การสมั ภาษณแ์ ละการบาบัดเพ่อื การเสริมแรงจูงใจ
(Motivational Interviewing & Motivational Enhancement Therapy)
การบาบัดแบบเสริมสร้างแรงจูงใจ (MET) ประกอบด้วย กระบวนการให้คาปรึกษา (counseling)
ที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (client - centered) ด้วยการเพิ่มแรงจูงใจภายใน เพ่ือให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
โดยการแก้ปัญหา การผสมผสานปรัชญาแห่งชีวิตและความเห็นจากผู้เช่ียวชาญ เป็นการบาบัดทางจิตที่เน้น
การปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมโดยเฉพาะพฤติกรรมสุขภาพ วิธีการนี้อธิบายว่าบุคคลจะมีขั้นตอนการเปล่ียนแปลง
พฤติกรรมการเสพติดอย่างไร โดยอ้างอิงทฤษฎีข้ันตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (transtheoretical
model: TTM, stage of change) ของ Prochaska & DiClemente MET สามารถแบ่งการบาบัดได้เป็น 3
ระยะ (Phase of motivational enhancement therapy) คือ ระยะที่ 1 เป็นการให้สุขศึกษาและข้อมูล
สะท้อนกลับ (health education & feed back) เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนกลับถึงความรุนแรงของการ เสพติด
ว่าถึงข้ันติดหรือไม่ มีผลต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคมอย่างไร รุนแรงมากน้อยแค่ไหน ผู้บาบัดสรุปข้อมูลที่
ได้จากการประเมินผู้ป่วย เช่น แบบฟอร์มการซักประวัติ แบบสอบถามที่ตอบด้วยตนเอง (self-report) การ
ตรวจร่างกาย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นต้น บทบาทของผู้บาบัด ในช่วงนี้ คือ อธิบายให้เข้าใจ
วิธีการตรวจ วิธีการแปลผล ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นอย่างไรจึงสะท้อนว่า รุนแรง ผู้บาบัดควรมี
ทา่ ทีทเี่ ป็นกลาง เน้นข้อเท็จจริง ไม่ชักจูง หรือครอบงา ข่มขู่ให้กลัว แต่ควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยถามเพื่อตรวจสอบ
ความเขา้ ใจ ระยะท่ี 2 เป็นการทาให้เกิดความมั่นคงในคามั่นสัญญา (commitment strengthening) เพื่อทา
ใหค้ ามน่ั สัญญา ทจี่ ะเลกิ เสพติดมีความหนักแน่นขึ้น ในระยะน้ีผู้บาบัดมีบทบาทในการตรวจสอบความคิดเห็น
ของผปู้ ว่ ยต่อปัญหาของตนเองวา่ สิง่ ที่ประสบอยเู่ ป็นปัญหาหรือไม่ หรือเกิดความลังเลไม่แน่ใจ หรือเห็นว่าเป็น
ปัญหาอย่างมากต้องการแก้ไขอย่างจริงจัง หากคิดว่าเป็นปัญหา ผู้บาบัดควรเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ประกาศ
คามั่นสัญญาในการเปลี่ยนแปลง ผู้บาบัดควรให้การสนับสนุน ให้กาลังใจในการเปลี่ยนแปลงและเสนอ
ทางเลือกเพ่อื การแก้ไข ระยะท่ี 3 เป็นการติดตามต่อเนื่อง (follow through) บทบาทของผู้บาบัดในข้ันนี้ คือ
การติดตามความก้าวหน้า ทบทวนเป้าหมายอุปสรรคท่ีเกิดขึ้น ตรวจสอบแรงจูงใจว่ายังมั่นคงดีหรือไม่ การ
บาบัดตามแนวคิด MET ผู้บาบัดจะสามารถดาเนินการบาบัดตามระยะท่ีกาหนดได้ต่อเม่ือผู้บาบัดมีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Transtheoretical model (TTM.)/Stage of
change model) ซง่ึ จะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลอื ผู้ปว่ ยตามบรบิ ทของการเปล่ยี นแปลงทป่ี ระเมนิ ได้
ความพยายามในการเปล่ยี นแปลงและการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน แนวคิดน้ีมีหลักการที่ใช้
ในการดูแลผู้ปว่ ย คอื “DARES” ซึ่งมีรายละเอียด ดังน้ี
1. การค้นหาช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับส่ิงท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบัน ( development
discrepancy: DD) แรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นต่อเม่ือบุคคลรับรู้ว่ามีความขัดแย้ง ที่เกิดข้ึน
ระหว่างเขากับส่ิงที่ต้องการจะเป็น ผู้บาบัดจะต้องช่วย ให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าปัญหาท่ีเกิดจากการเสพติดท่ีผู้ป่วย
ประสบอยู่เป็นอย่างไร และส่ิงท่ีผู้ป่วยต้องการให้เกิดขึ้นในทางท่ีดีเป็นอย่างไร โดยผู้บาบัดต้องเข้าใจความ
แตกตา่ งของบคุ คล เพือ่ ชว่ ยใหผ้ ู้ปว่ ยยอมรบั ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมใหม่ คุณค่า และเป้าหมายระยะ
ยาว ในส่วนนี้ผู้บาบัดต้องช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ทั้งข้อดีและข้อเสียของพฤติกรรมใหม่ เพ่ือป้องกันการสับสน
และสนับสนุนใหผ้ ปู้ ่วยเชอื่ ว่าการเปล่ยี นแปลงเปน็ เรือ่ งสาคญั
2. หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง (avoid argumentation: AA) ในระหว่างการบาบัดผู้ป่วยอาจเกิดความ
ไม่รู้ไม่แน่ใจ สับสน อาจใช้กลไกการป้องกันตนเอง และไม่ต้องการท่ีจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผู้บาบัดควร
หลีกเล่ยี งการทะเลาะโต้แย้ง ไมต่ ัดสินผปู้ ่วย ผู้บาบดั ไมจ่ าเปน็ ทีจ่ ะตอ้ งยนื ยัน ความถูกต้องหรือชักชวนด้วยการ
โรงพยาบาลธัญญารกั ษแ์ ม่ฮ่องสอน, 2561
โต้เถียงเพอ่ื เอาชนะ แตผ่ ู้บาบดั ควรหาวธิ ีอื่นทีจ่ ะชว่ ยเหลือให้ผู้ป่วยเห็นผลลัพธ์และ โทษท่ีเกิดข้ึนจากการเสพ
ในขณะเดียวกนั ใหเ้ ห็นขอ้ ดีของการลดการใชย้ าเสพตดิ ลง
3. การยอมรับแรงต้านที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเสพติด (roll with resistant : RR) เพราะการต่อต้าน
เป็นเรื่องปรกติ ดังน้ันผู้บาบัดควรแสดงท่าทีที่สอดคล้องกับระยะการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นกับผู้ป่วย และ
ตระหนกั วา่ มุมมองความคิดในการแก้ปัญหาต้องเกดิ ข้นึ จากตัวผปู้ ่วยมิใช่จากตวั ผบู้ าบดั เรียกเทคนิค น้ีว่า “การ
กลง้ิ ไปกบั แรงต้าน”
4. การแสดงความเห็นอกเห็นใจ (express empathy: EE) MET เป็นการสื่อสารที่เคารพความ
เป็นบุคคลของผู้ป่วย และยอมรับในส่ิงที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ ผู้ป่วยจึงมีอิสระในการเลือกและการตัดสินใจท่ีจะ
เปลี่ยนแปลงตนเอง สิ่งสาคัญ คือ ผู้บาบัดต้องเข้าใจผู้ป่วย โดยไม่ตัดสินหรือวิพากษ์วิจารณ์ การกระทาของ
ผูป้ ว่ ย การฟังอยา่ งต้ังใจ และสะท้อนความ (reflective listening) เป็นทักษะพื้นฐานของการส่ือสารท่ี เข้าอก
เขา้ ใจผู้ป่วย เทคนิคนจี้ ึงใชท้ กั ษะการฟังมากกวา่ การบอกให้ทา (listening rather than telling)
5. การสนบั สนุนให้เกิดความเช่อื ม่นั ในความสามารถ ของตนเอง (support self - efficacy: SS)
ความเช่ือมั่นในความสามารถของตนเอง (self - efficacy) เป็นสิ่งที่กาหนดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ตามแนวคิดของแบนดูรา ผู้บาบัดใช้เทคนิคการสนับสนุน ให้กาลังใจผู้ป่วยจนเกิดความเช่ือมั่นในตนเองว่า
ตนเองสามารถปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมของตนเองไดส้ าเร็จ
ระยะที่ 1 สร้างแรงจูงใจเพื่อการปรับเปลยี่ นพฤติกรรม
1.Elicit self motivation ผู้บาบดั พยายามเปิดโอกาสใหผ้ ู้ปว่ ยไดพ้ ดู ประโยคทส่ี รา้ งแรงจงู ใจ (Self
motivation statement) โดยพูดถึงการสูบบุหร่ีอย่างตรงไปตรงมา พูดถึงความจริงหรือสิ่งท่ีเป็นปัญหาจาก
การสูบบหุ ร่ี พดู ถงึ ความจาเป็น ความต้องการ หรือความตัง้ ใจที่จะเปลย่ี นแปลง
2. Listening with empathy การฟังอย่างต้ังใจและสะท้อนความหรือการเข้าใจ
3. Questioning ถามผูร้ บั การบาบดั วา่ รู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร กงั วลเกี่ยวกบั อะไรบา้ ง วางแผนไว้
อยา่ งไรบา้ ง เมอ่ื ไดข้ ้อมูลแล้วตอบสนองด้วยการสะท้อนแสดงความเห็นอกเห็นใจ (empathy response ) ให้
ความมนั่ ใจ (affirmation) และการเปลีย่ นมมุ มองปัญหา (reframing)
4.Presenting personal feedback การให้ข้อมูลย้อนกลับ เป็นข้อมูลท่ีได้จากการประเมินก่อน
การรักษาย้อนกลบั ให้กลับผปู้ ่วยซึง่ ควรทาอยา่ งเปน็ ทางการและมีหลักฐาน สิ่งท่ีสาคัญในกระบวนการน้ีคือการ
ตีความและการตอบสนองต่อผปู้ ว่ ยในกระบวนการใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลับ ใช้เทคนิคการสะท้อนกลับจาการฟัง เพ่ือ
เสรมิ ประโยคที่สรา้ งแรงจงู ใจ ในขณะเดยี วกันต้องสะทอ้ นปฏกิ ริ ิยาความรู้สึกด้านท่ีตอ่ ต้านด้วย
5. Affirming client ผู้บาบัดสร้างความมั่นใจและให้กาลังใจกบั ผูป้ ว่ ย โดยสร้างสมั พันธภาพทีด่ ี
ส่งเสริมความรสู้ ึกรับผิดชอบในตนเอง และรูส้ ึกว่าตนเองมีพลงั
6. Handling with resistance การจดั การกบั แรงตา้ น
7. Reframing ใหผ้ ู้รับการบาบัดไดต้ รวจสอบความคดิ หรอื การรบั รู้ของตวั เองดว้ ยมุมมองใหม่ที่เปน็
บวก
8.Summarization สรปุ ถงึ ส่งิ ทผี่ ู้รบั การบาบดั ไดพ้ ดู เปน็ การยา้ ขอ้ ความท่ีเปน็ SMS อกี ครงั้
โรงพยาบาลธญั ญารกั ษแ์ ม่ฮอ่ งสอน, 2561
ระยะท่ี 2 การให้คามั่นสญั ญาเพอื่ การปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรม
1.Recognizing change readiness การสังเกตความพรอ้ มในการเปล่ียนแปลง
2.Discussing a plan ดึงเอาแผนของผู้รับการบาบัดมาพูดคุย คุณคิดว่าจะทาอย่างไรต่อไป คุณ
วางแผนไวอ้ ย่างไรบา้ ง Reflection, Summarization
3.Communicating free choice เนน้ ยา้ ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นความรับผิดชอบของตัวผู้ป่วยเอง
(responsibility) ผู้ป่วยสามารถเลือกได้อย่างอิสระ (communication free choice) มันข้ึนอยู่กับว่าคุณจะ
ทาอยา่ งไรต่อไปไม่มใี ครสามารถตดั สนิ ใจแทนคุณได้
4. Consequences of action and inaction (reflection, summarization,reframing) การ
ตรวจสอบถึงผลกระทบจากการกระทาไม่กระทาพฤติกรรมนั้นๆ ผู้บาบัดอาจใช้แบบฟอร์มการถ่วงดุลของการ
ตัดสนิ ใจ ผ้บู าบดั มกั ใชท้ ักษะการสะทอ้ นความ การสรปุ ความ และการรปรับมมุ มอง
5.Information and advice ผู้ปว่ ยมกั ต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เช่น บุหร่ีก่อให้เกิดโรค
ใด วธิ กี ารลดหรือเลกิ บหุ ร่ี
6. Emphasizing abstinence ผู้บาบัดให้เหตุผลความจาเป็นของการเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดแก่
ผู้ป่วยทุกคน แต่ควรหลีกเลี่ยงการสื่อในลักษณะที่บังคับว่าการเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดเป็นเป้าหมาย การ
ตัดสนิ ใจทีจ่ ะเลอื กเปา้ หมายอยู่ทผ่ี ูร้ ับการบาบัด
7.Dealing with resistance การจัดการกับการต่อต้าน ได้แก่ reflection,reframing,paradoxical
statement
8. The change plan worksheet เพื่อให้แผนการของผู้รับการบาบัดมีความชัดเจนมากข้ึน โดย
ข้อมลู ในใบงาน ควรเปน็ ข้อมูลท่ีไดจ้ ากการพูดคยุ ตามกระบวนการสร้างแรงจูงใจทีผ่ ่านมา
9. Recapitulating ก่อนท่ีจะเข้าสู่ข้ันตอนสุดท้ายในการให้คาม่ันสัญญา ผู้ให้การบาบัดสรุปส่ิงที่คุย
ทง้ั หมดตัง้ แตก่ ระบวนการในระยะที่ 1 และขอ้ มูลใหมท่ ่ีได้จากระยะที่ 2 น้ี ผู้บาบัดควรเน้น SMS ของผู้รับการ
บาบัดเอง และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง หรือการไม่เปล่ียนแปลง โดยใช้ใบงานช่วยใน
การสรปุ
10. Asking for commitment หลงั จากการสรปุ ความแล้ว ผู้บาบัดควรถามถึงคาม่ันสัญญาต่อการ
เปล่ยี นแปลงจากผู้รับการบาบัด ผู้รับการบาบัดเองควรพูดในลักษณะที่เป็นรูปธรรม มีขั้นตอนท่ีสามารถทาให้
เกดิ การเปลีย่ นแปลง
ระยะท่ี 3 การตดิ ตามต่อเนื่อง
1. Reviewing progress เรมิ่ ตน้ ด้วยการทบทวนสงิ่ ท่เี กดิ ขน้ึ ในช่วั โมงการรกั ษาครงั้ ที่แล้ว ตรวจสอบ
ดวู ่าผรู้ บั การบาบัดทาอะไรไปแล้วบา้ ง
2. Renewing motivation อาจใช้การทบทวนกระบวนการของระยะท่ี 1 ใหม่ ข้ึนอยู่กับการให้
คาม่ันสัญญาของผู้รับการบาบัด อาจประเมินแรงจูงใจโดยใช้คาถามเพื่อทบทวนความจาว่า อะไรเป็นเหตุผล
สาคญั ทสี่ ดุ ของการเปลย่ี นแปลง
3. Redoing commitment ผ้รู ับการบาบดั ถามซ้าเพอื่ ความมั่นใจ หากพบปัญหาใหม่ ให้ตรวจสอบ
ประเมินใหม่ กาหนดแผนการใหม่และใหค้ าม่นั สัญญาอีกครงั้
โรงพยาบาลธญั ญารกั ษ์แม่ฮ่องสอน, 2561