สรุปความรู้ภาษา ไทย จัดทำ โดย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยทักษิณ ภาคเรียนที่1 2566 นายจรัณธร ไชยชำ นาญ ม.6/1 เลขที่15
รายงานเล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชวิาภาษาไทยเพื่อให้ได้ศึกษาหาความ รู้ในเรื่อรื่งสำ นวน สุภาษิต ความงามทางวรรณศิลป์และภาษาต่างประเทศในภาษาไทย และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียรีน ผู้จัดทำ หวังวัว่าว่รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือรืนักเรียรีน นักศึกษา ที่ กำ ลังหาข้อมูลเรื่อรื่งนี้อยู่หากมีข้อแนะนำ หรือรืข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ขอน้อมรับ ไว้แว้ละขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย คำ นำ นายจรัณธร ไชยชำ นาญ
สารบัญ สำ นวน สุภาษิต คำ พังเพย หน้า •สำ นวนโวหาร •โวหารภาพพจน์ •รสวรรณคดีไทย 1 2-9 10-14 เรื่อ รื่ ง ความงามทางวรรณศิลป์ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย อ้างอิง 15
สำ นวน สุภาษิต ความหมายของสำ นวนสุภาษิต สำ นวน สำ นวน เป็นคำ กล่าวที่คมคาย กะทัดรัดงดงาม และฟังดูไพเราะจับใจ รวมเนื้อความ ของเรื่อรื่งยาวๆ ให้สั้นลง สำ นวนเป็นคำ กล่าวที่ใช้ถ้อยคำ เพียงเล็กน้อย แต่กินความ หมายลึกซึ้ง สุภาษิต สุภาษิต หมายถึง คำ กล่าวที่ดีงาม เป็นคำ สั่งสอนที่มุ่งแนะนำ ให้ปฏิบัติ ให้ประพฤติดี ประพฤติชอบ หรือรืให้ละเว้นว้ หมวด ก •ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง หมายถึง คนเราจะสวยได้ก็ด้วยการรู้จักแต่งตัว •กินบนเรือรืนขี้รดบนหลังคา หมายถึง คนที่เนรคุณ •กว่าว่ถั่วจะสุกงาก็ไหม้ หมายถึง ช้าเกินการ ได้อย่างเสียอย่าง •กิ้งก่าได้ทอง หมายถึง คนที่ได้ดี ลืมตัว ลืมอดีต •ขิงก็ราข่าก็แรง หมายถึง ต่างฝ่ายต่างแรงด้วยกัน •ขี้ริ้วริ้ห่อทอง หมายถึง ดูภายนอกไม่สวยงามแต่ข้างในมีค่ามาก 1
โวหาร โวหาร หมายถึง วิธีวิธีการเขียนเรียรีบเรียรีงข้อความให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่อรื่ง โวหารที่ใช้ใน การเขียนเรียรีงความ ได้แก่ พรรณนาโวหาร บรรยายโวหาร อุปมาโวหาร เทศนาโวหาร เทศนา โวหาร สาธกโวหารและอธิบายโวหาร 1. พรรณนาโวหาร หมายถึง การเรียรีบเรียรีงข้อความโดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับ บุคคล สิ่งของ ธรรมชาติ สภาพแวดล้อม ตลอดจนความรู้สึกต่างๆของผู้เขียน โดยเน้น ให้ผอู้่ านเกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับผู้เขียน ตัวอย่าง “สมใจเป็นสาวงามที่มีลาแขนขาวผ่องทั้งกลมเรียรีวและอ่อนหยัด ผิวขาว ละเอียดเช่นเดียวกับแขน ประกอบด้วยหลังมืออวบนูน นิ้วเล็กเรียรีว หลังเลบ็ มีสี ดัง กลีบดอกบัวแรกแย้ม” 2. บรรยายโวหาร หมายถึง การเขียนอธิบายหรือรืบรรยายเหตุการณ์ที่เป็น ข้อเท็จจริงริ ตามลาดับเหตุการณ์ เป็นการเขียนตรงไปตรงมา ไม่เยิ่นเย้อ มุ่งความชัดเจน เพื่อใหผู้ อ่านได้รับ ความรู้ ความเข้าใจ เช่น การเขียนเล่าเรื่อรื่ง เล่าเหตุการณ์ การเขียน รายงาน เขียนตาราและเขียนบทความ ตัวอย่าง “ช้างยกขาหน้า ให้ควาญเหยียบขึ้นนั่งบนคอ ตัวมันสูงใหญ่ ใบหูไหว พะเยิบ หญิง บนเรือรืนลงบันไดมาข้างล่าง เธอชู แขนยื่นผ้าขาวม้า และข้าวห่อใบตองขึ้นมา ให้เขา” ความงามวรรณศิลป์ 2
โวหาร 3. อุปมาโวหาร หมายถึงการเขียนเป็นสานวนเปรียรีบเทียบที่มีความคล้ายคลึงกัน เพื่อ ทาให้ผู้อ่านเกดิ ความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยการเปีรยบเทียบสิ่งของที่เหมือนกัน เปรียรีบเทียบโดยโยงความคิดไปสู่อีกสงิ่หนึ่งหรือรืเปรียรีบเทียบข้อความตรงกนัข้ามหรือรื ข้อความที่ขัดแย้งกัน ตัวอย่าง “อันว่าว่แก้วกระจกรวมอยู่กับสุวรรณย่อมได้แสงจบัเป็นเลื่อม พรายคล้าย มรกต ผู้ที่โง่เขลาแม้ได้อยู่ใกล้นักปราชญ์ ก็อาจเป็นคนเฉลียวฉลาดได้ฉัน เดียวกัน” 4. เทศนาโวหาร หมายถึง การเขียนอธิบาย ชี้แจงใหผ้ ู้อ่านเข้าใจ ชี้ให้เห็น ประโยชน์ หรอื โทษของเรื่อรื่งที่กลา่ วถึง เป็นการชักจูงใหผู้อื่นคล้อยตาม เห็นด้วยหรือรืเพื่อ แนะนำ สั่งสอนปลกุใจหรือรืเพื่อให้ข้อคดิคติเตือนใจผู้อา่น ตัวอย่าง “ การทำ ความดีนั้น เมื่อทาแล้วก็แล้วกัน อย่าได้นำ มาคิดถึงบ่อย ราวกับ ว่าว่การทำ ความดีนนั้ ช่างยิ่งใหญ่นัก ใครก็ทำ ไม่ได้เหมือนเรา ถ้าคิดเช่นนั้นความดี นั้นก็จะเหลือเพียงครึ่งรึ่เดียวแต่ถ้าทำ แล้วก็ไม่น่านำ มาใส่อีก คิดแต่จะทำ อะไรต่อไปอีกจึง จะดี จึงจะเป็นความดีทีสมบูรณ์ ไม่ตกไม่หล่น” ความงามวรรณศิลป์ 3 5. สาธกโวหาร หมายถึง การหยิบตัวอย่างมาอ้างอิงประกอบการอธิบายเพื่อสนับสนนุ ข้อความที่เขียนไว้ใว้ห้ผู้อ่านเข้าใจ และเกิดความเชื่อถือ ตัวอย่าง “ อานาจความสัตย์เป็นอำ นาจอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่เพียงแต่จับหัวใจคน แม้แต่สัตว์ ก็ยังมีความรู้สึกในความสัตย์ซื่อ เมื่อกวนอูตายแล้ว ม้าของกวนอูก็ไม่ยอมกินหญ้ากิน นพ และตายตามเจ้าของไปในไม่ช้า ไม่ยอมใหห้ ลงั ของมันสมั ผัสกบั ผอู้ ื่นนอกจาก นายของมัน”
ความงามวรรณศิลป์ 4 ภาพพจน์ 1. อุปมาโวหาร (Simile) อุปมา คือ การเปรียรีบเทียบว่าว่สิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่งโดยใช้คำ เชื่อมที่มีความหมาย เช่นเดียวกับคำ ว่าว่ " เหมือน " เช่น ดุจ ดั่ง ราว ราวกับ เปรียรีบ ประดุจ เฉก เล่ห์ ปาน ประหนึ่ง เพียง เพี้ยง พ่าง ปูน ปู ถนัด ละหม้าย เสมอ กล อย่าง ฯลฯ 2. อุปลักษณ์ ( Metaphor ) อุปลักษณ์ ก็คล้ายกับอุปมาโวหารคือเป็นการเปรียรีบเทียบเหมือนกัน แต่เป็นการ เปรียรีบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง การเปรียรีบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง 3. สัญลักษณ์ ( symbol ) สัญลักษณ์ เป็นการเรียรีกชื่อสิ่งๆหนึ่งโดยใช้คำ อื่นมาแทน ไม่เรียรีกตรงๆ ส่วนใหญ่คำ ที่ นำ มาแทนจะเป็นคำ ที่เกิดจากการเปรียรีบเทียบและตีความ ซึ่งใช้กันมานานจนเป็นที่ เข้าใจและรู้จักกันโดยทั่วไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้ประพันธ์ต้องการเปรียรีบเทียบเพื่อ สร้างภาพพจน์หรือรืมิฉะนั้นก็อาจจะอยู่ในภาวะที่กล่าวโดยตรงไม่ได้ เพราะไม่สมควรจึง ต้องใช้สัญลักษณ์แทน
5 4. บุคลาธิษฐาน ( Personification ) บุคลาธิษฐาน หรือรืบุคคลวัตวับุคคลสมมติ คือการกล่าวถึงสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีชีวิตวิ ไม่มี ความคิด ไม่มีวิญวิญาณ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ อิฐ ปูน ปู หรือรืสิ่งมีชีวิตวิที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น ต้นไม้ สัตว โดยให้สิ่งต่างๆเหล่านี้ แสดงกิริยริาอาการและความรู้สึกได้เหมือนมนุษย์ ให้มี คุณลักษณะต่างๆ เหมือนสิ่งมีชีวิตวิ ( บุคลาธิษฐาน มาจากคำ ว่า บุคคล + อธิษฐาน หมายถึง อธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล ) 5. อธิพจน์ ( Hyperbole ) อติพจน์ หรือรือธิพจน์ คือโวหารที่กล่าวเกินความจริงริเพื่อสร้างและเน้นความรู้สึกและ อารมณ์ ทำ ให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ภาพพจน์ชนิดนี้นิยมใช้กันมากแม้ในภาษาพูด เพราะเป็นการกล่าวที่ทำ ให้เห็นภาพได้ง่ายและแสดงความรู้สึกของกวีไวีด้อย่างชัดเจน 6. สัทพจน์ ( Onematoboeia ) สัทพจน์ หมายถึง ภาพพจน์ที่เลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงดนตรี เสียงสัตว์ เสียง คลื่น เสียงลม เสียงฝนตก เสียงน้ำ ไหล ฯลฯ การใช้ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำ ให้เหมือน ได้ยินเสียงนั้นจริงริๆ ความงามวรรณศิลป์ ภาพพจน์
7. นามนัย ( Metonymy ) นามนัย คือ การใช้คำ หรือรืวลีซึ่งบ่งลักษณะหรือรืคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่ง หนึ่ง คล้ายๆ สัญลักษณ์ แต่ต่างกันตรงที่ นามนัยนั้นจะดึงเอาลักษณะบางส่วนของสิ่ง หนึ่งมากล่าวให้หมายถึงส่วนทั้งหมด หรือรืใช้ชื่อส่วนประกอบสำ คัญของสิ่งนั้นแทนสิ่ง นั้นทั้งหมด 8. ปรพากย์ ( Paradox ) ปฏิพากย์ หรือรื ปรพากย์ คือการใช้ถ้อยคำ ที่มีความหมายตรงกันข้ามหรือรืขัดแย้งกันมา กล่าว อย่างกลมกลืนกันเพื่อเพิ่มความหมายให้มีน้ำ หนักมากยิ่งขึ้น 6 ความงามวรรณศิลป์ ภาพพจน์
รสวรรณคดี หมายถึง อารมณ์สัมผัส รับรู้ด้วยใจ เช่น รสเสียง รสถ้อยคำ สัมผัสคำ ฯลฯ เกิดจากจังหวะของวรรคตอนในการอ่านบทประพันธ์ ซึ่งช่วยเสริมริสร้างมโนภาพ ด้านอารมณ์ ความเคลื่อนไหวของภาพให้ชัดเจน มีชีวิตวิชีวายิ่งขึ้น อันยังผลให้เข้าถึง รสภาพอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ เมื่ออ่านหรือรืฟังคำ ประพันธ์ใดแล้ว เกิดความรู้สึกอย่างไร หากคำ ประพันธ์ใดไม่มีรส ย่อมจืดชืด ไม่เกิดอารมณ์สะเทือนใจแต่อย่างใดแก่ผู้อ่าน รส ในวรรณคดีไทยมี ๔ ชนิด ได้แก่ •เสาวรจนีย์ คือ การเล่าชมความงามของตัวละครในเรื่อรื่ง อาจเป็นตัวละครที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ หรือรืสัตว์ ซึ่งการชมนี้อาจจะเป็นการชมความเก่งกล้าของกษัตริย์ริย์ความงาม ของปราสาทราชวังวัหรือรืความเจริญริรุ่งเรือรืงของบ้านเมือง เช่น บทชมโฉมนางมัทนา โดยท้าวชัยเสนราพันไว้ ในวรรณคดีเรื่อรื่ง มัทนะพาธา ว่า 7 ความงามวรรณศิลป์ รสทางวรรณคดี
•นารีปรี ราโมทย์ คือ การกล่าวข้อความแสดงความรัก ทั้งที่เป็นการพบกัน ในระยะแรกๆ และในโอ้โลมปฏิโลมก่อนจะถึงบทสังวาสนั้นด้วย •พิโรธวาทัง คือ การกล่าวข้อความแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ตั้งแต่น้อยไปจนมาก จึงเริ่มริ่ ตั้งแต่ ไม่พอใจ โกรธ ตัดพ้อ ประชดประชัน กระทบกระเทียบเปรียรีบเปรย เสียดสี เกลียด เจ็บใจ และด่าว่าว่อย่างรุนแรง 8 ความงามวรรณศิลป์ รสทางวรรณคดี
•สัลลาปังคพิไสย คือ การกล่าวข้อความแสดงอารมณ์โศกเศร้า อาลัยรัก บทโศกของ นางวันวัทอง ซึ่งคร่ำ ครวญอาลัยรักต้นไม่ในบางขุนช้าง อันแสดงให้เห็นว่านางไม่ ต้องการตามขุนแผนไป แต่ที่ต้องไปเพราะขุนแผนร่ายมนต์สะกด ก่อนลานางได้ร่ำ ลา ต้นไม้ก่อนจากไป จากเรื่อรื่งขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนพานางวันทองหนี 9 ความงามวรรณศิลป์ รสทางวรรณคดี
การยืมคำ ภาษาต่างประเทศมาใช้เกิดจากการติดต่อระหว่าว่งประเทศ ทั้งทางการทูต การค้า และการแลกเปลี่ยน หรือรืถ่ายทอดวิทวิยาการต่างๆ รวมทั้งการถ่ายทอด วัฒวันธรรมและศาสนา ส่งผลให้ภาษาไทยมีคำ ยืมจากภาษาต่างประเทศหลากหลาย ภาษา ได้แก่ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน คำ ชวา คำ มลายู คำ ภาษาอังกฤษ คำ ฝรั่งเศส คำ โปตุเกส คำ ภาษาอาหรับ เป็นต้น คำ ยืมภาษาบาลี-ภาษาสันสกฤต ภาษาไทยยืมคำ จากภาษาบาลี และภาษาสันสกฤต มาใช้มากกว่าคำ ยืมจากภาษาต่าง ประเทศใดๆ คำ ยืมจากภาษาบาลีและสันสกฤตที่นำ มาใช้ในภาษาไทย สามารถแบ่ง ประเภทได้ดังต่อไปนี้ 1. ใช้เป็นคำ ราชาศัพท์ คำ ราชาศัพท์หมายรวมถึงคำ ที่คนทั่วไปใช้กับพระสงฆ์ และพระ สงฆ์ใช้ในหมู่พระสงฆ์ด้วยกันเอง และยังหมายรวมถึงคำ ภาษาแบบแผนและคำ สุภาพ ทั่วๆ ไป ซึ่งใช้กับข้าราชการและสุภาพชนอีกด้วย 2. ใช้เป็นศัพท์เฉพาะทางศาสนา ศัพท์เฉพาะเหล่านี้นิยมสร้าง หรือรืยืมจากภาษาบาลี สันสกฤต 3. ใช้ในการเขียนวรรณคดี ร้อยแก้วและร้อยกรอง 10 ความงามวรรณศิลป์ ภาษาต่าง ประเทศภาษาไทย 4. ใช้ในภาษามาตรฐานหรือรืใช้เป็นคำ สุภาพ ใช้ทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน 5. ใช้เป็นศัพท์บัญญัติ หรือรืศัพท์เฉพาะทางวิชวิาการ 6. ใช้เป็นคำ สามัญ คือคำ ในภาษาพูดที่ใช้สนทนากันทั่วไปในชีวิตวิประจำ วัน 7. ใช้เป็นชื่อเฉพาะ ชื่อวันวัเดือน ดวงดาวและกลุ่มดาวบนท้องฟ้า เทพเจ้าทั้งชายและ หญิง ตลอดจนชื่อบุคคลในประวัติวั ติศาสตร์ ตำ นาน และเทพนิยายต่างๆ ชื่อสถานที่และ อื่นๆ เช่น ชื่อจังหวัดวัอำ เภอ แม่น้ำ และภูเขา เป็นต้น
11 ตัวอย่าง คำ ที่ยืมมาจากภาษาบาลี เช่น กติกา ญาติ เถระ ทัพพี ทุกข์ บัญญัติ บัลลังก์ เมตตา ราชินี ลัทธิ วนิพก วิญวิญาณ วินิวินิจฉัย สมถะ อุปภัมภ์ ตัวอย่าง คำ ที่ยืมมาจากภาษาสันสกฤต เช่น ครรภ์ จักร ทรัพย์ เทศนา ธรรม ปรารถนา พยายาม พิษ ภาษา พฤษภา ฤกษ์ วิกวิฤต ศาล ศาสตร์ อาทิตย์ •คำ สมาส คำ สมาสเป็นคำ ที่ภาษาไทยยืมมาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะการกลมกลืนเสียงระหว่างคำ 2 คำ ที่มารวมกัน ได้แก่ คำ สมาสที่ ไม่สนธิ กับคำ สมาสที่มีสนธิ •คำ สมาสที่ไม่สนธิ คำ สมาสที่ไม่สนธิ คือ คำ สมาสที่ไม่กลมกลืนเสียงของคำ คำ สมาสประเภทนี้ เป็นเพียง แต่นำ คำ ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต 2 คำ มาเรียรีงต่อเข้าเป็นคำ เดียวกัน เช่น คุณ + ธรรม = คุณธรรม ทศ + นิยม = ทศนิยม จักร + ยาน = จักรยาน ความงามวรรณศิลป์ ภาษาต่าง ประเทศภาษาไทย
ความงามวรรณศิลป์ ภาษาต่าง ประเทศภาษาไทย คำ ยืมจากภาษาเขมร คำ ยืมจากภาษาเขมรที่นำ มาใช้ในภาษาไทย มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ - มักใช้เป็นคำ ราชาศัพท์ เช่น เสวย เขนย ถวาย ขนง โปรด ตรัส - คำ เขมรที่ใช้ในคำ สามัญทั่วไป เช่น กระบือ กระบาล (กบาล) โตนด โขมด จมูก เสนียด เพนียด ตำ บล ถนน จังหวัดวัทำ เนียบ ลำ เนา ชุมนุม ชมรม ฯลฯ - คำ เขมรที่เป็นคำ โดดคล้ายกับภาษาไทย จนเราเองลืมไป คิดว่าเป็นคำ ไทยเพราะ ความใกล้ชิด ใช้กันมาตั้งแต่ก่อนเราเกิด แต่มีที่สังเกตได้ว่าว่เป็นคำ เขมร ต้องแปลความ หมายก่อนจึงจะเข้าใจ เช่น แข (ดวงจันทร์) บาย (ข้าว) เมิล (มอง) ศก (ผม) ฯลฯ ข้อสังเกตคำ ที่มาจากภาษาเขมร 1. มักสะกดด้วยพยัญชนะ จ ญ ร ล ส เช่น เสร็จ บังเอิญ จร สรวล จรัส 2. มักเป็นศัพท์พยางค์เดียวที่ต้องแปลความหมาย 3. มักเป็นศัพท์ที่ใช้พยัญชนะควบกล้ำ หรือรืมีอักษรนำ 4. มักแผลงคำ ได้ 12
13 คำ ยืมจากภาษาจีน ในอดีต ภาษาบาลีสันสกฤตในไทยนั้นเป็นภาษาชั้นสูง คนทั่วไปน้อยคนนักที่จะได้ศึกษา ร่ำ เรียรีน เป็นเครื่อรื่งบ่งบอกฐานะ หรือรืชนชั้นของคนสมัยก่อน (คนทั่วไปฟังไม่เข้าใจ) แสดงให้เห็นถึงความเป็นภาษานอก ที่รับเข้ามาทีหลังภาษาพื้นถิ่นเดิม ซึ่งภาษาพื้นถิ่น เดิมของไทยมีลักษณะเรียรีบง่าย เป็นคำ โดด และมีการผันเสียงวรรณยุกต์ จัดอยู่ใน กลุ่มตระกูลภาษาไท ซึ่งใช้กันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแถบตอนใต้ของจีน หากไม่นับการดัดแปลงอักษรขึ้นใช้เอง ตามระบบผสมคำ แบบบาลีและสันสกฤตแล้ว ภาษาไทยแต่เดิมมีความใกล้ชิดกับภาษาจีนมากกว่าว่ดูอย่างการนับเลขก็พอจะเห็น ตัวอย่างในเรื่อรื่งนี้ได้ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ชาวจีนเข้ามาค้าขาย แลกเปลี่ยนศิลปะ รวมถึงย้าย มาตั้งถิ่นฐานในสยาม จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ภาษาจีนจะเข้ามาปะปนกับภาษาไทย จนมีคำ ศัพท์จากภาษาจีนที่เราใช้กันจนติดปากและยากที่จะหาคำ อื่นมาแปลได้ ตัวอย่างคำ ยืมที่มาจากภาษาจีน กงสี กงฉิน กงไฉ่ กงเต็ก ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ เกาหลา กุ๊ย เก๊ เก๊ก เกี้ยว เกี๊ยว เ กี๊ยะ กุยเฮง เก๊ก ก๋ง เก้าอี้ ขาก๊วย เข่ง จับกัง จับฉ่าย จับยี่กี จันอับ เจ๊ง เจี๋ยน เจ เฉาก๊วย เซ้ง เซียน แซ่ แซยิด เซ็งลี้ ซาลาเปา ซิ้ม ตะหลิว เต๋า ตุน ตุ๋น แต๊ะเอีย เต้าหู้ เต้าฮวย เต้าเจี้ยว โต๊ะ ไต้ก๋ง ตังเก บ๊วย บะฉ่อ บะหมี่ บู๊ ปุ้ง ปุ้ กี๋ ปอเปี๊ยะ แป๊ะเจี๊ยะ พะโล้ เย็นตาโฟ หวย ยี่ห้อ ลิ้นจี่ ห้าง หุ้น เอี๊ยม โสหุ้ย เฮงซวย ฮวงซุ้ย ฮ่องเต้ อั้งโล่ ความงามวรรณศิลป์ ภาษาต่าง ประเทศภาษาไทย
คำ ที่มาจากภาษาอื่นๆ ในภาษาไทย - ภาษาทมิฬ เช่น กุลี กานพลู กำ มะหยี่ จงกลนี ตรียัรียัมปวาย ตะกั่ว ปะวะหล่ำ ยี่หร่า สาเก อาจาด กะละออม กะหรี่ (ชื่อแกงชนิดหนึ่ง) - ภาษาเปอร์เซีย เช่น กากี กาหลิบ กุหลาบ คาราวาน ชุกชี ตาด ตรา ตราชู ฝรั่ง ราชาวดี สุหร่าย องุ่น สักหลาด - ภาษาอาหรับ เช่น กะลาสี การบูร กั้นหยั่น ฝิ่น โก้หร่าน - ภาษาญี่ปุ่น ปุ่ เช่น เกอิชา กิโมโน คาราเต้ ยูโด เคนโด้ ซามูไร ซูโม่ ซากุระ เทมปุร ปุ ะ ฟูจิ ฟูจิสุกี้ยากี้ - ภาษาโปรตุเกส เช่น สบู่ กัมปะโด ปิ่นโต กะละแม กะละมัง จับปิ้ง เลหลัง บาทหลวง ปัง เหรียรีญ - ภาษาฝรั่งเศส เช่น กงสุล กาสิโน กิโยติน แชมเปญ ออเดิร์ฟ คูปอง เปตอง ปาร์เกต์ คาเฟ่ ครัวซองท์ บุฟเฟต์ - ภาษาพม่า เช่น หม่อง กะปิ ส่วย - ภาษามอญ เช่น มะ เม้ย เปิงมาง ประเคน 14 ความงามวรรณศิลป์ ภาษาต่าง ประเทศภาษาไทย
15 อ้างอิง digitalschool.club. (ม.ป.ป.). ลำ นวนโวหาร. ลึบค้น 5 กันยายน 2566, จาก http://www.digitalschool.club/digitalschool/thai2_4_1/thai9_6/more / pa ap1.php ภาษารักเขต. (ม.ป.ป.). รสวรรณคดีไทย. สืบค้น 6 กันยายน 2566, จาก https://sites.google.com/a/bodin3.ac.th/krurakket/rs-wrrn สุภาษิตลูกเต๋า. (2564). สื่อหนังสือเล่มเล็ก ศิลปะและงานประดิษฐ์. สืบคันเมื่อ 5 กันยายน 2566, จาก https://www.bookdesigh.com/2021/03/blog-post.html. ภาสกร เกิดอ่อน และคณะ. (2564). ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา. สืบค้นเมื่อ 6 กันยายน 2566, สื่อการสอน PowerPoint.