วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๕ บัญฑิตา ใฝ่บุญ หลีกหนีความวุ่นวาย ไปผ่อนคลายกลางธรรมชาติ กระบี่จุดกางเต้นท์แห่งใหม่ ชมวิวธรรมชาติ ภูธารแก้วเป็นแหล่งท่องเที่ยวอนุรักษ์ธรรมชาติ สัมผัส อากาศหนาวเย็น ชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ใกล้ชิดเขาพนมภูเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดกระบี่ จุดถ่ายรูป เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2565 นางสาวบัญฑิตา ใฝ่บุญ ได้เดินทางไปเที่ยวที่ภูธารแก้ว ตำบล หน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ หากพูดถึงภูเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดกระบี่ เขาพนมเป็นภูเขาที่สูงที่สุด ในจังหวัด กระบี่ ถ้าอยากสัมผัสเขาพนมอย่างใกล้ชิดต้องไปที่จุดชมวิวบนภูธารแก้ว เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่อนุรักษ์ธรรมชาติอยู่ใกล้ชิดเขาพนมมากที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปกับยอดเขาพนมอย่างใกล้ชิด มีมุม นั่งเล่น ถ่ายรูป และจุดชมวิว หลายมุมด้วยกัน ซึ่งในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาชมวิว และถ่ายภาพ เป็นจำนวนมาก บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มคึกคักโดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ต้นฤดูหนาว
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๖ จุดถ่ายรูป และจุดชมวิว สำหรับความงามของจุดชมวิวบนภูธารแก้ว จะมีจุดเด่นอยู่ที่ความงามของยอดเขาพนมสามารถ มองเห็นวิว ๓๐๐ องศา ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นความสมบูรณ์ของป่าไม้ สัมผัสสายลมยามเช้า และยามเย็นชมพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาพักค้างคืนได้ มีลาน กางเต้นท์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศจุดชมวิวบนภูธารแก้วได้อย่างใกล้ชิด มีลานจัดกิจกรรม ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแบบฉบับครอบครัว กลุ่มเพื่อน ได้ร่วมสนุกรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องน้ำ ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม จุดชมวิว
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๗ บรรยากาศบนภูธารแก้ว นายเขมชาติ สังข์รอด หรือผู้ใหญ่โอมได้กล่าวว่า ภูธารแก้วเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่รองรับ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติ ต้องการที่จะพักผ่อนและอยากสัมผัสกับวิวธรรมชาติในรูปแบบการกางเต้นท์ นอน ดังสโลแกนที่ว่า “กินลมชมทรายทะเล บนยอดภูเขาพนมเบญจา” ซึ่งภูธารแก้วมีร้านอาหาร จำหน่าย หลากหลายรูปแบบ เช่น กาแฟสด เครื่องดื่ม มีบริการเต้นท์ให้เช่าพร้อมอาหาร นอกจากนั้นยังมีแหล่ง ท่องเที่ยวในลักษณะเดียวกัน บ้านไร่ชายเขา และควนเขาตะวัน ในพื้นที่ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ จุดชมวิว สำหรับจุดชมวิวภูธารแก้ว หมู่ที่ ๖ บ้านห้วยน้ำแก้ว ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๓ สนใจติดต่อที่พัก และสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้ใหญ่โอม เบอร์โทรศัพท์ ๐๙๒-๕๕๒๓๕๕๔
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๘ ณัฐชา สุขสวัสดิ์ เมือง พัทลุง ใกล้บ้าน ความคิดถึง ภาคใต้ของไทยมีทะเลหมอกที่สวยงามไม่แพ้ภาคเหนือ ซ่อนเร้นอยู่กลางป่าเมืองพัทลุง เส้นทาง ส่วนใหญ่เป็นทางแคบที่ลาดชัน บางช่วงชันกว่า ๑๕ องศาคนพัทลุงมักเรียกภูเขาเตี้ยๆ ว่า “ควน” ส่วน “นกเต้น” คือ ชื่อเรียกพื้นที่เดิมแถบนี้ ดังนั้น ควนนกเต้น จึงเป็นชื่อภูเขาเตี้ยๆ ที่ชื่อ “นกเต้น” ด้วยความ ที่เป็นควนสูงสุดในแถบนี้ ทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงามกว่าที่อื่น ควนนกเต้น เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เพิ่งเปิดได้เพียง ๒ ปี มีที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ให้บริการ อย่างเป็นระบบ และเนื่องจากทางขึ้นค่อนข้างแคบ และลาดชัน รวมถึงที่จอดรถมีจำกัด จึงไม่อนุญาต ให้นักท่องเที่ยวขับรถขึ้นไปเอง ต้องจอดไว้บริเวณเชิงเขาด้านล่างเท่านั้น ค่าบริการจอดรถคันละ ๕๐ บาท มีคนดูแลตลอด ๒๔ ชม. จากนั้นนั่งรถกระบะขับเคลื่อน ๔ ล้อขึ้นไป ค่าบริการไป/กลับคนละ ๖๐ บาท ถือเป็น การกระจายรายได้ให้คนในท้องถิ่น แต่ใครที่ไม่สะดวก หรือมีผู้สูงอายุ ต้องการขับรถขึ้นไป ต้องได้รับอนุญาต จากเจ้าของสถานที่เสียก่อน เพราะหากไม่ชำนาญอาจเป็นอันตราย ควรเป็นรถขับเคลื่อน ๔ ล้อเท่านั้น
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๙ กิจกรรมยามเช้า คือ การชมทะเลหมอก ถ่ายรูป และกินกาแฟตามสโลแกน “จิบกาแฟ แลหมอก หยอกตะวัน” ที่พักสไตล์ซาไกหลังคามุมจากมีจุดชมวิวมากมายไว้ถ่ายรูป ตั้งแต่ชั้นด่านฟ้าไล่ระดับลงมา สามารถถ่ายรูปได้ทุกจุด เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น มีเสียงน้ำตกทั้งวันทั้งคืนช่วงเวลาสวยที่สุด คือ “ยามเช้า” ที่พระอาทิตย์เริ่มขึ้นสาดแสงไล่สายหมอกที่ไหลเอื่อย ๆ เกิดเป็นประกายสีทองเต็มพื้นที่ เป็นภาพ ที่สวยงามสุดประทับใจ นอกจากความสวยงามบนควนนกเต้นแล้ว รอบ ๆ ควนด้านล่าง ยังมีน้ำตกเล็ก ๆ ให้เล่นน้ำพักผ่อนกันอีกด้วย สถานที่แห่งนี้เป็นอีกมุมของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติของชุมชนคนต้นน้ำ มีอากาศบริสุทธิ์ ตั้งอยู่ติดธารน้ำที่ไหลลงมาจากเทือกเขาบรรทัด ชวนให้มาสัมผัส หากได้มาเที่ยวบนควนสูงที่อากาศเย็นสบาย แบบนี้ “หมูกระทะ” ร้อน ๆ เป็นเมนูเหมาะที่สุดบนควนนกเต้น นอกจากจะมีอาหารหลากหลายให้เลือก รับประทานตามใจแล้ว ยังมีหมูกระทะรสเด็ดด้วย สั่งหมูกระทะชุดใหญ่มารับประทาน มีหมู ไก่ กุ้ง ปลาหมึก และลูกชิ้น แต่ความอร่อยอยู่ที่น้ำจิ้มสูตรเฉพาะที่เอาอะไรจิ้มก็อร่อย ห้องพักวิวเทพ เป็นอีกไฮไลค์หนึ่งของควนนกเต้น มีให้เลือกตั้งแต่วิวทะเลหมอก วิวน้ำตก และวิว พระอาทิตย์ขึ้น ผมเลือกพัก “บ้านซาไก” วิวน้ำตก ลักษณะเหมือนกระท่อมหลังคาสูงมุงด้วยใบจาก ห้องน้ำ ในตัว ราคาหลังละ 1,200 บาท มีพัดลม กระติกน้ำร้อน ไฟฉาย ยากันยุงบริการ แม้จะไม่มีแอร์ แต่อากาศ เย็นสบาย แค่นอนฟังเสียงน้ำตกก็เพลินแล้วสำหรับใครที่ชอบบรรยากาศแบบธรรมชาติ ที่ควนนกเต้นมีครบทั้ง บรรยากาศ ความอบอุ่น ความสนุก อีกทั้งชาวบ้านที่นั้นให้ความเป็นกันเองอีกด้วยมาแล้วรู้สึกถึงความปลอดภัย อ้างอิง แหล่งที่มา: https://autoinfo.co.th/article/324206?fbclid
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๐ แค่อยากเขียน ปภาวรินท์ จันทร์ประสิทธิ์ ม.ปลาย กับกระแสนิยม ชีวิต ม.ปลาย เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสดใส ร่าเริง และสนุกสนาน เนื่องจากเป็นวัยที่ไม่ต้อง รับผิดชอบอะไรมากนัก รับผิดชอบแค่เรื่องเรียนเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าเด็ก ม.ปลายหลาย ๆ คนก็ประสบปัญหา กับความเครียด ความมึนงง และความกดดันในสถานการณ์หลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะเด็ก ม.5 และ ม.6 ที่เป็นช่วงรอยต่อ หลายคนไม่รู้ว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน สาขาอะไร มหาวิทยาลัยใด เพราะมีกระแสนิยมบาง ประการเข้ามาชักนำให้เดินไปทางนั้นทางนี้ แล้วความชอบส่วนตัวของเราล่ะมันอยู่ตรงไหน และใครจะบอก เราได้ดีที่สุด… การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากบุคคล หรือจากสื่อใด ๆ ไปสู่ บุคคล เพื่อให้ได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งในประเทศไทยที่เราอาศัยอยู่นั้น แต่ละคนจะต้องเรียน การศึกษาภาคบังคับ นั่นคือ ต้องจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และหากเราต้องการเรียนต่อ นี่คือด่านแรก ที่เราต้องเลือก โดยแบ่งออกเป็น 2 สายหลัก ๆ ได้แก่ การเลือกเรียนต่อสายอาชีพ และการเลือกเรียนต่อ สายสามัญ และหากเราเรียนต่อสายสามัญ เราก็จะเจอทางแยกย่อย คือ ต้องเลือกว่าจะเรียนสายวิทย์ หรือ สายศิลป์ ซึ่งค่านิยมของสังคมไทยมักให้ความสำคัญและมองว่าผู้ที่เรียนสาย “วิทย์ – คณิต” เป็นผู้ที่สามารถ คาดการณ์อนาคตได้ว่าจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าผู้ที่เรียนสายศิลป์ แต่นั่นมันจริงหรือเปล่า? ดังเช่นฉันผู้ที่เคยประสบปัญหานี้มาก่อน ฉันเป็นคนที่รู้จักตนเองว่าชอบอะไร และไม่ชอบอะไร ฉัน ชอบการเขียน และความรู้ที่เกี่ยวกับสายศิลป์เป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยกระแสนิยมที่เข้ามารุมล้อมและบีบบังคับ ทำให้ฉันมีความรู้สึกว่าต้องเรียนสายวิทย์เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของครอบครัว และเพื่อน ๆ รวมทั้งเพื่อความ สบายใจว่า “ฉันน่าจะมีอนาคตที่ดี” ฉันจึงตัดสินใจเรียนสายวิทย์ แต่ใครจะรู้บ้างว่าชีวิตของคนที่หลงเข้าไป เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ และไม่ถนัดนั้น มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใช่ค่ะ... ฉันเจอความกดดันและยากลำบากในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ที่ต้องจำสูตร คำนวณ ทฤษฎี หรือเนื้อหาหลายอย่างที่มันซับซ้อน แต่ฉันก็ต้องพยายามและต่อสู้กับมัน ฉันฝืนความต้องการ ของตนเองจนเรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเมื่อเรียนจบก็เจอทางแยกที่สำคัญอีกครั้ง คือ การที่ฉัน ม.ปลาย กับกระแสนิยม / รอยยิ้มในวันวาน / ค่านิยม / โควิด... กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ของผู้คน
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๑ ต้องเลือกเรียนมหาวิทยาลัยในสายวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากประสบการณ์ครั้งเก่าทำให้ฉันบอก กับตนเองว่า “ฉันจะไม่เอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ฉันไม่ต้องการอีกแล้ว” ฉันเลยขอเลือกทางเดินที่ตนเองต้องการ คือ “ฉันอยากเป็นนักเขียน” ฉันจึงเลือกเรียนสาขาวิชา ภาษาไทย ซึ่งตอนนี้ฉันกำลังเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เรียนมา ฉันมีความสุขมาก เพราะเมื่อฉันได้เรียนและได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ฉันมักจะทำมันออกมาได้ดีไม่แพ้ใครอื่นเลย ไม่ต้องกังวล ไม่ ต้องเครียด ไม่ต้องฝืน และไม่ต้องกลัวว่าผลการเรียนจะมีปัญหา แต่กลับมีความสุขและชอบในสิ่งที่ได้เลือก เอาไว้ การค้นพบตัวเองเร็วเท่าไรมันยิ่งเป็นผลดีมากเท่านั้น เพราะมันจะทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ หากเรายังมี เวลาในการวางแผนและทำตามแผนที่วางไว้ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ อย่าฝืนทำในสิ่งที่คนอื่นคิดว่าดี สำหรับเรา แต่จงเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง เพราะอนาคตเป็นของเรา เรียนในสิ่งที่ชอบให้มันสนุกที่สุด เท่าที่จะทำได้ก็เพียงพอแล้ว กระแสนิยม คือ กระแสที่ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นไปในทิศทางนั้น หรือสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ คิดว่าดี แต่เราปฏิเสธไม่ได้ เมื่อมีคนส่วนใหญ่ย่อมมีคนส่วนน้อย คนส่วนน้อยอาจไม่ได้คิดเห็นตามกระแสนิยม เหล่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราเจอสถานการณ์ที่เราต้องเลือก ใครล่ะจะบอกเราได้ดีที่สุดนอกจากตัวเราเอง สุภาษิตบอกว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” แต่ถ้าเราพยายามในสิ่งที่เราไม่ชอบ กว่าจะถึง ความสำเร็จเราต้องเสียน้ำตาไปสักเท่าไรกัน…นี่คือสิ่งที่ฉันเจอมา
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๒ ณัฐชา เพ็ชรผจญ รอยยิ้มในวันวาน ความสุข คือ ความโล่งใจ ความอยู่ดีมีสุข ความสงบทางจิตใจและความพึงพอใจในชีวิตของตนเอง ความสุขเป็นสิ่งที่เราทุกคนมองหาตลอดเวลา ความสุขคือการได้ใช้ชีวิตที่สนุกสนาน ได้ทำงานที่ชอบ การได้กิน ของอร่อย ๆ พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว การได้ดูหนังสนุก ๆ ได้ไปชอปปิ้ง ได้ออกไปวิ่ง ได้เล่นเกม กับเพื่อน ๆ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้เราอารมณ์ดี ความสุขใคร ๆ ก็อยากมี ยิ่งตอนที่ฉันเป็นเด็กเป็นอะไรที่มีความสุขมาก ๆ สนุกสนาน ไม่ต้องเครียด ไม่มีเรื่องให้คิดมาก ไม่มีเรื่องให้เหนื่อย ไม่มีเรื่องให้ทุกข์ใจ มีแต่ความคิดที่สดใส จินตนาการเกี่ยวกับการเล่นไป เรื่อยเปื่อย เพราะแต่ละวันก็มีเพียงกิจวัตรที่ตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน ดูการ์ตูน พร้อมกับกินข้าวที่อร่อยที่สุด นั่นคือ กับข้าวฝีมือแม่ สาย ๆ ก็ออกไปเล่นกับเพื่อน เหนื่อยก็กลับมาบ้าน ดื่มน้ำ และไปเล่นต่อ เป็นช่วงเวลา แห่งความสนุก ยิ่งเมื่อกลับมาถึงบ้านมีเหงื่อเต็มตัว แม่ก็ไล่ให้ไปอาบน้ำ แล้วแม่ก็เตรียมอาหารไว้ นั่งกินข้าว พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวบริเวณหน้าจอโทรทัศน์ ดูรายการที่ชอบ และหัวเราะด้วยกัน วันเวลาผ่านไป พอโตมากลายเป็นวัยรุ่น ฉันรู้สึกว่าความสุขและความสนุกกลับน้อยลง เนื่องจาก เป็นช่วงที่ต้องจริงจังกับการเรียน และต้องรับผิดชอบอะไรต่าง ๆ มากมาย บ่อยครั้งที่ฉันรู้สึกเครียด เศร้า เหนื่อย เสียใจ แต่ฉันก็ต้องอดทน ท้อก็ต้องสู้ ในวันที่ฉันไม่มีความสุข ฉันจึงชอบพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ให้ ความสุขแก่ฉันได้ นั่นคือ ทะเล เพราะทะเลทำให้ฉันผ่อนคลาย สบายหู สบายตา การได้นั่งซึมซับอากาศ สูดหายใจให้เต็มปอด ฟังเสียงคลื่น เสียงลมพัดกลายเป็นความสุขในช่วงวัยรุ่นของฉัน สำหรับตอนนี้สิ่งที่ฉันคิด คือ ความสุขของฉันนั้นไม่สำคัญเท่าความสุขของครอบครัว ในวันที่ฉันท้อ เครียด และรู้สึกกดดันเรื่องเรียนจนแทบไปต่อไม่ไหว ฉันมักนึกถึงหน้าทุกคนในครอบครัวที่พวกเขารอดู ความสำเร็จของฉัน ฉันจึงท้อไม่ได้ และคิดเสมอว่า เราเรียนเหนื่อยแค่นี้แต่คนส่งเราเรียนเหนื่อยกว่ามาก บางครั้งฉันแอบร้องไห้คนเดียวเพราะกลัวเอาความสำเร็จมาให้ครอบครัวไม่ได้ กำลังใจนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ฉันโชคดีมากที่มีครอบครัวที่คอยให้กำลังใจและเคียงข้างมาโดยตลอด คอยให้กำลังใจทุกวัน บอกรักทุกวัน ทำให้ฉันมีแรงและใช้ชีวิตต่อไปอย่างไม่โดดเดี่ยว ไม่ว่าฉันจะเจอเรื่องหนัก หนาแค่ไหน ก็ยังมีครอบครัวที่คอยอ้าแขนกอดฉันเสมอ ฉันไม่ได้เป็นคนที่ร่ำรวยเงินทอง แต่ครอบครัวของฉัน อบอุ่นและมีความสุขที่สุด นี่คงเป็นความโชคดีของฉัน ความสุขที่เรียบง่ายและมีพลังที่สุดของฉัน...
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๓ อัญชิษฐา ศรีชัย ค่านิยม เชื่อว่าทุกคนล้วนมีความฝัน ความฝันที่ว่า ไม่ใช่ความฝันในยามค่ำคืน แต่เป็นความใฝ่ฝันที่เกี่ยวกับ ความอยากได้ อยากเป็น ในแบบที่เราต้องการ โดยความฝันของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป หรือ บ้างก็อาจจะมีที่เหมือนกัน ซึ่งทุกความฝันจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมีการลงมือทำ แม้ใครจะบอกว่าเป็นความฝัน ที่ไกลตัว แต่ถ้าเราเชื่อมั่น ฉันว่าสักวันเราก็จะทำความฝันนั้นได้สำเร็จ ความฝันของเราคือต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของตน คนที่อยู่ในวัยเรียนก็มี ความฝันจะได้ทำอาชีพการงานที่ชอบและถนัด คนวัยทำงานก็ฝันที่จะประสบความสำเร็จกับการงานที่ดีทำ การมีความฝันในการงานที่ประสบความสำเร็จนับว่าเป็นสิ่งมีค่าในชีวิตสิ่งหนึ่ง เพราะจะทำให้เรากระตือรือร้น ในการทำงาน มีแรงก้าวผ่านอุปสรรคในการทำงานจนประสบความสำเร็จ แต่ความฝันสำหรับบางคนคือความแตกต่าง ความแตกต่างที่ไม่มีใครพูดได้ว่าสิ่งไหนที่มันดีกว่า ค่านิยมของคนไทยมักอยากให้ลูกหลานทำงานราชการ บางคนโดนบังคับให้เรียนในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ ถ้าเปรียบว่า ทุกคนล้วนเป็นต้นไม้คนละสายพันธุ์กัน และย่อมเติบโตในดินที่แตกต่างกัน แต่กับต้นไม้บางต้น กลับไม่มีสิทธิ์ในการเลือกที่เติบโต กลับโดนจับไปใส่ในกระถางที่มีดินไม่เหมาะสมกับชนิดของต้นไม้ จึงทำให้ ต้นไม้บางต้นต้องตาย หรือไม่เติบโตอย่างสวยงามเหมือนต้นอื่น ๆ ก็เหมือนกับคนที่ต้องเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่ ชอบ บางคนฝันอยากจะทำงานในวงการบันเทิง อยากเป็นนักออกแบบ อยากทำงานที่เป็นนายตัวเอง เหล่านี้ ล้วนเป็นความฝัน และยังมีอีกหลาย ๆ คนที่มีความฝันแตกต่างจากผู้อื่น แล้วอะไรที่ตัดสินว่าความฝันเหล่านี้ไม่ ดี เงินเดือน ความมั่นคง ก็คงการันตีไม่ได้ เพราะหากคุณทำในสิ่งที่คุณชอบ ต่อให้เงินเดือนน้อย หรือความ มั่นคงแทบจะไม่มี คุณก็ยังเลือกที่จะทำในสิ่งนี้ต่อไป เพราะมันคือความฝันของคุณ เราคุ้นเคยกับคำว่าเป้าหมายชีวิต อาชีพสามารถสร้างชีวิตเราให้มีความสุขและพาเราไปถึงเป้าหมาย ใหญ่ที่ตั้งเป้าเอาไว้ได้ ถ้าเราอยากเข้าไปทำงานในสายอาชีพในฝันนั้นจริง ๆ เราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และไม่ควรเสียเวลาไปกับอาชีพที่เราไม่ได้รักที่จะทำ เราต้องกล้าลงมือทำ และหาทางสร้างโอกาสให้กับตนเอง เพื่อให้ได้ทำงานที่ตนเองรัก
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๔ เมื่อคุณได้ทำในสิ่งที่คุณรักต่อให้มันจะเหนื่อยและยากแค่ไหนคุณสามารถทำมันได้อย่างเต็มที่ และสำเร็จเป็นอย่างแน่นอน.แต่ถ้าหากความฝันของคุณโดนกำหนดด้วยความคาดหวังของผู้อื่น.มั่นคง จะไม่ใช่ ความฝันของเราหากทุกคนกล้าที่จะต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเองมันคือตัวกำหนดชีวิตให้ เป็นไปในทิศทางที่เรา อยากให้เป็น.ต่อให้ความฝันของเราแตกต่างจากผู้อื่น.แต่เราสามารถประสบ ความสำเร็จในเส้นทางชีวิตของเรา ได้อย่างดี. อย่าให้ใครมากำหนดความฝันของเรา.นอกจากตัวของเรา เอง สู้เพื่อความฝันทำในสิ่งที่อยากทำและ ทำมันให้ดีทุกครั้งที่มีโอกาส ความฝันมันหอมหวานชวนให้ เคลิ้ม-อย่าให้ความฝันของคุณเป็นเพียงแค่ความคิด ที่คุณคอยบอกตัวเอง.ทำให้ความฝันของคุณให้ เป็นที่ยอมรับของคนที่อยู่รอบข้างตัวคุณไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเพื่อน- หรือคนอื่นๆ ทำให้ทุกคนเห็น ว่าคุณสามารถทำมันได้อย่างดีเพียงแค่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ไม่ว่าจะเร็ว หรือช้า ความฝันของคุณจะคอย ให้กำลังใจคุณ.คิดถึงวันที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเจอปัญหามากมายใน ชีวิตแค่ไหน.ให้เผชิญหน้า กับปัญหา ลงมือทำอย่างจริงจัง.เพื่อตัวเองและเพื่อครอบครัว.และเพื่อตัวของเราเอง ดังนั้นการที่เราจะทำความฝันในการทำงานให้ประสบความสำเร็จได้นั้นเราต้องมีความ พยายาม และ อย่าทำเหมือนคนที่น้ำเต็มแก้ว.ตลอดเวลาต้องหมั่นคันคว้าหาสิ่งใหม่และศึกษาเรียนรู้เพื่อให้ตัวเอง ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๕ กชวรรณ แสงไพบูลย์ โควิด... กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน โควิด 19 แพร่ระบาดในช่วงปลายปี 2562 และระบาดอย่างรุนแรงในปี พ.ศ 2563 รัฐบาลมี มาตรการป้องกันคือ ล็อกดาวน์ทั่วประเทศ ทำให้บางคนตกอยู่ในสถานการณ์กลายเป็นคนว่างงาน เศรษฐกิจ ย่ำแย่ จนมาถึงปี 2565 ที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้นแต่ก็มีสายพันธุ์ใหม่ของโควิด 19 ที่เข้ามาแพร่ระบาดคือ โอมิครอน ซึ่งทำให้คนในประเทศส่วนใหญ่ต้องเข้าสู่มาตรการรับวัคซีนเข็มที่ 2 – 3 และ 4 รวมทั้งต้องใช้ชีวิต ด้วยความระมัดระวังตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือออกไปในพื้นที่สาธารณะ ทุกคนต้องใส่หน้ากากเพื่อ ป้องกันการแพร่เชื้อ และป้องกันตนเอง สำหรับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในช่วงสถานการณ์โควิดนั้นก็มีมากมายหลากหลายอย่าง เช่น การ สวมใส่หน้ากากอนามัยในพื้นที่สาธารณะ การพบปะพูดคุยที่ต้องมีระยะห่าง การใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความ สะอาดมือก่อนจับหรือสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ การประชุมและเรียนผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นระบบ meet หรือระบบ zoom ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์และร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกันและกันได้อย่างปลอดภัย และป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 การปรับตัวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ความตระหนักร่วมกันว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 สามารถกลับมารุนแรงได้ทุกเมื่อ ทำให้ประชาชนในประเทศเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงคือ คนที่ทำงานในบริษัท ส่วนใหญ่ต้องกลับมาทำงานที่บ้านหรือเรียกว่า home work คือนำงานกลับมาทำที่บ้านเพราะป้องกันการติด เชื้อและการแพร่ระบาดของโควิด 19 การเรียนของนักเรียนและนักศึกษาที่เปลี่ยนจากการเรียนออนไซต์ หรือ เรียนในห้องเรียนภายในมหาวิทยาลัยของตน ก็ต้องมาเรียนรูปแบบออนไลน์ หรือเรียนจากที่บ้าน ที่หอพักแทน ในด้านอาจารย์และคุณครูก็ต้องปรับตัวหันมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างจากการเข้ามหาวิทยาลัยในปี พ.ศ 2563 ช่วงนั้นสถานการณ์โควิด 19 รุนแรงเป็นอย่างมากมีผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกวันจากปกติในการใช้ชีวิตง่าย ๆ สะดวกสบาย และมี ความเป็นอิสระค่อนข้างสูง แต่เมื่อมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทุกคนก็ต้องเปลี่ยนมาสวม ใส่หน้ากากอนามัย ไม่สามารถเดินทางหรือออกไปพบปะพูดคุยกับผู้คนในสถานที่ต่าง ๆ ได้ตามปกติ มีมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างกันมากยิ่งขึ้น ช่วงเวลาดังกล่าวมหาวิทยาลัยจึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียน การสอน โดยมอบหมายให้อาจารย์และนักศึกษาเรียนผ่านระบบออนไลน์ และยกเลิกการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมาก เช่น งานปีใหม่ งานวันเด็ก งานประชุม และสัมมนาต่าง ๆ
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๖ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้นักศึกษาบางส่วนขาดการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน แต่ทั้งนี้สำหรับคนที่ปรับตัวได้ และมีการเลือกใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม ก็ยังสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ได้ เช่น การพูดคุยผ่านระบบ meet และระบบ zoom ที่แม้จะมีข้อจำกัดเรื่อง การสัมผัสกัน แต่ก็ทำให้เราได้เห็นหน้าตา และได้ยินเสียงของผู้เข้าประชุมบ้าง โดยบางคนก็มีการเปลี่ยนภาพ พื้นหลัง เปิดกล้อง และเปิดไมค์เมื่อต้องการพูดคุยต่าง ๆ ได้ทำให้คนที่เรียนหรือประชุมด้วยกันไม่รู้สึกง่วงหรือ เหงามากนัก ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าจากสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 แม้จะเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสถานการณ์ที่เข้ามาเพื่อเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักเทคโนโลยีใหม่ และรู้จักที่จะปรับตัวให้เข้า กับการเปลี่ยนต่าง ๆ ดังนั้นสำหรับผู้เขียนแล้ว “การเรียนรู้ที่จะปรับตัว” คือ สิ่งสำคัญที่ทำให้เรารอดพ้นจาก ภาวะวิกฤติในครั้งนี้ รวมถึงแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จะคลี่คลายลงได้ด้วยดี แต่เราก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่ามนุษย์โลกจะไม่พบเจอกับการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออื่น ๆ อีกครั้ง ดังนั้นสิ่งที่ดี ที่สุด คือ เราไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินร้อนช้อนกลาง และการหมั่นล้างมือทำความสะอาดร่างกายสม่ำเสมอ ก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เรา ปลอดภัยจากโรคต่าง ๆ ไม่มากก็น้อย จริงไหมคะ...
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๗ เกร็ดความรู้ ศิริกัญญา เสียมใหม รู้จัก รักพืช ดอกอัญชัน พืชผักดอกไม้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ส่วนยาที่เราใช้รับประทานกันอยู่นั้นก็เกิด จากพืช หรือดอกไม้บางชนิด ส่วนใหญ่แล้วยาทาก็เกิดจากพืช หรือดอกไม้เช่นกัน เราจะเห็นกันดีในตอนที่เรา ยังเป็นเด็กว่าคนในสมัยก่อนมักจะนำพืชมาตำแล้วทาลงบนบาดแผล หรือนำพืชบางชนิดมาตำแล้วทาลงบนตัว เด็กให้หายป่วย และที่พบเห็นได้มาก โดยสามารถทำได้ง่าย คือ การนำดอกอัญชันมามักผม หรือนำมาถูบนคิ้ว เพื่อทำให้คิ้วสีเงาสวย และคิ้วดกเป็นอย่างดี คนในสมัยก่อนเชื่อกันว่าดอกอัญชันสามารถทำให้ผมเงางามได้ มักใช้กับเด็กเล็ก ๆ และการกระทำนี้จึงได้ทำกันจนมาถึงปัจจุบัน ดอกอัญชันนั้นจะมีอยู่เกือบทุกทีแต่คน ส่วนใหญ่มักไม่รู้จักคุณประโยชน์ที่แท้จริงของมัน ถ้าหากพูดถึงดอกอัญชันในภาคใต้แล้ว ดอกไม้สีม่วงที่มีความสวยงามคนในภาคใต้ก็จะรู้กันดี ว่าต้องการนำดอกอัญชันไปทำอะไร ก็คือ การนำมาถูคิ้ว และหมักผมเพื่อความสวยเงางามรวมไปถึงดกดำ ดังข้างต้นที่ได้พูดถึงไปแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าดอกไม้ชนิดนี้สามารถทำได้หลายอย่าง เรามารู้จักดอกอัญชันให้ดี ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมกันค่ะ รู้กันหรือเปล่าดอกอัญชันมีคุณสมบัติอย่างไร ดอกอัญชันมีคุณสมบัติ คือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยในตัวของดอกอัญชันนั้นจะมีสารตัวหนึ่งที่ ชื่อว่า แอนโทไซยานิน ซึ่งสารชนิดนี้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของดวงตาเพื่อเพิ่มการมองเห็น แก้อาการตาฟาง ตามัว หรืออาจจะเป็นภาวะการเสื่อมของดวงตาที่มาจากโรคต้อหิน ต้อกระจก และยังคงช่วย ในเรื่องของการไหลเวียนของโลหิต จึงทำให้เลือดนั้นสามารถไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากเลยทีเดียว รู้จัก รักพืช ดอกอัญชัน / ต้นไม้ในป่าชายเลน “ต้นจาก” / ไม่มีแพะรับบาป มีแต่แพะรับทรัพย์ / น้ำสมุนไพรจาก ใบกะเพราเพื่อสุขภาพ / สมุนไพรไทย ใคร ๆ ก็ว่าดี / มโนราห์โรงครู (มโนราห์ตาศรี) / หนุกหนาน งานชิงเปรต / ขนมเปียกปูน / โรคที่มากับฝน
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๘ สรรพคุณของส่วนต่าง ๆ ในดอกอัญชัน ในส่วนของดอกอัญชันสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ ๑. ช่วยบำรุงในเรื่องของสมอง ๒. ช่วยป้องกัน และบรรเทาอาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า ๓. ช่วยล้างสารพิษ และขับของเสียออกจากร่างกาย ๔. สารต้านอนุมูลอิสระในดอกอัญชันช่วยในการชะลอวัย และริ้วรอยแห่งวัย ๕. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย และเพิ่มพลังทำให้ร่างกายมีแรงขึ้น ๖. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ๗. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดี ๘. แก้อาการฟกช้ำต่าง ๆ ตามร่างกาย ในส่วนของใบอัญชันสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้ ๑. ช่วยในเรื่องขับปัสสาวะได้เป็นอย่างดี ๒. ช่วยในส่วนของสายตา และอาการตาแฉะ ในส่วนของรากอัญชันสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้ ๑. สามารถช่วยแก้อาการปวดฟัน ๒. ทำให้ฟันแข็งแรงโดยการนำรากมาถูที่ฟัน ๓. นำรากมาปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ และยาระบายได้ดี ๔. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น วิธีการ คือ นำรากของดอกอัญชันไปถูกับน้ำฝน แล้วนำมาหยอดที่ตา และหู จะเห็นได้ชัดเจนว่า ดอกอัญชันมีประโยชน์หลายอย่างในการดูแลร่างกายของมนุษย์เราแต่ยังคงมีอีก หลายอย่างที่เรายังไม่พูดถึงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำสีจากดอกอัญชันมาทำอาหารเพื่อสีสันที่สวยงาม นำมาต้มน้ำเพื่อดื่มก็อร่อยมาก และก็ยังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน หรือนำยอดของต้นดอกอัญชันมาประดับแก้ว แต่ไม่ว่าจะนำไปทำอะไรล้วนแล้วแต่มักจะนำมามักผมเป็นที่สุด เพราะช่วยในเรื่องผมสวยไม่พอยังช่วยลดผม ร่วงได้อีกด้วย
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๐๙ ข้อควรระวัง ดอกอัญชันมีประโยชน์ในเรื่องยาที่ช่วยลดอาการต่าง ๆ ก็จริง แต่เราไม่ควรรับประทานในปริมาณที่ มากเกินไป เราควรระมัดระวังการรับประทานดอกอัญชันหากกำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เนื่องจาก ดอกอัญชันมีฤทธิ์ละลายลิ่มเลือด จึงอาจทำให้ยา มีฤทธิ์รุนแรงยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นเราก็ ไม่ควรดื่มน้ำอัญชันนั้นมากจนถึงขั้นดื่มแทนน้ำเปล่า
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๐ ขวัญนภา ไกลถิ่น ต้นไม้ในป่าชายเลน “ต้นจาก” ต้นจาก เป็นไม้ป่าชายเลน ที่มีความสำคัญในด้านการอนุบาลสัตว์น้ำ การป้องกันการกัดเซาะของ ชายฝั่ง และเป็นต้นไม้ตระกูลปาล์มเช่นเดียวกับมะพร้าว จะอยู่รวมกันเป็นกอหลาย ๆ กอหนาแน่นมาก ชอบพื้นที่ค่อนข้างแฉะ หรืออยู่ริมน้ำ จึงเรียกบริเวณที่มีต้นจากอยู่หนาแน่นว่า “ป่าจาก” ขณะเดียวกันเป็นพืช ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในหลายด้านด้วยกัน ใช้ใบห่อขนม ใช้ใบทำหลังคา รวมถึงผลจาก และน้ำจาก ที่นิยมนำมารับประทาน เนื่องจากลูกจากมีเนื้อนุ่ม หอมหวาน ส่วนน้ำจาก ให้รสหอมหวานเช่นกัน ลักษณะของต้นจาก ต้นจาก จัดเป็นปาล์มแตกกอจากลำต้นใต้ดินหรือลำต้นที่ เลื้อยไปบนดิน โดยโผล่ก้านใบและตัวใบขึ้นมาอยู่เหนือดิน ลำต้นจะ แตกแขนงอยู่ใต้ดินทำให้ขึ้นเป็นกอ ๆ และหลายทอด ต้นจากมีความ สูงประมาณ ๓ เมตร เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว และมีน้ำท่วมขัง ชอบแสงแดดจัด ใบจาก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงตรงข้ามกัน มีใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมีลักษณะเรียวแหลม โคนใบเป็น รูปลิ่ม (ลักษณะคล้ายใบมะพร้าว) ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนผิวใบด้านล่างมีสีนวล ส่วนกาบใบใหญ่ห่อโคนต้น ก้านใบที่แตก ใหม่จะเป็นสีม่วงแดง ส่วนโคนใบจะมีกะเปาะอากาศเป็นตัวช่วยพยุง ให้ใบชูขึ้นเหมือนชูชีพ
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๑ ดอกจาก ดอกมีสีเหลือง ออกดอกเป็นช่อแบบกระจุก แน่นระหว่างกาบใบ ดอกเป็นรูปกลม ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ ในต้นเดียวกัน ช่อดอกจะชูตั้งขึ้นและโค้งลง ออกดอกได้ตลอดทั้ง ปี ผลจาก ผลอยู่รวมกันเป็นช่อ มีผลย่อยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นกระจุกเรียกว่า “โหม่งจาก” ลักษณะของผลเป็นรูปทรงไข่กลับ (คล้ายกับผลระกำแต่ไม่มีหนาม) แบน และนูนตรงกลาง ผลมี สีน้ำตาลเรียบเป็นมัน ผลมีสันแหลมหรือมีร่องผลประมาณ ๙-๑๐ ร่อง ข้างในมีเนื้อเมล็ดสีขาว มีปริมาณของเนื้อไม่มากนัก และใช้ รับประทานได้ มีรสชาติคล้ายกับลูกตาลสด ภายในผลมีเมล็ด ลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีขาว สรรพคุณของจาก • ใบจากนำมาใช้ต้มดื่มแก้อาการท้องร่วงได้ • กลีบดอกของดอกจากสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของชาสมุนไพรได้ • ทลายต้มกับน้ำ ดื่มต่อเนื่อง ๓ เดือน รักษาโรคความดันโลหิต และเบาหวาน ประโยชน์ของจากในภาคใต้ ๑. ต้นจาก นิยมใช้ปลูกเพื่อประดับริมน้ำกร่อยหรือริมทะเล หรือในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือใช้ปลูก เพื่อเป็นแนวกับลม เพื่อช่วยลดเสียงรบกวน ส่วนผลมีลักษณะที่สวยงาม ใช้ปลูกเป็นไม้กระถางประดับได้ ๒. ลูกจาก อ่อนหรือผลอ่อน สามารถนำไปแกงทำเป็นอาหาร ต้มกินกับน้ำพริก ใช้เป็นผักเหนาะ น้ำพริก กินร่วมกับแกงไตปลา ทำเป็นแกงกะทิ หรือลูกจากหนุ่มก็ผ่าเอาเมล็ดมารับประทานสดเป็นผลไม้ได้ หรือจะนำมาลอยแก้ว หรือใช้เชื่อมรับประทานเป็นขนมหวาน ๓. ใบจาก ที่ใช้มุงหลังคา เรียกว่าตับจาก สามารถเอาส่วนใบแก่จะเย็บเป็นตับ คนภาคใต้มักนิยมใช้ ใบจากนำมาใช้มุงหลังคา หรือใช้กั้นฝาบ้านได้ ทำกระแชงที่มีลักษณะคล้ายกับเต็นท์ แถมยังกันความร้อนได้ ดีกว่าเต็นท์อีกด้วย และใบจากคนภาคใต้นำใบไปทำเป็นบุหรี่ ทำด้วยใบจาก ทำจากยอดอ่อนของต้นจาก นำมาตัดเป็นใบ ตากไว้ให้แห้ง ก็สามารถม้วนบุหรี่สูบ
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๒ ๔. พอนจาก หรือ ปงจาก ใช้ทำเป็นทุ่นสำหรับเกาะตอนว่ายน้ำเพื่อไม่ให้จม หรือนำไปทำเป็นของเล่น สำหรับเด็ก เช่น ทำเป็นดาบ ปืน เรือ ต้นจากเป็นพืชที่คนภาคใต้รู้จักดีที่สุด เห็นได้เยอะในภาคใต้ เพราะภาคใต้ติดกับทะเล ต้นจากจะอยู่ ฝั่งทะเล พืชต้นจากมีอยู่ในป่าชายเลน มันมีสารพัดประโยชน์ของต้นจากได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ใบจนถึงผล ในอดีตประชาชนที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเลได้ใช้ประโยชน์ของต้นจากอย่างกว้างขวาง ทั้งอาศัยใบจากในการทำ ฝาบ้าน มุงหลังคา ม้วนบุหรี่ ทำภาชนะต่าง ๆ เช่น หมวก ภาชนะตักน้ำ ไม้กวาด และที่เป็นอาหารได้แก่ ผลยอดอ่อน และการปาดน้ำหวานจากต้นจากเพื่อทำน้ำตาล เครื่องดื่ม จึงเรียกว่าเป็นไม้คู่ชีวิตของคนที่อาศัย อยู่ชายฝั่งกันเลยทีเดียว
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๓ ปาณิสรา ยงกิจ ไม่มีแพะรับบาป มีแต่แพะรับทรัพย์ ไม่มีแพะรับบาป มีแต่แพะรับทรัพย์! เจาะใจ “คุณประยงค์ ยงกิจ” อดีตครูรับจ้างตัดสินใจมาทำปศุสัตว์ จับพลัดจับผลูมาเลี้ยงแพะ ขายเนื้อ ราคาไม่ตก ขายได้ทุกเทศกาล “เมื่อ ๖ ปีที่แล้ว ผมได้แพะมา ๑๐ ตัว ผมใช้งบประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท มาซื้อแพะ เราต้องไปซื้อ เองจากฟาร์มใหญ่ จะได้ราคาส่ง ซึ่งเราจะซื้อแพะพันธุ์บอร์ ตัวนึงค่าสายพันธุ์ ก็ ๑๖๐-๑๗๐ ต่อกิโล ตอนนั้น ซื้อมาตัวไม่ใหญ่ ๑๕-๒๐ กิโลกรัม เอามาเลี้ยงให้โตทีหลัง แต่ถ้าเราซื้อในน้ำหนักที่เพิ่มขั้นราคาก็จะลดลงตาม ระดับ” นายประยงค์ ยงกิจ ชายชาวจังหวัดกระบี่ วัย ๔๙ ปี เปิดใจกับดิฉัน ถึงเรื่องราวของตนเอง จากอดีต ครูรับจ้าง สู่คนเลี้ยงแพะ หลังจากที่ได้มารู้จัก “การเลี้ยงแพะ” ก็ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแพะช่วยให้เขาปลดหนี้ ให้ลืมตาอ้าปาก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดยปัจจุบันเขามีรายได้ต่อวัน เฉลี่ยแล้วนับหลายพันบาท
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๔ “แพะเป็นสัตว์ที่ขายได้ตลอดทั้งปี เพราะนิยมในงานทำบุญของคนอิสลาม ทำเป็นแกงแพะหม้อใหญ่ เราขายทั้ง เนื้อแพะ และแกงแพะ เลยไม่ค่อยมีผลกระทบมากมายในช่วงโควิด ๑๙ นี้ แต่จำนวนก็จะลดลงต่อวัน จากที่เคยขายได้วันละ ๖-๘ ตัว ตอนนี้ก็เหลือประมาณ ๕-๖ ตัวต่อวัน” สำหรับฟาร์มแพะแห่งนี้ เลี้ยงแพะด้วยวิถีธรรมชาติ โดยปล่อยให้แพะเดินเล็มกินหญ้าอย่างสบายใจ บนพื้นที่แถวคอกแพะ ในสวนยาง และยังมีอาหารอื่น ๆ เช่น อาหารเม็ดเสริม เปลือกข้าวโพด ผักผลไม้ต่าง ๆ และยอดกระถิ่น ซึ่งด้วยจำนวนแพะในอดีตที่ไม่มากเกินดูแล ทำให้ประหยัดค่าจ้างแรงงานลงไปด้วย “ปัจจุบันผมเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวได้ก็ซื้อแพะเพิ่มขึ้น จนในตอนนี้มีทั้งหมดประมาณ ๕๐ ตัว มีทั้งจาก ที่รับซื้อมา และรวมถึงมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เกิดเองอีกด้วย ซึ่งในช่วงนี้แพะก็นิยมมากในต่างประเทศ จากที่เคย ส่งออกบ่อย ๆ คือ ประเทศมาเลเซีย แต่ตอนนี้มีเพิ่มเข้ามา คือ ประเทศเวียดนาม ทำให้ราคาแพะช่วงนี้พุ่ง สูงขึ้น เพราะมีความต้องการมาก หลายคนหันมานิยมกินเนื้อแพะกันเป็นจำนวนมาก” อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้ ต้องเจออะไรมามากมาย อยากให้ทุกคน มีความตั้งใจ และความอดทนในสิ่ง ๆ นั้น ไม่ว่าจะอาชีพไหนทุกคนก็มีสิทธิที่จะประสบความสำเร็จได้ เหมือนกัน
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๕ นิศารัตน์ นรินทร น้ำสมุนไพรจากใบกะเพราเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันคนเราหันมารับประทานผัก ผลไม้และพืชสมุนไพรเพื่อใช้ในการป้องกัน และรักษาโรคมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่ามีความปลอดภัยมากกว่า การใช้ยารักษาโรค และยังเป็นแหล่งสำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ หลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินอี กะเพราเป็นผักสวนครัวที่เรารู้จักกันดี ใบกะเพราสามารถนำมาประกอบ อาหารเพื่อปรุงรส และกลิ่นได้ โดยเฉพาะหมูผัดใบกะเพราซึ่งเป็นอาหารยอดนิยม กะเพรามีสรรพคุณทางยา เช่น ขับเสมหะ แก้คลื่นไส้อาเจียน ขับเหงื่อ ป้องกันโรคเกี่ยวกับตับ และหัวใจ บรรเทาอาการ ระบบทางเดิน อาหาร ใบกะเพรานั้นมีอยู่เกือบทุกที่ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่รู้จักคุณประโยชน์ที่แท้จริงของมัน กะเพราจัดอยู่ใน ๑๐ สมุนไพรช่วยต้านโควิด ๑๙ ซึ่งยังเป็นสมุนไพรคู่บ้านของคนไทยเลยก็ว่าได้ สามารถเป็นได้ทั้งยาสมุนไพร เเละนำมาประกอบอาหารก็ได้ประโยชน์มากได้เช่นกัน มีสรรพคุณช่วยลดระดับ ไขมันในร่างกาย และลดน้ำตาลในเลือดได้รวมถึงช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค การรับประทาน กะเพราระยะสั้นอาจปลอดภัยต่อสุขภาพแต่ไม่ควรบริโภคกะเพราติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อรักษาปัญหา สุขภาพ เนื่องจากยังไม่ปรากฏข้อมูลทางการแพทย์ว่าจะปลอดภัย และควรหยุดบริโภคหรือใช้กะเพราก่อน วันเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย ๒ สัปดาห์เนื่องจากกะเพรามีฤทธิ์ชะลอการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้เสี่ยง เลือดออกมากขึ้นระหว่าง และหลังผ่าตัดได้ โดยใบกระเพรามีรสฉุน ร้อน ช่วยขับลมแก้ซาง แก้ท้องขึ้น จุกเสียดแน่นท้อง ปวดท้อง ช่วยในการ ย่อยอาหาร และช่วยบำรุงธาตุ เป็นต้น
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๖ อุปกรณ์สำหรับการทำน้ำสมุนไพร ๑. ใบกะเพรา ๒. หม้อต้ม ๓. ภาชนะสำหรับใส่น้ำสมุนไพร วิธีการทำน้ำกะเพราสมุนไพร ๑. นำใบกะเพรามาล้างให้สะอาด ๒. นำใส่หม้อต้ม หรือหม้อไฟฟ้าก็ได้จากนั้นรอให้น้ำเดือด ๓. ต้มน้ำให้เดือด แล้วนำกะเพราประมาณ 10 กรัม ใส่ในน้ำต้ม ปล่อยทิ้งไว้ 5-10 นาที ๔. จัดเตรียมภาชนะไว้สำหรับใส่น้ำสมุนไพร ๕. นำน้ำสมุนไพรมาดื่มแทนน้ำชาได้ ประโยชน์ของน้ำสมุนไพรใบกะเพรา ๑. ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ป้องกันไข้หวัด ๒. ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ๓. ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร และเเก้จุดเสียดแน่นท้องได้ ๔. ช่วยลดระดับไขมันในร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ๕. ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ ๖. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๗ ข้อควรระวัง อาการข้างเคียง หากดื่มแล้วมีอาการตัวรุม หรือปากแห้ง คล้ายร้อนใน ซึ่งอาจพบได้ จากการกินขนาด ที่สูงไป เล็กน้อย ให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ และปรับอาหารมื้อต่อไป ให้มีผักรสขม เช่น มะระ จะทำให้ลดอาการ ข้างเคียงนี้ เมื่อ อาการท้องอืดท้องเฟ้อหายไป ก็หยุดรับประทาน
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๘ กมลฉัตร จันทรโชติ สมุนไพรไทย ใคร ๆ ก็ว่าดี มนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ ย่อมดำรงชีวิตอยู่ด้วยปัจจัย 4 ประการ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร และยารักษาโรค ดังนั้น ยารักษาโรคจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มนุษย์มุ่งแสวงหา ในอดีต เป็นยุคที่เทคโนโลยียังไม่สามารถเข้าถึงได้ การแพทย์ต่างๆ ก็ยังไม่รุ่งเรืองเหมือนปัจจุบัน มนุษย์จึงเลือกคัดสรร สิ่งแวดล้อมรอบตัวมาใช้เป็นประโยชน์ เพื่อความอยู่รอดของตนเอง คนเราแต่เดิมมานั้น เมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ไปเอาใบไม้ ใบหญ้ามาบดกินเข้าไป เพื่อรักษาโรคภัย ไข้เจ็บ ซึ่งเรามักเรียกพืชเหล่านั้นเสมอ ๆ ว่า “ยาสมุนไพร” ด้วยความเคยชิน และสัญชาตญาณในการอยู่รอด ของมวลมนุษย์เรา ต่อมาแพทย์ยุคใหม่เจริญก้าวหน้า ก็ได้ใช้พวกสารสังเคราะห์เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น แต่ก็มีมากทำการสังเคราะห์ไม่ได้หรือทำได้ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมากก็อาจจะเป็นได้ ประเทศไทยเรานั้น มีส่วน ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรม แต่ดั้งเดิมมากจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่ นับแต่เรื่องศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนการ บำบัดรักษาโรค ซึ่งมีหลักฐานปรากฏเด่นชัดว่า ได้อาศัยคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียเป็น บรรทัดฐาน การวินิจฉัยชื่อโรคก็ดี ชื่อสมุนไพรที่ใช้ประกอบยารักษาโรค ได้นำเข้ามาจากต่างประเทศเสียเป็น ส่วนมาก เช่น อินเดีย และจีน เป็นต้น (https://www.doctor.or.th/article/detail/5233 ออนไลน์ หมอชาวบ้าน) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ปัจจุบัน ประชาชนเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่าง ๆ ใกล้ตัวมากมาย สมุนไพรไทยถือเป็นทางเลือกที่คนทั่วไปนิยมใช้ดูแล สุขภาพในเบื้องต้น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงได้จัดทำคู่มือพืชสมุนไพรประจำบ้าน เพื่อใช้ดูแลสุขภาพ เช่น กระเพราแดง, ขิง, ตะไคร้, ช้าพลู, บัวบก, เป็นต้นสมุนไพรดังกล่าวสามารถหาซื้อได้ จากท้องตลาดทั่วไป และสามารถปลูกได้เองที่บ้าน
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๑๙ https://xn--12cc0dik2d5ak9em9l6d.com/ กระเพราะแดง มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณแก้ปวดท้อง ท้องอืด แก้ลมจุกเสียดแน่นท้อง และขับลมทำให้เรอเหมาะสำหรับเด็ก วิธีทำ 1. ล้างใบกะเพราแดงให้สะอาดแล้วนำ ไปตากแดด 2-3 แดด จนแห้งจึงให้เก็บไว้ในกระป๋องหรือภาชนะ แห้ง ๆ 2. วิธีชง นำกะเพราแดงแห้ง ใส่ในกระติกน้ำร้อน หรือชงกับน้ำ 1 แก้ว ก็ได้ทิ้งไว้ 5-6 นาที แล้วดื่มได้เลย https://health.kapook.com ขิง มีรสเผ็ดร้อนหวาน สรรพคุณ บรรเทาอาการท้องอืด ขับลม แน่นจุกเสียด และบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน จากอาการเมารถ เมาเรือ วิธีทำ 1. ตัดส่วนที่สกปรกของขิงออก แล้วล้างในน้ำสะอาดหลาย ๆ รอบ ให้สะอาดทุกส่วน 2. นำขิงมาห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วทุบขิงด้วยสากให้พอแตก เพื่อให้น้ำมันหอมระเหยของขิงออกมา 3. ต้มน้ำให้เดือด แล้วนำขิงลงไปต้ม ประมาณ 20 นาที
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๐ 4. เติมน้ำตาลลงไปในหม้อ ปริมาณตามความหวานที่ชอบ คนให้น้ำตาลละลาย ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นปิดเตา และปิดฝาหม้อทิ้งไว้ 30-60 นาที 5. นำน้ำขิงมากรองแล้ว ใส่ขวดหรือภาชนะที่ใช้เก็บไว้ดื่ม ที่มา : https://www.suaheew.com/ ตะไคร้ มีรสปร่า กลิ่นหอม มีสรรพคุณขับลมในลำไส้ เจริญอาหาร ขับปัสสาวะ วิธีทำ 1. ใช้ต้นแก่ 1 กำมือ (ต้นสดใช้ 40-60 กรัม หรือต้นแห้งหนัก 20 - 30 กรัม) ต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ใช้เหง้าตะไคร้แก่ ฝานเป็นแว่นบาง ๆ คั่วจนเหลือง ชงแทนชา ดื่ม ก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 ครั้ง ที่มา : https://prayod.com บัวบก สรรพคุณตามตำรายาไทยใช้บัวบกแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ช้ำใน ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว เป็นยาบำรุง และยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างความจำ ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในคนพบว่าบัวบกมีฤทธิ์ รักษาความผิดปกติของหลอดเลือดดำ ช่วยให้คลายกังวล รักษาแผลที่ผิวหนัง และรักษาแผลในทางเดินอาหาร
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๑ วิธีทำ 1. ล้างใบบัวบกให้สะอาด สะเด็ดน้ำออกจนหมด จากนั้นหั่นเป็นท่อนสั้น ๆ เตรียมไว้ 2. ต้มน้ำกับใบเตยจนเดือด พักทิ้งไว้จนน้ำอุ่น 3. แบ่งใบบัวบกเป็น 6 ส่วน ทยอยใส่ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยน้ำต้มสุกที่อุ่นแล้ว 1 ถ้วยลงปั่นจนละเอียด เป็นน้ำทำซ้ำจนหมด ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่เฉพาะน้ำ เตรียมไว้ 4. ใส่น้ำเชื่อมลงในน้ำใบบัวบก คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ใส่น้ำแข็งลงในแก้ว เทน้ำใบบัวบกใส่ลงไป พร้อมดื่ม หรือเทขวดปิดฝาให้สนิท นำเข้าตู้เย็น เก็บไว้ดื่มได้
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๒ เกศินี เสียรวงศ์ มโนราห์โรงครู (มโนราห์ตาศรี) พิธีกรรมโรงครูและความเชื่อในตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีความเชื่อ ผู้สืบทอด เป็นผู้นำหลักในการ ประกอบพิธีกรรม (ผู้นำหลักและโนราใหญ่ของตำบลน้ำตก ก็คือ โนราตาศรี ทองน้ำแก้ว) โนราห์โรงครูมีความหมายดังนี้ โนราที่แสดงเพื่อประกอบพิธีเชิญครูหรือบรรพบุรุษโนรามายังโรงพิธีเพื่อรับ การเซ่นสังเวย เพื่อรับของ แก้บน และเพื่อครอบเทริดหรือผูกผ้าแก่ผู้แสดงโนรารุ่นใหม่ ด้วยเหตุที่ต้องทำการ เชื้อเชิญครูมาเข้าทรงหรือ มา "ลง" ยังโรงพิธี จึงเรียกพิธีกรรมนี้อีกชื่อหนึ่งว่า "โนราลงครู"โนราโรงครู จึงเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความเชื่อ มีบทบาทต่อวิถีชีวิต และสังคมของชาวบ้านภาคใต้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโนราและ ผู้มีเชื้อสายโนรา ส่วนชาวบ้าน ทั่วไปก็ได้อาศัย บนบานขอความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ หรือจะมาขอรับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างจาก ครูหมอโนรา เมื่อได้รับผลสำเร็จตามความต้องการแล้ว จึงได้ทำพิธีโนราโรงครู เพื่อการเซ่นไหว้แก้บน ขั้นตอนและพิธีกรรมโนราโรงครู การแสดงโนราโรงครูมีขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมและการแสดงใช้เวลา ๓ วัน ๒ คืนกำหนดวันแรก คือวันพุธ วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ในแต่ละวันจะมีจุดมุ่งหมาย ความสำคัญและประโยชน์คุณค่าของพิธี กรรมการแสดงต่อไปนี้ พิธีกรรมวันพุธ เป็นวันแรกของพิธีกรรม เริ่มจากเจ้าภาพจะต้องให้หมอไหว้พระภูมิเจ้าที่ตอนเช้า ณ บริเวณบ้านหรือ โรงโนราเพื่อเป็นสิริมงคล เมื่อถึงเวลาตอนเย็นคณะโนราได้เดินทางมาถึงบ้านเจ้าภาพจะต้องนำขันหมากไปรับ โนราเป็นการให้เกียรติและแสดงความเคารพแก่คณะโนราโดยนายโรงจะทำพิธีทักโรง (บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง)
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๓ และเข้าโรงโนราเป็นคนแรกหลังจากนั้นคณะโนราเจ้าเข้ามาในโรงพร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วงระยะเวลาดังกล่าว เป็นเวลาโพล้เพล้ หรือเวลาที่นกกาลังชุมรังเมื่อวางอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วโนราจะนำเครื่องดนตรีมาวางกลางโรง เรียกว่าตั้งเครื่องบรรเลงจังหวะโดยทั่วไปสั้น ๆ ไม่เกินห้านาทีเพื่อ ตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องดนตรี เป็นการเสร็จพิธีการตั้งเครื่อง หลังจากนั้นจะเป็นการประกอบพิธี ดังต่อไปนี้ ๑. เบิกโรง เพื่อขอสถานที่ตั้งโรงโนรา และเปิดโรงพิธีให้ครูหมอเข้าสู่โรงพิธี ๒. ลงโรง เพื่อประกาศให้ทราบว่ามีการแสดงโนรา ๓. กาดครู เป็นการร้องกลอนเพื่อสรรเสริญครู ๔. ชุมนุมครูเทวดา เป็นการร้องเชิญวิญญาณครูและเทวดาให้เข้ามา ๕. กราบครู เป็นการกราบครูขออธิษฐานขออำนาจครูหมอดลบันดาลให้เจริญรุ่งเรืองมีลาภผล ห่างพ้นภัยอันตราย ๖. เซ่นครูหมอ การจุดธูปเทียนและประพรมเหล้าไปที่เครื่องบูชา ๗. รำถวายครู โดยโนราใหญ่จับบทตั้งเมืองเพื่อระลึกถึงเมืองของพระยาสายฟ้าฟาดคือโรงโนรา ๘. รำเล่นสนุก เป็นการรำโนราเพื่อความสนุกสนานจะรำแบบโบราณหรือรำแบบสมัยนิยมก็ได้ พิธีกรรมวันพฤหัสบดีถือว่าเป็นวันพิธีใหญ่จะมีขนบนิยม 2 แบบคือ ๑. รำเพื่อแก้บน และแก้เหมรย ๒. รำเพื่อประกอบพิธีกรรมเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เช่น ครอบครู สอดไหมรย จากพิธีกรรมในวันนี้ จะมี องค์ประกอบหลัก ๓ ส่วน ๑. พิธีกรรมขอความเป็นสิริมงคลแก่โนรา เป็นพิธีตอนต้นซึ่งมีการกาดครู ชุมนุมครู ไหว้สัสดี จับบทแสงทอง หลังจากนั้นจะเตรียมตัวประกอบพิธีเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เช่น ครอบครูโนรา สอดเครื่อง สอดไหมรย ๒. พิธีกรรมการรำถวายครูหมอเป็นพิธีการซึ่งมีวิธีการแต่งพอก เพื่อรำในกระบวนการหลักของ โนรา โนราโรงครูรา ให้ครบสิบสองบทตั้งแต่บทคุณครู บทครูสอน บทสอนรำ บทปฐม บทลูกอ่อน บทฝนตกข้างเหนือ บทฟ้าลั่น บทกำน้า บทใจ ชาย บทโสกัง บทระไวระเวก บทพลายงาม รำท่าครูสิบ สองท่าถวายศาล และแสดงเรื่องสิบสองเรื่อง หลังจากรำเสร็จแล้วจะมี พิธีการรักษาโรค ๓. พิธีการเชิญครูหมอมาเข้าทรง และรับเครื่องสังเวย จะเริ่มทำพิธีตอนกลางคืน เริ่มตั้งแต่ลง โรง กาดครู เชิญครู ชุมนุมเทวดา เชิญครูหมอตายายมาประทับทรง และพบปะเจ้าภาพ ลูกหลาน และแก้บนต่าง ๆ หลังจากแก้บนหมดทุกคน แล้วเชิญครูหมอกลับ พิธีกรรมวันศุกร์ เป็นวันที่สามหรือเป็นวันส่งครูในวันนี้จะมีพิธีกรรม ๓ อย่างคือ พิธีชาครูหมอ พิธีส่งครู และพิธี ตัดเหมรย ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๔ ๑. พิธีบูชาครูหมอเป็นพิธีที่เจ้าภาพและลูกหลานรวบรวมเงินทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ตายายโนรา โดยโนราใหญ่เป็นผู้ ร้องกลอนชา (บูชา) และขอพรจากครูหมอตายายโนรามาช่วยคุ้มครองให้โชคลาภ ๒. พิธีส่งครู ส่งเทวดา เป็นการร้องส่งครูหมอตายายโนราและเทวดาทั้งหมดที่เชิญมาสู่พิธีให้กลับที่ ของตน ๓. พิธีตัดเหมรย เป็นพิธีที่แสดงว่าสัญญาและพันธะที่เจ้าภาพได้บนบานไว้กับครูหมอโนราได้ขาดกัน แล้วเพราะได้แก้ บนให้แล้วในพิธีจึงทำเอาเคล็ด โดยโนราใหญ่ใช้พระขรรค์ตัดสิ่งต่าง ๆ ในโรงโนราเช่น เชือก มัดขื่อโรง บายศรีท้องโรง จากบน ศาลสามตับ เชือกผูกผ้าเพดาน ห่อเหมรยที่วางบนศาลพร้อมว่าคาถากำกับ หลังจากนั้นมาพลิกเสื้อคล้ากลางโรงให้หายขึ้นเป็น การเลิกหรือลาโรงโนราศี ทองน้ำแก้ว โนราใหญ่บ้านน้ำตก ความเชื่อเกี่ยวกับโนราและการรำโนราโรงครู ๑. ครูหมอโนรา คือบูรพาจารย์โนราและบรรพบุรุษของ โนราที่ล่วงลับไปแล้ว โนราเชื่อว่าครูหมอ เหล่านี้ยังมีความผูกพันกับลูกหลานและผู้มีเชื้อสายโนรา หากลูกหลานเพิกเฉยไม่ เคารพบูชาไม่เซ่นไหว้ก็จะ ได้รับการลงโทษจากครูหมอโนราด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นการเจ็บป่วย ซึ่งการเจ็บป่วยจะเป็นช่วงเวลา ๒. ความเชื่อเรื่องการแก้บน ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่าการบน และการแก้บนครูหมอโนราจะทำให้ ตนเองได้รับความช่วยเหลือในสิ่งที่ปรารถนา และพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนต่าง ๆ ๓. ความเชื่อเรื่องการรักษาอาการป่วยไข้หรือโรค ความหมายของโรคหรืออาการ “โนราย่าง” (โนราย่าง (โนราย่าง) เป็นอาการที่บุคคลป่วยกระเสาะกระแสะ เนื่องจากครูหมอโนราให้โทษจะเยียวยาอย่างไร ก็ไม่หาย ๔. ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์การรำโนรา และการประกอบพิธีกรรมโนราโรงครูจะเกี่ยวข้องกับ ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เช่น เวทย์มนต์คาถา การทำ และป้องกันคุณไสยเชื่อเรื่องเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อเรื่องโชคลางเชื่อเรื่องอำนาจลับของโนราใหญ่ในขณะทำพิธีโนราโรงครู ๕. ความเชื่อเรื่องการครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่ คณะโนราเชื่อว่า ผู้ที่จะเป็นโนราโดยสมบูรณ์สามารถ เป็นโนราใหญ่ หรือนายโรงโนรา และทำพิธีโนราโรงครูได้ ต้องได้รับการครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่เสียก่อน ความเชื่อเรื่องการผูกผ้าปล่อย ชาวบ้าน และคณะโนราเชื่อว่า ผู้ที่เป็นโนราหรือเชื้อสายโนรา หากมีความ ประสงค์จะเลิกราโนรา ตัดขาดจากเชื้อสายโนราโดย ไม่ถูกครูหมอโนราลงโทษ ๖. ความเชื่อเรื่องการเข้าทรง และร่างทรง ชาวบ้าน และคณะโนราเชื่อว่าครูหมอสามารถติดต่อกับ ลูกหลานได้โดยผ่าน ศิลปินโนราโดยเฉพาะโนราใหญ่ และการเข้าทรงในร่างของครูหมอโนราองค์นั้น ๆ โรค หรืออาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเนื่องจากอำนาจของครูหมอโนรา
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๕ คณะโนรากำลังเล่นเครื่อง โนราโรงครูเป็นการแสดงโนราประกอบพิธีกรรมที่ปรากฏในวิถีของคนใต้มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมี จุดมุ่งหมาย ๓ ประการ เพื่อเป็นการเคารพบูชาและความกตัญญูต่อวิญญาณบรรพบุรุษ เพื่อแก้บนแก้เหมย และเพื่อทำพิธีครอบครูโนราและรักษาโรงต่าง ๆ ที่มา : นางสาวสุดสายธาร ทองสีนวล. (2565). พิธีกรรมและความเชื่อ มโนราห์โรงครู (มโนราห์ตา ศรี)ชุมชนบ้านน้ำตก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช คณะมนุษย์ ศาสตร์และสังคมศาสตร์
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๖ วิทวัส หนูเริง หนุกหนาน งานชิงเปรต ประเพณีชิงเปรต หรือ ประเพณีวันสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีของคนใต้ที่มีความเชื่อในโลกหลังจาก ความตาย โดยเชื่อกันว่าพอถึงเดือนสิบก็จะเป็นวันที่ยมบาลปลดปล่อยดวงวิญญาณ ชาวบ้านจึงต้องจัดเลี้ยง ข้าวของต่าง ๆ ให้กับดวงวิญญาณบรรพบุรุษ หรือญาติพี่น้องที่ได้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อแสดงถึงความกตัญญู กตเวทีเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงว่ายังไม่ลืมบรรพบุรุษของตน ชิงเปรต มีลักษณะคล้ายกับการทิ้งกระจาดของ จีน แต่การทิ้งกระจาดของจีนแต่เป้าหมายที่ตรงกันข้ามกัน ของจีนจะทำเพื่ออุทิศให้ผีที่ไม่มีญาติ ส่วนของไทย เรานั้นทำเพื่ออุทิศให้กับดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วอีกอย่าง สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำนาเป็นอาชีพหลักในช่วงเดือนสิบนี้ ได้ปักกล้าในนาหมดแล้ว กำลังงอกงาม และรอเกี่ยวข้าวเมื่อสุก จึงมีเวลาว่างพอที่จะทำบุญ เพื่อเลี้ยงตอบแทน และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่พระโพสพ หรือ ผีไร่ ผีนา ที่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามดี และออกรวงจนสุกให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมาก ประเพณีชิงเปรตจะจัดขึ้นใน วันแรม ๑ ค่ำ ถึง แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ของทุกปี แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ มักจะนิยมทำบุญกันมาก คือ วันแรม ๑๓ ถึง ๑๕ ค่ำ เมื่อใกล้จะถึงประเพณีชิงเปรตทุกคนจะตื่นเต้นกันมากใน การทำขนมเดือนสิบ ซึ่งขนมเหล่านั้นเป็นเอกลักษณ์ของประเพณีเดือนสิบเลยก็ว่าได้ โดยขนมแต่ละชนิดจะบ่ง บอกความหมายในตังเองว่าใช้สื่อแทนอะไรบ้าง ดังนี้ 1. ขนมพอง สัญลักษณ์แทนแพ ใช้เป็นยานพาหนะเพื่อข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่สุขติ วิธีทำ แช่ข้าวสารเหนียวทิ้งไว้ 1 คืนแล้ว จากนั้นนำไปนึ่งด้วยสวด เมื่อสุกแล้วนำมาอัดลงในแบบพิมพ์ เป็นรูปโดยส่วนมากทำเป็นรูปวงกลม และทรงข้าวหลามตัดแล้วไปตากแดดจนแห้ง จึงนำไปทอด เมื่อสุกดีแล้ว ก็ตักใส่ตะแกรง โดยปกติพองจะเป็นสีขาวแต่ถ้าต้องการให้เป็นสีอื่นก็ใช้สีที่ต้องการย้อมข้าว เหนียวตั้งแต่ตอน แช่น้ำ
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๗ ที่มา: https://digitalmore.co/thai-ghost-festival. 2. ขนมลา สัญลักษณ์ แทนเครื่องนุ่งห่ม สีจะคล้าย ๆ สีจีวรพระ เชื่อกันว่าเปรตใช้ห่มองค์พระ เพื่อสร้างบารมี ให้เป็นแสงสว่างไปสู่สุขติ วิธีทำ นำแป้งข้าวเจ้าผสมกับแป้งข้าวเหนียวผสมลงในกะละมัง เติมน้ำตาลปี๊บเคี่ยวและวางไว้จนเย็น แล้ว ผสมลงไปในแป้งใช้กรองเอาเศษสิ่งที่สกปรกออกจากแป้ง นวดแป้งและน้ำตาลให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน การ สังเกตว่าแป้งพร้อมที่จะทอด โดยยกมือขึ้นแป้งจะไหลเป็นสายไม่ขาด ก็แสดงว่าสามารถนำไปใช้ได้ จากนั้นตั้ง กระทะ ใช้ไข่แดงต้มสุกผสมน้ำมันพืชเช็ดกระทะเพื่อไม่ให้ขนมติดกระทะ ใช้ไม้ตีน้ำมันชุบน้ำมันพืชทาให้ทั่ว กระทะก่อนโรยแป้ง นำกะลาหรือกระป๋องเจาะรู นำไปโรยลงกระทะเป็นวงกลม จนได้ขนาดที่ต้องการ 3. ขนมบ้า สัญลักษณ์ แทนลูกสะบ้า ที่ใช้เล่นกันในวันสงกรานต์ เพื่อสร้างความรื่นเริงให้บรรพบุรุษ วิธีทำ นึ่งมันเทศให้สุก แล้วบดให้ละเอียดนำมันเทศมานวดกับแป้งไส่น้ำตาล เกลือ ไข่ไก่ ลงในแป้ง แล้วนวดต่อจนเข้ากันดีนำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ กดให้แบน แล้วเอาไปคลุกกับงาขาว นำไปทอดในน้ำมัน ที่มา: https://www.remawadee.com.
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๘ 4. ขนมดีซำ สัญลักษณ์แทนเงินทอง ให้บรรพบุรุษได้ใช้สอยในโลกวิญญาณ วิธีทำ เคี่ยวน้ำตาลทรายแดงกับหัวกะทิ ให้น้ำตาลละลาย พักน้ำตาลที่เคี่ยวให้เย็น นวดแป้งกับ น้ำตาลที่เคี่ยว ใส่น้ำมันนวดแป้งจนเข้ากันดี พักแป้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วนำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ กดให้แบน ใช้นิ้วชี้กดเจาะรูตรงกลาง แล้วนำไปทอดในน้ำมัน 5. ขนมเทียน สัญลักษณ์ แทนหมอน ให้บรรพบุรุษใช้หนุน วิธีทำ นำมันเทศไปต้มจนสุก บดละเอียดผสมกับแป้งข้าวเหนียว คนให้เข้ากับน้ำตาลเคี่ยว นำมา ห่อใบตองเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นนำไปนึ่ง ที่มา: https://dekthaikamsai.com 6. กระยาสารท สัญลักษณ์สื่อถึงบุญกุศล หากไม่ได้นำกระยาสารทมา บรรพบุรุษก็จะไม่ได้รับบุญกุศล วิธีทำ นำถั่วลิสง งา ข้าวเม่า มาคั่วให้สุกพอประมาณแล้วพักไว้ นำกะทิมาเคี่ยวกับน้ำตาลปี๊บ จนน้ำตาลละลาย จากนั้นใส่แบะแซลงไปผสม เคี่ยวให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน หรือจนเหนียวข้นเป็นยาง ที่มา: https://www.pinterest.com.
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๒๙ มะตูม ใส่ถั่วลิสง ข้าวตอก ข้าวเม่า งาขาวที่คั่วเตรียมไว้ลงไปผสมในน้ำกะทิ เคี่ยวไปเรื่อย ๆ โดยใช้ไฟอ่อน ประมาณ 30 นาที จนได้ที่ ที่มา: https://cooking.kapook.com 6. ขนมไข่ปลา สัญลักษณ์ แทน เครื่องประดับ เชื่อว่าบรรพบุรุษจะใช้ประดับในโลกวิญญาณ วิธีทำ มีส่วนผสมทำจาก ถั่วเขียวซีกแช่น้ำแล้วมาโม่ละเอียด เอาแป้งถั่วเขียวที่ได้มากวนกับกะทิ และน้ำตาลปึก จากนั้นก็ปั้นเป็นรูปยาวรีสองเส้น บีบให้ปลายสองข้างติดกัน เมื่อปั้นได้มากพอ ก็เอามาชุบ น้ำแป้งมัน/แป้งข้าวจ้าว แล้วทอดในกระทะจนพองใสเต็มที่เป็นอันใช้ได้ ที่มา: https://www.bloggang.com เมื่อถึงวันเดือนสิบชาวบ้านจะทำปิ่นโตไปวัด พร้อมกับหมรับพอง ลา เมื่อถึงเวลาพระจะทำการฉันเพล จากนั้นชาวบ้านจะนั่งฟังพระเทศ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมนี้ ถึงเวลาที่สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ นั่นก็คือ การแห่หมรับ เสียงขบวนกลองยาวดังขึ้นชาวบ้านก็จะแห่หมรับ เวียนรอบโบสถ์ ๓ รอบจากนั้นไปล้อมวงกัน ระลึกถึงบรรพบุรุษ ตั้งนะโม ๓ จบ กล่าวเรียกอัญเชิญบรรพบุรุษ จากนั้นต่างคนก็จะต่างแย่งชิงอาหาร จากหมรับ โดยเชื่อกันว่าหากได้แย่งกันก็จะเป็นบุญกุศลต่อบรรพบุรุษเป็นอย่างมาก เมื่อเสร็จสิ้นก็จะกรวดน้ำ แล้วถือว่าเสร็จสิ้นพิธีกรรม การชิงเปรต เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ และสำคัญที่กระทำกันจนทุกวันนี้ชาวบ้านแม้จะ ไปทำมาหากินในท้องถิ่นอื่น เมื่อถึงเดือน ๑๐ ก็มักจะกลับมาร่วมพิธีกับญาติทางบ้าน นับเป็นการช่วยเสริม
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๐ การผูกพันระหว่างครอบครัวและญาติพี่น้อง ทั้งยังเป็นการระลึกถึงบุญคุณ และคุณงามความดีของบรรพบุรุษ ของตน แม้จะล่วงลับไปแล้วก็ตาม อ้างอิง ข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (ออนไลน์), เข้าถึงได้จาก: https://clib.psu.ac.th เข้าถึงเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 wongnai. (ออนไลน์) , เข้าถึงได้จาก: https://clib.psu.ac.th เข้าถึงเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๑ ณัฐชา เพ็ชรผจญ ขนมเปียกปูน เป็นขนมไทยดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณที่ทำจากแป้งข้าว แป้งท้าวยายม่อม และผสมสีจากใบเตย ให้มีสีเขียวหรือกาบมะพร้าวเผาให้มีสีดำ เติมรสหวานด้วยน้ำตาล และรสมันจากกะทิ ก่อนตั้งให้เย็นและจับตัว เป็นก้อน พร้อมตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนตามชื่อ อย่างที่รู้กันดีว่าขนมไทยมีหลายชนิด แต่สำหรับใครที่ ชอบขนมเปียกปูนเป็นพิเศษ ลองมาทำกินเองบอกเลยว่าไม่ยาก ขอนำเสนอวิธีทำขนมเปียกปูน มีทั้งขนมเปียก ปูนใบเตยและขนมเปียกปูนกะทิสด และขนมเปียกปูนสีดำ ขนมเปียกปูนมันม่วง ลองทำกิน ทำขายหารายได้ เสริมเล็ก ๆ ก็ได้ ชนิดของขนมเปียกปูน 1. ขนมเปียกปูนสีเขียว เป็นขนมเปียกปูนที่มีสีเขียว ซึ่งได้จากการผสมน้ำคั้นจากใบเตยลงไป แต่ทั้งนี้ อาจใช้พืชหรือสมุนไพร อื่นที่ให้สีเขียวได้เหมือนกัน แต่ควรเป็นพืชที่มีกลิ่นหอม ขนมเปียกใบเตย ที่มา : https://cooking.kapook.com
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๒ ใบเตยเป็นพืชที่รู้จักกันดี เพราะมีการนำมาใช้ประโยชน์กันมากมายอย่างยิ่ง การนำมาปรุงแต่งอาหาร อย่างขนมไทยให้มีกลิ่นหอม อร่อย และยังให้สีสันน่ารับประทานอีกด้วย การคั้นน้ำใบเตยให้เข้มข้น 1. ล้างทำความสะอาดใบเตย 2. หั่นใบเตยออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ฝอย เพื่อที่จะปั่นได้ง่ายขึ้น 3. ใส่ใบเตยลงไปในโถปั่น ตามด้วยน้ำ ลงไปปั่นให้ละเอียด 4. เทใส่กระชอน บีบกากทิ้ง 5. รวบผ้าขาวบาง คั้นน้ำออกมา 6. นำน้ำที่ได้เทกลับลงไปในโถปั่น แล้วเติมใบเตยสดเพิ่มเข้าไป ปั่นซ้ำให้เข้ากัน 7. เทใส่กระชอน กรองด้วยผ้าขาวบางเหมือนเดิม จะได้น้ำใบเตยเข้มข้น วัตถุดิบขนมเปียกปูนใบเตย 1. แป้งข้าวเจ้า 2. แป้งเท้ายายม่อม 3. น้ำตาลทราย 4. น้ำปูนใส 5. น้ำใบเตยคั้นสด 6. กะทิ 7. เกลือป่น 8. เนื้อมะพร้าวขูด 9. น้ำมันสำหรับทาพิมพ์ วิธีทำ 1. เตรียมแป้งขนมเปียกปูน ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม กับน้ำปูนใสคนให้เข้ากัน แล้วใส่ ส่วนผสมที่เหลือ คือ น้ำตาลทราย น้ำใบเตยคั้น กะทิ เกลือป่น ลงไป คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลายนำไปกรอง ใส่กระทะ หรือหม้อเพื่อกรองเศษแป้ง และเศษใบเตย 2. กวนขนมเปียกปูนนำกระทะตั้งไฟอ่อน ถ้าไฟแรงแป้งอาจจะสุกทำให้เป็นลิ่มได้ กวนแป้งไปเรื่อย ๆ ไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที หรือจนกว่าตัวแป้งจะสุก เป็นมันวาว 3. นำส่วนผสมไปเทใส่ภาชนะที่ทาน้ำมันไว้แล้ว หลังจากนั้นจึงนำไปตั้งพักใว้ให้เย็น เมื่อเย็นแล้ว สามารถตัดรับประทานได้เลย
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๓ 2.เปียกปูนกะทิสด ที่มา:https://www.pinterest.com/pin/857724691508340224/ “ขนมเปียกปูน” กะทิสดใบเตย ขนมไทยสีเขียวสวยราดกะทิเพื่อตัดรส ด้วยรสสัมผัสที่หนึบนุ่ม และกลิ่นหอมใบเตยที่เป็นเอกลักษณ์นี้เอง วัตถุดิบขนมเปียกปูน 1. แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง 2. แป้งมันสำปะหลัง ¼ ถ้วยตวง 3. น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 2 ถ้วยตวง 4. น้ำตาลมะพร้าว 120 กรัม 5. น้ำตาลทรายขาว ¼ ถ้วยตวง 6. เกลือ 1 ช้อนชา วัตถุดิบสำหรับกะทิราด 1. กะทิ 500 มิลลิลิตร 2. แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา 3. งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ วิธีการทำ 1. ใส่แป้งข้าวเจ้าและแป้งมันลงในถ้วยผสม แล้วเทน้ำใบเตยลงไปเพียงครึ่งนึงก่อน แล้วคนให้เข้ากัน กับแป้ง เสร็จแล้วจึงเทน้ำใบเตย น้ำปูนใส น้ำตาลมะพร้าว และน้ำตาลทรายขาวลงไปคนให้ส่วนผสมทั้งหมด เป็นเนื้อเดียวกัน
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๔ 2. เทแป้งใส่กะทินำขึ้นตั้งไฟกลางค่อนอ่อน ในขณะที่ขนมอยู่บนกระทะจะต้องหมั่นคนตลอดเวลาอย่า ให้แป้งจับตัวเป็นก้อนหรือติดกระทะ คนไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมข้นหนืดและแป้งเริ่มสุกใสแล้วจึงปิดเตา พักให้ เย็นลง 3. เทกะทิ แป้งข้าวเจ้า และเกลือป่นลงในหม้อ คนจนไม่มีแป้งจับตัวเป็นเม็ดแล้ว จึงนำขึ้นตั้งเตาให้กะทิ เดือด 2. ขนมเปียกปูนสีดำ ที่มา : https://www.tvpoolonline.com เป็นขนมเปียกปูนที่มีสีดำ ซึ่งได้จากการผสมน้ำกรองของกาบมะพร้าวเผา แต่ทั้งนี้สามารถใช้พืชอื่นเผา ที่ทำให้เป็นถ่านสีดำได้ เช่น เมล็ดธัญพืชที่มีสีดำ เช่น ถั่วดำ เมล็ดงาดำ หรือ เมล็ดธัญพืชคั่ว หรือ แก่นไม้สมุนไพรเผา ต่างๆ หรืออาจใช้ส่วนใบพืชที่เป็นสมุนไพรเผาแทนก็ได้ แต่การใช้ใบพืชค่อนข้างให้สีเทา เพราะมีการเผาไหม้หมด ทำให้เกิดถ่านน้อย แต่หากเผาในที่อับอากาศอาจทำให้ได้สีดำมากขึ้น วัตถุดิบ 1. กาบมะพร้าวแห้ง 1 ลูก ( สำหรับทำน้ำกาบมะพร้าวเผาให้ได้ 850 กรัม) 2. มะพร้าวทึนทึก 1 ลูก 3. แป้งข้าวเจ้า 500กรัม 4. น้ำปูนใส 2,500 กรัม 5. น้ำตาลทราย 180 กรัม 6. น้ำตาลโตนด 375 กรัม วิธีทำน้ำสีดำจากกากมะพร้าว 1. นำกากมะพร้าวแห้งมาเผาไฟจนแดงทั้งกาบมะพร้าว แล้วคีบขึ้นนำแช่ในน้ำปูนใสทันที แล้วขยำ กากมะพร้าวที่ไหม้ในน้ำปูนใสให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๕ 2. นำกากมะพร้าวที่ขยำแล้วในน้ำปูนแล้วมาใส่โถปั่นทั้งหมด แล้วปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำมากรอง เศษด้วยผ้าขาวบาง 2 รอบ เสร็จแล้วพักใส่ภาชนะไว้ วิธีการทำ 1. นำแป้งข้าวเจ้า 500 กรัม ใส่ภาชนะ แล้วเติมน้ำปูนใส 2500 กรัม โดยค่อย ๆ เติม ขณะนวดแป้ง ด้วยมือไปเรื่อย ๆ โดยนวดจนแป้งกอดกันเป็นก้อน 2 .เติมน้ำตาลโตนดลงในแป้งที่นวด 375 กรัม น้ำตาลทราย 180 กรัม เกลือ 1 ½ ช้อนชา แล้วนวด จนส่วนผสมเข้ากัน น้ำตาลทรายละลายดี เทน้ำปูนใสที่เหลือลงไปให้หมด ตามด้วยน้ำกาบมะพร้าวเผา 850 กรัม เสร็จแล้วนำส่วนผสมทั้งหมดไปกรองผ่านกระชอนรูถี่ 1 รอบ 3. นำส่วนผสมที่กรองแล้วใส่กระทะที่จะทำการกวน ยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟกลางในการกวน โดยการกวน ต้องกวนไปในทางเดียวกันตลอด เมื่อกวนจนเนื้อแป้งเริ่มข้น ให้เปลี่ยนเป็นไฟอ่อน แล้วกวนไฟอ่อนนาน 1 ชั่วโมง เทใส่ถาดขนม 4. เมื่อเทขนมใส่ถาดแล้ว ขยับถาดขนมไปมาไล่ลม เผื่อให้หน้าขนมเรียบเสมอกัน จากนั้นพักขนม ให้เย็นหรือเซ็ตตัว หรือถ้าใครมีถ้วยตะไล หรือพิมพ์อื่นๆก็สามารถนำขนมไปหยอดตามพิมพ์ที่ต้องการได้ แต่ต้องรับหยอดลงพิมพ์ในตอนที่ยังรอด ขนมจะได้ไม่เย็นแข็งตัวจนหยอดไม่ได้ 5. นำมะพร้าวทึนทึกสำหรับโรยหน้าขนม มาขูดเป็นเส้นๆด้วยมือแมว และใส่เกลือลงไปคลุกเคล้า เล็กน้อย แล้วนำไปนึ่งในน้ำเดือดให้สุกประมาณ 5 นาที เมื่อขนมเย็นดีแล้ว ถ้าทำใส่ถาด 12 x12 ให้ตัดขนมให้มีขนาดชิ้นละประมาณ 2×2 นิ้ว แล้วใช้ส้อม งัดชิ้นขนมขึ้นมาเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม วางลงจัดในภาชนะที่จะนำไปเสิร์ฟ และนำมะพร้าวที่นึ่งมาโรยหน้าปริมาณ พอสมควร ทีนี้ก็พร้อมเสิร์ฟได้เลย 3. ขนมเปียกปูนสีอื่นๆ เป็นขนมเปียกปูนที่มีสีอื่นๆนอกเหนือจากสีดำ และสีเขียว โดยใช้น้ำคั้นจากใบพืชหรือสมุนไพรเป็น ส่วนผสม เช่น น้ำคั้นจากดอกอัญชันที่ให้สีครามหรือสีม่วง และน้ำคั้นจากดอกเฟื่องฟ้าที่ให้สีชมพู เป็นต้น ทั้งนี้ ควรเลือกพืชชนิดที่ให้กลิ่นหอมด้วยยิ่งดี เช่น ดอกมะลิที่ให้เนื้อขนมมีสีขาวเหมือนตัวแป้ง เป็นต้น
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๖ ปาณิสรา ยงกิจ โรคที่มากับฝน เมื่อถึงฤดูการในฤดูฝนด้วยอากาศที่เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ และบวกกับมีความชื้นสูงขึ้นทำให้อากาศ เปลี่ยนแปลงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคโรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่าย และรวดเร็ว ซึ่งมีโรคที่สำคัญ ที่ต้องระมัดระวังในฤดูนี้กระทรวงสารณสุขโดยกรมควบคุมโรคออกประกาศเตือนประชาชนในการป้องกัน โรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นบ่อยในฤดูฝนโดยมี ๕ กลุ่ม ได้แก่ ๑. กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มี การปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ ๒. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณ น่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน เป็นต้น
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๗ ๓. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบัน มีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาด ทั่วประเทศ ๔. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ ๓ โรค ได้แก่ ๑. ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ ๘๐ เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อย ตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ ๒-๗ วัน หลังจากนั้นไข้จะลง ๒. ไข้สมองอักเสบเจอียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต ๓. โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความ ผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้ ๕. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็น เข้าตา นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก ๒ เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจาก การแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มี พิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน ซึ่งการป้องกันโรคที่มากับฝนเราทุกคนสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีต่างๆดังนี้ ๑. การออกกำลังกายเป็นประจำ ๒. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ๓. ปิดฝาภาชนะที่ใส่น้ำหรือคว่ำภาชนะที่มีน้ำขังอยู่ ๔. ล้างมือบ่อยๆ ๕. สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น จะเห็นได้ว่าหน้าฝนนั้นมีความอันตรายที่เกิดจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ฤดูฝนนี้ใคร ไม่อยากป่วยก็อย่าลืมควบคุมเรื่องความสะอาดให้ดี ล้างมือล้างเท้าบ่อย ๆ รวมไปถึงการนอนหลับพักผ่อนให้ เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะ
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๘ อ้างอิง โรงพยาบาลบางปะกอก3(2565) โรคที่มากับหน้าฝน. (ออนไลน์), เข้าถึงได้จาก: https://www.bangpakok3.com/care_blog/view/158 เข้าถึงเมื่อวันที่18 พฤศจิกายน2565 ธเนศ แก่นสาร (2017) โรคที่มักเกิดในช่วงฤดูฝน.(ออนไลน์), เข้าถึงได้จาก:https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/gallery/7 เข้าถึงเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๓๙ บันทึกภาพความทรงจำ ชลธิชา ชุ่มใจ เสวนา ประสาไทยศิลปศาสตร์ ด้วยสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จัดโครงการ “เสวนา ประสาไทยศิลปศาสตร์” ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๔ วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๕ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๒.๓๐ น. ณ โบ๊ทลากูน รีสอร์ท โดยมี ผศ.ดร.วรพงศ์ ไชยฤกษ์ รองคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้เกียรติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะอาจารย์สาขาวิชาภาไทย และนักศึกษาเข้าร่วมงานเสวนา สำหรับการเสวนา ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากพี่วิทยากร ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่นักศึกษาสาขาวิชาภาไทย ชั้นปีที่ ๔ (ทศศ.๖๑) ได้เข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพ อีกทั้งตัวแทนจากศิษย์เก่าเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ อาทิ นางมาลัยพร รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ตัวแทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภูเก็ต คุณกัมปนาท ไทยมิตรชอบ หน่วยงานกองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ซึ่งเข้าร่วมในการเสวนาในหัวข้อ “สร้างงาน สร้างคน สู่ความสำเร็จ” โดยมีนางสาวยวิษฐา กำเนิดทอง นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ เป็นผู้ดำเนินรายการ และนายปฏิวัติ ทองบุญยัง ตัวแทนนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ผู้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพเข้าร่วมเสวนา โครงการที่จัดขึ้นครั้งนี้เป็นโครงการที่ได้รับความรู้และพี่ ๆ ได้บอกต่อประสบการณ์ให้กับน้อง ๆ ทศศ. เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับน้อง ๆ ได้นำไปปฏิบัติและต่อยอดในภายภาคหน้า ดังภาพความทรงจำต่อไปนี้ เสวนา ประสาไทยศิลปศาสตร์ / พัฒนาฐานข้อมูล ชุมชนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะภาคีเครือข่ายการ พัฒนาท้องถิ่น / สำเร็จการฝึกประสบการณ์ วิชาชีพ / การประกวดการอ่านออกเสียงร้อยแก้ว ภาษาไทย
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๔๐
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๔๑ ชลธิชา ชุ่มใจ พัฒนาฐานข้อมูลชุมชนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะภาคี เครือข่ายการพัฒนาท้องถิ่น ด้วยสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จัดโครงการ พัฒนาฐานข้อมูลชุมชนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะภาคีเครือข่ายการพัฒนาท้องถิ่น ตำบลลำภี อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ ๑๘-๑๙ มีนาคม ๒๕๖๕ โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อศึกษาทบทวนการจัดทำแผนระดับตำบล และนำไปกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อฝึกอบรมและปฏิบัติการการเป็นวิทยากรประจำชุมชน สนับสนุน พัฒนาบุคลากรของตำบลให้มีศักยภาพด้านการพัฒนาท้องถิ่น และเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนได้มีการผลิต และสร้างนวัตกรรมทางสังคมจากการใช้แผนพัฒนาเชิงพื้นที่ จึงได้บันทึกภาพความทรงจำไว้ดังนี้
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๔๒ โครงการที่จัดขึ้นครั้งนี้เป็นโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ผู้นำชุมชน เพื่อนำไปกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่ เกิดฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ตำบลลำภี อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ดังภาพความประทับใจที่ปรากฎ
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๔๓ ชลธิชา ชุ่มใจ สำเร็จการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ๒๕๖๕ – ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ (ทศศ.๖๑) สาขาวิชา ภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จำนวนกว่า ๓๐ คน เข้ารับการ ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ณ หน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๔ เพื่อเป็นการส่งเสริม ให้นักศึกษาได้เพิ่มทักษะ มีประสบการณ์ และสามารถพัฒนาตนเอง โดยในปีนี้มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้ความสนใจรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ทศศ.๖๑ เข้าฝึกงานอย่างอบอุ่น เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนนานาชาติคิวเอสไอ ภูเก็ต ที่ว่าการอำเภอเกาะลันตา ศาลากลางจังหวัด ภูเก็ต สถานีตำรวจเมืองภูเก็ต แขวงทางหลวงชนบทนราธิวาส มณฑลทหารบกที่ ๔๓ ค่ายเทพสตรีศรีสุนทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังภาพความประทับใจต่อไปนี้
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๑๔๔ ชลธิชา ชุ่มใจ การประกวดการอ่านออกเสียงร้อยแก้วภาษาไทย เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๕ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏธนบุรี จัดการประกวดการอ่านออกเสียงร้อยแก้วภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ครั้งที่ ๓ ชิงรางวัลในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับอุดมศึกษา โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมประกวดมากมายจากหลายสถาบัน ได้บันทึกภาพความทรงจำไว้ดังนี้ เมื่อจบการแข่งขัน ผลปรากฏว่า นายเสกสรร แก้วมณี นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต สามารถคว้ารางวัลชมเชย การประกวดการ อ่านออกเสียงร้อยแก้วภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ครั้งที่ ๓ ระดับอุดมศึกษา มาได้เป็นผลสำเร็จ สร้างความยินดีให้แก่อาจารย์และเพื่อน ๆ ในสาขาวิชาเป็นอย่างยิ่ง