กฎกระทรวง ก ำหนดสถำนที่คุมขัง พ.ศ. ๒๕๖๓ อำศัยอ ำนำจตำมควำมในมำตรำ ๗ วรรคหนึ่ง และมำตรำ ๓๓ แห่งพระรำชบัญญัติ รำชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้“สถำนที่คุมขัง” หมำยควำมว่ำ สถำนที่อื่นที่มิใช่เรือนจ ำซึ่งเป็นสถำนที่ของทำงรำชกำรหรือ เอกชนที่เจ้ำของหรือผู้ปกครองดูแลรักษำสถำนที่อนุญำตหรือยินยอมเป็นหนังสือให้ใช้ประโยชน์ ในกำรควบคุมผู้ต้องขัง ทั้งนี้ ต้องไม่ใช่สถำนที่ตำมมำตรำ ๘๙/๒ แห่งประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำ ควำมอำญำ ข้อ ๒ กำรก ำหนดอำณำเขตของสถำนที่คุมขัง จะก ำหนดอำณำเขตของอสังหำริมทรัพย์ ทั้งแปลง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของอำคำรหรือสิ่งปลูกสร้ำงที่ตั้งอยู่บนอสังหำริมทรัพย์นั้นก็ได้ โดยอสังหำริมทรัพย์ อำคำร หรือสิ่งปลูกสร้ำงดังกล่ำว ต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีอสังหำริมทรัพย์ ต้องมีขอบเขตที่แน่นอน และมีอำคำรหรือสิ่งปลูกสร้ำงที่มีลักษณะ เป็นกำรถำวรตั้งอยู่ สำมำรถใช้ประโยชน์จำกอำคำรหรือสิ่งปลูกสร้ำงดังกล่ำวได้ โดยไม่ต้องท ำ กำรก่อสร้ำง ซ่อมแซม หรือปรับปรุงใหม่ (๒) กรณีอำคำรหรือสิ่งปลูกสร้ำง ต้องมีลักษณะเป็นกำรถำวรและตั้งอยู่บนอสังหำริมทรัพย์ โดยส่วนที่จะก ำหนดเป็นอำณำเขตของสถำนที่คุมขังต้องสำมำรถใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องท ำ กำรก่อสร้ำง ซ่อมแซม หรือปรับปรุงใหม่ ข้อ ๓ สถำนที่คุมขังต้องมีวัตถุประสงค์ในกำรใช้คุมขังผู้ต้องขังเพื่อประโยชน์อย่ำงหนึ่ง อย่ำงใด ดังต่อไปนี้ (๑) กำรปฏิบัติตำมระบบกำรจ ำแนกและกำรแยกคุมขัง (๒) กำรด ำเนินกำรตำมระบบกำรพัฒนำพฤตินิสัย (๓) กำรรักษำพยำบำลผู้ต้องขัง (๔) กำรเตรียมควำมพร้อมก่อนปล่อย หนา ๒๔้่ เลม ๑๓๗ ตอนที่ ๘๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๓
ข้อ ๔ สถำนที่คุมขังตำมข้อ ๓ (๑) ได้แก่ (๑) สถำนที่ส ำหรับอยู่อำศัย (๒) สถำนที่ส ำหรับควบคุม กักขัง หรือกักตัวตำมกฎหมำยของทำงรำชกำรที่มิใช่เรือนจ ำ ข้อ ๕ สถำนที่คุมขังตำมข้อ ๓ (๒) ได้แก่ (๑) สถำนที่รำชกำร หรือสถำนที่ที่ส่วนรำชกำรหรือหน่วยงำนของรัฐใช้ประโยชน์ในกำรจัดท ำ บริกำรสำธำรณะ (๒) สถำนศึกษำตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรศึกษำแห่งชำติ (๓) วัดตำมกฎหมำยว่ำด้วยคณะสงฆ์ (๔) มัสยิดตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรบริหำรองค์กรศำสนำอิสลำม (๕) สถำนที่ท ำกำรหรือสถำนประกอบกำรของเอกชน (๖) สถำนที่ท ำกำรของมูลนิธิ สถำนสงเครำะห์ หรือสถำนที่ที่ใช้ส ำหรับกำรสังคมสงเครำะห์ ไม่ว่ำจะเป็นของทำงรำชกำรหรือเอกชน ข้อ ๖ สถำนที่คุมขังตำมข้อ ๓ (๓) ได้แก่ สถำนพยำบำลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้ำงคืน ข้อ ๗ สถำนที่คุมขังตำมข้อ ๓ (๔) ได้แก่ สถำนที่คุมขังตำมข้อ ๓ (๑) (๒) หรือ (๓) ที่ใช้ส ำหรับคุมขังนักโทษเด็ดขำดที่เหลือก ำหนดโทษจ ำคุกไม่เกินสำมปีหกเดือน หรือต้องโทษจ ำคุก มำแล้วไม่น้อยกว่ำสองในสำมของก ำหนดโทษครั้งหลังสุด ในกรณีที่เหลือก ำหนดโทษจ ำคุกเกินสำมปี หกเดือน ข้อ ๘ เมื่ออธิบดีได้วำงระเบียบตำมมำตรำ ๓๔ วรรคหนึ่ง เกี่ยวกับกำรบริหำรงำนและ กำรอื่นอันจ ำเป็นในสถำนที่คุมขังใดตำมข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ หรือข้อ ๗ แล้วแต่กรณี แล้วให้อธิบดี จัดให้มีบัญชีสถำนที่คุมขังนั้นและประกำศในระบบสำรสนเทศของกรมรำชทัณฑ์ให้ทรำบถึงอำณำเขต และวัตถุประสงค์ของสถำนที่คุมขังแต่ละแห่งด้วย ให้ไว้ ณ วันที่ 25 กันยำยน พ.ศ. ๒๕๖3 สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงยุติธรรม หนา ๒๕้่ เลม ๑๓๗ ตอนที่ ๘๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๓
หมำยเหตุ :- เหตุผลในกำรประกำศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มำตรำ ๓๓ แห่งพระรำชบัญญัติ รำชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติให้กำรก ำหนดอำณำเขตในสถำนที่อื่นที่มิใช่เรือนจ ำให้เป็นสถำนที่คุมขัง เพื่อด ำเนินกิจกำรตำมภำรกิจของกรมรำชทัณฑ์ ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่ก ำหนด ในกฎกระทรวง จึงจ ำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ หนา ๒๖้่ เลม ๑๓๗ ตอนที่ ๘๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๓
สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติ วินัยข้าราชการกรมราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๘๒ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐) อาทิตย์ทิพอาภา พล.อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ตราไว้ณ วันที่๑๗ ตลาคมุพุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นปีที่๖ ในรชกาลป ั ัจจุบัน โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราบทบัญญัติว่าด้วยวินัยข้าราชการกรม ราชทัณฑ์ จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ สภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติวินัยข้าราชการกรม ราชทัณฑ์พุทธศักราช ๒๔๘๒” มาตรา ๒ ๑ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ ให้ยกเลิกบรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติ ไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งขัดแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “ข้าราชการกรมราชทัณฑ์” หมายความว่า ข้าราชการกรมราชทัณฑ์ที่ได้รับแต่งตั้ง ให้ปฏิบัติราชการใน (๑) เรือนจํา ทัณฑนิคม นิคมฝึกอาชีพ หรือทัณฑสถานอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย (๒) สถานฝึกและอบรม มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม*มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัตินี้ ๑ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๖/-/หน้า ๑๓๑๔/๒๖ ตุลาคม ๒๔๘๒
- ๒ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมวด ๑ วินัย มาตรา ๖ ข้าราชการกรมราชทัณฑ์ต้องปฏิบัติตามวินัยดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่า ด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนและตามบทมาตรา ๗ , ๘ และมาตรา ๙ แห่งหมวดนี้ มาตรา ๗ เพื่อปฏิบัติหน้าที่เฉพาะของตนให้เป็นไปด้วยดีข้าราชการกรมราชทัณฑ์ ต้อง ไม่ปิดบังความผิดของเจ้าพนักงานหรือผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักกัน หรือเด็กในสถานฝึก และอบรม ไม่เสพสุราหรือยาเสพติดในที่ทําการ ในเวลาปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือในเวลาใกล้ชิด ก่อนเข้าในที่ทําการ หรือก่อนปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ใช้กิริยาวาจาหยาบคายแก่ผู้อยู่ในบังคับบัญชา และผู้อยู่ในความควบคุม รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่และผู้น้อยโดยเคร่งครัด แต่งเครื่องแบบที่กําหนดไว้โดยเคร่งครัดและให้สะอาดเรียบร้อย ต้องสอบสวนและลงโทษหรือรายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปโดยมิชักช้า เมื่อ เจ้าพนักงานหรือผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักกัน หรือเด็กในสถานฝึกและอบรมกระทําหรือจะกระทําผิด แล้วแต่ กรณี และโดยทั่วไป ต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ให้เคร่งครัดตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ และ ระเบียบแบบแผนของเรือนจํา ทัณฑนิคม นิคมฝึกอาชีพ ทัณฑสถานอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย หรือ สถานฝึกและอบรม แล้วแต่กรณี มาตรา ๘ ในการเกี่ยวข้องกับผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักกัน หรือเด็กในสถานฝึกและอบรม ข้าราชการกรมราชทัณฑ์ต้อง ไม่รับทรัพย์สินจากญาติมิตรของผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักกัน หรือเด็กในสถานฝึกและ อบรม ไว้ให้บุคคลดังกล่าวแล้ว เว้นแต่ที่กําหนดไว้ในกฎข้อบังคับ ไม่เป็นสื่อติดต่อโดยทางตรงหรือทางอ้อมระหว่างผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักกัน หรือเด็กใน สถานฝึกและอบรม กับญาติมิตรของบุคคลดังกล่าวแล้ว เว้นแต่ที่กําหนดไว้ในกฎข้อบังคับ ไม่รับหรือสัญญาว่าจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างใด ๆ จากผู้ต้องขัง ผู้ต้อง กักกัน หรือเด็กในสถานฝึกและอบรม หรือญาติมิตรของบุคคลเหล่านี้ ไม่กล่าวเท็จ ยั่วเย้า หรือทะเลาะวิวาทกับผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักกัน และเด็กในสถานฝึก และอบรม แสดงความเมตตากรุณาแก่ผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักกัน และเด็กในสถานฝึกและอบรม โดย ชอบด้วยกฎข้อบังคับ และโดยทั่วไป ต้องประพฤติตนให้เป็นตัวอย่างอันดีงามแก่ผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักกัน หรือเด็กในสถานฝึกและอบรม
- ๓ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๙ ข้าราชการกรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ตักเตือนแนะนํา และสั่งสอนผู้อยู่ใน บังคับบัญชา และผู้อยู่ในความควบคุมให้มีความประพฤติดีและปฏิบัติโดยเคร่งครัดตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับและระเบียบแบบแผนของเรือนจํา ทัณฑนิคม นิคมฝึกอาชีพ ทัณฑสถานอื่นที่ตั้งขึ้นตาม กฎหมายหรือสถานฝึกและอบรม หมวด ๒ โทษผิดวินัย มาตรา ๑๐ ผู้ใดประพฤติผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้อาจต้องโทษตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนหรืออาจต้องโทษ (๑) ขัง (๒) เพิ่มเวรยาม (๓) กักบริเวณ โทษขัง คือ ขังในที่ควบคุมที่สมควรแต่เฉพาะคนเดียวหรือรวมกันหลายคน โทษเพิ่มเวรยาม คือ ให้อยู่เวรยามรักษาการณ์นอกจากหน้าที่ประจําเพิ่มขึ้นอีก โทษกักบริเวณ คือ กักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่สมควร มาตรา ๑๑ การลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนสถานไล่ ออกหรือปลดนั้น ถ้าผู้กระทําผิดเป็นข้าราชการชั้นจัตวาหรือเทียบเท่าชั้นจัตวา ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ มีอํานาจไล่ออกหรือปลดได้ส่วนการลงโทษสถานอื่น ๆ ให้รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป ตามลําดับจนถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์คําสั่งของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้เป็นที่สุด มาตรา ๑๒ ผู้บังคับบัญชาจะลงโทษขัง เพิ่มเวรยามหรือกักบริเวณได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน กําหนดในตารางต่อไปนี้ ผู้บังคับบัญชา ผู้กระทํา ผิดวินัย ขัง เพิ่มเวรยาม กักบริเวณ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวง พัศดี ผู้คุม ๒๐ วัน ๒๐ วัน ๓๐ วัน ๓๐ วัน ๔๕ วัน ปลัดกระทรวงอธิบดี พัศดี ผู้คุม ๑๕ วัน ๑๕ วัน ๒๐ วัน ๒๐ วัน ๓๐ วัน ผู้บัญชาการเรือนจํา พัศดี ผู้คุม ๑๐ วัน ๑๐ วัน ๑๕ วัน ๑๕ วัน ๒๐ วัน สารวัตรเรือนจํา พัศดี ผู้คุม ๗ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน ๑๐ วัน ๑๕ วัน
- ๔ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พัศดีหรือหัวหน้า ส่วนราชการที่ต่ํา กว่าพัศดี ผู้คุม ๕ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน ผู้บังคับบัญชาและผู้กระทําผิดวินัยตามตารางนี้หมายความตลอดถึงข้าราชการใน ตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งมีอํานาจหน้าที่เทียบกันได้ด้วย หมวด ๓ การรักษาวินัย มาตรา ๑๓ ในการรักษาวินัยข้าราชการกรมราชทัณฑ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้นํา บทบัญญัติว่าด้วยการรักษาวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดย อนุโลม ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
- ๕ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา *พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอํานาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕๒ มาตรา ๑๐๕ ในพระราชบัญญัติวินัยข้าราชการกรมราชทัณฑ์พุทธศักราช ๒๔๘๒ ให้แก้ไขคําว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม” หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คือ โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่ซึ่งได้มี การตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอํานาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม นั้นแล้ว และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ บัญญัติให้โอนอํานาจหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐมนตรีผู้ดํารงตําแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในส่วน ราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่ โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอํานาจ หน้าที่ที่โอนไปด้วย ฉะนั้น เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราช กฤษฎีกาดังกล่าว จึงสมควรแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับการโอนส่วนราชการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอํานาจหน้าที่ว่า ตามกฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายนั้นไปเป็นของ หน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี ผู้ดํารงตําแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอํานาจหน้าที่และเพิ่มผู้แทน ส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วน ราชการใหม่รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมที่มีการยุบเลิกแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติ และพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงจําเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ ปริญสินีย์/แก้ไข วศิน/ตรวจ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ปริญสินีย์/ปรบปร ัุง ชาญ/ตรวจ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ๒ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่๑๐๒ ก/หน้า ๖๖/๘ ตุลาคม ๒๕๔๕