47
แผนภาพแสดงกระบวนการจัดการระบบสารสนเทศ
ส่วนท่ี 3 เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการเรียนรู้
อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเพื่อค้นหา แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ได้อย่างแทบไม่มี
ขีดจำกัด การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อประโยชน์ดังกล่าว จำเป็นที่เราจะตอ้ งมีความรู้และทักษะในการค้นหาข้อมูล
(Search) รู้จักแหล่งเรียนรู้ และวิธีการนำเสนอข้อมูลความรู้และผลงานอย่างเหมาะสม กิจกรรมนี้จะช่วยให้
เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลในหัวข้อเรื่องที่นักเรียนสนใจ และเปิดเวทีเพื่อ
นำเสนอผลงานของเราบนโลกออนไลนไ์ ด้ (โดยการเลอื กสร้างBlog หรอื Web Page)
อินเทอร์เนต็ มาใชใ้ นการศกึ ษาสามารถทำไดห้ ลายรูปแบบด้วยกนั
การประยกุ ตเ์ น็ตเป็นเครือข่ายทสี่ ามารถติดต่อส่ือสารกนั ได้กบั แหล่งท่ีเชื่อมต่อเขา้ ดว้ ยกนั สามารถ
สืบค้นข้อมูลได้และมีสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกได้เชื่อมเครือข่ายร่วมกัน จึงเป็นแหล่งที่จะ
สืบค้นขอ้ มลู เพ่ือนำมาศกึ ษาหาความรู้ได้ การนำอนิ เทอรเ์ นต็ ใช้งานเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตทางการศึกษา ดังน้ี
การใช้เครือข่ายเพื่อการติดต่อสื่อสารเป็นการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เพื่อส่งรายงาน การบ้าน
วิทยานิพนธ์ ในรูปแบบแฟ้มข้อมูล การเป็นสมาชกิ กลุ่มสนทนาเพือ่ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เผยแพร่
ผลงานวิจัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางด้านวิชาการ และแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวทางวิชาการ การใช้
เครือข่ายเพื่อการสืบค้นข้อมูลซึ่งผู้เรียน นักวิจัย และ ผู้สอนสามารถสืบค้นจากฐานข้อมูลทางการศึกษา และ
Online Library Catalog ของห้องสมุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงในอินเทอร์เน็ตจากประเทศในทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก
การใช้เครือข่ายเพื่อการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือข่าย โดยเปิดเป็นหลักสูตรการสอนในระดับ
ปริญญาและในแบบประกาศนียบัตร เรียกว่าOnline Program ซึ่งผู้เรียนสามารถสมัครและเรียนผ่าน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน เอกสารและการติดต่อต่าง ๆ อยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูล
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ การใช้
Internet ในชีวิตประจำวันส่งผลในด้านการศกึ ษา เราต่อเข้ากับอินเตอรเ์ นต็ เพื่อค้นคว้าหาขอ้ มูลได้ ไม่ว่าจะ
เป็น ข้อมูลทางวิชาการจากที่ต่าง ๆ ซึ่งในกรณีนี้ อินเตอร์เน็ต จะทำหน้าที่เหมือนห้องสมุด ขนาดยักษ์ ส่ง
ข้อมูลที่เราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทำงานของเรา ไม่กี่วินาทีจากแหล่งข้อมูลทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความบันเทิง และการ
48
พักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่เรียกว่า magazine แบบ
online รวมถงึ หนังสอื พมิ พ์ และข่าวสารอน่ื ๆ โดยมภี าพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับหนงั สอื
การใช้อนิ เตอร์เน็ตเพอื่ การค้นหาข้อมูลในการเรียนรูด้ ้วยตนเอง
เนื่องจากข้อมูลที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันมีมากมายและกระจัดกระจายอยู่ตามที่
ต่างๆ ดังนั้นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้บริการอินเตอร์เน็ตและเลือกใช้ให้เหมาะสม เพื่อ
การค้นหาข้อมูลในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้อินเตอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูล
ศกึ ษา คน้ ควา้ และวจิ ัยไดห้ ลายวิธีดว้ ยกัน วิธีทเี่ ปน็ ทนี่ ิยมมากทสี่ ดุ ในปจั จบุ นั คอื
การสืบค้นทางเวิลด์ไวด์เว็บ เนื่องจากสามารถรองรับข้อมูลได้หลายๆ รูปแบบ และเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยว
เนื่องกันให้เราได้ศึกษาอย่างสะดวกสบาย และมีซอฟต์แวร์ สำหรับอ่านข้อมูลในเว็บที่สมบูรณ์แบบมากการ
ค้นหาข้อมูล ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยค้น (Search engine)
ซง่ึ ซอฟตแ์ วร์สำหรับอ่านข้อมูลในเว็บ (Web Browser) สว่ นใหญ่บรกิ ารเชื่อมต่อกับเคร่ืองมือเหล่าน้ีไว้ให้แล้ว
ผู้ใช้เพียงแต่กดปุ่มสำหรับเรียกเครื่องมือนี้ขึ้นมา พิมพ์คำ หรือข้อความที่ต้องการสืบค้นลงไป เครื่องก็จะ
แสดงผลการค้น โดยการแสดงชื่อของข้อมูลที่เราต้องการศึกษา (Web Page) ซึ่งถ้าต้องการเข้าไปอ่าน ก็
สามารถกดลงไปบนชื่อนั้นได้เลย ข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์
เคร่อื งใดในโลกกต็ าม
นอกจากนี้การเข้าใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ที่ต่ออยู่กับเครือข่าย และมีการอนุญาตให้เข้าไปใช้ได้ เช่น การ
ติดต่อเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ของห้องสมุดเพื่อค้นหา ยืม ต่อเวลาการยืม หรือการจองหนังสือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ
ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปัจจุบันมีห้องสมุดหลายแห่งเปิดให้บริการบริการนี้สามารถเข้าใช้ได้โดยการ ใช้คำส่ัง
Telnet และตามด้วยชื่อเครื่อง หรือหมายเลขของเครื่องแล้วพิมพ์ชื่อในการขอเข้าใช้ (Login) บางเครื่องอาจ
ต้องใช้รหัสลับ (Password) ด้วย หลังจากนั้นต้องทำตามคำสั่งที่ปรากฏบนจอ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละ
ระบบของเครื่อง นอกจากห้องสมุดแล้ว เราอาจจะใช้คอมพิวเตอร์ที่เป็นฐานข้อมูลต่าง ๆ ได้ด้วย โดยในบาง
ฐานข้อมูล นอกจากผู้ใช้จะเข้าไปค้นหาบทความทีเ่ คยตีพิมพ์ในวารสารตา่ ง ๆ แล้วยังสามารถใช้บริการพิเศษ
อื่น ๆ เช่น บริการส่งอีเมล์แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับบทความใหม่ ๆ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาที่สนใจเล่ม
ลา่ สุด โดยตอ้ งมีการกำหนดช่ือของวารสารท่ีสนใจไว้ล่วงหนา้ หรอื มบี ริการส่งแฟกซ์ บทความน้ันให้แก่ผู้ใช้ท่ี
สนใจ
อินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีบทบาทในยุคนี้ โดยการนำความรู้ การเชื่อมโยงแหล่งความรู้มา
ประกอบกันเพื่อให้ผู้เรียน ที่ต้องการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้จึงนับว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาในการใช้สืบคน้
49
ข้อมูลต่างๆจากความจำเปน็ และความสำคัญของอนิ เทอร์เนต็ ดงั กล่าว ผู้วิจยั จึงสนใจทีจ่ ะศึกษาพฤติกรรมการ
ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ผลการวิจัยครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อสถาบันเพื่อใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการและการลงทุนด้าน
เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารเพอ่ื เป็นประโยชน์สำหรับตัวเราเอง
การใชอ้ ินเทอรเ์ นต็ เพ่อื การศกึ ษา
ยุคแหง่ สังคมความรู้เป็นยุคที่นักการศึกษามีบทบาทต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยิง่ อินเทอร์เน็ตเป็น
ช่องทางของการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลก เราต่างก้าวหน้าผ่านยุคแห่งสังคมข่าวสาร
มาแล้วซึ่งทำให้ประจักษ์ได้ว่าข่าวสารต่าง ๆ นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ
สังคมการศึกษา และอื่น ๆ ได้นั้น ต้องอาศัยความรู้ในการจัดการ การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษามี
ความหมายครอบคลุมกิจกรรมด้านการศึกษาที่ถูกวางรูปแบบโดยครูผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ผ่านทาง
อินเทอร์เน็ต เนื่องจากรูปแบบการสื่อสารและการควบคุมนักเรียนทางไกลแบบOnline มีลักษณะพิเศษที่
แตกต่างจากการเรียนการสอนในห้องเรียนซึ่งทำกันเป็นปกติ ดังนั้นเป้าหมายของการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต
จึงประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่การสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านเครือข่าย
อินเทอรเ์ นต็ ใหเ้ หมาะสมกับระดับผเู้ รยี น
50
การเสริมทักษะและความรู้เพื่อให้ครูสามารถดำเนินการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้
อย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดเป้าหมายการศึกษาเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน การสร้างกิจกรรมการ
เรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กิจกรรมการศึกษาในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถแสดง
ความสัมพันธ์ของกิจกรรมต่าง ๆ เพราะจำนวนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษามี
ความสัมพันธ์กันในอัตราส่วนที่ลดลงโดยพบว่าขั้นพื้นฐานจะมีจำนวนประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตมาก จำนวน
ของผู้ใช้ที่มีทักษะ หรือความสามารถในการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตกลับมจี ำนวนที่ลดลงจากข้อเท็จจรงิ
ดังกล่าวทำให้วิธีการที่จะสร้างให้มีกิจกรรมเพื่อการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างได้ผล จึงจำเป็นอย่างยิ่งท่ี
จะต้องดำเนินการวางแผนเครือข่ายคอมพิวเตอรใ์ ห้เป็นบริการสาธารณูปโภคของประเทศทีม่ ีประสิทธิภาพให้
ครอบคลมุ ทุกพ้ืนท่ใี นเวลาอันรวดเรว็ ท่สี ุดเท่าทจ่ี ะทำได้ซึ่งปัจจุบันมหาวทิ ยาลัยต่าง ๆ ได้รับการสนับสนุนจาก
ทบวงหาวทิ ยาลัย (Uninet) สว่ นโรงเรยี นระดบั มัธยมศกึ ษาก็ได้รับการสนบั สนุนจาก School net Thailand
เช่นกัน การบรกิ ารอนิ เทอรเ์ นต็ ระดับพ้ืนฐาน แตล่ ะขน้ั จะมีรูปแบบของกจิ กรรมการศึกษาท่แี ตกตา่ งกนั
การใช้ระบบเครอื ข่ายระดบั พ้นื ฐานคือการใช้อินเทอรเ์ นต็ ตามโครงสร้างของสาธารณปู โภคท่ีมีใช้กันอยู่ใน
ทุกแห่งสาเหตุที่จะทำให้ กลุ่มผู้ใช้ที่ยังไม่รู้จักเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนเจตคติมายอมรับเพื่อเข้าร่วมในการใช้
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน่าจะเป็นเพราะความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคคล และความสามารถของ
อินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงข้อมูลที่มีอยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ทั่วโลกด้วยเวลาอันรวดเร็วด้วยเหตุน้ีจึงสามารถ
แบ่งบริการที่มีอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ว่า เป็นบริการด้านการสื่อสารระหว่างบุคคลต่อบุคคล และบุคคลต่อ
กลุ่มบุคคล เป็นบริการเพื่อการเข้าถึงแหล่งข้อมูล การใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่สามารถนำมาเป็นตวั อยา่ งได้แก่
การใช้ e-mail ในการสื่อสารระหว่างบุคคล การใช้ WWW เพื่อสืบหาและเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆการเข้าถึง
แหล่งขอ้ มูลและความรู้ ในปจั จบุ นั อินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้เพอื่ การสืบค้น ขอ้ มลู มากทสี่ ุด ซึง่ ผู้ใช้ท่ีมีอาชีพแตกต่าง
กันย่อมใช้บริการที่มีอยู่ในปริมาณต่างกัน บ้างเป็นการสืบค้นข้อมูลที่เป็นตัวอักษร บ้างก็เป็นข้อมูลที่นำเสนอใน
รูปแบบของมลั ติมีเดยี ท่ลี ว้ นแต่แปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลแลว้ ท้งั สิน้ ทางดา้ นการศึกษา อาจจะคล้ายคลงึ กับการไป
ห้องสมุดที่หาตำรา วารสาร โดยที่มีบรรณารักษ์คอยให้คำปรึกษา เพื่อจะได้ข้อมูลและความรู้ที่ต้องการ การใช้
ข้อมูลต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียว เพราะผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีอยู่ทันที สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทาง
อินเทอรเ์ น็ตได้แม้จะอยตู่ ่างสถานที่ก็ตาม เว้นเสยี แต่ว่าในการศึกษาครัง้ น้นั มีจุดประสงค์แตกต่างกันการร่วมกันใช้
ข้อมูล แหล่งความรู้ การร่วมใช้ข้อมูลและแหล่งความรูเ้ ป็นเรื่องปกติของกลุ่มผู้ใช้ที่ตอ้ งการจะมีประสบการณ์ดา้ น
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ต โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้จะไม่เพียงแต่มีปฏิสัมพันธ์กับ
ข้อมูลหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงลำพังเท่านั้น แต่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ต เช่น การแสดงความคิดเห็น การ
สนทนา ผ่านเครือข่ายกบผู้ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน การสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์กรต่าง ๆ เพื่อร่วมกันใช้
51
ข้อมูลหรือร่วมแสดงความคดิ เห็นการร่วมมือ รว่ มตดั สินใจ และรว่ มกนั บรหิ าร ปจั จบุ นั มรี ูปแบบของการร่วมกันใน
เครือข่ายอยู่ 3 รูปแบบได้แก่ การร่วมมือ ร่วมตัดสินใจ และร่วมกันบรหิ าร ซึ่งเป็นการท างานระหว่างบุคคล ที่ยัง
บกพร่องในรูปแบบที่เหมาะสมแมจ้ ะมีจุดหมายเพ่ือการใช้ข้อมูลร่วมกันก็ตาม ย้อนกลับไปยังประเด็นการศึกษาซ่งึ
เป็นการรวมกันระหว่างการเรียนในโรงเรียนหรือการเรียนทางไกลสำหรับผู้ใหญ่ที่จำเป็นจะต้องมีการสื่อสารกัน
ตลอดเวลาครูผู้สอนต้องจัดโปรแกรม กิจกรรมการเรียนการสอน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้กระบวนการ
เรียนรู้ สำหรับการเรียนของนักเรียนก็เช่นกันที่ต้องจัดให้มีกิจกรรมที่จะร่วมกันทำงานกับผู้อื่น เพื่อให้เกิด
บคุ ลกิ ภาพของการร่วมกันทำงาน หรอื ต้องการให้สรา้ งสงั คมของการเรียนรูแ้ บบรว่ มมือนน้ั เอง
2. เทคโนโลยแี ละสารสนเทศเพอ่ื การเรยี นรู้
ความรู้เบอื้ งต้นเก่ยี วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ
สังคมของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ไปอย่างรวดเร็ว กล่าวกันว่าได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่
เรียกว่า การปฏิวัติ มาแล้วสองครั้งครั้งแรกเกิดจากการที่มนุษย์รู้จักใชร้ ะบบชลประทานเพื่อการเพาะปลูก สังคม
ของมนุษย์จึงเปลี่ยนจากการเรร่ ่อนมาเป็นการตั้งหลักแหล่งเพื่อทำการเกษตร ต่อมาเมื่อประมาณร้อยกว่าปีท่แี ลว้
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากที่ เจมส์ วัตต์ ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ มนุษย์นำเอาเครื่องจักรมาช่วยใน
อุตสาหกรรมการผลิตและการสร้างยานพาหนะเพื่อการคมนาคมขนส่ง ผลที่ตามมาทำให้เกิดการปฏิวัติทาง
52
อุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เทคโนโลยีได้เขา้ มาเสริมปัจจยั พื้นฐานการ
ดำรงชวี ิตได้เปน็ อย่างดี
เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพ ผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของ
มนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ
เทคโนโลยที ำให้มีการติดต่อสอื่ สารกันไดส้ ะดวก การเดินทางเช่ือมถงึ กันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสาร
กันไดต้ ลอดเวลาการสรา้ งเทคโนโลยีสารสนเทศมกั จะสร้างโดยใช้ระบบคอมพวิ เตอร์เป็นหลกั เนื่องจากคอมพิวเตอร์
มีความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดการเก็บข้อมูลมากกว่าอุปกรณ์อย่างอื่น รวมทั้งยังสามารถคำนวณ
ประมวลผลข้อมูลไดอ้ ย่างรวดเรว็ ถูกต้องแม่นยำแต่ไม่จำเป็นต้องสรา้ งมาจากระบบคอมพวิ เตอร์เพียงอย่างเดียวเรา
สามารถใช้อุปกรณ์ชนิดอ่ืนสร้างระบบสารสนเทศได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถทำงานและจัดการข้อมูลได้
ดีกว่าอุปกรณ์ชนิดอื่น จึงทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในการสร้างระบบสารสนเทศเทคโนโลยี
สารสนเทศมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีความเป็นอยู่ ของสังคม
สมัยใหม่อยู่มาก เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างทั้งทางการดำเนินชีวิต เศรษฐกิจ สังคม
การเมือง การศึกษาและอื่นๆ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี
สื่อสารในรูปแบบต่าง ๆเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ลักษณะเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศคือ ช่วยเพ่ิม
ผลผลติ ลดต้นทนุ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ความหมายและความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ สารสนเทศ หมายถึง ขอ้ มลู ข่าวสาร ความรู้ตา่ งๆ ที่ไดร้ บั การสรุป คำนวณ
จดั เรยี ง หรอื ประมวลแล้วจากขอ้ มลู ต่างๆ ทีเ่ กย่ี วข้องอย่างเป็นระบบตามหลกั วิชาการ จนไดเ้ ป็นข้อความรู้ เพอื่
นำมาเผยแพร่และใชป้ ระโยชน์ในงานด้านต่าง ๆเทคโนโลยี หมายถงึ การประยกุ ต์เอาความรทู้ างด้านวทิ ยาศาสตร์
มาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ การศกึ ษาพฒั นาองค์ความรู้ต่างๆ ก็เพ่อื ใหเ้ ข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑข์ องส่งิ ต่างๆ และ
หาทางนำมาประยกุ ต์ใหเ้ กดิ ประโยชน์ เทคโนโลยีจงึ เปน็ ค้าท่ีมคี วามหมายกว้างไกล เป็นคำทเี่ ราได้พบเหน็ และได้
ยินอยตู่ ลอดมาเม่ือรวมคำวา่ เทคโนโลยีกับสารสนเทศเขา้ ด้วยกนั จึงหมายถงึ เทคโนโลยที ี่ใช้จดั การสารสนเทศ เป็น
เทคโนโลยที ่ีเกี่ยวข้องตง้ั แต่การรวบรวมการจัดเกบ็ ข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสรา้ งรายงาน การสอื่ สาร
ขอ้ มูล ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดระบบการใหบ้ รกิ าร การใช้ และการดูแลข้อมูล
53
ความสำคญั ของสารสนเทศ
สารสนเทศแทจ้ ริงแลว้ ย่อมมีความสำคญั ต่อทุกสงิ่ ท่ีเก่ยี วข้อง เช่น ดา้ นการเมือง การปกครอง ดา้ นการศึกษา ด้าน
เศรษฐกจิ ดา้ นสังคม ฯลฯ ในลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี
1. ทำใหผ้ ้บู รโิ ภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเข้าใจ (Understanding) ในเรื่องดงั กลา่ วข้างต้น
2. เมอ่ื เรารแู้ ละเขา้ ใจในเรือ่ งท่ีเก่ยี วข้องแลว้ สารสนเทศจะชว่ ยใหเ้ ราสามารถตัดสินใจ (Decision Making) ใน
เรอ่ื งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
3. นอกจากน้ันสารสนเทศ ยังสามารถทำให้เราสามารถแก้ไขปญั หา (Solving Problem) ทเี่ กดิ ขึน้ ไดอ้ ย่างถูกต้อง
แม่นยา และรวดเร็ว ทนั เวลากบั สถานการณต์ ่าง ๆ ท่ีเกดิ ข้ึน
ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร มี 6 ประการ Souter (1999) ไดแ้ ก่ประการแรก การ
ส่อื สารถอื เป็นส่ิงจำเป็นในการดำเนนิ กิจกรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์ สง่ิ สำคัญที่มีส่วนในการพฒั นากิจกรรมต่างๆ ของ
มนษุ ย์ประกอบด้วย Communications media, การส่อื สารโทรคมนาคม (Telecoms) และเทคโนโลยี
สารสนเทศ (IT)ประการทส่ี อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักทีม่ ากไปกว่า
โทรศัพท์ และคอมพวิ เตอร์ เช่น แฟกซ์ อินเทอรเ์ น็ต อเี มล์ ทำใหส้ ารสนเทศเผยแพร่หรอื กระจายออกไปในที่ต่างๆ
ได้สะดวกประการท่สี าม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมผี ลใหง้ านด้านต่าง ๆ มีราคาถูกลงประการทีส่ ี่
เครอื ข่ายส่ือสาร (Communication networks) ได้รับประโยชน์จากเครอื ข่ายภายนอก เนอ่ื งจากจานวนการใช้
เครอื ข่าย จำนวนผ้เู ช่ือมตอ่ และจำนวนผู้ทมี่ ศี ักยภาพในการเขา้ เช่ือมต่อกบั เครือขา่ ยนับวันจะเพม่ิ สูงข้นึ ประการท่ี
ห้า เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารทาใหฮ้ ารด์ แวรค์ อมพวิ เตอร์ และต้นทนุ การใช้ ICT มรี าคาถกู ลงมาก
54
ประการท่ีหก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขึ้น อีกทัง้ ยงั ทำให้วิถีการ
ตดั สินใจ หรอื เลอื กทางเลือกได้ละเอยี ดข้นึ จะเห็นไดว้ า่ เทคโนโลยสี ารสนเทศมบี ทบาทท่ีสำคญั ในทุกวงการ มผี ล
ต่อการเปลยี่ นแปลงโลกดา้ นความเป็นอยู่ สงั คม เศรษฐกจิ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม
การเมือง ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนาตา่ งๆ
การส่ือสารดว้ ยเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology) มีการพัฒนารูปแบบให้สามารถติดต่อสื่อสาร ถึงกันได้
ง่าย มีหลายรูปแบบ อุปกรณ์ต่างๆ ได้เพิ่มคุณสมบัติให้สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้การเพิ่มคุณค่าของระบบ
คอมพิวเตอร์มีมากขึ้นเมื่อมีการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาประยุกต์เข้าด้วยระบบกันที่เรียกว่า “เครือข่าย
คอมพิวเตอร์”อินเตอร์เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก โดยมี มาตรฐาน
การรบั ส่งข้อมูลระหวา่ งกันเปน็ หนง่ึ เดยี ว ซ่ึงคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถรับส่งขอ้ มลู ในรปู แบบต่างๆ ได้หลาย
รปู แบบ เช่น ตวั อกั ษร ภาพกราฟกิ และ เสยี งได้ รวมทงั้ สามารถคน้ หาข้อมลู จากท่ตี า่ งๆ ไดอ้ ย่างรวดเร็วทำให้การ
ติดตอ่ สื่อสารนั้นเป็นไปอย่างรวดเรว็ และมปี ระสิทธภิ าพ คา่ ใช้จ่ายถกู กว่าหลายเทา่ นเี่ ป็นเหตผุ ลหลกั ท่ีว่าทำไมเรา
ต้องใช้อินเตอรเ์ นต็ ซง่ึ นบั เปน็ การปฏิวตั ิ สังคมขา่ วสารครัง้ ใหญ่ทส่ี ดุ ในยคุ ของเรา
ประโยชนข์ องอินเตอรเ์ นต็ มีดงั น้ี
ด้านการศึกษาเราสามารถต่อเขา้ กบั อนิ เตอร์เน็ตเพื่อคน้ คว้าหาขอ้ มลู ได้ เหมือนห้องสมุดขนาดยักษส์ ่งขอ้ มลู ท่ีเรา
ตอ้ งการมาในเวลาไมก่ ่วี นิ าทจี ากแหลง่ ข้อมูลท่วั โลกไม่วา่ จะเปน็ ขอ้ มูลด้านวทิ ยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม
สงั คมศาสตร์ กฎหมายและอ่ืนๆ ผู้ใชท้ ตี่ ่อเขา้ อินเตอร์เนต็ สามารถรับส่งข้อมลู จดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-mail) กับ
ผู้ ใช้คนอื่นๆ ทว่ั โลกในเวลาอันรวดเร็วดา้ นธุรกจิ และการค้าอินเตอรเ์ นต็ มบี ริการซ้อื ขายสินค้าผา่ นคอมพิวเตอร์เรา
สามารถเลือกดูสินคา้ คณุ สมบัติตา่ งๆ ผ่านจอคอมพวิ เตอร์ ส่ังซื้อและจ่ายเงนิ ดว้ ยบัตรเครดิตไดท้ ันทีซึ่งนบั วา่
สะดวกและรวดเรว็ มากเราสามารถสรุปได้วา่ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร เปน็ เทคโนโลยที ุกรปู แบบท่ี
นำมาประยุกต์ในการประมวลผล การจัดเกบ็ การสอ่ื สาร และการส่งผ่านสารสนเทศด้วยระบบอเิ ล็กทรอนิกส์ โดย
ทีร่ ะบบทางกายภาพประกอบด้วยคอมพวิ เตอร์ อุปกรณ์ตดิ ตอ่ ส่ือสาร และระบบเครอื ขา่ ย ขณะทีร่ ะบบนามธรรม
เกยี่ วขอ้ งกับการจดั รปู แบบของการมีปฏสิ ัมพนั ธด์ ้านสารสนเทศทง้ั ภายในและภายนอกระบบให้สามารถดำเนนิ การ
ร่วมกนั ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
55
ความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารกบั การเรยี นรู้
จากความเปลี่ยนแปลงนิยามของการเรียนรู้ ที่หมายถึงการที่บุคคลมีความเข้าใจ รับรู้ปัญหาหรือเรื่องราวที่ได้
ประสบมา ที่มคี วามเก่ียวขอ้ งกบั การการเพม่ิ พนู ทักษะ ความรู้ ความเขา้ ใจ และพฒั นาบุคคลน้ัน ๆ เช่น การเรียนรู้
ด้วยตนเอง การเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงาน การเรยี นรยู้ คุ ใหม่ต้องมีประสทิ ธภิ าพและมีความเหมาะสมกับ
สภาพสังคม ในปัจจุบันการเรียนรู้มุ่งหวังที่จะให้เกิดองค์ความรู้แก่ตัวผู้เรียน โดยมุ่งจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางการเรียนรูไ้ ม่ใช่แค่การตีกรอบให้ผู้เรียนอยู่เฉพาะแต่ในส่วนที่เป็นความต้องการของครูผู้สอนเพียงอย่าง
เดียว แต่ต้องให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้นด้วยเป้าหมายทางการศึกษาของประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ท่ี
การใหก้ ารศึกษาแกป่ ระชาชนเขา้ ส่โู ลกแห่งเทคโนโลยี โดยเนน้ ทค่ี วามรอบรู้ของคนในชาติ การเรียนรู้กับการสร้าง
สังคมเป็นสิ่งที่ต้องให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ การเรียนรู้ต้องรวดเร็ว ใช้เวลาน้อย ต้นทุนต่ำ และที่สำคัญ ความรู้จะมี
บทบาทที่สำคญั มากขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้การปฏิรูปการศกึ ษา มุ่งเน้นให้ผูเ้ รียนเปน็
ศูนย์กลางการเรียน คือการสร้างโอกาสให้แก่ผู้เรียนเข้าถึงแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ได้มากและสะดวกขึ้น ดังนั้น
การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการจัดการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศทำให้เกดิ ระบบการเรียนการสอนทางไกล ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนสามารถตอบโต้กันได้แม้ว่าจะอยูห่ า่ งกัน
ผ้เู รียนสามารถสง่ การบ้านทางอนิ เทอร์เนต็ ได้ ครูสามารถตรวจงานให้คะแนนได้ แมก้ ระทั่งการช้ีแนะด้วยไปรษณีย์
อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) หรือใช้ระบบกระดานข่าว (Bulletin Board System)เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และ
เครือข่ายมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ ให้
ความสำคัญอย่างยิ่งกับการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถใช้ใน
ดา้ นการศกึ ษา
56
จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้และอำนวยความสะดวกในด้านการสอนและแหล่งการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่มีข้อจำกัด
ในดา้ นสถานท่ี การสอนโดยใช้ระบบสารสนเทศจะจดั การเรียนรไู้ ด้ตามความแตกต่างของผู้เรยี น ระบบการเรียนรู้ที่
ใช้ในด้านการศึกษามีหลายระบบ เช่น E-learning, e – Book, e – Library และ e – Classroomการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศในการเรียนรู้เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาที่ทำให้คุณเรียนรู้โดยไม่มี
ขอ้ จำกดั ในประเด็นตา่ ง ๆ เพียงแต่ผู้เรยี นรู้ต้องศกึ ษาวธิ กี ารเพื่อเขา้ สู่ระบบท่ตี ้องการให้ถูกต้อง
การบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจดั การเรยี นรู้
ในโลกปจั จุบนั พบว่าความตอ้ งการเกี่ยวกับตัวผเู้ รียนเพิ่มมากขึน้ เพราะวา่ ทผ่ี ่านมาอาจจะมีการตอบสนองต่อการ
เรียนแบบท่องจำมามากแล้วการบูรณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการเรียนการสอน ผ้สู อนควรจะศึกษาเทคนิค
วิธีการ เทคโนโลยีต่างๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ใหม่ ซึ่งแต่เดิมมักเป็นการสอนให้ผู้เรียนเรียน
โดยเน้นการท่องจำ และปรับเปลี่ยนมาสู่การใช้เทคนิควิธีการที่จะช่วยผู้เรียนได้รับข้อเท็จจริงได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ ไดแ้ ก่ การใช้เทคนคิ ช่วยการจำ เช่น Mnemonics เปน็ ต้น ความต้องการของการศึกษาในขณะนี้คือ
การสอนที่ผู้เรียนควรได้รับคือ ทักษะการคิดในระดับสูง (Higher-order thinking skills) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์
สังเคราะห์ ตลอดจนการแก้ปัญหา และการถ่ายโยง (Transfer) โดยเน้นการใช้วิธีการต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์จา
ลอง การค้นพบ การแก้ปัญหา และการเรียนแบบร่วมมือ สาหรับผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์การแก้ปัญหาที่
สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงสำหรับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบูรณาการในการจัดการเรียนรู้ ผู้เขียนจะขอ
นำเสนอใน รูปแบบตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปน้ีคือ
1. สงิ่ แวดล้อมทางการเรยี นรู้ (Learning environment)
เป็นการบรู ณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในการจดั การเรยี นร้ทู นี่ ำทฤษฎกี ารเรยี นรู้มาเปน็ พนื้ ฐานการออกแบบ
รว่ มกับส่ือหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ซ่งึ หลอมรวมทัง้ สองส่งิ เข้าไว้ดว้ ยกัน ที่ประกอบด้วยสถานการณป์ ัญหาท่ี
กระตุน้ ให้ผู้เรียนเรียนรู้ แหลง่ การเรียนรู้ชนิดตา่ งๆ ทจี่ ัดเตรียมไวส้ ำหรับใหผ้ ู้เรยี นคน้ หาคำตอบ มีฐานการ
ชว่ ยเหลอื ไวค้ อยสนบั สนุนผเู้ รียนในกรณีที่ไมส่ ามารถแก้ปญั หาได้ ตลอดจนการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือกนั แกป้ ัญหาท่ี
สนบั สนุนให้ผู้เรียนขยายมมุ มองแนวคิดต่างๆส่ิงแวดลอ้ มทางการเรียนรูใ้ นปจั จุบนั สามารถแยกตามคุณลักษณะของ
สอ่ื ได้ 3 รูปแบบ คือ
(1) สงิ่ แวดลอ้ มทางการเรยี นรู้บนเครือข่าย
(2) มัลตมิ ีเดียท่ีพัฒนาตามแนวคอนสตรัคตวิ ิสต์
(3) ชุดการสรา้ งความรูต้ ามแนวคอนสตรัคติวสิ ต์
57
2. การเรยี นร้แู บบออนไลน์ (E-learning)
การเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ E-learning การเรียนร้แู บบออนไลน์เปน็ การศึกษา เรียนรู้ผ่านเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์
อินเทอร์เนต็ (Internet) หรืออินทราเน็ต (Intranet) เปน็ การเรียนรดู้ ว้ ยตวั เอง ตามความสามารถและความสนใจ
ของตน โดยผเู้ รียน ผสู้ อน และเพ่ือนร่วมช้นั เรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ ระหวา่ ง
กันไดเ้ ชน่ เดยี วกับการเรียนในชนั้ เรียนปกติ ซงึ่ การให้บริการการเรยี นแบบออนไลน์ มอี งคป์ ระกอบทส่ี ำคญั 4 สว่ น
โดยแต่ละส่วนจะต้องไดร้ ับการออกแบบเป็นอยา่ งดี เพราะเมอ่ื นามาประกอบเข้าดว้ ยกันแลว้ ระบบทัง้ หมดจะต้อง
ทางานประสานกันได้อยา่ งลงตวั ดังนี้
1) เน้ือหาของบทเรยี น
2) ระบบบริหารการเรยี น ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ ศูนย์กลาง กำหนดลำดบั ของเน้ือหาในบทเรยี น เราเรียกระบบน้วี ่าระบบ
บริหารการเรียน (E-Learning Management System: LMS) ดังนน้ั ระบบบริหารการเรียนจึงเปน็ ส่วนท่ี
เออ้ื อำนวยใหผ้ ูเ้ รยี นได้ศึกษาเรียนรไู้ ด้ดว้ ยตนเองจนจบหลักสูตร
3) การติดต่อส่อื สาร การเรียนแบบ E-learning นำรปู แบบการตดิ ต่อสอ่ื สารแบบ 2 ทาง มาใช้ประกอบในการ
เรยี น โดยเครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการตดิ ตอ่ สอื่ สารอาจแบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภทคือ ประเภทReal-time ไดแ้ ก่ Chat
(message, voice), White board/Text slide, Real-time Annotations, Interactive poll, Conferencing
และอ่นื ๆ ส่วนอีกแบบคอื ประเภท Non real-time ไดแ้ ก่ Web-board, E-mail
58
3. หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-books)
เปน็ หนังสือถูกนำมาจัดพมิ พใ์ นรปู แบบดิจิตอล ไม่บังคับการพมิ พ์ และการเขา้ เลม่ แผน่ ซีดีรอมสามารถจดั เกบ็
ขอ้ มูลไดจ้ ำนวนมากในรูปแบบของตวั อกั ษร ท้งั ลักษณะภาพ ดิจิตอล ภาพอนเิ มชนั่ วิดโี อ ภาพเคลื่อนไหวต่อเนอื่ ง
คำพดู เสยี งดนตรี และเสยี งอ่ืนๆ ทปี่ ระกอบตัว อักษรเหลา่ นน้ั
4. ห้องสมดุ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-library)
เปน็ แหล่งความรทู้ ีบ่ นั ทกึ ข้อมูลไวใ้ นเคร่อื งคอมพวิ เตอร์แม่ข่ายและใหบ้ ริการสารสนเทศทางอิเลก็ ทรอนิกส์หรือ
ผ่านเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต
1. การจดั การเอกสารอิเลก็ ทรอนิกส์ เพ่ือประโยชนใ์ นการรวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศ และสะดวกในการบรกิ าร
ส่งสารสนเทศแกผ่ ใู้ ช้ เปน็ การเปลี่ยนรปู แบบสง่ิ พิมพแ์ บบเดิมใหอ้ ยใู่ นรูปของอิเล็กทรอนิกสท์ เี่ ครือ่ งคอมพวิ เตอร์
สามารถอ่านได้ ทำไดโ้ ดยการจัดเก็บในรปู ดจิ ติ ลั ได้แก่ ซดี รี อม หรอื จดั เกบ็ ในฮาร์ดดิสต์
2. ระบบเครอื ข่าย เพ่ือเช่ือมโยงเครือข่ายของห้องสมดุ กับผ้ใู ชแ้ ละแหล่งสารสนเทศอื่น ๆ ทำใหผ้ ใู้ ช้สามารถตดิ ต่อ
กับห้องสมุดและแหล่งสารสนเทศ อน่ื ๆได้ทวั่ โลก
3. การสง่ เอกสารสารสนเทศแกผ่ ูใ้ ช้ เพอ่ื ให้ผู้ใชไ้ ด้รบั สารสนเทศทต่ี ้องการโดยไม่ต้องมายังหอ้ งสมดุ คือ ทาง
ไปรษณีย์ โทรสาร และทางอินเตอรเ์ น็ต
5. แผนการจัดการเรยี นรู้
เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในขน้ั ตอนต่างๆ ของแผนการจัดการเรียนรู้ ทย่ี ึดหลกั การบรู ณาการทเี่ นน้
ผูเ้ รียนเปน็ สำคญั โดยใชเ้ ทคโนโลยีเข้ามาส่งเสริม สนับสนนุ และพฒั นาศักยภาพการเรียนรู้ของผูเ้ รียน ซงึ่ สงั เคราะห์
จากทฤษฎกี ารเรยี นรู้คอนสตรัคตวิ ิสต์ ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม และคุณลักษณะของโปรแกรมทางดา้ น ICT ดงั
กรอบแนวคิดในการจดั การเรียนร้ดู งั น้ี กรอบแนวคดิ ในการจดั กระบวนการเรยี นรู้ท่ีบูรณาการ ICT ทีส่ งั เคราะห์
จากทฤษฎีการเรียนรคู้ อนสตรัคตวิ ิสต์ ทฤษฎพี ุทธิปญั ญานิยม และคุณลกั ษณะของโปรแกรมทางดา้ น ICTจาก
กรอบแนวคิดในการบูรณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจดั การเรียนรู้ แสดงให้เห็นถึงความสมั พันธร์ ะหว่าง
วธิ กี ารจัดการเรียนรู้ (Method) ร่วมกับส่ือ(Media) ซงึ่ ในที่นกี้ ค็ ือเทคโนโลยสี ารสนเทศ เชน่ คอมพวิ เตอร์
อินเทอร์เนต็ วีดิทัศน์ ฯลฯ การการเลอื กวธิ ีการจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้ทเ่ี นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคญั และ
เลอื กใชส้ ่อื ให้สนองต่อการรบั รู้ของผเู้ รยี น ดงั กรอบแนวคิดข้างต้น ในข้นั แรกท่เี ปน็ การเช่ือมโยงความรู้เดิมกับ
ความรูใ้ หม่ผู้สอนอาจกระตุ้นใหผ้ ูเ้ รียนใสใ่ จหรอื กระตนุ้ ประสบการณ์เดิมโดยใชส้ อ่ื พวกวดี ิทัศน์ และต้ังคำถามท่ีให้
59
ผูเ้ รียนสามารถเรียกกลับประสบการณ์เดิมเหล่านนั้ มาใช้ในการเรียนรสู้ ิ่งใหม่ ขน้ั จดั ประสบการณ์เรยี นรตู้ ง้ั แต่ขัน้
การกระตนุ้ ใหเ้ กิดปญั หาและการมอบหมายภารกจิ การเรยี นรู้ การส่งเสริมการสรา้ งและการแสวงหาความรูด้ ว้ ย
ตนเอง และการขยายแนวคิดทีห่ ลากหลายเทคโนโลยีสารสนเทศทสี่ ามารถสนับสนุนการแสวงหาและคน้ พบความรู้
เชน่ อินเทอร์เน็ต เป็นต้น ในการสร้างและนาเสนอผลงานผู้สอนอาจใหผ้ เู้ รยี นใช้โปรแกรมประยกุ ต์คอมพิวเตอร์
เชน่ MSWord, MSPower point เป็นตน้ และอาจใช้ Social media ในการแลกเปลีย่ นแนวคิด ตดิ ตอ่ สื่อสาร
ระหว่างผูเ้ รียนอนื่ ๆไดอ้ ีกดว้ ย
4 . การออกแบบ รายละเอียดนวัตกรรม
ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนร้ปู ระเภทส่ือการสอนผู้ออกแบบต้องคำนึงถงึ ดงั น้ีคอื
1.วัตถุประสงค์การเรยี นรู้
2.ลักษณะผู้เรียน ความเหมาะสมกบั วยั ความสนใจ ระดบั ชน้ั ความรู้ ทกั ษะ
3.พนื้ ฐาน และประสบการณ์ของผู้เรียน
4.รปู แบบการเรยี นการสอน และการเรยี นรู้
5.ธรรมชาตเิ น้ือหาสาระการเรียนรู้ และวธิ กี ารนำเสนอทีเ่ หมาะสม
6.สภาพการเรยี น
7.ทรัพยากรต่าง ๆ เชน่ วัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ งบประมาณ
8.ราคานวตั กรรมท่เี หมาะสม
60
โครงสร้างของการออกแบบนวตั กรรม ดังนี้คอื
1.ช่ือนวตั กรรม ผู้พัฒนาควรตั้งช่ือนวัตกรรมใหส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์ และเขา้ ใจงา่ ย
2.วัตถุประสงคข์ องนวตั กรรม การกำหนดวัตถปุ ระสงค์ของนวตั กรรมให้ชัดเจนสง่ ผลให้ การพฒั นานวัตกรรมนัน้
รวดเรว็ และมีประสิทธภิ าพมากยง่ิ ขน้ึ
3.ทฤษฎี หลกั การ ในการออกแบบนวัตกรรม ผ้พู ัฒนาต้องพจิ ารณาทฤษฎีการเรยี นรู้เพ่ือให้สอดคลอ้ งกับ
วัตถปุ ระสงค์ ซ่ึงทฤษฎกี ารเรียนรูถ้ อื เป็นสง่ิ สำคัญทีจ่ ะใช้ในการพฒั นานวัตกรรมทางการศกึ ษา
4.ส่วนประกอบของนวตั กรรม ในการออกแบบนวัตกรรมผู้พัฒนาต้องพจิ ารณาสว่ นประกอบของนวัตกรรม วา่ มี
อะไรบ้าง
5.การนำนวัตกรรมไปใช้และประเมนิ ผล เปน็ สว่ นทีแ่ สดงความสำเรจ็ ของนวัตกรรม ประกอบดว้ ย วิธีวดั ผล
เคร่ืองมอื ที่ใชว้ ดั ผล และวธิ ีการประเมินผลประเภทของนวตั กรรมการเรยี นการสอน เมื่อการเรยี นการสอนมี
ลกั ษณะเป็นระบบ ประกอบด้วยตวั ปอ้ น (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output) การนำ
นวัตกรรมมาใช้จัดการเรยี นการสอนจึงมจี ดุ หมายทจ่ี ะปรบั ปรุงหรอื เพิ่มประสิทธภิ าพให้กบั ระบบการเรยี นการสอน
หลกั การออกแบบสอ่ื เพ่ือการเรยี นรู้ ประกอบดว้ ย 9 ข้ันตอน ดงั น้ี
ขน้ั ตอนที่1 เรา้ ความสนใจ (Gain Attention)
ข้ันตอนท่ี2 บอกวตั ถปุ ระสงค์ (Specify Objectives)
ขั้นตอนท่ี 3 ทวนความรูเ้ ดิม (Activate Prior Knowledge)
ข้นั ตอนที่4 การเสนอเนอ้ื หา (Present New Information)
61
ขน้ั ตอนที่ 5 ชแี้ นวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
ข้ันตอนท่ี6 กระตุน้ การตอบสนอง (Elicit Responses)
ขน้ั ตอนท่ี 7 ให้ข้อมลู ยอ้ นกลับ (Provide Feedback)
ขนั้ ตอนที่8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
ขั้นตอนที่9 การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
ดังนน้ั ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรู้ผูอ้ อกแบบต้องคำนงึ ถึงหลักการข้างตน้ เพื่อให้นวัตกรรมน้ันสามารถ
นำมาใช้ได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์หลัก คือเพื่อช่วยแก้ไขปญั หาทีเ่ กิดขึน้ ในการเรียนการสอน และเพม่ิ ความสามารถ
ในการเรยี นรขู้ องผู้เรียน ใหม้ ีประสอทธภิ าพมากยิ่งข้นึ
กดิ านนั ท์ มลิทอง. (2540). เทคโนโลยีการศกึ ษาและนวตั กรรม. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
5. การออกแบบ เครือ่ งมือศึกษาคุณภาพ และประสทิ ธิภาพนวตั กรรม
ขน้ั ตอนในการจัดทำเคร่ืองมือประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของนวตั กรรมมีดงั นี้
1 ศกึ ษาวตั ถปุ ระสงค์ของนวัตกรรมการเรยี นการสอนที่สรา้ งข้นึ
2 กำหนดเครื่องมือท่ีต้องใช้ประกอบการประเมินคณุ ภาพและประสิทธภิ าพ
3 ศกึ ษาแนวทางการสรา้ งเคร่ืองมือ
4 ออกแบบและสรา้ งเคร่ืองมือ
5 ตรวจสอบและผ่านการกล่นั กรองของผเู้ ช่ียวชาญ
62
6 ศึกษาคุณภาพและประสทิ ธิภาพของเครื่องมือ
7 จดั ทำเปน็ เคร่ืองมือฉบับจริง
พชิ ติ ฤทธิ์จรญู . (2550). การวจิ ัยและพัฒนานวตั กรรม. กรุงเทพฯ. เอกสารอัดสำเนา.
6. การออกแบบ การศกึ ษาคณุ ภาพ และประสิทธภิ าพนวัตกรรม
ขน้ั การศึกษาคณุ ภาพของนวัตกรรมการเรยี นการสอนดำเนินการดังน้ี
1.กลั่นกรองเบื้องตน้ โดยใหผ้ ูเ้ รียนและครูผู้สอนกลมุ่ สาระนั้นอา่ นเพื่อตรวจสอบข้อบกพร่อง และปรบั ปรุงแก้ไขให้
เหมาะสม
2.นำนวตั กรรมการเรยี นการสอนทปี่ รับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วใหผ้ ู้เชย่ี วชาญ จำนวน 3-5 คน ประเมินเพือ่
ตรวจสอบคุณภาพ และใหข้ ้อเสนอแนะเพ่ือปรับปรุงนวตั กรรม
3.วิเคราะห์ผลการประเมนิ ของผเู้ ชี่ยวชาญเพื่อดวู า่ มคี ุณภาพอยูใ่ นระดบั ใด และปรับปรงุ ข้อบกพร่องตาม
ข้อเสนอแนะ
จดั ทำเปน็ นวตั กรรมการเรียนการสอนที่พรอ้ มสำหรับนำไปทดลองใช้
การศึกษาประสทิ ธภิ าพของนวัตกรรมการเรียนการสอนดำเนนิ การดังนี้
63
นำนวตั กรรมการเรยี นการสอนทผี่ า่ นการตรวจสอบและประเมินคุณภาพของผ้เู ช่ยี วชาญแล้ว ไปทดลองใช้กับ
ผเู้ รยี นทีม่ ีคุณสมบัติเช่นเดยี วกบั กลุ่มเปา้ หมายของการแก้ปญั หาหรือพฒั นา ตามรปู แบบและวิธีการทกี่ ำหนด
นำผลการทดลองมาคำนวณหาประสิทธภิ าพของนวัตกรรมการเรยี นการสอนโดยใช้สตู ร E1/E2
บรรณานกุ รม : พิชิต ฤทธ์ิจรูญ. (2550). การวิจัยและพฒั นานวตั กรรม. กรงุ เทพฯ. เอกสารอดั สำเนา.
7. การออกแบบ เคร่ืองมือการนำนวตั กรรมไปใช้
1) ใชค้ อมพวิ เตอรใ์ นการเรียนการสอนเพ่ือใหน้ ักเรียน เรยี นศลิ ปะโดยการหดั วาดรูป ใช้โปรแกรม
Microsoft Word โปรแกรม Microsoft Excel โปรแกรม Microsoft PowerPoint
2) ใช้คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน ( Computer Assisted Instruction ) หรอื ( CAI ) เปน็ กระบวนการเรียนการสอน
โดยใช้คอมพิวเตอรน์ ำเสนอเนื้อหาเร่ืองราวตา่ ง ๆ มลี ักษณะเป็นการเรยี นโดยตรง และเป็นการเรียนแบบมี
ปฏสิ มั พันธ์ (Interactive)
3) นกั เรียนสามารถใชค้ น้ หาขอ้ มูลจากอินเทอรเ์ น็ตศกึ ษาค้นควา้ ข้อมูลในแต่ละกลุ่มสาระขา่ วสารทางวชิ าการ
อื่น จากที่ต่าง ๆ
4) จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์ ( Electronic ) หรือ ( E-mail ) เพอ่ื ใชร้ ับส่งข่าวสาร ข้อมูล รูปภาพ และส่งงานให้ครู
ตรวจในแตล่ ะกลมุ่ สาระ
5) นำระบบ e-Learning มาใช้ในการเรยี นการสอนในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์
– การใช้คอมพิวเตอร์ในการตัดเกรด
บรรณานุกรม : พชิ ิต ฤทธิ์จรูญ. (2550). การวิจัยและพฒั นานวตั กรรม. กรุงเทพฯ. เอกสารอดั สำเนา.
8. การออกแบบ การนำนวัตกรรมไปใช้
1.เพ่อื นำนวัตกรรมมาใชแ้ กป้ ัญหาในเรอ่ื งการเรยี นการสอน เช่น
1.1 ปัญหาเรอ่ื งวธิ กี ารสอน ปัญหาทมี่ กั พบอยูเ่ สมอ คอื ผู้สอนสว่ นใหญ่ยังคงยึดรูปแบบการสอนแบบบรรยาย โดย
มคี รเู ปน็ ศูนย์กลางมากกว่าการสอนในรปู แบบอ่ืน การสอนดว้ ยวิธกี ารแบบน้เี ปน็ การสอนทข่ี าดประสทิ ธภิ าพและ
64
ประสทิ ธิผลในบ้ันปลาย เพราะนอกจากจะทำใหน้ ักเรียนเกิดความเบื่อหนา่ ยขาดความสนใจแล้ว ยังเป็นการปดิ กั้น
ความคดิ และสตปิ ญั ญาของผูเ้ รยี นใหอ้ ยใู่ นขอบเขตจำกัดอกี ด้วย
1.2 ปัญหาดา้ นเนือ้ หาวชิ าบางวิชาเนื้อหามากและบางวิชามีเน้อื หาเปน็ นามธรรมยากแก่การเข้าใจ จึงจำเป็น
จะต้องนำเทคนิคการสอนและส่อื มาช่วย
1.3 ปญั หาด้านการวดั และประเมนิ ผล เช่น ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนต่ำครูผ้สู อนนำไปใชใ้ นการปรบั กจิ กรรมการ
เรียนการสอนให้มปี ระสทิ ธภิ าพยิง่ ขน้ึ หรือใช้ผลการประเมนิ เป็นข้อมลู ย้อนกลบั ในการพัฒนาคณุ ภาพการจดั การ
เรยี นการสอนได้
1.4 ปญั หาเรอื่ งอปุ กรณ์การสอน บางเนือ้ หามสี ือ่ การสอนเปน็ จำนวนน้อยไม่เพยี งพอตอ่ การนำไปใช้เพือ่ ทำให้
นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนือ้ หาวชิ าไดง้ ่ายข้ึนจงึ จำเปน็ ต้องมีการพัฒนาคิดค้นหาเทคนคิ วิธกี ารสอน และ
ผลติ สอ่ื การสอนใหม่ ๆ เพ่ือนำมาใชท้ ำให้การเรียนการสอนบรรลุเป้าหมายได้
เพื่อนำนวัตกรรมไปใช้ในการพฒั นาการเรยี นการสอน การสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้มปี ระสทิ ธภิ าพยิ่งขน้ึ และเปน็
ประโยชนต์ ่อการศึกษาโดยการนำสง่ิ ประดษิ ฐห์ รือแนวความคิดใหม่ ๆ ในการเรยี นการสอนน้ันเผยแพร่ไปสคู่ รู –
อาจารยท์ า่ นอนื่ ๆ หรอื เพ่ือเป็นตัวอย่างอีกรปู แบบหนึง่ ให้กับครู – อาจารย์ท่สี อนในวิชาเดยี วกนั ไดน้ ำแนวความคิด
ไปปรบั ปรงุ ใชห้ รือผลิตสอื่ การสอนใหม่ ๆ เพื่อนำมาใชใ้ นการพฒั นาการเรียนการสอนต่อไป
การนำนวัตกรรมไปใชเ้ ปน็ ผลงานทางวชิ าการ นวัตกรรมการเรยี นรนู้ อกจากจะเปน็ ประโยชน์ในด้านการปรับปรงุ
และพัฒนางานหรอื การจดั การเรียนการสอนแล้ว ยงั เป็นประโยชน์ ตอ่ การพฒั นาวชิ าชีพอกี ด้วย โดยผู้สร้าง
นวตั กรรมสามารถนำผลจากการนำนวัตกรรมไปใชเ้ ปน็ ผลงานวิชาการเพือ่ ขอเล่ือนวิทยฐานะ หรอื ปรับตำแหนง่ ให้
สงู ข้นึ ได้
บรรณานกุ รม : วรวทิ ย์ นเิ ทศศิลป์. (2551). สอ่ื และนวตั กรรมแหง่ การเรียนรู้. ปทมุ ธาน:ี สกายบกุ๊ ส.์
9. การออกแบบ การวดั ประเมินผลการใช้นวตั กรรม
ระดบั คุณภาพของนวัตกรรมการจดั การเรยี นรู้เป็นลักษณะของนวัตกรรมการจัดการเรยี นรูต้ ามตัวบ่งช้ี มรี ะดบั
คุณภาพ 3 ระดบั คือ
ระดบั 3 คุณภาพดมี าก ( มีคา่ คะแนนระหว่าง 2.33 – 3.00 )
ระดับ 2 คุณภาพดี ( มีค่าคะแนนระหวา่ ง 1.67 – 2.32 )
65
ระดับ 1 คุณภาพพอใช้ ( มีคา่ คะแนนระหวา่ ง 1.00 – 1.66 )
ในการประเมินนวัตกรรม ควรเลอื กใชว้ ธิ กี ารประเมนิ ท่ีเหมาะสมกบั สิ่งท่ีตอ้ งการประเมนิ ดังนี้ตรวจสอบ
เอกสารรายงานผลการพัฒนานวัตกรรมสังเกต และตรวจสอบข้อมูลจากการนำเสนอผลงานของผู้คิดค้น
บรรณานุกรม : วรวทิ ย์ นิเทศศิลป์. (2551). สื่อและนวตั กรรมแห่งการเรียนรู้. ปทมุ ธานี: สกายบุ๊กส์.
10. การออกแบบ การเขียนรายงานการพัฒนานวตั กรรม
การเขยี นรายงานผลการพฒั นานวตั กรรมแบ่งการเขียนออกเป็น 5 บท ดังน้ี
บทที่ 1 บทนำ นำเสนอรายละเอยี ดตามหวั ข้อต่อไปนี้
– ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
– วตั ถุประสงคข์ องการทดลอง
– สมมตุ ฐิ านของการทดลอง
– ขอบเขตของการทดลอง
– ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ ับ
– นิยามศพั ท์
บทที่ 2 การศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง นำเสนอแนวคดิ หลักการ ทฤษฎี และผลการวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข้องท่ี
นำมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรม ดังน้ี
– หลักการ แนวคิด ทฤษฎี ที่เกีย่ วขอ้ งกับการพัฒนานวัตกรรม
– ผลการวิจัยที่เก่ยี วข้องกบั การพัฒนานวตั กรรม
66
– หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี และผลการวิจยั ที่นำมาใช้พฒั นานวตั กรรมในกลุ่มสาระ/วชิ าทคี่ ดิ ค้นและสร้าง
นวตั กรรมการเรยี นการสอน
บทที่ 3 วิธีดำเนินการสร้างและทดลองใชน้ วัตกรรมการเรยี นการสอน
– วตั ถุประสงคข์ องการทดลอง
– สมมุตฐิ านของการทดลอง
– ประชากรท่ใี ช้ในการทดลอง
– กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใช้ในการทดลอง
– นวัตกรรมและเคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการทดลอง
– การสรา้ งนวตั กรรมและเคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการทดลอง
– การดำเนนิ การทดลอง
– การวเิ คราะห์ผลการทดลอง
– สถิติทใี่ ช้ในการวเิ คราะหผ์ ลการทดลอง
บทที่ 4 การวเิ คราะหข์ ้อมลู และผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
เป็นการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู โดยนำเสนอในรูปของตาราง กราฟ หรือบรรยาย ตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการ
ทดลองที่กำหนดในบทที่ 1
บทที่ 5 การสรุปผล อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ
– สรุปผลการวิจัย นำเสนอวัตถุประสงค์ ขน้ั ตอนการดำเนนิ งาน และผลการวจิ ยั โดยสรุป ให้เหน็ ภาพของการ
ดำเนนิ การสร้างและพฒั นานวัตกรรมตลอดแนว
– อภปิ รายผลการวิจัย นำผลท่ีเกดิ ข้ึนจากการวิจยั มานำเสนอให้เหน็ ภาพรวมท่เี ป็นผลน่าพอใจ สิง่ ท่เี ปน็ ข้อสังเกต
โดยอา้ งอิงหลักการ ทฤษฎีและผลการวิจัยที่สอดคลอ้ งประกอบการอภปิ รายอย่างเหมาะสม
67
– ขอ้ เสนอแนะ นำเสนอส่งิ ที่ควรดำเนินการต่อเน่อื ง หรือพัฒนาผลการวจิ ัยอยา่ งต่อเนื่อง ทีจ่ ะทำใหเ้ กดิ คุณภาพใน
การพฒั นาอย่างเดน่ ชัด
แหล่งเรียนรู้และเครือขา่ ย เพ่อื การเรยี นรู้
5.1 ความหมายแหล่งเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหลง่ ข้อมลู ขา่ วสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ที่สนับสนุนส่งเสริมใหผ้ เู้ รยี นใฝ่
เรยี น ใฝ่รู้ แสวงหาความร้แู ละเรียนรู้ดว้ ยตนเองตามอัธยาศยั อยา่ งกวา้ งขวางและตอ่ เนื่อง เพ่ือเสริมสร้าง
ใหผ้ เู้ รยี นเกิดกระบวนการเรียนรู้ และเปน็ บุคคลแห่งการเรียนรู้
5.2 แหล่งเรยี นร้ทู ส่ี ำคัญ
1. แหล่งการศึกษาตามอัธยาศยั
2. แหล่งการเรยี นรู้ตลอดชีวิต
3. แหล่งปลูกฝังนสิ ัยรกั การอา่ น การศึกษาค้นควา้ แสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง
4. แหลง่ สรา้ งเสรมิ ประสบการณภ์ าคปฏิบตั ิ
5. แหลง่ สรา้ งเสรมิ ความรู้ ความคิด วทิ ยาการและประสบการณ์
5.3 ความหมายเครือข่ายการเรยี นรู้
เครอื ข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) หมายถึง การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ข้อมูลขา่ วสาร
ประสบการณ์ และการเรยี นรู้ระหวา่ งบคุ คล กลุ่มบุคคล องคก์ าร และแหลง่ ความรู้ที่มสี ่วนร่วมใน
กระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จนเป็นระบบที่เชื่อมโยงกนั ส่งผลใหเ้ กดิ การเผยแพรแ่ ละการประยุกต์
ความรูใ้ หม่ๆ เพ่อื วัตถุประสงค์ทางวิชาชพี หรอื ทางสังคม
5.4 ความหมาย เครือขา่ ยการเรยี นรสู้ ว่ นบุคคล
PLN (Personal Learning Network) เครือข่ายการเรียนรู้ส่วนบุคคล
การเรยี นรู้สว่ นบคุ คลเป็นหนึง่ ในรากฐานของสถาบันการศึกษาและการเปลี่ยนแปลงองค์กรท่ีประสบ
ความสำเรจ็ เครือข่ายการเรยี นรสู้ ว่ นบุคคล (PLN) ไมเ่ พียงแต่สนับสนุนการพฒั นาวชิ าชพี ของตวั เอง แต่
ยังสามารถเป็นวิธีท่ีมปี ระสทิ ธิภาพในการกระจายนวัตกรรมภายในสถาบันการศึกษาของพวกเขา เรียนรูท้ ่ี
จะเช่ือมต่อกับชุมชนของมืออาชีพใจเหมือนใหม้ ีสว่ นร่วมมกี ารสนทนาและทำใหก้ ารร้องขอในช่วงเวลา
ของความจำเป็น เคร่ืองมือฟรที ม่ี ีประสทิ ธภิ าพและส่ือสงั คมเช่น Google +, Twitter, และ Facebook
ให้เป็นไปไดส้ ำหรับคุณและเพื่อนร่วมงานของคณุ
หากมองในองคร์ วมแลว้ น้นั เครอื ขา่ ยการเรยี นรสู้ ่วนบุคคล ก็คือการนำเอาเน้ือหา สาระ ข้อมลู จากส่วน
ตา่ ง ๆ ในระบบเครอื ข่ายอนิ เตอร์เน็ตที่เราใช้กนั อยู่ทกุ วนั มาใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ในระบบการศึกษา ซงึ่ มีทง้ั
68
สื่อสังคมออนไลน์ (Social Network และ Social Media) เครื่องมือค้นควา้ ข้อมูล (Search Engines)
บันทกึ ส่วนตวั (Blog) หรือแม้กระทั่งสงั คมการเรยี นรู้ (Community Learning)
5.5 ประเภทแหล่งเรยี นรูแ้ ละเครือข่ายการเรียนรู้
ประเภทของแหลง่ เรยี นรู้
ประเภทของแหล่งเรยี นรสู้ ามารถแบ่งได้หลากหลาย ตามลักษณะการแบง่ ของแต่ละบุคคล ซ่ึงมี
รายละเอียดของผู้ให้ความหมายของประเภทแหล่งเรยี นรดู้ ังต่อไปนี้ สานกั งานคณะกรรมการการ
ประถมศึกษาแห่งชาติ (2546 : 8-9) ไดจ้ ำแนกประเภทของแหลง่ การเรียนรู้ไว้ 2 แบบ
1. จัดตามลกั ษณะของแหล่งการเรยี นรู้
1.1 แหล่งการเรียนรตู้ ามธรรมชาติ เปน็ แหล่งการเรียนรทู้ ี่ผู้เรียนจะหาความรู้ได้จากสงิ่ ที่มีอยู่
แล้วตามธรรมชาติ เชน่ แมน่ า้ ภเู ขา ป่าไม้ ลาธาร กรวด หนิ ทราย ชายทะเล เป็นตน้
1.2 แหล่งการเรียนรทู้ มี่ นษุ ย์สรา้ งขนึ้ เพ่ือสืบทอดศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเทคโนโลยที างการ
ศึกษาทอี่ านวยความสะดวกแก่มนษุ ยเ์ ช่น โบราณสถาน พิพธิ ภณั ฑ์ หอ้ งสมุดประชาชน สถาบนั การศึกษา
สวนสาธารณะ ตลาด บา้ นเรือน ทีอ่ ยู่อาศยั สถานประกอบการ เปน็ ตน้
1.3 บุคคล เปน็ แหลง่ การเรยี นรูท้ ีถ่ า่ ยทอดความรคู้ วามสามารถ คุณธรรม จรยิ ธรรม การสืบสาน
69
วัฒนธรรม และภูมปิ ัญญาท้องถิ่น ทั้งด้านประกอบอาชีพ ตลอดจนนกั คดิ นักประดิษฐ์ และผมู้ คี วามคิด
รเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์
2. จัดตามแหล่งท่ีต้ังของแหล่งการเรยี นรู้
2.1 แหล่งการเรยี นรู้ในโรงเรยี นเดิมมีแหลง่ การเรียนร้หู ลกั คือ ครู อาจารย์ ต่อมามีการพัฒนา
เป็นหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารตา่ ง ๆ เช่น ห้องปฏิบัตกิ ารวิทยาศาสตร์ หอ้ งปฏิบตั ิการทางภาษา ห้องปฏิบัตกิ าร
คอมพวิ เตอร์ ห้องโสตทัศนศกึ ษา ห้องจริยธรรม ห้องศลิ ปะ ตลอดจนอาคารสถานท่แี ละส่ิงแวดล้อมใน
โรงเรียน เช่น หอ้ งอาหาร สนาม หอ้ งนา้ สวนดอกไม้ สวนสมนุ ไพร แหล่งน้าในโรงเรียน เปน็ ต้น
2.2 แหลง่ การเรียนร้ใู นท้องถ่นิ ครอบคลมุ ท้ังด้านสถานทแ่ี ละบุคคลซง่ึ อาจอยูใ่ นทอ้ งถนิ่ ใกลเ้ คียง
โรงเรยี น ท้องถนิ่ ที่โรงเรยี นพาผเู้ รยี นไปเรียนรู้ เชน่ แมน่ า้ ภูเขา ชายทะเล สวนสาธารณะ สวนสตั ว์ ทุง่ นา
สวนผัก สวนผลไม้ วดั ตลาด รา้ นอาหาร ห้องสมดุ ประชาชน สถานีตำรวจ สถานอี นามยั ดนตรีพ้นื บา้ น
การละเลน่ พืน้ เมือง แหล่งทอผา้ เทคโนโลยีชาวบา้ น เทคโนโลยใี นชวี ติ ประจาวนั แหล่งขอ้ มลู ต่างๆ
ประเภท เครอื ขา่ ยการเรียนรู้
1. แบ่งตามจุดมุง่ หมายของการเรียนรู้ ซึ่งแบง่ ออกเปน็ 2 ลกั ษณะภายใต้โครงสร้างของเครือข่าย
การเรยี นรู้
1.1 เครอื ขา่ ยการเรียนรูท้ ีม่ ุ่งเน้นเอกัตบุคคลเป็นหลัก มีลกั ษณะของการประสานสมั พนั ธก์ าร
ดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ทเ่ี ก่ยี วข้อง เพ่ือขยายการใหบ้ รกิ ารทางการศึกษาในระบบโรงเรียน นอก
ระบบโรงเรียน และการศกึ ษาตามอัธยาศยั ไปยงั ผู้ทต่ี ้องการ อยา่ งกวา้ งขวาง และสนองตอบปัญหาความ
ต้องการของแตล่ ะบุคคล ตลอดจนจิตใตส้ ำนกึ ในการมีสว่ นร่วมพฒั นา
1.2 เครอื ข่ายการเรียนรู้ทีม่ งุ่ เน้นชมุ ชนเปน็ หลกั เป็นการกระตุ้นใหส้ มาชิกใชศ้ ักยภาพของตนเอง
เพ่อื แก้ไขปญั หาชมุ ชน เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนในการพงึ่ พาตนเอง บนพนื้ ฐานของการเข้าใจสภาพ
ปัญหา เงอ่ื นไข ข้อจำกดั และความต้องการของตน
2. แบง่ ตามโครงสร้างเครือขา่ ยการเรยี นรู้ ซ่ึงพิจารณาถงึ โครงสร้างเครือขา่ ยการเรยี นรู้อาศัยความ
ร่วมมอื ระหวา่ งบุคคล องค์กร และเทคโนโลยีการส่ือสารเชื่อมโยงกันเปน็ เครือขา่ ยการเรยี นรู้ สามารถ
จำแนกออกไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดงั น้ี
2.1 เครือขา่ ยการเรียนรู้โครงสร้างกระจายศนู ย์ มศี ูนยก์ ลางทำหนา้ ทปี่ ระสานงาน แต่ภารกิจใน
การเรียนการสอนจะกระจายความรบั ผิดชอบใหส้ มาชกิ เครือข่ายซึ่งต่างก็มคี วามสัมพันธ์เท่าเทยี มกนั
รปู แบบน้ีอาจเรยี กว่าการกระจายความรับผิดชอบ (Distributed Network) ซ่งึ พบไดใ้ นเครือขา่ ยการ
พฒั นาชนบท และการเรยี นรู้จากแหล่งวิทยาการชุมชน โดยอาศยั สื่อบคุ คลเป็นหลัก
2.2 เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้โครงสรา้ งรวมศูนย์ มีองคก์ รกลางเปน็ ทัง้ ศูนยป์ ระสานงาน และเป็นแม่
ข่ายรวบรวมอำนาจการจัดการความรู้ไว้ในศูนย์กลาง การลงทนุ ด้านเทคโนโลยีและกำลงั คนอยู่ที่แม่ข่าย
70
สว่ นลูกขา่ ยหรือสมาชกิ เปน็ เพียงผ้รู ่วมใชบ้ รกิ ารจากศนู ย์กลาง
2.3 เครือขา่ ยการเรยี นรโู้ ครงสร้างลำดับขั้น (Hierarchical Network) มลี กั ษณะเชน่ เดียวกับ
แผนภูมอิ งค์กร การติดต่อสือ่ สารข้อมลู ต้องผ่านตามลำดับขัน้ ตอนมาก นิยมใชก้ ารบริหาร จัดการองค์กร
ต่างๆ ซึง่ เหมาะแก่การควบคุม ดแู ลระบบงาน
2.4 เครือข่ายการเรียนรู้โครงสร้างแบบผสม คือมที ้ังแบบรวมศนู ย์และกระจายศูนย์ ซง่ึ พบมากใน
การจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน เนอ่ื งจากการเรยี นรมู้ ิไดอ้ าศัยสื่อใดสื่อหนึ่งเปน็ หลกั หากแต่มีการ
ผสมผสานสื่อบุคคล และเทคโนโลยีจงึ จำเปน็ ต้องจดั ระบบเครือข่ายแบบผสม เพ่ือสนองความตอ้ งการได้
อยา่ งกวา้ งขวางและตรง
3. แบง่ ตามหน่วยสงั คม ได้แบ่งการเครือข่ายการเรยี นรอู้ อกเปน็ 4 ระดับ คอื เครือขา่ ยการเรยี นรู้
ระดับบคุ คล เครอื ขา่ ย การเรียนรรู้ ะดบั กลุ่ม เครือขา่ ยการเรยี นรรู้ ะดับชมุ ชน และเครือข่ายการเรยี นรู้
ระดับสถาบัน
4. แบง่ ตามระดบั การปกครองและลกั ษณะของงาน ซึ่ง ประเวศ วะสี (2538) ได้แบ่งประเภทของ
เครอื ข่ายการเรียนรู้ออกเปน็ 13 ประเภท คือ เครือข่ายชมุ ชนเครือข่ายนักพัฒนา เครอื ข่ายระดบั จังหวัด
เครอื ข่ายภาครัฐ เครอื ขา่ ยวชิ าชีพ เครอื ข่ายธรุ กิจ เครือขา่ ยส่อื สารมวลชน เครือขา่ ยนักฝึกอบรม
เครือข่ายการประมวลและสงั เคราะห์องค์ความร้รู ะดับชาติ เครือขา่ ยภาคสาธารณะ เครือขา่ ยวชิ าการ
เครอื ข่ายนโยบายองคก์ รของรัฐ และเครือขา่ ยผู้ทรงคุณวฒุ ิ
5.6 ตวั อย่างเครือขา่ ยการเรยี นรู้
1. เครอื ข่ายไทยสาร เปน็ เครือข่ายเชื่อมโยงสถาบันการศกึ ษาตา่ ง ๆ ระดับมหาวิทยาลยั เขา้
ดว้ ยกันกว่า 50 สถาบัน เรมิ่ จัดสรา้ งในปพี .ศ.2535
2. เครือขา่ ยยูนเิ น็ต (UNINET) เปน็ เครือขา่ ยเพอ่ื การเรยี นการสอนท่สี ำคญั ในยุคโลกาภวิ ตั น์
จดั ทำโดยทบวง มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2540
3. สคูลเน็ต (School Net) เปน็ เครือขา่ ยคอมพวิ เตอรเ์ พ่ือโรงเรียนไทย ไดร้ ับการดแู ลและ
สนับสนนุ โดยศนู ย์ เทคโนโลยอี ิเล็กทรอนกิ ส์และคอมพวิ เตอร์แห่งชาติ เครือขา่ ยน้เี ชื่อมโยงโรงเรียนใน
ประเทศไทยไวก้ วา่ 100 แห่ง และเปดิ โอกาสให้โรงเรยี นอืน่ ๆ และบคุ คลท่ีสนใจเรียกเข้าเครือข่ายได้
4. เครอื ขา่ ยนนทรี เปน็ เครอื ข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นเครอื ขา่ ยที่สมบูรณ์แบบ
และใช้เทคโนโลยีชนั้ สูง สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของนสิ ติ อาจารย์ ขา้ ราชการ ตลอดจนการ
รองรบั ทางด้านทรัพยากรเซอรเ์ วอร์อยา่ งพอเพยี ง
5. เครือข่ายกระจายเสยี งวิทยุ อสมท. จะรวมผงั รายการวทิ ยใุ นเครือข่าย อสมท. มีไฟลเ์ สยี งรบั
ฟงั ทางอนิ เทอรเ์ น็ตได.้
6. เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อการปฏริ ูปการเมอื ง เป็นเครอื ข่ายทีใ่ ชแ้ ลกเปลยี่ นความคดิ เหน็
71
ประเด็นต่าง ๆ ทางการเมือง และบทวเิ คราะห์ดา้ นการเมือง
7. ThaiSafeNet.Org เปน็ เครอื ข่ายผู้ปกครองออนไลน์ มีพันธกจิ ด้านการเชือ่ มโยงครู ผปู้ กครอง
นกั การศึกษา … โครงการพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครองออนไลน์ พันธกิจ : ฝึกอบรมครู ผปู้ กครอง
8. เครอื ขา่ ยพุทธกิ า รวมตัวอยา่ งหนังสือเครอื ข่ายพุทธกิ าเพอื่ พระพุทธศาสนาและสงั คม
5.7 ความสำคัญของแหลง่ เรียนรู้และเครือขา่ ยการเรยี นรู้
ความสำคญั ของแหล่งเรยี นรู้
แหลง่ เรยี นรู้มคี วามความสำคญั กับผเู้ รียน ซงึ่ ไดร้ บั ความรู้จากแหลง่ เรียนรู้ทห่ี ลากหลาย ซึ่งมผี ูใ้ ห้
ความหมายเกี่ยวกับความสำคัญของแหลง่ เรียนรดู้ ังต่อไปน้ี ก่ิงแก้ว อารรี ักษ์ (2548 : 118) ให้ความสำคัญ
ของการศึกษาโดยใช้แหล่งเรียนรู้ ไว้ดังน้ี
1.กระตุ้นใหเ้ กิดการเรียนรเู้ รอื่ งใดเรื่องหน่ึง โดยอาศัยการมีปฏสิ ัมพนั ธ์กบั สือ่ ที่หลากหลาย
2. ชว่ ยเสรมิ สร้างการเรียนรู้ให้ลึกซ้ึงขึน้ โดยใช้เวลาในการรวบรวมขอ้ มูลสะท้อนความคิดเหน็ จาก
แหลง่ การเรียนรู้
3. กระตนุ้ มุ่งเนน้ ลึกในเร่อื งใดเร่ืองหน่ึง ซึง่ ผลกั ดันใหผ้ ู้เรยี นแสวงหาข้อมลู ที่เก่ียวข้องเพมิ่ มากข้ึน
สามารถสรา้ งผลผลติ ในการเรียนรทู้ ่มี ีคุณภาพสูงข้นึ
4. เสริมสร้างการเรียนรู้ จนเกดิ ทักษะการแสวงหาข้อมลู ทมี่ ปี ระสิทธิภาพ โดยอาศยั การสรา้ ง
ความตระหนักเชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับธรรมชาติและความแตกตา่ งของข้อมูล
5. แหล่งการเรียนร้เู สรมิ สรา้ งการพฒั นาการคดิ เชน่ การแกป้ ัญหา การใหเ้ หตผุ ล และการ
ประเมนิ อยา่ งมีวิจารญาณ โดยอาศัยกระบวนการวจิ ัยอิสระ
6. เปลย่ี นเจตคติของครแู ละผเู้ รียนท่ีมีต่อเนื้อหารายวิชา และผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
7. พัฒนาทักษะการวิจยั และความเชื่อมัน่ ในตนเองในการค้นหาขอ้ มลู
8. เพม่ิ ผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการ ในดา้ นเนื้อหา เจตคติ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยอาศยั
แหลง่ การเรียนรู้ทห่ี ลากหลายในการเรียนรู้
72
แหล่งการเรยี นร้แู ละเครอื ข่าย เพื่อการเรียนรู้
แหล่งการเรียนรู้ หมายถึง แหลง่ ข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ทส่ี นับสนุนสง่ เสริมให้ผ้เู รยี นใฝ่
เรยี น ใฝร่ ู้ แสวงหาความรูแ้ ละเรยี นรู้ด้วยตนเองตามอธั ยาศัย เพ่ือเสรมิ สร้างใหผ้ ู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้
ความสำคญั ของแหล่งการเรยี นรู้ มีดังนี้
1) เป็นแหล่งที่รวบรวมขององค์ความร้ทู ่ีหลากหลาย ใหผ้ ู้เรยี นไดศ้ ึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยกระบวนการจัดการเรียนร้ทู ี่
แตกต่างกนั ของแตล่ ะบุคคล และเป็นการสง่ เสริมการเรยี นรู้ตลอดชวี ติ
2) ชว่ ยกระตุ้นและเสรมิ สร้างการเรียนรใู้ ห้ลกึ ซึง้ ข้นึ โดยใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลสะท้อนความคิดเหน็ จาก
แหลง่ การเรียนรู้ เพราะมีการเชอื่ มโยงและแลกเปลีย่ นข้อมูลระหว่างกนั
3) เพ่มิ ผลสัมฤทธดิ์ า้ นวิชาการ เสรมิ สร้างการเรยี นรู้ พฒั นาการคิด การแกป้ ัญหา การใหเ้ หตผุ ล และการประเมิน
อยา่ งมวี ิจารญาณ จนเกดิ ทักษะการแสวงหาข้อมลู ทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ ซ่งึ ผู้เรียนเกิดการเรียนรูจ้ ากการที่ได้คิดเอง
ปฏิบัตเิ อง และสร้างความรู้ ด้วยตนเอง ขณะเดยี วกนั ก็สามารถเขา้ ร่วมกจิ กรรมและทำงานรว่ มกับผู้อ่นื ได้
4) ทำใหผ้ ู้เรียนได้รบั การปลกู ฝงั ให้รู้และรกั ท้องถิ่นของตน มองเห็นคุณคา่ และตระหนักถึงปัญหาในท้องถนิ่ พร้อม
ท่ีจะเปน็ สมาชิกท่ีดขี องท้องถ่ินท้งั ปัจจุบนั และอนาคต
73
5) มีส่อื ประเภทตา่ งๆ ประกอบด้วย สื่อส่ิงพมิ พ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเสรมิ กจิ กรรมการเรยี นการสอนและ
พัฒนาอาชีพ
แหลง่ การเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แหลง่ การเรียนร้ใู นสถานศึกษา (โรงเรียน) และแหล่งการเรยี นรู้ใน
ท้องถิ่น ประกอบด้วย แหล่งการเรียนรู้ประเภทสถานที่และภมู ปิ ญั ญาท้องถนิ่ ซ่ึงสถานศึกษาควรจำแนกประเภท
ของแหล่งการเรยี นรูโ้ ดย คำนึงถงึ ลักษณะที่ต้ัง ลักษณะการใชง้ าน ทรัพยากรทมี่ ีอยูแ่ ละบริบทของท้องถน่ิ
แหลง่ เรียนรู้ในทอ้ งถน่ิ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพธิ ภัณฑ์ พิพธิ ภัณฑว์ ทิ ยาศาสตร์ หอศิลป์ สวนสัตว์
สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อทุ ยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬา สถานประกอบการ วดั
ครอบครัว ชมุ ชน องค์การภาครัฐและภาคเอกชน แหล่งข้อมลู ภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ แหลง่ การเรยี นรอู้ ื่นๆ เป็นต้น
แหล่งการเรยี นรู้ตลอดชีวิต หมายถึง แหลง่ หรือทร่ี วมสาระความร้ซู ึง่ อาจเป็นสถานท่ศี นู ยร์ วมข้อมลู ข่าวสาร หรอื
บคุ คลที่เออื้ ใหเ้ กิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
แหล่งการเรยี นรู้ตลอดชีวิต มคี วามสำคญั ดังนี้
1. เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร เปิดโลกทัศนข์ องผูศ้ ึกษาใหก้ ว้างไกล
2. พัฒนาคุณภาพชีวติ และพัฒนาอาชีพใหผ้ ู้ที่ศกึ ษา
3. สามารถนำมาถา่ ยทอดความรู้ ประสบการณใ์ หผ้ ู้อ่ืนได้อย่างเปน็ ระบบ
4. ชว่ ยเปลีย่ นทัศนคติและค่านยิ ม เพ่อื ใหเ้ กิดการยอมรับส่ิงใหม่ แนวความคิดและมุมมองใหมๆ่
องคป์ ระกอบของแหล่งการเรยี นรู้ตลอดชีวติ มีดงั นี้
1. สถานทีท่ จ่ี ัดเปน็ แหลง่ การเรยี นรู้
2. กจิ กรรมทจี่ ะทำใหเ้ กดิ การเรยี นรู้
3. ผ้ดู ำเนนิ การให้เกิดกจิ กรรมการเรียนรู้
4. การบรหิ ารจดั การแหล่งการเรียนรตู้ ลอดชีวิต เพื่อให้เกดิ บรรยากาศของการเรียนรู้
74
ตวั อยา่ งแหล่งเรียนรตู้ ลอดชีวิต
กรงุ เทพมหานคร : พิพธิ ภัณฑอ์ ัญมณีและเคร่ืองประดบั
ภาคตะวนั ออก : เมอื งโบราณ จ.สมุทรปราการ
ภาคกลาง : ศูนยศ์ ึกษาการพฒั นาห้วยทรายอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี
ภาคเหนือ : ศนู ย์พัฒนาโครงการหลวงปงั คา่ จ.พะเยา
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื : สถานีทดลองหม่อนไหม จ.อุบลราชธานี
ภาคใต้ : สถานเี พาะเล้ียงสตั ว์ปา่ พังงา
เครือข่ายการเรียนรู้ หมายถงึ การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ขอ้ มลู ข่าวสาร ประสบการณ์ และการเรียนรู้
ระหวา่ งบคุ คล กลุ่มบุคคล องค์การ และแหล่งความรทู้ ่ีมีส่วนร่วมในกระบวนการเรยี นรอู้ ย่างต่อเนื่อง จนเป็นระบบ
ท่ีเชื่อมโยงกัน ส่งผลใหเ้ กิดการเผยแพรแ่ ละการประยุกตค์ วามรู้ใหมๆ่ เพื่อวตั ถุประสงค์ทางวิชาชพี หรอื ทางสงั คม
75
หลักการสำคัญของเครือขา่ ยการเรียนรู้
1. การกระตนุ้ ความคิด ความใฝ่แสวงหาความรู้ จติ สำนึกในการพฒั นาชมุ ชนทอ้ งถ่ิน และการมสี ว่ นร่วม
ในการพัฒนา
2. การถ่ายทอด แลกเปล่ยี น การกระจายความรูท้ ั้งในส่วนของวิทยากรสากลและภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ เพ่ือ
สนับสนุนการสรา้ งองค์ความรู้ใหมๆ่
3. การแลกเปล่ยี นข่าวสารกับหนว่ ยงานตา่ งๆ ของท้งั ในภาครฐั และเอกชน
4. การระดมและประสานการใชท้ รัพยากรรว่ มกนั เพื่อการพัฒนาและลดความซ้ำซอ้ น สญู เปลา่ ให้มาก
ที่สุด
คณุ ลักษณะพเิ ศษของเครอื ข่ายการเรียนรู้
1. สามารถเข้าถงึ ไดก้ ว้างขวาง ง่าย สะดวก นกั เรียนสามารถเรียกข้อมลู มาใชไ้ ดง้ ่าย และเช่อื มโยงเขา้ หา
นกั เรยี นคนอ่ืน ไดง้ ่ายรวดเร็ว และสามารถเรียกใช้ข้อมลู ได้ทุกเวลา ทกุ สถานทีท่ ีม่ ีเครือข่าย
2. เป็นการเรยี นแบบรว่ มกนั และทำงานร่วมกนั เป็นกลมุ่ คุณลักษณะพื้นฐานของเครือข่ายการเรยี นรู้ คือ
การเรียนแบบ รว่ มมือกนั ดงั นนั้ ระบบเครือขา่ ยจงึ ควรเปน็ กลมุ่ ของการเรียนรโู้ ดยผ่านระบบการ
สือ่ สารทสี่ งั คมยอมรับ เครือข่ายการเรยี นรูจ้ งึ มี รูปแบบของการรว่ มกันบนพ้นื ฐานของการแบ่งปนั
ความนา่ สนใจ ของข้อมูลขา่ วสารซึ่งกนั และกัน
3. สรา้ งกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยเนน้ ให้ผเู้ รยี นเปน็ ผกู้ ระทำมากกว่าเปน็ ผูถ้ กู กระทำ
4. ผเู้ รยี นเป็นศนู ยก์ ลางการเรียนการสอน และเน้นบทบาทท่ีเปล่ยี นแปลงไป
5. จดั ใหเ้ ครือข่ายการเรยี นรูเ้ ป็นเสมือนชุมชนของการเรียนรู้แบบออนไลน์
รปู แบบเครอื ข่ายการเรยี นรู้
1. แบง่ ตามจุดมุง่ หมายของการเรียนรู้ ซ่งึ แบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะภายใตโ้ ครงสร้างของเครือข่ายการ
เรียนรู้
1.1 เครอื ข่ายการเรยี นรู้ท่ีมงุ่ เน้นเอกัตบุคคลเปน็ หลัก มีลักษณะของการประสานสมั พนั ธ์
76
การดำเนินงานของหนว่ ยงานต่างๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง เพอ่ื ขยายการให้บริการทางการศึกษาในระบบโรงเรียน นอกระบบ
โรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศยั ไปยงั ผูท้ ีต่ ้องการ อย่างกวา้ งขวาง และสนองตอบปัญหาความต้องการของแต่
ละบุคคล ตลอดจนจติ ใตส้ ำนึกในการมสี ว่ นรว่ มพัฒนา
1.2 เครือข่ายการเรียนร้ทู ่ีมุ่งเน้นชุมชนเปน็ หลัก เปน็ การกระตุ้นให้สมาชิกใช้ศกั ยภาพของ
ตนเองเพ่อื แก้ไขปัญหาชมุ ชน เพมิ่ ขีดความสามารถของชมุ ชนในการพึ่งพาตนเอง บนพื้นฐานของการเขา้ ใจสภาพ
ปญั หา เง่อื นไข ข้อจำกัด และความต้องการของตน
2. แบ่งตามโครงสรา้ งเครือข่ายการเรียนรู้ ซงึ่ พจิ ารณาถึงโครงสรา้ งเครือข่ายการเรยี นรู้อาศัยความ
ร่วมมอื ระหว่างบุคคล องค์กร และเทคโนโลยีการส่อื สารเช่ือมโยงกนั เปน็ เครือขา่ ยการเรยี นรู้ สามารถ
จำแนกออกไดเ้ ปน็ 4 ประเภท ดงั น้ี
2.1 เครอื ขา่ ยการเรยี นรูโ้ ครงสรา้ งกระจายศนู ย์ มศี ูนย์กลางทำหน้าที่ประสานงาน แต่
ภารกิจในการเรียนการสอนจะกระจายความรบั ผดิ ชอบให้สมาชกิ เครือขา่ ยซ่งึ ต่างก็มีความสัมพนั ธเ์ ทา่ เทยี มกัน
รปู แบบน้อี าจเรียกว่าการกระจายความรับผดิ ชอบ (Distributed Network) ซึ่งพบไดใ้ นเครอื ขา่ ยการพัฒนาชนบท
และการเรยี นร้จู ากแหลง่ วิทยาการชมุ ชน โดยอาศยั ส่ือบคุ คลเป็นหลัก
2.2 เครือข่ายการเรียนร้โู ครงสรา้ งรวมศูนย์ มอี งค์กรกลางเป็นทง้ั ศนู ยป์ ระสานงาน และ
เป็นแมข่ ่ายรวบรวมอำนาจการจัดการความรู้ไว้ในศนู ย์กลาง การลงทุนดา้ นเทคโนโลยแี ละกำลังคนอยู่ทแ่ี ม่ข่าย
สว่ นลกู ข่ายหรือสมาชิกเปน็ เพียงผรู้ ่วมใช้บรกิ ารจากศนู ย์กลาง
2.3 เครือขา่ ยการเรียนรโู้ ครงสร้างลำดบั ข้ัน (Hierarchical Network) มีลกั ษณะ
เช่นเดียวกับแผนภมู ิองค์กร การตดิ ต่อสอื่ สารขอ้ มลู ต้องผ่านตามลำดบั ขน้ั ตอนมาก นยิ มใชก้ ารบริหาร จดั การ
องค์กรต่างๆ ซงึ่ เหมาะแก่การควบคุม ดแู ลระบบงาน
2.4 เครอื ข่ายการเรียนรูโ้ ครงสรา้ งแบบผสม คือมีทัง้ แบบรวมศนู ย์และกระจายศนู ย์ ซ่ึงพบ
มากในการจดั การศกึ ษานอกระบบโรงเรยี น เนอ่ื งจากการเรียนรูม้ ไิ ด้อาศัยส่ือใดสือ่ หน่ึงเป็นหลัก หากแต่มีการ
ผสมผสานสอ่ื บุคคล และเทคโนโลยจี งึ จำเปน็ ต้องจัดระบบเครอื ขา่ ยแบบผสม เพื่อสนองความตอ้ งการไดอ้ ย่าง
กวา้ งขวางและตรง
77
3. แบง่ ตามหนว่ ยสังคม ไดแ้ บ่งการเครือข่ายการเรียนรู้ออกเป็น 4 ระดบั คือ เครือขา่ ยการเรยี นร้รู ะดับ
บคุ คล เครือขา่ ยการเรยี นรรู้ ะดับกลุม่ เครือข่ายการเรยี นรู้ระดับชุมชน และเครือข่ายการเรียนรูร้ ะดบั
สถาบัน
4. แบ่งตามระดับการปกครองและลกั ษณะของงาน ซ่งึ ประเวศ วะสี (2538) ไดแ้ บ่งประเภทของ
เครอื ข่ายการเรยี นรู้ออกเปน็ 13 ประเภท คือ เครือขา่ ยชุมชนเครือขา่ ยนักพฒั นา เครือข่ายระดบั
จังหวดั เครอื ขา่ ยภาครัฐ เครือข่ายวิชาชีพ เครือข่ายธุรกิจ เครอื ข่ายส่อื สารมวลชน เครือข่ายนัก
ฝกึ อบรม เครือข่ายการประมวลและสังเคราะห์องค์ความรู้ระดับชาติ เครือขา่ ยภาคสาธารณะ
เครอื ข่ายวชิ าการ เครือข่ายนโยบายองค์กรของรัฐ และเครือขา่ ยผทู้ รงคุณวฒุ ิ
ระบบเครอื ขา่ ย ( Network ) จะเชื่อมโยงคอมพวิ เตอรเ์ ขา้ ด้วยกนั เพื่อการตดิ ต่อสื่อสาร เราสามารถส่งข้อมูล
ภายในอาคาร หรือข้ามระหว่างเมอื งไปจนถึงซกึ หน่ึงของโลก ซ่งึ ข้อมลู ข่าวสารต่างๆ อาจเป็นข้อความ กราฟิก
เสียง หรือข้อมลู บนคอมพิวเตอร์ การส่งข้อมลู วิธนี เี้ รียกว่า โทรคมนาคม (Telecommunication) หรือ การสง่
ข้อมูล คอมพิวเตอร์ ในระบบเครือข่ายจะมหี ลายชื่อเรยี ก เช่น Networked , Linked up หรอื online บางครัง้
เรยี กสัน้ ๆ ว่า เน็ต (Net)
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแยกไดส้ องประเภท คือ เครอื ขา่ ยท้องถ่ิน (Local Area Network) หรือแลน
(LAN) คอมพิวเตอร์ในเครอื ข่ายอยใู่ กล้กันและเครอื ขา่ ยระยะไกลหรือบางคร้งั เรยี กว่า (Wide Area Network)
หรอื เรียกวา่ ย่อวา่ (WAN) ซงึ่ มีเคร่อื งคอมพิวเตอร์อยู่หา่ งกันอาจเป็นหลายรอ้ ยหรือหลายพนั กโิ ลเมตร โดยการ
เชื่อมโยงสญั ญาณเพื่อการสอ่ื สารกันสามารถใชค้ สู่ ายโทรศัพทท์ ่ีเชา่ เป็นประจำ และสญั ญาณไมโครเวฟใช้
ชอ่ งสัญญาณของดาวเทียมปกตโิ ดยใหค้ อมพิวเตอร์ท่ีเปน็ คูส่ ายตดิ ต่อกนั เอง เมอื่ มขี ่าวสารหรือข้อความต้องการจะ
ส่งก็ได้
แนวทางการบริหารจัดการและพัฒนาเครือขา่ ยการเรียนรู้ แบ่งออกเปน็ 4 ข้ัน ดังน้ี
1. ขัน้ การก่อรูปเครือข่ายการเรยี นรู้ (learning network forming) เปน็ การก่อตวั ขนึ้ โดยมีแนวทาง
สำคัญท่คี วรดำเนนิ การ 4 ประการ ไดแ้ ก่ การสรา้ งความตระหนกั ในปญั หาและการสรา้ งสำนกึ ในการ
รวมตวั การสรา้ งจดุ รวมของผลประโยชน์ในเครือข่ายการแสวงหาแกนนำท่ดี ีของเครือข่าย และการ
สร้างแนวรว่ มของสมาชิกเครือข่าย ถ้าเครือขา่ ยแห่งใดปฏิบตั ิไดต้ ามแนวทางดงั กลา่ วก็เชือ่ ได้ว่าจะ
สามารถก่อตัง้ เครือข่ายในชุมชนไดอ้ ย่างแนน่ อน
78
2. ข้ันการจดั ระบบบริหารเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network organizing) การจดั ระบบบริหาร
เครือข่ายการเรียนรู้ท่จี ะนำไปส่คู วามสำเรจ็ มอี งคป์ ระกอบสำคัญที่ควรพจิ ารณา 5 ประการ คือ การ
จดั ผังกลมุ่ เครือขา่ ย การจัดบทบาทหนา้ ที่ของสมาชกิ ในเครือข่าย การจดั ระบบการติดต่อสอื่ สาร การ
จัดระบบการเรียนรรู้ ว่ มกนั และการจดั ระบบสารสนเทศ ดังน้ันถา้ สามารถจัดระบบบริหารเครือข่าย
ได้ครบถว้ นดังกลา่ ว ผลท่ตี ามมาก็จะเปน็ ไปอย่างราบร่ืน
3. ข้นั การใชเ้ ครือขา่ ยการเรียนร(ู้ learning network utilizing ) การใชป้ ระโยชนจ์ ากเครือข่ายการ
เรยี นร้จู ากการดำเนินงานดา้ นต่างๆ ทส่ี ำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การใช้เครือข่ายเพื่อใหเ้ ป็นเวทีกลาง
ประสานงานรว่ มกันระหว่างสมาชิกภายในและภายนอกเครือขา่ ย การใช้เครอื ข่ายเพอ่ื เป็นเวที
แลกเปลี่ยนสารสนเทศและความรขู้ องสมาชิกเครือข่าย และผู้สนใจการใชเ้ ครือขา่ ยเพ่ือให้เป็นเวที
แลกเปล่ียนระดมทรพั ยากรร่วมกันของสมาชิกเครอื ขา่ ย การใช้เครอื ข่ายเพื่อใหเ้ ปน็ เวทีร่วม
สร้างสรรคแ์ ละพฒั นาความรูใ้ หม่ๆ ให้แก่สมาชิกท้งั ภายในและภายนอกเครือข่ายและการใช้เครือข่าย
เพือ่ ใหเ้ ปน็ เวทสี ร้างกระแสผลักดนั ประเด็นใหม่ๆ ทีเ่ ป็นปัญหาของชุมชนและสังคม
4. ขน้ั การธำรงรกั ษาเครือข่ายการเรียนรู้ (learning network maintaining) การธำรงรกั ษาเครือข่าย
เพือ่ ให้ดำเนนิ การไปสู่ความสำเรจ็ นนั้ มแี นวทางปฏบิ ตั ิ 6 ประการดงั นี้ การจดั ดำเนินการกิจกรรม
ตา่ งๆ ร่วมกนั อย่างต่อเน่ือง การรักษาสมั พันธภาพท่ดี ตี ่อกันระหวา่ งสมาชกิ เครือข่าย การกำหนด
กลไกและการสร้างระบบแรงจูงใจใหแ้ ก่สมาชกิ ของเครือข่าย การให้ความช่วยเหลอื และช่วยแกไ้ ข
ปญั หาอย่างจรงิ จัง และการสร้างผู้นำรุ่นใหม่อยา่ งตอ่ เน่ือง เป็นต้น
กระบวนการและวิธกี ารสร้างเครือขา่ ยการเรียนรู้
1. การตระหนักถึงความจำเปน็ ในการสรา้ งเครือข่ายเปน็ ข้นั ตอนทผ่ี ้ปู ฏิบัตงิ านหรือฝ่ายจดั การตระหนกั
ถงึ ความจำเปน็ ในการสรา้ งเครอื ข่ายเพอื่ ทีจ่ ะทำงานใหบ้ รรลุเป้าหมายรวมท้งั พิจารณาถงึ องค์กรต่างๆ
ทเี่ หน็ วา่ เหมาะสมเพื่อรวมเข้าเป็นเครือขา่ ยในการทำงานรว่ มกนั
2. การติดต่อกับองค์กรทจ่ี ะรว่ มเปน็ เครอื ข่ายหลงั จากตัดสนิ ใจเกยี่ วกบั องค์กรทีเ่ ห็นว่าเหมาะสมในการ
เขา้ ร่วมเปน็ เครือขา่ ยแล้ว กจ็ ะเปน็ ขัน้ การตดิ ต่อสมั พนั ธ์เพื่อชกั ชวนใหเ้ ขา้ ร่วมเป็นเครือข่ายในการ
เรยี นรู้ โดยต้องสร้างความคนุ้ เคย การยอมรบั และความไว้วา่ งใจระหวา่ งกนั มีการใหข้ ้อมูล และ
79
แลกเปล่ียนขอ้ มูล กระต้นุ ใหค้ ิดรว่ มกนั เพ่ือแก้ปญั หาหรือพัฒนาในเรอ่ื งเดยี วกันของเครือขา่ ย ถือวา่
เป็นการเตรียมกล่มุ เครือขา่ ย
3. การสรา้ งพนั ธกรณรี ่วมกนั เป็นขน้ ตอนการสรา้ งความผูกพันรว่ มกนั มีการตกลงใจในความสัมพันธ์ต่อ
กันและตกลงที่จะทำงานรว่ มกันเปน็ เครือขา่ ยซึ่งการทำกจิ กรรมเพ่ือตอบสนองความต้องการหรอื
แก้ปัญหาร่มกนั จะต้องมีความรู้เพียงพอทจี่ ะทำกิจกรรมไดโ้ ดยการเชิญวทิ ยากรมาถา่ ยถอดเพม่ิ พนู
ความรู้ การไปศกึ ษาดูงาน เป็นตน้ ทำใหเ้ กดิ เปน็ กลุม่ ศึกษาเรียนรขู้ ึ้นในองค์กรเครือข่าย
4. การพฒั นาความสมั พันธร์ ่วมกัน เป็นขัน้ ตอนท่ีสร้างเครือข่ายให้เกิดผลงานเปน็ รูปธรรมโดยเริ่มทำ
กิจกรรมที่ใช้ทรพั ยากรรว่ มกัน มกี ารตกลงในเรือ่ งของการบริหารจดั การขององค์กรเครือข่าย ซ่ึงเริ่ม
ด้วยการกำหนดวัตถปุ ระสงค์ กำหนดกจิ กรรม กำหนดบทบาทของสมาชกิ รวมทั้งสิทธหิ น้าท่ขี อง
ผเู้ กีย่ วขอ้ งชดั เจนขน้ึ เกดิ เปน็ กลุ่มกิจกรรมขึน้ ในองค์กรเครือข่าย
5. การทำกจิ กรรมร่วมกัน เป็นข้ันตอนท่ีเกิดข้ึนหลังจากมีการพัฒนาความสัมพนั ธ์รว่ มกันแล้ และนำไปสู่
การทำกจิ กรรมรว่ มกนั จนมีผลงานเปน็ ทป่ี ากฎชัด เกดิ ประโยชน์ร่วมกนั ในองค์กรเครือข่าย จนเกดิ
การขยายกลมุ่ เครือข่ายมากยิ่งขน้ึ
6. การรวมตัวกันจดั ต้ังองค์กรใหมร่ ่วมกนั เพื่อรองรับจำนวนสมาชกิ ใหม่ท่ีมากขึ้น
ตัวอยา่ งเครอื ข่ายการเรียนรู้
1. เครอื ข่ายไทยสาร เปน็ เครือข่ายเชอ่ื มโยงสถาบันการศกึ ษาต่างๆ ระดับมหาวิทยาลยั เข้าด้วยกันกว่า
50 สถาบนั เรมิ่ จัดสรา้ งในปี พ.ศ.2535
2. เครอื ข่ายยนู ิเนต็ (UNINET) เป็นเครือข่ายเพื่อการเรยี นการสอนท่ีสำคญั ในยุคโลกาภวิ ตั น์ จดั ทำโดย
ทบวง มหาวทิ ยาลัย ในปี พ.ศ. 2540
3. สคูลเนต็ (school Net) เปน็ เครือข่ายคอมพวิ เตอรเ์ พอ่ื โรงเรยี นไทย ไดร้ ับการดแู ลและสนับสนุนโดย
ศูนย์ เทคโนโลยีอเิ ล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอรแ์ ห่งชาติ เครอื ขา่ ยน้ีเช่อื มโยงโรงเรยี นในประเทศไทย
ไว้กวา่ 100 แห่ง และเปดิ โอกาสใหโ้ รงเรียนอน่ื ๆ และบุคคลทสี่ นใจเขา้ เครือข่ายได้
80
4. เครือข่ายนนทรี เปน็ เครือข่ายของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ นบั เปน็ เครือข่ายที่สมบรู ณ์แบบและใช้
เทคโนโลยชี ้ันสูง สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของนิสติ อาจารย์ ขา้ ราชการ ตลอดจนการ
รองรับทางดา้ นทรัพยากรเซอร์เวอร์อยา่ งพอเพยี ง
5. เครือข่ายกระจายเสียงวทิ ยุ อสมท. จะรวมผังรายการวิทยใุ นเครือข่าย อสมท. มีไฟลเ์ สยี งรบั ฟังทาง
อินเทอร์เนต็ ได้
6. เครือข่ายสมานฉันท์เพ่ือการปฏิรูปการเมอื ง เปน็ เครือขา่ ยที่ใช้แลกเปลย่ี นความคิดเหน็ ประเด็นตา่ ง ๆ
ทางการเมือง และบทวิเคราะหด์ า้ นการเมือง
7. ThaiSafeNet.Org เปน็ เครอื ขา่ ยผู้ปกครองออนไลน์ มีพันธกจิ ด้านการเช่อื มโยงครู ผู้ปกครอง นกั
การศึกษา
ประเภทการเรยี นการสอนออนไลน์ ได้แก่
e-Learning เปน็ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรปู แบบใดกไ็ ด้ ซ่งึ การถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผา่ นทางสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เช่น ซดี ีรอม เครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต อินทราเนต็ เอ็กซทราเนต็ หรือ ทางสญั ญาณโทรทัศน์ หรอื
สญั ญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซง่ึ การเรียนลกั ษณะนี้ได้มีการนำเขา้ สู่ตลาดเมืองไทยในระยะหน่ึงแลว้
เช่น คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนดว้ ยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรยี นออนไลน์
(On-line Learning) การเรยี นทางไกลผา่ นดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผา่ นออนไลน์ เปน็ ตน้
e-Book หนงั สอื หรือเอกสารอิเลก็ ทรอนิกส์ ผูท้ ่ีอ่านสามารถ อ่านผา่ นทางอินเตอร์เน็ต หรืออุปกรณ์
อิเลก็ ทรอนกิ ส์พกพาอื่น ๆ ได้ หนงั สือหรอื เอกสารอเิ ล็กทรอนิกส์ จะมีความหมายรวมถึงเน้อื หา ทีถ่ ูกดัดแปลง อยู่
ในรปู แบบทีส่ ามารถแสดงผลออกมาได้ โดยเครือ่ งมืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ มลี ักษณะการ นำเสนอ สอดคล้อง และ
คล้ายคลงึ กับ การอา่ นหนังสือทวั่ ไปในชวี ิตประจำวัน แต่จะมี ลกั ษณะพิเศษ คอื สะดวกและรวดเรว็ ในการค้นหา
และผอู้ ่าน สามารถอ่าน พร้อม ๆ กันได้โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายส่งคนื หอ้ งสมดุ เช่นเดยี วกับหนังสอื ในห้องสมดุ
ท่ัวไป
e-Education หรือ Virtual Education หรือ หลกั ในการดำเนนิ งาน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรยี นท่ใี ดก็ได้ (any
where) เมือ่ ใด Online Teaching and Learning คือรูปแบบการจัดการศกึ ษาอกี รูปแบบหนง่ึ ท่ีอาศยั เทคโนโลยี
สารสนเทศเป็นเครื่องมือก็ได้ (any time) ซ่งึ เปน็ อีกรปู แบบหนึง่ ของการเรยี นการสอนทางไกล โดยที่ Online
Teaching and Learning จะเน้นระบบและกลไกในการดำเนนิ งานแบบออนไลน์
81
Courseware คอื เอกสารประกอบการเรยี นการสอนท่เี ป็นสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์
ซงึ่ ในปัจจุบันนิยมทำในรปู ของเอกสารเวบ็ Courseware ท่ีดีจะต้องได้รบั การออกแบบเพ่ือใหผ้ เู้ รยี นสามารถเรียนรู้
ได้ดว้ ยตนเอง โดยเนน้ ที่องค์ความร้จู ากห้องสมุดเสมอื นบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ ซ่ึงสามารถจะเขา้ ถงึ ไดท้ นั ที มกี าร
แบ่งเนอ้ื หาออกเป็นบทเรยี น มกี ารทดสอบเพื่อประเมนิ ว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรูใ้ นระดับใด มีการออกแบบให้มี
ปฏิสัมพนั ธร์ ะหว่างผู้เรียนกับเน้ือหาวชิ า ผู้เรยี นกับผเู้ รยี น ผู้เรยี นกบั ผสู้ อน โดยใชก้ ารสื่อสารผา่ นเครือข่าย
Virtual University คือมหาวิทยาลยั ทม่ี ีการเปิดการเรยี นการสอนทางไกล โดยกิจกรรมหลกั ที่เกย่ี วข้องกับการ
ดำเนนิ การจดั การเรียนการสอนจะใช้ระบบออนไลนเ์ ป็นหลัก ซงึ่ กเ็ ปน็ อกี รปู แบบหนง่ึ
e-Commerce ทางการศึกษา การจดั การศึกษาแบบ Virtual University นี้อาจจะดำเนนิ การโดยใช้บคุ ลากรของ
มหาวทิ ยาลยั ต่าง ๆ ที่อยู่คนละแห่งมาร่วมมอื กนั ไดเ้ ป็นเครือข่าย
82
10.การวิเคราะห์ปญั หาการจดั การเรยี นรทู้ เ่ี กดิ จากการใชน้ วัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศ
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
1. ความหมายของปญั หา
ความหมายปัญหาคอื ประเด็นที่เป็นอุปสรรค ความยากลำบาก ความท้าทาย หรอื เปน็ สถานการณใ์ ด ๆ ทีต่ ้องมกี าร
แกป้ ัญหาซงึ่ การแกป้ ัญหาจะรับร้ไู ดจ้ ากผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาหรอื ผลงานทน่ี ำไปสู่วตั ถุประสงค์หรอื เป้าหมาย
ประเด็นปัญหาแสดงถึงทางออกท่ีตอ้ งการ ควบคู่กับความบกพร่อง ข้อสงสัย หรือความไมส่ อดคล้องที่ปรากฏข้นึ ซึ่ง
ขัดขวางมิใหผ้ ลลพั ธ์ประสบผลสำเรจ็
2. วธิ ีการหรอื กระบวนการวิเคราะหป์ ัญหากระบวนการวิเคราะห์ปญั หากระบวนการแก้ไขปัญหามขี ้ันตอนท่ี
เกย่ี วขอ้ ง5ประการดังนี้
83
1.การกำหนดหรือนิยามปัญหา
2.การวเิ คราะห์สาเหตุ
3.การตดั สนิ ใจ
4.การลงมอื ปฏิบตั ิ
5.การประเมินผล
3. เหตุผล ท่คี รูตอ้ งมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกบั ปัญหาการจัดการเรยี นรูท้ ่ีเกิดจากการใช้นวตั กรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศครตู ้องมีความรู้ ความเขา้ ใจ เกี่ยวกบั ปัญหาการจัดการเรยี นรทู้ ีเ่ กิดจากการใชน้ วัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศ ครูจะต้องมีความเขา้ ใจ และผลกระทบทีจ่ ะตามมาจากการใช้งานนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เน่ืองจากการใชน้ วัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศนอกจากจะมีประโยชนม์ ากมายในการพัฒนาการเรยี นการ
สอนแล้ว ยงั มโี ทษของการใช้งานและปัญหาอนื่ ๆหากใช้อย่างไม่เหมาะสม ครจู ึงตอ้ งตระหนกั และมีความรู้ มี
คุณธรรมในการใช้งาน เพื่อให้เกิดผลประสทิ ธิภาพท่ีดี และเพื่อป้องกนั ปัญหาที่อาจจะตามมาในการจดั การเรียนรู้
4. ปญั หา และสาเหตุ การจัดการเรยี นรู้ที่เกดิ จากการใช้นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
84
• ดา้ นการกระจายโครงสร้างพื้นฐานเพือ่ การศึกษามีคอมพิวเตอร์ยังไมม่ ีหรือมีไมเ่ พยี งพอต่อความต้องการและที่
มอี ยกู่ ็ขาดการบำรุงรักษา รวมทัง้ ไม่อยู่ในสภาพทีใ่ ช้การได้
• ดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือพฒั นาการเรยี นรู้ครูใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารเพื่อพัฒนา
ทกั ษะวิชาชีพครนู ้อยมากและคอมพิวเตอร์มีจำนวนไมเ่ พยี งพอกบั ความต้องการที่ครจู ะใช้
• มีการวางแผนที่ไมด่ ีพอวางแผนจัดการความเส่ยี งไม่ดีพอ ยิง่ สถานศกึ ษามีขนาดใหญ่มากข้ึนเท่าใด การจดั การ
กับความเสี่ยงย่อมจะมคี วามสำคัญมากขนึ้ ตามลำดับ ทำให้คา่ ใช้จ่ายดา้ นน้ีเพิ่มสงู ขึ้น
• การนำเทคโนโลยีทไ่ี ม่เหมาะสมมาใชง้ านการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มาใช้ในสถานศึกษาจำเป็นตอ้ ง
พจิ ารณาให้สอดคล้องและตรงกบั ลักษณะของแนวการสอนหรือนโยบายของสถานศึกษา
• การขาดการจดั การหรือสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษาระดบั สงู
• ดา้ นการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร เพ่ือพัฒนาการบริหารจัดการและให้บริการทางการศึกษา
สถานศึกษายงั ขาดรูปแบบระบบสารสนเทศ และจัดใหผ้ บู้ ริหารมคี วามรคู้ วามเข้าใจในการใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่อื สารในระดบั เบือ้ งตน้
• ปัญหาการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ พบว่า สว่ นใหญก่ ารใช้วสั ดุ เครื่องมือหรืออปุ กรณ์ และเทคนิควิธกี ารครู
หรือบคุ ลากรทางการศึกษาในโรงเรยี นมปี ญั หาดา้ นงบประมาณไม่เพียงพอและมคี วามลา่ ช้า วสั ดุ เครอื่ งมอื หรือ
อปุ กรณ์มไี ม่เพียงพอกับความตอ้ งการ
5. สาเหตุ ของการเกดิ ปัญหาการจดั การเรยี นรู้ที่เกิดจากการใช้นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แตล่ ะด้าน
โดยใชเ้ คร่อื งมือ
5.1 ผบู้ รหิ าร ครู และนกั เรยี น
• บคุ ลากรขาดความรคู้ วามเข้าใจในการผลิตสอ่ื ประกอบการจัดกจิ กรรม บคุ ลากรขาดประสบการณ์ในการใช้สื่อ
นวัตกรรมทางการศึกษา
5.2 เคร่อื งมือ และอปุ กรณ์
• เครื่องมอื และอุปกรณ์ ขาดงบประมาณในการพฒั นานวตั กรรม อปุ กรณ์ไมเ่ พียงพอกบั ผเู้ รยี น
5.3 วัสดุ
• วัสดุขาดงบประมาณในการจัดซ้อื ไม่มงี บประมาณและการจัดเก็บไม่มีประสิทธิภาพ ทำใหว้ ัสดเุ กิดความ
เสยี หาย
5.4 วธิ ีการการจัดกิจกรรม
• วธิ ีการ กจิ กรรม ครูยึดวิธกี ารสอนแบบเดมิ คอื บรรยายหน้าชั้นเรียน แต่ส่วนใหญ่มแี นวโน้มในการพฒั นาทีด่ ีข้ึน
ครูยงั ไม่มีการนำสื่อนวัตกรรมมาใช้ในการจดั การเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง
5.5 สภาพแวดล้อม
85
สภาพแวดลอ้ มโดยทัว่ ไปยังไม่เหมาะสมกับการใช้สอ่ื เนื่องจากความยุง่ ยากและไม่คลอ่ งตัว มสี ถานที่ไม่เป็นสดั สว่ น
ไมม่ ีห้องท่ีใชเ้ พือ่ เก็บรักษาส่ือ
6. จากข้อ 5. เสนอแนวทางการแกป้ ญั หาการจัดการเรียนรู้ทเ่ี กิดจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
แตล่ ะด้าน
1. สร้างความตระหนัก ความรบั ผิดชอบในสว่ นทย่ี ังบกพร่องทางนวัตกรรมของบุคลากร ส่งเสรมิ ใหเ้ ขา้ รว่ มการ
อบรมสมั มนา สง่ เสริมให้เกิดการศกึ ษาดว้ ยตนเอง เพื่อให้ความรแู้ ละประสบการณ์ในการใช้สือ่ นวตั กรรมทาง
การศึกษาที่มากขึ้น
2. เพ่มิ งบประมาณใหเ้ พยี งพอ ให้หนว่ ยงานท่มี ีส่วนเกีย่ วข้องจัดหางบประมาณสนบั สนนุ สำนักงานเขตพ้ืนทตี่ ้อง
ช่วยดูแลและให้ความชว่ ยเหลือจัดสรรงบประมาณได้ เพื่อใช้ในการพัฒนานวตั กรรมใหม้ ีคณุ ภาพดยี ่ิงขึ้น และระดม
ทรพั ยากรท่ีมีในทอ้ งถิน่ มาชว่ ยสนับสนนุ
3. แนวทางการแกไ้ ข คอื ใชส้ ื่อนวัตกรรมตามความเหมาะสมของเนอื้ หาวิชาตามความยากงา่ ยของเน้ือหา แบ่งสื่อ
ไปตามห้องให้ครูรบั ผิดชอบ ควรจัดหาห้องเพ่ือการน้เี ป็นการเฉพาะ
4. จัดกลุ่มใหเ้ พ่ือนช่วยเพือ่ น คอยกำกบั แนะนำช่วยเหลอื จัดครเู ข้าสอนตามประสบการณค์ วามถนดั ควรจัดอบรม
เพอื่ ใหค้ วามรู้ จดั ทำนวตั กรรมท่มี ีโอกาสเป็นไปได้ และสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชน สอนเพ่ิมเติมนอกเวลา
5. เน้นการเรยี นการสอนที่นกั เรยี นไดฝ้ ึกปฏิบัตจิ ริง และสร้างองค์ความรูด้ ้วยตนเอง จดั แบบทดสอบท่หี ลากหลาย
ท้ังแบบปรนัย และอัตนัย และประเมินผลตามสภาพจริง ประเมนิ ผลงานจากแฟ้มสะสมงาน
7. วเิ คราะหป์ ัญหา ในชนั้ เรียน
ปญั หา: ครูยงั ยึดวธิ ีการสอนแบบเดมิ สอนแบบนิรนัยและแบบปรนยั คือบรรยายหนา้ ช้นั เรยี น เคร่อื งมือท่ีเลือกใช้:
powtoon,prezi และ socrativ
86
บรรณนานกุ รม
กรมวิชาการ. (2545). หลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2544. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ.
กรมสามัญศกึ ษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). การพฒั นาและการใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ในโรงเรยี นและ
ท้องถิน่ เพื่อจดั กระบวนการเรยี นร.ู้ กรุงเทพฯ :โรงพิมพก์ ารศาสนา.
กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี (2550). 81 แหลง่ การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแหง่ ชาต.ิ
เกษม คำบุตดา. (2550) . การพัฒนาแหล่งเรยี นรู้ในโรงเรียน เพือ่ สง่ เสริมการพัฒนาคุณธรรมจรยิ ธรรม
นกั เรียนโรงเรียนอนบุ าลมหาสารคาม อำเภอเมือง จงั หวดั มหาสารคาม. (การศึกษาค้นคว้าอสิ ระ,
มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
ชนาธปิ แก้วบา้ นดอน. (2557). ความหมายของแหล่งเรียนรู้. [เว็บบล็อก]. สืบคน้ จาก
https://www.gotoknow.org/posts/560489.
นริ นาม. (2555). ความหมายของแหล่งเรยี นร.ู้ [เว็บบลอ็ ก]. สบื ค้นจาก
http://www.thaigoodview.com/node/125007.
พนั ธ์ประภา พนู สิน. (2554). ความสำคัญของแหลง่ การเรียนรู้. [เวบ็ บลอ็ ก]. สืบค้นจาก
https://sites.google.com/site/punaoy/kha/phumipayya1/khwamhmaykhxnghaelngkarreiynru.
พนั ธป์ ระภา พูนสิน. (2554). ประเภทของแหล่งการเรียนรู้. [เวบ็ บลอ็ ก]. สืบคน้ จาก
https://sites.google.com/site/punaoy/kha/phumipayya1/khwamhmaykhxnghaelngkarreiynru.
สนธยา พลศรี. (2550). เครือข่ายการเรยี นรใู้ นงานพัฒนาชุมชน. พิมพค์ รง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : โอเดยี น
สโตร์.
สํานักงานการประถมศึกษาจงั หวัดมหาสารคาม. (2545). แหลง่ เรียนรแู้ ละภูมิปัญญาทอ้ งถิน่ ในจังหวดั
มหาสารคาม. มหาสารคาม : ฝา่ ยบรกิ ารทางการศึกษา หนว่ ยศึกษานเิ ทศก์.
87
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน. (2547). คู่มือการบรหิ ารการศึกษา. กรุงเทพฯ : คุรุ
สภาลาดพร้าว.
สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2550). แหล่งการเรียนรู้ตลอดชวี ิตตน้ แบบ
4 ภูมิภาค. กรงุ เทพฯ : ชมุ ชนสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย.
สทุ ธิธรรม เลชววิ ฒั น์. (2549). เครอื ขา่ ยชุมชนพอเพียง. พิมพค์ รงั้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ : สถาบนั วิถที รรศน์.
เสาวภา ประพนั วงศ์. (2551,ม.ค. – ธ.ค.). การจดั การแหล่งเรียนรู้ (Management of Lifelong
Learning : Library). อินฟอร์เมชน่ั , 15(1), 14-19.
อนุรกั ษ์ ปญั ญานุวัฒน์, รหัน แตงจวง และสกุ ญั ญา นมิ านันท.์ (2536). ประสิทธิภาพของรปู แบบ
การถา่ ยทอดความร้ดู ้วยส่ือบุคคล : กรณศี ึกษาการเผยแพร่ความรเู้ ร่ืองโรคเอดส์ในชุมชนชาน
เมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่ : ม.ป.ท.
เอกวิทย์ ณ ถลาง. (2540). ภูมิปญั ญาชาวบา้ นสี่ภูมิภาค: วถิ ชี ีวติ และกระบวนการเรยี นรู้ของชาวบา้ น
ไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.
Jarolimek. (1969). Social Studies in Elementary Education. 3rd ed. New York : The
Macmillan Company.
Nichols, Mark. (1971). Community Resources for School. Encyclopediaof Education.
2(1) : 341-347 ; February.
Ramirez, Emiliano C. (1954). Some Community School Practices. Quezan City :
National Printing.
Renandya, Willy A and Jacobs, George M. (1998). Learners And Languange Learning.
Published by SEAMEO Regional Language Centre.
Via, Richard A. (1992). English in three acts. The University Press of Hawaii.
88
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
การพัฒนาการและความเป็นมาของเทคโนโลยกี ารศึกษา
1. ขอ้ ใดกล่าวถงึ เทคโนโลยไี ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งท่สี ดุ
ก. การนาเทคโนโลยมี าใชป้ ระโยชน์
ข. การศกึ ษาวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ค. การประยกุ ตท์ ฤษฎีสกู่ ารปฏบิ ตั ใิ นการออกแบบ การพฒั นา การใช้ การจดั การ และการประเมนิ ผลของกระบวนการ
และทรพั ยากรการเรียนรู้
ง. การประยกุ ตท์ ฤษฎี แนวคดิ วิธีการ เพ่อื นามาใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน
3. แนวคิดท่เี ก่ียวกบั เทคโนโลยกี ารศกึ ษา มกี ี่ประการ อะไรบา้ ง
ก. 2 แนวคดิ ทางวิทยาศาสตรก์ ายภาพ แนวคิดทางพฤตกิ รรมศาสตร์
ข. 3 แนวคดิ ทางวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ แนวคดิ ทางพฤติกรรมศาสตรแ์ นวคิดทางปัญญาทศั นศาสตร์
ค. 4 แนวคิดทางวิทยาศาสตรก์ ายภาพ แนวคดิ ทางพฤตกิ รรมศาสตร์ แนวคิดทางปัญญาทศั นศาสตร์ แนวคิดทาง
คณิตศาสตร์
ง.ไม่มีแนวคิดท่เี กี่ยวกบั เทคโนโลยีการศกึ ษา
4. การเปรียบเทยี บประสบการณข์ องนกั เรยี นโดยใช้ “กรวยแหง่ ประสบการณ”์ เกย่ี วขอ้ งกบั แนวคดิ
ใด
ก. แนวคดิ ทางวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
ข. แนวคดิ ทางพฤตกิ รรมศาสตร์
ค. แนวคดิ ทางปัญญาทศั นศาสตร์
ง. แนวคดิ ทางคณิตศาสตร์
5. การนาหลกั การจากการผดุ รูแ้ ละญาณวทิ ยามาใชใ้ นการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม เก่ียวขอ้ งกับแนวคิดใด
ก. แนวคิดทางวิทยาศาสตรก์ ายภาพ
ข. แนวคิดทางพฤตกิ รรมศาสตร์
ค. แนวคิดทางปัญญาทศั นศาสตร์
ง. แนวคดิ ทางคณิตศาสตร์
89
6. การนาวธิ ีการทางจติ วทิ ยา มนษุ ยว์ ทิ ยา กระบวนการกล่มุ ภาษา ฯลฯ มาใชใ้ นเทคโนโลยีการศกึ ษา เป็นการจดั การตาม
แนวคดิ ใด
ก. แนวคดิ ทางวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
ข. แนวคดิ ทางพฤตกิ รรมศาสตร์
ค. แนวคดิ ทางปัญญาทศั นศาสตร์
ง. แนวคิดทางคณิตศาสตร์
7. ขอ้ ใดคือความหมายท่ถี กู ตอ้ งท่สี ดุ ของ “นวตั กรรม”
ก. การกระทาท่ไี มเ่ คยมมี ากอ่ น
ข. การกระทาท่รี อื้ ฟื้นมาจากของเดิม
ค. การกระทาท่เี อาแบบอยา่ งมาจากท่ีอนื่
ง. การกระทาท่ใี ชแ้ นวคดิ หรอื วธิ ีปฏบิ ตั ใิ หมๆ่ เพ่อื แกป้ ัญหาและพฒั นางาน
8. นวตั กรรมการศกึ ษามคี วามสาคญั ต่อการจดั การศกึ ษาอย่างไร
ก. เพมิ่ ความสาคญั ในตวั ผสู้ อน
ข. เพ่ิมความสาคญั ในตวั ผเู้ รียน
ค. ลดความสาคญั ทง้ั ในตวั ผสู้ อนและผเู้ รียน
ง. ชว่ ยแกไ้ ขปัญหาและพฒั นาการจดั การศกึ ษา
9. ขอบขา่ ยของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา แบง่ ออกไดเ้ ป็นกี่กล่มุ
ก. 3 กลมุ่
ข. 4 กลมุ่
ค. 5 กลมุ่
ง. 6 กล่มุ
10. บดิ าของวชิ าเทคโนโลยกี ารศกึ ษา คอื ใคร
ก.โคมินิอสุ
ข. เฟรอเบล
ค. กล่มุ โซฟิสต์
ง. แลงแคสเตอร์
90
11.ขอ้ ใด”ไมใ่ ช่”แนวคิดพ้ืนฐานทก่ี ่อใหเ้ กดิ นวตั กรรมการศึกษา
ก.เวลาทใ่ี ช้ในการเรียน
ข.ความพร้อมของผ้เู รยี น
ค.ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
ง.ความทนั สมัยของเทคโนโลยี
12.เปน็ การเรียนทางไกลทผี่ ู้เรียนสามารถตอบโต้กบั ผสู้ อนได้ โดยอาศยั เครือขา่ ยอนิ เตอร์เนต็ ซึง่ ชว่ ยใหเ้ รียนรูไ้ ด้
โดยไม่มีข้อจำกัดของเวลา ระยะทางและสถานทโ่ี ดยผูเ้ รยี นสามารถทจ่ี ะเรยี นรู้ได้ตลอดเวลา
ก. E-learning
ข. E-Classroom
ค. E-Book
ง. E-Library
13.การนำระบบ GIS (Geographic InformationSystems) เข้ามาช่วยในการดูแลการจัดสรรทรพั ยากรการจดั
การศึกษาเป็นการดำเนนิ การด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารเพ่อื การศึกษาเรื่องใด
ก. การใช้ ICT เพื่อพฒั นาการเรียนรู้
ข. การใช้ ICT เพ่ือการบริหารและบรกิ ารทางการศึกษา
ค. การผลิตและพัฒนาบคุ ลากร ICT
ง. การกระจายโครงสร้างพ้ืนฐาน ICT เพ่อื การศึกษา
14.หลักการเลอื กส่ือการสอนที่ดี ควนพจิ ารณาจากเกณฑ์ใด
ก.มรี าคาแพง ข.สอดคล้องกบั วตั ถุประสงค์
ค.มีความทนั สมัย ง.ถกู ทกุ ขอ้
15.การอำนวยความสะดวกด้านสือ่ การสอนใหก้ ับครู ควรดำเนนิ การอย่างไร
ก.มีหน่วยผลติ ส่ือการสอน
ข.มีห้องสำหรบั ทดลองใช้สือ่
ค.มผี ู้คอยให้คำแนะนำ และใหบ้ รกิ ารเม่ือครูต้องการใช้
ง.ถูกทุกข้อ
91
16.ขอ้ ใดอธิบายความหมายของแหล่งทรัพยากรการเรยี นรู้ได้ดที ่สี ุด
ก.สถานที่ที่บุคคลไปแสวงหาความรู้
ข.การท่ีผู้เรียนเขา้ ไปค้นคว้าหาความรู้ในห้องสมุด
ค.แหล่งรวบรวมทรพั ยากรทเ่ี ป็นประโยชน์ตอ่ การเรยี นการสอน
ง.แหล่งรวบรวมทรพั ยากรบุคคล วัสดุ อุปกรณ์ ข้อมลู และสถานที่ส่งเสริมการเรยี นรู้และคน้ หาคำตอบ
17.ปัจจยั ดา้ นใดที่ก่อใหเ้ กิดความเพยี งพอและมปี ระสทิ ธิภาพของแหลง่ ทรัพยากรการเรียนรู้
ก.เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ข.เอกชนและผู้ใหก้ ารสนับสนุน
ค.พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ
ง.นโยบายรฐั บาลและผู้บรหิ ารระดับสงู
18.บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนรปู แบบใดทมี่ โี ครงสรา้ งการออกแบบคลา้ ยกบั กิจกรรมการเรยี นการสอนจรงิ ใน
ชั้นเรยี นปกติ
ก.แบบฝกึ ปฏิบัต(ิ Drill)
ข.แบบสอนเนอ้ื หา(Tutorial)
ค.แบบสถานการณจ์ ำลอง(Simulation)
ง.แบบเกมการสอน(Instructional Game)
19.การออกแบบบทเรยี นโดยใหผ้ เู้ รียนต้องใสช่ ่อื และข้อมลู อนื่ ๆการป้อนข้อมลู ดังกล่าวจะนำไปใช้ประโยชนใ์ นดา้ น
ใด
ก.ดา้ นการพิมพ์ขอ้ มูลการเรยี น
ข.ดา้ นการเกบ็ เพื่อเปน็ ฐานข้อมูล
ค.ด้านการสร้างความน่าสนใจของบทเรยี น
ง. ถูกทุกขอ้
20.ในการออกแบบบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนความทา้ ทายถือเป็นแรงจงู ใจท่ชี ว่ ยใหผ้ เู้ รียนสนใจในการศึกษา
บทเรียนหลกั การในข้อใดสอดคล้องกับแนวคดิ ดังกล่าว
ก.ต้องให้รางวลั กจิ กรรมท่ยี ากมากกวา่ ง่าย
ข.กจิ กรรมต้องมีความยากเฉพาะคนเกง่ เท่านนั้ ทีจ่ ะไปถงึ จุดหมายได้
ค.กิจกรรมต้องมีเกณฑ์วดั เพ่ือบอกวา่ ผ้เู รยี นอยู่ตรงสว่ นใดของเปา้ หมาย
ง.ต้องลงโทษในกิจกรรมทง่ี า่ ยแตผ่ ู้เรียนทำผดิ พลาด
92
แบบทดสอบ 10
ขอ้ 1. ทกั ษะต่าง ๆ ท่เี ก่ียวกับคอมพิวเตอร์ เรยี กวา่ อะไร
ก. ความชำนาญทางคอมพวิ เตอร ์
ข. การรับรู้ด้านคอมพวิ เตอร์
ค. การเช่ือมต่อคอมพิวเตอร ์
ง. เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์
2. ตัวเลือกในข้อใดประกอบด้วย คียบ์ อรด์ เมาส์ จอภาพ หนว่ ยระบบ และอุปกรณ์อน่ื ๆ
ก. บุคลากร
ข. ระเบยี บปฏิบตั กิ าร
ค. ฮารด์ แวร์
ง. หน่วยระบบ
3. ซอฟตแวรร์ ะบบในข้อใดททส่ี ำคญั ท่ีสุด
ก. โปรแกรมประมวลผลคำ
ข. โปรแกรมระบบจักการ ฐานข้อมูล
ค. โปรแกรมระบบปฏบิ ัติการ
ง. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
4. โปรแกรมเบราวเ์ ซอร์ โปรแกรมประมวลผลคำและโปรแกรมตารางคำนวณ เปน็ โปรแกรมประเภทใด
ก. ซอฟต์แวร์ประยกุ ตพ์ ิเศษ
ข. ซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ เอนกประสงค์
ค. ซอฟต์แวร์ขนั้ สูง
ง. โปรแกรมปญั ญาประดิษฐ์
93
5. โน้ตบกุ๊ คอมพวิ เตอร์เรยี กอย่างหนง่ึ ว่าอะไร
ก. พดี ีเอ
ข. คอมพิวเตอรว์ างตัก
ค. ปาลม์ ทอ็ ปคอมพิวเตอร์
ง. คอมพิวเตอร์ขนาดกลาง
ตอบ ข.
6 คำทใ่ี ช้แทนหน่วยความจำชั่วคราวคือคำใด
ก. พีดีเอ
ข. ซีดี
ค. แรม
ง. ดวี ดี ี
7. ดิสประเภทใดทใี่ ชเท้ คโนโลยีแสงเลเซอร์
ก. ฮาร์ดดิสก์
ข. ฟล็อปปด้ี สิ ก์
ค. จานแสง
ง. ดสิ เก็ต
8. ไฟลทปี่ ระกอบด้วยเอกสารประกอบการบรรยายสำหรบั ผู้ฟังบนั ทึกสำหรับผู้ใดและสไลดอ์ ิลก็ ทรอนนกิ ส์ เป็น
ไฟล์ประเภทใด
ก. ไฟล์เอกสาร
ข. ไฟล์ฐานข้อมูล
ค. ไฟล์แผน่ ตารางท าการ
ง. ไฟลก์ ารนำเสนอ
9. คำทใ่ี ช้อา้ งออิงถึงอปุ กรณ์สอื่ สารแบบเคลื่อนที่ ได้รบั ความยอมรับอยา่ งกว้างขวาง คือขอ้ ใด
ก. ภาวะเชื่อม
ข. การปฏิวัตไิ รส้ าย
ค. อนิ เตอรเ์ น็ต
ง. ความชำนาญทางคอมพวเิ ตอร์
94
10. เครือข่ายที่ใหญ่ทส่ี ดุ ในโลกเรยี กวา่ อะไร
ก. อินเตอร์เน็ต
ข. เวลิ ด์ไวดเ์ วบ็
ค. เว็บไซต์
ง. เว็บ
95
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
1. ข 2. ค 3. ข 4. ก 5. ค
6. ข 7. ง 8. ง 9. ค 10. ก
11 ก 12. ก 13.ข 14 ข 15.ง
16.ง 17.ข 18.ข 19.ง 20.ก
เฉลยทำสอบหลงั เรยี น
1 ตอบ ก.
2 ตอบ ค.
3 ตอบ ค.
4 ตอบ ข.
5 ตอบ ข.
6 ตอบ ค.
7 ตอบ ค.
8 ตอบ ง.
9 ตอบ ข.
10 ตอบ ก
96