และ "ฃ"
หลายครั้งอย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือ คำใดที่เขียนด้วย "ฃ" เมื่อใช้ซ้ำอีกก็
ใช้ "ฃ" ดังเดิม เช่น คำว่า ฃุน ฃึ้น และเฃา และการใช้อักษร ๒ ตัวนี้ก็ไม่
ปะปนกันเหมือนในจารึก หรือการเขียนอื่นๆ

ประการที่ ๓(ต่อ) 3

ที่สำคัญมีนักภาษาศาสตร์นำคำที่ใช้เขียนด้วย "ข" และ "ฃ" ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ไปเปรียบ

เทียบกับภาษาไทถิ่นอื่นๆ เช่น ไทขาวก็พบว่า เป็นคำที่ใช้เสียงประเภทเดียวกัน และแยกเสียง "ข"

และ "ฃ" เหมือนกัน เพราะคำเหล่านี้เป็นคำที่เป็นมรดกตกทอดมาจากภาษาไทโบราณเก่าแก่ ตั้งแต่

ยังไม่มีอักษรเกิดขึ้น ภาษาไทถิ่นต่างๆ ยังใช้คำเหล่านี้อยู่ แต่ว่าเสียงที่ใช้ในคำเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป

แล้วในหลายถิ่น อันที่จริงเราสามารถเห็นร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุค

หลังศิลาจารึกหลักที่ ๑ กล่าวคือ การใช้ "ข" และ "ฃ" เริ่มไม่สม่ำเสมอ คำๆ เดียวกันบางครั้งก็เขียน

ด้วย "ข" บางครั้งก็เขียนด้วย "ฃ" แสดงว่า ผู้เขียน หรือผู้จารึกเริ่มแยกเสียง ๒ เสียงนี้ไม่ออก เสียง

ทั้งสองอาจเริ่มฟังเหมือนกัน เราต้องไม่ลืมว่า ในสมัยสุโขทัยไม่มีโรงเรียนสอนภาษา หรือพจนานุกรม

ที่ผู้ใช้ภาษาอาจใช้อ้างอิงได้ แต่การเขียนแทนเสียงต้องมาจากการฟังและได้ยินเสียงที่ต่างกัน จึงจะ

เขียนด้วยอักษรที่ต่างกัน แม้สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์มีหลักฐานที่แสดงว่า เสียง "ฃ" ได้

หายไปแล้วโดยสิ้นเชิง แต่ยังมีผู้ใช้ "ฃ" เพราะว่า เป็นตัวอักษรที่มีอยู่ กล่าวคือ คำหนึ่งๆ ใช้เขียนได้

ทั้ง ๒ แบบ และที่ใช้ "ฃ" เขียนนั้น บางคำก็มาจากภาษาเขมร บางคำก็มาจากภาษาบาลี

วอย่างการใช้อักษร ๒ ตัวนี้ปะปนกัน แสดงว่า เสียงได้

เปลี่ยนไปแล้ว ผู้เขียนยุคหลังศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑

ไม่มีความรู้ว่า คำใดเคยเขียนด้วย "ฃ" จึงเขียนไม่ได้ หรืออีก

นัยหนึ่งก็คือ ผู้ใช้ภาษาไทยยุคอื่นไม่มีทางทราบได้ และไม่มี

หลักยึดว่า คำใดควรเขียนด้วย "ข" หรือ แต่ในยุคของศิลา

จารึก ตัวหลักที่ ๑ เสียงทั้ง ๒ นี้ยังต่างกันอยู่ ผู้จารึกจึงเขียนได้ และคำเหล่านี้ เมื่อนักภาษาสมัยใหม่

ตรวจสอบกับคำภาษาไทถิ่นอื่น ตามหลักการทางภาษาศาสตร์ ก็ปรากฏว่า "ฃ" เป็นคำที่ใช้เสียง "ข"
และ "ฃ" มาก่อนจริง ตัวอักษร "ฃ" จึงใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ มีขึ้นก่อนที่
เสียง "ฃ" จะเปลี่ยนแปลงไปในสมัย สุโขทัยยุคต่อมา สมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์

โดยสรุปในแง่ของพยัญชนะที่ประดิษฐ์ขึ้น ในสมัยสุโขทัยก็คือ มีจำนวน ๔๔ ตัวอักษร เท่าที่
ปรากฏในสมัยปัจจุบัน แต่การเขียนตัวอักษรได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

สระ 4

การเขียนสระในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ต่างจากการเขียนสระในสมัยปัจจุบันมาก ทั้งรูป
ร่างสระ และวิธีการเขียน กล่าวคือ สระเขียนอยู่ในบรรทัดเช่นเดียวกับพยัญชนะ แต่ในสมัยสุโขทัย
ยุคต่อมา ได้กลับไปเขียนแบบให้มีสระอยู่รอบๆ พยัญชนะ คือ มีทั้งที่เขียนข้างหน้าข้างบน ข้างหลัง
และข้างล่าง พยัญชนะที่เกี่ยวข้อง การเปลี่ยนนี้คงให้เหมือนกับระบบภาษาเขียนอื่น ที่คนไทยสมัย
นั้นใช้อยู่ก่อน และมีความเคยชินด้วย นอกจากเรื่องตำแหน่งแล้ว วิธีเขียนสระก็ต่างไปคือ สระอัว
ในหลักที่ ๑ ใช้ วว ในคำที่ไม่มีเสียงสะกด เช่น หวว "หัว" ตวว "ตัว" ถ้ามีตัวสะกดก็ใช้ "ว" ตัวเดียว
เช่นเดียวกับในปัจจุบัน เช่น สวน แสดงว่ายังไม่มีการใช้ไม้หันอากาศ เพราะเสียง "ะ" ในคำที่มีตัว
สะกดก็ใช้พยัญชนะสะกดซ้ำ ๒ ตัว เช่น มนน "มัน" แต่ในสมัยสุโขทัยยุคต่อมา ก็มีการใช้ไม้หัน
อากาศ ส่วนสระเอียใช้เขียนเป็น "ย" เช่น วยง "เวียง" สยง "เสียง" โดยภาพรวมแล้ว สระที่มีการ
เขียนเป็นตัวอักษรแทนเสียง มีจำนวนเท่ากับสระในปัจจุบัน
วรรณยุกต์

รูปวรรณยุกต์ที่ใช้เขียนกำกับในยุคสุโขทัย มีเพียง ๒ รูป คือ ไม้เอก และไม้โท แต่ไม้โทใช้
เป็นเครื่องหมายกากบาทแทน สิ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับรูปวรรณยุกต์คือ ไม่ใช่ตัวอักษรแทนเสียง ใน
ทำนองเดียวกับตัวพยัญชนะและสระ เพราะไม้เอกไม่ได้กำกับเฉพาะคำที่มีเสียงเอกเท่านั้น ใน
ทำนองเดียวกันไม้โทก็ไม่ได้กำกับเสียงโทเท่านั้น แต่เสียงวรรณยุกต์เปลี่ยนไปตามลักษณะ
พยัญชนะ ต้นของคำ คือ ไม้เอก บอกเสียงเอกในคำที่ขึ้นต้น ด้วยอักษรสูงและกลาง แต่บอกเสียง
โทในคำที่ขึ้น ต้นด้วยอักษรต่ำ และไม้โท บอกเสียงโทในคำที่ มีพยัญชนะต้นเป็นอักษรสูงและ
กลาง แต่บอก เสียงตรีในคำที่ขึ้นต้นด้วยอักษรต่ำแสดงว่า รูปวรรณยุกต์ไม่ได้ใช้แทนเสียงหนึ่ง
เสียงใดโดยเฉพาะ แต่ใช้บอกความต่างกันของเสียงเท่านั้น ซึ่งน่าจะหมายความว่า รูปวรรณยุกต์
แบบนี้สร้างขึ้น เพื่อให้ใช้ผันเสียงวรรณยุกต์กับอักษรสูง กลาง ต่ำ ใช้ แสดงความแตกต่างกัน และ
จะใช้กับเสียงวรรณยุกต์ในถิ่นใดก็ได้ และคงเป็นเพราะรูปวรรณยุกต์ มิได้ใช้แทนเสียงวรรณยุกต์
ใดวรรณยุกต์หนึ่งนี้เอง ที่ทำให้จารึกในยุคหลังๆ ไม่ใช้วรรณยุกต์กำกับ เลยก็มี

5

อักษรไทยสมัยอยุธยา

รูปแบบตัวหนังสือไทย ได้มีการพัฒนามาตามลำดับ ในสมัยอยุธยาช่วงหลังถือว่าใน
รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นยุคทองของกรุงศรีอยุธยา มีความเจริญสูงสุดในทุกด้าน
ตำราต่าง ๆ เกี่ยวกับภาษาไทย ได้อ้างลักษณะตัวหนังสือไทยสมัยนี้ให้ดูเป็นหลัก ลักษณะรูปร่างตัว
หนังสือไทย ได้พัฒนามาจนเป็นแบบใกล้เคียงกับตัวหนังสือที่ใช้เขียนในปัจจุบันการพิมพ์หนังสือไทย

เริ่มมีขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช เมื่อปี พ.ศ.๒๒๐๕ โดยมิชชันนารีคาทอ
ลิคฝรั่งเศส ได้มีการพิมพ์คำสอนทางคริสตศาสนา เป็นภาษาไทย จำนวน ๒๖ เล่ม หนังสือ
ไวยากรณ์ไทยและบาลี ๑ เล่ม และพจนานุกรมไทยอีก ๑ เล่ม มีการตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่เมืองลพบุรี

อักษรไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ในสมัยตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์และก่อนหน้านั้น ก่อนจะมีการนิยมเขียนหนังสือบน
กระดาษฝรั่ง การเขียนหนังสือไทย ได้ยึดหลักเขียนใต้เส้นบรรทัด โดยถือเอาด้านบนของตัวหนังสือ
ไปชนด้านล่างของเส้นบรรทัด เลียนแบบการเขียนหนังสือของอินเดีย การปรับตัวหนังสือไทย ให้เป็น
ตัวพิมพ์สำหรับใช้พิมพ์ ทำให้เกิดรูปแบบตัวหนังสือไทยอีกแบบหนึ่ง ที่มีความสวยงามและอ่านง่าย

6

อักษรไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์(ต่อ)

พระองค์ได้รับยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งการพิมพ์ไทย
ทรงจัดให้มีการสร้างตัวพิมพ์ไทย ที่เป็นต้นแบบของตัวพิมพ์
ธรรมดา ซึ่งใช้พิมพ์หนังสือกัน ทรงให้สมเด็จพระสังฆราช (สา) คิด
วิธีให้เอาตัวหนังสือไทย มาใช้เขียนภาษาบาลี ทรงให้จัดพิมพ์
หนังสือราชกิจจานุเบกษาขึ้น นับเป็นวารสารราชการฉบับแรก

ได้มีการจัดพิมพ์ในประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๐๑ นอกจากนั้นยังได้มีพระ
ราชดำริที่จะดัดแปลงอักษรไทย และวิธีการเขียนหนังสือไทยใหม่ เพื่อให้สะดวกแก่การใช้เขียน
ใช้พิมพ์ ทรงคิดที่จะเอาตัวพยัญชนะ และสระ ให้มาอยู่ในบรรทัดเดียวกัน โดยเรียงสระอยู่
หลังพยัญชนะ เช่นอักษรยุโรป ทรงเรียกอักษรที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นมาว่า อักษรอริยกะ แต่ไม่
ประสบผลสำเร็จ ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากรูปตัวหนังสือเปลี่ยนรูปร่างออกไปจากอักษร
ไทยเดิมมาก ไปเลียนแบบรูปร่างอักษรโรมัน

ในรัชสมัยของพระองค์ หลวงสารประเสริฐ (น้อย อาจารยางกูร) ได้แต่งแบบสอน
หนังสือไทยขึ้นมาชุดหนึ่ง คือ มูลบทบรรพกิจ วาหนิติ์กร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์
พิจารณ์ พิศาลการันต์ อนันตวิภาค เขมรรากษรมาลา นิติสารสาธก และปกีรณำ ทำให้มีการ
กำหนดหลักเกณฑ์ในภาษาไทย และอักษรไทยขึ้น

หลวงสารประเสริฐได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็นพระยาศรีสุนทรโวหาร และได้ปรับปรุง
ตำราสอนภาษาไทยที่แต่งไว้เดิม ให้เหลือเพียงหกเล่มแรก เรียกว่า ชุดตำราเรียนหลวง
เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๕ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ทรงควบคุมรับผิดชอบการศึกษา เห็นว่าชุดตำรา
เรียนหลวงยาวเกินไป ต้องเรียนนานเกินไป จึงทรงนิพนธ์แบบเรียนเร็วขึ้น ๓ เล่ม ในการนี้ได้
ให้ชื่อตัวอักษรไทยทุกตัว เพื่อให้จำได้ง่าย ดังที่ปรากฏมาจนถึงปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง ฮ.นก
ฮูก เป็นชื่อมาตรฐานที่ใช้กันเป็นแบบเดียวกัน นับว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด ไม่มีหนังสือชาติใด
ที่คิดทำแบบนี้ เพราะถึงจะมีอยู่บ้างก็ไม่เป็นมาตรฐานทั่วไป ต่อจากนั้นยัง ได้มีการเอาชื่อตัว
อักษรเหล่านั้นมาประดิษฐ์เป็นคำร้อยกรองประกอบ เพื่อให้จดจำง่ายขึ้นทั้งตัวอักษรแต่ละตัว
และลำดับตัวอักษรตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น ก. ไก่เอ๋ย ข. ไข่มาหา ฃ. น้องชาย ควายเข้านา ฅ โสภา

7

อักษรไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์(ต่อ)

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๖ หมอบรัดแลย์ ได้จัดพิมพ์หนังสือ อักขราภิธานศรับท์ เป็นหนังสือ
พจนานุกรมเล่มแรกของไทย ใช้ตัวพิมพ์ไทยที่ได้พัฒนาแล้ว มีคำทั้งหมดประมาณ ๔๐,๐๐๐ คำ
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๖ กรมศึกษาธิการได้ให้ขุนประเสริฐอักษร (แพ ตาละลักษณ์) จัดทำ
พจนานุกรมของทางราชการขึ้นเป็นครั้งแรก

การรวบรวมคำไทยเพื่อจัดพิมพ์ ได้เคยมีผู้รวบรวมก่อนและหลังหมดบรัดเลย์อยู่บ้าง
พอประมวลได้ดังนี้

พ.ศ.๒๓๘๙ มิชชันนารี เทเลอร์ โจนส์ ได้รวบรวมคำไทย และจัดทำคำแปลเป็น
ภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้ตีพิมพ์

พ.ศ.๒๓๙๗ สังฆราชปัลเลอกัวซ์ ได้รวบรวมคำไทย แล้วทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ
ฝรั่งเศษ และภาษาลาติน ตีพิมพ์ที่ปารีส ให้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า สัพพะพจนะพาสาไทย

พ.ศ. ๒๔๓๙ บาทหลวง เวย์ ได้แก้ไขเพิ่มเติม สัพพะพจนะพาสาไทย แล้วจัดพิมพ์
ใหม่ให้ชื่อว่า ศริพจน์ภาษาไทย รวบรวมคำไทยได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คำ ทั้งที่ใช้พูดอยู่ และที่
ไม่ได้ใช้

พ.ศ.๒๔๓๔ นาย อี.บี มิชเชล ที่ปรึกษาทางกฎหมายของไทย ได้รวบรวมคำไทยทำ
พจนานุกรม ชื่อว่า ลิปิกรมายนภาษาไทย แปลเป็นภาษาอังกฤษ กล่าวว่ามีคำไทยที่ใช้พูดกันอยู่
ในสมัยนั้น ประมาณ ๑๔,๐๐๐ คำ แต่หนังสือฉบับนี้ได้คัดเลือกมาเพียง ๘,๐๐๐ คำ

หนั งสื ออักขราภิธานศรับท์ ขุนประเสริฐอักษร

8

อักษรไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์(ต่อ)

พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้า ฯ ทรงปราดเปรื่องในทางภาษาศาสตร์อย่างยิ่ง
พระองค์ได้ทรง พระราชนิพนธ์หนังสือวรรณคดี สารคดี ไว้มากยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์
ใด ในประวิติศาสตร์ไทย จนทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น พระมหาธีรราชเจ้า

พระองค์ได้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา กำหนดให้ประชาชนทุกคนต้องเรียน
หนังสือ กรมศึกษาธิการ ได้เรียบเรียงตำราไวยากรณ์ไทยขึ้นเป็นแบบเรียน โดยตั้งกำหนดกฎ
เกณฑ์ทางไวยากรณ์ขึ้น สำหรับภาษาไทย โดยอาศัยเทียบเคียงกับกฎเกณฑ์ของภาษาอังกฤษ
และชาติในยุโรปเป็นหลัก ต่อมาพระยาอุปกิตศิลปสาร (เพิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้แก้ไขปรับปรุง
เสียใหม่ เพื่อให้สะดวกแก่การศึกษา เรียกว่าวิชาหลักภาษาไทย จัดทำเป็นหนังสือ ๔ เล่มชุด
คือ อักขระวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณ์ ซึ่งถือเป็นตำราหลัก ใช้มาจนถึง
ปัจจุบันนี้

ภาษาไทยแต่เดิม เป็นภาษาที่ไม่มีไวยากรณ์ การเขียนหนังสือไทยยุคโบราณ ไม่ได้
กำหนดหลักเกณฑ์แน่นอน การสะกดการันต์ก็เขียนกันตามสะดวก มาในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้
มีการกำหนดหลักเกณฑ์มาตามลำดับ ต่อมาเมื่อได้ตั้งราชบัณฑิตยสถานขึ้น และให้รับผิดชอบใน
การจัดทำพจนานุกรม คำศัพท์ในพจนานุกรม จึงเป็นแม่แบบที่ถูกต้อง
พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้า ฯ ได้ทรงเห็นข้อบกพร่องในการเขียนหนังสือไทย ดังนั้น เมื่อปี
พ.ศ. ๒๔๖๐ จึงได้ทรงดำริจะแก้ไขวิธีการเขียนหนังสือไทยให้รัดกุม หัวข้อเรื่องที่พระองค์เห็นว่า
ควรจะได้ปรับปรุงแก้ไขมีอยู่ ๕ ประการด้วยกัน คือ

๑. วิธีเขียนสระ ซึ่งเขียนไว้ในที่ต่าง ๆ กัน ทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน และข้างล่าง
พยัญชนะ ทำให้ผู้เรียนใหม่ฉงน

๒. สระผสม เป็นการผสมตามใจชอบ โดยมิได้คำนึงถึงเสียงจริง จึงต้องใช้วิธีจำ
เอาโดยตรง ยากที่จะเข้าใจได้

๓. ตัวพยัญชนะเปล่า ไม่มีสระกำกับอยู่ ก็สามารถอ่านออกเสียงได้ เป็นเสียงอะก็มี
ออก็มี ทำให้เป็นข้อฉงนได้ เช่น ปฐม ออกเสียง อะ บดี ออกเสียง ออ เป็นต้น

อักษรไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์(ต่อ9 )

๔. วิธีใช้พยัญชนะกล้ำ ก็ยากแก่การแก้ไข คือ ไม่ทราบว่าเมื่อใดจะออกเสียงกล้ำ
และเมื่อใดจะไม่ออกเสียงกล้ำ นอกจากนี้การที่เขียนสระไว้หน้า ทำให้ไม่แน่ว่าพยัญชนะตัวที่ ๒
จะกล้ำกับตัวที่ ๑ หรือเป็นตัวสะกด เช่น เขียนว่า "โสน" "จันทโครพ" "เพลา" "โคลน" "อิเหนา"
อาจจะอ่านได้สองอย่าง เป็นต้น

๕. ลักษณะการเขียนหนังสือ จะเขียนถ้อยคำติดกันไปหมด ไม่เว้นระยะคำทุกคำ
อย่างเช่น ลักษณะการเขียนหนังสือของชาวยุโรป ทำให้เป็นที่ฉงน แก่ผู้ที่ไม่ชำนิชำนาญในเชิง
การอ่านหนังสือไทย ในเรื่องนี้ พระองค์ได้ทรงยกตัวอย่างการแก้ไขในข้อ ๕ ก่อน เพราะเป็น
เรื่องที่แก้ไขได้ง่าย

นอกจากความคิดจะปรับปรุงแก้ไขใน ๕ ประการดังกล่าวข้างต้นแล้ว พระองค์ยังทรง
คิดแก้ไขรูปสระของไทยเสียใหม่ เพื่อให้เขียนอยู่บรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะ โดยทรงเอา
ตัวอย่างแบบชาวตะวันตกบ้าง ตามแบบของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชบ้าง และตามแบบขอม
บ้างมาเป็นหลักพิจารณา แต่เนื่องจากพระองค์มีเวลาน้อย ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน แนวพระ
ราชดำริดังกล่าวจึงไม่ประสบผลสำเร็จ
การพัฒนาตัวหนังสือไทยในระยะหลัง

หลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ รูปแบบตัวหนังสือไทย ได้พัฒนามาอยู่ในขั้น
ที่มีสภาพคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงออกไปมาก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้มีการยกเลิกตัว ฃ และ ฅ
คน เพราะปทานุกรมที่กระทรวงธรรมการจัดพิมพ์ออกมาครั้งแรกในปีนี้ ได้เขียนคำอธิบายว่า ตัว
อักษรสองตัวนี้เลิกใช้แล้ว และไม่ได้เก็บคำศัพท์จากตัวอักษรสองตัวนี้ ไว้ในปทานุกรม
ารเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการใช้ตัวหนังสือไทยเกิดขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๕ เมื่อ จอมพล ป.พิบูล
สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการปรับปรุงด้านภาษาและหนังสือหลายประการ ได้มีการตัดตัว
พยัญชนะ และสระที่มีเสียงซ้ำกันออกไป สรุปได้ดังนี้

๑. ตัวอักษรที่มีเสียงซ้ำกัน โดยตัด ฃ ฅ ฆ ฌ ฎ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ และ ฬ ตัดสระ ใ ฤ ฤๅ ฦ
ฦๅ ออกไป ถือว่าตัวหนังสือไม่มีใช้ และไม่กระทบกระเทือนการใช้ภาษาไทย ตัวอักษรที่ตัดออก
ไป ให้ใช้คำที่ออกเสียงพ้องกันที่เหลืออยู่แทน เช่น ส. ใช้แทน ศ ษ น ใช้แทน ณ ด ใช้แทน ฎ ต ใช้
แทน ฏ ท ใช้แทน ฑ ฒ ถ ใช้แทน ฐ ค ใช้แทน ฆ และ ร ใช้แทน ฬ เป็นต้น

10

อักษรไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์(ต่อ)

๒. ตัว ญ โดยทั่วไปใช้ ตัว ย แทน แต่ในกรณีที่ต้องเขียนคำบาลี สันสกฤต ให้ใช้ตัว
ญ ได้ แต่ให้ตัดเชิงตัว ญ ออก เช่น ผู้หญิง เป็น ผู้หยิง ใหญ่ เป็น ไหย่

๓. ตัวกล้ำ ทร ที่ออกเสียง ซ ให้ใช้ตัว ซ แทน เช่น ทราบ เป็น ซาบ ทราย เป็น
ซาย

๔. ตัว ย ที่ อ นำ ให้เปลี่ยนเป็น ห นำ เช่น อย่า อยู่ อย่าง อยาก เป็น หย่า
หยู่ หย่าง หยาก

๕. หลักทั่วไปใช้คำบาลีแทนคำสันสกฤต เช่น กัม ธัม นิจ สัจ แทน กรรม ธรรม
นิตย์ สัตย์ เว้นแต่คำที่ใช้รูปบาลีมีความหมายหนึ่ง และรูปสันสกฤตมีอีกความหมายหนึ่ง ก็ให้
คงใช้ทั้งสองคำ แต่เปลี่ยนรูปการเขียนตามอักษรที่เหลืออยู่ เช่น มายา มารยา วิชชา วิชา
วิทยา กติกา กริสดีกา สัตราวุธ ศาสตราจารย์ วิทยาสาสตร์ สูนย์กลาง

๖. ร หันในแม่ กก กด กบ กม ยกเลิกแล้วให้ไม้หันอากาศแทน เช่น อุปสัค วัธนา
บัพ กัมการ แต่ ร หันในแม่กน ยังคงให้มีใช้ได้ เช่น บรรพบุรุษ สรรค วรรณคดี

๗. คำที่มาจากบาลี ถ้าตัวสะกดมีอักษรซ้ำ หรืออักษรซ้อน ในกรณีตัวหลังไม่มีสระ
กำกับ ให้ตัดตัวสะกดตัวหน้าออก เช่น อัตภาพ หัถกัม ทุข อัคราชฑูต รัถบาล เสถกิจ แต่ถ้า
ตัวหลังมีสระกำกับ ไม่ต้องตัดตัวสะกดออก เช่น อัคคี สัทธา

๘. ไม้ไต่คู้ ใช้เฉพาะในกรณีที่ออกเสียงสั้น เช่น เย็บ เบ็ด เห็น ถ้าไม่ใช้อาจมีความ
หมายเป็นอย่างอื่น คำที่มาจากบาลีสันสกฤตก็ไม่ใช้ไม่ไต่คู้ เช่น เบญจ เพชร เวจ คำที่มาจาก
ภาษาต่างประเทศที่จำเป็นให้คงใช้ได้ เช่น เช็ค

๙. คำ กระ ให้เขียน กะ เช่น กระจ่าง กระทิ เป็น กะจ่าง กะทิ
๑๐. คำที่ถอกจากภาษาต่างประเทศ ให้เขียนตามเสียงเป็นหลัก เช่น ตำรวจ เป็นตำ
หรวด กำธร เป็น กำทอน
เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๘๗ ก็ได้ประกาศยกเลิกการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้าง
ต้น และกลับไปใช้หนังสืออย่างเดิมก่อนการเปลี่ยนแปลง

อักษรไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์(ต่อ) 11

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตำราและวิธีการเรียนการสอนได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก
การสอนภาษาไทย ยังใช้แบบเรียนเร็วเล่มต้นของ นายฉันท์ ขำวิไล ต่อมาใช้ของ พระวิภาชน์
วิทยาสิทธิ์ ซึ่งนักเรียนชั้นประถมปีที่ ๑ ยังต้องเรียนตัวพยัญชนะ และสระทุกตัว และหัดผัน
อักษร ผันสระ ผันวรรณยุกต์ ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ กระทรวงศึกษาธิการได้นำการสอนภาษาไทยแบบ
เบสิกมาใช้ แบบเรียนได้เปลี่ยนไป เป็นการสอนให้อ่านเป็นคำ ๆ เป็นเรื่องราว ไม่ได้สอน
พยัญชนะเป็นตัว ๆ และสอนการผันแบบเดิม เป้าหมายการสอนแบบใหม่นี้ยังกำกวมอยู่ ความ
แม่นยำในตัวหนังสือ ในการอ่านและในการเขียนหนังสือไทย เรายังพูดไม่ได้ว่าจะดีกว่าแบบเดิม
เครื่องมือเครื่องใช้ในการเขียนก็เปลี่ยนไปมาก การเปลี่ยนเครื่องมือเขียนทำให้รูปตัวหนังสือ
เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามลายมือที่ถือเป็นทางการในขณะนี้ ถือว่าลายมือไทยที่สวยงาม ใช้เขียน
เป็นลายมือเพื่อเกียรติยศต่าง ๆ ต้องเขียนด้วยตัวอาลักษณ์
ตัวพิมพ์ไทย

ตัวหนังสือไทยได้สร้างเป็นตัวพิมพ์ และจัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในพม่า เมื่อปี พ.ศ.๒๓๕๖
โดยมิชชันนารีอเมริกา ตัวพิมพ์ไทยที่ออกแบบขึ้นมานี้ คงอาศัยเชลยศึกชาวไทยในย่างกุ้ง ที่ถูก
กวาดต้อนไปพม่า ตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐ และได้มีวิวัฒนาการมา
ตามลำดับ การนำตัวหนังสือไทยมาปรับปรุงเป็นรูปตัวพิมพ์ ทำให้รูปตัวหนังสือไทย มีความ
แน่นอนและสวยงามขึ้นตามลำดับ
โครงสร้างของตัวหนังสือไทย
๑. ตัวหนังสือไทยมีเส้นเสมอกันหมด ไม่มีหนา บาง อาจจะเนื่องจากการเขียนหนังสือไทย แต่
เริ่มแรก ใช้โลหะแหลมขูดลงบนศิลา เส้นจึงคมและสม่ำเสมอกัน การจารลงบนใบลานก็ทำนอง
เดียวกัน
๒. ตัวหนังสือไทยมีหัวกลมเกือบทุกตัว หัวกลมนี้ไม่ทราบว่าสร้างขึ้นสมัยใด เพราะลายสือไท ที่
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชประดิษฐ์ขึ้นนั้น ไม่มีหัวกลม อย่างไรก็ตามหัวกลมทำให้หนังสืไทย
สวยงามมากขึ้น อ่านง่ายขึ้น และเป็นเอกลักษณ์พิเศษ ไม่มีหนังสือชาติใดมี หัวกลมเป็นจุดเริ่ม
ต้น ของการเขียนหนังสือไทยแต่ละตัว พยัญชนะไทย ๔๔ ตัว มีเพียงสองตัวเท่านั้นที่ไม่มีหัวกลม
คือ ก และ ธ

ออ้้าางงออิิงง

การพัฒนารูปแบบอักษรไทยอักษรไทย.(2560). thailaws (ออนไลน์). สืบค้นจาก
http://www.thailaws.com/ (23 มกราคม 2565)

อักษรไทยสมัยสุโขทัย.(2560).thailaws (ออนไลน์). สืบค้นจาก http://www.thailaws.com/
(23 มกราคม 2565)

อักษรไทยสมัยอยุธยา.(2560).thailaws (ออนไลน์). สืบค้นจาก http://www.thailaws.com/
(23 มกราคม 2565)

อักษรไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์.(2560).thailaws (ออนไลน์). สืบค้นจาก
http://www.thailaws.com/ (23 มกราคม 2565)

อักษรไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์.(2560).thailaws (ออนไลน์). สืบค้นจาก
http://www.thailaws.com/ (23 มกราคม 2565)

ก่องแก้ว วีระประจักษ์. ๗๐๐ ปี ลายสือไทย (อักษรวิทยาไทยฉบับย่อ). กรุงเทพมหานคร:
กรมศิลปากร

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ.(2563).สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๑๘ / เรื่อง
ที่ ๖ ภาษา และอักษรไทย / อักษรไทยสมัยสุโขทัย(ออนไลน์) สืบค้นจาก
https://www.saranukromthai.or.th/ (23 มกราคม 2565)


Click to View FlipBook Version