The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย Buddhism and Thai Culture

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย Buddhism and Thai Culture

พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย Buddhism and Thai Culture

Keywords: พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย,Buddhism and Thai Culture

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๑๙๒ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

- ความเช่ือเร่อื งโบล เป็นภาษาเขมร แปลว่า หาจุดตรงด่ิง เป็นการทานายหาส่ิงร้าย
ลกั ษณะความเช่อื น้ีเป็นความสมั พนั ธร์ ะหว่างคนบนพ้นื โลกกบั พระอาทติ ยแ์ ละพระจนั ทร์ โดยเช่อื
ว่าเป็นผใู้ หช้ วี ติ ทด่ี แี ก่ชาวโลก การทาํ นายในกรณที ป่ี ่วยแลว้ หาสาเหตุไมไ่ ด้ ชาวบา้ นกจ็ ะนิยมไปหา
หมอโบล สว่ นใหญ่จะเสย่ี งทายไปทางดา้ นผดิ ผี ผดิ ครู เป็นตน้

- ความเช่อื เร่อื งขะลา้ ขะลาเป็นขอ้ หา้ มของชาวอสี าน เช่อื ว่าเม่อื ทาผดิ ลงไปแล้วจะทาให้
ผดิ บา้ นผดิ เมอื ง เป็นสง่ิ ไมเ่ หมาะสมไมค่ วรทา ตวั อยา่ งเช่น หา้ มนอนขวางบา้ นหรอื หนั หวั ไปทางทศิ
คนตาย หา้ มกนิ ของคาหมอ้ หา้ มกนิ กลว้ ยสกุ คาเครอื หา้ มตกั ขา้ วมาสใี นวนั พระ เป็นตน้

- ความเช่อื เรอ่ื งการเลอื กทน่ี ัง่ และทศิ ทางของคู่บ่าวสาวในพธิ แี ต่งงาน เป็นความเช่อื ของ
ชุมชนไทพวน เป็นความเช่อื เพ่อื ความเป็นสริ มิ งคลทส่ี บื ทอดกนั มาจนกลายเป็นจารตี ทต่ี ้องปฏบิ ตั ิ
หากทาไม่ถูกฮตี รอยจะเกดิ อปั มงคลแก่ชวี ติ ตวั อย่างการเลอื กท่นี ัง่ เช่น เสาร์ จนั ทร์–ออก การทํา
การมงคลใดๆ ใน ๒ วนั น้จี ะนงั่ หนั หน้าไปทางทศิ ตะวนั ออกไมไ่ ด้ หลาวเหลก็ จะทมิ่ แทงไม่เป็นมงคล
เป็นตน้

- ความเชอ่ื เรอ่ื งฝนั เช่น ฝนั วา่ ฟนั หกั จะมญี าตเิ จบ็ ปว่ ยถงึ ตาย ฝนั ว่าไดแ้ หวนหรอื สรอ้ ยจะ
ไดล้ กู เป็นตน้

- ความเช่อื เกย่ี วกบั ลกั ษณะบุคคล เช่น คนทเ่ี ลบ็ มอื บางอายุจะสนั้ คนนอนกดั ฟนั เป็นคน
อาภพั และคนทเ่ี ดนิ เหมอื นเป็ดเหมอื นหา่ นอายจุ ะยนื เป็นตน้

- ความเช่อื เรอ่ื งโหราศาสตร์ เชน่ หา้ มแต่งงานวนั พธุ จะทาํ ใหเ้ กดิ การหย่ารา้ ง มงคลในการ
ตดั เลบ็ คอื วนั พธุ และวนั จนั ทร์ คนทเ่ี กดิ เดอื นหา้ เดอื นหกใหฝ้ งั รกทางทศิ ทกั ษณิ เป็นตน้

- ความเช่อื เรอ่ื งสุขภาพและสวสั ดภิ าพ เช่น กินขา้ วหนั หน้าไปทางทศิ ตะวนั ออก อายุยนื
หญงิ มคี รรภห์ า้ มกนิ เหด็ จะเบอ่ื หรอื เมาตายได้ ขว้ี วั ดา แกพ้ พุ องและดบั พษิ รอ้ นได้

ประการที่ ๒ คติที่เป็ นคาสอน

คติท่ีเป็นแนวทางในการดาเนินชีวิตในส่วนท่ีเป็นคาสอนมกั จะอยู่ในรูปของแบบคา

สุภาษติ คาพงั เพย ทเ่ี รยี กว่า ผญาภาษติ ซง่ึ เป็นทงั้ คาสงั่ และคาสอนในเร่อื งของสงิ่ ทค่ี วรทําและไม่

ควรทาํ สว่ นใหญ่กไ็ ดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากหลกั คาํ สอนในทางพระพุทธศาสนา คตทิ เ่ี ป็นคาสอนของชาว

อสี านจะยกตวั อยา่ งบางส่วน ดงั น้ี

“มอ้ นนอนอยา่ เกอื เสอื นอนอยา่ ปลกุ

มกั งา่ ยไดย้ าก ลาบากไดด้ ี

ยา่ งนากน้ พเู่ ฒา่ ผเี ป้าบ่กนิ

ลกู แทนพอ่ หน่อแทนลา

น้าเยน็ ปลาขอ่ น น้าออ้ นปลาหนี

ชา้ งดอี ยงู่ า ปลาดอี ยเู่ น้อื

ใจฮา้ ยเป็นผี ใจดเี ป็นพระเจา้ เป็นตน้ ‛

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๑๙๓ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

วฒั นธรรมท่ีเป็นคติธรรม

คตธิ รรม มาจากคาวา่ (คต+ิ ธรรม)
คติ หมายถงึ การใหข้ อ้ คดิ ทด่ี ี แนะนําแนวทางทด่ี ี

ธรรม หมายถงึ แนวทางการปฏบิ ตั เิ พอ่ื ลดละกเิ ลส ชาํ ระจติ ใจใหผ้ ่องใส เป็นแนวปฏบิ ตั ทิ ่ี
ถูกตอ้ งเป็นสมั มาทฐิ ิ ใครปฏบิ ตั ติ ามแลว้ ยอ่ มไดผ้ ลดี

คติธรรม หมายถงึ การใหข้ อ้ คดิ ทด่ี ี ทถ่ี กู ตอ้ งทใ่ี ครๆ ปฏบิ ตั ติ ามแลว้ ยอ่ มจะไดร้ บั ผลดี

คติธรรม เป็นวฒั นธรรมทางด้านศลี ธรรม เป็นจารตี ประเพณีซง่ึ ถอื เป็นหลกั ของการ
ดาํ เนินชวี ติ ส่วนใหญ่ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากพุทธศาสนาซง่ึ สอนในเรอ่ื งของกรรม โดยสอนใหเ้ ช่อื ในเหตุ
และผลความเป็นไปในธรรมชาติ มากกวา่ ความศรทั ธา

คติธรรม คอื วฒั นธรรมท่เี ก่ยี วกบั หลกั ในการดําเนินชวี ติ ของมนุษย์ ส่วนใหญ่เป็นเร่อื ง
ของจติ ใจและไดม้ าจากศาสนา คนไทยส่วนใหญ่นับถอื ศาสนาพุทธ คตธิ รรมสําหรบั ดําเนินชวี ติ จงึ
ได้มาจากพระพุทธศาสนาเป็นส่วนมาก การผลติ สรา้ งการเปล่ยี นแปลง ปรบั ปรุงทงั้ หลายในการ
ดาํ เนินชวี ติ และการดาํ เนินชวี ติ เพ่อื ใหอ้ ย่ดู กี นิ ดี หรอื วฒั นธรรมทางวตั ถุ กม็ เี คา้ โครงตามคตใิ นหลกั
พระพุทธศาสนา การขจดั ขดั เกลาท่เี หน็ ว่าไม่ดซี ่งึ มกี ารดองอย่ใู นสนั ดานของตนใหห้ มดใจไปจาก
จติ ใจ การสร้างความเจริญความงอกงามทางจติ ใจ เพ่ือให้มีความคิดเห็นความรู้สกึ และความ
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นไปในทางทด่ี งี ามอนั เป็นวฒั นธรรมทางจติ ใจ กย็ ดึ หลกั ธรรมในพระพุทธศาสนาจงึ
เป็นเกอื บทวั่ ประเทศ การศกึ ษาคตธิ รรมจากหลกั พระพุทธศาสนา จงึ เป็นทงั้ การศกึ ษาครรลองชวี ติ
ของคนไทย และเรยี นรทู้ างปฏบิ ตั ติ นแบบคนไทย ทําให้คนไทยเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ คตธิ รรม
จากหนังสอื ทก่ี องวฒั นธรรม กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ไดร้ วบรวมงานเขยี นของนาย
สวสั ดิ ์พนิ จิ จนั ทร์ ทเ่ี ขยี นลงในวารสารวฒั นธรรมไทย ตงั้ แต่เดอื นตุลาคม ๒๕๐๕ เป็นต้นมา คณะผู้
จกั ทําหนังสอื เล่มน้ีพจิ ารณาเหน็ ว่าเป็นเรอ่ื งทม่ี คี ุณค่าน่าสนใจ จงึ ไดค้ ดั ตอนเฉพาะเร่อื งทพ่ี ระพุทธ
องคไ์ ดเ้ ปรยี บเทยี บคนในลกั ษณะต่างๆ ดงั น้ี เอามาเป็นตวั อยา่ งก่อน เช่น

บคุ คล ๔ ประเภท มีดงั นี้

ประเภทที่ ๑ คนบางคนมกั ติเตยี นผู้ท่คี วรตเิ ตียน แต่ไม่สรรเสรญิ ผู้ท่คี วรสรรเสรญิ คอื
ชอบแต่จะติ แต่ไมช่ อบชม ชมคนไมเ่ ป็น

ประเภทท่ี ๒ คนบางคนมกั สรรเสรญิ ผู้ท่คี วรสรรเสรญิ แต่ไม่ติเตียนผู้ท่คี วรตเิ ตียน คอื
ชอบแต่จะชม แต่ไมช่ อบติ ตคิ นไมเ่ ป็น

ประเภทท่ี ๓ คนบางคนไมต่ เิ ตยี นผทู้ ค่ี วรตเิ ตยี นและสรรเสรญิ ผทู้ ค่ี วรสรรเสรญิ ไม่ตไิ มช่ ม
ใคร

ประเภทท่ี ๔ คนบางคนตเิ ตยี นผทู้ ค่ี วรตเิ ตยี นและสรรเสรญิ ผทู้ ค่ี วรสรรเสรญิ คอื ใครควรติ
กต็ ิ ใครควรชมกช็ ม เป็นผหู้ นกั แน่นในความจรงิ และความยตุ ธิ รรม พระพุทธเจา้ ทรงสรรเสรญิ บุคคล
ท่ี ๔ ว่าเป็นผงู้ ามกว่าเป็นผปู้ ราณตี กว่า คอื เป็นผดู้ เี ยย่ี ม

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๑๙๔ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

คตธิ รรมประจาใจทางศาสนาช่วยให้อย่รู ่วมกนั อย่างสงบสุข มหี ลากหลายประการ แต่จะ
กล่าวเฉพาะทจี่ าเป็นต่อการดาเนินชวี ติ ดงั น้ี

(ก) มีความขยนั หมนั ่ เพียร คอื ความตงั้ ใจทําสงิ่ ใดก็ทําอย่างจรงิ จงั จนสําเรจ็ ลุล่วงไม่

ทอดทง้ิ ไม่เป็นคนจบั จด ไม่ผดั วนั ประกนั พรงุ้ ไม่อ้างเหตุอยา่ งใดอย่างหน่ึงว่า เป็นอุปสรรคต่อการ
ทาํ งาน คนไทยเรามคี าํ พงั เพยหลายอยา่ งใหถ้ อื เป็นคตเิ ตอื นใจ เชน่

-ตาข้าวสารกรอกหมอ้ หมายถงึ คนทท่ี าํ งานพอกนิ ไปวนั ๆ หน่งึ ไมค่ ดิ เผ่อื ไวว้ นั ต่อไป

-ฝนทงั่ ให้เป็นเขม็ หมายถงึ มคี วามเพยี รพยายามทําการงานอย่างหนกั จนสาํ เรจ็

-เหยียบขี้ไก่ไมฝ่ ่อ หมายถงึ คนทท่ี าํ อะไรไมจ่ รงิ จงั จบั จด ทาํ อะไรกไ็ มส่ าํ เรจ็ ฯลฯ

(ข) มีการประหยดั อดออม คอื เม่อื คนเราขยนั ทํามาหากนิ หาเงนิ หาทองมาไดแ้ ล้ว

ตอ้ งรจู้ กั ประหยดั อดออม ไม่ใช่จา่ ยสลุ่ยสุร่าย รจู้ กั ยบั ยงั้ จติ ใจ จะจบั จ่ายสง่ิ ใดกค็ าํ นึงถงึ ประโยชน์ท่ี
จะได้รบั ดงั คติโบราณท่วี ่า “ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ให้เป็ นมื้อเป็ นคราวทงั้ คาวหวาน”
เมอ่ื สงั คมและโลกปจั จบุ นั กําลงั เขา้ ส่วู กิ ฤตเศรษฐกจิ การทม่ี นุษยจ์ ะดํารงชวี ติ ใหเ้ กดิ ความสุขความ
เจรญิ ในสงั คมปจั จุบนั ได้นัน้ จําเป็นอาศยั หลกั ของทิฏฐธัมมกิ ตั ถะ หรอื หลกั ธรรมท่เี ป็นไป เพ่อื
ประโยชน์สุขขนั้ ต้นในปจั จุบัน เป็นพ้ืนฐานในการดํารงชีวิต ซ่ึงคติธรรมในเร่ืองดังกล่าวน้ี
พระพทุ ธศาสนาไดเ้ สนอหลกั การอดออมไว้ เรยี กวา่ ‚ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถ สงั วตั ตนกิ ธรรม ๔ ประการ”๑๗

๑. อฏุ ฐานสมั ปทา มคี วามขยนั หมนั่ เพยี รในการปฏบิ ตั หิ น้าทก่ี ารงาน ประกอบอาชพี อนั
สุจรติ รจู้ กั ใช้ปญั ญาความสามารถจดั การดําเนินการไปใหไ้ ดผ้ ลดี ซง่ึ เป็นทางให้ได้ทรพั ยม์ าโดย
สุจติ ซง่ึ ตรงกบั หลกั เศรษฐกจิ ขอ้ แรกคอื หลกั ผลติ กรรม

๒. อารกั ขสมั ปทา ต้องรจู้ กั เก็บคุ้มครองรกั ษาทรพั ย์ หน้าท่กี ารงานและผลงานท่ตี น
ไดม้ าหรอื ไดท้ ําไว้ ดว้ ยความขยนั หมนั่ เพยี รนนั้ ไมใ่ หเ้ ป็นอนั ตรายหรอื เส่อื มเสยี โดยเฉพาะถ้าเป็น
ทรพั ย์ กต็ อ้ งยง่ิ รจู้ กั เกบ็ ออม ซง่ึ ตรงกบั หลกั เศรษฐกจิ ทว่ี ่า เกบ็ ออม

๓. กลั ยาณมิตตตา เลอื กคบคนดีเป็นมติ รหรือมติ รแท้ คอื เพ่อื นจรงิ ท่มี อี ุปการคุณ
สมานทุกข์ บํารุงสุข แนะนําประโยชน์ใหแ้ ละมคี วามรกั ใคร่จรงิ ใจ ถ้าดาํ เนินธุรกจิ จําเป็นต้องเลอื ก
สมาชกิ ทด่ี ี ซง่ึ ตรงกบั หลกั สหกรณ์

๔. สมชีวิตา ต้องมคี วามเป็นอยู่ท่เี หมาะสม กล่าวคือรูจ้ กั กําหนดรายได้และรายจ่าย
เล้ยี งชวี ติ แต่พอดี ไม่มใิ ห้ฝืดเคอื งหรอื ฟุ่มเฟือย ขอ้ น้ีตรงกบั หลกั การวางแผนการใช้จ่ายประจํา
ครอบครวั หรอื งบประมาณประจาํ บา้ น

จะเหน็ ไดว้ า่ ขอ้ สดุ ทา้ ยน้ี ตรงกบั ชวี ติ พอเพยี งของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทต่ี รสั เป็น
ปรชั ญาความพอเพยี ง เพ่อื การดาํ เนินทช่ี วี ติ พอเพยี ง หรอื การบรหิ ารจดั การแบบเศรษฐกจิ พอเพยี ง

หลกั การดําเนินชวี ติ ตามหลกั พระพุทธศาสนาทงั้ ๔ ประการน้ี ลว้ นแต่ส่งเสรมิ การทําดี
อยดู่ ี กนิ ดี ถา้ มนุษยค์ นใครประพฤตติ ามกจ็ ะดาํ เนินชวี ติ ไดอ้ ย่างสงบสุข หรอื ทค่ี นโบราณกล่าวแฝง

๑๗ องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๕๕/๓๔๔-๓๔๖.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๑๙๕ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

ไวเ้ ป็นคําสอน เรยี กว่าคาถาหวั ใจเศรษฐี คอื อ.ุ (อุฏฐานสมั ปทา หมายถงึ ความขยนั หมนั่ เพยี ร)
อา. (อารกั ขสมั ปทา หมายถงึ การรกั ษาทรพั ย)์ กะ. (กลั ยาณมติ ตตา หมายถงึ การคบคนดี หรอื มี
กลั ยาณมติ ร) สะ. (สมชวิ ติ า หมายถงึ การเลย้ี งชวี ติ ทพ่ี อสมควรแก่กําลงั ทรพั ยท์ ม่ี อี ย่แู ละทห่ี ามาได้
โดยนยั แห่งความหมาย)

หลกั การปฏบิ ตั ติ ามทพ่ี ระพุทธเจา้ ตรสั ไวน้ ้ี มคี วามสําคญั ทุกขอ้ จะขาดขอ้ ใดขอ้ หน่ึงไม่ได้
เพราะเป็นหลกั ปฏบิ ตั ทิ ่จี ะต้องปฏบิ ตั ใิ ห้ครบวงจร จงึ จะเหน็ ผลเตม็ ท่ี เช่น มคี วามขยนั แต่ถ้าขาด
การรกั ษา กไ็ มม่ เี หลอื หรอื มคี วามขยนั มกี ารรกั ษา แต่ถ้าคบมติ รไม่ดี กจ็ ะพาชวี ติ และทรพั ยส์ นิ ล่ม
จมได้ หรอื มคี วามขยนั มกี ารรกั ษา คบเพ่อื นท่ดี ี แต่ถ้าขาดสมชวิ ติ าหรอื การใช้ชวี ติ ท่พี อเพยี ง ก็
ยากทจ่ี ะหาความสุขในชวี ติ ได้เพราะไม่รจู้ กั การใชจ้ ่ายทเ่ี หมาะสม ดว้ ยเหตุเพราะมคี วามโลภอยาก
ได้เกินขอบเขต แม้จะร่ํารวยก็หาความสุขใจไม่ได้เพราะขาดชีวิตพอเพียง หรือท่ีเรียกว่า
มชั ฌมิ าปฏปิ ทา หรอื ทางสายกลาง กลา่ วคอื การดาํ เนนิ ชวี ติ ทพ่ี อเหมาะพอควร

นอกจากน้ี การมชี วี ิตพอเพยี งต้องเว้นอบายมุข หรอื ความเส่อื ม ความเดอื ดร้อน ท่จี ะ
นําเขา้ มาส่ชู วี ติ ดงั ทพ่ี ระพุทธเจา้ ตรสั ไวใ้ น สงิ คาลกสูตรว่า ทางแห่งความเส่อื มแห่งโภคทรพั ย์ มี ๖
ประการ คอื ๑. ดมื่ น้าเมา ๒. เทยี่ วกลางคนื ๓. เทยี่ วดกู ารละเล่น ๔. เล่นการพนัน ๕. คบคนชวั่ เป็น
มติ ร ๖. เกยี จครา้ นการทางาน๑๘

จะเหน็ ได้ว่าหากมนุษยม์ ขี อ้ ใดขอ้ หน่ึงหรอื หลายขอ้ ดงั กล่าว แมจ้ ะมคี วามขยนั หมนั่ เพยี ร
รจู้ กั รกั ษาทรพั ย์ คบเพ่อื นทด่ี ี และมชี วี ติ พอเพยี ง กอ็ าจจะไมอ่ าจพบความเจรญิ รุ่งเรอื งหาความสงบ
สขุ ในชวี ติ ไดย้ ากได้

ดงั นัน้ การมชี วี ติ พอเพยี งหรอื สมชวี ติ าอนั เป็นคําสอนข้อหน่ึงในพระพุทธศาสนา มุ่งให้
มวลมนุษยชาตดิ ําเนินชวี ติ ทเ่ี รยี บง่าย ไมฟ่ ุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย ใชจ้ ่ายใหพ้ อเหมาะแก่กําลงั ทรพั ยท์ ่ี
หามาได้ ไม่ตกเป็นทาสของกเิ ลส คอื ความทะยานอยากจนเกนิ ไป ซง่ึ อาจเป็นแนวป้องกนั ความ
ยุ่งยากในชีวติ และวกิ ฤตเศรษฐกิจทุกระดบั ได้เป็นอย่างดี ทําให้ชวี ติ มภี ูมคิ ุ้มกนั ต่อกระแสความ
เปลย่ี นแปลงของโลก

การดาํ เนินชวี ติ พอเพยี ง ตามปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งในพระพุทธศาสนา มขี อ้ ปฏบิ ตั ทิ ่ี
สาํ คญั มากและเป็นสายตรงในการดําเนนิ ชวี ติ พอเพยี งอกี ขอ้ หน่งึ คอื ความสนั โดษ

คาํ ว่า สนั โดษ คอื ความพอใจดว้ ยของของตนทม่ี อี ยู่ นอกจากน้ี ยงั จดั เป็นธรรมอนั เครอ่ื ง
ขดั เกลากเิ ลสให้เบากายเบาใจได้ดปี ระการหน่ึง และเป็นหลกั ธรรมท่สี ามารถสรา้ งความสุขและ
ความสงบใหแ้ ก่ตนและสงั คม รวมทงั้ ประเทศชาตหิ รอื โลกอกี ดว้ ย ความสนั โดษจงึ เป็นหลกั ธรรมทม่ี ี
ความสําคญั และจําเป็นสําหรบั ทุกคนไม่ว่าในยุคสมยั ใด โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในโลกปจั จุบนั ท่ีมี
พฒั นาการทางดา้ นวตั ถุมากอยา่ งน่าเป็นห่วง ในขณะเดยี วกนั พลเมอื งของโลกกเ็ พม่ิ ขน้ึ เป็นจาํ นวน
มาก ความต้องการในด้านวตั ถุเพม่ิ ข้นึ ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในลบ ดงั นัน้ สนั โดษ จงึ มคี วาม
จาํ เป็นสาํ หรบั มนุษยท์ ุกคน

๑๘ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๗/๒๐๒.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๑๙๖ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

ในโลกปจั จุบนั สง่ิ จาํ เป็นสําหรบั ชวี ติ หรอื ปจั จยั ๔ คอื อาหาร ท่อี ย่อู าศยั เคร่อื งนุ่งห่ม
และยารกั ษาโรค (รวมถงึ สถานพยาบาล) ขาดแคลนไม่เพยี งพอแก่ปรมิ าณพลเมอื งของโลก ทาํ ให้
โลกน้ีกลายเป็นเวทแี ห่งการแข่งขนั ส่งผลใหเ้ กดิ ปญั หาซบั ซอ้ นขน้ึ มากในสงั คมไม่ว่าจะเป็นปญั หา

ดา้ นเศรษฐกจิ การเมอื ง ครอบครวั เยาวชน ยาเสพยต์ ดิ และอาชญากรรม ทําใหค้ นทป่ี รบั ตวั ให้

เขา้ กบั ความเปล่ยี นแปลงและพฒั นาการของโลกไม่ทนั เกดิ ความเดอื ดร้อน โดยเฉพาะในเมอื ง
ใหญ่ๆ ของโลก เพราะขาดภูมคิ ุ้มกันท่ดี หี รอื พฒั นาการทางด้านจติ ใจ ดงั นัน้ ความสนั โดษจงึ มี

ความจาํ เป็นมากสาํ หรบั ทุกคนไมว่ า่ ยากจนหรอื ร่าํ รวย เน่ืองจากหากขาดสนั โดษแลว้ กย็ อ่ มทําความ
เดอื ดรอ้ นให้กบั ตนเองและผู้อ่นื เสมอได้ พระพุทธเจา้ จงึ ตรสั สรรเสรญิ ธรรมขอ้ น้ีไว้ในมงคลสูตรว่า
‚ความสนั โดษเป็นมงคลอยา่ งสงู คอื เป็นความเจรญิ ก้าวหน้าในชวี ติ อย่างมาก‛๑๙ หรอื พุทธพจน์ทวี่ ่า
“ความสนั โดษเป็นทรพั ยอ์ ยา่ งยงิ่ ”๒๐

อยา่ งไรกต็ าม ยงั มคี นจาํ นวนไมน่ ้อยทท่ี ไ่ี มเ่ ขา้ ใจหรอื เขา้ ใจคลาดเคล่อื นในความหมายของ
คําว่า ‚สนั โดษ‛ ดงั นัน้ ต้องทําความเขา้ ใจให้ถ่องแท้ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ พุทธศาสนิกชน แท้ท่จี รงิ
สนั โดษ หมายถงึ ความยนิ ดี ความพอใจดว้ ยของตนทม่ี อี ย่แู ละไดท้ ไ่ี ดม้ า กล่าวคอื ของของเราไม่ว่า
อะไรทุกอยา่ งทเ่ี รามอี ย่จู ะน้อยหรอื มากสกั ปานใดกต็ าม เรากพ็ อใจยนิ ดขี องของเรานนั้ หรอื สงิ่ ใดก็
ตามท่ีเราได้มาอีกจะมากหรอื น้อยอย่างไรก็ตาม เม่อื เป็นของของเราแล้ว ก็พอใจยนิ ดีสิ่งนัน้
ลกั ษณะเช่นน้ี เรยี กว่า ผู้มสี นั โดษ จะเหน็ ไดว้ ่า สนั โดษ ไม่ไดส้ อนใหค้ นงอมอื งอเทา้ ขเ้ี กยี จ ทาํ ให้
คนยากจนลา้ หลงั ถ่วงความเจรญิ หรอื การพฒั นา แต่สนั โดษจะช่วยควบคุมบุคคลไวใ้ นสุจรติ ได้และ
ใหเ้ กดิ ความพอเพยี งในชวี ติ ตรงกนั ขา้ มกบั คนทไ่ี ม่มสี นั โดษ นอกจากตนเองจะหาความสงบสุขใน
ชวี ติ ไมไ่ ดแ้ ลว้ กย็ งั ก่อความเดอื ดรอ้ นใหแ้ ก่สงั คมและบา้ นเมอื งอกี ดว้ ย เช่น กลายเป็นผลู้ กั ขโมย ผู้
ท่ีประพฤติผิดลูกเมียของคนอ่ืน ฉ้อราษฎร์บังหลวง โกงกิน คอร์รัปชนั่ ถ่วงความเจริญของ
ประเทศชาตทิ งั้ สน้ิ จะเหน็ ไดว้ ่าคาํ สอนในพระพุทธศาสนา เป็นไปในลกั ษณะทส่ี อนใหม้ นุษยส์ ร้างตน
สร้างความเจรญิ ทงั้ ส้นิ ในทุกๆ ด้าน ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ยงั มขี ้อสงั เกตระหว่าง
‚สนั โดษ‛ กบั ‚มกั น้อย‛ คําว่า สนั โดษ หรอื สนฺตุฎฐี นนั้ เป็นธรรมะขอ้ หน่ึง หมายถงึ ยนิ ดดี ว้ ยของ
ของตน ส่วนคําว่า มกั น้อย หรอื อปั ปิจฉตา เป็นธรรมะอกี ขอ้ หน่ึงซง่ึ หมายถงึ ปรารถนาแต่น้อย
ยนิ ดแี ต่น้อย เกย่ี วกบั เรอ่ื ง ‚สนั โดษ‛ นนั้

พระพุทธเจา้ ทรงสงั่ สอนบุคคลทวั่ ไปทงั้ นักบวชและฆราวาสผู้อยู่ครองเรอื น ส่วน ‚มกั
น้อย‛ นัน้ พระองคท์ รงมุง่ สอนนักบวชหรอื ภกิ ษุผู้สละทรพั ยส์ มบตั ทิ ุกอย่างออกบวชแลว้ เท่านัน้
นอกจากน้ีต้องดําเนินตามหลกั ธรรมท่ีทําให้ตระกูลมงั่ คัง่ ดํารงอยู่ได้นาน หรือ กุลจิรฏั ฐิติ ๔

ประการ คอื

๑. เมอ่ื ทรพั ยห์ มด รอ่ ยหรอ หรอื สญู หาย ตอ้ งรจู้ กั เสาะแสวงหาคนื มา (นฏั ฐคเวสนา)
๒. เมอ่ื ทรพั ย์ สง่ิ ของเก่า ชาํ รดุ ตอ้ งรจู้ กั บรู ณะซอ่ มแซม (ชณิ ณปฏสิ งั ขรณา)

๑๙ ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๙/๘., ๒๕/๒๖๘/๕๖๒.
๒๐ ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๒๐๔/๓๖.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๑๙๗ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๓. ตอ้ งเป็นผรู้ จู้ กั ประมาณความพอดใี นการกนิ การใช้ (ปรมิ ติ ปานโภชนา)
๔. พอ่ บา้ นแมบ่ า้ น หรอื ผนู้ ํา เป็นผมู้ ศี ลี ธรรม (อธปิ จั สลี วนั ตสถาปนา)๒๑

นอกจากหลกั ของการทาํ ใหต้ ระกูลมงั่ คงั่ ดาํ รงอยไู่ ดน้ านแลว้ ยงั มหี ลกั ของสปั ปุรสิ ธรรมหรอื
คุณสมบตั ขิ องคนดี ในขอ้ มตั ตญั ํุตา คอื ความรจู้ กั ประมาณตนหรอื รจู้ กั ความพอดใี นการแสวงหา
ทรพั ยใ์ นทางทช่ี อบไม่โลภมากจนเกนิ ไป และเมอ่ื หามาไดแ้ ลว้ กต็ ้องรจู้ กั ประมาณในการใชจ้ ่ายด้วย
ต้องไม่ให้ฟุ่มเฟือยจนเกนิ ไป และขอ้ อตั ตญั ํุตา คอื ความเป็นผู้รจู้ กั ตนเอง กล่าวคอื ต้องรตู้ วั อยู่
เสมอวา่ เรามชี าตติ ระกลู ยศ ตําแหน่ง หน้าทก่ี ารงาน ความรคู้ วามสามารถแค่ไหนเพยี งไร แล้วต้อง
ประพฤตติ นใหส้ มกบั ภาวะนัน้ ๆ อย่าหลงตวั เอง อยา่ ลมื ตวั เอง หากเป็นผนู้ ํา หวั หน้า หรอื นายจา้ ง
เจา้ ของธรุ กจิ จะตอ้ งเอาใจใสด่ แู ลในเรอ่ื งค่าตอบแทนทเ่ี ป็นธรรมรวมทงั้ สวสั ดกิ าร อ่นื ๆ ใหเ้ หมาะสม
ดงั ท่ี พระพุทธเจา้ ไดท้ รงวางวธิ ที น่ี ายจะพงึ ปฏบิ ตั ติ ่อลกู น้องหรอื ลกู จา้ ง ในทศิ ๖ ขอ้ เหฏฐมิ ทศิ (ทศิ
เบอ้ื งล่าง) ไว้ ๕ ประการ คอื

๑. จดั การงานใหท้ าํ ตามสมควรแก่กําลงั เพศ วยั ความสามารถ

๒. ใหค้ ่าจา้ งรางวลั สมควรแก่งานและความเป็นอยู่
๓. ใหส้ วสั ดกิ าร ชว่ ยรกั ษาพยาบาลในเวลาเจบ็ ไข้ ไดป้ ว่ ย
๔. มอี ะไรหรอื ได้อะไรท่พี เิ ศษมา ก็แบ่งปนั ให้ หรอื ไปทไ่ี หนกค็ วรมขี องมาฝากเพ่อื เป็น
กาํ ลงั ใจ

๕. ใหม้ วี นั หยุดและพกั ผ่อนหยอ่ นใจ เลกิ งานตามเวลาและใหโ้ อกาสไดพ้ กั ผ่อนรน่ื เรงิ ตาม
สมควร๒๒

(ค) มีการเสียสละ คอื การอยู่ร่วมกนั เป็นหมู่คณะ เป็นชุมชนต้องมกี ารอาศยั กัน

ช่วยเหลอื บําบดั ทุกขบ์ ํารุงสุขซ่งึ กนั และกนั หลกั ยดึ เหน่ียวใจคนในสงั คมให้รกั สามคั คนี ้ี เรยี กว่า
“สงั คหวตั ถุ ๔”๒๓

สงั คหวตั ถุ แปลวา่ วธิ สี งเคราะห์ หมายถงึ วธิ ปี ฏบิ ตั เิ พ่อื ยดึ เหน่ียวน้ําใจคนอ่นื ทย่ี งั ไมเ่ คย
รกั ใคร่นับถอื หรอื ทร่ี กั ใคร่นบั ถอื อย่แู ลว้ ใหส้ นิทแนบยง่ิ ขน้ึ พดู ง่ายๆ สงั คหวตั ถุ กค็ อื เทคนิควธิ ที ํา
ใหค้ นรกั หรอื มนตผ์ กู ใจคน นนั่ เอง มที งั้ หมด ๔ ประการ ดงั น้ี

๑. ทาน ทาน คอื การให้ ได้แก่การเสยี สละ การเอ้อื เฟ้ือเผ่อื แผ่ การแบ่งปนั ช่วยเหลอื กนั
ดว้ ยสง่ิ ของ การให้ทานใหเ้ พ่อื ขจดั กเิ ลส เช่น การบรจิ าคทานแก่นสมณชพี ราหมณ์ ผูท้ รงศลี เพ่ือ
ขจดั ความโลภหรอื ความตระหน่ี เป็นการชาํ ระจติ ใจใหส้ ะอาด ยกระดบั จติ ใจใหส้ ูงขน้ึ และการใหเ้ พ่อื
สงเคราะหห์ รอื เพ่อื ยดึ เหน่ียวน้ําใจคนอ่นื การทําทานโดยใหส้ งั คหวตั ถุน้ี ในแง่ปฏบิ ตั ิ หมายถงึ การ
เฉลย่ี หรอื แบ่งให้จากส่วนทค่ี นมอี ยู่ มใิ ช่ให้มากมายจนไม่เหลอื หรอื ให้จนผูร้ ับร่ํารวย จุดประสงค์

๒๑ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๒๕๘/๓๗๕-๗๗๖.
๒๒ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๗๑/๒๑๕.
๒๓ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๓๒/๕๐-๕๑.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๑๙๘ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

เน้นทก่ี ารแสดงอธั ยาศยั ไมตรมี ากกว่าความมากหรอื น้อยของวตั ถุทใ่ี ห้ เพราะฉะนนั้ คนยากจนหรอื
คนท่มี วี ตั ถุสง่ิ ของเล็กน้อยก็สามารถแบ่งปนั ให้ทานผู้อ่นื ได้ตามอตั ภาพของตน เช่น การแบ่งปนั
อาหารให้เพ่อื น แบ่งปนั เคร่อื งเขยี นให้เพ่อื น เป็นต้น คุณธรรมขอ้ น้ีจะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่
เหน็ แก่ตวั เราควรคาํ นึงอย่เู สมอว่า ทรพั ยส์ งิ่ ของทเ่ี ราหามาได้ มใิ ช่สงิ่ จรี งั ยงั่ ยนื เม่อื เราสน้ิ ชวี ติ ไป
แลว้ กไ็ มส่ ามารถจะนําตดิ ตวั เอาไปได้

๒. ปิ ยวาจา ไดแ้ ก่ การพดู คาํ สภุ าพ อ่อนหวาน เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความสมานสามคั คี ปิยวาจาทํา
ไดง้ ่าย เพราะวาจานนั้ มใี นตวั เรา เพยี งเรามสี ติ มเี มตตาในใจกส็ ามารถพูดออกมาได้ คาํ พดู มอี ยู่ ๒
ประเภท ไดแ้ ก่

(๑) คําพูดทพ่ี ูดออกไปแล้วคนฟงั เกลยี ด เช่น คําหยาบ คําด่า คําประชด คํากระทบกระ
เทยี บ คาํ แดกดนั คาํ สบถ เป็นตน้ คาํ พดู เหล่าน้เี รยี กวา่ “อปั ปิ ยวาจา”

(๒) คาํ พดู ทพ่ี ดู ออกไปแลว้ ทาํ ใหค้ นฟงั รกั เช่น คาํ อ่อนหวาน คาํ ชมเชยจากใจจรงิ คาํ พูดท่ี
ชวนใหเ้ กดิ ความสมคั รสมานไมตรี เป็นตน้

๓. อตั ถจริยา หมายถงึ การบําเพญ็ ประโยชน์ช่วยเหลอื กนั และกนั ในวงแคบ และบําเพญ็
สาธารณประโยชน์ในวงกวา้ ง หลกั ธรรมขอ้ น้ีมุ่งสอนใหค้ นพฒั นาตน ๒ ด้าน คอื การทําตนใหเ้ ป็น
ประโยชน์ และทําในสง่ิ ทเ่ี ป็นประโยชน์ การทําตนให้เป็นประโยชน์ หมายถงึ ทําตนให้มคี ุณค่าใน
สงั คมทต่ี นอาศยั อยู่ อยา่ งคาํ พงั เพยทว่ี ่า "อย่บู า้ นท่านอยา่ งนิ่งดูดาย ปนั้ ววั ปนั้ ควายใหล้ กู ท่านเล่น"
หรอื "อยกู่ ใ็ หเ้ ขาไวใ้ จไปกใ็ หเ้ ขาคดิ ถงึ " คนทไ่ี ม่น่ิงดูดายมอี ะไรพอจะช่วยเหลอื คนอ่ืนและสงั คมไดก้ ็
เอาใจใสข่ วนขวายชว่ ยเหลอื ตามสตกิ ําลงั ทางพระพุทธศาสนาเรยี กวา่ "คนทาํ หมคู่ ณะใหง้ ดงาม" อยู่
ทไ่ี หนกส็ รา้ งความเจรญิ ทน่ี นั้ วธิ ที าํ ตนใหเ้ ป็นประโยชน์และทาํ สงิ่ ทเ่ี ป็นประโยชน์ อาจทําไดห้ ลายวธิ ี
เชน่ การตงั้ ใจศกึ ษาเลา่ เรยี น ฝึกฝนอบรมตนใหเ้ ป็นคนเจรญิ ดว้ ยความรู้ ความสามารถ เป็นบุตรทด่ี ี
ของบดิ ามารดา เป็นศษิ ยท์ ่ดี ขี องครอู าจารยเ์ ป็นนักเรยี นท่ดี ขี องสถานศกึ ษา เป็นพลเมอื งท่ดี ขี อง
ประเทศชาติ ตลอดจนเป็นศาสนกิ ชนทด่ี ขี องพระพุทธศาสนา

๔. สมานัตตตา การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย หมายถึงการวางตนได้เหมาะสม มี
ความหมาย ๒ ประการ คอื

(๑) วางตนได้เหมาะสมกบั ฐานะท่ตี นมอี ย่ใู นสงั คม เช่น เป็นหวั หน้าครอบครวั เป็นบดิ า
มารดา เป็นครอู าจารย์ เป็นเพ่อื นบา้ น เป็นต้น ตนอยใู่ นฐานะอะไรกว็ างตนใหเ้ หมาะสมกบั ฐานะท่ี
เป็นอยู่ และทาํ ไดอ้ ยา่ งเสมอตน้ เสมดปลาย

(๒) ปฏบิ ตั ติ นอย่างสม่าํ เสมอต่อคนทงั้ หลาย ใหค้ วามเสมอภาค ไม่เอารดั เอาเปรยี บผอู้ ่นื
เสมอในสขุ และทกุ ข์ คอื รว่ มสุขรว่ มทกุ ข์ รว่ มรบั รปู้ ญั หา และรว่ มแกป้ ญั หาเพ่อื ประโยชน์ของสงั คม

คุณธรรมขอ้ น้ีจะช่วยใหเ้ ราเป็นคนมจี ติ ใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทงั้ ยงั เป็นการสรา้ งความ
นิยม และไวว้ างใจใหแ้ ก่ผอู้ ่นื อกี ดว้ ย

สงั คหวตั ถุ ๔ ประการดงั กล่าวมาแลว้ อํานวยประโยชน์ทม่ี องเหน็ ไดเ้ ป็นรปู ธรรมดงั ต่อไป
ดงั น้ี

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๑๙๙ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๑. ช่วยใหบ้ ุคคลดาํ รงตนอยไู่ ดใ้ นสงั คมดว้ ยความสขุ

๒. เป็นเครอ่ื งยดึ เหน่ยี วน้ําใจ สมานไมตรรี ะหว่างกนั

๓. เป็นเคร่อื งส่งเสรมิ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบุคคล ใหม้ คี วามเคารพนับถอื กนั ตามสมควร
แก่ฐานะ

๔. เป็นเครอ่ื งประสานองคป์ ระกอบต่างๆ ของสงั คมใหค้ งรปู อยแู่ ละดาํ เนินไปไดด้ ว้ ยดี
๕. ช่วยสง่ เสรมิ ศลี ธรรมและป้องกนั ความประพฤตเิ ส่อื มเสยี ในสงั คม

(ง) มีความซ่ือสตั ยส์ จุ ริต ไมเ่ หน็ แก่ตวั ไมใ่ จแคบ ไม่เอารดั เอาเปรยี บ ไมฉ่ ้อโกง ไมไ่ ม่

ล้อเหล่ียมกับผู้อ่ืนเพ่อื ประโยชน์ของตนเอง ประกอบอาชีพในทางสุจรติ งดเว้นจากทุจริต ผิด
ศลี ธรรมทุกชนิด ต้องรกั ษาคาํ พูดของตนใหน้ ่าเช่อื ถอื ดงั คําโบราณทว่ี ่า “ปากเป็นเอก พดู ดเี ป็นศรี
แก่ตวั พดู ชวั่ พาตวั ใหม้ วั หมอง” ดงั คาํ พระราโชวาทในสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี ว่า “คน
ดี เราจะทาอะไรก็พยายามทจี่ ะทาในทางซอื่ สตั ย์สุจรติ เพราะว่าถ้าคนเรา คนหนึง่ ทาโดยความ
ซือ่ สัตย์สุจริต และคนอืน่ ๆ ทาด้วย ก็เลยเป็นประโยชน์ส่วนรวม นัน่ ก็จะเป็นความเจริญของ
ประเทศชาต”ิ ๒๔

(จ) มีความกตญั ญู คอื รอู้ ุปการะทบ่ี คุ คลอ่นื ทาํ แลว้ แก่ตน เช่น บดิ า มารดา ครู อาจารย์

และคนอ่นื ๆ ทส่ี ดุ แมส้ งิ่ ทไ่ี มม่ ชี วี ติ เช่น ทอ่ี ย่อู าศยั ถน่ิ กําเนิด สถานศกึ ษา หรอื แมก้ ระทงั้ สตั วท์ ช่ี ่วย
ประกอบอาชพี การงาน ผทู้ าํ อุปการก่อนเหล่าน้ี เรยี กว่า ปพุ พการี คนทร่ี อู้ ุปการะทค่ี นอ่นื ทําแก่ตน
แลว้ ทําตอบแทนเรยี กว่า กตญั ํูกตเวที เช่น ลูกๆ กตญั ํูกตเวทตี ่อบดิ ามารดา เม่อื มโี อกาสต้อง
หาทางตอบแทนอยา่ งเหมาะสมกบั ฐานะของตน การกตญั ํกู ตเวทถี อื ว่าเป็นสง่ิ สาํ คญั สาํ หรบั มนุษย์
ในการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม

(ฉ) มีใจกว้างขวาง คือคนเป็นผู้มสี ่วนร่วมท่ดี ขี องหมู่คณะ ซ่งึ จะช่วยให้หมู่คณะอยู่

รว่ มกนั ดว้ ยดี มธี รรม ไมถ่ อื เอาความเหน็ แก่ตวั เป็นใหญ่ ถา้ ความเหน็ ของคนอ่นื มเี หตุผล กค็ วรมใี จ
กว้างขวาง พรอ้ มท่จี ะรบั ผดิ ชอบหมู่คณะดว้ ยการประพฤตธิ รรมสําหรบั สรา้ งท่พี งึ แก่ตน เรยี กว่า
นาถกรณธรรม ๑๐ ประการ๒๕

๑. ศลี ความประพฤตดิ งี ามสจุ รติ รกั ษาระเบยี บวนิ ยั มอี าชวี ะบรสิ ุทธิ ์

๒. พาหสุ จั จะ ความเป็นผไู้ ดศ้ กึ ษาเลา่ เรยี นมาก มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจลกึ ซง้ึ

๓. กลั ยาณมติ ตตา ความมกี ลั ยาณมติ ร, การคบคนดี ไดท้ ป่ี รกึ ษาและผแู้ นะนําสงั่ สอนทด่ี ี
๔. โสวจสั สตา ความเป็นผวู้ า่ งา่ ยสอนงา่ ย รบั ฟงั เหตุผล

๕. กงิ กรณเี ยสุ ทกั ขตา ความเอาใจใสช่ ว่ ยขวนขวายในกจิ ใหญ่น้อยทุกอยา่ งของเพ่อื นร่วม
หมคู่ ณะ รจู้ กั พจิ ารณาไตรต่ รอง สามารถจดั ทาํ ใหส้ าํ เรจ็ เรยี บรอ้ ย

๒๔ กระทรวงวฒั นธรรม, พระราโชวาทในสมเด็จพระศรนี ครินทร์ทราบรมราชชนนี, เรียนรู้คาสอน แม่ฟ้ าหลวง,
(กรงุ เทพมหานคร : กระทรวงวฒั นธรรม, ๒๕๔๙), หน้า ๑.

๒๕ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๔๕/๓๕๘-๓๖๑.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๐ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๖. ธมั มกามตา ความเป็นผูใ้ คร่ธรรม คอื รกั ธรรม ใฝ่ความรูใ้ ฝ่ความจรงิ รจู้ กั พูดรจู้ กั ฟงั
ทําใหเ้ กดิ ความพอใจ น่าร่วมปรกึ ษาสนทนา ชอบศกึ ษา ยนิ ดปี รดี าในหลกั ธรรมหลกั วนิ ัยทล่ี ะเอยี ด
ลกึ ซง้ึ ยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป

๗. วริ ยิ ารมั ภะ ความขยนั หมนั่ เพยี ร คอื เพยี รละความชวั่ ประกอบความดมี ใี จแกลว้ กลา้
บากบนั่ กา้ วหน้า ไมย่ อ่ ทอ้ ไมท่ อดทง้ิ ธรุ ะ

๘. สนั ตุฏฐี ความสนั โดษ คอื ยนิ ดี มคี วามสุขความพอใจด้วยปจั จยั ๔ ท่หี ามาได้ด้วย
ความเพยี รอนั ชอบธรรมของตน

๙. สติ ความมสี ติ รจู้ กั กําหนดจดจาํ ระลกึ การทท่ี าํ คาํ ทพ่ี ดู ไวไ้ ด้ ไมม่ คี วามประมาท
๑๐. ปญั ญา ความมปี ญั ญาหยงั่ รเู้ หตุผล รจู้ กั คดิ พจิ ารณา เขา้ ใจภาวะของสงิ่ ทงั้ หลายตาม
ความเป็นจรงิ

นาถกรณธรรมน้ี ท่านเรยี กว่าเป็นพหุการธรรม หรอื ธรรมมอี ุปการะมาก เพราะเป็นกําลงั
หนุนในการบาํ เพญ็ คุณธรรมต่างๆ ยงั ประโยชน์ตนและประโยชน์ผอู้ ่นื ใหส้ ําเรจ็ ไดอ้ ย่างกวา้ งขวาง
ไพบลู ย์

๕.๔ วฒั นธรรมประเภท “เนติธรรม”

เนติธรรม (Legal) คอื วฒั นธรรมทางกฎหมาย รวมทงั้ ระเบยี บประเพณีทย่ี อมรบั นับถอื
กนั วา่ มคี วามสาํ คญั พอๆ กบั กฎหมาย เพ่อื ใหค้ นในสงั คมอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ

เนตธิ รรม เป็นวฒั นธรรมทางดา้ นกฎหมายหรอื ขนบธรรมเนียมประเพณีทม่ี คี วามสําคญั
เสมอดว้ ยกฎหมายหรอื การกระทําบางอย่างทไ่ี มม่ กี ฎหมายหา้ มไว้ แต่ถา้ ใครทําเขา้ กเ็ ป็นทร่ี งั เกยี จ
ของสงั คม เช่นพ่อแม่มหี น้าทเ่ี ลย้ี งดบู ุตรถ้าพ่อแม่เพกิ เฉยละทง้ิ หน้าท่ี กจ็ ะถูกกฎหมายลงโทษ แต่
เมอ่ื ลกู โตขน้ึ ไมเ่ ลย้ี งดพู ่อแม่ ไมถ่ อื ว่าผดิ กฎหมาย บา้ นเมอื งจะลงโทษไมไ่ ด้ แต่จะเป็นทค่ี รหานินทา
ของสงั คม ทงั้ น้เี พราะพุทธศาสนาสอนในเรอ่ื งของความกตญั ํตู ่อบพุ การี

วฒั นธรรมทางกฎหมาย เพ่อื การบงั คบั และควบคุมพฤตกิ รรมของสมาชกิ ในสงั คม รวมทงั้
ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เป็นท่ยี อมรบั นับถอื ว่ามคี วามสําคญั ไม่ต่างไปจากกฎหมายท่ถี อื
ปฏบิ ตั กิ นั ในสงั คมปจั จบุ นั ทจ่ี าํ เป็นตอ้ งใหค้ วามเคารพ มี ๖ ประการ คอื รฐั ธรรมนูญ พระราชบญั ญตั ิ
พระราชกาหนด พระราชฎกี า กฎกระทรวง และเทศบญั ญตั ิ

รฐั ธรรมนูญคืออะไร

รฐั ธรรมนูญ (Constitution) หมายถงึ กฎหมายสูงสุดในการจดั การปกครองรฐั ถ้าแปล
ตามความหมายของคํา จะหมายถงึ การปกครองรฐั อย่างถูกต้องเป็นธรรม (รฐั + ธรรม + มนูญ) ใน
ความหมายอย่างแคบ “รฐั ธรรมนูญ” ต้องมลี กั ษณะเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร และไม่ใช่สิง่ เดยี วกบั

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๑ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

กฎหมายรฐั ธรรมนูญ (Constitutional Law) เพราะ “กฎหมายรฐั ธรรมนูญ” มคี วามหมายกวา้ งกว่า
และจะเป็นรปู แบบลายลกั ษณ์อกั ษรหรอื จารตี ประเพณกี ไ็ ด้๒๖

รฐั ธรรมนูญในปจั จุบนั นัน้ มที งั้ เป็นลกั ษณะลายลกั ษณ์อกั ษร และลักษณะไม่เป็นลาย
ลกั ษณ์อกั ษร โดยท่ลี กั ษณะไม่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร นอกจากจะใช้หลกั ของจารตี ประเพณีการ
ปกครองแลว้ กฎหมายทุกตวั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั การปกครอง ย่อมถือว่าเป็นส่วนหน่ึงของรฐั ธรรมนูญ
ดว้ ย

ทุกประเทศทวั่ โลกมกี ารประกาศใช้รฐั ธรรมนูญ ทงั้ ประเทศท่ีมกี ารปกครองอธิปไตย
รวมถงึ ประเทศทป่ี กครองแบบพแ่ี บบน้อง เพอ่ื ใชเ้ ป็นหลกั หรอื เป็นแนวทางในการบรหิ ารประเทศ

พระราชบญั ญตั ิคืออะไร

พระราชบญั ญตั ิ (Act of Parliament)๒๗ คอื กฎหมายท่พี ระมหากษตั รยิ ต์ ราขน้ึ โดย
คาํ แนะนําและยนิ ยอมของรฐั สภา เน้ือหาของพระราชบญั ญตั นิ นั้ จะกําหนดเน้ือหาในเรอ่ื งใดกไ็ ด้ แต่
ต้องไม่ขดั หรอื แย้งกับบทบญั ญตั ิแห่งรฐั ธรรมนูญหรือหลกั กฎหมายรฐั ธรรมนูญทวั่ ไป เรยี กว่า
ประเพณกี ารปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธปิ ไตย นอกจากน้เี น้อื หาของพระราชบญั ญตั ิ
ยงั มลี กั ษณะกําหนดกฎเกณฑเ์ ป็นการทวั่ ไปในการก่อตงั้ เปลย่ี นแปลง กําหนดขอบเขตแห่งสทิ ธแิ ละ
หน้าทข่ี องบคุ คล ตลอดจนจาํ กดั สทิ ธเิ สรภี าพ ของบคุ คลไดต้ ามท่รี ฐั ธรรมนูญใหอ้ ํานาจไว้

สาํ หรบั กระบวนการในการตราพระราชบญั ญตั นิ นั้ มสี าระสาํ คญั และขนั้ ตอนดงั ต่อไปน้ี

รา่ งพระราชบญั ญตั ิ มี ๒ ประเภทคอื รา่ งพระราชบญั ญตั ทิ วั่ ไปและรา่ งพระราชบญั ญตั เิ ก่ยี ว
ดว้ ยการเงนิ

การเสนอร่างพระราชบัญญัติ กระทําได้ ๓ ทางคือ (๑) โดยคณะรฐั มนตรี (๒) โดย
สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ซ่งึ ต้องให้พรรคการเมอื ง ท่สี มาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรสงั กดั นัน้ มมี ตใิ ห้
เสนอให้ และต้องมีสมาชิดสภาผู้แทนราษฎร ไม่น้อยกว่า ๒๐ คนรับรอง แต่ถ้าเป็นร่าง
พระราชบญั ญตั เิ ก่ยี วด้วยการเงนิ จะเสนอได้ ต้องมคี ํารบั รองของนายกรฐั มนตรี (๓) โดยผูม้ สี ทิ ธิ
เลอื กตงั้ ไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คนเขา้ ช่อื รอ้ งขอต่อประธานรฐั สภาเพ่อื ใหร้ ฐั สภาพจิ ารณากฎหมาย
ตามท่กี ําหนดไว้ในหมวด ๓ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของชนชาวไทย และหมวด ๕ แนวนโยบายพ้นื ฐาน
แห่งรฐั

พระราชบญั ญตั ิ (พ.ร.บ.) คอื บทกฎหมายท่ใี ช้บงั คบั อยู่เป็นประจําตามปรกติ เพ่อื วาง
ระเบยี บบงั คบั ความประพฤติของบุคคลรวมทงั้ องค์กรและเจา้ หน้าท่ขี องรฐั เป็นบทบญั ญตั ิแห่ง
กฎหมายทม่ี ฐี านะสงู กวา่ บทกฎหมายอ่นื ๆ นอกจากรฐั ธรรมนูญ ก่อนประกาศใชบ้ งั คบั

พระราชบญั ญตั มิ อี ย่ชู นิดเดยี ว แต่บดั น้ีรฐั ธรรมนูญฯ ไดบ้ ญั ญตั ใิ หม้ พี ระราชบญั ญตั ขิ น้ึ อกี
ชนิดหน่ึง เรยี กว่า ‚พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญ‛ ซง่ึ รฐั ธรรมนูญฯ บงั คบั ใหต้ ราขน้ึ เพ่อื

๒๖ สมหมาย จนั ทรเ์ รอื ง, พฒั นาการการศึกษาไทย, (กรุงเทพมหานคร : มหาจฬุ าบรรณาคาร, ๒๕๒๔), หน้า ๑๔๓.

๒๗ ศ.ดร.หยุด แสงอุทยั , ความรเู้ บอื้ งต้นเกี่ยวกบั กฎหมายทวั่ ไป, (กรุงเทพมหานคร : รงุ่ เรอื งสาสน์ , ๒๕๓๘), หน้า ๕๑-
๕๓.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๒ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

กําหนดสาระสําคัญในรายละเอียดในกรณีบางเร่ืองท่ีรัฐธรรมนูญกําหนดหลักการไว้ เช่น
พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยคณะกรรมการการเลอื กตงั้ พ.ศ. ๒๕๔๑

การตราพระราชบญั ญตั ินัน้ จะทําได้ก็แต่โดยคําแนะนําและยนิ ยอมของรฐั สภา และเม่อื
พระมหากษตั รยิ ไ์ ดท้ รงลงพระปรมาภไิ ธย และประกาศในราชกจิ จานุเบกษาแลว้ กม็ ผี ลใชบ้ งั คบั เป็น
กฎหมายได้

คาํ ว่าพระราชบญั ญตั ิ เป็นช่อื เรยี กกฎหมายทบ่ี ญั ญตั ขิ น้ึ โดยประเทศทม่ี พี ระมหากษตั รยิ ์
เป็นผอู้ นุญาต สําหรบั ประเทศอ่นื ท่พี ระมหากษตั รยิ ไ์ ม่ใช่ผอู้ นุญาต (เช่นประธานาธบิ ด)ี จะเรยี กว่า
รฐั บญั ญตั ิ

พระราชกาหนดคืออะไร

พระราชกาหนด หมายถึงกฎหมายท่พี ระมหากษัตรยิ ์ทรงตราข้นึ ตามคําแนะนําของ
คณะรฐั มนตรี มอี ยู่ ๒ ประเภทคอื พระราชกําหนดทวั่ ไป และพระราชกําหนดทเ่ี กย่ี วภาษอี ากรและ
เงนิ ตรา๒๘

พระราชกาหนด (emergency decree) เป็นกฎหมายท่ตี ราข้นึ โดยฝ่ายบรหิ ารใน
สถานการณ์อนั มคี วามจาํ เป็นรบี ด่วนเพ่อื ประโยชน์แหง่ รฐั แลว้ แต่กําหนดไวใ้ นกฎหมายแม่ของแต่ละ
ประเทศ พระราชกําหนดมอี ํานาจบงั คบั เช่นพระราชบญั ญตั อิ นั ตราขน้ึ โดยฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ พระราช
กําหนดไวเ้ รยี กกฎหมายเช่นนัน้ ซง่ึ ประกาศใชใ้ นประเทศอนั มพี ระมหากษตั รยิ เ์ ป็นพระประมขุ ส่วน
รฐั กาํ หนดสาํ หรบั ประเทศอนั มปี ระธานาธบิ ดเี ป็นประมขุ

พระราชกําหนดของไทย สถานการณ์ท่จี ะประกาศใชพ้ ระราชกําหนดได้ พระราชกําหนด
ของไทยแบ่งออกเป็นสองประเภทตามความในรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย (พ.ศ. ๒๕๕๐)
ไดแ้ ก่

๑. พระราชกําหนดทวั่ ไป ออกไดใ้ นกรณฉี ุกเฉินทม่ี คี วามจาํ เป็นรบี ด่วนอนั มอิ าจหลกี เลย่ี ง
ไดเ้ พ่อื ประโยชน์ในการรกั ษาความปลอดภยั ของประเทศ เพ่อื ความมนั่ คงทางเศรษฐกิจ หรอื เพ่อื
ป้องปดั พบิ ตั สิ าธารณะ

๒. พระราชกาํ หนดเกย่ี วกบั ภาษอี ากรหรอื เงนิ ตรา ออกไดใ้ นกรณีทม่ี คี วามจาํ เป็นทจ่ี ะตอ้ ง
มีกฎหมายเก่ียวกับภาษีอากรหรือเงินตราซ่ึงต้องได้รบั พิจารณาโดยด่วนและลับ เพ่ือรกั ษา
ผลประโยชน์ของแผน่ ดนิ ทงั้ น้ี ภายในระหวา่ งสมยั ประชุมของรฐั สภาเท่านนั้

กระบวนการตราพระราชกําหนด พระราชกําหนดมคี ณะรฐั มนตรเี ป็นผพู้ จิ ารณาร่าง และ
เม่อื คณะรฐั มนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรฐั มนตรีจึงจะนําร่างนัน้ ข้นึ ทูลเกล้าฯ ถวายต่อ
พระมหากษตั รยิ เ์ พ่อื ทรงลงพระปรมาภไิ ธยและประกาศใช้บงั คบั เช่นพระราชบญั ญตั ิ ทงั้ น้ี โดยไม่
ตอ้ งนําเสนอรา่ งพระราชกําหนด เชน่ ว่าใหร้ ฐั สภาพจิ ารณาใหค้ วามเหน็ ชอบก่อน

๒๘ คณนิ บญุ สุวรรณ, ภาษาการเมืองในระบอบรฐั สภา, (กรุงเทพมหานคร : โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๓๓), หน้า ๒๐๑-๒๐๒.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๓ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

กระบวนการภายหลงั การประกาศใช้พระราชกําหนด[แก้]เม่อื มกี ารประกาศใช้พระราช
กําหนดแล้ว ในการประชุมรฐั สภาคราวต่อไป คณะรฐั มนตรตี ้องเสนอพระราชกําหนดนนั้ ต่อรฐั สภา
เพ่อื พจิ ารณาโดยไมช่ กั ชา้

ถา้ อยนู่ อกสมยั ประชมุ และการรอการเปิดสมยั ประชุมสามญั จะเป็นการชกั ชา้ คณะรฐั มนตรี
ต้องจดั ให้มกี ารเรยี กประชุมรฐั สภาสมยั วสิ ามญั เพ่อื พจิ ารณาอนุมตั ิหรอื ไม่อนุมตั พิ ระราชกําหนด
โดยเรว็

ในกรณีท่ีสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติ พระราชกําหนดดังกล่าว หรือในกรณีท่ีสภา
ผแู้ ทนราษฎรอนุมตั แิ ต่วุฒสิ ภาไมอ่ นุมตั ิ และสภาผแู้ ทนราษฎรยนื ยนั การอนุมตั ดิ ว้ ยคะแนนเสยี งไม่
มากกว่าก่งึ หน่ึงของจาํ นวนสมาชกิ ทงั้ หมดเท่าทม่ี อี ยู่ของสภาผแู้ ทนราษฎร พระราชกําหนดนนั้ เป็น
อนั ตกไป แต่ทงั้ น้ไี มก่ ระทบกระเทอื นกจิ การทไ่ี ดเ้ ป็นไปในระหวา่ งทใ่ี ชพ้ ระราชกําหนดนนั้ แลว้

ในระหว่างสมยั ประชมุ ถา้ มคี วามจาํ เป็นตอ้ งมกี ฎหมายเกย่ี วดว้ ยภาษอี ากรหรอื เงนิ ตราซง่ึ
จะต้องได้รบั การพจิ ารณาโดยด่วนและลบั เพ่อื รกั ษาประโยชน์ของแผ่นดนิ พระมหากษตั รยิ จ์ ะทรง
ตราพระราชกาํ หนดใหใ้ ชบ้ งั คบั ดงั เช่นพระราชบญั ญตั กิ ไ็ ด้

พระราชกฤษฎีกาคืออะไร

พระราชกฤษฎีกา คอื บทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมายท่พี ระมหากษัตรยิ ์ทรงตราข้นึ โดยอาศยั
อํานาจตามรฐั ธรรมนูญ พระราชบญั ญตั ิ หรอื พระราชกําหนด เพ่อื ใชใ้ นการบรหิ ารราชการแผ่นดนิ
โดยคําแนะนําของคณะรฐั มนตรี มศี กั ดติ ์ ่ํากว่ารฐั ธรรมนูญ พระราชบญั ญตั ิ ประมวลกฎหมาย และ
พระราชกาํ หนด

การตราพระราชกฤษฎกี า รฐั มนตรซี ่งึ มหี น้าท่เี ก่ยี วขอ้ งจะอาศยั อํานาจตามรฐั ธรรมนูญ
พระราชบญั ญตั ิ หรอื พระราชกําหนดนนั้ ๆ เสนอร่างพระราชกฤษฎกี าต่อคณะรฐั มนตรใี ห้พิจารณา
โดยร่างพระราชกฤษฎีกานัน้ จะต้องไม่ขดั ต่อรฐั ธรรมนูญ พระราชบญั ญตั ิ หรอื พระราชกําหนดท่ี
เกย่ี วขอ้ ง

เม่อื คณะรฐั มนตรพี ิจารณาแล้ว จะต้องนําร่างพระราชกฤษฎีกา ข้นึ ทูลเกล้าฯ ถวาย
พระมหากษตั รยิ เ์ พ่อื ทรงตราพระราชกฤษฎกี านัน้ ๆ นายกรฐั มนตรี จะเป็นผู้รบั สนองพระบรมราช
โองการ จากนนั้ จงึ นําไปประกาศในราชกจิ จานุเบกษา บงั คบั ใชต้ ่อไป

กฎกระทรวงคืออะไร

กฎกระทรวง (ministerial regulation) เป็นกฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษรประเภทหน่ึงของ
ประเทศไทย ซง่ึ รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงตราขน้ึ โดยอาศยั อํานาจตามบทบญั ญตั แิ ห่งพระราชบญั ญตั ิ
หรอื แห่งกฎหมายท่มี ฐี านะเสมอกนั เป็นต้นว่า ประมวลกฎหมาย พระราชกําหนด กฎกระทรวงนัน้
เดมิ เรยี กวา่ กฎเสนาบดี

กฎกระทรวง หมายถึง กฎหมายท่รี ฐั มนตรเี จ้ากระทรวงเจ้าข้นึ โดยได้รบั อํานาจจาก
กฎหมายแม่บท เช่น พระราชบญั ญัติ พระราชกําหนด ปกติแล้วกฎหมายท่ีจะออกในรูปของ

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๔ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

กฎกระทรวงมกั เป็นเร่อื งรายละเอยี ดเก่ยี วกบั วธิ ปี ฏบิ ตั ิ เช่น กฎกระทรวงซ่งึ ออกโดยอาศยั อํานาจ
ตามความในพระราชบญั ญตั จิ ดั หางานและคมุ้ ครองแรงงาน๒๙

กฎกระทรวงนัน้ เดมิ เรยี ก “กฎเสนาบดี” ต่อมามพี ระราชบญั ญตั เิ ทยี บตําแหน่งรฐั มนตรี
กบั เสนาบดแี ต่ก่อน พุทธศกั ราช ๒๔๗๕ ซง่ึ มาตรา ๓ ว่า "ในพระราชบญั ญตั แิ ละบทกฎหมายอ่นื ใด
ซง่ึ ประกาศใชอ้ ยใู่ นเวลาน้ี คําว่า 'เสนาบด'ี ใหอ้ ่านเป็น 'รฐั มนตร'ี คาํ ทก่ี ล่าวถงึ เสนาบดกี ระทรวงใด
ๆ ใหห้ มายความวา่ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงนนั้ ๆ และคาํ วา่ 'กฎเสนาบด'ี ใหอ้ ่านเป็น 'กฎกระทรวง'"

การตรากฎกระทรวง รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงผู้รกั ษาอํานาจตามพระราชบญั ญตั หิ รอื
พระราชกําหนดซง่ึ ใหอ้ าํ นาจรฐั มนตรกี ระทรวงนนั้ ๆ ออกกฎกระทรวงจะเป็นผเู้ สนอรา่ งกฎกระทรวง
ต่อคณะรฐั มนตรี เม่อื คณะรฐั มนตรมี มี ตเิ ห็นชอบแล้ว รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงนัน้ ประกาศใชร้ ่าง
กฎกระทรวงนนั้ เป็นกฎหมายไดโ้ ดยจะมผี ลใชบ้ งั คบั เมอ่ื ไดป้ ระกาศในราชกจิ จานุเบกษาแลว้

เทศบญั ญตั ิ

เทศบญั ญตั ิ (Municipal Law) คอื กฎหมายทผ่ี บู้ รหิ ารท้องถนิ่ บญั ญตั ขิ น้ึ หรอื เรยี กอกี
อยา่ งหน่งึ คอื กฎหมายเทศบาลนนั่ เอง๓๐

หรอื อาจกล่าวอกี นัยหน่ึงไดว้ ่า เทศบญั ญตั ิ หมายถงึ กฎหมายทเ่ี ทศบาลออกเพ่อื ใชบ้ งั คบั
ในเขตเทศบาลนัน้ โดยอาศยั อํานาจตามพระราชบญั ญตั เิ ทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โดยผทู้ ่มี อี ํานาจใน
การเสนอรา่ งเทศบญั ญตั ิ ไดแ้ ก่ นายกเทศมนตรี สมาชกิ สภาเทศบาล หรอื ราษฎรผมู้ สี ทิ ธเิ ลอื กตงั้ ใน
เขตเทศบาลตามพระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยการเขา้ ช่อื เสนอขอ้ บญั ญตั ทิ อ้ งถน่ิ พ.ศ. ๒๕๔๒

สาระสาคญั ของเทศบญั ญตั ิ มีดงั ต่อไปนี้

รา่ งเทศบญั ญตั เิ กย่ี วกบั การเงนิ จะเสนอไดก้ ต็ ่อเมอ่ื มคี าํ รบั รองของนายกเทศมนตรี

-ผพู้ จิ ารณา ไดแ้ ก่ สภาเทศบาล

-ผอู้ นุมตั ิ ไดแ้ ก่ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั

-ผตู้ รา ไดแ้ ก่ นายกเทศมนตรี

ในกรณีฉุกเฉินซง่ึ จะเรยี กประชุมสภาเทศบาลใหท้ นั ท่วงทมี ไิ ด้ ใหค้ ณะเทศมนตรมี อี ํานาจ
ออกเทศบญั ญตั เิ พ่อื พจิ ารณาอนุมตั ใิ นการประชุมสภา เทศบาลคราวต่อไปถ้าสภาเทศบาลอนุมตั ิ
เทศบญั ญตั ชิ วั่ คราวนนั้ กเ็ ป็นเทศบญั ญตั ติ ่อไป ถา้ สภาเทศบาลไมอ่ นุมตั ิ เทศบญั ญตั ชิ วั่ คราวกเ็ ป็น
อนั ตกไปแต่ทงั้ น้ไี มก่ ระทบกระเทอื นถงึ กจิ การทไ่ี ดเ้ ป็น ไประหวา่ งใชเ้ ทศบญั ญตั ชิ วั่ คราวนนั้

การประกาศใช้ ณ ทท่ี าํ การสาํ นกั งานเทศบาล

๒๙ ดร.คณติ ณ นคร, กฎหมายสาหรบั ชาวบา้ น, (กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๔๕), หน้า
๑๗.

๓๐ ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทยั , ความร้เู ก่ียวกบั กฎหมายทวั่ ไป, (กรุงเทพมหานคร : รุ่งเรอื งสาส์นการพมิ พ์,
๒๕๔๕), หน้า ๕๖-๕๘.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๕ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

เนติธรรม (นิติ+ธรรม) หมายถงึ หลกั ธรรมทว่ี า่ ดว้ ยกฎระเบยี บขอ้ บงั คบั ขอ้ หา้ ม และขอ้
อนุญาตใหป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ติ าม เรยี กวา่ “พระวินัย” ถา้ ไมก่ ระทาํ ตามถอื วา่ มคี วามผดิ

เมือ่ จาแนกโดยบคุ คลแล้วสาระสาคญั ของเนติธรรมในทางพระวินัย

-ภกิ ษุ มี ๒๒๗ สกิ ขาบท

-ภกิ ษุณี มี ๓๑๑ สกิ ขาบท

-สามเณร มี ๑๐ สกิ ขาบท

-อุบาสก อุบาสกิ า มี ๘ สกิ ขาบท

-คฤหสั ถ์ มี ๕ สกิ ขาบท

วินัยแบง่ ตามกล่มุ ของผปู้ ฏิบตั ิ มี ๒ อย่าง๓๑ คือ

๑. อาคาริยวินัย กรอบควบคุมวถิ ชี วี ติ แนวทางประพฤตสิ าํ หรบั คฤหสั ถ์ การกล่าววาจา
ถงึ พระรตั นตรยั วา่ “พทุ ฺธํ สรณํ คจฺฉาม”ิ ขา้ พเจา้ ขอถงึ พระพุทธเจา้ เป็นทพ่ี ง่ึ ทร่ี ะลกึ การสมาทานศลี
๕ ศลี ๘ หรอื กุศลกรรมบถ ๑ จดั เป็นอาคารยิ วนิ ยั หรอื วนิ ัยของคฤหสั ถ์ ซ่งึ เม่อื ชายหญงิ ถอื ปฏบิ ตั ิ
ทวั่ ถงึ กนั แลว้ ช่อื ว่าป็นมงคลสูงสุดแก่ชวี ติ เพราะเป็นเหตุนําความสงบสุขมาใหท้ งั้ แก่ตนและแก่หมู่
คณะ

๒. อนาคาริยวินัย กรอบควบคุมวิถีชีวติ แนวทางประพฤติสําหรบั สามเณร สามเณรี
สกิ ขมานา พระภกิ ษุและภกิ ษุณี เช่น ศลี มเี วน้ จากการฆา่ สตั วเ์ ป็นขอ้ ตน้ เวน้ จากการบั ทองและเงนิ
เป็นขอ้ สุดทา้ ย ปาตโิ มกขสงั วรศลี อนิ ทรยิ สงั วรศลี อาชวี ปารสิ ุทธศิ ลี และปจั จยสนั นสิ ติ ศลี

พระพุทธเจา้ ก่อนจะเสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน ตรสั กบั พระอานนทว์ ่า ธรรมและวนิ ัยทแ่ี สดง
ไว้ บญั ญตั ไิ ว้ จกั เป็นศาสดาของพวกเธอ เม่อื เราล่วงลบั ไป พระพุทธดํารสั น้ีแสดงถงึ ความจรงิ ๒
ประการ คอื

๑. ไม่ว่าพระพุทธเจา้ จะเสดจ็ อุบตั ขิ ้นึ ในโลกหรอื ไม่ได้เสดจ็ อุบตั ขิ น้ึ ในโลก ไม่ว่าพระพุทธ
องคจ์ ะดาํ รงพระชนมอ์ ยหู่ รอื เสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ ิพพานไป สงั คมจาํ เป็นตอ้ งมธี รรมและวนิ ัย สงั คมสงฆ์
ตอ้ งมธี รรมและวนิ ยั ของสงฆ์ สงั คมฆราวาสต้องมธี รรมและวนิ ัยของฆราวาส สงั คมธุรกจิ ต้องมธี รรม
และวนิ ัยทางธุรกจิ นัน่ คอื ต้องมีคําสอนเป็นแนวทางดําเนินชวี ติ และมคี ําสงั่ หรอื กฎเกณฑ์เพ่อื ป้อง
ปรามความผดิ เพอ่ื บาํ ราบคนพาลอภบิ าลคนดี

๒. ธรรมและวินัยคือธรรมเก่าแก่ประจําโลก (สนันตนธรรม) โลกต้องมศี าสดาเกิดข้นึ
ประกาศธรรมและวนิ ัย (คาํ สอนและคําสงั่ ) ธรรมและวนิ ัยมคี วามยงั่ ยนื มมี าตรฐานเดยี วกนั ทงั้ หมด
ไม่ว่าจะเป็นการประกาศโดยศาสดาองค์ใดก็ตาม มาตรฐานท่วี ่าน้ีคอื เป็นเกณฑก์ ําหนดคุณความดี
ของสงั คม ธรรมและวนิ ยั จงึ เป็นเครอ่ื งมอื ทป่ี ระกอบดว้ ยคุณความดี

สง่ิ ทเ่ี ป็น คุณความด‛ี จรงิ ๆ ไม่ขน้ึ อย่กู บั กาล (อกาลกิ ะ) ไม่ขน้ึ อยกู่ บั เทศะ (อเทสกิ ะ) ไม่
ขน้ึ อยกู่ บั ลทั ธิ (อลทั ธกิ ะ) ธรรมและวนิ ัยจงึ เป็นสมบตั ปิ ระจาํ โลก และโลกจาํ เป็นต้องมี สงั คมท่ไี ม่มี

๓๑ มงฺคลทปี นี. (บาล)ี ๑/๒๕๗/๒๓๘.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๖ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

ธรรม ไม่มวี นิ ัย ไม่ใช่หมายถงึ ว่าธรรมและวนิ ัยหายไป แต่เป็นเพราะว่าสงั คมไม่ยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิ อาจ
เป็นเพราะ (๑) ไม่มีคนประกาศเผยแผ่ (๒) ไม่มีผู้ปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง เพราะฉะนัน้
องคป์ ระกอบจาํ เป็นในการสรา้ งสงั คมแห่งธรรมและวนิ ยั มี ๒ อยา่ ง คอื (๑) การประกาศเผยแผ่ธรรม
และวนิ ยั (๒) การทาํ ใหเ้ หน็ เป็นตวั อยา่ ง

วนิ ยั เป็นเกณฑว์ ดั คุณภาพของสมาคม ชมรม องคก์ รต่างๆ สถาบนั การศกึ ษาใดมรี ะเบยี บ
กฎเกณฑ์ ข้อบงั คบั รดั กุมชัดเจน ย่อมเป็นท่ีเช่อื ถือในวงวิชาการ สถาบันการเงนิ ใดมรี ะเบียบ
กฎเกณฑ์ ขอ้ คบั รดั กุมชดั เจน ยอ่ มเป็นทเ่ี ชอ่ื ถอื ในวงการธรุ กจิ

วนิ ัยเป็นพ้นื ฐานแห่งการบรรลุธรรมทงั้ ในระดบั โลกยิ ะและโลกุตตระ วนิ ยั ระดบั ศลี ๕ ถอื
เป็นพน้ื ฐานของสงั คมชาวบ้านซง่ึ แมแ้ ต่พระภกิ ษุ จะรกั ษาศลี ๒๒๗ ขอ้ ใหบ้ รสิ ุทธบิ ์ รบิ รู ณ์ไดก้ ็ต้อง
อาศยั ศีล ๕ เป็นฐาน จุดหมายสูงสุดแห่งการบําเพญ็ ธรรมคอื ความหลุดพน้ จากกเิ ลสโดยเดด็ ขาด
จุดเรม่ิ ต้นของเส้นทางไปส่คู วามหลุดพน้ คอื วนิ ัย ดงั ท่พี ระพุทธเจา้ ตรสั ไว้ในวนิ ัยปิฎก คมั ภรี ป์ รวิ าร
ว่า

“วนิ ยั เพอื่ ประโยชน์แก่ความสารวม ความสารวมเพอื่ ประโยชน์แก่ความไมเ่ ดอื ดร้อน ความ
ไมเ่ ดอื ดรอ้ นเพอื่ ประโยชน์แก่ความปราโมทย์ ความปราโมทยเ์ พอื่ ประโยชน์แก่ความปีติ ความปีติ
เพอื่ ประโยชน์แก่ปสั สทั ธิ ปสั สทั ธเิ พอื่ ประโยชน์แก่ความสุข ความสุขเพอื่ ประโยชน์แก่สมาธิ สมาธิ
เพอื่ ประโยชน์แก่ความรเู้ หน็ ตามเป็นจรงิ ความรเู้ หน็ ตามเป็นจรงิ เพอื่ ประโยชน์แก่ความเบอื่ หน่าย
ความเบอื่ หน่ายเพอื่ ประโยชน์แก่ความคลายกาหนัด ความคลายกาหนัดเพอื่ ประโยชน์แก่วมิ ุตติ
วมิ ตุ ตเิ พอื่ ประโยชน์แก่วมิ ุตตญิ าณทสั สนะ วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะเพอื่ ประโยชน์แก่อนุปาทาปรนิ ิพพาน
การกลา่ วมอี นุปาทานพิ พานนนั้ เป็นประโยชน์ การปรกึ ษามอี นุปาทานิพพานนนั้ เป็นประโยชน์ ความ
เป็นปจั จยั กนั มอี นุปาทานิพพานนัน้ เป็นประโยชน์ ความเงยี่ โสตสดบั มอี นุปาทานิพพานนัน้ เป็น
ประโยชน์ คอื ความพน้ วเิ ศษแห่งจติ เพราะไมย่ ดึ มนั่ ‛๓๒

ในมงคลสตู ร มขี อ้ ความตอนหน่งึ ว่า “วนิ โย จ สสุ กิ ฺขโิ ต เอตมฺมงฺคลมตุ ฺตม”๓๓ วนิ ยั ทศ่ี กึ ษาดี
แล้วเป็นมงคลอนั สูงสุด เม่อื คฤหสั ถ์และบรรพชติ ปฏบิ ตั ิวนิ ัยถูกต้องแล้ว ช่อื ว่าได้ศกึ ษาวนิ ัยมาดี
เป็นผู้มรี ะเบยี บอันดงี าม ประพฤติสงบเสง่ยี มเรยี บร้อย ชวนให้หมู่คณะศรทั ธาเล่อื มใส ร่วมกัน
จรรโลงพระศาสนาใหเ้ จรญิ รงุ่ เรอื ง เป็นคุณประโยชน์แก่ชาวโลก มชี วี ติ เจรญิ ดว้ ยคุณธรรม ก้าวหน้า
ไปโดยลําดับ นับว่าห่างไกลจากเวรภยั ปราศจากโทษทุกข์ทงั้ ในภพน้ีและภพหน้าเร่อื งมงคล
ถกเถยี งกนั มากในครงั้ พุทธกาล

กลมุ่ ทฏิ ฐมงั คลกิ บอกวา่ รปู ทเ่ี หน็ แลว้ เป็นมงคล
กล่มุ สุตมงั คลกิ บอกวา่ เสยี งทฟ่ี งั แลว้ เป็นมงคล
กลมุ่ มตุ มงั คลกิ บอกว่า อารมณ์ทท่ี ราบแลว้ เป็นมงคล๓๔

๓๒ ว.ิ ป. (ไทย) ๘/๓๖๖/๕๕๒.
๓๓ มงฺคล. (บาล)ี ๑/๒๓๘/๒๕๙.
๓๔ มงฺคล. (บาล)ี ๑/๓/๒-๔.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๗ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

การเถยี งกนั เฉพาะเรอ่ื งมงคลน้ดี าํ เนนิ อยถู่ งึ ๑๒ ปี แมใ้ นปจั จบุ นั ยงั มกี ารถอื มงคลกนั ผดิ ก็
มอี ย่มู าก สงิ่ ทเ่ี ป็นมงคลในพระพุทธศาสนา มี ๓๘ เร่อื ง วนิ ัยเป็นหน่ึงใน ๓๘ นัน้ นัน่ คอื ระเบยี บ
ขอ้ บงั คบั ประเพณอี นั ดงี ามของสงั คมทไ่ี ดศ้ กึ ษาและถอื ปฏบิ ตั กิ นั อยา่ งเคร่งครดั ถอื เป็นมงคลสูงสุด
เป็นพาหนะทจ่ี ะไปส่คู วามเจรญิ รงุ่ เรอื งสงู สุดในชวี ติ สว่ นตนและสงั คม

เนติธรรมในรปู ของจารีตประเพณีการบวช

‚บวช‛ มาจากคาํ ว่า ‚ปวช‛ ในบาลี แปลว่างดเวน้ ฉะนนั้ ผบู้ วช คอื ผงู้ ดเวน้ จากขา้ ศกึ แห่ง
จติ หรอื การประพฤตพิ รหมจรรย์ อนิ เดยี สมยั โบราณนัน้ จดั ระบบชวี ติ เป็น ๔ แบบ เรยี กวา่ อาศรมส่ี

อาศรมแรก เรยี กว่า อาศรมพรหมจารี

อาศรมทส่ี อง เรยี กว่า คฤหสั ถ์

อาศรมทส่ี าม เรยี กวา่ วนปรสั ถ์
อาศรมทส่ี ่ี เรยี กว่า สนั ยาส๓ี ๕

อาศรมพรหมจารี เป็นการประพฤตติ นของเดก็ และวยั ร่นุ เป็นวยั แห่งการศกึ ษา ตอ้ งเป็น
ผมู้ จี ติ ใจบรสิ ทุ ธิ ์สะอาด เชอ่ื ฟงั คาํ สอนของบดิ า มารดา ครอู าจารย์ ถา้ ประพฤตไิ ดต้ ามวฒั นธรรมวถิ ี
ชวี ติ ของความเป็นผูใ้ หญ่ก็จะมคี ุณค่า เพราะได้วางหลกั ศลี ธรรม คุณธรรม คําสอนของศาสนาไว้
อยา่ งแน่นหนา และสวยงาม กล่าวคอื จะต้องสรา้ งเยาวชนใหร้ จู้ กั สทิ ธิ และหน้าทอ่ี ย่างถูกตอ้ ง โดยมี
‚วนิ ัย‛ เป็นแม่บทและแม่แบบ ถงึ เวลาท่เี ราจกั ต้องสรา้ งวฒั นธรรม สถาบนั กันใหม่ เรม่ิ ตงั้ แต่
ครอบครวั อกี ครงั้

อาศรมคฤหสั ถ์ เป็นอาศรมทเ่ี ตรยี มความพรอ้ มกบั การเผชญิ กบั โลกอนั กวา้ งใหญ่ เพราะ
พรอ้ มจะพบกบั ปญั หาหลากรปู แบบ อาทิ บ่วง ๓ บ่วง ทร่ี อ้ ยรดั มนุษย์ ใหส้ ลดั หลุดไดย้ าก คอื บ่วง
หน่ึง ‚ผกู คอ‛ หมายถงึ บตุ ร ธดิ า บ่วงสอง ผกู ขอ้ มอื หมายถงึ ภรรยา สามี หรอื อกี นัยหน่ึง คอื กาม
คุณ (รปู เสยี ง กลน่ิ รส สมั ผสั ) บว่ งสาม คอื บว่ งผกู ขอ้ เทา้ เป็นทรพั ยส์ มบตั ทิ เ่ี รามเี ราได้ ฉะนนั้ การ
เป็นคฤหสั ถค์ รองเรอื น จกั ตอ้ งประพฤตธิ รรมดว้ ย จงึ จะทาํ ใหบ้ ่วงทร่ี อ้ ยรดั ทุเลา หรอื ไมต่ อ้ งตกเป็น
ทาสมากนกั เพราะไดท้ าํ หน้าทอ่ี ยา่ งสมบูรณ์

อาศรมวนปรสั ถ์ บุคคลท่ที ําหน้าท่ี วนปรสั ถ์ได้เพราะเรยี นรูว้ ฒั นธรรม คุณธรรมของ
สงั คมจนเพยี งพอแลว้ รสู้ กึ ตวั เองว่าน่าจะทําคุณประโยชน์ใหม้ ากกว่าท่เี ป็นจงึ ต้องตดั สนิ ใจ จะจาก
อาศรมคฤหสั ถ์มาเป็นครูบาอาจารย์บําเพ็ญพรต เพ่อื ความสุขสมบูรณ์แห่งจติ วญิ ญาณการเป็น
วนปรสั ถ์ ทด่ี ใี นยดุ ก่อนนนั้ จะสงั่ สอนศษิ ยด์ ว้ ย การทําใหด้ ู แสดงใหด้ ู เพราะการสอนทด่ี นี นั้ คอื การ
ทาํ ใหด้ เู ป็นตวั อยา่ ง

อาศรมสนั ยาสี ในอนิ เดยี โบราณนนั้ ตอ้ งผ่านคฤหสั ถ์ ผ่านวนปรสั ถ์ เกดิ ความเบ่อื จงึ หนี
ออกจากเรอื นเหมอื นพระสทิ ธธิ ารถะ ออกบวชโดยนําบรขิ ารทจ่ี าํ เป็น อาทิ ผา้ ชุดเดยี ว ไมเ้ ทา้ หมอ้
น้ํา เป็นต้น ดงั นัน้ การเรม่ิ ต้นวฒั นธรรมการบวช จงึ มรี ูปแบบมกี ระบวนการท่ชี ดั เจนเป็นรปู ธรรม

๓๕ คณาจารย์ มจร., ศาสนาทวั่ ไป, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๒), หน้า ๒๕-๒๖.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๘ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

เมอ่ื เจา้ ชายสทิ ธตั ถะบรรลธุ รรมเป็นพระพุทธเจา้ แลว้ ไดไ้ ปพบปญั จวคั คยี ์ ทรงแสดงธรรมครงั้ แรกท่ี
ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน จนพระโกณฑัญญะ บรรลุธรรม การบวชครงั้ น้ี เรียกว่า ‚เอหิภิกขุ

อุปสมบท‛ โดยตรสั ว่า ‚เธอจงมาเป็นภกิ ษุเถดิ ‛ แลว้ ตรสั ต่อไปว่า ‚ธรรมอนั เรากล่าวดแี ลว้ เธอจง

ประพฤตพิ รหมจรรยเ์ พอื่ ทาทสี่ ุดทุกข์โดยชอบเถดิ ‛ พระวาจานัน้ ได้เป็นการอุปสมบทของท่าน
พระอญั ญาโกณฑญั ญะนนั้ ‛๓๖

การบวช รปู แบบครงั้ ทส่ี อง ช่อื ว่า ‚ตสิ รณคมนูปสมั ปทา‛ คอื ผบู้ วชเปล่งวาจา ถงึ พระพุทธ
พระธรรม และพระสงฆ์ โดยสาวกของพระพุทธเจา้ เป็นผูบ้ วช จนบางครงั้ ผู้จะบวชมไิ ดบ้ วชเพราะ
อายมุ าก ‚ญตั ตจิ ตุตถกรรม‛ คอื เสนอสวดญตั ติ ๔ ครงั้ โดยมคี ณะสงฆอ์ ยา่ งน้อย ๕ รปู ทาํ พธิ กี รรม
สงฆ์ โดยมรี ปู แบบทเ่ี ป็นวฒั นธรรมองคก์ รอาทิ : ถามวา่ ‚อนุญญาโต สิ มาตาปิตหู ิ : เธอ พ่อและแม่
อนุญาตใหบ้ วชหรอื เปลา่ ‛ เป็นตน้

ปจั จุบันในพระพุทธศาสนาจึงคงเหลือไว้แต่รูปแบบท่ีสามเท่านัน้ ซ่ึงรวมถึงการบวช
สามเณร ซง่ึ สามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา คอื ‚ราหุล‛ เพราะก่อนหน้านนั้ พระพุทธเจา้ บวชได้
เลย พระเจา้ สุทโธทนะเหน็ ท่าไม่ไดก้ ารณ์จงึ ทูลขอว่าต้องขออนุญาตจากพ่อ แม่ ก่อนจงึ บวชได้ น่ี
เป็นต้นบญั ญตั ขิ องการบวชยุคหลงั จนปจั จุบนั การบวชปจั จุบนั น้ีมไิ ด้เกิดจากความศรทั ธาตงั้ มนั่
เสมอื นดงั่ ก่อน แต่เป็นการบวชทเ่ี รามกั ได้ยนิ ว่า ‚บวชตามประเพณี บวชหนีสงสาร บวชผลาญขา้ ว
สกุ บวชสนุกตามเพอื่ น บวชเลอื่ นทหาร‛ เป็นตน้

ความสาคญั ของการบวชในสงั คมไทย

ประเพณีของคนไทยเรา ท่นี ับถอื พระพุทธศาสนา ส่วนมากนิยมให้ลกู หลาน ได้เขา้ สู่การ
บรรพชาอุปสมบท เป็นพระภกิ ษุในพระพุทธศาสนา ถงึ แมว้ ่าจะดํารงภาวะของความเป็นนักบวช
เพยี งชวั่ ระยะเวลาอนั เลก็ น้อย กย็ งั มคี วามพอใจในภาวะเช่นนนั้ ในการบวช คนโบราณ ถอื ว่าคนท่ี
ยงั ไมไ่ ดบ้ วชเรยี น เป็นคนทไ่ี มบ่ รรลนุ ิตภิ าวะ เป็นผทู้ ย่ี งั ไมค่ วรแก่การครองเรอื น

ผู้ชายทุกคนเม่อื อายุครบแล้วจะต้องบวช การบวชถือว่าเป็นการอบรมบ่มนิสยั ให้ดีมี
ศีลธรรม และเป็นการตอบแทนบุญคุณของบิดามารดาผู้ให้กําเนิด ดงั นัน้ การบวชจงึ ถือว่า เป็น
ประเพณที จ่ี าํ เป็นสาํ หรบั ลกู ผชู้ ายทุกคน

เร่ืองประเพณีบวชเป็นภูมิปญั ญาของคนไทยอย่างน้อยท่ีสุด ก็จะได้ประโยชน์หลาย
ประการ เช่น

๑. มผี สู้ บื ทอดอายพุ ระศาสนาดว้ ยการบวชเรยี น

๒. ช่วงวยั ดงั กล่าวถอื ว่าอย่ใู นช่วง "เลอื ดรอ้ น" หากไดบ้ วชอยใู่ นร่มเงาของผา้ กาสาวพตั รก์ ็
ชว่ ยประกนั ภยั ต่างๆ ไดพ้ อสมควร โดยเฉพาะภยั ทเ่ี กดิ เพราะความ "เลอื ดรอ้ น"

๓. ทําใหม้ โี อกาสไดซ้ มึ ซบั คําสอนมากขน้ึ อนั จะช่วยก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อการดําเนินชวี ติ
ในภายหน้าสบื ต่อไป

๓๖ ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๑๘/๒๕.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๐๙ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๔. ทาํ ใหพ้ ่อแม่ ญาตพิ น่ี ้องไดม้ โี อกาสทาํ บุญเพมิ่ ขน้ึ จะสงั เกตเหน็ ว่าสงั คมไทย พอลูกชาย
ไปบวช คนทเ่ี ป็นพ่อเป็นแม่หรอื เป็นญาตๆิ กม็ กั จะมโี อกาสไดท้ าํ บุญบ่อยขน้ึ กว่าแต่ก่อน เช่น ตอน
ลกู ชายไมไ่ ดบ้ วช อาจจะไมเ่ คยใส่บาตรเลย แต่พอลกู ชายบวช พ่อแมก่ ไ็ ดใ้ ส่บาตร หรอื ไปวดั เป็นต้น
น่เี ป็นทม่ี าของคาํ ว่า “เกาะชายผา้ เหลอื งขน้ึ สวรรค”์

การบวช เป็นศพั ทท์ ใ่ี ชใ้ นทางศาสนาโดยมขี นั้ ตอนทจ่ี ะทําใหบ้ ุคคลธรรมดาผนู้ บั ถอื ศาสนา
ต่างๆ กลายเป็นนกั บวชของศาสนาทต่ี นนบั ถอื นนั้

การบวชมกั ประกอบไปดว้ ยพธิ กี รรมและแบบพธิ ตี ่างๆ ซง่ึ ขนั้ ตอนการบวชเองนนั้ กม็ คี วาม
แตกต่างกนั ไปตามศาสนาและช่อื เรยี กขาน ผูท้ ก่ี ําลงั เตรยี มเขา้ สู่การบวชเรยี กว่า ผูเ้ ตรยี มบวช ใน
พระพทุ ธศาสนา

การบรรพชาเป็นสามเณร ตามพระวนิ ัยบญั ญตั ิ อนุญาตใหพ้ ระอุปชั ฌายส์ ามารถทํา
การบรรพชาได้โดยไม่ต้องประชุมสงฆ์ บรรพชา หมายถึง การบวชทวั่ ไป การบวชอันเป็นบุรพ
ประโยคแห่งอุปสมบท, การบวชเป็นสามเณร (เดมิ ทเี ดยี ว คาํ ว่า บรรพชา หมายความว่า บวชเป็น
ภกิ ษุ เช่นเสดจ็ ออกบรรพชาอคั รสาวกบรรพชา เป็นตน้ ในสมยั ต่อมาจนถงึ ปจั จุบนั น้ี คําว่า บรรพชา
หมายถึง บวชเป็นสามเณร ถ้าบวชเป็นภกิ ษุ ใช้คําว่าอุปสมบท โดยเฉพาะเม่อื ใช้ควบกันว่า
บรรพชาอุปสมบท)

กุลบุตรทจ่ี ะเขา้ บวชในพทุ ธศาสนา เป็นพทุ ธสาวกนนั้ จะตอ้ งประกอบดว้ ยคุณสมบตั หิ ลาย
ประการด้วยกนั ในพระวินัยบญั ญตั ิ ท่านห้ามบุคคล ๘ จําพวก มิให้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทใน
พระพุทธศาสนา คอื ๓๗

๑. บุคคลทเ่ี ป็นโรคอนั สงั คมรงั เกยี จ เช่น เป็นโรคตดิ ต่อ รกั ษาไมค่ ่อยจะหายเรอ้ื รงั ไดแ้ ก่
๑. โรคเร้อื น ๒. โรคฝี ๓. โรคกลาก ๔. โรคหดื ๕. โรคลมบ้าหมู ๖. โรคตดิ ต่อทางเพศสมั พนั ธ์
รกั ษาไมห่ าย

๒. คนทม่ี อี วยั วะไมส่ มบรู ณ์ คอื บกพรอ่ ง เช่น คนทม่ี อื ขาด เทา้ ขาด น้ิวมอื น้ิวเทา้ ขาด หู
ขาด จมกู ขาด (ไมว่ ่าจะโดยกาํ เนิด หรอื จากอุบตั เิ หตุ) เป็นตน้ คนอยา่ งน้ตี ามพระวนิ ยั บวชใหไ้ มไ่ ด้

๓. คนทม่ี อี วยั วะไม่สมประกอบ เช่น คนทม่ี มี อื เป็นแผ่น น้ิวมอื ตดิ กนั ไม่เป็นง่าม คนค่อม
คนเต้ยี คนปุก (เท้าปุก) (รวมทงั้ คนท่มี อี วยั วะผดิ ไปจากคนปกติ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม)
เป็นตน้ บวชไมไ่ ด้

๔. คนท่พี กิ ลพกิ าร คอื คนตาบอดตาใส คนท่เี ป็นง่อย คนมอื เทา้ หงกิ คนกระจอกเดนิ ไม่
ปกติ และ คนหหู นวก เป็นตน้

๕. คนท่ที ุพพลภาพ เช่น คนแก่ง่อนแง่น คนท่ีมกี ําลงั น้อย ไม่อาจทํากจิ การต่างๆ ด้วย
ตนเองได้ เป็นตน้ เชน่ กจิ ในการซกั จวี ร ยอ้ มจวี รเป็นตน้ คนอยา่ งน้หี า้ มบวช

๓๗ ‚ภกิ ษุทงั้ หลาย กุลบตุ รผถู้ ูกโรค ๕ (โรคเรอื น โรคฝี โรคกลาก โรคมองครอ่ และโรคลมบา้ หม)ู ชนดิ เบยี ดเบยี น ไมพ่ งึ ให้
บรรพชา รปู ใดใหบ้ รรพชา ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฏ‛ อา้ งใน ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๘๙/๑๔๔, ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๔๒๔/๓๔๘.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๐ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๖. คนเก่ยี วข้อง หมายถงึ คนท่มี พี นั ธะผูกพัน เช่น คนท่บี ดิ ามารดา ไม่อนุญาต คนท่มี ี
หน้สี นิ คนทม่ี ภี รรยาแลว้ ภรรยาไมอ่ นุญาต กบ็ วชไมไ่ ด้

๗. คนเคยถูกอาชญาหลวง มหี มายปรากฏอยู่ ในสมยั ก่อน ส่วนมากถูกเฆย่ี นหลงั ลาย
หรอื คนทเ่ี ป็นนกั โทษ ถกู สงั่ หมายโทษเอาไว้ คนอยา่ ง

น้บี วชไมไ่ ด้

๘. คนทป่ี ระทุษรา้ ยต่อสงั คม เชน่ โจรผมู้ ชี ่อื เสยี ง โดง่ ดงั กบ็ วชไมไ่ ด้ เป็นตน้

น่ีแสดงให้เหน็ ว่า ผู้ท่จี ะเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาได้นัน้ ต้องเป็นคนสมบูรณ์จรงิ ๆ ตาม
ลกั ษณะของพระวนิ ัยดงั นนั้ การบวชนนั้ จงึ มใิ ช่บวชกนั ไดง้ า่ ยๆ ความยากลําบากอยา่ งน้ี ส่วนมาก
เราไมไ่ ดค้ ดิ กนั มาก่อน แต่ถา้ เราคดิ กนั ใหม้ ากแลว้ เราจะเหน็ ว่าการท่ีเรามโี อกาสเกดิ มาเป็นมนุษยม์ ี
อวยั วะครบทุกสว่ น ไมบ่ กพรอ่ ง นบั วา่ เป็นโชคลาภอนั ประเสรฐิ สดุ แลว้

เมอ่ื บวชแลว้ กไ็ มใ่ ช่เสรจ็ แค่นนั้ แลว้ มาอย่เู ฉยๆ แต่การบวชเป็นการเรมิ่ ตน้ เท่านนั้ จะตอ้ ง
เพยี รพยายามปฏบิ ตั เิ พอ่ื บรรลุผลทเ่ี ป็นจดุ หมายของการบวชต่อไป การทจ่ี ะบรรลุผลของการบวช ก็
ต้องมกี าร ‚เรยี น‛ คอื ศึกษาฝึกหดั พฒั นาชวี ติ ของเรา ทงั้ กาย วาจา จติ ใจ และปญั ญา ให้ดใี ห้
ประณีต ใหเ้ จรญิ งอกงามยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป จนกว่าจะละบาปกุศลไดห้ มด และเจรญิ กุศลใหเ้ ตม็ ท่ี หลุดพน้
จากกเิ ลสและปวงทุกข์ มชี วี ติ จติ ใจท่บี รสิ ุทธผิ ์ ่องใส เป็นอสิ ระ สงบสุขอย่างแทจ้ รงิ เพราะฉะนัน้ จงึ
เรยี กว่า ‚บวชเรยี น‛ หมายความว่า บวชเพอ่ื เรยี น หรอื วา่ การบวชกค็ อื ชวี ติ แห่งการเรยี น

ในปจั จุบนั "ชวี ติ เรา ไดเ้ กดิ มาเป็นมนุษย์ มโี อกาสทจ่ี ะไดบ้ วชตามพระวนิ ัยบญั ญตั ิ และ
ปจั จบุ นั น้ี พระสทั ธรรม กม็ อี ยู่ เราทุกคนเกดิ มาพบพระพทุ ธศาสนา จงึ ควรหาโอกาสบวชกนั บา้ ง สกั
ครงั้ หน่งึ ในชวี ติ ถงึ แมว้ า่ การบวชนนั้ จะมไิ ดม้ ่งุ หมาย ไปส่คู วามหลุดพน้ ทุกข์ อย่างแทจ้ รงิ กต็ าม" ก็
ยงั นบั วา่ เป็นผทู้ ไ่ี ดผ้ ่านการอบรม จากสถาบนั ชนั้ สงู ของโลกมาแลว้

อานิสงสจ์ ากการบวชมหี ลายอยา่ ง นับตงั้ แต่พระสงฆท์ ่าน สวดญตั ติ ยกเราเป็นพระภกิ ษุ
ขน้ึ ไวใ้ นพระพทุ ธศาสนา เรากไ็ ดร้ บั สมญั ญาถงึ ๔ อยา่ ง ดงั ต่อไปน้ี คอื

๑) คนทงั้ หลายเรยี กเราว่า ‚เป็นพระ‛ คาํ ว่า พระ น้ีแปลว่า ‚ผปู้ ระเสรฐิ ‛ (วร) เป็นคํายก
ยอ่ งบคุ คลทม่ี คี ณุ ธรรมสงู ส่ง เพราะบคุ คลเหลา่ นนั้ เป็น ‚ผมู้ ศี ลี ธรรม‛๓๘

๒) ภกิ ษุ แปลว่า ‚ผู้เหน็ ภยั ในวฏั ฏสงสาร‛ (สํสาเร ภยํ อกิ ฺขตีติ ภิกฺขุ)๓๙ กไ็ ด้ หรอื ผู้
‚ทําลายความชวั่ มใิ หม้ ปี รากฏอยใู่ นตวั ‛ คอื เป็นผมู้ คี วามสะอาดทางกาย ทางวาจาและทางใจ เป็น
เครอ่ื งหมาย หรอื จะเรยี กสนั้ ๆ วา่ ‚ผมู้ งุ่ ทาํ ลายกเิ ลสกไ็ ด‛้

๓๘ พระ เป็นอดุ มเพศ แปลวา่ เพศที่สงู บดิ ามารดา กราบไว้ พระเจา้ อย่หู วั พระราชนิ ีกราบไว้ ฯล พระ แปลว่าผ้ปู ระเสริฐ
กลา่ วคอื สปุ ฏปิ นั โน เป็นผปู้ ฏบิ ตั ดิ งี าม, อุชปุ ฏปิ นั โน เป็นผปู้ ฏบิ ตั ติ รง, ญายปฏปิ นั โน เป็นผปู้ ฏบิ ตั คิ วร, สามจี ปิ ฏปิ นั โน เป็นผปู้ ฏบิ ตั ิ
ชอบ

๓๙ วสิ ุทฺธ.ิ (บาล)ี ๑/๔.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๑ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๓) บรรพชติ แปลว่า ‚ผงู้ ดเวน้ ‛ คอื เป็นผทู้ ําลายลา้ งความชวั่ ไดส้ ําเรจ็ นนั้ จะต้องเป็นผงู้ ด
เวน้ จากความชวั่ ทางกาย วาจา เสยี ก่อนแลว้ ‚บําเพญ็ ความดี ดว้ ยการปฏบิ ตั ธิ รรม โดยเวน้ จากการ
เบยี ดเบยี นตน และ ผอู้ ่นื ‛ ใหไ้ ดร้ บั ความทกุ ข์ ความเดอื ดรน้ จงึ ไดน้ ามวา่ เป็น ‚บรรพชติ ‛

๔) สมณะ ซง่ึ แปลว่า ‚ผสู้ งบระงบั ‛ คอื ‚สงบ จากความชวั่ รา้ ยต่าง ๆ สงบจากบาปธรรม
ต่างๆ‛ สมญั ญาทงั้ ๔ ประการน้ี เราได้รบั ตงั้ แต่ชวั่ โมงท่เี ป็นพระภกิ ษุ ชวั่ โมงแรกแล้ว น้ีเป็ น
อานสิ งสท์ เ่ี ราเหน็ กนั อยา่ งชดั ๆ

พระภิกษุสงฆ์นัน้ เป็นบุคคลท่ชี ่วยเหลือสงั คมได้ด้านหน่ึงซ่งึ เราทุกคนท่ีได้รบั ความรู้
ไดร้ บั ความเขา้ ใจ ทงั้ ได้รบั ความสุข ย่อมทราบกนั ไดเ้ ป็นอย่างดวี ่า เพราะมี “พระสงฆ์ แนะนําพร่าํ
สอน เป็นทพ่ี ่งึ ทางใจ ของบุคคลทต่ี กอยใู่ นหว้ งแห่งความทุกขร์ ะทม พระสงฆ์ น่ีเองทเ่ี ป็นผูแ้ นะนํา
พร่าํ สอน ใหม้ นุษยเ์ ราทด่ี าํ เนินชวี ติ อยใู่ นโลก มใิ หเ้ บยี ดเบยี นกนั แต่ใหช้ ่วยเหลอื เกอ้ื กูลซง่ึ กนั และ
กนั สอนใหพ้ วกเราชาวโลกดาํ เนินชวี ติ ไปสคู่ วามสว่าง ใหเ้ ราหลกี หนี วถิ ที างอนั สกปรกโสโครก แลว้
ดาํ เนนิ ชวี ติ ไปบนวถิ ที างทส่ี ะอาดหมดจด”

๕.๕ วฒั นธรรมประเภท “วตั ถธุ รรม”

วตั ถธุ รรม๔๐ คือวัฒนธรรมทางวัตถุ วตั ถุต่างๆ (จบั ต้องได้) ท่ีมนุษย์สร้างข้นึ เพ่ือ
ประโยชน์ในการดํารงชวี ติ เช่น บา้ นเรอื น ขา้ วของ เคร่อื งใช้ เสอ้ื ผา้ อาหาร ฯลฯเครอ่ื งมอื รถยนต์
หนงั สอื อาคารบา้ นเรอื น โบสถ์ วหิ าร เป็นตน้

วตั ถธุ รรม เป็นวฒั นธรรมทเ่ี ป็นรปู ธรรม ทม่ี นุษยไ์ ดส้ ร้างขน้ึ โดยไม่ไดห้ มายถงึ เฉพาะ
วตั ถุทางศลิ ปกรรมเท่านนั้ ยงั รวมถงึ บา้ นเรอื น เครอ่ื งแต่งกาย ขา้ วของเคร่อื งใช้ ถนนหนทาง เครอ่ื ง
อาํ นวยความสะดวกทกุ ชนดิ กจ็ ดั เป็นวตั ถุธรรมทงั้ สน้ิ

นับแต่อดีตท่ีล่วงเลยมาเป็นเวลานานก่อน พ.ศ. ๒๔๕๔ มรดกศิลปวัฒนธรรมไทย
โบราณสถาน โบราณวตั ถุ ศลิ ปวตั ถุ ประวตั ศิ าสตร์ วรรณกรรม การละคร ดนตรี ฟ้อนราํ งานช่าง
ประณีตศลิ ป์ การหอสมุด จดหมายเหตุและพพิ ธิ ภณั ฑ์ ฯลฯ อย่ใู นความรบั ผดิ ชอบของหน่วยงาน
กรม กระทรวงต่างๆ อยา่ งหลากหลาย ไมม่ กี ารรวบรวม จดั ไวใ้ น ความรบั ผดิ ชอบ ของหน่วยงานใด
เป็นการเฉพาะ

จนกระทงั่ ในรชั สมยั ของ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อย่หู วั พระองค์ ทรงเลง็ เหน็
ความสาํ คญั “มรดกศลิ ปวฒั นธรรม” อนั เป็นรากเหงา้ ของชวี ติ และบ้านเมอื ง จงึ ทรงมพี ระราชดาํ ริ
ให้โอนกจิ การของช่างมหาดเลก็ จากกระทรวงวงั และกรมพพิ ธิ ภณั ฑ์ จากกระทรวงธรรมการ มา
จดั ตงั้ เป็นกรมศิลปากร เมอ่ื วนั ท่ี ๒๗ มนี าคม พ.ศ.๒๔๕๔ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๖๙ พระบาทสมเดจ็
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หวั ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้โอนงานพิพิธภัณฑ์ ไปอยู่ในความ

๔๐ สมชยั ใจด,ี บรรยง ศรวี ริ ยิ าภรณ์, ประเพณีและวฒั นธรรมไทย, (กรงุ เทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๔๓), หน้า
๒๓-๓๐.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๒ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

ควบคุมดูแลของ กรรมการหอพระสมดุ ฯ และได้โปรดเกล้าฯ ให้ยุบกรมศลิ ปากรไปรวมเขา้ กบั ราช
บณั ฑติ ยสภา เรยี กว่า ศิลปากรสถาน

ต่อมาภายหลงั การเปลย่ี นแปลงการปกครอง คอื เมอ่ื วนั ท่ี ๓ พฤษภาคม ๒๔๗๖ กไ็ ดม้ ี
พระราชบญั ญตั ิ จดั ตงั้ กรมศลิ ปากร ขน้ึ มาใหม่ อกี ครงั้ โดยสงั กดั กระทรวงธรรมการ หลงั จากนัน้
ไดม้ กี ารปรบั ปรุง เปลย่ี นแปลง ส่วนราชการภายใน และยา้ ยสงั กดั เพ่อื ความเหมาะสม หลายครงั้
จนกระทงั่ พ.ศ. ๒๕๐๑ จงึ ได้มพี ระราชบญั ญตั ิ โอนกรมศลิ ปากร มาสงั กดั กระทรวงศึกษาธกิ าร
และต่อมาได้โอนมาสงั กัดกระทรวงวฒั นธรรมซ่งึ ได้รบั การสถาปนาข้นึ ใหม่ตามพระราชบญั ญตั ิ
ปรบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม เม่อื วนั ท่ี ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ถอื เป็น ๑ ใน ๒๐ กระทรวงหลกั
ของประเทศ ตามนโยบายปฏริ ปู ระบบราชการของรฐั บาล

ความหมายและความสาคญั ของโบราณสถานและโบราณวตั ถุ

โบราณวตั ถุ

โบราณสถานโดยทวั่ ไป หมายถงึ อาคารหรอื สง่ิ ก่อสรา้ งทม่ี นุษยส์ รา้ งขน้ึ ทม่ี คี วามเก่าแก่
มปี ระวตั คิ วามเป็นมาท่เี ป็นประโยชน์ทางดา้ นศลิ ปะ ประวตั ิศาสตร์ หรอื โบราณคดี และยงั รวมถึง
สถานทห่ี รอื เนนิ ดนิ ทม่ี คี วามสาํ คญั ทางประวตั ศิ าสตร์ หรอื มรี อ่ งรอย กจิ กรรมของมนุษยป์ รากฏอยู่

ความสําคญั ของโบราณสถานในเชงิ วชิ าการนัน้ เป็นท่ปี ระจกั ษ์ชดั เจนว่า เราสามารถ
เรยี นรู้เร่อื งภูมปิ ญั ญาของมนุษยส์ มยั อดตี ได้จากโบราณสถาน โบราณวตั ถุ และแหล่งโบราณคดี
ประเภทต่างๆ

นอกจากน้ี เรายงั สามารถเรยี นรถู้ งึ วธิ กี าร ดน้ิ รนขวนขวายและปรบั ตวั ของมนุษยเ์ พ่อื การ
อยู่รอดเพ่อื การดํารงสงั คมให้คงอยู่ จงึ เป็นท่ยี อมรบั กันว่าโบราณสถาน โบราณวตั ถุและแหล่ง
โบราณคดนี ัน้ กเ็ ปรยี บได้เสมอื นเป็นภาชนะทบ่ี รรจุความรนู้ านาประการอย่มู ากมายนับไม่ถ้วน ซ่งึ
คนในปจั จุบนั สามารถลอกเลยี น หรอื ประยุกต์เพ่อื นํามาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ได้อย่างไม่สน้ิ สุด ด้วย
เหตุน้ีโบราณวตั ถุ โบราณสถาน และแหล่งโบราณคดจี งึ ถูกจดั ไว้เป็น ‚ทรพั ยากรทางวฒั นธรรม‛
หรอื ‚ทรพั ยส์ นิ ทางวฒั นธรรม‛ หรอื ‚มรดกทางวฒั นธรรม‛ ของแต่ละชาติ

ในกรณีของประเทศไทยนัน้ ก็เห็นความสําคัญน้ีและเห็นว่าจําเป็นต้องอนุรกั ษ์แหล่ง
โบราณคดี ดงั นนั้ จงึ ระบุไวใ้ นกฎหมายว่า ‚หา้ มมใิ หผ้ ใู้ ดซ่อมแซม แก้ไข เปลย่ี นแปลงโบราณสถาน
หรอื ขดุ คน้ สงิ่ ใดๆ ภายในโบราณสถาน เวน้ แต่จะกระทาํ ตามคําสงั่ ของอธบิ ดี หรอื ไดร้ บั อนุญาตเป็น
หนงั สอื จากอธบิ ดี และถา้ หนงั สอื อนุญาตนนั้ กําหนดเง่อื นไขไวป้ ระการใด กต็ อ้ งปฏบิ ตั ติ ามเงอ่ื นไข
นนั้ ดว้ ย‛

นอกจากน้ี โบราณสถาน อนั เป็นมรดกทางวฒั นธรรมทส่ี งู ค่าของชาติ ยงั มคี วามสาํ คญั และ
มปี ระโยชน์ต่อชุมชนทอ้ งถน่ิ ในดา้ นต่างๆ ดงั น้ี

๑. เป็นเอกลกั ษณ์ของท้องถ่นิ ท่แี สดงให้เห็นถึงประวตั ิความเป็นมาความเช่อื ศาสนา
ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเจรญิ ของชุมชนใดชมุ ชนหน่งึ รวมไปถงึ ของชาติ

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๓ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๒. เป็นแหล่งเรยี นรทู้ ส่ี ะทอ้ นเร่อื งราวในอดตี ของทอ้ งถน่ิ อกี ทงั้ ยงั ใหข้ อ้ มลู ในการศกึ ษา
ทางวชิ าการด้านต่างๆ เช่น ประวตั ศิ าสตร์ โบราณคดี ศลิ ปกรรม สถาปตั ยกรรมความสมั พนั ธ์กบั
ดนิ แดนอ่นื ๆ

๓. เป็นทรพั ยากรทางวฒั นธรรมท่สี ําคญั ของชุมชนและของประเทศชาติท่สี ามารถ
ก่อใหเ้ กดิ รายไดท้ งั้ ทางตรงและทางออ้ ม

๔. เป็นแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทางวฒั นธรรม
๕. เป็นศนู ยร์ วมจติ ใจของคนในสงั คม๔๑

ฯลฯ

โบราณวตั ถุ

โบราณวตั ถุ หมายความว่าสงั หารมิ ทรพั ยท์ เ่ี ป็นของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นสงิ่ ประดษิ ฐห์ รอื
เป็นสง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ตามธรรมชาติ หรอื ทเ่ี ป็นส่วนหน่ึงส่วนใดของโบราณสถานซากมนุษยห์ รอื ซากสตั ว์
ซง่ึ โดยอายุหรอื โดยลกั ษณะแห่งการประดษิ ฐ์ หรอื โดยหลกั ฐานเก่ยี วกบั ประวตั ขิ องสงั หารมิ ทรพั ย์
นนั้ เป็นประโยชน์ในทางศลิ ปะ ประวตั ศิ าสตร์ หรอื โบราณคดี‛ ทงั้ น้ี คําว่า ‚โดยอายุ‛ นนั้ กฎหมาย
มไิ ดก้ ําหนดไวเ้ ป็นจาํ นวนปีทช่ี ดั เจน แต่ในทางปฏบิ ตั มิ กั กําหนดว่ามอี ายุตงั้ แต่ ๑๐๐ ปีขน้ึ ไปจงึ จดั
ว่าเป็นโบราณวตั ถุ

โบราณวตั ถุ มคี วามสาํ คญั เป็นอยา่ งยง่ิ ในการใชศ้ กึ ษาถงึ เรอ่ื งราวและพฤติกรรมของคนใน
อดตี เราอาจทราบถงึ วถิ ชี วี ติ และความเป็นอยขู่ องคนในอดตี ไดจ้ ากสง่ิ ของเหล่าน้ี นนั่ หมายความว่า
โบราณวตั ถุสามารถเลา่ เรอ่ื งราวทางประวตั ศิ าสตรอ์ นั ยาวไกลของผคู้ นในอดตี (ตงั้ แต่ก่อนทจ่ี ะมกี าร
บนั ทกึ เล่าเร่อื งราวเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร) ใหเ้ ราไดร้ ู้ ตวั อยา่ งเช่นเศษเครอ่ื งปนั้ ดนิ เผา สามารถเล่า
เรอ่ื งราวของมนุษยใ์ นอดตี ไดม้ าก ตงั้ แต่การแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสามารถทางเทคโนโลยใี นการผลติ
รปู แบบภาชนะซง่ึ อาจแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความนิยมในกลุ่มชนทแ่ี ตกต่างกนั แมก้ ระทงั่ สามารถบอกถงึ
การตดิ ต่อสมั พนั ธข์ องคนในทอ้ งถนิ่ ต่างๆ และบอกเสน้ ทางการคา้ หรอื การคมนาคมกบั ดนิ แดนอ่นื ๆ
ไดอ้ กี ดว้ ย

การแบ่งประเภทโบราณวตั ถุนนั้ ตามหลกั วชิ าการโบราณคดี อาจแบ่งไดเ้ ป็น ๒ ประเภท
ใหญ่ คอื ๔๒ (๑) โบราณศลิ ปวตั ถุ หรอื โบราณวตั ถุทม่ี นุษยส์ รา้ งขน้ึ (Artifacts) ไดแ้ ก่สงิ่ ของเคร่อื งมอื
เคร่อื งใชท้ ่มี นุษยส์ รา้ งขน้ึ ดว้ ยวสั ดุประเภทต่างๆ เช่น เคร่อื งมอื หนิ เคร่อื งปนั้ ดนิ เผา เคร่อื งประดบั
ประตมิ ากรรม จติ รกรรม จารกึ เป็นตน้ (๒) นิเวศวตั ถุ หรอื โบราณวตั ถุทเ่ี ป็นของตามธรรมชาตหิ รอื
สภาพแวดล้อม(Ecofacts) ทไ่ี มใ่ ช่สง่ิ ทม่ี นุษยส์ รา้ งหรอื ประดษิ ฐข์ น้ึ โดยตรง แต่เก่ยี วขอ้ งกบั มนุษย์

๔๑ ความหมายและความสาคญั ของโบราณสถาน โบราณวตั ถุ พิพิธภณั ฑ์และจดหมายเหตุ, กรมส่งเสรมิ การ

ป ก ค ร อ ง ส่ ว น ท้ อ ง ถิ่ น ก ร ะ ท ร ว ง ม ห า ด ไ ท ย , ห น้ า ๑ ๑ -๑ ๘ , [อ อ น ไ ล น์ ], แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล :

http://www.dla.go.th/work/e_book/eb1/std210550/28/6.pdf [๒๒ สงิ หาคม ๒๕๕๘]
๔๒ เรอ่ื งเดยี วกนั .

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๔ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

และสามารถสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ พฤตกิ รรมของมนุษยใ์ นอดตี หรอื มรี ่องรอยทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ กจิ กรรม
ของมนุษยเ์ ช่น กระดกู สตั ว์ เมลด็ พชื ซง่ึ เราสามารถนําไปศกึ ษาถงึ สภาพแวดลอ้ มในอดตี ได้ ฯลฯ

ตวั อย่างวฒั นธรรมทางวตั ถุ

บา้ นเรือนไทย

รตั นโกสนิ ทรท์ ่สี ถาปนาขน้ึ เม่อื พ.ศ. ๒๓๒๕ รบั สบื ทอดวฒั นธรรมการสรา้ งเรอื นมาจาก
อาณาจกั รศรอี ยธุ ยาไม่ผดิ เพย้ี น บา้ นทรงไทยภาคกลางในยุคนัน้ มกั เป็นเรอื น ๓ หอ้ ง ยกใต้ถุนสูง
พอเดนิ ลอดได้ มบี นั ไดทอดลงสทู่ า่ น้ําเพ่อื สะดวกในการใชน้ ้ําทงั้ ด่มื อาบและใชส้ อยภายในบา้ น

มาถงึ สมยั รชั กาลท่ี ๒ และ รชั กาลท่ี ๓ เรอื นไทยก็ยงั ไม่ต่างจากสมยั รชั กาลท่ี ๑ เท่าไร
ตวั อย่างแรกคอื ตําหนักแดง ของสมเดจ็ พระสุรเิ ยนทรามาตย์ พระมเหสใี นสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้า
นภาลยั ปจั จบุ นั อยใู่ นพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ

อิทธิพลตะวนั ตกในรชั กาลท่ี ๔ ส่งผลต่อท่ีอยู่อาศัยอย่างมาก บ้านทรงไทยแบบใหม่
เปลย่ี นรปู จากเดมิ ไปเป็นแบบฝรงั่ เรมิ่ มบี า้ นก่ออฐิ ถอื ปนู ชนั้ ล่างแต่ชนั้ บนเป็นไม้ มรี ะเบยี งโปรง่ รอบ
ชนั้ บนและหลงั คาปนั้ หยา

ในรชั กาลท่ี ๕ เรอื นหลงั คาปนั้ หยาเรม่ิ มกี นั หนาตาแทนบา้ นทรงไทยโบราณ อยา่ งสมยั ต้น
รตั นโกสนิ ทร์ บา้ นไม่ว่าเลก็ หรอื ใหญ่ ชนั้ เดยี วหรอื สองชนั้ นิยมสรา้ งประยกุ ต์แบบตะวนั ตกเขา้ กบั
ไทย คอื สรา้ งดว้ ยไม้ ยกพน้ื กนั น้ําทว่ มแต่ใตถ้ ุนเตย้ี กว่าบา้ นไทยเดมิ

รชั กาลท่ี ๖ เป็นยุคบา้ นเมอื งสงบราบร่นื เศรษฐกจิ ดี ชาวเมอื งนิยมความประณีตงดงาม
ประกวดประขนั ความหรูหราของเรอื นแบบตะวนั ตก ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากบ้านวกิ ตอเรยี นขององั กฤษ
โดยเฉพาะการตกแต่งดว้ ยลายฉลทุ เ่ี รยี กว่าขนมปงั ขงิ และเลน่ รปู ทรงตวั หอ้ งมขุ หกหรอื แปดเหลย่ี ม

พอมาถงึ รชั กาลท่ี ๗ ท่เี ผชญิ ปญั หาเศรษฐกจิ ตกต่ําและความเปล่ยี นแปลงทางการเมอื ง
บา้ นทรงไทยเรมิ่ ลดความหรหู ราเป็นเรยี บง่าย ตดั ลายฉลฟุ ุ่มเฟือยออกไป หลงั คานิยมจวั่ ตดั

ในรชั กาลท่ี ๘ รปู ทรงบา้ นทรงไทยเก๋ไก๋ทนั สมยั แบบตะวนั ตกสมยั ศตวรรษท่ี ๒๐ เป็นบา้ น
สองชนั้ แมว้ ่าใชไ้ มซ้ ง่ึ เป็นวสั ดุหางา่ ยของไทย แต่หลงั คากเ็ ล่นแบบซอ้ นกนั หลายชนั้ มหี น้าต่างบาน
เกลด็ และกระจกสเี หนอื หน้าต่างแบบฝรงั่

ตอนอย่างแรกกเ็ อาเหลก็ มาจากมดี เช่น มดี ทใ่ี ชม้ านานหลายปีแลว้ และพอเหลก็ เลก็ ลง
หรอื ใช้ถางทําไร่ไม่ได้แล้วตดั ไม้ไม่ได้ หรอื คุณภาพไม่ดีพอท่จี ะเป็นมดี แล้ว ชาวบ้านก็จะนํามดี
เหลา่ น้ใี หก้ บั ผตู้ เี หลก็ ทอ่ี ยใู่ นชุมชน แลว้ ผชู้ าํ นาญในการตเี หลก็ กจ็ ะนําเหลก็ มาตที ําเป็นเคยี วขายใน
ชุมชนของตน แต่มาปจั จบุ นั ชาวลาหู่ หรอื ชนเผ่าต่างๆ กม็ กี ารพฒั นาตามเทคโนโลยี สามารถหาซอ้ื
ไดต้ ามรา้ นทวั่ ไป

ตวั ธนูทําด้วยไม้ และ สายทําดว้ ยกาบกลว้ ย เช่น จะนําเปลอื กฉีกให้เป็นเสน้ ๆ แล้วตาก
แหง้ แลว้ มา สานเป็นเชอื กใส่กเ็ ป็นสายธนู

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๕ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

ลกั ษณะศิลปกรรมไทย

ชนชาตไิ ทยเป็นชนชาตทิ ม่ี เี อกลกั ษณ์ทางศลิ ปกรรมสงู งานศลิ ปะเป็นงาน ท่ใี หค้ วามรสู้ กึ
ทางด้านสุนทรยี ข์ องมนุษยท์ ่มี จี ติ ใจสูง ซง่ึ ถ่ายทอดความรสู้ กึ ท่มี คี ุณค่าทางจติ ใจ ส่งผลให้คนไทย
เป็นผมู้ วี ฒั นธรรมทางจติ ใจทถ่ี ่ายทอดทางอารมณ์ได้ ๒ ลกั ษณะคอื

๑) ถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม ได้แก่ สถาปตั ยกรรม ประตมิ ากรรม จติ รกรรม และ
ประณตี ศลิ ป์

๒) ถ่ายทอดออกมาไม่เป็นรูปธรรม ไดแ้ ก่วรรณคดี ดนตรแี ละนาฏศลิ ป์ ศลิ ปวฒั นธรรม
ไทยท่ปี รากฏจะสะท้อนให้เห็นถึงความสมั พนั ธ์ของพุทธศาสนา การถ่ายทอดทางอารมณ์ทงั้ ๒
ลกั ษณะ ก่อใหเ้ กดิ วฒั นธรรมซง่ึ เป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะชาตขิ องคนไทย ซง่ึ จะกลา่ วต่อไปน้ี

สถาปัตยกรรม

สถาปตั ยกรรม เป็นผลทางวัตถุท่ีได้รบั การสร้างสรรค์ด้วยศิลปและวิทยาการในการ
ก่อสรา้ ง เป็นสงิ่ ท่อี ํานวยประโยชน์แก่มนุษย์ทงั้ ในดา้ นความสะดวกสบาย ปลอดภยั และพงึ พอใจ
ควรสรา้ งสรรค์งานทางด้านศลิ ปแห่งการก่อสรา้ งมใิ ห้จํากดั จําเพาะเพยี งแต่การสรา้ ง ท่อี ยู่อาศัย
เทา่ นนั้ แต่ในความเช่อื และศรทั ธาในศาสนา กเ็ ป็นเหตุสําคญั ประการหน่ึงทท่ี ําใหค้ น สรา้ งสรรคง์ าน
ทางดา้ นสถาปตั ยกรรมขน้ึ ต่างไปจากความมนั่ คงแขง็ แรงและสวยงาม ซง่ึ เป็นผล ต่อจติ ใจของผคู้ น
สว่ นรวม

ประเภทของสถาปตั ยกรรมไทย ซ่งึ เก่ยี วขอ้ งกบั การดํารงชวี ติ ของคนไทย จําแนกได้ ๔
ประเภท กลา่ วคอื

๑) สถาปตั ยกรรมทางพระพุทธศาสนา จดั เป็นสถาปตั ยกรรมทส่ี รา้ ง ขน้ึ ตามวดั วาอาราม
ต่างๆ เพ่อื ประโยชน์ทางพุทธศาสนา มดี งั น้ี พระสถูปเจดีย์ต่างๆ พระมหาธาตุ เจดีย์ พระพุทธ
ปรางค์ พระอุโบสถ พระวหิ าร ศาลาการเปรยี ญ กุฏิ หอฉนั ซุม้ ระเบยี ง กําแพงแกว้ ศาลาราย เป็น
ตน้

๒) สถาปตั ยกรรมประเภทปชู นียสถาน เป็นสถาปตั ยกรรมทจ่ี ดั สรา้ งขน้ึ เพ่อื เป็นอนุสรณ์
สถานอนั ควรแก่การสกั การบูชาของพุทธศาสนิกชนทงั้ หลาย จําแนกเป็นพระสถูปเจดยี ์และพระ
ปรางค์ ปูชนียสถานดงั กล่าวน้ีใชเ้ ป็นสถานทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุ แต่เม่อื ใดทม่ี กี ารสรา้ ง
พระอุโบสถเป็นประธานของวดั แล้วความสําคญั ของพระสถูปและพระปรางค์ก็จะลดลงไปเพียง
ส่วนประกอบของเขตพทุ ธาวาสเท่านนั้

๓) สถาปตั ยกรรมประเภทอาคารสถาน คอื สถานทซ่ี ง่ึ ก่อสรา้ งขน้ึ เพ่อื ใชเ้ ป็นทป่ี ระดษิ ฐาน
ปูชนียวัตถุ มีรูปแบบเป็นเรอื นหรือโรงอันเป็นท่ีอยู่อาศัยประจํา เป็นท่ีประชุมคณะสงฆ์หรือ
พุทธศาสนิกชนประกอบพธิ กี รรมเช่น เป็นสถานทป่ี ระกอบพธิ อี ุปสมบท และเป็นทร่ี บั กฐนิ ตลอดจน
ประโยชน์อ่นื ๆ ไดแ้ ก่ เป็นทส่ี วดพระอภธิ รรม เป็นทพ่ี กั ของอุโบสถ เป็นทบ่ี อกเวลา เป็นทเ่ี กบ็ พระ
ธรรม เป็นต้น สถาปตั ยกรรมประเภทอาคารสถาน ไดแ้ ก่ วหิ าร โบสถ์ และสถาปตั ยกรรมประเภท

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๖ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

บรวิ ารสถาน (พระระเบยี ง หอไตร ศาลาการเปรยี ญ ศาลาบาตร ศาลาราย ศาลาเปลอ้ื งเคร่อื ง สมี า
และซมุ้ สมี า กาํ แพงแกว้ ) เป็นตน้

๔) สถาปตั ยกรรมประเภททอ่ี ยอู่ าศยั หรอื สถาปตั ยกรรม พน้ื บา้ นของไทยคอื ศลิ ปะหรอื
วธิ กี ารว่าด้วยการก่อสรา้ งทช่ี าวบ้านยดึ ถอื ปฏบิ ตั เิ ป็นแบบอยา่ งท่สี บื ทอดต่อกนั มาซ่งึ ประกอบดว้ ย
คตนิ ิยมในการเลอื กใชว้ สั ดุ กรรมวธิ กี ารสรรหาใช้รปู แบบและองคป์ ระกอบสําคญั ทม่ี ุ่งประโยชน์ใช้
สอยของสงิ่ ก่อสรา้ งและการตกแต่งสงิ่ เหล่าน้ีจะต้องปรากฏให้เห็นเป็นลกั ษณะร่วมของชุมชนนัน้
อยา่ งปกติ

ลกั ษณะของสถาปตั ยกรรมพน้ื บา้ นจะมคี วามสมั พนั ธก์ บั สภาพภมู ปิ ระเทศ ดนิ ฟ้า อากาศ
ทรพั ยากรธรรมชาตใิ นเขตของทอ้ งถน่ิ ขดี ความสามารถในการผลติ และเทคนิควทิ ยาการของชุมชน
คตคิ วามเช่อื พน้ื ฐานของชุมชน ตลอดจนคตขิ องศาสนา และวฒั นธรรมของกลุ่มชนอ่นื ทช่ี ุมชนนนั้ ๆ
มคี วามพงึ พอใจ ทงั้ ยงั ขน้ึ อยกู่ บั ประโยชน์ใชส้ อยหลกั ของชุมชนอกี ดว้ ย

สถาปตั ยกรรมพน้ื บา้ นของไทยจาํ แนกไดต้ ามสภาพภูมศิ าสตร์ โดยจดั แบ่งสถาปตั ยกรรม
พ้นื บา้ นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและภาคใต้ซ่งึ แต่ละภูมภิ าคจะมกี ารปลูก
สรา้ งทอี ยอู่ าศยั โดยสบื ทอดเอกลกั ษณ์พเิ ศษของเรอื แต่ละ ภมู ภิ าคใหค้ งไวซ้ ง่ึ รปู แบบของเรอื นไทย
เฉพาะภมู ภิ าคปรากฏในเรอื นเครอ่ื งผูกภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอสี าน และภาคใต้ ดงั ทเ่ี รยี กกนั ว่า
เรอื นพน้ื ถน่ิ ส่วนเรอื นเคร่อื งสบั หรอื เรอื นไทย ปรากฏลกั ษณะเฉพาะแบบไทยตงั้ แต่การมุงหลงั คา
การวางตวั เรอื นหรอื รูปเรอื น ในภาคเหนือมเี อกลกั ษณ์ ส่วนบนหวั จวั่ ลกั ษณะกาแล ภาคกลาง
ลกั ษณะป้านลมมเี หงา ภาคใตเ้ รอื นทม่ี หี ลงั คาทรงปนั้ หยา

การสรา้ งเรอื นไทย เป็นการแสดงภูมปิ ญั ญาของคนไทยท่ปี ลูกสรา้ งตามความเหมาะสม
ของสภาพภูมอิ ากาศและภูมปิ ระเทศของแต่ละภูมภิ าค การปลูกเรอื นได้ ถ่ายทอดคตนิ ิยมของคน
ไทย นบั ตงั้ แต่ความเช่อื นนั้ เป็นมงคลแก้ผอู้ ยอู่ าศยั โดยเรมิ่ ต้นจากการเลอื กสถานทป่ี ลกู เรอื น การ
ลงเสา การดฤู กษย์ าม รวมถงึ การตงั้ พระภมู เิ จา้ ท่ี ซง่ึ เป็นการนําคติ พราหมณ์ มาใชใ้ นการดํารงชวี ติ
เพ่อื ความสขุ ชวั่ ลกู ชวั่ หลาน

ประติมากรรม

งานประตมิ ากรรมไทยทวั่ ไป หมายถงึ รปู ภาพทเ่ี ป็นรปู รา่ งปรากฏแก่สายตาสามารถสมั ผสั
ได้โดยตรงด้วยการจบั ต้องซ่ึงเกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยวิธกี ารปนั้ หล่อแกะสลกั เป็นต้น เพ่ือ
ตอบสนองความเช่อื ความพงึ พอใจ ความภาคภมู ใิ จ ร่วมไปกบั การดํารงชวี ติ ทงั้ ส่วนบุคคลและชน
ในสงั คมไทยเป็นการถ่ายทอดความรสู้ กึ นึกคดิ ประสบการณ์ ค่านิยมท่ไี ด้รบั จากสงิ่ แวดลอ้ มและได้
แสดงออกมาเป็นงานประตมิ ากรรมอนั เป็นสญั ลกั ษณ์ประจาํ ชนชาตนิ นั้ ๆ

ลกั ษณะงานประติมากรรมไทย แบง่ ออกเป็น ๓ ลกั ษณะคือ

๑. งานประตมิ ากรรมท่มี ลี กั ษณะเป็นรปู ทรงลอยตวั (Sculpture in the round) งาน
สรา้ งสรรค์รปู ทรงในลกั ษณะ เช่น เป็นการสรา้ งทํารปู ภาพใหเ้ กดิ ขน้ึ จากส่วนฐานซง่ึ รองรบั อย่ทู าง
ตอนล่างรปู ทรงของงานประตมิ ากรรม อาจแสดงรปู แบบทแ่ี ลดไู ดท้ ุกดา้ น หรอื แสดงทศิ ทางและการ

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๗ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

เฉล่ยี น้ําหนักลงสู่ฐานงานประตมิ ากรรมไทยทม่ี ลี กั ษณะเป็นรปู ทรงลอยตวั น้ี ตวั อย่างพระพุทธรูป
เทวรปู ต่างๆ เช่น รปู พระนารายณ์ทรงปืน ทห่ี น้าพระทน่ี งั่ พทุ ธไธยสวรรคใ์ นบรเิ วณพพิ ธิ ภณั ฑส์ ถาน
แห่งชาติ และรปู นางธรณบี บี มวยผม หน้ากระทรวงยตุ ธิ รรม กรงุ เทพมหานคร เป็นตน้

๒. งานประตมิ ากรรมทม่ี ลี กั ษณะเป็นรูปทรงแบบราบมพี ้นื รองรบั (Sculpture in the
relief) งานสรา้ งสรรคร์ ปู ทรงประตมิ ากรรมเชน่ น้ี เป็นการสรา้ งและนําเสนอ รปู ทรงแต่จาํ เพาะดา้ นใด
ด้านหน่ึงให้ปรากฏแก่ตา โดยลําดบั รูปทรงต่างๆ ลงบนพ้นื ราบซ่งึ รองรบั อยู่ทางด้านหลงั แห่ง
รูปทรงทงั้ ปวงการเคล่อื นไหวและทิศทางของรูปภาพอาจกระทําได้ในทางราบขนานไปกบั พ้นื ผวิ
ระนาบของพน้ื หลงั งานประตมิ ากรรมในลกั ษณะน้ี แสดงรูปทรงและเน้ือหาใหป้ รากฏเหน็ ไดจ้ าํ เพาะ
แต่เพยี งด้านเดยี ว ตวั อย่างเช่นรูปภาพปนั้ ปนู เร่อื งเร่อื งทศชาตชิ าดกทว่ี ดั ไล อําเภอท่าวุ้ง จงั หวดั
ลพบรุ ี ลวดลายไมบ้ านประตูพระวหิ ารพระศรศี ากยมุนี วดั สุทศั น์เทพวราราม กรงุ เทพมหานคร เป็น
ตน้

๓. งานประตมิ ากรรมทม่ี ลี กั ษณะเป็นรปู ทรงจมอย่ใู นพน้ื (Sculpture in the mcise) งาน
ประตมิ ากรรมลกั ษณะเช่นท่วี ่าเป็นผลอนั เกดิ แต่การสรา้ งสรรค์รปู ทรงต่างๆ ใหป้ รากฏและมอี ย่ใู น
พน้ื ทร่ี องรบั อยนู่ นั้ งานประตมิ ากรรมจงึ มลี กั ษณะเป็นทงั้ รปู ภาพทเ่ี กดิ ขน้ึ ดว้ ยเสน้ ขดี เป็นทางลกึ ลง
ในพ้นื (Incise Line) อย่างหน่ึง กบั รูปภาพซ่งึ เกิดขน้ึ โดยการเจาะหรอื ฉลุส่วนท่เี ป็นพ้นื ออก
(Craving)ใหค้ าไวแ้ ต่ส่วนท่เี ป็นรปู ภาพงานประตมิ ากรรมลกั ษณะดงั กล่าว เป็นการนําเสนอรปู แบบ
และเน้ือหาใหป้ รากฏและแลเหน็ ได้จําเพาะแต่ด้านเดยี ว เช่นเดยี วกบั งานประตมิ ากรรมลกั ษณะท่ี
กล่าวมาแลว้ ในขอ้ ๒ ตวั อยา่ งเช่น ภาพลายเสน้ ในรอยพระพุทธบาทสมั ฤทธสิ ์ มยั สุโขทยั ปจั จบุ นั อยู่
ในพพิ ธิ ภณั ฑส์ ถานกรงุ เทพฯ ซง่ึ เป็นตวั อย่างงานประตมิ ากรรมทส่ี รา้ งทําดว้ ยวธิ ขี ดี เสน้ เป็นทางลกึ
ลงไปในพ้ืนรูปภาพหนังใหญ่ สลักเป็นตัวละครในเร่ืองรามเกียรติ ์ น้ีเป็นตัวอย่างทํางาน
ประตมิ ากรรมท่มี รี ูปทรงจมอยู่ในพ้นื โดยการฉลุหรอื เจาะส่วนพ้นื ออกท้งิ เหลอื ไว้แต่ส่วนท่เี ป็น
รปู ภาพ

อน่ึงงานประตมิ ากรรมไทย นอกเสยี จากลกั ษณะต่างๆ ดงั กล่าวในแต่ละขอ้ ขา้ งต้นน้ีแลว้
ยงั มีงานสร้างสรรค์รูปทรงท่ีว่าเป็นงานประติมากรรมได้อีกลกั ษณะหน่ึงคืองานประติมากรรม
ลกั ษณะทเ่ี ป็นสง่ิ หอ้ ยหรอื แขวน (Mobile) เช่นรูปพวงปลาตะเพยี นสานด้วยใบลาน ทําเป็นเคร่อื ง
ห้อยรูปพวงกระจบั ทําด้วยเศษผ้าใช้แขวน รูปพวงกลางทําร้อยด้วยดอกไม้สด ใช้แขวนต่าง
เครอ่ื งประดบั เป็นตน้

จิตรกรรมไทย

งานจติ รกรรมไทยเป็นงานสรา้ งสรรคท์ างศลิ ปะดว้ ยการถ่ายทอดความรสู้ กึ นึกคดิ ออกมา
เป็นรปู ภาพเพอ่ื ส่อื ความหมายก่อใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ยอมรบั ความพงึ พอใจและมคี วามสขุ

การเขยี นรปู ภาพจติ รกรรมในประเทศไทย นบั แต่โบราณกาลจนถงึ ปจั จุบนั มกั เขยี นขน้ึ เพ่อื
นํามาใช้อธบิ ายพรรณนา หรอื ลําดบั เร่อื งราวเก่ยี วกบั ศาสนา โดยเฉพาะเก่ยี วกบั พุทธประวตั ิ การ
พรรณนาและลําดบั เร่อื งอดตี ชาตขิ องพระสมั มาสมั พุทธเจา้ เม่อื ยงั เสวยชาตเิ ป็นพระโพธสิ ตั ว์หรอื

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๘ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

อธบิ ายความเช่อื และเหตุผลแห่งหลกั ธรรมต่างๆ ใหค้ นทวั่ ไปเกดิ ความเขา้ ใจและยอมรบั ไดโ้ ดยงา่ ย
นอกจากนัน้ ยงั แสดงพฤตกิ รรมและความเป็นไปในวถิ ชี วี ติ ของคนไทย โดยสามารถจาํ แนกออกได้
เป็นประเภทต่างๆ ดงั น้ี

๑. เรอ่ื งเกย่ี วกบั พระพทุ ธศาสนา เช่นพระพุทธประวตั เิ รอ่ื งทศชาติ ไตรภูมพิ ระร่วง เป็นตน้
รูปภาพแสดงเร่อื งราวและเหตุการณ์เหล่าน้ีมกั จะเขยี นรูปภาพ ขนาดใหญ่เต็ม พน้ื ฝาผนังภายใน
พระอุโบสถ

๒. เรอ่ื งเกย่ี วกบั ขนบธรรมเนยี มและประเพณี เขยี นขน้ึ เพ่อื แสดงรปู แบบ ของความเช่อื ใน
ขนบธรรมเนียมและประเพณีท่ถี อื ปฏิบตั ิในเวลานัน้ ให้คนทงั้ หลายได้รู้เห็น เข้าใจและปฏิบตั ิได้
ถูกตอ้ ง เช่น ประเพณตี ่างๆ ทม่ี ใี น ๑๒ เดอื น ประเพณเี กย่ี วกบั ชวี ติ เป็นตน้

๓. เร่อื งเก่ยี วกบั วชิ าการ เป็นตําราความรตู้ ่างๆ ในเมอื งไทย แต่ก่อนท่ที ําเป็นสมุดมี
รปู ภาพประกอบ เพ่อื แสดงตวั อยา่ งใหเ้ หน็ ชดั เจน เชน่ ตําราฟ้อนราํ ตาํ รา ดแู มว ตําราชกมวย ตํารา
พชิ ยั สงคราม เป็นตน้

๔. เรอ่ื งเกย่ี วกบั วรรณคดี ในสมยั ก่อนคนทไ่ี มร่ หู้ นงั สอื มอี ยู่มาก ดงั นนั้ การใชร้ ปู ภาพเขยี น
ลําดบั ความจากวรรณคดเี ร่อื งต่างๆ ช่วยทําให้คนทวั่ ไปสามารถรบั รู้ และประจกั ษ์ในคุณค่าแห่ง
วรรณคดไี ด้ วรรณคดเี ร่อื งทน่ี ิยมนํามาเขยี นเป็นรูปภาพ มอี ยู่หลายเร่อื งด้วยกนั เช่น รามเกยี รติ ์
อเิ หนา สงั ขท์ อง เป็นตน้

๕. เร่อื งเก่ยี วกบั ประวตั ิศาสตร์ ซ่งึ นิยมเขยี นข้นึ มาในสมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์เป็นเร่อื ง
เหตุการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในประวตั ศิ าสตรส์ มยั ต่างๆ เช่น พระราชพงศาวดาร สมยั กรุงศรอี ยธุ ยา พระราช
ประวตั พิ ระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั พระราชประวตั สิ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ทรง
ยทุ ธหตั ถี เป็นตน้ ๔๓

ประณีตศิลป์

ประณตี ศลิ ป์เป็นศลิ ปกรรมทง่ี ดงามและทรงคณุ คา่ มากอกี สาขาหน่ึง ประณตี ศลิ ป์ทน่ี ิยมทาํ
มากในสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ ไดแ้ ก่

๑. งานช่างประดบั มุก เป็นศลิ ปะท่นี ิยมทํากนั มากในสมยั รชั กาลท่ี ๑ ผลงานชน้ิ เอกใน
สาขาน้คี อื พระแท่นราชบลั ลงั กป์ ระจาํ พระทน่ี งั่ สติ มหาปราสาท องคพ์ ระแท่นสรา้ งดว้ ยไมป้ ระดบั มุข
เป็นลายกระหนก งานประดบั มุกท่งี ดงามมากอกี ช้นิ หน่ึงคอื บานประตูพระอุโบสถวดั พระศรรี ตั น
ศาสดาราม นอกจากนนั้ ยงั มบี านประตูประดบั มุกวดั พระเชตุพนวมิ ล มงั คลาราม วดั ราชโอรสาราม
ตปู้ ระดบั มขุ ทรงมณฑป และพระแท่นบรรจถรณ์ประดบั มขุ เป็นตน้

๒. งานสลกั ไม้ งานสลกั ไมท้ จ่ี ดั เป็นศลิ ปะช้นิ เอกและ มคี วามสาํ คญั มากคอื การสลกั ไม้
ประกอบพระมหาพชิ ยั ราชรถและเวชยนั ตร์ าชรถ

๔๓ จุลทศั น์ พยาฆรานนท,์ ช่างสิบหม,ู่ (กรงุ เทพมหานคร : อมรน้ิ พรน้ิ ตง้ิ แอนดพ์ บั ลชิ ชง่ิ , ๒๕๔๐), หน้า ๒๒๕-๒๒๖.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๑๙ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๓. เครอ่ื งถว้ ยเบญจรงค์ ในสมยั ราชกาลท่ี ๒ นิยมสงั่ เครอ่ื งถ้วย เบญจรงคจ์ ากประเทศจนี
โดยชาวไทยออกแบบรูปทรงและลวดลายส่งไปให้ช่างจนี ทํา ลายท่ีนิยมส่งไปใหท้ ําไดแ้ ก่ ลายเทพ
พนม ลายราชสหี ์ และลายกินนร เป็นต้น ท่เี รยี กว่าเบญจรงค์ เพราะเขยี นด้วยสี ๕ สี คอื สแี ดง
เขยี ว น้ําเงนิ เหลอื ง และดาํ นอกจากนนั้ ยงั มลี ายทเ่ี ขยี นดว้ ยทอง เรยี กวา่ ลายน้ําทอง

๔. งานช่างทองรปู พรรณ รชั กาลท่ี ๑ ให้ฟ้ืนฟูและทะนุบาํ รุง ช่างทองรปู พรรณขน้ึ ใหม่ท่ี
สาํ คญั ไดแ้ ก่เครอ่ื งราชกกุธภณั ฑ์ ซง่ึ ประกอบดว้ ยพระมหาพชิ ยั

มงกุฎ พระแสงขรรค์ชยั ศรธี ารพระกร พระแส้ พดั วาลวชิ นี และฉลองพระบาทเชงิ งอน
นอกจากน้ียงั มเี คร่อื ง ราชอสิ รยิ าภรณ์ เคร่อื งราชูปโภค เคร่อื งทรงพระพุทธมหามณีรตั นปฏมิ ากร
ทาํ ดว้ ยทองคาํ จาํ หลกั ประดบั อญั มณี

๕. งานชา่ งถมยาดาํ รชั กาลท่ี ๒ ใหฟ้ ้ืนฟูและฝึกหดั วชิ าการทาํ เครอ่ื งถมขน้ึ วชิ าการสาขา
น้ีรุ่งเรอื งและแพร่หลายมากทเ่ี มอื งนครศรธี รรมราช ผลงานชน้ิ เอกของสาขาน้ีคอื พระราชยานถมท่ี
พระยานคร (น้อย) ทําขน้ึ ถวายรชั กาลท่ี ๒ พระราชยานถม น้ีทําอย่างพระยานมาส มโี ครงเป็นไม้
หมุ้ ดว้ ยเงนิ ถมยาดาํ ทาทอง๔๔

วรรณคดี

วรรณคดเี ป็นงานทางศลิ ปะทม่ี ุ่งใหค้ วามเพลดิ เพลนิ ทางใจและใหอ้ ารมณ์แก่ผู้อ่าน ดงั นัน้
ภาษาทใ่ี ชจ้ งึ ตอ้ งมคี วามประณตี งดงาม และส่วนใหญ่จะมเี น้อื หาเกย่ี วกบั ความรกั เป็นส่วนใหญ่ การ
อ่านวรรณคดมี กั จะไดร้ บั อารมณ์ ประทบั ใจ สขุ ใจ เหน็ ใจ หรอื ซาบซง้ึ ใจ

วรรณคดไี ทยมลี กั ษณะการดาํ เนินเรอ่ื งหลายรปู แบบ ดงั น้ี

๑. วรรณคดนี ทิ านประเภทจกั รๆ วงศๆ์ ซง่ึ หมายถงึ ช่อื ของพระเอก มกั มคี าํ ว่า "จกั ร" หรอื
"วงศ์" เช่น ลกั ษณะวงศ์ จกั รแก้ว ศิลป์สุรวิ งศ์ เป็นต้น การดําเนินเร่อื งวรรณคดี ประเภทน้ี มกั มี
โครงเร่อื งอย่างเดยี วกัน คือเป็นเร่อื งท่พี ระเอกและนางเอกต้องพรดั พรากจากกนั พระเอกออก
ตดิ ตามนางเอกและผจญภยั มากมายจนทส่ี ดุ กพ็ บนางเอกในปนั้ ปลาย

๒. วรรณคดนี ิทานท่มี เี ค้าเร่อื งจรงิ ซ่งึ มกั เป็นเร่อื งราวของบุคคลทเ่ี ช่อื ว่ามตี วั ตนจรงิ ใน
ประวตั ศิ าสตร์ เชน่ ลลิ ติ พระลอ ขนุ ชา้ งขนุ แผน ผาแดงนางไอ่ เงาะปา่ ไกรทอง อเิ หนา

๓. วรรณคดที เ่ี ป็นการพรรณนาอารมณ์รกั โดยตรง วรรณคดปี ระเภทน้ีมเี น้ือหาเป็นการ
ราํ พนั ความรกั อนั เกดิ จากต้องพลดั พรากจากนางอนั เป็นทร่ี กั หรอื บททก่ี วตี อ้ ง เดนิ ทางจากนางไป
ในแดนไกล เชน่ วรรณคดนี ริ าศ เชน่ นริ าศพระบาท กาพยห์ ่อโคลง นิราศ ธารโศก

๔. วรรณคดที เ่ี ป็นการพรรณนาอนั แฝงอารมณ์รกั เป็นวรรณคดี ทผ่ี แู้ ต่งพรรณนาสงิ่ ต่างๆ
โดยแฝงอารมณ์รกั ไวด้ ว้ ย เช่น วรรณคดปี ระเภทกาพยเ์ หเ่ รอื

๔๔ ดูรายละเอียดใน รองศาสตราจารย์ เสนอ นิลเดช, ประวตั ิศาสตร์สถาปัตยกรรมไทย, พิมพ์ครงั้ ท่ี ๒,
(กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๔), หน้า ๒๐-๒๒.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๐ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๕. วรรณคดพี ธิ กี รรม พธิ กี รรมเป็นเรอ่ื งของการกระทําในสงั คมทม่ี ่งุ ผลดา้ นจติ ใจ ดงั นนั้ จงึ
มกั มบี ทสวดเพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลทางใชแ้ ก่ผรู้ ว่ มประกอบพธิ ี เชน่ ลลิ ติ โองการ แช่งน้ํา ซง่ึ เป็นงานประพนั ธ์
ในสมยั อยธุ ยาตอนตน้

๖. วรรณคดศี าสนา ศาสนาเป็นเรอ่ื งของความเช่อื และศรทั ธา ดงั นนั้ จงึ มวี รรณคดที ส่ี รา้ ง
ความประทบั ใจและเกดิ ศรทั ธาขน้ึ ในหม่ศู าสนิกชน เช่น มหาชาตคิ าํ หลวง มหาชาตคิ าํ กลอนเทศน์
ปฐมสมโพธกิ ถา ซง่ึ เป็นพทุ ธประวตั ทิ แ่ี ต่งดว้ ยรอ้ ยแกว้ กวคี อื สมเดจ็ พระปรมานุชติ ชโิ นรส

๗. วรรณคดคี าํ สอน เป็นวรรณคดที แ่ี ต่งขน้ึ เพ่อื อบรมจรยิ ธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี
ค่านิยม ความเช่อื อนั เป็นวฒั นธรรมของสงั คม เป็นการถ่ายทอดวฒั นธรรมของสงั คม เช่นพระมาลยั
คาํ หลวง นันโทนันทสตู รคําหลวง ทศชาติ พญาคํากองสอนไพร่ ซง่ึ เป็นวรรณคดคี ําสอนทางอสี าน
เป็นเร่อื งอบรมประชาชน ในเมอื งของตนในการครองเรอื น การหาความรู้ หน้าทพ่ี ่อบ้านแม่บ้าน
กฤษณาสอนน้องคาํ ฉนั ท์ สุภาษติ สอนหญงิ สวสั ดริ กั ษาคาํ กลอน เป็นตน้

๘. วรรณคดปี ระวตั ศิ าสตร์ เป็นเร่อื งราวขอ้ เทจ็ จรงิ ทเ่ี กิดขน้ึ ในประวตั ศิ าสตร์ โดยกวี
สอดแทรกจนิ ตนาการและการใชภ้ าษาใหไ้ พเราะ เชน่ ลลิ ติ ตะเลงพ่าย เป็นตน้

ดนตรีไทย

ดนตรีไทย หมายถงึ เสยี งทป่ี ระกอบกนั เป็นทํานองเพลง เคร่อื ง บรรเลง ซง่ึ มเี สยี งดงั ทํา
ใหร้ สู้ กึ เพลดิ เพลนิ เกดิ อารมณ์รกั โศก และรน่ื เรงิ เป็นตน้ ดนตรี มรี ากศพั ทจ์ ากภาษาบาลวี ่า ‘ตนฺต’ิ
ภาษาสนั สกฤตว่า ตนฺตรนิ เมอ่ื แผลงมาเป็นคาํ วา่ ดนตรใี นภาษาไทยแลว้ ประกอบดว้ ย

๑) คตี ะ การรอ้ งเป็นการรอ้ งอยา่ งมศี ลิ ป์ ในภาษาไทยเรยี กวา่ คตี ศลิ ป์
๒) ตุรยิ ะ เคร่อื งดนตรี เคร่อื งทํานองเพลง (ดดี สี ตี เป่า) ในภาษาไทยเรยี กว่า ดุรยิ างค
ศลิ ป์ ซง่ึ หมายถงึ ศลิ ปการบรรเลงเครอ่ื งดนตรตี ่างๆ
๓) นาฏะ การราํ เตน้ ในภาษไทยเรยี กว่านาฏศลิ ป์ หมายถงึ การแสดงออกซง่ึ มลี ลี าท่าราํ
ต่างๆ ลกั ษณะเป็นระบํา รํา เต้น (หรอื เรยี กว่าโขน) ทงั้ ๓ คํา รวมกันเรยี กว่าดนตรี ดงั นัน้ มไิ ด้
หมายถงึ เครอ่ื งบรรเลงเทา่ นนั้ ๔๕

ช่ือและชนิ ดของเคร่ืองดนตรี

เครอ่ื งดนตรดี งั้ เดมิ ของไทย ก่อนทค่ี นไทยจะรบั วฒั นธรรมแบบอนิ เดยี ไดแ้ ก่ เกราะ โกรง่
กรบั ฉาบ ฉิ่ง ป่ี ขลุ่ย เพย้ี ซอ ฆอ้ ง และกลอง เป็นต้น ในเวลาต่อมาคนไทยพฒั นาเครอ่ื งดนตรที ํา
ดว้ ยไม้ เช่น กรบั พรอ้ มทงั้ การคดิ ฆ้องวงใชใ้ นการเล่นดนตรเี ม่อื คนไทยเขา้ มาตงั้ ถนิ่ ฐานในดนิ แดน
แหลมสุวรรณภมู จิ งึ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลของอนิ เดยี ผสมกบั มอญและเขมรจงึ ทําใหเ้ คร่อื งดนตรไี ทยเพม่ิ จาก
เดมิ อาทิ พณิ สงั ข์ ป่ีไฉน บณั เฑาะว์ กระจบั ป่ี จะเข้ โทน และทบั

๔๕ เสรี หวงั ในธรรม, บทละครพนั ทางเร่ืองผชู้ นะสิบทิศ เลม่ ท่ี ๑-๗, (กรงุ เทพมหานคร : อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ต้งิ กรุ๊ป, ๒๕๓๔),
หน้า ๑๕๐.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๑ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

ดนตรไี ทยปรากฏมาตงั้ แต่สมยั สุโขทยั จากสมยั สุโขทยั สบื ต่อมาสมยั อยธุ ยาจนถงึ ปจั จุบนั
ดนตรไี ทยจดั เป็นดนตรที ม่ี แี บบแผนหรอื ดนตรคี ลาสสกิ (Classic Music) เคร่อื งดนตรไี ทยนนั้ กรม
ศิลปากร จําแนกไว้รวมทงั้ ส้นิ ๕๖ ชนิด ประกอบด้วยเคร่อื งตี เคร่อื งเป่า เคร่อื งดดี และเคร่อื งสี
เครอ่ื งดนตรไี ทยทน่ี ิยมใชก้ นั มาก ดงั น้ี

-เครอ่ื งดดี ไดแ้ ก่ พณิ น้ําเตา้ พณิ เพย้ กระจบั ป่ี ซงึ จะเข้

-เครอ่ื งสี ไดแ้ ก่ ซอดว้ ง ซออู้ ซอสามสาย ซอลอ้

-เคร่อื งตปี ระเภทไม้ ได้แก่ เกราะ โกร่ง กรบั ระนาดเอก ระนาดทุ้ม เคร่อื งตที ่ที ําดว้ ยโลหะ
ได้แก่ระนาดเอกเหลก็ ระนาดทุ้มเหลก็ ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง ฆอ้ ง หุ่ย และเคร่อื งตที ่ที ําด้วยหนัง ไดแ้ ก่
กลองทุกประเภท

-เครอ่ื งเปา่ ไดแ้ ก่ ขลยุ่ ป่ี แคน แตร สงั ข์ เป็นตน้ ๔๖

นาฏศิลป์ ไทย

นาฏศลิ ป์ไทย หมายความถงึ ศิลปะการละครและการฟ้อนรํา ซ่งึ สืบทอดจากนาฏศิลป์
ดงั้ เดมิ ๓ ลกั ษณะดงั กลา่ วคอื

๑) ระบา ไดแ้ ก่การแสดงนาฏศลิ ป์ไทยทไ่ี ม่เป็นเร่อื ง ไมม่ ตี วั พระเอก นางเอก ตวั โกง เช่น
การราํ อวยพร ระบาํ ดาวดงึ ส์ ระบาํ โบราณคดี เป็นตน้

๒) รา ไดแ้ ก่ การแสดงเป็นเรอ่ื งทเ่ี รยี กว่า ละครต่างๆ ดงั เช่น การเล่นโนรา ไดร้ บั อทิ ธพิ ล
จากสมยั ศรวี ชิ ยั ซง่ึ มคี าํ รอ้ งทาํ นองเรยี กวา่ กาํ พระมผี แู้ สดงเป็นพระเอก นางเอก และตวั ประกอบ

๓) เต้น ได้แก่ การเล่นโขนจดั เป็นนาฏกรรมประเภทมหรสพ มหี ลายชนิด เช่น โขน
กลางแปลง โขนโรงนอก โขนโรงใน โขนนัง่ ราว โขนเป็นนาฏกรรม ประเภทแถวท่รี บั เอาเร่อื ง
รามเกยี รตจิ ์ ากอนิ เดยี มาแสดงเป็นรามเกยี รตไิ ์ ทย

ลกั ษณะเฉพาะของนาฏศิลป์ ไทย

นาฏศลิ ป์ไทยจดั เป็นศลิ ปะแสดงออกในท่ารํา ซง่ึ จดั ไดว้ ่าเป็นท่ารําทอ่ี ่อนช้อย งดงาม มี
ความหมายในท่าราํ ทุกท่วงท่า โดยการฝึกหดั อบรมจงึ จดั เป็นศลิ ปะไทยทม่ี เี อกลกั ษณ์ในความเป็น
ไทยและถอื ปฏบิ ตั เิ ป็นวฒั นธรรมทส่ี บื ทอดจาก บรรพบุรษุ ดงั น้ี

๑) เป็นการแสดงออกถงึ ความเป็นไทยในดา้ นท่าราํ อนั อ่อนชอ้ ย งดงามและแสดงอารมณ์
ตามลกั ษณะทแ่ี ทจ้ รงิ ของคนไทย มเี อกลกั ษณ์ในดนตรปี ระกอบ เน้ือรอ้ งและการแต่งกายพรอ้ มทงั้
แบบแผนในการแสดง

๒) เป็นศิลปะท่เี กิดจากการฝึกหดั อบรมและความรกั ในการแสดงโดยเฉพาะผู้แสดง
นาฏศลิ ป์จะต้องมกี ารไหว้ครกู ่อนการแสดงการแสดงนาฏศิลป์จะต้องมกี ารฝึกซอ้ มเป็นเวลานาน
ตงั้ แต่วยั เยาวก์ ารฝึกท่าราํ แต่ละทา่ ซง่ึ ตอ้ งใชเ้ วลาในการฝึก

๔๖ มนตรี ตราโมท, การละเลน่ ของไทย, (กรุงเทพมหานคร : กรมศลิ ปากร, ๒๕๑๘), หน้า ๔๗.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๒ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๓) เป็นศลิ ปะของคนทุกชนชนั้ นาฏศลิ ป์ไทยสามารถแสดงได้ตงั้ แต่พระมหากษตั รยิ ์
เจา้ นายและประชาชนทวั่ ไป โดยมแี บบแผนดงั เช่นในท่าราํ แบบสรู้ บ จดั เป็นวชิ าชนั้ สงู แสดงจะต้อง
ศกึ ษาตํารายุทธศาสตร์ในบางโอกาสมกี ารแสดงบนคอช้างพระท่นี ัง่ นอกจากน้ีได้มกี ารจดั แบบ
แผนการแสดงไว้สําหรบั ราชสํานักและประชาชนทวั่ ไป อาทเิ ช่น การแสดงโขนละคร ระบาํ รวมทงั้
การแสดงเฉพาะในแต่ละภมู ภิ าคตามประเพณีทอ้ งถน่ิ

๔) เป็นศลิ ปะทเ่ี น้นการแสดงทางอารมณ์ ดงั ปรากฏในท่าแสดงความสนุกบนั เทงิ ใจ ท่า
โกรธแคน้ อารมณ์รกั ซ่งึ กรมศลิ ปากรได้รวบรวมไวถ้ งึ ๖๘ ท่าการตบี ทแสดงตามภาษาท่าตามคํา
รอ้ ง คาํ เจรจา คาํ พากยใ์ นการแสดงโขน

๕) เป็นศลิ ปะทม่ี รี ปู แบบและกระบวนการในตนเอง จดั เป็นเอก- ลกั ษณ์ในดา้ นรปู แบบโดย
แบ่งผแู้ สดงเป็น ตวั พระ ตวั นาง ยกั ษ์ ลงิ เป็นต้น ซง่ึ ผแู้ สดงมที ่าราํ และคาํ กลอนทม่ี คี วามสอดคลอ้ ง
กนั ดงั เช่นการราํ หน้าพาทย์ ผูแ้ สดงจะรําตามจงั หวะเฉพาะกบั เพลงต่างๆโดยไม่ต้องมเี น้ือรอ้ งและ
ทาํ นองในเพลงเชดิ เพลงกราว เพลงชา้ เพลงเรว็ เป็นตน้

นาฏศลิ ป์ไทยเป็นวชิ าการทล่ี ะเอยี ดอ่อน ผูแ้ สดงระดบั ครจู ดั เป็น ศลิ ปิน วชิ าการนาฏศลิ ป์
ไทยทงั้ ผแู้ สดง ผชู้ มจะต้องมพี น้ื ความรู้ ขณะเดยี วกนั การแสดงประเภท ระบาํ ไดร้ บั การประดษิ ฐท์ ่า
ราํ และลลี าใหม่ๆ ท่สี อดคลอ้ งกบั สภาพของวฒั นธรรมพน้ื บา้ น กลายเป็นการละเล่นพน้ื เมอื งประจาํ
ภาค และเป็นท่รี จู้ กั แพร่หลาย ในหม่ปู ระชาชนไดม้ ากกว่าการแสดงนาฏศลิ ป์ ซง่ึ จดั เป็นการแสดง
เป็นละครเรอ่ื งต่างๆ และการแสดงโขน

นอกจากวฒั นธรรมทางวตั ถุดงั กลา่ วแลว้ ยงั มวี ฒั นธรรมประเภทวตั ถุเกย่ี วกบั การแต่งกาย
สุภาพสตรแี บบไทยโดยสงั เขปดงั น้ี

ชุดไทยพระราชนิยม เอกลกั ษณ์ความเป็นไทย

‚ชุดไทยพระราชนิยม‛ มี ๘ ชุด คอื ชุดไทยเรอื นต้น ชุดไทยจติ รลดา ชุดไทยอมรนิ ทร์ ชุด
ไทยบรมพมิ าน ชุดไทยจกั รี ชุดไทยดุสติ ชุดไทยจกั รพรรด์ิ และชุดไทยศวิ าลยั ชุดไทยพระราชนิยม
เหล่าน้ี สมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ ีนาถ ทรงใชใ้ นโอกาส และสถานทต่ี ่างๆ จนเป็นท่รี จู้ กั
แพรห่ ลายและช่นื ชมกนั ทวั่ ไป ทงั้ ในประเทศไทย และต่างประเทศ

‚ชุดไทยพระราชนิยม‛ โดยองคส์ มเดจ็ พระนางเจา้ พระบรมราชนิ ีนาถทรงพระราชทานให้
เป็น ‚ชุดแต่งกายประชาติของสตรไี ทย‛ มรี ูปแบบสวยงามโดดเด่นอย่างมเี อกลกั ษณ์ของชุดสาว
ไทย๔๗

๑. ชดุ ไทยเรอื นต้น

เสอ้ื แขน กระบอก นุ่งกบั ผา้ ซน่ิ ทอลาย ขวาง ใชไ้ ด้ ในหลาย โอกาส เช่น เป็น ชุดเชา้ ไว้
ใส่ บาตร ไปวดั หรอื ไปงาน มงคล ต่างๆ

๔๗ ๘ ชุดไทยพระราชนิยม และการเลือกใช้ชุดไทยให้เหมาะสมแก่โอกาส, [ออนไลน์], แหล่งข้อมูล :
https://women.mthai.com/scoop/263266.html, [๑๒ สงิ หาคม ๒๕๕๙]

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๓ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

ชุดไทยเรอื นต้น คือชุดไทยแบบลําลอง ใช้ผ้าฝ้ายหรอื ผ้าไหมมีลายร้ิวตามขวางหรือ
ตามยาว หรอื ใชผ้ า้ เกล้ยี งมเี ชงิ ตวั ซนิ่ ยาวจรดขอ้ เทา้ ป้ายหน้า เส้อื ใช้ผา้ สตี ามรว้ิ หรอื เชงิ สจี ะตดั กบั
ซนิ่ หรอื เป็นสเี ดยี วกนั กไ็ ด้เสอ้ื คนละท่อนกบั ซน่ิ แขนสามสวนกวา้ งพอสบาย ผ่าอก ดุมหา้ เมด็ คอ
กลมตน้ื ๆ ไม่มขี อบตงั้ เหมาะใช้แต่งไปในงานท่ไี ม่เป็นพธิ แี ละตอ้ งการความสบายเช่น ไปงานกฐนิ
ตน้ หรอื เทย่ี วเรอื เทย่ี วน้ําตก

๒. ชดุ ไทยจิตรลดา

ชุดไทยจิตรลดา คอื ชุดไทยพธิ กี ลางวนั ใชผ้ า้ ไหมเกลย้ี งมเี ชงิ หรอื เป็นยกดอกหรอื ตวั ก็
ได้ ตดั แบบเส้อื กบั ซนิ่ ซน่ิ ยาวป้ายหน้าอย่างแบบลําลอง เส้อื แขนยาว ผ่าอก คอกลม มขี อบตงั้
น้อยๆ ใชใ้ นงานทผ่ี ชู้ ายแต่งเตม็ ยศ เช่น รบั ประมขุ ทม่ี าเยอื นอยา่ งเป็นทางการทส่ี นามบนิ ผแู้ ต่งไม่
ตอ้ งประดบั เครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณ์ แต่เน้อื ผา้ ควรงดงามใหเ้ หมาะสมโอกาส

เสอ้ื แขน กระบอก นุ่งกบั ผา้ ซนิ่ ทอลาย ขวาง ใชไ้ ด้ ในหลาย โอกาส เช่น เป็น ชุดเชา้ ไว้
ใส่ บาตร ไปวดั หรอื ไปงาน มงคลต่างๆ

๓. ชดุ ไทยอมรินทร์

ชุดไทยอมรินทร์ คอื ชุดพธิ ตี อนค่ํา ใชย้ กไหมทม่ี ที องแกมหรอื ยกทองทงั้ ตวั เสอ้ื กบั ซน่ิ
แบบน้ีอนุโลมให้ สําหรบั ผู้ไม่ประสงคค์ าดเขม็ ขดั ผมู้ อี ายจุ ะใชค้ อกลมกว้างๆ ไมม่ ขี อบตงั้ และแขน
สามส่วนก็ได้ เพราะความสวยงามอยู่ท่ีเน้ือผา้ และเคร่อื งประดบั ท่จี ะใช้ให้เหมาะสมกบั งานเล้ยี ง
รบั รอง ไปดลู ะครในตอนค่าํ และเฉพาะในงานพระราชพธิ สี วนสนามในวนั เฉลมิ พระชนมพรรษาผแู้ ต่ง
ชุดไทยอมรนิ ทร์ ประดบั เครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณ์

เส้อื แขน ยาว คอกลม ตงั้ ตดิ คอ นุ่งกบั ผ้าซน่ิ ไหม ยกทอง ตดั แบบ ซนิ่ ป้าย สําหรบั
แต่งใน งานพธิ ี ใชไ้ ด้ ในหลาย โอกาส

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๔ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๔. ชุดไทยบรมพิมาน

ชุดไทยบรมพิมาน คอื ชุดไทยพธิ ตี อนค่ําท่ใี ชเ้ ขม็ ขดั ใชผ้ า้ ไหมยกดอกหรอื ยกทองมเี ชงิ
หรอื ยกทงั้ ตวั กไ็ ด้ ตวั เสอ้ื และซนิ่ ตดั แบบตดิ กนั ซนิ่ มจี บี ขา้ งหน้าและมชี ายพก ใชเ้ ขม็ ขดั ไทยคาดตวั
เสอ้ื แขนยาว คอกลม มขี อบตงั้ ผ่าด้านหลงั หรอื ดา้ นหน้าก็ได้ ผา้ จบี ยาวจรดขอ้ เทา้ แบบน้ีเหมาะ
สําหรบั ผู้มีรูปร่างสูงบาง สําหรบั ใช้ในงานเต็มยศและคร่ึงยศ เช่นงานอุทยานสโมสรหรอื งาน
พระราชทานเลย้ี งอาหารอยา่ งเป็นทางการในคนื ทม่ี อี ากาศเยน็ ใชเ้ ครอ่ื งประดบั สวยงามตามสมควร
ผแู้ ต่งประดบั เครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณ์

เสอ้ื เขา้ รปู แขน กระบอก คอตงั้ ตดิ คอ ผ่าหลงั อาจจะ เยบ็ ตดิ กบั ผา้ นุ่ง กไ็ ด้ หรอื แยก
เป็น คนละ ท่อน ก็ได้ เช่นกนั ส่วน ผา้ นุ่ง ใช้ ผา้ ซน่ิ ไหม ยกดน้ิ ทอง ตดั แบบ หน้านาง มชี ายพก
สําหรบั แต่งใน งาน ราชพธิ ี หรอื ในงาน เต็มยศ หรอื ครง่ึ ยศ เช่น งานฉลอง สมรส พธิ หี ลงั่ น้ํา
พระพุทธมนต์

๕. ชุดไทยจกั รี
เสอ้ื ตวั ในไมม่ แี ขน ไมม่ คี อ ห่มทบั ดว้ ยสไบ แบบมชี ายเดยี ว ปกั ดน้ิ ทอง ชุดไทยจกั รี เดมิ
จะไม่ปกั นุ่งทบั ด้วยผ้าซนิ่ ไหม ยกด้นิ ทอง ตดั แบบหน้านาง มชี ายพก คาดเขม็ ขดั เคร่อื งประดบั
สร้อยคอ รดั แขน สร้อยข้อมอื สําหรบั แต่งในงาน เล้ยี งฉลองสมรส หรอื ราตรสี โมสรท่ไี ม่เป็น
ทางการ

ชุดไทยจกั รี คอื ชุดไทยประกอบด้วยสไบเฉียง ใช้ผ้ายกมเี ชงิ หรอื ยกทงั้ ตวั ซ่นิ มจี บี ยก
ขา้ งหน้า มชี ายพกใชเ้ ขม็ ขดั ไทยคาด ส่วนทอ่ นบนเป็นสไบ จะเยบ็ ใหต้ ดิ กบั ซน่ิ เป็นท่อนเดยี วกนั หรอื
จะมผี า้ สไบหม่ ต่างหากกไ็ ด้ เปิดบา่ ขา้ งหน่งึ ชายสไบคลุมไหล่ ทง้ิ ชายดา้ นหลงั ยาวตามทเ่ี หน็ สมควร
ความสวยงามอยทู่ เ่ี น้อื ผา้ การเยบ็ และรปู ทรงของผทู้ ส่ี วม ใชเ้ ครอ่ื งประดบั ไดง้ ดงามสมโอกาสในเวลา
ค่าํ คนื

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๕ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๖. ชุดไทยจกั รพรรดิ

ชุดไทยจักรพรรดิ คือชุดไทยห่มสไบคล้ายไทยจักรี แต่ว่ามีลักษณะเป็นพิธีรีตรอง
มากกว่า ท่อนบนมสี ไบจบี รองสไบทบึ ปกั เตม็ ยศบนสไบชนั้ นอก ตกแต่งด้วยเคร่อื งประดบั อย่าง
สวยงาม ใชส้ วมในพระราชพธิ หี รอื งานพธิ ตี ่างๆ ทย่ี ง่ิ ใหญ่ระดบั ชาติ

ผา้ ซน่ิ ไหม ยกดน้ิ ทอง มเี ชงิ สที อง ตดั แบบ หน้านาง มี ชายพก หม่ ดว้ ย สไบ ปกั ลกู ปดั
สที อง เป็นเครอ่ื ง แต่งกาย สตรี สงู ศกั ดิ ์ สมยั โบราณ ปจั จุบนั ใชเ้ ป็น เครอ่ื ง แต่งกาย ชุด กลางคนื
ท่ี หรหู รา หรอื เจา้ สาว ใชใ้ น งาน ฉลอง สมรส ยามค่าํ เครอ่ื ง ประดบั ทใ่ี ช้ รดั เกลา้ ต่างหู สรอ้ ยคอ
สงั วาลย์ สรอ้ ยขอ้ มอื

๗. ชดุ ไทยดสุ ิต

ชุดไทยดสุ ิต คอื ชุดไทยคอกวา้ ง ไม่มแี ขนใชใ้ นงานกลางคนื แทนชุดราตรแี บบตะวนั ตก
ตวั เสอ้ื อาจปกั หรอื ตกแต่งใหเ้ หมาะสม กบั งานกลางคนื ตวั เสอ้ื อาจเยบ็ ตดิ หรอื แยกคนละท่อนกบั ซนิ่
กไ็ ด้ ซนิ่ ใชผ้ ้ายกเงนิ หรอื ทองจบี ชายพก ผู้แต่งอาจใชเ้ คร่อื งประดบั แบบไทยหรอื ตะวนั ตกตามควร
แก่โอกาส

เสอ้ื คอกลม กวา้ ง ไม่มแี ขน เขา้ รปู ปกั แต่ง ลายไทย ดว้ ย ลกู ปดั ใช้กบั ผา้ ซน่ิ ไหม ยก
ดน้ิ ทอง ลาย ดอกพกิ ุล ตดั แบบ หน้านาง มี ชายพก ใชใ้ น งาน ราตรี สโมสร หรอื เป็นชุด ฉลอง
สมรส เครอ่ื ง ประดบั ทใ่ี ช้ ต่างหู สรอ้ ยคอ แหวน

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๖ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๘. ชุดไทยศิวาลยั

เสอ้ื ตวั ในไม่มแี ขน ไม่มคี อ ห่มทบั ดว้ ยสไบ แบบมชี ายเดยี ว ทง้ิ ชายสไบยาวดา้ นหลงั ปกั
ด้วยลูกปดั ทอง นุ่งทับด้วยผ้าซ่ินไหม ยกด้ินทอง ตัดแบบหน้านาง มีชายพก คาดเข็มขัด
เครอ่ื งประดบั สรอ้ ยคอ รดั แขน สรอ้ ยขอ้ มอื เป็นเคร่อื งแต่งกาย ของสตรี บรรดาศกั ดิ ์ ปจั จุบนั ใชใ้ น
งาน เลย้ี งฉลอง สมรส หรอื เลย้ี งอาหารค่าํ

ชดุ ไทยศวิ าลยั มลี กั ษณะเหมอื นชุดไทยบรมพมิ านแต่ว่า ห่มสไบ ปกั ทบั เสอ้ื อกี ชนั้ หน่ึงใช้
ในงานพระราชพธิ ี หรอื งานพธิ เี ตม็ ยศเหมาะแก่การใชแ้ ต่งชว่ งทม่ี อี ากาศเยน็

นอกจากนี้ยงั มีชุดไทยประยุกต์ ชุดไทยประยุกต์ เป็นชุดท่ดี ดั แปลง มาจากชุดไทย
จกั รี ตวั เสอ้ื ตวั ใน ตดั แบบแขนนางชี จบั เดรฟ ทง้ิ ชายยาว ตวั เสอ้ื ตดิ กบั ผา้ ซน่ิ ยกดอก ลายไทย ตดั
แบบหน้านาง มชี ายพก คาดเขม็ ขดั เคร่อื งประดบั พองาม นิยมมาก ในงาน ราตรสี โมสร หรอื เลย้ี ง
ฉลอง สมรส

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๗ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๕.๖ วฒั นธรรมประเภท “สหธรรม‛

สหธรรม (สห+ธรรม) ได้แก่ เป็นวฒั นธรรมทางสงั คมหรอื วฒั นธรรมในการติดต่อ
เก่ยี วขอ้ งกบั กลุ่มชน เป็นมารยาทในสงั คม เช่น การมารยาทในการพดู การใชภ้ าษา มารยาทการ
รบั ประทานอาหาร ฯลฯ เพอ่ื ใหอ้ ยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสงบสุข มไี มตรจี ติ ถ้อยทถี อ้ ยอาศยั กนั นอกจากน้ี ยงั
รวมถงึ ระเบยี บมารยาททใ่ี ชต้ ดิ ต่อสมั พนั ธก์ นั ในสงั คมไดอ้ กี ดว้ ย๔๘

มารยาทการไหว้ ไหว้แบบไทย

‚การไหว้‛ เป็นภาษาท่าทางทใ่ี ชแ้ สดงความเคารพ ทกั ทาย โดยการยกมอื สองขา้ งประนม
พรอ้ มกบั ยกขน้ึ ไหวใ้ นระดบั ต่างๆ นอกจากน้ียงั แสดงออกถงึ ความหมายของ การขอบคุณ การขอ
โทษ การยกย่อง การระลึกถึง และอีกหลายความหมายสุดแท้แต่โอกาส การไหว้เป็นการแสดง
มติ รภาพ มติ รไมตรี ทเ่ี ป็นขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นวฒั นธรรมทง่ี ดงาม รวมทงั้ เป็นสง่ิ ทแ่ี สดงถงึ
เอกลกั ษณ์ และเป็นมรดกทางวฒั นธรรมของคนไทย

การไหว้แบบไทยนัน้ มี ๓ แบบ ตามระดบั ของบคุ คล

–ระดบั ท่ี ๑ การไหวพ้ ระ ไดแ้ ก่ การไหวพ้ ระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมทงั้ ปชู นียวตั ถุ ปู
ชนียสถาน ท่เี ก่ยี วกบั พระพุทธศาสนา ในกรณีท่ไี ม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดษิ ฐไ์ ด้ โดย
ประนมมอื แลว้ ยกขน้ึ พรอ้ มกบั ค้อมศรี ษะลง ใหห้ วั แมม่ อื จรดระหว่างค้ิว ปลายน้ิวแนบส่วนบนของ
หน้าผาก

–ระดบั ท่ี ๒ การไหวผ้ มู้ พี ระคณุ และผอู้ าวุโส ไดแ้ ก่ ปู่ ยา่ ตา ยาย พอ่ แม่ ครู อาจารย์ และ
ผูท้ ่เี ราเคารพนับถอื โดยประนมมอื แล้วยกขน้ึ พรอ้ มกบั ค้อมศรี ษะลง ให้หวั แม่มอื จรดปลายจมูก
ปลายน้วิ แนบระหว่างคว้ิ

–ระดบั ท่ี ๓ การไหว้บุคคลทวั่ ๆ ไป ท่เี คารพนับถือหรอื ผู้มอี าวุโสสูงกว่าเล็กน้อย โดย
ประนมมอื แลว้ ยกขน้ึ พรอ้ มกบั คอ้ มศรี ษะลงใหห้ วั แมม่ อื จรดปลายคาง ปลายน้วิ แนบปลายจมกู

สาํ หรบั หญงิ การไหวท้ งั้ ๓ ระดบั อาจจะถอยเท้าขา้ งใดขา้ งหน่ึงตามถนัดไปขา้ งหลงั ครง่ึ
กา้ ว แลว้ ยอ่ เขา่ ลงพอสมควรพรอ้ มกบั ยกมอื ขน้ึ ไหวก้ ไ็ ด้

ในกรณบี คุ คลเสมอกนั ประนมมอื ขน้ึ กม้ ศรี ษะเลก็ น้อย หวั แมม่ อื จรดทป่ี ลายคาง น้ิวชแ้ี ตะ
ทจ่ี มกู คอ้ มหลงั พอประมาณ

วฒั นธรรมการไหวน้ ้ปี จั จบุ นั กําลงั เลอื นหายและถูกละเลยอย่างน่าเสยี ดาย ประเทศไทยซง่ึ
เคยได้ช่อื ว่า มวี ฒั นธรรมท่งี ดงามเป็นดนิ แดนแห่งรอยย้ิม ท่ผี ู้คนรู้จกั ไปทวั่ โลก กําลงั สูญเสยี สิ่ง
เหล่าน้ไี ป ทงั้ ทก่ี ารไหวเ้ ป็นมารยาทแบบไทยๆ ทเ่ี ราคุน้ เคยกนั มาตงั้ แต่เดก็

วฒั นธรรมประเพณีท่ดี งี าม รวมถึงความดคี วามทงั้ หลายในสงั คมไทย ส่วนใหญ่ลว้ น
เกิดจากพระพุทธศาสนา พลเมืองของสยามประเทศ หรอื ประเทศไทยยังคงรบั อิทธิพล ของ

๔๘ คณาจารย์ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , วฒั นธรรมไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๑), หน้า ๖๑.

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๘ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

วฒั นธรรมอ่นื เขา้ มาอย่างไมข่ าดหาย การบวชเป็นวฒั นธรรมประเพณีทถ่ี อื สบื กนั มาอยา่ งยาวนาน
พรอ้ มๆ กบั การเขา้ มาของพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื หลายรอ้ ยปี หลายพนั ปีล่วงแลว้ และจะดํารงต่อไปท่ี
ประเทศน้ยี งั มพี ุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาํ ชาติ

ภมู ิปัญญาไทยเกี่ยวกบั มารยาทไทยที่ควรปฏิบตั ิ

(๑) มารยาทไทย - มารยาทในการรบั แขก

มารยาทในการเป็นเจา้ ของบา้ น โอกาสในการตอ้ นรบั
การตอ้ นรบั ผมู้ าเยย่ี มเป็นการแสดงอธั ยาศยั ไมตรตี ามวฒั นธรรมไทย ดงั พระราชนิพนธใ์ น
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อย่หู วั เรอ่ื งพระรว่ งทว่ี า่ "เป็นธรรมเนียมไทยแทแ้ ต่โบราณ ใคร
มาถงึ เรอื นชานตอ้ งตอ้ นรบั " โอกาสในการตอ้ นรบั มี ๒ กรณคี อื การตอ้ นรบั โดยรตู้ วั ลว่ งหน้า เพราะ
มกี ารนดั หมาย และการตอ้ นรบั โดยไมร่ ลู้ ว่ งหน้า เพราะไมไ่ ดน้ ดั หมาย

ธรรมเนยี มไทยถอื ว่า เมอ่ื มผี มู้ าเยอื นถงึ บา้ น เจา้ บา้ นควรตอ้ นรบั เป็นการแสดงมารยาทอนั
ดงี ามของเจา้ บา้ นมารยาทเป็นคณุ ธรรมทด่ี ที ท่ี ุกคนควรปฏบิ ตั ิ

การต้อนรบั แขก จึงควรปฏิบตั ิดงั ต่อไปนี้ คือ

-ถา้ นดั หมายกบั แขกคนใดไว้ ตอ้ งจาํ วนั นดั ใหไ้ ด้

-พอจวนเวลานดั ตอ้ งเตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ ม ไมใ่ ชแ่ ขกมาแลว้ รอเราแต่งตวั

-เม่อื แขกมาถงึ บ้าน ควรเชอ้ื เชญิ เขา้ บา้ นดว้ ยใบหน้ายม้ิ แยม้ แจ่มใส และให้ความเคารพ
ตามควร จดั ทน่ี งั่ ในทอ่ี นั ควร จดั น้ํา บุหร่ี มารบั รอง

-ถา้ แขกนนั้ เป็นเพ่อื นสนิท ตอ้ งแนะนําใหร้ จู้ กั กบั สามี หรอื ภรรยา หรอื สมาชกิ ในครอบครวั
แต่ถา้ ไมส่ นิทสนมและเป็นแขกมาธุระสว่ นตวั กไ็ มจ่ าํ เป็นตอ้ งแนะนํา

-ชวนแขกคยุ อยา่ ใหเ้ หงา และแสดงความเหน็ ใจเมอ่ื แขกมาปรบั ทุกขด์ ว้ ย

-ขณะสนทนาอย่กู บั แขก ไม่ควรลุกเดนิ ไปมาบ่อยๆ หรอื มองดูนาฬกิ า ซง่ึ เท่ากบั เป็นการ
ไมใ่ ห้

-ความสนใจแก่แขก และเป็นทํานองไล่แขกทางอ้อม คนท่มี มี ารยาทดไี ม่ควรทําอาการ
ราํ คาญ หรอื งว่ งนอน ถงึ แมว้ า่ จะเหน่อื ยหรอื งว่ งกไ็ มค่ วรแสดง

-เจา้ บา้ นไมค่ วร ตําหนิหรอื ด่าใครต่อหน้าแขก ควรจะพดู หลงั เมอ่ื แขกกลบั แลว้

-ถ้าหอ้ งรบั แขกมวี ทิ ยุหรอื โทรทศั น์ เวลาแขกกําลงั สนทนาอย่ไู ม่ควรให้ลูกหลานมาเปิด
วทิ ยฟุ งั หรอื ดโู ทรทศั น์ทใ่ี นหอ้ งรบั แขก

-ถ้าแขกมาขอความช่วยเหลือ ถ้าพอช่วยได้ก็ช่วยไปตามควร ถ้าช่วยไม่ไ ด้ก็แสดง
ความเหน็ ใจ ใหค้ าํ แนะนําทเ่ี ป็นประโยชน์

-เมอ่ื แขกกลบั เจา้ บา้ นควรลกุ ออกไปสง่ ถงึ ประตบู า้ น พรอ้ มกบั กล่าวแสดงความขอบคุณท่ี
กรณุ ามาเยย่ี ม และกล่าวเชญิ ในโอกาสต่อไป

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๒๙ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

มารยาทและวิธีปฏิบตั ิ

๑. แต่งกายใหเ้ รยี บรอ้ ยและตอ้ นรบั ผมู้ าเยย่ี มดว้ ยความสุภาพ อาการย้มิ แยม้ แจม่ ใส

๒. เชญิ ให้นัง่ ในทอ่ี นั สมควร และจดั หาน้ํารอ้ นหรอื น้ําเยน็ มาตงั้ เป็นการต้อนรบั ในชนั้ ต้น
แลว้ ชวนสนทนาปราศรยั เพ่อื เปิดโอกาสใหผ้ มู้ าเยย่ี มแสดงความประสงคใ์ นการมา

๓. เม่อื ถงึ เวลารบั ประทานอาหารกค็ วรชวนผู้มาเยย่ี มใหร้ ่วมรบั ประทานด้วย หากตดิ ขดั
ประการใด เช่น อาหารไม่เพยี งพอ ก็ควรหาทางอ่นื ท่เี หมาะสม เช่น รอเวลารบั ประทานอาหารไว้
ก่อน

๔. ถา้ ผมู้ าเยย่ี มขอความช่วยเหลอื กค็ วรจะช่วยเหลอื ตามสมควร หากขดั ขอ้ งกค็ วรพดู จา
ชแ้ี จง ใหเ้ ขา้ ใจโดยสุภาพและแสดงความเสยี ใจ

๕. เจา้ ของบ้านควรชวนผูม้ าเยย่ี มสนทนา อย่าให้เก้อเขนิ ไม่ควรแสดงกริ ยิ ารงั เกียจให้
ปรากฏ ในการสนทนา ควรเล่ียงการพูดขดั แย้งกนั และถ้าผู้มาเย่ยี มต้องการพูดกับผู้ใดผู้หน่ึง
โดยเฉพาะ กค็ วรใหโ้ อกาสตามสมควร

๖. เมอ่ื ผมู้ าเยย่ี มลากลบั เจา้ ของบา้ นควรไปส่งทป่ี ระตูบา้ นตามความเหมาะสม แต่ถ้าผมู้ า
เย่ยี มรายอ่นื ยงั สนทนาอยู่ก็ไม่ต้องออกไปส่ง เว้นแต่ในกรณีท่จี ําเป็น ก็อาจขออภยั ผู้ท่ยี งั นัง่ อยู่
เสยี ก่อน

ข้อเสนอแนะ

๑. เจา้ ของบ้านควรจดั ทร่ี บั รองและหอ้ งน้ําใหส้ ะอาดเรยี บรอ้ ยอยเู่ สมอ เพ่อื สะดวกในการ
ตอ้ นรบั

๒. ควรมเี คร่อื งด่ืมต้อนรบั ผู้มาเย่ยี ม เช่น น้ําร้อน น้ําเย็น และภาชนะท่ีสะอ าด และ
เหมาะสมไวใ้ หพ้ รอ้ ม รวมทงั้ ควรฝึกคนในบา้ นใหจ้ ดั น้ํามาตอ้ นรบั ดว้ ยกริ ยิ ามารยาทเรยี บรอ้ ย

๓. ในกรณีท่เี จ้าของบา้ นจําเป็นต้องออกไปธุระนอกบ้าน ควรอยู่ต้อนรบั สกั คร่หู น่ึงก่อน
แลว้ จงึ ขอโอกาสไป

๔. ในกรณีทม่ี ผี มู้ าเยย่ี มเป็นคนแปลกหน้า เจา้ ของบา้ นควรระมดั ระวงั และตงั้ อยใู่ นความ
ไมป่ ระมาทเพราะอาจไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นได้

มารยาทในการเป็นเจา้ ของบา้ นในการต้อนรบั แขก

เมอื่ มแี ขกมาเยยี่ มเยอื น ผเู้ ป็นเจา้ ของบา้ นพงึ ปฏบิ ตั ดิ งั น้ี

๑. ใหก้ ารตอ้ นรบั ทกั ทายดว้ ยสหี น้าแสดงความยนิ ดี

ในทางปฏบิ ตั เิ จา้ ของบา้ นจํานวนไมน่ ้อยทป่ี ล่อยใหแ้ ขกใชเ้ วลายาวนานในการรอคอย
การรบั ไหว้ท่ไี ม่เต็มใจท่เี รยี กว่า ‚เสียไม่ได้‛ และแสดงสหี น้าชาเยน็ ไร้ความรู้สกึ ถือว่าผิด
มารยาท โดยมารยาทแล้วควรต้องต้อนรบั และหาทางปลกี ตวั หรอื ปฏิเสธ การสนทนาโดย
ภายหลงั

๒. ควรเชญิ ใหแ้ ขกนงั่ ในทอ่ี นั ควร และจดั หาเครอ่ื งด่มื มาตอ้ นรบั

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๐ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๓. ไม่ควรเอ่ยปากถามว่ามาทําไม ควรคุยเร่อื งทวั่ ไปเพ่อื ให้แขกเอ่ยถึงเร่อื งธุระของ
ตนเอง

๔. ถ้าใกล้เวลาอาหาร ไม่ควรตดั บทสนทนาแล้วตงั้ โต๊ะอาหาร นอกจากผู้มาเยย่ี มอย่ใู น
สถานะท่ีใกล้ชิดสนิทสนมกัน สามารถร่วมรบั ประทานอาหาร่วมกันได้ โยสนทนาในระหว่า ง
รบั ประทานอาหารต่อไปและอยา่ ใหแ้ ขนงั่ คอยในระหว่างทเ่ี ราไปรบั ประทานอาหารเพราะถอื เป็นการ
ไล่แขก

๕. ในกรณีทแ่ี ขกมาขอความช่วยเหลอื หากช่วยเหลอื ไดก้ ใ็ ห้ความช่วยเหลอื ตามสมควร
แต่ถา้ ไมส่ ามารถช่วยเหลอื ได้ ควรชแ้ี จงใหแ้ ขกทราบและขอโทษทไ่ี มอ่ าจช่วยเหลอื ในคราวน้ีได้ แต่
ถา้ มโี อกาสอาจจะช่วยเหลอื ได้

๖. ไมค่ วรแสดงพฤตกิ รรมกา้ วรา้ วบางอยา่ ง เชน่ การดุดา่ วา่ คนในบา้ น

๗. ไม่ควรพูดชวนทะเลาะววิ าทกบั แขก เช่น ขดั คอไปหมดทุกเร่อื งในกรณีท่มี โี ทรศพั ท์
เรยี กสายเขา้ มา หรอื อาจเป็นภารกจิ อ่นื

๘. ในบางโอกาสอาจมแี ขกมาหาพรอ้ มๆ กนั หลายคน โดยทแ่ี ขกเหล่านัน้ ไม่รูจ้ กั กนั มา
ก่อน โดยมารยาทควรให้แขกทต่ี ้องการพดู ธุระส่วนตวั ใหพ้ ูดก่อน เพ่อื ไม่ต้องคอยนาน หรอื ต้องมา
ใหมอ่ กี

๙. เม่อื แขกลากลบั เจ้าของบ้านควรเดนิ ตามไปส่งท่ปี ระตูบ้าน ทงั้ น้ีขน้ึ อยู่กบั ฐานะของ
แขกและควรเชญิ ใหแ้ ขกมาเยย่ี มอกี ในโอกาสต่อไป

๑๐. ไม่ควรปิดประตูบ้านดว้ ยเสยี งกระแทกดงั ๆ ทนั ทที ่แี ขกออกจากบา้ น ทําให้อาจเกดิ
ความเขา้ ใจผดิ วา่ เจา้ ของบา้ นไมต่ อ้ งการตอ้ นรบั แขกอกี แลว้

(๒) มารยาทในการเย่ียมผอู้ ื่น

โอกาสท่ีจะไป การเย่ียมเป็นการแสดงอัธยาศัยไมตรีของคนท่ีอยู่รวมกันเป็นสังคม
ส่วนมากจะไปเม่ือผู้ท่เี ราจะเย่ยี มได้รบั ความทุกข์ มคี วามสุข ได้รบั การยกย่องเชิดชูเกียรติด้วย
ความสมั พนั ธเ์ ป็นส่วนตวั หรอื ธุรกจิ การงาน เช่น ไปเยย่ี มเม่อื มกี รณีเจบ็ ปว่ ย ไฟไหม้ ตาย ขน้ึ บา้ น
ใหม่ คลอดบุตร ครบรอบวนั เกดิ ไดเ้ ลอ่ื นยศตาํ แหน่ง ฯลฯ

มารยาทและวิธีปฏิบตั ิ

๑. ในบางโอกาสอาจมขี องเยย่ี มไปดว้ ย เป็นการแสดงน้ําใจไมตรี

๒. ควรมกี ารนัดหมายล่วงหน้าทางโทรศพั ท์หรอื จดหมาย เพ่อื ความสะดวกของเจา้ ของ
บา้ นและตอ้ งไปถงึ ใหต้ รงเวลา

๓. ถ้าบ้านท่ไี ปเย่ยี มนัน้ มปี ระตูรวั้ รอบขอบชดิ ก่อนเขา้ บ้านควรเคาะประตูหรอื กดกรง่ิ
เสียก่อน ถ้าเป็นการพบครัง้ แรกควรส่งนามบตั ร หรอื แจ้งความประสงค์แก่ผู้มาเปิดรบั เพ่อื แจ้ง
เจา้ ของบา้ น

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๑ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๔. เม่อื พบเจ้าของบ้านหรอื ผู้ท่เี ราไปเย่ยี ม ควรทําความเคารพหรอื ทกั ทายตามความ
เหมาะสม ถา้ มผี ใู้ หญ่ในครอบครวั ควรทาํ ความเคารพทา่ นดว้ ย

๕. ถา้ คุน้ เคยกนั มาก่อน ควรไต่ถามทกุ ขส์ ุขของบคุ คลในครอบครวั ตามสมควร
๖. ไม่ควรอยู่นานเกนิ ไป เม่อื หมดธุระหรอื ใกลจ้ ะถงึ เวลารบั ประทานอาหารของเจ้าของ
บา้ น ควรลากลบั
๗. ไมค่ วรไปเยย่ี มพร่าํ เพรอ่ื นกั เพราะอาจรบกวนเจา้ ของบา้ นจนเกนิ ความจาํ เป็น
๘. ไม่ควรพาเพ่อื นฝงู หรอื บุตรหลานไปด้วย เพราะอาจจะก่อความรําคาญให้แก่เจา้ ของ
บา้ นได้

ข้อเสนอแนะ

๑. ควรถอดรองเทา้ ก่อนขน้ึ บา้ น เวน้ แต่จะไดร้ บั อนุญาตใหส้ วมได้

มารยาทและวิธีปฏิบตั ิ

๓.๑) มารยาทโดยทวั่ ไป

๑) ควรตดั หรอื แบง่ อาหารใสจ่ านของตนพอประมาณ ไมม่ ากจนรบั ประทานไมห่ มด
๒) ควรใชช้ อ้ นกลางตกั อาหารจากจานรว่ ม เพ่อื แบง่ มาใส่จานหรอื ชอ้ นของตน
๓) ขณะรบั ประทานอาหาร ถ้าไอหรอื จาม ควรใช้ผ้าหรอื มอื ป้องปาก ถ้าจาํ เป็นต้องคาย
อาหารกค็ วรใชม้ อื ป้องปากแลว้ ใชก้ ระดาษเชด็ ปากรองรบั และพบั ใหม้ ดิ ชดิ
๔) ควรเออ้ื เฟ้ือแก่เดก็ และสตรที น่ี งั่ ใกลๆ้ เท่าทจ่ี ะทาํ ได้
๕) ถา้ จาํ เป็นตอ้ งจม้ิ ฟนั ในเวลารบั ประทานอาหาร ควรใชม้ อื ป้อง
๖) ถือช้อนด้วยมอื ขวา ถอื ส้อมด้วยมอื ซ้าย แต่ถ้าเป็นการรบั ประทานโดยใช้ส้อมอย่าง
เดยี วใหถ้ อื สอ้ มดว้ ยมอื ขวา
๗) เวลาหยบิ แกว้ น้ํา ควรหยบิ ดว้ ยมอื ขวา เวลาด่มื ไมค่ วรยกแกว้ สงู จนตอ้ งแหงนหน้า
๘) ไมแ่ สดงกริ ยิ าอาการน่ารงั เกยี จ เช่น ลว้ ง แคะ แกะ เกา หาว เรอ เอาขอ้ ศอกเท้าโต๊ะ
หรอื เทา้ คาง กางขอ้ ศอกเวลารบั ประทานอาหาร ทาํ อาหารหก นงั่ โยกเกา้ อเ้ี ป็นตน้
๙) ไมร่ อ้ งราํ ทาํ เพลงิ หรอื หยอกลอ้ กนั ในเวลานงั่ โต๊ะอาหาร
๑๐) ไมค่ วรพดู เมอ่ื เวลามอี าหารเตม็ ปาก
๑๑) ไมค่ วรเคย้ี วอาหารใหม้ เี สยี งดงั
๑๒) ไมร่ บั ประทานอาหารคาํ โตเกนิ ไป
๑๓) อยา่ สบู บหุ รจ่ี นทาํ ใหร้ บกวนผอู้ ่นื หรอื เสพสรุ าจนลมื มารยาทอนั ดงี าม
๑๔) ไมอ่ ่านหนงั สอื ใด ๆ เวลารบั ปะทานอาหาร เวน้ แต่บญั ชอี าหาร

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๒ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๑๕) อย่าเอ้ือมมือหยิบส่ิงใด ๆข้ามเคร่ืองใช้ในการรบั ประทานอาหารของผู้อ่ืน ถ้า
จําเป็นต้องหยบิ อาจขอให้เพ่อื นร่วมโต๊ะส่งให้ ควรขอโทษและแสดงการขอบคุณทุกครงั้ ถ้าทํา
เครอ่ื งใชใ้ นการรบั ประทานอาหารตกจากโต๊ะ ไมต่ อ้ งกม้ ลงหยบิ ควรขอจากบรกิ ารใหม่

๓.๒) มารยาทเมอ่ื ได้รบั เชิญไปในงานเลีย้ งอาหาร

ผู้ทไ่ี ด้รบั เชญิ ไปในงานเล้ยี งควรระมดั ระวงั มารยาทในการรบั ประทานอาหารให้มาก ซ่งึ
นอกจากจะคํานึง ถงึ มารยาททวั่ ไปในขอ้ ๑ แลว้ ยงั มมี ารยาททค่ี วรปฏบิ ตั เิ มอ่ื ไปในงานเลย้ี งต่างๆ
เพม่ิ เตมิ ดงั น้ี

๑) แต่งกายใหเ้ รยี บรอ้ ยเหมาะสม

๒) ควรไปถงึ ก่อนเวลานดั หมายประมาณ ๑๐ -๑๕ นาที ไมค่ วรไปชา้ กว่ากําหนด

๓) หากจะมผี ตู้ ดิ ตามเพมิ่ เตมิ ไปดว้ ย ควรแจง้ ใหเ้ จา้ ภาพไดท้ ราบล่วงหน้า

๔) ไมค่ วรนงั่ โต๊ะอาหารก่อนทเ่ี จา้ ภาพจะเชญิ ใหน้ งั่

๕) เม่อื นัง่ โต๊ะหรอื นัง่ ล้อมวงแลว้ ไม่ควรแนะนําให้ใครต่อใครรจู้ กั กนั หากจะแนะนํา ควร
เป็นก่อนการนงั่ โต๊ะ

๖) หลงั จากรบั ประทานอาหารเสร็จแล้ว เม่อื ผู้หญิงลุกข้นึ จากโต๊ะผู้ชายควรลุกข้นึ ยืน
จนกว่าผหู้ ญงิ จะออกไปก่อน

๗) ถ้าจะสูบบุหร่ี ควรขออนุญาตผู้นัง่ ขา้ งๆ หรอื รอใหผ้ ูห้ ญงิ ออกไปจากหอ้ งรบั ประทาน
อาหารเสยี ก่อนจงึ สบู

๘) อยา่ ลุกจากโต๊ะโดยลาํ พงั ตอ้ งลุกพรอ้ มกบั ผอู้ ่นื แต่ในกรณีทม่ี คี วามจาํ เป็นต้องขอโทษ
ผทู้ อ่ี ยใู่ กลเ้ คยี งเสยี ก่อน

๙) ถา้ มกี ารเลย้ี งกาแฟหลงั อาหาร เมอ่ื ผสมน้ําตาล ครมี เสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ ควรวางชอ้ นไว้
ในจานและควรด่มื กาแฟจากถว้ ย ไมค่ วรใชช้ อ้ นตกั กาแฟ

๓.๓ มารยาทในการรบั ประทานอาหารในงานเลย้ี งแต่ละแบบ การเลย้ี งอาหารทส่ี ําคญั และ
นยิ มกนั ในสงั คมไทยมอี ยู่ ๓ แบบคอื การเล้ยี งแบบไทย การเล้ยี งแบบจนี และการเลย้ี งแบบสากล

การเลย้ี งแบบไทย โดยปกตทิ น่ี ิยมปฏบิ ตั กิ นั มอี ยู่ ๓ แบบคอื

-แบบนงั่ กบั พน้ื

-แบบนงั่ กบั โต๊ะ

-แบบชว่ ยตวั เอง

๓.๓.๑) แบบนัง่ กบั พน้ื ผูม้ าในงานเลย้ี งนัง่ ลอ้ มเป็นวงบนเส่อื ทป่ี ไู ว้วงละประมาณ ๕ - ๗
คน ถ้ามีจํานวนมากก็แบ่งเป็นหลายๆ วง เจ้าภาพจะจัดอุปกรณ์และเคร่ืองใช้ต่างๆในการ
รบั ประทานอาหารไดแ้ ก่ จาน ชอ้ น สอ้ ม ถว้ ยแบ่ง แกว้ น้ํา ผา้ หรอื กระดาษเชด็ มอื กระโถน ฯลฯ ไว้
ใหพ้ รอ้ ม โดยวางช้อนคาวไวท้ างขวาในจานขา้ ว วางสอ้ มไวท้ างซา้ ยหรอื วางสอ้ มไว้บนชอ้ น บนผา้
หรอื กระดาษเชด็ มอื หรอื อาจวางไวน้ อกจานโดยวางช้อนสอ้ มบนทร่ี องจานก็ได้ ถ้ามถี ว้ ยแบ่งกใ็ ห้

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๓ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

วางไวข้ า้ งหน้าจานขา้ ว ส่วนกบั ขา้ วนนั้ อาจจดั ใส่ถาดมาเป็นสาํ รบั มถี ว้ ยแกงและถว้ ยใส่กบั ขา้ วอ่นื ๆ
ประมาณ ๔-๕ คน ให้เพยี งพอกบั จํานวนผู้รบั ประทานอาหารในแต่ละวง หรอื อาจจดั อาหารบรรจุ
ภาชนะทเ่ี หมาะสมกไ็ ด้

วิธีปฏิบตั ิ

๑) มกั จะมผี ตู้ กั ขา้ วใส่จานไวใ้ ห้ หรอื บางทผี ูไ้ ปในงานจะต้องตกั เองแลว้ ส่งต่อๆ กนั ไปจน
ครบวง การจดั วงไมค่ วรใหใ้ หญ่เกนิ ไปเพราะผรู้ บั ประทานอาหารจะตกั อาหารไมถ่ งึ

๒) เม่อื รบั ประทานอาหารคาวเสรจ็ แลว้ จะมผี เู้ กบ็ จานอาหารออกไปแลว้ นําของหวานมา
ตงั้ แทน เพอ่ื รบั ประทานพรอ้ มกนั ในกรณที ม่ี ขี นม ผลไม้ และของหวานชนิดน้ําจดั ไวใ้ นภาชนะกลาง
กใ็ ชจ้ านแบง่ ถว้ ยแบ่งและชอ้ นสอ้ มสาํ หรบั ของหวานทจ่ี ดั ไวเ้ ฉพาะบคุ คล

๓) การรบั ประทานอาหารแบบนัง่ กับพ้ืนในบางท้องถ่ิน ซ่ึงเคยนิยมเปิบด้วยมือควร
เปลย่ี นเป็นใชช้ อ้ นเพ่อื ใหถ้ ูกสขุ ลกั ษณะ ส่วนการเลย้ี งแบบขนั โตก หรอื จดั เป็นสํารบั นนั้ กค็ วรใชช้ อ้ น
กลางสําหรบั ตกั จากภาชนะรวมมาใส่จาน ถ้วยหรอื ชอ้ นของแต่ละคน การซดน้ําแกงดว้ ยชอ้ นกลาง
อนั เดยี วกนั ไมส่ มควรเพราะไมถ่ กู สขุ ลกั ษณะ ในปจั จบุ นั แมก้ ารเลย้ี งแบบขนั โตกกน็ ่าจะปรบั ปรุงใหม้ ี
การใชช้ อ้ นกลางและชอ้ นสอ้ มเฉพาะบคุ คลดว้ ยจดุ ประสงคเ์ ดยี วกนั

๓.๓.๒) แบบนัง่ โต๊ะ การเล้ยี งอาหารไทยแบบน้ีกําลงั เป็นทน่ี ิยมกนั อยู่ในปจั จุบนั ทงั้ การ
เลย้ี งพระหรอื การเลย้ี งคฤหสั ถ์ เพราะสะดวกในการเคล่อื นไหวลุกนงั่ และถูกหลกั อนามยั กว่าแบบนงั่
กบั พน้ื

วิธีปฏิบตั ิ

๑) นําอาหารทุกอยา่ งมาวางไวบ้ นโต๊ะพรอ้ มกนั แลว้ จงึ เชญิ ใหร้ บั ประทาน

๒) นําอาหารมาตงั้ ใหร้ บั ประทานทลี ะอยา่ งจนครบทุกอยา่ ง

๓) อาจนําวธิ ปี ฏบิ ตั แิ บบนงั่ กบั พน้ื ทงั้ ๓ ขอ้ มาใชไ้ ดโ้ ดยอนุโลม

๓.๓.๓) แบบช่วยตวั เอง การเลย้ี งอาหารแบบช่วยตวั เองคอื การเลย้ี งทเ่ี จา้ ภาพจดั อาหาร
และภาชนะทจ่ี ะต้องใชไ้ วบ้ นโต๊ะ ผรู้ บั ประทานอาหารจะตอ้ งช่วยตวั เอง ตกั อาหารมานงั่ รบั ประทาน
ณ ทจ่ี ดั ไว้

เรามกั เขา้ ใจกนั โดยทวั่ ไปว่าการจดั เลย้ี งแบบช่วยตวั เองน้ีเป็นของชาวตะวนั ตกดงั ทใ่ี ชค้ ํา
ว่า บุฟเฟ่ (Boffet) แต่ความจรงิ การเล้ยี งคนมากๆ นัน้ ไทยเราได้จดั เล้ยี งแบบช่วยตวั เองมาแต่
โบราณแลว้ เช่นกนั กล่าวคอื เจา้ ภาพจะจดั จานชอ้ นและอาหารไว้ อาหารทจ่ี ดั เลย้ี งกแ็ บบง่ายๆ เช่น
ขา้ วแกง หรอื ขนมจนี น้ํายา เป็นตน้

วิธีปฏิบตั ิ

๑) เข้าแถวเรียงลําดับให้เรียบร้อย ถ้าเป็นไปได้ควรให้โอกาสแก่เด็กผู้สูงอายุหรือ
สุภาพสตรกี ่อน

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๔ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๒) ควรตกั อาหารพอประมาณ ไม่มากจนรบั ประทานไม่หมดและไม่จาํ เป็นต้องตักอาหาร
ทุกอยา่ งทม่ี บี นโต๊ะมาพรอ้ มกนั เพราะมโี อกาสจะลุกขน้ึ ไปตกั เพมิ่ เตมิ ไดอ้ กี

๓) อาหารแต่ละอยา่ งจะมชี อ้ นหรอื ทพั พจี ดั ไวใ้ หต้ กั อาหารโดยเฉพาะ ไมค่ วรใชป้ ะปนกนั

๔) เม่อื รบั ประทานอาหารคาวเสรจ็ แลว้ บางแห่งก็จะมบี รกิ รมาเกบ็ ภาชนะแต่บางแห่งจะ
จดั ทเ่ี ตรยี มไวใ้ หส้ าํ หรบั วางถว้ ยชามทใ่ี ชแ้ ลว้ ผรู้ บั ประทานจงึ ควรนําภาชนะไปวาง ณ ทน่ี นั้

๕) เมอ่ื รบั ประทานอาหารคาวเสรจ็ แลว้ จงึ คอ่ ยลกุ ไปหยบิ จาน ถว้ ย ชอ้ น สอ้ ม สาํ หรบั ของ
หวานซง่ึ จดั ไว้ และควรตกั พอประมาณเชน่ เดยี วกนั

๖) ไมค่ วรใชเ้ วลามากในการตกั อาหารแต่ละอยา่ ง เพราะจะทาํ ใหผ้ อู้ ่นื รอนานเกนิ ไป
อน่ึง ในการเดนิ ทางไกล เช่น ไปทอดกฐนิ ทอดผา้ ปา่ กใ็ ชว้ ธิ จี ดั เลย้ี งขา้ วห่อหรอื ขา้ วกล่อง
ในห่อหรอื กลอ่ งมขี า้ วและกบั ขา้ วชนดิ แหง้ เชน่ น้ําพรกิ ผดั ไขเ่ คม็ หมทู อด มผี ลไมห้ รอื ของหวานไว้
ใหเ้ สรจ็ และมชี อ้ นไวใ้ หด้ ว้ ย การจดั เลย้ี งวธิ นี ้เี ป็นการสะดวกและรบั ประทานไดไ้ ม่จาํ กดั เวลา สถานท่ี
และถอื ไดว้ ่าเป็นการเลย้ี งแบบชว่ ยตวั เองแบบหน่งึ

การเลี้ยงแบบจีน การเล้ยี งอาหารแบบจนี กําลงั เป็นท่นี ิยมกนั มากในปจั จุบนั ไม่ว่าจะ

เป็นงานมงคลสมรส งานพบปะสงั สรรค์ หรอื งานมงคลทวั่ ๆ ไป ผู้ท่เี ป็นเจา้ ภาพไม่ต้องรบั ภาระ
ยุ่งยากเพราะส่วนใหญ่จะจ้างร้านอาหาร หรอื ภตั ตาคารมาจดั ให้จนแล้วเสรจ็ ไม่ว่าจะเป็นเร่อื ง
ภาชนะเครอ่ื งใชห้ รอื เรอ่ื งอาหาร

วิธีปฏิบตั ิ

๑) จดั ให้รบั ประทานอาหารเป็นโต๊ะๆ ละ ๗-๑๐ คน และจดั อุปกรณ์เคร่อื งใชต้ ่างๆ เช่น
จาน ชอ้ น สอ้ ม ตะเกยี บ ถว้ ยแบ่ง เตรยี มไวส้ าํ หรบั แต่ละบคุ คล

๒) บรกิ รจะนําอาหารมาวางไวใ้ ห้ทลี ะอย่าง ผูร้ บั ประทานจะตกั แบ่งแจกกนั เองยกเวน้ ใน
กรณที ม่ี บี รกิ รตกั ให้ อาหารแต่ละจานมปี รมิ าณจาํ กดั ควรตกั แบ่งใหพ้ อดกี บั จาํ นวนผรู้ บั ประทานแต่
ละโต๊ะ

๓) ส่วนมากนิยมใชต้ ะเกยี บหยบิ อาหารตามธรรมเนียมนิยมของจนี แต่ถา้ เป็นอาหารท่มี ี
น้ําหรอื เป็นของเหลวกค็ วรใชช้ อ้ นกลางตกั อาหาร

๔) ผรู้ บั ประทานอาหารควรเออ้ื เฟ้ือเพ่อื นร่วมโต๊ะอาหารบา้ ง โดยเล่อื นจานอาหารหรอื ตกั
อาหารใหก้ บั ผทู้ อ่ี ยไู่ กลและตกั อาหารไมถ่ งึ

การเลี้ยงอาหารแบบฝรงั่ การเลย้ี งอาหารแบบฝรงั่ หรอื ทเ่ี รยี กว่าแบบสากล เป็นท่นี ิยม
กนั มากขน้ึ ในสงั คมไทยปจั จุบนั โดยเฉพาะคอื การเล้ยี งอาหารค่ําเป็นการเล้ยี งท่คี ่อนขา้ งจะยุ่งยาก
ตอ้ งมกี ารตระเตรยี มล่วงหน้าทงั้ เจา้ ภาพและผูร้ บั เชญิ เช่น การจดั เตรยี มเคร่อื งใชอ้ ุปกรณ์ การออก
บตั รเชญิ การแต่งกาย การจดั โต๊ะเกา้ อ้ี ซง่ึ เป็นแบบการปฏบิ ตั ทิ แ่ี ตกต่างไปจากการเลย้ี งอาหารแบบ
อ่นื ๆ

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๕ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

การเล้ียงอาหารแบบฝรงั่ มกี ารจดั เลย้ี งอยหู่ ลายแบบหลายโอกาส เช่น การเลย้ี งอาหาร
เชา้ การเลย้ี งอาหารกลางวนั การเล้ยี งรบั รองหรอื ท่เี รยี กว่า คอ็ กเทล การเล้ยี งน้ําชาและการเลย้ี ง
อาหารว่างตอนดกึ (Supper) ซง่ึ รายละเอยี ดของการจดั เล้ยี งแต่ละแบบนนั้ มคี วามแตกต่างกนั อยู่
บา้ ง แต่ในทน่ี ้จี ะกลา่ วถงึ เฉพาะวธิ ปี ฏบิ ตั แิ ละมารยาทโดยทวั่ ๆ ไปในการเลย้ี ง ๒ ลกั ษณะ คอื

๑) การจดั เล้ยี งแบบนัง่ โต๊ะ เป็นการเล้ยี งท่จี ดั ให้ผู้มาในงานทุกคนนัง่ รบั ประทานท่โี ต๊ะ
อาหาร

๒) การจดั เลย้ี งแบบยนื เป็นการเลย้ี งทจ่ี ดั ใหผ้ มู้ าในงานไดม้ โี อกาสยืนสนทนาหรอื เดนิ ไป
ทกั ทายปราศรยั กนั

วิธีปฏิบตั ิ

ก. ผเู้ ชิญหรือเจ้าภาพ

๑) ก่อนจะเชญิ แขกควรกําหนดให้แน่นอนว่าจะเชญิ ใครบา้ งจะเชญิ คู่ หรอื เดย่ี ว ทงั้ น้ีเพ่อื
ความเหมาะและสะดวกในการจดั สถานทจ่ี ดั โต๊ะนงั่ ฯลฯ

๒) หากจะออกบตั รเชญิ กค็ วรใชบ้ ตั รตามแบบทน่ี ิยมกันโดยทวั่ ไป บอกรายละเอยี ดต่างๆ
ไว้ในบตั รเชญิ เช่น กําหนดวนั เวลา สถานท่ี โอกาสในการเชญิ และเจา้ ภาพ ท่มี ุมซา้ ยล่างสุดของ
บตั รเชญิ ควรมขี อ้ ความว่า "ขดั ขอ้ งโปรดตอบ" และควรใหห้ มายเลขโทรศพั ทข์ องเจา้ ภาพ (ถ้าม)ี ไว้
เพ่อื การตอบรบั ดว้ ย ควรแจ้งไว้ทม่ี ุมขวาล่างของบตั รเชิญด้วยว่า จะใหแ้ ต่งกายอย่างไร เช่น ชุด
ราตรสี โมสร สากลนยิ ม ชุดประจาํ ชาตแิ ขนยาวหรอื แขนสนั้ ชุดพน้ื เมอื ง หรอื แต่งกายสุภาพ

๓) ควรส่งบตั รเชญิ ลว่ งหน้าใหถ้ งึ ผรู้ บั ก่อนงานประมาณ ๑ สปั ดาห์

๔) ควรจดั เตรยี มสถานท่ี อุปกรณ์ และเคร่อื งใชต้ ่างๆ ไวใ้ หพ้ รอ้ ม เช่น การจดั ห้องรบั รอง
หอ้ งอาหาร โต๊ะอาหาร เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชต้ ่างๆ

๕) เตรยี มจดั อาหารไวใ้ หพ้ อดี ไมม่ ากเกนิ ไปจนเหลอื เฟือหรอื น้อยเกนิ ไปจนไมพ่ อ

๖) ในการต้อนรบั เจา้ ภาพควรสนทนาปราศรยั กบั แขกให้ทวั่ ถึงจะได้มคี วามรูส้ กึ อบอุ่น
และเป็นกนั เองตลอดเวลา

๗) ในการจดั เลย้ี งอาหารแบบฝรงั่ เจา้ ภาพควรศกึ ษารายละเอยี ดและวธิ ปี ฏบิ ตั ติ ่างๆ ให้
รอบคอบ เพอ่ื จะไดจ้ ดั ใหถ้ ูกตอ้ งสมบรู ณ์

๘) ในกรณที เ่ี ชญิ แขกจาํ นวนมาก ควรจดั ใหม้ ผี เู้ สริ ฟ์ อาหารทร่ี มู้ ารยาทในการเสริ ฟ์ มาช่วย
ปฏบิ ตั งิ าน ใหเ้ พยี งพอ

ข. ผรู้ บั เชิญไปในงานเลี้ยง

๑) ตอบรบั ให้ผูเ้ ชญิ ทราบทนั ทวี ่าไปได้หรอื ไม่ได้ ไปคู่หรอื เด่ยี วเพ่อื เจ้าภาพจะไดท้ ราบ
จาํ นวนแขกทแ่ี น่นอน

๒) แต่งกายใหถ้ กู ตอ้ งตามทก่ี าํ หนดไวใ้ นบตั รเชญิ หรอื เหมาะสมกบั กาลเทศะ

๓) ไปถงึ สถานทจ่ี ดั งานก่อนเวลาเลก็ น้อย

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๖ ดร.ยุทธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๔) เมอ่ื ไปถงึ บรเิ วณจดั เลย้ี ง ควรไปพบเจา้ ภาพก่อน โดยปรกตเิ จา้ ภาพจะคอยรบั อยแู่ ลว้

๕) ทกั ทายและสนทนากบั แขกทไ่ี ดพ้ บตามสมควร

๖) ไมค่ วรเขา้ ทน่ี งั่ ก่อนทจ่ี ะไดรบั เชญิ ใหน้ งั่

๗) ไม่ควรแนะนําใครใหร้ จู้ กั กบั ใครเมอ่ื นงั่ โต๊ะอาหารแลว้ หากจะแนะนําควรทําก่อนเวลา
รบั ประทานอาหาร

๘) เม่อื เสรจ็ ส้นิ งานเล้ยี งควรกล่าวขอบคุณเจ้าภาพ หรอื อาจชมเร่อื งรสชาตขิ องอาหาร
หรอื บรรยากาศของการจดั งาน หรอื ความสนุกสนานทไ่ี ดร้ บั ตามสมควร

ค. มารยาทในการรบั ประทานอาหาร

๑) เมอ่ื เขา้ ทน่ี งั่ แลว้ ใหค้ ลผ่ี า้ เชด็ มอื วางบนตกั ไมค่ วรถอื เลน่ หรอื วางไวใ้ นลกั ษณะอ่นื

๒) การนัง่ เกา้ อ้ใี หน้ ัง่ ตวั ตรง ไม่ควรวางศอกบนโต๊ะอาหาร ไม่นัง่ โยกเก้าอ้ี ไม่นัง่ กอดอก
ฯลฯ

๓) ไมค่ วรอ่าน หรอื ดหู นงั สอื ใดๆ บนโต๊ะอาหารนอกจากรายการอาหารเท่านนั้

๔) ควรสนทนากบั ผทู้ น่ี งั่ ขา้ งเคยี งพอสมควร ไมค่ วรนงั่ เฉยๆ

๕) เร่อื งทส่ี นทนาควรเป็นเร่อื งธรรมดาสามญั ไมข่ บขนั จนเกนิ ไปหรอื เป็นเรอ่ื งเศรา้ จนทํา
ใหบ้ รรยากาศเสยี ไป

๖) ไมค่ วรเรม่ิ รบั ประทานอาหารก่อนแขกผใู้ หญ่ หรอื เจา้ ภาพจะลงมอื รบั ประทานอาหาร

๗) ใชเ้ ครอ่ื งใชใ้ นการรบั ประทานอาหารทจ่ี ดั ไวใ้ หเ้ ฉพาะคน เช่น จาน ชอ้ น สอ้ ม มดี จาน
แบ่ง ผา้ เชด็ มอื และถ้วยเครอ่ื งด่มื ใชช้ ้อนกลางตกั อาหารทเ่ี ป็นจานกลาง หา้ มใชช้ อ้ นของตนเองตัก
อาหารทเ่ี ป็นจานกลางโดยเดด็ ขาด

๘) อย่าทาํ ใหเ้ คร่อื งใช้บนโต๊ะอาหาร เช่น ช้อน สอ้ ม หรอื เคร่อื งใช้อ่นื ๆ เสยี ระเบยี บดว้ ย
การเคล่อื นยา้ ยหรอื เคาะเลน่

๙) ไมร่ อ้ งเพลง เออ้ื นทาํ นองเพลงในลาํ คอ หรอื เคาะจงั หวะเพลงในโต๊ะอาหาร

๑๐) หากทาํ อะไรผดิ พลาดขน้ึ ไมว่ า่ จะเป็นตวั เราเองหรอื ผอู้ ่นื กต็ ามอยา่ แสดงกริ ยิ าผดิ ปกติ
ควรปลอ่ ยเลยตามเลย

๑๑) ระวงั มารยาท อยา่ บว้ นน้ําลาย ขาก จาม หรอื ไอ หากจาํ เป็นตอ้ งใชผ้ า้ ป้องปาก

๑๒) อยา่ ทาํ อาหารหกหล่นบนโต๊ะอาหารหรอื เป้ือนเสอ้ื ผา้

๑๓) ถ้าต้องการสงิ่ ใดท่อี ยู่ไกลตวั อย่าโน้มตวั หรอื เอ้อื มมอื ไปหยบิ ข้ามเคร่อื งใช้ในการ
รบั ประทานอาหารของผอู้ ่นื หรอื ขา้ มหน้าคนอ่นื ไป หากจาํ เป็นควรขอใหบ้ รกิ รหยบิ ให้

๑๔) ควรเอ้ือเฟ้ือถามความต้องการและส่งเคร่อื งปรุง เช่น เกลอื พรกิ ไทย ให้แก่ผู้นัง่
ใกลเ้ คยี ง

๑๕) ในการเลย้ี งอาหารทม่ี เี ครอ่ื งใชห้ ลายชุด เจา้ ภาพจะวางเรยี งไวใ้ หพ้ ร้อม ผรู้ บั ประทาน
จะต้องหยบิ จากด้านนอกเข้ามาก่อนเสมอ โดยจบั ส้อมด้วยมอื ซ้ายและจบั มดี ด้วยมอื ขวา (แบบ

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๗ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

องั กฤษใชส้ อ้ มสง่ อาหารเขา้ ปากดว้ ยมอื ซา้ ยเสมอ แต่แบบอเมรกิ นั อาจเปลย่ี นเป็นมือขวาถอื สอ้ มจม้ิ
อาหารเขา้ ปากได)้ ถา้ ไมม่ มี ดี หรอื ไมใ่ ชม้ ดี ใชแ้ ต่สอ้ มอยา่ งเดยี วกใ็ หถ้ อื ส้อมดว้ ยมอื ขวา

๑๖) จานขนมปงั อยทู่ างซา้ ยมอื ใชม้ อื ซา้ ยช่วยบริ บั ประทานทลี ะคาํ อยา่ บไิ วห้ ลายชน้ิ และ
อยา่ ใชม้ ดี หนั่ ขนมปงั อยา่ ทาเนยหรอื แยมบนขนมปงั ทงั้ แผ่นหรอื ทงั้ กอ้ นแลว้ กดั กนิ

๑๗) การรบั ประทานของว่างหรอื ของขบเค้ยี วเพ่อื เรยี กน้ําย่อย ( ออเดริ ฟ์ ) ก่อนอาหาร
หลกั ควรรบั ประทานพอประมาณ

๑๘) การรบั ประทานซุป หา้ มรบั ประทานจากปลายชอ้ น เวลาตกั ซุปใหห้ งายชอ้ นตกั ออก
จากตวั และรบั ประทานจากขา้ งชอ้ น อยา่ ซดซุปเสยี งดงั ถ้าจะตะแคงถว้ ยซุปใหต้ ะแคงหงายออกจาก
ตวั เชน่ เดยี วกนั

๑๙) การรบั ประทานสลดั ผกั ต่างๆ ให้รบั ประทานด้วยส้อม อาจใช้มดี ตัดผกั ได้บ้างถ้า
จาํ เป็น

๒๐) อาหารทน่ี ํามาแจกและเป็นชน้ิ และใหต้ กั เอง ไมค่ วรตกั หรอื หยบิ มากกว่า ๑ ชน้ิ

๒๑) อาหารเน้ือสตั วใ์ หใ้ ชม้ ดี ตดั พอคาํ รบั ประทานทลี ะชน้ิ โดยใชส้ อ้ มช่วยไมค่ วรตดั ชน้ิ โต
เกนิ ไป

๒๒) น้ําและเครอ่ื งดม่ื ทน่ี ํามาเสริ ฟ์ ก่อนหรอื ระหว่างการรบั ประทาน เมอ่ื ด่มื แลว้ วางแก้วไว้
ทางขวามอื เสมอ

๒๓) อย่าคายก้าง กระดูก หรอื เศษอาหารจากปากลงในจาน หากจําเป็นอาจคายลงบน
กระดาษ หรอื ผา้ เชด็ มอื แลว้ หอ่ หุม้ ใหม้ ดิ ชดิ

๒๔) ก่อนจะลุกจากเก้าอ้ี ให้ทบผ้าเชด็ มอื วางไวบ้ นโต๊ะขา้ งหน้าพอให้รวู้ ่าใช้ผา้ เชด็ มอื น้ี
แลว้

ง. ข้อเสนอแนะทวั่ ไป

๑) เจา้ ภาพควรเตรยี มการให้เรยี บรอ้ ยและรอบคอบ มใิ หผ้ ูร้ บั ประทานอาหารสบั สน เช่น
ในการเลย้ี งแบบช่วยตวั เอง จดั อาหารทต่ี ้องรบั ประทานประกอบ ไว้ดว้ ยกนั จดั โต๊ะอาหารและโต๊ะ
รบั ประทานอาหารไวใ้ หเ้ พยี งพอ

๒) ในการจดั ดอกไมป้ ระดบั โต๊ะอาหาร ควรจดั แต่พองาม ไม่สูงจนบงั หน้าผูร้ บั ประทาน
และ ไม่ควรใช้ดอกไมท้ ่มี กี ลน่ิ หอมจดั ส่วนการประดบั ต้นไม้ ดอกไมบ้ รเิ วณหอ้ งอาหารควรจดั ให้
เหมาะแก่วฒั นธรรมและบรรยากาศงานเลย้ี ง

๓) ในการจดั เลย้ี งน้ําด่มื เจา้ ภาพควรแนะนําบรกิ รใหร้ ะมดั ระวงั เรอ่ื งความสะอาด เช่น ใชท้ ่ี
คบี น้ําแขง็ ไมใ่ ชม้ อื หยบิ น้ําแขง็ ใสแ่ กว้ เป็นตน้

๔) ในงานเลย้ี งอาหารแบบยนื เจา้ ภาพควรจดั เกา้ อ้หี รอื ทน่ี งั่ ไวบ้ า้ งสาํ หรบั ผสู้ ูงอายุ หรอื ผู้
ทม่ี ปี ญั หาทางสุขภาพ

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๘ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๕) เจา้ ภาพควรเตรยี มสถานทจ่ี อดรถและบรกิ ารเรยี กรถตามความเหมาะสม ในบางกรณี
จาํ เป็นตอ้ งตดิ ต่อเจา้ หน้าทจ่ี ราจรดว้ ย

๖) ผทู้ ไ่ี ปในงานเลย้ี งอาหารแบบยนื เชน่ งานเลย้ี งรบั รองต่างๆ ไมค่ วรอย่กู บั ทน่ี านเกนิ ไป
ควรเดนิ ไปพบปะสนทนากบั แขกอ่นื บา้ งตามความเหมาะสม

๗) ไม่ควรใชม้ อื หรอื เคร่อื งใชข้ องตนหยบิ หรอื ตกั อาหารใหผ้ อู้ ่นื ถา้ จะแสดงความเออ้ื เฟ้ือ
ควรใชช้ อ้ นกลางตกั ให้

๘) ในการเลย้ี งรบั รองทม่ี กี ารจดั อาหารพเิ ศษไวห้ ลายแห่ง ไมค่ วรยนื ประจาํ อยแู่ ห่งใดแห่ง
หน่งึ นานเกนิ ไป เพราะอาจเป็นการกดี กนั ผอู้ ่นื

๙) ผทู้ ไ่ี ปในงานเลย้ี งไมค่ วรนําเครอ่ื งใชใ้ นการรบั ประทานทจ่ี ดั ไวใ้ นงานตดิ ตวั กลบั บา้ น

(๔) มารยาทในการเป็นแขกไปเยี่ยมผอู้ ื่น

๑. ควรมสี ง่ิ ของไปเยย่ี มเพ่อื แสดงอธั ยาศยั ของการเอ้อื เฟ้ือเผ่อื แผ่กนั ซ่งึ เป็นธรรมเนียม
ปฏบิ ตั กิ นั มาชา้ นาน โยคาํ นึงถงึ ความเหมาะสม

๒. ไม่ว่าจะเป็นบา้ นหรอื โรงพยาบาล ผไู้ ปเยย่ี มต้องให้สญั ญาณ เช่น เคาะประตู หรอื กด
กรงิ่ หน้าบา้ น

๓. แขกทม่ี าพบตอ้ งทาํ ความเคารพเจา้ ของบา้ นก่อน เวน้ ไวแ้ ต่แขกนนั้ เป็นผมู้ อี าวุโสสงู

๔. ไม่ควรเยย่ี มเยยี นถ่หี รอื กระชนั้ ชดิ มากเกนิ ไป ซ่งึ อาจจะทําให้เจ้าของบ้านเกดิ ความ
ราํ คาญ

๕. เป็นมารยาทอยา่ งยงิ่ ทไ่ี มค่ วรนําเพ่อื นฝงู หรอื บุตรหลานไปดว้ ย

๖. ไมค่ วรใชเ้ วลานานเกนิ ไป

๗. ไมค่ วรวพิ ากษ์วจิ ารณ์สงิ่ ใดสงิ่ หน่งึ หรอื เรอ่ื งใดเรอ่ื งหน่ึงของเจา้ ของบา้ น

๘. เม่อื จะลากลบั ให้บอกลาและแสดงความขอบคุณทใ่ี ห้การต้อนรบั ทําความเคารพตาม
ฐานะของตนแลว้ จงึ กลบั

(๕) มารยาทในการเยี่ยมไข้
เมอ่ื มญี าติ – มติ รหรอื เพ่อื นร่วมงานทเ่ี จบ็ ป่วย การทอ่ี นุญาตใหเ้ ขา้ เยย่ี มคนไขไ้ ด้ หรอื ไม่
ยอ่ มขน้ึ อยกู่ บั ความเหน็ ของแพทย์ โดยปกตผิ ทู้ ร่ี กั ชอบพอกบั คนไข้ มกั ไดร้ บั อนุญาตใหเ้ ขา้ ไปเยย่ี ม
มารยาทในการเข้าเยย่ี ม คอื คําพูด ถ้าจะพูดอะไรต้องระวงั ให้มาก และควรอยู่ในห้องคนไข้เป็น
ระยะเวลาทส่ี นั้ ทสี ุด ตามแต่สมควรจะอย่ไู ด้ การเล่าถงึ อาการปว่ ยของผอู้ ่นื ทเ่ี ป็นโรคอย่างเดยี วกนั
หรอื อย่างอ่นื อย่างยดื ยาว ย่อมเป็นเหตุให้คนไขต้ ้องใช้ความคดิ อย่างตรกึ ตรอง เปรยี บเทยี บกบั
อาการของตน อนั อาจเป็นผลรา้ ยแก่คนไขภ้ ายหลงั วธิ ที ด่ี คี อื ผูเ้ ขา้ ไปเยย่ี มไมค่ วรพดู ถงึ อาการปว่ ย
เลย ควรพูดแต่ทท่ี างทจ่ี ะหายป่วยเท่านัน้ นอกจากนนั้ ผูเ้ ยย่ี มต้องไม่แสดงใหค้ นไขเ้ ขา้ ใจดว้ ยกริ ยิ า
วาจา เขาผดิ ปกตทิ างรา่ งกายไป ไมว่ า่ จะผอม บวม อว้ นฉุ ผมรว่ ง หน้าค้าํ เป็นตน้ แต่ควรส่งเสรมิ ให้
คนไขว้ างใจ ในการรกั ษาพยาบาลของแพทย์ และแนะนําใหป้ ฏบิ ตั ติ ามคําแนะนําของแพทย์ อย่าง

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๓๙ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

เครง่ ครดั ทส่ี ุด แมผ้ เู้ ยย่ี มอาจจะไมเ่ หน็ ดว้ ยในการรกั ษาของแพทยบ์ างประการแต่ควรเก็บไวใ้ นใจ ไม่
ควรวพิ ากษ์วจิ ารณ์ และนําไปเปรยี บเทยี บกบั ในแพทยผ์ อู้ ่นื หรอื แบบรกั ษาของทอ่ี ่นื นอกจากน้ีการ
พดู มนหอ้ งคนไขต้ ้องค่อยๆ พดู ไม่เอะอะ หรอื สรวลเสเฮฮากนั แต่ก็ไมค่ วรกระซบิ กระซาบ เพราะ
อาจทาํ ใหค้ นไขเ้ กดิ ความสงสยั ว่า มกี ารปิดบงั อาการเจบ็ ปว่ ยของตน

การส่งดอกไมเ้ ยย่ี มคนไขเ้ ป็นของขวญั ในปจั จบุ นั เพราะมคี วามสวยสดงดงาม แต่มขี อ้ พงึ
ระวงั ไม่นิยมใชด้ อกไมท้ ่มี กี ลน่ิ หอมแรง เพราะอาจทําใหใ้ ห้มผี ลกระทบต่อการหายใจของคนไข้
ชาวตะวนั ตกไม่นิยมส่งดอกไมท้ ่มี สี ขี าวและกลนิ่ หอมแรง แต่จะนิยมส่งดอกไมท้ ่มี สี สี นั และกลน่ิ
หอมอ่อน สาํ หรบั คนไทยกเ็ ช่นกนั เชน่ ดอกกุหลายสตี างๆ หรอื ดอกไมท่ ม่ี พี นั ธุจ์ ากต่างประเทศ แต่
โยมารยาทจะไม่ใชด้ อกไมเ้ ช่น ดอกบงั หลวงหรอื ดอกบวั แดงไวส้ ําหรบั ไหว้พระ และจะไม่ใช้ดอก
หน้าววั หรอื ดอกซอ่ นกลน่ิ ทไ่ี วส้ าํ หรบั งานศพ

การเยย่ี มไขซ้ ่งึ เป็นญาตมิ ติ รท่คี ุน้ เคยกนั มกั จดั ผลไมห้ รอื อาหารสําเรจ็ รูปได้ ผลติ ภณั ฑ์
เสรมิ บาํ รงุ สขุ ภาพ เชน่ นมสดกระป๋ อง ซปุ ไก่กระป๋ อง เป็นตน้ สง่ิ เหล่าน้ี บางครงั้ อาจเป็นอาหารว่าง
สาํ หรบั คนเฝ้าไข้ หรอื ญาติ - มติ ร คนอ่นื ๆ

การเยย่ี มคนไขอ้ าจส่งเป็นจดหมายสนั้ ๆ การด์ รปู สวยๆ พรอ้ มขอ้ ความ นามบตั ร อวยพร
ขอใหห้ ายปว่ ยเรว็ วนั กเ็ ป็นการเสรมิ สรา้ งกําลงั ใจของคนเจบ็ ไดเชน่ กนั

ปจั จบุ นั มคี นปว่ ยดว้ ยโรคมะเรง็ จาํ นนวนมาก ซง่ึ เกดิ ขน้ึ โดยเฉพาะผทู้ อ่ี ย่ใู นวยั ทํางาน ทงั้
ชาย–หญงิ คนไขเ้ หลา่ น้ตี อ้ งเขา้ ออกโรงพยาบาลหลายครงั้ ในการรกั ษาโรคน้ี คนไขด้ งั กล่าวมกั เป็น
ผทู้ ม่ี คี วามรู้ บางครงั้ เขาอาจไม่รคู้ วามจรงิ ลกึ ซง้ึ ดงั นนั้ ผเู้ ยย่ี มไขจ้ งึ ต้องระวงั คําพดู และกริ ยิ าอาการ
ของพวกตนอยา่ งยงิ่ คนไขห้ ลายคนมคี วามเขม้ แขง็ กลา้ หาญและมคี วามอดทน การเยย่ี มไขจ้ งึ ต้อง
ใหก้ าํ ลงั ใจอยา่ งมสี ติ สาํ รวมและเหมาะสม

(๖) มารยาทท่ีพึงปฏิบตั ิในท่ีสาธารณะ

มารยาททพ่ี ง่ึ ปฏบิ ตั ใิ นทส่ี าธารณะ มดี งั น้ี

๑. ถ้าเดนิ บนทางเท้าควรเดนิ ชดิ ขวามอื ของทางเทา้ ความเขา้ ใจร่วมกนั เช่นน้ี จะทําให้
เดนิ สวนกนั ไดโ้ ดยไมช่ นกนั

๒. ถา้ ขน้ึ บนั ได ตอ้ งเดนิ ชดิ ซา้ ย ขณะทผ่ี ลู้ งบนั ไดกเ็ ดนิ ชดิ ซา้ ยของทางลงเช่นกนั

๓. ไมเ่ บยี ดหรอื แทรกผอู้ ่นื ถา้ รบี รอ้ นอาจกลา่ วตาํ ขอโทษ เพ่อื รบี เดนิ ไปทห่ี มายของตน

๔. การเดนิ ซอ้ื ของโดยเฉพาะตอนคดิ เงนิ หรอื จะหยบิ ของ ตอ้ งไมแ่ ซงควิ ผอู้ ่นื

๕. ไมจ่ อ้ งหน้าผอู้ ่นื หรอื หวั เราะเยาะส่งเสยี งดงั ถา้ เหน็ เขาแต่งกายหรอื กริ ยิ าทอ่ี าจผดิ ปกติ

๖. ไมช่ ้บี ุคคลหรอื แสดงกริ ยิ าเหลยี วหลงั มองบุคคลหน่ึงโดยเฉพาะ ถ้าเขาจะรสู้ กึ ผดิ ปกติ
วา่ เกดิ อะไรขน้ึ ถา้ เขาเป็นคนอารมณ์รนุ แรง อาจเกดิ ขอ้ พพิ าททะเลาะหรอื ทาํ รา้ ยกนั ได้

๗. เวลารบั ประทานอาหารนอกบ้าน ไม่ควรส่งเสยี งเอะอะเป็นการรบกวนคนอ่นื หรอื
ลอ้ เลยี น หรอื แซ่วคนอ่นื

๘. ไมค่ วรยนื หรอื นงั่ ขวางทางเทา้ หรอื บนั ได หรอื หน้าปะตู เพราะจะกดี ขวางผอู้ ่นื

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๔๐ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

๙. ผูท้ ่ขี บั รถควรเคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครดั เพราะการปฏบิ ตั ทิ ผ่ี ดิ ๆ นัน้ ทําให้
ส่วนรวมลาํ บากไปดว้ ย

๑๐. ไมข่ ดี เขยี นคาํ และขอ้ ความใดๆบนหลงั เบาะทน่ี งั่ รถเมล์ ป้ายรถเมล์ หรอื ตามแผ่นป้าย
ปิดประกาศ รวมทงั้ ฉีกทาํ ลายใหช้ าํ รดุ เสยี หาย

๑๑. ตู้โทรศพั ทส์ าธารณะเป็นของจาํ เป็นทใ่ี ชร้ ่วมกนั ไม่ทําลายโดยการกระแทกแรงๆขดี
เขยี นขอ้ ความ หรอื ขโมยเครอ่ื งออกจากตโู้ ทรศพั ท์

๑๒. ไม่ควรท้ิงเศษกระดาษ เศษอาหาร เปลือกผลไม้ หรือ ส่ิงท่ีไม่ต้องการลงในท่ี
สาธารณะ

๑๓. ไมข่ าก ถุย ถ่มน้ําลาย น้ํามกู ลงในทส่ี าธารณะ

๑๔. ไมค่ วรทาํ ลายตน้ ไมท้ บ่ี างแห่งทางราชการปลกู ไวต้ ามทาง เพ่อื ความร่มเยน็ และเพ่อื
สุขภาพของประชาชน

พฤติกรรมบางอย่างท่ีแสดงถึงการขาดการอบรม

-การแสดงความรกั ต่อกนั อย่างเปิดเผย โดยไม่คํานึงว่ามผี ูค้ นรอบตวั อกี เป็นจาํ นวนมาก
เช่น การเดินโอบสะเอวหรือจับมือ การสัมผัสรดั กอด การประคองกันเดินดูของในห้องร้าน
สรรพสนิ คา้ เป็นตน้

-การเกา เมอ่ื เกดิ อาการคนั เมอ่ื อยทู่ ส่ี าธารณชนไมพ่ งึ เกา เพราะเท่ากบั ขาดมารยาทอยา่ ง
ยงิ่

-การหวผี ม-แต่งหน้า เป็นการเพม่ิ บุคลกิ ภาพ ควรเขา้ หอ้ งน้ํา และไมค่ วรหวผี ม เตมิ แป้ง
และทาลปิ สตกิ ทโ่ี ต๊ะอาหาร

-การแคะเลบ็ มอื เลบ็ เทา้ ไมค่ วรแกะ แคะ หรอื ตดั เลบ็
-การแคะจมกู แคะฟนั เชน่ เดยี วกนั

-การหาว เป็นอาการของความรสู้ กึ ท่รี ่างกายต้องการพกั ผ่อน หรอื เบ่อื หน่าย ภาพทเ่ี หน็
เสยี งได้ยนิ การหาวควรใช้ผ้าเชด็ หน้าหรอื ฝ่ามอื ปิดได้ แต่ถ้าไม่ปิดปาก มวี ธิ กี าร‛กลนื หาว‛
โดยเมม้ ปากใหส้ นทิ และอดึ ใจ

-การจาม คอื การสาํ ลกั ซง่ึ เกดิ จากการผลกั ดนั ภายในช่องจมูกต่อการหายใจออกตามปกติ
พบกบั สง่ิ ทข่ี ดั ขวางช่องทางเดนิ ของลมหายใจออกมาทางจมกู โดยบงั เกดิ เสยี งคลา้ ยๆ ระเบดิ ขน้ึ ซ่งึ
มกั จะเกดิ กบั ผเู้ ป็นหวดั หรอื มกี ลนิ่ แรง เชน่ ควั่ พรกิ ขห้ี นู ผดั พรกิ เสยี งดงั น้ีมกั จะมสี งิ่ ตดิ ออกมาทาง
ช่องจมกู พ่นพรฝู อยตามออกมาดว้ ย ซง่ึ หา้ มไม่ได้แต่เจา้ ตวั ต้องใชม้ อื หรอื ผา้ เชด็ หน้า กระดาษปิด
อยา่ งรวดเรว็ เพราะสง่ิ ทอ่ี อกมากบั การจาม เป็นสงิ่ ทผ่ี อู้ ่นื รงั เกยี จ

-การผายลม คอื การปลดปล่อยก๊าซในกระเพาะอาหาร ซ่งึ กําลงั ทําการย่อยออกมาทาง
ทวารหนัก ผจู้ ะผายลม ย่อมรตู้ วั ก่อนเสมอ และอาจหาทางหลกี เลย่ี งมใิ ห้เกดิ เสยี งดงั ได้ เช่น ออก
จากวงสนทนา หรอื ออกมาจากทย่ี นื ตรงนนั้ แต่จะมบี างคนทเ่ี มอ่ื ทําเสยี งดงั กลางวง แล้วทําหน้าตา
เฉยไมร่ ไู้ มช่ ้ี ซง่ึ ยอ่ มเป็นทค่ี รหาของผอู้ ่นื ภายหลงั

บทท่ี ๕ “ภมู ิปัญญาไทยในฐานะวฒั นธรรมเชิงพทุ ธ” หน้า ๒๔๑ ดร.ยทุ ธนา พนู เกดิ มะเรงิ

-การเรอ เป็นภาวะของผู้ท่มี อี าการแน่น จากการรบั ประทานอาหารมากเกนิ ไป หรอื ด่มื
เครอ่ื งดม่ื บางอยา่ ง ถา้ เกดิ อาการเรอ คอื ลมออกจากปากทนั ที โดยเจา้ ตวั ไมอ่ าจออกจากสถานทต่ี รง
นนั้ ไดท้ นั ท่วงที ควรพงึ กล่าวคาํ ‚ขอโทษ‛ การทาํ ไมร่ ไู้ มช่ ้ี ถอื เป็นการผดิ มารยาทมาก

-การสะอกึ เป็นสง่ิ ทน่ี อกเหนอื ภาวการณ์บงั คบั ของผทู้ ม่ี อี าการสะอกึ วธิ ที ด่ี ที ส่ี ุดคอื กล่าว
คาํ ขอโทษ และเลย่ี งออกจากวงสนทนาจนกวา่ จะหายสะอกึ

-น้ิวจุ่มน้าลาย เป็นกริ ยิ าอาการเล็กน้อย แต่แสดงถึงการขาดมารยาท คอื การใช้น้ิวจุ้ม
น้ําลายทป่ี ลายลน้ิ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความเหนียวหนืดขน้ึ สําหรบั พลกิ หน้าหนังสอื พมิ พห์ รอื หนงั สอื ทาํ
ใหพ้ ลกิ หน้าหนงั สอื ไดส้ ะดวกง่ายดาย โดยกดน้ิวแม่มอื ลงใต้ปุ่มกระดาษเลก็ น้อยใหแ้ น่นแลว้ ใช้
น้วิ เขย่ี มมุ กระดาษ บบี เขา้ หาหวั แมม่ อื เพ่อื ใหม้ ุมกระดาษบงั เกดิ ความโคง้ งอ สะดวกแก่การจบั
พลกิ เช่น การนับธนบตั ร หรอื เอกสารหลายแผ่นซอ้ นกนั เป็นจาํ นวนมาก เราอาจจะทําใหน้ ้ิวช้ี
ขน้ึ เพ่อื เกดิ ความฝืดไดด้ ว้ นการจม้ิ น้ิวลงใหก้ ้อนฟองน้ําท่ีชุบน้ําไวห้ รอื สวมน้ิวดว้ ยปลอกยางซง่ึ
มวี ธิ กี ารอกี มากทจ่ี ะพลกิ กระดาษใหส้ ะดวก แต่ไมใ่ ชน้ ้วิ จมุ่ น้ําลายเดด็ ขาด

-การคนั่ หน้าหนังสอื ควรใช้เศษกระดาษช้นิ เล็กๆ สอดคนั่ ไว้ ซ่งึ ผู้อ่านควรรู้จกั รกั และ
ถนอมหนงั สอื ไมว่ ่าจะเป็นสมบตั สิ ่วนตวั หรอื ยมื จากผอู้ ่นื การอ่านหนงั สอื คา้ งและคว่าํ หนังสอื กด็ ี
หรอื พบั หนังสอื มุมกระดาษในหน้าหนังสอื ท่ตี นอ่านค้างไว้ก็ดี เพยี งเพ่อื ความสะดวกของตน
เท่านนั้ หรอื เพอื่ สามารถเปิดอ่านหน้าต่อไปไดร้ วดเรว็ เป็นมารยาททไี่ มด่ ไี ม่พงึ กระทาอยา่ งยงิ่

-การยมื หนังสอื เจา้ ของหนงั สอื ทุกคนย่อมรกั หนงั สอื ของตนและการใหย้ มื หนังสอื เท่ากบั
มอบความรบั ผดิ ชอบในการดูแลหนังสอื แก่ผู้ยมื นัน้ ด้วยโดยมารยาทผู้ยมื ควรถนอมหนังสือ
อยา่ งยง่ิ ไมใ่ หค้ นอ่นื ยมื ต่อโดยไมไ่ ดร้ บั อนุญาตจากเจา้ ของหนงั สอื ก่อน ผรู้ กั หนงั สอื บางคนเคย
เขยี นไวว้ ่า เมอ่ื เขาใหย้ มื หนงั สอื ของเขาไป หนงั สอื เล่มนนั้ กลบั มาส่มู อื เขาในสภาพเหมอื น ‚ลกู
หมาตกน้า‛ เช่น บางหน้าขาดหายหรอื ขาดวน่ิ บางหน้ามหี ยดน้ํามนั หรอื คราบน้ํามนั จากกลว้ ย
แขกหรอื มนั ทอด บางหน้ามถี อ้ ยคาํ ประหลาดเขยี นดว้ ยดนิ สอหรอื หมกึ หลายหน้าเม่อื อ่านแลว้ ก็
ขดี เสน้ ทบั สสี นั สรรตระการตา ถา้ เราอยใู่ นฐานะผยู้ มื หนงั สอื พงึ มมี ารยาทในการอ่าน ตอ้ งดูแล
หนงั สอื เหล่นนนั้ เป็นพเิ ศษดว้ ยความทะนุถนอม

พฤติกรรมบางอย่างที่แสดงถึงการได้รบั การอบรม

การไดร้ บั การอบรมขดั เกลา ทําใหเ้ รารไู้ ดว้ ่าพฤตกิ รรมหลายอย่างทไ่ี ดร้ บั อบรมสงั่ สอน
มา มดี งั น้ี

-ความสะอาดของร่างกาย คอื การไดร้ บั การอาบน้ําชําระร่างกายอยา่ งสะอาดไมใ่ ช่การ
ฉีดพรมน้ําหอมราคาแพงจนตลบอบอวลทงั้ ร่าง รวมทงั้ เส้อื ผา้ มคี วามสะอาดไม่มรี อยเหง่อื เป็น
คราบรอยเป้ือนฝนุ่ ละอองต่างๆ

-รองเทา้ เชน่ เดยี วกนั ไมม่ กี ลนิ่ สกปรก หรอื คราบดินโคลน เพราะถา้ มเี จา้ ของพงึ รบี ทาํ
ความสะอาดไมป่ ลอ่ ยใหแ้ หง้ กรงั


Click to View FlipBook Version
Previous Book
จดหมายข่าว กศน.อำเภอพานทอง
Next Book
jemputan kak b