หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 กิจการห้างหุ้นส่วน 1.ความหมายและลักษณะสำ คัญของห้างหุ้นส่วน 1.1 ความหมายของห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วน (Partnership) เป็นธุรกิจที่มีเจ้าของอย่างน้อยตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เรียกว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงทำ ธุรกิจรวมกัน กำ หนดเงื่อนไขในการบริหารและการแบ่งปันผลกำ ไรไว้ ชัดเจน ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งอาจได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหารงานก็ได้ กิจการ บริการและร้านค้าปลีกขนาดกลางมักจะตั้งขึ้นในรูปของห้างหุ้นส่วน การบัญชีของกิจการจะต้อง ถือเป็นหน่วยทางบัญชีแยกออกต่างหากจากเจ้าของเดียวกัน (อรุณี อย่างธารา และคณะ. 2542: 1-11) ห้างหุ้นส่วน (Partnership) หมายถึงธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปซึ่ง เรียกว่า ผู้เป็นหุ้นส่วน ตกลงทำ ธุรกิจร่วมกัน และจะนำ ผลกำ ไรหรือขาดทุนจากการดำ เนินงาน มาแบ่งปันระหว่างกัน (พิมพา คงสำ ราญ. 2548: 2) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1012 บัญญัติว่า “อันว่า สัญญาจัดตั้งห้างหุ้น ส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำ กิจการร่วม กันด้วยความประสงค์จะแบ่งปันกำ ไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำ นั้น” จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า ห้างหุ้นส่วน (Partnership) หมายถึงการจัดตั้งธุรกิจที่ มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงทำ สัญญาทำ ธุรกิจประเภทเดียวกัน ว่าจะนำ สิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ว่า จะเป็นเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นหรือแรงงาน มาลงทุนร่วมทุนกัน เรียกกันว่า ผู้เป็นหุ้นส่วน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งปันผลกำ ไรขาดทุนที่ได้จากการดำ เนินงานตามข้อตกลงระหว่างกัน อาจตกลงกันด้วยวาจาหรือทำ สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือโดยการกระทำ ซึ่งแสดงความ ยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วน แต่เพื่อมิให้มีการโต้แย้งกันภายหลัง การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจึงควรทำ สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน 1.2 ลักษณะสำ คัญของห้างหุ้นส่วน สรุปได้ 4 ประการดังนี้ 1.2.1 มีสัญญาระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป 1.2.2 ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนตกลงมีการลงทุนร่วมกัน หุ้นส่วนทุกคนต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมา ลงทุนในห้างหุ้นส่วน ซึ่งอาจจะเป็นเงินสด หรือทรัพย์สินอื่น หรือแรงงานก็ได้ 1.2.3 ต้องกระทำ กิจการร่วมกันโดยเจตนา หรือกระทำ กิจการอย่างเดียวกัน 1.2.4 มีวัตถุประสงค์จะแบ่งกำ ไรขาดทุนจากการดำ เนินกิจการตามข้อตกลง หากไม่ได้ ตกลงกันไว้ ให้แบ่งกำ ไรขาดทุนตามอัตราส่วนทุนที่นำ มาลงทุน 2.การจัดตั้งห้างหุ้นส่วน การดำ เนินธุรกิจในรูปของห้างหุ้นส่วนนั้น ควรจัดทำ ข้อตกลงหรือเงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ โดยจัดทำ เป็นสัญญาระหว่างกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อกำ หนดสิทธิและหน้าที่ของผู้เป็น หุ้นส่วนแต่ละคนรวม ทั้งแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างกันเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่ อาจจะเกิดขึ้นได้ในภายหน้าสาระสำ คัญในสัญญาควรประกอบด้วย
1) ชื่อห้างหุ้นส่วน ที่ตั้งสำ นักงาน 2) ชื่อและที่อยู่ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน 3) วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วน 4) วันที่จัดตั้งห้างหุ้นส่วนและเวลาสิ้นสุดของห้างหุ้นส่วน (ถ้ามี) 5) การลงทุนของหุ้นส่วน การตีราคาสินทรัพย์ที่หุ้นส่วนนำ มาลงทุน 6) อำ นาจ หน้าที่ ของผู้เป็นหุ้นส่วน 7) นโยบายการบัญชีและวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี 8) หลักเกณฑ์การแบ่งกำ ไรขาดทุน การคิดดอกเบี้ยทุนและค่าตอบแทน 9) หลักเกณฑ์การเพิ่มหรือถอนทุน การถอนใช้ส่วนตัวของผู้เป็นหุ้นส่วน 10) หลักเกณฑ์การคืนทุนให้หุ้นส่วนที่ลาออกหรือถึงแก่กรรม 11) การเปลี่ยนแปลง แก้ไขหรือยกเลิกสัญญาระหว่างหุ้นส่วน 12) การรับหุ้นส่วนใหม่ 13) วิธีการไกล่เกลี่ยข้อโต้แย้งหรือการขัดแย้งกันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน 14) หลักเกณฑ์การเลิกห้างหุ้นส่วน ส่วนการดำ เนินการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของห้างหุ้นส่วนดังนี้ 2.1 ห้างหุ้นส่วนไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นบุคคลธรรมดา การจัดตั้งห้าง หุ้นส่วนดำ เนินการเพียงจดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 ซึ่งกำ หนดให้จดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ 2.2 ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล คือห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลและห้างหุ้น ส่วนจำ กัด กรพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กำ หนดให้ดำ เนินการในการจัดตั้งห้าง หุ้นส่วนดังนี้ 1) ยื่นแบบขอจองชื่อห้างหุ้นส่วน (เพื่อตรวจสอบไม่ให้ช้ำ กับห้างหุ้นส่วนอื่น) 2 เมื่อชื่อผ่านการตรวจสอบแล้วให้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนภายใน 30 วัน 3) เสียค่าธรรมเนียมตามใบสั่งของเจ้าหน้าที่ 4) เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งแล้วจะได้รับหนังสือรับรองและใบสำ คัญเป็นหลักฐาน สถานที่จดทะเบียน 1) หน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำ นักงานพาณิชย์จังหวัดทั่ว ประเทศยกเว้น การขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนที่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซึ่งมีกฎหมาย พิเศษควบคุม ได้แก่ หลักทรัพย์ คลังสินค้าห้องเย็นไซโล นายหน้าประกันภัย บริษัท สินทรัพย์ให้ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำ นักงานบริการจดทะเบียน ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนที่มี สำ นักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจ การค้า (สนามบินน้ำ ห้างหุ้นส่วนที่มีสำ นักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดใด ให้ยื่นขอ จดทะเบียนที่สำ นักงานพาณิชย์จังหวัดซึ่งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นมีสำ นักงานแห่งใหญ่ตั้ง อยู่
2) ยื่นจดทะเบียนทางระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration เว็บไซต์ https://ereg.dbd.go.th/ERegistMemberWeb/nonmemberpages/home.xhtm) 3. ประเภทของห้างหุ้นส่วน กฎหมายได้แบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ประเภทคือ 3.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Or Unlimited Partnership) ห้างหุ้นส่วนสามัญคือห้างหุ้นส่วนที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิดำ เนินกิจการใน นามห้างหุ้นส่วนได้ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันในหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้น ส่วน โดยไม่จำ กัดจำ นวน ห้างหุ้นส่วนสามัญแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 3.1.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน คือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนต่อกรมพัฒนา ธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และต้องเขียนคำ นำ หน้า ชื่อว่า "ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล.........” ต้องระบุชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งมีคนเดียวหรือ หลายคนก็ได้ เพื่อมีสิทธิในการจัดทำ การงานและทำ นิติกรรมใด ๆ ในนามห้างหุ้นส่วนได้ 3.1.2 ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียน มีฐานะเป็นบุคคลธรรมดา ถ้าผู้เป็น หุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ ตามกฎหมายถือว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิเข้าบริหารจัดการงาน และทำ นิติกรรมใด ๆ ในนามห้างหุ้นส่วนได้ และต้องเขียนคำ นำ หน้าชื่อว่า "ห้างหุ้นส่วน สามัญ……….” 3.2 ห้างหุ้นส่วนจำ กัด (Limited Partnership) ห้างหุ้นส่วนจำ กัด คือห้างหุ้นส่วนที่กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนนิติบุคคล และ การตั้งชื่อห้างหุ้นส่วนต้องมีคำ นำ หน้าชื่อว่า “ห้างหุ้นส่วนจำ กัด………” ห้างหุ้นส่วนจำ กัดนี้มีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภทคือ
3.2.1 หุ้นส่วนประเภทจำ กัดความรับผิดชอบ จะรับผิดชอบในหนี้สินของห้างหุ้น ส่วนเพียงไม่เกินจำ นวนเงินที่ตนรับจะลงทุนในห้างหุ้นส่วนเท่านั้น และหุ้นส่วนประเภทนี้ ทุนที่นำ มาลงต้องเป็นเงินสดหรือสินทรัพย์อื่น จะลงทุนเป็นแรงงานไม่ได้ ดังนั้นหุ้นส่วน ประเภทนี้จึงไม่มีสิทธิเข้ามาบริหารจัดการงานหรือทำ นิติกรรมใดๆ แทนห้างหุ้นส่วน 3.2.2 หุ้นส่วนประเภทไม่จำ กัดความรับผิดชอบ จะรับผิดชอบในหนี้สินทั้งปวง ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำ กัดจำ นวน และหุ้นส่วนประเภทนี้อาจจะมีทุนที่นำ มาลงทุนร่วม กิจการเป็นเงินสดสินทรัพย์อื่น ๆ หรือแรงงานก็ได้ ดังนั้นหุ้นส่วนประเภทนี้จึงมีสิทธิเข้า มาบริหารงาน หรือทำ นิติกรรมใด ๆ ทนห้างหุ้นส่วนได้
4. ข้อแตกต่างของห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจำ กัด ตารางที่ 1.1 แสดงข้อแตกต่างของห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจำ กัด ตารางที่ 1.2 แสดงการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วน
ตารางที่ 1.3 แสดงการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน 5. กฎหมายเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วนเป็นกฎหมายธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวช้องตั้งแต่การจัดตั้งห้างหุ้น ส่วนการประกอบธุรกิจห้างหุ้นส่วน และการเลิกห้างหุ้นส่วน โดยกระจายอยู่ในลักษณะของ กฎหมายต่างๆในรูปของประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ประกาศ และคำ สั่ง ซึ่งมีส่วนสำ คัญดังนี้ 5.1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้ง การจดทะเบียน การเลิกกิจการของท้างหุ้นส่วนและบริษัท ดังนี้ มาตรา 1012 อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคน ขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำ กิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำ ไรอันจะพึงได้แต่ กิจการที่ทำ นั้น มาตรา 1014 บรรดาสำ นักงานสำ หรับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัททั้งหลายนั้น ให้ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงซึ่งบัญชาการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทเป็นผู้ออกกฎข้อบังคับ จัดตั้งขึ้น มาตรา 1015 ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบัญญัติแห่งลักษณะนี้แล้ว ท่าน จัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นหุ้นส่วน หรือบริษัทนั้น มาตรา 1016 การจดทะเบียนนั้น ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทตั้งสำ นักงานแห่งใหญ่ทำ กิจการอยู่ ณ ตำ บลใดในพระราชอาณาจักร ท่านให้จดทะเบียน ณ หอทะเบียนสำ หรับตำ บลนั้น การแก้ไขข้อความที่ได้จดทะเบียนประการหนึ่งประการใดในภายหลังก็ดี กับทั้งแก้ไขการ อื่นอย่างหนึ่งอย่างใด อันบทบัญญัติแผนกนี้บังคับหรืออนุญาตให้จดทะเบียนก็ดี ก็ต้องจด ทะเบียน ณ สำ นักทะเบียนแห่งเดียวกันนั้น มาตรา 1025 ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นส่วน สิ่งที่นำ มา ลงด้วยนั้น จะเป็นเงิน หรือทรัพย์สินสิ่งอื่น หรือลงแรงงานก็ได้ มาตรา 1055 ห้างหุ้นส่วนสามัญย่อมเลิกกันด้วยเหตุดังกล่าวต่อไปนี้ (1) ถ้าในสัญญาทำ ไว้มีกำ หนดกรณีอันใดเป็นเหตุที่จะเลิกกัน เมื่อมีกรณีนั้น (2) ถ้าสัญญาทำ ไว้เฉพาะกำ หนดกาลใด เมื่อสิ้นกำ หนดกาลนั้น (3) ถ้าสัญญาทำ ไว้เฉพาะเพื่อทำ กิจการอย่างหนึ่งอย่างใดแต่อย่างเดียวเมื่อเสร็จการนั้น (4) เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งให้คำ บอกกล่าวแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ตามกำ หนด ดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 1056 (5) เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งตาย หรือล้มละลาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ มาตรา 1056 ถ้าห้างหุ้นส่วนได้ตั้งขึ้นไม่มีกำ หนดกาลอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นยุติ ท่านว่าจะ
เลิกได้ต่อเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งบอกเลิกเมื่อสิ้นรอบปีในทางบัญชีเงินของห้าง หุ้นส่วนนั้น และผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นต้องบอกกล่าวความจำ นงจะเลิกล่วงหน้าไม่น้อยกว่าห มาตรา 1057 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดร้องขอเมื่อมีกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังจะกล่าว ต่อไปนี้ศาลอาจสั่งให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันเสียก็ได้ คือ (1) เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งนอกจากผู้ร้องฟ้องนั้น ล่วงละเมิดบทบังคับ ใด ๆ อันเป็นข้อสาระสำ คัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำ หนดไว้แก่ตน โดยจงใจหรือเลินเล่ออย่าง ร้ายแรง (2) เมื่อกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นจะทำ ไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียว และไม่มี หวังจะกลับฟื้นตัวได้อีก (3) เมื่อมีเหตุอื่นใดๆ ทำ ให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเหลือวิสัยที่จะดำ รงคงอยู่ต่อไปได้ มาตรา 1061 เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำ ระบัญชี เว้นแต่จะได้ ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน หรือว่าห้างหุ้นส่วน นั้นศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย ถ้าการเลิกห้างหุ้นส่วนนั้นได้เป็นไปโดยที่เจ้าหนี้ฉพาะตัวของผู้เป็นหุ้นส่วนคน ใดคนหนึ่งได้ให้คำ บอกกล่าวก็ดี หรือโดยที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งล้มละลายก็ดี ท่าน ว่าจะงดการชำ ระบัญชีเสียได้ต่อเมื่อเจ้าหนี้คนนั้น หรือเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ยินยอมด้วย การชำ ระบัญชีนั้น ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำ หรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้ เป็นหุ้นส่วนได้ตั้งแต่งขึ้นนั้นเป็นผู้จัดทำ การแต่งตั้งผู้ชำ ระบัญชี ให้วินิจลัยชี้ขาดโดยคะแนนเสียงข้างมากของผู้เป็นนั้ มาดรา 1062 การชำ ระบัญชี ให้ทำ โดยลำ ดับดังนี้ (1) ให้ชำ ระหนี้ทั้งหลายซึ่งค้างชำ ระแก่บุคคลภายนอก (2) ให้ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของต (3) ให้คืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น ถ้ายังมีทรัพย์เหลืออยู่อีกเท่ไร ก็ให้เฉยแจกเป็นกำ ไรในระหว่างผู้เป็น มาดรา 1064 อันห้งหุ้นส่วนสามัญนั้น จะจดทะเบียนก็ได้ มาตรา 1064/2 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ห้างหุ้นส่วนจด ทะเบียนนำ ความไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง มาตรา 1078 นห้างหุ้นส่วนจำ กัดนั้น ท่านบังคับว่าต้องจดทะเบียน มาตรา 1078/2 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ห้างหุ้นส่วนจำ กัดนำ ความไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง มาตรา 1083 การลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนจำ พวกจำ กัดความรับผิดนั้น ท่านว่าต้อง ให้ลงเป็นเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นๆ มาตรา 1250 หน้าที่ของผู้ชำ ระบัญชี คือชำ ระสะสางการงานของห้างหุ้นส่วนหรือ บริษัทนั้นให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและเจกจำ หน่ายสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนหรือ บริษัทนั้น มาตรา 1253 ภายในสิบสี่วันนับแต่ได้เลิกห้างเลิกบริษัท หรือถ้าศาลได้ตั้งผู้ ชำ ระบัญชีนับแต่วันที่ศาลตั้ง ผู้ชำ ระบัญชีต้องกระทำ ดังจะกล่าวต่อไปนี้
(1) บอกกล่าวแก่ประชาชน โดยประกาศโมษณในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราว ว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นได้เลิกกันแล้ว และให้ผู้เป็นเจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำ ทวงหนี้แก่ผู้ ชำ ระบัญชี (2) บอกกล่าวอย่างเดียวกันเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลายทุกๆ คน บรรดามีชื่อปรากฏในสมุดบัญชีหรือเอกสารของห้างหรือบริษัทนั้น มาตรา 1254 การเลิกหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น ผู้ชำ ระบัญชีต้องนำ บอกให้จดทะเบียนบ ภายในสิบสี่วัน นับแต่วันที่เลิกกัน และในการนี้ต้องระบุชื่อผู้ชำ ระบัญชีทุก ๆ คนให้จดลง ทะเบียนไว้ด้วย มาตรา 1258 เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้ชำ ระบัญชีใหม่ครั้งใด ผู้ชำ ระบัญชีต้องนำ ความจด ทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้เปลี่ยนตัวกันนั้น มาตรา 1262 ถ้ามีมติของที่ประชุมใหญ่หรือคำ บังคับของศาล ให้อำ นาจผู้ชำ ระบัญชี ให้ทำ กาแยกกันได้ ท่านว่าต้องนำ ความจดทะเบียนภายในสิบสี่ วันนับแต่วันลงมติหรือออกคำ บังคับนั้น มาตรา 1267 ผู้ชำ ระบัญชีต้องทำ รายงานยื่นไว้ ณ หอทะเบียนทุกระยะสามเดือนครั้ง หนึ่งว่าได้จัดการไปอย่างใดบ้าง แสดงให้เห็นความเป็นไปของบัญชีที่ชำ ระอยู่นั้น และ รายงานนี้ให้เปิดเผยแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนและผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้ทั้งหลายตรวจดูได้โดยไม่ต้อง เสียค่าธรรมเนียม มางรา 1268 ถ้าการชำ ระบัญชีนั้นยังคงทำ อยู่โดยกาลกว่าปีหนึ่งขึ้นไป ผู้ชำ ระบัญชี ต้องเรียกประชุมใหญ่ในเวลาสิ้นปีทุกปีนับแต่ริ่มทำ การชำ ระบัญชี และต้องทำ รายงานยื่นที่ ประชุมว่าได้จัดการไปอย่างไรบ้าง ทั้งแถลงให้ทราบความเป็นไปแห่งบัญชีโดยละเอียด มาดรา 1269 อันทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือของบริษัทนั้น จะแบ่งคืนให้แก่ผู้เป็น หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำ ระหนี้ของห้างหุ้นส่วนหรือ บริษัทเท่านั้น มาตรา 1270 เมื่อการชำ ระบัญชีกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทสำ เร็จลง ผู้ชำ ระ บัญชีต้องทำ รายงานการชำ ระบัญชีแสดงว่า การชำ ระบัญชีนั้นได้ดำ เนินไปอย่างใด และได้ จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นไปประการใดแล้ว ให้เรียกประชุมใหญ่เพื่อ เสนอรายงานนั้น และชี้แจงกิจการต่อที่ประชุม เมื่อที่ประชุมใหญ่ได้ให้อนุมัติรายงานนั้นแล้ว ผู้ชำ ระบัญชีต้องนำ ข้อความที่ได้ประชุมกันนั้นไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันประชุม เมื่อได้จดทะเบียนแล้วดังนี้ให้ถือว่าเป็นที่สุดแห่งการชำ ระบัญชี มาตรา 1271 เมื่อเสร็จการชำ ระบัญชีแล้ว ท่านให้มอบบรรดาสมุดและบัญชี และ เอกสารทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ซึ่งได้ชำ ระบัญชีนั้นไว้แก่นายทะเบียนภายใน กำ หนดสิบสี่วันดังกล่าวไว้ในมาตราก่อน และให้นายทะเบียนรักษาสมุด และบัญชีและเอกสาร เหล่านั้นไว้ร่สิบปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำ ระบัญชี สมุดและบัญชีและเอกสารเหล่านี้ ให้เปิดให้แก่บรรดาบุคคล ผู้มีส่วนได้เสียตรวจดู ได้โดยไม่เรียกค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งอย่างใด สรุปสาระสำ คัญจากบหบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1. ห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ หากได้จดทะเบียนก็เป็นห้างหุ้นส่วน สามัญนิติบุคคล 2. ห้างหุ้นส่วนจำ กัดจะต้องจดทะเบียน
3. ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องยื่น ณ สำ นักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแห่งท้องที่ซึ่งสำ นักงาน ใหญ่ตั้งอยู่ และต่อมาหากมีการแก้ไขเพิ่มเติม ข้อความที่ได้จดทะเบียนไว้ก็ต้องยื่นขอ แก้ไขเพิ่มเติมที่สำ นักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทที่ได้จดทะเบียนไว้เดิม 4. ห้างหุ้นส่วน เมื่อได้จดทะเบียนแล้วถือว่าเป็นนิติบุคคล แยกต่างหากจากผู้เป็น หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น 5. การเลิกห้างหุ้นส่วน มี 3 กรณี คือการเลิกโดยกฎหมาย การเลิกโดยความ ประสงค์ของหุ้นส่วน และการเลิกโดยคำ สั่งของศาล 6. เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกิจการ จะต้องแต่งตั้งผู้ชำ ระบัญชี 7. ขั้นตอนการชำ ระบัญชี คือนำ สินทรัพย์ออกจำ หน่าย ชำ ระหนี้ภายนอก ชำ ระ หนี้ภายในและจ่ายคืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วน 8. หากการชำ ระบัญชีเสร็จสิ้น ต้องมอบเอกสารการบัญชีไว้ให้นายทะเบียน ภายใน 14 วัน 5.2 ประมวลรัษฎากร ได้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคำ นวณภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไว้ดังนี้ มาตรา 65 เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือกำ ไรสุทธิซึ่งคำ นวณได้ จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำ ในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่าย ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ให้มีกำ หนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบ ระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้ (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำ ร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระ เวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำ นาจสั่งอนุญาต หรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็น สมควร คำ สั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำ ร้องทราบ ภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล นั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำ หนด การคำ นวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำ ราย ได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำ ระนรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำ นวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำ รายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับ รายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำ นวณเป็นรายจ่ายของรอบ ระยะเวลาบัญชีนั้น ในกรณีจำ เป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ์และ วิธีการทางบัญชีเพื่อคำ นวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจาก อธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำ หนดเป็นต้นไป มาตรา 66 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้ง ขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำ กิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตาม บทบัญญัติในส่วนนี้
มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ก่อนถึงกำ หนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำ หนด พร้อมกับชำ ระ ภาษีต่ออำ เภอ ณ ที่ว่าการอำ เภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลา หกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยtเวลาบัญชีดังนี้ (1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2) ให้จัดทำ ประมาณการกำ ไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ หรือจะได้กระทำ ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นแล้ว ให้คำ นวณและชำ ระภาษีจากจำ นวนกึ่ง หนึ่งของประมาณการกำ ไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น (2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคาร พาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่า ด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำ หนด ให้คำ นวณและ ชำ ระภาษีจากกำ ไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี มาตรา 68 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการ ซึ่งจำ เป็นต้องใช้ในการคำ นวณภาษีในรอบ ระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำ หนด พร้อมกับชำ ระภาษีต่ออำ เภอ สรุปสาระสำ คัญประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จะต้องยื่นรายการในการคำ นวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่ง ได้แก่งบแสดงฐานะการเงิน และงบกำ ไรขาดทุน ต่อกรมสรรพากรซึ่งเป็นหน่วยงานที่ มีหน้าที่จัดเก็บภาษีเงินได้เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือกำ ไรสุทธิ ซึ่ง คำ นวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการ ที่กระทำ ในรอบระยะเวลาบัญชี หัก ด้วยรายจ่าย โดยใช้เกณฑ์สิทธิในการคำ นวณ อัตราภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้อยละ 30 ของกำ ไรสุทธิ โดยใช้แบบ ภ.ง.ด. ในการยื่นแบบแสดงรายการชำ ระภาษีครึ่ง รอบระยะเวลาบัญชี ภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี และใช้ แบบ ภ.ง.ด. 50 ในการยื่นแบบแสดงรายการชำ ระภาษีเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี 5.3 พระราชบัญญัติ 5.3.1 พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มาตรา 6 ให้ถือกิจการดังต่อไปนี้เป็นพาณิชยกิจ ตามความหมายแห่งพระ ราชบัญญัตินี้ (1) การซื้อ การขาย การขายทอดตลาด การแลกเปลี่ยน (2) การให้เช่า การให้เช่าซื้อ (3) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนค้าต่าง (4) การขนส่ง (5) การหัตถกรรม การอุตสาหกรรม (6) การรับจ้างทำ ของ (7) การให้กู้ยืมเงิน การรับจำ นำ การรับจำ นอง (8) การคลังสินค้า
(9) การรับแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การซื้อ หรือขายตั๋ว เงินการธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การโพยก๊วน (10) การรับประกันภัย (11) กิจการอื่นซึ่งกำ หนดโดยพระราชกฤษฎีกา มาตรา 7 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1) การค้าเร่ การค้าแผงลอย (2) พาณิชยกิจเพื่อการบำ รุงศาสนาหรือเพื่อการกุศล (3) พาณินิชย์กิจของนิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาจัด ตั้งขึ้น (4) พาณิชยกิจของกระทรวง ทบวง กรม (5) พาณิชย์กิจของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ (6) พาณิชยกิจซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 10 การจดทะเบียนนั้น ผู้ประกอบพาณิชยกิจตั้งสำ นักงานแห่งใหญ่อยู่ ในท้องที่ใด ให้จดทะเบียน ณ สำ นักงานพาณิชย์ในท้องที่นั้น ถ้าสำ นักแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ และมาประกอบพาณิชย์กิจใน ประเทศไทยสำ นักงานสาขาใหญ่ตั้งอยู่ในท้องใด ให้จดทะเบียน ณ สำ นักงานทะเบียนพาณิชย์ ในท้องที่นั้น ในกรณีที่รัฐมนตรีประกาศกำ หนดให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับจดทะเบียน พาณิชยกิจประเภทใด ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจประเภทดังกล่าวจดทะเบียน ณ สำ นักงาน ทะเบียนพาณิชย์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในท้องที่ที่สำ นักงานแห่งใหญ่หรือสำ นักงานสาขาใหญ่ ตั้งอยู่ แต่กรณี มาตรา 11 ใให้ผู้ประกอบพณิชยกิจยื่นคำ ขอจดทะเบียนพาณิชย์ ณสำ นักงาน ทะเบียนพาณิชย์แห่งท้องที่ตามแบบที่กำ หนดในกฎกระทรวง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ รัฐมนตรีได้ประกาศตามมาตรา 8 5.3.2 พระราชบัญญัติกำ หนดคามผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำ กัด บริษัทจำ กัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 3 ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำ กัดใดในกรณีใช้ชื่อในดวง ตราป้ายชื่อ หนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง จดหมาย ใบแจ้งความ หรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจ ของห้างหุ้นส่วน (1) ถ้าเป็นอักษรไทย ไม่ใช่คำ ว่า "ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล" หรือ "ห้าง หุ้นส่วนจำ กัด" ประกอบชื่อ แล้วแต่กรณี (2) ถ้าเป็นอักษรต่างประเทศ ไม่ใช้คำ ซึ่งมีความหมายว่า "ห้างหุ้นส่วนสามัญ นิติบุคคล" หรือ ห้างหุ้นส่วนจำ กัด" ตามประกาศของกระทรวงเศรษฐการประกอบชื่อ แล้วแต่ กรณี ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาท จนกว่าจะได้ ปฏิบัติให้ถูกต้อง มาดรา 4 ผู้ใดใช้ชื่อหรือยี่ห้อซึ่งมีอักษรไทยประกอบว่า "ห้างหุ้นส่วนสามัญ นิติบุคคล" หรือ "ห้างหุ้นส่วนจำ กัด" หรืออักษรต่างประเทศซึ่งมีความหมายดังกล่าวประกอบใน ดวงตรา ป้ายชื่อ หนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง จดหมาย ใบแจ้งความ หรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับ ธุรกิจโดยมิได้เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำ กัด เว้นแต่เป็นการใช้ในการขอ จดทะเบียนเกี่ยวกับการตั้งห้างหุ้นส่วน ต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินสองหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกินห้าร้อยบาท จนกว่าจะได้เลิกใช้หรือจนกว่า จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วแต่กรณี มาตรา 4/1 ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำ กัดใดไม่จด ทะเบียนตามมาตร 1064/2 หรือมาตรา 1078/2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท มาตรา 32 ผู้ชำ ระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำ กัด หรือบริษัทจำ กัด ไม่กระทำ ตามมาตรา 1253 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินแปดหมื่นบาท มาตรา 33 ผู้ชำ ระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำ กัด หรือบริษัทจำ กัด ไม่จดทะเบียนตามมาตรา 1254 มาตรา 1258 มาตรา 1262 หรือ มาตรา 1270 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้า หมื่นบาท มาตรา 35 ผู้ชำ ระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำ กัด หรือบริษัทจำ กัด (1) ไม่ทำ งบดุล หรือไม่เรียกประชุมใหญ่ตามมาตรา 1255 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (2) ไม่ทำ รายงานหรือไม่เปิดเผยรายงานตามมาตรา 1267 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (3) ไม่ทำ รายงาน ไม่เรียกประชุมใหญ่ หรือไม่ชี้แจงกิจการตาม มาตรา 1270 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ (4) ไม่มอบบัญชีและเอกสารตามมาตรา 1271 วรรคหนึ่ง แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท มาตรา 36 ผู้ชำ ระบัญชีใดของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำ กัด หรือบริษัทจำ กัดไม่เรียกประชุมใหญ่ ไม่ทำ รายงาน หรือไม่แถลงตามมาตรา 1268 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท 5.3.3 พระราชบัญญัติกำ หนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนห้างหุ้น ส่วนจำ กัด บริษัทจำ กัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการกำ หนดความผิดเกี่ยวกับห้าง หุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำ กัด บริษัทจำ กัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 5.3.4 พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 8 ให้ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำ กัด บริษัทมหาชนจำ กัด ที่ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจใน ประเทศไทย กิจการร่วมค้า การบัญชีห้างหุ้นส่วน ตามประมวลรัษฎากร เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชี และต้องจัดให้มีการ ทำ บัญชีสำ หรับการประกอบธุรกิจของตน โดยมีรายละเอียด หลักเกณฑ์ และวิธีการตามที่ บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีประกอบธุรกิจเป็นประจำ ในสถานที่หลาย แห่งแยกจากกัน ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการธุรกิจในสถานที่นั้นเป็นผู้มีหน้าที่จัด ทำ บัญชี
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีเป็นกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลซิ่งรับผิด ชอบในการดำ เนินการของกิจการนั้นเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชี รัฐมนตรีโดยคมเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำ นาจประกาศในราชกิจจา นุเบกษา กำ หนดให้บุคคลธรมดาใดหรือห้างหุ้นส่วนที่มีได้จดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจใด ในประเทศไทยตามเงื่อนไขใด เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ได้ ประกาศของรัฐมนตรีตามวรรดสี่ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วง หน้าไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันใช้บังคับ ในกรณีที่มีประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคสี่ ให้อธิบดีกำ หนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเกี่ยวกับวันเริ่มทำ บัญชีครั้งแรก และกำ หนดวิธีการจัดทำ บัญชีของบุคคลธรรมดา หรือท้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนนั้น มาตรา 9 ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีต้องจัดให้มีการทำ บัญชีนับแต่วันเริ่มทำ บัญชีดังต่อไปนี้เป็นต้นไป (1) ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำ กัด หรือบริษัทมหาชนจำ กัดให้ เริ่มทำ บัญชีนับแต่วันที่ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำ กัด หรือบริษัทมหาชนจำ กัดนั้น ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย (2) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจใน ประเทศไทย ให้เริ่มทำ บัญชีนับแต่วันที่นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามาฎหมายต่างประเทศนั้นได้ เริ่มต้นประกอบธุรกิจในประเทศไทย (3) กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ให้เริ่มทำ บัญชีนับแต่วันที่ กิจการร่วมค้านั้นได้เริ่มต้นประกอบกิจการ (4) สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำ ตามมาตรา 8 วรรคสอง ให้เริ่มทำ บัญชีนับแต่วันที่สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำ นั้นเริ่มต้นประกอบกิจการ มาตรา 10 ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีต้องปิดบัญชีครั้งแรกภายในสิบสองเดือน นับแต่วันเริ่มทำ บัญชีที่กำ หนดตามมาตรา 8 วรรคหก หรือวันเริ่มทำ บัญชีตามมาตรา 9 แล้วแต่กรณี และปิดบัญชีทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน เว้นแต่ (1) เมื่อได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีให้ เปลี่ยนรอบปีบัญชีแล้ว อาจปิดบัญชีก่อนครบรอบสิบสองเดือนได้ (2) ในกรณีมีหน้าที่จัดทำ บัญชีตามมาตรา 8 วรรคสองให้ปิดบัญชี พร้อมกับสำ นักงานใหญ่ มาตรา 11 ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตาม ประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำ งบการเงินและยื่นงบการเงินดังกล่าวต่อสำ นักงานกลางบัญชีหรือ สำ นักงานบัญชีประจำ ท้องที่ภายในห้าเดือนนับแต่วันปิดบัญชีตามมาตรา 10 สำ หรับกรณี ของบริษัทจำ กัดหรือบริษัทมหาชนจำ กัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้ยื่นภายในหนึ่ง เดือนนับแต่วันที่งบการเงินนั้นได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้เว้นแต่มีเหตุจำ เป็น ทำ ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำ หนดเวลาดังกล่าวได้ อธิบดีอาจ พิจารณาสั่งให้ขยายหรือเลื่อนกำ หนดเวลาออกไปอีกตามความจำ เป็นแก่กรณีได้
การยื่นงบการเงิน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำ หนด งบการเงินต้องมีรายการย่อตามที่อธิบดีประกาศกำ หนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี เว้น แต่กรณีที่ได้มีกฎหมายเฉพาะกำ หนดเพิ่มเติมจากรายการย่อของงบการเงินที่อธิบดีกำ หนด ไว้แล้ว ให้ใช้รายการย่อตามที่กำ หนดในกฎหมายเฉพาะนั้น งบการเงินต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับ อนุญาตเว้นแต่งบการเงินของผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทยที่มีทุน สินทรัพย์ หรือรายได้ รายการใดรายการหนึ่งหรือทุกรายการ ไม่ เกินที่กำ หนดโดยกฎกระทรวง มาตรา 28 ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีผู้ใดไม่จัดให้มีการทำ บัญชีตามมาตรา 8 หรือมาตรา 9 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวัน ละหนึ่งพันบาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง มาตรา 38 ผู้ใดทำ ให้เสียหาย ทำ ลาย ซ่อนเร้น หรือทำ ให้สูญหาย หรือ ทำ ให้ไร้ประโยชน์ซึ่งบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี ต้องระวางโทษจำ คุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำ ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีต้อง ระวางโทษจำ คุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา 39 ผู้ใดลงรายการเท็จ แก้ไข ละเว้นการลงรายการในบัญชีหรือ งบการเงิน หรือ แก้ไขเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีเพื่อให้ผิดความเป็นจริง ต้อง ระว่างโทษจำ คุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำ ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชี ต้อง ระวางโทษจำ คุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ 5.3.5 พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 มาตรา 34 เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้ (1) ให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม กู้ยืมสำ หรับดำ เนินการก่อตั้ง ปรับปรุง และพัฒนากิจการของวิสาหกิจ หรือ กลุ่มวิสาหกิจนั้นให้มีประสิทธิภาพและขีดความความสามารถเพิ่มขึ้น (2) ให้ความช่วยเหลือส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกจ หรือ องค์การเอกชน เพื่อนำ ไปใช้ดำ เนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (3) เป็นเงินช่วยเหลืออุดหนุนการดำ เนินการใด ร่วมกิจการ ร่วมทุนหรือ ลงทุนใดที่เกี่ยวกับการก่อตั้ง กาขยายกิจการ การวิจัย พัฒนาและการส่งเสริมวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยรวม ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการบริหาร กำ หนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ (4) เป็นค่าใช้จ่ายในการดำ เนินงานของสำ นักงานและการบริหาร กองทุน สรุปสาระสำ คัญของพระราชบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างหุ้น 1. ผู้ประกอบพาณิชยกิจ หมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่ง ประกอบพาณิชยกิจเป็น
อาชีพปกติ และรมถึงผู้เป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำ กัดความรับผิด กรรมการหรือผู้จัดการด้วย 2. ตามบทบัญญัติห้างหุ้นส่วนเป็นผู้ประกอบพาณิชยกิจ ต้องมีหน้าที่ จดทะเบียนพาณิชย์ 3. ห้างหุ้นส่วนมีสำ นักงานใหญ่อยู่ใด ให้จดทะเบียน ณ สำ นักงาน พาณิชย์ท้องที่นั้น 4. ให้ยื่นคำ ขอจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่ม ประกอบพาณิชยกิจ 5. บทกำ หนดโทษหากห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำ กัด ไม่จดทะเบียนใช้ชื่อ ป้ายชื่อ หนังสือบอกกล่าว ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 500 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง 6. ห้างหุ้นส่วนไม่จัดทำ งบดุล ไม่จัดทำ รายงานหรือไม่เปิดเผยแก่ผู้เป็น หุ้นส่วนต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และเมื่อทำ กรชำ ระบัญชีเรียบร้อยแล้ว ให้มอบสมุดบัญชีเอกสารต่างๆ ให้นายทะเบียนภายใน 14 วัน แต่ถ้าการชำ ระบัญชีไม่ เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี ผู้ชำ ระบัญชีต้องเรียกประชุมใหญ่และทำ รายงานแจ้งที่ประชุมทุกปี หากไม่มีการเรียกประชุม ไม่ทำ รายงาน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท 7. พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำ หนดให้เฉพาะนิติบุคคล เท่านั้นที่มีหน้าที่จัดทำ บัญชีให้เริ่มทำ บัญชีตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายแล้ว ลดภการะธุรกิจในการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี จาก 10 ปี เหลือ 5 ปี แต่ต้องไม่เกิน 7 ปี 8. แบ่งแยกหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีและ ผู้ทำ บัญชีดังนี้ ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชี หมายถึงผู้มีหน้าที่จัดให้มีการทำ บัญชีตามกฎหมาย ผู้ทำ บัญชี หมายถึงผู้รับผิดชอบในการทำ บัญชีมีหน้าที่จัดทำ บัญชี ไม่ว่า จะเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีหรือไม่ก็ตาม 9. กำ หนดให้ผู้ทำ บัญชีต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในการจัดทำ บัญชี ของธุรกิจโดยแบ่งแยกหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างผู้ทำ บัญชีและผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีให้ชัดเจน เช่น ลงรายการเท็จแก้ไข ละเว้นการลงรายการในบัญชี หรืองบการเงิน หรือแก้ไขเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีเพื่อให้ผิดความเป็นจริง บทกำ หนดโทษ ของผู้ทำ บัญชีจำ คุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับส่วนผู้ มีหน้าที่จัดทำ บัญชีจำ คุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับส่วน ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชี จำ คุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60.,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ 10. บทกำ หนดโทษของผู้กระทำ ความผิดในการจัดทำ บัญชี จะต้องรับ โทษตามลักษณะความผิด ซึ่งมีทั้งโทษปรับและจำ คุก และในกรณีที่เป็นความผิดต่อเนื่อง มีโทษปรับรายวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่น ไม่จัดทำ บัญชีตามหน้าที่ที่กำ หนดและ ตามวันเริ่มทำ บัญชีที่กำ หนด ปรับไม่เกิน 30,000 บาท และปรับรายวันไม่เกินวันละ 1,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติถูกต้อง 5.4 กฎกระทรวง 5.4.1 กฎกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการ ตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พ.ศ. 2544
ข้อ 1 ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตาม กฎหมายไทยที่มีทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุกรายการไม่เกินจำ นวนที่กำ หนดไว้ดังต่อไปนี้ ให้ได้วับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบ บัญชีรับอนุญาต (1) ทุนห้าล้านบาท (2) สินทรัพย์รวมสามสิบล้านบาท (3) รายได้รวมสามสิบล้านบาท ข้อ 2 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับสำ หรับการจัดทำ งบการเงินซึ่งมีรอบปี บัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2545 5.4.2 กฎกระทรวงอุตสาหกรรม กำ หนดจำ นวนการจ้างงานและมูลค่าสินทรัพย์ของ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2545 ตามกฎกระทรวงอุตสาหกรรม กำ หนดจำ นวนการจ้างงานและมูลค่า สินทรัพย์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2545 อาศัยอำ นาจพระราชบัญญัติส่ง เสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 ได้กำ หนดลักษณะวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้ ตารางที่ 1.4 แสดงการกำ หนดจำ นวนการจ้างงานและมูลค่าสินทรัพย์ของวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ในกรณีที่จำ นวนการจ้างงานของกิจการใดเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดย่อม แต่มูลค่า สินทรัพย์ถาวรเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลาง หรือมีจำ นวนการจ้างงานเข้าลักษณะของ วิสาหกิจขนาดกลาง แต่มูลค่าสินทรัพย์ถาวรเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดย่อม ให้ถือจำ นวน การจ้างงานหรือมูลค่าสินทรัพย์ถาวรที่น้อยกว่าเป็นเกณฑ์การพิจารณา สรุปสาระสำ คัญของกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย มีทุน สินทรัพย์ และ รายได้ รายการใดรายการหนึ่ง หรือทุกรายการไม่เกินตามที่กฎกระทรวงกำ หนดไว้ ได้รับ ยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอลและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับ อนุญาต ทุกรายการไม่เกินจำ นวนที่กำ หนดไว้ดังนี้ ทุน 5,000,000 บาท สินทรัพย์รวม 30,000,000 บาท รายได้รวม 30,000,000 บาท การจัดทำ งบการเงินที่ได้รับการยกเว้นนี้ เป็นงบการเงินซึ่งมีรอบปีบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2545 เป็นต้น ไป
5.5 ประกาศ 5.5.1 ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 83 (พ.ศ. 2515) เรื่อง กำ หนดพาณิช ยกิจที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ ข้อ 3 ให้ยกเลิกการกำ หนดให้พาณิชยกิจซึ่งผู้ประกอบพาณิชยกิจเป็น บริษัทจำ กัดห้างหุ้นส่วนจำ กัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และบริษัทมหาชนจำ กัด เป็นพาณิชย์กิจตามมาตรา 7(6) แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 ตาม ที่กำ หนดไว้ในประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 83 (พ.ศ. 2515) เรื่อง กำ หนดพาณิชยกิ จบางประเภทไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2545 คือการ ประกอบพาณิชยกิจในเชิงพาณิชย์อันเป็นอาชีพปกติ ดังต่อไปนี้ (1) ซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (2) บริการอินเทอร์เน็ต (3) ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (4) บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการ ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ข้อ 4 ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจที่เป็นบริษัทจำ กัด ห้างหุ้นส่วนจำ กัด ห้าง หุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และบริษัทมหาชนจำ กัด ที่ประกอบพาณิชยกิจตามข้อ 3 จด ทะเบียนพาณิชย์ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ สำ หรับผู้ ประกอบพาณิชยกิจที่เป็นบริษัทจำ กัด ห้างหุ้นส่วนจำ กัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และบริษัทมหาชนจำ กัดที่ประกอบพาณิชยกิจตามข้อ 3 ภายหลังวันที่ประกาศนี้มีผลใช้ บังคับ ให้จดทะเบียนพาณิชย์ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เริ่มประกอบพาณิช ยกิจดังกล่าว 5.5.2 ประกาศกรมทะเบียนการค้า (ปีจจุบันคือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) เรื่อง กำ หนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลง รายการในบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี พ.ศ. 2544 ข้อ 3 ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีที่เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำ กัด บริษัทมหาชนจำ กัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่าง ประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัด ทำ บัญชีดังต่อไปนี้ โดยต้องจัดทำ ให้ครบถ้วนถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี (1) บัญชีรายวัน (ก) บัญชีเงินสด (ข) บัญชีธนาคาร แยกเป็นแต่ละเลขที่บัญชีธนาคาร (ค) บัญชีรายวันซื้อ (ง) บัญชีรายวันขาย (จ) บัญชีรายวันทั่วไป (2) บัญชีแยกประเภท (ก) บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ หนี้สินและทุน
(ข) บัญชีแยกประเภทรายได้และค่าใช้จ่าย (ค) บัญชีแยกประเภทลูกหนี้ (ง) บัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้ (3) บัญชีสินค้า (4) บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภทอื่น และบัญชีแยกประเภทย่อย ตามความจำ เป็นแก่การทำ บัญชีของธุรกิจ 5.5.3 ประกาศกรมทะเบียนการค้า (ปัจจุบันคือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) เรื่อง กำ หนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2544 ข้อ 1 งบการเงินของผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีดังต่อไปนี้ ต้องมีรายการย่อตาม ที่กำ หนดไว้ในแบบที่แนบท้ายประกาศฉบับนี้ คือ (1) ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ต้องมีรายการย่อตามที่กำ หนดใน แบบ 1 (2) บริษัทจำ กัด ต้องมีรายการย่อตามที่กำ หนดใน แบบ 2 (3) บริษัทมหาชนจำ กัด ต้องมีรายการย่อตามที่กำ หนดใน แบบ 3 (4) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ต้องมีรายการย่อตามที่ กำ หนดในแบบ 4 (5) กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องมีรายการย่อตามที่กำ หนดใน แบบ 5 ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่าง ประเทศที่ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์นอกจากต้องจัดทำ งบการเงินดยมีรายการย่อดัง กล่าวข้างต้นแล้ว ต้องมีรายการย่อตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำ หนดสำ หรับธนาคาร พณิชย์เพิ่มเติมนอกเหนือจากรายการดังกล่าวและในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีเป็น บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์นอกจากต้องจัดทำ งบการ เงินโดยมีรายการย่อดังกล่าวข้างต้นแล้ว ต้องมีรายการย่อตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำ หนดสำ หรับบริษัทเงินทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากรายการดังกล่าวด้วย สรุปสาระสำ คัญของประกาศที่เกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วน 1. ยกเลิกการกำ หนดพาณิชยกิจตามมาตรา 7(6) แห่งพระราชบัญญัติ ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 ให้ถือเป็นการประกอบพาณิชย์กิจในเชิงพาณิชย์เป็นอาชีพปกติ คือกลุ่มของกิจการ ที่เกี่ยวข้องระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ให้จดทะเบียนพาณิชย์ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน 2. ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยต้องจัดทำ บัญชี ให้ถูกต้องและ ครบถ้วนตามหลักมาตรฐานการบัญชี 3. ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องจัดทำ งบการเงิน (งบแสดงฐานะการเงิน งบกำ ไรขาดทุนและหมายเหตุประกอบงบการเงิน มีรายการย่อตามที่กำ หนดในแบบ 1 (หน่วยการเรียนรู้ที่ 4) 4. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำ กัด ต้องยื่นงบการเงิน ภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชี ดังนั้นงบการเงินที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ต้องยื่นงบการเงินภายในวันที่ 31 พฤษภาคมของปีถัดไป
5.6 คำ สั่ง 5.6.1 คำ สั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำ นวณ รายได้และรายจ่ายของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ข้อ 1 ให้ยกเลิกคำ สั่งกรมสรรพากรที่ ท.755/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์ สิทธิในการคำ นวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2528 ข้อ 2 การคำ นวณรายได้และรายจ่ายของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล ให้ใช้เกณฑ์สิทธิโดยให้นำ รายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะ ยังไม่ได้รับชำ ระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำ นวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลา บัญชีนั้น และให้นำ รายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังไม่ได้จ่ายในรอบระยะ เวลาบัญชีนั้น มารวมคำ นวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น 5.6.2 คำ สั่งสำ นักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 3/2543 เรื่อง แต่งตั้งนาย ทะเบียนและกำ หนดหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานทะเบียนในสำ นักงานทะเบียนหุ้นส่วน ข้อ 1 ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นสำ นักงานทะเบียนหุ้น ส่วนบริษัทเพื่อปฏิบัติงานทะเบียนของห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำ กัดที่มีสำ นักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ข้อ 2 ให้สำ นักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด เป็นสำ นักงานทะเบียนหุ้นส่วน บริษัท เพื่อปฏิบัติงานทะเบียนของห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำ กัดที่มีสำ นักงานแห่งใหญ่ตั้ง อยู่ในเขตจังหวัดนั้น สรุปสาระสำ คัญของคำ สั่งที่เกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วน 1. ห้างหุ้นส่วนต้องใช้เกณฑ์สิทธิในการคำ นวณหากำ ไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงิน ได้นิติบุคคลซึ่งจะถือว่ารายได้เกิดขึ้นเมื่อกระบวนการก่อให้เกิดรายได้สำ เร็จแล้ว และการ แลกเปลี่ยนได้เกิดขึ้นแล้วโดยไม่คำ นึงว่าจะได้รับเงินแล้วหรือไม่ เช่นเดียวกับค่ใช้จ่าย เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายขึ้นแล้วแม้จะยังไม่ได้จ่ายเงินในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ก็ให้ถือว่าเป็น ค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น 2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปฏิบัติงานทะเบียนให้กับห้างหุ้น ส่วนที่มีสำ นักงานใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และสำ นักงานพัฒนาธุรกิจการค้า จังหวัด ปฏิบัติงานทะเบียนให้กับห้างหุ้นส่วนที่มีสำ นักงานใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดนั้น ๆ