1
เทคนคิ การเขยี นบทความวชิ าการ
1. บทความวจิ ยั
บทความวิจัยเป็นบทความที่เขียนข้ึนจากงานวิจัยเชิงประจักษ์ ผู้เขียนมุ่งเผยแพร่ผลการวิจัยให้เป็นท่ี
ประจักษ์แก่ผู้อื่นในชุมชนวิทยาการ บทความวิจัยมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนต้น ซ่ึงระบุช่ือบทความ
ชื่อผู้เขียน ข้อมูลผู้เขียน และบทคัดย่อ ส่วนเนื้อหา กล่าวถึง ความนํา วิธีการศึกษา ผลการศึกษา และการ
อภิปรายผล และส่วนท้าย ซ่ึงมีเอกสารอ้างอิงเป็นหลัก ผู้เขียนควรเรียบเรียงเน้ือหาให้มี “กว้าง - แคบ – กว้าง
โดยเร่มิ ท่ี ความนํา วิธกี ารศกึ ษา ผลการศกึ ษา และการอภปิ ราย
## สว่ นประกอบในบทความการวิจัย ##
1. ชอ่ื เรือ่ ง ให้มีทัง้ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
2. ช่อื ผู้วิจัย ให้ระบชุ อ่ื เต็ม – นามสกุลเตม็ ทง้ั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
รวมทง้ั ระบหุ ลกั สูตรสาขาวิชา เดอื น ปี ที่จบการศกึ ษาหนว่ ยงานหรอื สถาบนั ท่ีสังกดั
หมายเลขโทรศัพท/์ โทรสาร และ E-mail address ท่สี ามารถติดต่อได้
3. บทคัดยอ่ ใหม้ ที ง้ั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ ความยาวไมเ่ กนิ อย่างละ 250 คํา หรอื 10 บรรทดั ตรง
ประเดน็ โดยมเี ฉพาะสาระสาํ คัญแต่ครบถว้ น คอื
1. จุดประสงค์การวจิ ยั
2. ตัวแปร/ประชากร และกลุ่มตวั อยา่ ง
3. เครือ่ งมอื การวิจยั
4. วธิ ดี ําเนินการรวบรวมขอ้ มูล
5. วิธกี าร/สถติ ิที่ใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู
6. ผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ
หมายเหตุ ขอ้ 1-5 เขียนรวมเป็นยอ่ หน้าเดียวกนั สว่ นข้อ 6 แยกเป็นอกี ย่อหนา้
4. คาํ สาํ คัญ ใหร้ ะบุคําสาํ คัญทีเ่ หมาะสมสาํ หรับการนาํ ไปใช้เป็นคําคน้ ในระบบฐานขอ้ มูล
ให้ระบุทั้งคําในภาษาไทยและภาษาองั กฤษใส่ไวท้ า้ ยบทคดั ยอ่ ของแตล่ ะภาษาอย่างละไม่เกนิ 5 คาํ
5. บทนาํ อธิบายถงึ ท่มี าและความสําคญั ของปญั หาและเหตผุ ลท่ีนําไปส่กู ารศกึ ษาวจิ ยั โดยใหข้ อ้ มลู ทาง
วิชาการทนี่ ่าเชื่อถอื อ้างอิงและตรวจสอบได้ การเขยี นบทนําทีด่ ีควรจะเขยี นใหผ้ ู้อา่ นได้รบั สาระครบถว้ นในประเด็น
ต่างๆ ดังน้ี
- อะไรคือปญั หาในสถานการณ์ท่ยี กข้ึนมา
- ทาํ ไมงานวิจัยน้ีจึงมีความสําคญั ใครจะไดป้ ระโยชน์จากงานวิจัยน้ี ทาํ ไมจงึ จําเป็นต้องศึกษา ทาํ ไม
สถานการณ์ วธิ กี ารหรือเคร่อื งมือนี้จึงจาํ เป็นตอ่ การพฒั นา
- อะไรคือส่งิ ท่ียงั ไมร่ ู้ อะไรคอื สง่ิ ท่ตี ้องทําความเข้าใจเพิม่ อะไรคอื สง่ิ ที่จาํ เปน็ ต้องพัฒนา
- ข้นั ตอนอะไรทต่ี ้องถูกกําหนดขน้ึ เพ่อื ให้บรรลุในปญั หาเหลา่ นน้ั
- มสี ่ิงใดบ้างท่ยี ังไมถ่ กู พจิ ารณา หรือสงิ่ ใดควรจะถูกกาํ หนดเป็นขอบเขตการศกึ ษา
- มีปัจจัย ขอ้ กําหนดหรือส่ิงแวดลอ้ มอะไรบา้ งทจี่ ะเปน็ อปุ สรรคตอ่ การบรรลถุ งึ จุดประสงค์ท่ตี ง้ั ไว้
- ในวิธีการท่ีจะศึกษานน้ั ใช้อะไรเป็นสมมติฐานเบอื้ งต้น หรอื เปน็ ความจรงิ ท่ีทุกคนยอมรบั
กลมุ่ งานสนับสนนุ บรกิ าร โรงพยาบาลธญั ญารักษแ์ มฮ่ ่องสอน. 2560
2
ปัญหาท่วั ไปทพ่ี บในการเขยี นบทนํา
1. มีรายละเอียดมากเกินไป
2. การใช้คาํ วลี หรือแสดงความคิดซ้ํามากเกินความจาํ เปน็
3. ขาดความชัดเจนของการบง่ บอกปัญหา
4. ขาดความเช่ือมโยงของแต่ละย่อหนา้ หรอื แตล่ ะหัวเร่อื ง
6. วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั เขยี นให้ตรงกับรายงานวิจัยฉบบั สมบูรณ์
7. ขอบเขตของการวิจัย ใหร้ ะบุทัง้ ขอบเขตดา้ นเนือ้ หา และด้านประชากร/กล่มุ เป้าหมาย /ผู้ให้ขอ้ มลู
หลัก/ตวั แปรที่ ศกึ ษา (อยา่ งใดอย่างหน่ึง)
8. กรอบความคดิ ในการวจิ ยั /สมมติฐานการวจิ ยั ให้เสนอกรอบความคิดการวจิ ยั หรือสมมติฐานการ
วจิ ัย
9. วิธดี าํ เนนิ การวิจัยและระเบียบวิธวี จิ ยั
9.1 บอกชนิดหรือประเภทการวจิ ยั
9.2 ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง (รวมทงั การได้มาของกล่มุ ตัวอยา่ ง)
9.3 เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั พรอ้ มวธิ ีการตรวจสอบคณุ ภาพของเครื่องมอื
9.3.1 นวตั กรรมหรือสง่ิ ประดษิ ฐ์ ถา้ มี
9.3.2 เคร่ืองมอื รวบรวมขอ้ มลู
9.4 วธิ ีดาํ เนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
9.5 การวเิ คราะหข์ ้อมูล และสถติ ทิ ีใ่ ช้ (สาํ หรบั ขอ้ มูลเชิงปริมาณ)
หมายเหตุ ถา้ แหล่งข้อมูลไมใ่ ช่ประชากร และกลมุ่ ตวั อยา่ ง นกั วจิ ยั อาจกล่าวถงึ กลมุ่ เป้าหมาย/ผ้ใู หข้ อ้ มูลหลัก
หรือตวั แปรทศี่ กึ ษาอย่างใดอยา่ งหน่งึ พรอ้ มวิธกี ารท่ไี ด้มา
10. ผลการวิจัย เสนอผลการวิจัยอย่างชัดเจน สอดคล้องกับจุดประสงค์ท่ีต้องการนําเสนอ ถ้าการวิจัย
เป็นขอ้ มูลเชงิ ปริมาณที่มตี ัวเลขไม่มากนกั ควรใช้คาํ บรรยาย แตถ่ ้ามตี วั เลขหรอื ตวั แปรจาํ นวนมากควรนําเสนอโดย
ใช้ตารางหรอื แผนภมู ิ ท้ังนี้ไม่เกิน 3 ตาราง โดยมกี ารแปลความหมายและวเิ คราะห์ผลท่คี น้ พบ
11. การอภิปรายผล หรือการวิจารณ์และสรุป ให้ชี้แจงผลการวิจัยว่าตรงกับวัตถุประสงค์/ สมมติฐาน
การวจิ ยั สอดคลอ้ ง หรอื ขดั แยง้ กบั หลกั ทฤษฏี หรอื ผลการวิจัยของผู้อนื่ ท่มี ีอยกู่ ่อนหรือไม่ การท่ผี ลการวจิ ัยออกมา
เป็นเช่นเพราะเหตุใด
จุดประสงค์ของการเขยี นบทสรุป เพือ่ สรุปสิ่งที่ไดจ้ ากการศกึ ษาวิจยั ส่ิงท่ีควรจะตอ้ งศึกษาวิจัยตอ่ ไป
ความผดิ พลาดที่เกิดข้ึน ขอ้ ดี ข้อเสยี หรอื การประยุกต์ใช้ และชีใหเ้ หน็ ว่าประเด็นปัญหาสามารถแกไ้ ขได้ด้วย
วธิ ีการท่ไี ดศ้ ึกษาวจิ ัยมาด้วยวธิ ีหรอื กรอบแนวความคดิ ทน่ี าํ เสนอ
ปัญหาท่ีพบในการเขยี นบทสรุป
1. สรุปยาวเกินไป ขอ้ สรปุ ทด่ี คี วรส้นั สรุปเฉพาะประเดน็ หลักๆ
2. ขาดการนาํ ข้อสรปุ ท่ไี ดก้ ลบั ไปโยงยงั ปญั หาเรม่ิ ตน้ วา่ จะมีผลอยา่ งไร
3 ขาดการเปิดเผยเก่ียวกับผลทีไ่ มน่ า่ พอใจ หรอื เพกิ เฉยผลในแง่ลบ
4. ขาดการสรุปที่กระชบั ตรงประเดน็ กับชอื่ เร่อื งของงานวิจยั
5. ขอ้ สรุปขาดความสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงคข์ องงานวจิ ยั
12 ข้อเสนอแนะ ใหข้ ้อเสนอแนะทจ่ี ะนาํ ผลงานวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชน์และให้แนวทาง สาํ หรับการวิจยั ตอ่ ไป
กลุ่มงานสนับสนนุ บรกิ าร โรงพยาบาลธญั ญารักษ์แม่ฮ่องสอน. 2560
3
13. บรรณานกุ รม ให้ลงรายการแหลงข้อมลู ท่ปี รากฏอา้ งอิงแทรกในเนอ้ื ความ (ทุกรายการ) และ เลอื ก
แหลง่ ขอ้ มูลทส่ี าํ คัญ ซ่งึ ใชอ้ า้ งอิงมากในการทําวิจัยมาลงไว้ในบรรณานกุ รม มีจํานวน ระหวา่ ง 5-10 รายการ
สําหรบั รายการสบื คน้ จากอินเตอร์เนต็ ให้ระบุ วนั เดอื น ปี ท่ี สืบคน้ ไว้ด้วย
## เทคนิคการเขยี นบทความวิจยั ##
1) ช่ือบทความ (title) : บทความทําหน้าที่สรุปใจความสําคัญของบทความ ไม่จําเป็นต้องต้ังให้ยาว แต่
ตอ้ งระบุตัวแปร ทฤษฎี หรอื สิง่ ท่ีต้องการศึกษา ใช้คาํ ท่เี ออ้ื ตอ่ การทําดชั นีสืบคน้
ช่ือบทความภาษาอังกฤษไมค่ วรยาวเกิน 10-12 คาํ
2) ผู้เขียน (Byline) : ผู้เขียนบทความควรระบุช่ือเต็ม นามสกุลเต็ม *ไม่ควรใช่นามปากกา* ในกรณีท่ี
เป็นภาษาอังกฤษอาจย่อชื่อต้นให้เหลือเพียงตัวอักษรแรก แล้วตามด้วยมหัพภาค “ . ” แล้วใช้นามสกุลเต็ม เช่น
S.Terason *การเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลหากไม่จําเป็นจริง ชื่อท่ีใช้ในงานวิชาการควรใช้เหมือนกันในงานทุกชิ้น
หรือตพี ิมพ์ตลอดการเป็นนกั วชิ าการ*
การระบุชื่อผู้เขียน ควรระบุลําดับความสําคัญและหน่วยงานที่สังกัด พร้อมให้ข้อมูลอ่ืน เช่น กรมกอง
ผูส้ นบั สนุนงาน หรอื วธิ ีตดิ ตอ่ กบั ผเู้ ขียน
3) ข้อมูลผู้เขียน (author note) : เป็นรายละเอียดที่ผู้เขียนเพ่ิมเติมนอกเหนือจากชื่อตัวเอง เป็นการ
ชปี้ ระเด็นเกี่ยวกับงานในอดตี แหลง่ ทนุ หรอื ผลประโยชนท์ ับซอ้ น
- ขณะดําเนินการวิจัยหรือเขียนบทควร ควรบอกว่าตนสังกัดหน่วยงานใด ระบุภาควิชา คณะ และ
มหาวทิ ยาลัย
- เง่ือนไขการเขียน เช่น บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด
- ความชว่ ยเหลอื ท่ไี ด้รับ เชน่ งานวิจยั เรือ่ งนี้ไดร้ บั ทนุ อดุ หนนุ จากสภาวจิ ัยแห่งชาติ พ.ศ. 2553
- วิธตี ดิ ตอ่ ใหเ้ ขยี นระบุ ท่ีอยู(่ หนว่ ยงานท่สี งั กดั ไม่ควรเป็นบา้ นพกั ) E-mail.(ควรเป็นอีเมลท่ีใช้โดเมนของ
หน่วยงาน เพือ่ ควรน่าเชือ่ ถือ) เพ่ือให้ผอู้ ่านทต่ี ้องการสอบถามเพมิ่ เติมสามารถติดตอ่ ได้
4) บทคัดย่อ (abstract) : เป็นข้อความที่ได้จากการย่อความเนื้อความต้นฉบับให้ส้ันลง บทคัดย่อ
แบ่งเป็นแบบให้ข้อมูลท่ีบอกเพียงความสําคัญ และแบบบรรยายท่ีบอกขอบเขตของเน้ือหา บทคัดย่อสําหรับ
บทความวิชาการเขียนได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของบทความ อย่างไรก็ตาม ต้องระบุคําสําคัญเพ่ือสืบค้น
บทคัดย่อท่ดี ีตอ้ งถูกต้องตรงตามเนื้อหาในบทความ ไมม่ ลี กั ษณะประเมินคา่ อ่านงา่ ย และสั้น กะทดั รัด
บทคัดย่อควรมีแค่ย่อหน้า มีองค์ประกอบสําคัญ 4 ประการครบถ้วน ได้แก่ สมมุติฐานท่ีจะทดสอบ
วธิ กี ารศกึ ษา ผลการศึกษา และสรุปในภาพรวม
5) ความนํา (introduction) : เป็นเน้ือหาส่วนแรกของบทความวิจัย และอยู่ถัดจากบทคัดย่อ ความนํา
ต้องทําให้ผู้อ่านสนใจเนื้อหาท่ีเหลือของบทความโดยกล่าวแนะนําปัญหาทีละน้อยก่อนเข้าสู่งานวิจัยหรือทฤษฎี
ท่ีเกี่ยวข้อง ในส่วนสุดท้ายของความนํา ผู้เขียนบทความต้องระบุสมมุติฐาน คําถามการวิจัย หรือวัตถุประสงค์การ
วจิ ัย โดยแสดงใหเ้ ห็นวา่ สมมุติฐานมาจากทฤษฎหี รอื ชอ่ งวา่ งในงานวจิ ยั
ความนําอาจมีมากกว่า 1 ย่อหน้า จุดมุ่งหมายการเขียน คือ เกร่ินให้ทราบถึงสิ่งที่ตามมาในลําดับถัดไปใน
บทความ โดยโครงสรา้ งเน้ือหาในความนาํ ประกอบดว้ ย หัวข้อวจิ ัย ทฤษฎีและงานวจิ ยั สมมตุ ิฐานการวิจัย
ลักษณะความนําท่ีดีต้องตอบได้ว่า ทําไมเร่ืองน้ีจึงมีความน่าสนใจหรือมีความสําคัญ /งานวิจัยเรื่องน้ี
สัมพันธ์กับงานที่มีคนเคยทํามาแล้วหรือทฤษฎีอย่างไร เคยมีผู้อื่นกล่าวถึงเร่ืองนี้แล้วหรือไม่ ในแง่มุมใด /
สมมตุ ฐิ านหรือคําถามการวิจัยมวี า่ อยา่ งไร และเชื่อมโยงกับทฤษฎใี นลักษณะใด /สิง่ ใดทําให้ผู้วิจัยคิดว่าผลการวิจัย
จะสนบั สนุนสมมตุ ฐิ าน
6) วธิ ีการศึกษา : สว่ นวิธีการศกึ ษากล่าวถึงการดําเนินการศกึ ษา ซ่ึงทําใหผ้ อู้ า่ นตดั สนิ ใจได้วา่ ทาํ ได้
เหมาะสมหรือไม่ และทราบวา่ นาํ ไปทําใช้ได้อยา่ งไร สว่ นนีค้ รอบคลมุ เนอื้ หาเกยี่ วกบั ผู้ร่วมวจิ ัย เคร่ืองมือ และ
กลมุ่ งานสนบั สนุนบรกิ าร โรงพยาบาลธญั ญารกั ษ์แมฮ่ อ่ งสอน. 2560
4
ขน้ั ตอนการศกึ ษา กล่าวคือ ตอ้ งบอกว่าเลือกผูเ้ ขา้ รว่ มวจิ ัยอย่างไร ใช้วธิ ีสุ่มหรอื ใช้เกณฑ์อะไรในการเลือก กลมุ่ ที่
ศึกษามลี กั ษณะอยา่ งไร และใช้เครื่องมอื และวัสดุอะไร รวมถึงประเดน็ ทางจรยิ ธรรมท่เี กยี่ วข้อง
7) ผลการศึกษา : การรายงานผลการศึกษาเป็นการสรุปและแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เขียนอาจใช้
ข้อความ ตาราง และภาพในการรายงานผล ควรให้รายละเอียดมากพอเพื่อสนับสนุนข้อสรุปท่ีจะตามมาและ
เพื่อให้อ่านเข้าใจวิธีการทางสถิติที่ใช้ ผู้เขียนต้องคํานึงถึงความชัดเจนและความต้องระบุค่าที่เก่ียวข้องทุกค่า และ
แสดงสญั ลกั ษณ์ตามรูปแบบมาตรฐานสากล ทั้งน้ีถ้าผลการศึกษามีหลายส่วน ควรสรุปแต่ละส่วนก่อนที่จะกล่าวถึง
ส่วนถดั ไปและใช้คําเชอื่ มทฟ่ี ังแลว้ ไมส่ ะดุดด้วย
8) การอภิปรายผล : การอภิปรายผลในบทความวิจัยเป็นการประเมินและตีความผลการศึกษาท่ีได้
ผู้เขียนบทความต้องระบุว่าผลน้ีสนับสนุนสมมติฐานหรือไม่ เหมือนหรือแตกต่างจากผลการวิจัยของงานเร่ืองอ่ืน
อย่างไร ชี้ให้เห็นนัยของผลการศึกษาท่ีมีต่อทฤษฎี การปฏิบัติ นโยบาย และหรือการวินิจฉัยในอนาคต และถ้า
งานวจิ ยั เรอ่ื งนัน้ มขี ้อจํากัด กค็ วรกล่าวถึงอย่างส้นั ๆดว้ ย
การอภิปรายผลควรประกอบด้วย วัตถุประสงค์การวิจัย การเชื่อมโยงกับสมมุติฐาน การเปรียบเทียบกับ
งานวิจัยเรื่องอ่ืน จุดเด่นและจุดด้อยของงานวิจัย ความเที่ยงตรงของงานวิจัยทั้งภายในและภายนอก นัยของผล
การศกึ ษา และสรุปผลการศกึ ษา
9) การอ้างอิง (citing) : ส่ิงหนึ่งที่สะท้อนความเป็นวิชาการในงานเขียน คือ การอ้างอิงซึ่งทําได้ในเน้ือหา
ของบทความโดยการคัดลอกจ้อความ การย่อความ หรือการถอดความ ซึ่งต้องแสดงรายการเอกสารอ้างอิงท้าย
บทความเอกสารทอ่ี ้างควรเป็นหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ สว่ นเชิงอรรถมีหน้าที่ขยายความหรอื ระบุลขิ สทิ ธิ์
9.1) การอ้างอิงในเนื้อหา มหี ลายวิธดี ังน้ี
1) วิธกี ารถอดความ การนาํ ความคิดของผู้อนื่ มาเรยี บเรียงดว้ นคาํ พูดของผู้เขียนเอง
2) วิธีการย่อความ การนําความคิดของผู้อื่นมาเรียบเรียงด้วนคําพูดของผู้เขียนเองแต่นํามาเฉพาะ
ความคิดหลักและตวั อยา่ งเสริมทสี่ าํ คัญเท่าน้ัน
3) วิธีการคัดลอกข้อความ การตัดตอนข้อความบางส่วนจากต้นฉบับที่ใช้อ้างอิงและนํามาเขียนซ้ํา
โดยไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ ข้อความทีค่ ดลอกอาจสน้ั หรอื ยาวก็ได้
9.2) การระบุช่อื แหล่งอ้างอิง ทําได้ 2 แบบ
1) แบบ integral ผู้เขียนให้ความสําคัญแก่เจ้าของงาน เช่น “ตามผลการวิจัยของกษิต พิทยวรรธ์
(2553) การเสียภาษีของธรุ กิจชาวต่างชาติขึ้นอยู่กับประเภทของธรุ กิจ”
2) แบบnon- integral ผู้เขียนให้ความสําคัญแก่งานมากกว่าเจ้าของงาน เช่น “การเสียภาษีของ
ธรุ กจิ ชาวต่างชาติขน้ึ อยกู่ บั ประเภทของธุรกิจ (กษติ พิทยวรรธ,์ 2553)”
9.3) การอ้างอิงผลการวิจัยและความเห็น เช่น ถ้าผู้เขียนจะสรุปว่า สื่อมวลชนมีเสรีภาพมากขึ้นกว่า
อดีต แต่ใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษอ์ า้ งองิ โดยใช้วงเล็บหรือผนวกเปน็ สว่ นหน่ึงในประโยค เช่น
“งานวิจยั ในอดีตแสดงให้เหน็ วา่ สือ่ มวลชนมีเสรภี าพมากข้ึนในการชว่ ง 20 ปที ่ีผ่านมา (นริ มล ว่องวรเดช
, 2553; ปทั มา พิตระกลู , 2553)”
“นิรมล วอ่ งวรเดช (2553) ไดศ้ ึกษาแบบติดตามระยะยาวในช่วงระยะเวลา 20 ปี ซ่งึ ผลการวจิ ัยพบว่า
สื่อมวลชนมเี สรภี าพมากขน้ึ กวา่ เดิมที่”
9.4) การอ้างอิงเอกสารชนั้ รอง การอ้างแหล่งทม่ี าของเอกสารท่อี ้างอิง เชน่ ผูว้ ิจัยใช้ตารางขนาดตัวอย่าง
ของ Krejcie และMorgan ทีไ่ ด้จากหนงั สอื ของสทิ ธ์ิ ธรี สรณ์ ในเนื้อหา ให้อ้างอิง เชน่
“งานวิจัยเรือ่ งนใ้ี ชผ้ ้รู ว่ มวิจยั 14 คน โดยเลอื กจากคนท้งั หมด 15 คน (Krejcie & Morgan,1670, อา้ งถงึ
สทิ ธิ์ ธีรสรณ,์ 2553)”
กลุ่มงานสนับสนนุ บริการ โรงพยาบาลธัญญารักษแ์ ม่ฮอ่ งสอน. 2560
5
“ตามตารางของ Krejcie และ Morgan (1670, อา้ งถงึ สิทธิ์ ธีรสรณ,์ 2553) กําหนดให้ใชต้ วั อย่าง 14 คน
จากคนทง้ั หมด 15 คน”
“Krejcie และ Morgan (1670, อ้างถึงสิทธ์ิ ธรี สรณ,์ 2553) กาํ หนดใหใ้ ช้ตัวอยา่ ง 14 คน ในกรณที ม่ี ี
ประชากร 15 คน”
9.5) การแสดงรายการเอกสารอา้ งองิ รูปแบบการอ้างอิงผ้เู ขียนควรสอบถามบรรณาธิการของวารสารว่า
มกี ฎเกณฑใ์ นเรอื่ งอย่างไร เพราะแต่ละทจี่ ะไมเ่ หมือนกัน ทัง้ นี้ รายการเอกสารท่นี ํามาเขยี นต้องเป็นเอกสารที่
กลา่ วถงึ ในบทความเท่านน้ั ถา้ อา้ งอิงในรายงานวจิ ัย แต่ไม่ได้อยู่ในบทความ ก็ไมต่ อ้ งนาํ มารวมไว้
9.10) ตวั อย่างการเขยี นอ้างอิงแทรก
(วริ ชั วริ ชั นภิ าวรรณ. 2541 : 52)
10) รูปแบบการเขยี นบรรณานุกรม :
วริ ัช วิรัชนิภาวรรณ. (2541). การบริหารเมอื งหลวงและการบริหารทอ้ งถิน่ เปรียบเทยี บ : องั กฤษ
สหรัฐอเมรกิ า ฝรงั่ เศส ญีป่ น่ และไทย ุ. กรงุ เทพ ฯ : โอเดยี นสโตร์.
**หมายเหตุ
1. การเขียนบทความวิจยั จะต้องครอบคลุมสาระตามกระบวนการวิจัย โดยเขียนใหก้ ระชับ สงั เขป ครอบ
ถว้ นชดั เจน ทัง้ น้ีรวมทง้ั ส้ินไมค่ วรเกิน 8 หนา้ กระดาษ A4 ภาษาไทยใช้ Font Angsana New ขนาด 16 Point
2. ใหส้ ่งไฟล์รปู ผู้ทําวจิ ัย และภาพกจิ กรรมจากการวิจยั มาใหมแ่ ผน่ บนั ทกึ ขอ้ มูลดว้ ย เพื่อสะดวกตอ่ การนาํ
ลงเผยแพรในวารสาร ถ้ามภี าพกิจกรรมจากการทาํ วจิ ยั ต้องมอี ยใู่ นเอกสารบทความ โดยมีคาํ บรรยายใต้ภาพไว้
ด้วย (เป็นภาคผนวกไมเกนิ 1 หนา้ กระดาษ)
## การเขียนบทความวจิ ัยมีแนวทาง ดังน้ี ##
1. เป็นบทความที่ลดรูปหรือนํางานวิจัยมาเขียนใหม่ และผู้เขียนต้องมีความเข้าใจในรายงานการวิจัยที่จะ
นํามาเขยี น
2. เร่ิมต้นจากการทําโครงร่าง การจัดลําดับความคิด การเรียบเรียงเน้ือหาสาระ เขียนเป็นฉบับร่าง
จากน้นั ทงิ้ ไว้ 1- 2 สปั ดาห์ จึงนาํ มาอา่ นเพือ่ ปรับปรงุ ทบทวนและภาษา ตลอดจนแบบการเขียนให้ถูกต้องตามแบบ
ของบทความวิจัย การใช้ภาษาทางการที่เป็นมาตรฐาน มีความเหมาะสมกับผู้อ่านที่เป็นนักวิชาการ และใช้ภาษา
ถกู ตอ้ งตาม
หลักภาษา
3. ต้องมี major argument ที่ชัดเจนโดยนําประเด็นที่เด่นท่ีสุดในงานวิจัยมาเขียนเพียง 1 หรือ 2
ประเด็น ดังน้ันจะต้องปรับช่ือเร่ืองและเน้ือหาให้มีความสอดคล้องกับบทความที่เขียนขึ้นใหม่ขณะท่ีเนื้อหาใน
บทความต้องมีความสมบูรณ์ในแบบมาตรฐานของงานวิชาการ การนําเสนอเนื้อหา ควรนําเสนอสาระสําคัญของ
งานวิจัยอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน ถกู ต้องและสมบรู ณจ์ นผอู้ า่ นสามารถทําวิจัยในลกั ษณะเดยี วกนั ได้
4. บทความวิจัยไม่ใช่สรุปย่องานวิจัย การเขียนจะต้องกะทัดรัด ตรงประเด็น บอกกระบวนการ มีสาระที่
ชดั เจน มีระบบอ้างองิ ท่ถี ูกตอ้ ง ใหข้ ้อมูลตามหลกั วิชาทถ่ี กู ตอ้ ง
5. การลําดบั เนื้อหาควรเป็นไปตามหลักการวจิ ยั มคี วามต่อเนอ่ื งตงั้ แตต่ ้นไปจนถงึ การสรุป และอภิปราย
ผลการวจิ ยั แตล่ ะยอ่ หนา้ มปี ระโยคสาํ คัญ และมคี วามเชือ่ มโยงถึงกนั การใชค้ าํ ศพั ท์ ควรใชค้ าํ ศัพทท์ ่มี กี าร
บัญญัติศัพท์เป็นทางการหรือคําศัพท์ท่ีได้รับการรับรองใช้กันแพร่หลาย ถ้าเป็นคําศัพท์ใหม่จากภาษาต่างประเทศ
ควรมวี งเลบ็ กาํ กบั หรือมีเชิงอรรถอธบิ ายความหมาย เม่ือใช้คําศัพทใ์ ดควรใชค้ าํ นน้ั ตลอดบทความวจิ ยั
6. การเขียนประโยค ควรเป็นประโยคสมบูรณ์ และพยายามใช้ประโยคสั้น ควรระมัดระวังเครื่องหมาย
วรรคตอนให้ถกู ตอ้ งทุกประโยค
กล่มุ งานสนับสนนุ บรกิ าร โรงพยาบาลธญั ญารักษ์แมฮ่ ่องสอน. 2560
6
2. บทความวชิ าการ
บทความ คือ ความเรียงที่เขียนข้ึนเพื่อนําเสนอข้อเท็จจริง หรือความคิดเห็นโดยมีหลักฐาน ข้อมูลทาง
วิชาการอ้างอิง ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ มีเหตุผลน่าเช่ือถือ มีวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความเพื่อ
นําเสนอความรู้ ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์ วิจารณ์ เป็นต้น หากมีข้อเสนอแนะใดๆ ต้อง
เป็นไปในทางทสี่ ร้างสรรค์
บทความวิชาการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อนําเสนอความรู้ มุมมอง เน้ือหาจะแสดงข้อเท็จจริง ข้อความรู้ทาง
วิชาการเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง โดยมักจะเป็นการนําเสนอความรู้หรือมุมมองใหม่หรือต่อยอดความรู้ท่ีมีฐานมาจาก
ความรู้เดิมอยู่ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ อาจได้จากการเรียบเรียงจากหนังสือหรืองานวิจัยท่ีมีผู้เขียน
อาจจะเสนอเฉพาะเน้ือหาสาระทางวิชาการหรือเสนอทั้งเน้ือหาสาระ ข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นในเชิง
วิเคราะห์ วจิ ารณ์ หรอื อาจเสนอผลการวิจยั
## วธิ ีเขียนบทความท่ไี ดด้ ี ##
โครงเร่ืองของบทความแบง่ เปน็ 3 ตอน ไดแ้ ก่
1. คํานํา เป็นการเกริ่นบอกกล่าวให้รู้ว่าจะเขียนเร่ืองอะไร การขึ้นคํานํามีอยู่ 2 แบบ คือ การกล่าวทั่วไป
ก่อนทจี่ ะวกเขา้ เรือ่ งทจี่ ะเขียน และการกล่าวเจาะจงลงไปตรงกบั เรือ่ งทจ่ี ะเขียน
การเขียนคํานําต้องจูงใจผู้อ่าน ให้ติดตามเรื่องต่อไปจนจบ การเขียนคํานํามีหลายแบบดังนี้ นําด้วยข่าว
นําด้วยการอธบิ าย นําดว้ ยการเสนอความคิดเหน็ นาํ ด้วยการใช้คําทีท่ าํ ให้ผู้อา่ นเกิดความสนใจ นําดว้ ยการบอก
ความสาํ คญั นาํ ดว้ ยการประชดประชันหรอื เสยี ดสี นาํ ดว้ ยคําถาม นําด้วยการสรปุ ใจความสําคญั ของเร่ือง นําด้วย
สภุ าษิต คาํ คม บทกวี
2. เนื้อเร่ือง การเขียนเนื้อเร่ืองแบ่งเป็น 2 ตอน คือ ส่วนแรกเป็นการขยายความ เมื่อเกร่ินในคํานําแล้ว
ผู้อ่านยังติดตามความคิดได้ไม่ดีพอ ก็ต้องขยายความออกไป เพ่ือช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น ส่วนท่ี 2 เป็นรายละเอียด
มีการให้สถิติรวบรวมข้อมูล การเปรียบเทียบหรือยกตัวอย่างประกอบ โดยต้องระวังอย่าให้มากเกินไป เน้ือเรื่อง
เป็นส่วนท่ีสําคัญและเป็นส่วนท่ีมีรายละเอียดมากท่ีสุด เป็นส่วนรวมความคิดและข้อมูลทั้งหมดย่อหน้าแต่ละย่อ
หน้าในเนื้อเรื่องจะต้องสัมพันธ์เป็นเรื่องเดียวกัน มีลําดับขั้นตอนไม่วกวนไปมา ก่อนที่จะเขียนบทความผู้เขียนต้อง
จึงต้องหาข้อมูล หาความรู้ที่จะนํามาเขียนเสียก่อน ข้อมูลนั้นอาจได้จากการสัมภาษณ์ การสอบถามผู้รู้
หนังสอื พิมพ์หรือหนงั สอื ต่างๆ
การเขียนเนอ้ื เร่อื งควรคํานึงสงิ่ ตา่ งๆ ดงั น้ี
o ใชถ้ ้อยคําที่ถกู ต้องตามความหมาย ใช้ตัวสะกดถกู ต้องตามพจนานกุ รม
o ใช้สาํ นวนโวหารให้เหมาะกบั เร่อื ง เชน่ ใชถ้ อ้ ยคาํ ท่ีเปน็ ทางการ ใชศ้ พั ทเ์ ฉพาะในการเขยี นบทความ
ทางวชิ าการ ใช้ถ้อยคาํ ท่ดี ึงเปน็ ภาษาปาก คําแสลง ในการเขยี นบทความท่ัวไป
o มขี ้อมลู เหตผุ ล สถติ ิและการอ้างองิ ประกอบเรอ่ื ง เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจง่ายและนา่ เช่ือถอื
3. สรุป เป็นส่วนที่แสดงทัศนะข้อคิดเห็นของผู้อ่ืน เป็นส่วนที่ฝากความคิดและปัญหาไว้กับผู้อ่านหลังจาก
ที่อา่ นแลว้ รวมทง้ั ใหข้ อ้ เสนอแนะในการแก้ปัญหาท่ีมีด้วย การเขียนบทความในส่วนสรุปหรือคําลงท้าย เป็นส่วนที่
ผู้เขียนต้องการบอกให้ผู้อื่นทราบว่า ข้อมูลท้ังหมดท่ีเสนอมาได้จบลงแล้ว ผู้เขียนควรมีกลวิธี ท่ีจะทําให้ผู้อ่าน
ประทบั ใจการเขียนสรปุ หรือคาํ ลงท้ายอาจใชว้ ิธกี ารตา่ งๆ เหล่าน้ี ไดแ้ ก่ สรุปดว้ ยคาํ ถามที่ชวนให้ผ้อู ื่นคิดหาคําตอบ
สรุปด้วยการแสดงความประสงค์ของผู้เขียน สรุปด้วยใจความสําคัญ สรุปด้วยการใช้คํากล่าว คําคม บทกวี หรือ
สรุปดว้ ยการเลน่ คํา
กลมุ่ งานสนบั สนุนบริการ โรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮอ่ งสอน. 2560
7
## ลักษณะบทความวิชาการท่ดี ี ##
1. มีประเดน็ หรือแนวคดิ ท่ีชัดเจน มเี นื้อหาสาระทางวิชาการทีถ่ กู ต้อง สมบูรณ์และทนั สมัย
2. มีการวิเคราะห์ประเด็นตามหลักวิชาการ มีการสรุปประเด็น มีการสังเคราะห์ความรู้จากแหล่งต่างๆ
และเสนอความรหู้ รอื วิธกี ารทีเ่ ปน็ ประโยชน์
3. สอดแทรกความคิดรเิ ริม่ หรอื ความรู้ใหมท่ ่ีเป็นประโยชน์หรอื แสดงทัศนะทางวชิ าการของผู้เขียนอย่าง
ชดั เจนและเที่ยงตรง
4. มีการค้นคว้าอ้างอิงจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ทันสมัย ครอบคลุม และมีการอ้างอิงอย่างเป็นระบบ
ถกู ตอ้ งตามแบบแผน
5. มีการนําเสนอข้อมูลท่ีเข้าใจง่าย และเป็นระบบ ใช้ศัพท์และภาษาทางวิชาการอย่างเหมาะสม มีตาราง
แผนภมู ิ ประกอบตามความจาํ เป็น เพ่ือให้เข้าใจงา่ ยและชัดเจน
## เทคนคิ การเขียนบทความทางวิชาการ ##
1. ช่อื เร่อื ง ใช้ภาษาที่เป็นทางการ ช่ือเรอ่ื งชัดเจนตรงไปตรงมา และครอบคลมุ ประเดน็ ของเร่ือง
2. ชือ่ ผูเ้ ขยี น ตอ้ งใชช้ อ่ื จริง ไม่ใช้นามแฝง
3. บทคัดย่อ ควรเขียนให้กระชับ เน้นประเด็นสําคัญของงานที่ต้องการนําเสนอ ส่วนใหญ่มีการกําหนด
ความยาวของบทคัดย่อ เช่น ไม่เกิน 10-15 บรรทัด มักมีจะประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วนคือ เกริ่นนํา สิ่งท่ีทํา และ
สรปุ ผล (อ่านแล้วตอ้ งเห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน) ควรมีคําสําคัญที่ต้องเขียนเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากเขียนส่วนอ่ืน
แลว้
4. ความนํา/บทนาํ เขียนปูพืน้ ฐานเพอื่ ดงึ ความสนใจของผู้อา่ นส่เู น้อื หาเรือ่ งให้เห็นความสําคญั และสรา้ ง
บรรยากาศใหต้ ิดตามตอ่ ไป (เขยี นให้กระชบั ตรงประเด็น ไม่ยืดเย้ือ สอดคล้องกับช่ือเร่ือง เน้ือหาในส่วนน้ีสามารถ
กล่าวถึงวัตถุประสงค์ ท่ีมา ขอบเขตของบทความน้ัน อาจมีคําจํากัดความหรือนิยามต่างๆท่ีเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน
กรณที ี่คาํ เหล่าน้ัน ใชใ้ นความหมายท่ีแตกตา่ งจากความหมายทว่ั ไป/เป็นคาํ ทอี่ าจจะไมเ่ ข้าใจความหมาย
5. เน้ือเร่ือง คือการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ต้องเป็นไปอย่างมีหลักการ ทฤษฎี หรือหลักฐานอ้างอิง
อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความเป็นเหตุเป็นผลท่ีน่าเช่ือถือ การใช้ภาษา บทความทางวิชาการ (ภาษาไทย)
ต้องใช้คําในภาษาไทย หากคําไทยน้ันยังไม่เป็นท่ีเผยแพร่ ควรใช้คําภาษาต่างประเทศไว้ในวงเล็บ ในกรณีที่ไม่
สามารถหาคําไทยได้ จะต้องเป็นการทับศัพท์ก็ควรเขียนคํานั้นให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน
และควรตรวจทานงานของตนไมใ่ ห้ผดิ พลาด
6. บทสรุป/บทส่งท้าย การเลือกเก็บประเด็นสําคัญๆของบทความนั้นมาเขียนรวมไว้อย่างสั้นๆท้ายบท
หรือ อาจใช้วิธีการบอกผลลัพธ์ว่า สิ่งท่ีกล่าวมาทั้งหมดมีความสําคัญอย่างไร สามารถนําไปใช้อะไรได้บ้าง หรือจะ
ทําให้เกิดอะไรต่อไป หรือ อาจใช้วิธีการต้ังคําถามหรือให้ประเด็นทิ้งท้ายกระตุ้นให้ผู้อ่านไปแสวงหาความรู้/คิดค้น
พัฒนาเรอ่ื งนน้ั ตอ่ ไป
7. สว่ นอ้างองิ สะท้อนว่างานเขียนน้ันอยู่บนพ้ืนฐานของวิชาการท่ีได้มีการศึกษาค้นคว้า วิจัยมาแล้ว เป็น
การให้เกียรติเจ้าของผลงานที่นํามาอ้าง เป็นหลักฐานให้ผู้อ่านสามารถไปสืบเสาะ แสวงหาความรู้เพ่ิมเติม หรือ
ติดตามตรวจสอบหลักฐานได้ รูปแบบการอ้างอิง จะข้ึนอยู่กับการกําหนดของแหล่งเผยแพร่บทความทางวิชาการ
นั้นๆ
กลมุ่ งานสนับสนนุ บรกิ าร โรงพยาบาลธญั ญารกั ษ์แม่ฮอ่ งสอน. 2560
8
## การเขยี นเชงิ วิชาการประเภทตา่ ง ไดแ้ ก่
- บทความในการประชมุ - รายงานวจิ ัย
- บทความวิจัย - วทิ ยานพิ นธ์
- โปสเตอรใ์ นการประชุม - บทความในหนังสือ
- หนังสือ - บทความปรทิ ศั น์
บทความวิชาการที่ตีพมิ พ์ในสอื่ ส่งิ พมิ พป์ ระเภทวาสาร เรียกวา่ บทความวารสาร (Journal article)
บทความวชิ าการทเ่ี หมาะสมสาํ หรับการตีพิมพ์ในวารสารตอ้ งมีคณุ ลักษณะ ดังน้ี
- นําเสนอผลการศกึ ษาท่ไี ม่เคยตพี มิ พ์
- ได้รบั การกลนั่ กลองโดยผ้ทู รงคณุ วุฒิ
- ผ้อู ่านสามารถสืบค้นได้ในภายหลงั
3. บทความปริทศั น์
บทความปริทัศน์เป็นบทความท่ีได้จากการทบทวน วิเคราะห์และเปรียบเทียบงานวิจัยต่างๆ ภายใต้หัวข้อ
ใดหัวข้อหน่ึง เราเขียนบทความปริทัศน์เพ่ือนําเสนองค์ความรู้ที่ทันสมัยในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงจากมุมมองของผู้เขียน
บทความปรทิ ศั นม์ อี งค์ประกอบ 3 ส่วน ไดแ้ ก่
สว่ นตน้ ระบุช่อื บทความ ชอ่ื ผู้เขยี น ขอ้ มูลผู้เขยี น และบทคัดยอ่
สว่ นเนอ้ื หา แบ่งเปน็ เปน็ ความนาํ เนอื้ เร่อื ง และสรปุ ผล
ส่วนสรุป ซึ่งมีเอกสารอ้างอิงเป็นหลัก การนํางานวิจัยต่างๆมาเรียบเรียงบทความปริทัศน์ควร
ลําดับตามความสัมพนั ธม์ ากกวา่ ตามเวลาทเี่ กดิ
บทคัดย่อ บทความปริทัศน์ ควรกล่าวถึง 1) วัตถุประสงค์ที่ศึกษา 2) ผลการศึกษาในวานท่ีทบทวน
3) ขอ้ สรปุ (ไม่ใช่ย่อความ)
บทคัดย่อ บทความกรณีศึกษา ควรกล่าวถึง 1) ลักษณะของกรณีท่ีศึกษา(บุคคล กลุ่มคน ชุมชน หรือ
องคก์ ร) 2) วิธีการแก้ปัญหาโดยยกตวั อย่างกรณปี ระกอบ 3) คําถามสาํ หรับงานวจิ ยั หรือทฤษฎที ี่อาจมเี พ่มิ เติม
.............................................................................................................
เอกสารอา้ งองิ
สทิ ธิ์ ธีรสรณ.์ (2558). เทคนคิ การเขียนบทความวิชาการ. สาํ นกั พมิ พแ์ หง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
คณะกรรมการจดั การความรู้ คณะบริหารธรุ กิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลกรุงเทพ. (2556). เทคนคิ การ
เขยี นบทความวิจยั และบทความวิชาการเพ่อื ลงตพี มิ พ์ในวารสารวชิ าการ.
http://research.uru.ac.th/home/formfile/03312075558.pdf เขา้ ถึงเมอื่ 26 กันยายน 2560
(http://ms.psru.ac.th/share_knowledge/KM220220123.pdf เข้าถึงเมอ่ื 26 กันยายน 2560
กลุม่ งานสนบั สนุนบรกิ าร โรงพยาบาลธญั ญารกั ษ์แมฮ่ ่องสอน. 2560
9
ตวั อย่างการเขยี นบทความวิจัย
ชอื่ ผลงานการวิจัย : …………………… (ทง้ั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)...............................................................
..........................................................................................................................................
ชอื่ ผ้วู จิ ยั : …………………… (ทงั้ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ)...............................................................
..........................................................................................................................................
Abstract:
…………………………………(มีความยาวไมเกิน 10 บรรทัด) ………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
Keywords:
บทคดั ย่อ :
…………………………………(มีความยาวไม่เกนิ 10 บรรทัด) …………………………………………………..……….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
คําสําคญั : .................................................................................................................................................
(เวน้ 1 บรรทดั )
บทนํา :
…………………………………(มีความยาวไม่เกนิ 10 บรรทัด) ………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
(เวน้ 1 บรรทัด)
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
…………………………(ตรงกบั ในรายงานการวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ)์ ..............................................................
...........................................................................................................................................................................
(เว้น 1 บรรทัด)
ขอบเขตของการวจิ ัย
............................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
(เว้น 1 บรรทัด)
กรอบความคดิ ในการวิจัย
..............................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
(เว้น 1 บรรทดั )
วิธีดําเนนิ การวจิ ยั
การวจิ ยั ครง้ั นเี้ ปน็ การวจิ ยั ........................(บอกชนิดหรอื ประเภทของการวจิ ยั )................................
............................................................................................................................................................................
ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง ....................................(ทาํ เป็น 2 ย่อหน้าย่อ หน้าแรกบอกถงึ ประชากร
ยอ่ หนา้ ที่ 2 บอกถงึ กลมุ่ ตวั อย่างและการไดม้ าของกล่มุ ตวั อยา่ ง)...............................................................................
............................................................................................................................................................................
นวัตกรรมการวิจยั (ถ้าม)ี
............................................................................................................................................................................
กล่มุ งานสนบั สนุนบริการ โรงพยาบาลธญั ญารักษแ์ มฮ่ อ่ งสอน. 2560
10
เคร่ืองมือที่ ใช้ในการวิจัย/รวบรวมข้อมลู .........................................(บอกรายละเอียดของเครอื่ งมือที่ใชใ้ น
การวิจยั ไว้ดว้ ย)......................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
วธิ ีการเกบ็ ขอ้ มูล ........................................(บอกลาํ ดบั ขั้น วิธดี ําเนนิ การ)..........................................
.............................................................................................................................................................................
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล ........................(บอกวธิ ีการวเิ คราะห์ข้อมูล/กรณีที่เป็นขอ้ มูลเชิงปรมิ าณบอกสถิตทิ ่ีใช้
ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล) ......................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
เวน้ 1 บรรทดั
ผลการวิจัย
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
อภปิ ราย
................(มกี ารอา้ งอิงสอดคล้องกบทฤษฏหี ลกั การของนักวชิ าการหรือสอดคลอ้ งกบงานวิจยั ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง)
............................ไว้ดว้ ยทงั้ นี้ต้องเขยี นสรปุ ให้กระชับ.............................................................................
.................................................................................................................................................................................
เวน้ 1 บรรทดั
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะทวั่ ไป/เชิงนโยบาย (ถา้ ม)ี
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะสาํ หรบั การทาํ วิจัย/การทําวจิ ยั ต่อยอด
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
บรรณานกุ รม
(มจี ํานวน 5-10 รายการ)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
กลุ่มงานสนับสนนุ บรกิ าร โรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน. 2560
11
ตัวอยา่ งการวางเคา้ โครงหนา้ บทความ ก่อนเร่มิ เขยี นบทความ
ตวั อย่าง เชน่ บรรณาธิการกําหนดใหผ้ ูเ้ ขียนต้องเขยี นบทความอยู่ระว่าง 10-12 หน้า A4 ผ้เู ขยี นจะต้อง
กําหนดจาํ นวนหน้ากระดาษสาํ หรับเขียนบทความเอาไว้ 12 แผ่น แลว้ กําหนดหวั ข้อหลักๆ และหวั ข้อย่อย โดย
จะต้องยึดตามขอ้ กาํ หนดของสํานกั พิมพอ์ ยา่ งเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกดิ ปญั หาการไม่รบั บทความอันเนอื่ งมาจากเขยี น
ผดิ รปู แบบของสาํ นกั พมิ พ์ หลงั จากน้ันกระจายหวั ข้อหลกั ๆ ตามโครงสร้างของบทความทถ่ี ูกกําหนดเอาไว้ ไดแ้ ก่
ส่วนแสดงชอื่ เรือ่ ง ช่ือผ้แู ตง่ บทคดั ยอ่ บทนาํ วธิ กี ารหรอื กรอบแนวคิด อภิปรายผล บทสรุปและข้อเสนอแนะ
เอกสารอา้ งองิ
หน้าท่ี 1 หนา้ 2-4 หน้า 5-6
ผลการศึกษา
ชื่อบทความ บทนํา
ชือ่ ผเู้ ขยี น บทนํา ............................ ผลการศกึ ษา.........................
บทคดั ยอ่ (ไทย) ...................................................
………………………………………… ………………………………………… ...................................................
………………………………………… ……………………………………………
………………………………………… วธิ กี ารศึกษา/ระเบยี บวิธีวจิ ัย ภาพท.ี่ ..
คาํ สาํ คัญ …….,…….,…….. ...................................................
บทคดั ย่อ (อังกฤษ) วิธีการศึกษา ..…………….… ...................................................
………………………………………… ……………………………………………
………………………………………… ……………………………………………
คาํ สาํ คญั …….,…….,…….. ……………………………………………
……………………………………………
……………………………………………
หน้า 7-8 หนา้ 9-11 หนา้ 12
ผลการศกึ ษา อภปิ รายผล วรปุ ผล/ข้อเสนอแนะ
ผลการศึกษา...................... ..……………………………….… ..……………………………….…
.................................................. …………………………………………… ……………………………………………
.................................................. …………………………………………… ……………………………………………
.................................................. …………………………………………… ……………………………………………
…………………………………………… ……………………………………………
ตาราง …. ช่อื ตาราง ......... …………………………………………… ……………………………………………
…………………………………………… เอกสารอ้างองิ
…………………………………………… …………………………………………… .......................................................
………………………………………….. .......................................................
กลมุ่ งานสนับสนุนบรกิ าร โรงพยาบาลธญั ญารักษ์แม่ฮ่องสอน. 2560