The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วรรณสารเบิกศักราชปีขาล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by goff_2542, 2023-03-15 12:22:25

วรรณสารเบิกศักราช

วรรณสารเบิกศักราชปีขาล

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๔๕ 1.3.2 การจูงใจ คือ วัจนกรรมที่ชักนำหรือเกลี้ยกล่อม เพื่อให้เห็นคล้อยตาม ปรากฏดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ Key word : PM 2.5 “ค่ะ PM 2.5 นะคะคือปัญหาที่เราได้พบเจอในชีวิตประจำวันนะคะ มันเกิดจากการที่เราสร้างมลพิษนะคะใน การ ทั้งการขับรถ หรือว่าการใช้มลภาวะต่าง ๆ นะคะ แต่แบมเชื่อว่า PM Two Point Five สามารถแก้ไขได้ ถ้าเราถ้าเราเริ่มจากตัวเองนะคะ พยายามดูแลตัวเองนะคะ พยายามดูแลให้ไม่เป็นปัญหาของคนอื่นค่ะแล้ว PM 2.5 จะดีขึ้นในอนาคตค่ะ ขอบคุณค่ะ” (อริสรา ปุเรชะตัง) จากการแสดงทัศนคติของผู้เข้าประกวดเห็นได้ว่าผู้เข้าประกวดใช้วัจนกรรมจูงใจ สังเกตได้จาก “สามารถแก้ไขได้ถ้าเราถ้าเราเริ่มจากตัวเองนะคะ พยายามดูแลตัวเองนะคะ พยายามดูแลให้ไม่เป็นปัญหาของ คนอื่นค่ะ” จากการกล่าวข้างต้นทำให้ผู้ฟังตระหนัก ไม่สร้างปัญหาให้กับคนอื่น ในที่นี่ผู้เข้าประกวดหมายถึง การใช้รถใช้ถนน และการใช้มลภาวะต่าง ๆ หากทุกคนสามารถควบคุมการสร้างมลพิษที่เกิดขึ้นจากตนเองได้ ในอนาคตปัญหา PM 2.5 ก็จะดีขึ้นเอง 1.3.3 การเปรียบเทียบ คือ การพิจารณาเทียบเคียงความเหมือนและความต่างของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ปรากฏ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ Key word : คำดูถูก “คำดูถูก คำว่าคำดูถูกอะไรคนอาจจะเคยเจอค่ะ แต่พลอยคิดว่าถ้าเรานำคำดูถูกนั้นมาปรับใช้กับตัวเราเอง ถ้า เป็นคำที่ดีเราก็เก็บไว้ในใจ แต่ถ้าเกิดเป็นคำที่ไม่ดี ก็นำมาปรับมาพัฒนาให้ตัวเราดีขึ้นให้เขาไม่สามารถดูถูกเรา ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ” (สุพรรณี โพธิ์เงิน) จากการแสดงทัศนคติของผู้เข้าประกวดเห็นได้ว่า ผู้เข้าประกวดใช้วัจนกรรมในการเปรียบเทียบ ใน การรับมือคำคำดูถูก ซึ่งมีอยู่ 2 กรณีด้วยกัน คือวิธีรับมือเมื่อพบคำดูถูกที่ดี สังเกตได้จาก “ถ้าเป็นคำที่ดีเราก็ เก็บไว้ในใจ” และคำดูถูกที่ไม่ดี สังเกตได้จาก “แต่ถ้าเกิดเป็นคำที่ไม่ดี ก็นำมาปรับมาพัฒนาให้ตัวเราดีขึ้น” สะท้อนให้เห็นว่าผู้เข้าประกวดสามารถรับมือกับคำดูถูกได้ และเป็นแนวทางให้ผู้ฟังได้ด้วยเช่นกัน 1.4 การใช้วัจนกรรมกลุ่มผูกมัด เป็นวัจนกรรมที่ผูกพันให้ผู้พูดต้องกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในอนาคต เช่น การสัญญา เนื้อหาของวัจนกรรมกลุ่มผูกมัดคล้ายคลึงกับกลุ่มชี้นำ แต่ต่างกันตรงที่ในวัจนกรรมกลุ่มผูกมัด ผู้พูดเป็นผู้กระทำการในอนาคต ส่วนในวัจนกรรมกลุ่มชี้นำ ผู้ฟังเป็นผู้กระทำการในอนาคต 1.4.1 การยื่นข้อเสนอ เป็นเรื่องราวที่นำเสนอเพื่อพิจารณาหนึ่ง ปรากฏดังตัวอย่างต่อไปนี้ Key word : อุปถัมภ์ “อุปถัมภ์ ในความคิดของแอมนะคะคือเหมือนกับการเราให้โอกาสคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุหลาย ๆ คน นะคะ เพื่อที่จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง และอย่างอบอุ่นค่ะ อยากจะให้มีองค์กรอย่างนี้นะคะสืบเนื่องต่อไป เรื่อย ๆ ขอบคุณค่ะ”


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๔๖ (ณิชกมล เกตุพงษ์) จากการแสดงทัศนคติของผู้เข้าประกวดเห็นได้ว่า ผู้เข้าประกวดใช้วัจนกรรมในการยื่นข้อเสนอ สังเกต ได้จาก “อยากจะให้มีองค์กรอย่างนี้นะคะสืบเนื่องต่อไปเรื่อย ๆ” สะท้อนให้เห็นว่าผู้เข้าประกวดต้องการให้มี องค์กรณ์หรือหน่วยงานที่คอยช่วยดูแลเด็ก และผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อคนในสังคม และเสนอเสนอให้มีองค์กรเช่นนี้เรื่อย ๆ ต่อไป 1.4.2 การเสนอตัว เป็นวัจนกรรมที่ผผู้กล่าวต้องการนำตัวเองไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำการสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งด้วยความเต็มใจ ปรากฏดังตัวอย่างต่อไปนี้ Key word : ประเทศไทย สำหรับประเทศไทยนะคะ หนูคิดว่าประเทศไทยนะคะของเรา มีวัฒนธรรม และเอกลักษณ์ที่หลากหลายนะคะ ส่วนตัวหนูนะคะเรียนในสาขานาฏศิลป์และการละครมา และมันไม่ยากเลยนะคะที่หนูจะนำวัฒนธรรมของ ประเทศไทยไปเผยแพร่สู่ชาวต่างโลกให้ได้รับรู้ค่ะ ขอบคุณค่ะ (ศิริประภา มุธุสิทธิ์) จากการแสดงทัศนคติของผู้เข้าประกวดเห็นได้ว่า ผู้เข้าประกวดใช้วัจนกรรมในการเสนอตัว สังเกตได้ จาก “และมันไม่ยากเลยนะคะที่หนูจะนำวัฒนธรรมของประเทศไทยไปเผยแพร่สู่ชาวต่างโลกให้ได้รับรู้ค่ะ” สะท้อนให้เห็นว่าผู้เข้าประกวดต้องการเสนอตัวเองในการนำวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ให้กับชาวต่างชาติ เนื่องจากตัวผู้เข้าประกวดเองมีความรู้ และสามารถนำเสนอสิ่งเหล่านี้ไปนำเสนอได้ดี 2. การสร้างภาพลักษณ์ 2.1 ภาพลักษณ์การสร้างสรรค์สังคม หมายถึง ภาพลักษณ์ที่มีความสัมพันธ์กับการสร้างสรรค์สังคม และกล่าวถึงปัญหาสังคมให้ผู้ฟังเกิดความตระหนัก ประกอบไปด้วย การจรรโลงสังคมให้สงบสุข การอุทิศตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม การเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ปรากฏดังตัวอย่างต่อไปนี้ Key word : การเห็นต่าง ทุกคนนะคะสามารถมีการเห็นต่างกันได้ค่ะ การเห็นต่างได้แต่ไม่ขัดแย้งค่ะ เราควรเคารพสิทธิของแต่ละคนนะ คะ หากว่าคนใดเห็นต่างจากเรามองค่ะว่าเขามีเหตุผลอะไร หากเขามีเหตุผลต่างจากเรา เราสามารถรับความ คิดเห็นของเขาได้ เราสามารถนำความคิดของเขาเนี่ยมาปรับในความคิดของเราได้ เราก็จะอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุขค่ะแล้วก็ตราบใดที่เรามีการเห็นต่างจากคนอื่น ไม่ทำให้ผิดกฎหมาย (พิมพ์ณดา กิตติวิศาลวงศ์) จากการแสดงทัศนคติของผู้เข้าประกวดเห็นได้ว่า ผู้เข้าประกวดมีภาพลักษณ์ในการสร้างสรรค์สังคมที่ ดีเนื่องจากผู้เข้าประกวดกล่าวถึง “กฎหมาย” ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสังคม การกล่าวถึงกฎหมายในที่นี่เป็น การกล่าวถึงกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็นที่มีความเห็นต่าง ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยผู้เข้า ประกวดต้องการต้องการเห็นทุกคนเคารพสิทธิ์ของกันและกัน และสามารถนำความคิดเหล่านั้นมาปรับใช้ ด้วยกันได้ หากทุกคนทำได้มันไม่ใช่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มันคือการช่วยเหลือสังคม ของทุกคนให้ดีขึ้น


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๔๗ 2.2 ภาพลักษณ์การธำรงวัฒนธรรม หมายถึง ภาพลักษณ์ที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมไทยตาม บริบทของสังคมไทย ประกอบไปด้วยการนิยมความเป็นไทย ความกตัญญูกตเวทีปรากฏดังตัวอย่างต่อไปนี้ Key word : ผู้หญิงไทย “ผู้หญิงไทยอย่างตอนนี้นะคะก็คือ ต่างชาติจะมองว่าผู้หญิงไทยเป็นผู้หญิงเรียบร้อยอ่อนหวาน อยากเข้ามาทำ ความรู้จักเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ ซึ่งตรงนี้ป่านมองว่ามันเป็นส่วนที่ดีค่ะแล้วก็ Thailand Thailand เป็น Land of Smile ดังนั้นผู้หญิงไทยก็ควรที่จะอ้อนน้อมถ่อมตน แต่ไม่ควรที่จะอยู่ในโอวาทมากเกินไปค่ะ ขอบคุณค่ะ” (ศรสวรรค์ วังบุญ) จากการแสดงทัศนคติของผู้เข้าประกวดเห็นได้ว่า ผู้เข้าประกวดมีภาพลักษณ์การธำรงวัฒนธรรม เนื่องจากผู้เข้าประกวดกล่าวถึงผู้หญิงไทยไปในทางที่ดี สังเกตได้จาก “ต่างชาติจะมองว่าผู้หญิงไทยเป็นผู้หญิง เรียบร้อยอ่อนหวาน” สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยที่ผู้หญิงไทยต้องรักนวลสงวนตัว กริยามารยาทเรียบร้อย นอกจากนี้ผู้เข้าประกวดยังกล่าวถึงความเป็นไทย สังเกตได้จาก “Thailand เป็น Land of Smile” หมายความว่านางามผู้เข้าประกวดต้องการให้ทุกคนรู้จักประเทศไทย ด้วยคำว่าสยามเมืองยิ้ม ซึ่งเป็น วัฒนธรรมที่คนไทยได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนเป็นชื่อเสียงทั่วโลก 2.3 ภาพลักษณ์การมีทัศนคติเชิงบวก ภาพลักษณ์การมีทัศนคติเชิงบวก คือ ภาพลักษณ์ของนางงามที่มีความสัมพันธ์กับการแสดงทัศนคติเกี่ยวกับ บุคลิกภาพและความสวยงาม รวมถึงมุมมองหรือหลักคิดในการดำเนินชีวิตของนางงามในทางสร้างสรรค์ทั้งต่อ ตนเอง และสังคม ปรากฏดังตัวอย่างต่อไปนี้ Key word : ความผิดหวัง ทุกคนเคยมีความผิดหวังนะคะ ตัวหนูเองหนูก็เคยมีความผิดหวังค่ะเวลาที่หนูมีความผิดหวังนั้นน่ะ หนูก็จะนำ ความผิดหวังนะคะ กลับมาแก้ไขว่าเราบกพร่องตรงไหน ผิดพลาดตรงไหน และเราก็นำกลับมาแก้ไขค่ะ อย่างเช่นหนูเคยได้ไปประกวดเวทีนึงแล้วหนูผิดหวังขึ้นมา แล้วพอมาถึงเวทีนี้หนูก็เอานำความผิดหวังพี่หนูได้นี่ มา มาแก้ไขปัญหา แล้วก็ดูว่าเราผิดพลาดอะไร แล้วก็ฮึบตัวเองค่ะ ขอบคุณค่ะ (พัชญ์ศิตา อาจสาลี) จากการแสดงทัศนคติของผู้เข้าประกวดเห็นได้ว่า ผู้เข้าประกวดมีภาพลักษณ์การมีทัศนคติเชิงบวก เนื่องจากผู้เข้าประกวดกล่าวถึงความผิดหวังไปในทางที่ดี สังเกตได้จาก “เวลาที่หนูมีความผิดหวังนั้นน่ะ หนูก็ จะนำความผิดหวังนะคะ กลับมาแก้ไขว่าเราบกพร่องตรงไหน” สะท้อนให้เห็นว่าผู้เข้าประกวดสามารถพลิก วิกฤตให้เป็นโอกาสได้โดยนำความผิดหวังมาพัฒนาศักยภาพของตนเอง และต่อสู้กับความผิดหวังได้ เพราะ ความผิดหวังทำให้รู้ว่าพลาดอะไร บกพร่องตรงไหน และจะนำมาสู่การแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นได้


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๔๘ 5. อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาเรื่อง “การสร้างตัวตนจากกลวิธีทางภาษา และการแสดงภาพลักษณ์จากกลวิธีการ แสดงทัศนคติรอบ Key words ในการประกวด Miss Universe Thailand” เพื่อวิเคราะห์กลวิธีทางภาษา และวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของนางงาม โดยผู้วิจัยสามารถอภิปรายผลได้ดังต่อไปนี้ ด้านภาพลักษณ์พบว่าการแสดงทัศนคติของนางงามที่มีต่อ Key words สามารถสะท้อนให้เห็นถึง ภาพลักษณ์ ความเป็นตัวตนของนางงามได้ อันจะทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจ และมองเห็นทัศนคติ และจิตใจ ที่ แท้จริงของนางงาม ซึ่งจากการศึกษาผู้วิจัยพบภาพลักษณ์ของนางงาม ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ ภาพลักษณ์การสร้างสรรค์สังคม ภาพลักษณ์การธำรงวัฒนธรรม และภาพลักษณ์การมีทัศคติซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยของ ภัทรพงษ์ เลิศทัศนวนิช (2559) ศึกษาเรื่อง “ภาพลักษณ์นางงามจากการตอบคำถามของ นางงามไทย” ด้านกลวิธีทางภาษาผู้วิจัยพบว่านางงามผู้เข้าประกวดมีกลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการกล่าว หรือแสดง ทัศนคติออกมา พบว่ามีการใช้กลวิธีทางภาษาในการ การอ้างถึง การใช้คำกริยา การใช้วัจนกรรมในประเภท ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้วัจนกรรมกลุ่มชี้นำประกอบไปด้วย การถาม การจูงใจ การเปรียบเทียบ วัจนกรรมกลุ่มผูกมัด ประกอบไปด้วย การยื่นข้อเสนอ และการเสนอตัว ซึ่งมีความสอดคล้อง กับงานวิจัยของ ภัทรพงษ์ เลิศทัศนว นิช (2559) ศึกษาเรื่อง “ภาพลักษณ์นางงามจากการตอบคำถามของ นางงามไทยเช่นกัน อย่างไรก็ตามการศึกษากลวิธีทางภาษาและการแสดงภาพลักษณ์จากการแสดงทัศนคติรอบ Key words ในการประกวด Miss Universe Thailand. เป็นการศึกษากลวิธีทางภาษาที่นางงามใช้ในการ แสดงทัศนคติ รวามทั้งเป็นการศึกษาภาพลักษณ์ของนางงาม อันจะนำไปสู่การแสดงตัวตนความเป็นผู้หญิงใน รูปแบบที่หลากหลายของผู้เข้าประกวด เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ต้องการเข้าสู่วงการการ ประกวดนางงาม หรือวงการอื่น ๆ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับกลวิธีทางภาษาที่นางงามใช้ในการ แสดงทัศนคติ ซึ่งส่งผลไปยังการสามารถเลือกใช้ถ้อยคำในการพูดต่อสาธารณชนได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยัง เข้าใจในการสร้างภาพลักษณ์จากการพูด เพื่อเป็นการแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาในรูปแบบที่ดีขึ้น พร้อมทั้ง เป็นแนวทางในศึกษากลวิธีทางภาษา และภาพลักษณ์จากบุคคลสาธารณะท่านอื่น ๆ ต่อไป 6. ข้อเสนอแนะและการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ การศึกษาเรื่อง “การสร้างตัวตนจากกลวิธีทางภาษา และการแสดงภาพลักษณ์จากกลวิธีการแสดง ทัศนคติรอบ Key words ในการประกวด Miss Universe Thailand” ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้ ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการศึกษาไปใช้ จากผลข้างต้น ทำให้เห็นถึงการศึกษาการใช้กลวิธีทางภาษาในการแสดงทัศคติรอบ Key Words ในการ ประกวด Miss universe Thailand 2020 จึงสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอน เกี่ยวกับการพูด ต่อสาธารณชน การตอบคำถาม หรือการแสดงทัศคติ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังได้ การศึกษาสิ่งเหล่านี้ ทำให้ผู้เรียนมีภาพลักษณ์ที่ดี ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ และช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการพูดได้อีกด้วย


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๔๙ นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เรียนรู้จักการใช้กลวิธีทางภาษาในการสื่อสารของตัวเองเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อย่างใด อย่างหนึ่งได้ ข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาครั้งต่อไป จากการศึกษา “การสร้างตัวตนจากกลวิธีทางภาษา และการแสดงภาพลักษณ์จากกลวิธีการแสดง ทัศนคติรอบ Key words ในการประกวด Miss Universe Thailand” สามารถนำไปใช้ในการศึกษากลวิธีทาง ภาษา และภาพลักษณ์ที่ปรากฏในการพูดของบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นต้น 7. กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเรื่อง “การสร้างตัวตนจากกลวิธีทางภาษา และการแสดงภาพลักษณ์จากกลวิธีการแสดง ทัศนคติรอบ Key words ในการประกวด Miss Universe Thailand” เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การวิจัย เบื้องต้นทางภาษาไทย จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการแสดงภาพลักษณ์ และกลวิทางภาษาที่ผู้เข้าประกวดใช้ในการ แสดงทัศคติรอบ Key words ในการประกวด Miss universe Thailand 2020 จำนวนทั้งสิ้น 84 ชุด โดย ศึกษากลวิธีทางภาษา 4 กลวิธี ดังนี้ 1) การอ้างถึง 2) การใช้คำกริยา 3) การใช้วัจนกรรมกลุ่มชี้นำ 3 ประเภทได้แก่ 3.1) การถาม 3.2) การจูงใจ 3.3) การเปรียบเทียบ และ 4) การใช้วัจนกรรมกลุ่มผูกมัด 3 ประเภท ได้แก่ 4.1) การสัญญา 4.2) การยื่นข้อเสนอ และ 4.3) การเสนอตัว ด้านผลการศึกษาการแสดง ภาพลักษณ์นางงาม พบจำนวน 3 ภาพลักษณ์ ได้แก่ 1) ภาพลักษณ์การสร้างสรรค์สังคม 2) ภาพลักษณ์การ ธำรงวัฒนธรรม และ 3) ภาพลักษณ์การมีทัศนคติเชิงบวก ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เห็นถึงการแสดงภาพลักษณ์ และกลวิธีการใช้ภาษาของผู้เข้าประกวดได้เป็นอย่างดี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการ วิเคราะห์เกี่ยวกับการแสดงภาพลักษณ์ และกลวิธีการใช้ภาษาโอกาสต่อ ๆ ไป งานวิจัยเรื่องนี้เสร็จสมบูรณ์ได้ เพราะผู้วิจัยได้รับความกรุณาจาก ผศ.ดร วรพงศ์ ไชยฤกษ์ อาจารย์ที่ ปรึกษางานวิจัยหลัก และ ผศ.ดร.รุ่งรัตน์ ทองสกุล อาจารย์ประจำรายวิชา ที่ตรวจทาน แก้ไขข้อบกพร่อง และ ให้คำแนะนำต่าง ๆ จนทำให้งานวิจัยเรื่องนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และขอขอบคุณผู้แต่งตำรา และเอกสารประกอบอื่น ๆ ที่ผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาใช้ประกอบการศึกษาค้นคว้าตามที่ปรากฏในงานวิจัยเรื่องนี้ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องที่คอยให้คำปรึกษา อีกทั้งสนับสนุนการศึกษางานวิจัยครั้งนี้จนสำเร็จ ผู้วิจัย ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สาระความรู้ที่ผู้วิจัยได้ศึกษาไว้ในงานวิจัยเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ ในการศึกษาการแสดงภาพลักษณ์ และกลวิธีทางภาษาต่อไป 8. เอกสารอ้างอิง รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข. (2557). การประกวดนางงามกับระบบชายเป็นใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ. วารสารเศรษฐศาสตร์การเมืองบูรพา. ชนกพร อังศุวิริยะ. (2559). การอ้างถึงที่ปรากฏในหนังสือราชการพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว.


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๐ วิเชียร เกษประทุม. (2558). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์ พ.ศ. พัฒนา จำกัด. จงชัย เจนหัตถการกิจ. (2551). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : บริษัทธนาเพรส จำกัด. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). บรรทัดฐานภาษาไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ องค์การค้า สกสค. อัจฉราพร ใครบุตร และวิไลศักดิ์ กิ่งคำ. (2559). วัจนกรรมในบทเพลงปลุกใจให้รักชาติ ระหว่าง พ.ศ.2510-2550. มหาวิทยาลัยพะเยา. จันทิมา อังคพณิชกิจ. (2561). การวิเคราะห์ข้อความ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ผกามาศ บุราณ และรัฐศาสตร์ ศรีใหญ่. (2563). การศึกษาวัจนกรรม และความพึงพอใจในการซื้อ ขายสินค้าออนไลน์เสื้อผ้าสำหรับ ผู้ชาย. สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊ค พับลิเคชั่นส์. พรหมมินทร์ ประไพพงษ์ และณัฐพร พานโพธิ์ทอง. (2553). กลวิธีทางภาษาในการแสดงวัจนกรรม การขู่ของผู้พูภาษาไทย : กรณี การศึกษาคู่สนทนาที่มีสถานภาพเท่ากัน. ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และธีระ เตชะมณีสถิตย์. (2557). การสร้างภาพลักษณ์ผู้มีชื่อเสียงของธุรกิจบันเทิง ในประเทศไทย. หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต. กาญจนา นาคสกุล. (2552). ภาษาไทย : ชุดคำไทย. กรุงเทพฯ : บริษัท ซีพีออลล์ จำกัดมหาชน. สุดา ภิรมย์แก้ว. (2547). มนุษย์กับสังคม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. จงชัย เจนหัตถการกิจ. (2551). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : บริษัทธนาเพรส จำกัด. จำรอง เงินดี. (2552). จิตวิทยาสังคม. กรุงเทพฯ : โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. ชูชัย สมิทธิไกร. (2564). จิตวิทยาสังคม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๑ กดไลค์วรรณกรรม ปภาวรินท์ จันทร์ประสิทธิ์ อาจเป็นบุพเพสันนิวาส บุพเพสันนิวาส เป็นนวนิยายแนวอิงประวัติศาสตร์ ประพันธ์โดย “รอมแพง” นามปากกา ของ จันทร์ยวีร์ สมปรีดา (อุ้ย) นักประพันธ์นวนิยายชาวไทย มีผลงานเด่น อาทิ เรือนพะยอม ดาวเกี้ยวเดือน บุพเพสันนิวาส โภคีธรา พรหมลิขิต เป็นต้น บุพเพสันนิวาส ได้รับความนิยมอย่างสูงและถูกนำมาดัดแปลง เป็นละครโทรทัศน์แนวย้อนยุค ออกฉายครั้งแรกทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่องสาม พ.ศ. ๒๕๖๑ แสดงนำโดย ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ, ราณี แคมเปน, หลุยส์ สก๊อต, สุษิรา แอนจิลีน่า แน่นหนา, ปรมะ อิ่มอโนทัย และ กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล โดยนำเสนอเรื่องราวความรักข้ามกาลเวลาของ เกศสุรางค์ สาวร่างอ้วนนักโบราณคดี วัย ๒๕ ปี ได้เกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำทำให้เกศสุรางค์นั้นเสียชีวิต ขณะที่อีกกาลเวลาหนึ่งย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๒๕ เกือบ ๓๓๓ ปีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ณ กรุงศรีอยุธยา เกศสุรางค์จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในช่วง เหตุการณ์สำคัญ ๆ ทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีการใช้สรรพนามที่ใช้เรียกกันว่า “ออเจ้า” ที่ฮิตติดปากและ โด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทำให้บุพเพสันนิวาสเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย รวมถึงเพลงประกอบละครก็ยังเป็น ที่จดจำมาถึงปัจจุบัน ดังตัวอย่างเพลงต่อไปนี้ “ออเจ้าเอย เคยรู้หรือไม่ ตรงนี้ยังมีใคร ฮ้าอา ฤทัยห่วงหา ออเจ้าเอย งามประกายนภา ขอมองไม่ยอมนิทรา ขอชื่นตาให้พี่ชื่นใจ” (ออเจ้าเอย : ขับร้องโดย พล นพวิชัย) นวนิยายเรื่องนี้มีความน่าสนใจ เพราะมีการสอดแทรกข้อคิด และความเชื่อต่าง ๆ ของคนในอดีต สะท้อนการถ่ายทอดข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ สภาพสังคม การเมืองการปกครอง และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ ผู้คนในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี ขณะที่อีกมุมหนึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทย เช่น การแต่งกาย การพูด การใช้ภาษา และประเพณีไทย เป็นต้น อาจเป็นบุพเพสันนิวาส / บทบาทตัวละครเง็ก เซียนฮ่องเต้ ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว / บุคลิกภาพภายนอกซุนหงอคง ที่ปรากฏใน วรรณกรรมเรื่อง ไซอิ๋ว


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๒ นอกจากนี้บุพเพสันนิวาสยังสะท้อนให้เห็นถึงความรักของหนุ่มสาวผ่านตัวละครเอกอย่าง “หมื่นสุนทรเทวา” และ “เกศสุรางค์” ในร่างการะเกด ด้วยความสดใสขี้เล่นของเกศสุรางค์ความเกลียดชังที่คนรอบข้างมีให้ก็เริ่ม คลายลง หมื่นสุนทรเทวาเองก็เช่นกัน เมื่อโดนอ้อนให้พาไปเที่ยวอยู่บ่อยครั้งก็เริ่มหลงรักแม่หญิงแสน ประหลาดผู้นี้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว โดยนวนิยายเรื่องนี้มีการประพันธ์ด้านองค์ประกอบที่ครบรส ครบความ ทั้งความหมาย ความสวยงามด้านภาษาที่ใช้ การใช้จินตนาการอย่างกว้างไกล คือ การแสดงความคิดเห็น ทัศนะ หรือปรัชญาของผู้เขียนเข้าไปมีส่วนร่วมในบทบาทของตัวละครนั้น ๆ ซึ่งสอดแทรกอยู่ในพฤติกรรม หรือ คำพูดของตัวละครในการเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ผู้แต่งไม่สามารถเสนอแนวคิดออกมาโดยตรงได้ มักจะสอดแทรกซ่อนเร้นอยู่ในโครงเรื่อง ดังต่อไปนี้ ๑. โครงเรื่อง ผู้เขียนวางโครงเรื่องไว้อย่างแยบยล เป็นนวนิยายที่ลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เนื้อหามี การลำดับให้เห็นถึงความสอดคล้อง สมเหตุสมผล และเข้าใจง่าย โดยเล่าเรื่องราวของเกศสุรางค์ สาวอ้วนนัก โบราณคดี วัย ๒๕ ปี หน้าตาธรรมดา นิสัยร่าเริงมองโลกในแง่ดี และมีความรู้เกี่ยวกับโบราณคดี พร้อมทักษะ ภาษาฝรั่งเศส และเป็นที่รักของทุกคน แต่เกศสุรางค์มีใจให้กับ เรืองฤทธิ์ เพื่อนสนิทที่คบกันมานานคิดว่าเรืองฤทธิ์ คงไม่หันมาสนใจตนเอง จึงได้แต่เก็บงำความรักที่มีต่อเรืองฤทธิ์เรื่อยมา และหวังว่าสักวันเธอจะกล้าพอที่จะเผย ความในใจกับเขา กระทั้งวันหนึ่งเกศสุรางค์กับเรืองฤทธิ์เดินทางกลับจากทำงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำทำให้เกศสุรางค์นั้นเสียชีวิต ขณะที่อีกกาลเวลาหนึ่งย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๒๕ เกือบ ๓๓๓ ปี สมัยสมเด็จพระนารายณ์ณ กรุงศรีอยุธยาก็ได้เกิดเรื่องขึ้นเช่นกัน เมื่อแม่หญิงการะเกด สาวสวยที่มีจิตใจ โหดเหี้ยมได้สั่งให้ อีผิน อีแย้ม บ่าวคนสนิทผู้ซื่อสัตย์ไปล่มเรือของแม่หญิงจันทร์วาด เหตุเป็นเพราะไม่พอใจที่ เห็นแม่หญิงจันทร์วาดชม้ายชายตาให้กับหมื่นสุนทรเทวาคู่หมั้นคู่หมายของตน แผนการอันโหดร้ายก็ได้ทำให้ บ่าวคนสนิทของแม่หญิงจันทร์วาดนั้นเสียชีวิต แต่แม่หญิงจันทร์วาดกลับรอดพ้นมาได้ จึงทำให้เกศสุรางค์ต้อง มาชดใช้กรรมที่การะเกดก่อเอาไว้ซึ่งเนื้อหาภายในเรื่องนั้น ยังชวนให้ผู้อ่านติดตามตั้งแต่ต้นเรื่องกระทั้งจบ เรื่องได้เป็นอย่างดี ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๑.๑ การเปิดเรื่อง นวนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาส ผู้เขียนมีการเปิดเรื่องด้วยบทสนทนาโดยการสื่อให้เห็นถึงความเป็นอยู่ ของครอบครัวหนึ่งที่ประกอบไปด้วยคุณยายนวล คุณสิปาง และเกศสุรางค์ โดยมุ่งประเด็นไปยังการใช้ชีวิตของ ครอบครัวเกศสุรางค์ ตัวละครเอกของเรื่องในภพปัจจุบัน ซึ่งในแต่ละวันจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นหมุนเวียนเป็น กิจวัตร ดังตัวบทต่อไปนี้ “เกด ตื่นขึ้นตักบาตรได้แล้วลูก” เสียงแหบพร่าด้วยความชรา ร้องปลุกพร้อมเคาะประตูอยู่สองสามครั้งแล่วจึงเงียบไป ร่างอวบอ้วน


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๓ พลิกตัวไปมาอยู่เพียงครู่ก็ผุดลุกขึ้นเดินโผเผเข้าห้องน้ำ จัดแจงล้างหน้า ล้างตาและแปรงฟันแล้วจึงเดินลงมาด้านล่าง (หน้า ๗) จากตัวบทข้างต้น ผู้เขียนกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ของ เกศสุรางค์ สาวร่างอ้วนที่กำลังพลิกตัวไปมา อยู่บนเตียงถูกปลุกตั้งแต่เช้าเพื่อไปตักบาตรกับครอบครัวที่ประกอบด้วยคุณยายนวล คุณสิปาง และเกศสุรางค์ เมื่อเกศสุรางค์ถูกปลุกตั้งแต่เช้าจึงรีบลงจากเตียงจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะเดินลงไปด้านล่าง เพื่อช่วย คุณยายและแม่ลำเลียงอาหารคาวหวานไปยังหน้าบ้านเพื่อทำบุญตักบาตรตามปกติ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึง บุคลิกภาพของเกศสุรางค์ได้เป็นอย่างดี คือ ร่างอวบอ้วนพลิกตัวไปมาอยู่เพียงครู่ก็ผุดลุกขึ้นเดินโผเผเข้าห้องน้ำ จึงทำให้รู้ว่าเกศสุรางค์นั้น เป็นผู้หญิงร่างอ้วนที่ว่านอนสอนง่าย และเชื่อฟังผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ตัวอย่างหนึ่งของเธอ ๑.๒ การดำเนินเรื่อง ผู้เขียนสร้างกลวิธีการดำเนินเรื่องแตกต่างไปจากนวนิยายย้อนยุคเรื่องอื่น ๆ โดยเกศสุรางค์ถูกกระแส แห่งพรหมลิขิตส่งเธอกลับไปยังอดีตอันแสนไกลถึงยุคพระนารายณ์มหาราช สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ร่างที่เธอได้มาอยู่ กลับไม่ใช่ร่างของเธอเอง แต่เป็นร่างของการะเกดหญิงสาวรูปงามที่มีนิสัยน่าชัง ด้วยความแปลกประหลาดและ พิเศษไม่เหมือนผู้หญิงในยุคกรุงศรีอยุธยา ทั้งความกล้าหาญ ความใฝ่รู้ และความเด็ดเดี่ยวเกินกุลสตรีในยุคนั้น ทำให้หมื่นสุนทรเทวาเปลี่ยนจากความชิงชังในตัวแม่หญิงการะเกดเป็นความรักใคร่ และแท้ที่จริงแล้วอำนาจที่ส่งเกศ สุรางค์มานั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะกระแสแห่งกรรมและพรหมลิขิตที่ขีดไว้ให้ นวนิยายเรื่องนี้จึงมี รายละเอียดที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในยุคของสมเด็จพระนาราณ์มหาราชที่สำคัญ ๆ สอดแทรกอยู่ด้วย ซึ่งบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ได้กลายมาเป็นตัวละครที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่รอบตัวของเกศสุรางค์ ทั้งวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การเมืองการปกครอง และวัฒนธรรมของคนไทยในสมัยอยุธยาถูกนำมาถ่ายทอดผ่านชีวิตประจำวัน ของเกศสุรางค์ทั้งสิ้น ๑.๓ การปิดเรื่อง นวนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาส ผู้เขียนมีการปิดเรื่องโดยเล่าเรื่องราวชีวิตหลังแต่งงานระหว่าง เกศสุรางค์กับหมื่นสุนทรเทวา ตอนจบของเรื่องนี้จบลงแบบเรียบง่ายหลังจากที่เกศสุรางค์ชดใช้กรรมแทน การะเกดทุกอย่างก็ราบรื่น ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเอง การะเกดได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้น ส่วนเกศสุรางค์ก็ใช้ชีวิต กับครอบครัวของตนอย่างมีความสุข ดังตัวอย่างต่อไปนี้ หลังจากคลอดลูกแฝดได้เพียงปีเดียวเกศสุรางค์ก็ได้ท้องอีกครั้ง และ คลอดเป็นลูกสาวผิวขาวลอองามวงหน้าหวานดั่งน้ำตาลเฉาะชื่อ แม่แก้ว เมื่อ ผ่านไปอีกปีจึงท้องอีกรอบแล้วจึงได้เป็นลูกสาวคนสุดท้อง แม่ปราง (หน้า ๔๘๗)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๔ “ลูก ๆ เด็กเล็ก ๆ ทั้งหลาย รวมทั้งลูกเป็ดลูกไก่ ล้วนแล้วแต่เกิดมา เพราะความรักของเพศหญิงและเพศชาย ไก่ตัวพ่อรักกับไก่ตัวแม่ก็เลยเกิด เป็นลูกไก่ เป็ดก็เหมือนกันกับไก่ พ่อกับแม่ก็เช่นกันเพราะรักกันจึงทำให้ลูก เกิด” (หน้า ๕๐๒) แม้เวลาเนิ่นนานก็ยิ่งถักทอเป็นความผูกพันที่ไม่เคยแหนงหน่าย และอาจจะเป็นเพราะรักที่เหลือเชื่อเช่นนี้นี่เองที่ชักพาดวงจิตของเขา และเธอให้ได้มารักกัน…ทุกภพทุกชาติ (หน้า ๕๐๔) จากตัวบทข้างต้น ผู้เขียนเล่าเรื่องราวชีวิตหลังแต่งงานของเกศสุรางค์กับหมื่นสุนทรเทวาและลูก ๆ ได้อย่างครบรส โดยเกศสุรางค์คลอดลูกชายแฝดสองคน คือ พ่อเรืองและพ่อริด ลูกสาวคนโตชื่อว่า แม่แก้ว และลูกสาวคนสุดท้องชื่อว่า แม่ปราง เมื่อมีครอบครัวเกศสุรางค์ทำหน้าที่ของแม่ได้เป็นอย่างดี คอยอบรม สั่ง สอนลูกด้วยความรักใคร่ มีเหตุผลในการอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่ลูกไม่เข้าใจ และใช้ชีวิตหลังแต่งงานโดยทำหน้าที่ ภรรยาที่ดีปรนนิบัติต่อสามีด้วยความรักอยู่เสมอ ๒. ตัวละคร ตัวละครในนวนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาส ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดความเป็นตัวเองออกมา อีกทั้งยัง ถ่ายทอดความเป็นตัวละครผ่านตัวหนังสือได้อย่างดีเยี่ยม โดยสื่อให้เห็นถึงบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ ที่แตกต่างกัน ของตัวละครนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางสังคม การเมืองการปกครอง หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ ตัวละครที่มีอิทธิพลในช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ณ กรุงศรีอยุธยา ซึ่งทำให้ตัวละครมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น น่าค้นหา น่าสนใจ ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตามผ่านตัวหนังสืออย่างไม่มีเบื่อ โดยนวนิยายเรื่องนี้มีตัวละคร ที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้ ๒.๑ เกศสุรางค์ เกศสุรางค์นางเอกของเรื่อง เป็นหญิงสาวร่างอ้วนมีนิสัยชอบเรียนรู้ สดใสร่าเริง มองโลกในแง่ดีเสมอ เมื่อได้โอกาสข้ามภพมายังกรุงศรีอยุธยา เธอก็ช่างซักช่างถาม ตรงนั้นคืออะไร ตรงนี้อยู่ที่ไหน จนเป็นหลานสาว คนโปรดของออกญาโหราธิบดีเกศสุรางค์คือหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่ถูกวิญญาณการะเกดดึงวิญญาณมาสิงใน ร่างของตน เพื่อมาชดใช้บาปกรรมที่ได้ก่อเอาไว้ ทำให้เกศสุรางค์ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๕ ๒.๒ หมื่นสุนทรเทวา หมื่นสุนทรเทวาพระเอกของเรื่อง มีนิสัยขี้เก็ก ปากร้าย ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก เพราะหน้าที่การงาน และความรับผิดชอบจนไม่มีเวลาสนใจใคร แต่ก็แอบมีใจให้กับแม่หญิงจันทร์วาด เป็นบุตรชายคนเล็กของ คุณหญิงจำปากับออกญาโหราธิบดี ขุนนางในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เขาเป็นตรีทูตผู้ที่ร่วม เดินทางไปกับคณะทูตของโกษาปาน เป็นคู่หมั้นคู่หมายของแม่หญิงการะเกด ในคราแรกเกลียดชังแม่หญิง การะเกดแต่หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมารักแม่หญิงการะเกดสุดหัวใจ ๒.๓ คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีกผู้มากความสามารถ มีเส้นสาย รับราชการในแผ่นดินพระนารายณ์ เป็นขุนนางคนโปรดของ ขุนหลวงนารายณ์ อดีตเป็นเด็กลูกเรือติดมากับเรือสินค้าก่อนได้พบกับโกษาเหล็กและชุบเลี้ยงจนได้ดีในราช สำนักอยุธยา แต่กลับลอบกราบทูลรายงานขุนหลวงนารายณ์ว่าโกษาเหล็กรับเงินสินบน ๒.๔ แม่มะลิ ภรรยาของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เธอเป็นเพื่อนกับแม่หญิงการะเกด แอบรักหมื่นสุนทรเทวา แต่ทว่าสุดท้ายแล้วเธอกลับต้องมาแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รัก เธอมีชื่อเสียงจากการ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ตำแหน่ง “ท้าวทองกีบม้า” ว่ากันว่านางได้ประดิษฐ์ขนม ไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส มีทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองม้วน และหม้อแกง จนได้สมญา ว่าเป็น“ราชินีแห่งขนมไทย” ๒.๕ ออกญาโหราธิบดี บุคคลสำคัญท่านหนึ่งในแวดวงวรรณกรรมในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ทั้งนี้ "พระโหราธิ บดี" ไม่ใช่ชื่อบุคคล แต่เป็นตำแหน่งและบรรดาศักดิ์ พระโหราธิบดี เป็นตำแหน่งอธิบดีแห่งโหร หรือโหรหลวง ประจำราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นผู้ควบคุมหรือเป็นหัวหน้าการประกอบพิธีการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ อีกด้วยซึ่งต้องเป็นบุคคลที่เป็นผู้รู้หนังสือรวมถึงรอบรู้สรรพวิทยาต่าง ๆ และเป็นบิดาของพ่อศรีกับพ่อเดช มีความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์และอักษรศาสตร์ ราชครูของขุนหลวงนารายณ์ ๒.๖ อีผิน อีแย้ม อีผิน อีแย้ม บ่าวคนสนิทของแม่หญิงการะเกด มีนิสัยจงรักภักดีต่อเจ้านาย เชื่อฟังคำสั่งของการะเกด ทุกอย่าง ต่อให้ผู้เป็นนายกระทำความผิดร้ายแรงแค่ไหนก็ยังคงรักและปกป้องเจ้านายเท่าชีวิต ยอมทำทุก วิถีทางเพื่อให้เจ้านายของตนรอดพ้นจากความผิด เนื่องจากตนมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการตายของนางแดงบ่าวคน สนิทของแม่หญิงจันทร์วาด เมื่อเห็นผู้เป็นนายทุกข์ทรมานก็ยิ่งทำให้นางผิน นางแย้ม เกิดความวิตก เพราะกลัว จะเสียแม่นายของตนไป อีกทั้งไม่อยากให้ผู้ใดมองว่าการะเกดเป็นคนไม่ดี เพียงเพราะความผูกพันที่มีให้กันมา เนิ่นนาน ไม่สามารถทำให้บ่าวผู้จงรักภักดีอย่างนางผิน นางแย้ม คิดที่จะทอดทิ้ง หรือละเลยต่อการะเกดได้


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๖ ถึงแม้ว่าพวกตนจะไม่มีวิชาความรู้นอกเรือนเหมือนคนชนชั้นสูงก็ตาม แต่ก็ยังคอยปรนนิบัติรับใช้เจ้านายอย่าง การะเกดไม่ห่างกาย ๓. แก่นเรื่อง ผู้เขียนต้องการบ่งบอกถึงการใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยของเกศสุรางค์เมื่อต้องจากบ้านเกิดไป ใช้ชีวิตในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสร้างความเสียใจ และความทุกข์ทรมานให้เธอไม่น้อย เมื่อต้องจากลาบุคคลที่ รักไปแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของตัวเอง หรือแม้กระทั้งเพื่อนสนิทอย่างเรืองฤทธิ์ เมื่อไม่มีวี่แวว ว่าตนจะได้กลับไปในภพภูมิที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่จึงค่อย ๆ เรียนรู้การใช้ชีวิตของคนสมัยโบราณแทน โดยการเริ่ม ปรับตัวไปทีละน้อย และค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน อีกทั้งยังนำวิชาความรู้ที่เคยร่ำเรียน มาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด และดำเนินเรื่องผ่านความรักของตัวละครเอกอย่าง เกศสุรางค์ในร่างการะเกด และหมื่นสุนทรเทวา ความรักที่มาพร้อมกับพรหมลิขิตที่ได้กำหนดไว้ ไม่ว่าชาติภพใดหัวใจและความรักของคน ทั้งสองยังคงผนึกแน่นรวมกันเป็นหนึ่งเดียวตลอดกาลทุกชาติไป ๔. บทสนทนา บทสนทนาของนวนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาส ผู้เขียนต้องการสื่อให้เห็นถึงบทบาท บุคลิกภาพ การพูด และการใช้สำนวนภาษาที่มีความแตกต่างกันของตัวละคร ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงตัวละครได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครนั้น ๆ ได้จริง ๆ และสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของแต่ละชน ชั้นในสังคมอยุธยาได้ดีอีกด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ “แม่นายท่านก็ฝีมือดีขึ้นทุกวันหนาเจ้าคะ หาได้ด้อยกว่าแม่หญิง จันทร์วาดไม่” “แหม…เกือบเชื่อเลยนะพี่ผิน ช่างยกยอปอปั้นเสียจริง” เกศ สุรางค์พูดกลั้วหัวเราะเพราะรู้ดีว่าฝีมือตนถึงจะไม่ห่วยเท่าไรนักแต่ก็ ห่างไกลจากคำว่างามหมดจดอย่างแน่นอน (หน้า ๒๖๙ - ๒๗๐) จากตัวบทข้างต้นเป็นบทสนทนาของนางผินกับเกศสุรางค์ บ่าวคนสนิทของการะเกด นางผินใช้ คำพูดเอ่ยชมยกยอปอปั้นเข้าข้างแม่นายของตนที่ฝีมือการร้อยพวงมาลัยไม่ได้ด้อยไปกว่าแม่หญิงจันทร์วาด เนื่องจากแม่หญิงจันทร์วาดมีความชำนาญในเรื่องของงานบ้านงานเรือน การเย็บปักถักร้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นอกจากเป็นถึงลูกหลานชั้นสูงที่ได้รับการอบรม หรือได้รับการศึกษาที่ดีแล้ว ในสมัยอยุธยายังมีบ้าน วัด และ วัง เป็นแหล่งศึกษาที่สำคัญในสมัยดังกล่าวอีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วเด็กผู้หญิงจะได้รับการอบรมในด้านของงาน บ้านงานเรือน เช่น การทำอาหาร การเย็บปักถักร้อย เพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้านที่ดีต่อไป ครอบครัวใดที่มีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายรู้หนังสือก็จะสอนให้ลูหลานอ่านเขียน ส่วนเด็กผู้ชายจะเป็นผู้สืบทอดอาชีพ เช่น งานตีเหล็ก งานแกะสลัก งานทำเครื่องเงินเครื่องทอง หรือฝึกหัดเพื่อเตรียมตัวเข้ารับราชการ เป็นต้น อีกทั้งนางผินยังเกรง


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๗ ว่าแม่นายของตนจะรู้สึกน้อยใจ เพราะแม่หญิงจันทร์วาดมีความประณีตในเรื่องเย็บปักถักร้อย นางผินเองจึงอด ที่จะเอ่ยชมแม่นายตนเองอย่างนอบน้อมไม่ได้ อีกทั้งยังมีการใช้คำว่า “เจ้าคะ” ในการเอ่ยเรียกเจ้านาย กล่าวคือ คำดังกล่าวเป็นคำที่ผู้หญิงใช้ขานรับผู้ใหญ่อย่างสุภาพเทียบเท่ากับคำว่า “ค่ะ” ในปัจจุบัน จากตัวบท ดังกล่าวบ่งบอกถึงระดับของผู้ที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา หรือชนชั้นใต้ปกครองที่อยู่ในความดูแลของชนชั้น เจ้านาย หรือชนชั้นผู้ปกครองนั่นเอง โดยนางผินใช้คำว่า “เจ้าคะ” ในการเรียกเกศสุรางค์อย่างสุภาพและนอบ น้อมที่สุด เพื่อกล่าวชมฝีมือการร้อยพวงมาลัยของผู้เป็นนาย คำว่า “แม่นายท่าน” คือคำที่ใช้เรียกเจ้านายผู้หญิง และคำว่า “แม่หญิง” ใช้เรียกนำหน้าชื่อตามฐานะของผู้หญิงไฮโซในสมัยอยุธยา ๕. น้ำเสียงในการแต่ง น้ำเสียงในการแต่งนวนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาส ผู้เขียนใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล ถ้อยคำหอมหวาน อย่างลุ่มลึก มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และต้องการสะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งในเรื่องที่ไม่ดีมันอาจแฝงอะไรดี ๆ เอาไว้บ้างก็ได้เช่น ในชีวิตจริงคงไม่มีใครได้มีโอกาสดี ๆ แบบเกศสุรางค์เมื่อวิญญาณหลุดออกจากร่างในภพ ปัจจุบันไปอยู่ในร่างของแม่หญิงการะเกดในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ยิ่งเป็นโอกาสดีที่ทำให้เธอ ได้เรียนรู้เรื่องราวจากเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปในตัว หรือแม้กระทั้งบ่าวทาสในเรือนที่มีเจ้านาย อย่างเกศสุรางค์คอยเมตตาให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ทำให้ผู้คนที่เคยเกลียดชังในคราแรกแปรเปลี่ยน เป็นความรักใคร่ ไม่อคติกับเจ้านายผู้ที่มีฐานะทางสังคมสูงกว่าตน และน้ำเสียงดังกล่าวอาจเกิดจากอารมณ์ ความรู้สึก ของตัวละครที่เกิดขึ้นในขณะนั้นด้วย ๖. ฉาก นวนิยายเรื่องนี้มีฉากที่ใช้ในการดำเนินเรื่องไว้อย่างหลากหลาย ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการ มองเห็น ภาพได้ชัดเจน ครบถ้วน เนื่องจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นการเล่าถึงสภาพการณ์ในสังคมอยุธยาประกอบกับ สถานที่ต่าง ๆ ด้วยความที่เกศสุรางค์เป็นคนซุกซน ขี้เล่น ชอบเที่ยว จึงมีสถานที่ที่ปรากฏภายในเรื่องมากมาย เช่น บ้านพระยาโหราธิบดี วัดไชยวัฒนาราม วัดพุทไธสวรรค์ ตลาดบ้านจีนปากคลองขุนละครไชย ชุมชน โปรตุเกส โบสถ์เซนต์เปาโล เป็นต้น ทำให้ผู้อ่านรับรู้และทราบถึงเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการสื่อถึงเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นผ่านไปยังองค์ประกอบที่เรียกว่า ฉาก ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเกิดอรรถรสในการอ่านมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ “…ใบพายราระผิวน้ำคอยท่าก่อนจะพายเลยวัดพนัญเชิงหรือพะแนง เชิงเมื่อถึงที่หมายก็รั้งไม้ริมน้ำรอท่าที่ริมคลองสวนพลูอันมีเส้นทางลัดไป ยังด้านหน้าชุมชนโปรตุเกสนั่นเอง เพียงครู่เรือแจวลำเล็กก็พายเข้ามา ใกล้พร้อมร่างสูงใหญ่ของหลวงสรศักดิ์ที่ตามมาสมทบอีกแรง…” (หน้า ๑๘๗ - ๑๘๘)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๘ นอกจากนี้เนื้อหาของนวนิยายยังแฝงข้อคิดในการดำเนินชีวิต เนื่องด้วยความแปลกใหม่ที่ผู้เขียนเน้น ในการเล่าเรื่องของบุคคลในภพปัจจุบันที่ข้ามภพไปยังอดีตอย่างเกศสุรางค์ ทำให้แต่ละตัวละครนั้นมีเอกลักษณ์ ที่แสดงถึงความเป็นตัวเองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยแต่ละตัวละครสะท้อนให้เห็นถึงความทุกข์ ความอึดอัด ใจความไม่สมหวังในเรื่องต่าง ๆ ความรัก ความโลภ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างต้องปรับตัวให้เหมาะกับสถานการณ์ นั้น ๆ ด้วย ถือได้ว่าเป็นนวนิยายที่มีความน่าค้นหา และน่าติดตามมากเรื่องหนึ่ง วรรณกรรมเรื่องบุพเพสันนิวาส จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบในการดำเนินเรื่อง ผู้เขียนสามารถทำให้ ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตามได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว ทั้งการถ่ายทอดความรู้สึกของการมีชีวิตในช่วงรัชสมัย ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทั้งการเมืองการปกครอง การค้าขายกับชาวต่างชาติ หรือแม้แต่ ขนบธรรมเนียมในสมัยดังกล่าวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น โครงเรื่อง แก่นเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา น้ำเสียงในการ แต่ง และฉาก วรรณกรรมเรื่องนี้ยังสะท้อนเรื่องราวได้หลายแง่มุม เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนที่ ชื่นชอบวรรณกรรมแนวอิงประวัติศาสตร์ ทั้งครบรส สนุก ให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านและผู้รับชมได้เป็นอย่างดี หากพูดถึงคำว่า “ออเจ้า”และ “สมัยกรุงศรีอยุธยา” คงหนีไม่พ้นนวนิยายเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” อย่างแน่นอน อ้างอิง จันทร์ยวีร์ สมปรีดา. (๒๕๖๒). บุพเพสันนิวาส. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แฮปปี้ บานานา


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๕๙ พัชฌาภรณ์ เพชรกำเนิด บทบาทตัวละครเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว ไซอิ๋ว เป็นวรรณกรรมเอกเรื่องหนึ่งของจีน สันนิษฐานว่าแพร่หลายสู่สังคมไทยพร้อม ๆ กับการอพยพ ของชาวจีน ทั้งในรูปแบบของการแสดง เช่น หุ่นละครเล็ก งิ้ว นิทานเรื่องเล่า มุขปาฐะ เป็นต้น หรือ ในรูปแบบ ของวรรณกรรมเอง เกิดเป็นความนิยมทั่วไปไม่เฉพาะกับชาวจีนเท่านั้น ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วรรณกรรมจีน ได้ความนิยมจากชนชั้นสูงเป็นอย่างมากในฐานะ หนังสือพงศาวดารและตําราพิชัยสงคราม เช่น สามก๊ก ไซ่ฮั่น เป็นต้น จึงได้มีการแปลวรรณกรรมจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ รสนิยมของการเสพ วรรณกรรมจีนได้เปลี่ยนไปจากเดิม กล่าวคือ จากการเสพวรรณกรรมเพื่อประโยชน์ในการปกครองบ้านเมือง มาเป็นการเสพวรรณกรรมในฐานะ บันเทิงคดี ซึ่งวรรณกรรมไซอิ๋วก็ถูกแปลขึ้นในยุคนี้ ไซอิ๋ว เป็นเรื่องที่ แพร่หลายที่สุดของจีน ผู้ประพันธ์ คือ โหง่ว เส่ง ถึงเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๓ ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๓ ในสมัย ราชวงศ์เหม็ง ไซอิ๋วนับเป็นเรื่องที่แยกออกจากพงศาวดารซุยถังในแผ่นดินของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้จักรพรรดิ องค์ที่สองแห่งราชวงศ์ถัง ซึ่งในสมัยนี้นับเป็นยุคทองของชาวจีนทีเดียวไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า การเมือง การ ปกครอง การทหาร ตลอดจนความเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปวัฒนธรรม จีนจึงขนานนามยุคนี้ว่า “ยุคทองแห่ง อารยธรรม” ๑. ประวัติความเป็นมาเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้ หรือ อี้หวงต้าตี้ เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ที่ปกป้องทั้งเซียนแล้วยังกำหนดชะตาชีวิตมนุษย์ และสรรพสิ่ง เง็กเซียงฮ่องเต้จึงไม่อาจเกิดอย่างสามัญชนทั่วไปที่มีบิดามารดา เพราะอยู่ ๆ พระองค์ทรงจุติ ขึ้นมาเองท่ามกลางธรรมชาติเพื่อเป็นผู้ใหญ่ ที่ทรงไว้ซึ่งบรมเทวานุภาพ แต่โดยปกติพระองค์จะไม่ทรงแสดง อานุภาพนั้นด้วยพระองค์เอง โดยมอบหมายอำนาจให้เซียนอื่น ๆ รับเทวโองการไปรริหารต่างพระเนตรพระ กรรณตามลำดับชั้นลดหลั่นกันไป ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นพระองค์ทรงโปรดให้เซียนองค์หนึ่งองค์ใด หรือหลายองค์ไปทำหน้าที่เป็นเซียนเฉพาะกิจเพื่อจัดการกับปัญหานั้น ๆ จัดการปัญหาเสร็จสิ้นจึงกลับมาถวาย รายงานให้ทรงทราบใต้ฝ่าเทวพระบาท


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๐ ๒. บทบาทของตัวละครเง็กเซียนฮ่องเต้ บทบาทของตัวละครเง็กเซียนฮ่องเต้ ในการศึกษาครั้งนี้หมายถึง หน้าที่ที่เง็กเซียนฮ่องเต้ หรืออี้ หวงต้าตี้ อยู่บนสวรรค์ ซึ่งเป็นบทบาทในเรื่อง เรื่องไซอิ๋ว ฉบับพงศาวดารจีน บทบาทของตัวละครเง็กเซียนฮ่องเต้แบ่งได้เป็น ๒ บทบาท ดังต่อไปนี้ ๒.๑ บทบาทด้านความเป็นผู้นำ “…เง็กเซียนฮ่องเต้เมื่อได้ทรงสดับเหตุ ตามที่เทพยาดาทั้งสองมากราบทูลดังนั้น จึงมีเทวบัญชาตรัสแก่ เทพยดาทั้งหลายว่าธรรมดาในใต้หล้าย่อมบังเกิดสัตว์ที่เป็นกายสิทธิ์ฤทธิเดชขึ้นได้ดังนี้ ก็เพราะอาศัยความร้อน และความเย็นอบรมกันจึงบังเกิดญาติต่าง ๆ เพราะลมอากาศได้กระทำให้ขึ้นเป็นเหตุเดิม ย่อมเป็นวิสัยแห่งโลก ประหลาดคือหมู่สัตว์และสังขารสำหรับฟ้าและดินอยู่อย่างนั้นแล้วก็เสด็จเข้าทิพยสถานแห่งพระองค์...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๑๗) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำเง็กเซียนฮ่องเต้เห็นได้จากการสั่งสอนเทพย ดาที่เข้ามาทูลเรื่องให้ทราบกล่าวได้ว่าธรรมดาที่สัตว์โลกย่อมฤทธิ์และอำนาจเพราะอาศัยทั้งลมอากาศเพื่อที่จะ ได้มีชีวิตอีกทั้งสัตว์และร่างกายล้วนอาศัยลมและฟ้าในการใช้ชีวิตอยู่แล้ว “...ฝ่ายเง็กเชียนฮ่องเต้วันหนึ่งเสด็จออกพระที่นั่ง วิมานเหลงเซียวโป๋เต้ยแวดล้อมไปด้วยหมู่เทพยดา ทั้งหลายเฝ้าพร้อมหน้ากัน ในขณะนั่นมีเทพบุตร (ดูฮ้วงเจ๋) องค์หนึ่งกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบข้าง นอกมีพระยาเง่าก๊วงเล่งอ๋อง อันอยู่สำนักยังมหาสมุทรทิศฝ่ายบูรพาจะมาเฝ้าถวายฎีกาด้วยเรื่องใดไม่ทราบ บัดนี้อยู่ข้างนอก เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงทราบดังนั้น จึงมีรับสั่งให้นำพระยานาคเข้ามาเฝ้าพระยานาคก็ถวายฎีกาแก่เง็ก เชียงฮ่องเต้ เทพบุตรเซียงกงพนักงานรับฎีกาก็อ่านฎีกาถวายเง็กเชียงฮ่องเต้ ในฎีกามีใจความว่า ข้าพระพุทธเจ้าเง่าก๊วงซึ่งเป็นผู้รักษาเขตมหาสมุทรใหญ่ในทิศบูรพาขอพระราชทานกราบทูลทรง ทราบ ด้วยที่เขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลียมต๋องมีปีศาจลิงชื่อซึงหงอคง มีความหมิ่นประมาทดูถูกพระบารมีของ พระองค์ ลงไปที่บาดาลบังคับขอเครื่องอาวุธและเครื่องแต่งตัว ข้าพระองค์ก็ให้แท่งเหล็กกายสิทธิ์ที่สะกดจมอยู่ กลางใจทะเล และหมวกปีกหงส์ทองคำหมวกหนึ่งเกราะทองคำสำรับหนึ่ง รองเท้าใยบัวคู่หนึ่งรวมสี่สิ่งแล้วหงอ คงยังทำอิทธิฤทธิ์กดขี่ข่มเหงข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะต่อต้านสู้รบได้ ขอพระองค์ได้โปรดมีเทวบัญชาให้ เทพยดาองค์ใดไปปราบปรามจับตัวหงอคงมาลงโทษให้เข็ดหลาบ ข้าพระพุทธเจ้าจะได้รักษาอาณาเขต ในท้อง ทะเลให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๑ เมื่อเง็กเชียงฮ่องเต้ได้ทรงทราบความตามฎีกาของพระยานาคแล้ว จึงรับสั่งว่าท่านจงกลับไปรักษา มหาสมุทรตามเดิม การต่อไปเราจะคิดอ่านปราบปราม...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๖) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของตัวละครเง็กเซียนฮ่องเต้คือต้องรับฟังคำ ฎีกาของเทวดาหรือสรรพสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือเห็นได้จากที่พญานาคส่งฎีกาเพื่อจะทูลเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นให้แก่เง็กเซียนฟัง “...ขณะนั้นมีกัดเชียงกงเทพยดาองค์หนึ่ง กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ว่า ขอพระองค์จงทราบบัดนี้มีพระ ยามัจจุราช จะเข้ามาถวายฎีกา และมีซื่อพระตี้จองอ๋องในฎีกาด้วยแล้วส่งฎีกา ให้เทพบุตรเจ้าหน้าที่นำฎีกามา ถวายเง็กเซียนฮ่องเต้ ใจความในฎีกามีว่า ในเมืองนรกอาณาเขตฟ้าและดิน ก็มีเจ้าและมีวนเวียนกลับไปกลับมา คือเกิดแล้วก็ตาย ๆ แล้วกลับ เกิดและย่อมมีสภาพลิงคเพศพันธุ์เป็นหญิงและชายเป็นไปตามกำหนดแห่งยถากรรมของสัตว์ที่ประกอบกรรมดี และกรรมชั่ว อันจะให้เป็นวิบากผลตกแต่งสัตว์ แต่บัดนี้ที่เขาฮวยก๊วยชัวถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง มีศิลาก้อนนึ่งต้องแสง พระอาทิตย์พระจันทร์ และดินฟ้าอากาศธาตุฤดูร้อนและเย็นบังเกิดเป็นลิงปีศาจตัวหนึ่งขึ้นชื่อซึงหงอคง ทำ อำนาจดุร้ายดื้อดึงไม่ยอมอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ใด แผลงฤทธาศักดานุภาพรุกไล่ดีตลอดไปถึงเมืองนรก รบกวนรุกรานกระทั่งปราสาทที่อยู่ของพระยามัจจุราช บังคับให้ข้าพระพุทธเจ้านำเอาสารบบบัญชี ชื่อจำนวน พวกวานรมาลบเสียหมดว่า ไม่อยู่ในบังคับของความเกิดดับฉะนี้ขอพระเป็นเจ้าเป็นประธานแห่งเทวโลก ได้ โปรดปราบปรามเสียให้ราบคาบ สวรรค์และนรกจึงจะเป็นไปตามนิยมแห่งยถากรรมของสัตว์ได้ ฝ่ายพระผู้เป็นเจ้าแห่งโลก จึงมีเทวบัญชาให้พระยามัจจุราชกลับไปยังที่อยู่ก่อนแล้วพระองค์จึงจะทรง จัดการต่อไป เง็กเซียงฮ่องเต้ จึงมีรับสั่งถามเทพบุตรทั้งหลายว่า สัตว์เดียรัจฉานวานรตัวนี้เกิดเมื่อไร ถือความ ปาฏิหาริย์อย่างไร จึงได้วิชาอันเชี่ยวชาญอย่างนี้ เทพยดาทั้งหลายก็พากันนิ่งอยู่ไม่มีเทพบุตรพระองค์ใดกราบ ทูลประการใด...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๗) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำเง็กเซียนฮ่องเต้ โดยเทพยดาและพรหมต่าง ๆ ล้วนต้องมากราบทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันใด ซึ่งจากข้อความข้างต้นมีกัดเชียงกงเทพยดา ได้เข้ามาถวายฎีกาแก่เง็กเซียนฮ่องเต้ โดยมีใจความว่าในเมืองนรกเขตฟ้าและดิน ก็ล้วนมีหญิงชายเกิดแล้วก็ ตายเวียน ๆ วน ๆ กันมา เป็นไปตามกำหนดแห่งยถากรรมของสัตว์ ซึ่งล้านแล้วแต่ประกอบไปด้วยทั้งและชั่ว และดินฟ้าอากาศธาตุฤดูร้อนและเย็นบังเกิดเป็นลิงปีศาจตัวหนึ่งขึ้นชื่อซึงหงอคง ทำอำนาจดุร้ายดื้อดึงไม่ยอม อยู่ในบังคับบัญชาของผู้ใด แผลงฤทธาศักดานุภาพรุกไล่ดีตลอดไปถึงเมืองนรก รบกวนรุกรานกระทั่งปราสาทที่ อยู่ของพระยามัจจุราช ขอพระเป็นเจ้าเป็นประธานแห่งเทวโลก ได้โปรดปราบปรามเสียให้ราบคาบ โดยฝ่าย


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๒ เง็กเซียงฮ่องเต้ จึงแสดงความเป็นผู้นำได้รับสั่งถามเทพบุตรทั้งหลาย ไปสืบเสาะหาว่า สัตว์เดียรัจฉานวานรตัว นี้เกิดเมื่อไร ถือความปาฏิหาริย์อย่างไร จึงได้วิชาอันเชี่ยวชาญอย่างนี้ ส่วนหมู่เทพก็ได้แต่นิ่งเฉย “...เง็กเซียนฮ่องเต้จึงตรัสว่า ถ้าดังนั้นต้องให้เทพยดาที่มีมหิศรเดซาลงไปปราบเสียโดยเร็วจึงจะได้ ในขณะนั้น ไทเป๊กแชเทพยดาผู้ใหญ่จึงกราบทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ว่า ในไตรโลกธาตุอันนี้ มีทวารทั้งเก้าและมี ความประพฤติดีแล้ว บวซเรียนก็คงสำเร็จได้ดังประสงค์ วานรตัวนี้ประกอบด้วยกำลังอากาศธาตุฤดูฟ้าดิน บังเกิด มีลักษณะรูปคล้ายมนุษย์ จึงไปบวชเล่าเรียนรู้วิชาอันเชี่ยวซาญเหมือนมนุษย์ไม่ผิดกัน ขอพระองค์ได้ ทรงพระเมตตาโปรดอย่าให้เสียเกียรติยศแห่งเซียนทั้งหลายเลย ข้าพระองค์จะขออาสาไปเกลี้ยกล่อมขึ้นมาตั้ง เป็นขุนนางแต่เล็กน้อย เพื่อให้อยู่ในอำนาจของพระองค์ถ้าประพฤติดีมีความชอบอยู่ในเทวบัญชาก็แล้วแต่จะ โปรดประทานบำเหน็จรางวัลตามความชอบถ้ามิอยู่ในบังคับบัญชาจึงค่อยจับตัวลงทาภายหลัง เพราะเขาก็ได้ เล่าเรียนและบวชเป็นนักพรตคงมีภูมิและนิสัยในมรรคผลหนทางอันเดียวอยู่แล้วจึงตั้งตัวมีอำนาจอันดีได้ฉะนี้ ...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๗) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้เห็นได้จากการสอนแก่ เทวดาที่ในโลกนี้ทุกสรรพสิ่งล้วนจะศึกษาเล่าเรียนให้สำเร็จหากวานรตัวนี้ต้องการจะศึกษาก็ไม่เป็นการผิดแต่ ควรเทวดาทั้งหลายควรให้ความเมตตาต่อทุกสิ่งทุกอย่างและให้ดูในเรื่องของการประพฤติจะดีกว่า “...เง็กเซียนฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นหงอคง หงอคงจึงย่อตัวลงแล้วก็ทูลว่าตัวข้าพเจ้าเองชื่อ ซุนหงอคงไต้อ๋อง ขณะนั้นหมู่เทพยดาทั้งหลายและเซียนกำลังเฝ้าอยู่พร้อมกัน ได้ยินหงอคงกราบทูลดูเป็น อาการที่ถือตัวมีความกระด้างมาก ก็พากันหวาดหวั่นสะดุ้งใจจึงพูดว่าลิงไพรตัวนี้พูดจาจองหอง ไม่มีความ เคารพคารวะอ่อนน้อมยำเกรงเลย จะต้องถึงความตายเป็นเที่ยงแท้แล้ว ฝ่ายเง็กเซียนฮ่องเต้มีเทวบัญชาทรงโปรดอภัยว่าท่านทั้งหลายอย่าถือเลย เพราะเขาอยู่ในมนุษย์โลกที่ ไม่มีขนบธรรมเนียมในเมืองสวรรค์ พึ่งจะได้สำเร็จใหม่ ๆ แม้จะมีความผิดพลั้งประการใด ๆ เราไม่ถือ...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๙,๕๐) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทด้านเป็นผู้นำที่มีความเมตตาของเง็กเซียนฮ่องที่ไม่ถือโทษ โกรธหงอคงที่ไม่มีความเคารพ เกรงกลัว จองหอง ไม่มีความอ่อนน้อม และหยาบกระด้างอย่างมาก เหล่าเทพยดา จึงพากันหวาดหวั่น และกล่าวว่าต้องถึงแก่ความตายเป็นเที่ยงแท้ แต่เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ได้กล่าวว่าอย่าไปถือสา เลย เพราะเขาไม่รู้จักขนบธรรมเนียมของสวรรค์ ก็ต้องมีความผิดพลั้งกันได้ “...เง็กเซียนฮ่องเต้จึงรับสั่งถามเทพยดาทั้งซ้ายและขวาว่า ตำแหน่งหน้าที่ขาดแห่งใดบ้าง เราจะยก หงอคงขึ้นให้เป็นเกียรติยศ…” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๕๐)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๓ จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทด้านความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่ทรงหาตำแหน่งที่ ขาดเพื่อแต่งตั้งหงอคงขึ้นเป็นเกียรติยศ และได้ทำหน้าที่ของตน “...ฝ่ายเง็กเซียงฮ่องเต้เสด็จออกทิพย์บัลลังก์เทพยดาเฝ้าพร้อมกันเวลานั้นเตียวเทียนซือเทวบุตร พานายรองเลี้ยงม้าของเป็กเบ๊อุนเข้ามาเฝ้า ทูลว่าขอพระเป็นเจ้าได้โปรด ด้วยเป๊กเบ๊อุนนั้นโกรธว่า ได้เป็นที่ เล็กน้อยไม่พอใจ เมื่อจะหนีกลับลงไปได้ทุบต่อยและฉีกบัญชีในขณะเมื่อเตียวเทียนซือกราบทูลอยู่นั้น ท้าวจัตุโลกบาล (เจงเปียงทีอ๋อง) นำพวกวิษณุกรรมมาเฝ้าถวายบังคมกราบทูลว่าเป๊กเบ๊อุนไม่ทราบว่าอย่างไร เห็นออกไปจากประตูนำทีหมึงแล้ว เมื่อเง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเทพบุตรทั้งหลาบกราบทูลดังนั้นจึงรับสั่งว่าท่านทั้งสองจงกลับไปที่อยู่เถิด เราจะจัดเทพบุตรให้ลงไปจับตัวเป๊กเบ๊อุนให้จงได้ในขณะเง็กเซียนฮ่องเต้กำลังตรัสอยู่ดังนั้น ยังมีเทพยาดาองค์ หนึ่งชื่อ (ถักทะลีทีอ๋อง) กับโลเฉียผู้บุตรทั้งสองมากราบทูลว่า ข้าพระองค์ทั้งสองจะขอรับอาชญาสิทธิ์ของ พระองค์ลงไปปราบปรามปีศาจวานรให้ราบคาบ (ถักทะลีทีอ๋อง) นี้คือ (หลีเจง) และโลเฉียไทจือซึ่งแต่ก่อนมีชื่ออยู่ในห้องสินพ่อลูกได้มาเป็นเทพบุตรอยู่ ในดาวดึงส์ เมื่อเง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังเทพบุตรรับอาสาดังนั้น จึงรับสั่งให้ถักทะลีทีอ๋อง เทพบุตรเป็นแม่ทัพ ให้จัด เทพบุตรเป็นหมวดเป็นกองลงไปยังเขาฮวยก๊วยซัวถ้ำจุ๊ยเลียมต๋อง จับตัวเป๊กเบ๊อุนมาให้จงได้...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๕๒) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทด้านความเป็นผู้นำของตัวละครเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่เหล่าหมู่ เทพยดาต้องออกคำสั่งเพื่อมาขอเง็กเซียนฮ่องเต้ที่คอยดูแลความสงบสุขของสวรรค์ ซึ่งเฮ้กเซียนฮ่องเต้ ได้เหาะ ไปดูแลทุกข์สุขของเทวดาและสิ่งที่เห็นได้ชัดคือเมื่อเกิดเหตุใดขึ้นบนสวรรค์เทวดาทุกองค์จะมากราบทูลก่อน เพื่อรอคำสั่งจากเง็กเซียนฮ่องเต้ เมื่อได้คำสั่งจากเง็กเซียนถึงออกไปจัดการสรรพสิ่งที่สร้างความเดือดร้อน “...เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังเซงอ๋องจีนหยินกราบทูลดังนั้น ก็ทรงเห็นชอบด้วยจึงรับสั่งให้เทพบุตรไป ตามตัวซีเทียนได้เซียมาเฝ้าถวายบังคมแล้วซีเทียนไต้เซียจึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญโปรดเกล้าฯ ให้หา ข้าพเจ้ามาเฝ้าด้วยเหตุใด เง็กเซียนฮ่องเต้จึงรับสั่งว่า เราเห็นซีเทียนไต้เซียว่างเปล่าอยู่ไม่มีการสิ่งใดเราหวังจะให้เป็นธุระใน ราชการสักอย่างหนึ่ง คือให้จัดแจงดูแลสวนชมพู่ตามแต่ซีเทียนจะไปจัดการให้เรียบร้อยเถิด (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๖๐)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๔ จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่ทรงเห็นชอบด้วยกับ เซงอ๋องจีนหยินกราบทูล จึงได้รับสั่งว่าซีเทียนว่าให้ไปจัดแจงดูแลสวนชมพาให้เรียบร้อย “...เง็กเซียนฮ่องเต้ ได้ทรงฟังแล้วทรงฟังแล้วก็ลงมาจากทิพย์บัลลังก์พร้อมกับนางท้าวเทวราชออกมา รับท้ายเสียงเล่ากุลเข้ามา...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๖๖) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทของเง็กเซียนฮ่องที่แสดงถึงความมีอำนาจ สั่งให้เล่ากุลเข้า มาหาได้ “...เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังท้ายเสียงเล่ากุนแจ้งดังนั้นก็ตกพระทัยตะลึงไปสักครู่หนึ่งพวกเซียนที่รับใช้ ของเซียนเข้ามากราบทูลว่าซีเทียนไต้ซีเทียนไต้ไม่ดูแลการในสวนหายไปตั้งแต่วานนี้แล้วก็ไม่เห็นกลับมาไม่ ทราบว่าจะไปแห่งหนตำบลใด ขอพระองค์ทรงได้ทราบ เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังเซียนทูลดังนั้น ก็ยังทรงนิ่งนึกตรึกตรองอยู่แล้วทอดพระเนตรเห็นชิดเคียดไต้ เซียนเข้ามากราบทูลอีกว่า ข้าพเจ้าได้รับเชิญเจ้าแม่มาประชุมเมื่อวานนี้ ปะซีเทียนไต้เซียบอกว่าบรรดา เทพบุตรและเซียนเข้ามาประชุมที่ปราสาทธงเม่งเต้ยก่อนแล้วจึงค่อยไปตำหนักอี้เตี้ยวต่อภายหลัง ข้าพเจ้าก็ สำคัญว่าจริงจึงได้กลับมายังธงเม่งเต้ยก็มิได้เห็นพระองค์ข้าพระองค์จึงได้เลยมาเฝ้าในครั้งนี้ เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งหวาดหวั่นพระทัยยิ่งนัก จึงได้สั่งแก่ซีเทียนไต้เซียไม่ มันคงหลอกให้ ท่านหลงเชื่อมัน การคงจะเป็นดังนี้เป็นแน่ตรัสดังนั้นแล้วจึงรับสั่งให้ (เฉเหลงกัว) เทพบุตรไปสืบดูทั่วทุกวิมาน ว่าว่าจะเป็นด้วยเหตุประการใด เฉเหลงกัวรับรับสั่งแล้ว ถวายบังคมลาออกมาแล้ว ก็เที่ยวไปสืบดูทุก ๆ วิมาน ครั้นได้ทราบความแน่แล้วก็กลับมาทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ว่าขอพระองค์ทรงทราบซึ่งเกิดความวุ่นวายนั้นมิใช่ใคร อื่นไกล ซีเทียนนั้นแลขอพระองค์ทรงทราบ เง็กเซียนฮ่องเต้เมื่อได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงพระพิโรธรับสั่งให้ท้าวจัตุโลกบาลทั้งสี่พร้อมด้วย (ถักทะลีที อ๋อง) กับโลเฉียและดาวยี่สิบแปดดวงสิบสองง่วนสิน และดาวทั้งเก้ากับเข้าฮวงเจี้ยบเทพารักษ์ กับเทวดาทั้งสี่ ทิศพร้อมกันทั้งพลเทพยดารวมได้สิบหมื่น…” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๖๖) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้โดยสังเหตุและเห็นได้ จากการที่เง็กเซียนฮ่องเต้สามารถสั่งและตัดสินใจได้ทุกอย่างเพื่อให้เกิดความถูกต้องและเพื่อความสงบสุขบน สวรรค์ โดยเง็กเซียนฮ่องเต้ได้เชิญเจ้าแม่กวนอิมมาประชุมและได้ให้เซียนต่าง ๆ ได้เข้ามาประชุมด้วย เง็กเซียน ฮ่องเต้ก็มีแอบหวั่นใจถึงการจะเกิดความวุ่นวาย จึงรับสั่งให้เทพบุตรไปสืบดูทั่ววิมาน แต่สุดท้ายก็เกิดความ วุ่นวายขึ้นจนได้ เง็กเซียนฮ่องเต้โกรธยิ่งนัก สั่งให้ท้าวจัตุโลกบาลทั้งสี่และเทพยดาจัดการ


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๕ “...เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งว่าให้นิมนต์ท่านเข้ามาเถิด เซียนทั้งสองก็ออกไปนิมนต์ พระกวนอิมเข้ามาเฝ้า เง็กเซียนฮ่องเต้จึงนิมนต์ให้นั่งที่อันสมควร...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๖๙) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่ได้ให้เซียนไปนิมนต์ พระกวนอิมมาเข้าเฝ้าและนิมนต์ให้นั่งในที่ที่เหมาะสม “...เง็กเซียนฮ่องเต้จึงตรัสว่า ทุก ๆ ปีก็มาเป็นที่รื่นเริงโดยการประชุม มาในปีนี้เป็นเหตุด้วยวานรปีศาจ ตนหนึ่งได้กระทำให้เกิดความวุ่นวาย ข้าพเจ้ามีความเศร้าหมองใจมาก เพราะฉะนั้นจึงได้จัดเทพบุตรสิบหมื่นลง ไปจำกัดวานรมาได้วันหนึ่งแล้ว ยังหาเห็นกลับขึ้นมาไม่ การจะเป็นการประการใดก็ยังไม่ทราบต่อไป (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๗๐) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่รู้สึกเศร้าหมองใจ ที่ในการจัดงานในปีนี้เกิดความวุ่นวาย ทั้ง ๆ ที่ทุกปีที่ผ่านมาก็มีแต่ความรื่นเริงมาตลอด แต่ในปีนี้กลับมีวานร ปีศาจมาสร้างความวุ่นวาย “...ฮุยไง้จึงแจ้งความแก่บิดาว่า ข้าพเจ้าตามพระกวนอิมขึ้นไปยังดาวดึงส์ที่ตำหนักเอี้ยวตี้ครั้นไปถึง ท่านอาจารย์ไม่เห็นโต๊ะเลี้ยงเงียบสงบอยู่จึงได้ถามพวกเซียนเซียนทั้งหลายแจ้งความตามเหตุผลพระอาจารย์จึง ให้เทพบุตรนำไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้จึงได้รับสั่งชี้แจงให้พระอาจารย์ฟัง พระอาจารย์จึงให้ ข้าพเจ้าลงมาฟังเหตุการณ์ที่รบกันว่าจะแพ้ชนะประการใด เพื่อจะได้ทราบเรื่องตลอดไป...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๗๐) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่พระอาจารย์ได้นำ เทพบุตรมาเข้าเฝ้า และได้รับสั่งชี้แจงให้พระอาจารย์ฟัง และกล่าวถึงเหตุการณ์เพื่อจะได้ทราบเรื่องต่อไป “...ถักทะลีทีอ๋องได้ฟังฮุยไง้ผู้บุตรบอกดังนั้น ก็มีความวิตกกังวลยิ่งนัก จึงปรึกษาหารือตามเหตุที่ได้สู้ รบแก่ข้าศึกเห็นพร้อมกันแล้ว จึงเขียนข้อความบอกเหตุการณ์ที่ได้ต่อสู้และพ่ายแพ้แก่ศัตรู มอบให้ตั้วลัก กุ้ยอ๋องพร้อมกับฮุยไง้ถือกลับขึ้นไปยังดาวดึงส์ ถวายเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้เมื่อได้ทรงทราบแล้วก็ทรง พระสรวลตรัสว่า วานรปีศาจตัวเดียวสามารถต่อสู้เทพยดาได้ถึงสิบหมื่น ถักทะลีอ๋องมีหนังสือมาขอพล เทพบุตรเพิ่มเติมอีกะได้เทพยดาองค์ใดลงได้ดี ในขณะเง็กเซียนฮ่องเต้ตรัสรู้อยู่ พระกวนอิมจึงถวายพระพรว่า อาตมภาพเห็นเทพารักษ์องค์หนึ่ง อาจ สามารถจะลงไปปราบปรามซีเทียนได้


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๖ เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระกวนอิมถวายดังนั้น จึงรับสั่งถามพระกวนอิมว่า ท่านเห็นเทพารักษ์ พระองค์ใดที่สมควรจะไปรบแก่ซีเทียนได้ (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๗๒) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่พูดถึงซีเทียนที่มีฤทธิ์ และอำนาจมากซึ่งวานรแค่ตัวเดียวสามารถต่อสู้กับเทวดาที่มีฤทธิ์มากถึงสิบตัวได้และเง็กเซียนฮ่องเต้มีการ ปรึกษากับพระแม่กวนอิมในเรื่องของการจะส่งใครไปต่อสู้ซีเทียนที่พลังอำนาจมาก “...เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังพระอาจารย์ชี้แจงดังนั้น จึงรับสั่งแก่เซียนผู้พนักงานฝ่ายอาลักษณ์ ให้แต่ง หนังสือถึงยี่หนึงจินกุนให้ยกพลมาช่วยปราบซีเทียน เซียนพนักงานก็แต่งหนังสือรับสั่งมามอบให้ตั้วลักกุ้ยอ๋อง ตั้วลักกุ้ยอ๋องได้หนังสือรับสั่งแล้วก็รีบเหาะไปยังแม่น้ำก๊วนจิ๋วที่ศาลยี่หนึงจินกุนอยู่โดยเร็ว ครั้นถึงศาลก็เรียก ผู้รักษาประตูบอกว่า เราเชิญหนังสีอรับสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้มาแต่สวรรค์จะมาหายี่หนึงจินกุน ผู้เฝ้าประตูได้ ทราบดังนั้นจึงเข้าไปบอกแก่ยี่หนึงจินกุนโดยเร็ว ยี่หนึงจินกุนกับเทพารักษ์มิตรสหายก็พร้อมกันออกมารับพระ อักษรรับสั่งของเง็กเชียงฮ่องเต้ พาตัวตั้วลักกุ้ยอ๋องเข้าไปข้างในแล้วเชิญให้นั่งที่อันสมควร...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๗๒) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่สามารถสั่งให้เซียน ฝ่ายอาลักษณ์ให้แต่งหนังสือยี่หนึงจินกุนให้ยกพลมาช่วยปราบซีเทียน เซียนก็ได้แต่งหนังสือให้ “...ฝ่ายตั้วลักกุ๊ยอ๋อง ซึ่งเป็นผู้นำพระอักษรของเง็กเซียนฮ่องเต้ลงไปให้ยี่หนึงจินกุนแล้วกลับขึ้นมา กราบทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ทรงทราบแล้ว ในเวลานั้นพระกวนอิมนางอ๋องโป๊ยเนี่ยเนี๊ย และหมู่เทพบุตรไต้เซียน พร้อมกันนั่งสนทนาในทางศาสนา เง็กเซียนฮ่องเต้จึงตรัสว่ายี่หนึงจินกุนยกพลไปแล้ววันหนึ่งก็ยังหาข่าวตราว ประการใดไม่ (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๗๗) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่ทรงให้คำปรึกษาแก่ หมู่เทพบุตรและบรรดาเซียน “...เง็กเซียนฮ่องเต้ จึงรับสั่งว่าให้ตั้วลักกุ๊ยอ๋องและพวกธิเตงพิศณุกรรมเพชฌฆาตเอาตัวซีเทียนใต้เชีย ไปยังสนามสำหรับฆ่าปีศาจ ประหารชีวิตเสีย และทำลายกายให้ย่อยยับละเอียดป่นเป็นธุลี...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๗๙) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่รับสั่งให้ตั้วลักกุ๊ยอ๋อง และพวกพิศณุกรรมเพชฌฆาตนำตัวซีเทียนใต้เชียไปลงโทษ ประหารชีวิตและทำลายให้หมดสิ้น


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๗ “...ฝ่ายตัวลักกุ๊ยอ๋องเห็นดังนั้นแล้ว จึงกลับมากราบทูลเง็กเชียงฮ่องเต้ว่า ซึ่งพระองค์ทรงโปรดให้ ข้าพเจ้าทั้งหลายนำตัวซีเทียนไปประหารชีวิตนั้น พวกข้าพเจ้าทั้งหลายได้เอาอาวุธมีคมต่าง ๆ เข้าฟาดฟันแต่ อาวุธเหล่านั้นมิได้ทำอันตรายร่างกายของซีเทียน ที่สุดจนเอาไฟเผาไฟก็มิได้สังหารร่างกายซีเทียนให้ไหม้ได้ และได้ให้รามสูรเอาขวานฟ้ามาฟันก็มิได้เป็นอันตรายฉะนี้ จะโปรดเกล้าประการใดต่อไป เง็กเซียงฮ่องเต้เมื่อได้ ทรงฟังดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า ถ้ากระนั้นจะทำไฉนจึงจะปราบลิงตัวนี้ได้...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๗๙) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่สั่งให้เหล่าหมู่เทพย ดาจับลิงวานรมาลงโทษและประหารชีวิต แต่กลับทำอะไรลิงหงอคงไม่ได้ “...ท้ายเสียงเล่ากุนได้ฟังเง็กเชียงฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นจึงทูลว่าซีเทียนวานรตัวนี้ได้กินสิ่งของวิเศษคือชมพู่ ทิพย์ สุราทิพย์ และยาวิเศษซึ่งเป็นยาอายุวัฒนะอันประกอบด้วยเครื่องทิพย์โอสถเช้าอยู่ในกาย ของเหล่านี้ ล้วนเป็นกายสิทธิ์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะเอาสิ่งใดเข้ามาทำลายนั้นไม่ได้ ขอพระองค์โปรดมอบตัวให้แก่ข้าพเจ้า ๆจะเอาตัวซีเทียนไปใสเข้าโบ้ยก่วย เผาหลอมเอายาทิพย์ออกแล้วร่างกายซีเทียนก็จะละลายแหลกละเอียดไป เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังท้ายเสียงเล่ากุนทูลดังนั้น ทรงเห็นด้วยจึงรับสั่งให้ตัวลักกุ๊ยอ๋องและหลักเตง ออกไปแก้มัดซีเทียนพามามอบให้ท้ายเสียงเล่ากุนเอาตัวไปทำตามความคิด ตั้วลักกุ๊ยอ๋องจึงพากันออกไปแก้มัดซีเทียนแล้วก็เอาตัวซีเทียนมามอบให้ท้ายเสียงเล่ากุน (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๗๙) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทด้านความเป็นนำของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่เล่ากุนได้ฟังเง็ก เซียนฮ่องเต้รับสั่งดังนั้นจึงทูลว่าซีเทียนวานรตัวนี้ได้กินของวิเศษ ซึ่งจะทำให้ไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้ เง็กเซียนฮ่องเต้ที่ฟังสิ่งที่เทวดาหรือเล่ากุนมาเล่าถึงสิ่งที่เจอเห็นได้ว่าเล่ากุนได้เห็นว่าลิงวานรกินทิพย์ ไปแต่ไม่สามารถที่จะทำลายลิงตัวนั่นไปได้แต่ให้นำตัวของซีเทียนให้แก่เล่ากุนเนื่องจากเล่ากุนสามารถนำวิธีที่ จะจัดการกับซีเทียนได้เอง “...ฝ่ายพวกรามสูรก็ถือศาตราเครื่องอาวุธครบมือกันมาระดม ล้อมซีเทียนไว้ทั้งซ้ายขวาซีเทียนเห็น พวกเทพบุตรมาล้อมไว้แน่นหนาดังนั้นจึงร่ายพระเวทแปลงกายเป็นสามเศียรหกกร ถือกระบองสามอันกวัด แกว่งดุจดังว่าจักรผันเข้ารบเทพบุตรอยู่ในท่ามกลางที่ล้อมเทพบุตรทั้งหลายก็มิอาจที่จะเข้าใกล้ซีเทียนได้ เวลานั้นเสียงสู้รบกันก็สะท้านหวั่นไหวไปทั้งวิมาน ทราบถึงเง็กเซียนฮ่องเต้ก็ตกพระทัยจึงรับสั่งให้อิ๋วเปี๋ยน เล่งกัว จิ่วเซี้ยจินกุนทั้งสองรีบไปยังทิศปราจีนนิมนต์สมเด็จพระเซ๊กเกียมองนิฮุดโจ๊มาโดยเร็ว เทพบุตรทั้งสอง ได้ฟังรับสั่งพระเป็นเจ้าโลกดังนั้นแล้วก็ถวายบังคมลารีบออกจากวิมานเมืองฟ้าเหาะไปยังทิศปราจีน...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๘๑)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๘ จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ โดยเห็นได้จากการ เลือกวิธีที่จะแก้ไขปัญหาในเหตุการณ์ที่ไม่สงบที่ฝ่ายรามสูรได้นำกำลังมาระดมล้อมซีเทียนไว้ และได้สู้รบกัน อย่างสะทกสะท้านไปทั้งวิมาน เมื่อทราบถึงเง็กเซียนฮ่องเต้จึงตกพระทัย ดั้บสั่งให้อิ๋วเปี๋ยนเล่งกัว จิ่วเซี้ยจินกุน ทั้งสองรับไปนิมนต์สมเด็จพระเซ๊กเกียมองนิฮุดโจ๊มาโดยเร็ว เทพบุตรจึงรีบถวายบังคมลาและเหาะไปยัง ทิศปราจีน “...ด้วยเง็กเซียนฮ่องเต้จะออกมาเฝ้าพระองค์ก็ทรงรับนิมนต์ บัดเดี๋ยวนี้เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ออกมาเฝ้า ถวายพระอภิวาทกราบไหว้แล้วจึงพูดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระพุทธเจ้าขอบารมีของพระองค์เป็นที่ยิ่ง ซึ่ง ได้กำจัดเซียนให้เสื่อมเสียพยศอันร้ายพวกเซียนทั้งหลายได้เป็นสุขทุก ๆ วิมานพระบารมีคุณนั้นหาที่สุดมิได้ ขออาราธนานิมนต์หยุดพักสักวันหนึ่ง จะได้เชิญเทพยดาทั้งหลาย ทำพิธีเลี้ยงโต๊ะและถวายเครื่องทิพย์ โภชนาหารแก่พระองค์สักครั้งหนึ่ง...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๘๕) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทด้านความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่ทำหน้าที่เฝ้า ถวายอภิวาท และได้กล่าวขอพรให้เซียนต่าง ๆ มีความเป็นสุข ไม่มีอัพยศชั่วร้ายในทุกวิมาน “...เง็กเซียนฮ่องเต้จึงทูลนิมนต์ขอให้พระองค์ขึ้นพักอยู่บนพระตำแหน่งสถิตยังทิพรัตนบัลลังก์แล้วจึง ตรัสสั่งให้พวกเทพบุตรรามสูรรีบแยกกันเหาะไปทุกวิมาน เชิญเทพยดามาพร้อมกันยังตำหนักเง็กเกียกิมข้อยไท้ เหี้ยนโป๊เก๋ง จะได้มนัสการขอบพระบารมีคุณของพระ...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๘๕) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่รับสั่งให้เทพรามสูร เหาะ ไปทุกวิมาน และให้เทพยดามารวมตัวกันเพื่อนมัสการคุณพระ “...ในเวลานั้นเง็กเซียนฮ่องเต้พร้อมด้วยเทพยดา และพรหมทั้งหลายจะทำสักการะบูชาพระเสร็จแล้ว ด้วยประการต่าง ๆ ก็ประชุมเลี้ยงโต๊ะกันเป็นการรื่นเริงครั้นเสร็จการเลี้ยงแล้วจึงพร้อมกันกราบทูลสมเด็จ พระเซ๊กเกียมองนิฮุดโจ๊ขอให้พระองค์ทรงตั้งนามการประชุมนี้ไว้เป็นที่ระลึกอยู่สิ้นกาลนานในภายหน้า...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๘๕) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่นำเทพยดาและพรหม เทพทั้งหลายทำสักการะบูชาพระ และได้ทำการประชุมเลี้ยงกัน ทำให้เหล่าเทพยดาและหมู่เทพทั้งหลายเกิด ความรื่นเริงสนุกสนานและเมื่อเสร็จสิ้นการเลี้ยงสังสรรค์แล้วก็ได้กราบทูลสมเด็จพระเซ๊กเกียมองนิฮุดโจ๊ให้ พระองค์ทรงตั้งนามการประชุมครั้งนี้ด้วย


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๖๙ “...มังกรจึงบอกข้าพเจ้าเป็นบุตรของพระยาเล่งอ๋องชื่อว่า หยุน อยู่ในมหาสมุทรทิศปราจีน ข้าพเจ้ามี ความน้อยใจพระบิดาว่าไม่รักบุตรเสมอกัน เมื่อข้าพเจ้าคิดผิดฉะนี้แล้ว จึงได้เอาไฟจุดปราสาทของบิดา ครั้นเพลิงไหม้ปราสาทนั้นเสียแล้วบิดาข้าพเจ้าจึงไปทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงพระพิโรธให้จับ ข้าพเจ้ามาแขวนไว้ในกลางอากาศ พรุ่งนี้ก็จะเอาตัวข้าพเจ้าไปประหารชีวิตเสีย ขอท่านได้กรุณาโปรดข้าพเจ้า ด้วยเถิด...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๙๕) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้มีอำนาจของเง็กเซียนฮ่องเต้ถึงแม้จะเป็น เทวดาที่เป็นใหญ่มีอำนาจมากแต่หากใครที่กระทำการโดนไม่ชอบแล้วก็จะมีบทลงโทษที่โหดร้ายมากเช่นกัน เพราะด้วยหน้าที่ที่ต้องรักษาสวรรค์ให้สงบสุขการตัดสินใจเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้รักษาสวรรค์พึงกระทำ “...เง็กเซียนฮ่องเต้เมื่อได้ฟังพระกวนอิมถวายพระพรขอโทษมังกร ทรงเห็นเป็นการกุศลและทั้งเป็น ประโยชน์ด้วย จึงรับสั่งแก่ทิเจียงกุล เทพบุตรให้ไปแก้มัดมังกรมอบให้พระกวนอิมไปตามซึ่งพระกวนอิมขอ...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๙๕) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทความเป็นผู้นำของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่มีความเมตตาของเง็ก เซียนฮ่องเต้ที่มีต่อมังกร ที่ช่วยแก้มัดมังกรให้กับพระแม่กวนอิม เนื่องจากเง็กเซียนฮ่องเต้คิดว่าการที่ปล่อย มังกรไปถือเป็นการทำกุศลและเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น ๒.๒ บทบาทด้านความเมตตา “...เมื่อเง็กเซียนฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีชอบด้วยจึงรับสั่งแก่ปุนเต็กแชกุนสมุหบัญชีใหญ่ให้ แต่งพระอักษรพระราชทานให้แก่ ไทเป๊กกิมแชลงไปเกลี้ยกล่อมหงอคง (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๘) จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทด้านความเมตตาของเง็กเซียนฮ่องเต้ เห็นได้จากการปุน เต็กแชกุนสมุหบัญชีใหญ่ให้แต่งพระอักษรพระราชทานให้แก่ ไทเป๊กกิมแชลงไปเกลี้ยกล่อมหงอคง เพื่อให้ สถานการณ์ที่เลวร้าย ดีขึ้น และลดความหมางใจแก่กันและกัน “...เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ทรงตั้งให้หงอคงเป็นขุนนางตำแหน่งที่ (เป๊กเบ๊อุน) หงอคงก็มีความยินดีถวาย บังคมรับที่ตั้งเสร็จแล้ว เง็กเซียนฮ่องเต้จึงรับสั่งให้ปั๊กเต๊กแชกุนพาตัวหงอคงเป๊กเบ๊อุนไปยังที่โรงม้าจัดการ มอบให้ดูแลรักษาตามรับสั่ง...” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๕๐)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๐ จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึง บทบาทด้านความเมตตาของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่แต่งตั้งหงอคงเป็น ขุนนาง และแสดงให้เห็นถึงความมีอำนาจที่รับสั่งให้หงอคงไปดูแลรักษาโรงม้า เง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ที่ปกป้องทั้งเซียนและยังกำหนดชะตาชีวิตมนุษย์ และสรรพสิ่ง โดยเห็นได้จากการที่เมื่อบนสวรรค์มีเหตุที่ไม่สงบสุข เหล่าเทพบุตร และเทพยดาทั้งหลาย ก็ต่างพากันมากราบ ทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ให้แก้ไขปัญหาที่เกิด โดยไม่ว่าจะทำกิจหรือมีเหตุอันใดล้วนแล้วต้องกราบทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ ให้รับรู้ โดยเง็กเซียนฮ่องเต้เป็นเทพที่มีความเมตตากับทุก ๆ สิ่ง แม้แต่ลิงวานรที่ชื่อซุนหงอคง เขาไม่มีแม้แต่ ความเคารพคารวะอ่อนน้อมยำเกรงเลย เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ยังไม่ถือโทษโกรธ และตรัสแก่เหล่าเทพยดาว่า ลิง วานรตัวนั้นไม่รู้กฎเกณฑ์บนสวรรค์อย่าถือโทษโกรธเลย และยังได้แต่งตั้งซุนหงอคงนั้นให้เป็นคนเฝ้าสวนชมพู่ อีกด้วย เง็กเซียนฮ่องเต้เป็นผู้นำที่มีความที่สามารถรับสั่งทุกคนได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันใด และสามารถ แต่งตั้งหรือสั่งให้ใครไปทำอะไรหรือจะแต่งตั้งชื่อแต่งหน้าหน้าที่ให้ใครก็ได้ แต่แม้เง็กเซียนฮ่องเต้จะมีความ เมตตาต่อทุกสรรพสิ่ง เมื่อใครทำความผิดที่รุนแรง เง็กเซียนฮ่องเต้ก็มีบทลงโทษอย่างหนักเพื่อที่รักษาความ สงบสุขของสรวงสวรรค์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ทำให้เห็นว่า บทบาทตัวละครเง็กเซียนฮ่องเต้ ที่ปรากฏ ในวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว มีลักษณะที่แตกต่างจากการวิเคราะห์บทบาทตัวละครได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ บทบาทด้านการเป็นผู้นำ เพราะตัวละครที่นำวิเคราะห์เป็นผู้มรอำนาจ และต้องใช้การตัดสินใจอย่างรอบคอบ อีกทั้งต้องมีความยุติธรรมต่อทุกสรรพสิ่ง เพื่อแสดงเจตนาอารมณ์ให้แก่ผู้อ่านได้เห็นบทบาทของตัวละคร อ้างอิง กาญจนา วิชญาปกรณ์ และชวนพิศ เทียมทัน. (๒๕๖๑). วิเคราะห์ตัวละครสำคัญใน วรรณกรรมไซอิ๋ว ฉบับการ์ตูนของกาย เบ็ญจ์. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. ๑๒(๑). หน้า ๑๑๕-๑๒๘. เข้าถึงจาก ไซอิ๋ว เบญจ์.pdf. เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔.


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๑ นิศารัตน์ นรินทร บุคลิกภาพภายนอกซุนหงอคง ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง ไซอิ๋ว บุคลิกภาพของซุนหงอคง ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว ซุนหงอคง เป็นลิงเผือก การแต่งกาย จะสวมใส่เสื้อผ้าเหมือนมนุษย์ เช่น แต่งกายด้วยรองเท้าใยบัว เสื้อเกราะทองคำ ปีกหงส์ และมีกระบองพิเศษ บุคลิกภาพภายนอก บุคลิกภาพภายนอก หมายถึง ส่วนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน เป็นลักษณะ ทางกายภาพของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง การแสดงออกในด้านต่าง ๆ เช่น รูปร่างหน้าตา กิริยามารยาท การแต่งตัว วิธีการพูดจา การนั่งการยืน การเดิน เป็นต้น ในการศึกษา บุคลิกภาพภายนอกซุน หงอคงจากวรรณกรรมเรื่อง ไซอิ๋ว พบบุคลิกภาพภายนอก 3 ประเด็น ได้แก่ รูปร่างหน้าตา อากัปกิริยา และ การพูด ดังนี้ บุคลิกภาพภายนอก บุคลิกภาพภายนอก หมายถึง ส่วนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน เป็นลักษณะ ทาง กายภาพของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง การแสดงออกในด้านต่าง ๆ เช่น รูปร่างหน้าตา กิริยามารยาท การแต่งตัว วิธีการพูดจา การนั่งการยืน การเดิน เป็นต้น ในการศึกษา บุคลิกภาพภายนอกซุนหงอคง จาก วรรณกรรมเรื่อง ไซอิ๋ว พบบุคลิกภาพภายนอก 3 ประเด็น ได้แก่ รูปร่างหน้าตา อากัปกิริยา และการพูด ดังนี้ ๑. รูปร่างหน้าตา “กระทำให้กายสูงเท่าเขาพระสุเมรุก็ได้ รูปร่างน่ากลัวนัยน์ตาดุจสายฟ้าแลบปากกว้างดังบ่อ เขี้ยวและ ฟันคม เหมือนหอกดาบมือทั้งสองข้างยกขึ้นสูงสิบสองชั้นฟ้า เมื่อหงอคงทำแผลงฤทธิ์ครั้งนั้น ก็บรรลือสะเทือน ไปถึงพระยาปิศาจยักษ์ทุก ๆ ทั้งเจ็ดสิบสองถ้ำมีความกลัวเกรงหงอคงก็ก้มศีรษะยกมือคำนับ ในอกใจให้สั่นไป ทุก ๆ คนแล้ว หงอคงก็กลายกลับเข้ารูปเดิม แต่กระบองเหล็กนั้นให้เล็กเท่าเข็มเหน็บซ่อนไว้ในหู แล้วก็กลับ เข้ามาในถ้ำขึ้นบนแท่นพวกปิศาจยักษ์ทั้งหลายก็เข้ามาคำนับพร้อมกัน หงอคงจึงสั่งให้พลทหารวานรทั้งหลาย ยกธงอาชญาสิทธิ์ และตีกลองฝึกหัดทหารชัก” (ประพต เศรษฐกาน ๒๕๕๓, หน้า ๔๓)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๒ จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่มีรูปร่างหน้าตา คือ มีรูปร่างที่น่ากลัว มีดวงตาที่คล้ายกับแสงสายฟ้าที่แวบวาบเมื่อเกิดฟ้าแลบ ปากที่มีลักษณะกว้างและลึกคล้าย บ่อน้ำ เขี้ยวและฟันคมเหมือนกับหอกที่มีลักษณะแหลมเป็นอาวุธไว้สังหาร มือทั้งสองข้างมีลักษณะสูงเทียบกับ สิบสองชั้นฟ้าที่อยู่บนสวรรค์ ซึ่งทำให้พญาปิศาจยักษ์เกิดความหวาดกลัวหงอคง “ข้างนอกนั้นสัตว์อะไรข้าพเจ้าไม่รู้จักเหมือนรามสูรมีขนรุงรัง ตีกระหนาบเข้ามาจวนจะถึงท่านอยู่แล้ว (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๔) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่มีรูปร่างหน้าตา เหมือนกับรามสูร คือมีหน้าตาคล้ายกับยักษ์ มีฤทธิ์มาก และมีขน เห็นได้จากที่ยมบาลมาเข้ามาบอกกับ มัจจุราช ๒. อากัปกิริยา “หงอคงก็ทำเป็นนอน ด้วยสานุศิษย์ทั้งหลายตามเดิม หงอคงตั้งใจรอคอยเวลากว่าจะถึงกำหนดครั้น ถึงเวลาสามยามเข้าแล้วหงอคงก็ค่อยย่องเบา ๆ จัดแจงนุ่งห่มเสร็จแล้วก็ออกจากห้องเดินไปทางหลังกุฏิ พระอาจารย์ เห็นประตูเปิดอยู่ก็ดีใจ หงอคงจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปในห้องเห็นพระอาจารย์กำลังหลับอยู่ จึงนั่ง คอยอยู่ที่หน้าเตียงประมาณสักครู่หนึ่ง พระอาจารย์ก็รู้สึกตัวเหยียดสองเท้าปากก็ร้องคำเป็นสัมมาทิฐิมรรคว่า ยากนักยากหนายากจริง ๆ อยากให้ธรรมอันวิเศษง่าย ๆ แต่ไม่พบคนที่มีศรัทธาความเชื่อจริง ๆ จึงไม่ควรให้ ธรรมอันวิเศษ แม้จะบอกให้ก็จะเสีย ธรรม ถึงจะสอนก็จะป่วยการเสียเวลา” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๐) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคืออากัปกิริยา ท่าทางการนอนเนื่องจากหงอคงแอบเข้าไปดูอาจารย์นอนหลับภายในกุฎิซึ่งขณะหลับอาจารย์ก็ได้พูดขึ้นมาว่า จะให้ธรรมอันวิเศษแต่ไม่พบคนที่ศรัทธาธรรมนั้นจริง ๆ ถึงสอนอย่างไรก็เสียเวลาเปล่า “ฝ่ายหงอคงก็ดำลงไปคลำสังเกตดูก็รู้ได้ว่าเหล็กกายสิทธิ์นั้นยาวประมาณสองวาเศษ หงอคงจึงจับโดย มั่นคงแล้วก็โยกไปโยกมาปากก็บริกรรมว่าสั้นเข้าและเล็กลง ๆ เหล็กกายสิทธิ์นั้นก็สั้นเข้า และเล็กลงทุกทีจนได้ ขนาดพอดีที่จะถือเป็นอาวุธ คือ คทาธร หงอคงมีความยินดีที่สุดจึงจับเอามาพิจารณาดู ด้วยเดิมเหล็กแท่งนี้ เป็นท่อนเหล็กเหลี่ยมทองสองข้าง มีอักษรจารึกไว้แถวหนึ่งห้าอักษรคือ (ยู่อี่กิม ซือเป๊ง) มีน้ำหนักหมื่นสามพัน ห้าร้อยชั่ง หงอคงมีความยินดีหาที่เปรียบมิได้ จึงคิดว่าของกายสิทธิ์สิ่งนี้ถูกแก่ใจเรา หงอคงก็แผลงอิทธิฤทธิ์ มายังเมืองพระยานาค พระยานาคเห็นดังนั้นอกใจเต้นสั่นระรัวแข็งใจเดินออกมารับหงอคงหมู่นาคบริวาร และปลาทั้งหลาย ก็พากันกลัวเกรงอำนาจพระยาวานรเผือก” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๑)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๓ จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่ชื่อว่า พญาวานรเผือก คือมีอากัปกิริยาที่ก้าวร้าว และไม่กลัวสิ่งใดเห็นได้จากข้อความข้างต้นที่เมื่อหงอคงได้เจอคฑากรแล้วก็ใช้ อำนาจไปยังหมู่พญานาคและปลาให้กลัวตนเอง “หงอคงขึ้นนั่งอยู่บนแท่นท่ามกลางลิงบริวาร จึงเอากระบองเหล็กวางไว้ข้างตัว เหล่าวานรทั้งหลาย เห็นกระบองเหล็กก็เข้าไปลูบคลำดูบ้าง ก็ลองผลักดูก็มิได้ไหว สะเทือนเลย ทุก ๆ วานรเห็นดังนั้นก็ให้มีใจหวั่น หวาดกลัวเกรงยิ่งนัก แล้วจึงถามหงอคงว่าไต้อ๋องได้กระบองเหล็กนี้ในที่ใด” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๓) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่มีอากัปกิริยา คือ การนั่งบนแท่นพร้อมทั้งมีกระบองเหล็กข้างกายเมื่อพวกวานรเห็นจึงเข้าไปจับกระบองเหล็กพร้อมทั้งลูบคลำ อีกทั้งพวกวานรก็รู้สึกกลัวเกรง และสงสัยว่าหงอคงได้กระบองเหล็กนี้มาจากไหน “หงอคงลุกยืนขึ้นจับกระบองชูให้ดู แล้วบอกพวกวานรว่าสิ่งของนี้เดิมมีเจ้าของ เขาเอามาสะกดจมน้ำ ไว้กลางทะเล และในปีนี้มีรัศมีเกิดพลุ่งขึ้นมาพระยานาคนำไปชี้ให้แก่เรา แล้วพระยานาคบอกว่าตัวเขาและ บริวารนาคทั้งสิ้นจะยกหรือจับ ก็ไม่ไหวเขยื้อนเลย เพราะเป็นเหล็กกายสิทธิ์น้ำหนักถึงหมื่นสามพันห้าร้อยชั่ง ถ้าเราจะบอกกระบองให้ใหญ่ออกไปก็ได้ จะบอกให้เล็กเข้ามาก็ได้ตามความประสงค์ แต่น้ำหนักก็คงอยู่เท่านั้น แล้วหงอคงก็สั่งให้ใหญ่ให้เล็กให้พวกบริวาร ทั้งหลายเห็นทั่วกันจนที่สุดให้เล็กเท่าเข็มเอาขึ้นทัดหูก็ได้ แล้วหงอคงเดินออก มานอกถ้ำก็ทำแผลงอิทธิฤทธิ์ให้พวกวานรดูต่าง ๆ” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๓) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่มีอากัปกิริยา คือ การลุกขึ้นเพื่อชูกระบองให้พวกวานรได้ดูว่าแต่เดิมของสิ่งนี้มีเจ้าของแต่พญานาคเป็นคนบอกว่าเขาเอง และ บริวารล้วนเคยจะไปหยิบยกแต่กระบองเหล็กอันนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อยเพราะมีน้ำหนักที่มาก แต่เมื่อ หงอคงเป็นคนจับกระบองนี้ก็มีการเคลื่อนไหว สั่งให้เล็กหรือใหญ่ก็ได้โดยใช้อิทธิ์ฤทธิ์นี้ให้พวกเหล่าวานรได้ เห็นได้จากข้อความบริบทข้างต้น “หงอคงเกิดโทโสขึ้นมือจับกระบองเหล็กกายสิทธิ์ที่ถูกคนทั้งสองป่นละเอียดไป แล้วหงอคงก็ควง กระบองเหล็กตีกระหนาบเข้าไปในกำแพงเมือง พวกยมบาลหน้าม้าหน้ากระบือพากันวิ่งหลบหนีไปสิ้น บ้างก็วิ่ง เข้าไปแจ้งความแก่พระยามัจจุราชว่าภัยจะมาถึงท่านในเดี๋ยวนี้แล้ว” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๔)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๔ จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่มีอากัปกิริยาโมโห ก้าวร้าว ซึ่งเกิดจากหงอคงได้ประชิดประตูเข้าไปที่พวกยมบาลอยู่ ทำให้พวกยมบาลได้เข้ามาฟ้องมัจจุราชว่าไม่ รู้สัตว์อะไรบุกเข้ามาในจวนของท่าน “หงอคงหยิบสารบบเล่มอื่นมาตรวจดูอีกจนถึงชื่อหงอคง ว่าอากาศประมวลศิลาเกิด มีกำหนดอายุยืน สามร้อยยี่สิบสองปีจึงจะสิ้นอายุ หงอคงตรวจดูเห็นดังนั้นแล้วจึงหยิบพู่กันจุ่มน้ำหมึกเข้าแล้วก็ตรวจดูอีก ถ้าเห็นที่ไหนมีชื่อวานรก็ขีด กาลบเสียทั้งสิ้นแล้วจึงพูดว่า ตั้งแต่นี้ไปเราไม่ต้องอยู่ในบังคับผู้ใดทั้งสิ้นในโลกนี้ ครั้นลบบัญชีเสร็จแล้วหงอคงก็จับกระบองควงเดินออกมาเงียมพ่ออ๋องทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่อาจเข้าใกล้หงอคง ครั้นหงอคงไปแล้วเงียมพ่ออ๋องทั้งสิบคนก็ชวนกันทำฎีกา จะถวายเง็กเชียงฮ่องเต้แต่ยังมิได้ถวาย” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๕) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่ได้มีการพูดว่า หากใน สารได้มีกล่าวชื่อวานรจะกาชื่อทิ้งเพราะหงอคงได้กล่าวว่าตั้งแต่นี้ไปตนเองนั่นไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้บังคับ บัญชาของใคร ครั้นเมื่อลบชื่อเรียบร้อยแล้วก็ได้ควงกระบองคู่ใจเดินออกมาและเหล่าอ๋องทั้งหลายที่เห็นหงอคง ก็ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้หงอคงแม้แต่ผู้เดียว “ฝ่ายหงอคงในขณะเมื่อฝันว่า เกือบจะล้มก็ได้สติตกใจตื่นขึ้นรู้สึกตัวว่าเป็นความฝันบิดกายแล้วก็ลืม ตาขึ้นทันที พอได้ยินเสียงวานรทั้งสี่ซึ่งเป็นทหารเอกพูดว่า ไต๋อ๋องเสพสุราเห็นจะเมามากไปกระมัง เมื่อคืนนี้ยืน หลับทั้งคืนไม่ตื่นเลย” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๕-๔๖) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่มีอากัปกิริยาที่ยืน หลับ คือการผล็อยหลับไปขณะที่ยืนอยู่เนื่องจากการดื่มสุราเยอะจนเกินไปเห็นได้จากเหล่าวานรได้กล่าวว่าแก่ หงอคงตอนที่สะดุ้งตื่นขึ้นมา “หงอคงบอกว่าเมื่อคืนนี้เราหลับไปหน่อยหนึ่งก็ฝันว่ามีคนสองคนมาจับตัวเราไป จนถึงเมืองพระยา มัจจุราชจึงได้สร่างเมาได้สติมา เมื่อในฝันว่าเราได้เข้าไป ในปราสาทเงียมพ่ออ๋องทั้งสิบ และได้พูดโต้ตอบกันแก่ พระยามัจจุราช ๆ จึงเอา สารบบบัญชีซึ่งกำหนดเกิดตายของสัตว์ทั้งหลายมาให้เราดู ๆ แล้วแลเห็นชื่อเรา 1 และชื่อท่านทั้งหลาย เราจึงเอาพู่กันจุ่มน้ำหมึกลบเสียสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ต่อไปพวกเราไม่ต้องอยู่ใน บังคับผู้ใดทั้งสิ้น” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๖)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๕ จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงเป็นอากัปกิริยาการพูด โต้ตอบแก่พระยามัจจุราชซึ่งเกิดจากดื่มสุราจนเผลอหลับไปซึ่งในฝันพระยามัจจุราชได้นำสารบบมาให้ดูเพราะ เป็นบัญชีการกำหนดการเกิดจนจนถึงการตายของเหล่าสัตว์ทั้งหลายครั้งเมื่ออ่านก็ไปเห็นชื่อตนเองจึงได้นำ พู่กันมาจุ่มแล้วกาชื่อตนเองออก ขณะนั้นหงอคงจึงได้กล่าวว่าหลังจากนี้พวกเราไม่ต้องอยู่ในบังคับของผู้ใด ทั้งสิ้นแล้วจึงเดินออกมา “ข้าพระพุทธเจ้าเง่ากวงซึ่งเป็นผู้รักษาเขตมหาสมุทรใหญ่ในทิศบูรพาขอพระราชทานกราบทูลทรง ทราบด้วยที่เขาฮวยก๊วยตัวถ้ำจุ้ยเลียมต้องมีปิศาจลิงชื่อซึ่ง หงอคงมีความหมิ่นประมาทดูถูกพระบารมีของ พระองค์ ลงไปที่บาดาลบังคับ ขอเครื่องอาวุธและเครื่องแต่งตัวข้าพระองค์ก็ให้แท่งเหล็กกายสิทธิ์ที่สะกดจมอยู่ กลางใจทะเล และหมวกปีกหงส์ทองคำหมวกหนึ่งเกราะทองคำสำรับหนึ่งรองเท้าใยบัวคู่หนึ่งรวมสี่สิ่งแล้ว หงอคงยังทำอิทธิฤทธิ์กดขี่ข่มเหงข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะต่อต้านสู้รบได้ ขอพระองค์ได้โปรดมีเทวบัญชา ให้เทพยดาองค์ใดไปราบปรามจับตัวหงอคงมาลงโทษให้เข็ดหลาบ ข้าพระพุทธเจ้าจะได้รักษาอาณาเขตในท้อง ทะเลให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๖) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่มีอากัปกิริยาชอบดูถูก ดูหมิ่นบารมีของเง่ากวงผู้รักษาเขตมหาสมุทรใหญ่ในทิศบูรพาอีกทั้งยังกดขี่ข่มเหงอีกด้วย ถึงแม้จะได้สิ่งของมา เพื่อปกป้องตนเองแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะหงอคงยังคงข่มเหงรังแกตนเองอยู่เสมอ ซึ่งจากข้อความบริบท ข้างต้นทำให้เห็นว่าหงอคงมีนิสัยที่ก้าวร้าว และชอบข่มเหงกดขี่คนอื่นอยู่เสมอไม่เว้นแต่ผู้รักษาเขตมหาสมุทร ใหญ่ “ในเมืองนรกอาณาเขตฟ้าและดิน ก็มีเจ้าและมีวนเวียนกลับไปกลับมา คือ เกิดแล้วก็ตาย ๆ แล้วกลับ เกิดและย่อมมีสภาพสิงคเพศพันธุ์เป็นหญิงและชาย เป็นไปตามกำหนดแห่งยถากรรมของสัตว์ที่ประกอบกรรม ดีและกรรมชั่ว อันจะให้ เป็นวิบากผลตกแต่งสัตว์ แต่บัดนี้ที่เขาฮวยก๊วยตัวจุ้ยเลียมต้องมีศิลาก้อนหนึ่งต้องแสง พระอาทิตย์พระจันทร์ และดินฟ้าอากาศธาตุฤดูร้อน และเย็นบังเกิดเป็นลิงปิศาจตัวหนึ่งขึ้นชื่อซึ่งหงอคงทำ อำนาจดุร้ายดื้อดึงไม่ยอมอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ใดแผลงฤทธาศักดานุภาพรุกไล่ตีตลอดไปถึงเมืองนรกรบกวน รุกราน ไปกระทั่งปราสาทที่อยู่ของพระยามัจจุราชบังคับให้ข้าพระพุทธเจ้านำเอาสารบบ บัญชีชื่อจำนวนพวก วานรมาลบเสียหมดว่า ไม่อยู่ในบังคับของความเกิดดับฉะนี้ขอพระเป็นเจ้าเป็นประธานแห่งเทวโลก ได้โปรด ปราบปรามเสียให้ราบคาบ สวรรค์ และนรกจึงจะเป็นไปตามนิยมแห่งยถากรรมของสัตว์ได้” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๗)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๖ จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงเป็นอากัปกิริยาที่ดุร้าย ดื้อดึง ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของใครและไม่ยอมอยู่ใต้คำบังคับบัญชาของผู้อีกด้วย ซึ่งเห็นได้จากข้อความข้างต้นที่ ได้กล่าวถึงหงอคงว่ามีอากัปกิริยาที่นอกจากดุร้ายแล้ว ยังชอบแผลงฤทธิ์เดชไปรังแกคนอื่นอีกด้วย ตลอดจนไป รุกรานเมืองนรกที่มีพระยามัจจุราชเป็นผู้ดูแลซึ่งได้เข้าไปลบชื่อของวารนออกจนหมดพร้อมทั้งบอกว่าตนเอง นั้นไม่ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น “หงอคงจึงพูดว่าไทเป๊กกิมแชนี้เห็นจะไปหลอกเราแต่เดิมได้บอกแก่เราว่า เง็กเซียงฮ่องเต้มีหนังสือ รับสั่งไปให้เชิญเราขึ้นมา เหตุไรเล่าจึงใช้ทหารถืออาวุธมากันกางห้ามมิให้เราเข้าไป หงอคงกำลังพูดอยู่ไม่ทัน จะขาดคำลงไทเป๊กกิมแซก็เหาะมาพอถึงเข้า หงอคงโกรธไทเป๊กกิมแซเป็นกำลังจึงต่อว่าไทเป๊กกิมแซว่าท่าน บอกว่าเล็กเซียงฮ่องเต้ให้หาแล้วทำไมเล่า จึงให้พวกนี้ถืออาวุธมาคอยห้ามกั้นกางอยู่อย่างนี้ไทเป๊กกิมแซจึง ตอบว่า ท่านได้เขียนอย่าเพิ่งโกรธขึงข้าพเจ้าก่อน เพราะว่าตั้งแต่เดิมนั้นท่านยังไม่เคยขึ้นมา เพราะฉะนั้นผู้เฝ้า ประตูสวรรค์จึงยังไม่ปล่อยให้ท่านเข้าไป แม้ท่านได้รับตำแหน่งยศเข้าอยู่ในหมู่เทวดาแล้ว ถึงจะไปจะมาก็ไม่มี ใครขัดขวางได้เลย” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๘) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงมีการพูดว่า ไทเป๊กกิม แชว่าคงจะไปหลอกตนเองว่าเง็กเซียนฮ่องเต้รับสั่งให้เข้าเฝ้าแต่เมื่อไปถึงบนสวรรค์แล้วมีเหล่าทหารใช้อาวุธ ขวางทางไม่ให้เข้าไปพบเง็กเซียนฮ่องเต้เสียอย่างนั้น จึงสร้างความไม่พอใจแก่หงอคงเป็นอย่างมาก เพราะตนเองก็มีศักดิ์เทียบเท่ากับหมู่เทวดาแล้วเหตุใดจึงทำอย่างนี้กับตน “หงอคงได้ฟังไทเป๊กกิมแซชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะยังไม่เข้าไปจะคอยอยู่ที่นี่ไทเป๊กกิม แซว่าท่านต้องเข้าไปพร้อมกับข้าพเจ้าจึงจะควรไทเป๊กกิมแซจึงเรียกผู้เฝ้าประตูให้เปิดรับ แล้วบอกว่าท่านผู้นี้ เป็นได้เขียนอยู่ในใต้หล้าเด็กเชียงฮ่องเต้มีลายพระราชหัตถ์ให้เราไปเชิญขึ้นมาเฝ้าท่านอย่าสงสัยเลยผู้เฝ้าประตู ก็เปิดประตูยอมให้เข้าไป” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๙) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคง มีการพูดกับไทเป๊กกิม แชเมื่อได้ฟังคำชี้แจงก็กล่าวว่าจะรออยู่ที่หน้าประตูและจะยังไม่เข้าไปแต่ไทเป๊กกิมแซได้บอกว่าให้เข้าไปพร้อม ตนเอง และชี้แจงแก่เหล่าทหารว่าเง็กเซียนเป็นรับสั่งให้พาหงอคงเข้าพบตนเองให้เหล่าทหารเปิดประตูให้อีก ทั้งอย่าเป็นกังวลเลย เหล่าทหารจึงยอมเปิดกระตูให้แก่หงอคงและไทเป๊กกิมแซเข้าไป “ไทเป๊กกิมแซพาหงอคงค่อยเดินเข้าไป หงอคงเดินพลางพิศดูวิมานปราสาทราชมนเฑียรของเด็กเชียง ฮ่องเต้เรียงรายล้วนแล้วแต่ด้วยแก้วอันมีสีต่าง ๆ ประดับ ประดามีแสงอันสว่างรุ่งเรืองงดงามหาที่เปรียบมิได้”


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๗ (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๙) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่มีอากัปกิริยาในการ เดินมองดูวิมานปราสาทของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่เรียงรายไปด้วยแก้วอันมีมากมายหลายสีประดับตกแต่งอย่าง สวยงามพร้อมทั้งมีแสงวิบวับจากตัวแก้วอีกด้วย สร้างแสงสว่าง และงดงามให้แก่วิมานนี้ยิ่งนัก “ไทเป๊กกิมแซพาหงอคงเข้ามาถึงวิมาน (เหลงเซียวเต้ย) แล้วให้รอคอยฟัง รับสั่งเล็กเชียงฮ่องเต้ไทเป๊ก กิมแซก็เดินตรงเข้าไปยังหน้าพระที่นั่งถวายบังคม แต่หงอคงยืนนิ่งอยู่ส่วนหนึ่งมิได้ถวายคำนับคอยเงี่ยแต่หูฟัง อยู่ว่าพระเป็นเจ้าจะตรัสประการใดไทเป๊กกิมแซจึงกราบทูลว่า ซึ่งโปรดเกล้าให้ข้าพระพุทธเจ้าไปว่ากล่าวแก่ หงอคงให้ขึ้นมารับราชการนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้ลงไปพูดจาชักชวนหงอคง บัดนี้ได้พาตัวขึ้นมาเฝ้าพร้อมอยู่ หน้าพระที่นั่งแล้วขอพระองค์ได้ทรงทราบ” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๙) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงที่มีอากัปกิริยาที่ยืนนิ่ง อยู่ตรงหน้าพระที่นั่ง หงอคงไม่ได้คำนับเง็กเซียนฮ่องเต้แต่เป็นการยืนนิ่งที่แอบฟังการพูดคุยระหว่างเง็กเซียน ฮ่องเต้และไทเป๊กกิมแซว่าพูดอะไรกันบ้าง ซึ่งฝ่ายไทเป๊กกิมแซได้กล่าวว่าได้พาหงอคงที่จะได้รับราชการขึ้นมา เข้าเฝ้าแก่เง็กเซียนฮ่องเต้แล้วนั้นเอง “เง็กเซียงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นหงอคง หงอคงจึงย่อตัวลงแล้วก็ทูลว่าตัวข้าพเจ้าเองชื่อซึ่งหงอคงไต้ อ๋องขณะนั้นหมู่เทพยดาทั้งหลายและเขียนกำลังเฝ้าอยู่พร้อมกันได้ยินหงอคงกราบทูลดูเป็นอาการที่ถือตัวมี ความกระด้างมาก ก็พากันหวาดหวั่นสะดุ้งใจ จึงพูดว่าลิงไพรตัวนี้พูดจาจองหองไม่มีความเคารพคารวะอ่อน น้อมยำเกรงเลยจะต้องถึงความตายเป็นเที่ยงแท้แล้ว” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๔๙) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงมีการพูด เนื่องจากหงอ คงได้เข้าพบเง็กเซียนฮ่องเต้แล้วได้แนะนำชื่อของตนเองว่าชื่อ ไต้อ๋อง ด้วยจากหงอคงเป็นคนที่ถือตัวและไม่ ยอมอยู่ภายใต้คำสั่งของใครการแนะนำตัวกับเง็กเซียนฮ่องเต้ทำให้เซียนที่ได้ยินล้วนคิดว่าเป็นการแนะนำตัวเอง ที่กระด้าง และไม่มีความนอบน้อมเลยแม้แต่น้อย “ซึงหงอคงได้ฟังวานรบอกดังนั้นก็มีความยินดีเป็นที่สุด แล้วจึงว่าเมื่อสองวันก่อนนั้นเราก็คิดอยู่แล้วว่า จะไปเฝ้าพระอิศวรผู้เป็นเจ้าจอมพิภพมาวันนี้บังเอิญมีเทวราชทูตลงมาเชิญตัวเรา ๆ มีความยินดียิ่งนักว่าแล้วก็ จัดแจงแต่งกายออกไปรับเทวราชทูต” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๕๐)


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๘ จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงมีการพูดว่าด้วย ความยินดีว่าจะเข้าเฝ้าพริศวรผู้เป็นจอมพิภพ หรือผู้ที่รักษาโลก แต่บังเอิญพอดีมีเทวทูตได้ลงมาเชิญให้เข้าเฝ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งหลังจากพูดเสร็จถึงไปจัดแจงแต่งกายเพื่ออกไปรับเทวราชทูต “หงอคงได้ฟังไทเป๊กกิมแซบอกดังนั้นก็มีความยินดีจึงพูดว่าขอบพระคุณของ พระผู้เป็นประธานโลก วันนี้ท่านได้มาถึงสถานที่อยู่แห่งข้าพเจ้าแล้วขอเชิญท่าน ผู้เป็นเทพยดาใหญ่รับประทานอาหารด้วยข้าพเจ้าสัก มื้อหนึ่งไทเป๊กกิมแซตอบว่าขอบใจท่านแล้วแต่จะอยู่ข้ามิได้ด้วยมีรับสั่งให้กลับโดย เร็วพระเป็นเจ้ายังคอยท่าน อยู่ขอเชิญท่านได้เขียนขึ้นไปเฝ้าโดยเร็วเถิดหงอคงจึงเรียกวานรซึ่งเป็นนายใหญ่ ทหารเอกทั้งสี่นายมา มอบหมายกิจการทั้งปวงให้รับผิด และชอบดูแลรักษาอาณาเขตเขาฮวยก๊วยตัวเสร็จแล้วก็พร้อม กับไทเป๊กกิ มแซออกจากถ้ำจุ้ยเลียมต้องสำรวมจิตร่ายพระเวทให้กายเบาเหาะลอยขึ้นไปยังชั้นดาวดึงส์พิภพหงอคงเหาะ เร็วกว่าไทเป๊กกิมแซ ครั้นถึงก็เข้าไปใน ประตูน้ำที่หนึ่งท้าวจัตุโลกบาลคือเจงเซียนที่อ๋องหนึ่งกับนายทหารทั้ง สาม คือ ฟังล้าวเซียนหนึ่งเตงซึ่งเซียนหนึ่ง เตียวกอเซียนหนึ่งถืออาวุธกั้นหน้าหงอคงไว้ห้ามมิให้เข้าไป” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๕๐) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงมีการพูดขอบคุณพระผู้ เป็นประธานโลกซึ่งก็คือไทเป็กกิมแซ วันนี้ได้มาอยู่ในสถานที่ของตนเองแล้วขอเชิญเทพยดาทั้งหลายอยู่ รับประทานอาหารด้วยกันสักมื้อแต่เนื่องด้วยไทเป๊กกิมแซไม่สามารถอยู่ได้จึงได้กล่าวขอบใจและบอกเหตุผลว่า มีรับสั่งให้รีบกลับจึงได้บอกหงอคงว่าพระผู้เป็นใหญ่เรียกให้ขึ้นไปเฝ้าขอให้หงอคงไปพบให้โดยเร็ว ซึ่งหลังจาก นั้นหงอคงจึงได้ให้คำสั่งแก่วานรที่เป็นนายใหญ่ให้ดูแลกิจการได้รับผิดชอบด้วย ๓. การพูด “ซึงหงอคงจึงตอบว่าขอพระอาจารย์โปรดใคร่ครวญดูว่า คัมภีร์ใดนิสัยสันดานแห่งข้าพเจ้า” จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่า มีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูดกล่าวโต้ตอบกับ พระอาจารย์ว่าช่วยคิดให้รอบคอบคิดให้ดี ๆ ว่าคัมภีร์ที่จะมีนิสัยแบบตนเองบ้าง ซึ่งลักษณะการพูดของหงอคง ทำให้รู้ว่าเป็นคนที่พูดจาก้าวราวและไม่มีความนอบน้อมแม้แต่น้อย (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๒๗) จากบริบทข้างต้นจะเห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูดกล่าวโต้ตอบ กับพระอาจารย์ว่าช่วยคิดให้รอบคอบคิดให้ดี ๆ ว่าคัมภีร์ที่จะมีนิสัยแบบตนเองบ้าง ซึ่งลักษณะการพูดของ หงอคงทำให้รู้ว่าเป็นคนที่พูดจาก้าวราว และไม่มีความนอบน้อมแม้แต่น้อย


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๗๙ “หงอคงจึงถามพระอาจารย์ว่าจะให้เรียนคัมภีร์ (ต่องหมึ้ง) นั้นเป็นประการใดพระอาจารย์ตอบ ว่าคัมภีร์ (ต่องหนึ่ง) นั้นประกอบการภายนอก คือประกอบน้ำให้เป็นไฟ ประกอบไฟให้เป็นน้ำ จับศรยิงหน้าไม้ เล่นแร่แปรธาตุกิริยาเหล่านี้ คือคัมภีร์ (ต่องหนึ่ง)” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๒๙) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวโต้ตอบกับอาจารย์ในเรื่องของคัมภีร์เนื่องด้วยมีความสงสัยว่าจะให้เรียนคัมภีร์นี้เพื่อสิ่งใด เมื่ออาจารย์ได้ ยินก็ได้ตอบกลับไปเพื่อแก้ข้อสงสัยให้แก่หงอคง “หงอคงถามว่ากิริยาเหล่านี้จะให้อายุยืนไม่ตายนั้นจะได้หรือไม่ พระอาจารย์ตอบว่า คัมภีร์นี้จะยืน ยาวเหมือนกับดวงจันทร์ในน้ำ คือเป็นแต่เงาเท่านั้นหงอคงจึงถามว่า เหตุใดจึงเหมือนแก่ดวงเดือนในน้ำเล่า พระอาจารย์ตอบว่า ดวงเดือนอยู่กลางอากาศแต่เงาอยู่ในน้ำถึงอยู่ในน้ำก็ไม่มั่นคงไม่เป็นแก่นสารอะไรย่อมเป็น อนัตตาทั้งสิ้นมิใช่ตัวตน” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๒๙) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวโต้ตอบกับพระอาจารย์ในเรื่องของคัมภีร์ที่ตนเองกำลังจะศึกษาว่าถ้ากิริยาเหมือนกับคัมภีร์เล่มที่ตนเอง จะศึกษานั่นได้หรือไม่ฝ่ายเพราะอาจารย์เมื่อได้ยินก็ตอบกลับไปว่า คัมภีร์เล่มนี้จะยืนยาวเหมือนกับดวงจันทร์ ในน้ำเนื่องด้วยปกติแล้วดวงจันทร์จะขึ้นในตอนค่ำและเมื่อแสงของดวงจันทร์กระทบกับแม่น้ำล้วนทำให้เกิดเงา ซึ่งไม่สามารถจับต้องได้แต่มีเพียงตาที่เห็นเพียงเท่านั้น “หงอคงจึงพูดว่า แม้มิใช่ตัวตนและมิใช่แก่นสารอะไรไม่ควรจะเรียนท่านอาจารย์โผเถโจ๊ซื้อ ได้ยินหงอ คงว่าไม่เรียนท่านก็ลงมาจากธรรมาสน์ เดินตรงเข้ามาถึงหงอคงจึงถามว่า ตัวเป็นเช่นวานร เหตุไรสอนอย่างนี้ก็ ไม่เรียนสอนอย่างโน้นก็ไม่เรียน พระอาจารย์ฉวยได้ไม้บรรทัดที่ลงตรงศีรษะหงอคงสามทีแล้ว พระอาจารย์ก็ หันหลังกลับเข้ากุฏิปิดบานประตูเสีย” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๒๙) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวโต้ตอบกับอาจารย์ว่าหากจับต้องไม่ได้ก็ไม่ควรเรียน เมื่อท่านอาจารย์ได้ยินจึงลงมาเทศให้แก่หงอคงได้ฟัง และใช้ไม้บรรทัดตีลงที่หัวของหงอคงแล้วก็เดินกลับกุฏิทำให้เห็นว่าการพูดของหงอคงเป็นการพูดที่ก้าวร้าวและ ไม่ได้เคารพผู้เป็นอาจารย์แม้แต่น้อย “หงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น จึงร้องบอกพระอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าสานุศิษย์ผู้จะศึกษาธรรมอยู่นี่ แล้ว ขอท่านได้กรุณาให้ทานธรรมแก่ข้าพเจ้าเถิด ฝ่ายพระอาจารย์เมื่อได้ยินเสียงหงอคงแล้วก็ลุกขึ้นห่มผ้านั่ง


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๐ อยู่บนเตียง ทำตวาดหงอคงว่า ทำไมเอ็งไม่อยู่ข้างนอกล่วงเลยเข้ามาในนี้ทำไม ข้าหลับนอนอยู่เอ็งไม่รู้หรือ อย่างไร” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๐) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวโต้ตอบอาจารย์ด้วยการตอบกลับไปหลังจากได้ยินอาจารย์พูดขณะหลับว่า ขอให้สอนธรรมแก่ตนเอง เพราะตนเองตั้งใจจะศึกษาธรรมเมื่ออาจารย์ได้ยินหงอคงก็ทำว่าดุด่าหงอคงว่าเข้ามาทำไมอาจารย์จะนอนหลับ ซึ่งหากดูดี ๆ แล้วหงอคงมีมุมการพูดที่นอบน้อมแก่อาจารย์เช่นกัน “หงอคงจึงตอบว่า เมื่อเวลาวานนี้พระอาจารย์ทำปริศนาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า พระอาจารย์คง จะสอนธรรมวิเศษให้แก่ข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นได้สามยามข้าพเจ้าจึงได้เข้ามาเห็นพระอาจารย์ยังหลับอยู่ข้าพเจ้า ก็ไม่สามารถ ฉะนั้นพอเวลา จะเข้ามาใกล้ได้จึงได้คอยอยู่จนพระอาจารย์ตื่น และกล่าวถ้อยคำเป็นสัมมาทิฐิ มรรคขึ้นแล้วจึงสามารถเข้ามาใกล้ได้ดังนี้” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๐) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวโต้ตอบอาจารย์ว่าอาจารย์ทำให้ตนเองคิดได้ว่าอาจารย์จะสอนธรรมจึงจะเข้ามาหาอาจารย์แต่เห็น อาจารย์จึงไม่สามารถปลุกได้จึงรอคอยให้ถึงเวลาแล้วมารออาจารย์ให้ตื่น “หงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดแนะดังนั้นก็นิ่งคิดอยู่เป็นนาน แล้วจึงถามพระ อาจารย์ว่า ข้าพเจ้าเคย ได้ฟังว่าบารมีมรรคผลก็แรง ยืนยงคงเสมอฟ้าไฟน้ำ ประกอบกันร้อยขัยก็ไม่เกิดได้ เหตุใดจะยังมีภัยสามอย่าง อันร้ายแรงอีกเล่า” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๑) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคง คือการพูด กล่าวโต้ตอบอาจารย์ตนเองเคยได้ฟังในเรื่องของบารมีที่แรงกล้า เป็นคนอมตะเสมอน้ำ และฟ้าแล้วเหตุใดคน แบบนี้ยังมีภัยที่ไม่ร้ายแรงไม่คาดคิดอีกเล่า เห็นได้จากลักษณะการพูดของหงอคงไม่ได้แค่พูดก้าวร้าวอย่างเดียว แต่ยังพูดอย่างตรงไปตรงมาอีกด้วย “พระอาจารย์จึงตอบว่า ซึ่งภัยทั้งสามมีการธรรมดาเพราะของก่อสร้างซึ่งเกิด แต่ดินน้ำลมไฟเบียดสูญ จันทร์ซึ่งกันและกัน ก็จะสำเร็จต่อภายหลัง ถ้าตั้งสติสดับก็มีราศีเพิ่มอายุ แต่ต่อไปห้าร้อยปีข้างหน้าฟ้าจะผ่าลง มาไฟฟ้าจะฟาดตัว เจ้าจงเร่งระวังตัวทำให้แจ่มแจ้งบริสุทธิ์เห็นมูลสันดานแล้วจงเร่งหลีกหลบหนีให้พ้นอายุก็จะ ยืนเสมอฟ้าถ้าหลีกไม่พ้นตัวเจ้าก็จะสิ้นชีวิต แล้วต่อไปข้างหน้าอีกห้าร้อยปีไฟกรดจะมาไหม้เจ้าไฟที่จะเผาเจ้า


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๑ นั้นไม่ใช่ไฟฟ้าไม่ใช่ไฟในมนุษย์ไฟนั้นเรียกนามว่าขันธอัคคี คือไฟในกายของตัวเจ้าเกิดขึ้นเองจะเผาผลาญ ร่างกาย ที่มีอาการสามสิบสองก็จะย่อยยับดับไปสิ้น ความรักษาได้สักพันปีทุกข์ทรมานหนเดียวก็จะสิ้นไป แล้วไปข้างหน้าอีกห้าร้อยปีฟ้าจะให้ลมคือไฟลมอันมิใช่ลมสี่ทิศ เป็นลมที่หน้าผากของเจ้าป่าเข้าภายในท้อง แทรกทวารทั้งเก้ากระดูกและ เนื้อก็จะปั่นละเอียดร่างกายก็จะหลุดร่วงแยกแตกกันไปหมดสิ้นเพราะฉะนั้นไฟ ร้ายแรงเหล่านี้ตัวเร่งหลีกหลบให้พ้นได้แล้ว อายุก็จะยืนได้นานเท่าฟ้าและดิน หงอคงได้ฟังอาจารย์พูดดังนั้น ให้บังเกิดขนพองสยองเกล้า จึงคำนับกราบ พระอาจารย์แล้ววิงวอนว่า ขอท่านได้กรุณาสอนธรรมที่จะหลีกหนี ให้พ้นภัยทั้ง สามนั้นให้ต่อไป” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๑-๓๒) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวโต้ตอบอาจารย์เมื่อหงอคงได้ฟังในสิ่งที่อาจารย์อธิบายตนเองทำให้หงอคงเลื่อมใสจึงคำนับอาจารย์ เห็นได้จากบริบทข้างต้นหงอคงมีการกล่าวด้วยคำพูดที่วิงวอนแก่อาจารย์เพื่อให้อาจารย์สอนธรรมแก่ตนเอง “หงอคงจึงบอกแก่ท่านอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าจะขอเรียนกิริยา (ตี้ซัว) คาบดินขอพระอาจารย์ได้โปรด บอกคาบดินให้แก่ข้าพเจ้าเถิด พระอาจารย์จึงว่าแก่หงอคงว่าถ้าตัวอยากเรียนกิริยาคาบดินก็จงขยับเข้ามาให้ ใกล้ พระอาจารย์ก็กระซิบบอกอุปเท่ห์ให้แก่หงอคงด้วยอุบายและวิธีลัทธิต่าง ๆ หงอคงก็ได้ลุแก่คาบที่ พระอาจารย์ประสิทธิ์ให้ โปร่งปรุทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งขึ้นไปทุกวัน” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๒) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวกับอาจารย์ว่าต้องการศึกษากิริยาคาบดินก็ให้ขยับมาใกล้ ๆ ตนเองซึ่งพระอาจารย์ก็ได้บอกวิธีการต่าง ๆ ทำให้หงอคงสำเร็จในการเรียวิชาคาบดินของอาจารย์อย่างแจ่มแจ้ง “หงอคงก็ค่อยหัดค่อยฝึก จนถึงนิรมิตบิดเบือนแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบสองอย่าง และทรงกำลังพลัง มีฤทธากล้าหาญ อยู่มาวันหนึ่งพระอาจารย์โผเถโจ๊ซื้อกับสานุ ศิษย์ทั้งหลายนั่งอยู่หน้าลานวัดพร้อมกัน” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๒) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงมีรูปร่างที่ สามารถแปลงกายได้ทั้ง 72 อย่างเนื่องด้วยค่อยฝึกและค่อยหัดไปเรื่อย ๆ ทำให้มีกำลังและพลังที่มากมาย “พระอาจารย์จึงถามหงอคงว่าตัวเรียนวุฒิวิทยา ได้กระทำให้สำเร็จมโนรถแล้วดังปรารถนาหรือ” ฝ่ายพระอาจารย์เมื่อได้ฟังศิษย์ทั้งหลายบอกดังนั้น จึงว่าพวกเจ้าหลีกไปเสีย ให้พ้น และไปบอกหงอคงให้เข้ามา นี่ พวกศิษย์ทั้งหลายก็พากันหลีกไปและบอก หงอคงว่า พระอาจารย์ให้หาตัวหงอคงก็เข้ามาหมอบกราบและ


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๒ เคารพอยู่ตรงหน้า พระอาจารย์ พระอาจารย์จึงถามหงอคงว่า ตัวแผลงฤทธิ์เดชอวดดีต่อหน้าคน เป็นอันมาก อย่างนั้นให้เขาเห็น ถ้าเขาจะขอให้ตัวสอนเขา ถ้าตัวจะไม่สอนให้เขา ก็จะเกิดภัยอันตรายขึ้นแก่ตัว เราจะ ป้องกันตัวเจ้ามิได้ “หงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น ก็กราบลงแล้วขอโทษพระอาจารย์ พระ อาจารย์จึงว่า เราไม่เอาโทษเจ้าดอก แต่ตัวเจ้าจะอยู่ในที่นี้ต่อไปไม่ได้ หงอคงได้ยินพระอาจารย์พูดดังนั้น มีความเสียใจเป็น ที่สุด จึงเรียนถามพระ อาจารย์ว่า เมื่อเป็นดังนี้แล้วพระอาจารย์จะให้ข้าพเจ้าไปอยู่ที่ไหนเล่าพระอาจารย์จึง บอกว่าเจ้ามาจากที่ใด ก็จงกลับไปอยู่ในสถานที่นั้นเถิดหงอคงได้ฟังพระอาจารย์ว่าดังนั้น ก็นิ่งนึกอยู่ในใจเป็น นานจึงนึกขึ้นมาได้ว่า เดิมเรามาจากทิศบูรพาเมืองเก่าล่ายก๊ก (เขาฮวยก๊วยตัวจุ้ยเลียมต้อง) ครั้นนึกขึ้นได้แล้ว ก็นิ่งอยู่” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๓) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวกับอาจารย์ที่พระอาจารย์ให้หงอคงเข้ามาหมอบกราบก็เข้ามาอยู่ตรงหน้าพระอาจารย์แล้วทำให้เห็นว่า การพูดของหงอคงที่พูดกับอาจารย์ไม่ได้ก้าวร้าวเหมือนทีแรกแต่มีการพูดนอบน้อมอยู่เช่นกัน “หงอคงเอาไฟเผาถ้ำจุ้ยจ่างต้องไหม้เป็นจุณไปหมดสิ้น แล้วเรียกบริวารลิงเหล่า นั้นมาสั่งว่า พวกเจ้า ทั้งหลายจงหลับตาเสียทุก ๆ ตัว พวกลิงเหล่านั้นก็กระทำ ตามคำนายสั่ง หงอคงก็ร่ายพระเวทกระทำให้เป็นลม พัดหอบเอาบริวารสิ่งเหล่า นั้นไปจนถึงที่ถ้ำเก่าตามเดิมแล้ว หงอคงก็ร้องบอกว่าพวกเอ็งจงลืมตาดูเถิด พวกลิง น้อย ๆ เหล่านั้นก็พากันลืมตาขึ้นดู เห็นที่อยู่เดิมของตนแน่แล้วก็จำได้จึง พากันกระโดดวิ่งเข้าในถ้ำ” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๔) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวบรรดาเหล่าวานรที่ได้เข้าร่วมการจุดไฟเผาถ้ำจุ้ยจ่างซึ่งเมื่อเผาถ้ำเรียบร้อยแล้วหงอคงได้มีการท่องคาถา เพื่อพาสิ่งเหล่านั้นกลับไปยังที่พักของตนเอง “หงอคงจึงพูดแก่บริวารว่า พวกเจ้ามีอาวุธ ครบมือกันบริบูรณ์แล้ว แต่ตัวเรายังหามีอาวุธสำหรับมือให้ พอแก่กำลังของเราไม่ง้าวที่ได้มาจากหม้ออ๋องก็ดูเกะกะไม่เป็นที่พอใจเรา” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓, หน้า ๓๔) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวกับบริวารวานรว่าพวกลิงทั้งหลายต่างมีอาวุธกันครบแล้วแต่ตนเองนั้นยังหาอาวุธที่เหมาะแก่ตนเองไม่ได้ ซึ่งไม้ที่ได้จากหม้ออ๋องดูเกะกะไม่ถูกใจตนเอง


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๓ “หงอคงจึงตอบพระยาว่า ตัวข้าพเจ้าได้พยายามบวชและศึกษาเล่าเรียน รู้วิชาแสวงหาผู้วิเศษ เพื่อรู้ ธรรมที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตาย มาบัดนี้ข้าพเจ้าได้ฝึกหัด ซ้อมทหารวานรไว้เพื่อได้รักษาอาณาเขตเขาและถ้ำซึ่งเป็น ที่อยู่อาศัย บัดนี้ขัด ด้วยเครื่องสาตราอาวุธอย่างดีสำหรับมือยังหามีไม่แม้ว่าที่มีอยู่แล้วก็หาพอแก่ กำลังของ ข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวว่าท่านมีความสุขสบายสำราญอยู่ใน เมืองบาดาลนี้ช้านานมาแล้ว คงจะมีอาวุธ กายสิทธิ์วิเศษที่เหลือใช้อยู่บ้างเป็นแน่ เพราะฉะนั้นจึงอุตส่าห์มา เพื่อจะขออาวุธท่านสักสิ่งหนึ่งไว้ถือสำหรับ มือ” (ประพต เศรษฐกานนท์ ๒๕๕๓หน้า ๓๕) จากบริบทของต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีการกล่าวถึงลักษณะภายนอกของตัวละครหงอคงคือการพูด กล่าวพระยาว่าตนเองจะตั้งใจบวชและศึกษาเล่าเรียนแสวงหาธรรมที่ไม่ทำให้ไม่เกิดไม่แก่และไม่ตายซึ่งบัดนี้ ตนเองได้ซ้อมทหารไว้เพื่อดูแลเขตของตนเองแต่อาวุธที่จะอยู่ข้างกายนั่นยังไม่มี จึงตั้งใจมาขออาวุธจากท่าน พระยาเพื่อไว้ถือในมือ ซึ่งการพูดของหงอคงไม่ได้ก้าวร้าวแต่มาเพื่อพูดขอสิ่งของจากพระยา อ้างอิง LIAN LI, กาญจนา วิชญาปกรณ์ และชวนพิศ เทียมทัน. (๒๕๖๑). วิเคราะห์ตัวละครสำคัญใน วรรณกรรมไซอิ๋ว ฉบับการ์ตูนของกาย เบ็ญจ์. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. ๑๒(๑). หน้า ๑๑๕-๑๒๘. เข้าถึงจาก ไซอิ๋ว เบญจ์.pdf. เข้าถึงเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔.


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๔ ศิษย์เก่าเล่าเรื่อง กนกวรรณ นาคสง่า อุปสรรคก้าวนำสู่ความสำเร็จอาชีพครู สาขาภาษาวิชาภาษาไทยเป็นสาขาที่สร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้อย่างมากมาย เป็นสาขาวิชาที่ ส่งนักศึกษาให้ประกอบอาชีพมาแล้วหลายคน หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าสาขาวิชาภาษาไทยนั้นเรียนแต่ หลักของภาษาไทยแต่จริง ๆ แล้วนั้น เป็นสาขาที่เสริมสร้างเทคนิคหลายแขนงให้นักศึกษาได้ศึกษา สร้างประสบการณ์นำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานต่าง ๆ และยังมีความหลากหลายในการทำงาน ทั้งยังเป็น ตัวอย่างให้กับรุ่นน้องในสาขาวิชาภาษาไทยต่อไป ๑. ทำไมถึงได้เลือกมาเรียนสาขาวิชาภาษาไทย “เพราะคิดว่าสาขาภาษาไทยน่าจะเรียนไม่ยาก เนื่องจากเป็นภาษาไทยเป็นภาษาหลักของเรา และอีกอย่างก็คิดว่าเมื่อเรียนจบแล้วเราอาจจะมีทางเลือกในการทำงานที่หลากหลาย เช่น นักวิชาการ เลขานุการ ครูโรงเรียนเอกชน” ๒. สาขาวิชาภาษาไทยนั้นเป็นสาขาที่เน้นทั้งวิชาการ และการทำกิจกรรมให้แก่นักศึกษา จึงอยากทราบว่า ตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่พี่ได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวภาษาไทยแห่งนี้ พี่ได้รับประสบการณ์และความรู้ อย่างไรบ้างคะ “ถ้าพูดถึงความรู้ด้านวิชาการ และประสบการณ์ สามารถพูดได้เลยค่ะว่าเราสามารถนำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือการรู้จักการแก้ปัญหาที่ดี” ๓. ในช่วงเวลาของการทำงานพี่ได้นำความรู้ของวิชาไหน หรือสิ่งที่อาจารย์เคยบอกไปปรับใช้ในการ ทำงานบ้างไหมคะ “เนื่องจากหน่วยงานที่พี่ไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และทำงานนั้นเป็นโรงเรียนนานาชาติ ส่วนใหญ่ วิชาที่นำไปปรับใช้จะเป็นวิชาหลักภาษา และวิชาการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ” อุปสรรคก้าวนำสู่ความสำเร็จอาชีพครู/ ไม่ ยาก…ถ้าอยากเป็นครู/


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๕ ๔. เมื่อตัวพี่เอง ทราบว่าเรียนจบแล้วมีสถานที่รองรับเข้าทำงานเลย มีการเตรียมตัวยังไงบ้างคะ “การเตรียมตัวของพี่ ณ ตอนนั้น คือการพยายามที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้เพิ่มมากยิ่ง เพราะ สิ่งสำคัญเมื่อเราอยู่ในสังคมชาวต่างชาติ และแน่นอนว่าเราจะต้องเข้าใจ รวมทั้งสามารถสื่อสารกับเจ้าของ ภาษาได้ อาจจะไม่เก่งเหมือนกับคนอื่น ๆ ก็ไม่เป็นไร แต่เราสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก ๆ และคนรอบข้าง ได้เสมอ” ๕. พี่มีอะไรจะแนะนำให้น้อง ๆ ที่จะเข้ามาในสาขาบ้างไหมคะ “สิ่งแรกสำหรับพี่ที่อยากจะแนะนำให้กับน้อง ๆ คือ ความอดทน ซึ่งความอดทนนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น ในการเรียนเนื่องจากสาขาของเราเน้นทั้งด้านวิชาการ และด้านกิจกรรม ลำดับที่สองคือการแบ่งเวลา ให้เหมาะสมกับการเรียน ลำดับสุดท้าย คือ การอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้มีความสุข แล้วทุกอย่างจะราบรื่นถ้าเรา มีจุดมุ่งหมายของการใช้ชีวิตในครอบครัวภาษาไทย” สัมภาษณ์ : กนกวรรณ นาคสง่า ผู้สัมภาษณ์ : บัณฑิตา ตวงสิน


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๖ วรรณธิดา สามสี ไม่ยาก…ถ้าอยากเป็นครู สาขาวิชาภาษาไทยเป็นสาขาที่ผลิตนักศึกษาให้มีความสามารถ และคุณภาพอย่างล้นหลาย สาขา ไม่เพียงแต่สอนให้รู้แค่ตัวหนัง หรือแค่หลักในการใช้ภาษา แต่ฝึกให้ลงมือทำงานเพื่อเก็บประสบการณ์ โดยตรงที่จะสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพในสายอาชีพงานต่าง ๆ ๑. ทำไมถึงได้เลือกมาเรียนสาขาวิชาภาษาไทย “สาเหตุที่เลือกมาเรียนสาขาวิชาภาษาไทย เพราะชอบในภาษาไทย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าตอนมัธยม ปลายจบสายวิทย์ - คณิตมา แต่เพราะความชอบ และอยากต่อยอดในสิ่งที่ตนเองถนัดเลยเลือกเรียนสาขานี้” ๒. สาขาวิชาภาษาไทยนั้นเป็นสาขาที่เน้นทั้งวิชาการและการทำกิจกรรมให้แก่นักศึกษา จึงอยากทราบว่า ตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่พี่ได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวภาษาไทยแห่งนี้ พี่ได้รับประสบการณ์และความรู้ อย่างไรบ้างคะ “ระยะเวลา ๔ ปีที่อยู่ในรั้วสาขาวิชาภาษาไทย พี่ได้รับประสบการณ์อย่างเต็มเปี่ยม ในด้านกิจกรรม เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1 - 4 ได้ทำกิจกรรมมากมาย เช่น เข้าร่วมแข่งขันสุนทรพจน์หลากหลายรายการ การเข้าร่วม คัดเลือกเยาวชนดีเด่นในวันภาษาไทย เป็นต้น และอีกหนึ่งประสบการณ์คือการเป็นผู้นำนักศึกษา ซึ่งสาขา


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๗ สนับสนุนเป็นอย่างดีโดยตลอดมา และความรู้ที่ได้จากสาขารับ คือ ด้านการใช้ภาษาอย่างแน่นหนัก จนทำให้ กลายเป็นความสามารถติดตัวพี่ คือด้านพิธีกร และทักษะทั้งการพูด ฟัง อ่าน เขียน ที่ครบถ้วน” ๓. ในช่วงเวลาของการทำงานพี่ได้นำความรู้ของวิชาไหน หรือสิ่งที่อาจารย์เคยบอกไปปรับใช้ในการ ทำงานบ้างไหมคะ “เนื่องจากพี่ทำงานเกี่ยวกับการสอน เพราะฉะนั้นจะต้องนำความรู้ด้านวิชาการไปปรับใช้ หลัก ๆ คือ เรื่องของหลักภาษา เพราะต้องใช้ในการสอนนักเรียน และงานอื่นๆ เช่น การเขียน งานเลขานุการ การพูด ก็ต้องนำมาใช้ในการทำงานทั้งสิ้น” ๔. เมื่อตัวพี่เอง ทราบว่าเรียนจบแล้วมีสถานที่รองรับเข้าทำงานเลย มีการเตรียมตัวยังไงบ้างคะ “หลังจากเรียนจบ พี่วางแผนกับชีวิตก่อนว่าเราจะทำอะไร และอะไรเหมาะกับเรา หลังจากนั้นก็หา งานที่เหมาะสม คิดว่าตัวเองทำได้ และชื่นชอบ ซึ่งพี่คิดว่าพี่ชอบ และอยากสอนนักเรียน เพราะตอนเรียนอยู่ สาขาพาไปออกค่ายสอนน้อง ๆ ตามโรงเรียนต่าง ๆ คือค่ายรักษ์ภาษาไทย จนสุดท้ายพี่ก็เข้ามาเป็นครู แต่เนื่องจากเราไม่ได้จบสายครูโดยตรง ขั้นต่อมาคือพี่คิดว่าจะต้องพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ เลยได้สมัครเรียน ปอบัณฑิตวิชาชีพครู และใช้เวลาเรียนอีก ๑ ปีครึ่ง เพื่อให้เป็นครู อยากถูกต้อง และสิ่งที่เรารักก็จะสมบูรณ์ แบบ” ๕. พี่มีอะไรจะแนะนำให้น้อง ๆ ที่จะเข้ามาในสาขาบ้างไหมคะ “สิ่งที่อยากจะแนะนำ คืออยากให้น้อง ๆ ค้นหาตัวตนของตนเองให้เจอ หาสิ่งที่เราถนัด ให้คิดว่า ตอนนี้เรากำลังทำสิ่งที่เราชอบหรือรักจริง ๆ หรือไม่ และอยากให้น้อง ๆ แสดงศักยภาพของตนเองออกมา ให้เต็มที่ ใครถนัดอะไรงัดออกมา เพราะอาจารย์ทุกคนพร้อมจะขัดเกลานักศึกษาทุกคน อยากให้ทุกคนมี ความสุขกับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย อย่าเครียด อย่ากดดัน มีปัญหาอะไรขอให้ปรึกษา ชีวิตการเรียน อยากให้ทุกคนเก็บเกี่ยวให้ได้เยอะที่สุด เพราะเวลาที่เราเรียนจบ มันคือช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจในตนเอง ว่าเราผ่านสิ่งนั้นได้ เราคือคนเก่งคนหนึ่ง ที่พร้อมต่อสู้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้เสมอ” สัมภาษณ์ : วรรณธิดา สามสี ผู้สัมภาษณ์ : บัณฑิตา ตวงสิน


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๘ ชวนกินชวนเที่ยว สัญจิตา สมานมิตร “ The chic Café ” ของดี ของเด็ด ในย่านป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต อยากเที่ยวภูเก็ตกันแล้ว ใช่ไหม ? รู้หรือยังว่าภูเก็ตมีร้านเด็ดและแซ่บถึงใจ ที่ทุกคนต้องมาลองชิม บอกได้เลยว่าแซ่บ แบบเซอร์ ๆ แน่นอน ชวนชิมชวนเที่ยวเล่มนี้จึงขอพาคุณผู้อ่านมารู้จักร้าน The chic Café ร้านยำเจ้าดัง ย่าน (ป่าคลอก) ภูเก็ตที่เป็นร้านที่กินหรูในราคาตามสั่งกับร้าน " The chic Café " คาเฟ่ที่ซ่อนร้านอาหารไว้ ภายใน เพราะเมนูเยอะมาก เยอะจุก เยอะจริง ๆ ไม่ได้โม้นะน้องบ่าว! ทุกเมนูปรุงด้วยวัตถุดิบอย่างดี ในราคา ที่ใครก็จ่ายไหว! ทีเด็ดอยู่ที่น้ำยำ น้ำจิ้ม น้ำซอสทุกอย่างของที่นี่เป็นสูตรเด็ดสูตรเฉพาะไม่เหมือนใคร เมนูภูมิใจนำเสนอ "หมี่หุ้นแกงปูใบชะพลู" และ "แกงส้มปลากะพง" ของดีของเด็ดเมืองปักษ์ใต้ เข้มข้น หรอยแรงไม่เกรงใคร ตามด้วยเมนูสารพัดยำเริ่มต้นเพียง 80 บาท ตบท้ายด้วยของหวาน "บิงซู" หลากรสชาติ ส่วนบรรยากาศร้านจะ Indoor หรือ Outdoor ก็มีให้เลือกนั่งเพียบ! ครบครันขนาดนี้ ไม่มาไม่ได้แล้ว! “The chic Café “ / จะพาพี่ล่องใต้ ไปเที่ยวตะรุเตา / เสน่ห์เมืองตรัง : ท่ามะปรางพาราไดซ์ / หลีกหนี ความวุ่นวาย ไปผ่อนคลายกลางธรรมชาติ/ เมือง พัทลุง ใกล้บ้าน ความคิดถึง


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๘๙ และเป็นร้านที่มีขั้นตอนกรรมวิธีการปรุงที่พิเศษโดนเด่นไม่เหมือนใคร ให้กลายเป็นเมนูยำที่มีรสชาติ อร่อยนัวหลากหลาย จนทำให้ลูกค้ามีความประทับใจจากมื้ออาหารที่ได้รับประทาน จนทำให้ยำแซ่บเวอร์ แบบเซอร์ ๆ แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร และได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ทางร้านยังมีวลีเด็ดนั้นคือ สำหรับเมนูยำของร้าน The chic Café ที่คุณไม่ควรพลาด ได้แก่ ยำเดอะชิคที่รวมของสด ของทะเล ใหม่ๆ ไว้ในจานเดียวบอกเลยว่าเด็ดเผ็ดแบบเซอร์ๆมากอีกทั้งยังมีน้ำยำที่เป็นสูตรลับที่บอกใครไม่ได้ สำหรับเมนูยำที่เป็น signatureของร้าน The chic Café ถ้าหากแวะมาก็ต้องสั่งมาลิ้มลองกัน นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีเมนูอื่น ๆอีกมากมายที่ทางร้านคัดสรรมาเป็นอย่างดี และร้าน The chic Café ยังติดTop ๓ ร้านที่ได้รับรีวิวสูงสุด บนแพลตฟอร์มทิพิไฟเออร์ ประจำเดือน พฤศจิกายนอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นร้านที่อร่อย เริสมากเลยแม่


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๐ เรียกได้ว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ของร้านยำที่สุดของน้ำยำสูตรพิเศษ อย่างร้าน “ The chic Café ” ที่รังสรรค์เมนูยำที่ไม่เหมือนใคร ถ้าใครแวะมาภูเก็ตแล้วต้องมาลิ้มลองกันสักครั้ง รับรองไว้ว่าจะ ไม่ผิดหวังสำหรับร้าน The Chic Café แห่งนี้ อ้างอิง ที่ตั้ง : พิกัดร้านตั้งอยู่บนถนน ๔๐๒๗ เลยร้านป่าคลอกเภสัชมานิดหนึ่ง ร้านอยู่ติดถนนเลยค่ะ เปิดทุกวัน เวลา ๑๑.๐๐-๒๒.๐๐น. เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อ : ๐๙๕-๒๙๖๘-๙๙๙๕ GPS: https://goo.gl/maps/tGB6YzH6hK8aUC9u8


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๑ ขวัญนภา ไกลถิ่น จะพาพี่ล่องใต้ ไปเที่ยวตะรุเตา สตูล เป็นจังหวัดที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ งดงามราวกับสวรรค์บนดิน รวมถึงมีเรื่องเล่าขานกัน มานานนับหลายปี เกี่ยวกับตำนานกักกันนักโทษ มีเรื่องราวมากมายในบนเกาะแห่งนี้ แต่ปัจจุบันนี้เกาะตะรุเตา ถือว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ที่มาเที่ยวจังหวัดสตูล ต้องมาชมความงดงาม บนเกาะแห่งนี้ ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่หลายคนมักไปเที่ยวกัน ถ้าวันหยุดมีเวลา อยากจะชวนเธอมาเที่ยวเกาะตะรุเตา เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติ ตะรุเตา มีชายหาดสวยงาม น้ำทะเลใสสะอาด บรรยากาศเงียบสงบ และมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เกาะตะรุเตาจังหวัดสตูล หนึ่งในปลายทางของผู้รักการเดินทาง และท้องทะเล เพราะมีทิวทัศน์ที่งดงาม ผืนน้ำใสสีมรกต ทรัพยากรใต้ท้องทะเลก็ยังคงอุดมสมบูรณ์ เราเลยจะพาเพื่อน ๆ ไปโลดแล่นท่องเที่ยว เกาะตะรุเตากัน เกาะตะรุเตาตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในทะเล อันดามัน อยู่ในอำเภอละงู จังหวัดสตูล เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของเมืองไทย และยังมีชื่อเสียง ทางด้านประวัติศาสตร์และความสวยงามตามธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติตะรุเตานอกจากสภาพธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แล้ว เกาะตะรุเตายังมีประวัติศาสตร์ที่ น่าจดจำ เกาะซึ่งอยู่ห่างไกลจากฝั่ง เต็มไปด้วยปัจจัยทางธรรมชาติ บนเกาะมีความเจริญมากกว่าเกาะอื่น ๆ ซึ่ง จะมีเรือบริการพานักท่องเที่ยวจากเกาะตะรุเตาไปยังเกาะอื่น ๆ ได้อีกด้วย ความสวยงามของอุทยานแห่งชาติ ตะรุเตานั้นมีครบครัน ทั้งในทะเล หาดทราย และในป่าสามารถชมความงามของทิวทัศน์สวย ๆ ชม ความยิ่งใหญ่ของ เกาะตะรุเตาที่ไม่เพียงเป็นเกาะใหญ่สุดของอุทยานเท่านั้น หากยังอุดมไประบบนิเวศ หลากหลาย ทั้งป่าดิบชื้น ป่าชายเลน อันเป็นถิ่นอาศัยของพรรณไม้และสัตว์ป่านานาชนิด ซึ่งพื้นที่ส่วนหนึ่ง เป็นป่าชายเลน อีกทั้งในท้องทะเลของเกาะตะรุเตายังมีพันธุ์ปลาหลากหลายชนิดรวมทั้งเต่าทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ อีกด้วย และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกมุมหนึ่ง ที่นี่เป็นอ่าวที่มีชายหาดยาวขาวสะอาด เดินเล่นบน เม็ดทรายนุ่มเท้า หาดทรายขาวสะอาดของที่นี่ได้รับการแต่งแต้มด้วยทิวมะพร้าวเรียงรายสวยงาม ทั้งยังมีที่พัก ไว้พักแรมสำหรับคนที่อยากดื่มด่ำตะรุเตาให้เต็มอิ่ม


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๒ การเดินทางไปยังเกาะตะรุเตา จะไปยังท่าเรือปากบารา ตั้งอยู่ที่ปากคลองละงู ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู เป็นท่าเรือที่อยู่ใกล้เกาะตะรุเตามากที่สุด และใกล้ท่าเรือเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติตะรุเตา เส้นทางท่าเรือปากบาราไปเกาะตะรุเตา


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๓ กัลย์สุดา สุขการ เสน่ห์เมืองตรัง : ท่ามะปรางพาราไดซ์ จังหวัดตรังเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ชวนให้ผู้คนหลงใหลในความงดงามของธรรมชาติหลากหลาย อาทิ ทะเล ป่าไม้ และภูเขาที่สมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ถ้ำที่ละลานตาไปด้วยหินงอกหินย้อย ทั้งนี้ยังรวมไปถึง อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดตรังด้วย ซึ่งแน่นอนว่าตรังขึ้นชื่อเรื่องอาหารเป็นอย่างมาก ยิ่งมีสถานที่ท่องเที่ยว เปิดใหม่จึงทำให้ทำให้จังหวัดตรังเป็นเมืองที่น่าสนใจยิ่งขึ้น ท่ามะปรางพาราไดซ์จัดเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คใหม่ที่สำคัญของชาวตรัง เพราะที่นี่สามารถดึงดูดความสนใจ ของนักเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะที่นี่มีทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การเพาะเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ การแสดงโชว์นก มีกิจกรรมมากมาย อาทิเช่น การเดินขึ้นเขา การดูแสดงโชว์ของสัตว์ต่าง ๆ หรือถ้าไม่ทำกิจกรรม ก็สามารถนั่ง ชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น นั่งทานอาหารแบบชิวชิวท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ ดูหมอกสวย ๆ ยามเช้า รวมทั้งยังทำให้การค้าขายดียิ่งไปด้วย


วรรณสารฉบับที่ ๖๔ หน้า ๙๔ โดยสถานที่ท่องเที่ยวนี่จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการแสดงให้ถึง การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติโดยการพัฒนาจากภูเขาหัวโล้นที่โดนทิ้งมาเป็นเวลานาน จนการกลายกลับมา เป็นภูเขาที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง จากการพัฒนาครั้งนั้น ทำให้เกิดผลตอบรับที่ดีเกิดคาด ทำให้ภูเขาที่เหมือนจะไม่มีอะไร กลับกลายเป็นภูเขาที่สวยงามดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย จึงทำให้ท่ามะปรางพาราไดซ์เป็นสถานที่ ท่องเที่ยวแห่งใหม่ อีกทั้งยังเป็นจุดเด่นของจังหวัดตรังอีกด้วย


Click to View FlipBook Version